PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพฤหัสบดีที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2561

นักเลือกตั้งได้เฮ!'วิษณุ'เผยกรอบเวลาหาเสียง ยาวนานที่สุดเท่าที่เคยมีประเทศไทย

13 ก.ย. 61 - นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงภายหลัง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 12 ก.ย. ว่า พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. มีผลบังคับใช้แล้ว คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะเดินหน้ากระบวนการสรรหา เข้าใจว่า กกต.ทำปฏิทินการสรรหาไว้แล้ว โดยจะดำเนินการเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แบ่งกลุ่มเป็นสาขาอาชีพและสมัครเข้ามาคัดเลือกกันเอง และส่งบัญชีรายชื่อดังกล่าวให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นผู้เลือกในขั้นสุดท้ายให้เหลือ 50 คน จากนั้นอีก 200 คน คสช. จะกำหนดกฎเกณฑ์กติกาคัดเลือกต่อไป โดยต้องได้ ส.ว. 250 คน 15 วันก่อนการเลือกตั้ง
นายวิษณุ กล่าวว่า ส่วน พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. จะมีผลบังคับใช้หลังจากนี้อีก 90 วัน ซึ่งจะครบในวันที่ 10 ธ.ค. โดยใน 90 วันนี้ ยังไม่สามารถทำกิจกรรมตามกฎหมายดังกล่าวได้ ต้องรอให้มีคำสั่ง คสช.ที่จะออกมาเพื่อคลายล็อกให้ทำกิจกรรมบางอย่างก่อน ซึ่งในกรอบ 90 วันนั้น เราจะแบ่งเพื่อความสะดวกให้ 60วันแรก ใช้สำหรับแบ่งเขตเลือกตั้ง และอีก 30 วันจะใช้ในการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้ง ทั้งนี้ คำสั่ง คสช.เพื่อคลายล็อกจะออกมาเร็วๆ นี้ และไม่จำเป็นต้องมีการประชุม คสช.เพื่อให้ความเห็นชอบแล้ว เพราะคำสั่ง คสช.เสร็จเรียบร้อยแล้ว และเมื่อมีการคลายล็อกแล้ว ทราบว่า กกต.จะนัดประชุมพรรคการเมืองทั้งหมดในวันที่ 28 ก.ย.นี้ เพื่อซักซ้อมและตอบคำถามที่พรรคการเมืองสงสัย และหลังจากนั้นจะมีการประชุมร่วมระหว่าง คสช. และพรรคการเมือง โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.เป็นประธาน  
ผู้สื่อข่าวถามว่า กรอบเวลาเลือกตั้งขณะนี้ยังเป็นวันที่ 24 ก.พ.62 หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่เคยมีใครพูดเป็นอย่างอื่น ต่อข้อถามว่า ฝ่ายการเมืองเคยออกมาวิจารณ์ว่ากรอบเวลาหาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้น้อยเกินไป นายวิษณุ กล่าวว่า “กรอบเวลาหาเสียงครั้งนี้ถือว่านานที่สุดที่เคยมีในประเทศไทย เพราะก่อนหน้านี้ที่เคยให้เลือกกันภายใน 90 วันหลังยุบสภา แม้ฟังดูเหมือนจะนาน แต่ยังไม่สามารถเลือกได้ ยังต้องไปออกพระราชกฤษฎีกาการเลือกตั้ง ต้องรับสมัคร กว่าจะรู้หมายเลขผู้สมัคร แล้วเริ่มหาเสียง ไม่เคยมีนานถึงขนาดนี้ตั้งแต่สมัยพ่อขุนรามคำแหงมา”
เมื่อถามว่า อายุของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะมีถึงเมื่อใด นายวิษณุ กล่าวว่า สนช.จะสามารถทำงานต่อไปได้จนถึง 1 วัน ก่อนวันเปิดสภาผู้แทนราษฎร และเขาสามารถได้รับเลือกเป็น ส.ว. ได้ เพราะไม่มีอะไรห้าม

‘อภิสิทธิ์’ จี้ คสช.-รบ.เร่งคลายล็อกหลังกม.ลูกประกาศใช้ครบ

‘อภิสิทธิ์’ จี้ คสช.-รบ.เร่งคลายล็อกหลังกม.ลูกประกาศใช้ครบ



เมื่อวันที่ 13 กันยายน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงกรณีที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่งส.ว. และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.ประกาศใช้แล้ว ว่า จะทำให้ตารางเวลาเกี่ยวกับเรื่องของการทำงานของพรรคการเมือง และการเลือกตั้งมีความชัดเจนขึ้น เพราะว่าเมื่อประกาศใช้กฎหมายเลือกตั้งก็จะมีผลบังคับใช้ภายใน 90 วัน แล้วก็หลังจากนั้นไม่เกิน 150 วันตามรัฐธรรมนูญก็จะต้องมีการเลือกตั้ง ทางคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และรัฐบาลก็ได้พูดเอาไว้ว่าเมื่อมีการประกาศใช้กฎหมาย จะมีการคลายล็อก ความหมายก็คือคงยังไม่ยกเลิกคำสั่งที่ห้ามทำกิจกรรมทั้งหลาย แต่ว่าจะผ่อนคลายเพื่อเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองทำบางสิ่งบางอย่างได้ เพราะต้องทำให้พรรคการเมืองปฏิบัติตามกฎหมายพรรคการเมืองได้ สำคัญที่สุดคือการประชุมใหญ่เพื่อสามารถที่จะแก้ข้อบังคับของพรรคให้สอดคล้องกับกฎหมายใหม่ได้ เพราะว่ากฎหมายใหม่ก็จะมีบทบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องสมาชิก การตั้งสาขา รวมถึงต้องมีการเลือกคณะกรรมการบริหารพรรค ทั้งหมดนี้ต้องทำให้เสร็จภายใน 90 วันอยู่แล้ว นับจากวันที่คลายล็อก

“ดังนั้นสิ่งที่ผมเตรียมการไว้ก็คือต้อง 90 วันนี้ พรรค ปชป.ก็ต้องทำสิ่งเหล่านี้ให้เสร็จ ก็เรียนให้ทราบเลยว่า หลักๆ ข้อบังคับซึ่งจะต้องมีการเขียนเรื่องอุดมการณ์ เรื่องนโยบายเข้าไปด้วย ขณะนี้ได้มีการร่างเอาไว้เพื่อที่จะเสนอคณะกรรมการบริหารพรรค เพื่อเสนอต่อที่ประชุมใหญ่ แล้วก็ตัวนโยบาย เบื้องต้นจะออกมานี้ ค่อนข้างจะเป็นฉบับย่อ เพราะเราคิดว่าก่อนถึงการเลือกตั้ง และโดยเฉพาะเมื่อมีคณะกรรมการบริหารชุดใหม่แล้ว ก็จะทำนโยบายอีกชุดหนึ่ง ซึ่งจะปรับเข้าสู่สถานการณ์ของการเลือกตั้ง” หัวหน้าพรรค ปชป.กล่าว

“ทูตสหรัฐฯ” ทิ้งทวน ....สะกิดไทย เปิดเสรี การแสดงความเห็น สู่เลือกตั้ง ที่ Free and Fair

“ทูตสหรัฐฯ” ทิ้งทวน ....สะกิดไทย เปิดเสรี การแสดงความเห็น สู่เลือกตั้ง ที่ Free and Fair หวังไทย Strong งดวิจารณ์ หาก “บิ๊กตู่” กลับมาเป็นนายกฯ อีก ...ครวญ เสียใจ ที่ต้องกลับ หลังอยู่มา3ปี ในประเทศที่งดงาม
Glyn T. Davies อำลา "บิ๊กป้อม” ก่อนกลับสหรัฐฯปลาย กย.นี้ หลัง นั่งครบเทอม 3 ปี ชี้ หลังโปรดเกล้าฯกม.ลูก 2 ฉบับ ถือ จุดเริ่มต้นสู่เลือกตั้ง หวังไทยแข็งแกร่งรุ่งเรือง และ Elected Civilian government ปัด คอมเม้นท์ หาก”บิ๊กตู่" กลับเป็นนายกฯอีกสมัย หลังเลือกตั้ง ชี้ ไม่สามารถทำนายอนาคตไทยได้ แต่จะรอดู อนาคตไทย

ที่กระทรวงกลาโหม นาย Glyn T. Davies เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังเข้าอำลา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหมในโอกาสจะพ้นจากหน้าที่ ว่า ได้คุยกันในหลายเรื่องที่มีความสัมพันธ์ทั้งสองประเทศ
และขอขอบคุณ พล.อ.ประวิตร สำหรับความสัมพันธ์และความร่วมมือทางด้านทหารทั้งสองประเทศที่ดีเสมอมา
นอกจากนี้ได้มีการพูดถึงที่ พล.อ.ประวิตร เดินทางไปสหรัฐฯ และขอขอบคุณท่านที่ให้โอกาสสหรัฐฯให้มาช่วยทีมฟุตบอลหมูป่า ติดถ้ำหลวง จ.เชียงราย และรู้สึกเป็นเกียรติมากที่มีส่วนร่วมในความสำเร็จครั้งนี้
เมื่อถามถึงกรณี กรณีที่มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 นาย Glyn T Davies กล่าวว่า เป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการสำคัญ ทำให้ประเทศไทยมีความแข็งแกร่ง และเจริญรุ่งเรืองและเกิดการเลือกตั้งในปีหน้า
สหรัฐฯเป็นเพื่อนกับไทยมากว่า 200 กว่าปี อยากเห็นประเทศไทยมีความแข็งแกร่ง อิสระ มีเสรีภาพ มีความเจริญรุ่งเรือง
อยากเห็นคนไทยมีส่วนร่วมทางการเมือง มีการอภิปรายอย่างเปิดกว้าง และเมื่อเกิดการเลือกตั้งแล้วจะมี รัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง
ทั้งนี้ สหรัฐอเมริกาในฐานะที่เป็นประเทศที่มีประชาธิปไตยที่เก่าแก่ คิดว่าระบอบนี้จะประสบความสำเร็จและตัวตนเองได้เดินทางทั่วประเทศไทยมากกว่า 45 จังหวัดได้เรียนรู้ว่าคนไทยรักประเทศชาติของตัวเอง อยากเห็นประเทศตัวเองมีความเจริญรุ่งเรืองและคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้จะทำให้เกิดการเลือกตั้งที่ free and fair เสรีและยุติธรรม
สำหรับประเทศไทยและคนไทยได้มีส่วนร่วมในการอภิปราย ถึงอนาคตของประเทศไทย และอยากให้มีเวทีที่เปิดกว้างเสรี สำหรับให้คนทั่วไปที่ออกมาพูดคุย รวมถึงเสรีภาพในการรวมตัว และเสรีภาพของสื่
เมื่อถามคยามเห็น หาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัยหนึ่ง หลังการเลือกตั้ง นั้น นายDavies กล่าวว่า ตนไม่สามารถจะคาดการณ์อนาคตประเทศไทย ได้ แต่ สิ่งที่สำคัญคือขั้นตอนกระบวนการ ตอนนี้เป็นบวกและทำให้เกิดอนาคตที่ดี ซึ่งก็ต้องดูกันต่อไปว่าจะเกิดอะไร ขึ้นในอนาคต

ก็บอกไปตั้งนานแล้วว่า เลือกตั้ง 24กพ.62

ก็บอกไปตั้งนานแล้วว่า เลือกตั้ง 24กพ.62
“บิ๊กป้อม” พลเอกประวิตร ยัน มีเลือกตั้ง 24 กพ. 62 เผย ยืนยันไปตั้งนาน หลายครั้งแล้ว หลัง โปรดเกล้าฯ พรป.เลือก สส.และ พรป.การได้มาซึ่ง สว. เมื่อ12 กย.61 แต่อย่าเพิ่งถาม เพราะตัองรอ คสช.ประชุม ก่อน แต่ยังไม่รู้ว่า จะประชุม อังคารหน้า หรือไม่ เตรียม ออก ม.44 คลายล็อค พรรคการเมือง

“โอตะ ตู่”

“โอตะ ตู่”
“นายกฯบิ๊กตู่” เปิด ตึกไทยคู่ฟ้า ต้อนรับ “AKB 48” ทั้ง6 จากญี่ปุ่น ที่มาเมืองไทย ร่วมรายการ”I can see your voice “...... พร้อม โอตะ .....มีแด้นซ์ ให้ชม และ ทำท่า “โอนิกิริ” และ ท่ารำไทย ด้วย
ตบท้าย นายกฯ ให้เดินเที่ยวชม ตึกไทยคู่ฟ้า พร้อมแจก กระเป๋าตึกไทยคู่ฟ้า ที่มีอายุครบ100 ในปีนี้

เห็นอยู่มันน่าเสียดาย

เห็นอยู่มันน่าเสียดาย



ฉุดลากเศรษฐกิจก็เหนื่อยแล้ว ต้องออกแรงตีปี๊บยิ่งเหนื่อยกว่า
ล่าสุดนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ กัปตันทีมเศรษฐกิจ ประกาศลั่นบนเวทีปาฐกถาพิเศษ “ประเทศไทยแรงขับเคลื่อนใหม่แห่งเศรษฐกิจเอเชีย”
เศรษฐกิจของประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงของการฟื้นตัวและเข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆในทุกมิติ จีดีพีครึ่งปีแรก 4.8 เปอร์เซ็นต์ บอกให้เห็นชัดว่า ถ้าเศรษฐกิจโตต่อเนื่องโดยมีเสถียรภาพแบบนี้ไม่ธรรมดา
พื้นฐานแข็งแกร่งทำให้ไม่ได้รับแรงสั่นสะเทือนจากภาวะผันผวนการเงินโลก
แน่นอนว่า ลำพังแค่นี้ หนีไม่พ้นเสียงโห่ฮาอยู่ดี
นักการเมืองอาชีพยี่ห้อประชาธิปัตย์ ยี่ห้อเพื่อไทย รวมถึงนักวิชาการสายหมั่นไส้ ต้องมาสคริปต์เดียวกัน รุมด่า “สมคิด” คุยโม้ สร้างภาพไปวันๆ
มันเป็นแบบฟอร์มบังคับ การเมืองแบบไทยๆต้องแฝงเหลี่ยมดิสเครดิตคู่แข่งไว้ก่อน
ยิ่งตอนเข้าโหมดเลือกตั้ง “สมคิด” โดนดักเตะตัดขาทุกจังหวะอยู่แล้ว
แต่เรื่องของเรื่องในเวลาไล่เลี่ยกัน มันก็มีบทวิเคราะห์จากมืออาชีพอย่างนายโรเบิร์ต ซับบาราแมน นักวิเคราะห์ตลาดเกิดใหม่ของบริษัท โนมูระ โฮลดิ้งส์
ฟันธงประเทศไทยไม่เสี่ยงพิษวิกฤติค่าเงิน เป็น 1 ใน 8 ชาติกลุ่มเสี่ยงต่ำสุด จากวิกฤติตลาดเปิดใหม่ วัดจากปัจจัยต่างๆ เช่น อัตราทุนสำรองระหว่างประเทศ ระดับหนี้ อัตราดอกเบี้ย และมูลค่าการนำเข้า
สอดรับกับมือระดับโลก นายเอ็ดวิน กูเตียร์เรซ นักวิเคราะห์ของบริษัท อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด อินเวสต์เมนต์ส มองว่า ขณะนี้ประเทศไทยยังมีความเสี่ยงเกี่ยวกับวิกฤติค่าเงินบาทน้อย
เพราะมีสถานะเกินดุลบัญชีเดินสะพัดและทุนสำรองระหว่างประเทศสูง
ทิศทางเดียวกับ “บลูมเบิร์ก” สำนักข่าวยักษ์ใหญ่ของสหรัฐอเมริกา ที่สำทับสถานการณ์ของไทยซึ่งเคยเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤติการเงินโลกเมื่อ 20 ปีที่แล้ว กลับกลายเป็นชาติที่ไม่ได้รับความเสี่ยงจากวิกฤติตลาดเกิดใหม่ในปีนี้ โดยค่าเงินยังแข็งค่ามากกว่า เมื่อเทียบกับค่าเงินของชาติกำลังพัฒนาหลายชาติที่ได้รับผลกระทบจากอาร์เจนตินาและตุรกี
นี่ต่างหากสถานการณ์ที่ “โลกมองเรา” แบบไม่มีวาระแฝง
มันการันตีรัฐบาล คสช.ลากเข็นเศรษฐกิจที่ติดลบมาอยู่ในจุดแข็งแกร่ง ผิดฟอร์มรัฐบาลทหาร
โดยภาพรวมมันไม่ได้เกินเลยไปกว่าที่ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. แสดงความกังวล หากปลดล็อกแล้วบ้านเมืองจะกลับมาวุ่นวาย
เสียดายหากเศรษฐกิจที่กำลังติดเครื่อง จะติดชะงัก
ตามเค้าลางแบบที่เห็นกันตรงหน้า แค่ประชาธิปัตย์พรรคเดียวจะทำวุ่นกันทั้งประเทศ
แบบที่เดาได้ ไม่ว่าใครขึ้น พรรคเละแน่
สภาพของพรรคประชาธิปัตย์ในสายตาของโคตรเซียนการเมือง ที่แกะรอยตามแรงสั่นสะเทือนจากยุทธการโค่นเก้าอี้ของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรค
ส่งสัญญาณยกระดับเกมหักดิบกันแบบแรงๆ
ตามจังหวะ “เขี่ยลูก” ของ “เสี่ยจ้อน” นายอลงกรณ์ พลบุตร อดีตรองประธาน สปท. ที่แบไต๋แบบไม่กั๊ก มีคนในพรรคเชียร์ให้ลงสมัครชิงเก้าอี้ประมุขค่าย ปชป.
โดน “วัชระ เพชรทอง” องครักษ์ “อภิสิทธิ์” ป้ายสีทันทีเป็นนอมินี คสช.ส่งมายึดพรรค
ต่อเนื่องกับคิวที่ “หมอผี” นายสัมพันธ์ ทองสมัคร แกนนำรุ่นเดอะ ออกมาเสนอให้ “เดอะมาร์ค” ไขก๊อกจากเก้าอี้หัวหน้าพรรค เปิดทางให้ปรมาจารย์ชวน หลีกภัย รักษาการแทน เพื่อความเป็นเอกภาพของพรรคในการสู้ศึกเลือกตั้ง ตอกย้ำ “อภิสิทธิ์” คือตัวปัญหา
ด้วยอารมณ์แบบนี้ หนีไม่พ้นต้องฟัดกันพังไปข้าง
ตามสไตล์ประชาธิปัตย์ ล่อกันเองต้องถึงขั้นพรรคแตก
และด้วยสถานะของประชาธิปัตย์คือ “ตัวแปร” สมการรัฐบาลหลังเลือกตั้ง
ถ้า “อภิสิทธิ์” ไม่ออกซ้าย หนุน “นายกฯลุงตู่” ตีตั๋วต่อ ตามเงื่อนไขที่ตั้งแง่หากไม่ได้เสียงข้างมากของ ส.ส.ในสภา ขณะเดียวกันก็ไม่กล้าไปขวา สวิงขั้วไปแท็กทีม “ทักษิณ” จัดรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทยตามที่พูดมัดคอตัวเองไว้ เป็นปลาคนละน้ำ “กั๊ก” อยู่ตรงกลางหวัง “ส้มหล่น”
นั่นหมายถึง “อภิสิทธิ์” จะทำการเมือง “ติดล็อก” เดินต่อไม่ได้
และคนที่เซ็งกว่าใครก็คือ “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ว่าที่ ผบ.ทบ. เบอร์หนึ่งคุมกำลังความมั่นคง
ตามสถานะของคนที่ต้องออกแรงผ่าทางตัน.
ทีมข่าวการเมือง

วันพุธที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2561

คณบดีนิด้าวิเคราะห์ 4 เส้นทางการเมืองบิ๊กตู่ เตือนต่างมีปัญหา ไม่ว่าเลือกทางไหน

คณบดีนิด้าวิเคราะห์ 4 เส้นทางการเมืองบิ๊กตู่ เตือนต่างมีปัญหา ไม่ว่าเลือกทางไหน



วันนี้ (11 ก.ย.) นายพิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต คณบดีคณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ โพสต์ข้อความทางเฟสบุ๊กแฟนเพจ แสดงความเห็นเรื่องทางเลือกทางการเมืองของพลเอกประยุทธ์ ระบุว่า
ผมคิดว่า ในเวลานี้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรียังคงมีความลังเลว่าจะตัดสินใจเลือกอนาคตทางการเมืองของตนเองอย่างไร ทางเลือกเหล่านั้นมีอะไรบ้าง และแต่ละทางเลือกมีข้อดีและข้อเสียอย่างไร
๑. การลงสู่สนามการเมืองในฐานะหัวหน้าพรรคการเมืองและนำทัพแข่งขันกับพรรคการเมืองอื่นๆ
ทางเลือกนี้ผมคิดว่าเป็นไปได้น้อยมาก เพราะเป็นทางเลือกที่ยากลำบากต้องเผชิญกับการท้าทาย การถกเถียง การประลองฝีปาก การอดกลั้น และการควบคุมอารมณ์ ซึ่งดูเหมือนจะไม่ใช่บุคลิกและความถนัดของพลเอกประยุทธ์แต่อย่างใด
แต่หากตัดสินใจเลือกทางนี้ ข้อดีคือ พรรคการเมืองนี้จะได้รับผลกระทบเชิงบวกจากคะแนนนิยมที่ประชาชนมีต่อพลเอกประยุทธ์ และผู้สนับสนุนพลเอกประยุทธ์ก็จะสามารถตัดสินใจได้อย่างมั่นใจว่าตนเองควรเลือกพรรคการเมืองใด
แต่ข้อเสียคือ จะมีกระแสการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางเรื่องความเป็นไปได้ในการใช้อำนาจรัฐช่วยเหลือพรรคของตนเอง ซึ่งจะเป็นการเอาเปรียบพรรคอื่นๆ กระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่ถั่งโถมเข้าใส่อาจทำให้พลเอกประยุทธ์ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ อันนำไปสู่การตอบโต้โดยใช้อารมณ์อย่างกราดเกรี้ยว ซึ่งจะทำให้ถูกนำขยายผลและนำไปการโจมตีอย่างต่อเนื่อง จนอาจทำให้พรรคการเมืองที่ตนเองเป็นหัวหน้าพรรคสูญเสียคะแนนนิยมไปในที่สุด
และหากพรรคการเมืองนี้ไม่ได้รับเลือกตั้งโดยมีคะแนนเสียงและจำนวน ส.ส. มากเป็นลำดับหนึ่ง จะทำให้ความชอบธรรมที่พรรคนี้จะเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลและพลเอกประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ในระดับต่ำ แต่หากยังยืนกรานเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยรวมกับพรรคเล็กพรรคน้อย นอกจากจะถูกโจมตีอย่างรุนแรงจากพรรคคู่แข่งแล้ว เสถียรภาพของรัฐบาลก็จะอยู่ในระดับต่ำด้วย
๒. การลงสู่สนามการเมืองในฐานะที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองใดพรรคหนึ่ง แต่ไม่เป็นสมาชิกหรือลงสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคนั้น
ข้อดีคือ มีความสะดวกสบายไม่ต้องเหนื่อยมากในการหาเสียง และประชาชนที่สนับสนุนก็มีความชัดเจนว่าจะเลือกพรรคการเมืองใด
ข้อเสียคือ อาจถูกโจมตีว่าเอาเปรียบพรรคการเมืองอื่น และก็เช่นเดียวกับทางเลือกแรกคือหากพรรคนี้ไม่ได้เสียงมากเป็นลำดับหนึ่ง การจัดตั้งรัฐบาลก็จะมีความชอบธรรมต่ำและรัฐบาลขาดเสถียรภาพ
๓. การประกาศว่าไม่เป็นหัวหน้าพรรค ไม่ให้พรรคใดเสนอชื่อตนเองให้เป็นนายกรัฐมนตรีระหว่างเลือกตั้ง แต่พร้อมจะเป็นนายกรัฐมนตรีหากพรรคการเมืองตกลงกันไม่ได้ และเป็นไปตามเงื่อนไขกลไกของรัฐธรรมนูญ นั่นคือการเป็นนายกฯคนนอก ที่ได้รับการสนับสนุนจากสมาชิกวุฒิสภา

ข้อดีคือ ไม่เหนื่อย ไม่เปลืองตัว รอคนมาเชิญเป็นนายกฯ
ข้อเสียคือ หลังเลือกตั้งจะเกิดกระแสการคัดค้านคนนอกเป็นนายกรัฐมนตรีอย่างกว้างขวาง และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรงได้
๔. การประกาศไม่เล่นการเมือง และไม่เป็นนายกรัฐมนตรีอีกต่อไป รวมทั้งประกาศว่ารัฐบาลพร้อมจะช่วย กกต. ดูแลความสงบเรียบร้อยในการเลือกตั้งอย่างเต็มที่ เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างสุจริตและเที่ยงธรรม อันเป็นการวางรากฐานการปฏิรูปการเมืองต่อไป
ข้อดีคือ มีความสง่างาม ได้รับการสรรเสริญจากผู้คนทั้งภายในและภายนอกประเทศ มีความสบายใจไม่ต้องแบกภาระอันหนักอึ้งอีกต่อไป ทำอะไรเพื่อบ้านเมืองก็สามารถทำได้อย่างเต็มที่โดยไม่มีข้อกังวลหรือประเด็นที่จะถูกนำไปโจมตี
ข้อเสียคือ ผู้สนับสนุนจำนวนหนึ่ง และคนรอบข้างที่เคยอาศัยพึ่งพาจะเสียขบวน เคว้งคว้าง ไร้สิ่งยึดเหนี่ยว รัฐบาลจะอยู่ในสภาพเป็ดง่อย ข้าราชการจะไม่ค่อยทำงานตามสั่ง เพราะจะรอรัฐบาลชุดใหม่ และโอกาสที่ยุทธศาสตร์ กฎหมาย และมาตรการหลายอย่างที่วางเอาไว้อาจถูกรื้อและยกเลิกหลังการเลือกตั้ง
สิ่งสำคัญในการตัดสินใจเลือกทางเลือกใดคือ การสำรวจความปรารถนาที่แท้จริงของตนเองให้กระจ่างชัด หากมีความปรารถนาหลายประการที่ขัดแย้งกัน สิ่งที่พึงกระทำคือต้องคิดไตร่ตรองให้ตกผลึกว่า จะให้น้ำหนักกับความปรารถนาแบบใดมากที่สุด เมื่อตกลงปลงใจได้กระจ่างชัดแล้ว ก็ตัดสินใจเลือกทางเลือกที่คิดว่าจะสามารถนำไปสู่ความปรารถนานั้นได้
แต่กระนั้น พึงตระหนักว่า ทางเลือกแต่ละอย่าง ที่เราคิดว่าจะนำไปสู่ความปรารถนานั้น อาจมีผลลัพธ์ไม่เป็นอย่างที่คิดก็ได้ อันเป็นผลจากมีปัจจัยอื่นๆเข้ามาแทรกซ้อนหรือเป็นอุปสรรคขัดขวางไม่ให้บรรลุความปรารถนา
หรือในบางกรณีทางเลือกนั้นอาจสร้างผลกระทบที่เราไม่ได้คาดหวังมาก่อนก็เป็นได้
ในสถานการณ์และบริบทการเมืองของไทยในห้วงเวลานี้ ไม่ว่าทางเลือกใดต่างก็มีศักยภาพที่สร้างปัญหาตามมาได้ทั้งสิ้น

เพื่อไทย จี้ คสช.ตอบ ตั้ง “พุทธิพงษ์-สกลธี” ผลประโยชน์ต่างตอบแทนหรือไม่

เพื่อไทย จี้ คสช.ตอบ ตั้ง “พุทธิพงษ์-สกลธี” ผลประโยชน์ต่างตอบแทนหรือไม่



พท. ถาม ครม. ตั้ง “พุทธิพงษ์-สกลธี” ผลประโยชน์ต่างตอบแทนหรือไม่ อัด ตั้งแกนนำม็อบชัตดาวน์ประเทศถือเป็นการสร้างบรรยากาศปรองดองยังไง
เมื่อวันที่ 12 กันยายน นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงกรณี ครม.แต่งตั้ง นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ อดีต ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) และอดีตแกนนำกปปส. เป็น รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ว่า ประชาชนมีสิทธิตั้งคำถามว่า เป็นผลประโยชน์ต่างตอบแทน เหมือนกับการแต่งตั้งนายสกลธี ภัททิยกุล อดีตส.ส.กทม. พรรคปชป. แกนนำกปปส. ให้ไปรับตำแหน่งรองผู้ว่าฯ กทม.หรือไม่ การแต่งตั้งแกนนำม็อบชัตดาวน์ประเทศ ชัตดาวน์ระบบราชการ ก่อจลาจลขัดขวางการเลือกตั้ง ยกม็อบไปปิดล้อมหน่วยงานราชการ นำมวลชนไปปิดล้อมสตช.จี้ให้ ผบ.ตร.ลงมารายงานตัว สั่งม็อบปลดป้ายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยังทำมาแล้วหรือไม่ ถือเป็นเหมาะสมและส่งเสริมบรรยากาศการสร้างความปรองดองสมานฉันท์อย่างไร ท่าทีของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ที่มีต่อคนที่มีคดีความก่อนหน้านี้ คือกลุ่มคนที่สร้างปัญหาก่อความวุ่นวายให้กับประเทศ แต่กลับแต่งตั้งเอาคนที่มีคดีอุกฉกรรจ์ ทั้งอั้งยี่ กบฏ ก่อการร้าย เข้ามาทำงานใกล้ชิดกับรัฐบาลหรือไม่

นายอนุสรณ์ กล่าวว่า คำถามที่สังคมไทยสงสัยว่า ทำไมฝ่ายความมั่นคงและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในวันที่กปปส.ก่อจลาจลชัตดาวน์ประเทศ ถึงเกียร์ว่าง ปล่อยให้เหตุการณ์บานปลาย เพราะมีการแบ่งงานกันทำเป็นกระบวนการตามทฤษฎีสมคบคิดหรือไม่ ถ้าทุกฝ่ายทำหน้าที่อย่างเต็มที่ในวันนั้น ประเทศไทยอาจไม่มาถึงจุดนี้หรือไม่ ในขณะที่กกต.กล้าหาญที่จะประกาศวันเลือกตั้งคือวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 พล.อ.ประยุทธ์ ก็ท่องคาถามาตลอดว่า ถ้าไม่สงบ ไม่เลือกตั้ง แต่ รัฐบาลคสช.กลับประกาศแต่งตั้งคนที่เกี่ยวข้องกับการนำม็อบก่อจลาจลล้มและขัดขวางการเลือกตั้งมาเป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ประชาชนนึกไม่ออกว่า จะเป็นการส่งสัญญาณและสนับสนุนให้ประเทศเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งได้อย่างไร

จึงต้องแจกเงิน

จึงต้องแจกเงิน



ปัญหายางราคาตกเรื้อรัง ทำให้ พี่น้องชาวสวนยางเดือดร้อนกันบานบุรี
แกนนำเครือข่ายชาวสวนยางได้ยื่นข้อเรียกร้องให้รัฐบาล คสช.เร่งแก้วิกฤติราคายางตกต่ำให้เห็นผลโดยเร็ว
รวมทั้งทวงสัญญาที่นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรฯ ประกาศจะ “ดัน” ราคายางให้กระเด้งขึ้นถึง 60 บาทต่อ กก.
แต่ผ่านไปแล้ว 8 เดือน ราคายางยังกระด้อกระแด้แค่ 43 บาทต่อ กก.
ยังไม่มีวี่แววจะขยับขึ้นไปแตะ 60 บาทต่อ กก. อย่างที่ท่านรัฐมนตรีเกษตรฯฉายหนังโฆษณา
สรุปว่าปัญหาราคายาง เป็นปัญหาปราบเซียน ถ้าไม่แน่ใจว่าทำได้จริงอย่าเผลอไปให้สัญญากับชาวสวนยางเป็นอันขาดเชียว!
“แม่ลูกจันทร์” เชื่อว่า นายกฯพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พยายามจะแก้ปัญหาราคายางอย่างสุดลิ่มทิ่มประตู
แต่ข้อเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดรับจำนำยาง หรือรับซื้อยางราคารับประกันจะสร้างภาระขาดทุนให้รัฐบาลในระยะยาว
ฉะนั้น จึงมี “วิธีเดียว” ที่จะบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรชาวสวนยางเห็นผลทันตา
คือแจกเงินช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้ชาวสวนยาง
โดยใช้งบเร่งด่วนฉุกเฉิน อัดฉีดช่วยค่าครองชีพให้เกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนไว้กับ กยท. (การยางแห่งประเทศไทย) จำนวน 1.3 ล้านราย ในอัตรา 1,500 บาทต่อไร่ ไม่เกินรายละ 10 ไร่
หรือไม่เกิน 15,000 บาทต่อราย
ต้องใช้งบอัดฉีดเพิ่มอีก 2 หมื่นล้านบาทโดยประมาณ
แต่ “รัฐบาลนายกฯบิ๊กตู่” ขึ้นชื่อลือชาว่าเป็น “รัฐบาลสายเปย์” การจะควักเงินแจกอุดหนุนชาวสวนยางอีก 2 หมื่นล้านบาท จึงเป็นเรื่องชิวๆ
“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่า นี่เป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 3 ปี ที่รัฐบาลนายกฯลุงตู่ใจดีควักกระเป๋าแจกเงินทำขวัญชาวสวนยางไร่ละ 1,500 บาท ไม่เกิน 15 ไร่ต่อราย
แต่ครั้งนี้ รัฐบาลจะเพิ่มเงื่อนไขให้พี่น้องชาวสวนยางต้องไปเข้ารับ การอบรมพัฒนาอาชีพตามหลักสูตรของรัฐบาล
ใครไม่ไปเข้าอบรมทักษะอาชีพ จะไม่มีสิทธิได้รับเงินแจกช่วยค่าครองชีพเพิ่มพิเศษอีก 15,000 บาทต่อราย
“แม่ลูกจันทร์” มองว่า มาตรการแจกเงินช่วยค่าครองชีพชาวสวนยาง
เป็นแค่ยาบรรเทาอาการอักเสบชั่วคราว
ไม่ได้แก้ปัญหาราคายางตกต่ำแต่อย่างใด
และไม่สามารถดึงราคายางให้สูงขึ้นตามที่ชาวสวนยางต้องการ
ข้อสำคัญ...การที่รัฐบาลแจกเงินช่วยเหลือเฉพาะเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนกับ กยท. จำนวน 1.3 ล้านราย...
จะเกิดปัญหาตามมาอย่างแน่นอน
เพราะยังมีเกษตรกรชาวสวนยางที่ไม่มีเอกสารสิทธิ ไม่ได้ลงทะเบียนกับ กยท. อีก 7 ล้านราย ซึ่งได้รับความเดือดร้อนจากราคายางตกต่ำเช่นเดียวกัน
ถามว่า รัฐบาลจะมีมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพชาวสวนยางอีก 7 ล้านรายอย่างไร? ให้เกิดประโยชน์กับชาวสวนยางทุกกลุ่มอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม??
แต่...แต่ถ้าจะให้รัฐบาลแจกเงินอุดหนุนค่าครองชีพให้พี่น้องชาวสวนยางครบทั้ง 8 ล้านกว่าราย
รัฐบาลจะต้องใช้เงินอัดฉีดเพิ่มอีก 5 เท่าตัว
พูดง่ายๆ ต้องใช้งบอัดฉีดอีก 1.2 แสนล้านบาทถึงจะพอ
ต่อให้เป็นรัฐบาลสายเปย์...ก็หูรูดขาดเหมือนกันนะโยม.
“แม่ลูกจันทร์”

'ตัวแปร' หรือ 'ตัวปัญหา'

'ตัวแปร' หรือ 'ตัวปัญหา'



หลอดแดง-เหลือง กลมเกลียวกันสวยงาม
มุกอินเทรนด์ล่าสุดของ “โคตรเซียนการตลาดตัวลูก” อย่าง “อุ๊งอิ๊ง” แพทองธาร ชินวัตร ลูกสาวคนสุดท้อง โพสต์ภาพในโซเชียลมีเดีย โชว์ดูดหลอดกับพี่สาว “เอม” พินทองทา ชินวัตร คุณากรณ์วงศ์ โดยมีพ่อ อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ยืนยิ้มเผล่อยู่เป็นฉากหลัง พร้อมแคปชัน
พ่อบอกหลอดแดง-เหลืองกลมเกลียวกันสวยงาม พวกเราเลยทำตัวกลมเกลียวตามกระแส
แน่นอนมันน่าจะเป็นความจงใจ มุกของ “อุ๊งอิ๊ง” โผล่มาในสถานการณ์พอเหมาะพอเจาะ หนังสือพิมพ์พาดหัวข่าวตัวเบ้อเริ่มเทิ่ม
เสื้อแดง นปช. พรรคเพื่อไทย ยุพรรคประชาธิปัตย์ “สลายขั้วขัดแย้ง” สกัด คสช.
รวมหัวโค่นแผนตีตั๋วต่อของ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.
พ่อลูก “ตระกูลชิน” ได้ทีแห่เกมแดง-เหลือง จับมือโค่นทหาร ตัวการโค่นกระดานอำนาจ “นายใหญ่”
อีกทั้งในจังหวะสถานการณ์พอดิบพอดี เหมือนเป็นแรงส่ง “ยกก้น” ดันหลัง “เดอะมาร์ค” นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ประกาศเสียงดังฟังชัด
ถ้า “นายกฯลุงตู่” ไม่ได้เสียงข้างมากของ ส.ส.ในสภาฯ ประชาธิปัตย์ก็ไม่โหวตหนุนเป็นนายกฯแน่
“อภิสิทธิ์” ตั้งแง่ใส่ “บิ๊กตู่” เดินเกมเข้าเหลี่ยม “ทักษิณ” อีกต่างหาก
จากสถานการณ์ที่ไหลเข้าทาง มันก็ไม่แปลกที่โคตรเซียนการตลาดตัวพ่อ ตัวลูก จะรีบเบิ้ลกระแส แห่ยุทธการสลายสีแดง สีเหลือง เพื่อช่วยกันสกัดผู้นำสีเขียว
โอกาสเดียวที่จะสกัดเส้นทางไปต่อของ “นายกฯลุงตู่” ได้
ภายใต้เงื่อนไขสถานการณ์ที่ไหลมาถึงจุดได้ลุ้นมากที่สุด ตามไฟต์บังคับของนักเลือกตั้งอาชีพที่ต้องจับมือกันแย่งอำนาจและผลประโยชน์คืนจากท็อปบูต
นั่นไม่สำคัญเท่ากับ “อภิสิทธิ์” เองก็อยากรีเทิร์นกลับมาแก้มือ
ในสถานการณ์ที่ยังมีรูเล็กๆให้พอ “ตัวรอด” ไปถึงเป้าหมายที่เห็นอยู่ลิบๆกับสถานะ “ตัวแปร” สมการตัวเลขรัฐบาลหลังเลือกตั้ง เสียงของประชาธิปัตย์มีผลกับการไปต่อของ “นายกฯลุงตู่”
“เดอะมาร์ค” เลยได้ที “ล็อกแต้ม” เป็นตัวประกัน
อาศัยชูหลักการหรูๆตีคู่มากับมโนความหวัง ตราบใดที่ยังมีโอกาสลุ้นก็ห้ามกันไม่ได้
แต่เรื่องของเรื่อง ในสถานการณ์ที่ย้อนแย้งกันกับโลกแห่งความเป็นจริง ตามสภาพของคนที่เคยตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร พี่น้อง “บูรพาพยัคฆ์” อุ้มขึ้นนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี
“รอยด่าง” นี้ “อภิสิทธิ์” ลบยังไงก็ไม่ออก
การมาตั้งแง่ใส่ “นายกฯลุงตู่” จึงดูไม่มีเหตุผลอื่น นอกจาก “ต่อรอง”
เหนืออื่นใด ในสถานการณ์ไม่ออกทางซ้ายก็ต้องไปทางขวา
กับเงื่อนไขที่ “อภิสิทธิ์” ประกาศมัดคอตัวเองไว้แล้ว ชาตินี้ไม่มีทางไปกับ “ทักษิณ” ได้ เพราะเพื่อไทยกับประชาธิปัตย์จัดเป็น ปลาคนละน้ำ
เพราะฉะนั้น ระหว่างการ “กลืนน้ำลาย” ไปสังฆกรรมกับ “นายใหญ่” แลกกับการขึ้นมาเป็นนายกฯ นำรัฐบาล “ประชาธิปัตย์-เพื่อไทย” ไปสุดซอย “ทางตัน” นิรโทษกรรมช่วย “ทักษิณ” กลับบ้าน
สถานการณ์อันไหนมันจะเลวร้ายไปกว่ากัน
เมื่อเทียบกับการยอมหักอกหักใจที่จะขอกลับมาแก้มือในเก้าอี้นายกฯอีกรอบ ฝืนใจเทเสียงให้ “นายกฯลุงตู่” ไปต่อตามดีลอำนาจที่ฝ่ายคุมเกมประเทศไทยวางไว้
ไม่ต้องเป็น “มหาบัณฑิตออกซ์ฟอร์ด” ก็น่าจะคิดได้
สรุปตามรูปเกม “เดอะมาร์ค” ก็แค่ “โชว์หล่อ” ตามฟอร์มกระตุ้นเรตติ้ง
ในสถานการณ์เกมชิงเก้าอี้หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กำลังเข้มข้น ถึงจุดที่มีคนกล้าเปิดหน้าเสนอตัวเข้าร่วมเกมโค่นเก้าอี้ แบบที่ “เสี่ยจ้อน” นายอลงกรณ์ พลบุตร อดีตรองประธาน สปท. แบไต๋เองเลยว่า มีคนในพรรคเชียร์ให้ลงแข่งชิงหัวหน้าพรรค
“เขี่ยลูก” เปิดเกมโละ “เดอะมาร์ค” กันอย่างจริงๆจังๆ
ล่าสุดสดๆร้อนๆถึงคิวของรุ่นเดอะอย่าง “หมอผี” นายสัมพันธ์ ทองสมัคร แกนนำรุ่นลายครามของพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาชี้เปรี้ยงเลยว่า “อภิสิทธิ์” ควรลาออกให้ “ปรมาจารย์ชวน หลีกภัย” รักษาการ
เพื่อให้การสู้ศึกเลือกตั้งของพรรคเป็นไปอย่างมีเอกภาพ
ตอกย้ำสภาพ “เดอะมาร์ค” เป็นตัวปัญหามากกว่า “ตัวแปร”.
ทีมข่าวการเมือง

วันอังคารที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2561

ไฟต์บังคับตามโพล?

ไฟต์บังคับตามโพล?



สัญญาณควัน ศึกชิงแม่ทัพประชาธิปัตย์เริ่มอย่างไม่เป็นทางการ
ตามจังหวะการเปิดตัวของ “เสี่ยจ้อน” นายอลงกรณ์ พลบุตร อดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่ยอมรับเองเลยว่า มีคนในพรรคเชียร์ให้ลงแข่งชิงเก้าอี้หัวหน้าพรรค
เปิดหน้าท้าชิงตำแหน่งกันแบบไม่ต้องกั๊ก
เพิ่มเข้ามาในบัญชีแคนดิเดตที่มีการเปิดโพยมาก่อน ทั้ง “อู๊ดด้า” นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม มือปราบจำนำข้าว รวมทั้งชื่อขลังๆอย่าง “ปรมาจารย์ชวน หลีกภัย”
อย่างไรก็ตาม โฟกัสจากหน้าตาตัวละครที่เปิดออกมาชิงเก้าอี้หัวหน้าพรรค ดูท่าว่าประชาธิปัตย์ก็คงไม่ได้หวังถึงโอกาสชิงเป็นแกนนำจัดรัฐบาล
โดยสถานการณ์ขอแค่เกาะขบวน ไม่ให้หลุดวงดีลอำนาจช่วงเปลี่ยนผ่านเท่านั้น
ซึ่งนั่นก็โยงกันได้กับตัวเลขล่าสุด “สวนดุสิตโพล” เปิดโพยว่าที่นายกรัฐมนตรี
“นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. นำโด่งเป็นอันดับหนึ่ง
ตามด้วย “เดอะมาร์ค” นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อันดับสอง ส่วนอันดับสาม “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เจ้าแม่เมืองกรุงพรรคเพื่อไทย อันดับสี่ “ไพร่หมื่นล้าน” นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ และอันดับห้า อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร
วัดตามตัวเลขก็ล้อตามผลของนิด้าโพลที่สำรวจมาแล้ว 2–3 รอบ คำตอบของประชาชนส่วนใหญ่ก็ยังเทคะแนนให้ “นายกฯลุงตู่” ยึดแป้นเป็นอันดับหนึ่งเหมือนกัน
อันดับสอง “เจ๊หน่อย” อันดับสาม “เดอะมาร์ค” ตามมาด้วย “ธนาธร”
มันชัดเจนเลยว่า “นิด้า–สวนดุสิต” ทั้งสองโพลผลออกมาชื่อซ้ำๆกัน เพียงแค่สลับอันดับตามเงื่อนไขสถานการณ์ที่เข้าใจได้ ในจังหวะที่ “เจ๊หน่อย” มีโอกาสหลุดคิวหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เลยถูก “เดอะมาร์ค” แซงขึ้นมาอันดับสอง เพราะยังมองหาคนมาเบียดแทนหัวหน้าประชาธิปัตย์ไม่ได้
แต่สังเกตหรือไม่ ชื่อที่หายไปเลย ไม่ติดโพยทั้งสองโพล
นั่นคือคิวของ “เสี่ยหนู” นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย
ทั้งๆที่เคยขึ้นแท่นเป็น “ตัวแปรสำคัญ” ที่หลายสำนักฟันธง ตามสถานการณ์ที่รู้กันทั้งวงนอกวงใน เจ้าตัวแสดงความพร้อมเป็นแคนดิเดตชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรี
แล้วถึงตรงนี้ชื่อ “อนุทิน” หายไป ไม่ติดอันดับได้ลุ้นเลย
เรื่องของเรื่อง นี่หรือเปล่าคือคำตอบ กับอาการเฮี้ยวๆของ “เสี่ยหนู” ที่อยู่ๆก็เปิดเกมห้าว
ท้ารบทีมเศรษฐกิจรัฐบาล “ลุงตู่” แบบไม่ไว้ไมตรี
มุ่งเป้าเขย่าเมกะโปรเจกต์ “เรือธง” ยุให้ล้มกระดานโครงการระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก (อีอีซี)
เริ่มตั้งแต่มุกเบิ้ลบลัฟให้เอาเงินไปจ่ายให้คนรากหญ้าพัฒนาระบบการศึกษาก่อนดีกว่า หนักเข้าก็ตอกลิ่มภาคนิยม ฝนตกไม่ทั่วฟ้า โวยอีอีซีเป็นการพัฒนาให้ภาคตะวันออกเจริญอยู่ภาคเดียว แล้วภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคใต้ ไม่ต้องเจริญเหรอ
ตั้งหน้าตั้งตาเตะตัดขา ดิสเครดิตกันแบบเอาจริงเอาจัง
ตามสถานการณ์ลากไปปั่นกระแสกันในโซเชียลมีเดียให้กองเชียร์ตามแห่ และยังได้แนวร่วมเพจเครือข่าย “ทักษิณ” ช่วยตีปี๊บขย่มทีมเศรษฐกิจรัฐบาล “ลุงตู่”
ประกาศสงคราม ยกระดับเป็น “ศัตรูทางการเมือง”
ในสถานการณ์ที่อีกฝั่งก็โต้กลับแบบไม่ไว้ไมตรี ทีมโซเชียลฯสายเชียร์ “นายกฯลุงตู่” โชว์บทความสื่อยักษ์ระดับโลกอย่างสำนักข่าว “บลูมเบิร์ก” วิเคราะห์โครงการอีอีซี คือผลงานโบแดงของรัฐบาล “ลุงตู่” ในการเดินหน้าแผนพัฒนาเศรษฐกิจระยะยาว รองรับโลกอนาคต
เบิ้ลกลับข้อมูลวิจารณ์ของ “เสี่ยหนู” ก็แค่ “วิชันแป๊ะขายขวด”
ให้ราคาแค่ผู้รับเหมาถนัดเซ็งลี้ทางการเมือง
ตามท้องเรื่อง อ่านเกมเขี้ยวของ “เสี่ยหนู” เดินแต้ม “คั่วไพ่ 2 หน้า” ด้านหนึ่งก็เบิ้ลใส่พลังประชารัฐ เบียดแต้มไว้ต่อรองดีลอำนาจทีม “ลุงตู่” อีกทางก็เผื่อสวิงขั้วไปแจมกับฝั่ง “นายใหญ่” ได้ทุกเมื่อ
แต่ก่อนอื่นใด มันคือไฟต์บังคับ “เสี่ยหนู” ต้องเร่งปั่นเรตติ้งตัวเอง
วิธีเร็วสุดก็คือท้าบู๊กับทีม “ลุงตู่” กระโดดชกข้ามรุ่นกับมวยใหญ่ระดับนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ กัปตันทีมเศรษฐกิจ อาศัยทางลัดปั่นราคา “อัปเกรด” ขึ้นมาอยู่ในบัญชีผู้เล่นแถวหน้า
เพราะในจังหวะที่ “นายใหญ่” ยังควานหาตัว “นอมินีรุ่น 3” ไม่ได้ ประชาธิปัตย์กำลังโละ “อภิสิทธิ์” แท้ๆ
แต่ “อนุทิน” ชื่อหายไปเฉยเลย.
ทีมข่าวการเมือง

เสื้อดำ-องค์กรสหพันธรัฐไท

โผล่ออกมาจากรูมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย องค์กรสหพันธรัฐไท ที่มีเป้าหมายเพ้อเจ้อแบ่งแยกดินแดน มีนายชูชีพ ชีวะสุทธิ์ หรือลุงสนามหลวง เป็นผู้นำ ซึ่งหลบหนีคดี 112 ในสปป.ลาว และเคลื่อนไหวใต้ดินออนไลน์ตลอดช่วงที่ผ่านมา ได้นำเสื้อยึดสีดำพร้อมสัญลักษณ์ขององค์กร ออกจำหน่ายเผยแพร่กับผู้สนับสนุนในกทม. เป็นเหตุนำไปสู่การจับกุมนางวรรณนภา อาชีพขี่จักรยานยนต์รับจ้าง โดยนางวรรณนภาถูกทหารคุมตัวจากบ้านพักในจังหวัดสมุทรปราการ ไปควบคุมไว้ในพื้นที่มณฑลทหารบกที่ 11 ตั้งแต่วันที่ 6 กันยายน 2561 โดยยังไม่ถูกตั้งข้อหาและยังไม่ได้รับการปล่อยตัว
มีคำถามตามมา การออกมาเคลื่อนไหวของสหพันธรัฐไทย ซึ่งใช้แผ่นดินลาวเคลื่อนไหวโจมตีจาบจ้วงให้ร้ายสถาบันตลอดช่วงที่ผ่านมามีเจตนาอะไรเบื้องหลัง
แล้วเหตุไฉนทางการลาวยังปล่อยให้กลุ่มคนเหล่านี้เคลื่อนไหวใต้ดินในสปป.ลาวอย่างอิสระเสรี.

cr: เพจพี่เป๊บซี่

วันจันทร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2561

วิเคราะห์ : “เวลคัม ทู เลือกตั้ง” จากอุบลฯ ถึงโคราช เพื่อไทย-พปชร.-ภท. ประดาบก็เลือดเดือด

วิเคราะห์ : “เวลคัม ทู เลือกตั้ง” จากอุบลฯ ถึงโคราช เพื่อไทย-พปชร.-ภท. ประดาบก็เลือดเดือด


เข้าสู่เดือนกันยายน 2561 เดือนแห่งการคลายล็อก
คสช.เตรียมออกคำสั่งมาตรา 44 เปิดรูระบายให้พรรคการเมืองขยับทำกิจกรรม “บางอย่าง” ได้ในช่วงเดือนกันยายนถึงธันวาคม รวมถึงการแบ่งเขตเลือกตั้ง และทำไพรมารีโหวตตามหลักเกณฑ์รูปแบบใหม่
คำสั่งคลายล็อกจะมีขึ้นหลังจากร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว
จากนั้นนับต่อไปอีก 90 วัน เมื่อ พ.ร.ป.มีผลใช้บังคับเป็นทางการ จึงจะ “ปลดล็อก” ทั้งหมด ให้พรรคการเมืองหาเสียงเลือกตั้งได้เต็มรูปแบบ
คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.คาดว่าจะมีการประกาศพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง ส.ส. ได้ในวันที่ 4 มกราคม 2562 และจะมีการเลือกตั้งวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 หรืออย่างช้า 5 พฤษภาคม 2562
ถึงจะเป็นเพียงการคลาย ไม่ใช่การปลดล็อก
แต่ก็เพียงพอกับการเป็นสารตั้งต้น กระตุ้นให้นักการเมือง พรรคการเมือง ไม่ว่าขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก พรรคเก่า หรือพรรคใหม่ คึกคักขึ้นมาทันที
โดยเฉพาะเหตุการณ์ในพื้นที่ จ.อุบลราชธานี และ จ.นครราชสีมา คือสัญญาณบ่งบอกอย่างหนึ่ง
“เวลคัม ทู เลือกตั้ง”
สําหรับพื้นที่จังหวัดซึ่งถูกยกให้เป็นประตูสู่ภาคอีสาน
ในการเลือกตั้งปี 2554 จ.นครราชสีมา มีจำนวน ส.ส.ทั้งสิ้น 15 คน แบ่งเป็นพรรคเพื่อไทย 8 ชาติพัฒนา 4 และภูมิใจไทย 3
ในการเลือกตั้งครั้งหน้าซึ่งคาดกันว่าจะมีขึ้นระหว่างกุมภาพันธ์-พฤษภาคม 2562 จากข้อมูลไม่เป็นทางการ ส.ส.นครราชสีมาจะปรับลดลงเหลือ 14 ที่นั่ง ตามการคำนวณของ กกต.
ถึงลดลง 1 ที่นั่ง จ.นครราชสีมาก็ยังเป็นจังหวัดที่มีจำนวน ส.ส.มากที่สุดอันดับสอง รองจากกรุงเทพมหานคร ซึ่งมี ส.ส. 33 ที่นั่งในการเลือกตั้งปี 2554
ด้วยพื้นที่การเมืองขนาดใหญ่ ทำให้ทุกครั้งในการเลือกตั้ง จ.นครราชสีมา จึงเป็นเป้าหมายพรรคการเมืองแทบทุกพรรค เนื่องจากมีที่นั่ง ส.ส.ให้แย่งชิงจำนวนมาก
เมื่อต้องแย่งชิง การต่อสู้จึงดุเดือด
ล่าสุดนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ หรือแรมโบ้อีสาน อดีตแกนนำ นปช. ซึ่งได้กล่าวถอนคำสาบานเลิกเล่นการเมือง

ย้ายเข้าไปร่วมภารกิจกับกลุ่มสามมิตรในการขับเคลื่อนพรรคพลังประชารัฐ สนับสนุนการสืบทอดอำนาจ พร้อมชาวบ้าน อ.ครบุรี และ อ.เสิงสาง
นำหลักฐานเข้ายื่นร้องต่อสำนักงาน กกต.นครราชสีมา ให้สอบสวนข้อเท็จจริงและดำเนินการกับผู้กระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง และขอให้ “ยุบ” พรรคภูมิใจไทย
นายสุภรณ์อ้างได้รับร้องเรียนพฤติการณ์ของว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. ทั้งแบบเขตและบัญชีรายชื่อ จงใจกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ขัดคำสั่ง คสช. และไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ
ด้วยการจ้างอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) เก็บบัตรประจำตัวประชาชน โดยให้ค่าตอบแทนรายละ 50-100 บาท เพื่อนำไปสมัครสมาชิกพรรค
ทั้งยังนำชาวบ้านพื้นที่ อ.ครบุรี และ อ.เสิงสาง ไปเที่ยวต่างจังหวัด เพื่อหวังผลทางการเมือง
หาเสียงให้กับตนเองและพรรค
การเคลื่อนไหวต่อสู้ในสนามการเมือง จ.นครราชสีมา ยังเป็นไปในลักษณะศึกสามเส้า
เมื่อนายประเสริฐ จันทรรวงทอง นายโกศล ปัทมะ อดีต ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย และนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรค
เข้ายื่นคำร้องและเอกสารเพิ่มเติมต่อ กกต.กลาง ขอให้ตรวจสอบกรณีกลุ่มการเมืองและพรรคการเมืองดำเนินการส่อทุจริตซื้อเสียงล่วงหน้าในพื้นที่ จ.นครราชสีมา
เมื่อดูจากประเด็นคำร้อง น่าจะเป็นข้อมูลที่ได้รับจากชาวบ้านในพื้นที่ชุดเดียวกับที่แรมโบ้อีสาน แห่งกลุ่มสามมิตรนำไปยื่นร้องต่อ กกต.นครราชสีมา
ต่างกันตรงพรรคเพื่อไทยแค่ยื่นร้องขอให้ กกต.เข้าไปตรวจสอบ เพื่อป้องปรามไม่ให้เกิดพฤติการณ์ทำนองนี้ในพื้นที่จังหวัดอื่นๆ แต่กลุ่มสามมิตรเล่นแรงถึงขั้นให้ “ยุบพรรค”
เมื่อมุมตกกระทบเท่ากับมุมสะท้อน เมื่อแรงมาก็แรงกลับ
จึงไม่แปลกที่แรมโบ้อีสาน สมาชิกกลุ่มสามมิตรจะได้รับการตอบโต้จากแกนนำพรรคภูมิใจไทย ด้วยคดีฟ้องร้องหมิ่นประมาททำให้เสื่อมเสีย
นายศุภชัย ใจสมุทร รองเลขาธิการพรรคภูมิใจไทยระบุ การร้องเรียนของนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ เป็นความเท็จ ใส่ร้ายป้ายสีพรรคภูมิใจไทย

ขณะที่นายสรอรรถ กลิ่นประทุม ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีการบังคับใช้ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และคนที่ผู้กล่าวหาระบุจะมาเป็นผู้สมัคร ส.ส.ของพรรค ก็ยังไม่ได้เป็น เพราะกระบวนการคัดสรรผู้สมัครยังไม่เกิด จึงเป็นการกล่าวหาให้เสียหาย ต้องดำเนินการทางกฎหมายเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง
ถึงไม่ได้ประกาศจุดยืนชัดเจนเหมือนกลุ่มสามมิตร แต่จากท่าทีแกนนำพรรค โดยเฉพาะหลัง ครม.สัญจรบุรีรัมย์-สุรินทร์ พรรคภูมิใจไทยก็ได้รับการจัดหมวดหมู่ทางการเมืองให้อยู่กับฝ่ายสนับสนุน “ผู้มีอำนาจ” เช่นเดียวกับกลุ่มสามมิตร
เหตุขัดแย้งทางการเมืองใน จ.นครราชสีมา จึงก่อให้เกิดข้อสงสัย เพราะแทนที่กลุ่มสามมิตรจะผนึกกำลังกับพรรคภูมิใจไทย เพื่อเล่นงานพรรคเพื่อไทย
กลับกลายเป็นกลุ่มสามมิตรปรองดองกับพรรคเพื่อไทย เปิดศึกเล่นงานพรรคภูมิใจไทย
กรณีนี้จะมีเงื่อนปมการเมืองอื่นซุกซ่อนอยู่หรือไม่ หรือเป็นแค่การตอกย้ำให้เห็นว่าภายใต้สมรภูมิการเมือง ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร แต่เป็นเรื่องเกมแข่งขัน
ที่ทุกคนล้วนต้องการเป็นผู้ชนะ
การ “ประดาบ” โดยยังไม่ทันได้คลายล็อก
ในพื้นที่ จ.นครราชสีมา ยังต้องจับตาต่อไปทั้งในประเด็นการร้องยุบพรรค การฟ้องกลับผู้กล่าวหา รวมถึงท่าทีของ กกต.จะดำเนินการเรื่องนี้อย่างไร
ขณะเดียวกันใน จ.อุบลราชธานี ก็มีเรื่องน่าสนใจให้ติดตาม
สืบเนื่องจากนายสมคิด เชื้อคง อดีต ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย เรียกร้อง คสช.และกระทรวงกลาโหมตรวจสอบ
กรณีกองบัญชาการมณฑลทหารบกที่ 22 (มทบ.22) นำสิ่งของจากทางราชการแจกจ่ายให้กับประชาชนผู้ประสบภัยน้ำท่วม อ.ม่วงสามสิบ และ อ.เขื่องใน
โดย “หนีบ” เอาคนพรรคพลังประชารัฐร่วมขบวนไปด้วย
ทั้งยังเรียกร้องให้ กกต.และกระทรวงมหาดไทยในฐานะต้นสังกัดตรวจสอบ กรณี “บิ๊กข้าราชการ” จังหวัดอุบลราชธานี ให้คนของพรรคพลังประชารัฐไปเดินตามในงาน พอ.สว.
อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทยระบุ คนที่ไปร่วมขบวนกับทหารแจกสิ่งของให้ชาวบ้าน คือคนเดียวกับที่ไปต้อนรับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อครั้งลงพื้นที่สัญจรอุบลราชธานี
ถึงแม้นายชวน ชูจันทร์ ผู้จดจัดตั้งพรรคพลังประชารัฐจะออกมาปฏิเสธ แต่นายสมคิดอ้างเรื่องดังกล่าวมีภาพถ่ายและคลิปวิดีโอเป็นหลักฐานยืนยันชัดเจน
ขณะเดียวกันในกรณีกลุ่มสามมิตร ซึ่งถูกครหาเป็น “เด็กเส้น” เดินสาย “ดูด” อดีต ส.ส.อย่างเปิดเผย
ล่าสุดยังปรากฏภาพถ่ายแกนนำกลุ่มมือถือไมค์ คล้องพวงมาลัยดอกดาวเรือง ยืนพูดอยู่บนขบวนรถแห่ในพื้นที่ อ.เกษตรสมบูรณ์ จ.ชัยภูมิ
ซึ่งต่อมา นายภิรมย์ พลวิเศษ แกนนำกลุ่มสามมิตรชี้แจงเบื้องหลังภาพถ่ายดังกล่าว
ไม่ได้เป็นการปราศรัยเปิดตัวผู้สมัคร ไม่ใช่การหาเสียงเพื่อหวังผลทางการเมือง แต่เป็นการลงพื้นที่รับฟังปัญหาจากชาวบ้านในพื้นที่เท่านั้น
พรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล คสช. เรียกร้องให้มีการตรวจสอบเรื่องให้กระจ่าง โดยเฉพาะกรณีที่เกิดขึ้นใน จ.อุบลราชธานี และชัยภูมิ
เนื่องจากที่ผ่านมา นักการเมืองแกนนำกลุ่มสามมิตรและพรรคพลังประชารัฐ ประกาศจุดยืนอุดมการณ์ชัดเจนว่าพร้อมสนับสนุนการสืบทอดอำนาจ และยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี
อีกทั้งมีความเป็นไปได้สูงต่อการที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เตรียมประกาศอนาคตทางการเมือง ด้วยการตัดสินใจเข้าร่วมกับพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งขับเคลื่อนโดยกลุ่มสามมิตร
เมื่อเป็นเช่นนี้ การดำเนินการทางการเมืองไม่ว่าในนามกลุ่มสามมิตรหรือในนามพรรคพลังประชารัฐ ยิ่งจำเป็นต้องระมัดระวังไม่ให้กระทบไปถึงการวางอนาคตของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ขณะที่ กกต.ในฐานะผู้คุ้มกฎการเลือกตั้ง ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าการทำหน้าที่ของตน ไม่อยู่ภายใต้การแทรกแซงของผู้มีอำนาจจากการรัฐประหาร ที่มีความประสงค์ต้องการสืบทอดอำนาจนั้นต่อไป
เพียงประดาบก็เลือดเดือด
สะท้อนการเลือกตั้ง เดิมพันสูงอย่างยิ่ง

นิวส์โน้ต : สุดท้ายไม่ท้ายสุด!

นิวส์โน้ต : สุดท้ายไม่ท้ายสุด!



หัวหน้าทีม 21 อรหันต์ มีชัย ฤชุพันธุ์ เปิดใจอำลา
ลั่นหวังว่า ไม่มีเหตุให้มี กรรมการร่างรัฐธรรมนูญอีก ชุดนี้ควรเป็นชุดสุดท้าย
ตีความคำพูด ความหมาย
คงไม่อยากเห็น ป.ว. ฉีกทิ้ง ตั้งชุดร่างอีก
แต่ถ้าฝัน ให้อยู่คงกระพัน อย่างที่เขียนล็อกแน่น แก้ยากละก็
คงเป็นฝันร้ายมากกว่าฝันดี
นักวิชาการ ฝ่ายการเมืองรุมชี้ ฉบับนี้มีจุดอ่อน พร่องประชาธิปไตย
ปมคนนอก ส.ว.แต่งตั้ง ไม่รู้กี่จุดต่อกี่จุด
ที่ข้องใจก็จีเนียส หลักแหลมจากดาวไหน ถึงได้คิดได้ ร่างได้แหวกสากล อารยประเทศ
รัฐธรรมนูญที่จะอยู่ได้ยาว ประชาชนต้องมีส่วนร่วมออกแบบ

รู้สึกเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ หวงแหน ไม่อยากให้ใครมารื้อ ลบทำลาย
ฉบับนี้ปลายๆ ผ่านประชามติก็จริง แต่เนื้อในไฟเขียว มีคำถามเยอะ
กล่าวสำหรับคนร่าง
ไม่ผิดหรอก ที่อยากให้ใช้ยาวไป
แต่จะถึง 2 ทศวรรษเท่ายุทธศาสตร์หรือไม่ เป็นหนังสั้น หนังยาวที่ต้องติดตามฉากต่อไป
เมื่อภูมิคุ้มกันลด คงเห็นแววอะไรบางอย่าง
อาจารย์ร่างมาเยอะ ฉบับนี้จะเป็นมรดกดี หรือร้าย
ฝากผลงานให้คนได้จดจำแบบไหน
ลืมชื่อยากพอๆ กะแก้ยากหรือไม่
นี่ก็น่าคิด!