PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพุธที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2560

วงปฏิรูป ปิ๊งไอเดียเปิดทางทหารเกณฑ์ สมัครเป็นตำรวจควบคุมฝูงชน

วงปฏิรูป ปิ๊งไอเดียเปิดทางทหารเกณฑ์ สมัครเป็นตำรวจควบคุมฝูงชน


คกก.ปฏิรูป ตร. ชงตั้ง ก.รท.รับเรื่องร้องทุกข์ตำรวจ หากพบไม่ได้รับความเป็นธรรม ต้องเยียวยา ปิ๊งไอเดียถกแนวคิดทหารเกณฑ์สมัครตำรวจได้

เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. 60 ที่รัฐสภา นายมานิจ สุขสมจิตร ประธานคณะอนุกรรมการด้านสื่อสารสังคม คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม (ตำรวจ) กล่าวว่า ในการประชุมคณะกรรมฯ ที่มี พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ เป็นประธาน ที่ประชุมได้มีมติให้มีแก้ไขร่าง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ ตามที่อนุกรรมการบริหารงานบุคคลเสนอ โดยให้เพิ่มเติมมาตรา 106/1 ให้มีคณะกรรมการพิจารณาร้องทุกข์ ที่ได้รับการแต่งตั้งจาก ก.ตร.คณะหนึ่ง เรียกว่า "ก.รท." มีอำนาจหน้าที่พิจารณาเรื่องร้องทุกข์ของข้าราชการตำรวจ ประกอบด้วยคณะกรรมการข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิคนหนึ่ง เป็นประธานกรรมการ และคณะกรรมการจำนวน 8 คน ประกอบด้วย รองเลขาธิการ ก.พ.ที่ได้รับมอบหมาย ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมีความรู้ความซื่อสัตย์สุจริต ความเที่ยงธรรมเป็นที่ประจักษ์ ไม่เคยเป็นข้าราชการตำรวจมาก่อน จำนวน 3 คน รวมทั้งผู้เคยเป็นข้าราชการตำรวจในตำแหน่งตั้งแต่ผู้บัญชาการ หรือตำแหน่งเทียบเท่าขึ้นไปจำนวน 4 คน ให้ผู้บัญชาการสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ เป็นเลขานุการและผู้บังคับการหน่วยงาน ที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการรับเรื่องราวร้องทุกข์ของข้าราชการตำรวจ เป็นผู้ช่วยเลขานุการ

"โดยหากมีเรื่องเรียนจากข้าราชการตำรวจให้ถือคำวินิจฉัยของ ก.รท.เป็นที่สุด และให้เป็นหน้าที่ของผู้บังคับบัญชา ผู้มีอำนาจ ก.ตร. หรือ ก.ตช. แล้วแต่กรณีในการสั่งการเยียวยาและแก้ไขหรือดำเนินการตามสมควร เช่น หากมีการโยกย้ายไม่เป็นธรรม และตรวจสอบพบว่าเป็นเรื่องจริง ให้มีการเยียวยา หรือให้บุคคลนั้นกลับไปดำรงตำแหน่งเดิม ทั้งนี้ งานด้านบริหารงานบุคคลที่ประชุมจะพิจารณาให้แล้วเสร็จในวันที่ 27 ธ.ค. และเสนอต่อรัฐบาลในวันที่ 28 ธ.ค. ตามกรอบระยะที่รัฐบาลกำหนดไว้ เพื่อให้ทันต่อการแต่งตั้งโยกย้ายในปี 2561" นายมานิจ กล่าว

นอกจากนั้นที่ประชุมยังได้มีการหารือถึงแนวคิดที่จะให้มีตำรวจเกณฑ์ โดยให้ทำในลักษณะเดียวกับทหารเกณฑ์ แต่เมื่อที่ประชุมตรวจสอบแล้วพบว่าเรื่องนี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ที่ระบุว่าชายไทยต้องเกณฑ์ทหาร ไม่มีคำว่าตำรวจ ที่ประชุมจึงพิจารณาทางออกโดยอาจจะให้ทหารเกณฑ์ที่ผ่านการเกณฑ์ทหาร และฝึกอบรมมาแล้ว 2 ปี สามารถสมัครเข้าเป็นตำรวจต่อได้ แต่ไม่ได้ให้เกี่ยวข้องกับคดี ให้อยู่ในด้านการดูแลรักษาความปลอดภัย หรือควบคุมฝูงชน เพื่อแก้ปัญหาในขณะนี้ที่ตำรวจขาดแคลนถึง 7,000 นาย อย่างไรก็ตาม แนวคิดดังกล่าวนี้ก็ยังไม่ได้มีข้อยุติ ยังต้องพิจารณารูปแบบที่เหมาะสมต่อไป

"นายกฯบิ๊กตู่" ยัน ไม่มีใครปกป้อง "บิ๊กป้อม" ได้ ปม "นาฬิกาหรู"

"นายกฯบิ๊กตู่" ยัน ไม่มีใครปกป้อง "บิ๊กป้อม" ได้ ปม "นาฬิกาหรู" เป็นเรื่องส่วนตัว ดำเนินการเอง /พร้อมโชว์นาฬิกาข้อมือ ยี่ห้อ ไซโก้ บอกแจง ป.ป.ช. หมดแล้ว รับรองถูกกม.ไม่ใส่เกินราคา

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.กล่าวถึงกระแสกดดันพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และมว.กลาโหม เรื่องนาฬิกาหรูว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของหน่วยงานที่รับผิดชอบคือ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
"ซึ่งเป็นเรื่องส่วนตัวของ พล.อ.ประวิตร ก็จะมีการดำเนินการด้วยตัวท่านเอง ไม่มีใครไปดูแลหรือปกป้องได้ เป็นเรื่องส่วนตัวของท่าน"
ผู้สื่อข่าวถามว่า แล้วพล.อ.ประยุทธ์ สวมนาฬิกายี่ห้อใด ขอให้โชว์ได้หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอย่างอารมณ์ดีว่า "ทำไมต้องโชว์ ก็ใส่อยู่ทุกวัน"
จากนั้นนายกฯได้ยกมือข้างซ้ายโชว์นาฬิกาอย่างรวดเร็ว พร้อมกล่าวต่อว่า "ขอร้องอย่าให้เป็นประเด็นเลย ผมก็รู้ว่าควรจะเอายังไง ก็เป็นนาฬิกายี่ห้อไซโก้ ใส่แล้วโก้ไหม เด็กๆผมก็ใส่ไซโก ใส่อะไรก็เหมือนกันทั้งนั้น วันข้างหน้าเอาอย่างนี้หรือไม่ ห้อยนาฬิกาปลุกไว้ที่คอ แล้วค่อยว่ากัน"
ทั้งนี้เมื่อผู้สื่อข่าวคะยั้นคะยอให้นายกรัฐมนตรี โชว์นาฬิกาข้อมืออีกครั้ง พล.อ.ประยุทธ์ ปฏิเสธพร้อมระบุว่า ไม่เอาแล้ว ไม่ใส่เกินราคาหรอก ผมมีนาฬิกาหลายเรือนซึ่งได้แจ้งบัญชีทรัพย์ไปกับ ป.ป.ช.ทั้งหมดแล้ว รับรองว่าไม่ผิดกฎหมายแน่

"บิ๊กตู่" ชี้ "พรรคทหาร" ตั้งแล้ว ไม่สำเร็จสักที เผยจะสนับสนุนทุกพรรค

"บิ๊กตู่" ชี้ "พรรคทหาร" ตั้งแล้ว ไม่สำเร็จสักที เผยจะสนับสนุนทุกพรรค ที่เข้าการเมืองอย่างโปร่งใส มองเห็นอนาคต/เผยถาม "สมคิด" แล้ว บอกไม่ได้ตั้งพรรคทหาร/ เมิน "โหรวารินทร์" ทำนายอยู่อีกสมัย แขวะ โหรคือโหร ถูกบ้างไม่ถูกบ้าง
พลเอกประยุทธ์ กล่าวถึงการตั้งพรรคประชารัฐที่จะสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ อีกสมัยนั้น ว่า คงต้องไปถามคนพูด ตนไม่ได้พูดสักคำ
"พรรคทหารคืออะไร ผมยังไม่รู้ หลายคนบอกว่าเป็นพรรคแบบเดิมอะไรต่างๆ
โดยมีทหาร แต่ผมยังไม่เห็นมีทหารที่ไหนมาตั้งพรรคการเมืองให้กับผม
ถ้าเขาไปตั้งของเขาเองก็เป็นเรื่องส่วนตัวของเขา ไม่เกี่ยวกับผม ฉะนั้น คงไม่มีใครไปตั้งพรรคทหาร
ก็รู้อยู่ว่าตั้งมาแล้วก็คือปัญหา มันไม่เคยสำเร็จสักที จะไปตั้งให้มันเมื่อยทำไม ทุกคนพยายามจะสร้างกระแสให้ได้ว่าจะมีพรรคทหาร ให้คนรังเกียจ ต้องไปดูจุดมุ่งหมายที่เขาพูดกันเพื่ออะไร ไปถามเขาดู
ทั้งนี้ สิ่งที่รัฐบาลคสช. คิดคำนึงตลอดเวลาที่จะสนับสนุนนั้น เป็นการสนับสนุนทุกพรรคไม่ว่าจะเป็นพรรคเก่า หรือพรรคใหม่ที่เข้ามาสู่การเมืองอย่างโปร่งใสมีประสิทธิภาพ มองเห็นอนาคตประเทศ เป็นเรื่องของประชาชนที่จะตัดสินในการเลือกต่อไป ทุกพรรคมีโอกาสทั้งสิ้น อย่าไปมองว่าพรรคนี้จะได้ พรรคโน้นจะไม่ได้ เดี๋ยวทุกอย่างจะค่อยๆ เดินไปเรื่อยๆ ความชัดเจนจะเกิดขึ้น ประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินใจด้วยตัวเองในการเข้าคูหากาบัตรเลือกตั้ง
ส่วนข่าวให้นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ เป็นหัวหน้าพรรคทหารเพื่อสนับสนุนให้นายกฯ อยู่ต่อ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ผมก็ถามนายสมคิดว่าไปตั้งพรรคทหารหรือ นายสมคิดบอกว่าไม่ได้ตั้ง
และการจะสนับสนุนให้นายกฯ อยู่ต่อ มันจะอยู่ต่ออย่างไร ผมก็ยังไม่รู้ ขึ้นอยู่กับว่าอยู่ต่อไม่อยู่ต่อ รัฐธรรมนูญเขียนไว้เรื่องนายกฯ คนนอก ซึ่งยังไปไม่ถึงตรงนั้นเลย พรรคตั้งใหม่ตั้งเก่าจะไปยังไง ยังมองไม่ออกเลย ทำไมจะต้องไประแวงตรงนั้น เขาเรียกว่ามองปัญหาไปก่อนแล้ว ยังไม่ถึงตรงนั้นจะรีบไปทำไมต้องโน้น ตนคงไม่ไปทำอะไรให้วุ่นวายขนาดนั้น
เมื่อถามถึงการเคลื่อนไหวของกลุ่มกปปส. ที่นำโดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ในช่วงเวลานี้ที่ออกมาเรียกร้องให้ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ก็เป็นเรื่องของท่าน รวมถึงการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้งก็เป็นความคิดของท่าน ก็แล้วแต่ประชาชนจะว่าอย่างไร
ส่วนกรณีที่โหรวารินทร์ออกมาทำนายว่าปีหน้าจะมีการเลือกตั้ง และพล.อ.ประยุทธ์ จะเป็นนายกฯ ต่อไปนั้น ก็โหร สื่อเข้าใจคำว่าโหรหรือไม่ โหรก็คือโหร ก็ถูกบ้างไม่ถูกบ้าง ก็คือโหรเป็นสถิติทางโหราศาสตร์
ส่วนการที่จะให้นายกฯ วิเคราะห์การเมืองในปีหน้านั้น ตนไม่รู้จะวิเคราะห์ยังไง ขอทำงานแก้ปัญหาความยากจนก่อนดีกว่า จะไปวิเคราะห์การเมืองทำไม ตนยังไม่ได้ไปเดินการเมืองสักอัน

“สมชัย” แนะง่ายสุดให้ปลดล็อกไปเลย ดีกว่าใช้ ม.44 ขยายเวลาให้พรรคการเมือง

“สมชัย” แนะง่ายสุดให้ปลดล็อกไปเลย ดีกว่าใช้ ม.44 ขยายเวลาให้พรรคการเมือง


“สมชัย” ชี้ ง่ายสุดให้ปลดล็อก ดีกว่าใช้ ม.44 ขยายเวลาพรรคการเมืองปฎิบัติตาม พ.ร.ป.พรรคการเมือง

เมื่อ‪เวลา 14.00‬ น. วันที่ 20 ธันวาคม ที่สำนักคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการกกต. แถลงกรณีที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะใช้คำสั่งตามมาตรา 44 ขยายเวลาการทำกิจกรรมของพรรคการเมืองตามพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง ว่า ยังไม่เห็นคำสั่งที่ชัดเจน แต่ถ้ามีการปลดล็อกเพื่อให้ผู้ประสงค์จะตั้งพรรคการเมืองใหม่มาจองชื่อ และหาสมาชิกให้ครบตามที่กฎหมายกำหนด ก่อนที่จะมีการปลดล็อกทั้งหมดในช่วงที่จะมีการเลือกตั้ง เพื่อไม่ให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบกับพรรคการเมืองเดิม ทุกฝ่ายที่ประสงค์จะเข้าสู่การเลือกตั้งต้องเตรียมตัวให้พร้อม แต่การที่คสช.ระบุว่าจะขยายหรืออาจงดเว้นการดำเนินการตามพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมืองในบางเรื่อง ถ้าหมายถึงการปฏิบัติตามมาตรา 141 ของพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง ก็เห็นว่าไม่เป็นผลดี เนื่องจากหลักคิดในการยกร่างฯมาตรานี้เพื่อปฏิรูปพรรคการเมืองให้เข้มแข็ง ปราศจากนายทุน เป็นพรรคของประชาชน ซึ่งเป็นการออกแบบที่ดีแล้ว และควรเดินหน้าตามนั้น วิธีการที่ง่ายที่สุดคือควรจะปลดล็อกมากกว่า

นายสมชัย กล่าวอีกว่า การปลดล็อกบางส่วนของ คสช.จะมีผลต่อการเตรียมการของพรรคการเมืองในการเลือกตั้ง ซึ่งการเลือกตั้งจะเริ่มนับเมื่อกฎหมายที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งทั้ง 4 ฉบับประกาศใช้แล้ว โดยจะต้องมีการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จภายใน 150 วัน หากพิจารณาจากที่นายกฯประกาศต่อสื่อและชาวโลกว่าจะมีการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายน 2561 ซึ่งการพิจารณากฎหมายของสนช.หากแล้วเสร็จและไม่มีององค์กรใดคัดค้าน คาดว่ากฎหมายจะประกาศใช้เร็วที่สุดคือเดือนเมษายนและมีการเลือกตั้งในเดือนสิงหาคม 2561 แต่หากมีการโต้แย้งการประกาศใช้กฎหมายจะล่าช้าออกไปและการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน อย่างที่นายกฯระบุ ดังนั้นพรรคการเมืองที่จะจัดตั้งใหม่ซึ่งจะต้องมาเริ่มกระบวนการทุกอย่างหลังจดทะเบียนพรรคแล้วพร้อมกับพรรคการเมืองเก่าในช่วงเวลาหลังกฎหมายลูก 4 ฉบับใช้บังคับ การดำเนินการของพรรคการเมืองจะทำทันหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับรัฐบาลจะประกาศให้มีพระราชกฤษฎีกาการเลือกตั้งเมื่อไหร่ เพราะตามกฎหมายรัฐบาลจะประกาศช่วงใดก็ได้ ไม่จำเป็นต้องทำทันทีที่ระยะเวลา 150 วัน เริ่มนับ แต่ปัญหาคือหลังประกาศพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง 5 วันจากนั้น กกต.ต้องประกาศกำหนดวันเลือกตั้งและต้องประกาศวันรับสมัครเลือกตั้งภายใน 25 วัน หลังมีพระราชกฤาฎีกาเลือกตั้ง จึงเท่ากับเมื่อรถไฟขบวนแรกออกเมื่อไหร่ ขบวนที่ 2 ขบวนที่ 3 ต้องออกตามทันที คำถามถือระยะเวลาดังกล่าว พรรคการเมืองใหม่-เก่า จะสามารถดำเนินการจัดประชุมใหญ่เพื่อแก้ไขข้อบังคับพรรค จัดตั้งสาชาพรรค ตัวแทนประจำจังหวัด จัดทำไพรมารีโหวต เพื่อให้แล้วเสร็จ เพื่อจะเดินมาสมัคร‪ใน 5 วัน‬ดังกล่าวได้หรือไม่

นายสมชัย คาดการณ์ว่า รัฐบาลจะไม่รีบประกาศพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้ง โดยอาจจะประกาศหลังจากที่กฎหมายลูกมีผลใช้บังคับแล้ว 2 เดือนเพื่อให้ทุกฝ่ายมีเวลาเตรียมตัว กกต.เองจะมีเวลาประมาณ 90 วัน ถือว่าเพียงพอ จึงอยากฝากถึงทั้งพรรคใหม่และเก่าหากปลดล็อกแล้วทุกพรรคจะมีเวลาไม่เยอะ อาจเพียง 2 เดือน จึงต้องเตรียมการให้พร้อม เพราะนี่เป็นโจทย์ใหญ่

นายสมชัย กล่าวอีกว่า กกต.ได้รับหนังเชิญเลขาฯ กกต. ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง เข้าร่วมประชุม คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาเสนอแนะ และรวบรวมความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ของ สนช. เพื่อไปหารือถึงการแก้ไข พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง ซึ่งตนเสียดายที่ไม่ได้รับเชิญ ทั้งที่อยากไปร่วมแสดงความคิดเห็น

มีคนเดียว

มีคนเดียว


การออกมาปูดข่าวใหญ่ ระดับล้วงไข่งูจงอางของ นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.ปชป. ที่ออกมาแฉแผนตั้งพรรคประชารัฐ เพื่อสืบทอดอำนาจ คสช.

โดยวางตัว ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯฝ่ายเศรษฐกิจ เป็นหัวหน้าพรรค และ ดร.สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ อดีตปลัดกระทรวงการคลัง ประธาน กก.ยุทธศาสตร์ชาติด้านความสามารถการแข่งขัน เป็นเลขาธิการพรรค

เพื่อเป็นฐานค้ำยัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้นั่งเก้าอี้นายกฯอย่างสะดวกโยธิน

ถือเป็นข่าวซุปเปอร์ฮอตที่สร้างกระแสฮือฮาอย่างแรง

“แม่ลูกจันทร์” กราบเรียนว่า ดร.สมคิด ผู้ถูกชี้เป้าจะเป็นหัวหน้าพรรค คสช.ต้องรีบออกมาปฏิเสธข่าวทันที อ้างตัวเองอายุมากแล้ว แถมสุขภาพก็ไม่ค่อยดีและไม่มีความสนใจจะเล่นการเมือง

ส่วน ดร.สถิตย์ ซึ่งถูกระบุว่าถูกวางตัวเป็นเลขาธิการพรรคประชารัฐ ก็ปฏิเสธเป็นพัลวันว่าไม่เป็นความจริง ไม่เคยถูกทาบทามให้รับตำแหน่งเลขาธิการพรรคใหม่ และขณะนี้ยังไม่มีความสนใจจะเล่นการเมือง

เอาเถอะ...ถึงแม้ ดร.สมคิด และ ดร.สถิตย์จะออกมาปฏิเสธข่าวนี้พร้อมกัน

แต่ถ้าสังเกตให้ดีๆ น้ำเสียงปฏิเสธยังไม่เต็มปากเต็มคำ

ไม่ถึงขั้นปฏิเสธเด็ดขาด 100 เปอร์เซ็นต์

แต่หากวันข้างหน้าเกิดจำเป็นต้องให้ “ดร.สมคิด” ถือธงนำพรรคการเมืองเพื่อสานต่อแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

การตัดสินใจอาจเปลี่ยนได้ตามเงื่อนไขของสถานการณ์

“แม่ลูกจันทร์” ยังเชื่อทฤษฎีถ้าไม่มีไฟย่อมไม่มีควัน

กระแสข่าวตั้งพรรคการเมืองใหม่เป็นสะพานคอนกรีตให้ พล.อ.ประยุทธ์ก้าวข้ามการเลือกตั้งไปนั่งเก้าอี้นายกฯคนกลาง

มันมีแนวโน้มผลุบๆโผล่ๆอยู่ตลอดเวลา

เช่น...การที่ พล.อ.ประยุทธ์ โยนคำถาม 6 ข้อให้ประชาชนทั่วประเทศตอบผ่านศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย

ถามประชาชนเห็นด้วย? หรือไม่เห็นด้วย? ที่ คสช.จะสนับสนุนพรรคการเมือง

ถ้าหาก คสช.ไม่มีแนวคิดตั้งพรรคการเมือง “พล.อ.ประยุทธ์” คงไม่ตั้งคำถามประเด็นนี้ให้อึกทึกครึกโครม

“แม่ลูกจันทร์” ไม่แปลกใจถ้า คสช.มีแนวคิดจะตั้งพรรคการเมืองใหม่เพื่อเป็นฐานเสียงในสภาฯ

เพราะแม้ คสช.จะมีเสียง ส.ว.ลากตั้ง 250 คนอยู่ในกำมือ

แต่ถ้าไม่มีเสียง ส.ส.ช่วยสนับสนุนให้เกิดความมั่นคง การทำงานในระบบรัฐสภาก็จะนั่งไม่สนุกลุกไม่สบาย

“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่า ถ้าหาก คสช.จะตั้งพรรคการเมืองของตัวเองเพื่อเป็นฐานสนับสนุนในสภาฯ ก็ต้องมีจำนวน ส.ส.มากพอสมควร

คนที่จะเป็นหัวหน้าพรรคใหม่จะต้องมีผลงานเข้าตาประชาชน เป็นแม่เหล็กดึงดูดคะแนนเลือกตั้งได้เป็นกอบเป็นกำ

ถามว่า ใครมีคุณสมบัติตรงสเปกที่สุดที่จะรับบทบาทสำคัญเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองสืบทอดอำนาจ คสช.??

“แม่ลูกจันทร์” ขอยืนยันเหมือนเดิมว่า ดร.สมคิด เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในบรรดาตัวเลือกที่มีอยู่ไม่กี่คน

ข้อสำคัญ ดร.สมคิด มีความเหมาะสมกับบทเบอร์ 2 ของ พล.อ.ประยุทธ์ ทางการเมือง

ถ้าไม่มี ดร.สมคิด ช่วยประคองรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จะเหนื่อยสาหัสยิ่งกว่านี้หลายเท่าตัว

สรุปแบบฟันธง ถ้า คสช.จะตั้งพรรคการเมืองของตัวเอง เพื่อไม่ต้องยืมจมูก ส.ส.พรรคอื่นหายใจ

มีพรรคการเมืองสาขา คสช.เป็นฐานเสียงหนุนรัฐบาลในสภาฯ

ถ้าไม่เอา ดร.สมคิดก็คิดผิดแล้วโยม.

“แม่ลูกจันทร์”

คลายปมเพื่อล็อกยาว

คลายปมเพื่อล็อกยาว


ก็นึกว่า “รับทุกลูก” ที่สัญญาณหน่วยเหนือส่งออกมา

แต่ล่าสุดคิว “พรเพชร วิชิตชลชัย” ประธาน สนช.บอกปัดแนวทางที่คนในเครือข่ายท็อปบูตออกมาเสนอแก้กฎหมาย ขยายกรอบเวลาให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมตามเงื่อนไขกฎหมายได้

แนะให้ใช้พรรคการเมืองยื่นขอขยายเวลากับ กกต.แทน

บิ๊ก สนช. ยังเคลียร์ข้อกล่าวหา สมคบคิดยื้อโรดแม็ปเลือกตั้ง ชนิดที่เอาไปแอ็กได้ ไม่ใช่ “สภาฝักถั่ว”
แม้แต่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ลูกทีม “ซือแป๋มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธานกรธ. ก็แสดงท่าทีไม่เห็นด้วย กับคิวรื้อกฎหมายรีเซ็ตสมาชิกพรรคการเมือง

นอกจากนี้ คิวปล่อยฟรี สนช.ก็ชักส่อป่วนหลายคิว โดยเฉพาะการพิจารณากฎหมาย ทั้งร่าง พ.ร.บ. การเลือกตั้ง ส.ส. ที่มีข้อเสนอตัดสิทธิผู้ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งสุดโหด ทั้งบวกเพิ่มโทษแต่ละครั้งความผิด
หรือประเภทติดแบล็กลิสต์ ห้ามรับราชการกันเลย

รวมทั้งร่างกฎหมาย ป.ป.ช.ที่เปิดทางให้ ป.ป.ช.ชุดเดิม ที่สุ่มเสี่ยงขัดคุณสมบัติดำรงตำแหน่งต่อไป
ชนิดที่มีเสียงทวงถามถึงมาตรฐานถ้าเปรียบกับองค์กรอิสระอื่น

ส่วนข้อเสนอเพิ่มอำนาจติดเขี้ยวเล็บ ป.ป.ช.สอดส่องทั่วสารทิศ ชนิดดักฟังโทรศัพท์ผู้คนกันได้ ก็ถูกท้วงเหมือนแปลงร่าง ป.ป.ช.เป็นองค์กรเกสตาโปก็ไม่ปาน

แต่ก็นั่นแหละ อาจเพราะต้นท่ออย่างรัฐบาล คสช.ก็ไม่ได้ส่งสัญญาณอะไรชัด ที่อ่านทางดักคอก็จิ้มโฟกัสเอาจากคนเสนอ ใครเล่นลูกตาม ฝ่ายไหนตอบสนอง

โดยทั้งหมดอาจเป็นแค่คิวให้ลูกข่าย“โยนหิน” ปล่อยฟรีหยั่งกระแส แรงต้านเยอะก็ยูเทิร์นหักศอกได้ตลอด

ล่าสุด ก็เป็น “เนติบริกรภาครัฐประหาร”อย่าง ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายฯ มือกฎหมายรัฐบาล ออกมานำร่อง แจกแจงแนวทางแก้ปมเงื่อนเวลาให้พรรคการเมือง

ถ้าไม่ให้กระทบโรดแม็ป ก็น่าจะเป็นแนวทางใช้“อำนาจพิเศษ”มาตรา 44 ปลดล็อก

ตามมาด้วยนายไพบูลย์ นิติตะวัน ว่าที่หัวหน้าพรรคประชาชนปฏิรูป แฟนพันธุ์แท้ “นายกฯลุงตู่”
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ชูไอเดียอีกรอบ เสนอให้งดใช้ระบบคัดสรรผู้สมัครเบื้องต้น หรือไพรมารีโหวต

เพื่อไม่ให้เสียเวลา กระทบโรดแม็ปเลือกตั้งปลายปี 2561

เหมือนมุ่งแผนเดิม เดินสู่การเลือกตั้งตามดีเดย์ที่“นายกฯลุงตู่”ให้สัญญาประชาคม

สับขาหลอกไป-มากันหลายตลบจนชักมึน จับทางอำนาจพิเศษกันไม่ถูกเหมือนกัน

แล้วก็เป็นไปตามเค้าจริงๆ ล่าสุด ที่ประชุม คสช.เคาะเรียบร้อย ใช้คำสั่งตามมาตรา 44 ปลดล็อกเรื่องเงื่อนเวลา

โดย “บิ๊กตู่” อ้างเพราะมีหลายพรรคการเมืองทำหนังสือมาถึง คสช. รัฐบาล-กกต.และ สนช. เพื่อให้หาวิธีการแก้ปัญหาเรื่องเงื่อนเวลาจดแจ้งสมาชิกพรรค 90-180 วัน ต้องทำตามกฎหมาย

“เราจึงต้องปลดล็อกตรงนี้ให้เขา เป็นมาตรการเพื่อให้การดำเนินการทางการเมืองสามารถทำได้”
ยืนยันไม่กระทบโรดแม็ป

โดยรายละเอียดเป็นแค่เบื้องต้น คงต้องรอดูคำสั่งที่จะประกาศตามมา ตามที่ “บิ๊กไก่อู”พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกรัฐบาลแจกแจง ผู้นำจะไปเช็กเงื่อนไขแต่ละกรณีเพื่อขยับเวลา

สวนเสียงวิพากษ์วิจารณ์คนการเมือง ที่ออกมาชี้ความไม่เหมาะสมการใช้มาตรา 44 ไปลบล้างกฎหมายที่มาโดยกระบวนการนิติบัญญัติ

แทนที่จะปลดล็อกการเมืองคลายปม กลับใช้อำนาจพิเศษแทรกแซงกฎหมายในระบบ

ที่สำคัญ ถึงคลายเงื่อนเวลา แต่หากไม่ปลดล็อก จัดประชุมพรรคการเมืองไม่ได้เช่นเดิม หลายเรื่องที่ต้องทำก็ยังติดเงื่อนไขข้อห้าม

เสียงโวยวายก็ยังต้องดังกระหึ่มเหมือนเดิม.

ทีมข่าวการเมือง

ระทึก!!! นักข่าว-ช่างภาพทำเนียบติดลิฟต์โรงแรมหรู จนท.ยืนมองไม่ช่วยอ้างนายไม่สั่ง

ระทึก!!! นักข่าว-ช่างภาพทำเนียบติดลิฟต์โรงแรมหรู จนท.ยืนมองไม่ช่วยอ้างนายไม่สั่ง


เมื่อเวลา 08.30 น.วันที่ 20 ธันวาคม ที่ห้อง Riverside 4 ชั้น 2 โรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน ถนนเจริญกรุงซอย 30 เขตบางรัก กรุงเทพฯ Dr. Fang Liu เลขาธิการองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) เข้าเยี่ยมคารวะพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จากนั้นเวลา 09.00 น. ที่ห้อง Ballroom 2-3 โรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน ถนนเจริญกรุงซอย 30 เขตบางรัก กรุงเทพฯ นายกรัฐมนตรีเป็นประธานเปิดการประชุมระดับภูมิภาคขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO)

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะเริ่มพิธี ได้เกิดเหตุระทึกขึ้นที่โรงแรมดังกล่าวโดยกลุ่มผู้สื่อข่าว ช่างภาพ และผู้ร่วมงาน จำนวน 9 คน ซึ่งได้ขึ้นลิฟต์มาจากชั้นลานจอดรถ เพื่อขึ้นมายังชั้น 2 ของโรงแรม ซึ่งเป็นสถานที่จัดงานของโรงแรมได้เกิดลิฟต์ค้างและตกอย่างกะทันหัน โดยลิฟต์ได้ตกลงมายังชั้นจี (G) อย่างแรงสร้างความตกใจ ให้กับผู้ประสบเหตุ เมื่อตั้งสติได้ ก็ได้กดปุ่มติดต่อขอความช่วยเหลือ ซึ่งพนักงงานโรงแรมได้สอบถามถึงจำนวนผู้ที่อยู่ในลิฟต์ และบริเวณชั้นที่ขึ้นโชว์อยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์พร้อมบอกว่าจะเร่งประสานให้เจ้าหน้าที่มาช่วยเหลือ แต่ปรากฏว่า เวลาผ่านไป 10 นาทีแรก ก็ยังไม่มีเจ้าหน้าที่คนใดเข้ามาช่วย จึงได้ขอความช่วยเหลือไปอีกครั้งก็ได้รับคำตอบว่า แจ้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายช่างแล้ว จากนั้นไฟในจอมอนิเตอร์ของลิฟต์ก็ดับลง อากาศภายในลิฟต์เริ่มน้อยลง ทำให้นายวัฒนะ เจียมพุดซา ผู้ช่วยผู้สื่อข่าวสำนักข่าวเนชั่น และนายชยพัทธ์ วิรัชกุล อายุ 61 ปี พนักงานขับรถหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง เริ่มมีอาการเวียนศีรษะ แล้วทรุดลงนั่งกับพื้น เพื่อนจึงปฐมพยาบาลเบื้องต้น นำยาดมไปบรรเทา จนเวลาผ่านไป 20 นาที ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข ผู้ประสบเหตุจึงได้โทร พยายามติดต่อมายังเพื่อนผู้สื่อข่าวด้านนอก ให้ช่วยแจ้งเจ้าหน้าที่เพื่องัดลิฟต์ออกเบื้องต้นเพื่อให้มีอากาศหายใจ จนผ่านไปอีก 20 นาที หลังจากที่กลุ่มผู้สื่อข่าวและเพื่อนช่างภาพได้ไปกดดันให้เจ้าหน้าที่เร่งงัดประตูลิฟต์ออก เจ้าหน้าที่ฝ่ายช่างถึงยอมงัดประตูลิฟต์ออก ซึ่งคาดว่าที่ไม่ยอมงัดลิฟต์ตั้งแต่แรก เพราะเกรงลิฟต์จะเสียหาย และไม่ได้รับคำสั่งอนุญาตจากผู้บังคับบัญชาจึงพยายามใช้ระบบคอมพิวเตอร์รีเซตแทน ทั้งนี้ เมื่อช่วยเหลือผู้ประสบเหตุออกมาได้เจ้าหน้าที่ได้เข้ามาขอโทษ ในความไม่สะดวก และแก้ไขช้า โดยระบุสั้นๆ เพียงว่า หากท่านใดรู้สึกมีอาการไม่ดีเรามีพยาบาลดูแล


ขณะที่ผู้สื่อข่าวซึ่งอยู่ด้านนอกพร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาลทำเนียบรัฐบาล หลังทราบว่าเพื่อนร่วมงงานยังติดอยู่ในลิฟต์จึงพยายามช่วยเหลือเพราะเวลาผ่านไปนานมากแล้ว ได้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่พร้อมสอบถามว่า ทราบหรือไม่ว่ามีลิฟต์ค้างอยู่จุดไหน ซึ่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์หญิงในโรงแรมดังกล่าว กลับยืนยันว่าไม่มีลิฟต์ค้าง เพราะเจ้าหน้าที่มอนิเตอร์กล้องวงจรปิดตลอด ทำให้ผู้สื่อข่าวยืนยันว่ามีเพื่อนติดอยู่ 9 คน เพราะติดต่อกันได้เมื่อสักครู่ แต่ตอนนี้ขาดการติดต่อ เนื่องจากเวลาผ่านไปเกือบ 1 ชั่วโมงแล้ว ทำให้เจ้าหน้าที่หญิงคนดังกล่าวสอบถามกับเจ้าหน้าที่ลิฟต์ว่ามีลิฟต์ค้างจริงหรือไม่ ซึ่งเจ้าหน้าที่จึงยอมรับว่ามีลิฟต์ค้างจริง แต่ยังไม่มีเจ้าหน้าที่มาแก้ไข แค่รับทราบว่าลิฟต์ค้าง แต่ระบุไม่ต้องห่วงมีแอร์ปรับอากาศตลอด

ขณะที่ผู้บริหารโรงแรมซึ่งเป็นชาวต่างประเทศ หลังส่งนายกรัฐมนตรีเข้าห้องรับรอง ได้รีบมาสอบถามว่าเกิดเหตุการณ์ใดขึ้น แล้วสั่งการให้ลงไปงัดลิฟต์ตัวดังกล่าวทันที

ผู้ช่วยช่างภาพสถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่ง เปิดเผยว่า ระหว่างกดลิฟต์จากชั้นจี เพื่อมายังสถานที่จัดการประชุมชั้น 2 ปรากฏว่าลิฟต์เคลื่อนตัวแล้วกระชากเสียงดัง ก่อนจะค้างอยู่ จึงแจ้งขอความช่วยเหลือ ตอนแรกยังรู้สึกปกติ เพราะคิดว่าลิฟต์ค้างธรรมดา และไม่นาน ช่างน่าจะมาแก้ไขได้ แต่ปรากฏว่าไม่มีเสียงตอบรับ หรือแจ้งจากเจ้าหน้าที่ด้านนอก เมื่อติดอยู่ด้านในนานประกอบกับคนเยอะ อากาศหายใจเริ่มน้อยลง ส่งผลให้ทุกคนเริ่มเวียนหัว โดยเฉพาะผู้ช่วยช่างภาพช่องหนึ่งซึ่งอายุเยอะ เริ่มนั่งลงและเวียนหัวจะอาเจียน เวลาผ่านไปกว่า 30 นาทีเจ้าหน้าที่จึงงัดประตูลิฟต์ ช่วยทุกคนออกมาได้ พร้อมตั้งคำถามว่า เหตุใดการให้ความช่วยเหลือถึงล่าช้า ทั้งที่เป็นโรงแรมชื่อดัง ที่สำคัญไม่มีเจ้าหน้าที่คอยสอบถามความเคลื่อนไหว หรือแสดงความเป็นห่วง แต่ปล่อยให้คนด้านในคอยถามแทนว่าดำเนินการถึงไหนอย่างไร

สนช. เสื่อมสลาย

สนช. เสื่อมสลาย
ได้ยินข่าวหนาหูว่า กรรมาธิการพิจารณาร่างพรป. ปปช. จะไม่รีเซ็ท ปปช. ทั้งที่มีสมาชิกถึง 7 มีคุณสมบัติที่อาจจะขัดต่อรัฐธรรมนูญ เช่น ระยะเวลาที่พ้นจากตำแหน่งการเมืองไม่ครบตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด หรือ เป็นหัวหน้าหน่วยงานไม่ถึง ๕ ปี
เหตุผลที่ถูกอ้างมาเพื่อให้ ปปช.ชุดนี้อยู่ต่อ คือ ว่า ปปช. ชุดนี้ทำงานมีประสิทธิภาพ (แต่ชวนสงสัยว่ามีประสิทธิภาพในแง่ไหนกันแน่ หรือ ข้ออ้างเรื่องประสิทธิภาพจะลบล้างเรื่องการมีคุณสมบัติขัดต่อรัฐธรรมนูญได้หรือ
นึกถึงคราวที่พวกเขาให้ กกต.ทั้งหมดพ้นสภาพ โดยอ้างว่ามีคุณสมบัติไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ แต่คราวนี้กลับพลิกลิ้นทำในสิ่งตรงข้าม
ช่วงนั้นแข็งขันที่จะเอา กกต.ชุดนี้ ออกจากตำแหน่ง
ช่วงนี้แข็งขันที่จะเอา ปปช. ชุดนี้ อยู่ในตำแหน่ง
การตัดสินใจที่ไร้มาตรฐานแบบนี้ ยิ่งอยู่ ก็ยิ่งเสื่อม
และหากเรื่องนี้ผ่าน สนช. โดยไม่มีการแก้ไขเสียให้ถูกต้องตามครรลองคลองธรรม
สนช. ก็จะเสื่อมสลายไปอีกองค์กรหนึ่ง ใครเป็นสมาชิก เงยหน้าก็ละอายต่อฟ้า ก้มหน้าก็อดสูต่อแผ่นดิน

วันอังคารที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2560

"สองมาตรฐาน?"

Thirachai Phuvanatnaranubala
"สองมาตรฐานอย่างหนัก หรือเปล่า?"
ข่าวไทยโพสท์ "คณะกรรมาธิการร่าง พรป.ป.ป.ช. สนับสนุนให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ทั้ง 7 คนดำรงตำแหน่งต่อไปโดยไม่ต้องเซ็ทซีโร แม้คุณสมบัติจะขัดกับรัฐธรรมนูญปี พ.ศ. 2560
แฉเป็นความต้องการผู้มีอำนาจอยากให้อยู่ต่อ โดยกรรมาธิการเสียงข้างมากที่ประกอบไปด้วยอดีตนายตำรวจและอดีตนายทหารที่มีความสนิทสนมและใกล้ชิด พล.อ.ประวิตร ได้โหวตให้แก้ไขหลักการเดิมจากที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เสนอให้รีเซต ป.ป.ช.ที่มีคุณสมบัติขัดกับรัฐธรรมนูญปี 2560"
ผมคืดว่า การลงมติดังกล่าว จะถูกวิจารณ์ไปอีกนานว่า ทำไม กกต. จึงถูกเซ็ทซีโร แต่ทำไม ป.ป.ช. จึงไม่ต้อง?
นี่คือการปฏิบัติสองมาตรฐานที่ชัดแจ้ง หรือไม่?
ข่าว Voice TV
"ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับ 7 รายชื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่มีคุณสมบัติหมิ่นเหม่ต่อรัฐธรรมนูญปี 2560 ได้แก่
1.พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. อดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมืองเมื่อปี 2557 พ้นจากการดำรงตำแหน่งน้อยกว่า 10 ปี
2.นายปรีชา เลิศกมลมาศ เคยดำรงตำแหน่งเลขาธิการ ป.ป.ช.เมื่อปี 2552 ก่อนรับตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช.เมื่อปี 2553 และรับตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการไม่ถึง 5 ปี
3.พล.ต.อ.สถาพร หลาวทอง เคยดำรงตำแหน่งจเรตำรวจแห่งชาติเมื่อปี 2553 ก่อนรับตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช.เมื่อปี 2555 รับตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการไม่ถึง 5 ปี
4.นายณรงค์ รัฐอมฤต อดีตเลขาธิการ ป.ป.ช.เมื่อปี 2553 ก่อนรับตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช.เมื่อปี 2555 รับตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการไม่ถึง 5 ปี
5.น.ส.สุภา ปิยะจิตติ อดีต ผอ.สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจเมื่อปี 2552 ก่อนรับตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช.เมื่อปี 2557 รับตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการไม่ถึง 5 ปี
6.นายวิทยา อาคมพิทักษ์ เคยดำรงตำแหน่งกรรมการตรวจเงินแผ่นดินในปี 2557 ก่อนรับตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช.เมื่อปี 2558 พ้นจากการดำรงตำแหน่งน้อยกว่า 10 ปี และ
7.พล.อ.บุณยวัจน์ เครือหงส์ อดีต ผอ.สำนักงบประมาณ กระทรวงกลาโหม เมื่อปี 2554 รับตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการไม่ถึง 5 ปี
ตามคาด! กมธ.ร่าง พรป.ป.ป.ช.สาย "บิ๊กป้อม" หนุนให้ 7 ป.ป.ช.อยู่ต่อครบ 9 ปีโดยไม่เซตซีโร แม้คุณสมบัติขัด รธน.60 แฉเป็นคว...
THAIPOST.NET

"ไซโก้ ใส่แล้ว โก้ มั้ย"

"ไซโก้ ใส่แล้ว โก้ มั้ย"
ฯบิ๊กตู่" ลงทุน ถกแขนเสื้อ โชว์ นาฬิกา แต่วันนี้ ใส่ Seiko บอก ไม่เกินราคา หรอก และแจงในบัญชี ป.ป.ช. แล้ว....ถาม "ไซโก้ ใส่แล้ว โก้ มั้ย"
เรื่องนาฬิกานี่ อีกหน่อย ให้แขวนคอนาฬิกาปลุกเลยดีมั้ย"
สวมเสื้อ ชมพู หวาน อารมณ์ดี....เผยยัง ไอ อยู่ แต่ ไอเลิฟยู เปรย ไม่อยากทะเลาะกับใคร !!
จะช่วย สยบข่าว บิ๊กป้อม ได้มั่ยนะ ?? เนี่ย ..อิอิ

"บิ๊กป้อม" U-Turn บอก "ไม่เหนื่อยอะไรเลย"

"บิ๊กป้อม" U-Turn บอก "ไม่เหนื่อยอะไรเลย" แต่ปัดตอบ แจง ปปช. ปมนาฬิกา
หลังประชุมคณะรัฐมนตรี พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ไม่ตอบคำถาม กรณีชี้แจงป.ป.ช เริ่องนาฬิกา
และไม่ตอบกรณี คสช.จะปลดล็อคทางการเมือง โยนให้นายกรัฐมนตรี เป็นผู้ตอบ
เมื่อถามว่าท่านหายเหนื่อยหรือยัง หลังวานนี้บ่นเหนื่อย พลเอกประวิตร บอกว่า ไม่เหนื่อยอะไรเลย
ก่อนเดินขึ้นรถกลับ

เผด็จการ ปุ๋ยของคอร์รัปชั่น : นิธิ เอียวศรีวงศ์

เผด็จการ ปุ๋ยของคอร์รัปชั่น : นิธิ เอียวศรีวงศ์


นักต่อต้านคอร์รัปชั่นภาคเอกชนท่านหนึ่งแถลงข่าวว่าน่ายินดีที่จากการสำรวจของสำนักโพลแห่งหนึ่ง คนไทยจำนวนมากขึ้นแสดงความรังเกียจการคอร์รัปชั่นในแบบสอบถาม ซ้ำพร้อมจะให้ความร่วมมือในการแจ้งข่าวความไม่ชอบมาพากลในการใช้เงินสาธารณะด้วย นักลงทุนต่างประเทศบอกแก่ท่านว่า หน่วยงานราชการที่เรียกเก็บค่าน้ำร้อนน้ำชาจากนักลงทุนลดลงนิดหน่อย

ท่านจึงคิดว่า มีท่าทีว่าคอร์รัปชั่นอาจกำลังเสื่อมสูญลงในเมืองไทย

ผมขอพูดตรงๆ ว่าเป็นไปไม่ได้หรอกครับ ตราบเท่าที่เมืองไทยยังรักษาระบอบเผด็จการไว้ โดยเปิดเผยหรือโดยจำแลงก็ตาม เพราะการต่อสู้กับคอร์รัปชั่นนั้น ทำได้สำเร็จในระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น ตัวเลขขององค์กรความโปร่งใสก็ชี้ให้เห็นว่า นับตั้งแต่ 2517 คนอื่นมีทรรศนะ (perception) ว่าประเทศไทยมีคอร์รัปชั่นสูงทั้งนั้น คืออยู่ในระดับเกินร้อยหรือใกล้ร้อยติดต่อกัน

ไม่มีระบอบเผด็จการที่ไหนหรอกครับที่ปราบคอร์รัปชั่นได้ บางคนอาจคิดถึงสีจิ้นผิงแห่งจีน ผมก็อยากเตือนแต่ว่าข้อมูลเกี่ยวกับคอร์รัปชั่นและการปราบคอร์รัปชั่นในเมืองจีนยังไม่ได้เผยออกมาให้เห็นได้บริบูรณ์ คงอีกหลายปีกว่าเราจะประเมินได้ใกล้เคียงความเป็นจริงหน่อยว่า คอร์รัปชั่นในจีนช่วงนี้ถูกปราบลงจริงหรือไม่

โดยส่วนตัว ผมระแวงการปราบคอร์รัปชั่นของเผด็จการในช่วงแย่งอำนาจกันอย่างยิ่ง เพราะเราไม่มีทางรู้ในปัจจุบันว่าเขาปราบคนโกง หรือปราบศัตรู (ซึ่งก็อาจโกงจริง แต่มองข้ามคนโกงในฝ่ายเดียวกัน) กันแน่

คอร์รัปชั่นในสังคมปัจจุบันอาจแบ่งออกได้เป็นสามชนิด คือการนำเอาทรัพย์สาธารณะไปเป็นของส่วนตัวหนึ่ง การนำเอาการบริการสาธารณะไปขายหรือให้ด้วยเกณฑ์ความสัมพันธ์ส่วนตัวหนึ่ง และชนิดที่สามซึ่งผมคิดว่าน่าจะนับรวมอยู่ด้วยคือ การกระทำหรือไม่กระทำอะไรก็ตาม ที่ทำให้การแข่งขันในตลาดไม่เป็นธรรม ทั้งโดยรัฐหรือโดยพ่อค้าเอง

ผมขออนุญาตอธิบายคอร์รัปชั่นอย่างที่สามก่อน การกระทำอย่างนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ ไม่ใช่เป็นการหักเหลี่ยมหักคูกันระหว่างพ่อค้าเท่านั้น แต่ทำได้ก็เพราะมีเจ้าหน้าที่รัฐเอาหูไปนาเอาตาไปไร่อยู่ด้วย เพราะมักจะผิดกฎหมาย แม้ประเทศไทยมีกฎหมายประเภทนี้น้อย แต่เจ้าหน้าที่รัฐก็อาจทักท้วงได้ ฉะนั้นเบื้องหลังของการกระทำเช่นนี้คือการติดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐในรูปต่างๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ยิ่งกว่านี้ ผลของการทำเช่นนี้ยังกระทบผู้บริโภค อย่างน้อยทำให้สิทธิของการเลือกบริการหรือสินค้าของผู้บริโภคน้อยลง อย่างมากก็อาจหมายถึงการผูกขาดซึ่งทำให้ผู้บริโภคต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้น

คอร์รัปชั่นอย่างที่สอง คือการเอาบริการของรัฐไปขายหรือไปแจกทำกันเป็นปกติในหลายหน่วยงาน ที่คุ้นเคยกันมากก็คือโรงเรียนสาธารณะ ซึ่งเอาเก้าอี้ไปขายให้ผู้บำรุงโรงเรียน หรือกระเป๋าผู้บริหาร หรือสมาคมผู้ปกครอง หรือแจ้งความแล้วยังไม่ได้รับบริการ ฯลฯ โดยสรุปการเรียกสินบาทคาดสินบนทั้งหลายก็มาจากการคอร์รัปชั่นประเภทนี้แหละ

ข้อเสียของการคอร์รัปชั่นประเภทนี้คือทำลายหลักความเสมอภาคของพลเมือง ความเสมอภาคเป็นพื้นฐานที่จำเป็นที่สุดในการต่อสู้กับคอร์รัปชั่น หากคนจำนวนมากยอมรับเสียแล้วว่าตนเป็นคนเล็กคนน้อย ย่อมเข้าไม่ถึงบริการจากรัฐเสมอกันกับคนอื่น จะให้เขามารายงานการทุจริตของคนใหญ่คนโต นับตั้งแต่ผู้ใหญ่บ้านขึ้นมาถึงรัฐมนตรี ก็คงเป็นไปไม่ได้

แม้แต่จะหวังให้เขารังเกียจการคอร์รัปชั่นก็เป็นไปไม่ได้ด้วย ในสังคมที่ขาดความเสมอภาค ความใฝ่ฝันของผู้คนคือเขยิบฐานะให้พ้นจากการเป็นพลเมืองชั้นสองด้วยวิธีใดก็ได้ เพื่อให้ตนเข้าถึงทั้งทรัพย์สาธารณะ บริการสาธารณะ และปิดตลาดคู่แข่งทางการค้า

คอร์รัปชั่นในสังคมที่ขาดความเสมอภาค คือการทำให้คอร์รัปชั่นกลายเป็นเป้าหมายปกติธรรมดาในชีวิตของผู้คน

ที่สำรวจโพลแล้วไม่พบทัศนคติอย่างนี้ก็เพราะเขาต้องตอบแบบสอบถามท่ามกลางการโหมโฆษณาต่อต้านคอร์รัปชั่นทั้งจากภาครัฐและเอกชน (ที่ได้ดีเพราะการรัฐประหาร) นอกจากนี้ผู้ตอบก็รู้เกณฑ์ทาง “ศีลธรรม” ของสังคมอยู่แล้ว (ซื่อสัตย์, ขยันหมั่นเพียร, อดออม, อดทน ฯลฯ จะทำให้ชีวิตก้าวหน้า) ใครจะโง่ตอบให้ผิดไปจากนี้ได้ล่ะครับ ผลโพลคืออารมณ์ชั่วแล่น, การปิดบังตัวเอง, การเผยตัวเองให้ตรงตามความคาดหวัง ฯลฯ จึงอย่าซีเรียสกับโพลนัก

ส่วนคอร์รัปชั่นประเภทที่หนึ่งนั้น เข้าใจกันอยู่แล้ว ไม่ต้องพูดอะไร เพียงแต่ต้องย้ำว่านั่นไม่ใช่คอร์รัปชั่นอย่างเดียวที่มีมากในเมืองไทย


อันที่จริง คอร์รัปชั่นส่วนใหญ่กระทบต่อประชาชนโดยตรง เช่นไม่สามารถเอาลูกเข้าโรงเรียนได้ แจ้งความแล้วไม่เกิดอะไร จองคิวแต่โดนแทรก, เขื่อนพังจนน้ำท่วมบ้าน, ถนนพังตั้งแต่ยังไม่ได้ใช้ ฯลฯ
ทำไมเขาจะไม่อยากโวย ขอเพียงอย่างเดียวเท่านั้นคือโวยแล้วต้องได้ผล มีการตรวจสอบอย่างเที่ยงธรรม และเอาตัวคนผิดมาลงโทษได้จริง ช่องทางโวยในปัจจุบันมีมากขึ้น ที่สำคัญคือสื่อโซเชียล ซึ่งทำให้สามารถโวยโดยไม่เปิดเผยตัวเองได้ แต่รัฐขมีขมันที่จะตรวจสอบการโวยมากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะเมื่อผู้โวยเป็นชาวบ้าน และการโวยไม่เป็นไวรัล


ที่จริงกุญแจสำคัญของความสำเร็จในการต่อสู้กับคอร์รัปชั่นในหลายสังคม (เช่นฮ่องกง) ก็แค่นี้แหละ คือไม่ปล่อยให้เรื่องอื้อฉาวเงียบหายไปเฉยๆ ไม่ว่าผู้ตกเป็นตัวละครในเรื่องอื้อฉาวนั้นจะเป็นใคร เขาอาจสร้างองค์กรใหม่ๆ ขึ้นรับผิดชอบงานด้านนี้โดยตรง แต่ตัวองค์กรไม่ใช่ที่มาของความสำเร็จเท่ากับการเอาจริงและเที่ยงธรรม จนเป็นที่เคารพเชื่อถือของผู้คน การไปลอกองค์กรมาตั้งขึ้นบ้างเพียงอย่างเดียวไม่นำไปสู่ความสำเร็จ สรุปให้เหลือได้คำเดียวคือ “โปร่งใส” หรือตรวจสอบได้ทุกเรื่องและทุกขั้นตอน
เราชอบอ้างผลการสำรวจทัศนคติต่อระดับการโกงของประเทศต่างๆ ซึ่งจัดทำโดย “องค์กรความโปร่งใสระหว่างประเทศ” (ที่จริงเขามีข้อเสนอที่มาจากการวิจัยเกี่ยวกับการต่อสู้คอร์รัปชั่นอีกมาก แต่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง) ชื่อขององค์กรเน้นย้ำวิธีการต่อสู้กับคอร์รัปชั่น นั่นคือต้องโปร่งใสหรือเปิดให้การดำเนินงานที่เป็นสาธารณะทั้งหลายต้องถูกตรวจสอบได้เสมอ ประเทศที่อยากปราบคอร์รัปชั่นจริงต้องคิดถึงเรื่องนี้ ไม่ใช่เพียงแสดงเจตจำนงต่อสู้คอร์รัปชั่นเฉยๆ

ซ้ำยังมักปกป้องบางคนมิให้ถูกตรวจสอบเสียอีก โดยเฉพาะบางคนที่เป็นคนใหญ่คนโต

แต่การปราบคอร์รัปชั่นที่ทำให้เกิดความเชื่อมั่นได้มากที่สุดคือจับโกงของคนใหญ่คนโตนั่นแหละ เมื่อไรที่คนใหญ่คนโตถูกสงสัยเรื่องนี้ ต้อง “โปร่งใส” หรือตรวจสอบให้เต็มที่อย่างไม่มีทาง “ลดราวาศอก” เป็นอันขาด จับคนใหญ่คนโตที่ขี้โกงได้แต่ละครั้ง สะเทือนถึงคนโกงที่เล็กลงมาตลอดแถว ที่สำคัญกว่านั้นทำให้ทั้งสังคมเกิดความเชื่อมั่นว่าการโกงทำกำไรให้ไม่คุ้มกับความเสี่ยง

ที่เขาเขียนในกฎหมายให้เอาผิดผู้จ่ายสินบนด้วยนั้น ที่จริงเป็นกลวิธีจับคนโกงที่อยู่ในอำนาจได้ดี เพราะจะมีผู้จ่ายสินบนคนไหนที่อยากให้การปรักปรำคนใหญ่คนโตล่ะครับ ในเมื่อเขายอมจ่ายเองและได้ผลตอบแทนไปแล้ว แต่ข้อกำหนดนี้เป็นประโยชน์แก่กระบวนการยุติธรรม เพราะสามารถโน้มน้าวให้เขาร่วมมือแต่โดยดี เพื่อแลกกับการถูกกันเป็นพยาน ตัวเขาเสียชื่อเสียงแต่ยังดีกว่าเสียชื่อเสียงด้วยและติดคุกด้วย วิธีนี้จึงช่วยให้จับการโกงของคนใหญ่คนโตได้ “คาหนังคาเขา” ซึ่งทำให้การต่อสู้คอร์รัปชั่นมีประสิทธิภาพกว่าจับตัวเล็กตัวน้อย แล้วปล่อยให้ตัวใหญ่ๆ ลอยนวล

การลงโทษผู้คอร์รัปชั่นนั้นมีสองอย่าง หนึ่งคือโทษทางอาญา ซึ่งเข้าใจกันอยู่แล้ว โทษอย่างที่สองซึ่งสำคัญมากคือโทษทาง “การเมือง” ซึ่งถูกใช้ในบ้านเราไม่มากพอ

ใช่ว่าข้อสงสัยเกี่ยวกับคอร์รัปชั่นจะสามารถนำไปสู่ความผิดทางอาญาได้เสมอไป คนโกงที่ไหนๆ ก็ย่อมเตรียมทางหนีทีไล่เอาไว้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ การหาพยานหลักฐานเพื่อเอาผิดทางอาญาจึงยากมาก แต่ความโปร่งใสหรือการตรวจสอบอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมาอาจเป็น “เหตุให้เชื่อได้ว่า” บุคคลผู้นั้นไม่สู้จะซื่อสัตย์นัก (เช่นไม่อาจบอกที่มาของทรัพย์สินตนเองได้อย่างน่าเชื่อถือ) เขาก็ต้องรับผิดทางการเมือง

ความผิดทางการเมืองไม่ได้ใช้กับ “นักการเมือง” ซึ่งต้องผ่านการเลือกตั้งเท่านั้น เราทุกคนเมื่ออยู่ร่วมกันกับคนอื่น ย่อมมี “การเมือง” หรือความสัมพันธ์เชิงอำนาจกับคนอื่นทั้งสิ้น การกลายเป็นบุคคลที่ไม่น่าไว้วางใจ ไม่แต่เพียงทำให้ไม่มีใครอยากให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแล้ว ยังรวมถึงตำแหน่ง, สถานะ, บทบาท ฯลฯ ในบริษัท, หน่วยราชการ, ในวงเพื่อนฝูง, การเคลื่อนไหวทางสังคม ฯลฯ อีกด้วย
อันนี้เป็นธรรมชาติของมนุษย์ทั่วไป ใครจะอยากให้คนที่มีคาวในเรื่องนี้เป็นประธานทอดผ้าป่าล่ะครับ ทั้งนี้ยกเว้นแต่มีอำนาจพิเศษของระบอบเผด็จการ มาทำให้การตอบสนองต่อคนอื้อฉาวผิดธรรมชาติไป และนี่คือเหตุอีกอย่างหนึ่งที่การต่อสู้กับคอร์รัปชั่นสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่าในระบอบประชาธิปไตย และระบอบเผด็จการโดยตัวของมันเอง ย่อมเอื้อต่อการคอร์รัปชั่น ทั้งโดยเจตนาและไม่เจตนา

โทษทาง “การเมือง” ในความหมายนี้ ทำให้ต้นทุนการคอร์รัปชั่นสูงขึ้นมาก เพราะกระทบต่อการดำเนินชีวิตของคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ไม่ค่อยได้ใช้กันในสังคมไทยเท่าไรนัก ดังนั้นคำเตือนว่า “อย่าคบคนโกง” จึงไร้ความหมาย ในเมื่อคนที่ถูกสงสัยโดยคนทั่วไปว่าโกง กลับได้ดิบได้ดีไปเรื่อยๆ โดยไม่ต้องพิสูจน์ข้อกล่าวหาให้สิ้นสงสัย ซ้ำยังเตือนโดยคนที่ประคองตนเองทางการเมืองมายาวนาน โดยมองข้ามความซื่อสัตย์ของผู้ให้การสนับสนุนตน

ดังนั้น ตราบเท่าที่ประเทศไทยยังอยู่ในระบอบเผด็จการทั้งเปิดเผยหรือจำแลง คอร์รัปชั่นอย่างกว้างขวางในทุกวงการก็จะยังอยู่ในสังคมไทยอยู่ตราบนั้น

นิพิฏฐ์ ประชด ไอเดียแก้กม.พรรคการเมือง ‘ถอยหลังเข้าคลองทะลุป่าหิมพานต์ไปเลย’

นิพิฏฐ์ ประชด ไอเดียแก้กม.พรรคการเมือง ‘ถอยหลังเข้าคลองทะลุป่าหิมพานต์ไปเลย’


วันนี้ (17 ธ.ค.) นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความทางเฟสบุ๊ก แสดงความเห็นการเมืองหัวข้อ ปฏิรูปด้วยการเพิ่มห้องน้ำในสภา 400 ห้อง มีรรายละเอียดระบุว่า
“รัฐธรรมนูญเพิ่งลงประชามติจากคนทั้งประเทศ รวมทั้งกม.พรรคการเมืองก็เพิ่งใช้มาไม่กี่เดือน ผู้ทำคลอดรัฐธรรมนูญและผู้ทำคลอดกฎหมายพรรคการเมืองบอกว่า ดูๆแล้วไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ จมูกไม่โด่ง ทำศัลยกรรมใหม่ดีกว่า ด้วยการจะขอแก้ไขเสียแล้ว ก็ตอนทำประชามติก็บอกว่า นี่แหละรัฐธรรมนูญ และกฎหมายฉบับปราบโกงมิใช่หรือ นักการเมืองเสียประโยชน์ ดิ้นกันเป็นแถว”นายนิพิฏฐ์ ระบุ


และว่า “ยังไม่ทันไรจะขอรีเซ็ต(ล้าง)สมาชิกพรรคการเมืองเขา และมีการเสนอให้ไปเลือกสส.เขตเดียวคนเดียว 400 คน โดยส.ส.ไม่ต้องสังกัดพรรค โถๆๆๆ พ่อคุณ นี่มันไม่ใช่ถอยหลังเข้าคลองธรรมดานะ นี่มันวิ่งถอยหลังเข้าคลองทะลุเข้าป่าหิมพานต์ไปเลยนะพ่อคุณ ..ลองนึกภาพดูซิ.. ส.ส. 400 คน ไม่สังกัดพรรค ก็เท่ากับมีหัวหน้าพรรคการเมือง 400 พรรคนั่งอยู่ในสภาเลยนะ.. โถๆๆๆ.. จะยกมือแต่ละทีต้องวิ่งไปส่งของกันในห้องน้ำกันเป็นแถวเลยนะ .. (ไหนบอกว่าตอนไม่สังกัดพรรคเขาให้ซองกันในห้องน้ำไม่ใช่หรือ) คราวนี้คงต้องเพิ่มห้องน้ำในสภา 400 ห้องล่ะ…เอาเถอะ เอาไงเอากันปฏิรูปกันไปเถอะ..ใครจะไปค้านได้ล่ะ เดี๋ยวโดนข้อหาขัดขวางการปฏิรูปเขาอีก”

รัฐซ้อนซ่อนรัฐ! อภิมหา‘กอ.รมน.’กับอนาคตการเมืองไทย : สุรชาติ บำรุงสุข

รัฐซ้อนซ่อนรัฐ! อภิมหา‘กอ.รมน.’กับอนาคตการเมืองไทย : สุรชาติ บำรุงสุข


สถานะของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ภายใต้คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 51/2560 ถ้าไม่เรียกว่าเป็น “ซุปเปอร์” ก็คงต้องเรียกอีกแบบว่าเป็น “อภิมหา กอ.รมน.” เพราะด้วยอำนาจที่เพิ่มมากขึ้นแทบจะไร้ขีดจำกัดนั้น ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า กอ.รมน.กำลังถูกสร้างให้เป็น “รัฐบาลน้อย” ในระบบบริหารราชการแผ่นดิน โดยเฉพาะสถานะของการเป็นรัฐบาลน้อยเช่นนี้จะดำรงอยู่ต่อไปแม้จะมีการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองด้วยการเลือกตั้ง และตามมาด้วยการจัดตั้งรัฐบาลพลเรือนก็ตาม

บทบาทในการปกครองส่วนภูมิภาค

นอกจากในระดับชาติแล้ว กอ.รมน.จะมีบทบาทโดยตรงในการ “อำนวยการในการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร” ซึ่งก็คือ กอ.รมน. ซึ่งเป็นองค์กรของฝ่ายทหาร จะเป็นองค์กรที่เข้ามาควบคุมงานความมั่นคงของประเทศทั้งหมด และการควบคุมเช่นนี้นอกจากจะเกิดขึ้นในระดับชาติแล้ว ก็ยังขยายไปสู่การควบคุมในระดับภาค และลงไปถึงระดับจังหวัดด้วย จนอาจกล่าวได้ว่า กอ.รมน. ในฐานะขององค์กรฝ่ายปฏิบัติของฝ่ายทหารได้ขยายขอบเขตภารกิจครอบคลุมงานความมั่นคงจากระดับจังหวัด ระดับภาค ไปจนถึงระดับชาติ อันจะเป็นการขยายบทบาทของกองทัพในยามสันติอย่างที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน ดังได้กล่าวแล้วว่า การขยายบทบาทของกองทัพออกจากกรอบของภารกิจทางทหารนั้นจะเกิดขึ้นได้จะต้องมีสถานการณ์สงครามรองรับ แต่คำสั่ง คสช.ที่ 51/2560 นั้นเกิดขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องมีสงครามแต่อย่างใด

การขยายบทบาทในระดับภาค ซึ่งมีแม่ทัพภาคเป็นประธานนั้น น่าสนใจว่ามีการออกคำสั่งที่ดึงเอาอธิบดีอัยการภาค ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค ผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดภาค เข้ามาเป็นองค์ประกอบใหม่ เพราะแต่เดิมนั้น กอ.รมน.ภาคเป็นเรื่องของฝ่ายทหารและมีบุคลากรจากกองทัพภาคเป็นหลัก การปรับเช่นนี้บ่งบอกถึงการขยายขอบข่ายงานของฝ่ายทหารออกไปจากกรอบเดิมที่อยู่กับกองทัพภาคเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำเอาอัยการภาคเข้ามาอยู่ในโครงสร้างนี้ ทั้งที่ฝ่ายอัยการควรจะต้องถือว่าเป็นหน่วยงานอิสระในกระบวนการยุติธรรม

การจัดเช่นนี้จึงอาจถูกตีความได้ว่างานอัยการที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการฟ้องร้องคดีในทางกฎหมายจะอยู่ภายใต้การควบคุมของทหารด้วย

จากระดับภาคลงสู่ระดับจังหวัดเท่านั้น แม้จะมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานเช่นกฎหมายเดิม แต่ก็จะมีองค์ประกอบเพิ่มโดยการเอาส่วนราชการในจังหวัดเข้ามา ได้แก่ อัยการจังหวัด ตำรวจภูธรจังหวัด หัวหน้าสำนักงานและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด ท้องถิ่นจังหวัด โยธาและผังเมืองจังหวัด เกษตรจังหวัด พาณิชย์จังหวัด ศึกษาจังหวัด สาธารณสุขจังหวัด พลังงานจังหวัด ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมจังหวัด พัฒนาสังคมจังหวัด จังหวัดทหารบก (หรือมณฑลทหารบกที่รับผิดชอบพื้นที่จังหวัด) และรองผู้ว่าฯ ฝ่ายทหาร ซึ่ง กอ.รมน.จะทำหน้าที่ในการควบคุมงานความมั่นคงในแต่ละจังหวัด อันจะสะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงอย่างมากที่ภายใต้คำสั่งใหม่เช่นนี้ กอ.รมน.จะเข้ามาบริหารจัดการและกำหนดแนวทางหรือมาตรการในการแก้ไขปัญหาความมั่นคงของจังหวัด สภาพเช่นนี้ย่อมทำให้เกิดภาพลักษณ์ว่าจังหวัดกำลังตกอยู่ภายใต้ระบบบริหารราชการของฝ่ายทหาร หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ จังหวัดในแบบปกติกำลังถูกแปลงให้เห็น “จังหวัดยามสงคราม” ที่จะถูกกำดับโดยองค์กรของฝ่ายทหาร แม้จะยังคงมีผู้ว่าฯอยู่ก็ตาม

ทั้งหมดนี้ก็คือ การส่งสัญญาณในอนาคตว่าการบริหารราชการแผ่นดินในระดับภูมิภาค ทั้งส่วนของภาคและจังหวัดนั้น กำลังถูกโอนไปไว้ภายใต้การบริหารของทหารโดยอาศัย กอ.รมน.เป็นทางผ่าน การจัดโครงสร้างงานภายใต้คำสั่ง 51/2560 เช่นนี้ยังบ่งบอกถึงบทบาทของกระทรวงมหาดไทยที่กำลังหมดไป แม้คำสั่งนี้จะเป็นเรื่องความมั่นคง แต่คำสั่งก็เปิดโอกาสให้มีการตีความบทบาทและภารกิจของ กอ.รมน.ได้อย่างกว้างขวาง จนเสมือนหนึ่งว่าทหารกำลังจะเข้ามาเป็นฝ่ายบริหารและควบคุมงานในระดับจังหวัดและภาคแทนกระทรวงมหาดไทย หรือเสมือนว่าเรากำลังอยู่ในภาวะสงคราม จึงจำเป็นต้องนำเอาการบริหารราชการส่วนภูมิภาคไปไว้ภายใต้ “การควบคุมทางยุทธการ” ของกองทัพ โดยมี กอ.รมน.เป็นองค์กรหลัก ถ้าแนวโน้มเป็นเช่นนี้ก็อดคิดไม่ได้ว่าผู้ว่าราชการจังหวัดในอนาคตควรจะมี “ยศทหาร” นำหน้าด้วยเลยหรือไม่ เพื่อให้เกิดความเหมาะสมในการบริหารงานภายใต้โครงสร้างของฝ่ายทหาร

แต่สภาวะเช่นที่เกิดขึ้นในยามสันติเช่นนี้จึงกล่าวได้ว่า คำสั่ง คสช.51/2560 กำลังก่อให้เกิดการจัดตั้ง “รัฐทหาร” ขึ้นอย่างถาวร ซึ่งต้องถือว่าเป็นปรากฏการณ์ใหม่ในทางการเมืองไทยอย่างที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน เพราะเป็นการจัดตั้ง “รัฐซ้อนรัฐ” ขึ้นโดยตรงคู่ขนานกับการบริหารราชการแผ่นดินในยามปกติ

บทบาทในทางการเมือง

สำหรับในทางการเมืองนั้น คำสั่งฉบับนี้ย่อมก่อให้เกิดความกังวลอย่างมาก เพราะหากพิจารณาถึงการสร้างหลักประกันของฝ่ายทหารที่จะต้องเตรียมตัวสำหรับการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองในอนาคต ก็จะเห็นได้ว่ามีการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เพื่อเป็นดังกติกา “ภาคบังคับ” ให้รัฐบาลพลเรือนที่จะเข้ามาบริหารประเทศในอนาคตไม่สามารถกำหนดทิศทางและนโยบายทางยุทธศาสตร์ของตนเองได้ แต่จะต้องทำตามยุทธศาสตร์ที่รัฐบาลทหารได้กำหนดไว้แล้ว ซึ่งหากรัฐบาลพลเรือนไม่สามารถจัดทำยุทธศาสตร์ของตนเองได้แล้ว ชัยชนะในการเลือกตั้งก็จะไม่มีความหมายแต่อย่างใด และรัฐบาลที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจะเป็น “รัฐบาลร่างทรง” ของรัฐบาลทหารไปโดยปริยาย เพราะจะต้องดำเนินตามยุทธศาสตร์ 20 ปีที่ถูกจัดทำไว้แล้ว อันส่งผลให้ยุทธศาสตร์แห่งชาติกลายเป็น “รัฐประหารเงียบ” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะรัฐบาลพลเรือนในอนาคตจะถูกบังคับให้ต้องเดินไปตามยุทธศาสตร์นี้ภายใต้การออกแบบของ คสช.


ประกอบกับฐานทางการเมืองของกองทัพปรากฏชัดเจนในรัฐธรรมนูญก็คือ จำนวนวุฒิสมาชิก 250 คน ที่รัฐบาลจะเป็นผู้เลือก ซึ่งเท่ากับ “พรรคทหาร” หรือ “พรรค คสช.” เกิดขึ้นโดยทันทีจากข้อกำหนดในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน อันจะส่งผลให้การเมืองหลังการเลือกตั้งอยู่ภายใต้การควบคุมของทหารมากขึ้น และยิ่งหากผู้นำทหารที่อยู่ในอำนาจปัจจุบันตัดสินใจที่จะจัดตั้งพรรคการเมืองของตนเพื่อลงแข่งขันในสนามเลือกตั้งแล้ว และยิ่งพิจารณาถึงสาระในรัฐธรรมนูญและกฎหมายบางฉบับที่จะมีลักษณะควบคุมพรรคการเมืองมากขึ้นแล้ว ก็ยิ่งทำให้อำนาจในการควบคุมการเมืองของกองทัพในอนาคตมีมากขึ้น และขณะเดียวกันก็จะยิ่งทำให้การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองที่เกิดขึ้นเป็นกระบวนการที่อยู่ภายใต้การกำกับของรัฐบาลทหารมากขึ้น หรืออาจเรียกในทางทฤษฎีของวิชาเปลี่ยนผ่านวิทยาว่าเป็นการเปลี่ยนผ่านแบบ “ควบคุม” (controlled transition) ภายใต้อำนาจของฝ่ายทหาร

ดังนั้น หากพิจารณาจากปัจจัยทั้ง 5 ประการ ได้แก่ 1) ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี 2) วุฒิสมาชิก 250 คน 3) สาระในรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูก 4) พรรคทหาร (หากเกิดขึ้นจริงในอนาคต) และ 5) บทบาทใหม่ของ กอ.รมน. ก็เท่ากับบ่งบอกถึงแนวโน้มการมีบทบาทของกองทัพในการเมืองอย่าง “ยั่งยืน” เพราะปัจจัยเหล่านี้ไม่แต่เพียงทำให้กองทัพดำรงอำนาจไว้ได้ในเชิงสถาบันเท่านั้น หากแต่ยังทำให้การกำเนิดของสภาวะ “รัฐซ้อนรัฐ” เกิดเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้นในอนาคต

กอ.รมน.กับการเปลี่ยนผ่าน

หากพิจารณาเฉพาะในกรอบเวลาของการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองที่จะเกิดขึ้นจากการเลือกตั้ง ก็ยิ่งเห็นถึงบทบาทของกองทัพในการต่อสู้แข่งขันทางการเมืองมากขึ้น เพราะเป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปว่า หลังจากการรัฐประหาร 2549 และรัฐประหาร 2557 แล้ว กอ.รมน.กลายเป็น “องค์กรการเมือง” ของฝ่ายทหารในการทำ “สงครามการเมือง” กับฝ่ายตรงข้าม สงครามการเมืองเช่นนี้ปรากฏชัดเจนในชนบทและปัจจุบันได้ขยายเข้าสู่เมืองด้วย จนอาจกล่าวได้ว่า กอ.รมน.เป็นองค์กรที่กองทัพใช้ในการต่อสู้ และกลายเป็นองค์กรที่มีบทบาทอย่างสำคัญภายในกองทัพ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ กอ.รมน.เป็นเหมือน “ต้นไม้ตายแล้ว” (คือเป็น dead wood) ที่ไม่มีใครอยากมาประจำ แต่ปัจจุบันมีทหารหลายนายเชื่อว่าการมาอยู่ใน กอ.รมน.จะเป็นโอกาสของความก้าวหน้า เพราะผู้บังคับบัญชาให้ความสนใจกับองค์กรนี้และมีงบประมาณมากขึ้นในอีกด้านหนึ่ง การเป็นองค์กรการเมืองของฝ่ายทหารก็ยิ่งเสริมบทบาทและภารกิจในตัวเอง ขณะเดียวกันก็มีการจัดสรรงบประมาณให้โดยตรง อันทำให้ภาวะของ “ต้นไม้ตายแล้ว” กำลังกลับเป็น “ต้นไม้ใหญ่แข็งแรง” ที่กำลังเติบโตอย่างไม่หยุดยั้ง หรือครั้งหนึ่ง กอ.รมน.เคยถูกเปลี่ยนเป็น “ยักษ์ไร้กระบอง” แต่ปัจจุบันกำลังกลายเป็น “ยักษ์กระบองใหญ่” ที่พร้อมจะออกสู้ศึกกับฝ่ายตรงข้ามกับกองทัพ

ขณะเดียวกันก็คงต้องตระหนักเสมอว่า ในความเป็นจริงแล้ว กอ.รมน.อาจจะเคยถูกออกแบบให้ “กองบัญชาการผสม” ของพลเรือน-ตำรวจ-ทหารในยุคสงครามคอมมิวนิสต์ แต่ต่อมาองค์กรตกอยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพบกจวบจนถึงปัจจุบัน ดังนั้น การขยายบทบาทของ กอ.รมน.จึงกลายเป็นการขยายบทบาทของกองทัพบก เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า “กอ.รมน.คือกองทัพบก” แม้จะมีความพยายามในการปฏิเสธภาพลักษณ์เช่นนี้ และพยายามจะสร้างภาพใหม่ดังเช่นคำสั่ง 51/2560 ที่ดึงเอาหน่วยงานพลเรือนภาครัฐเข้าไปช่วย แต่ก็เป็นการรวมที่อยู่ภายใต้การกำกับของกองทัพบก ประกอบกับการเป็น “บก.ผสม” ตามการออกแบบในยุคต้นได้เปลี่ยนแปลงไป จนอาจต้องยอมรับว่า กอ.รมน.เป็น “บก.ทหาร”

ดังนั้น การขยายบทบาทและอำนาจของ กอ.รมน.ในคำสั่งฉบับนี้จึงต้องถือว่าเป็นการสร้าง “รัฐซ้อนซ่อนรัฐ” ที่ทหารกำลังเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และขณะเดียวกันก็เป็นหลักประกันสำคัญว่า ไม่ว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจะเกิดอย่างไรก็ตาม กองทัพก็จะยังคงมีบทบาทและอำนาจไว้ได้ตลอดไป อันจะส่งผลให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในอนาคตกลายเป็น “เป็ดง่อย” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ประกอบกับแนวโน้มของรัฐบาลในอนาคตน่าจะเป็น “รัฐบาลผสม” ที่อ่อนแอ เพราะความจำกัดที่เกิดขึ้นในหลายๆ ด้าน อันทำให้การจัดตั้งรัฐบาลพลเรือนที่เข้มแข็งน่าจะเป็นไปได้ยาก และเปิดโอกาสให้เกิดการแทรกแซงของทหาร

ฉะนั้น หากพิจารณาประกอบกับปัจจัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นยุทธศาสตร์ 20 ปี วุฒิสมาชิก 250 เสียง ข้อจำกัดทางกฎหมายต่อพรรคการเมือง และการกำเนิดของพรรคทหาร (หากเกิดขึ้นจริง) การเมืองไทยในอนาคตจะถูกบริหารโดย “รัฐบาลเป็ดง่อย” และมีรัฐทหารในรูปแบบของ “อภิมหา กอ.รมน.” ทับซ้อนอยู่ ปรากฏการณ์ “รัฐซ้อนซ่อนรัฐ” เช่นนี้กำลังบอกกับเราว่า กระบวนการสร้าง “รัฐเสนาอำมาตยาธิปไตย” แบบไทยๆ ในปัจจุบัน กำลังยกระดับขึ้นอย่างน่าสนใจ และการยกระดับเช่นนี้เกิดขึ้นในภาวะที่ประเทศไทยไม่มีสงคราม

เว้นแต่ผู้นำกองทัพจะถือว่าสงครามของกองทัพไทยครั้งนี้มี “นักการเมืองและพรรคการเมือง” เป็นข้าศึก และมี “เวทีการเมือง” เป็นสนามรบ !