PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพฤหัสบดีที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2561

นาฬิกาป้อม

"บิ๊กป้อม" เมิน นักข่าว เมื่อถามว่า ได้ส่งหนังสือชี้แจงเรื่องนาฬิกา ให้ ปปช.หรือยัง เพราะถึงกำหนดวันนี้ 15 มีค. จากที่เลื่อน มาตั้งแต่8 มีค.....บิ๊กป้อม ไม่ตอบ แล้ว เดินไปเลย

"บิ๊กป๊อด" ...ไม่ป๊อด ?!

"บิ๊กป๊อด" ...ไม่ป๊อด ?!
ถือเป็นครั้งแรก ที่"สำนักงานวิจัยและพัฒนาการทางทหาร กองทัพบก" (สวพ.ทบ.) แจ้งความฟ้องร้อง เอกชน ที่ทำโครงการวิจัย หน้ากากป้องกันสารพิษทางทหาร หลังพบว่ามีการใช้เอกสารปลอม และไม่เป็นไปตามมาตรฐาน
บิ๊กป๊อด พล.ต.ศักดิ์สิทธิ์ เชื้อสมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานวิจัยและพัฒนาการทางทหาร กองทัพบก (สวพ.ทบ.) จึงมาแถลงต่อสื่อมวลชน ยืนยันว่าเป็นเอกสารปลอม
และที่ต้องฟ้อง ไม่ใช่เพราะกลัวว่าโครงการวิจัยนี้จะสำเร็จแล้วทหาร เสียผลประโยชน์ เพราะเราต้องการให้ทำสำเร็จ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องซื้อของต่างประเทศ เราสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาอยู่แล้ว นี่คือหน้าที่สำคัญของสำนักงานวิจัยและพัฒนาการทางทหาร กองทัพบก
แต่เราก็ต้องการของที่มีคุณภาพและได้รับการรับรองจริงๆไม่ใช่ใช้เอกสารปลอม
ทั้งนี้หน้ากากป้องกันสารพิษทางทหาร จะแตกต่างกับหน้ากากอนามัย ตรงที่"ไส้กรอง" จะต้องสามารถกรองสารพิษสำหรับสงครามนิวเคลียร์เคมีชีวะNBC ได้. ไม่ใช่แค่หน้ากากกรองอากาศ เพราะมันหมายถึงชีวิตคน ชีวิตทหารที่ใช้หน้ากากนี้
1. โครงการวิจัยและพัฒนาการพัฒนาหน้ากากป้องกันสารพิษทางทหารเพื่อใช้ภายในประเทศเป็นโครงการตาม MOU ระหว่าง ทบ. โดย สำนักงานวิจัยและพัฒนาการทางทหาร กองทัพบก สวพ.ทบ. กับ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) เพื่อพัฒนาและสนับสนุนนักวิจัยจาก สถาบันการศึกษารวมถึง เป็นการนำผลการวิจัยไปสู่การผลิตแบบพึ่งพาตนเองในประเทศ ประหยัดงบประมาณ
2. ในระหว่างการวิจัย ทางรัฐบาลได้สนับสนุนงบประมาณ เพื่อให้นำผลการวิจัยไปสู่การผลิตชิ้นงาน สนับสนุนนโยบายการใช้ยางพาราภายในประเทศ ทบ. ได้ดำเนินกรรมวิธี นำผลงานวิจัยเข้าสู่กระบวนการผลิตตามขั้นตอนของทางราชการ โดยมีกระบวนการวิเคราะห์ ประเมินผลโครงการวิจัย ซึ่งเป็นการประเมินผลทั้งทางด้านเอกสารรายงานและผลงานวิจัยที่ได้รับ ตลอดจนการทดสอบโดยคณะกรรมการต่าง ๆ ของกองทัพบก จนถึงขั้นตอนสุดท้าย คือ ผ่านการรับรองมาตรฐานจากกองทัพบกและได้รับอนุมัติให้นำผลงานวิจัยนั้นไปผลิต
ทั้งนี้โครงการวิจัย ไม่ว่าจะได้ทุนจากแหล่งทุนใด หากจะนำมาผลิตเพื่อใช้งานในกองทัพบกก็จะต้องดำเนินการตามแนวทางนี้ โครงการหน้ากากป้องกันสารพิษฯ เมื่อได้ปิดโครงการกับ สกอ.แล้ว ก็เข้าสู่การดำเนินการตามกระบวนการดังกล่าว
ในระหว่างกระบวนการวิเคราะห์และประเมินผลโครงการคณะนักวิจัยได้นำส่ง เอกสารรายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์ให้ สวพ.ทบ. พิจารณา และส่งให้คณะกรรมการระดับ ทบ. ทำการประเมินผลงานวิจัย
ภายหลังปรากฏว่าใบรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์หน้ากากแบบเต็มหน้า เป็นเอกสารปลอม
กองทัพบกจึงได้ยุติโครงการและได้มอบอำนาจให้ ผอ.สวพ.ทบ. ซึ่งรับผิดชอบเกี่ยวกับงานวิจัยของ ทบ. โดยตรง ไปแจ้งความร้องทุกข์ กับพนักงานสอบสวนที่กองปราบปรามไว้ก่อนเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป
รวมทั้งเป็นการป้องกันผลเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นกับการนำไปใช้งานทางราชการ หากมีการนำเข้าสู่กระบวนการผลิตในลำดับขั้นต่อไป ที่สำคัญเป็นการยับยั้งมิให้เอกสารที่เป็นเท็จไปสู่กระบวนการบริหารงานราชการ
ส่วนการอ้างถึงว่ารายงานตอนไปขอปิดโครงการฯ กับ สกอ.ระบุเป็นเรื่องหน้ากากชีวอนามัย ไม่เกี่ยวกับหน้ากากด้านทหารเลยนั้น เป็นข้อมูลที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง เพราะเงื่อนไขข้อกำหนดในการวิจัยครั้งนี้ ระบุให้ผู้วิจัยต้องดำเนินงานวิจัยที่มีคุณภาพและมาตรฐานตรงตามความต้องการของ ทบ. เท่านั้น
สำหรับ กรณีกล่าวหาว่า จนท.ทหาร แทรกใบรับรองมาตรฐานปลอมเข้ามาในเอกสารงานวิจัยฉบับสมบูรณ์นั้น จากการตรวจสอบขอเรียนว่า มีการยื่นใบรับรองมาตรฐาน จำนวน 4 ครั้ง โดย หัวหน้าโครงการวิจัย โดยเป็นการยื่นใบรับรองมาตรฐานปลอมทั้ง 4 ครั้ง
อย่างไรก็ตาม สวพ.ทบ. ในฐานะที่เป็นหน่วยดูแลด้านการวิจัยและพัฒนากองทัพบก ซึ่งได้รับมอบอำนาจจาก ทบ. จำเป็นต้องดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้เกิดความกระจ่างในทุกแง่มุมที่สังคมสงสัย และเพื่อเป็นการรักษาคุณภาพและมาตรฐานของงานวิจัยที่จะนำไปใช้ในการผลิตเครื่องมือ และยุทโธปกรณ์ทางทหารของกองทัพบกต่อไป

ยื่นตีความ พ.ร.ป. ‘ส.ส.-ส.ว.’ กระทบโรดแมปเลือกตั้ง?

ยื่นตีความ พ.ร.ป. ‘ส.ส.-ส.ว.’ กระทบโรดแมปเลือกตั้ง?


หมายเหตุ – ความคิดเห็นของนักวิชาการและนักการเมือง กรณีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เตรียมส่งข้อสังเกตให้ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อให้สมาชิก สนช.ยื่นตีความร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) พ.ศ. … และร่าง พ.ร.ป.การได้มาซึ่ง ส.ว. อาจมีประเด็นที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ และหากไม่ยื่นตีความอาจมีผลกระทบต่อโรดแมปการเลือกตั้ง หากร่าง พ.ร.ป.ทั้ง 2 ฉบับมีผลบังคับใช้แล้วในภายหลัง


ชูศักดิ์ ศิรินิล
ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย (พท.)

ตามที่ สนช.จะมีการพิจารณาว่าจะเสนอร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. ให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ตามข้อห่วงใยของ กรธ. ในวันที่ 15 มีนาคม เห็นว่าเรื่องนี้สังคมได้ติดตามมาตลอดว่าเกิดอะไรขึ้นในกระบวนการร่าง พ.ร.ป.ดังกล่าว เหตุที่ผู้คนสนใจเพราะกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส.นี้ผูกโยงกับกำหนดวันเลือกตั้ง ถ้ามีเหตุให้กฎหมายนี้ใช้บังคับล่าช้าออกไปก็จะทำให้วันเลือกตั้งที่ทุกคนรอคอยต้องเลื่อนออกไปด้วย ที่ผ่านมาก็ได้เห็นการใช้อภินิหารทางกฎหมายและการหักดิบเพื่อทำให้การเลือกตั้งต้องเลื่อนมาแล้วหลายครั้ง ล่าสุดคือการที่ คสช.ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ออกคำสั่ง คสช.ที่ 53/2560 แก้ไข พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง และการที่ สนช. ขยายเวลาบังคับใช้กฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. ออกไปอีก 90 วัน มาครั้งนี้ทำท่าว่าอาจจะมีการเลื่อนเลือกตั้งออกไปอีก จากการที่จะมีการส่งร่างกฎหมายทั้งสองฉบับให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ทั้งที่เรื่องดังกล่าวได้มีการประชุมร่วมของคณะกรรมาธิการ 3 ฝ่าย และมีการแถลงว่าได้ข้อสรุป จนกระทั่งที่ประชุม สนช.ผ่านความเห็นชอบไปแล้ว คะแนนไม่เห็นด้วยก็แทบจะไม่มี จึงเป็นเรื่องแปลกประหลาดเอามากๆ หากจะมีการลงชื่อยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอีกและเมื่อดูท่าทีของหัวหน้า คสช. ก็ชักเริ่มไม่แน่ใจ แม้จะยังยืนยันว่าจะมีการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 ก็ตาม
เรื่องนี้จึงดูเหมือนจะมีเบื้องหน้าเบื้องหลัง ความเป็นจริงแล้วทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องก็ล้วนมีที่ไปที่มาจากแหล่งเดียวกัน การที่จะตกลงกันและทำเรื่องให้ยุติเด็ดขาดจึงไม่ใช่เรื่องที่เหลือวิสัย แต่กลับทำให้เกิดข้อสงสัย ซึ่งคล้ายๆ กับว่าแท้ที่จริงแล้วต้องการอะไรกันแน่ จะยืดเวลาหรือทำให้เกิดปัญหาขึ้นหรือไม่ เรื่องนี้หากมีการส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยจริง ก็ต้องดูเวลาที่ศาลจะใช้ในการวินิจฉัยและสาระสำคัญของคำวินิจฉัยด้วย เพราะหากศาลเห็นว่าขัดรัฐธรรมนูญและเป็นส่วนที่เป็นสาระสำคัญ กฎหมายดังกล่าวก็ต้องตกไปทั้งฉบับ ก็ต้องไปยกร่างกันใหม่ แต่ถ้าไม่ใช่สาระสำคัญก็ตกไปเฉพาะส่วนนั้นซึ่งก็ต้องกลับมาปรับปรุงแก้ไขก่อนเสนอให้นายกฯนำขึ้นทูลเกล้าฯ เรื่องนี้เมื่อดูแล้วเห็นว่าน่าจะมีนัยซ่อนเร้นกรณีที่จะมีการยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ
ส่วนจะเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำเพื่อหาเหตุเลื่อนวันเลือกตั้งหรือไม่นั้น สังคมก็อาจคิดได้ เพราะที่ผ่านมาก็ทำกันมาแล้ว หลายครั้งหลายกรณี

นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ
รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

กรณีที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. เสนอให้นำร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และร่าง พ.ร.ป.การได้มาซึ่ง ส.ว. ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ฟังที่นายมีชัยออกมาเตือนบรรดา สนช.ตามที่เป็นข่าว ปรากฏว่ามี สนช.บางคนออกมารับลูกว่าอาจต้องส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่า สิ่งที่ สนช. มีมติโหวตผ่านร่างกฎหมายทั้งสองฉบับว่าผิดรัฐธรรมนูญหรือไม่อย่างไร เคยบอกแล้วว่าหลัง สนช.โหวตผ่านกฎหมาย 2 ฉบับนี้ด้วยเสียงเอกฉันท์ และถ้ามีการส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความอีก แสดงว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น เพราะสิ่งใดถ้าไม่มั่นใจเขาคงไม่ทำ โดยเฉพาะองค์กรหลักอย่าง สนช.หรือศาลรัฐธรรมนูญ เพราะถ้าไม่มั่นใจก็ไม่ควรทำ โดยเฉพาะในสิ่งที่ทำไปแล้ว ซ้ำยังมีมติเป็นเอกฉันท์คือ ไม่มีสมาชิก สนช.คนใดคัดค้าน
แต่เพียงชั่วข้ามคืน หลังนายมีชัยออกมาพูดแค่เสียงเดียว สนช.กลับสับสนในสิ่งที่ตัวเองได้ทำไปแล้วว่าผิดกฎหมายหรือไม่จะต้องส่งให้ศาลตีความ จึงเป็นการสนับสนุนข้อสังเกตที่มีคนตั้งว่า มีทฤษฎีสมคบคิดเกิดขึ้นในการออกกฎหมายและการจัดการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น ทั้งนี้ ปัญหาจะเกิดขึ้นทันทีเมื่อมีการส่งไปตีความ เพราะไม่มีใครคาดการณ์ได้ว่าการเลือกตั้งทั่วไปจะเกิดขึ้นเมื่อใด และถ้ามีใครแสดงท่าทีขึงขังย้ำว่าจะมีเลือกตั้งเกิดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 ก็เท่ากับว่าบุคคลนั้นกำลังจะโกหกคำโตกับประชาชน เพราะการส่งเรื่องให้ศาลตีความไม่มีการกำหนดระยะเวลาในการพิจารณาของศาลได้ คืออาจจะใช้เวลา 6 เดือน หรือ 1 ปี หรือมากกว่านั้นก็ได้
ผมเชื่อว่ากระทบโรดแมปแน่นอน และสรุปได้ว่าเป็นทฤษฎีสมคบคิดผลัดกันเล่น ถ้าศาลตีความว่าร่างกฎหมายที่ผ่าน สนช. ผิดรัฐธรรมนูญการเลือกตั้งก็จะต้องเลื่อนออกไปโดยไม่มีกำหนด อาจจะเป็น 2-3 ปีก็ได้ เพราะต้องไปเริ่มต้นกระบวนการยกร่างกฎหมายใหม่ทั้งหมด ซึ่งเท่าที่ผมติดตามดูห่างๆ คิดว่ากฎหมายลูกดังกล่าวมีแนวโน้มว่าจะขัดรัฐธรรมนูญสูงมาก และคนระดับนายมีชัยที่ยกร่างรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูกต่างๆ มาแล้วควรจะรู้ตั้งแต่ต้นแล้วว่าสิ่งที่ทำไปขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ และไม่ควรปล่อยให้ผ่านมาอย่างนี้ ผมเชื่อว่านายมีชัยรู้ และสามารถคุยกับ สนช.ได้โดยที่เรื่องจะไม่ไปถึงศาลรัฐธรรมนูญ
จึงถือได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นขณะนี้เป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์ อภินิหารทางกฎหมายซึ่งคนที่มีอภิญญาสูงส่งระดับนายมีชัยเท่านั้นที่สามารถทำได้




บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

มองว่ามีหลายเรื่องซ้อนกัน แต่คิดว่าในเรื่องสิทธิเสรีภาพนั้นเป็นสิ่งที่คุยกันมาตั้งแต่ พ.ศ.2540 แล้วในประเด็นมาตรการที่อยากให้คนไปใช้สิทธิกันเยอะๆ ใครไม่ใส่ใจไปใช้สิทธิจะมีมาตรการลงโทษ นั่นคือหลักคิดตั้งแต่ช่วงนั้น ว่าจะมีการตัดสิทธิไม่ให้ลงสมัคร นี่คือเรื่องเดิม ไม่ได้มีอะไรใหม่ แต่ในเรื่องใหม่ๆ ก็น่าสนใจ ถ้านายมีชัยเสนอให้ตีความ ศาลรัฐธรรมนูญก็ต้องเร่งรัดดำเนินการ เพราะเป็นเรื่องที่กระทบจริงๆ ก็ว่ากันไปตามขั้นตอน หากปล่อยให้เลือกตั้งไป อาจเกิดการนำประเด็นแบบนี้มาใช้ขัดขวาง ตัดสิทธิทางการเมือง จะกลายเป็นเรื่องใหญ่กว่านี้ ในการตีความก็ทำให้จบ ทั้งนี้ มีข้อสังเกตประการหนึ่งว่า จริงๆ แล้วนายมีชัยเป็นคนร่างรัฐธรรมนูญเอง พูดง่ายๆ ว่าเป็นสถาปนิกทางการเมืองของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็ควรจะประกาศให้ชัดเจนว่าสิ่งที่ตนเห็นคืออะไร ต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่ตนร่างออกมาด้วย ต้องแสดงความเห็นบ้างว่าโดยเจตนารมณ์แล้วเป็นอย่างไร เพราะไม่เช่นนั้นจะถือว่าเป็นการโยนภาระให้กับศาลรัฐธรรมนูญ
สำหรับประเด็นการแบ่งประเภทการสมัครและเลือกเป็น 2 ประเภท คือ อิสระและโดยองค์กร แยกแต่ละกลุ่มเป็น 2 พวก ซึ่งรัฐธรรมนูญกำหนดให้แต่ละกลุ่มเลือกกันเอง ที่อาจขัดกับรัฐธรรมนูญ โดยก่อให้เกิดความกังวลในทางปฏิบัตินั้น มองว่าลึกๆ แล้วสะท้อนความไม่ไว้วางใจของผู้ร่างรัฐธรรมนูญที่มีต่อนักการเมือง การออกแบบระบบการเลือกตั้งนั้น ได้เคยพูดไปหลายครั้งแล้วว่าไม่ควรจะออกแบบให้ซับซ้อน ผลของการซับซ้อนทำให้เกิดข้อสงสัยเอง (หัวเราะ) มันไม่ควรจะเกิดขึ้นตั้งแต่แรก ระบบการเมืองใดๆ ไม่ควรซับซ้อนมาก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ด้วยความเคารพ เมื่อตัดสินกันมาแบบนี้แล้วก็ต้องว่ากันไปตามระบบ ส่วนตัวเป็นห่วงว่าจะหน่วงเวลาที่เราจะเดินไปสู่การเลือกตั้ง นี่คือสิ่งที่น่าห่วงมากกว่า ส่วนจะตีความอย่างไร คิดว่าคนที่อยู่ฝ่ายการเมืองก็คงยอม ขอให้เดินไปสู่การเลือกตั้งก่อน สำคัญที่สุด หลายท่านอาจเห็นพ้องต้องกันว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จะต้องถูกแก้ไข ไม่ช้าก็เร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภายหลังการเลือกตั้ง
ส่วนคำถามที่ว่าจะกระทบโรดแมปหรือไม่นั้น มองว่านี่คือภาระหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งต้องดำเนินการโดยเร็ว แล้วต้องคำนึงด้วยว่ามันกระทบกับโรดแมปของประเทศไทยที่ล่าช้ามาพอสมควรแล้ว แต่ส่วนตัวไม่ค่อยห่วงมากนักว่าจะใช้เวลาเกินหรือไม่ คิดว่าคงทำทัน แต่คิดว่าค่อนข้างชัดเจนว่าเห็นปัญหาแล้วว่าการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีอคติบางอย่างซึ่งทำให้ในท้ายที่สุดกระทบในทางปฏิบัติจริงของตัวรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็คือการเลือกตั้งนั่นเอง


พนัส ทัศนียานนท์
อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์

เห็นด้วยว่าควรให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เพราะว่าคนร่างเขาท้วงติงแล้วว่าอาจขัดกับรัฐธรรมนูญได้ นายมีชัยที่เป็นคนร่างน่าจะรู้ดี ในรายละเอียด มองว่าเป็นเรื่องที่ไม่สมควรให้เกิดเป็นปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งทาง สนช. ไปทำให้เกิดเป็นปัญหาขึ้นมา โดยเฉพาะเรื่อง ส.ว. รัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัดเจนแล้วไม่ใช่หรือว่าให้มีกลุ่มเดียว การไปแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ทำให้เห็นว่าอาจจะมีวาระอะไรซ่อนเร้นหรือไม่ ข้อสังเกตส่วนตัวมีเท่านี้
สำหรับประเด็นที่ว่าจะกระทบกับโรดแมปหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับศาลรัฐธรรมนูญ นี่เป็นแค่ประเด็นข้อกฎหมายไม่เห็นต้องพิจารณาข้อเท็จจริงอะไรกันมากมาย การเสนอขึ้นไปคิดว่าใช้เวลาอย่างมากแค่ 2 เดือน ก็พิจารณาเสร็จแล้ว

ฐานจริง ลุงตู่ พลังประชารัฐ แต่บัว ไม่สิ้นใย

ฐานจริง ลุงตู่ พลังประชารัฐ แต่บัว ไม่สิ้นใย


ขณะที่ความสนใจของคนจำนวนไม่น้อยพุ่งไปที่ “พรรคการเมืองใหม่”
ใหม่เอี่ยมอ่องระดับ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ-นายปิยบุตร แสงกนกกุล และคณะ
สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา “มติชน-ข่าวสด” ก็เสนอข่าวต้องตรงกันว่า
บัดนี้ มีการตกลงกันอย่างเป็นทางการแล้วว่า
พรรคการเมืองที่จะเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้า
คือพรรคพลังประชารัฐ
ชื่อฟังคุ้นๆ ไหม
รายงานข่าวจากแกนนำในรัฐบาลว่า ภายหลังจาก นายชวน ชูจันทร์ ประธานประชาคมตลาดน้ำคลองลัดมะยม ได้เข้ายื่นขอแจ้งเตรียมจัดตั้งพรรคพลังประชารัฐ ต่อ กกต.ตั้งแต่วันที่ 2 มี.ค.
เร็วๆ นี้ พรรคพลังประชารัฐเตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการ โดยมีบุคคลระดับรัฐมนตรีในรัฐบาลเป็นหัวหน้าพรรค
โดยจะเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ ในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้น
ซึ่งระหว่างนี้กำลังหารือกันว่าจะขอให้ พล.อ.ประยุทธ์มารับตำแหน่งประธานที่ปรึกษาพรรค เพื่อตัดประเด็นปัญหาที่ถูกวิจารณ์ว่าจะเข้ามาเป็นนายกฯคนนอก
อีกทั้งเพื่อแสดงตัวชัดเจนว่าเป็นส่วนหนึ่งของพรรคการเมืองและได้เข้าสู่ระบบการเลือกตั้ง
ทั้งนี้ นโยบายจะสานต่อการทำงานของรัฐบาลชุดนี้เกี่ยวกับการเดินหน้าโครงการประชารัฐ
พ.อ.สุชาติ จันทรโชติกุล อดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ในฐานะ 1 ใน 15 ผู้จดจองชื่อพรรคพลังประชารัฐ
กล่าวถึงกระแสข่าว พล.อ.ประยุทธ์จะมาเป็นประธานที่ปรึกษาพรรคว่า
เป็นกระแสข่าวที่คาดการณ์อย่างมีเหตุผล
แต่ตนมองว่าคงไม่จำเป็นต้องมาเป็นที่ปรึกษา เพราะรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูกไม่ได้กำหนดว่า บุคคลที่จะได้รับเลือกเป็นนายกฯ ต้องมีตำแหน่งภายในพรรค
พล.อ.ประยุทธ์จึงไม่จำเป็นต้องมานั่งที่ปรึกษา เพื่อเปิดหน้าเล่นขนาดนั้น
เมื่อมีการกำหนดวันเลือกตั้ง ชื่อของ พล.อ.ประยุทธ์ จะอยู่ใน 3 รายชื่อที่พรรคจะเสนอให้เป็นนายกฯ หรือไม่ก็ได้
ส่วนความชัดเจนของพรรคพลังประชารัฐ เรื่องตัวบุคคลที่จะมาเป็นสมาชิกหรือเรื่องนโยบาย ต้องรอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับรองพรรคก่อน
จากนั้นทีมงานจากส่วนกลางจะนัดประชุมต่อไป
คอลัมน์ “ข่าวทะลุคน” ของหนังสือพิมพ์ข่าวสดฉบับวันที่ 14 มีนาคม 2561 ระบุถึง ชวน ชูจันทร์ ประธานวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงเกษตรตลาดน้ำคลองลัดมะยม

เป็น ชวน ชูจันทร์ ที่เป็นผู้ยื่นขอจดแจ้งตั้งพรรคพลังประชารัฐต่อ กกต.
มีข่าวเตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการ มีรัฐมนตรีในรัฐบาลนี้เป็นหัวหน้าพรรค
ที่สำคัญ เชิญ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. เป็นประธานที่ปรึกษาพรรค
พร้อมสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ ทั้งในและนอกบัญชี
ชวน ชูจันทร์ เกิดที่คลองลัดมะยม
ปริญญาตรีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ปี 2519
ปริญญาโทคณะรัฐศาสตร์ มธ. ในปี 2538 และได้รับรางวัลศิษย์ดีเด่นของคณะที่เรียนในปี 2557
เคยทำงานเป็นนิติกรของสำนักงานโรงงานน้ำตาลกลาง กระทรวงอุตสาหกรรม
ลาออกในปี 2535 เพื่อมาทำงานการเมืองในพรรคพลังธรรม ลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ลำปาง แต่สอบตก
เป็นคนไทยคนที่ 2 ที่ได้รับรางวัล “อิลกา” ในปี 2557 โดยคนไทยคนแรกที่ได้รับคือ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง
ทำเกษตรกรรมและขายอาหารในตลาดคลองลัดมะยม
ยอมรับมีเพื่อนที่รู้จักทำงานร่วมกับรัฐบาล คสช. เช่น นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ
แต่ยืนยันไม่ใช่พรรคนอมินีของ คสช.”
แต่มีพลังประชารัฐแล้ว ก็มิได้หมายความว่าจะต้องตัดไมตรีกับมิตรสหาย หรือผู้ร่วมเดินในแนวทางเดียวกันคนอื่นๆ
ไม่ว่าจะเป็นพรรคมวลมหาประชาชน ของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ก็ดี
พรรคประชาชนปฏิรูปของ นายไพบูลย์ นิติตะวัน ก็ดี
พรรคพลังพลเมืองของ นายสัมพันธ์ เลิศนุวัฒน์ ก็ดี
ฯลฯ
กระทั่งพรรคประชาธิปัตย์ ที่ล่าสุดหัวหน้าพรรคออกมาประกาศว่า
จะไม่จับมือกับระบอบทักษิณ
ก็ยังมีแนวโน้มที่จะจับมือเป็นพันธมิตรกันได้

อร่อยเหาะ

อร่อยเหาะ



โครงการก่อสร้างรัฐสภาใหม่ มูลค่ามหาศาลโอฬาริก 12,280 ล้านบาท
เริ่มเซ็นสัญญาก่อสร้างตั้งแต่ 8 มิถุนายน 2556 กำหนดระยะเวลา 900 วันเสร็จ
เมื่อครบกำหนดสัญญา 900 วันเสร็จ ปรากฏว่ายังสร้างไม่เสร็จ จึงมีการขยายสัญญาก่อสร้างครั้งที่ 1 เพิ่มอีก 387 วัน รวมเป็น 1,287 วันเสร็จ
แต่เมื่อครบกำหนด 1,287 วันเสร็จ รัฐสภาแห่งใหม่ก็ยังสร้างไม่เสร็จ
จึงมีการเกี้ยเซียะขยายสัญญาครั้งที่ 2 เพิ่มอีก 421 วัน รวมเป็น 1,708 วันเสร็จ
ปรากฏว่าเมื่อครบกำหนดขยายสัญญาก่อสร้าง 1,708 วันเสร็จ ก็ยังสร้างไม่เสร็จ
ล่าสุดจึงมีการกล้อมแกล้มขยายสัญญาก่อสร้างครั้งที่ 3 เพิ่มขึ้นอีก 689 วัน รวมเป็น 2,397 วันเสร็จ
สรุปว่าโครงการก่อสร้างรัฐสภาใหม่ล่าช้าเกินกำหนดสัญญา 900 วัน ไปถึง 1,497 วัน
หรือต้องขยายเวลาเพิ่มไปอีก 4 ปีเศษ
คาดว่ารัฐสภาแห่งใหม่จะสร้างเสร็จพร้อมต้อนรับประชาธิปไตยครึ่งใบในเดือนธันวาคม 2562 โน่นแหละ
“แม่ลูกจันทร์” กราบเรียนว่า ตามเงื่อนไขสัญญาก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ กำหนดว่าถ้าหากการก่อสร้างเสร็จล่าช้าเกินเวลาที่กำหนดบริษัทเอกชนจะต้องจ่ายค่าปรับวันละ 12 ล้านบาท
ถ้านับเวลาที่เกินสัญญารวมทั้งสิ้น 1,497 วัน บริษัทเอกชนผู้ประมูลโครงการนี้จะต้องเสียค่าปรับรวมทั้งสิ้น 17,964 ล้านบาท
ถ้าหักปัญหาการส่งมอบที่ดินบางส่วนล่าช้าไป 50 เปอร์เซ็นต์ บริษัทเอกชนยังต้องจ่ายค่าปรับเป็นเงินอีก 8,972 ล้านบาท
ดังนั้น การเจรจาสมยอมขยายสัญญาก่อสร้างถึง 3 ครั้งซ้อนๆ เพื่อให้เอกชนผู้รับเหมาไม่ต้องจ่ายค่าปรับ
จะเข้าข่ายเอื้อประโยชน์ให้บริษัทเอกชนหรือไม่??
และทำให้ราชการเสียประโยชน์หรือเปล่า
“แม่ลูกจันทร์” ตั้งคำถามไว้เฉยๆ ไม่จำเป็นต้องมีคำตอบ
ยัง...ยังไม่จบ โครงการก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ยังมี “เรื่องน่าแปลกใจ” ให้อึ้งกิมกี่ตามมาอีก
มีการขออนุมัติงบเร่งด่วนจาก “รัฐบาลนายกฯบิ๊กตู่” อีก 8,658 ล้านบาท เพื่อลงทุนวางระบบสาธารณูปโภคและติดตั้งระบบไอทีเพิ่มขึ้นอีกก้อนหนึ่ง
ประเด็นอยู่ที่งบระบบสาธารณูปโภค และระบบไอทีในรัฐสภาใหม่ได้กำหนดวงเงินไว้ 3,000 ล้านบาท
เหตุใดจึงบานทะโร่ไปถึง 8,658 ล้านบาท??
โดยเฉพาะงบติดตั้งระบบไอทีที่บวมอะหลึ่งฉึ่งไปถึง 6,948 ล้านบาท
ถามว่า ระบบไอทีที่ใช้ในการประชุมสภาฯจำเป็นต้องแพงหูฉี่ขนาดนี้หรือไม่??
ขอตั้งคำถามไว้เฉยๆ ไม่จำเป็นต้องมีคำตอบ
อย่างไรก็ดี กรณีนี้ทำให้ “แม่ลูกจันทร์” ย้อนคิดถึงโครงการจัดซื้อนาฬิกาดิจิทัลในรัฐสภา 200 เครื่อง ราคาแพงหูฉี่ เครื่องละ 7.5 หมื่นบาท
ทำให้ย้อนคิดถึงโครงการจัดซื้อไมโครโฟนในห้องประชุม ครม. 193 ตัว ราคาแพงหูฉี่ ตัวละ 1.45 แสนบาท
และทำให้ย้อนคิดถึงโครงการจัดซื้อเครื่องตรวจจับความเร็วแบบพกพา จำนวน 849 ตัว ราคาตัวละ 6.75 แสนบาท
ถ้าจะอ้างว่าของคุณภาพดี ราคาต้องแพง...มันก็จริงอยู่
แต่จำเป็นหรือไม่? ที่จะถลุงเงินภาษีประชาชนไปจัดซื้ออะไรๆที่แพงเว่อร์เกินกว่าเหตุ??
เหมือนเดิม ตั้งคำถามไว้เฉยๆ ไม่จำเป็นต้องมีคำตอบ
“แม่ลูกจันทร์”

'ยุบพรรค' มุกสุดท้าย

'ยุบพรรค' มุกสุดท้าย



“พญาจิ้งจก” ระดับนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ออกมาทัก 2–3 รอบ

เตือนให้สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ชิงยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความร่าง พ.ร.บ.เลือกตั้ง ส.ส.และร่าง พ.ร.บ.การได้มาซึ่ง ส.ว.เพื่อให้เกิดความชัดเจน

เพราะถ้าถูกยื่นตีความภายหลังและผลออกมาว่าขัดรัฐธรรมนูญ ถึงตอนนั้นจะสั่นสะเทือนโรดแม็ป

กระบวนการที่อยากให้เร็วมันจะล้มทั้งยืน

กระบี่มือหนึ่งกฎหมายของประเทศไทย “ขู่” แรงซะขนาดนี้ มันก็ไม่แปลกที่จะเห็นอาการลังเลๆของ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.

ส่อต้องเดินตามนายมีชัย เอาเสียให้ชัดตั้งแต่ตอนนี้

ส่วนจะทำให้โรดแม็ปเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไปอีกหรือไม่ “ลุงตู่” บอกแค่ว่า ก็สุดแล้วแต่ ตอนนี้การเลือกตั้งยังเป็นไปตามกำหนดที่บอกไว้คือเดือนกุมภาพันธ์ 2562

เว้นแต่มีอะไรที่เราบังคับไม่ได้ บังคับศาลได้หรือ

ในจังหวะที่นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. ต้องแตะเบรกชะลอการยื่นร่างกฎหมายลูก 2 ฉบับสุดท้ายให้นายกรัฐมนตรี เพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯถวาย ตามข้อห่วงใยของ “ซือแป๋มีชัย”

แบไต๋ หากยื่นให้ศาลตีความร่างกฎหมายลูก ส.ส. ก็จะกระทบต่อโรดแม็ปเลือกตั้งแน่นอน

ถึงตอนนี้ ความแน่นอนก็คือความไม่แน่นอน

กำหนดเลือกตั้งยังมีปัจจัยแทรกซ้อน อุปสรรคแฝงอยู่ตลอดสองข้างทาง

อย่างไรก็ตาม ว่ากันตามเนื้อผ้า โดยสถานการณ์ที่เห็นได้เลยว่า “นายกฯลุงตู่” กับนายพรเพชร แสดงถึงอาการกระตือรือร้น เร่งจังหวะ อยากให้กระบวนการกฎหมายลูก 2 ฉบับเดินหน้า

ไม่กระทบโรดแม็ปเลือกตั้งที่ประกาศสัญญาประชาคมไว้

แต่เป็นฝั่งของ “ซือแป๋มีชัย” ที่กระตุกขาเตือน สนช. ส่งลูกให้ศาลรัฐธรรมนูญ

ตรงนี้จะโทษ “ลุงตู่” ว่าจงใจยื้อเลือกตั้งเต็มๆไม่ได้

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ถือว่า “เข้าทาง” สถานการณ์เป็นไปตามเหลี่ยมของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งที่มีเหตุลากเอาไปเป็นชนวนปลุกม็อบเคลื่อนไหวกดดันรัฐบาล “ลุงตู่” แบบรายสัปดาห์

หน้ากาก “ยุทธ์น็อกคิโอ” คงเล่นกันไม่เลิก

ขณะที่นักการเมืองทั้งพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์ก็ต้องกระโดดแห่กระแสตามฟอร์ม

เบิ้ลบลัฟกระแทก “นายกฯลุงตู่” ลากเกมยื้อ ไม่กล้าสู้ในสนามเลือกตั้ง

ในจังหวะเนียนๆพรรคเพื่อไทยก็ได้เบี่ยงกระแส ศึกชิง “นอมินีทักษิณ” ที่ฟัดกันกระฉอกออกมานอกพรรค จากรูปการณ์ที่ลูกชายของ “เสี่ยแดง” นายพิชัย นริพทะพันธุ์ แกนนำสายตรงดูไบ เปิดปฏิบัติการชกข้ามรุ่น ฟาดหางใส่ “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เจ้าแม่เมืองกรุง

ยุ่งตั้งแต่เสียงเคาะกะลาเลือกตั้งดัง ใครชนะ ใครแพ้ ต้องพรรคแตก แยกทางใครทางมัน

ฟากประชาธิปัตย์ก็ได้กลบข่าวศึกสายเลือดระหว่างสาย “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” กับทีมของ “ลุงกำนัน” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ขาใหญ่ กปปส.

ส่อล่อกันแรงๆในวันเช็กชื่อ จองคิวลงสมัครในนามพรรค

เพื่อไทย กับ ประชาธิปัตย์ หนีไม่พ้นเกมหักเหลี่ยมชิงอำนาจในพรรค

แต่ด้วยลูกเขี้ยวของนักการเมืองอาชีพ ก็ต้องแสร้งกลบเกลื่อน ลามมาปั่นป่วนวุ่นวายภายนอก

เพิ่มดีกรีความร้อนแรง เร้าเงื่อนไขสถานการณ์เลือกตั้ง

นั่นก็ทำให้ต้องกระชับบท “ยักษ์ถือกระบอง” กำราบไว้

ตามจังหวะตบเท้า เรียงหน้ากระดาน “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ชักแถวผู้นำเหล่าทัพ

ออกมายืนกรานจะไม่ยุบ คสช.ตามข้อเรียกร้องของกลุ่มอยากเลือกตั้ง

เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดให้อยู่รักษาความสงบจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่

นั่นไม่เท่ากับสัญญาณล่าสุด จากประโยคน้ำเสียงเข้มๆของ “บิ๊กตู่” ในฐานะผู้นำเบอร์หนึ่ง คสช.

เตือนกันนิ่มๆเป็นนัย ไม่ว่านักการเมืองพรรคใด ถ้าเป็นต้นเหตุหรือสาเหตุทำให้เกิดความวุ่นวาย ขัดแย้งรุนแรง หรือความไม่สงบเกิดขึ้น ต้องไปพิจารณาตามกฎหมายว่า ควรดำรงอยู่ต่อไปหรือไม่

วันนี้อย่าลืมว่า คสช.ยังมีอำนาจอยู่รักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง

ชักใบเหลืองขู่ พวกผวา “ยุบพรรค” เสียวสันหลังวาบ.

ทีมข่าวการเมือง

วันพุธที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2561

สมศักดิ์ ถาม สนช-กรธ.เล่นอะไรกันอยู่? ชี้ หากศาลชี้กม.ลูกขัดรธน.ต้องมีคนรับผิดชอบ!

สมศักดิ์ ถาม สนช-กรธ.เล่นอะไรกันอยู่? ชี้ หากศาลชี้กม.ลูกขัดรธน.ต้องมีคนรับผิดชอบ!


“สมศักดิ์” สงสัย “สนช-กรธ.” เล่นอะไรกันอยู่ หากศาล รธน. ชี้กม.ลูกส.ส.-ส.ว.ขัดรธน.ต้องมีคนรับผิดชอบทำโรดแมปเลือกตั้งขยับ
เมื่อวันที่ 15 มีนาคม นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวถึงกรณีที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เห็นด้วยให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.และร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งส.ว.ว่า ขึ้นอยู่กับศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาช้าหรือเร็ว หากผลออกมาขัดรัฐธรรมนูญโรดแมปเลือกตั้งต้องว่ากันอีกยาว เพราะ ต้องเอากลับไปทำใหม่หมด ก็เป็นไปไม่ได้อยู่แล้วที่จะเป็นไปตามโรดแมป อย่างไรก็ตาม ตนแปลกใจว่า ทำไมตอนที่ตั้งกมธ.ร่วม 3 ฝ่าย เมื่อนายมีชัยร่างขึ้น เจตนารมณ์เป็นอย่างไรก็ต้องพูดที่มาที่ไป เมื่อสนช.เข้าประชุมต้องรู้แล้วว่าขัดหรือไม่ขัดรัฐธรรมนูญ และต้องยืนตามร่างของนายมีชัย แต่ยังดันทุรังจะเอาร่างที่สนช.แก้ไขมาเป็นหลัก เลยอดมองไม่ได้เล่นอะไรกันอยู่ และไม่กล้าเอาเรื่องประชุมทั้ง 3 นัดมาพูดแน่ จึงต้องเฉไฉดึงเรื่องไปทางโน้นทีทางนี้ที และถ้าหากขัดรัฐธรรมนูญต้องหาคนรับผิดชอบที่ทำให้เกิดเรื่องนี้ขึ้นมา เพราะทำให้เวลาเลือกตั้งไม่เป็นไปตามโรดแมป

“เมื่อนายกฯเจตนาต้องการเร่งให้เป็นไปตามโรดแมป ดังนั้น การที่จะให้เป็นไปตามโรดแมปได้ต้องมีกฎหมายรองรับ ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกติการัฐธรรมนูญ เมื่อเกิดเหตุอย่างนี้ทำให้สะดุดไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญได้ ย่ิงยื้อนานสถานการณ์ในความรู้สึกประชาชนมองว่าเลวร้ายลง แต่ความรู้สึกคนที่ใกล้ชิดรัฐบาล และคสช. ตอนนี้แพ้ดึงเวลาไปก่อน แล้วค่อยๆให้อีกฝ่ายหนึ่งเฉา มองยุทธศาสตร์ไปในอีกรูปแบบหนึ่ง อยู่ที่ว่าใครจะยืนอยู่บนความเป็นจริงได้ดีกว่ากัน ถ้านายกฯยอมรับความเป็นจริงก็จะรู้ยิ่งอยู่นานยิ่งแย่ เห็นๆกันอยู่ 4 ปีนี้ ขณะที่ปีแรกเรทติ้งกระฉูดเลย แล้วค่อยๆหายไปเขาก็ต้องรู้แล้ว ขยายโรดแมปไปเรื่อยๆคนอดมองไม่ได้เล่นเกมยื้ออำนาจอยู่” นายสมศักดิ์ กล่าว

"ออตู่" ยัน เปล่า"โหนกระแส" ละคร"บุพเพสันนิวาส"

"ออตู่" ยัน เปล่า"โหนกระแส" ละคร"บุพเพสันนิวาส"
ชื่นชม ละครดี แม้ไม่เคยดู ถ่อมตน ชี้ ถ้าเป็นสมัยก่อน ผม คงไม่ใช่"หมื่นเดช" เพราะเกินวัย คงเป็นแค่คนรับใช้ ยัน ไม่เกี่ยว รายการคืนวันศุกร์ เพราะ "ออเจ้า" มี พุธ-พฤหัสฯ แฉ มีคนปล่อยข่าว ผมไม่ได้ให้เวลาเขา
(13มี.ค.)พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. กล่าวถึงการต่อยอดจาก งาน"อุ่นไอรัก คลายความหนาว" และละครบุพเพสันนิวาส เพื่อให้คนไทยหันมาสนใจประวัติศาสตร์ว่า หมื่นกับออเจ้าใช่ไหม ผทยังไม่ได้ดูเรื่องนี้ แต่เห็นจากโฆษณา กระแสข่าวต่างๆ
ส่วนที่มีคนไปบอกว่ารัฐบาลโหนกระแส คงไม่ใช่ สิ่งที่เราทำคือ แนวทางของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่ทรงรับสั่งไว้ว่า รักษา สืบสาน และต่อยอด ทั้งการรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีไทย วัฒนธรรมไทย และการสืบสานนำมาทำละคร ซึ่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระราชทานงานอุ่นไอรักฯ ก็เป็นกระแสที่ประชาชนจะร่วมกันทำความดี คือระลึกถึงสิ่งที่มีคุณค่าของประเทศไทย
"ผมได้ให้แนวทางไปว่า ควรจะส่งเสริมและต่อยอดต่อไป ทั้งเรื่องการท่องเที่ยวชุมชน การท่องเที่ยวตามโบราณสถานต่างๆ ให้คนที่ไปท่องเที่ยวแต่งชุดไทยไปถ่ายภาพ ซึ่งจะทำให้เกิดกิจกรรมในพื้นที่ เป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวในชุมชน
และการค้าขายทั้งร้านอาหารและร้านกาแฟอีกด้วย เราต้องนำเอาประวัติศาสตร์มานำประเทศไทย เพื่อไม่ให้ลืมประวัติศาสตร์ของตัวเอง
ผมขอขอบคุณผู้จัดละครเรื่องบุพเพสันนิวาส ที่ทำละครอิงประวัติศาสตร์ออกมา ก็ขอให้ทำกันต่อไป"
แต่ขออย่าทำให้อะไรเสียหาย เพราะมีกรอบอยู่ วันนี้ออเจ้า ฉายทุกวันพุธ -วันพฤหัสบดี หลายคนบอกว่า ผมไม่ได้ให้เวลาเขา ผมพูดในรายการ "ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน"ทุกวันศุกร์ แล้วไปเกี่ยวอะไรกับวันพุธ-วันพฤหัสบดี ก็หาเรื่องกันไป
รายการออกคืนวันศุกร์ ไม่ได้รบกวนออเจ้าเลย พระเอกชื่ออะไรนะ หมื่นเดช ใช่ไหม นายกฯ คงเกินที่จะเป็นหมื่นเดชแล้ว เพราะนั้นเขายังหนุ่ม เรามันโบราณ คงเป็นคนรับใช้แถวๆ นั้น

กองทัพ จะวางตัวเป็นกลาง ?

กองทัพ จะวางตัวเป็นกลาง ?
ผบ.ทอ.ยัน คสช.ไม่ใช่"อุปสรรค"ของการเลือกตั้ง ยุบไม่ได้ ยันคสช.จะทำให้ดีที่สุดในเรื่องการดูแลความสงบเรียบร้อย สร้างบรรยากาศดี สำหรับการเลือกตั้ง ยัน กองทัพ จะทำดีที่สุด วางตัวเป็นกลาง ไม่แทรกแซง กลไกการเมือง ไม่ยุ่งการเลือกตั้ง
พล.อ.อ.จอม รุ่งสว่าง ผบ.ทอ.และสมาชิก คสช. กล่าวถึง เสียงเรียกร้องของ "กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง" ให้ยุบคสช.ว่า เป็นความเข้าใจผิด เพราะ คสช.ยุบไม่ได้ คสช.เป็นกลไกหนึ่งในการดูแลความสงบเรียบร้อย
"คสช.ไม่มีบทบาทอะไรในการเลือกตั้ง เลย แต่มีหน้าที่ในการดูแลความสงบเรียบร้อย เข้ามาเพื่อสร้างบรรยากาศดีสำหรับการเลือกตั้ง ไม่ใช่อุปสรรคของการเลือกตั้ง"
ส่วนที่มองกันว่าผบ.เหล่าทัพ เป็นคสช. อาจมีปัญหาเรื่องการวางตัวเป็นกลางของกองทัพนั้น. พลอากาศเอกจอม กล่าวว่า. เราจะทำให้ดีที่สุดในเรื่องการดูแลความสงบเรียบร้อย
ส่วนความเป็นกลางทางการเมืองนั้น ผบ.ทอ. กล่าวว่า เต็มที่ ยืนยันว่าไม่ยุ่งพยายามจะไม่ยุ่ง และจะไม่เข้าไปแทรกแซงกลไกต่างๆทางการเมือง เรามุ่งมั่นแบบนั้น แต่มีคนเข้าใจผิด. หรือพูดไป ซึ่งข้อเท็จจริงแล้วเราไม่ได้จะคิดไปทำอะไร แต่ เรามุ่งหวังที่จะให้ทุกอย่างเดินไปด้วยดี

"วงศ์เทวัญ" คัมแบ็ค

"วงศ์เทวัญ" คัมแบ็ค
"บิ๊กบี้-เสธ.อ๊อบ" เข้าไลน์
"บิ๊กบี้" พลตรี ณรงค์พันธ์ุ จิตต์แก้วแท้ ผบ.พล.1รอ. ขึ้น รองแม่ทัพภาค1 จ่อ ชิงแม่ทัพภาค1 จากสายวงศ์เทวัญ หลังจาก โผที่แล้ว ไม่ได้ขยับ...."เสธ.อ๊อบ" พลตรีทรงวิทย์ หนุนภักดี ขยับจาก ผบ.พล.ร.11 มาเป็น ผบ.พล.1รอ. คุมกำลังสำคัญ และ คุมทหารรักษาพระองค์
โปรดเกล้าฯแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารจำนวน 260 นาย แล้ว
เป็นที่ ฮือฮา เมื่อ บิ๊กบี้ พลตรีณรงค์พันธุ์ จิตต์แก้วแท้ ผบ.พล.1รอ. ได้ไฟเขียว ขึ้นเป็น รองแม่ทัพภาคที่1
ซึ่งจับตามองกันว่า เป็นตัวแทนสายวงศ์เทวัญ ที่มาแรง เตรียมจ่อชิง เป็นแม่ทัพภาคที่1 ในโยกย้ายปลายปีตุลาคมนี้ เพื่อขุมกำลังสำคัญของกองทัพบก กับ สายบูรพาพยัคฆ์ ทั้งบิ๊กหนุ่ย พลโทธรรมนูญ วิถีแม่ทัพน้อยที่1 และ บิ๊กติ่ง พลตรีสันติพงศ์ ธรรมปิยะทรองแม่ทัพภาค1 เพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร 22 ด้วยกัน
ที่น่าจับตา คือ เสธ.อ๊อบ พลตรีทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 11 เตรียมทหาร24 เป็น ผู้บัญชาการกองพลที่1 รักษาพระองค์(ผบ.พล.1รอ.) แทน ซึ่งถือเป็นตำแหน่งสำคัญทั้งขุมกำลัง และคุมหน่วยทหารรักษาพระองค์ ที่ถิอว่า เป็น สายวงศ์เทวัญ และถือว่า เข้าไลน์

"บิ๊กตู่" สั่ง กอ.รมน.ลงพื้นที่ รวบรวม ความเห็นปชช.ที่หลากหลายแตกต่างกัน

"บิ๊กตู่" สั่ง กอ.รมน.ลงพื้นที่ รวบรวม ความเห็นปชช.ที่หลากหลายแตกต่างกัน หากพบการบิดเบือน สร้างความแตกแยก ให้ชี้แจงทันที ชี้ "ต้องเป็นที่พึ่งของประชาชนในทุกโอกาส" ขอยึดหลักการทรงงาน เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา "/บิ๊กเล็ก" สั่ง กวดขัน เป็นข้าราชการที่ดี ประพฤติปฏิบัติตนด้วยความสุภาพอ่อนน้อม เปิดเผย โปร่งใส

พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ เสนาธิการทหารบก ในฐานะ เลขาธิการ กอ.รมน. เป็นประธาน หน่วยขึ้นตรง กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร(กอ.รมน.)
พล.ต.พีรวัชฌ์ แสงทอง โฆษก กอ.รมน. กล่าวว่า ในการปฏิบัติงานสนับสนุนการขับเคลื่อนโครงการไทยนิยม ยั่งยืนนั้น
พล.อ.ณัฐพล ได้เน้นย้ำการทำงานของเจ้าหน้าที่ให้นำหลักการทรงงาน เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา มาเป็นแนวทางปฏิบัติและให้เก็บข้อมูลที่ได้รับเพื่อใช้ในโอกาสต่อไป
เนื่องจากในปัจจุบันมีบุคคลและกลุ่มบุคคลได้แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ของ กอ.รมน. เพื่อแสวงหาประโยชน์จากประชาชน ด้วยการหลอกลวง ข่มขู่ หรือกระทำการใดๆที่ไม่ถูกกฎหมาย พล.อ.ณัฐพล จึงให้ทุกหน่วยได้เข้มงวดกวดขันการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ จะต้องดำรงตนอยู่ในระเบียบวินัยของข้าราชการที่ดี ประพฤติปฏิบัติตนด้วยความสุภาพอ่อนน้อม เปิดเผย โปร่งใส
และชี้แจงให้ประชาชนได้ทราบถึงการปฏิบัติงานของหน่วย รวมถึงการตรวจสอบบุคคลที่มีการแอบอ้าง หากพบเห็นให้ดำเนินการตามกฎหมายโดยทันที
นอกจากนี้ พล.อ.ณัฐพล ได้แจ้งให้ที่ประชุมได้รับทราบถึงคำสั่งการของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะ ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ที่เน้นย้ำให้ การปฏิบัติของ กอ.รมน. ทุกหน่วยงาน จะต้องเป็นที่พึ่งของประชาชนในทุกโอกาส
และการลงพื้นที่พบปะประชาชนนั้น จะมีความเห็นที่มีความหลากหลายแตกต่างกัน ขอให้เจ้าหน้าที่ กอ.รมน. รับฟังและเก็บข้อมูลไว้ แต่หากพบความเห็นที่มีการบิดเบือนหรือสร้างความแตกแยก จะต้องชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนทันที
ส่วนสถานการณ์ยาเสพติดภายในประเทศได้ตรวจพบว่ามีการแพร่ระบาดของยาเสพติดในสังคมเป็นจำนวนมาก ได้แก่ ยาบ้า ไอซ์ กัญชา และใบกระท่อม ซึ่ง พล.อ. ณัฐพล มีความห่วงใยต่อ จึงเน้นย้ำให้ กอ.รมน.ภาค และ กอ.รมน.จังหวัด ได้บูรณาการกับทุกหน่วยงาน เพื่อสร้างการรับรู้ให้แก่ประชาชนได้ตระหนักถึงภัยจากยาเสพติด และร่วมกันสร้างครอบครัวสีขาว ชุมชนสีขาว ตลอดจนการให้เครือข่ายข่าวประชาชนมีส่วนร่วมในการติดตามเฝ้าระวังไม่ให้มีการค้ายาเสพติดในพื้นที่ รวมถึงให้มีการติดตามประเมินผลสถานการณ์ยาเสพติดอย่างใกล้ชิด

บิ๊กอาร์ท พลโทปิยวัฒน์ นาควานิช ได้นั่งแม่ทัพภาค4 ต่อ ยันเกษียณ ตค. นี้

ได้ตามขอ !!
บิ๊กอาร์ท พลโทปิยวัฒน์ นาควานิช ได้นั่งแม่ทัพภาค4 ต่อ ยันเกษียณ ตค. นี้ ตามที่ร้องขอ แม้จะต้องเกษียณราชการด้วยยศ "พลโท" ก็ตาม
แต่ก็มีการจัดทัพชายแดนใต้ไว้รองรับโยกย้ายใหญ่ตุลาฯ
ด้วยการขยับ พลโทเกื้อกูล อินนาจักร์ แม่ทัพน้อย4 ไปเป็นพลเอก ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก. เปิดทางให้ "บิ๊กเดฟ" พลตรีพงษ์ศักดิ์ พูนสวัสดิ์ รองแม่ทัพภาค4 ขึ้นเป็นพลโท ในตำแหน่ง แม่ทัพน้อยที่4 แทน
เพื่อจ่อ ชิงเก้าอี้ แม่ทัพภาค4คนต่อไปในโยกย้ายหน้า. ที่อาจจะมีนายทหาร "คนนอก" จากสายบูรพาพยัคฆ์ หรือ. วงศ์เทวัญ ลงไปเบียดแข่งด้วย
ส่วนบิ๊กป๊อด พลตรีสิทธิพร มุสิกะสิน ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่5 ก็ได้ขยับขึ้นเป็น รองแม่ทัพภาค4

‘คสช.’เตือน’ธนาธร’ตั้งวงถกการเมือง เสี่ยงขัดคำสั่ง คสช. เผยบิ๊กตู่ให้แค่หอมปากหอมคอ อย่าเกินเลย

‘คสช.’เตือน’ธนาธร’ตั้งวงถกการเมือง เสี่ยงขัดคำสั่ง คสช. เผยบิ๊กตู่ให้แค่หอมปากหอมคอ อย่าเกินเลย


เมื่อวันที่ 14 มีนาคม พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกรณีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ รองประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัทไทยซัมมิท นัดสื่อมวลชน ในวันพรุ่งนี้ (15 มีนาคม) เพื่อชี้แจงแนวทางการเมือง ร่วมพูดคุยเปิดใจกับ “กลุ่มเพื่อนธนาธร” ว่าการดำเนินการดังกล่าวสุ่มเสี่ยงขัดคำสั่ง คสช. เรื่องการชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน ทั้งนี้ ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่จะใช้การพูดคุย ทำความเข้าใจ และในวันพรุ่งนี้เจ้าหน้าที่คงใช้ดุลพินิจดำเนินการ หากเป็นเพียงการรวมตัวกันเพื่อนัดกันไปจดแจ้งพรรคการเมืองกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เจ้าหน้าที่ต้องดูองค์ประกอบนี้ด้วย แต่ถ้าก่อนจะไปจดแจ้งตั้งพรรค หากมีการพูดคุยเรื่องการเมือง เจ้าหน้าที่ที่ลงไปดูแลต้องพิจารณา และถ้าเข้าข่ายต้องดำเนินการ แต่หากเป็นไปตามที่นายธนาธรระบุในเฟซบุ๊กถือว่าสุ่มเสี่ยงจะทำผิด ซึ่งจะต้องให้เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบประเมิน

แหล่งข่าวจาก คสช.กล่าวต่อกรณีดังกล่าวว่า หากเป็นการมั่วสุ่มหรือร่วมชุมนุมทางการเมือง ถือว่าผิด ซึ่งตามที่เขาโพสต์ในเฟซบุ๊ก เขาระบุอยู่แล้ว เป็นเรื่องการเมือง ถือเป็นการปรึกษาหารือ มั่วสุม ทำเป็นกิจกรรมทางการเมือง และยังไม่ขออนุญาต คสช. ซึ่งทุกคนรู้ข้อกฎหมายดีอยู่แล้ว หากดำเนินการเข้าเงื่อนไขผิดคำสั่ง คสช. ชุมนุมเกิน 5 คนโดยไม่รับอนุญาต ต้องไปแจ้งความดำเนินคดีต่อไป


“ต้องดูว่าพรุ่งนี้นายธนาธรจะทำอะไร ดูขนาดการร่วมกลุ่ม ต้องประเมินสถานการณ์ แต่มองดูว่านายธนาธรเพียงแต่อยากเรียกเรตติ้ง แต่พาสื่อไปเสี่ยงด้วย ซึ่งพรุ่งนี้หากเขาพูดเรื่องการเมือง ก็เข้าเงื่อนไข อย่างไรก็ตาม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้า คสช. ไม่ได้เน้นย้ำอะไร เหมือนท่านจะปล่อยๆ มากกว่า บอกให้เอาแค่หอมปากหอมคอ แต่อย่าเกินเลย” แหล่งข่าว คสช.กล่าว