PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพุธที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2562

เดินหน้าชน : สถานะ‘บิ๊กตู่’ : โดย ศุกร์มังกร

เดินหน้าชน : สถานะ‘บิ๊กตู่’ : โดย ศุกร์มังกร



แฟ้มภาพ

การเมืองไทยในระยะเปลี่ยนผ่านที่จะมีการเลือกตั้งในวันที่ 24 มีนาคมนี้ มีปมแปลกประหลาดพิสดาร พิลึกพิลั่น ยากที่จะอธิบาย

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?

เหตุคนคนเดียวที่ชื่อ “บิ๊กตู่” มีหลายบทบาท มีอำนาจหน้าที่มากมายก่ายกอง

ที่สำคัญมีสถานะ “สวมหมวก” หลายใบ!?

หนึ่ง ถูกเสนอชื่อจากพรรคพลังประชารัฐให้เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและอาจเป็นว่าที่นายกฯคนต่อไปได้
หนึ่ง ปัจจุบันก็เป็นนายกฯและเป็นมาเกือบจะครบ 5 ปีแล้ว
หนึ่ง เป็นหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งสวมหมวกใบนี้มาตั้งแต่เป็นผู้บัญชาการทหารบก

และกระทำการรัฐประหาร เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ขาดเพียง 2 เดือนครึ่งเศษก็ครบ 5 ปีเต็ม

การเป็นหัวหน้า คสช.ทำให้ “บิ๊กตู่” มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด สามารถออกประกาศ คำสั่งเป็นร้อยๆ ฉบับ
กระทำการต่างๆ ที่มีผลใช้บังคับในทางนิติบัญญัติ ทางบริหาร ทางตุลาการได้อย่างไม่ผิด

โดยอ้างว่ารัฐธรรมนูญปัจจุบันกำหนดให้กระทำได้

ทั้งๆ ที่อาจขัดต่อหลัก “นิติธรรม” และ “นิติรัฐ” หรือไม่?!

มาตรา 44 คือ ข้อความที่เขียนไว้ไม่กี่บรรทัด แต่ผลที่เกิดขึ้นนั้นผูกมัด สั่นสะเทือนระบบต่างๆ ของบ้านเมืองอย่างกว้างขวาง

อย่าลืมว่าในภาวะปกติ “ผู้นำ” ประเทศไม่อาจมีอำนาจล้นฟ้าเช่นนี้ได้!

หรือไม่จริง?

อย่างไรก็ตาม “บิ๊กตู่” ยังสวมหมวกอีกหลายใบ แต่หมวกใบใหญ่สุดน่าจะเป็นหมวกหัวหน้า คสช.และหมวกนายกฯ

หมวกนายกฯนั้นเข้าใจได้ไม่ยาก เพราะมีสถานะเป็นหัวหน้ารัฐบาล มีหน้าที่กำกับดูแลคณะรัฐมนตรีและข้าราชการทุกกระทรวง ทบวง กรม

ส่วนหมวกหัวหน้า คสช.นั้นออกจะเข้าใจยาก

เพราะตำแหน่งนี้คือหัวหน้า “คณะรัฐประหาร”!


ที่มีสมาชิกรวมทั้งสิ้น 15 คน

ในการปฏิบัติหน้าที่ของ คสช.นั้น ให้หัวหน้า คสช.และ คสช.มีหน้าที่และอำนาจ ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ (รธน.) ฉบับชั่วคราว 2557 และ รธน. 2560 ไปเรื่อยๆ

จนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกตาม รธน. 2560 จะเข้ารับหน้าที่
สรุปอย่างรวบรัดตามแบบฉบับ “ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” อดีตประธานกรรมาธิการยกร่าง รธน.ที่ว่า
“เขาอยากอยู่ยาว”!

ที่สำคัญหน้าที่และอำนาจในยามนี้ไม่มีอะไรยิ่งใหญ่เท่ากับ “บิ๊กตู่” มอบดาบ “บิ๊กป้อม” เป็นคนตั้งคณะกรรมการสรรหา ส.ว.จำนวน 9-12 คน เพื่อวางกฎเกณฑ์ ระเบียบ วิธีการ ให้ได้รายชื่อไม่เกิน 400 คน แล้วส่งให้ คสช.เลือกเหลือ 194 คน บวกกับอีก 6 ตำแหน่งที่เป็นผู้นำกองทัพและตำรวจ

รวมกับอีก 50 คน ที่คัดจากรายชื่อ 200 คน ที่เลือกกันเองผ่านระดับอำเภอ จังหวัด ประเทศ ขึ้นมา

ซึ่ง กกต.ได้ส่งรายชื่อแล้วตั้งแต่ 2 มกราคมที่ผ่านมา

จากนั้นจะนำรายชื่อ 250 คน เสนอโปรดเกล้าฯแต่งตั้งต่อไป

โดย ส.ว.เหล่านี้มีสิทธิโหวตเลือกนายกฯด้วย

เรื่องของ ส.ว.จึงตกเป็นประเด็นกล่าวหาโจมตี “บิ๊กตู่” มาโดยตลอด เมื่อถูกเสนอชื่อให้เป็นนายกฯในบัญชีของพรรคพลังประชารัฐ

เพราะถูกมองว่าอาจมีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่?

ซึ่งรัฐธรรมนูญบัญญัติห้ามไว้เป็นการเฉพาะ!

ขณะเดียวกันการที่ “บิ๊กตู่” สวมหมวกหัวหน้า คสช.ถือเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือไม่?

ซึ่งคนระดับรองนายกฯ “วิษณุ เครืองาม” ออกมาการันตีว่า “ไม่ใช่”!

เพราะอย่าลืมว่า “ถ้าใช่” เจ้าหน้าที่รัฐก็ไม่มีสิทธิถูกเสนอชื่อให้เป็นนายกฯในบัญชีของพรรคพลังประชารัฐ เพราะขัดต่อรัฐธรรมนูญและเป็นการกระทำที่เอาเปรียบคู่แข่งคนอื่นๆ

ไม่นับรวมว่าหัวหน้า คสช.ก็คือหัวหน้าคณะรัฐประหาร ปมนี้จะถือว่าเป็น “ปฏิปักษ์” ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยหรือไม่?

ดังนั้นต้องรอว่า กกต.จะสรุปประเด็นเหล่านี้อย่างไร?!

ศุกร์มังกร

ประชาธิปไตยสีเทา-เผด็จการหน่อมแน้ม



มีวิธีคิดอยู่ ๒ แบบ
                ๑.การเมืองต้องไม่คอร์รัปชัน แล้วรัฐประหารจะไม่เกิด
                ๒.ทหารกลับเข้ากรมกอง แล้วไม่มีทางเกิดรัฐประหาร
                คิดว่าวิธีไหนมีความเป็นได้มากที่สุด
                ที่จริงก็เถียงกันไม่จบ
                นักการเมืองเอาแต่โทษทหาร
                ส่วนทหารก็บอกว่านักการเมืองอย่าโกงซิ เพราะไม่มีใครหยุดนักการเมืองได้นอกจากทหาร
                มันก็จริงนะ!
                มวลมหาประชาชนออกมาเป็นเรือนล้าน หนูไม่รู้ ก็เฉยอย่างเดียว
                แต่หากนักการเมืองตระหนักได้ว่าตัวเองเป็นคนของประชาชน ก็ควรรับใช้ประชาชน ไม่ใช่นายทุนพรรค หรือนักโทษหนีคดีโกง
                ประเด็นในวันนี้คือ เรามีประชาธิปไตยสีเทา กับเผด็จการหน่อมแน้ม

ทุกอย่างมันจึงกลางๆ
                เผด็จการไม่เบ็ดเสร็จ ปล่อยให้ตัวเองถูกด่า แถมเศรษฐกิจยังไปได้ อุตสาหกรรมเดินหน้า การท่องเที่ยวบูมหนัก
                เผด็จการประสาอะไร
                ลองคิดตามดู ถ้าไม่จริงก็หาข้อมูลมาโต้แย้งได้
                ปัญหาคอร์รัปชันในรัฐบาล คสช. นอกจากชื่อเสียกรณี "เสี่ยป้อม นาฬิกาเพื่อน" แล้ว เรื่อง "เรือดำน้ำ" ซึ่งเอาเข้าจริง ไร้ข้อมูล
                แล้วยังมีเรื่องอื่นที่เรียกว่าปล้นชาติได้หรือไม่
                เมกะโปรเจ็กต์ในรัฐบาล คสช. รถไฟฟ้าร่วมสิบสายใน กทม. รถไฟทางคู่สายอีสาน สร้างเสร็จไปแล้วบางส่วน ไม่มีข่าวกินอิฐกินปูนให้ได้ยิน
                นึกภาพไม่ออกว่าถ้าเป็นรัฐบาลนักเลือกตั้งจะงาบกันกี่ทอด
                ดูสนามบินสุวรรณภูมิ ซิครับ...โกงตั้งแต่ถมทรายยันสร้างเสร็จ
                ข้อมูลพวกนี้ อย่านั่งมโน ขอให้ค้นหาดูข้อเท็จจริง
                ประเด็นคือนักการเมืองไม่เคยหยุดโกง
                ประชาธิปไตยจึงเป็นสีเทามาตลอด
                มันไม่ใช่เรื่องปฏิเสธประชาธิปไตย ยอมรับเผด็จการ แต่มันเป็นข้อเท็จจริงว่า เผด็จการปรับตัวดีกว่านักเลือกตั้ง
                ฉะนั้นเมื่อเดินหน้าเข้าสู่การเลือกตั้งแล้ว ประเภทที่เอาแต่ยั่วให้ทหารโกรธ มันได้อะไรขึ้นมา
                พอเขาให้สิทธิ์ฟ้องร้องตามกฎหมาย กลายเป็นว่า เผด็จการเตะตัดขา
                ไม่รู้จักโตจริงๆ
                นักการเมืองต้องคิดทบทวนตัวเอง รู้อยู่ว่าไปห้ามทหารทำรัฐประหาร มันแทบเป็นไปไม่ได้        
                แล้วทำไมไม่เริ่มที่ตัวเอง
                ไม่ทำตัวเป็นเงื่อนไขในการทำรัฐประหาร
                ถ้าปากบอกทำเพื่อประชาชน ก็ขอความกรุณา ช่วยทำประชาธิปไตยให้เป็นสีขาวเสียที
                แค่เลิกโกงเท่านั้นเอง.

กองทัพจัดหนัก! ดับซ่าเสรีพิศุทธ์


 "บิ๊กแดง" ส่งฝ่าย กม.ฟ้อง "เสรีพิศุทธ์" หมิ่นประมาท พูดเหยียดหยามเครื่องหมายติดอยู่บนเครื่องแบบทหาร พร้อมเล็งเอาผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์เพิ่ม หลังโพสต์คลิปไล่ทหารที่ปราจีนบุรี "ทบ." แถลงเป็นอดีต ขรก.ชั้นผู้ใหญ่ ควรมีจิตสำนึกในความสำคัญของเครื่องแบบข้าราชการ "เสรีฯ" สวนกลับไล่ไปฟังเพลงหนักแผ่นดิน "เลขาฯ เสรีรวมไทย" เชื่อคู่แข่งการเมืองเตะตัดขาช่วงเลือกตั้ง
    เมื่อวันที่ 5 มี.ค. พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) และเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายไปแจ้งความในนามส่วนตัว ดำเนินคดี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ในข้อหาหมิ่นประมาท เนื่องจาก พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง มีการพูดถึงเครื่องหมายติดอยู่บนเครื่องแบบทหารของ พล.อ.อภิรัชต์ ด้วยข้อความไม่เหมาะสม ทำให้เกิดความเสียหาย ถือเป็นการดูหมิ่น เหยียดหยาม
    "พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์เป็นอดีตข้าราชการตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งย่อมรู้ความหมายของเครื่องหมายต่างๆ ดี ว่าหมายถึงอะไร มีที่มาอย่างไร โดยเฉพาะเครื่องหมายพระราชทาน" แหล่งข่าวระบุ
    นอกจากนี้ พล.อ.อภิรัชต์เตรียมให้ฝ่ายกฎหมาย คสช.แจ้งความดำเนินคดี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กระทำความผิดพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ หรือ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ หลังนำข้อความดังกล่าวในหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งไปโพสต์ในเพจ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ รวมถึงการแจ้งความข้อหาดูหมิ่นดูแคลนเจ้าพนักงาน จากกรณีที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ไล่ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่เฝ้าสังเกตการณ์และรักษาความปลอดภัย ในระหว่าง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ลงพื้นที่ช่วยลูกพรรคหาเสียงที่อำเภอเมืองจังหวัดปราจีนบุรี เมื่อวันที่ 4 มี.ค.ที่ผ่านมา
    ขณะที่ พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก (ทบ.) กล่าวว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อมวลชน ด้วยเนื้อหาในลักษณะหมิ่นประมาทพาดพิง ผู้บังคับบัญชาและกองทัพ ซึ่งมีหลายข้อมูลที่มีลักษณะดูหมิ่นดูแคลนบุคคลหรือองค์กร เชื่อว่าอาจเป็นเรื่องของทัศนคติ ผสมกับแนวทางหาเสียงในทางการเมืองเป็นหลัก มีอยู่หลายข้อมูลที่ได้นำเสนอออกมาส่วนใหญ่ไม่ใช่เรื่องราวของสมัยปัจจุบันแล้ว
    พ.อ.วินธัยกล่าวว่า ข้อมูลที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ได้นำเสนอออกมาระยะหลัง แม้จะมีลักษณะการใช้ถ้อยคำรุนแรงพาดพิงผู้บังคับบัญชาอยู่บ่อยครั้ง  ซึ่งอาจเป็นพฤติกรรมการกล่าวพาดพิงในลักษณะส่วนบุคคล ซึ่งผู้บังคับบัญชาได้พยายามทำความเข้าใจ และถือว่าเป็นการกระทำเพื่อต้องการคะแนนเสียงทางการเมืองมากกว่า จึงพยายามที่จะไม่ตอบกลับ 
          “แต่กรณีล่าสุดได้มีการกล่าวถึงในลักษณะเปรียบเทียบด้วยข้อมูล บิดเบือนต่อผู้นำและกองทัพบก ด้วยคำพูดที่ไม่เหมาะสมในหลายกรณี ไม่ว่าจะเป็นกล่าวว่ามีการวิ่งเต้นตำแหน่ง หรือการติดประดับเครื่องหมายอันทรงเกียรติของข้าราชการทหารลงบนเครื่องแบบ ทำนองดูถูกเหยียดหยาม และเหน็บแนมชนิดเลยเถิด ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียใจอย่างยิ่งที่บุคคลผู้กำลังจะอาสาเข้ามาทำงานการเมือง อีกทั้งอดีตเป็นถึงข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่มียศมีตำแหน่งอยู่ในระดับสูงของประเทศ ควรที่จะให้เกียรติและมีจิตสำนึกในความสำคัญของเครื่องแบบข้าราชการ” พ.อ.วินธัยกล่าว 
    โฆษก ทบ.กล่าวว่า ครั้งนี้มีการกล่าวดูแคลนไปถึงเครื่องแบบทหาร เป็นการจงใจก้าวล่วงและไม่เคารพในเครื่องแบบ ที่มีความสำคัญยิ่งต่อข้าราชการทหารและองค์กร เพราะเครื่องแบบเป็นสัญลักษณ์ แสดงถึงความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ต่อแผ่นดิน และการแต่งเครื่องแบบยังได้มีการประดับเครื่องหมายยศที่ได้รับพระราชทาน และเครื่องหมายเชิดชูเกียรติต่างๆ จึงจำเป็นที่กองทัพบกต้องใช้สิทธิอันชอบธรรมตามกฎหมายในการปกป้องเกียรติภูมิขององค์กร มิให้ถูกนำไปกล่าวถึงอย่างขาดจิตสำนึก 
    “ผบ.ทบ.ได้มอบให้ฝ่ายกฎหมายเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินการต่อไป และขอเรียนว่า การพึ่งพากระบวนการยุติธรรมในครั้งนี้ หวังว่าคงไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อย่าได้นำไปเชื่อมโยงให้เป็นประเด็นทางการเมือง หรือนำไปกล่าวหาว่ามีการใช้อำนาจพิเศษใดๆ เพราะเรื่องนี้เป็นการใช้สิทธิดำเนินการตามกฎหมายอย่างแท้จริง” โฆษก ทบ.กล่าว
    ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณี พล.อ.อภิรัชต์ฟ้องร้องดำเนินคดี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ว่า ผบ.ทบ.เป็นเจ้าของกองทัพบก เมื่อไปด่าเขา เขาก็แจ้งความ เป็นเรื่องธรรมดา
    ด้าน พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวถึงกรณีถูก ผบ.ทบ.ฟ้องข้อหาหมิ่นประมาทว่า ไม่มีปัญหา และไม่รู้สึกหนักใจ ปล่อยให้เขาว่าไปก่อน หลังเลือกตั้งค่อยมาว่ากัน
    "ไม่จำเป็นต้องปรึกษาทีมกฎหมาย ไม่อยากทะเลาะให้เสียเวลาหาเสียงในช่วงนี้ และ ผบ.ทบ.ควรไปฟังเพลงหนักแผ่นดิน" พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์กล่าว
    ส่วนนายปิติพงษ์ เต็มเจริญ โฆษกพรรคเสรีรวมไทย กล่าวว่า เรื่องที่ พล.อ.อภิรัชต์ส่งคนไปแจ้งความดำเนินคดี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ รายละเอียดเป็นเรื่องส่วนตัวของทั้ง 2 ท่าน ไม่ขอลงไปก้าวล่วง และทางพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์เองก็ยังไม่ได้มีการชี้แจงกรณีดังกล่วมายังตนแต่อย่างใด 
    นายปิติพงษ์กล่าวว่า ความผิดในฐานหมิ่นประมาท ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าสิ่งที่พูดหมิ่นประมาทไปนั้น สร้างความเสียหายแก่ผู้เสียหายจริง ซึ่งเรื่องนี้ทาง ผบ.ทบ.ต้องหาหลักฐานมาพิสูจน์ให้ได้ หากการหมิ่นประมาทเป็นการพูดความจริง และไม่มีผู้ใดได้รับความเสียหาย ย่อมไม่เข้าข่ายกฎหมายหมิ่นประมาท 
    "ที่น่าสนใจคือ ช่วงนี้เป็นช่วงก่อนเลือกตั้ง หลายพรรคที่อยู่ฝ่ายประชาธิปไตยต่างโดนเอาผิดทางกฎหมาย ทั้งพรรคไทยรักษาชาติ พรรคอนาคตใหม่ และล่าสุดคือพรรคเสรีรวมไทย ผมมองว่ากรณีดังกล่าวเป็นการพยายามเตะตัดขาทางการเมืองในฐานะคู่แข่ง ที่ยืนอยู่ตรงข้ามกับฝ่ายเผด็จการ เช่นเดียวกับการถูกเจ้าหน้าที่รัฐตามประกบขณะหาเสียง ซึ่งมีข่าวและคลิปวิดีโอออกมาให้เห็นอยู่เสมอ" นายปิติพงษ์กล่าว
    โฆษกพรรคเสรีรวมไทยกล่าวว่า ตนไม่เข้าใจที่ผู้มีอำนาจสั่งให้ทหารมาประกบนั้น พวกเขาหวังผลทางการเมืองอย่างไร และเป็นการตอกย้ำถึงความไม่ยุติธรรมที่เกิดขึ้น จึงขอถามกลับไปยังผู้มีอำนาจว่าทำไมช่วงใกล้เลือกตั้งพรรคฝ่ายประชาธิปไตยถึงโดนคดีความกันอย่างหนาตาผิดปกติ. 

ประยุทธ์หลบเขียง พับแผนขึ้นปราศรัย/‘มาร์ค’ไม่ผสมพันธุ์พรรคโกง

ประยุทธ์หลบเขียง พับแผนขึ้นปราศรัย/‘มาร์ค’ไม่ผสมพันธุ์พรรคโกง


“ประยุทธ์” ลั่นแข็งแรง 100% ทั้งกายและใจ ส่วนเรื่องขึ้นเวทีไฮด์ปาร์กต้องหารือฝ่ายกฎหมายให้ดี เพราะมีพวกจ้องตาเป็นมันว่าขึ้นเขียงแล้ว “บิ๊ก พปชร.” สุมหัวก่อนสรุปพับแผนให้ “ลุงตู่” ขึ้นปราศรัย คาดผลเสียเยอะกว่าผลดี ทำสังคมมุ่งความขัดแย้งมากกว่านโยบาย “ศาลปกครอง” แจงละเอียดไม่เคยตีความกรณีหัวหน้า คสช. เหตุเพราะใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญไม่เข้าข่ายคดีปกครอง “มาร์ค” ประกาศชัดไม่ผสมพันธุ์พรรคขี้โกงแน่

เมื่อวันอังคาร(5มี.ค.62) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ก่อนตอบคำถามสื่อมวลชนภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อย่างอารมณ์ดีว่า ขอบคุณคำถามของสื่อที่เป็นประโยชน์ทุกคำถาม ส่วนสถานะนั้นคงไม่ต้องตอบ เพราะเป็นนายกฯ อยู่แล้ว 

ถามว่ากรณีพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) วางแผนให้ขึ้นปราศรัยหาเสียงที่จังหวัดนครราชสีมาในวันที่ 10 มี.ค.นี้ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ยังหารือกันอยู่ ต้องดูองค์ประกอบว่าทำอะไรได้บ้าง ส่วนปัญหาสายตาจะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจหรือไม่นั้น ตอนนี้สายตายังไม่หายเป็นปกติ แพทย์ให้ระมัดระวังอยู่สักระยะหนึ่ง ให้ถนอมสายตา วันนี้ก็ใส่แว่นมาป้องกันแสงแฟลช เพราะถ่ายภาพกันจัง แต่ก็ไม่เป็นไร อยากถ่ายก็ถ่ายไป ก็ต้องรักษาตัว

“ที่ถามว่าปัญหาสายตาจะส่งผลต่อการตัดสินใจหรือไม่นั้น ตากับใจคนละเรื่อง ผมยังแข็งแรงทุกอย่าง ถ้าดูผลการตรวจแล้วจะตกใจ ผมแข็งแรงทุกประการ ใจก็แข็งแรงอยู่ ไม่มีท้อแท้ เพราะผมทำงานให้ประชาชน ทั้งวันนี้และทำเพื่ออนาคตไปด้วย ส่วนการช่วย พปชร.หาเสียง ต้องดูว่าจะทำได้อย่างไร หลายคนก็จ้องตาเป็นมัน เอาละ เตรียมขึ้นเขียงแล้ว ต่อไปนี้จะเตรียมฟ้อง คือตั้งแท่นรอฟ้องไว้เลย ผมก็ต้องปรึกษาฝ่ายกฎหมายให้ดี ว่าจะทำอะไรได้บ้าง เห็นใจผมเถอะ อย่าเอาเป็นเอาตายกับผมนักเลย” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ย้ำว่า เรื่องการหาเสียงถามมาหลายข้อ คิดว่ามันก็ก้ำกึ่ง ต้องระมัดระวังไว้ก่อน ฉะนั้นอาจต้องปรับวิธีการ รูปแบบว่าจะทำอย่างไรได้ต่อไป และในวันนี้ก็พบประชาชนอยู่แล้วไม่ใช่หรือ ซึ่งทำได้ตามกฎหมายทุกประการ 

เมื่อถามว่า รู้สึกอย่างไรกับกระแสที่ระบุว่าเลือก พล.อ.ประยุทธ์ แต่ไม่เลือกพรรคที่ให้ชื่อไปเป็นแคนดิเดตนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ไม่รู้ว่าเขาทำโพลมาอย่างไรในเรื่องคำถามคำตอบ ถ้าเขียนแยกเขาก็ตอบแยก ต้องดูว่าเขาต้องการอะไร ความสงบเรียบร้อยอะไรหรือเปล่า อดีตเป็นอย่างไร ปัจจุบันเป็นอย่างไร อนาคตควรเป็นอย่างไร เป็นเรื่องของประชาชนที่จะตัดสินใจ

“ผมยังแข็งแรง 100% เข้าใจหรือยัง 100% ไม่ต้องกลัว ไม่ว่าใครจะโจมตีอะไร ต้องยึดมั่นในคุณความดีที่เราได้ทำไว้ ความมั่นใจ ความซื่อสัตย์ จงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เราตั้งมั่นว่าประเทศไทยจะพัฒนาไปข้างหน้าได้อย่างไร ซึ่งการพัฒนาเหล่านั้น นำทางด้วยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 และต้องเกิดความต่อเนื่องเป็นระยะๆ เป็นขั้นๆ ซึ่งเป็นแนวทางใหม่ที่รัฐบาลนี้ทำมาทั้งหมด” นายกฯ กล่าว

เมื่อถามว่าการช่วย พปชร.หาเสียง นอกจากข้อกฎหมายที่ต้องระวัง ยังมีหลักเกณฑ์อะไรที่จะพิจารณาว่าจะไปหรือไม่ไป พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ต้องดูหลายอย่าง มีข้อห่วงใยหลายเรื่องต้องดู และเมื่อถามว่าวันนี้นายกฯ ก็ลงพื้นที่พบประชาชนอยู่แล้ว ทำไมยังต้องลงไปช่วย พปชร.หาเสียงอีก พล.อ.ประยุทธ์ตอบทันทีว่า “ผมไม่รู้ ไม่ทราบ คงเป็นเรื่องการเมืองเขามั้ง ผมก็ทำหน้าที่ของผม และผมก็มีโอกาสในฐานะที่เป็นนายกฯ ก็พบประชาชนได้ แต่คงไปขึ้นเวทีมันลำบากมั้ง”

เมื่อถามว่าจะชัดเจนในการลงไปช่วย พปชร.หาเสียงได้เมื่อไหร่ เพราะวันที่ 10 มี.ค.นี้พรรควางคิวให้ขึ้นปราศรัยที่ จ.นครราชสีมา พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า สื่อไม่ห่วงตนเองเลย เธอไม่ห่วงว่าตนเองจะถูกฟ้องร้องอะไรหรือ ไม่ห่วงกันเลยนะ นี่รักกันจริง ขอบคุณนะ จะรู้ว่าไป แต่ไปไหนยังไม่รู้ อย่างไรก็ตาม กรณีที่ พปชร.มีแผนให้ลงพื้นที่ กทม.ช่วยหาเสียงนั้น ยังพิจารณาอยู่ และในเรื่องของทีมรักษาความปลอดภัยระหว่างลงพื้นที่ต่างๆ ยังใช้ได้ เพราะเป็นนายกฯ

ด้าน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทยกล่าวถึงการดูแล พล.อ.ประยุทธ์ในการขึ้นเวทีปราศรัยช่วยพรรค พปชร.ว่า เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องของทุกจังหวัดต้องปฏิบัติในลักษณะที่ต้องไม่ก่อให้เกิดปัญหาในเรื่องของกฎหมาย คือการใช้ทรัพยากรทางราชการหรือเวลาทางราชการ ต้องดูแลตามความเหมาะสมที่กฎหมายเปิดให้ทำได้ เช่น การดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยให้ปฏิบัติตามกรณีที่นักการเมืองพรรคอื่นๆ ลงไปในพื้นที่ โดยต้องระมัดระวังให้ดี เพราะจะไปสุ่มเสี่ยงการกระทำผิดตามกฎหมาย
“เชื่อว่านายกฯ คงระมัดระวังอยู่แล้ว เพื่อไม่ให้เกิดเป็นประเด็น ส่วนเรื่องการรักษาความปลอดภัยให้ปฏิบัติไปตามหน้าที่ของตัวเอง และทุกพื้นที่ก็ต้องระมัดระวังด้วย หากมีใครที่ไม่หวังดีไปทำอะไรเกินเลย จะกลายเป็นประเด็นที่ไปถึงตัวนายกฯ” พล.อ.อนุพงษ์กล่าว


งดให้'บิ๊กตู่'ขึ้นเวทีแล้ว

ด้านนายสมศักดิ์ เทพสุทิน ประธานคณะกรรมการรณรงค์การหาเสียงเลือกตั้งพรรค พปชร. ระบุว่า หาก พล.อ.ประยุทธ์ช่วยพรรคปราศรัยจะเป็นประโยชน์ต่อคะแนนและกระแสของพรรคเป็นเชิงบวกสูงอย่างมาก โดยประชาชนเองก็อยากฟังท่านพูดปราศรัย และยินดีออกมาต้อนรับอย่างล้นหลาม แต่ทีมงานต้องศึกษารายละเอียดของข้อกฎหมายต่างๆ ให้รอบคอบว่าอะไรทำได้หรือไม่ได้ ไม่ให้สิ่งต่างๆ ที่ท่านจะทำผิดกฎหมายและข้อบังคับ เนื่องจากขณะนี้บรรดาพรรคการเมืองต่างๆ จ้องรุมกินโต๊ะ ทั้งพรรค พปชร. และ พล.อ.ประยุทธ์ ดังนั้นตรงจุดนี้ต้องวางแผนให้ละเอียดรอบคอบ


    รายงานข่าวจากพรรค พปชร.แจ้งว่า เดิมที่วางแผนให้ พล.อ.ประยุทธ์ช่วยพรรคหาเสียงและขึ้นเวทีปราศรัย 4 ภาค โดยเริ่มที่ จ.นครราชสีมา ในวันที่ 10 มี.ค.นี้นั้น ล่าสุด พปชร.ได้เตรียมยกเลิกแผนการให้ พล.อ.ประยุทธ์ขึ้นเวทีปราศรัยทั้งหมดแล้ว เนื่องจากแกนนำของพรรคได้ประชุมกันเมื่อวันที่ 4 มี.ค. ได้ข้อสรุปกันว่า หาก พล.อ.ประยุทธ์ขึ้นปราศรัย สิ่งที่ตามมาจะได้ไม่คุ้มเสีย เพราะจะเจอกับการถูกรุมโจมตีจากฝ่ายต่างๆ รวมถึงประเด็นการตอบโต้ที่จะมีตามมาของผู้เกี่ยวข้องในพรรคจะส่งผลกระทบกับสิ่งที่พรรคได้นำเสนอกับประชาชนให้หันไปสนใจประเด็นขัดแย้งมากกว่านโยบาย ดังนั้น พปชร.จึงใช้ช่วงโค้งสุดท้ายในการหาเสียงเลือกตั้ง มุ่งนำเสนอนโยบายจะเป็นผลดีกับพรรคมากกว่า

    “กลยุทธ์ที่ พล.อ.ประยุทธ์จะใช้เพื่อช่วย พปชร.หาเสียงคือการลงพื้นที่ใน กทม. เพื่อพบปะประชาชน และให้กำลังใจผู้สมัคร ส.ส. แต่อาจใช้รูปแบบที่ไม่เป็นทางการ หรืออาจเปลี่ยนแปลงรูปแบบตามความเหมาะสมได้ทุกเมื่อ”


ขณะที่นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ แคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวในเรื่องนี้ว่า ประชาชนได้เห็นท่านมา 5 ปี พูดทุกวันศุกร์อยู่แล้ว แต่ก็ถือว่าดีหากจะมาหาเสียง หากคนชอบท่านก็คงจะทำให้ได้คะแนนเพิ่มขึ้น หากไม่สนับสนุนก็อาจจะทำให้คะแนนลดลง ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดา หากไม่นำเวลาราชการมาหาเสียง ส่วนเราเองไม่กังวล ส่วนที่มีปัญหาเรื่องความเป็นเจ้าหน้าที่รัฐของ พล.อ.ประยุทธ์นั้น เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่จะพิจารณา ส่วนเรื่องการหาเสียงของสุดท้ายเราก็ไม่ได้กังวล คงลุยหาเสียงกันอย่างเต็มที่ 

“แล้วแต่บุคคล เพราะการดีเบตเป็นเพียงแค่การตอบคำถามช่วงสั้นๆ ซึ่งผมก็เคารพการตัดสินใจของท่าน หากท่านไม่ถนัดดีเบตก็ไม่เป็นไร อาจจะมาให้ประชาชนสอบถามโดยวิธีการอื่นก็ได้ ผมไม่ได้มองว่าเป็นสาระสำคัญ หากมาก็ดี แต่ถ้าไม่มาเราก็เคารพทุกพรรค ไม่ใช่เฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์คนเดียว” นายชัชชาติกล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ควรร่วมดีเบตหรือไม่

จี้ กกต.เร่งส่งศาลตีความ

สำหรับความคิดเห็นถึงสถานะของ พล.อ.ประยุทธ์ในการเป็นเจ้าหน้าที่รัฐนั้น ยังคงมีการแสดงความคิดเห็นอย่างต่อเนื่อง โดยนายสมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้สมัคร ส.ส.สมุทรสาคร พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์เฟซบุ๊กว่า เลิกเถียงเรื่องที่ พล.อ.ประยุทธ์เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพราะหลายคนรวมทั้ง อ.วิษณุได้เฉลยไปแล้วว่าสถานะของ พล.อ.ประยุทธ์เกินเลยจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ เนื่องจากนอกจากตำแหน่งนายกฯ แล้ว ยังมีสถานะเป็นหัวหน้า คสช. ซึ่งเหนือส่วนราชการทั้งหมด เหนือทุกตำแหน่ง สามารถออกคำสั่งให้ทุกคนทุกฝ่ายต้องปฏิบัติตามได้ แม้มีผลเลือกตั้งแล้ว หากผลการเลือกตั้งไม่เป็นที่พึงพอใจ ก็ยังสามารถสั่งการให้จัดการเลือกตั้งใหม่ได้  หากใจถึง เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นี้จึงแตกต่างจากเจ้าหน้าที่ของรัฐคนอื่นๆ ถือเป็นเจ้าหน้าที่เหนือรัฐอย่างแท้จริง


นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงพรรคเพื่อชาติ (พ.ช.) กล่าวถึงกรณีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์เป็นข้าราชการการเมือง หรือเจ้าหน้าที่รัฐ ตามมาตรา 98 (12) สามารถถูกเสนอชื่อเป็นนายกฯ ว่าการพูดของนายวิษณุไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของการชี้ผิดชี้ถูก และไม่ต้องการให้เกิดทฤษฎีสมคบคิด หากเรื่องนี้สุจริตใจตั้งแต่ต้น ก็ควรให้ กกต.ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเพื่อเป็นบรรทัดฐานต่อไป 


“ไม่จำเป็นที่พรรคเพื่อชาติจะส่งคนไปร้องศาลรัฐธรรมนูญตีความเรื่องนี้ เพราะมีคนอื่นทำหน้าที่แล้ว และเป็นหน้าที่ของ กกต.ที่ต้องจัดการเรื่องนี้โดยเร็ว เพราะถ้าวันหนึ่งศาลวินิจฉัยชี้ขาดว่า พล.อ.ประยุทธ์เป็นเจ้าหน้าที่รัฐจะทำให้การแข่งขันเป็นไปโดยไม่ชอบ ทำให้ประเทศไทยเสียหายในการใช้งบประมาณแผ่นดินจัดการเลือกตั้ง และจะทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะได้” นายจตุพรกล่าว และว่าถึงเพลงใหม่ของ พล.อ.ประยุทธ์ว่า ไม่น่าตื่นเต้นอะไร เพราะความจริงควรเป็นเพลงวันใหม่ของคนไทยทั้งชาติ ไม่ใช่เพลงวันใหม่ของ พล.อ.ประยุทธ์ 


ดร.รยุศด์ บุญทัน รองโฆษกพรรค พ.ช. กล่าวว่า กกต.มีหน้าที่โดยตรงที่จะส่งเรื่องสถานะของ พล.อ.ประยุทธ์ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย และไม่ควรรอช้า หาก กกต.ไม่กล้าวินิจฉัย ก็จะมีคนไปแจ้งดำเนินคดีอาญา มาตรา 157 กับ กกต. ดังนั้น กกต.ควรจะเลือกว่าควรกลัวมาตรา 44 หรือกลัวถูกดำเนินคดีมาตรา 157 มากกว่ากัน


ขณะที่นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย กล่าวว่า ในวันพุธที่ 6 มี.ค.2562 เวลา 10.30 น. จะนำความไปร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ณ สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ชั้น 9 ศูนย์ราชการ อาคาร B ถ.แจ้งวัฒนะ หลักสี่ กทม.เพื่อให้นำความเสนอต่อศาลปกครองเพื่อวินิจฉัยโดยเร็วว่าคําสั่งหรือการกระทําของ กกต.ที่ให้การรับรอง พล.อ.ประยุทธ์เป็นแคนดิเดตนายกฯ นั้น เป็นการกระทำโดยชอบและคุณสมบัติ พล.อ.ประยุทธ์ขัดต่อรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 160 (6) ประกอบมาตรา 98 (15) หรือไม่


นายธนกร วังบุญคงชนะ รองโฆษกพรรค พปชร.กล่าวว่า ขณะนี้บรรยากาศหาเสียงเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเข้มข้น ทุกพรรคการเมืองลงพื้นที่อย่างหนัก อยากจะวิงวอนให้แกนนำพรรคการเมืองบางพรรคหยุดพูดโจมตีดิสเครดิต พล.อ.ประยุทธ์ เหลือเวลาไม่ถึง 20 วันจะเลือกตั้งแล้ว น่าจะเอาเวลาไปหาเสียงดีกว่า โดยเฉพาะการนำเสนอนโยบายที่ดีให้กับประชาชน ไม่ใช่ไปเวทีไหนก็โจมตีแต่ พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งมันไม่สร้างสรรค์เลย


         “ที่ร้องเรียนเรื่องคุณสมบัติของ พล.อ.ประยุทธ์นั้น ผมมั่นใจว่าท่านมีคุณสมบัติถูกต้องตามกฎหมาย สามารถเป็นนายกฯ ได้ ไม่เข้าใจที่พรรคการเมืองบางพรรคร้องเรียนรายวัน มันน่าเบื่อมาก แทนที่จะเอาเวลาไปหาเสียงกับชาวบ้าน” นายธนกรกล่าว


ศาลย้ำไม่เคยวินิจฉัย

วันเดียวกัน นายประวิตร บุญเทียม ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองสูงสุด ในฐานะโฆษกศาลปกครอง ตอบกรณีคำนิยามเจ้าหน้าที่รัฐจากกรณีวิพากษ์วิจารณ์ว่าตำแหน่งหัวหน้า คสช. ว่าศาลปกครองมีกฎหมายของตัวเองคือพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง ดังนั้นการที่ศาลปกครองจะพิจารณาต้องเป็นความหมายเจ้าหน้าที่รัฐตามกฎหมายศาลปกครองเท่านั้น หากเป็นกรณีการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ ศาลปกครองจะไม่รับฟ้อง ซึ่งนิยามความหมายเจ้าหน้าที่รัฐมีอยู่ในกฎหมายต่างๆ แล้ว แต่ลักษณะของการใช้อำนาจ ไม่ใช่เรื่องที่ระบุไว้ชัดเจนเพียงประการเดียวว่าเจ้าหน้าที่รัฐจะมีลักษณะเป็นอย่างไร ต้องไปดูตามเหตุของการใช้อำนาจนั้น และหากเป็นการใช้อำนาจที่เกี่ยวกับองค์กรอื่นศาลปกครองก็ไม่อาจตอบแทนได้ ซึ่งกรณีดังกล่าวก็เป็นอำนาจหน้าที่ของ กกต. แต่หากมีคดีเข้ามาสู่ศาลปกครอง จึงจะวินิจฉัยอีกครั้งหนึ่ง


เมื่อถามว่า ที่ผ่านมาเคยมีการฟ้องศาลปกครองให้เพิกถอนประกาศและคำสั่ง คสช.นั้น ศาลปกครองเคยวินิจฉัยคำว่าเจ้าหน้าที่รัฐในกรณีดังกล่าวหรือไม่ นายประวิตรกล่าวว่า มีการฟ้องจริง แต่เป็นกรณีเช่นเจ้าหน้าที่ออกคำสั่งทางปกครองโดยอาศัยประกาศและคำสั่ง คสช.ที่กำหนดนโยบายในบางเรื่องไว้เป็นพื้นฐาน ซึ่งผู้ที่ถูกออกคำสั่งและต้องปฏิบัติก็จะนำมาใช้ เช่น กรณีสถานบันเทิง เช่นนี้จะเป็นกรณีเจ้าหน้าที่รัฐตามนิยามของกฎหมายศาลปกครอง ส่วนที่ฟ้องเพิกถอนประกาศและคำสั่ง คสช.โดยตรงนั้น ศาลไม่ได้รับไว้พิจารณา เพราะเป็นการออกประกาศโดยใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ และรัฐธรรมนูญก็บัญญัติรับรองไว้ ดังนั้นที่ผ่านมาศาลปกครองจึงไม่ได้มีการวินิจฉัยเกี่ยวกับนิยามความเป็นเจ้าหน้าที่รัฐของหัวหน้า คสช.

นายวชิระ ชอบแต่ง ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองภูเก็ต ในฐานะรองโฆษกศาลปกครอง กล่าวเสริมว่า ก่อนหน้านี้มีคดีที่ฟ้องเพิกถอนประกาศ คสช.ในคดี 617/2558 ซึ่งเป็นการฟ้องกรณีหัวหน้า คสช.ออกคำสั่งห้ามบุคคลกลุ่มหนึ่งออกนอกประเทศ ซึ่งศาลปกครองได้วินิจฉัยไปเลยว่าการใช้อำนาจดังกล่าวเป็นการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ ดังนั้นจึงไม่ได้วินิจฉัยว่าหัวหน้า คสช.เป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือไม่ ที่เราวินิจฉัยเช่นนั้นเพราะไม่เข้าองค์ประกอบที่ว่าเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายทางปกครอง ซึ่งการเป็นคดีปกครองต้องเป็นกรณีเจ้าหน้าที่รัฐใช้อำนาจรัฐทางปกครอง


ไม่จับมือพรรคขี้โกง

สำหรับความเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองต่างๆ ในการหาเสียงมีความน่าสนใจ โดยเฉพาะกรณีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความและคลิปวิดีโอลงเฟซบุ๊กว่า ฟังกันชัดๆ จากปากอภิสิทธิ์ ถึงจุดยืนทางการเมืองที่ทุกคนอยากรู้ โดยคลิปวิดีโอจุดยืนทางการเมืองนั้นมีเนื้อหาว่า "ผมไม่มีวันจะยอมให้พรรคที่ทุจริตมานำประเทศ ไม่เอาทั้งพวกบกพร่องโดยสุจริต หรือทุจริตเชิงนโยบาย เอาเสียงของประชาชนมาหาผลประโยชน์ให้กับคนกลุ่มเดียว นายกฯ 4 คนของพรรคประชาธิปัตย์ ไม่เคยมีมลทินเรื่องทุจริต รัฐมนตรีในรัฐบาลเรามีเรื่องอื้อฉาว ทุจริต ลาออกทันที เพราะสำหรับประชาธิปัตย์ ประชาธิปไตยจะใช้การได้ ต้องสุจริตเท่านั้น หมดเวลาเกรงใจแล้วครับ"

ขณะที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ได้เข้าร่วมพิธีเปิดสาขาพรรคภาคเหนือ โดยยืนยันว่า เราไม่แจกเงิน เราไม่เน้นการแก้ปัญหาชั่วคราว เราเน้นการแก้ปัญหาจริงจังอย่างยั่งยืน เราต้องสนับสนุนให้ทุกท่านพึ่งพาตัวเอง โดยเฉพาะนโยบายด้านกัญชา เพราะพรรคมองเป็นโอกาส ใบไม้สีเขียวคือธนบัตร กัญชาไม่เคยทำร้ายใคร ใครอยากได้เราร่วมรัฐบาล ต้องรับนโยบายของเรา 


ส่วนนายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค พปชร. และแกนนำพรรค และผู้สมัคร ส.ส.กทม. 30 คน พร้อมโชว์วิสัยทัศน์และนโยบาย ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะ กทม.ที่มีนโยบาย Bangkok ok 5 ด้าน โดยนายอุตตมยืนยันว่า แม้การแข่งขันใน กทม.ไม่หมู เพราะมีเจ้าของพื้นที่ แต่ก็ต้องทำให้ดีที่สุด เต็มที่ เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ให้คน กทม.

วันอังคารที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2562

จับตาภูมิใจไทย

เปรียบมวยให้ถูกคู่!
โดย สิริอัญญา 
วันอังคารที่ 5 มีนาคม 2562

อีก 20 กว่าวันก็จะถึงวันเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญ 2560 แล้ว เป็นการเลือกตั้งที่เห็นภาพชัดเจนขึ้นทุกทีว่าการเมืองไทยกำลังออกแบ่งเป็นสามก๊กหรือสามขั้ว คือขั้วเพื่อไทย ขั้วพลังประชารัฐ และขั้วประชาธิปัตย์ 

โดยมีพรรคการเมืองอีกหลายพรรคที่มีท่าทีชัดเจนว่าจะสนับสนุนก๊กใดหรือขั้วใดซึ่งก็รู้ ๆ กันอยู่ ยกเว้นพรรคภูมิใจไทยซึ่งกำลังผงาดขึ้นและความนิยมกำลังพุ่งแรง โดยอาศัยกระแสรณรงค์เปิดเสรีกัญชา และอีกพรรคหนึ่งคือพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งพุ่งแรงเพราะกำหนดเป้าหมายในการรณรงค์ถูกเป้าเข้าจุด คือวางจุดหนักไว้ที่เยาวชนอายุ 18-25 ปี ซึ่งมีจำนวนกว่า 7 ล้านคน 

พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย พรรคอนาคตใหม่ พรรคชาติพัฒนาและพรรคชาติไทยพัฒนา ได้นำเสนอหัวหน้าพรรคของตนหรือบุคคลสำคัญระดับแกนนำพรรคเป็นนายกรัฐมนตรีในบัญชีรายชื่อนายกรัฐมนตรีของพรรค ดังนั้นการหาเสียงจึงมุ่งเป้าเข้าจุดทั้งระดับนายกรัฐมนตรีและระดับพรรค 

คงมีบางพรรคที่ไม่ได้เสนอชื่อหัวหน้าพรรคของตนเองเป็นนายกรัฐมนตรี คือบางพรรคก็ไม่ได้เสนอผู้ใด บางพรรคก็ไปเสนอคนภายนอก ได้แก่พรรคพลังประชารัฐ ที่ไปเสนอพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี 

ดังนั้นในยามสถานการณ์ใกล้เลือกตั้งเต็มทีนี้ ก็พอจะคาดหมายได้ว่าอนาคตทางการเมืองของประเทศจะมีก๊กหลักที่ชิงกันจัดตั้งรัฐบาลก็คงหนีไม่พ้นพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคพลังประชารัฐ โดยขณะนี้สุ้มเสียงเริ่มถูกสังคมกดดันให้พูดคล้ายกันแล้วว่าพรรคที่มีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรมีความชอบธรรมที่จะได้จัดตั้งรัฐบาล 

ดังนั้นระหว่างพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคพลังประชารัฐ ใครจะรวบรวมพันธมิตรให้เป็นเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรได้ย่อมมีโอกาสที่จะได้จัดตั้งรัฐบาล 

สำหรับพรรคพันธมิตรของแต่ละก๊กแต่ละก๊วนนั้นจำเป็นจะต้องเปรียบมวยให้ถูกคู่ ซึ่งเห็นว่ามีอยู่สองคู่ใหญ่ ซึ่งผลการเลือกตั้งจะส่งผลต่อก๊กหลักด้วย ดังนั้นจำเป็นที่จะต้องเปรียบมวยจากกลุ่มพันธมิตรเพื่อให้เห็นภาพการเมืองไทยชัดเจนขึ้นในอีกภาพหนึ่ง  

มวยคู่แรก คือพรรครวมพลังประชาชาติไทยกับพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งพรรครวมพลังประชาชาติไทยนั้นสนับสนุนพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ในขณะที่พรรคอนาคตใหม่ประกาศสนับสนุนหัวหน้าพรรคเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ก็ชัดเจนว่ายังคงเป็นพรรคพันธมิตรกับพรรคเพื่อไทยอย่างแนบแน่นด้วย 

ระหว่างสองพรรคนี้พรรคไหนจะได้ ส.ส. มากกว่ากัน มีข้อได้เปรียบเสียเปรียบดังนี้ 

ประการแรก พรรครวมพลังประชาชาติไทยสนับสนุนพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี แต่พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับอยู่ในบัญชีนายกรัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐ ดังนั้นผู้ที่สนับสนุนพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงย่อมสนับสนุนพรรคพลังประชารัฐโดยตรงมากกว่าที่จะไปสนับสนุนทางอ้อม และที่สำคัญ พรรครวมพลังประชาชาติไทยไม่ได้นำเสนอนโยบายใด ๆ ที่เห็นว่าหลักแหลมหรือพอที่จะบริหารบ้านเมืองได้ คงหาเสียงอยู่ประการเดียวคือจะได้ร่วมเป็นรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ 

ประการที่สอง พรรคอนาคตใหม่สนับสนุนหัวหน้าพรรคเป็นนายกรัฐมนตรี มีเป้าทางการเมืองชัดเจน มุ่งที่คนรุ่นใหม่ 7 ล้านคน ทำให้กระแสพรรคขยายวงกว้างเป็นกระแสสูง และความนิยมของพรรคติดลำดับหนึ่งในโซเชียลมีเดียในหลายๆ เรื่อง 

ดังนั้นถ้าเปรียบคู่มวยระหว่างพรรครวมพลังประชาชาติไทย กับพรรคอนาคตใหม่แล้วก็ส่อว่าพรรคอนาคตใหม่น่าจะได้ ส.ส. มากกว่าพรรครวมพลังประชาชาติไทยในระดับน่าจะเกิน 10 คนขึ้นไป 

มวยคู่ที่สอง ได้แก่พรรคภูมิใจไทย กับพรรคชาติพัฒนา พรรครวมพลังประชาชาติไทย และพรรคประชาชนปฏิรูป ซึ่งความจริงทั้งสี่พรรคนี้มีข่าวคราวหลายกระแสว่าล้วนสนับสนุนและเป็นพันธมิตรของพรรคพลังประชารัฐด้วยกันทั้งสิ้น แต่ระยะหลังนี้ท่าทีของพรรคภูมิใจไทยมีความชัดเจนมากขึ้นโดยลำดับว่า มีความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้นและกำลังจะเป็นอีกขั้วหนึ่งที่ไล่ตามติด ๆ กับพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคพลังประชารัฐ 

นายเนวิน ชิดชอบ เคยกล่าวด้วยความมั่นใจว่าพรรคภูมิใจไทยจะได้ ส.ส. ไม่น้อยกว่า 70 คน และมั่นใจถึงขนาดกล่าวกับคณะทำงานรณรงค์เสรีกัญชาว่าถ้าได้ต่ำกว่า 70 คน ก็ให้เอาตีนมาเหยียบหน้าได้เลย และถ้าหากพรรคภูมิใจไทยได้ ส.ส. 70 คน ก็จะมีฐานะเป็นตัวแปรสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาล อาจถึงขนาดที่ทำให้สถานการณ์ทางการเมืองพลิกผัน แล้วผลักดันให้นายอนุทิน ชาญวีรกุล เป็นนายกรัฐมนตรีชนิดเหนือความคาดหมายก็เป็นได้ 

หากจะเปรียบเชิงมวยระหว่างกลุ่มพรรคดังกล่าวก็พอจะประมาณสถานการณ์ได้ดังนี้ 

ประการแรก พรรคชาติพัฒนา พรรครวมพลังประชาชาติไทย และพรรคประชาชนปฏิรูป ค่อนข้างชัดเจนว่าสนับสนุนพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะทำให้ผู้ที่ต้องการสนับสนุนพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ย่อมไปเทคะแนนเสียงให้พรรคพลังประชารัฐโดยตรงมากกว่าที่จะลงคะแนนเสียงกระจัดกระจายให้เป็นเบี้ยหัวแตก 

ดังนั้นธงการเมืองของกลุ่มพรรคนี้จึงทำลายตัวเองอยู่ในที เพราะยิ่งรณรงค์มากเท่าใด ผู้คนก็จะไปลงคะแนนให้กับพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งขณะนี้ก็เห็นชัดแล้วว่ากระแสเป็นประการใด 

ประการที่สอง สำหรับพรรคภูมิใจไทยนั้นได้ชูธงเสรีกัญชาและได้รับการขานรับอย่างเอิกเกริกกึกก้องพลิกความคาดหมายทั้งปวง เพราะภาคเกษตรหลายสิบล้านคนก็ดี ภาคผู้ป่วยมะเร็งและเครือญาติ และภาคประชาสังคมที่รณรงค์เรื่องเสรีกัญชาก็ดี รวมกันแล้วเกือบ 30 ล้านคน ที่สนับสนุนนโยบายเสรีกัญชา จึงทำให้คะแนนนิยมและกระแสนิยมของพรรคภูมิใจไทยพุ่งกระฉูด 

ดีไม่ดีพรรคภูมิใจไทยอาจจะได้ ส.ส. มากกว่า 3-4 พรรคดังกล่าวรวมกัน และนั่นหมายถึงการพลิกผันครั้งสำคัญของการเมืองไทยที่น่าจับตายิ่ง!

ไพศาลชี้บิ๊กตู่จนท.รัฐ

อย่าหลงประเด็น 
1 โดยรัฐธรรมนูญ,จำแนกข้าราชการเป็น 3ประเภท คือข้าราชการประจำข้าราชการการเมือง ข้าราชการส่วนท้องถิ่น 
ทุกประเภทเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ 
2 ผู้ดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการต่างๆที่กฎหมายบัญญัติหรือรองรับ ก็เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วย 
3 ผู้ดำรงตำแหน่งอื่นหรือดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการที่ไม่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ก็จะเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ  
4 ลุงตู่ท่านมีหมวก 3 ใบ คือนายกรัฐมนตรี หัวหน้าคสช. และประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ จึงเป็นทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐและเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐด้วย!

ประเด็นอันเป็นปัญหาคือได้รับยกเว้นตามบทบัญญัติในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญหรือไม่?
ถ้าได้รับยกเว้นก็ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีได้ถ้าไม่ได้รับยกเว้นก็ไม่ได้!
ประเด็นสำคัญอยู่ตรงนี้ ว่าได้รับยกเว้นหรือไม่และได้รับยกเว้น สำหรับเรื่องอะไรบ้าง ***
ซึ่งเป็นหน้าที่ของกกต.ที่จะต้องวินิจฉัยต่อไป 
คนอื่นที่ไม่มีอำนาจหน้าที่นี้ออกความเห็นอะไรไปก็เหมือนเสียงลมพัดลมเพแหละครับ

อุ้มบิ๊กตู่อ้างรธน.ยกเว้น 'วิษณุ'พลิ้วเป็นจนท.รัฐตามม.98(12)แล้วไม่ดูมาตราอื่น


     “ประยุทธ์” คลอดผลงานเพลงชิ้นที่ 8 ชื่อ “วันใหม่” เผยเรื่องปราศรัยขอหารือก่อน “พปชร.” ตีปี๊บมาแน่ 10 มี.ค.ที่โคราชก่อนจบที่กรุงเทพฯ จับแต่งตัวใส่เสื้อเชิ้ตไร้โลโก้ขึ้นโพเดียมตลาดเซฟวัน เวลา 17.30 น. คาดมีประชาชนมาร่วม 5 หมื่น “วิษณุ” ร่ายยาวอธิบายสถานะบิ๊กตู่ ย้ำนายกฯ  เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่ได้รับการยกเว้นในการขึ้นบัญชีแคนดิเดตนายกฯ ส่วนหัวหน้า คสช.นั้นไม่ใช่ หากอยากหายข้องใจให้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความ “จตุพร” มองแง่ร้ายบอกทำเป็นติ่งห้อยหาก พปชร.แพ้เลือกตั้งก็ใช้จุดไฟเลือกตั้งโมฆะ!
    เมื่อวันจันทร์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ  (คสช.) ได้ตอบคำถามสื่อมวลชนถึงอาการเจ็บตาที่ทำให้ต้องลาป่วยเป็นครั้งแรกเมื่อวันศุกร์ที่ 1 มี.ค.ว่าต้องดูแลอีกระยะหนึ่ง 
    และเมื่อสอบถามถึงการลงพื้นที่ช่วยพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) หาเสียง พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า "กำลังดูอยู่นะ กำลังหารืออยู่" เมื่อถามย้ำว่าจะไปที่เวทีปราศรัย จ.นครราชสีมาด้วยหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ได้ย้ำคำตอบเดิม 
    ในเวลา 16.20 น. พล.อ.ประยุทธ์ลงจากตึกไทยคู่ฟ้าเพื่อเดินทางกลับ โดยก่อนขึ้นรถนายกฯ ได้โบกมือทักทายสื่อมวลชนที่มาดักรออยู่บริเวณสนามหญ้าทางขึ้นตึก และได้พยายามตะโกนถามอีกครั้งถึงอาการเจ็บตา โดย พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้ตอบ เพียงชี้ไปตาข้างซ้ายเท่านั้น จากนั้นขึ้นรถเดินทางกลับ
โดยในช่วงเช้า เวลา 09.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ได้เป็นประธานในพิธีเปิดงานสัมมนา “Thailand’s  Investment Year - What's New” ที่ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพค เมืองทองธานี โดยกล่าวตอนหนึ่งว่าเราต้องเดินหน้าไปสู่การปฏิรูปสร้างความเข้มแข็งให้กับประเทศ แผนยุทธศาสตร์ 20 ปีไม่ใช่การสืบทอดอำนาจ เป็นสิ่งที่ทำแล้วเพื่อให้ต่อยอดในวันข้างหน้า ไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับตัวเองหรือทหาร แต่จะเกิดการพัฒนากับคนทั้งชาติ 
“ตราบใดก็ตามที่รัฐบาลทำงานอยู่ก็จะสานต่อสิ่งเหล่านี้ต่อไป รัฐบาลต่อไปก็ต้องทำอย่างต่อเนื่อง  และขออย่าให้ใครมาบิดเบือนสิ่งที่เราทำเพื่อประเทศเรา สิ่งที่รัฐบาลทำในวันนี้ รัฐบาลต่อไปสามารถมาดำเนินการต่อได้เลย เพราะรัฐบาลนี้ได้วางไว้ทั้งกฎหมาย ยุทธศาสตร์ชาติ และแผนแม่บท 5 ปี ไม่มีใครมาล้มได้ เว้นแต่คิดว่าจะทำให้ดีกว่าเดิม” นายกฯ ย้ำ 
    ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ได้สวมแว่นกันแดดตลอดเวลาก่อนเข้างาน แต่เมื่อถึงห้องจัดงานได้เปลี่ยนมาสวมแว่นตาเลนส์ออโต้แทน และขณะที่กล่าวเปิดงานบนเวที พล.อ.ประยุทธ์ได้ถอดแว่นออก นอกจากนี้บนเวทีภายในงานได้ปรับแสงไฟลดลงด้วย ซึ่งในงานได้เปิดเพลงใหม่ที่ พล.อ.ประยุทธ์ได้แต่งขึ้น เป็นเพลงลำดับที่ 8 ชื่อว่าเพลงวันใหม่ ประพันธ์คำร้องโดย พล.อ.ประยุทธ์ ขับร้องโดย ร.ต.พงศธร พอจิต  และ จ.ส.ต.เชิดศักดิ์ ฤทธิกรกูล 
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์จะขึ้นเวทีปราศรัยในฐานะแคนดิเดตนายกฯ ของ พปชร.ว่า ทุกอย่างทำตามระเบียบขั้นตอนของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หลัง กกต.ได้ตอบมาแล้ว ส่วนจะต้องระมัดระวังในเรื่องหมิ่นเหม่หรือไม่นั้นก็ต้องระมัดระวัง 
    สำหรับทีมรักษาความปลอดภัย (รปภ.) และทีมอารักขาที่ดูแลนายกฯ นั้น พล.อ.ประวิตรระบุว่า ไม่ไปติดตาม ก็ทำตามระเบียบหมด ซึ่งส่วนตัวไม่ห่วงเรื่องปราศรัย
แนะข้อควรระวังปราศรัย
    ขณะที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวประเด็นนี้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ต้องระมัดระวังคือ ต้องไปช่วยนอกเวลาราชการ และต้องระวังเนื้อหาสาระในการพูด ไม่ให้หรือไม่สัญญาว่าจะให้ ไม่ขู่เข็ญ ไม่พาดพิง ไม่ใส่ร้ายพรรคอื่น นอกจากนี้ต้องระมัดระวังเกี่ยวกับมาตรา 78 ซึ่งสำคัญที่บอกว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องวางตัวเป็นกลาง ซึ่งนายกฯ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องระมัดระวังในความเป็นกลาง ต้องไม่ใช้ตำแหน่งในการทำให้ใครได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์ ซึ่งต้องระวังเอาเอง ทั้งเรื่องการใช้เวลา การใช้ทรัพย์สิน การใช้คน และการใช้สถานที่
    เมื่อถามว่า หากนายกฯ จะอ้างว่าไปช่วยหาเสียงนอกเวลาราชการ แต่ความเป็นนายกฯ ยังคงอยู่  นายวิษณุยืนยันว่า กกต.เขาตอบมาว่าได้ จะให้ทำอย่างไร ก็ต้องระวังเอาเอง ส่วนการพูดถึงนโยบายนั้น ถ้าพูดให้เป็นก็ได้ อย่าไปแนะเขาเลย ส่วนเรื่องทีม รปภ.นั้น ในวิธีปฏิบัติที่ผ่านมาในอดีต เขาจะยอมให้กับ รปภ. แต่คนอื่นไม่ได้ เพราะ รปภ.ต้องคุ้มกันนายกฯ ตลอด 24 ชั่วโมงไม่ว่าวันหยุดเสาร์-อาทิตย์  เพราะนอกเวลายังเป็นนายกฯ อยู่ ถือเป็นความจำเป็นที่ยังต้องติดตัวนายกฯ จะในเครื่องแบบหรือนอกเครื่องแบบอะไรก็ไปจัดการกันเอาเอง ส่วนในพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ถ้าต้องไปก็ต้องเป็นมาตรฐานเดียวกับที่คนอื่นปราศรัย
    “ผมเห็นว่าทำได้ เพราะวิธีปฏิบัติกับนายกฯ หรือรัฐมนตรีในอดีตที่ผ่านมาเขาก็ใช้กัน เรื่องนี้ไม่มีกฎหมายระบุไว้ แต่หน้าที่ของ รปภ.ต้องดูแลนายกฯ ตลอดเวลา นายกฯ ลาป่วยอยู่โรงพยาบาลต้องไปเฝ้า” นายวิษณุกล่าวและตอบคำถามถึงกรณีนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย จะไปร้อง กกต.ในประเด็นเหล่านี้ ว่าไม่เป็นไร ก็เมื่อรู้อยู่แล้วว่ามีคนจ้องจับผิดก็ต้องระวังเอาเองให้ดีก็แล้วกัน ส่วนรถประจำตำแหน่งใช้ไม่ได้อยู่แล้ว
รายงานข่าวจากคณะทำงานของ พล.อ.ประยุทธ์แจ้งว่า ในการขึ้นปราศรัยที่ จ.นครราชสีมาครั้งแรกในวันที่ 10 มี.ค.นั้น ได้มีการเตรียมความพร้อมเพื่อป้องกันการร้องเรียนที่อาจผิดกฎหมายเลือกตั้ง ทั้งในเรื่องของการใช้ รปภ. รถยนต์ประจำตำแหน่ง รวมถึงเรื่องเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายแล้ว โดยเสื้อผ้าจะไม่มีโลโก้ที่เกี่ยวข้องกับราชการ รวมถึงไม่มีชื่อและโลโก้ของพรรค พปชร. โดย พล.อ.ประยุทธ์จะสวมเสื้อเชิ้ตธรรมดา ส่วน รปภ.นั้นยังเป็นปกติแต่จะแต่งชุดนอกเครื่องแบบและใช้รถยนต์ส่วนตัว
    ขณะเดียวกัน นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค พปชร.กล่าวถึงการเตรียมให้ พล.อ.ประยุทธ์ขึ้นเวทีปราศรัยที่ จ.นครราชสีมาในวันที่ 10 มี.ค.ว่า พล.อ.ประยุทธ์จะขึ้นเวทีปราศรัยเริ่มที่นครราชสีมา ต่อด้วยภาคอื่นๆ ต่อไป โดยพรรคจะแจ้งให้ พล.อ.ประยุทธ์ได้รับทราบเพื่อพิจารณาว่าเห็นตรงกันหรือไม่  นอกจากนี้พรรคจะดูรูปแบบการปราศรัยที่ลงตัวที่สุดสำหรับ พล.อ.ประยุทธ์ เชื่อว่าการให้ พล.อ.ประยุทธ์มาช่วยปราศรัยหาเสียงจะไม่ขัดกับคุณสมบัติแต่อย่างใด
    “เราต้องหารือกับ พล.อ.ประยุทธ์ว่าจะมีแนวทางสื่อสารอย่างไร เปิดใจอย่างไร โดยเราจะดูรายละเอียดให้เสร็จและพูดคุยกับ พล.อ.ประยุทธ์ว่าสามารถพูดในเรื่องใดได้บ้าง พรรคได้วางกรอบการหาเสียงไว้แล้วว่าจะเป็นที่ใดบ้าง เช่นเดียวกับในพื้นที่ กทม. พล.อ.ประยุทธ์ก็จะไปปรากฏตัวแน่นอน วางแผนไว้เบื้องต้นเป็นเวทีปิดท้ายวันที่ 22 มี.ค.นี้ ในระหว่างนั้นก็อาจเดินทางไปลงพื้นที่ในเขตต่างๆ บ้าง ซึ่งจะดูวันเวลาที่เหมาะสมอีกครั้ง” นายอุตตมกล่าว
    เมื่อถามว่า มีบางกลุ่มระบุจะเดินทางไปฟังการปราศรัยและการลงพื้นที่ของ พล.อ.ประยุทธ์เพื่อจับผิด พรรคระวังเรื่องนี้อย่างไร นายอุตตมกล่าวว่าไม่เป็นไร เราทำตามกรอบกฎหมาย ทำทุกอย่างอย่างโปร่งใส และที่ พล.อ.ประยุทธ์จะไปปราศรัยนั้น ก็เป็นไปตามที่ กกต.ได้ตอบคำถามของพรรคมาแล้วว่าทำอะไรได้บ้าง ฝ่ายกฎหมายเราได้ติดตามดูแลอย่างรอบคอบ ส่วนการที่มีผู้ร้องเรียนนั้นถือว่าเป็นสิทธิ์  เป็นเรื่องธรรมดาของการเมือง แต่เราจะเดินหน้าทุกอย่างให้เป็นไปตามกฎหมาย 
    นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการ พปชร.กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ในระหว่างประสานงานกับทีมงานของนายกฯ ว่าจะสะดวกในวันที่ 10 มี.ค.นี้หรือไม่ แต่มีความเป็นไปได้ที่ท่านจะมาตามคำเชิญ โดยรูปแบบของ พล.อ.ประยุทธ์จะเป็นไปใน 2 ลักษณะ คือ พล.อ.ประยุทธ์ลงพื้นที่พร้อมกับผู้สมัคร ส.ส.เพื่อพบปะกับประชาชน และการขึ้นเวทีปราศรัยตามที่พรรควางกรอบไว้
ขึ้นเวทีโคราช 17.30 น.
    “พล.อ.ประยุทธ์เป็นที่รักของประชาชน การที่มาสื่อสารพบปะประชาชนโดยตรงในฐานะแคนดิเดตนายกฯ เป็นสิ่งที่ประชาชนต้องการ และที่ผ่านมาพรรคไม่เคยมีโอกาสแบบนี้มาก่อน จึงเป็นสิ่งที่เข้ามาเพิ่มเติมในจุดที่ขาดไปของพรรค ย่อมเป็นประโยชน์กับพรรคและ พล.อ.ประยุทธ์” นายสนธิรัตน์กล่าว
    นายวิรัช รัตนเศรษฐ แกนนำพรรค พปชร.และผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะรับผิดชอบพื้นที่ 4  จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ และสุรินทร์ กล่าวว่า ได้รับแจ้งจากพรรคให้เตรียมการจัดเวทีปราศรัยในวันที่ 10 มี.ค.นี้ ที่ตลาดเซฟวัน อ.เมืองนครราชสีมา เพื่อต้อนรับ พล.อ.ประยุทธ์ขึ้นปราศรัย  ขณะเดียวกันแกนนำของพรรคจะเดินทางมาร่วมด้วย เช่นเดียวกับผู้สมัคร ส.ส.นครราชสีมาทั้ง 14 เขต และผู้สมัครจากจังหวัดต่างๆ โดยคาดว่าจะมีประชาชนมาฟังปราศรัยไม่ต่ำกว่า 5 หมื่นคน ทั้งนี้กำหนดการจะเริ่มขึ้นในเวลา 16.00 น. ส่วนกำหนดการปราศรัยเบื้องต้นของ พล.อ.ประยุทธ์จะเป็นเวลา 17.30  น. แต่ต้องดูความเหมาะสมอีกครั้ง
    ส่วนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวเรื่องนี้ว่าไม่รู้สึกกังวล แต่ขอให้การดำเนินการทุกอย่างอยู่ในกรอบของกฎหมาย โดย กกต.ต้องดูให้เกิดความเป็นธรรมว่าการไปปราศรัยของ พล.อ.ประยุทธ์ ใช้เวลาราชการหรือใช้ตำแหน่งอำนาจหน้าที่หรือไม่ หากไม่ได้ใช้ก็ไม่เป็นปัญหาอะไร ส่วนที่มองกันว่า พล.อ.ประยุทธ์ไม่ขึ้นเวทีประชันวิสัยทัศน์ (ดีเบต) แต่กลับไปเวทีปราศรัยนั้นก็ถือเป็นสิทธิ์ของ พล.อ.ประยุทธ์ 
    นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า การปราศรัยพบปะพี่น้องประชาชนเป็นสิ่งที่ควรกระทำรวมถึงการดีเบตด้วย แต่ไม่อยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ขึ้นแต่เวทีปราศรัย แต่อยากให้ขึ้นเวทีดีเบตด้วย เพราะจะได้แสดงวิสัยทัศน์ว่า 4 ปีจากนี้ไปจะนำพาประเทศไปอย่างไร ปัญหาในประเทศที่เกิดขึ้นตลอด 4-5 ปีที่ผ่านมา ทุกคนเห็นว่าเป็นปัญหา หากเห็นว่าไม่เป็นปัญหาก็ควรมาชี้แจงว่าเป็นอย่างไร
    นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) กล่าวว่า เป็นสิทธิ์ของ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่มีอำนาจจะไปห้ามได้ แต่อยากจะบอกว่าวันนี้ใส่หมวก 3 ใบ หมวกของหัวหน้า คสช. หมวกของหัวหน้ารัฐบาล และหมวกแคนดิเดตนายกฯ ซึ่งหมวก 3 ใบนี้มีอำนาจหน้าที่ที่ขัดแย้งทางผลประโยชน์กันเอง ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ควรลาออกจากการเป็นนายกฯ และหัวหน้า คสช.เพื่อเป็นแคนดิเดตนายกฯ เท่าเทียมคนอื่น
    ด้านนายก่อแก้ว พิกุลทอง ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) กล่าวว่า ขอต้อนรับ พล.อ.ประยุทธ์สู่สนามการเมืองอย่างเต็มตัว จากนี้ไปประชาชนคงได้เห็นลีลาการปราศรัยและการโชว์วิสัยทัศน์บนเวทีการเมืองของ พล.อ.ประยุทธ์ แต่เชื่อว่าคงไม่มีอะไรน่าแปลกใจหรือแตกต่าง เพราะได้เห็น พล.อ.ประยุทธ์พูดคนเดียวบนหน้าจอทีวีมาเกือบ 5 ปีแล้ว พูดแบบไม่มีใครถาม ไม่มีใครโต้เถียง  อยากพูดอะไรก็พูด ไม่แปลกใจที่ พล.อ.ประยุทธ์เลือกไม่ร่วมเวทีดีเบต เพราะดูแล้วคงไม่ถนัดหากมีคนมาถามมีคนมาตอบโต้
    “ไม่ว่า พล.อ.ประยุทธ์จะมาพูดในสถานะใด ก็คงไม่มีความผิดอะไร เพราะเนติบริกรของรัฐบาลช่วยตีความให้ทุกการกระทำไม่ผิดกฎหมายอยู่แล้ว”นายก่อแก้วกล่าว
    นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงพรรคเพื่อชาติ (พ.ช.) กล่าวว่า เมื่อ กกต.ให้ พล.อ.ประยุทธ์ขึ้นเวทีปราศรัยได้แล้ว พล.อ.ประยุทธ์อยู่ในบัญชีแคนดิเดตนายกฯ ก็ไม่อยากกินแรงสมาชิกพรรค ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่แปลก เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นด้วยซ้ำ 
    วันเดียวกัน นายวิษณุได้ชี้แจงถึงข้อโต้แย้งจากหลายฝ่ายเกี่ยวกับสถานะของ พล.อ.ประยุทธ์ว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือไม่ว่า จะไม่ไปตอบโต้อะไร แต่จะอธิบายคำว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐมี 2 ความหมายที่ใช้ในรัฐธรรมนูญ คือ 1.เจ้าหน้าที่ของรัฐที่เป็นความหมายทั่วไป และ 2.เจ้าหน้าที่ของรัฐที่เป็นความหมายตามมาตรา 98 (15) สำหรับความหมายทั่วไปนั้นไม่ว่าเป็นตนเอง หรือนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์  หรือนายกฯ ฯลฯ ล้วนเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ 
ยันนายกฯ เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ
    “ผมไม่เคยบอกว่า พล.อ.ประยุทธ์ไม่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ท่านเป็นตามมาตรา 98 (12)  ดังนั้นเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ไม่เคยพูดกลับไปกลับมา ไม่เคยตอบว่าวันหนึ่งนายกฯ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ มาอีกวันหนึ่งบอกว่าไม่ได้เป็น เพราะถึงอย่างไรนายกฯ ก็เป็น ท่านเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ เพราะเป็นนายกฯ ถ้านายกฯ ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐแล้วจะเป็นอะไร การที่มีคนบอกว่าถ้าอย่างนั้นนายกฯ ลงสมัครหรือรับการเสนอชื่อไม่ได้นั้น มันไม่ใช่ รัฐธรรมนูญเขายกเว้น เพราะท่านเป็นข้าราชการการเมือง ที่บอกว่านายกฯ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐในความหมายของการเป็นนายกฯ  เพราะเป็นข้าราชการการเมือง ถึงอย่างไรก็ต้องเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ” นายวิษณุอธิบาย
    รองนายกฯ กล่าวต่อว่า บังเอิญรัฐธรรมนูญ มาตรา 98 (12) ระบุไว้ว่า คนที่จะสมัคร ส.ส.หรือ ส.ว. หรือผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกฯ ต้องไม่ขัดกับมาตรา 98 (12) ที่เขียนว่าต้องไม่เป็นข้าราชการ ยกเว้นข้าราชการการเมือง ซึ่งนายกฯ เป็นข้าราชการการเมือง เพราะฉะนั้นจึงได้รับการยกเว้นว่าสามารถเสนอชื่อนายกฯ คนปัจจุบันไปเป็นว่าที่นายกฯ ได้ แม้จะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรานี้ ปัญหาต่อไปคือ กรณีตามมาตรา 98 (15) เขียนว่าต้องไม่เป็นลูกจ้าง พนักงานรัฐวิสาหกิจ หน่วยงานของรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งนายกฯ เมื่อไปเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา 98 (12) แล้ว ก็ไม่ต้องมาพูดเรื่องตามมาตรา 98 (15) ปัญหาก็จะมีเกี่ยวกับตำแหน่งหัวหน้า คสช.อีก ว่าหัวหน้า คสช.เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือไม่ ซึ่งได้ตอบไปแล้วว่าในความคิด มาตรา 98 (15) ระบุไว้แล้วว่าต้องไม่เป็นพนักงาน ลูกจ้างของรัฐวิสาหกิจ หน่วยงานของรัฐ หรือเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ ซึ่งเรื่องนี้เคยมีคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญที่ 5/2543 วินิจฉัยว่า คำว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐในมาตรา 98 (15) นี้ไม่ได้หมายความถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐทั่วๆ  ไปทั้งหลาย เพราะเจ้าหน้าที่ทั่วไปนั้นไปอยู่ในวงเล็บอื่นหมดแล้ว
    “ตำแหน่งใน คสช.ไม่ใช่ข้าราชการการเมืองก็ไม่ได้รับการคุ้มครอง ก็อาจคิดกันว่าเมื่อไม่ได้เป็นข้าราชการก็ไม่มีปัญหาใช่หรือไม่ แต่จะมาติดตรงมาตรา 98 (15) ซึ่งต้องมาตีความกันในมาตรานี้ คราวนี้สุดแล้วแต่จะไปแปลหรือไม่ตีความกัน ถ้าใครสงสัยก็ส่งให้ กกต.หรือศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ผมจะตอบถูกหรือผิดไม่แปลก แต่ไม่สามารถถือเป็นคำวินิจฉัยได้” นายวิษณุกล่าว
    ด้านนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ทษช.ได้เดินทางมายื่นเอกสารเพิ่มเติม กรณีที่เคยมาร้อง พล.อ.ประยุทธ์ว่าเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ ไม่สามารถรับการเสนอชื่อเป็นนายกฯ ของพรรค พปชร.ได้ โดยได้นำเอกสารของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)  ที่เคยตอบกลับกรณีขอให้หัวหน้า คสช.และ คสช.ยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินเช่นเดียวกับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แต่ ป.ป.ช.ตอบกลับมาว่าตำแหน่ง คสช.เทียบเคียงคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ  (คมช.) สมัย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ที่ไม่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน แต่ไม่ได้บอกว่าหัวหน้า คสช.ไม่ใช่เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ ดังนั้นใครที่จะเอาหนังสือ ป.ป.ช.มาบอกว่า ป.ป.ช.ตีความแล้วว่าหัวหน้า คสช.ไม่ใช่เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐจึงไม่ถูกต้อง
    “เรื่องนี้เมื่อเป็นปัญหาข้อกฎหมาย จึงอยากให้ กกต.ส่งศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยให้ชัดเจนว่า พล.อ.ประยุทธ์เป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐหรือไม่” นายเรืองไกรระบุ
    นายอภิสิทธิ์กล่าวเรื่องนี้ว่า นายกฯ เป็นข้าราชการการเมือง และในฐานะที่เคยศึกษากฎหมายมาพอสมควรก็เห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์เป็นบุคคลที่มีเงินเดือนประจำและสามารถใช้อำนาจรัฐได้ แต่ไม่ชัดเจนว่าหัวหน้า คสช.เป็นตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่
ห้อยติ่งทำเลือกตั้งโมฆะ!
    ส่วนนายภูมิธรรมกล่าวว่า หาก พล.อ.ประยุทธ์มั่นใจก็ออกมาอธิบายด้วยตัวเองเลยว่าเป็นหรือไม่เป็น ใช่หรือไม่ใช่ หากมีคุณสมบัติต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ ก็ควรตัดสินใจทำให้ทุกอย่างแจ้งชัดขึ้นก็จะเป็นประโยชน์แก่ทุกฝ่าย และ กกต.ก็มีหน้าที่ทำให้ทุกอย่างชัดเจน ไม่เช่นนั้นหากปล่อยให้การเลือกตั้งผ่านพ้นไปแล้วมีการหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมา กกต.อาจเป็นเจ้าหน้าที่รัฐที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย
    นายจตุพรกล่าวว่า หาก พล.อ.ประยุทธ์ยังไม่ได้รับการวินิจฉัยเรื่องสถานะการเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ จะเป็นปัญหาผูกพันไปถึงวันเลือกตั้ง ถ้ามีการวินิจฉัยภายหลังว่าคู่แข่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐนั้นอาจนำพาไปสู่การเลือกตั้งเป็นโมฆะได้ ซึ่งเป็นเรื่องง่ายเหลือเกิน ดังนั้นวันนี้ยังมีความเชื่อว่าประเด็นเรื่องคุณสมบัติของ พล.อ.ประยุทธ์เหมือนต้องการทิ้งติ่งเอาไว้ และเมื่อพรรค พปชร.แพ้การเลือกตั้งอาจนำไปสู่แนวทางนั้นได้
    ส่วนการเรียกร้องให้เปิดเผยรายชื่อคณะกรรมการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) นั้น นายวิษณุกล่าวว่ายังไม่เปิดรายชื่อวันนี้ แต่วันหนึ่งก็รู้เอง อีกไม่นานก็รู้ และไม่มีอะไรห้ามว่าจะเปิดหรือไม่เปิดเมื่อไหร่  ทั้งนี้คณะกรรมการสรรหา ส.ว.จะส่งรายชื่อบุคคลที่คัดเลือกแล้วทั้ง 400 คนให้ คสช.ในวันที่ 9 มี.ค.เพื่อคัดเลือกให้เหลือ 194 คน 
    ขณะที่นายภูมิธรรมกล่าวว่า อยู่ระหว่างให้ฝ่ายกฎหมายตรวจสอบเรื่องความเป็นกลางของคณะกรรมการที่จะมาทำหน้าที่สรรหา ส.ว.หรือไม่ โดยเฉพาะกรณีการตั้ง พล.อ.ประวิตรที่เป็นประธาน เพราะที่ผ่านมา พล.อ.ประวิตรเองก็ทำให้หลายเรื่องอึมครึมมากพออยู่แล้ว อย่าทำเรื่องนี้ให้อึมครึมเพิ่มเลย ดังนั้นอยากให้ท่านชัดเจน ใครจะเป็นกรรมการก็ไม่อยากให้ท่านเก็บเป็นความลับ จะประชุมกันที่ไหนก็พยายามทำให้ชัด ให้ทุกคนได้เห็นว่าท่านกำลังทำหน้าที่เป็นกลางในการคัดเลือกบุคคลเข้ามาเป็น ส.ว.

เตือนนังไงก็ไม่ฟัง

เหลืออีก 19 วัน พี่น้องประชาชนชาวไทย 51 ล้านคนจะออกไปแสดงพลังใช้สิทธิเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบ

เพื่อสร้างสถิติใหม่ เป็นการเลือกตั้ง ส.ส.ที่มีผู้ไปหย่อนบัตรเลือกตั้งมากที่สุดเป็นประวัติการณ์

ช่วงวอร์มอัปก่อนเลือกตั้ง สำนักโพลต่างๆไปถามความเห็นประชาชนถึงเหตุผลในการตัดสินใจลงคะแนนเลือกผู้สมัครพรรคใด??

ปรากฏว่าประชาชนส่วนใหญ่ตอบตรงกันว่าจะพิจารณาจากนโยบายพรรคเป็นหลักสำคัญ

“แม่ลูกจันทร์” กราบเรียนว่าศึกเลือกตั้งครั้งนี้ พี่น้องประชาชนคงตัดสินใจลำบากแน่นอน

เพราะนโยบายหาเสียงทุกพรรคไม่แตกต่างกันเลย

ทุกพรรคก๊อบปี้ตำราเดียวกัน คือเน้นนโยบายประชานิยมรัฐสวัสดิการเป็นใบเบิกทาง

นโยบายหลักประกันสุขภาพ นโยบายกองทุนหมู่บ้าน เริ่มมาจากยุครัฐบาลพรรคไทยรักไทย

วันนี้ทุกพรรคประกาศพร้อมเดินหน้าต่อไปและให้มากกว่าเดิม

นโยบายเรียนฟรี นโยบายเบี้ยยังชีพ คนชรา ซึ่งเริ่มจากยุครัฐบาลประชาธิปัตย์

วันนี้ทุกพรรคประกาศเดินหน้าต่อไป แต่จัดหนักยิ่งกว่าเดิม

นโยบายบัตรเครดิตคนจนของรัฐบาลนายกฯลุงตู่

ทุกพรรคยืนยันจะไม่ยกเลิกแน่นอน แต่จะทุ่มงบอัดฉีดแจกฟรีเพิ่มขึ้นอีกก้อนโต

นโยบายกัญชาเสรี ที่พรรคภูมิใจไทยริเริ่มเป็นเจ้าแรก วันนี้พรรคการเมืองอื่นๆ ต่างสมาทานนโยบายกัญชาเสรีส่งเสริมกัญชาเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ของไทย

ทุกพรรคชูนโยบายกัญชาเสรีกันอย่างพร้อมเพรียง

“แม่ลูกจันทร์” ย้ำอีกครั้งว่าศึกเลือกตั้งใหญ่ครั้งนี้ ทุกพรรคชูนโยบายประชานิยมสุดลิ่มทิ่มประตู

แข่งกันเสนอนโยบายประชานิยมว่าใครจะกล้าแจกฟรีมากกว่ากัน

โดยไม่คำนึงว่าจะหาเงินอัดฉีดจากไหนไปประเคนแจกฟรีได้ครบทุกโครงการ

ซึ่งต้องใช้งบอัดฉีดมากมโหฬารหลายแสนล้านบาทต่อปี

ไม่กี่วันก่อน นายประสงค์ พูนธเนศ ปลัดกระทรวงการคลัง ออกมาเตือนสติพรรคการเมือง ให้หยุดแข่งขันเสนอนโยบายรัฐสวัสดิการแจกฟรีไม่บันยะบันยัง

เพราะงบประมาณรายจ่ายประเทศแต่ละปีมีจำนวนจำกัด

มีงบสำหรับใช้ด้านรัฐสวัสดิการแจกฟรีไม่เกินปีละ 1 แสนล้านบาทโดยประมาณ

หากตะบี้ตะบันแจกฟรีไร้ขีดจำกัด อาจกระทบต่อรายได้ของรัฐบาล กระทบต่อวินัยการเงินการคลัง

“แม่ลูกจันทร์” ยํ้าว่าขณะนี้ยอดหนี้สาธารณะหรือหนี้รัฐบาลเมื่อสิ้นปี 2561 บานทะโร่ไปถึง 6.83 ล้านล้านบาท

ใกล้จะทะลุเพดาน 7 ล้านล้านบาทเข้าไปเต็มทน

คาดว่าหลังเลือกตั้งไม่ว่าพรรคไหนเป็นรัฐบาลจะต้องเดือดร้อนจากนโยบายแจกฟรีสารพัดโครงการที่หาเสียงไว้บานตะไท

เพราะรายได้จากภาษีจากประชาชนไม่เพียงพอกับรายจ่ายมหาศาลจากโครงการประชานิยมรัฐสวัสดิการอย่างแน่นอน

สุดท้าย...อาจต้องขึ้นภาษีแวตแก้ขัดหนักขัดเบา

ไม่เชื่อก็คอยดู.

“แม่ลูกจันทร์”

เป็นต่อในเชิงปฏิบัติ

“วันใหม่” ซิงเกิลล่าสุดเพลงที่ 8 โหมโรงโปรโมตคิวพระเอก “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ หัวหน้า คสช. เตรียมกระโดดขึ้นเวทีปราศรัย “เชียร์แขก” ช่วยพรรคพลังประชารัฐ

ประเดิมเวทีแรก “เมืองย่าโม” โคราช บ้านเกิดของ “นายกฯลุงตู่”

บุกประตูอีสาน ฐานใหญ่ที่มีจำนวนผู้แทนราษฎรมากสุด

ทีเด็ด ทีมยุทธศาสตร์ “เซียนเลือกตั้งอาชีพ” พลังประชารัฐมั่นใจ “ลุงตู่” กวาดแบบม้วนเดียวจบ

ประเภทที่สบประมาท ขาใหญ่พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย เบิ้ลบลัฟกันไว้ในทำนอง ถ้า “ลุงตู่” ขึ้นเวทีเมื่อไหร่จะเป็น “ตัวช่วย” ทำคะแนนไหลกลับไปที่คู่แข่งขัน

ปากกล้า “ขาสั่น” เป็นแถวก็แล้วกัน

ในสถานการณ์ที่ทีมยุทธศาสตร์การเมืองพลังประชารัฐ ชัวร์เลยว่า “นายกฯลุงตู่” คนเดียวเอาอยู่

นั่นหมายถึงไม่จำเป็นต้องใช้ “ไพ่เด็ด” อีกใบตีลงมาวัดเดิมพัน โดยรูปการณ์ “จอมยุทธ์กวง” นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ กัปตันทีมเศรษฐกิจ มือยุทธศาสตร์ตัวจริงเบื้องหลังทีมหนุน “ลุงตู่” คงไม่ถึงขั้นต้องไขก๊อกออกมาช่วย เสี่ยงต่อการทิ้งหน้าที่คุมหางเสือเศรษฐกิจที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด

ณ วันนี้ความมั่นใจของนักลงทุนอยู่ที่ “สมคิด” คนเดียว

ถ้ากัปตันทีมเศรษฐกิจโดดมาลุยกับทีม 4 กุมาร เกมหน้าตักหนุน “ลุงตู่” แบบขาลอยจากรัฐบาลกันหมด เกิดเหตุพลิกผัน ปัจจัยแทรกซ้อนอะไรขึ้นมา เศรษฐกิจแกว่งเป็นลูกข่างแน่

เกมที่เลือกแล้ว “ลุงตู่” เดินสายเดี่ยวไมโครโฟน ไม่สนเวทีดีเบตตามเทรนด์ฮิต

ทั้งๆที่ว่าไป เกมดีเบตในมุมสากลก็เข้าใจได้ การแข่งโชว์วิสัยทัศน์ให้ประชาชนได้เปรียบเทียบก่อนเลือก แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าสถานการณ์การเมืองแบบไทยๆมันอยู่วนเวียนอยู่ในภวังค์ความขัดแย้งแบบฝังรากลึก ความแตกแยกแฝงอยู่ในทุกอณู

เวทีดีเบต คู่ขัดแย้งด่ากันออกจอ มันยิ่งตอกลิ่มแค้นชิงชัง

โดยรูปแบบการดีเบตแบบไทยๆส่วนใหญ่ก็จับเอาคนพูดเก่งๆมาโต้วาทีกันไปโต้วาทีกันมา

แค่งัดกึ๋นกันไม่กี่นาที ใครลีลาโวหารดีก็ได้เปรียบไป

แต่โดยแก่นแท้จริงๆคำพูดหรูๆนโยบายดีๆ มันไม่เท่าความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติได้จริงสักแค่ไหน

ตัวอย่างพระเอกเวทีดีเบตที่ฮอตกว่าใคร “ไพร่หมื่นล้าน” นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ได้ความใหม่ ความแปลก ตรงตามยุคสมัยเลือกตั้งในโลกออนไลน์กำลังบูม

ภาพหรู วิธีคิดโดนใจเกรียนรุ่นใหม่ที่ไม่ชอบอยู่ในกรอบโบราณ

แต่เทียบกับสถานการณ์โลกแห่งความเป็นจริง แนวคิดยกเลิกเกณฑ์ทหาร ตัดงบฯกองทัพมาพัฒนาการศึกษา ไปสร้างโรงพยาบาล มองความมั่นคงกองทัพไม่จำเป็นแล้วในโลกปัจจุบัน

ก็เพิ่ง 2–3 วันนี้ อินเดียกับปากีสถานเปิดฉากซัดกันสั่นไปทั่วโลก สะท้อนสถานการณ์หัวเชื้อสงครามเย็นที่โยงกับสงครามเศรษฐกิจ ดุลอำนาจทางทหารเป็นเงื่อนไขสำคัญในการต่อรองดุลอำนาจประเทศ

ความเป็นรัฐนั้นมีหลายมิติ มองแบบเด็กเอาแค่มันไม่ได้

ในเครื่องหมายคำถาม โดยลำพังวัยและวุฒิภาวะของธนาธรเสียงอนาคตใหม่เพียงพอหรือในการนำประเทศไทยท่ามกลางโลกแห่งความจริงที่อันตรายและโหดร้ายมากกว่าโลกสวยของเด็กรุ่นใหม่

ไม่ต้องอะไรมาก แค่ข้าราชการเขี้ยวๆก็ไม่ฟังเด็กอมมืออยู่แล้ว

หันมาที่เซียนบริหารยี่ห้อ “ทักษิณ” จุดขายเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทยและทีมงานดูไบ

รอบนี้พึ่ง “บุญเก่า” หมดมุกปล่อยของนโยบายใหม่ เพราะชนักปักหลังนโยบายจำนำข้าวที่เคยโกยคะแนนถล่มทลาย แต่ก่อความเสียหายต่องบประมาณแผ่นดินนับแสนล้านบาท

อาการแบบที่ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” แคนดิเดตนายกฯ แกร่งสุดในปฐพี รีบชิ่งจำนำข้าว ไม่เอาอีกแล้ว

และโลกแห่งความเป็นจริง “ทักษิณ” กลับมาบริหารเองไม่ได้

มือไม้สำคัญระดับ “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ วราเทพ รัตนากร สมศักดิ์ เทพสุทิน” ตอนนี้ไม่ได้อยู่ในทีมแล้ว รวมถึงข้าราชการทหารแตงโม ตำรวจในคาถา บิ๊กข้าราชการกระทรวงต่างๆที่วางฐานฝังรากไว้ ก็โดนถอนรากถอนโคนหมด

ถ้าเป็นรัฐบาลนอมินีแกร่งสุดในปฐพี ก็ต้องโหลดโปรแกรมคำสั่งจากดูไบ

หนีไม่พ้นสังคมหวาดระแวง เจ๊ๆเฮียๆสอดมือเข้ามาล้วง

เทียบสถานการณ์กับ “ลุงตู่” อยู่มา 5–6 ปี วางฐานยุทธศาสตร์ชาติยาวไปอีก 20 ปี

โดยแผนการพัฒนาการทางเศรษฐกิจระยะยาว ได้ “สมคิด” เป็นคนปลุกปั้นเมกะโปรเจกต์ระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก (อีอีซี) รถไฟความเร็วสูงไทย–จีน รถไฟฟ้าสารพัดสีในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ปักหมุดลงเสาเข็มก่อสร้าง รอการใช้งานในอีกไม่กี่ปี

ไม่มีการทุจริตคอร์รัปชัน ไร้ปมฉาวชักหัวคิวร้อยละ 30

ปลอดจากโกงกินเชิงนโยบายเป็นหมื่นเป็นแสนล้าน กระทบจีดีพี

ที่สำคัญทหาร ตำรวจ ข้าราชการมหาดไทย กระทรวงทบวงกรมต่างๆ ที่ยึดโยงกับระบอบทักษิณ ถูกรื้อ จัดระเบียบใหม่หมด

“ลุงตู่” สามารถตีตั๋วไปต่อเลย ไม่ต้องเสียเวลาแวะเปลี่ยนขบวน.

ทีมข่าวการเมือง

วันจันทร์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2562

น.3คอลัมน์ : 18 วัน เลือกตั้ง ปมเงื่อน ความแจ่มชัด กับ การตัดสินใจ

น.3คอลัมน์ : 18 วัน เลือกตั้ง ปมเงื่อน ความแจ่มชัด กับ การตัดสินใจ



ทั้งๆ ที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคเก่าแก่ตั้งแต่เมื่อเดือนเมษายน 2489 และตีคู่มากับพรรคไทยรักไทยในการเลือกตั้งเมื่อเดือนมกราคม 2544 ตีคู่มากับพรรคพลังประชาชนในการเลือกตั้งเมื่อเดือนธันวาคม 2550 และตีคู่กับพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งเมื่อเดือนกรกฎาคม 2554

เหตุใดในการเลือกตั้งเดือนมีนาคม 2562 พรรคประชาธิปัตย์กลับหล่นจากอันดับ 2 มาเป็นอันดับ 3
คำตอบเพราะความไม่แจ่มชัด

ขณะที่พรรคเพื่อไทยมีความแจ่มชัดว่าไม่เอา คสช. ไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อย่างแน่นอน แต่พรรคประชาธิปัตย์พยายามชูธง 2 ผืน

ผืน 1 ต้านระบอบทักษิณ ผืน 1 ต้านนายกรัฐมนตรีคนนอก

ธง 2 ผืนที่โบกสะบัดขึ้นมาเหนือพรรคประชาธิปัตย์นี่แหละที่ก่อให้เกิดสภาวะละล้าละลัง กระทั่งเกิดความโน้มเอียงที่จะต้านระบอบทักษิณเหนือกว่าด้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ในที่สุดก็ถูกพรรคพลังประชารัฐซึ่งแจ่มชัดกว่า “แซง”

พรรคพลังประชารัฐอาจเป็นพรรคการเมือง “ใหม่” เมื่อเทียบกับพรรคประชาธิปัตย์ หรือเมื่อเทียบกับพรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนา

แต่พรรคพลังประชารัฐชัดเจน

เป็นความชัดเจนที่พรรคพลังประชารัฐเป็นพรรคการเมืองของ คสช. มีเป้าหมายเพื่อสืบทอดอำนาจของ คสช.

นี่คือความเป็นเอกภาพระหว่าง “คสช.” กลับ “พลังประชารัฐ”

หากถามว่า พรรครวมพลังประชาชาติไทย พรรคพลังชาติไทย พรรคพลังท้องถิ่นไท
พรรค(พลัง)ประชาชนปฏิรูป พรรคพลังธรรมใหม่

ก็ล้วนแล้วแต่เคยประกาศหนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

เหตุใดพลันที่พรรคพลังประชารัฐปรากฏขึ้น ไม่ว่าพรรครวมพลังประชาชาติไทย ไม่ว่าพรรคประชาชนปฏิรูป ก็กลายเป็นพรรคอันดับรอง


นั่นก็เพราะพรรคพลังประชารัฐเป็น “ของจริง”

ความแจ่มชัดนั้นเองทำให้พรรคเพื่อไทยยังสามารถรักษาความเป็นพรรคอันดับ 1 ในสนามเลือกตั้ง เช่นเดียวกับ ความแจ่มชัดนั่นเองทำให้พรรคพลังประชารัฐทะยานมาอย่างรวดเร็ว

ทะยานกระทั่งเหนือกว่าพรรคประชาธิปัตย์

หากพรรคประชาธิปัตย์ไม่ทบทวนและแสดงความแจ่มชัดเชื่อได้เลยว่าพรรคอนาคตใหม่ซึ่งแจ่มชัดมากกว่าจะทะยานไปอยู่อันดับ 3

ความเป็นจริงผ่าน “โพล” ก็คือ พรรคอนาคตใหม่เดินหน้าแซงพรรคเก่าแก่อย่างพรรคชาติพัฒนา พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคภูมิใจไทย อย่างรวดเร็ว

แทบไม่ต้องพูดถึงพรรครวมพลังประชาชาติไทย

ความแจ่มชัดในทิศทางนั่นเองทำให้พรรคอนาคตใหม่ได้กลายเป็นอีก “ความหวัง” สำหรับผู้ที่ไม่ต้องการเห็นการสืบทอดอำนาจของ คสช.

เป็นไปได้หรือไม่ว่าพรรคอนาคตใหม่จะทะยานข้ามพรรคประชาธิปัตย์

เป็นไปได้หรือไม่ว่าจะทะยานข้ามพรรคพลังประชารัฐไปอยู่ใกล้ๆ กับพรรคเพื่อไทย

ไม่ว่าทฤษฎีสามก๊ก ไม่ว่าทฤษฎีแทงกั๊ก กำลังได้รับการพิสูจน์จากสภาพความเป็นจริงของการเลือกตั้งในวันที่ 24 มีนาคม

พรรคเพื่อไทยกับพรรคพลังประชารัฐปะทะกันแน่นอน

มีความเป็นไปได้หรือไม่ว่าพรรคอนาคตใหม่จะทะยานข้ามพรรคประชาธิปัตย์และทิ้งห่างพรรคแทงกั๊กทั้งหลายมากยิ่งขึ้นเป็นลำดับ

นี่คือทิศทางที่จะปรากฏภายใน 3 สัปดาห์ข้างหน้า