PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพุธที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2561

แล้วแต่...

ไปต่อ!!?

แม้ภารกิจของตนเองจบแล้ว ..แต่ พร้อมช่วย “นายกฯ”ต่อ แล้วแต่ นายกฯ

“บิ๊กป้อม”พลเอกประวิตร เปลี่ยนท่าที เรื่องอนาคตทางการเมืองของตัวเอง ... ระบุ แล้วแต่”นายกฯบิ๊กตู่” ว่าจะให้ช่วยงานต่อหรือไม่ รอให้นายกฯประกาศ อนาคตทางการเมืองก่อน  ระบุ ภารกิจของตนเองด้านความมั่นคง จบแล้ว เชื่อว่า มีคนอื่นที่เหมาะสม มาทำหน้าที่ดูแล กองทัพและตำรวจ  ได้ ไม่ใช่ว่า ตัองตนเองถึงเอาอยู่ 

จากเดิมที่ พลเอกประวิตร บอกว่า ขะไม่ทำงานการเมืองต่อแล้ว หลังหมดเทอมรัฐบาลคสช. เพราะอายุมากและสุขภาพ ไม่แข็งแรง

เดินหน้าชน : ‘บิ๊กแดง’ โดย : สุรพล สุประดิษฐ์ ณ อยุธยา

เดินหน้าชน : ‘บิ๊กแดง’ โดย : สุรพล สุประดิษฐ์ ณ อยุธยา



เป็นไปตามโผสำหรับตำแหน่ง ผู้บัญชาการทหารบก หรือ ผบ.ทบ.คนใหม่ คือ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ หรือ บิ๊กแดง ขยับจากผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ขึ้นมาตามไลน์ 5 เสือ ทบ.
บิ๊กแดง จะเกษียณอายุราชการในปี 2563 นั่นหมายความว่าจะนั่งเก้าอี้ ผบ.ทบ.เป็นเวลา 2 ปี
และถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง บิ๊กแดง คงจะเข้ามารับตำแหน่ง เลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช.ด้วย
เป็นการเข้ามาดำรงตำแหน่งในช่วงรอยต่อของรัฐบาล คสช.มาจากการทำรัฐประหาร กับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
ภารกิจนับจากนี้จึงเป็นสิ่งที่ท้าทายฝีมือการทำงานของ บิ๊กแดง อย่างยิ่ง
เพราะเป็นช่วงการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งสำคัญ
หลังจากกำหนดวันเลือกตั้งถูกกะเกณฑ์เวลากันไว้ประมาณ 24 กุมภาพันธ์ – 5 พฤษภาคม 2562
แต่นั่นเป็นเพียงโรดแมปตามเส้นทางปกติที่พูดถึงกัน
ยังไม่มีอะไรยืนยันแน่นอน หากยังไม่มีการประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ
สอดคล้องกับที่ทางรัฐบาลออกมาชี้ว่า ขึ้นอยู่กับความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง
รัฐบาล คสช.ประกาศท่าทีนับจากนี้ว่าจะเริ่มคลายล็อกแบบช้าๆ เพื่อเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง
แต่ในเมื่อประเทศอยู่ในสภาวะถูกล็อกให้อยู่แต่เพียงในกรอบ
อิสระในการแสดงความคิดเห็นถูกจำกัดไว้เป็นเวลากว่า 4 ปี
เมื่อเริ่มคลายล็อกเพื่อเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมบางอย่างได้
ก่อนจะเปิดโอกาสให้มีการหาเสียงของบรรดานักการเมืองก่อนการเลือกตั้ง
สิ่งที่จะเกิดขึ้นนับจากนี้ก็คือ การวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลและกองทัพ
ทั้งในแง่มุมฝีมือการทำงาน ความซื่อสัตย์สุจริต ความเป็นธรรม ไม่เลือกข้าง ไม่หลายมาตรฐาน
จะต้องเกิดขึ้นอย่างรุนแรง อย่างแน่นอน
ดังนั้นภารกิจของ บิ๊กแดง นอกจากจะต้องพยายามให้บ้านเมืองเดินไปอย่างสงบเรียบร้อย ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ
ในอีกด้านหนึ่งก็จะต้องพยายามทำให้บรรดารุ่นพี่ไปถึงฝั่งฝัน
ได้กลับเข้ามาบริหารประเทศต่อไปตามแผนที่วางเอาไว้ให้จงได้
ในสถานการณ์ที่ทั้งรัฐบาล คสช.และกองทัพ จะต้องถูกท้าทายจากบรรดานักการเมือง

ทั้งเรื่องนโยบาย และการใช้งบประมาณในโครงการต่างๆ
ยกตัวอย่างเช่น นโยบายยกเลิกการเกณฑ์ทหาร
ถือว่าเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนสำหรับรัฐบาลและกองทัพเป็นอย่างยิ่ง
เพราะเป็นการยิงตรงเข้าเป้า ดึงกองทัพเข้ามาสู่เวทีการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ดังนั้น เดิมพันสำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้จึงสูงยิ่งนัก
ถ้าหากรัฐบาลและกองทัพตั้งรับไม่ดี
มีผลถึงการเลือกตั้งครั้งที่จะถึงนี้ และภาพลักษณ์ของกองทัพอย่างแน่นอน
แม้ฝั่งผู้มีอำนาจอาจจะเบาใจได้ในระดับหนึ่ง เพราะเชื่อว่ามีไพ่เด็ดอยู่ในมือ
คือเงื่อนไขในโรดแมปการเลือกตั้ง
เมื่อถึงที่สุด แม้ว่าจะพลาดพลั้งในเกมการเมือง
แต่ถ้ายังมีเรื่องไม่สงบเกิดขึ้นในบ้านเมือง
ที่ทางรัฐบาล คสช.และกองทัพเคยทำเครื่องหมายดอกจันเล็กๆ ไว้เป็นเงื่อนไข
หากบ้านเมืองสงบ จึงจะเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง
ก็ยังจะมีการควบคุมกันต่อไป
แต่คงไม่ใช่เรื่องง่าย
เพราะถูกฝ่ายการเมืองดึงให้กลายมาเป็นผู้เล่นในสนามด้วยแล้ว
ขึ้นอยู่กับว่าผู้นำกองทัพจะรับมือกับสถานการณ์ที่ล่อแหลมนี้อย่างไร
จะให้ทหารมีบทบาทไปทิศทางไหน
จะเป็นขวัญใจของประชาชนคนไทย ด้วยการเป็นทหารอาชีพ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองอย่างแท้จริง
หรือจะยังอิงอยู่กับฝ่ายไหน
ล้วนเป็นสิ่งท้าทายฝีมือ ผบ.ทบ.คนใหม่อย่างยิ่ง
สุรพล สุประดิษฐ์ ณ อยุธยา

สมมุติว่า 'นายกฯ' ตัดสินใจ

สมมุติว่า 'นายกฯ' ตัดสินใจ


  
หมู่นี้ "นายกฯ" ดูเครียดๆ
      แต่ ๔ ปีผ่าน........
      ฝ่าด่านโหดร้อยแปดปัญหามาได้ชิลๆ แล้วตอนนี้ ยังจะมีอะไรหนักอกที่ต้องเครียดอีกล่ะ?
      ไม่น่าใช่เรื่องงาน
      ถ้าจะมี เป็นเรื่อง "คน" มากกว่า!
      หรือไม่ก็เป็นเรื่องหัวเลี้ยว-หัวต่ออนาคต ที่ต้อง "ตัดสินใจ" อย่างใด-อย่างหนึ่ง เป็นเรื่องที่ต้อง "คิดหนัก"
      นั่นคือ เรื่องการเมือง.......
      ไม่ใช่คิดจะไปลงสมัคร ส.ส.หรือเป็นหัวหน้าพรรค ในการเมืองว่าด้วยการเลือกตั้ง ที่มั่นหมายกันในเดือนกุมภาปีหน้า
      แต่น่าจะเป็นบนฐาน "ห่วงหน้า-พะวงหลัง" ว่าควรตัดสินใจทางไหนดี ระหว่าง
      "วางมือ"
      รอรัฐบาลใหม่ "จากการเลือกตั้ง" แตะมือ ก็หันหลังให้ทำเนียบฯ แล้วหันหน้าเข้าวัดเลย
      กับ........
      ประกาศ "สู้ต่อ" พร้อมลงสนามการเมืองประชาธิปไตย ภาคเลือกตั้ง
      ด้วยคิดรับผิดชอบกับงานสร้างรากฐานสังคมประเทศที่ คสช.บุกเบิกไว้หลายอย่าง เช่นโครงการอีอีซี
      ซึ่งจะแน่ใจได้แค่ไหน ว่า.......
      ถ้าคนใหม่-รัฐบาลใหม่เข้ามา เขาจะสานงานที่ คสช.ริเริ่มไว้ต่อหรือไม่?
      ถ้าผมเป็นนายกฯ ประยุทธ์ ก็ต้อง "คิดหนัก" ประเด็นนี้
      เพราะการจะเป็นนายกฯ ให้คนพูดถึง
      เหมือน "พลเอกเปรม" ที่คนพูดถึงในฐานะผู้สร้างความโชติช่วงชัชวาลให้สังคมประเทศ
      ผ่านโครงการ "อีสเทิร์นซีบอร์ด"
      หรือจะให้พูดถึง เหมือนกับที่คนพูดถึงบางนายกฯ ผ่านซากโครงการ "โฮปเวลล์" ที่ทิ้งร้าง?
      ตรงนี้ บอกได้เลยว่า..........
      ความรับผิดชอบในภาระงานที่ค้างคา กับเส้นทางการเมืองเรื่องเลือกตั้ง
      มันเป็น "คนละเรื่องเดียวกัน" ที่พลเอกประยุทธ์ ต้องนำขึ้นตาชั่ง หาน้ำหนักที่ลงตัว
      ไอ้เรื่องห่วงว่า ถ้าลงจากหลังเสือ จะถูกหมารุมฟัด เป็นการ "เอาคืน" นั้น
      ไม่อยู่ในความคิดคนชื่อประยุทธ์หรอก!
      นี่พูดถึงเครียดเรื่องการเมือง ทีนี้ มาดูเครียดเรื่อง "คน" บ้าง ซึ่งก็มีประเด็นน่าคิด
      นายกฯ ประยุทธ์นั้น ถ้าเครียดเรื่องฉาบฉวย เฉพาะเรื่อง-เฉพาะวัน อย่างที่เห็นระบายใส่นักข่าวบ่อยๆ
      แบบนั้น ดูได้ว่า ตาแค่ฉายแววโกรธ!
      แต่ตอนนี้ ในเครียดนายกฯ ตาฉายแววหมกมุ่น-ครุ่นคิด ประมาณว่า สร้างอารมณ์หม่นและเหว่ว้า รังแกตัวเอง
      ถ้าเป็นวัยวุ่น ต้องบอกว่า
      กำลัง "อกหัก" หรือไม่ก็ หลงรักเขา แต่ "จีบไม่ติด" ประมาณนั้น!
      แต่พลเอกประยุทธ์เลยวัยวุ่นแล้ว แต่ใจยังซุกซนเหมือนเพื่อนใกล้ตัวบางคนหรือเปล่า ก็ไม่แน่ใจ
      เห็นหมู่นี้ หัวกระไดทำเนียบฯ แทบไม่แห้ง มีดารามา "ซารังเฮโย" แทบไม่เว้นแต่ละวัน
      ในประสบการณ์คนหนังสือพิมพ์ของผมนะ อยากบอกว่า ในจำนวนนายกฯ ที่เห็นมา
      มี "นายกฯ ประยุทธ์" คนเดียวนี่แหละ
      "หวงตัว" ที่สุด!
      ในความเป็นผู้นำบริหารประเทศ มีคนมากมาย ทั้งจำเป็นและไม่จำเป็น ที่คนเป็นนายกฯ ต้องพบปะ-พูดคุย
      พุทธศาสนสุภาษิตมีว่า.........
      "สุสสูสัง ลภเต ปัญญัง" ฟังดีย่อมเกิดปัญญา
      นั่นคือ คนเป็นผู้นำ ไม่ได้หมายความว่า จะรู้ทุกเรื่อง-ทุกปัญหา
      แต่ในฐานะ "กระโถนประเทศ" ต้องแก้ทุกปัญหา!
      จึงจำเป็นต้อง "เข้าถึง" ข้อมูลทุกปัญหา จากคนในวงปัญหานั้นๆ
      ไม่ใช่จาก "วงเพื่อน" รอบตัว ๓-๔ คน แถมล้วนเป็น
      "ชุดความคิดทหาร"!
      ทางควรเป็น สมมุติอยากรู้ปัญหาการเงิน เชิญนายแบงก์มาคุย
      อยากรู้ปัญหาเศรษฐกิจ เชิญพ่อค้า นักธุรกิจมาคุย
      อยากรู้ปัญหาชาวบ้าน เชิญปราชญ์ชาวบ้านมาคุย
      อยากรู้การเมืองเรื่องเลือกตั้ง เชิญนักเลือกตั้งมาคุย
      หมายความว่า คนเป็นนายกฯ.........
      ใจกว้างอย่างเดียวไม่พอ ห้องต้องเปิดกว้าง-เปิดรับด้วย
      รับอะไร...?
      ก็รับฟังความคิดเห็นต่าง เชิญแต่ละเซียน แต่ละผู้เก๋าเกมมากินกาแฟ ให้เขาคุยเรื่องราวใน วงงาน-อาชีพ ให้ฟัง
      อาจไม่ตรงใจ-ตรงความคิดเรา
      แต่นั่นคือ "ฐานข้อมูลจริง" เชื่อ-ไม่เชื่อ ไม่ใช่ประเด็น
      ประเด็นคือ มันเป็น "ทั้งภูมิ-ทั้งปูม" มีเงินก็ซื้อหาไม่ได้
      ใช้ประกอบ "ข้อมูลอื่น-จากคนอื่น" บนการรู้ทัน เพื่อการตัดสินใจครบด้านในเรื่องนั้นๆ โดยไม่พลาดได้
      ไม่ต้องห่วงเรื่องคนจะนินทา นายกฯ คบพ่อค้า คบโจร คบนักการเมือง คบเอ็นจีโอ
      ถึงไม่คบ ปิดประตูบ้านคุยกับภรรยาแค่ ๒ คน ก็ใช่ว่าจะไม่ถูกนินทา
      คนจะว่าร้าย ดียังไง มันก็ว่าไม่ดี ประเด็นสำคัญอยู่ที่ตัวเรา คบแล้วเป็นไปกับเขา
      หรือคบ ในฐานะหน้าที่พ่อบ้าน ต้องพบปะลูกบ้าน เพื่อรับฟังปัญหานั้นๆ จากเขา ใช้แก้ปัญหาในทางรวม
      ชั่ว-ดี-ถี่-ห่าง อย่างไรก็ช่าง..........
      "เกาหลีใต้" ที่ในช่วง ๕๐-๖๐ ปีก่อนหน้านี้ ไทยยังต้องส่งข้าว-ส่งน้ำไปให้กิน
      แต่วันนี้ เกาหลีใต้ ขึ้นชั้นเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งต้องยอมรับกันว่า
      "นายพล ปัก ชองฮี" ท่านผู้นี้แหละ ด้วยบทบาทผู้นำ
      วางรากฐานเศรษฐกิจและสังคมให้เกาหลีที่ล่อนจ้อนด้วยสงครามในวันนั้น
      ผงาดเป็น "เกาหลีใต้" เทียบญี่ปุ่นในวันนี้ จนได้รับสมญานาม "บุรุษผู้ทรงอิทธิพลแห่งเอเชียในศตวรรษ"!
      ทุกเช้า.......
      โต๊ะกาแฟนายพลปัก เต็มด้วยพ่อค้า-นักธุรกิจเกาหลี มาพูด มาฟัง มาแก้ปัญหา มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
      ก่อนแยกย้ายกลับไป "บริษัทใคร-บริษัทมัน"
      แค่เนกไทส่งออกเส้นเดียว ลูกค้าต่างประเทศตำหนิมาว่า ผูกแล้วผ้าย่นยับ
      ประธานาธิบดีปัก ต้องนำขึ้นโต๊ะกาแฟ ถกกับบรรดาผู้ผลิตสินค้าส่งออก!
      นี่คือตัวอย่าง การเป็นผู้นำ ต้องเปิดกว้าง ในการรับฟังจากผู้มีประสบการณ์ทุกด้าน
      การรบน่ะ...โอเค ฟังทหารด้วยกันไป
      แต่การบ้าน-การเมือง-การเศรษฐกิจและสังคม ขืนฟังแต่ทหารด้วยกัน วันเดียวได้..สองวันได้
      วันที่สาม...ตายหมด!
      ได้ยินนายกฯ พูดเมื่อวาน (๓ ก.ย.๖๑)
      ".......การเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง เพื่อนำไปสู่การเป็นประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์ ที่จะต้องได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาล
        โดยสถานการณ์ในช่วงนั้น จะเป็นผลในการตัดสินใจของผมว่า
        จำเป็นต้องอยู่เพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปตามรัฐธรรมนูญหรือด้วยกลไกของรัฐธรรมนูญหรือไม่
        และถ้าจำเป็น .........
        แล้วจะเป็นได้อย่างไร?
        ซึ่งจะตัดสินใจอีกครั้งในสถานการณ์ช่วงนั้น เพราะวันนี้คงตอบได้เท่านี้"
        หรือนี่ คือเหตุทำให้ลุงตู่ของผมเครียดลงกระเพาะ?
      อืมมมมมม....
      เมื่อประกาศใช้กฎหมายลูกอีก ๒ ฉบับในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้แล้ว นายกฯ จะตัดสินใจทางอนาคตการเมืองอีกครั้ง
      นี่เป็น "ท่าทีใหม่" ของนายกฯ เลยนะเนี่ย!
      ในความเห็นผม ถ้าตัดสินใจ "ไม่เอาต่อ" ก็ไม่ต้องเครียด รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๔ บอกแล้ว.........
      อยู่เป็นนายกฯ รัฐบาล คสช.จนกระทั่งคณะรัฐบาลเลือกตั้งใหม่มาแตะมือนั่นแหละ จบ
      แต่ที่เครียด แสดงว่า "ตัดสินใจไปต่อ" แน่นอนแล้ว
      แต่ทีนี้ จะเข้าตะเข็บการเมือง ว่าด้วยการเลือกตั้งช่วงไหน ลีลาไหน นี่แหละมันทำให้เครียด
      ผมว่าไม่ต้องเครียด เชื่อฝีมือ "เชฟป้อม" เถอะ!
      ประเด็นมีอยู่ว่า........
      จะให้พรรคไหนเอาชื่อลงบัญชี "เป็นนายกฯ" ของส่ง กกต.เท่านั้น!
      อย่างช้า ตุลานี้ ก็ต้องตัดสินใจเอาทางหนึ่ง จะผลุบๆ โผล่ๆ ต่อไปไม่ได้แล้ว
      แต่ถ้าผมเป็นพลเอกประยุทธ์นะ ในเมื่อตัดสินใจลงสนามประชาธิปไตยทั้งที
      ลงครึ่งตัวให้เขาด่า ใช้ความเป็นรัฐบาลหาเสียงไปทำไม
      ไหนๆ ก็ไหนๆ........
      โจนลงทั้งตัว ให้ช็อกกันทั้งประเทศไปเลย!
      มีพระราชกฤษฎีกาประกาศวันเลือกตั้งปุ๊บ ลาพักจากการเป็นนายกฯ รัฐบาลรักษาการปั๊บ
      ให้ "เชฟป้อม" เป็นนายกฯ แทน แม้จะแค่รักษาการก็ได้ชื่อว่านายกฯ
      สมัยหน้า "พี่ใหญ่-พี่รอง" น่าจะพอซะที ถอยไปช่วย "น้องเล็ก" อยู่ในแถวสองก็เหลือเฟือ
      นี่สมมุติเป็นผมนะ แต่สำหรับตัวท่านนายกฯ เอง จะตัดสินใจแบบไหน ก็รอฟัง เพราะท่านบอกแล้ว
      แต่ถ้าออกมาเป็นนายกฯ ในบัญชี ๓ รายชื่อของพรรคอย่างที่ว่านี้
      สิ้นลังเล-สงสัย ว่า..........
      จะกาเบอร์พรรคไหน ถ้าต้องการให้ "พลเอกประยุทธ์" เป็นนายกฯ ต่อ.

ทุ่มเดิมพันคั่วสองหน้า

ทุ่มเดิมพันคั่วสองหน้า



ตะลุมบอน ล่อกันฝุ่นตลบโดยไม่ต้องรอให้ปลดล็อก
ตามฉากที่ “แรมโบ้อีสาน” นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ อดีต ส.ส.นครราชสีมา แนวร่วมกลุ่มสามมิตร ยกขบวนชาวบ้านปรี่เข้ายื่นเรื่องร้องเรียนกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประจำจังหวัดนครราชสีมา
เรียกร้องให้ยุบพรรคภูมิใจไทย
พร้อมหอบหลักฐานประจาน อ้างฐานความผิดการเก็บบัตรประชาชน รายชื่อผู้ถูกเก็บบัตรประชาชน และภาพการนำประชาชนในพื้นที่ไปเที่ยวเพื่อหวังผลทางการเมือง โดยเกี่ยวโยงกับเจ้าของกิจการโรงงานแป้งมันรายใหญ่ใน อ.ครบุรี และ อ.เสิงสาง และผู้ประกาศลงสมัคร ส.ส.นครราชสีมา ในทีมพรรคภูมิใจไทย
ปะทุศึกชิงฐานที่มั่นเมืองย่าโม โคราช ประตูภาคอีสาน
ฟัดกันระหว่างยี่ห้อภูมิใจไทย เพื่อไทย และน้องใหม่ “พลังประชารัฐ”
แต่จุดที่ต้องโฟกัส แกะรอยการปะทะขั้นรุนแรงระหว่างทีมงานพรรคภูมิใจไทยกับกลุ่มสามมิตร ทีมพลังประชารัฐ ที่ส่อเค้าอัดกันแรงๆแบบไม่ไว้ไมตรี
มันมีอาการมาตั้งแต่คิวที่ “เสี่ยตุ้ย” นายสรอรรถ กลิ่นประทุม กุนซือหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ออกมาโวยวาย คสช.หลิ่วตาให้กลุ่มสามมิตรเคลื่อนไหวทางการเมือง
ประสานเสียงเพื่อไทย ประชาธิปัตย์ ยุให้ กกต.ลงดาบเด็ดขาด
ต่อเนื่องกับอารมณ์ที่ “เสี่ยหนู” นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ออกมาโชว์วิชั่นเจ้าสัวซิโน-ไทย คัดค้านเมกะโปรเจกต์เรือธงของรัฐบาล ทั้งโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา และโครงการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี)
แขวะเป็นนัย เอาเงินให้คนรากหญ้ามีรายได้ มีการศึกษาที่ดีขึ้นก่อนดีกว่า
“อนุทิน” เปิดหน้า ตั้งท่าดิสเครดิต ดักเตะสกัดตัดขา “จอมยุทธ์กวง” นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ กัปตันทีมเศรษฐกิจรัฐบาล ผู้อยู่เบื้องหลังการขับเคลื่อนพรรคพลังประชารัฐ
พร้อมๆกับข่าววงใน คิวเปิดหัวจ่าย อัดฉีดแบบไม่อั้น
“เสี่ยหนู” ลุยสร้างฐานกำลังส่วนตัว สลัดภาพ “อาเสี่ย” ที่มีแค่เงินแต่ไม่มี ส.ส.ในกำมือ
ตามอานุภาพพลังดูดแรงสูงปั๊มยี่ห้อซิโน-ไทย แรงไปถึงชลบุรี อยุธยา หนองบัวลำภู และอีกหลายจังหวัด แบบที่นายมานิตย์ ภาวสุทธิ์ อดีต ส.ส.ชลบุรี พรรคประชาธิปัตย์ แสดงตัวแสดงตน สมัยหน้าจะลงสมัคร ส.ส.ชลบุรี เขต 2 ในนามพรรคภูมิใจไทย เพราะมั่นใจในกึ๋นและวิสัยทัศน์ของหัวหน้าอนุทิน
ต้อนมวย “เกรดเอ” เข้าสังกัด ไม่ต้องพึ่งจมูก “เนวิน ชิดชอบ” หายใจ
“เสี่ยหนู” ทุ่มเดิมพันยกระดับตัวเอง พร้อมอัปเกรดป้อมค่ายภูมิใจไทย
ในจังหวะสถานการณ์ที่เข้าล็อก ลงเหลี่ยม ตามปรากฏการณ์โยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดลอตล่าสุด ที่พ่อเมืองเครือข่าย “เนวิน ชิดชอบ” เข้าป้ายหลายจังหวัด
ถึงขั้นมีข่าวลือว่า ปิดบ้านฉลองกันใหญ่โต
โชว์ศักยภาพ “เนวิน ชิดชอบ” กับทีมบูรพาพยัคฆ์ยังต่อสายติด
ที่สำคัญโดยเงื่อนไขสถานการณ์ มันมีการวิเคราะห์เชื่อมโยงไปถึงดีล “มัดจำ” ของ “พี่รอง” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ที่แนวโน้มไม่ได้ร่วมแจมกับพรรคพลังประชารัฐ
ต้องอาศัยตั๋ว “เนวิน” เกาะขบวน “นายกฯลุงตู่”
ตามรูปเกม “ภูมิใจไทย” จึงเป็นแหล่งรวมพวกจ้องเตะสกัดทีมพลังประชารัฐ
ตีคู่ เบียดแย่งซีน เป็นฐานกำลังของ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ตีตั๋วต่อ
ถ้า “เสี่ยหนู” ทำแต้มได้มากเท่าไหร่ พลังต่อรองในดีลอำนาจก็สูงตามตัวเลข
ยิ่งในอารมณ์แบบที่ “ลุงตู่” ยังกั๊กๆ สองจิตสองใจ ทางหนึ่งก็อยากได้เสียงหนุน แต่พอทีมงานสามมิตรเคลื่อนแบบเต็มสูบ
ตุนแต้มให้พลังประชารัฐ ก็แหยงโดนเสียงครหา กล้าๆกลัวๆ
เท่ากับเพิ่มโอกาสภูมิใจไทยแซงปาดหน้าพลังประชารัฐ
อะไรไม่เท่ากับว่า ในสถานการณ์ที่ทีมสามมิตร พลังประชารัฐนั้น “แทงเต็ง” หนุน “นายกฯลุงตู่” เต็มตัว
แต่ภูมิใจไทยยังแทงกั๊ก ไม่หงายไพ่ เล่นแต้ม “คั่ว 2 หน้า”
ในสถานการณ์ถ้าค่ายเพื่อไทยของ “นายใหญ่” เข้าป้ายเป็นอันดับหนึ่ง แบบหิมะถล่มเมืองไทย
“เสี่ยหนู” ในฐานะเจ้าของ “ช้อนใส่รองเท้าทองคำ” ของขวัญที่ “ทักษิณ ชินวัตร” พกติดตัวทุกวันนี้
คงไม่รีรอ พร้อมชิ่ง “ลุงตู่” สวิงขั้วไปฝั่ง “นายใหญ่” ได้ทันที.
ทีมข่าวการเมือง

ตรวจค้นที่ป่าบ้านพัก "เปรมชัย" พบห้างส่องสัตว์

กรมป่าไม้เร่งเก็บและประเมินความเสียหายที่ดินของนายเปรมชัย กรรณสูต ยึดป่าภูเขากว่า 6,000 ไร่ เตรียมฟ้องค่าเสียหายทางแพ่งทำลายป่าสิ่งแวดล้อม 600 ล้านบาทคู่กับคดีอาญา พบห้างส่องสัตว์บนต้นไม้ในบ้านพัก พร้อมตลับใส่กระสุนปืน
วันนี้ (4 ก.ย.2561) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้ากรมป่าไม้และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ลงพื้นที่บ้านชัยชนะ ซึ่งอยู่ในพื้นที่ของบริษัท ซี.พี.เค. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ซึ่งมีชื่อนายเปรมชัย กรรณสูต เป็น 1 ในคณะกรรมการบริหาร รวมพื้นที่ถูกตรวจยึดกว่า 6,229 ไร่
การตรวจสอบพื้นที่บ้านชัยชนะครั้งนี้ พบว่าสภาพพื้นที่ยังคงมีความเป็นป่าที่สมบูรณ์ มีต้นไม้ขนาดใหญ่ สลับกับการปลูกไม้ผล เช่น ส้มโอ แมคคาเดเมีย พบจุดนี้มีบ้านพักตากอากาศ 3 หลังถูกปิดไว้ บ้านพักคนงาน 1 หลัง มีรถยนต์จอดอยู่ 1 คัน กรงสัตว์ขนาดความสูงประมาณ 5 เมตร เจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่าอาจจะใช้เลี้ยงนกขนาดใหญ่ แต่วันนี้พบเพียงไก่บ้านหลายสิบตัว


นอกจากนี้ จากการใช้โดรนขึ้นบินตรวจสอบทำให้พบลักษณะคล้ายห้างส่องสัตว์อยู่บนต้นไม้ เจ้าหน้าที่จึงเข้าตรวจสอบ และพบว่าบริเวณข้างบ้านพักตากอากาศมีต้นไม้สูงขนาด 2 คนโอบ สูงประมาณ 10 เมตร มีการทำบันไดลิงขึ้นไปด้านบนห้างส่องสัตว์ เนื่องจากบริเวณนี้ตั้งอยู่บนเนินเขาที่สามารถมองเห็นทิวเขาด้านล่างได้ชัดเจน เมื่อสำรวจรอบๆ ต้นไม้พบตลับใส่กระสุนปืนลูกกรด .22 จำนวน 1 ตลับ
นายชีวะภาพ ชีวะธรรม ผู้อำนวยการสำนักป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า กรมป่าไม้ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ทางดีเอสไอ แจ้งว่าใช้โดรนบินสำรวจและพบมีลักษณะห้างส่องสัตว์ในจุดนี้ด้วย กระทั่งมาตรวจสอบซ้ำวันนี้ และยังเจอหลักฐานชัดเจนคือตลับใส่ลูกกระสุนปืน .22 สำหรับใส่กระสุน 50 นัด สันนิษฐานว่าเจ้าของบ้านอาจใช้ซักซ้อมความแม่นยำและยิงสัตว์ป่าขนาดเล็กๆ ที่จะเข้ามาในพื้นที่ เช่น พวกนก กระรอก จึงเก็บไว้เป็นหลักฐานเพิ่มเติม
นอกจากนี้ ตรวจพบสร้างอ่างเก็บน้ำกีดขวางลำน้ำ เพื่อใช้ประโยชน์ส่วนตัว ส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่ไม่สามารถเข้าไปใช้ประโยชน์จากลำน้ำได้
กรมป่าไม้ กำลังประเมินความเสียหายภาครัฐด้วยการเก็บตัวอย่างได้แล้ว 20 จุด จากพื้นที่ทั้งหมด 6,229 ไร่ เพื่อดำเนินการฟ้องทางแพ่งควบคู่กับคดีอาญา เนื่องจากเป็นการรุกพื้นที่ป่าต้นน้ำลุ่มน้ำชั้น 1 และ 2 หากประเมินความเสียหายเฉลี่ยอยู่ที่ไร่ละประมาณ 100,000 บาท ภาพรวมภาครัฐเสียหายไม่ต่ำกว่า 600 ล้านบาท


ขณะที่วันนี้ได้เรียกผู้ดูแล คนงานและแม่บ้านที่ทำงานในบ้านพักชัยชนะ มาสอบถามและแจ้งว่าพื้นที่ทั้งหมดถูกรัฐยึดดำเนินคดีและเพิกถอนที่ดินไว้ตั้งแต่ปี 2547 เจ้าของพื้นที่ไม่สามารถเข้าทำประโยชน์ แต่จากการตรวจสอบยังพบมีการเข้ามาเก็บและใช้ประโยชน์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง แต่คนงานอ้างว่าไม่เจอเจ้าของบ้านและรับเงินเดือน 5,000 บาทต่อเดือน ส่วนกรงนกขนาดใหญ่ ไม่รู้ว่าเลี้ยงอะไร แต่ตอนนี้เลี้ยงแต่ไก่เท่านั้น
http://news.thaipbs.or.th/content/274403

วันอังคารที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2561

เดือดก่อนเลือกตั้ง! ‘แรมโบ้’ แฉภูมิใจไทยซื้อเสียง ป้องอย่าสาดโคลนใส่คสช.

เดือดก่อนเลือกตั้ง! ‘แรมโบ้’ แฉภูมิใจไทยซื้อเสียง ป้องอย่าสาดโคลนใส่คสช.

เดือดก่อนเลือกตั้ง! เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 3 ก.ย. ที่สำนักงานกกต.ประจำจังหวัดนครราชสีมา นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ หรือ แรมโบ้อีสาน ประธานกลุ่มรักแผ่นดินบ้านเกิด พร้อมชาวบ้านในเขต อ.ครบุรี และอ.เสิงสาง จำนวน 40 คน ได้มายื่นร้องเรียนผู้กระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งและขอให้ยุบพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ต่อนายศิริชัย วิริยพงศ์ ผอ.กต.จว.นครราชสีมา
นายสุภรณ์ เปิดเผยว่า ได้รับการร้องเรียนถึงพฤติการณ์ของนายพรชัย อำนวยทรัพย์ สมาชิกสภาอบจ.นครราชสีมา เขต 2 อ.ครบุรี และว่าที่ผู้สมัครส.ส.เขต พรรคภท. และนายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล หรือกำนันป้อ ประธานกรรมการ บริษัท แป้งมันเอี่ยมเฮงอุตสาหกรรม จำกัด ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนและว่าที่ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ได้ฝ่าฝืนจงใจกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ขัดคำสั่งคสช. ห้ามเคลื่อนไหวทางการเมืองและไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ดังนี้
1.จ้างอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม) เก็บบัตรประจำตัวประชาชน โดยให้ค่าตอบแทนรายละ 50-100 บาท อ้างนำไปสมัครสมาชิกพรรคและหลอกล่อให้ความหวังจะมีค่าตอบแทนให้กับเจ้าของบัตรภายหลัง โดยอสม.ที่เก็บบัตรให้นำมาแลกเงินที่โรงแป้งมันเอี่ยมเฮง อ.เสิงสาง และร้านอาหารต้นยางปลาเผา อ.ครบุรี
2.นำชาวบ้านในพื้นที่ไปเที่ยวต่างจังหวัด เพื่อหาเสียงให้กับตนเองและพรรค ภท. จึงมาร้องเรียนให้ กกต.นครราชสีมา สอบสวนข้อเท็จจริง เพื่อลงโทษตามกฎหมายกับผู้กระทำผิดและสั่งยุบพรรคภท.
จากนั้นนายสุภรณ์ โชว์หลักฐานการเก็บบัตรประจำตัวประชาชน รายชื่อผู้ที่ถูกเก็บบัตร ภาพถ่ายและคลิปนำชาวบ้านอ.ครบุรี และอ.เสิงสาง ไปเที่ยวเพื่อหวังผลทางการเมือง พร้อมกล่าวว่า ความเคลื่อนไหวล่าสุด ช่วงสายวันนี้ ได้นัดอสม.และประธานชมรมแม่บ้านในเขต ต.ลำเพียก และต.โคกกระชาย อ.ครบุรี มารับเงินค่าตอบแทนเก็บบัตร ที่ร้านอาหารต้นยางปลาเผา ตั้งอยู่ทางเข้าเทศบาลตำบลแชะ อ.ครบุรี
ขณะนี้ทั้ง อสม.และประธานชมรมแม่บ้าน แย่งกันเก็บบัตร ซึ่งมีแรงจูงใจให้ผลตอบแทน 50-100 บาท ถือเป็นรายได้ที่ดีมาก จนเกือบจะมีเรื่องวิวาทกัน ฝากชาวบ้านช่วยเป็นหูเป็นตาให้ข้อมูลทุจริตการเลือกตั้ง มิเช่นนั้นบรรยากาศจะกลับไปสู่วังวนเดิมอีก
นายสุภรณ์ กล่าวถึงนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย ที่ระบุเกี่ยวกับการเก็บบัตรในพื้นที่โคราชมาว่า อย่าสาดโคลน ดีใส่ตัวชั่วใส่คนอื่น ทั้งที่ไม่รู้ข้อเท็จจริง อ้างเบื้องหลังการเก็บบัตรใส่ร้าย คสช.และนายกฯ รวมทั้งสิ่งดีๆ ที่ชาวบ้านได้จากโครงการประชารัฐ
ต่อมาเจ้าหน้าที่กลุ่มงานสืบสวนสอบสวน กกต.นครราชสีมา ได้เชิญนายสุภรณ์ และชาวบ้านให้ข้อมูล เพื่อนำไปเป็นพยานหลักฐานประกอบสำนวนเพิ่มเติม ด้านนายศิริชัย ผอ.กต.จว.นครราชสีมา กล่าวว่า ขณะนี้พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ยังไม่มีผลบังคับใช้
แต่กกต.กลาง ให้นโยบายว่าให้ดำเนินการตามพ.ร.ป.ว่าด้วยกกต. มาตรา 22 วรรคสอง ซึ่งมีอำนาจ ควบคุม กำกับดูแลและสอดส่องหรือสืบสวนหาข่าว เพื่อป้องกันและขจัดการกระทำหรืองดเว้นการกระทำใดๆ อันจะก่อให้เกิดความไม่สุจริตและเที่ยงธรรมในการเลือกตั้ง รวมถึงสั่งการให้เจ้าหน้าที่กลุ่มงานสืบสวนลงพื้นที่แสวงหาข้อเท็จจริง เพื่อรายงาน กกต.กลางต่อไป

มั่นใจผบ.เหล่าทัพใหม่

“บิ๊กป้อม” มั่นใจ และ มั่นคง 

ไม่ได้มั้นใจ แค่”บิ๊กแดง”ผบ.ทบ.คนใหม่ คนเดียว ในการดูแลตวามสงบเรียบร้อย แต่มั่นใจ ผบ .เหล่าทัพใหม่ ทุกคน ยันเลือกมาแล้ว มีทั้งความสามารถ อาวุโส เหมาะสม

พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรมว.กลาโหม ตอบคำถามที่ว่า มั่นใจใน พลเอกอภิรัขต์ คงสมพงษ์  ผบ.ทบ.คนใหม่ ในการดูแลความสงบเรียบร้อย ในนาม ผบ.กกล.รส. คนใหม่ หรือไม่ ว่า   มั่นใจใน ผบ.เหล่าทัพ ชุดใหม่ ทั้งหมด เพราะดูมาแล้วว่า เขามีความสามารถ มีอาวุโสและเหมาะสมทุกเหล่าทัพมั่นคง และ มั่นใจได้ แล้วเขาสนิทสนมกันทุกเหล่าทัพ ทั้งผบ.สส.ผบทบ.ผบ.ทร, ผบ.ทอ. เพราะฉะนั้น ไม่ต้องห่วง

ยังไม่รู้

“บิ๊กป้อม” ท่าทีเปลี่ยน!! ไม่ปฏิเสธ จะช่วยงาน บิ๊กตู่ ต่อ หากเป็นนายกฯอีกสมัย.... บอก” ไม่รู้ ไม่รู้”.

จากที่เคยประกาศว่า จะวางมือทางการเมือง หลังหมดเทอม คสช.

“บิ๊กป้อม” พลเอกประวิตร พี่ใหญ่ ประกาศหนุน”บิ๊กตู่” เป็นนายกฯต่อ  ฝ. เพื่อทำงานต่อให้จบ  ปัดตอบ  เป็นห่วง บิ๊กตู่หรือไม่  ไปทำงานกับนักการเมือง เชื่อนายกฯเป็นผู้นำ สามารถคิดเองได้ 

แต่ไม่พูด อนาคตทางการเมืองของตัวเอง ว่า จะมาช่วย นายกฯต่อหรือไม่ บอก! ยังไม่รู้ๆ“

อนาคตการเมืองลุงตู่

ตกใจ!! เจอ รอยยิ้ม ของ “นายกฯบิ๊กตู่”

เมื่อเช้าว่า ใส่เสื้อสีขมพูหวาน แต่หน้าไม่ยิ้ม !!!  บ่ายนี้ “นายกฯลุงตู่” เลย  ส่งยิ้มมมม  มาเลยยยย !!Good!! 

วันนี้ นายกฯ นิ่งๆ ยังไม่ตอบตัดสินใจอนาคตทางการเมืองอย่างไร ในกย.นี้ เผย ให้ รอกม.ลูก  และ ให้มีการปลดล็อค ก่อน  โดยจะพิจารณาสถานการณ์ในตอนนั้น ว่า จะอยู่ต่อ หรือไม่ 

“วันนี้รู้ตัวอยู่แล้ว ว่าจะต้องเจอคำถามใด คำถามแรกที่สื่อถามว่านายกฯจะตัดสินใจทางการเมืองหรือยัง แนวโน้มจะเป็นอย่างไร ขอตอบว่า เมื่อกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญอีกสองฉบับโปรดเกล้าฯลงมาแล้ว และเมื่อมีคำสั่ง ม.44 คลายล็อคพรรคการเมือง ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการดำเนินการ จากนั้นขั้นตอนต่อไป คือการเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง เพื่อนำไปสู่การเป็นประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์ ที่จะต้องได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาล โดยสถานการณ์ในช่วงนั้น จะเป็นผลในการตัดสินใจของตน ว่าจำเป็นต้องอยู่เพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปตามรัฐธรรมนูญ  หรือด้วยกลไกของรัฐธรรมนูญหรือไม่ และถ้าจำเป็น แล้วจะเป็นได้อย่างไร ซึ่งจะตัดสินใจอีกครั้งในสถานการณ์ช่วงนั้น เพราะวันนี้คงตอบได้เท่านี้ 

ทั้งนี้ ก็เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติและประชาชน นำประเทศชาติไปสู่การปฏิรูป และเป็นไปตามยุทธศาสตร์ชาติที่ได้เริ่มดำเนินการไปแล้ว นี่คือคำตอบของตน ดังนั้น ขอร้องอย่าถามบ่อยนัก  เพราะวันนี้ยังไปไม่ถึงไหนเลย

นิวส์โน้ต : ‘บิ๊กแดง’เลือกนายกฯ

นิวส์โน้ต : ‘บิ๊กแดง’เลือกนายกฯ



มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง 935 นายทหาร
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯรับสนองพระราชโองการ
รายชื่อเป็นไปตามบัญชี เหล่าทัพเสนอ ที่ออกมาก่อนหน้านี้
ระดับแม่ทัพไม่พลิก
‘บิ๊กแดง’ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผงาด ผบ.ทบ. ‘บิ๊กณัฐ’ พล.อ.ณัฐ อินทรเจริญ ปลัดกลาโหม
‘บิ๊กกบ’ พล.อ.พรพิพัฒน์ เบญญศรี ผบ.ทสส.,
‘บิ๊กลือ’ พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ‘บิ๊กต่าย’ พล.อ.อ.ชัยพฤกษ์ ดิษยะศริน แม่ทัพฟ้า คุมทหารอากาศ
ทั้งนี้ทั้งนั้น นายทหารใหญ่ ซุปเปอร์บิ๊ก 5 เสือ
นอกจากภารกิจความมั่นคง ประคองบ้านเมือง คุมเลือกตั้ง เปลี่ยนผ่าน
บิ๊กๆ ทหาร ยังมีบทบาทสำคัญ รัฐธรรมนูญใหม่เขียนประกันเก้าอี้เอาไว้

ล็อกชื่อปลัดกลาโหม ผบ.ทสส. แม่ทัพบก เรือ อากาศ (และผบ.ตร.)
นั่ง ส.ว.ชุดใหม่โดยตำแหน่ง
เป็น ส.ว. ที่มาจากโควต้า คสช. เซ็นตั้งตรง 194+6 เก้าอี้
ที่เหลือนอกนั้น สายอ้อมสรรหา ส่งชื่อเสนอมา ตั้งแท่นให้ ‘บิ๊กตู่’ จิ้มเลือก 50 คน
ส.ว.ชุดแต่งตั้ง ก็อย่างที่รู้กัน กติกาใหม่
250 อรหันต์สภาสูง บวก ส.ส.500 คน รวมเป็น 750 สมาชิกรัฐสภา
มีสิทธิโหวตชี้ขาด เลือกนายกฯ
แม่ทัพนายกองป้ายแดง ทั้งหมดนี้
จึงจะเข้ามามีบทบาทสำคัญ กุมชะตา จะดันใครนั่งนายกฯ

การคลายล็อกทางการเมือง

การคลายล็อกทางการเมือง



ช่วงปลายเดือนสิงหาฯที่ผ่านมา มีกระแสการเคลื่อนไหวการ “คลายล็อก” ทางการเมืองแทนความคาดหวังของคนหลายคนที่เชื่อว่า “การปลดล็อกทางการเมือง” น่าจะเกิดขึ้นได้แล้ว เพื่อเดินหน้าเข้าสู่การเลือกตั้งที่มีแนวโน้มค่อนข้างจะแน่นอนว่าน่าจะประมาณปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2562
เรื่องใหญ่สองเรื่อง ท่ามกลางหกถึงเก้าเรื่อง (แล้วแต่จะนับและวิเคราะห์) ก็คือเรื่องของการเปิดให้พรรคการเมืองมีกิจกรรมกับสมาชิกของตนได้ นัยว่าเพื่อเตรียมการเข้าสู่การจัดทำไพรมารี (อธิบายง่ายๆ คือ การสรรหาผู้สมัครแข่งขันการเลือกตั้งในแต่ละเขต ซึ่งน่าจะเป็นขั้นตอนต่อจากการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค ซึ่งพรรคใหม่ทำได้มานานแล้ว แต่พรรคเก่ายังทำไม่ได้) ซึ่งเรื่องนี้ก็เริ่มจะมีกระแสการตั้งคำถามว่าตกลงไพรมารีจะทำได้ไหม ทำได้ทันไหม และจะมีหน้าตาอย่างไร เพราะเกรงกันว่าพรรคใหม่ๆ ที่มีทีท่าว่าจะสนับสนุนระบอบการเมืองที่ดำรงอยู่อาจจะไม่ค่อยพร้อม
เรื่องที่สองที่เป็นข่าวก็คือ การห้ามทำกิจกรรมของพรรคกับประชาชน (แต่ให้ทำได้กับสมาชิกพรรคเท่านั้น) ทั้งการพบปะ และการใช้เฟซบุ๊กหรือโซเชียลมีเดียอื่นๆ ในนามของสมาชิกแต่ละท่าน ซึ่งส่วนใหญ่ก็ใช้เป็นช่องทางสื่อสารกับประชาชนอยู่แล้ว ทั้งนี้เหมือนกับระบอบรัฐประหารที่ยังปกครองประเทศอยู่มองว่า การพบปะกับประชาชน และการใช้สื่อโซเชียลที่ไม่ได้ออกมาในนามพรรคนั้น ถือว่าเป็นการ “หาเสียง” ซึ่งขณะนี้ยังไม่อนุญาตให้เกิดขึ้น
เรื่องสื่อโซเชียลกับการคลายล็อกทางการเมืองนั้น อาจจะเป็นประเด็นสำคัญประเด็นหนึ่งที่น่าติดตามในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้เป็นด้วยเหตุผลหลายประการ
หนึ่ง สื่อโซเชียลน่าจะมีอิทธิพลสำคัญต่อการเคลื่อนไหวทางการเมืองเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาเรื่องของการต่อสู้กันทางการเมืองและการหาเสียงทางการเมืองที่จะถูกจับตามองเป็นอย่างมาก ด้วยบริบทของการเปลี่ยนแปลงที่บางส่วนพยายามออกจากระบอบอำนาจนิยมรัฐประหารที่เป็นอยู่ หรือบางส่วนพยายามที่จะคงลักษณะการครองอำนาจและครองอำนาจนำของระบอบอำนาจนิยมรัฐประหารต่อไป
จากเดิมที่การหาเสียงนั้นแม้ว่าจะโดยทางการแล้วจะเริ่มหลังจากการประกาศวันเลือกตั้ง แต่ในรอบนี้จะเห็นถึงความยุ่งยากซับซ้อนของการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่การเลือกตั้ง (ไม่นับถึงการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองและเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตยที่ลึกซึ้งกว้างขวางกว่าการเปลี่ยนผ่านสู่การเลือกตั้ง) เพราะเดิมนั้นเขาหาเสียงกันตลอดเวลาอยู่แล้ว เว้นแต่ป้ายหาเสียง และการนับรายจ่ายในการหาเสียงที่ต้องแจ้ง กกต. นั้น จะเริ่มจากช่วงที่ประกาศการเลือกตั้ง
แต่มารอบนี้ นอกจากการหาเสียงแบบที่ไม่เป็นทางการก็ยังทำไม่ได้ ดังนั้นการที่จะใช้สื่อโซเชียลในการหาเสียงนั้นก็คงจะต้องถูกห้ามเช่นกัน
เว้นแต่กลุ่มก๊วนที่พยายามอ้างตัวเองว่าสนับสนุนรัฐบาลนี้ และมีทีท่าที่จะสนับสนุนผู้นำรัฐบาลนี้ และการนำเอานโยบายรัฐบาลนี้อาจจะมีข่าวและหลักฐานเริ่มหลุดมาเรื่อยๆ ว่ามีวิธีการมากมายที่จะหลุดรอดสายตาของการตรวจสอบ หรือบางครั้งสายตาที่ตรวจสอบอาจจะหลับตา หรือพักสายตานานหน่อย
สอง มีความเห็นจำนวนหนึ่งในสังคมมองว่า การที่ระบอบรัฐประหารนั้นพยายามที่จะสอดส่องและคุมเข้มในเรื่องของสื่อโซเชียลนั้น อาจจะเกิดจากสองเหตุผล หนึ่งคือ ตามที่เขาอ้างก็คือ ไม่อยากให้เกิดความแตกแยกเร็วนัก แต่กลายเป็นคนก็มองว่า อีกไม่กี่เดือนจะเลือกตั้งแล้ว จะกลัวอะไรกันนักหนา
จึงนำมาสู่ความคาดเดาว่า เหตุผลเบื้องหลังจริงๆที่ระบอบนี้ไม่ต้องการให้โซเชียลมีเดียของนักการเมืองทำงานนั้น อาจจะเกิดมาจากการที่ระบอบรัฐประหารนั้น “กลัว” ประชาชนและฝ่ายตรงข้ามที่จะใช้จังหวะนี้โจมตีกลับ หลังจากที่ถูกกดมานาน
เอาเข้าจริงผมก็พอจะคล้อยตามความเห็นทำนองนี้อยู่บ้าง แต่ลึกๆ แล้ว ผมกลับรู้สึกว่าแนวคิดแบบนี้มักจะให้ราคากับการต่อต้านระบอบรัฐประหารมากจนเกินไป เอาเข้าจริงระบอบการปกครองที่ถูกท้าทายโดยสื่อโซเชียลนั้น ถ้าสื่อโซเชียลนั้นทำงานจริงและทรงพลังจริงๆ ต่อให้ห้ามอย่างไรก็ไม่สำเร็จหรอกครับ
ถามว่าวันนี้เว็บใต้ดินต่างๆ ไม่มีเหรอครับ การจัดการเว็บต่างๆ ในวันนี้เอาเข้าจริงอาจจะมีหน้าที่ในทางยุทธศาสตร์มากกว่า เช่นเป็นไปเพื่อปิดกั้นไม่ให้เว็บใต้ดินกับเว็บบนดินเชื่อมโยงกัน ในแง่ที่ว่าสื่อกระแสหลักยังไม่กล้าที่จะนำเอาเว็บอื่นๆ เข้ามาอ้างอิงในฐานะแหล่งข่าวตรงๆ เสียมากกว่า แต่ในบางครั้งสื่อกระแสหลักก็กินดีหมีหัวใจเสือเอาเหมือนกัน บทจะลงก็ลงข่าวของคนหลายคนที่ถูกไล่ล่าโดยระบอบที่เป็นอยู่ ด้วยเหตุผลว่า ก็มันเป็นข่าวที่ประชาชนสนใจน่ะครับท่าน
ผมจึงอยากให้ความเห็นไปอีกแนวว่า เวลาระบอบเผด็จการเขาออกคำสั่งบางอย่างในการบังคับควบคุม แล้วเราไปมองว่าเขาทำ “ไม่สำเร็จหรอก” มันคือความล้มเหลวที่ออกกฎเกณฑ์มาแล้วปฏิบัติไม่ได้จริง ความคิดที่ดูหมิ่นดูแคลนเผด็จการแบบนี้แหละครับที่หล่อเลี้ยงความหวังของเรา แต่ไม่ใช่ความจริงในแบบที่เผด็จการต้องการ
เพราะระบอบเผด็จการในหลายที่ทั่วโลกนั้น เขาไม่ได้ออกคำสั่งมาเพื่อให้ทำได้จริง แต่เขาออกคำสั่งมาเพื่อแสดงให้เห็นว่าเขายังออกคำสั่งได้
การปฏิบัติจริงจะทำได้ไหมไม่ใช่สาระสำคัญที่คนออกคำสั่งจะต้องออกมาคิด มันเป็นปัญหาของฝ่ายปฏิบัติมากกว่า และเมื่อฝ่ายปฏิบัตินั้นอยู่ภายใต้ฝ่ายสั่งการ เขาก็มีหน้าที่ต้องทำให้ได้ และแข่งกันเสนอผลงานให้เข้าตาฝ่ายสั่งการ
รวมไปถึงความมุ่งหมายทางอ้อมที่การสั่งการนั้นอาจไม่ได้มีเป้าหมายที่จะใช้บังคับกับคนทุกกลุ่ม แต่อาจมีไว้เพื่อจัดการกับบางกลุ่มบางพวกที่ไม่ได้เป็นพวกเดียวกับตน หรือทำให้ฝ่ายตรงข้ามอ่อนแอลง

สาม ผมคิดว่าเราควรจะต้องเข้าใจว่าสื่อโซเชียลนั้นมันมีทั้งประโยชน์และประเด็นท้าทาย โดยตัวของมันเองนั้นมันมีแนวโน้มที่จะเน้นความขัดแย้ง เสนอภาพที่สุดโต่ง แม้ว่ามันจะมีประโยชน์ในหลายด้าน เช่นเปิดพื้นที่ให้คนจำนวนมากได้เข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น และ ติดตามตรวจสอบรัฐบาลได้กว้างขวางและลึก โดยเฉพาะในช่วงที่ความชอบธรรมของรัฐบาลตกต่ำลง
ข่าวลือและเรื่องราวที่ถูกส่งออกมาจากสื่อโซเชียลจำนวนมากนั้น โดยเฉพาะในช่วงที่รัฐบาลนั้นมีความนิยมลดลง ไม่ใช่เรื่องที่จะไปกล่าวโทษฝ่ายตรงข้ามเท่านั้น แต่อาจมาจากความอ่อนแอและล้มเหลวของรัฐบาลเองที่ทำให้ประชาชนนั้นไม่สามารถเชื่อมั่นในการบริหารงานของรัฐบาลได้ ไม่ว่าจะอาจเป็นเพราะสมรรถนะและประสิทธิภาพของรัฐบาลลดลง หรือการไม่เปิดโอกาสให้ข่าวสารต่างๆ นั้นไหลเวียน
ในด้านหนึ่งนั้นเราอาจจะไม่ไว้ใจให้รัฐบาลนั้นควบคุมสื่อโดยตรง เพราะเราก็ไม่ไว้ใจรัฐบาลเช่นกัน ที่ผ่านมาเราจึงต้องการให้มีองค์กรกลาง และองค์กรอิสระเข้ามากำกับดูแลสื่อ
แต่เมื่อเรื่องราวผ่านไป เราก็เริ่มคลางแคลงใจกับความเป็นกลางและความอิสระขององค์กรเหล่านั้นมากขึ้น
ในมิติเรื่องของการกำกับดูแลสื่อโซเชียลในช่วงนี้น่าจะเป็นโอกาสอันดีที่เราจะเริ่มตั้งคำถามว่า สังคมนี้ทำไมเริ่มตั้งคำถามกับจิตเจตนาของระบอบนี้ในการเปลี่ยนผ่านประเทศสู่ประชาธิปไตยมากขึ้นเรื่อยๆ และเริ่มไม่ได้คาดหวังอะไรมากนักกับองค์กรที่ทำหน้าที่กำกับดูแลการเลือกตั้งมากนัก
น่าจะเป็นโอกาสที่ดีที่เราจะเริ่มรณรงค์การเมืองในมิติอื่นๆ ที่ไม่ใช่ในเรื่องการหาเสียงโดยตรง เพราะนั่นเป็นเรื่องนักการเมือง แต่เริ่มรณรงค์กันในเรื่องของการสังเกตการณ์และกำกับดูแลกระบวนการเลือกตั้งจากทุกฝ่าย ตั้งแต่ฝ่ายผู้กุมอำนาจรัฐที่เริ่มแสดงท่าทีอยากอยู่ในอำนาจต่อในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง และตนเองก็วางรากฐานทางอำนาจต่อเนื่องไปบ้างแล้วในโครงสร้างรัฐธรรมนูญ กลุ่มผู้ที่อยากผนวกตัวเองกับระบอบที่กุมอำนาจ กลุ่มที่อยู่ตรงข้ามกับผู้มีอำนาจ และกลุ่มที่ขาดแคลนอำนาจอีกหลายกลุ่ม
การควบคุมกระบวนการเลือกตั้งในวันนี้เป็นเรื่องที่มีลักษณะคับแคบยิ่ง คือ เน้นไปที่เรื่องของกฎหมายเลือกตั้ง พรรคการเมือง ส.ส. ส.ว. และการกำกับการหาเสียง ประชาชนถูกทำให้เข้าใจว่าจะต้องรอให้กระบวนการทุกอย่างเสร็จก่อนจึงจะมีโอกาสเลือกตั้งในช่วงเวลาที่ไม่ยาวนานนัก
ช่องทางของประชาชนที่จะมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยไม่จำเป็นต้องระบุตัวตนว่าเป็นพรรคไหนมีอยู่น้อย รัฐบาลยังเชื่อว่าตนเองนั้นยังผูกขาดการดูแลประชาชนเอาไว้จนนาทีสุดท้ายก่อนกระบวนการการเลือกตั้งจะเริ่มขึ้น และประชาชนไม่ต้องทำอะไรมาก เพราะยุทธศาสตร์ชาติก็มีไว้แล้ว การเมืองแบบนักการเมืองและการเลือกตั้งก็รอให้พร้อมเสียก่อน ช่วงนี้มีอะไรก็รอรับความช่วยเหลือและเรียกร้องกับศูนย์ดำรงธรรมไปอีกระยะหนึ่ง
อย่าลืมว่าในการเมืองแบบรัฐสภานั้น พรรคการเมืองนั้นไม่ได้เข้มแข็งได้ด้วยกฎระเบียบ แต่ต้องแข็งแกร่งได้จากเสรีภาพของประชาชนในการสื่อสารและเปลี่ยนข้อมูล แสดงความคิดเห็นและใฝ่ฝัน และแข็งแกร่งจากการมีกลุ่มก้อนทางการเมืองหลากหลายรูปแบบที่เรียกร้องกับระบบการเมือง เพื่อที่พรรคการเมืองจะมองเห็นและไปรวบรวมแนวทางเหล่านั้นเข้ามาจัดทำนโยบาย นอกจากนี้พรรคการเมืองจะแข็งแกร่งได้ก็ต้องมีสื่อมวลชนที่มีคุณภาพในการตรวจสอบพรรคการเมืองด้วย
แต่ผมยังมองไม่เห็นว่ากระบวนการที่กำลังจะเกิดขึ้นจากวันนี้ไปจนถึงการเลือกตั้งนั้นจะทำให้เกิดการพัฒนาคุณภาพทางการเมืองของประเทศและของพรรคการเมือง รวมทั้งของสถาบันทางการเมืองอื่่นๆ ในระยะเปลี่ยนผ่านนี้ได้อย่างไร
ที่สำคัญประชาชนควรจะเป็นศูนย์กลางในกระบวนการเปลี่ยนผ่าน มากกว่าการเปลี่ยนผ่านเป็นเรื่องของกระบวนการบริหารจัดการนักการเมืองและพรรคการเมืองรวมทั้งเสรีภาพในการรวมตัวของประชาชนอย่างที่เป็นอยู่
ถ้าสถานการณ์ก่อนการเลือกตั้งยังเป็นแบบนี้ ผมยังทำนายอนาคตหลังการเลือกตั้งว่าจะเป็นอย่างไรไม่ออกเลยครับ

บทเรียน จากอดีต จอมพล ป.ถึง สุจินดา เทียบ ‘ประยุทธ์’

บทเรียน จากอดีต จอมพล ป.ถึง สุจินดา เทียบ ‘ประยุทธ์’



ทันทีที่เข้าสู่โหมด “เลือกตั้ง” สถานะทางการเมืองของ คสช.และของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็อยู่ในสภาพซึ่งเรียกได้ว่า
เป็นการรุกในลักษณะตั้งรับ
เหมือนๆ กับที่ จอมพลแปลก พิบูลสงคราม ตัดสินใจจัดตั้งพรรคเสรีมนังคศิลาและเข้าสู่การเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2500
เหมือนๆ กับที่ จอมพลถนอม กิตติขจร จัดตั้งพรรคสหประชาไทยและเข้าสู่การเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2512
เหมือนๆ กับที่ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ประกาศและบังคับใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2521 และนำประเทศเข้าสู่การเลือกตั้งในเดือนเมษายน 2522
เหมือนๆ กับที่ พล.อ.สุจินดา คราประยูร และคณะ รสช.ประกาศและบังคับใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2534 และนำประเทศเข้าสู่การเลือกตั้งในเดือนมีนาคม 2535
หลังจากนั้นก็เข้าไปอยู่ในสภาพ “ตั้งรับ” อย่างเป็นด้านหลัก
ขอให้ศึกษาบทเรียนจาก จอมพลแปลก พิบูลสงคราม เพราะภายหลังจากการเลือกตั้งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2500 ก็ประสบกับการเดินขบวนของนิสิตนักศึกษา
เกิดความขัดแย้ง “ภายใน”
เหมือนกับจะเป็นระหว่างกลุ่ม พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ กับกลุ่ม จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ แต่แท้จริงแล้วเป้าคือ จอมพลแปลก พิบูลสงคราม
ในที่สุดก็เกิดรัฐประหารเดือนกันยายน 2500
หลังการเลือกตั้งเดือนกุมภาพันธ์ 2512 จอมพลถนอม กิตติขจร อาจยังอยู่ในอำนาจและยังสามารถทำรัฐประหารได้ในเดือนพฤศจิกายน 2514
แต่พอถึงเดือนตุลาคม 2516 ก็ต้องไป
หลังการเลือกตั้งเดือนเมษายน 2522 พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ สามารถอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่พอถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2523 ก็ต้องไป

เช่นเดียวกับสถานะ พล.อ.สุจินดา คราประยูร ในเดือนพฤษภาคม 2535
สภาพการตั้งรับของแต่ละคนอาจไม่เหมือนกัน แต่ในที่สุดแล้วก็ไม่มีใครสามารถดำรงอำนาจอยู่ได้อย่างยืนยาว
จอมพลแปลก พิบูลสงคราม จากเดือนกุมภาพันธ์-กันยายน 2500
จอมพลถนอม กิตติขจร จากเดือนกุมภาพันธ์ 2512 ถึงเดือนพฤศจิกายน 2514 และต่อท่ออำนาจด้วยกระบวนการรัฐประหาร
แต่เมื่อถึงเดือนตุลาคม 2516 ก็อยู่ไม่ได้
พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ จากเดือนเมษายน 2522 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2523 พล.อ.สุจินดา คราประยูร จากเดือนมีนาคม-เดือนพฤษภาคม 2535
สถานการณ์จาก “อดีต” เสมอเป็นเพียง “บทเรียน”
ในความเป็นจริง ภายหลังการเลือกตั้งไม่ว่าภายในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ไม่ว่าภายในวันที่ 5 พฤษภาคม 2562 จะเป็นอย่างไรยังไม่มีใครตอบได้
“ประวัติศาสตร์” ก็เสมอเป็นเพียง “เครื่องย้ำเตือน”
หากนำเอาบทเรียนจากยุค จอมพลแปลก พิบูลสงคราม และยุค พล.อ.สุจินดา คราประยูร มาเทียบกับยุคของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
เด่นชัดว่า “โหมด” แห่งการเลือกตั้งเริ่มขึ้นแล้ว
สภาพของ คสช. สภาพของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นอย่างไร ยังเป็นฝ่ายรุกและดำเนินการรุกอย่างสม่ำเสมอ หรือว่าจากรุกก็เริ่มมีการตั้งรับ
เหล่านี้ “นักการทหาร” ย่อมมองออก อ่านทะลุ