PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันศุกร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2561

สถานีคิดเลขที่ 12 : ผบ.ทบ.กับคำถามปฏิวัติ : โดย สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน

สถานีคิดเลขที่ 12 : ผบ.ทบ.กับคำถามปฏิวัติ : โดย สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน



เมื่อ ผบ.ทบ.คนใหม่เข้ารับตำแหน่ง ยังไม่ทันไรต้องกลายเป็นข่าวพาดหัวใหญ่หนังสือพิมพ์ในประเด็น จะมีปฏิวัติรัฐประหารอีกหรือไม่
นั่นเพราะการเมืองไทยเรายังวนอยู่ในอ่าง โดยแม้ว่าจะมีผู้คนฝ่ายความคิดก้าวหน้า พยายามต่อสู้ผลักดันให้บ้านเมืองเราหลุดพ้นจากวงจรน้ำเน่านี้เสียที
แต่เราก็ยังมีคนอีกกลุ่ม ที่ยังคงทำทุกทางเพื่อฉุดรั้งบ้านเมืองให้ถอยหลังย้อนยุคไปอยู่เรื่อย ตามความเชื่อของฝ่ายอนุรักษนิยมการเมืองไทย ที่หวาดกลัวการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ในสังคม
ขณะที่เรามีนักศึกษาประชาชนในยุคสมัย 14 ตุลาคม 2516 ที่โหยหาสังคมใหม่ ใฝ่หาเสรีภาพ ลุกขึ้นมาต่อสู้กับรัฐบาลทหาร โดยไม่เกรงกลัวห่ากระสุนปืน จนได้รับชัยชนะ เปิดม่านประชาธิปไตยสู่สังคมไทย
แต่เพียงแค่ 3 ปี ก็เกิดเหตุร้าย 6 ตุลาคม 2519 กวาดล้างเข่นฆ่านักศึกษาประชาชนที่ขยายตัวเติบใหญ่มาจาก 14 ตุลาฯ
เป็นความพยายามอีกครั้งของฝ่ายขวาล้าหลัง เพื่อไม่ให้สังคมไทยก้าวไปข้างหน้า แม้จะต้องใช้วิธีนองเลือดก็ตาม
แต่ก็เป็นไปตามทฤษฎียิ่งกดยิ่งต้าน จากนั้นการต่อสู้ยิ่งดุเดือดเลือดพล่าน
จนต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงล้มรัฐบาลในปี 2520 โดยคณะทหารชุดเดิมที่รัฐประหารปี 2519 เพื่อคลี่คลายสังคมไทย แอบอิงประชาธิปไตยคลายความอึดอัด
รวมทั้งมีคำสั่งที่ 66/2523 ใช้การเมืองนำการทหาร ทำให้ความขัดแย้งพ้นจากสนามรบ มาสู่การต่อสู้อย่างสันติวิธี
กระทั่งในปี 2535 ประชาชนลุกฮืออีกครั้ง เพื่อปฏิเสธรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารในปี 2534 รวมทั้งผลักดันการเมืองให้ยกระดับไปอีก ด้วยทำให้มีข้อกำหนด นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง บรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญ
ทำให้อำนาจการเมืองในมือประชาชน เพิ่มความสำคัญมากขึ้น
ยิ่งมาถึงรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 เพิ่มความเข้มแข็งให้พรรคการเมือง ยิ่งทำให้อำนาจการเมืองในมือประชาชนผ่านวันเลือกตั้ง ยิ่งมีความหมายมีความสำคัญมากขึ้น
จนฝ่ายล้าหลังต้องดิ้นรนครั้งใหญ่ ก่อม็อบมีสีในปี 2548 เพื่อปูทางรัฐประหาร 2549 ก่อนจะดิ้นซ้ำอีก หนักกว่าเดิมอีก ผ่านม็อบปี 2556 เพื่อนำไปสู่รัฐประหาร 2557

นี่เป็นกรณีตัวอย่างที่ชี้ว่า ก่อนรัฐประหาร มักมีกระบวนการปูทางสร้างเงื่อนไขให้ทุกครั้ง
แต่โลกต้องหมุนไปข้างหน้า ไม่หมุนย้อนเหมือนวงจรน้ำเน่าในสังคมไทย
สุดท้ายสังคมไทยก็ต้องไปสู่การเลือกตั้ง ซึ่งน่าจะมีในต้นปี 2562
ท่ามกลางบรรยากาศที่บ้านเมืองใกล้จะกลับมาเป็นประชาธิปไตยแท้ๆ
แต่เมื่อ ผบ.ทบ.คนใหม่ เปิดแถลงใหญ่ครั้งแรกที่เข้ามารับตำแหน่ง ก็ต้องเผชิญคำถามที่ว่า ทหารจะปฏิวัติยึดอำนาจอีกหรือไม่
ผบ.ทบ.จะตอบอย่างไรก็ตามที แต่แปลว่าสังคมไทยไม่เคยวางใจ ว่าจะไม่มีการล้มกระดานประชาธิปไตยอีก
ตราบใดที่ฝ่ายอนุรักษนิยมขวาจัดในบ้านเรา ยังไม่ยกระดับความคิดเหมือนฝ่ายขวาในสังคมที่เจริญ ว่าต้องไปต่อสู้กับฝ่ายเสรีนิยม สู้กับฝ่ายซ้ายในสนามเลือกตั้ง
อันเป็นเวทีที่สู้กันไป แต่บ้านเมืองก็ก้าวหน้าไปเรื่อยๆ
ถ้าไม่ยอมรับกติกานี้ และยังคงดิ้นรนฉุดบ้านเมืองให้ถอยหลังไม่สิ้นสุด
ผบ.ทบ.ก็ต้องคอยตอบคำถามว่าจะมีรัฐประหารหรือไม่ อย่างไม่จบสิ้น
สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน

น.3คอลัมน์ : ทิศทาง การเมือง ผ่าน เฟซบุ๊ก ประยุทธ์ ทิศทาง ‘อำนาจ’

น.3คอลัมน์ : ทิศทาง การเมือง ผ่าน เฟซบุ๊ก ประยุทธ์ ทิศทาง ‘อำนาจ’



หากถือเอาการประกาศและบังคับใช้รัฐธรรมนูญเมื่อเดือนเมษายน 2560 เป็นบาทก้าวสำคัญในทางการเมือง
การเมืองหลัง “รัฐประหาร”
การเปิดตัวเฟซบุ๊กของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในเดือนตุลาคม 2561 ก็เป็นอีกบาทก้าวหนึ่งซึ่งทรงความหมายเป็นอย่างสูง
ยิ่งเมื่อคนที่เสนอและเป็นแอดมิน คือ นายพุทธพงษ์ ปุณณกันต์ ยิ่งแหลมคม
แหลมคมเพราะไม่เพียงแต่ นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ จะดำรงตำแหน่งเป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง
หากยังเป็นกรรมการบริหาร “พรรคพลังประชารัฐ”
พรรคพลังประชารัฐอันมีรัฐมนตรีอุตสาหกรรมเป็นหัวหน้า มีรัฐมนตรีวิทยาศาสตร์เป็นรองหัวหน้า มีรัฐมนตรีพาณิชย์เป็นเลขาธิการ มีรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นโฆษก
ไชโย ประชารัฐ ไทยนิยม
ความหมายของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 คือ ความหมายอันบ่งบอกว่ารถจักรได้ขึ้นไปอยู่บนรางแห่งโรดแมปการเลือกตั้งแล้ว
ยากอย่างยิ่งที่จะ “รั้ง”
เห็นได้จากการประกาศและบังคับใช้ พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต. พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ตามมา
แม้จะมี “แง่ง” ยื้อ ถ่วง หน่วง ดำรงอยู่ แต่ก็มีการเคลื่อนไหว
พลันที่ นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ นำเสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้าสู่โลกแห่งโซเชียลมีเดีย โดยขั้นต้นเริ่มจากเฟซบุ๊ก ตามด้วยอินสตาแกรม ตามด้วยทวิตเตอร์ และมีความเป็นไปได้ที่จะเข้าสู่เฟซบุ๊กไลฟ์
นั่นหมายถึงการก้าวเข้าไปสู่โลกแห่ง “ดิจิทัล” เป็นลำดับ

โลกแห่งดิจิทัลไม่เพียงแต่จะยืนยันว่าอยู่ตรงกันข้ามกับโลกแห่งอนาล็อก หากแต่ยังเท่ากับเป็นการสมาทานพื้นที่แห่งความเป็นประชาธิปไตยอย่างสูง
การมาของ “ดิจิทัล” มีลักษณะสร้างสรรค์อย่างแน่นอน แต่กระบวนการของมันดำเนินไปในลักษณะอย่างที่สรุปในเวลาต่อมาว่า
เป็นการสร้างสรรค์บนพื้นฐานแห่ง “การทำลาย”
ด้านหนึ่ง ดิจิทัลสะท้อนจิตวิญญาณแห่งความเป็นประชาธิปไตย เปิดกว้าง ขณะเดียวกัน ด้านหนึ่งก็เหลื่อมซ้อนและล่อแหลมที่จะไถลไปสู่ลักษณะแห่ง “อนาธิปไตย”
เหมือนอย่างที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกมายอมรับ
“บอกแล้วว่า ถ้าชอบผมมากๆ อีกพวกก็จะออกมาด่าผมมากขึ้น หรือบางพวกชอบผมก็ไปด่าคนอื่นเรื่องนี้ต้องทำใจ”
ต้องทำใจเพราะ “ก็มีทั้งด่าทั้งชม”
คนที่ติดตามกว่า 200,000 จึงมาพร้อมกับคนกดไลค์กว่า 200,000 และเป็นจำนวนที่มิได้หมายถึงชอบอย่างเดียว
นี่คือความเป็นจริงของ “โซเชียล มีเดีย” ความเป็นจริงของ “การเมือง”
การเข้าสู่โลกโซเชียลเท่ากับเป็นหมุดหมายยืนยันว่า การเลือกตั้งต้องเกิดขึ้นแน่นอน และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องการอยู่ในอำนาจต่อไปอีกแน่นอน
เป็นการยืนยันด้วยความมั่นใจ
มั่นใจในความสำเร็จของรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 มั่นใจในกฎกติกาที่จัดวางเอาไว้อย่างรอบคอบรัดกุม มั่นใจในความนิยมของประชาชน
ความมั่นใจนี้กำลังได้รับการตรวจสอบ พิสูจน์ทราบ จาก “การเลือกตั้ง”

ไม่ฟันธง

เอกลักษณ์พิเศษของประเทศไทยคือ “กองทัพ” มีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง
บางครั้งกองทัพก็แทรกแซงการเมือง
และหลายครั้งผู้นำกองทัพก็กลายเป็นผู้นำการเมืองเสียเอง
ทำให้ประเทศไทยมี “ทหาร” เป็นนายกรัฐมนตรีถึง 13 คน
ครองอำนาจการเมืองรวมกันนานกว่า 21,445 วัน
หรือยาวนานกว่า 58 ปี
ด้วยเหตุนี้ เมื่อ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ หรือ “บิ๊กแดง” เปิดใจให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนครั้งแรก หลังได้รับโปรดเกล้าฯเป็น ผบ.ทบ. จึงกลายเป็นข่าวพาดหัวตัวเท่าหม้อแกง
“ผบ.ทบ.คนใหม่” เปิดใจตอบคำถามสื่อมวลชนถึงจุดยืนกองทัพในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมืองต้นปีหน้า
Mute
Current Time0:00
/
Duration Time5:50
Loaded: 0%
Progress: 0%
 
พล.อ.อภิรัชต์ ตอบว่า กองทัพบกเตรียมทำความเข้าใจกับกำลังพลโดยเฉพาะระดับผู้บังคับหน่วยอย่างชัดเจนว่า กองทัพจะวางตัวเป็นกลาง
กองทัพมีหน้าที่สนองนโยบายรัฐบาลทุกรัฐบาล ไม่ว่าใครหรือพรรคใดจะเป็นรัฐบาล กองทัพต้องทำงานให้เหมือนทุกรัฐบาลที่ผ่านมา
นักข่าวถามว่า หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกาศจะสืบทอดอำนาจการเมือง กองทัพจะเว้นระยะห่างกับ “พล.อ.ประยุทธ์” อย่างไร เพื่อรักษาความเป็นกลางทางการเมือง??
“บิ๊กแดง” ผบ.ทบ.คนใหม่ ตอบว่า ความเป็นกลางขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคน
ขอย้ำว่า กองทัพบกจะวางตัวเป็นกลาง เป็นมืออาชีพ เป็นทหารอาชีพ
คำว่า “ทหารอาชีพ” กับ “อาชีพทหาร” แตกต่างกัน
ในฐานะทหารอาชีพ หลังเลือกตั้งไม่ว่าใครเป็นรัฐบาลกองทัพต้องสนับสนุน
ถามถึงบทบาทกองทัพต่อการเลือกตั้งปีหน้าว่ามีความหนักใจหรือไม่??
พล.อ.อภิรัชต์ ผู้ถือดุลอำนาจกองทัพคนใหม่ มองว่าสิ่งที่ยากที่สุดคือการทำให้ประชาชนเข้าใจภารกิจของกองทัพว่าการช่วยเหลือประชาชนเป็นความบริสุทธ์ใจในการปฏิบัติหน้าที่
สมมติว่าทหารลงพื้นที่แนะนำชาวบ้านตามโครงการไทยนิยมยั่งยืน ซึ่งเป็นโครงการของรัฐบาล คสช.จะบอกว่าทหารสนับสนุนรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ก็เป็นเรื่องลำบาก
อยากให้ประชาชนเข้าใจและให้ความเป็นธรรมกองทัพด้วย
มาถึงคำถามถึงบทบาทกองทัพกับการเลือกตั้งต้นปีหน้า??
ผบ.ทบ.ป้ายแดง ตอบว่า ถ้า กกต.ขอความร่วมมือให้ช่วยเหลือ ทหารก็ต้องช่วยงาน กกต. (เหมือนทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง)
จะไม่ให้ทหารทำอะไรเลย ไม่ต้องทำหน้าที่ ไม่ต้องสนับสนุน ไม่ต้องช่วยเหลือประชาชนก็ไม่ใช่
เพราะทหารรับเงินเดือนจากภาษีประชาชน

ดังนั้น หาก กกต.ขอความช่วยเหลือ กองทัพพร้อมช่วยงาน กกต.เต็มที่!!
“แม่ลูกจันทร์” มองว่า พล.อ.อภิรัชต์ ตอบคำถามอย่างรัดกุม ยกการ์ดสูง เต้นฟุตเวิร์กคล่อง ไม่ยอมให้นักข่าวต้อนเข้ามุมง่ายๆ
โดยเฉพาะ “คำถามไฟต์บังคับ” ที่นักข่าวต้องยิงถามคำถามนี้ทุกครั้งกับ ผบ.ทบ.ใหม่ทุกคน
คำถามคือ ในยุค “พล.อ.อภิรัชต์” ทหารจะปฏิวัติอีกหรือไม่??
พล.อ.อภิรัชต์ตอบคำถามนี้...แบบมีออปชัน
“หวังว่าการเมืองจะไม่เป็นสาเหตุให้เกิดความขัดแย้งของคนในชาติ”
“ถ้าการเมืองไม่เป็นต้นเหตุของการจลาจล การปฏิวัติจะไม่เกิดขึ้น”
พล.อ.อภิรัชต์ ไม่ยอมฟันธงว่าจะไม่มีปฏิวัติแน่ๆ
เพราะการปฏิวัติเป็นความลับสุดยอด เปิดเผยล่วงหน้าไม่ได้
แม้แต่อดีต ผบ.ทบ. 2 คน ที่เคยประกาศยืนยันว่าจะไม่ปฏิวัติแน่ๆ
แต่สุดท้าย...กลายเป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติทั้งคู่.
อ่านเพิ่มเติม

"แม่ลูกจันทร์"

ยืนถือกระบองคุมเชิง!

เขย่าประสาททำนักการเมืองจิตตกกันระนาว

อกสั่นขวัญแขวนกันไปล่วงหน้า หวั่นเกิดรายการรถถังออกมาวิ่งตามท้องถนน ซ้ำรอยประวัติศาสตร์ที่เคยเป็นมา
หลังเสียงคำรามจาก “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. ระบุชัดเจน กองทัพวางตัวเป็นกลาง ขออยู่เคียงข้างประชาชน
โดยการปฏิวัติจะไม่เกิด ถ้าการเมืองไม่เป็นต้นเหตุไปสู่การจลาจล
เบอร์ 1 กองทัพบกไม่การันตีจะไม่มีรัฐประหารเกิดขึ้นในอนาคตย่อมสร้างความหวั่นไหวให้นักเลือกตั้งเกิดอาการขาสั่น
หาเสียงกันสู้กันเลือดตาแทบกระเด็น อาจเหนื่อยฟรีหรือไม่ หากนักการเมืองแก่งแย่งอำนาจ ไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมชิงอำนาจ ทำบ้านเมืองพังเหมือนที่ผ่านมา
ในสถานการณ์การเมืองที่ทวีความเข้มข้นขึ้น อย่างที่มีการปลุกกระแสให้เลือกข้าง “ประชาธิปไตย” กับ “เผด็จการ” หาเสียงเรียกคะแนนนิยมให้ฝ่ายตัวเอง
เร้าอารมณ์กองเชียร์ เติมหัวเชื้อความขัดแย้ง โหมกระแสสร้างความเกลียดชังขึ้นมาในสังคม
ทำลายความปรองดองที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. พยายามฟื้นฟูประเทศ สลายสีเสื้อ สร้างความสมานฉันท์ของคนในชาติ
ก็เป็นธรรมดาที่ ผบ.ทบ.ต้องออกมาใส่แอ็กชันเข้มๆ ปกป้องบ้านเมืองไม่ให้กลับไปสู่กลียุค เผาบ้าน เผาเมือง ขนคนมาชัตดาวน์ประเทศไทย กลับสู่วังวนเดิมๆ ที่ทุกคนแยกเขี้ยวใส่กัน
กองทัพพร้อมเข้ามาแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง หากสถานการณ์ถึงจุดวิกฤติ
อย่างที่บรรดาคีย์แมนใน คสช.และกองทัพ ทั้ง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม พล.อ.อ.ชัยพฤกษ์ ดิษยะศริน ผบ.ทอ.
พากันออกมายืนเคียงข้าง “บิ๊กแดง” ยกเหตุผล หากฝ่ายการเมืองไม่ลากประชาชนออกมาตามท้องถนนให้เกิดจลาจล ก็ไม่มีอะไรน่ากังวล เพราะไม่มีใครอยากทำรัฐประหาร
แม้กระทั่งท่าทีเสื้อแดงตัวพ่ออย่าง นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. ยังกลับลำมาสนับสนุนหลักการของ ผบ.ทบ. ปรามทุกฝ่ายหยุดสร้างเงื่อนไขให้เกิดความน่าเป็นห่วง ก็จะไม่เกิดเหตุรัฐประหารขึ้น
ร่วมเตือนสตินักการเมืองให้ร่วมประคองประเทศในช่วงเปลี่ยนผ่าน
เหลือแค่คนการเมืองหน้าเดิมๆ ที่คอยผสมโรงโยงคำพูด “บิ๊กแดง” ให้โอเว่อร์เกินจริง กองทัพเตรียมตัวยึดอำนาจอีกรอบ ปลุกกระแสให้คนเกลียดชังทหาร
แต่เรื่องของเรื่อง หากจับคำพูดของ ผบ.ทบ.แล้ว แค่ต้องการส่งสัญญาณตรงไปถึงนักการเมืองห้ามแตกแถว ไม่ให้ก่อหวอดสร้างความปั่นป่วนในบ้านเมืองก่อนและหลังการเลือกตั้ง
ในห้วงที่ประเทศกำลังเดินหน้าเข้าสู่สังเวียนเลือกตั้ง ไม่มีปัจจัยเสี่ยงเป็นอุปสรรคขวางเส้นทางคืนประชาธิปไตยให้ขยับออกจากวันที่ 24 ก.พ.2562
ตามปรากฏการณ์ที่แต่ละค่ายการเมืองเปิดตัวเคลื่อนไหวกันคึกคัก โดยเฉพาะพรรคพลังประชารัฐ 4 รมต.ขุมกำลังหลักกำลัง
เร่งเครื่องเต็มสูบ วางโปรแกรมลงพื้นที่เป็นรายสัปดาห์
ทีม “ลุงตู่” เปิดตัวเต็มอัตราศึกพร้อมลงสนาม ดึงคนรุ่นใหม่มือดีร่วมทีมพึ่บพั่บ ความมั่นใจมาเต็มเปี่ยม ตั้งเป้ากวาดเก้าอี้ ส.ส.ทะลุ 100 ที่นั่ง
สอดรับกับท่าที “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ที่กระโจนเข้าสู่โลกโซเชียล กระจายช่องทางสื่อสารผ่านเว็บไซต์ ทวิตเตอร์ ไอจี รับฟังความคิดเห็นจากชาวบ้านโดยตรง
ยืดอกยอมรับได้ทั้งดอกไม้ ก้อนอิฐ คำชมและเสียงด่า
ต้องยอมรับสถานการณ์ถึงนาทีนี้ทุกอย่างลงตัว เคลียร์ทางรอเข้าสู่สนามเลือกตั้งต้นปีหน้าให้ผู้นำ คสช.ได้ต่อตั๋วบริหารประเทศต่ออีกสมัย
เหลือแค่ลุ้นจะคอนโทรลสถานการณ์หลังเลือกตั้งให้ลงเอยด้วยดี ไม่มีความวุ่นวายไล่หลังตามมาได้หรือไม่
ด้วยเหตุนี้ ผบ.ทบ.จึงต้องเล่นบทยักษ์ถือกระบองคุมเชิงไว้ก่อน.
ทีมข่าวการเมือง

"ทักษิณ"มั่นใจกวาด300ที่นั่ง

ยืนยันไม่กลับมาสู้คดี เพราะระบบยุติธรรมไทยถูกแทรกแซง จากทหารทุกขั้นตอน
อดีตนายกรัฐมนตรี“ทักษิณ” ให้สัมภาษณ์สื่อญี่ปุ่น มั่นใจหากการเลือกตั้งเดือนก.พ.ปีหน้า เป็นไปอย่างเสรีและยุติธรรม พรรคพันธมิตรทางการเมืองที่เป็นฝ่ายประชาธิปไตย จะคว้าชัยชนะได้แน่นอน และสามารถกวาดที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรได้กว่า 300 ที่นั่ง
“ผมคิดว่าพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยรวมกันจะได้ที่นั่งในสภาผู้แทนมากกว่า 300 ที่นั่ง จากทั้งหมด 500 ที่นั่ง นี่คือเวลาที่ประชาชนจะหย่อนบัตรเลือกตั้งเพื่อขับไล่เผด็จการออกจากประเทศไทย” นายทักษิณกล่าวในโอกาสให้สัมภาษณ์สำนักข่าวเกียวโดระหว่างเยือนฮ่องกง
นอกจากนี้ นายทักษิณ ยังแสดงความมั่นใจว่า พรรคการเมืองของเขาจะคว้าชัยในศึกเลือกตั้งครั้งนี้ เนื่องจากประชาชนเชื่อว่าพรรคของเขามีทางออกในการแก้ไขปัญหาให้แก่ประชาชนได้ ทั้งยังประกาศว่าพร้อมกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหากประชาชนเรียกร้อง
อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย ยังตอบข้อซักถามในประเด็นกลับมาสู้คดีในประเทศไทย โดยระบุว่า "ไทยยังไม่มีการใช้หลักนิติรัฐ ผู้พิพากษาสามารถเขียนกฎหมายเองได้ และระบบยุติธรรมก็ถูกแทรกแซงจากฝ่ายทหารในทุกขั้นตอน ในเมื่อไม่มีความยุติธรรม ทำไมต้องเข้ามอบตัวกับกระบวนการอยุติธรรม"

วันพฤหัสบดีที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2561

วันที่สีเริ่มจางลงเอง



คนรักเป็นหมื่น คนเกลียดเป็นล้าน

อำกันขำๆแบบมุกตลกร้ายที่สายฮาชอบล้อเล่นกัน
เอาเป็นว่า เมื่อรักที่จะกระโดดมาร่วมโรมรันพันตูในโลกสมมติ สังคมโซเชียลมีเดียแล้ว ตามแนวโน้มสถานการณ์นั่นหมายถึง “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ก็ต้องมั่นใจใน “ตบะ” แข็งแกร่งพอจะรับแรงกระแทก
ไม่อ่อนไหวกับเกมยั่วแหย่ท้าทาย ไม่สะดุ้งกับพฤติกรรมหยาบคาย
เพราะมันหนีไม่พ้นต้องเจอทุกรูปแบบแน่
ที่แน่ๆคนหนึ่งที่เกาะติด กัดติดแบบไม่ปล่อย ก็คือแฟนเพจที่ชื่อ “เสี่ยโอ๊ค” พานทองแท้ ชินวัตร ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของ “นายใหญ่” ตระกูลชิน
รอดักตีกิน คอยแห่กระแสเบิ้ลบลัฟ “โจทก์คนสำคัญของพ่อ” อยู่แล้ว
อาการล่าสุดแบบที่ตามคอมเมนต์แซว “นายกฯลุงตู่” ที่โพสต์รูปหมู่กับทีมหมูป่าฯ
“เวลาลุงไม่ฉุน ลุงก็น่ารักดีนะเนี่ย”
อารมณ์ตามตอด ตามแซะ แหย่ พล.อ.ประยุทธ์ ต่อเนื่องมาตั้งแต่ช็อตโพสต์ดักคอดักทาง อ้าง “ลุงฉุน” คำราม ก่อนรู้ผลอัยการสั่งฟ้องคดีงาบหัวคิวปล่อยกู้กรุงไทยให้กลุ่มกฤษฎามหานคร
ถึงตอนนี้ “เสี่ยโอ๊ค” ต้องเทียวไล้เทียวขื่อ ออกแรงขุดบ่อล่อ “ลุงฉุน”
หวัง “ไต่บันไดลิง” โหนขึ้นไปเทียบรุ่นกับ “นายกฯลุงตู่”
ถ้าอีกฝ่ายพลาด หลงต่อปากต่อคำ เข้าเหลี่ยมเด็กลากแห่แน่
เหลี่ยมเดียวกันเลยกับมุกที่ “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เจ้าแม่เมืองกรุงพรรคเพื่อไทย ที่ประดิษฐ์วาทกรรม “อย่าพรากความเท่าเทียมของคนไทยด้วยบัตรคนจน” ยั่วให้ พล.อ.ประยุทธ์ สวนกลับ
เป้าหมายแฝงมันก็อยู่ที่การแสดงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค
ไม่ให้โดนยี่ห้อ “ประชารัฐ” กลืนส่วนแบ่งการตลาด
ทีม “นายใหญ่” จ้องลาก “ลุงตู่” มานัวเนียกับเกมชิงกระแสรายวัน
แต่จุดสำคัญมันอยู่ตรงยุทธศาสตร์หลัก ล่าสุดโฟกัสจากคิวที่ “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ.ในฐานะเลขาธิการ คสช. เน้นย้ำในที่ประชุมสำนักเลขาธิการ คสช.ในการน้อมนำและสานต่อแนวทางจิตอาสาพระราชทาน เพื่อสร้างประโยชน์ต่อประชาชน ชุมชน และประเทศชาติอย่างต่อเนื่อง
ความฝ่ายความมั่นคงเน้น “จิตอาสา” เดินหน้าฟื้นความสามัคคีในหมู่คนไทย
ในห้วงที่ขั้วสีเริ่มจางลงตามเงื่อนไขสถานการณ์ความจริงเริ่มโผล่
ตามปรากฏการณ์แบบที่นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำคนเสื้อแดง กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัว เปิดเผยชีวิตความเป็นอยู่ของนายวิสา คัญทัพ แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ที่หลบหนีคดีไปอาศัยในอพาร์ตเมนต์แคบๆในเมืองโคโลญ ประเทศเยอรมนี พร้อมกับนางไพจิตร อักษรณรงค์ ภรรยา ด้วยความยากลำบาก
ป่วยเป็นพาร์กินสัน ซูบผอมลงถนัดตา เดินอย่างเชื่องช้า
สถานการณ์เดียวกับนายจรัล ดิษฐาอภิชัย อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ที่นอนซมป่วยต้องถือถุงปัสสาวะ
ขณะที่นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อดีตอาจารย์คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่หลบหนีคดีหมิ่นเบื้องสูง ป่วยเป็นเส้นเลือดสมองกำลังฟื้นฟูร่างกายในโรงพยาบาล
ชะตากรรมของแนวร่วมเสื้อแดงที่ระหกระเหินอยู่ต่างแดน
แร้นแค้นลำเค็ญ ไม่ได้มีเครื่องบินเจตส่วนตัวโฉบไปโฉบมา มีถิ่นพำนักอยู่ในคฤหาสน์หรู
ในเครื่องหมายคำถาม เสี่ยงสู้ตาย ถึงเวลามีใครดูดำดูดี
และถึงตรงนี้ มันก็เป็นอะไรที่เป็นคำตอบในที กับจังหวะการขยับของ “ตุ๊ดตู่” นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานกลุ่มเสื้อแดง นปช. หันไปเดินหน้าตั้งพรรคเพื่อชาติ เป็นฐานคนเสื้อแดงสู้ในระบบสภา
อารมณ์เดียวกับ “ลุงกำนัน” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำขาใหญ่ม็อบ กปปส. ก็กลับคำจากที่บอกจะหันหลังให้การเมือง มาเป็นโต้โผใหญ่ตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย
หัวโจกม็อบ แกนนำมวลชนหันไปตั้งป้อมค่ายการเมือง
หาพื้นที่ยืนให้ตัวเองในห้วงกระแสมวลชนถดถอย
ผู้คนในประเทศ เบื่อหน่าย เกลียด กลัวม็อบ.
ทีมข่าวการเมือง

‘บิ๊กแดง’ กับโจทย์เดิม


กองทัพบกจะใช้ศักยภาพและใช้ขีดความสามารถทุกอย่างในการปกป้องสถาบัน
สัญญาณคลื่นความถี่สูงส่งตรงจาก “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก ย้ำจุดยืนชัดๆตรงๆตั้งแต่การให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเป็นครั้งแรกในสถานะจ่าฝูงกองทัพบก
ตีธง ยกระดับความเข้มของภารกิจสำคัญขึ้นอีกขั้น
เขียนโจทย์ขึ้นกระดานตัวโตๆให้รับรู้และเข้าใจตรงกันทั้งในและนอกประเทศ กับเงื่อนไขพิเศษในห้วงสถานการณ์เปลี่ยนผ่านประเทศไทย
เหนืออื่นใดสำหรับ “บิ๊กแดง” คือการอารักขาสถาบัน
และที่มาตามนัด กับไฮไลต์คำถามแหลมๆของนักข่าว จะมีปฏิวัติอีกหรือไม่
“บิ๊กแดง” ไม่ยืนยันมัดคอตัวเอง แค่ทิ้งทุ่นไว้ในที หวังใจเป็นอย่างยิ่งว่าการเมืองอย่าเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความขัดแย้งในชาติอีก ถ้าการเมืองไม่เป็นต้นเหตุแห่งการจลาจลก็ไม่มีอะไร
ในวงเล็บ ไม่รับประกัน ขึ้นอยู่กับพฤติการณ์ป่วนของนักการเมือง
เรื่องของเรื่อง แกะรอยตามที่ “บิ๊กแดง” เลกเชอร์ย้อนอดีตโยงปัจจุบันข้ามไปอนาคต
การแก่งแย่ง ชิงการเมือง การเอาชนะ ไม่รู้จักแพ้ แล้วคนที่แพ้ก็คือประเทศ แทนที่เราจะแข่งขันทางการค้า แล้วต้องใช้เวลากี่ปีฟื้นฟูประเทศ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย หลังเกิดเหตุการณ์เมื่อ 4 ปีที่แล้ว มีการยกเลิกการนำเข้าส่งออกของต่างประเทศ เป็นเงินมหาศาลกว่าจะฟื้นฟูกลับมาได้ต้องใช้เวลาเท่าไหร่
จุดไฟเผาเมืองเกิดกลียุค ปีเดียวสิ่งปลูกสร้างทำได้ แต่ในทางการค้าไม่ใช่ ความมั่นใจของต่างชาติในการลงทุนต้องใช้เวลานานกว่านั้น แต่วันนี้ทุกอย่างเริ่มดีขึ้น อาจจะเห็นผลช้า ไม่ทันใจ ตนเองเชื่อว่ารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำทุกอย่างอย่างรอบคอบ
นี่ก็สะท้อนคำตอบได้ระดับหนึ่ง
โดยพื้นฐานความคิดของจ่าฝูงกองทัพบกคนใหม่ก็ไม่ต่างจากคนกลางๆในสังคมไทยทั่วไปที่มองว่า พฤติกรรมแก่งแย่งชิงอำนาจของนักการเมืองทำประเทศชาติสูญเสียโอกาสมามากพอแล้ว
โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจที่ต้องเสียเวลาฟื้นฟูความมั่นใจนักลงทุน
และวันนี้ต้องยอมรับว่ารัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่มีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ กัปตันทีมเศรษฐกิจ ได้ฉุดลากเศรษฐกิจจากก้นเหว ติดลบจากวิกฤติความขัดแย้งทางการเมือง จนกลับมาเป็นบวก
ตั้งหลักได้แล้ว พื้นฐานแข็งแกร่ง แนวโน้มเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง
ตลอดช่วง 4–5 ปีที่การเมืองนิ่ง ปลอดจากม็อบป่วนเมืองเอื้อต่อการพัฒนาการทางเศรษฐกิจ มันนำมาซึ่งสารพัดเมกะโปรเจกต์ที่ตอกเสาเข็มไว้
ทั้งโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา ไฮสปีดเทรนไทย–จีน รถไฟฟ้าสารพัดสีในกรุงเทพฯและชานเมือง ฯลฯ
เนื้องานผุดขึ้นอย่างเห็นเนื้อเห็นหนังอย่างเป็นรูปธรรม
ไม่นับมาตรการอัดฉีดเศรษฐกิจฐานรากภายใต้โครงการ “ประชารัฐ” ที่รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ได้ปรับโทนการประคองปัญหาปากท้องด้วยระบบรัฐสวัสดิการมาแทนอาการเสพติดประชานิยม เพื่อทำให้ผู้มีรายได้น้อยยืนด้วยลำแข้ง พึ่งพาตัวเองได้ในระยะยาว
เน้นเป้าหมายเพื่ออนาคต ทุกอย่างถูกวางอย่างเป็นระบบ
รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้คิดบนพื้นฐานแค่หาเสียงทางการเมือง
มันก็ไม่แปลกที่ “บิ๊กแดง” จะสะท้อนความหวังกับความต่อเนื่อง บ้านเมืองที่กำลังเดินหน้าไปได้ดี
แต่จุดเสี่ยงต้องลุ้นการเมืองอย่าทำพัง
ในบรรยากาศสถานการณ์อย่างที่เห็นๆกัน แค่ คสช.คลายล็อกกฎเหล็ก ปล่อยผีนักการเมืองให้ขยับเตรียมตัวกลับไปลงสนามเลือกตั้ง เท่านั้นแหละป่าช้าแตก
หัวเชื้อไฟความขัดแย้งที่ถูกอำนาจพิเศษกดทับไว้ โผล่กลับมาทันที
อารมณ์แบบที่ไม่มีใครยอมใคร คู่ขัดแย้งเก่าๆ โจทก์หน้าเดิมๆยังไม่ล้มหายตายจากไปไหน
รอจังหวะกลับมาหลอนรอบใหม่
แถมเงื่อนไขสถานการณ์แบบที่ “บิ๊กแดง” แสดงความเสียใจที่เห็นกระบวนการยุติธรรมถูกละเมิด แบบที่ยกตัวอย่างการตัดสินคดีในหลายคดีกับคนที่ทำความผิด บอกว่าไม่เป็นธรรม ประเทศชาติจะอยู่ตรงไหน อะไรเป็นกลาง อะไรคือจุดยืนประเทศ
ในเมื่อบอกคนนี้ผิดก็แย้งว่าไม่ผิด ถูกแกล้ง แล้วจะอยู่กันอย่างไร
ไอ้ที่ “บิ๊กแดง” เล่าหนังตัวอย่างเมื่อหลายปีที่แล้ว วันนี้มันก็ยังพล็อตเดิมกับคดีทุจริตปล่อยกู้กรุงไทย
หนังม้วนเก่าวนมาฉายซ้ำ แค่เปลี่ยนดารารุ่นพ่อมารุ่นลูก.
ทีมข่าวการเมือง

“บิ๊กป้อม” รับลูก “บิ๊กแดง” ก็ ผบ.ทบ.พูดเรื่องจริง !!



“บิ๊กป้อม” รับลูก “บิ๊กแดง” ก็ ผบ.ทบ.พูดเรื่องจริง !!
ชี้ ถ้าบ้านเมืองวุ่นวาย ก็อาจมีรัฐประหาร ยันไม่ใช่ขู่ แต่พูดถึงอนาคต ถ้าสถานการณ์ ไม่เรียบร้อย มีจลาจล แต่ถ้าไม่มี มันก็ไม่มีอะไร ยังเชื่อว่า ไม่มีแล้ว ยัน คำพูดผบ.ทบ.ไม่กระทบบรรยากาศเลือกตั้ง ยังหวังจะไม่เกิดอะไรขึ้น ปัดตอบรับมือได้หรือไม่ หากหลังเลือกตั้ง มีม็อบประท้วง ไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง เปรย “ให้มันเกิดก่อนสิ”
“จะไม่มั่นใจอะไรเลยแล้วก็สงบมา4-5 ปีแล้ว ก็พูดเรื่องจริงอ่ะ ไม่มีอะไรหรอก”
เมื่อถามว่า หากบ้านเมืองวุ่นวาย เกิดจลาจล มีหนทางอื่นที่ ไม่ใช่การปฏิวัติรัฐประหารหรือไม่ พลเอกประวิตร กล่าวว่า ก็ยังไม่รู้ ก็หาสิ ก็ยังไม่รู้ มันแล้วแต่สถานการณ์
เมื่อถามว่า ในฐานะที่ดูแลความมั่นคง จะดูแลสถานการณ์ได้ใช่หรือไม่ พลเอกประวิตร กล่าวว่า มี ผู้บัญชาการเหล่าทัพดูแลอยู่ ผมก็ดูแลอยู่แล้ว ไม่มีหรอก
เมื่อถามถึงความมั่นใจหากหลังเลือกตั้งมีการก่อม็อบ ไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งขึ้นมา จะดูแลได้หรือไม่ พลเอกประวิตร กล่าวว่า “ให้มันเกิดก่อนสิ”
เมื่อถามว่าแสดงว่ามีแผนรองรับอยู่แล้วใช่หรือไม่ พลเอกประวิตร กล่าวว่า”มันเรื่องของผม”

อย่ากังวล ไม่มีหรอก ถ้าไม่มีจลาจล”!

“อย่ากังวล ไม่มีหรอก ถ้าไม่มีจลาจล”!
“บิ๊กป้อม” ย้ำคำ “บิ๊กแดง” ผบ.ทบ. ถ้าสถานการณ์ไม่เรียบร้อย มีจลาจล...ขออย่ากังวล เป็นการพูดไปข้างหน้า ไม่มีอะไรหรอก ถ้าสงบ มันก็ไม่มีอะไร”
อย่ากังวล ยังเชื่อว่า ไม่มีแล้ว ยัน คำพูดผบ.ทบ.ไม่กระทบบรรยากาศเลือกตั้ง ยังหวังจะไม่เกิดอะไรขึ้น ปัดตอบรับมือได้หรือไม่ หากหลังเลือกตั้ง มีม็อบประท้วง ไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง เปรย “ให้มันเกิดก่อนสิ”
พลเอกประวิตร กล่าวถึง พลเอกอภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. แสดงท่าทีเริ่องการรัฐประหารว่า. ก็หมายถึงข้างหน้า ถ้าเกิดความไม่สงบเรียบร้อย มีจลาจล เกิดขึ้น
เมื่อถามว่า เป็นการขู่ ฝ่ายการเมืองหรือไม่ พลเอกประวิตร กล่าวว่า ไม่ได้ขู่ แต่พูดถึงอนาคต ที่หวังว่า มันจะไม่เกิดอะไรขึ้น
เมื่อถามว่า คำพูด ผบทบ.ทำให้ เกิดความไม่มั่นใจ ในการเมืองไทย พลเอกประวิตร กล่าวว่า จะไม่มั่นใจอะไรเลยแล้วก็สงบมา4-5 ปีแล้ว ก็พูดเรื่องจริงอ่ะ
เมื่อถามว่าจะเกิดสถานการณ์เหมือนก่อรัฐประหารปี 2557 หรือไม่ พลเอกประวิตร กล่าวว่า “ไม่มีอะไรหรอก”
เมื่อถามว่า หากบ้านเมืองวุ่นวาย เกิดจลาจล มีหนทางอื่นที่ ไม่ใช่การปฏิวัติรัฐประหารหรือไม่ พลเอกประวิตร กล่าวว่า ก็ยังไม่รู้ ก็หาสิ ก็ยังไม่รู้ มันแล้วแต่สถานการณ์
เมื่อถามว่า ในฐานะที่ดูแลความมั่นคง จะดูแลสถานการณ์ได้ใช่หรือไม่ พลเอกประวิตร กล่าวว่า มี ผู้บัญชาการเหล่าทัพดูแลอยู่ ผมก็ดูแลอยู่แล้ว ไม่มีหรอก
เมื่อถามถึงความมั่นใจหากหลังเลือกตั้งมีการก่อม็อบ ไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งขึ้นมา จะดูแลได้หรือไม่ พลเอกประวิตร กล่าวว่า “ให้มันเกิดก่อนสิ”
เมื่อถามว่าแสดงว่ามีแผนรองรับอยู่แล้วใช่หรือไม่ พลเอกประวิตร กล่าวว่า”มันเรื่องของผม”

“ไม่มีใคร อยากปฏิวัติ ถ้าทุกคนทำตาม กติกา...

“ไม่มีใคร อยากปฏิวัติ ถ้าทุกคนทำตาม กติกา....ชี้ ทุกคนอยากเลือกตั้ง “ ผบ.ทอ.คนใหม่ ลั่น
“ผบ.ทอ.” ยัน ถ้าทุกคนทำตามกติกา ทหาร ก็ไม่มีใครอยากปฏิวัติ ชี้ มันเป็นเรื่อง ของอนาคตไม่มีใครอยากทำ หวังไม่เกิดขึ้นอีก. ชี้ทุกคนอยากเลือกตั้ง อยากให้ประเทศเดินหน้าเสียที
พลอากาศเอก ชัยพฤกษ์ ดิษยะศริน ผบ.ทอ. กล่าวถึง ท่าทีของ บิ๊กแดง พลเอกอภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. ต่อการรัฐประหารว่า ผบ.ทบ. ก็พูดมีเหตุผล
เพราะ เชื่อว่าผู้ใหญ่ในรัฐบาล ประชาชนทุกคน และทหาร ซึ่งเป็นStakeholder ร่วมกัน ก็ไม่มีใครอยากให้ ปฏิวัติ
เผย ทหารเรามีหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อย เป็นหน่วยงานความมั่นคง ถ้าทุกคนร่วมมือร่วมใจกัน อยู่ในกติกา มันก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นอยู่แล้ว
ชี ทุกคนที่เคยมีประสบการณ์ที่ผ่านมา ล้วนอยากเลือกตั้ง เราจะได้มีรัฐบาลที่ดี มีความสงบ และเดินหน้าประเทศต่อไป
ปัดตอบเสียงวิจารณ์ “ทฤษฎีสมคบคิด” ทหารสร้างสถานการณ์ เพื่อปฏิวัติระบุ “ลึกเกินไป” ที่ผมจะตอบ เพราะผมไม่เกี่ยวข้อง และพวกเราก็ไม่เกี่ยวข้อง เราไม่รู้ว่าใครทำ. แต่ถ้าเป็นเหตุตรงหน้า เมื่อเป็นหน้าที่ก็ต้องคงต้องทำ แต่คาดหวังว่ามันจะไม่เกิดขึ้นอีก ต้องช่วยกันจริงๆ ประเทศเราจะได้เดินหน้าสักที

วันพุธที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2561

'บิ๊กแดง'ยันเป็นทหารอาชีพ ลั่น!รัฐประหารมีอีกหรือไม่อยู่ที่นักการเมือง



17 ต.ค.61- พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมหน่วยขึ้นตรงกองทัพบก วาระพิเศษว่า สถานการณ์ในอนาคตข้างหน้า กองทัพบกจะต้องเผชิญกับสถานการณ์หลายอย่างตามปฏิทินการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในปีหน้านั้น กองทัพบกเตรียมการทำความเข้าใจของกำลังพล ที่สำคัญที่สุดผู้บังคับหน่วยจะต้องแยกแยะภารกิจให้ออก เราในฐานะกองทัพบกและเป็นทหารของชาติทหารของประชาชน มีหน้าที่อยู่แล้วที่จะสนองต่อนโยบายของรัฐบาล ไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาลก็ตาม นี่คือหน้าที่ของกองทัพ กองทัพต้องทำงานให้กับรัฐบาล เพราะฉะนั้นในการเลือกตั้งที่กำลังจะมีเกิดขึ้น ตนได้ประชุมผู้บังคับหน่วยและเน้นย้ำในส่วนที่เป็นกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.)ได้ให้แนวทางว่าต้องใช้ความระมัดระวัง
"จากนี้ไปก็ต้องถูกจับตา จับจ้องจากนักการเมืองยอมรับว่า ทหารขาดประสบการณ์เรื่องการเมือง 
อาชีพทหาร เราอยู่ในกรม กอง โอกาสพบกับประชาชนมีน้อยมาก นอกจากออกไปช่วยเหลือประชาชนเมื่อเดือดร้อนและประสบภัยต่างๆเพราะฉะนั้นวิสัยทัศน์ที่จะไปเผชิญกับโลกภายนอกวิถีทางการเมืองลำบาก ผมจึงให้แนวทางของกองทัพ โดยเฉพาะ กกล.รส.เนื่องจาก เราสวมหมวก 2 ใบ คือ ในฐานะกองทัพบกและในฐานะที่เป็น คสช.จากการเดินต่อไปนี้ต้องระมัดระวัง ไม่ให้การเมืองเข้ามาใช้ประโยชน์ จากการช่วยเหลือประชาชนยืนยันว่า กองทัพช่วยเหลือประชาชนเราไม่ได้หาเสียง" 
พล.อ.อภิรัชต์ ยืนยันว่า ทหารไม่มีความจำเป็นต้องหาเสียง เพราะไม่รู้จะหาเสียงไปเพื่ออะไร การช่วยเหลือประชาชนถือเป็นหน้าที่เป็นอาชีพของทหาร ไม่ได้ต้องการช่วยเหลือเพื่อให้ได้เสียงมา เราช่วยเหลือประชาชนมาโดยตลอดในทุกภารกิจ ในทุกครั้งที่ประชาชนเดือดร้อน นี่คือหน้าที่ของทหาร โดยอาชีพ โดยจิตสำนึก และจิตอาสา ในทางกลับกันตนอยากให้กำลังพลระมัดระวังการฉกฉวยโอกาสที่มองว่าการไปช่วยเหลือประชาชนของทหารนั้นเป็นการหาเสียง ขอย้ำว่าเราทำมานานแล้วและอยากให้ประชาชนได้รู้ว่าทหารช่วยเหลือประชาชนด้วยอาชีพด้วยใจ ไม่ได้หวังผลไม่ได้ต้องการ ให้มาเลือกคนที่ไปช่วยเหลือ แต่ช่วยเหลือตามแนวทางของรัฐบาล 
ไม่ว่าจะอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลใดเราก็ต้องดำเนินการตามแนวทางที่รัฐบาลที่ได้กำหนดไว้ เช่น ปัจจุบันรัฐบาลได้ต่อยอดโครงการประชารัฐเป็นโครงการไทยนิยมยั่งยืนซึ่งก็มี 3 หน่วยงานหลัก ตั้งแต่ กระทรวงมหาดไทย ฝ่ายปกครอง กระทรวงการคลัง โดยแบ่งเป็น 2 หมวดด้วยกันซึ่งก็คงทราบกันดีอยู่แล้วการสร้างความมั่นคงยั่งยืนเป็นเรื่องของเศรษฐกิจ 10 ประการทั้งหมด ซึ่งทหารต้องสนับสนุนให้เดินควบคู่ไป เห็นว่าโครงการไทยนิยมยั่งยืนนั้นเป็นโครงการที่รัฐบาลมีความตั้งใจจริงต้องการให้เกิดความมั่นคงสอดคล้องสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ 20 ซึ่งกรมการปกครองได้แจกจ่ายคู่มือมาให้กับกองทัพบก เพื่อนำไปแจกจ่ายให้กับประชาชน
 "จากนี้ไปถูกจับตามองแน่ เพราะกองทัพและ คสช.ก็คือเนื้อเดียวกัน ขณะนี้รัฐบาลก็คือรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ แต่ยืนยันว่าไม่ว่าใครมาเป็นรัฐบาลเราก็ต้องทำ ผมก็ต้องทำ ไม่ว่าใคร พรรคการเมืองใดมาเป็นรัฐบาล ไม่ต้องห่วง ผมยืนยันและจุดยืนในการทำงานของผมในการกำหนดทิศทางๆให้กำลังพลในกองทัพบก ได้ดำเนินการ ผมทำงานร้อยเปอร์เซ็นต์และเกินร้อยอยู่แล้ว ไม่ว่าใครมาเป็นนายผม" ผบ.ทบ.กล่าวและว่า
ส่วนการวางตัวเป็นกลางในสถานการณ์ข้างหน้านั้นเราเป็นทหารอาชีพ และตนผ่านวิกฤตทางการเมืองและการทหารมาทุกยุคทุกสมัยประสบการณ์ที่ตนเก็บเกี่ยวตลอดระยะเวลาที่รับราชการมาตั้งแต่สมัยเด็กๆและมาจาก พลเอก สุนทร คงสมพงษ์ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด และหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ซึ่งเป็นคุณพ่อของตน จนมายืนเป็นผู้บัญชาการทหารบก ในทุกวันนี้ ความเป็นกลางนั้นขึ้นอยู่กับคนมอง บางครั้งเราทำเรามั่นใจว่าสิ่งที่เราทำเป็นกลาง แต่มุมมองของคนอื่นมองว่าเราไม่เป็นกลางถามว่าจะเอาอะไรมาตัดสินหรือเป็นเครื่องวัดว่ากองทัพอยู่ตรงไหนแต่ขอให้มั่นใจว่า กองทัพเป็นกลางและอยู่เคียงข้างประชาชนจะดำเนินการทุกอย่างให้ประชาชน อยู่ดีกินดีช่วยเหลือประชาชนทุกโอกาส
ย้ำว่ากองทัพบกเป็นมืออาชีพ เป็นทหารอาชีพ คำว่าทหารอาชีพกับอาชีพทหารแตกต่างกัน ขอความเป็นธรรมด้วย ตั้งแต่เริ่มต้นว่า เรากองทัพบกจะวางตัวเป็นกลางเราในฐานะทหารอาชีพ ใครมาเป็นรัฐบาลต้องสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล
เมื่อถามว่า อุปสรรคในการทำหน้าที่และการเลือกตั้งที่จะมีขึ้น มีอะไรน่าห่วงหรือไม่ พล.อ.อภิรัชต์ กล่าวว่า อุปสรรคของกองทัพในขณะนี้ตนคิดว่าสิ่งที่ยากที่สุดคือการที่ทำให้ประชาชนมีความเข้าใจบทบาทหน้าที่ของกองทัพ ว่ากองทัพออกไปช่วยเหลือประชาชนด้วยความบริสุทธิ์ใจ และ การทำความเข้าใจกับกำลังพลในการลงไปปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งกำลังพลนั้นบางครั้งมุมมองหรือการทำงานของเขา เป็นอุปสรรคในตัวเอง  ถามว่าโครงการไทยนิยมยั่งยืน จะจบเมื่อไหร่ สมมุติว่าทหารเข้าไปแนะนำชาวบ้านตามคู่มือโครงการไทยนิยมยั่งยืน แต่โครงการไทยนิยมยั่งยืนอยู่ในรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ แล้วจะบอกว่าเราสนับสนุนรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์หรืออย่างไร ซึ่งถือเป็นเรื่องลำบากขอให้แยกแยะอยากให้ประชาชนได้เข้าใจและให้ความเป็นธรรมกับเราด้วย
พล.อ.อภิรัชต์ ย้ำว่า อย่าลืมในช่วงสมัยรัฐบาลรักษาการเมื่อปี 2552 และ 2553 เกิดวิกฤติการณ์ก่อนการเลือกตั้ง ทหารก็ต้องดำเนินการตามรัฐบาลที่รักษาการเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นอุปสรรคก็คือการทำงานและความเข้าใจของทั้งสองฝ่ายทั้งผู้ปฏิบัติและผู้ที่เราเข้าไปช่วยเหลือ ส่วนการเตรียมการการเลือกตั้งนั้น
ในปัจจุบันให้หน่วยได้มีความเข้าใจตรงกันว่าวันนี้เกิดอะไรขึ้นในปฏิทินการเลือกตั้งตามโรดแมปตั้งแต่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าลงพระปรมาภิไธยใน พรป.ประกอบการเลือกตั้ง ที่มาของ สส.และสว. ซึ่งตนได้แจกจ่ายรายละเอียดให้กับ ผบ.หน่วย เพื่อให้หน่วยมีความเข้าใจว่าจากนี้ไป 90 วันจะเกิดอะไรขึ้นอีก  150 วันและการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นเมื่อใด หากผู้บังคับหน่วยเข้าใจตรงกันไปในทางเดียวกัน เราก็จะมาดูในแต่ละเรื่องการทำงานกองทัพควรจะดำเนินการอย่างไร
เมื่อถามว่า สถานการณ์ในอนาคตเกิดวิกฤติกองทัพจะปฏิวัติอีกหรือไม่ เนื่องจาก พล.อ.ประยุทธ์ ในช่วงเป็น ผบ.ทบ.ยืนยันมาตลอดไม่ปฏิวัติ แต่ก็ปฏิวัติ  พล.อ.อภิรัชต์ นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบว่า เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในประเทศไทย สื่อได้มีการบันทึกภาพในทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อย่าให้เป็นเพียงแต่ภาพที่เกิดขึ้น ให้บันทึกอยู่ในสมองในความทรงจำ เช่นเดียวกับคนไทยทุกคนที่เคยเห็นภาพต่างๆที่เคยเกิดขึ้นเมื่อบ้านเมืองเกิดความวุ่นวาย ทำอะไรก็ลำบาก ค้าขายก็ลำบาก ถนนถูกบล็อก คนไทยออกมาตีกัน ยิงกัน ฆ่ากัน  วันนั้น ทหารยืนอยู่ตรงไหน เราถูกรัฐบาลสั่งการให้ออกมาควบคุมความสงบเรียบร้อย เราทำด้วยหัวใจ ที่ไม่ได้คิดแบบนักการเมืองว่าเราจะเข้ามาบริหารประเทศ
"และผมเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้คิดอยากช่นเดียวกัน แต่ความที่ท่านต้องเสียสละ ถามว่าในวันนั้นจะเกิดอะไรขึ้น ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ตัดสินใจทำรัฐประหาร ยอมรับว่าผมมีความคุ้นเคยกับ พล.อ.ประยุทธ์แต่ไม่มีเรื่องส่วนตัวกับท่าน เพราะท่านใช้ผมทำงานมาโดยตลอด เดือนหนึ่งได้เจอกัน 5 ถึง 10 นาทีก็เต็มที่แล้ว ผมถึงบอกว่าความเป็นกลางก่อนผมในฐานะที่เป็นผู้บัญชาการทหารบก ผมเจอท่านในเวลาสั้นๆถือว่าเก่งแล้วในชีวิตนี้เคยนั่งคุยกับท่านไม่เกิน 1 ชั่วโมง แต่ได้เห็นความรัก ความรู้ ความทุ่มเทในการทำงานของท่าน ซึ่งเป็นแบบอย่างหนึ่งของผมในการดำเนินงานด้านราชการและถ้าวันนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ตัดสินใจบ้านเมืองจะเกิดอะไรขึ้น ผมว่าการตัดสินใจไม่ได้อยู่ที่ พล.อ.ประยุทธ์แต่อยู่ที่ประชาชน " 
ผบ.ทบ.กล่าวว่าหวังใจเป็นอย่างยิ่งว่าเหตุการณ์รุนแรงในบ้านเมืองเช่นนี้คงไม่เกิดขึ้นอีก ที่ผ่านมามีเหตุการณ์อะไรขึ้นมาก็ไม่เคยขนาดนี้ เพราะมีการแย่งแก่งแย่ง ชิงการเมือง การเอาชนะ ไม่รู้จักแพ้ไม่รู้จักชนะ แล้วคนที่แพ้ก็คือประเทศ ยืนยันว่ากองทัพไม่มีวันชนะประชาชน แต่ประชาชนที่ออกมาสร้างความเดือดร้อน ยั่วยุให้จุดไฟเผา มีการประกอบระเบิด นั่นคือท่านแพ้ ท่านเป็นประชาชนที่ทำให้ประเทศแพ้ แทนที่เราจะแข่งขันทางการค้า แล้วต้องใช้เวลากี่ปีฟื้นฟูประเทศ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย หลังจากเกิดเหตุการณ์เมื่อ 4 ปีที่แล้ว มีการยกเลิกการนำเข้าส่งออกของประเทศต่างประเทศเป็นเงินมหาศาลกว่าจะฟื้นฟูกลับมาได้ใช้เวลาเท่าไร
"จุดไฟเผาในเมือง เกิดกลียุค ปีเดียวสิ่งปลูกสร้างทำได้ แต่ในทางการค้าไม่ใช่ ความมั่นใจของต่างชาติในการลงทุนต้องใช้เวลานานกว่านั่น แต่วันนี้ทุกอย่างเริ่มดีขึ้น อาจจะเห็นผลช้า ไม่ทันใจ  ผมเชื่อว่ารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ทำทุกอย่างอย่างรอบคอบ สิ่งที่สื่อถามว่าจะมีปฏิวัติหรือไม่ ผมหวังใจเป็นอย่างยิ่งว่าการเมืองอย่าเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความขัดแย้งของคนในชาติอีก"
"ผมมั่นใจว่า ถ้าการเมืองไม่เป็นต้นเหตุแห่งการจราจล ก็ไม่มีอะไร ประเทศไทยเคยมีปฏิวัติมา 10 กว่าครั้ง แต่ไม่เหมือนสมัยก่อนแล้ว เพราะช่วงหลังเกิดจากการเมืองทั้งสิ้น ผมไม่ได้บอกว่านักการเมืองดีหรือไม่ดี แต่เชื่อว่า นักการเมืองที่ดีก็มี และนักการเมืองที่ไม่ดีก็มี แต่ปัจจุบันคนไทยเป็นอย่างไร ผมเสียใจในหลายๆเรื่องที่เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมถูกละเมิด การตัดสินคดีในหลายคดีกับคนทำความผิด บอกว่าไม่เป็นธรรมและประเทศชาติจะอยู่ตรงไหน อะไรเป็นกกลาง อะไรคือจุดยืนของประเทศ ในเมื่อบอกคนนี้ผิด ก็แย้งว่าไม่ผิดถูกแกล้ง แล้วจะอยู่อย่างไรตนก็ไม่เข้าใจเหมือนกันจะให้คนไทยอยู่กันอย่างไรโดยไม่มีกฎระเบียบวินัย"ผบ.ทบ.กล่าว
ที่มา : นสพ.ไทยโพสต์ https://www.thaipost.net/main/detail/20101