PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพฤหัสบดีที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2561

ทบทวน 3 ขั้นตอน การคำนวณคะแนน 500 ส.ส. จากบัตรใบเดียว

ทบทวน 3 ขั้นตอน การคำนวณคะแนน 500 ส.ส. จากบัตรใบเดียว

อย่างที่ทราบกันดีว่า #รัฐธรรมนูญ ฉบับพ.ศ. 2560 กำหนดให้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 
หรือ ส.ส. ที่มาจากการเลือกตั้ง มีทั้งหมด 500 คน โดยแบ่งเป็น ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 350 คน และ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 150 คน 
ส่วนการเลือกตั้งและวิธีนับคะแนนนั้น มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบ
จากเดิมมาใช้ ระบบที่เรียกว่า "จัดสรรปันส่วนผสม" หรือที่รู้จักกันว่าเป็น "การเลือกตั้งบัตรใบเดียว" โดยให้ ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง
ทั้ง 350 เขตเลือกตั้ง อย่างเดียว แต่คะแนนรวมกันทั้งหมดนั้น จะไม่ถูกทิ้งน้ำให้เป็นคะแนนเสียเปล่า
อีกต่อไป 

เมื่อคะแนนจากการเลือกบัตรใบเดียวของ ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ทุกท่านนั้น จะถูกนำไปใช้คำนวณ
หา ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ อีก 150 คนด้วย ซึ่งวิธีการคำนวณ หาส.ส.ทั้ง 500 คน จาก "การเลือกตั้ง
บัตรใบเดียว" มีวิธีง่ายๆ 3 ขั้นตอน ดังนี้

ขั้นตอนที่ 1. หา "คะแนนเฉลี่ยต่อส.ส. 1 คน" ด้วยการนำคะแนนที่ "ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง" 
ทุกคนที่มาลงคะแนนเลือก "ผู้สมัครส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง" ทั้ง 350 เขตเลือกตั้งมารวมกันทั้งหมด แล้วนำมาหารด้วย 500 ซึ่งเป็นจำนวนส.ส.ทั้งหมด

เช่น ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไปใช้สิทธิลงคะแนน เลือกผู้สมัครส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งของแต่ละ
พรรคการเมือง ทั้ง 350 เขตเลือกตั้ง ทั่วประเทศ รวม 29.5 ล้านเสียง ก็นำไปหารด้วยจำนวน ส.ส. 
ทั้งหมดคือ 500 คน ผลลัพธ์คือ คะแนนเฉลี่ยต่อส.ส.1คน = 59,000 คะแนน
ขั้นตอนที่ 2. หา "จำนวนส.ส.ที่แต่ละพรรคการเมืองพึงมี" ด้วยการรวมคะแนนที่แต่ละ
พรรคการเมืองได้รับ จากผู้ที่มาใช้สิทธิเลือกตั้ง เลือกส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งทั้ง 350 เขต ตาม
พรรคการเมืองที่สังกัด จากนั้นจึงนำมาหารกับ "คะแนนเฉลี่ยต่อส.ส. 1 คน" ตามข้อ 1
เช่น พรรคก. ได้รับคะแนนจากผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งทั้ง 350 เขต
จากทั่วประเทศ จำนวน 13.1 ล้านเสียง ก็ให้นำมาหารกับ "คะแนนเฉลี่ยต่อส.ส. 1 คน" ตามข้อ 1 
คือ 59,000 ผลลัพธ์คือ จำนวนส.ส.ที่พรรคก.พึงมีคือ 222.03 คน เมื่อปัดเศษแล้วก็คือ 222 คน 
 (การปัดเศษทศนิยม จะปัดขึ้นบวก1ให้แก่ พรรคการเมืองที่หารค่าเฉลี่ย”จำนวน ส.ส. 
ที่แต่ละพรรคพึงมี"แล้วมีเศษทศนิยมสูงสุด 7 อันดับแรก)
ขั้นตอนที่ 3.หา "จำนวนส.ส.แบบบัญชีรายชื่อและส.ส.แบแบ่งเขตเลือกตั้งของแต่ละ
พรรคการเมือง" ด้วยการนำ "จำนวนส.ส.ที่แต่ละพรรคการเมืองพึงมี" ลบด้วย “จำนวน ส.ส. เขต
ที่แต่ละพรรคการเมืองชนะเลือกตั้ง" ก็จะได้ผลลัพธ์คือ “จำนวน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อของแต่ละ
พรรคการเมือง"
เช่น "จำนวนส.ส.ที่พรรคก.พึงมี" คือ 222 คน แล้ว พรรคก. มี"จำนวนส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งที่ชนะเลือกตั้ง" แล้ว 187 คน ก็ให้นำ "จำนวนส.ส.ที่พรรค ก. พึงมี" คือ 222 คน - (ลบ) 
"จำนวนส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งที่พรรค ก. ชนะ" คือ 187 คน ก็จะได้ผลลัพธ์คือ “จำนวน ส.ส. 
แบบบัญชีรายชื่อของพรรค ก.” คือ 35 คน ( 222 คน - 187 คน = 35 คน)
กลับกันถ้า พรรค ก. มี “จำนวน ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้งที่ชนะเลือกตั้ง” คือ 223 คน 
ก็ให้นำ “จำนวนส.ส.ที่พรรค ก. พึงมี” คือ 222 คน” - (ลบ) “จำนวน ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 
ที่พรรค ก. ชนะ” คือ 223 คน ก็จะได้ผลลัพธ์คือ “จำนวนส.ส.แบบบัญชีรายชื่อของพรรค ก.” 
คือ ไม่ได้เลยสักคน (222 คน - 223 คน = -1 คน) แปลว่า พรรค ก. จะได้รับจำนวน ส.ส. 
แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ที่พรรค ก. ชนะ เกินกว่า “จำนวน ส.ส. ที่พรรค ก. พึงมี” คือ 222 คน นั่นเอง

6 ตลกร้ายของรัฐธรรมนูญ 2560

ทำไมต้องร่วมกันแก้รัฐธรรมนูญฉบับถ่วงความเจริญของประเทศ 2560 - 6 ตลกร้ายของรัฐธรรมนูญ 2560





รัฐธรรมนูญปี 2560 คือรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันของประเทศไทย เป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ 20 ซึ่งจัดทำโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) รัฐธรรมนูญฉบับนี้บังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน 2560 นับถือวันที่ 10 ธันวาคม 2561 เป็นเวลาประมาณหนึ่งปีเก้าเดือนที่รัฐธรรมนูญบังคับใช้ เนื่องในวันรัฐธรรมนูญ ปี 2561 ไอลอว์รวบรวมเรื่องราวตลกร้ายที่อยากจะขำแต่ขำไม่ออกเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญปี 2560 มาให้ทราบกัน

https://ilaw.or.th/node/5060

...




1.รัฐธรรมนูญที่ประชาชนไม่มีส่วนร่วม

คสช. ใช้เวลาสามปีกว่าหมกมุ่นอยู่กับการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ คสช. กำหนดกรอบการร่างไว้ในมาตรา 35 ของรัฐธรรมนูญ(ชั่วคราว) 2557 เช่น ต้องสร้างกลไกในการป้องกันและปราบปรามทุจริต ต้องมีกลไกในการป้องกันไม่ให้มีการทำลายหลักการสำคัญขอรัฐธรรมนูญ และต้องมีกลไกป้องกันไม่ให้ผู้ที่เคยถูกศาลตัดสินว่าทุจริตเข้าดำรงตำแหน่งทางการเมือง การกำหนดกรอบเช่นนี้ชัดเจนว่า คสช. มีธงในการร่างรัฐธรรมนูญของตัวเอง

สามปีกว่า คสช. ตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญถึงสองชุด ชุดแรกนำโดยบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ร่างเสร็จเมื่อตุลาคม 2558 แต่ก็ถูกคว่ำไป ซึ่งบวรศักดิ์ กล่าวถึงเหตุผลที่ร่างรัฐธรรมนูญของเขาถูกคว่ำว่าเพราะ “เขาอยากอยู่ยาว” ต่อมา คสช. จึงตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญชุดที่สอง นำโดยมีชัย ฤชุพันธ์ เขากล่าวว่าการร่างรัฐธรรมนูญครั้งใหม่นี้เป็นภารกิจที่สำคัญจึงจำเป็นต้องไถ่ถาม คสช. ว่ามีความคิดอย่างไร

มีชัยร่างรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2559 ใช้เวลาเกือบ 6 เดือนในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ โดยให้ฉายาร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่า “รัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง” ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกนำไปออกเสียงประชามติเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2559 ซึ่งผลการออกเสียงประชามติประชาชนที่มาออกเสียงส่วนใหญ่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตามการออกเสียงประชามติครั้งนี้ จัดทำภายใต้บรรยากาศที่ประชาชนถูกปิดกั้นการแสดงความคิดเห็น และการรณรงค์เกิดขึ้นได้จากภาครัฐเท่านั้น ก่อนถึงวันออกเสียงประชามติ มีประชาชนอย่างน้อย 195 คน ต้องถูกดำเนินคดีจากการแสดงความคิดเห็น หรือการพยายามมีส่วนร่วมในด้านต่างๆ





2.รัฐธรรมนูญไม่คุ้มครองสิทธิเสรีภาพ

รัฐธรรมนูญปี 2560 พยายามสร้างนวัตกรรมใหม่โดยการโยกย้ายสิทธิบางประการ เช่น สิทธิในการศึกษาฟรี 12 ปี, สิทธิของผู้บริโภค, สิทธิการรับบริการสาธารณสุขโดยเสมอกัน ออกจากหมวดสิทธิเสรีภาพและไปอยู่ในหมวด 'หน้าที่ของรัฐ' ทำให้เรื่องสิทธิเสรีภาพที่มนุษย์พึงมีโดยธรรมชาติถูกทำให้พร่าเลือน กลายเป็นรัฐเป็นคนกำหนดสิทธิเสรีภาพให้ประชาชน นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญยังเพิ่มเงื่อนไขในการจำกัดเสรีภาพไว้อีกสองข้อ คือ การกระทบต่อความมั่นคง หรือ ความสงบเรียบร้อย ซึ่งเป็นคำที่ตีความได้กว้าง

แม้ว่ารัฐธรรมนูญจะกำหนดให้กฎหมายที่จำกัดเสรีภาพต้องไม่ขัดต่อหลักนิติธรรม ไม่สร้างภาระหรือจำกัดสิทธิและเสรีภาพเกินสมควร แต่รัฐธรรมนูญ ก็ยังรับรองบรรดาประกาศและคำสั่ง คสช. หรือ คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนตามกติกาสากลอยู่อีกด้วย

ที่ผ่านมาภาคประชาชนพยายามอ้างรัฐธรรมนูญเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพแต่ไม่ประสบผลสำเร็จ เช่น ภาคประชาชนยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินให้ตรวจสอบคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ข้อ 12 เรื่องห้ามชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป แต่ผู้ตรวจการแผ่นดินกลับอ้างว่าคำสั่งดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายเพราะมีผลบังคับใช้ตามรัฐธรรมนูญ หรือ กรณีภาคประชาชนยื่นฟ้องต่อศาลปกครองให้ตรวจสอบคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 4/2559 เรื่อง ยกเว้นการบังคับใช้ผังเมืองและกฎหมายผังเมือง ซึ่งขัดต่อหลักสิทธิชุมชน แต่ศาลปกครองกลับยกฟ้องเนื่องจากรัฐธรรมนูญให้การคุ้มครองคำสั่งดังกล่าว





3.รัฐธรรมนูญ อ้างปราบโกง ยกเว้นพวกตัวเอง

มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เรียกรัฐธรรมนูญปี 2560 อย่างภาคภูมิใจว่า “ฉบับปราบโกง” โดยมีการสร้างกลไกใหม่ๆ เช่น การกำหนดให้มีมาตรฐานจริยธรรม, เพิ่มคุณสมบัติรัฐมนตรีว่า "ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์", ห้าม ส.ส. แปรญัตติกฎหมายให้ตัวเองมีส่วนร่วมในการใช้งบประมาณ ฯลฯ ทั้งนี้จุดมุ่งหมายเพื่อสร้างระบบคัดกรองนักการเมืองที่ “ซื่อสัตย์ สุจริต” และป้องกันนักการเมืองน้ำเน่าอันเป็นต้นเหตุของการคอรัปชั่นในประเทศไทย

กลไกปราบโกงถือเป็นหนึ่งในการปฏิรูปคอร์รัปชั่นก่อนการเลือกตั้ง ทั้งนี้นอกเหนือรัฐธรรมนูญใหม่แล้ว ตลอดระยะเวลาการปกครอง คสช. ยังแก้ไขกฎหมายและกลไกต่างๆโดยตั้งองค์กรใหม่ขึ้นมาปราบทุจริตโดยตรงสี่องค์กร ใช้อำนาจพิเศษออกประกาศ และคำสั่งของ คสช. ที่เกี่ยวข้องกับการปราบทุจริตไปแล้วอย่างน้อย 39 ฉบับ ใช้อำนาจผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ออก พ.ร.บ.ที่เกี่ยวข้องกับการปราบทุจริตไปแล้วอย่างน้อยเก้าฉบับ ไม่นับรวมกฎหมายลูกเกี่ยวกับองค์กรอิสระอีกเจ็ดฉบับ

ท่ามกลางข่าวลือและข้อสงสัยเกี่ยวกับการทุจริตครั้งใหญ่ๆ มากมายในยุคของ คสช. เช่น การทุจริตโครงการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์, การทุจริตโครงการจัดซื้อเรือเหาะ, การตั้งบริษัทในค่ายทหารของลูกชายพล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา, พฤติกรรมไม่แจ้งบัญชีทรัพย์สินของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ฯลฯ เรากลับไม่เห็นกลไกปราบคอร์รัปชั่นทำงานอย่างจริงจังในส่วนนี้ ในทางตรงกันข้ามการปฏิรูปคอร์รัปชั่นในยุคนี้ กลายเป็นการเอาคนจากกองทัพเข้าไปนั่งในองค์กรปราบทุจริต ทั้ง คตร., คตช., ศอตช., คตง. และ ป.ป.ช. นอกจากนี้การแก้ไขกฎหมายกำหนดให้อัยการทหารเป็นผู้ดำเนินคดีทุจริตกับทหารเองเท่านั้น ยิ่งเป็นการปกป้องคนจากกองทัพที่ชัดเจนขึ้นไปอีก

ยิ่งในกรณีล่าสุดยิ่งสะท้อนว่ากลไกปราบโกงเป็นข้อยกเว้นของผู้บริหารยุค คสช. เพราะเมื่อ ป.ป.ช. ออกประกาศให้บรรดาผู้บริหารหน่วยงานรัฐระดับสูงยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินฯ ส่งผลให้บริหารหลายคนลาออกโดยเฉพาะ มีชัย ฤชุพันธุ์ เจ้าของรัฐธรรมนูญ “ปราบโกง” ที่ชิงลาออกจากนายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ ขณะที่วิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ด้านกฎหมาย ประกาศว่ากรรมการยุทธศาสตร์ชาติ และคนที่ คสช. แต่งตั้งเข้ามาทำหน้าที่ปฏิรูปด้านต่างๆ ไม่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินฯ และ ป.ป.ช. ก็ออกมากล่าวว่าอาจมีการแก้กฎหมายให้ตำแหน่งที่ได้รับผลกระทบไม่ต้องแสดงบัญชีทรัพย์ฯ





4.รัฐธรรมนูญสืบทอดอำนาจ คสช.

คสช. ออกแบบรัฐธรรมนูญปี 2560 เพื่อให้ตัวเองและคณะยังมีอำนาจต่อไปได้หลังการเลือกตั้ง โดยการสร้างกลไกอย่างสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ชุดแรก จำนวน 250 คน ที่มาจากการแต่งตั้งของ คสช. ผสมกับ ส.ว.โดยตำแหน่งหกที่นั่ง คือปลัดกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

นอกจากนี้ ยังให้อำนาจ ส.ว. ลงคะแนนเลือกนายกรัฐมนตรีร่วมกับ ส.ส. 500 คน ซึ่งการเลือกนายกฯ ต้องใช้คะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของสองสภาหรือ 376 คะแนนเสียง เท่ากับว่า ส.ว. ชุดนี้ร่วมมือกับ ส.ส. อีกเพียง 126 คน ก็สามารถโหวตเลือกนายกฯ ได้แล้ว โดย ส.ว. คือตัวแปรหลักในการเลือกนายกฯ และถ้า ส.ว. ชุดนี้เกิดไม่พอใจรายชื่อนายกฯ ที่แต่ละพรรคการเมืองเสนอมา ก็สามารถร่วมลงคะแนนเสียงกับ ส.ส. อีก 250 คน หรือใช้คะแนนเสียง 2/3 ของสองสภา เลือก "นายกฯ คนนอก" ได้อีกด้วย

ขณะที่หลังเลือกตั้ง คสช. ยังไม่ได้หายไปทันทีและยังสามารถใช้อำนาจพิเศษมาตรา 44 ตามใจชอบไม่เรื่อยๆ จนกว่าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ และถึงแม้ คสช. จะสิ้นสุดลงหลังมี ครม.ชุดใหม่ แต่ คสช. ก็ได้เขียน “ยุทธศาสตร์ คสช.” หรือยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี บังคับใช้ตั้งแต่ปี 2561 - 2580 ไว้แล้ว ซึ่งยุทธศาสตร์ชาติจะบังคับให้รัฐบาลหน้าต้องแถลงนโยบายและงบประมาณประจำปีให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ ไม่เช่นนั้นรัฐบาลอาจพ้นจากตำแหน่งได้ โดยรัฐบาลหลังเลือกตั้งจะถูกกำกับโดยคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติและ ส.ว. ซึ่งถูกแต่งตั้งจาก คสช.

ทั้งนี้ คสช. ยังทิ้งมรดกทางกฎหมาย คือ ประกาศ คสช. คำสั่ง คสช. และคำสั่งหัวหน้า คสช. อย่างน้อย 540 ฉบับ ให้อยู่สืบต่อโดยรัฐธรรมูญให้การรับรองและบังคับใช้ได้ต่อไปได้จนกว่าจะมีกฎหมายมายกเลิก





5.รัฐธรรมนูญประชาชนแก้ยาก คสช. แก้ไขง่าย 

การแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 เป็นหนทางหนึ่งที่จะทำให้ประชาชนหลุดพ้นจากกลไกสืบทอดอำนาจของ คสช. ที่ถูกบรรจุเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐธรรมนูญกำหนดช่องทางแก้ไขให้ต้องยื่นต่อรัฐสภา โดยผู้มีสิทธิเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ คือ ครม., ส.ส. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวน ส.ส. ในสภา (100 เสียง), ส.ส. และ ส.ว. จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมด (150 คน) และประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่า 50,000 คน

อย่างไรก็ตามเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลยสำหรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะเมื่อร่างรัฐธรรมนูญเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาแล้วต้องผ่านขั้นตอนสุดหินที่ คสช. วางเอาไว้ คือ ในวาระที่ 1 ขั้นรับหลักการ รัฐธรรมนูญกำหนด ส.ส. และ ส.ว. ต้องเห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา และในจำนวนนี้ต้องมี ส.ว. เห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของ ส.ว. ซึ่งหากพิจารณาจากที่มาของ ส.ว. ที่ไม่ได้มาจากประชาชน แต่ถูกเลือกโดย คสช. ดังนั้น การจะได้เสียงสนับสนุนจาก ส.ว. เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญอาจเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก

และขั้นสุดท้ายในวาระที่ 3 ขั้นเห็นชอบเป็นกฎหมาย กำหนดให้ ส.ส. และ ส.ว. มากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดของสองสภา โดยในจำนวนนี้ต้องมี ส.ส. จากพรรคการเมืองที่ไม่ได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือรองประธานสภาผู้แทนราษฎร เห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของทุกพรรคการเมืองดังกล่าวรวมกัน และ มี ส.ว. เห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา

นอกจากนี้รัฐธรรมนูญยังสร้างกลไกป้องกันแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยการกำหนดให้หาก ส.ส. หรือ ส.ว. หรือสมาชิกทั้งสองสภารวมกันไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของแต่ละสภา หรือของทั้งสองสภารวมกัน เห็นว่า มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ ให้ ส.ส. และ ส.ว. รวมตัวกันยื่นความเห็นต่อประธานสภา เพื่อส่งความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ให้วินิจฉัยชี้ขาดว่าสามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นได้หรือไม่ได้ ทั้งนี้ระหว่างนี้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยนายกฯ จะนำร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวขึ้นทูลเกล้าฯ ไม่ได้

ในทางตรงกันข้ามนับตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2560 ยังไม่ผ่านประชามติ รัฐธรรมนูญฉบันี้ก็ถูก คสช. ใช้อำนาจพิเศษ ม.44 แก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างง่ายดายเรื่อยมา เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญหลังถูกวิจารณ์เรื่องเรียนฟรี 12 ปี โดยแก้ไขเป็น 15 ปีตามปกติ การแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องให้รัฐอุปถัมภ์พุทธศาสนานิกายเถรวาทเป็นให้เป็นอุปถัมภ์ทุกศาสนาเท่ากัน หรือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญตามข้อสังเกตพระราชทาน เป็นต้น





6.รัฐธรรมนูญฉบับไม่ไว้ใจประชาชน

รัฐธรรมนูญปี 2560 นับว่าเป็นความถดถอยของระบอบประชาธิปไตยไทย เพราะเนื้อหาส่วนใหญ่ในรัฐธรรมนูญแสดงออกถึงความไม่ไว้ใจประชาชน เช่น เรื่องการคุ้มครองเสรีภาพการชุมนุม จะเห็นได้ชัดว่ามีการขยายความเงื่อนไขในการจำกัดเสรีภาพการชุมนุมให้กว้างขึ้น จากรัฐธรรมนู
ญฉบับก่อนหน้าอย่างรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 ที่มีการกำหนดเงื่อนไขด้วยคำที่มีความหมายเฉพาะเจาะจง เช่น สภาวะสงครามหรือกฎอัยการศึก แต่รัฐธรรมนูญปี 2560 กำหนดให้จำกัดเสรีภาพได้ โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยสาธารณะ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี ซึ่งการใช้คำที่คลุมเครือเช่นนี้เท่ากับเป็นการเปิดให้เจ้าหน้าที่รัฐใช้ดุลพินิจได้อย่างกว้างขวาง

ขณะที่การตรวจสอบอำนาจรัฐโดยประชาชนกลับหายไปจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน เช่น การตัดบทบัญญัติเกี่ยวกับการเข้าชื่อของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในการเสนอให้มีการริเริ่มกระบวนการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญ รวมทั้งบทบัญญัติที่กำหนดให้การต่อต้านโดยสันติซึ่งการเข้าสู่อำนาจที่ไม่ใช่วิถีทางตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 เคยรับรองไว้

ที่สำคัญที่มาของนายกรัฐมนตรีที่รัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 เคยกำหนดให้นายกฯ ต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งจะเข้าสู่อำนาจได้ต่อเมื่อได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน แต่ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันกำหนดแค่เพียงให้พรรคการเมืองเป็นผู้เสนอชื่อบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งนายกฯ ต่อ กกต. ก่อนการเลือกตั้ง แต่บุคคลดังกล่าวไม่จำเป็นต้องลงสมัครรับเลือกตั้งจากประชาชน ทั้งยังมีการเขียนข้อยกเว้นด้วยว่า ส.ส. และ ส.ว. สามารถลงคะแนนเพื่อยกเว้นให้สามารถเสนอชื่อ “คนนอก” บัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองเสนอเป็นนายกฯ ได้ ซึ่งก็ดูจะยิ่งตอกย้ำว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความ "ไม่ไว้วางใจ" ประชาชน ไม่เชื่อว่าประชาชนจะสามารถเลือกสิ่งที่ดีให้กับประเทศได้

จากป่าแหว่ง ถึงบัตรแหว่ง

จากป่าแหว่ง ถึงบัตรแหว่ง

เหตุการณ์ป่าแหว่ง คือ เหตุการณ์ที่ชาวเชียงใหม่รวมตัวกันประท้วง ไม่พอใจการสร้างบ้านพักข้าราชการตุลาการของศาลอุทธรณ์ภาค 5 บริเวณเชิงดอยสุเทพ จ.เชียงใหม่ โดยเมื่อประชาชนเสียงดัง และรัฐบาลเห็นท่าว่าจะเดินหน้าต่อไปไม่ได้ ก็มีการแถลงว่าจะยอมรื้อถอนทั้งหมด จะคืนและกลับไปฟื้นฟูให้กลายผืนป่าเป็นข้อยุติที่ประชาชนพอใจ 

แต่จนถึงวันนี้ เมื่อเสียงของประชาชนอ่อนแรงลง รัฐบาลโดย นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกฯ ก็ออกมาแถลงเมื่อ 8 ธันวาคม 2561 ว่า ไม่รื้อถอนแต่ให้ไปฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมโดยรอบให้เป็นป่าที่สมบูรณ์และกลับมีการแจ้งความดำเนินคดีกับแกนนำคัดค้านอีกจำนวนหนึ่ง

เหตุการณ์บัตรแหว่ง คือเหตุการณ์ที่ กกต.ได้เตรียมการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งโดยมีแค่หมายเลข ไม่มีชื่อพรรค ไม่มีโลโก้พรรค โดยอ้างอำนาจในการดำเนินการตามกฎหมายและข้อจำกัดในการทำงานทางธุรการ ซึ่งได้รับเสียงคัดค้านอย่างรุนแรงจากพรรคการเมือง และนักวิชาการที่เห็นว่า จะเป็นบัตรเลือกตั้งที่ไม่สมบูรณ์ ขัดกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ และอาจนำไปสู่การทุจริตการเลือกตั้ง เมื่อประชาชนเสียงดัง เจ้าหน้าที่ของกกต.ก็ออกมายอมรับว่าทำเป็นบัตรเต็มหรือบัตรแหว่งทำได้หมด รอให้ กกต. 7 คน เป็นคนตัดสินในขั้นสุดท้าย ซึ่งทำให้เสียงคัดค้านเริ่มแผ่วลง นึกว่าเขาจะยอมแล้ว (เหมือนยอมรื้อถอนบ้านพัก)

เชื่อไหมว่า เมื่อถึงเวลาที่ กกต.ต้องตัดสินและเสียงคัดค้านเหนื่อยล้า กกต.จะตัดสินใจแบบ “เอาง่าย” คือ ใช้บัตรแหว่งแทนบัตรเต็ม โดยอ้างความชอบธรรมตามกฎหมายและข้อจำกัดทางด้านเวลา ด้วยคำตอบที่บอกว่า “จะเอาบัตรแหว่งหรือจะเอาบัตรเต็มแต่ต้องเลื่อนการเลือกตั้งออกไป” ซึ่งทุกคนที่คัดค้านคงตกอยู่ในสภาวะจำยอมแบบภาษิตไทยที่ว่า “กำอุจจาระดีกว่ากำลมที่ออกมาจากก้น”

ถึงวันนั้น การเลือกตั้งทั่วไปของไทยจะเต็มไปด้วยความวุ่นวาย เรื่องบัตรแหว่งอาจกลายเป็นอีกหนึ่งตำนานและบันทึกในประวัติศาสตร์ที่เป็นบทเรียนของ กกต. อีกครั้ง ควบคู่ไปกับวลีเด็ดที่ว่า “เพราะเขาอยากอยู่นาน”

สมชัย ศรีสุทธิยากร

สมชัย ศรีสุทธิยากร:เรื่องสั้นสองนาที

เรื่องสั้นสองนาที
นาฬิกาปลุกจากโทรศัพท์มือถือดังขึ้น ผมตื่นขึ้นมาดูปฏิทิน เป็นวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒ วันเลือกตั้งครั้งแรกของไทยหลังการรัฐประหารปี ๒๕๕๗ วันนี้ผมมีสิ่งที่ต้องทำหลายอย่าง ก่อนจะไปสิทธิเลือกตั้งตอนบ่ายๆเพราะเห็นว่าเขาให้เลือกได้ถึงห้าโมงเย็น

หลังจากแต่งเนื้อแต่งตัวเสร็จ ผมนั่งเมล์สายประจำจากบ้านไปทำธุระให้เสร็จก่อนไปเลือกตั้ง เห็นป้ายหาเสียงของพรรคการเมืองต่างๆ มีแต่รูปหัวหน้าพรรค ไม่ยักมีรูปผู้สมัคร อ๋อ เขากำหนดให้ผู้สมัครของแต่ละเขตติดป้ายได้ขนาดเล็กๆ จำนวนจำกัด และต้องไปติดตามจุดที่ กกต.ทำบอร์ดไว้ให้ติดเท่านั้นซึ่งไม่รู้อยู่ตรงไหน

รูปลุงตู่ช่างมากมายเยอะแยะไปหมด ปะติดกับโครงการประชารัฐสารพัดโครงการที่ขึ้นป้ายมาประชันกัน โน่นลุงตู่กับเน็ตประชารัฐ โรงเรียนประชารัฐ บ้านประชารัฐ ร้านธงฟ้าประชารัฐ ตลาดประชารัฐ ไอ้นั่นก็ป้ายรูปลุงตู่กับโครงการประชารัฐร่วมใจป้องกันภัยยาเสพติด จะมาโฆษณาอะไรกันมากมายตอนนี้ งบประมาณทำป้ายมาจากภาษีประชาชนทั้งนั้น

อ้าว นั่นป้ายลุงตู่ถูกเสนอชื่อเป็นนายกนี่หว่า หน้าตาดีเชียว รถเมล์ผ่านแว็บๆ พรรคอะไรประชารัฐสักอย่าง เห็นบอกให้เลือกเบอร์ ๗ อ้าวพอรถเมล์วิ่งไปอีกหน่อย เห็นอีกป้าย อ้อชัดแระ พรรคพลังประชารัฐ เบอร์ ๑๕ เริ่มงงละ จะเลือกลุงตู่เบอร์ไหนหว่า ต้องดูให้แน่ป้ายหน้า เฮ้ย ไหงเป็นเบอร์ ๒๒ พออีกป้ายข้างหน้า เบอร์ ๑๑ ถัดไปอีกหน่อยเบอร์ ๓ ผมเริ่มสับสนแล้วว่า อยากได้ลุงตู่จะเลือกเบอร์ไหนดี

กว่าจะทำธุระตามเขตต่างๆหลายเขตใน กทม. ผมว่าเจอเบอร์ลุงตู่ไม่ซ้ำกันกว่า ๑๐ หมายเลข นี่จะสามโมงแล้วผมต้องไปเลือกตั้งเดี๋ยวจะเสียสิทธิ ผมรีบไปยังหน่วยที่เคยใช้สิทธิประจำ อ้าวไหงไม่มีชื่อ พลิกหาชื่อในบัญชีหน้าหน่วยไม่มีนี่ ถามเจ้าหน้าที่ เขาบอก กม.ใหม่เขายุบหน่วยให้น้อยลง จาก ๙๐,๐๐๐ กว่าหน่วย เหลือ แค่ ๗๐,๐๐๐ กว่าหน่วย เพราะเปลี่ยนจากเฉลี่ย ๘๐๐ คน เป็น ๑,๐๐๐ คน ต่อหน่วย หน่วยเลยน้อยลง และต้องเปลี่ยนที่ไปไกลจากบ้านมากขึ้น

กว่าผมจะหาหน่วยใหม่เจอก็ปาเข้าไปสี่โมงกว่า คนก็เยอะ รีบก็รีบ ผมไม่ทันได้ดูอะไรให้ชัดเจน รีบเข้าไปแสดงตัว ยื่นบัตรประชาชน รับบัตรเลือกตั้ง กะว่าอย่างน้อยได้มาสองใบคงกาถูกสักใบ เจ้าหน้าที่ให้บัตรมาใบเดียว ผมรับมางงๆพอไปคลี่บัตรในคูหา มีแต่หมายเลข ไม่มีชื่อพรรค ไม่มีโลโก้พรรคของลุงตู่ที่ผมจำมาแม่น แล้วผมจะเลือกงัยนี่

ทบทวนความจำจากป้ายที่ผมเห็นมาตลอดวัน มันมีหลายหมายเลขเกิน เอาเบอร์ที่เห็นเยอะที่สุดแล้วกัน ใช่แน่นอน เบอร์ ๑๕ เห็นหลายป้ายมากที่สุด ไม่พลาดแน่ ผมหยิบปากกามากาบนบัตรอย่างมั่นใจ และนำมาหย่อนในหีบด้วยความภาคภูมิใจว่าได้ใช้สิทธิเลือกตั้งแล้ว

ออกมาจากหน่วยเลือกตั้ง ผมพอมีเวลาหายใจหันไปดูป้ายที่แสดงรูปผู้สมัครจากพรรคต่างๆเพื่อให้แน่ใจว่าเลือกไม่ผิดตัว ผู้สมัครแต่ละคนหน้าตาช่างไม่คุ้นเคยเลย นั่นไง หมายเลข ๑๕ ใครก็ไม่รู้
อ้าว พรรคประชาธิปัตย์ !!

วันพุธที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2561

ปลดล็อกเลิกแช่แข็ง 'หาเสียง-ระดมทุน' รอใส่เต็มที่

ปลดล็อกเลิกแช่แข็ง 'หาเสียง-ระดมทุน' รอใส่เต็มที่
นับแต่นี้พรรคการเมืองทุกพรรคก็ขยับ-ขับเคลื่อนการเมือง-การเลือกตั้งได้เต็มที่ หลังถูกแช่แข็งมานานร่วมกว่าสี่ปี กับการที่ถูกคำสั่ง คสช.จำกัดสิทธิการทำกิจกรรมการเมืองบางอย่าง
      จนในที่สุด เมื่อกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส.พ.ศ.2561 ที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 12 ก.ย.2561 ที่ผ่านมา แต่ให้มีผลบังคับใช้หลังจากนั้นอีก 90 วัน ซึ่งมาครบเมื่อ  11 ธ.ค.ที่ผ่านมา ผลพวงจากกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส.ดังกล่าว ทำให้สิ่งที่ทุกพรรคการเมืองรอคอยมานาน ก็ออกมาเมื่อวันอังคารที่ 11 ธ.ค.ที่ผ่านมา หลัง พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช.ออกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 22/2561 เรื่อง “การให้ประชาชนและพรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมทางการเมือง” ซึ่งสาระสำคัญของคำสั่งดังกล่าวก็คือ การเลิกแช่แข็งพรรคการเมืองหลังที่ผ่านมา แม้ทุกพรรคการเมืองจะมีการทำกิจกรรมทั้งแบบเปิดเผย-ไม่เปิดเผย มีการประชุมกรรมการบริหารพรรค แกนนำพรรค พบปะสมาชิกพรรค แต่ก็ทำไม่ได้เต็มที่ บางกรณีต้องทำหนังสือแจ้ง คสช.ล่วงหน้า แต่นับจากนี้ ทุกอย่างโอเพ่น เปิดกว้าง ปล่อยผีแล้ว
      ซึ่งคำสั่ง คสช.ที่ 22/2561 ดังกล่าว ระบุเหตุผลที่มาที่ไปไว้ โดยสรุปว่า หลัง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 11 ธ.ค. และตามกฎหมายต้องตราพระราชกฤษฎีกากำหนดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปภายใน 90 วัน นับแต่กฎหมายเลือกตั้ง ส.ส.มีผลใช้บังคับ ตลอดจนกฎหมายบัญญัติให้ระยะเวลาในการคำนวณค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งและวิธีการหาเสียงเลือกตั้งให้นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งมีผลใช้บังคับ อันแสดงให้เห็นว่าการหาเสียงเลือกตั้งให้เริ่มกระทำได้ตั้งแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้ง ส.ส. มีผลใช้บังคับ
      คำสั่งดังกล่าวย้ำว่า จากที่มีคำสั่งหัวหน้า คสช.บางฉบับ เป็นอุปสรรคต่อการเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้งของพรรคการเมือง โดยที่จะมีการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้ง ส.ส.ในเร็ววันนี้ จึงเป็นที่แน่ชัดว่าจะมีการเลือกตั้งในระยะเวลาอันใกล้ ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านที่มีความสำคัญต่ออนาคตของประเทศ
       “ควรที่พรรคการเมืองจะสามารถรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งเพื่อนำเสนอนโยบายที่ใช้ในการบริหารประเทศต่อประชาชนได้ จึงสมควรดำเนินการเพื่อให้ประชาชนและพรรคการเมืองสามารถดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้ในช่วงที่จะมีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย”
      ..ดังนั้น คำสั่ง คสช.ที่ 22/2561 จึงมีการยกเลิกคำสั่ง คสช.และประกาศ คสช.ที่ออกมาก่อนหน้านี้รวม 9 ฉบับ ที่สาระสำคัญก็คือ ปลดล็อกพรรคการเมือง เลิกแช่แข็งพรรคการเมือง ทำให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมการเมืองได้เต็มที่ เช่น การหาเสียงโดยยังไม่คิดค่าใช้จ่ายจนกว่าจะมีพ.ร.ฎ.การเลือกตั้งฯ–การจัดประชุมทางการเมืองของพรรค จากเดิมที่หากประชุมกันเกินห้าคน ต้องขออนุญาตคสช. ซึ่งแม้ที่ผ่านมาทุกพรรคการเมืองจะมีการประชุมแกนนำพรรคกันมาตลอดกว่าสี่ปี แต่ก็ทำแบบไม่เปิดเผย แต่นับจากนี้ก็ทำได้เต็มที่แล้ว นอกจากนี้ หากพรรคการเมืองจะมีการจัดประชุมใหญ่ เช่น จัดงานระดมทุนเข้าพรรค ก็ทำได้ ไม่ต้องขอหรือแจ้งต่อ คสช. รวมถึงในบางคำสั่งที่ยกเลิกดังกล่าว ยังเป็นการยกเลิกการแช่แข็งการทำธุรกรรมทางการเงินของนักการเมือง แกนนำพรรคการเมืองบางพรรค เช่น จาตุรนต์ ฉายแสง แกนนำพรรคไทยรักษาชาติ ตลอดจนทำให้ต่อไปนี้พรรคการเมืองสามารถเปิดรับบริจาคเงินเข้าพรรคได้แล้ว หลังไม่มีการทำธุรกรรมดังกล่าวมาเกือบห้าปี
      ความชัดเจนของคำสั่งดังกล่าว “วิษณุ เครืองาม" รองนายกรัฐมนตรี-มือกฎหมายรัฐบาล ระบุว่า หลังมีคำสั่งดังกล่าวออกมา พรรคการเมืองสามารถดำเนินกิจกรรมได้ทุกอย่าง เช่น การประชุมสมาชิกพรรค การที่คนในพรรคการเมืองจะลงพื้นที่พบปะประชาชน การจัดเวทีปราศรัยหรือเรียกประชุม ส.ส.โดยไม่ต้องขอ คสช.
      ทั้งนี้ หลังมีคำสั่งดังกล่าว จับปฏิกิริยาทางการเมือง ของแต่ละพรรค ไล่เรียงกันไปก็เช่น พรรคใหญ่อย่าง "เพื่อไทย” ทาง ชูศักดิ์ ศิรินิล ประธานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย มองว่าเป็นการคลายล็อกให้พรรคการเมืองสามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้ สามารถสื่อสารกับสมาชิกในลักษณะของการหาเสียงได้ ที่สำคัญก็คือปลดล็อกเรื่องการทำธุรกรรมทางการเงิน ให้มีการทำธุรกรรมทางการเงินได้ตามปกติ แต่เป็นที่น่าสังเกตว่ายังไม่มีการปลดล็อกการให้อำนาจพิเศษกับฝ่ายทหาร เช่น อำนาจการเรียกตัวมาปรับทัศนคติ มาพูดคุย 
      ขณะที่พรรคเครือข่ายเพื่อไทย อย่าง “ไทยรักษาชาติ” ทาง “ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช" หัวหน้าพรรคไทยรักษาชาติ กล่าวว่า หลังมีคำสั่งปลดล็อกแล้ว สิ่งที่พรรคจะดำเนินการก็มีเช่น การจัดตั้งตัวแทนพรรคประจำจังหวัด กิจกรรมลงพื้นที่พบปะสมาชิกและผู้สนับสนุนพรรค
      เช่นเดียวกับมุมมองของ “ปิยบุตร แสงกนกกุล" เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ โพสต์ผ่านเฟชบุ๊กในหัวข้อ "ปลดล็อกที่ไม่ปลดล็อก" มีเนื้อหาโดยสรุปว่า แม้ยกเลิกประกาศ คสช. คำสั่ง คสช. บางฉบับไปแล้ว แต่ประชาชนผู้รักชาติ รักประชาธิปไตย กลับยังคงถูกล็อกด้วย “โซ่ตรวน” ในนามของ “คดีความ” ประชาชนเหล่านี้คือผู้รักประชาธิปไตย ออกไปใช้เสรีภาพในการแสดงออก ซึ่งเป็นเสรีภาพของมนุษย์ทุกคน ติดตัวมนุษย์มาแต่กำเนิด เพื่อต่อต้านเผด็จการทหาร วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลทหาร แต่กลับต้องแบกรับคดีความเอาไว้ ราวกับพวกเขาเป็นอาชญากร ทั้งๆ ที่ คสช.ต่างหากที่ละเมิดกฎหมายสูงสุดของประเทศ ฉีกรัฐธรรมนูญด้วยกำลังทหาร มีความผิดฐานกบฏตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113 แต่ตั้งตนเป็นกฎหมาย นิรโทษกรรมตนเอง
       “เมื่อยกเลิกประกาศ คำสั่ง คสช. ที่กำหนดความผิดและโทษไปแล้ว ตามหลักกฎหมาย เมื่อกฎหมายที่กำหนดฐานความผิดและโทษถูกยกเลิกไป การดำเนินคดีต่างๆ ตามกฎหมายนั้นก็ต้องสิ้นสุดลงด้วย“
      แม้อาจมีปฏิกิริยายังไม่พอใจเต็มร้อยกับคำสั่งปลดล็อกพรรคการเมืองดังกล่าว แต่ทุกพรรคการเมืองคงไม่เสียเวลามาตอดเล็กตอดน้อย คสช.เรียกร้องอะไรให้เสียเวลา เพราะขณะนี้ถือว่าเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง ทุกพรรคจึงต้องเร่งเตรียมการกันเต็มที่ ยิ่งเมื่อมีความชัดเจนว่า กกต.จะมีการออกพระราชกฤษฎีการการเลือกตั้ง 2 ม.ค.2562 และจะมีการเลือกตั้ง 24 ก.พ.2562 ทุกพรรคก็ต้องใช้เวลาที่มีอยู่ตอนนี้ลุยกันเต็มร้อย
      จึงได้เห็นการขยับเตรียมพร้อมกันของหลายพรรคการเมือง ทั้งเรื่องการวางตัวผู้สมัคร ส.ส.ทั้งระบบเขต-ปาร์ตี้ลิสต์ การเตรียมนโยบายที่จะใช้หาเสียง การวางแผนเตรียมหาเสียงทั่วประเทศ การจัดเตรียมกระสุนดินดำที่จะใช้เลือกตั้ง ตลอดจนแม้แต่การเตรียมต่อสายประสานงานกับพรรคการเมืองต่างๆ เพื่อหวังจับมือกันแต่เนิ่นๆ ในการจะเป็นพันธมิตรการเมืองกันหลังเลือกตั้งโดยเฉพาะการตั้งรัฐบาล
      อย่างเช่น “พลังประชารัฐ” พรรคตั้งใหม่ที่เป็นพรรครัฐบาล ก็จะจัดระดมทุนผ่านงานเลี้ยงโต๊ะจีน 200 โต๊ะในวันที่ 19 ธันวาคม ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยมีข่าวว่าแกนนำตั้งเป้าไว้ว่าจะระดมทุนได้ประมาณ 600 ล้านบาท ซึ่งเมื่อปลดล็อกพรรคการเมืองแบบนี้แล้ว การจัดงานดังกล่าวน่าจะลุยโลด แม้รู้ดีว่าทั้งคนจัดงานและคนซื้อโต๊ะจีนเพื่ออัดฉีดเงินเข้าพรรคอย่างเป็นทางการ จะถูกจับตามองจากทุกฝ่าย
      ความคึกคัก การเตรียมลงทำศึกเลือกตั้งของทุกพรรคการเมือง ต่อจากนี้คงมีสีสัน ความดุเดือด เข้มข้น ให้ปรากฏไปจนถึงวันหย่อนบัตร 24 ก.พ.2562 เป็นแน่แท้.

อย่างเป็นทางการ'ประยุทธ์'ยอมรับแล้วเป็นนักการเมืองเต็มตัว ลั่นยอมตายเพื่อประชาชน

อย่างเป็นทางการ'ประยุทธ์'ยอมรับแล้วเป็นนักการเมืองเต็มตัว ลั่นยอมตายเพื่อประชาชน


    
12 ธ.ค.61 -  ที่สวนสาธารณะหนองบึงกาฬและบึงสวรรค์ ต.บึงกาฬ  จ.บึงกาฬ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) พร้อมคณะ พบปะกับประชาชน และเยี่ยมชมผลงานการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลของจังหวัดบึงกาฬ โดยมี นายนิพนธ์  คนขยัน นายก อบจ.บึงกาฬ รอต้อนรับ 
โดยพล.อ.ประยุทธ์ กล่าวกับประชาชนที่มารอต้อนรับประมาณ 5,000 คน ว่า ดีใจ ชื่นใจที่ได้เดินทางมาบึงกาฬ แม้จะเป็นจังหวัดที่ 77 แต่เมื่อเห็นรอยยิ้มของทุกคนแล้วก็มีความสุข อากาศหนาวคล้ายกับประเทศสวิสเซอร์แลนด์ เห็นรอยยิ้มและการต้อนรับซึ่งเป็นการให้เกียรติซึ่งกัน ทุกคนมารับด้วยใจที่ถึงกัน 
“วันนี้รัฐบาลมารับฟังปัญหาของทุกๆคนทุกพวกทุกฝ่าย ใครส่งอะไรมาก็รับฟังทั้งหมด ขอเพียงอย่างเดียวอย่าไปเสนอความคิดเห็นกลางท้องถนน วันนี้กรุงเทพเริ่มกันแล้ว ที่นี่จะมีหรือไม่ จะตั้งแถวเดินขบวนกันอีกหรือไม่ ขอร้องเถอะ ประเทศชาติจะเสียหาย ใครทำเราอย่าไปยอมรับ เพราะมันไม่ใช่กติกา ทุกอย่างมีช่องทาง ทุกประเทศก็แก้ปัญหากันแบบนี้ ไม่มีที่ไหนจะปิดถนน เรื่องเหล่านี้จะต้องไม่เกิดขึ้นอีก ตอนนี้เราอยู่ในช่วงวันที่จะต้องเปลี่ยนผ่าน เราต้องร่วมมือกันเดินหน้าประเทศ” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า การทำงานของรัฐบาลต้องคำนึงถึงคนทุกระดับ อย่าคอยแต่จะทะเลาะกัน อย่าปล่อยให้ใครมาปลุกว่ารัฐบาลเอื้อประโยชน์กับคนรวย เพราะล้วนเป็นกลไกของตลาดโลกและการค้าเสรี ดังนั้น จึงต้องดูแลภาคเกษตรให้มีรายได้เพียงพอ ประชาชนต้องฟังรัฐบาลในทุกช่องทาง ซึ่งอยากรู้อะไรก็สามารถเข้าไปในเว็บไซต์ของแต่ละกระทรวงได้ จากนั้นให้ไปถามเจ้าหน้าที่ โดยผู้ว่าฯแล้วนายอำเภอต้องตอบคำถามให้ได้ ตอบไม่ได้ให้มาบอกตน 
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ทั้งนี้การเป็นประชาธิปไตยทุกคนจะต้องเดินไปด้วยกัน ตัดสินใจร่วมกันและเดินหน้าประเทศไปพร้อมกัน ไม่ใช่ขัดแย้งกันทุกเรื่อง จนทำอะไรไม่ได้ การที่รัฐฯ มีมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ผ่านโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐนั้น เพื่อช่วยเหลือประชาชน เงินที่ได้ไปต้องใช้อย่างประหยัด อย่าไปกินเหล้า ต้องให้เงินถึงแม่บ้าน ขอให้ทุกคนซื่อสัตย์อย่าใช้เงินสุรุ่ยสุร่าย หรือรั่วหาย เพราะ 500 บาท มีความหมาย ไม่ใช่จะเอาไปซื้อผักบุ้งอย่างที่มีคนกล่าวหา เพราะผักบุ้งสามารถเก็บได้ข้างทาง ปลูกกินเองได้ ไม่ได้ให้ใช้อย่างสุรุ่ยสุร่ายหรือเสพสุข กินอะไรไปเรื่อย
นายกฯ กล่าวว่า วันนี้เจ้าหน้าที่รัฐจะต้องตอบคำถามประชาชนให้ได้ ทั้ง อบต.อบจ.ที่เลือกเข้ามา ต้องมีความรู้ว่าวันนี้รัฐบาลกำลังขับเคลื่อนอะไรอยู่ ส่วนวันหน้าค่อยเลือกรัฐบาลหน้า แล้ววันนี้รัฐบาลนี้กำลังทำอะไรอยู่ ถ้ามันดีก็ช่วยกันทำต่อ อะไรถูกก็ต้องทำต่อ ไม่ใช่ต้องไปล้มล้างทุกอัน แต่สิ่งที่ต้องหยุดและแก้ไข คือการทุจริตและทำผิดกฎหมาย เพราะถ้าไม่ปล่อยปละละเลย ก็คงไม่มีความผิด ต้องยอมรับว่าทุกอย่างมีกติกา มีกฎหมาย หลายคนเป็นห่วงเรื่องปลดล็อค เมื่อวานได้ปลดล็อคแล้ว แต่ก็เริ่มมีการตั้งแถว ตั้งขบวนชุมนุมต่อต้านด่ารัฐบาลกันแล้ว ถามหน่อยว่าทำไปเพื่ออะไร แล้วจะให้คนพวกนี้มาบริหารประเทศหรือ ก็สุดแล้วแต่พวกท่าน ตนไม่ว่าใครทั้งสิ้น แต่ท่านควรจะเอาทุกอย่างเป็นบทเรียน ซึ่งไม่ใช่บทเรียนของรัฐบาลเพียงอย่างเดียว เป็นบทเรียนของประชาชนในชาติ ทำอย่างไรที่จะให้คนไม่ดี ที่พูดให้ร้ายทั้งในและต่างประเทศหยุด ท่านอาจจะได้ประโยชน์จากที่ผ่านมา แต่รัฐบาลเสียประโยชน์ เช่น เก็บข้าวไว้ 4 ปีเน่าเสียขาดทุนไปเท่าไหร่ เป็นต้น 
"ผมมาวันนี้ ถ้าเป็นนักการเมืองเต็มตัว ตอนนี้ผมจะบอกว่าไม่ใช่ก็ไม่ได้ เพราะผมบริหารประเทศ ถ้าเป็นนักการเมืองจะดีใจ เพราะมีคนมารับเยอะ เรียกลุงตู่ ลุงตู่ รู้ไหมว่าผมเป็นทุกข์ แต่ผมยอมเป็นทุกข์ ยอมตายจากตรงนี้ ถ้าผมกลับไป ผมก็นอนคิดว่าทำไมเขาต้องมาหวังที่เรา ทำไมเขาต้องให้เราทำงาน เพราะเขามีความหวังไง เราต้องทำความหวังให้เป็นความจริง แต่เราจะมาหลอกลวง ล่อลวง ไม่ได้ โดยเฉพาะที่บอกว่าเดี๋ยวจะดีขึ้น จะทำไอ้นั่นไอ้นี่ เราต้องทำทีละขั้นทีละตอน ประชาชนต้องศึกษาสิ่งที่รัฐบาลทำมา" นายกฯ กล่าว
นายกฯ กล่าวว่า นี้คือสิ่งที่จับต้องได้ แต่อาจไม่ได้เกิดที่เรา แต่เกิดที่อื่น แต่มีผลมาถึงเรา น้ำไม่ท่วม เก็บน้ำไว้ใช้ เดี๋ยวก็ต้องทำอีกในแผนแม่บท รัฐบาลหน้าก็ทำตามนี้ มียุทธศาสตร์ชาติมีน้ำ ถนน ตรงไหนแผนแม่บทมีทุกกระทรวง วันนี้ถึงมีปัญหามาก เพราะหลายคนไม่ค่อยยอม อยากจะใช้อีหลุยฉุยเฉกเหมือนเดิม ตนก็ต้องป้องกันเรื่องพวกนี้ไว้ให้กับพวกท่าน แต่อยู่ที่ว่าจะรักษาไว้ได้หรือไม่เท่านั้นเอง โครงการไหนที่เกินพันล้านหมื่นล้านต้องเข้าครม.และอย่าไปเชื่อใครที่เอางบประมาณมาขาย รัฐบาลนี้ไม่มีใครเอามาขาย หากมีใครเอามาขายให้บอกเลย เอางบฯมาขายไม่ได้ เพราะงบฯต้องอนุมัติโดยครม.ที่ต้องมีหลักการและเหตุผลในการอนุมัติ 
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า  แค่นี้แล้วกันปวดท้องแล้ว แต่ปวดท้องด้วยความยิ้มแย้มแจ่มใส เพราะเห็นรอยยิ้ม ทุกคนต้องช่วยชาติ ต้องมีจิตอาสา ทำความดีด้วยหัวใจอันยิ่งใหญ่ของคนไทยทุกคน ไม่มีเว้น ทุกคนคือคนไทย จะดีจะชั่วก็คือคนไทย อยู่ที่ว่าคนดีจะทำให้คนไม่ดี ไม่ทำให้ประเทศชาติเสียหายอีกต่อไปได้อย่างไร จำไว้ไม่ใช่ศัตรูใคร กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ต้องปรับปรุงตัวเอง เพราะอยู่ใกล้ประชาชนมากที่สุด ต้องเรียนรู้ทำงานแบบเดิมๆไม่ได้อีกแล้ว. 

”บิ๊กตู่” เสี่ยงเซียมซี 17ทาย “ธาตุไฟร้อนแรง” ...รุ่มร้อนหงุดหงิด ขุ่นเคืองใจ

เซียมซี#17.,...”บิ๊กตู่” เสี่ยงทาย “ธาตุไฟร้อนแรง” ...รุ่มร้อนหงุดหงิด ขุ่นเคืองใจ
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคสช. เสี่ยงเซียมซี ความสุข ที่ วัดโพธาราม อ.เมืองบึงกาฬ ได้หมายเลข 17
คำทำนาย ระบุว่า คุณกำลังได้รับพลังแห่งธาตุไฟอย่างเต็มเปี่ยม
ธาตุไฟ คือ ความร้อนความกระตือรือร้น
ความก้าวไปข้างหน้า คือความเร่งรีบ ความวู่วาม และการทำลาย
แนะหากคุณกำลังเร่งรีบกับทุกสิ่งในชีวิต ถึงเวลาที่คุณจะต้องทำอะไรให้ช้าลงเสียบ้าง
หากคุณกำลังรุ่มร้อนหงุดหงิด ขุ่นเคืองใจ ถึงเวลาที่คุณจะหาวิธีสงบจิตใจ ค้นหาความสุข สงบเย็น
ธาตุไฟช่วยเผาผลาญ สร้างความอบอุ่น แต่ก็ทำให้ร่างกายสุดโทรม และเหนื่อยอ่อน นี่เป็นเวลาที่คุณควรได้ทบทวนชีวิต แล้วเลือกปรับสมดุลใหม่ให้ลงตัว
อย่าลืมว่า ชีวิตที่เป็นสุข เกิดจากชีวิตที่สมดุล การงาน การเงิน สุขภาพ ความรัก ความสัมพันธ์ การพัฒนาตน หากละเลยด้านหนึ่งด้านใด ก็จะกระทบต่อชีวิตโ
ดยรวม คำทำนายแนะนำให้คุณหยุดพักเพื่อทบทวนฟังสัญญาณเตือนจากร่างกายและจิตใจ ฟังคำแนะนำจากกัลยาณมิตร รอบตัว แล้วธาตุไฟในตัวคุณก็จะเป็นพลังที่สร้างสรรค์ช่วยนำทางขับเคลื่อนชฃีวิตไปในทางที่คุณต้องการ

นักการเมืองเต็มตัว

ผมเป็น "นักการเมือง" เต็มตัว แล้ว !!

“บิ๊กตู่” อ้อน ยอมตายคาเก้าอี้ หยอดชาวบึงกาฬ ดีใจ ชื่นใจที่ได้เดินทางมาบึงกาฬ จังหวัดที่ 77 เห็นรอยยิ้ม แล้วมีความสุข หนาว ยังกะ”สวิสฯ” เผย ปลดล้อค ปุ้ป โดนด่าปั้ป ถามหน่อยว่าทำไปเพื่ออะไร แล้วจะให้คนพวกนี้มาบริหารประเทศหรือ?

ยัน มานี่ ไม่ใช่เป็นการมาต้อนรับเจ้าใหญ่นายโตที่ไหน เพราะนายกไม่ใช่เจ้าใหญ่นายโต ทุกคนมารับด้วยใจที่ถึงกัน

หลายคนเป็นห่วงเรื่องปลดล็อค เมื่อวานได้ปลดล็อคแล้ว แต่ก็เริ่มมีการตั้งแถว ตั้งขบวนชุมนุมต่อต้านด่ารัฐบาลกันแล้ว ถามหน่อยว่าทำไปเพื่ออะไร แล้วจะให้คนพวกนี้มาบริหารประเทศหรือ ก็สุดแล้วแต่พวกท่าน ผมไม่ว่าใครทั้งสิ้น แต่ท่านควรจะเอาทุกอย่างเป็นบทเรียน ซึ่งไม่ใช่บทเรียนของรัฐบาลเพียงอย่างเดียว เป็นบทเรียนของประชาชนในชาติ ทำอย่างไรที่จะให้คนไม่ดี ที่พูดให้ร้ายทั้งในและต่างประเทศหยุด ท่านอาจจะได้ประโยชน์จากที่ผ่านมา แต่รัฐบาลเสียประโยชน์ เช่น เก็บข้าวไว้ 4 ปีเน่าเสียขาดทุนไปเท่าไหร่ เป็นต้น”

"ผมมาวันนี้ ถ้าเป็นนักการเมืองเต็มตัว ตอนนี้ผมจะบอกว่า ไม่ใช่ก็ไม่ได้ เพราะผมบริหารประเทศ ถ้าเป็นนักการเมืองจะดีใจเพราะมีคนมารับเยอะ เรียกลุงตู่ ลุงตู่ รู้ไหมว่าผมเป็นทุกข์ แต่ผมยอมเป็นทุกข์ ยอมตายตรงนี้ ถ้าผมกลับไป ผมก็นอนคิดว่าทำไมเขาต้องมาหวังที่เรา ทำไมเขาต้องให้เราทำงาน เพราะเขามีความหวังไง เราต้องทำความหวังให้เป็นความจริง แต่เราจะมาหลอกลวง ล่อลวง ไม่ได้ โดยเฉพาะที่บอกว่าเดี๋ยวจะดีขึ้น จะทำไอ้นั่นไอ้นี่ เราต้องทำทีละขั้นทีละตอน ประชาชนต้องศึกษาสิ่งที่รัฐบาลทำมา" นายกฯ กล่าว

ตบหน้าปชช.

"ศรีสุวรรณ" ชี้ ตบหน้าประชาชนอย่างแรง! คำสั่งคสช.แก้กม.ให้ "ผู้บริหารสูงสุด" ไม่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน ทำให้คนไทยทั้งประเทศหูตาสว่างขึ้น

นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย กล่าวว่า ตามที่ราชกิจจานุเบกษาประกาศคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 21/2561 เรื่อง การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต เมื่อวันที่ 11 ธ.ค.61 ที่ผ่านมา โดยมีการแก้ไขให้ ป.ป.ช.กำหนด "ผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง" ขึ้นมาใหม่โดยไม่มีระบบถ่วงดุล ซึ่งมีเป้าหมายการยกเว้นให้นายกสภาและกรรมการสภามหาวิทยาลัย ไม่ต้องแสดงบัญชีทรัพย์สิน-หนี้สิน ทั้งของตนเอง คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ รวมทั้งผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงานอื่นของรัฐที่กินเงินเดือนจากภาษีประชาชน

การออกคำสั่งดังกล่าว เป็นการตบหน้าประชาชนคนไทยทั้งชาติอย่างรุนแรง ที่ผิดหลง ไปเชื่อถือ เชื่อมั่น ในการเข้ามาปฏิรูปประเทศของ คสช. ซึ่งเป็นคำสั่งที่น่าผิดหวังที่สุดเท่าที่ออกประกาศและคำสั่งมาตั้งแต่ทำรัฐประหาร 22 พ.ค.2557 เป็นต้นมา ทั้ง ๆ ที่เพิ่งจะพ้นวันต่อต้านคอร์รัปชั่นสากล (International Anti-Corruption Day) 9 ธันวาคมที่ผ่านมาเพียงไม่นาน ซึ่ง ป.ป.ช.และรัฐต้องเสียเงิน เสียเวลา จัดอีเว้นท์เปลืองเงินแผ่นดินไปเป็นจำนวนมาก แต่ผลที่ได้กลับเป็นคำสั่ง คสช.ฉบับที่ 21/2561 คือ การให้อำนาจ ป.ป.ช.ในการยกเว้นการแสดงบัญชีทรัพย์สินสำหรับคนที่อ้างว่าเป็นคนดีในระบบสถาบันศึกษาที่เป็นต้นแบบของนิสิต นักศึกษา ที่จะต้องออกไปเป็นกำลังหลักของสังคม ที่ควรต้องแสดงความโปร่งใสด้วยการให้ยื่นบัญชีทรัพย์สิน-หนี้สิน อันเป็นการชี้ให้เห็นถึงการ "เลือกปฏิบัติ" ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญ 2560 โดยชัดแจ้ง

การออกคำสั่งครั้งนี้แสดงให้เห็นว่ากลุ่มของนายกสภาและกรรมการสภามหาวิทยาลัย และผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงานอื่นของรัฐ ที่สวมหน้ากากอ้างเป็นคนดีของสังคมนั้น มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงแก้ไขและตัดสินใจของผู้นำของประเทศนี้เป็นอย่างมาก เพียงแค่ออกมาประกาศว่าจะลาออกจากตำแหน่ง เพราะไม่อยากยื่นบัญชีทรัพย์สิน-หนี้สินก็ทำให้หลักการดี ๆ และข้อเรียกร้องให้มีการ "ปฏิรูป" กลายเป็น "ปฏิรั่ว" ไปได้เพียงชั่วพริบตาเดียว นี่หรือคือการปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง นี่หรือคือการคืนความสุข ?

คำสั่งดังกล่าวทำให้คนไทยทั้งประเทศหูตาสว่างขึ้นมากว่า การใช้อำนาจนั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์ของคนไทยทั้งชาติอย่างเสมอภาคจริงหรือไม่ ดังนั้น เมื่อคนไทยไม่สามารถคัดง้างคำสั่งนี้ได้ อย่างไรก็ตามเชื่อว่าในวันเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นผู้มีสิทธิเลือกตั้งควรจะไปแสดงออกในการเลือกตั้งกันมากๆ เพื่อสะท้อนความเห็นของคนตัวเล็กตัวน้อยในสังคมว่าต้องการผู้มีอำนาจแบบนี้ เช่นนี้หรือไม่ อย่างไร

http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/821002

ลุยพท.อีสาน

โหม อิสาน!!

“บิ๊กป้อม” สั่ง เอ็กซเรย์ อิสานเหนือ ล้างผู้มีอิทธิพล ค้าอาวุธสงคราม มือปืนรับจ้าง  ลั่น จนท.ต้องไม่เรียกรับผลประโยชน์ เป็นผู้มีอิทธิพล เด็ดขาด ระวัง บุคคลแอบอ้างหาประโยชน์
....เคลียร์พื้นที่ หนองคาย ก่อน “บิ๊กตู่”ครม.สัญจร พรุ่งนี้ ปลุก ทหาร-ตำรวจ มี จิตวิญญาณ ปกป้องธำรงรักษาชาติ ศาสน์ กษัตริย์ แนะ ระวัง ทุกกิจกรรมที่มีผลกระทบต่อข้อตกลงระหว่างประเทศ กระทบต่อความมั่นคงตามแนวชายแดน  สั่งล้างยาเสพติด ทั้งชายแดน และในประเทศ

พล.อ.ประวิตร’ กำชับหน่วยงานพื้นที่ติดชายแดน ทำงานตรงไปตรงมา ยึดผลประโยชน์ชาติเป็นที่ตั้ง และต้องไม่ละเลยความเดือดร้อนของประชาชน 

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรมว.กลาโหม พร้อมคณะ  ลงพื้นที่ภาคอีสานตอนบน 

โดยร่วมรับฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์ในพื้นที่ จากส่วนราชการต่างๆ ที่ ศาลากลาง จ.หนองคาย ในโอกาสที่ พลเอกประยุทธ์และคณะรัฐมนตรีลงพื้นที่จังหวัดบึงกาฬ และจะประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร ที่หนองคาย

พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษก กห. เปิดเผยว่า ภาพรวมพื้นที่ชายแดน ไทย - ลาว พบสถานการณ์ยาเสพติดในพื้นที่มีความรุนแรงสูงขึ้นต่อเนื่อง ทั้งแหล่งผลิตนอกประเทศ เส้นทางลำเลียงและพื้นที่พักคอย 

รวมทั้งมีการสร้างและขยายเครือข่ายในต่างประเทศมากขึ้น ขณะเดียวกันยังคงมีการลักลอบตัดไม้ การจารกรรมรถยนต์และนำสินค้าผ่านแดน ซึ่งกระทบต่อความมั่นคงและผลประโยชน์ชาติ

พล.อ.ประวิตร’ ได้มอบเป็นนโยบายกับทุกส่วนราชการในพื้นที่ ขอให้ความสำคัญกับการทำหน้าที่ด้วยจิตวิญญาณในการปกป้องและธำรงรักษาไว้ ซึ่งสถาบันหลักชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ควบคู่กับ การเร่งแก้ปัญหาที่เป็นเงื่อนไขความเหลื่อมล้ำและความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ 

โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อย ให้เร่งคลี่คลายปัญหาหนี้นอกระบบที่สั่งสมมานานและเร่งขับเคลื่อนกลไกระดับจังหวัด อำเภอ สนับสนุนเสริมสร้างพัฒนาทักษะอาชีพของประชาชนในพื้นที่ ให้สามารถยืนเข้มแข็งด้วยตนเองอย่างเป็นรูปธรรม โดยจำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจและความร่วมมือกัน

พร้อมทั้งย้ำถึง การทำงานร่วมกันของทุกส่วนราชการในพื้นที่จังหวัดติดชายแดน   จำเป็นต้องหารือกันอย่างรอบคอบ ในทุกกิจกรรมที่อาจจะมีผลกระทบต่อข้อตกลงระหว่างประเทศ หรือ กระทบต่อความมั่นคงตามแนวชายแดน  

โดยให้ดำเนินการอย่างตรงไป ตรงมา ยึดผลประโยชน์ของชาติเป็นที่ตั้ง   

โดยเน้นให้ความสำคัญกับ การแก้ปัญหาการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรผ่านแดน ที่กระทบต่อราคาพืชผลการเกษตรในพื้นที่ , การแก้ปัญหาแรงงานต่างด้าว ที่นำมาซึ่งปัญหาการค้ามนุษย์  

รวมทั้งนโยบายสำคัญของรัฐบาล ที่ต้องการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง ทั้งการจัดระเบียบสังคม, แก้ปัญหาผู้มีอิทธิพล โดยเฉพาะกลุ่มค้าอาวุธสงคราม มือปืนรับจ้าง ที่เป็นสาเหตุของความรุนแรง และการแก้ปัญหายาเสพติด  ที่ต้องทำอย่างจริงจังและครบวงจร ทั้งการสกัดกั้น การป้องกันและการปราบปรามผู้ผลิต ผู้ค้า รวมทั้งการบำบัดฟื้นฟูผู้เสพ  

ทั้งนี้ ได้กำชับ ผู้นำและเจ้าหน้าที่รัฐทุกระดับในพื้นที่ ให้ทำหน้าที่เป็นที่พึ่งให้กับประชาชนในทุกโอกาส  ต้องไม่เรียกรับผลประโยชน์ หรือ ทำตัวเป็นผู้มีอิทธิพลแสวงประโยชน์ จากการปฏิบัติหน้าที่ โดยเด็ดขาด 

และต้องระมัดระวัง ไม่ให้บุคคลแอบอ้างหาประโยชน์ในทางที่ผิด 

พร้อมทั้งขอให้ ร่วมกันสร้างความเข้าใจกับประชาชนใน “สัญญาประชาคม”  ที่ร่วมกันจัดทำขึ้น เพื่อร่วมกันดำรงรักษาบรรยากาศความรัก ความเข้าใจเป็นหนึ่งเดียวกัน ก่อนการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้น

แล้วจะให้คนพวกนี้ มาบริหารประเทศหรือ?

แล้วจะให้คนพวกนี้ มาบริหารประเทศหรือ?
“นายกฯบิ๊กตู่”เผย ปลดล้อค ปุ้บ โดนตั้งขบวนด่าปั้บ ถามหน่อยว่าทำไปเพื่ออะไร แล้วจะให้คนพวกนี้ มาบริหารประเทศหรือ? ทำไงให้ “คนไม่ดี” หยุด พูดให้ร้ายทั้งในและต่างประเทศ เหน็บ ข้าวเน่าไปเท่าไหร่??
พลเอกประยุทธ์ พูดที่ บึงกาฬ ว่า หลายคนเป็นห่วงเรื่องปลดล็อค เมื่อวานได้ปลดล็อคแล้ว แต่ก็เริ่มมีการตั้งแถว ตั้งขบวนชุมนุมต่อต้านด่ารัฐบาลกันแล้ว
“ถามหน่อยว่าทำไปเพื่ออะไร แล้วจะให้คนพวกนี้มาบริหารประเทศหรือ
ก็สุดแล้วแต่พวกท่าน ผมไม่ว่าใครทั้งสิ้น
แต่ท่านควรจะเอาทุกอย่างเป็นบทเรียน ซึ่งไม่ใช่บทเรียนของรัฐบาลเพียงอย่างเดียว เป็นบทเรียนของประชาชนในชาติ
ทำอย่างไรที่จะให้คนไม่ดี ที่พูดให้ร้ายทั้งในและต่างประเทศหยุด
ท่านอาจจะได้ประโยชน์จากที่ผ่านมา แต่รัฐบาลเสียประโยชน์ เช่น เก็บข้าวไว้ 4 ปีเน่าเสียขาดทุนไปเท่าไหร่ เป็นต้น”

เสียงก่นด่านวิเศษนิยม

Rungruang Preechakul
เงินพ่องเงินแม่งมรึงรึไง ?
------------------------------
"เงินพ่องเงินแม่งมรึงรึไง ?" ผมได้ยินมาอย่างนี้ ชาวบ้านเขาเสียดายเงินภาษีอากรที่รัฐบาล คสช.เอามาถลุงแจกในช่วงนี้ แถมมีเสียงสวดตามมาอีกว่า "รัฐบาลนี้มันหัวขวดจริง ๆ"
ลองไล่เรียงดูก็มี รายการแรกแจกฟรีให้กับผู้มีรายได้น้อย ๑๔.๕ ล้านคน คนละ ๕๐๐ บาท เงินก้อนนี้จะเรียกว่า'อั่งเปา' ปีใหม่ก็ได้ รวมทั้งสิ้น ๗,๒๕๐ ล้านบาท
รายการที่สอง จ่ายค่าเดินทางไปรักษาพยาบาลให้กับผู้สูงอายุที่มีบัตรสวัสดิการคนละ ๑,๐๐๐ บาท จำนวน ๓.๕ ล้านคน เป็นเงิน ๓,๕๐๐ ล้านบาท
สองรายการนี้จ่ายสดเป็นเงินทั้งสิ้น ๑๐,๗๕๐ ล้านบาท
ตามไปดูต่อ-จ่ายค่าน้ำประปาและค่าไฟฟ้าให้กับผู้มีรายได้น้อย ๘.๕ ล้านครัวเรือนเป็นเวลา ๑๐ เดือน ค่าน้ำประปาเดือนละ ๑๐๐ บาท ค่าไฟฟ้าเดือนละ ๒๓๐ บาท รวมทั้งสองรายการเป็นเงินทั้งสิ้น ๒๘,๐๕๐ ล้านบาท และนอกจากนั้นก็ยังมีรายการจ่ายค่าเช่าบ้านให้กับผู้มีรายได้น้อยอีก ๒๓๐,๐๐๐ คน เดือนละ ๔๐๐ บาท ตกเดือนละ ๙๒ ล้านบาท รวม ๑๐ เดือนก็เป็นเงิน ๙๒๐ ล้านบาท
ยังมีอีก-รายการนี้แจกให้ข้าราชการบำนาญ ๒๐๗,๗๙๔ คน เป็นเงินบำนาญที่ได้รับเพิ่มขึ้น รวมเป็นเงินที่เอาภาษีชาวบ้านไปแจกทั้งสิ้น ๒๔,๗๐๐ ล้านบาท
สำหรับรายการนี้พอสมเหตุสมผลหน่อย เป็นรายการช่วยเหลือชาวสวนยางและสวนปาล์มภาคใต้ จำนวนเงินทั้งสิ้น ๑๘,๐๐๐ ล้านบาท มีผู้ได้รับประโยชน์ทั้งเจ้าของสวนยางสวนปาล์มและคนกรีดยางประมาณ ๑.๓ ล้านคน
รวมแล้วที่ว่ามาทั้งหกรายการนั้น คือเงินอั่งเปา ค่าเดินทางไปรักษาพยาบาล ค่าน้ำค่าไฟ ค่าเช่าบ้าน เงินเพิ่มข้าราชการบำนาญ และเงินช่วยเหลือชาวสวนยางและสวนปาล์ม เบ็ดเสร็จตัวเลขกลม ๆ เป็นเงินทั้งสิ้น ๘๑,๔๓๐ ล้านบาท
ระยะยาวในอนาคตก็ยังจะมีแจกอีก เป็นโครงการบ้านผู้มีรายได้น้อย ๑ ล้านหลัง วงเงินสินเชื่อ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ของ ธนาคารอาคารสงเคราะห์
เห็นข้อมูลอย่างนี้แล้ว มันก็น่าอยู่หรอก "เงินพ่องเงินแม่งมรึงรึไง-ไอ้หัวขวด ?" ถึงได้เอามาอีลุ่ยฉุยแฉกเพื่อหวังผลในการเลือกตั้ง !
รุ่งเรือง ปรีชากุล
พุธ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๖๑
(ขอบคุณภาพ : ไทยรัฐออนไลน์)

BBCไทย :เช็คชื่อคนการเมืองตกที่นั่ง “จำเลย-ผู้ต้องหา” ก่อน คสช. ปลดล็อกการเมือง

เลือกตั้ง 2562 : เช็คชื่อคนการเมืองตกที่นั่ง “จำเลย-ผู้ต้องหา” ก่อน คสช. ปลดล็อกการเมือง

Image copyrightWASAWAT LUKHARANG/BBC THAI
การประชุมร่วมระหว่าง คสช. กับพรรคการเมืองน่าจะได้ข้อสรุปเรื่องวัน-เวลาในการ "ปลดล็อก" ทางการเมือง แต่ก่อนจะถึงจุดนั้น บีบีซีไทยตรวจสอบพบว่ามีนักการเมืองอย่างน้อย 29 คนต้องตกที่นั่ง "จำเลย" และ"ผู้ต้องหา" จากการแสดงความคิดเห็น/เคลื่อนไหวทางการเมืองตลอด 4 ปีที่ผ่านมา
รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นัดประชุมร่วมกับพรรคการเมืองในวันที่ 7 ธ.ค. นี้ เพื่อชี้แจงแผนและขั้นตอนการดำเนินการทางการเมืองในช่วงนับถอยหลังสู่การเลือกตั้งปี 2562
วงหารือนี้จะเกิดขึ้นที่สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดี โดยมี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. เป็นประธาน นอกจากนี้ยังมีผู้แทนจากส่วนอื่น ๆ ราว 280 คนเข้าร่วม ประกอบด้วย สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.), คณะรัฐมนตรี (ครม.), คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และตัวแทนพรรคการเมืองพรรคละ 2 คน ซึ่งเป็นไปตามคำสั่ง คสช. ที่ 53/2560 ในข้อ 8 ที่กำหนดให้ คสช. หารือกับผู้เกี่ยวข้องถึงความพร้อมในการกำหนดวันเลือกตั้งที่แน่ชัด
หนึ่งในสาระสำคัญที่คาดว่าจะมีการหารือและทำให้เกิดความชัดเจนคือ การพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมหรือยกเลิกกฎหมาย ประกาศ คำสั่งอันเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินกิจกรรมของพรรคการเมือง หรือที่เรียกกันว่า "ปลดล็อก" ทางการเมือง
ตามปฏิทินที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เคยเปิดเผยต่อสาธารณะก่อนหน้านี้ระบุว่าการปลดล็อกการเมืองจะเกิดขึ้นหลังมีพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) ให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ไม่ใช่เมื่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มีผลบังคับใช้ในวันที่ 11 ธ.ค. นี้
Image copyrightWASAWAT LUKHARANG/BBC THAI
คำบรรยายภาพเจ้าหน้าที่ทหาร พัน.ร.มทบ. 11 ควบคุมตัววัฒนา เมืองสุข ไปปรับทัศนคติ เมื่อ 21 เม.ย. 2559 หลังโพสต์วิจารณ์ร่าง รธน.
สำหรับ "กฎเหล็ก" ของ คสช. ที่เป็นอุปสรรคต่อการทำกิจกรรมของพรรคการเมืองต่าง ๆ นับจากรัฐประหารปี 2557 มีอย่างน้อย 2 ฉบับคือ ประกาศ คสช. ฉบับที่ 57/2557 ห้ามมิให้พรรคประชุม/ดำเนินกิจกรรมทางการเมือง และคำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ 3/2558 ห้ามมิให้ชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คนขึ้นไป หากฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำและปรับ
บีบีซีไทยได้ตรวจสอบรายชื่อนักการเมืองและว่าที่นักการเมืองที่ถูกดำเนินคดีเพราะฝ่าฝืน "กฎเหล็ก" ของ คสช. ตลอดเวลากว่า 4 ปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ในระยะหลังพบว่าฝ่ายกฎหมายของ คสช. มักนำกฎหมายอื่นที่มีอัตราโทษสูงกว่ามาดำเนินคดีร่วมด้วย โดยแจ้งข้อหายุยงปลุกปั่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และข้อหาฝ่าฝืนมาตรา 14 ของ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท
บีบีซีไทยพบว่า มีนักการเมืองอย่างน้อย 29 คน จาก 5 พรรคการเมือง ที่มีสถานะ "จำเลย" หรือ "ผู้ต้องหา" หรือ "ผู้ถูกกล่าวหา" โดยมาจากพรรคเพื่อไทย 9 คน, พรรคเพื่อชาติ 8 คน, พรรคไทยรักษาชาติ 6 คน, พรรคอนาคตใหม่ 5 คน และพรรคเกียน 1 คน อย่างไรก็ตามไม่มีรายชื่อนักการเมืองในสังกัดพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีการเมือง แม้ก่อนหน้านี้จะมีเสียงวิจารณ์หนาหูเกี่ยวกับปรากฏการณ์ "ดูด ส.ส." เข้าสังกัด พปชร. ว่าเกี่ยวพันกับการ "ปลดคดีความ" ก็ตาม บีบีซีไทยเข้าใจว่าเสียงวิจารณ์ดังกล่าวหมายถึงคดีความในประเภทอื่น ๆ
พรรคเพื่อไทย 8 คน
คดีพฤติกรรมสถานะทางคดี
วัฒนา เมืองสุข (ไม่ได้รวมคดีละเมิดอำนาจศาล ณ ที่นี้)
ม. 116 ยุยงปลุกปั่น + ชุมนุมการเมืองเกิน 5 คนจัดแถลงข่าว 4 ปีที่ล้มเหลวของรัฐบาล คสช.อัยการนัดฟังคำสั่งทางคดี 10 ม.ค. 2562
ฝ่าฝืนเงื่อนไขปล่อยตัวบุคคลที่รายงานตัวต่อ คสช.ให้สัมภาษณ์และโพสต์ข้อความมีนัยทางการเมือง, โพสต์ข้อความไม่รับร่าง รธน. ปี 2559สอบปากคำและสืบพยานเพิ่มเติมในชั้นศาลทหารกรุงเทพ
ม. 116 ยุยงปลุกปั่น + ผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์โพสต์ข้อความอันเป็นเท็จว่าหมุดคณะราษฎรเป็น "โบราณวัตถุ" พร้อมตั้งข้อสังเกตเรื่องหมุดหายเมื่อปี 2560สืบพยานในชั้นศาลอาญา
ผิด พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์โพสต์ข้อความหมิ่นประมาท พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษายกฟ้อง 31 ต.ค. 2561
ชูศักดิ์ ศิรินิล
ม. 116 ยุยงปลุกปั่น + ชุมนุมการเมืองเกิน 5 คนจัดแถลงข่าว 4 ปีที่ล้มเหลวของรัฐบาล คสช.อัยการนัดฟังคำสั่งทางคดี 10 ม.ค. 2562
พล.ต.ท. วิโรจน์ เปาอินทร์
ชุมนุมการเมืองเกิน 5 คนจัดแถลงข่าว 4 ปีที่ล้มเหลวของรัฐบาล คสช.อัยการนัดฟังคำสั่งทางคดี ม.ค. 2562
ภูมิธรรม เวชยชัย
ชุมนุมการเมืองเกิน 5 คนจัดแถลงข่าว 4 ปีที่ล้มเหลวของรัฐบาล คสช.อัยการนัดฟังคำสั่งทางคดี ม.ค. 2562
ชัยเกษม นิติศิริ
ชุมนุมการเมืองเกิน 5 คนจัดแถลงข่าว 4 ปีที่ล้มเหลวของรัฐบาล คสช.อัยการนัดฟังคำสั่งทางคดี ม.ค. 2562
นพดล ปัทมะ
ชุมนุมการเมืองเกิน 5 คนจัดแถลงข่าว 4 ปีที่ล้มเหลวของรัฐบาล คสช.อัยการนัดฟังคำสั่งทางคดี ม.ค. 2562
กิตติรัตน์ ณ ระนอง
ชุมนุมการเมืองเกิน 5 คนจัดแถลงข่าว 4 ปีที่ล้มเหลวของรัฐบาล คสช.อัยการนัดฟังคำสั่งทางคดี ม.ค. 2562
นิสิต สินธุไพร
ชุมนุมการเมืองเกิน 5 คนจัดแถลงข่าวเปิดศูนย์ปราบโกงประชามติของ นปช.นัดสอบคำให้การจำเลยในชั้นศาล
ร.ท. หญิงสุณิสา ทิวากรดำรง
ม. 116 ยุยงปลุกปั่น + ผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์โพสต์ข้อความหมิ่นประมาท พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา, วิจารณ์การซื้ออาวุธของรัฐบาล และอื่น ๆ รวม 7 โพสต์ 13 กระทงปอท. สรุปสำนวนส่งอัยการแล้วบางคดี
พรรคไทยรักษาชาติ 6 คน
คดีพฤติกรรมสถานะทางคดี
จาตุรนต์ ฉายแสง
ม. 116 ยุยงปลุกปั่น +ชุมนุมการเมืองเกิน 5 คนจัดแถลงข่าว 4 ปีที่ล้มเหลวของรัฐบาล คสช.อัยการนัดฟังคำสั่งทางคดี 10 ม.ค. 2562
ม. 116 ยุยงปลุกปั่น + ผิด พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ + ฝ่าฝืนประกาศเรียกรายงานตัวต่อ คสช.ไม่รายงานตัวกับ คสช. และจัดแถลงข่าวที่ FCCT เมื่อ พ.ค. 2557นัดสืบพยานในชั้นศาลทหารกรุงเทพ
ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
ชุมนุมการเมืองเกิน 5 คนจัดแถลงข่าวเปิดศูนย์ปราบโกงประชามติของ นปช.นัดสอบคำให้การจำเลยในชั้นศาลทหารกรุงเทพ
นพ. เหวง โตจิราการ
ชุมนุมการเมืองเกิน 5 คนจัดแถลงข่าวเปิดศูนย์ปราบโกงประชามติของ นปช.นัดสอบคำให้การจำเลยในชั้นศาลทหารกรุงเทพ
ก่อแก้ว พิกุลทอง
ชุมนุมการเมืองเกิน 5 คนจัดแถลงข่าวเปิดศูนย์ปราบโกงประชามติของ นปช.นัดสอบคำให้การจำเลยในชั้นศาลทหารกรุงเทพ
วีระกานต์ มุสิกพงศ์
ชุมนุมการเมืองเกิน 5 คนจัดแถลงข่าวเปิดศูนย์ปราบโกงประชามติของ นปช.นัดสอบคำให้การจำเลยในชั้นศาลทหารกรุงเทพ
พิชัย นริพทะพันธุ์
ผิด พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์โพสต์ข้อความวิจารณ์ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี, ปัญหาเศรษฐกิจรับทราบข้อกล่าวหาในชั้น ปอท.
พรรคเพื่อชาติ 8 คน
คดีพฤติกรรมสถานะทางคดี
จตุพร พรหมพันธุ์
ชุมนุมการเมืองเกิน 5 คนจัดแถลงข่าวเปิดศูนย์ปราบโกงประชามติของ นปช.นัดสอบคำให้การจำเลยในชั้นศาลทหารกรุงเทพ
ยงยุทธ ติยะไพรัช
ชุมนุมการเมืองเกิน 5 คนจัดแถลงข่าวเปิดศูนย์ปราบโกงประชามติของ นปช.นัดสอบคำให้การจำเลยในชั้นศาลทหารกรุงเทพ
สงคราม กิจเลิศไพโรจน์
ชุมนุมการเมืองเกิน 5 คนจัดแถลงข่าวเปิดศูนย์ปราบโกงประชามติของ นปช.นัดสอบคำให้การจำเลยในชั้นศาลทหารกรุงเทพ
ยศวริศ ชูกล่อม
ชุมนุมการเมืองเกิน 5 คนจัดแถลงข่าวเปิดศูนย์ปราบโกงประชามติของ นปช.นัดสอบคำให้การจำเลยในชั้นศาลทหารกรุงเทพ
ธนาวุฒิ วิชัยดิษฐ
ชุมนุมการเมืองเกิน 5 คนจัดแถลงข่าวเปิดศูนย์ปราบโกงประชามติของ นปช.นัดสอบคำให้การจำเลยในชั้นศาลทหารกรุงเทพ
พรศักดิ์ ศรีละมุล
ชุมนุมการเมืองเกิน 5 คนจัดแถลงข่าวเปิดศูนย์ปราบโกงประชามติของ นปช.นัดสอบคำให้การจำเลยในชั้นศาลทหารกรุงเทพ
อารี ไกรนรา
ชุมนุมการเมืองเกิน 5 คนจัดแถลงข่าวเปิดศูนย์ปราบโกงประชามติของ นปช.นัดสอบคำให้การจำเลยในชั้นศาลทหารกรุงเทพ
ศักดา นพสิทธิ์
ชุมนุมการเมืองเกิน 5 คนจัดแถลงข่าว 4 ปีที่ล้มเหลวของรัฐบาล คสช.อัยการนัดฟังคำสั่งทางคดี ม.ค. 2562
พรรคอนาคตใหม่ 5 คน
คดีพฤติกรรมสถานะทางคดี
ธนาธร จึงรุ่งเรือง
ผิด พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์จัดเฟซบุ๊กไลฟ์วิจารณ์ คสช. "ดูดอดีต ส.ส." โดยใช้คดีความมาเป็นเครื่องต่อรองรับทราบข้อกล่าวหาในชั้น ปอท. แต่ปฏิเสธ
จารุวรรณ ศรัณย์เกตุ
ผิด พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์จัดเฟซบุ๊กไลฟ์วิจารณ์ คสช. "ดูดอดีต ส.ส." โดยใช้คดีความมาเป็นเครื่องต่อรองรับทราบข้อกล่าวหาในชั้น ปอท. แต่ปฏิเสธ
ไกลก้อง ไวทยการ
ผิด พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์จัดเฟซบุ๊กไลฟ์วิจารณ์ คสช. "ดูดอดีต ส.ส." โดยใช้คดีความมาเป็นเครื่องต่อรองรับทราบข้อกล่าวหาในชั้น ปอท. แต่ปฏิเสธ
รังสิมันต์ โรม
ผิด พ.ร.บ. ประชามติ + ชุมนุมการเมืองเกิน 5 คนแจกแผ่นพับไม่รับร่าง รธน. เมื่อปี 2559 (คดีประชามติบางเสาธง)ศาลทหารกรุงเทพนัดตรวจพยานหลักฐาน 11 ก.พ. 2562
ม. 116 ยุยงปลุกปั่น + ชุมนุมการเมืองเกิน 5 คนชุมนุมต่อต้านรัฐประหารที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเมื่อปี 2558อยู่ในชั้นศาลทหารกรุงเทพ
ม. 116 ยุยงปลุกปั่น + ผิด พ.ร.บ. ชุมนุมสาธารณะ + ชุมนุมการเมืองเกิน 5 คนชุมนุมเรียกร้องการเลือกตั้งบริเวณสกายวอล์คหน้ามาบุญครอง (MBK39)ศาลศาลอาญากรุงเทพใต้นัดตรวจพยานหลักฐาน
ม. 116 ยุยงปลุกปั่น + ชุมนุมการเมืองเกิน 5 คนชุมนุมเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย (RDN50)ศาลอาญานัดตรวจพยานหลักฐาน
ม. 116 ยุยงปลุกปั่น + ผิด พ.ร.บ. ชุมนุมสาธารณะ + ผิด พ.ร.บ. จราจรทางบก + พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง + ชุมนุมการเมืองเกิน 5 คนชุมนุมเรียกร้องการเลือกตั้ง โดยเดินจาก มธ. ไปกองทัพบก (ARMY57)อัยการนัดรายงานตัว 14 ม.ค. 2562
ม. 116 ยุยงปลุกปั่น + ม. 215, 216 มั่วสุมให้เกิดวามวุ่นวาย + ผิด พ.ร.บ. ชุมนุมสาธารณะ + ผิด พ.ร.บ. จราจรทางบก + ชุมนุมการเมืองเกิน 5 คนชุมนุมเรียกร้องการเลือกตั้ง โดยตั้งใจเดินจาก มธ. ไปทำเนียบฯ (UN62)อยู่ในชั้นอัยการ
ปิยรัฐ จงเทพ
ผิด พ.ร.บ. ประชามติฉีกบัตรลงประชามติหน้าคูหาลงคะแนนศาลจังหวัดพระโขนงพิพากษาจำคุก 2 เดือน ปรับ 2,000 บาท รอลงอาญา ยกฟ้องข้อหา พ.ร.บ. ประชามติ
ม. 116 ยุยงปลุกปั่น + ม. 215, 216 มั่วสุมให้เกิดวามวุ่นวาย + ผิด พ.ร.บ. ชุมนุมสาธารณะ + ผิด พ.ร.บ. จราจรทางบก + ชุมนุมการเมืองเกิน 5 คนชุมนุมเรียกร้องการเลือกตั้ง โดยตั้งใจเดินจาก มธ. ไปทำเนียบฯ (UN62)อยู่ในชั้นอัยการ
พรรคเกียน 1 คน
คดีพฤติกรรมสถานะทางคดี
สมบัติ บุญงามอนงค์
ฝ่าฝืนประกาศเรียกรายงานตัวต่อ คสช.ไม่เข้ารายงานตัวต่อ คสช.ศาลอุทธรณ์พิพากษาจำคุก 2 เดือน ปรับ 3,000 บาท รอลงอาญา
ม. 116 ยุยงปลุกปั่น + ผิด พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์โพสต์ข้อความชวนคัดค้านรัฐประหาร ท้าทายให้เจ้าหน้าที่ตามจับสืบพยานในชั้นศาลทหารกรุงเทพ
ม. 116 ยุยงปลุกปั่น + ผิด พ.ร.บ. ชุมนุมสาธารณะ + ชุมนุมการเมืองเกิน 5 คนชุมนุมเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งบริเวณสกายวอล์คหน้ามาบุญครอง (MBK39)ศาลอาญากรุงเทพใต้นัดตรวจพยานหลักฐาน
ที่มา : บีบีซีไทย, ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน, โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์)