PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันอังคารที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

อัยการชี้คำสั่งคสช.ให้คนมารายงานตัวสิ้นสภาพไปแล้ว

วันที่ 14 ก.ค. ดร.ธนกฤต วรธนัชชากุล อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสุงสุด โพสต์เฟซบุ๊ก ให้ความเห็นถึงคำสั่ง คสช. ที่สำคัญที่สิ้นสภาพไปพร้อมกับ คสช. แม้ไม่มีประกาศยกเลิก ระบุว่า


ตามที่ได้เคยกล่าวไว้แล้วว่า คำสั่งและประกาศ คสช. ที่ออกมานับตั้งแต่ คสช. เข้าบริหารประเทศ ซึ่งมีทั้งสิ้นจำนวน 465 ฉบับ บางส่วนได้สิ้นผลในตัวเองไปแล้วเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ และมีอีกบางส่วนจะสิ้นผลไปเมื่อ คสช. พ้นจากตำแหน่ง จึงน่ามาพิจารณาดูว่า คำสั่ง และประกาศ คสช. ที่มีความสำคัญ ที่ได้สิ้นผลในตัวเองไปแล้วเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ และจะสิ้นผลไปเมื่อ คสช. พ้นจากตำแหน่งโดยไม่จำเป็นต้องมีคำสั่งหัวหน้า คสช.ประกาศยกเลิก ได้แก่ คำสั่งและประกาศใดบ้าง


ก่อนอื่นเลย คงต้องกล่าวถึงคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 และที่ 13/2559 ซึ่งเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันเป็นอย่างมากว่าเป็นคำสั่งที่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน ขัดกับรัฐธรรมนูญ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและหลักนิติธรรม ภายหลังจากที่มีคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 9/2562    ลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2562 ยกเลิกประกาศ คสช. คำสั่ง คสช. และคำสั่งหัวหน้า คสช. แต่ไม่มีการยกเลิกคำสั่งทั้ง 2 ฉบับดังกล่าว


คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 เป็นคำสั่งที่ให้เจ้าหน้าที่ทหารมีอำนาจในการเรียกบุคคลให้มารายงานตัว เข้าร่วมในการสอบสวนกับพนักงานสอบสวน และที่สำคัญคือมีอำนาจในการจับกุม ค้น ยึดอายัดทรัพย์สิน และควบคุมตัวบุคคลได้ไม่เกิน 7 วัน ในคดีความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง โดยไม่ต้องได้รับอนุญาตจากศาล ส่วนคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 13/2559 เป็นคำสั่งที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ทหารมีอำนาจเช่นเดียวกัน แต่ว่าเป็นคำสั่งที่ใช้บังคับกับคดีต่างประเภทกัน ตามที่กำหนดไว้ในบัญชีความผิดท้ายคำสั่งจำนวน 27 ฐานความผิด


  สำหรับข้อสังเกตที่มีต่อคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 และที่ 13/2559 มีดังนี้

1.การใช้อำนาจหลายอย่างตามคำสั่งดังกล่าวของเจ้าหน้าที่ทหาร มีความเชื่อมโยงกับการใช้อำนาจของ คสช. และการกำหนดหลักเกณฑ์การใช้อำนาจโดยหัวหน้า คสช. ดังนั้น เมื่อ คสช. พ้นจากตำแหน่งไปแล้ว การใช้อำนาจตามคำสั่งย่อมต้องสิ้นสภาพในตัวเองไปด้วย


2.ตามวรรคท้ายของคำสั่งกำหนดไว้ชัดเจนว่า การใช้อำนาจตามคำสั่งมีความเชื่อมโยงกับการใช้อำนาจในสถานการณ์ฉุกเฉินที่สืบเนื่องมาจากการยึดอำนาจของ คสช.  ดังนั้น เมื่อ คสช. พ้นจากตำแหน่งไปแล้ว คำสั่งเหล่านี้จึงย่อมต้องสิ้นสภาพไปในตัวเองด้วย


คำสั่งทั้ง 2 ฉบับนี้ จึงอยู่ในสถานะที่ต้องสิ้นสภาพและสิ้นผลการใช้บังคับไปในตัวเองเมื่อ คสช. พ้นจากตำแหน่ง ซึ่งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 265 วรรคหนึ่ง กำหนดให้ คสช. อยู่ในตำแหน่งจนกว่าคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้ารับหน้าที่ โดยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 161 วรรคหนึ่ง คณะรัฐมนตรีเข้ารับหน้าที่ภายหลังการถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ ดังนั้น ภายหลังจากที่คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ถวายสัตย์ปฏิญาณในวันที่ 16 กรกฎาคม 2562 คำสั่งทั้ง 2 ฉบับ จึงต้องสิ้นผลในตัวเองไปทันที 


อีกทั้ง การจะให้คำสั่งทั้ง 2 ฉบับนี้มีผลใช้บังคับต่อไปในรัฐบาลใหม่ภายหลังจากที่ คสช. พ้นจากตำแหน่งไปแล้ว เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากยิ่ง เพราะด้วยลักษณะของคำสั่งที่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน และขัดกับรัฐธรรมนูญ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและหลักนิติธรรม อย่างชัดเจน ถึงแม้ว่ารัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 279 จะรับรองความชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายของคำสั่งไว้ก็ตาม อีกทั้งยังไม่สอดคล้องกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยภายหลังการเลือกตั้งที่ คสช. ได้พ้นจากอำนาจไปแล้ว การจะคงไว้ซึ่งการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ทหารแบบสมัยที่ คสช. ยังอยู่ในอำนาจจึงเป็นเรื่องที่ไม่สมควรเกิดมีขึ้น


นอกจากนี้ ยังมีคำสั่งและประกาศ คสช. ให้บุคคลมารายงานตัว ที่ถือว่าได้เสร็จสิ้นภารกิจแล้ว สำหรับกรณีที่มีบุคคลมารายงานตัวตามคำสั่ง ส่วนกรณีที่ไม่มีบุคคลมารายงานตัวตามคำสั่ง ก็ต้องถือว่าคำสั่งเหล่านี้สิ้นผลไปเมื่อ คสช.พ้นจากตำแหน่งด้วย เนื่องจาก เมื่อ คสช. พ้นจากตำแหน่งไปแล้ว ย่อมไม่มีการดำรงอยู่ของ คสช. ที่จะให้บุคคลมารายงานตัวตามคำสั่งได้อีก คำสั่งเหล่านี้จึงต้องสิ้นผลไปในตัวเองด้วย โดยไม่ต้องมีคำสั่งหัวหน้า คสช. ประกาศยกเลิก โดยนับจากที่ คสช.เข้าบริหารประเทศมีการออกคำสั่ง คสช. ให้บุคคลมารายงานตัวแล้ว จำนวน 37 ฉบับ และประกาศ คสช. ให้บุคคลมารายงานตัว จำนวน 3 ฉบับ

ประยุทธแถลงยุติคสช.


ก.ค.62 - เวลา 18.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความมั่นคงแห่งชาติ(คสช.) แถลงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ในโอกาสสิ้นสุดการปฏิบัติหน้าที่ โดยมีนื้อหาดังนี้

พี่น้องประชาชนที่เคารพ

ตามที่ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แต่งตั้งให้ผมดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2562  และได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แต่งตั้งคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2562 อันนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

บัดนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้คณะรัฐมนตรีคณะใหม่ซึ่งจะเป็นคณะแรกภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทเพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณตามมาตรา 161 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยในวันพรุ่งนี้คือวันที่  16 กรกฎาคม 2562 ซึ่งแม้จะเป็นการเริ่มการปฏิบัติหน้าที่ได้แล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถบริหารราชการแผ่นดินหรือดำเนินการในเรื่องต่าง ๆ ตามหน้าที่และอำนาจได้เต็มที่จนกว่าจะได้แถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาแล้ว ซึ่งคาดว่าทุกขั้นตอนจะสำเร็จเรียบร้อยลงได้ภายในเดือนกรกฎาคมนี้ นับแต่นั้นไป การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง  ราคาสินค้า  ราคาผลผลิตการเกษตร การแก้ปัญหาสังคม  ความเป็นอยู่ สวัสดิการ การพัฒนาคุณภาพชีวิต การแก้ปัญหาการปกครอง การรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน การออกกฎหมาย และการเร่งรัดเรื่องงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ซึ่งพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ ทุกกลุ่มอาชีพรายได้ ทุกพื้นที่ต่างรอคอย   ก็จะได้รับการสานต่อและเร่งดำเนินการอย่างต่อเนื่องภายใต้รัฐธรรมนูญ ยุทธศาสตร์ชาติ และนโยบายของรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภา 

พี่น้องประชาชนชาวไทยทั้งหลาย

ตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ เมื่อคณะรัฐมนตรีคณะใหม่ได้เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณและรับหน้าที่แล้ว คณะรัฐมนตรีที่บริหารราชการแผ่นดินอยู่ก่อนหน้านั้น และคณะรักษาความสงบแห่งชาติจะสิ้นสุดการปฏิบัติหน้าที่ลง ดังนั้นคณะรักษาความสงบแห่งชาติและคณะรัฐมนตรีคณะเดิมจะสิ้นสุดภารกิจและการปฏิบัติหน้าที่ในวันพรุ่งนี้ ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติและนายกรัฐมนตรีคณะเดิม ผมจึงขอถือโอกาสนี้อำลาพี่น้องประชาชนทั้งหลายและขอขอบคุณพี่น้องประชาชนทุกท่าน โดยเฉพาะคณะรัฐมนตรี  เจ้าหน้าที่ของ คสช. ข้าราชการการเมือง ข้าราชการฝ่ายพลเรือน ทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกฝ่าย รวมถึงสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป และคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญซึ่งได้ยุติการปฏิบัติหน้าที่ไปก่อนหน้านี้แล้ว และขอขอบคุณพี่น้องประชาชน ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ภาควิชาการและภาคท้องถิ่นที่ให้ความร่วมมือกับ คสช. และรัฐบาลด้วยดีตลอดมา หลายเรื่องท่านดำเนินการไปเองตามกฎหมายตามหน้าที่หรือด้วยจิตอาสาด้วยความเรียบร้อย  หลายเรื่องได้ดำเนินการคู่เคียงกับภาครัฐในรูปแบบการร่วมทุนหรือรูปแบบประชารัฐ ดังนั้นความสงบสุข การพัฒนาประเทศ และการแก้ปัญหาต่าง ๆ จึงสามารถเป็นไปได้ด้วยดี คสช. และรัฐบาลตระหนักดีว่า ความสำเร็จในระยะ 5 ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าเรื่องการรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประชาชนทุกอาชีพรายได้ การเรียกความเชื่อมั่นในการปฏิบัติตามพันธสัญญาและการลงทุนจากต่างประเทศให้กลับคืนมา รวมทั้งการแก้ปัญหาเดิมๆ ที่ค้างคาหมักหมมมานานปี การแก้ปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบ การพิจารณาคดีต่าง ๆ ที่ค้างคาในกระบวนการยุติธรรมที่ถูกต้องเป็นธรรม การออกกฎหมายเพื่อแก้ปัญหาเก่าและเดินหน้าไปสู่การพัฒนาใหม่อย่างยั่งยืน การดำเนินการเพื่อการปฏิรูปประเทศและการกำหนดยุทธศาสตร์ชาติ   ล้วนเป็นผลมาจากการทำงานอย่างหนัก ความเสียสละ ความอดทน และความร่วมมือร่วมใจของท่านทั้งหลายโดยแท้ ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา เราได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าแม้ในยามวิกฤติที่บ้านเมืองมีความรุนแรง ความขัดแย้งและความเห็นต่าง การบริหารราชการ รวมถึงการบริหารจัดการด้านงบประมาณมีปัญหาอุปสรรคด้วยข้อกฎหมาย ระเบียบและข้อบังคับ  จนครั้งหนึ่งเมื่อ 6 – 7 ปีที่ผ่านมาต่างชาติเคยมองว่าเราแทบจะเป็นประเทศที่ล้มเหลวอยู่แล้ว แต่เมื่อเราตั้งใจแน่วแน่ว่าจะฟื้นฟูชื่อเสียงเกียรติคุณ ความสงบเรียบร้อยและสิ่งดีงามของประเทศให้กลับคืนมาให้จงได้ เราก็สามารถดำเนินการได้อย่างดี เช่น เรียกเอาความเป็นเมืองน่าอยู่ น่าลงทุน น่าท่องเที่ยวกลับมา การจัดลำดับความยากง่ายในการทำธุรกิจเริ่มดีขึ้น การกำหนดดัชนีชี้วัดความโปร่งใส การกำหนดขีดความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศ การแก้ปัญหาการบินพลเรือน การแก้ปัญหาค้ามนุษย์ แรงงานต่างด้าว การประมงผิดกฎหมาย ล้วนได้ผลดีขึ้นเป็นลำดับจนเป็นที่ยอมรับในต่างประเทศ แม้แต่การแสดงออกซึ่งเมตตาธรรม มนุษยธรรม ความรอบรู้รอบคอบ และความรู้รักสามัคคีในการช่วยเหลือทีมเยาวชนหมูป่าออกมาจากถ้ำหลวง เชียงรายเมื่อปีที่แล้วและอื่นๆอีก นับเป็นการแสดงออกที่ประทับใจผู้คนไปทั่วโลก ล่าสุดคือการที่ไทยได้ทำหน้าที่ประธานการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 34 เมื่อปลายเดือนที่แล้วซึ่งต่างชาติชื่นชมว่าเราสามารถจัดได้เรียบร้อยน่าประทับใจและบรรลุตามวัตถุประสงค์ทุกประการ

มาถึงบัดนี้ ผมใคร่ขอให้พี่น้องประชาชนได้นึกทบทวนว่า บ้านเมืองของท่านในวันนี้มีอะไรดีขึ้นบ้าง เปลี่ยนแปลงบ้าง  หากมีส่วนที่ดีขึ้นกรุณาภาคภูมิใจเถิดว่านั่นคือผลจากความตั้งใจและความร่วมมือของเราทุกคนภายใต้พระบารมีปกเกล้าปกกระหม่อมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งรัชกาลที่ 9 และรัชกาลปัจจุบัน สิ่งใดที่ยังไม่สำเร็จก็ต้องดำเนินการในรัฐบาลต่อไป ด้วยความรักความสามัคคีของคนในชาติ

ในช่วงเวลา 5 ปีที่ผ่านมา เราได้แสดงออกถึงพลังแห่งความสามัคคีและการมีวัฒนธรรมอันวิจิตรอลังการให้เป็นที่ประจักษ์แก่ชาวโลกเมื่อประเทศไทยประสบกับความสูญเสียอันยิ่งใหญ่ คือการเสด็จสวรรคต ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 แม้พี่น้องประชาชนทั้งหลายจะอยู่ในความวิปโยคอาลัยก็ได้ร่วมใจในการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกับรัฐบาลในการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพอย่างน่าประทับใจด้วยความจงรักภักดี เมื่อเร็ว ๆ นี้เรายังได้ร่วมใจกันทั้งชาติอีกครั้งด้วยการร่วมกิจกรรมยิ่งใหญ่กับรัฐบาลในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 ด้วยความเรียบร้อย สมพระเกียรติยศและสง่างาม เหตุการณ์สำคัญทั้งสองที่เกิดขึ้นในช่วงเวลา 5 ปีนี้จะจารึกอยู่ในความทรงจำของเราทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศตลอดไป

พี่น้องประชาชนที่เคารพรักครับ

บัดนี้ ประเทศไทยได้เข้าสู่ขั้นตอนของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญโดยสมบูรณ์ มีสภาผู้แทนราษฎรซึ่งสมาชิกมาจากการเลือกตั้ง มีรัฐบาลที่มาจากความเห็นชอบของรัฐสภา สิทธิเสรีภาพต่าง ๆ ได้รับหลักประกันคุ้มครองไว้ในรัฐธรรมนูญตามแบบอย่างนานาอารยประเทศ ปัญหาทุกอย่างจะได้รับการแก้ไขตามกฎเกณฑ์ปกติในระบอบประชาธิปไตยโดยไม่มีอำนาจพิเศษใด ๆ อีกต่อไป แม้การปกครองเช่นนี้อาจล่าช้าไม่ทันต่อความต้องการของพี่น้องประชาชนบางกลุ่มบ้าง อาจติดขัดที่ขั้นตอนข้อจำกัดทางกฎหมาย การเมือง และงบประมาณบ้าง ต้องรับฟังความคิดเห็นโต้แย้งที่แตกต่างกันบ้าง แต่ก็เป็นไปตามครรลองของระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยซึ่งทุกคนทุกฝ่ายต้องเรียนรู้เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ อดทน อดกลั้น ไม่ขัดแย้งรุนแรง มีเหตุผล มีวินัย เคารพเสียงข้างมาก ยึดมั่นในธรรมาภิบาลและหลักนิติธรรมโดยคำนึงถึงวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีและวิถีชีวิตของไทย ผมได้เคยกราบเรียนพี่น้องทั้งหลายแล้วว่าการปกครองของประเทศเราจะอยู่ได้ก็ด้วยสามเสาหลักทำงานประสานกัน คือ ภาคการเมือง ภาคข้าราชการ และภาคประชาชนซึ่งต้องร่วมมือร่วมใจกัน สิ่งที่ คสช. รัฐบาลและสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้ดำเนินการสอดประสานกันในระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมานั้นหลายเรื่องน่าจะเป็นรากฐานให้รัฐบาลใหม่ ซึ่งจะเป็นรัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและเป็นรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย ของประชาชนชาวไทยทุกคน  ที่ไม่มีการแบ่งแยกภาคหรือจังหวัดหรือแบ่งพื้นที่ตามฐานเสียงพรรคการเมืองใดๆ โดยจะต้องสามารถทำงานต่อไปได้อย่างมั่นคงเพื่อสร้างความมั่งคั่ง และความยั่งยืนวัฒนาสถาพร แต่หากเรื่องใด โครงการใด กฎหมายใดไม่เป็นที่พึงปรารถนาหรือไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ก็สามารถปรับปรุงแก้ไขหรือยกเลิกเพิกถอนได้อยู่แล้ว สิ่งใดที่เกิดขึ้นหรือหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านเข้ามา วันหนึ่งย่อมจากไปหรือผ่านพ้นไปได้เป็นธรรมดา แต่ประเทศชาติอันเป็นที่รักของเรา เป็นที่เกิด ที่อยู่อาศัยของลูกหลานเราจะต้องอยู่ต่อไป ทุกคนมีหน้าที่ต้องสนองพระบรมราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในอันที่จะสืบสาน รักษา ต่อยอด และปกป้องรักษาแผ่นดินไทยนี้เพื่อประโยชน์สุขแก่เราทั้งหลายร่วมกัน ด้วยความรักความสามัคคี เผื่อแผ่แบ่งปัน มีจิตสำนึก มีความรับผิดชอบ เคารพกฎหมาย มีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือ เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชนอันเป็นที่รักยิ่งตลอดไป

ขอทุกท่านได้รับความขอบพระคุณและความปรารถนาดีอย่างจริงใจจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติและคณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง

ขอให้พี่น้องประชาชนชาวไทยและเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายของรัฐให้ความร่วมมือกับรัฐบาลใหม่ ฝ่ายนิติบัญญัติใหม่ ในอันที่จะรักษาการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง และรักษาวัฒนธรรมและวิถีชีวิตแบบไทยให้คงไว้ รวมทั้งสร้างความรัก ความสามัคคี ปรองดองสมานฉันท์ จิตอาสา เพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนของประเทศชาติสืบไป

สวัสดีครับ


วันจันทร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

การเมืองอีกมุมหนึ่ง

เพื่อไทย” ลอกคราบอีกครั้ง ตั้ง “สมพงษ์” นั่งหัวหน้า “อนุดิษฐ์” เลขาธิการ ดัน “หญิงหน่อย” ประธานใหญ่ หวังผงาดปาดหน้าอนาคตใหม่ที่กำลังสำแดงพลังหวังคว้าเก้าอี้นายกฯ

ข่าว “เขย่าขวด” สุดสัปดาห์นี้ปรับองคาพยพอีกครั้งสำหรับเพื่อไทยเพื่อให้เป็นเนื้อเดียวกันเมื่อมีประชุมใหญ่พรรคเพื่อเลือกหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค และกรรมการบริหาร

ใช้โอกาสการที่จะต้องมีหัวหน้าพรรคทำหน้าที่ผู้นำฝ่ายค้านในสภา เนื่องจากหัวหน้าคนเก่าไม่ได้เป็น ส.ส.

เพราะปาร์ตี้ลิสต์ “สอบตก” ยกพรรค

“สมพงษ์ อมรวิวัฒน์” มาวินกินนิ่มหัวหน้าพรรคคนใหม่

“น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ” เลขาธิการพรรค

นอกจากนั้นก็มีตำแหน่งอื่นๆ ซึ่งดูจากรายชื่อแล้วเป็นการผสมผสานระหว่างรุ่นเก่า-รุ่นใหม่คละเคล้ากันไป

ที่น่าสังเกตก็คือ ทุกภาคจะมีส่วนร่วมในทีมบริหาร

ตำแหน่งสำคัญอีกตำแหน่งคือ “ประธานพรรค” นัยว่ามีชื่อ “สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” แปะติดข้างฝาเอาไว้แล้ว

เพียงแต่รออีกระยะจึงจะประกาศอย่างเป็นทางการ

“เพื่อไทย” นั้นเคยแยกย่อยมา

เมื่อก่อนการเลือกตั้งด้วยแนวทาง “แตกแบงก์พันเป็นแบงก์ร้อย” เพื่อหวังเอาชนะการเลือกตั้ง

เน้นไปที่ “พรรคไทยรักษาชาติ” (ทษช.)

ทำให้ไพร่พลต้องแยกแตกแขนงออกไปจำนวนไม่น้อย แต่แผนนี้ “ล่มปากอ่าว” ทำให้ถูกยุบพรรคย่อยสลายไปตามสภาพ

บรรดาลูกพรรคถูกตัดสิทธิไปส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งคืนรัง แต่อีกส่วนหนึ่งทำท่าว่าจะไปลับไม่กลับรังเก่า

แต่เนื่องจากเป็นพรรคใหม่ บุคลากรเพียบ จึงยังสามารถเกาะเกี่ยวกันเดินหน้าต่อไปได้ไม่มีปัญหาอะไร

ทว่าที่ยังดำรงอยู่ก็คือปัญหาชิงการนำ ภายในพรรค แม้ว่ายังมี “ทักษิณ” ยังเป็นเจ้าของตัวจริงอยู่ก็ตาม

ก่อนหน้านี้มีความเคลื่อนไหวที่น่าจับตาไม่น้อยก็คือ การประกาศวางมือทางการเมือง “พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล” แกนนำคนสำคัญของพรรค

“เฮียเพ้ง” นั้นถือว่าไม่ธรรมดาผ่านร้อนผ่านหนาวทางการเมืองมาไม่น้อย สุดท้ายมาร่วมหอลงโรงกับ “ทักษิณ” ตั้งแต่เริ่มต้น

ผ่านทั้งไทยรักไทย พลังประชาชน เพื่อไทย แล้วยังมาเป็นนั่งร้านให้ที่ไทยรักษาชาติอีกด้วย ถือว่าเป็น “คนใน...ใจถึงพึ่งได้”

เป็นมือเป็นไม้ในฉากหลังให้มาตลอด

ถัดมาในเวลาไล่เลี่ยกันนั่นก็มีอีกปรากฏการณ์หนึ่งเกิดขึ้น เมื่อคนแดนไกลได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่า เนื่องในโอกาสคล้ายวันเกิดปีนี้ 26 ก.ค.62 ของดจัดงาน

เป็นงานวันเกิดเฉพาะภายในครอบครัวเท่านั้น

ทำให้บรรดาแกนนำ ลูกพรรคต่างก็งงงวยไปตามกันว่าเกิดอะไรขึ้นหรือ ทำไมเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ตามประสา

ถึงกับมีข่าวทำนองว่า จะ “วางมือ” แล้วหรือ?

แวดวงการเมืองวิเคราะห์เจาะลึกกันแล้วมีข้อสรุปไปในทางเดียวกันว่า “เป็นไปไม่ได้” เพียงแต่เปลี่ยนเกมเล่นมากกว่า

แล้วก็หันไปมองถึง “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ คนหนุ่มไฟแรงแซงโค้งมาเทียบบารมีแทน

แม้จะเทียบขนานประสานมือถล่มรัฐบาล “ลุงตู่” แต่คนในเพื่อไทยต่างมองตาก็รู้ใจกันว่า...

นี่แหละ...จะเป็นคู่แข่งสำคัญ

ที่วางใจไม่ได้!!!

“ลิขิต จงสกุล”

วันศุกร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

"พุทธิพงษ์"เข้าพบนายกฯก่อนคุย"สมคิด":ข่าวต้นชั่วโมง 12.00 น.(12-07-62)





"พุทธิพงษ์"เข้าพบนายกฯก่อนคุย"สมคิด"

เผยนโยบายรัฐบาล19พรรคเบื้องต้นมี37หน้า 'ปชป.'สมใจอยากมีแก้รัฐธรรมนูญรวมอยู่ด้วย

11 ก.ค.62 - ที่โรงแรมสุโกศล ถนนศรีอยุธยา  มีรายงานข่าวจากที่ประชุมพรรคร่วมรัฐบาล แจ้งว่า ในการหารือเรื่องนโยบายรัฐบาล ในช่วงแรกของการประชุมนั้น พรรคพลังประชารัฐได้เสนอร่างนโยบายรัฐบาลในเบื้องต้นที่สภาพัฒนฯจัดทำตามที่นโยบายของทั้ง 19 พรรคร่วมเสนอ มีทั้งหมด 37 หน้า  เมื่อมีการนำเสนอเสร็จ ได้รส่งกลับให้แต่พรรคนำกลับไปพิจารณาว่ามีประเด็นอะไรที่ต้องการจะเน้นเพิ่มเติมอีกหรือไม่ จากนั้นให้นำข้อเสนอกลับมาแจ้งต่อที่ประชุมอีกครั้ง

แหล่งข่าวระบุว่า ภาพรวมไม่ได้มีการถกเถียงอะไรกันมาก มีเพียงช่วงแรกของการประชุมเท่านั้นที่มีแกนนำพรรคเล็กบางพรรค สอบถามว่าทำไมดูแล้วส่วนใหญ่เป็นนโยบายของพรรคพลังประชารัฐเกือบทั้งหมด ไม่มีนโยบายของพรรคตัวเองอยู่ในนโยบายด้วย  แต่เมื่อดูเนื้อหาทั้งหมดแล้วจึงได้เห็นว่ามีนโยบายของพรรคร่วมทุกพรรคอยู่แล้ว แต่มีการแสดงความคิดเห็นกันว่าถ้อยคำที่ใช้ในร่างนโยบาย ค่อนข้างราบเรียบ เป็นภาษาราชการ ดังนั้นคงจะต้องมีการปรับถ้อยคำอีกครั้ง

ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรค ได้มอบหมายให้นายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.การพัฒนาสังคมฯ เป็นตัวแทนมาชี้แจง โดยได้พูดคุยนอกรอบกับแกนนำพรรคพลังประชารัฐ ก่อนที่การประชุมพรรคร่วมรัฐบาลจะเริ่มขึ้น ซึ่งพรรคพลังประชารัฐ รับนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ทั้งหมดเพราะเป็นเงื่อนไขในการเข้าร่วมรัฐบาล รวมถึงการแก้ไขรัฐธรรมด้วย 

ทั้งนี้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ เคยพูดเรื่องนี้กับนายจุรินทร์ แล้วตั้งแต่การจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งนายกฯก็สนับสนุน การแก้ไขรัฐธรรมนูญ จึงเชื่อว่า พปชร.จะไม่ผิดสัญญา โดยรายละเอียดจะมีการพูดคุยกันในวันที่ 12 ก.ค. 

อย่างไรก็ตามในการประชุมพรรคร่วมรัฐบาลในวันที่ 12 ก.ค.เวลา 10.00 น.ที่ห้องประชุมชั้นที่ 14 อาคาร 9 หอประชุมใหญ่ทีโอที ถ.แจ้งวัฒนะ นั้น พรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้ส่งนายจุติ มาเข้าร่วมประชุม แต่ส่งตัวแทนจากคณะกรรมการนโยบายพรรคเข้าร่วมประชุมแทน.


นี่หรือครม.เรือเหล็ก?


คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ให้ความมั่นใจว่าจะทำงานแก้ปัญหาบ้านเมืองที่กำลังหนักหน่วงขึ้นได้หรือไม่

                คำตอบของผมคือไม่ได้ครับ

                เพราะท่านเหล่านี้ไม่ได้ถูกคัดเลือกเพราะคุณสมบัติเหมาะกับกระทรวงที่ได้รับมอบหมาย

                เพราะหลายท่านมีประวัติสีเทาๆ ที่ไม่อาจจะทำให้ประชาชนมีความเลื่อมใสศรัทธา

                เพราะปัญหาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่อย่างมากมายนั้นต้องการคนที่มีความสามารถเฉพาะทาง

                เพราะประเทศกำลังเจอกับ “ความป่วน” หรือ disruption ที่รุนแรง จำเป็นต้องมีทั้งยุทธศาสตร์และกลยุทธ์ที่ทันการณ์และมีประสิทธิภาพ แต่ผู้ที่มีรายชื่อในคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ไม่ได้มีความรู้ความสามารถหรือประสบการณ์ที่ประเทศชาติต้องการแต่อย่างใด

                วันเดียวกับที่เราเห็นรายชื่อคณะรัฐมนตรีใหม่อย่างเป็นทางการ เราก็เห็นพาดหัวในหน้าหนังสือเดียวกันว่าเศรษฐกิจของประเทศกำลังมีปัญหาน่าเป็นห่วงหลายประการ

                อัตราโตทางเศรษฐกิจของประเทศของปีนี้อาจจะร่วงไปที่ 2.9-3.3%

                การส่งออกปีนี้อาจติดลบ

                รายได้การท่องเที่ยวจะชะลอตัว

                เงินบาทแข็งจะกระทบเศรษฐกิจ

                และสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐยังไม่มีทีท่าว่าจะสงบลงได้ง่ายๆ

                แต่ถึงวันนี้เราก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่า 19 พรรคที่รวมกันเป็นรัฐบาลผสมชุดนี้มี “นโยบายร่วม” เพื่อแก้ปัญหาหนักหน่วงเหล่านี้อย่างไร

                เรายังไม่รู้ว่าแต่ละพรรคที่หาเสียงเอาไว้กับประชาชนจะสามารถเอาส่วนไหนของนโยบายมาทำให้เป็นความจริงตามคำมั่นสัญญาได้หรือไม่

                เรายังไม่รู้ว่ารัฐบาลใหม่นี้จัดลำดับความสำคัญของปัญหาบ้านเมืองอย่างไร

                และมีแผนจะแก้ปัญหาอะไรก่อนหลังอย่างไร ใครจะทำ และจะทำอย่างไร อีกทั้งจะต้องบอกด้วยว่าจะทำให้เกิดขึ้นเป็นความจริงในกรอบเวลาใด

                การจะวัดผลได้จะต้องมีเกณฑ์การประเมินหรือ KPI ที่ตอบได้ว่าเป้าที่วางไว้คืออะไร และแต่ละกระทรวงสามารถทำตามเป้าหมายนั้นอย่างไร

                ทุกวันนี้เทคโนโลยีสามารถตรวจวัดความคืบหน้า (หรือถอยหลัง) ของโครงการต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพชนิด real time เพราะมีข้อมูล Big Data เพียงพอที่จะทำให้ประชาชนสามารถ “ตรวจการบ้าน” ของนักการเมืองและข้าราชการได้ตลอดเวลา

                หากรัฐมนตรีใดทำไม่ได้ตามเป้า ประชาชนก็จะรู้ทันที 

                อยู่ที่ว่านายกรัฐมนตรีพร้อมที่จะจัดการกับรัฐมนตรีและข้าราชการที่ทำไม่ได้ตามเป้าเหล่านั้นหรือไม่

                หากนายกฯ ไม่แสดงความสามารถในการบริหารบุคลากร ท่านเองก็จะถูกประเมินเช่นกัน

                ทุกวันนี้ นักการเมืองไม่สามารถกลบเกลื่อนเรื่องจริงด้วยโวหารและวาทกรรมเอาตัวรอดไปวันๆ ได้อีกต่อไป

                มีการพูดกันว่า ครม.ชุดก่อนเป็น “เรือแป๊ะ” แต่ชุดใหม่เป็น “เรือเหล็ก”

                นั่นก็เป็นวาทกรรมการเมืองที่ไม่มีตรรกะ ไม่มีเหตุผลสนับสนุน เป็นเพียงการพูดเปรียบเปรยให้ฟังดูดีเพื่อกลบภาพของ “รัฐบาลปริ่มน้ำ” เท่านั้น

                เพราะหากดูจากพื้นภูมิของรัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วยแต่ละท่านในภาพรวมแล้วก็ยังไม่มีอะไรที่จะทำให้น่าเชื่อได้ว่าเรือไม้อยู่ดีๆ ก็กลายเป็นเรือเหล็กได้

                ตรงกันข้าม เรือลำนี้จะมีอาการโคลงเคลงหนักขึ้น เพราะการแก่งแย่งงบประมาณและผลงานของแต่ละพรรคการเมืองที่มารวมตัวกันเป็นรัฐบาลผสม โดยที่ไม่มีความกลมกลืนด้านความคิดและนโยบายแต่อย่างไรเลย ที่แกนนำรัฐบาลคนหนึ่งบอกว่าการเป็นรัฐบาลปริ่มน้ำนั้นจะเป็นผลดี ทำให้รัฐบาลอยู่ได้นาน เพราะทุกคนจะต้องตื่นตัว ต้องทำงานหนักขึ้น

                นั่นก็เป็นวาทกรรมผิดเพี้ยนอีกประโยคหนึ่งที่ฟังแล้วดูหมิ่นดูแคลนปัญญาประชาชนอย่างยิ่ง

                คะแนนเสียงในสภาที่สนับสนุนรัฐบาลนั้นมีความผันผวนแปรปรวนสูง ดังนั้นทุกความเคลื่อนไหว ทุกครั้งที่ต้องมีการลงมติในสภาในร่างกฎหมายสำคัญๆ รวมถึงงบประมาณและมติไว้วางใจ ก็จะเกิดการต่อรองของนักการเมือง

                การต่อรองหมายถึงการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ ซึ่งส่วนใหญ่หมายถึงผลประโยชน์ของพรรคการเมืองมากกว่าการมองประโยชน์ส่วนรวมของประชาชนเป็นหลัก

                เมื่อเป็นเช่นนี้ ไฉนเลยเราจึงจะเชื่อว่าการมีรัฐบาลปริ่มน้ำจึงเป็นเรื่องที่ดีสำหรับประเทศไทย

                ยิ่งเมื่อมีศรีธนญชัยออกมาปกป้องรัฐมนตรีสีเทาบางคนว่าแม้จะมีหลายคนที่เคยถูกร้องเรียนเรื่องรับสินบน, เกี่ยวพันกับยาเสพติด, และคดีทุจริต แต่ก็ไม่ได้มีปัญหาทางกฎหมายวันนี้แต่ประการใด เราก็พอจะเห็นความเสื่อมทรามแห่งมาตรฐานจริยธรรมของคนในระดับสูงของรัฐบาล

                เราในฐานะประชาชนจะร่วมกันสร้างภูมิคุ้มกัน ไม่ให้ความเหลวแหลกของการเมืองแบบเก่าๆ ทำลายประเทศชาติได้อย่างไร ต้องว่ากันต่ออีกวันครับ. 


กัปตันต้องจูนเนี้ยบ

ปิดจ๊อบเรียบร้อย กระบวนการแต่งตั้ง ครม.เสร็จสิ้น ชนิดถึงมาช้าแต่ก็มาจนได้ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ที่ยืดอกโอ่ได้ว่าเป็นผู้นำจากการเลือกตั้ง จัดบัญชีลงตัว

ถึงแม้คิวบริหารงานบุคคลไม่ง่าย แต่ก็ไม่เกินมือคนชื่อ “ประยุทธ์”

รายชื่อเสนาบดี “เรือเหล็ก” ก็น่าจะรับรู้กันไปแล้ว มีพลิกเล็กๆก็แค่ 1-2 จุด แล้วก็ดูเหมือนจะลงล็อกกับชื่อของ “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” ที่โดนจับโยกไปนั่งเก้าอี้ รมช.เกษตรฯ

ระดับ “แมวเก้าชีวิต” ดีกรีบิ๊กบราเธอร์ผู้กว้างขวาง สไตล์ถึงลูก-ถึงคน และถึงตัว

นัยว่าสเปกนี้จะไปจัดระเบียบความโปร่งใสในบางจุดบางหน่วยงานในกระทรวงเกษตรฯ

ดับกลิ่นโชยที่ลอยไกลไปถึงลมบน

ขณะที่ “หม่อมเต่า” ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล จากรวมพลังประชาชาติไทย เสียบที่ รมว.แรงงาน สะท้อนกำลังภายใน “คนดำตัวโต” บิ๊ก กปปส. ที่กลับมาเชื่อมต่อกับขั้วอำนาจแผนปัจจุบันได้แล้ว

ลุงตัวดำขาใหญ่ กลับมาใหญ่เบ้ง เพราะถึงแม้พรรครวมพลังประชาชาติไทย แต้มแค่ครึ่งโหล แต่อย่าลืมขุมข่ายที่เคยลงเดินบนท้องถนนมาด้วยกัน ไปสยายปีกอยู่ในพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) อีกบาน

แถมต่อคอนเนกชันปึ้กกับขั้ว “เสธ.ตึกไทยฯ” จนต้องจับตาขุมข่าย กปปส.รุกคืบ

“คุณลุง” กับ “คุณลุง” เริ่มคลิกเข้าสูตร

สรุปว่า ครม.เรือเหล็กรอกระบวนการขั้นตอนก่อนเข้าทำหน้าที่อย่างเป็นทางการ ระหว่างนี้เป็นเรื่องของการระดมทีม ร่างนโยบายไว้พลางๆ รอแถลงต่อรัฐสภา รอพิสูจน์ทราบผลงานอย่างเป็นทางการไม่นานนี้

โดยเฉพาะในโฟกัสใหญ่ ทีมเศรษฐกิจรัฐบาล ในสถานการณ์ที่สถิติตัวเลขต่างๆ

ชักน่าเป็นห่วง ทั้งการส่งออก การค้าขาย ภาคท่องเที่ยว โดนหั่นจีดีพีกันเป็นรายวัน

ทีมเศรษฐกิจรัฐบาลผสม หัวหน้าทัพหลายชุดอาจมีปัญหาการ “ประสานงาน”

หลายคนเป็นห่วง โอกาสสูงจะเกิดรายการ “ประสานงา”

ก็ยังดีที่จุดเริ่มต้น ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ออกตัว ไม่ได้เป็นรองนายกฯด้านเศรษฐกิจ เพราะมีรองนายกฯหลายคนคิดว่าไม่มีปัญหาเพราะรู้จักกันหมด อีกทั้งนโยบายของพรรคร่วมคล้ายๆกัน

และคงฝากให้ช่วยเร่งรัดเมกะโปรเจกต์ปั่นเศรษฐกิจ อย่าให้สะดุด

ขณะที่ “เสี่ยหนู” นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.สาธารณสุข แม่ทัพคุมทีม รมต.ของค่ายภูมิใจไทย โดยเฉพาะในสายเศรษฐกิจอย่างกระทรวงคมนาคม ก็ยืนยัน เสถียรภาพรัฐบาลปึ้ก

โดยรัฐมนตรีของพรรคจะเข้าไปสานต่อระบบสาธารณูปโภคในการเดินทาง ปัญหาปากท้องชาวบ้าน

ภูมิใจไทยตีธง พร้อมเดินงานเป็นเนื้อเดียวกัน

ส่วนทางปีกประชาธิปัตย์ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ มอบหมายให้บิ๊กเนมประชาธิปัตย์ ทั้งเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ จุติ ไกรฤกษ์ รมว.การพัฒนา-สังคมฯ ไปดีล

ตัวจริงเสียงจริงไปประสานงานส่วนรวมขั้วรัฐบาล

ส่วนในทีมเศรษฐกิจก็คงทำนองเดียวกันกับ ดร.สมคิด คือ “แบ่งกันดู” บนเป้าหมายเดียวกัน

แต่นั่นก็ยังต้องรอติดตาม เพราะอย่างไรในข้อเป็นห่วงก็มีเหตุผล โดยเฉพาะเรื่องรัฐมนตรีกระทรวงด้านเศรษฐกิจจากหลายพรรค ไม่มีหัวหน้าทีมอย่างเป็นทางการ แบ่งการบริหารงานหัวหน้าชุดย่อย แยกคุม รมต.

งานเศรษฐกิจยังไงก็คงไม่ไหลลื่นเหมือนทีมเดียว

แต่ทั้งหมดทั้งปวง ถ้าฟังจาก “แม่ทัพกวง” ดร.สมคิด ระบุก็คงไม่น่าเป็นห่วงมากนัก เพราะถึงที่สุดงานนี้สำคัญอยู่ที่ผู้ถือ
หางเสือหลักของรัฐบาล

เมื่อยังเป็น “นายกฯคนเดิม” ก็ไม่น่ามีปัญหา

แต่นั่นก็ต้องติดตามกันตอนต่อๆไป ทีมเศรษฐกิจรัฐบาลจะประสานงานไร้รอยต่อกันได้

“กัปตันตู่” แห่งรัฐบาลเรือเหล็ก ก็คงต้องจูนเนี้ยบๆกันเลย.

ทีมข่าวการเมือง

วันอังคารที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

คำตอบของโจทย์ป.2

“ข่าวโจ๊ก” แห่งปี ฮากันตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคม

กับกระแส “นายใหญ่” อย่าง “ทักษิณ ชินวัตร” ตัดสินใจ “ถอนตัว” จากยุทธภพ วางมือทางการเมือง ตามท้องเรื่องล้อกับการประกาศงดเปิดเส้นทางบินให้ลูกหาบแห่ไป “รับขนม” อวยพรวันเกิด 26 กรกฎาคมนี้

แต่ในอารมณ์ที่หักมุมกับข่าวลือ กระตุกอารมณ์ใจหายกองเชียร์

ตามอาการที่จับทางได้ ว่ากันตามสถานะ “ผู้ต้องหาหนีคดี” ของ “ทักษิณ” ในคดีทุจริตปล่อยกู้แบงก์กรุงไทยให้กลุ่มกฤษดามหานครที่โดนศาลอนุมัติหมายจับ กับสถานะ “จำเลย” ของ “เสี่ยโอ๊ค” นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง นัดพิพากษาคดี “ฟอกเงิน” ในคดีต่อเนื่องกับพฤติการณ์โกงกู้กรุงไทย ในวันที่ 25 พฤศจิกายน ปลายปีนี้

ผลทางคดีทุจริตปล่อยกู้กรุงไทย ใกล้ถึงจุดเดิมพันเป็นเดิมพันตายของ “ลูกชาย”

“นายใหญ่” ไม่มีทางหมอบรับชะตากรรมแน่

และมันก็คือคำตอบของ “โจทย์การเมืองระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2” กับปรากฏการณ์ที่ทำไม “ทักษิณ” ต้องกระตุก

“ลูกหาบ” ออกมา “ล็อกเป้า” รุมถล่ม “อุลตร้าอุตตม” นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ว่าที่ “ขุนคลัง” รัฐบาล “ประยุทธ์ ภาค 2”

ประกาศจองกฐิน ลากขึ้นเขียงเชือด กะเอาให้ตายกันไปข้าง

รัวเกราะเคาะไม้ ตีปี๊บขู่กันตั้งแต่ไม่ทันประกาศ ครม.

นั่นก็เพราะต้องการ “เบลอกระแส” ลาก “อุตตม” มานัวเนียกับคดีทุจริตปล่อยกู้กรุงไทย เพื่อลดความชอบธรรม ดักคอดักทางกระบวนการยุติธรรม ตามฟอร์มประจานการเลือกปฏิบัติ

ยุทธการถนัด ปั่นภาพ 2 มาตรฐาน

แต่นั่นไม่เท่ากับอาการแค้นฝังหุ่นที่ “อุตตม” ในฐานะ “บอร์ดกรุงไทย” ที่ซัดทอด “ซุปเปอร์บอส” ผู้อยู่เบื้องหลังคำสั่งให้บอร์ดกรุงไทยอนุมัติปล่อยกู้คดีฉาว ทำให้ “ทักษิณ” ดิ้นไม่หลุด โดนลากเข้าติดแห และยังไม่ร้อน “ไฟสุมอก” เท่ากับลูกชายหัวแก้วหัวแหวนอย่าง “เสี่ยโอ๊ค” กำลังระทึก

มันพาลไปถึงอดีตคนกันเองอย่าง “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” ลูกพี่ใหญ่ของ “อุตตม”

“นายใหญ่” เลยสั่งจัดหนัก กดปุ่มลูกหาบลุยเช็กบิล “อุตตม” กระแทก “สมคิด”

หวังปิดบัญชีอดีต “คนกันเอง” แบบทบต้นทบดอก

และอีกช็อตยังเป็นยุทธศาสตร์ที่มุ่งถล่มเป้าใหญ่ของรัฐบาล “ประยุทธ์ ภาค 2” เพราะ “อุตตม” คือรัฐมนตรีภาพพจน์ดีเบอร์ต้นๆของ ครม. ตามสถานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ และขุนคลังคุมเงินประเทศ

นั่นเท่ากับถล่มห้องเครื่อง “เรือเหล็ก” กะให้หางเสือเป๋ตั้งแต่ต้น

แต่งานนี้ผิดคาด เพราะเวลา 4–5 ปีกับรัฐบาล “ประยุทธ์ ภาค 1” จนมาถึงเก้าอี้หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ “อุตตม” ก็สะสมชั่วโมงบินทางการเมืองมาแกร่งพอตัว

ไม่ได้เป็นเทคโนแครตผิวบางไม่ทนแรงเสียดทาน อย่างที่ขู่กรรโชกกันง่ายๆ

ตามเกมยุทธ์อย่างที่เห็นว่าที่ “ขุนคลัง” แค่โพสต์เฟซบุ๊ก คดีทุจริตปล่อยกู้กรุงไทยในส่วนของตนเอง ผ่านกระบวนการตรวจสอบและพิสูจน์ชัดเจน ทั้งในส่วนของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อัยการสูงสุด ป.ป.ช. คตส. โดยคดีสิ้นสุดที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

เรื่องจบก่อนที่ คสช.จะยึดอำนาจ จึงไม่เกี่ยวกับการใช้อำนาจแทรกแซงช่วยคดีแต่อย่างใด

เมื่อไม่ผิด อย่าบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อหวังผลทางการเมือง

ยึดผลทางกฎหมาย “อุตตม” ถือไพ่เหนือกว่า ในสายตาของคนเสพข้อมูลเชิงเหตุเชิงผล ไร้อคติแฝง

ไม่จำเป็นต้องลดเพดานบินลงมาให้เสียอาการทรงตัว

และตามรูปเกมที่เห็นอาการกระเหี้ยนกระหือรือของทีม “นายใหญ่” นายอุตตมน่าจะอ่านเกมขาด เพราะขนาดคำสั่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองยังไม่สน มีผลทางคดีไปแล้วก็ยังลากเอามาเขย่ากัน

นั่นก็เพราะทีมลูกหาบของนายใหญ่ สถานะฝ่ายค้าน ไม่ได้มีอะไรต้องรับผิดชอบ

พูดกันไปได้เรื่อยเปื่อยรายวัน เทกแอ็กชันเข้าตานายใหญ่

ต่างกับสถานะของนายอุตตมคือว่าที่ “ขุนคลัง” ห้องเครื่องของรัฐบาล “ประยุทธ์ ภาค 2” ถ้าหลงเหลี่ยมไปฟัดกับมวยวัดของทีม “นายใหญ่” ลากเข้าสกรัมในเกมมั่วๆคดีโกงปล่อยกู้กรุงไทย

หนีไม่พ้นกระทบเครดิต สถานะว่าที่ “ขุนคลัง”

เข้าทางพวกกำลังจนแต้ม จวนตัวเข้าไปทุกขณะ.

ทีมข่าวการเมือง


ถอยรอจังหวะ

สงบราบคาบไปแล้วภาวะสั่นสะเทือนภายในพรรคพลังประชารัฐ หลังจากเขย่าขยอกกันมาหลายกระทอก แม้จะเดินหน้าไปได้ แต่ยังคงทิ้งรอยร้าวเอาไว้เบื้องหลัง

ปฏิบัติการทิ้งระเบิดนาปาล์มของกลุ่มสามมิตรเที่ยวล่าสุด ถูกสยบความร้อนแรงด้วยฝีมือ “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

ส่งสัญญาณรหัสลับจนทำให้กลุ่มสามมิตรยอม “รามือ”

สังเกตอาการของทั่นผู้นำไม่ได้ยี่หระหวั่นไหวต่อเสียงข่มขู่ถอนยวงของกลุ่มสามมิตรหลังไม่ได้เก้าอี้ รมต.ตามที่ต้องการ จะส่ายสะโพกโยกย้ายกันออกไป 20-30 คน ก็ไม่แคร์ แถมยังขู่กลับไปซะด้วย

เพราะเอาเข้าจริงจะมีคนกล้าไปสักเท่าไหร่กัน แว่วว่าฝ่ายท็อปบูตยังมีไต๋อุบไว้ ไปไล่จับงูเห่าในดง 7 พรรคร่วมฝ่ายค้านใส่กระสอบไว้ได้ 20–30 ตัว

รอจังหวะเหมาะ โอกาสจำเป็น ค่อยปล่อยออกมาชูคอ!!!

และหมากสุดท้าย ถ้า “ลุงตู่” ถูกนักการเมืองอาชีพรุกจนสุดกระดานจริงๆ อาจมีรถถังมาเพ่นพ่าน

เซียนการเมืองเขี้ยวโง้งระดับ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ–สมศักดิ์ เทพสุทิน ย่อมรู้ดีแก่ใจ หากล้มกระดานกันรอบนี้ อาจไม่มีคูหาให้เลือกตั้ง

จากเด็กดื้อจึงกลายมาเป็นเด็กดี เลิกงอแงต่อรอง รอวัดใจบิ๊กทหารที่หยอดสัญญาว่าจะขยับขยายตำแหน่งแห่งหนให้ในอนาคตอันใกล้นี้

ปรับ ครม.รอบใหม่ ต้องใหญ่ ต้องแข็งกว่าเดิม!!!

ยามนี้กลุ่มสามมิตรเลยถูกมองในเชิงลบ เกิดปัญหาทีไรกลุ่มสามมิตรมักเป็นหนังหน้าไฟเสมอ

เพราะเป็นหน่วยกล้าตาย เปิดหน้าลุยกับ “ท็อปบูต-บิ๊กบราเธอร์” มาแล้วบ่อยครั้ง ทั้งทำเอง และทำให้เขา!!!

ไม่ว่าจะเป็นรายการแหกคิวพรรคขอเลื่อนโหวตประธานสภาฯ และล่าสุดเล่นบทห่ามๆเข้าชื่อถอดถอน สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค

แต่ตอนนี้เปลี่ยนบทเล่นใหม่หันมามุ่งมั่นทำงาน ไม่ได้ดีแต่บู๊ล้างผลาญ สร้างผลงานก็ได้นะ!!!

ติวเข้ม ส.ส.ในกลุ่มก๊วน ให้ขยันทำหน้าที่ในสภาฯ ออกมาสะท้อนปัญหาชาวบ้านในพื้นที่ตนเองไปถึงรัฐบาล

ล่าสุด พรรณสิริ กุลนาถศิริ ส.ส.สุโขทัย ออกมาแจกแจงปัญหาน้ำท่วม–น้ำแล้ง บุญยิ่ง นิติกาญจนา ส.ส.ราชบุรี พูดถึงปัญหาถนนหนทางอันตราย และภูดิท อินสุวรรณ์ ส.ส.พิจิตร ว่าด้วยปัญหาการจราจร

เพื่อกอบกู้ภาพลักษณ์ที่ตกต่ำ ดำดิ่ง หลังลงไปลุยขี้โคลนจนมอมแมม

ถือเป็นการพลิกบทบาทที่น่าชื่นชม รู้ว่าผิดพลาดแล้วยอมแก้ไข

เพราะจากการสำรวจผลโพลบางสำนัก พบว่าประเด็นเรื่องการแก่งแย่งต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรี นับเป็นปัญหาลำดับต้นๆที่ชาวบ้านเอือมระอา

“ลุงตู่” เองก็รู้ดี ต้องออกมาเอ่ยปากขอโทษประชาชนเกี่ยวกับเรื่องนี้

ชาวบ้านร้านตลาดเขารอรัฐบาลใหม่มานานจนรู้สึกเหงา แต่ยังต้องมาเห็นภาพการต่อรองยื้อแย่งเก้าอี้ รมต. จึงคิดว่านี่คือสาเหตุแห่งความล่าช้า ทั้งที่ความจริงอาจไม่ใช่ ดังที่ “ลุงตู่” ออกตัวไว้

ฉะนั้นอยู่กันเงียบๆ ก้มหน้าทำงานกันไปดีกว่านะโยม!!!

“พ่อลูกอิน”

อย่าริลงเรือรั่ว

อย่าริลงเรือรั่ว!
โดย สิริอัญญา 
วันอังคารที่ 9 กรกฎาคม 2562

แม้ว่าจะครองอำนาจโดยเด็ดขาดมาเป็นเวลากว่าห้าปี แต่ทว่าผลการเลือกตั้งกลับไม่เป็นไปตามความคาดหมาย นั่นคือพรรคพลังประชารัฐไม่ได้คะแนนเสียงเป็นลำดับที่หนึ่ง แต่เพราะรัฐธรรมนูญบัญญัติให้ ส.ว. สามารถโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีได้ จึงมีแต้มต่อถึง 250 เสียง และทำให้ผลการเลือกนายกรัฐมนตรีเป็นดังที่คาดหมายกัน 

ถึงกระนั้นความจริงก็บอกอย่างชัดเจนให้รู้ทั่วกันทั้งประเทศว่าในการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ เป็นรัฐบาลผสมหลายพรรค และในบางพรรคก็มีหลายก๊วน โดยรวมก็มีเสียงปริ่มน้ำมาก 

คือมีคะแนนเสียงของรัฐบาลผสมมากกว่าพรรคร่วมฝ่ายค้านแค่ 4 เสียงเท่านั้น และเมื่อหักคะแนนเสียงของประธานสภาผู้แทนราษฎรและรองประธานสภาผู้แทนราษฎรอีก 2 คน ซึ่งมีปกติที่จะรักษามารยาททางการเมืองในการวางตัวเป็นกลางไม่ออกเสียงลงคะแนน จึงเท่ากับมีคะแนนเสียงมากกว่าพรรคร่วมฝ่ายค้านอยู่เพียงคะแนนเสียงเดียว 

ดังนั้นการประคับประคองให้มีสมาชิกพรรคร่วมรัฐบาลเข้าร่วมประชุมสภาผู้แทนราษฎรที่ครบเป็นองค์ประชุมก็ดี หรือในกรณีมีการลงมติก็ต้องมีคะแนนเสียงมากกว่าฝ่ายค้านก็ดีจึงไม่ใช่เรื่องง่าย 

เพราะถ้าเผอิญ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลเกิดมีภารกิจเร่งด่วน เช่น ติดตามรัฐมนตรีไปตรวจงานในต่างจังหวัด หรือไปต่างประเทศ หรือป่วยไข้ หรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่นที่ไม่สามารถเข้าร่วมประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้แค่ 2-3 คนเท่านั้น สภาก็อาจจะล่มหรืออาจจะแพ้มติในการลงมติใด ๆ ก็ได้ และถ้าเป็นมติสำคัญก็อาจส่งผลให้รัฐบาลต้องยุบสภาหรือลาออก 

ไม่ต้องพูดถึงการตีรวนหรือการต่อรองทางการเมืองที่ปรากฏให้เห็นเป็นระยะ ๆ เพราะมีหลายพรรคร่วมหลายกลุ่มก๊วนที่ยังไม่ได้รับผลประโยชน์ในการร่วมรัฐบาลตามที่ตกลงกันหรือตามที่เรียกร้องต้องการ เพียงแค่ที่ผ่านมานั้นมีพลังบางอย่างไปสยบให้จำยอมไว้ ซึ่งก็คงจะได้ผลเพียงชั่วครั้งชั่วคราว พร้อมที่จะกำเริบขึ้นมาเมื่อใดก็ได้ หรือถ้าเมื่อใดก้อนหินที่ทับไว้นั้นถูกฟ้าผ่าก็ดี หรือถูกยกออกไปก็ดี บรรดาต้นหญ้าที่ถูกก้อนหินทับไว้ก็จะชูยอดไสวอีกครั้งหนึ่ง 

สิ่งเหล่านี้จึงเป็นอันตรายต่อเสถียรภาพและความมั่นคงของรัฐบาล นี่คือปัญหาเสถียรภาพและความมั่นคงที่เกิดจากคะแนนเสียงและสถานการณ์ภายในพรรคร่วมรัฐบาล 

มาบัดนี้กลับมีคนยุยงส่งเสริมปูทางชี้ชวนให้บรรดา ส.ส.ของรัฐบาลไปลงนั่งในเรือรั่วอีก โดยชี้ช่องว่า ส.ส. สามารถไปดำรงตำแหน่งทางฝ่ายบริหาร คือสามารถไปดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรี หรือที่ปรึกษารัฐมนตรีได้ โดยอ้างว่ารัฐธรรมนูญไม่ได้ห้ามไว้ 

อันคุณธรรมและนิติธรรมนั้นย่อมไม่ใช่พิจารณาจากการมีกฎหมายห้ามหรือไม่ห้ามเพียงอย่างเดียว หากต้องพิจารณาถึงโลกนิติ ธรรมนิติด้วย เพราะในหลายกรณีแค่ราชนิติหรือบทกฎหมายที่บัญญัติไว้ก็ไม่อาจครอบคลุมหรือสอดคล้องกับสถานการณ์ได้ กรณีนี้ก็เหมือนกัน 

โดยบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและหลักการอันมีมาได้กำหนดการแบ่งอำนาจอธิปไตยออกเป็นสามทาง คือ ทางนิติบัญญัติ ทางบริหาร และทางศาล โดยมุ่งหมายให้การใช้อำนาจทางนิติบัญญัตินั้นมีผลในการกำกับดูแลควบคุมการใช้อำนาจทางบริหารของรัฐบาลให้เป็นไปโดยถูกต้อง เป็นธรรม และบังเกิดประโยชน์สุขแก่อาณาประชาราษฎร 

และถ้าหากยึดมั่นในหลักการนี้ บรรดา ส.ส. ทั้งหลายก็ต้องทำหน้าที่นิติบัญญัติทางรัฐสภาให้เต็มที่เต็มกำลัง ส่วนฝ่ายบริหารอันมีคณะรัฐมนตรีเป็นศูนย์กลางก็ทำหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดินให้ก่อเกิดประโยชน์สุขแก่มหาชนชาวสยาม ในขณะที่ศาลก็ทำการในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์เพื่อประสาธน์ความยุติธรรมให้เป็นไปทั้งแผ่นดิน ให้เป็นที่พึ่งพาอาศัยของผู้เดือดร้อนทุกข์เข็ญทั้งหลายที่ถือเอาศาลเป็นที่พึ่งแหล่งสุดท้าย 

ดังนั้นโดยหลักการอันมีมาตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ พ.ศ.2475 หากมีการปฏิบัติไปตามหลักการนี้บ้านเมืองก็ย่อมมีหลักมีเกณฑ์ และต่างก็จะได้ทำหน้าที่กันไปอย่างสมบูรณ์เต็มประสิทธิภาพ 

แต่ครั้นในยามที่รัฐบาลมีเสียงปริ่มน้ำขนาดนี้ หากจะชี้ชวนเปิดช่องให้ ส.ส. ไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาหรือเลขานุการรัฐมนตรี ก็ย่อมต้องจัดเวลาไม่มากก็น้อยไปปฏิบัติหน้าที่ทางฝ่ายบริหาร ซึ่งนอกจากจะเสียหายในเรื่องการกำกับควบคุมการบริหารตามหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติแล้ว ยังจะต้องผูกมัดด้วยภารกิจในราชการแผ่นดิน ซึ่งหลายกรณีก็ต้องเดินทางไปต่างประเทศ หลายกรณีก็ต้องเดินทางไปต่างจังหวัดหรือปฏิบัติภารกิจอื่น ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการไปประชุมสภาผู้แทนราษฎร 

ลองนึกดูเถิดเพียงแค่ ส.ส. พรรคร่วมรัฐบาลไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาหรือผู้ช่วยรัฐมนตรีแค่ 10 คนเท่านั้น อะไรจะเกิดขึ้นกับบ้านเมือง 

ก็จะได้เห็นการประชุมสภาผู้แทนราษฎรล่มแล้วล่มอีก ซึ่งเป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลอย่างเต็มเปี่ยม จะไปตำหนิติเตียนว่าฝ่ายค้านตีรวนนับองค์ประชุมไม่ได้ และถ้าบ่อยครั้งนักก็ต้องถือว่ารัฐบาลล้มเหลวในกิจการนิติบัญญัติ ถ้าไม่ลาออกก็ต้องยุบสภา 

ก็จะได้เห็นสถานการณ์บางอย่างที่ไม่คาดคิด เช่น จู่ ๆ รัฐบาลอาจแพ้มติสำคัญในสภาผู้แทนราษฎร เช่น แพ้มติในเรื่องญัตติสำคัญ หรือแพ้มติในการพิจารณาร่างกฎหมายก็จะมีผลให้ต้องยุบสภาหรือลาออก 

นั่นคือสามัญผลหรือผลปกติที่จะต้องเกิดขึ้นจากการชี้ช่องชี้ชวนให้ ส.ส. พรรคร่วมรัฐบาลไปเป็นฝ่ายบริหาร ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการชี้ช่องให้ไปลงเรือรั่วที่มีแต่จะต้องอับปางโดยไม่ต้องสงสัยใด ๆ เลย.

วันจันทร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

เพื่อไทยเร่งศาลรัฐธรรมนูญ ตัดสินคุณสมบัติตู่ ยังคาใจธรรมนัส

ภาค ปชช.ล่าชื่อแก้ไข รธน. พปชร.แบ่งเค้กคนอกหัก ทักษิณงดจัดเบิร์ธเดย์ 70

เพื่อไทยขยี้แผลจริยธรรม ครม.ประยุทธ์ 2 “ชวลิต” เร่งศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดคุณสมบัติ “บิ๊กตู่” ทิ้งไว้หลังถวายสัตย์ฯยิ่งเสียหาย “สุทิน” เขย่านายกฯอย่าไปตั้งคนมัวหมองสังคมเคลือบแคลงนั่ง รมต. ซัด “อุตตม” มีมลทินปล่อยกู้กฤษดานคร ขุดอดีต “ธรรมนัส” ประพฤติผิดร้ายแรงถูกถอดยศ “อนุสรณ์” ท้าเปิดหลักฐานคัดค้านเงินกู้ แซะ “สมคิด” อย่าหลบข้างหลังแจงเอี่ยวตั้ง บอร์ดกรุงไทย “เรืองไกร” ยกคำพิพากษาศาลฎีกาฯ ยุใช้ ม. 44 ยับยั้งนั่ง รมว.คลัง ป้องกันถูกซักฟอก พปชร.แบ่งเค้กเลขาฯ-ที่ปรึกษา รมต. “วิษณุ” การันตี ส.ส.เป็นข้าราชการการเมืองได้ ถึงศาลฯ รับคำร้อง “ประยุทธ์” ไม่ต้องหยุดทำหน้าที่ นายกฯ สั่งปราบเว็บไซต์กุข่าวใส่ร้ายรัฐบาล ภาคประชาชนเล็งล่า 5 หมื่นชื่อแก้รัฐธรรมนูญ ตัดตอนสืบทอดอำนาจ คสช. เด็ก พท.หนุน “ทักษิณ” วางมือพักผ่อน

ขณะที่รายชื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ได้นำขึ้นทูลเกล้าฯไปเรียบร้อยแล้ว พรรคเพื่อไทยยังคงเดินหน้าตรวจสอบคุณสมบัติของว่าที่รัฐมนตรี พุ่งเป้าไปที่ประเด็นจริยธรรม ความซื่อสัตย์ สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (4) และ (5) นอกเหนือจากนายอุตตม สาวนายน ที่มีเสียงคัดค้านการดำรงตำแหน่ง รมว.คลังแล้ว ยังมีชื่อนายธรรมนัส พรหมเผ่า ว่าที่ รมว.แรงงาน ก็ตกเป็นเป้าที่จะถูกตรวจสอบด้วย

พท.เร่งศาลฯชี้ขาดคุณสมบัติ “บิ๊กตู่”

เมื่อวันที่ 7 ก.ค. นายชวลิต วิชยสุทธิ์ ส.ส.นครพนม พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ส่งคำร้อง ส.ส. 111 คน ให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบคุณสมบัติ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กรณีมีลักษณะต้องห้ามการเป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ว่า กรณีดังกล่าวทางข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย ตลอดจนพยานหลักฐานไม่มีอะไรซับซ้อน เพราะที่ผ่านมาศาลฎีกามีคำพิพากษาที่ 3578/2560 ที่มีนายสมบัติ บุญงามอนงค์ เป็นจำเลย ข้อหาขัดคำสั่ง คสช.ไม่ไปรายงานตัวตามประกาศ คสช. ในคำพิพากษาศาลได้ชี้สถานะ พล.อ.ประยุทธ์ว่าเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย หมายถึงเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐอย่างชัดเจน เพื่อมิให้การบริหารราชการแผ่นดินเกิดความเสียหาย หากศาลรัฐธรรมนูญมีความเห็นเช่นเดียวกับศาลฎีกา

ทิ้งไว้หลังถวายสัตย์ฯยิ่งเสียหาย

“ดังนั้นศาลรัฐธรรมนูญควรเร่งวินิจฉัยคำร้องดังกล่าว ก่อนที่ พล.อ.ประยุทธ์จะนำ ครม.เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณ เพราะหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยออกมาเช่นเดียวกับคำพิพากษาศาลฎีกาภายหลังที่มีการเข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ปฏิญาณไปแล้ว จะเกิดความเสียหายตามมาหลายด้าน โดยเฉพาะความเชื่อมั่นประเทศจะมีผลกระทบตามมาอย่างรุนแรง”

“สุทิน” ฉะอย่าตั้งคนมีมลทินเป็น รมต.

นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม ให้สัมภาษณ์ถึงการตรวจสอบการทำงานของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ว่า ตอนนี้ยังไม่ถึงขั้นจองกฐินจ้องล้มรัฐบาล เพียงแต่เตือนไปถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ว่าการคัดคนเป็นรัฐมนตรีต้องให้ได้คนดีที่สุดไม่มีอะไรด่างพร้อย แต่ชื่อว่าที่รัฐมนตรีที่ออกมามี 2 คนที่อยากให้นายกฯดูอีกทีว่าเหมาะสมหรือไม่ คือนายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐที่มีชื่อเป็น รมว.คลัง เพราะมีมลทินมัวหมองเรื่องการปล่อยกู้ธนาคารกรุงไทย ให้บริษัทในกลุ่มกฤษดานครและนายธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา แกนนำพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่มีข่าวเป็น รมว.แรงงาน


ระบุสังคมคาใจอดีตของ “ธรรมนัส”

“เราพบข้อมูลมีมลทินมัวหมองตอนรับราชการเคยประพฤติผิดร้ายแรงจนถูกถอดยศ และอาจมีส่วนพัวพันหลายคดีที่เป็นที่รับทราบของสังคม แม้คดีจะจบแต่สังคมยังไม่หายแคลงใจ เราเตือนด้วยความหวังดี นอกจาก 2 คนนี้แล้วจากการตรวจสอบเชื่อว่าอาจพบอีกหลายคน สุดท้ายแล้วถ้าคนเหล่านี้มาเป็นรัฐมนตรี จะถือว่าการเริ่มต้นของรัฐบาลไม่เป็นที่ศรัทธาของประชาชน แต่เรายังอยากให้เวลากับรัฐบาลในการทำงานแก้ปัญหาให้ประชาชนก่อน ส่วนการตรวจสอบนั้นเราจะเดินหน้าต่อไปทั้งการยื่นอภิปรายหรือยื่นให้ประธานสภาฯส่งศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบคุณสมบัติได้หรือไม่ต่อไป” นายสุทินกล่าว

ท้า “อุตตม” โชว์หลักฐานค้านปล่อยกู้

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด คณะทำงานสื่อสารการเมือง พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการตรวจสอบนายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กรณีปล่อยกู้ธนาคารกรุงไทยโดยมิชอบว่า การตั้งคนที่สังคมสงสัย มีคำถาม ไม่น่าไว้วางใจมารับตำแหน่งในรัฐบาลเหมือนท้าทายประชาชน อาจเกิดวิกฤติศรัทธารอบใหม่ นายอุตตมมีชื่อเป็น รมว.คลัง ทั้งที่เคยมีประวัติลงนามอนุมัติสินเชื่อให้บริษัทในเครือกฤษ-ดานคร 9,900 ล้านบาทโดยมิชอบ สมัยเป็นกรรมการบริหารธนาคารกรุงไทยเมื่อปี 2546 แม้นายอุตตมพยายามบอกว่าตัวเองไม่ผิด แต่ต้องเอาพยานหลักฐานมาเปิดเผยต่อสังคมให้หายเคลือบแคลงว่า เหตุใดจึงเป็นผู้ลงนามเข้าร่วมประชุมอนุมัติสินเชื่อที่ผิดกฎหมายให้เครือกฤษดานคร นายอุตตมมีพยานหลักฐานหรือรายงานการประชุมที่แสดงว่าไม่เห็นด้วยหรือคัดค้านการอนุมัติสินเชื่อดังกล่าวหรือไม่

“สมคิด” อย่าหลบแจงตั้งบอร์ดกรุงไทย

“การปล่อยเงินกู้ครั้งนี้ รวมถึงนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ต้องชี้แจงด้วยว่าเกี่ยวข้องแค่ไหนกับการตั้งบอร์ดกรุงไทยในขณะนั้น เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้หรือไม่ อย่าไปหลบหลังกัน รัฐบาลประยุทธ์ 2 เป็นรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ ถ้าถึงขั้นหามืออาชีพมาทำงานแทนคนที่ประชาชนไว้วางใจไม่ได้ ประชาชนก็รู้สึกสิ้นหวัง” นายอนุสรณ์กล่าว

บี้ใช้ ม.44 ยับยั้ง “อุตตม” นั่ง รมว.คลัง

นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) กล่าวว่า วันที่ 8 ก.ค. เวลา 11.00 น. จะไปยื่นเรื่องต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. ที่ศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล ให้ตรวจสอบนายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ที่มีรายชื่อเป็นแคนดิเดต รมว.คลัง แต่ถูกทักท้วงมีคุณสมบัติไม่เหมาะสม เนื่องจากมีส่วนเกี่ยวข้องคดีการปล่อยเงินกู้ 9,900 ล้านบาท สมัยเป็นกรรมการบริหารธนาคารกรุงไทยโดยไม่สุจริตนั้น แม้นายอุตตมจะโพสต์ข้อความว่าไม่มีความผิด แต่คำพิพากษาศาลฎีกาเรื่องดังกล่าวระบุไว้ส่วนหนึ่งว่า คณะกรรมการบริหารธนาคารกรุงไทยมีเจตนาฝ่าฝืนประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เรื่องการให้สินเชื่อ ที่เล็งเห็นได้ว่าจะเรียกคืนไม่ได้ และมีเจตนาช่วยเหลือจำเลยให้ได้รับอนุมัติสินเชื่อ 9,900 ล้านบาท โดยไม่ได้รักษาผลประโยชน์ของธนาคาร

สกัดความเสียหาย กันถูกซักฟอก

“จากคำพิพากษาดังกล่าว คำว่าคณะกรรมการบริหารย่อมหมายความรวมถึงนายอุตตมด้วย เพียงแต่ตามรายชื่อที่ถูกส่งฟ้องต่อศาลไม่มีชื่อนายอุตตมเป็นจำเลย จึงไม่สามารถลงโทษเกินขอบเขตคำฟ้องที่ถูกส่งมาได้ รัฐธรรมนูญมาตรา 160(4) ระบุรัฐมนตรีต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ดังนั้นเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นตามมา จึงขอให้นายกฯใช้อำนาจมาตรา 44 ในฐานะหัวหน้า คสช.ยับยั้งการแต่งตั้งนายอุตตมเป็น รมว.คลัง เหมือนที่เคยสั่งพักงานเจ้าหน้าที่รัฐที่ถูกกล่าวหาเรื่องการทุจริต เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นตามมาหรือป้องกันไม่ให้นายกฯโดนอภิปรายไม่ไว้วางใจ” นายเรืองไกรกล่าว

พปชร.แบ่งเค้กเลขาฯ–ที่ปรึกษา รมต.

ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ว่า วันที่ 9 ก.ค. พรรคจะประชุมร่วมกรรมการบริหารพรรคและ ส.ส. เพื่อหาข้อสรุปผู้ที่จะไปดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ได้แก่ เลขานุการรัฐมนตรี ผู้ช่วยรัฐมนตรี และที่ปรึกษารัฐมนตรี หลัง ส.ส.บางส่วนพลาดเก้าอี้รัฐมนตรี เบื้องต้นวางไว้หลายแนวทาง ทั้งเปิดให้ ส.ส.มาดำรงตำแหน่งเพื่อมีประสบการณ์ด้านกา.รบริหาร เพราะมี ส.ส.บางส่วนแสดงความประสงค์ โดยให้เหตุผลว่าดำรงตำแหน่งได้ รัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดข้อห้ามไว้ และไม่ขัดมาตรา 184 และ 185 ของรัฐธรรมนูญ ปี 60 ที่ได้บัญญัติเรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์ไว้ เช่น หาก ส.ส.คนใดมีบริษัทด้านพลังงาน แต่ไปดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมืองในกระทรวงศึกษาธิการไม่น่าขัดมาตราดังกล่าว แต่มีบางส่วนคัดค้านเสี่ยงถูกร้องให้ตีความในภายหลัง และหวั่นมีปัญหาการแบ่งเวลาทำหน้าที่ ส.ส.ในสภาฯ จากปัญหารัฐบาลมีเสียงปริ่มน้ำด้วย

ดัน ส.ส.–ปาร์ตี้ลิสต์สอบตกได้โควตา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้งนี้ มีกรรมการบริหารพรรคและสมาชิกพรรคบางส่วนเสนอให้ผู้สมัคร ส.ส.ที่สอบตก แต่ต้องมาเป็นอันดับ 2 ที่มีคะแนนสูง 2-3 หมื่นคะแนนมานั่งเก้าอี้ดังกล่าว เพื่อให้สามารถนำไปต่อยอดสร้างฐานเสียงให้กับตัวเองและพรรคได้ และมีเสนอให้พิจารณาจากผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ แต่ไม่มีโอกาสได้เลื่อนขึ้นมาเป็น ส.ส.และสมาชิกพรรคไปดำรงตำแหน่งนี้ด้วย รวมถึงเสนอให้พิจารณาแบบคละกันไป เมื่อเลือกแนวทางไหนต้องออกเป็นมติพรรค เพื่อป้องกันปัญหาเกิดความไม่พอใจภายในพรรคซ้ำรอยกับการจัดโผ ครม. โดยพรรคจะทยอยส่งชื่อหลัง ครม. ชุดใหม่ถวายสัตย์ปฏิญาณเรียบร้อยแล้วและต้องส่งไปตรวจสอบคุณสมบัติก่อนเช่นเดียวกับรัฐมนตรีต่อเก้าอี้ ขรก.การเมือง


“วิษณุ” ยัน ส.ส.เป็น ขรก.การเมืองได้

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี ส.ส.จะดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรี ผู้ช่วยรัฐมนตรี และที่ปรึกษารัฐมนตรี ได้หรือไม่ว่า รัฐธรรมนูญกำหนดว่า ส.ส.เป็นข้าราชการไม่ได้ แต่อนุญาตให้เป็นข้าราชการการเมืองได้ ทั้งนายกฯรัฐมนตรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เลขานุการรัฐมนตรี ที่ปรึกษารัฐมนตรี ผู้ช่วยรัฐมนตรี เป็นได้ทั้งหมด เหมือนอังกฤษ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น ในไทยมีสมัยหนึ่งตอนปี 2540 ที่ต้องลาออก ส่วนที่ผ่านมาพรรคการเมืองมักนำผู้สมัคร ส.ส.สอบตกมาเป็นข้าราชการการเมืองนั้น ไม่ใช่เพราะรัฐธรรมนูญห้าม ส.ส. เป็นเรื่องของแต่ละพรรคพิจารณา และไม่เกี่ยวกับว่าขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 184 และ 185 ที่เป็นเรื่องขัดกันแห่งผลประโยชน์หรือไม่ เพราะเป็นเรื่องสถานะ รัฐธรรมนูญอนุญาตให้ ส.ส.เป็นข้าราชการการเมืองได้ แต่จะไปเกิดตอนโหวตในสภาฯ เช่น สมมติมีเรื่องของตัวเองเข้าไปจะลงมติไม่ได้

ถ้าศาลฯรับคำร้อง “บิ๊กตู่” ไม่ต้องยุติหน้าที่

นายวิษณุกล่าวอีกว่า เป็นเรื่องดีที่ประธานสภาฯส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.สิ้นสุดลงเฉพาะตัว เพราะเหตุเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐหรือไม่ เพราะเมื่อมี ส.ส.สงสัยก็ทำให้ชัดเจน ไม่มีปัญหา เมื่อถามว่า หากศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องจะส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของนายกฯหรือไม่ นายวิษณุตอบว่า นายกฯยังปฏิบัติหน้าที่ได้ ไม่ได้บอกว่าผิดอะไร ไม่มีเรื่องต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ไว้ก่อน เพราะคำร้องเป็นการขอตีความสถานะเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐหรือไม่เท่านั้น ไม่ใช่เรื่องสงสัยว่าทำผิดกฎหมายหรือทุจริต ส่วนกรณีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เป็นคนละมาตรากัน ดังนั้นนายกฯสามารถเดินหน้าต่อไปได้ ไม่มีผลกระทบอะไร


“ชวน” ส่งศาล รธน.ชี้ขาดตามหน้าที่

เมื่อเวลา 11.45 น. ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.สิ้นสุดลงเฉพาะตัว เพราะเหตุเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐหรือไม่ว่า ตามกระบวนการหากมีผู้ยื่นคำร้องเข้ามาในฐานะประธานสภาฯ ต้องทำหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด เช่นเดียวกับคำร้องที่ให้ตรวจสอบ ส.ส.ถือหุ้นสื่อ ส่วนระยะเวลาการพิจารณาขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลรัฐธรรมนูญ

ส.ส.แต่งกายต้องรู้กาลเทศะ

นายชวนยังกล่าวถึงกรณีที่ขอให้วินิจฉัยเรื่องการแต่งกายของสมาชิก ส.ส.ว่า ตามขั้นตอนต้องรอข้อบังคับการประชุมสภาฯก่อน เมื่อข้อบังคับได้ข้อสรุปแล้ว ในฐานะประธานสภาฯจะเป็นผู้กำหนด มองว่าเป็นเรื่องกาลเทศะ ยกตัวอย่างกรณีแต่งตัวสวยๆไปร่วมงานศพ มันอาจจะไม่สวย ทั้งหมดขึ้นอยู่กับกาลเทศะ ไม่น่ามีปัญหาอะไร สมาชิก ส.ส.เป็นผู้ใหญ่แล้วน่าจะรู้ว่าความเหมาะสมอยู่ตรงไหน การแต่งกายบางกรณียกเว้นได้ อย่างสมาชิก ส.ส.ผู้พิการได้เข้ามาปรึกษาและขออนุญาตแต่งกายด้วยชุดกางเกงขาสั้น หากสวมกางเกงขายาวอาจลำบากก็อนุโลมให้ ส่วนกรณีรายอื่นรวมทั้งการแต่งกายตามเพศสภาพ ยังไม่มาขออนุญาต เรื่องการแต่งกายคาดว่าจะมีการพิจารณาแล้วเสร็จในสัปดาห์นี้ ตนสนับสนุนให้ใช้วัสดุผ้าไทย ไหมไทย เป็นส่วนหนึ่งในการแต่งกาย แต่เราต้องมากำหนดว่าจะเป็นวันใดคงต้องรอข้อบังคับก่อน เมื่อข้อบังคับกำหนดไว้ อย่างไร ประธานสภาฯจะกำหนดอีกครั้ง

หยอกจะนุ่งผ้าขาวม้ามาเหรอ

นายชวนกล่าวอีกว่า ในอนาคตการประชุมสภาฯ ไม่ได้มีเพียงแค่วันพุธและพฤหัสบดี ต่อไปอาจประชุม 5 วันต่อสัปดาห์ ต้องค่อยว่ากันอีกครั้งแต่ตอนนี้ทุกคนควรจะรู้ว่ากาลเทศะในห้องประชุมเป็นอย่างไร เราต้องให้ความสำคัญเรื่องการประพฤติ ปฏิบัติตน ส่วนหนึ่งคือเรื่องของการแต่งกายด้วย เมื่อถามว่า จะให้กลับมาสวมชุดสูทสากลใช่หรือไม่ นายชวนกล่าวว่า สมาชิกส่วนใหญ่สวมชุดสูทสากลมีเพียงบางคนเท่านั้นที่ไม่ได้ใส่ ส่วน ส.ส.หญิงมีความหลากหลายอยู่อาจสืบเนื่องจากขณะนี้ยังไม่มีข้อบังคับหรือระเบียบที่แน่นอน เมื่อถามว่ามีหลายคนระบุว่าให้มองผลงานมากกว่าการแต่งกาย นายชวน ตอบแบบติดตลกว่า “จะนุ่งผ้าขาวม้ามาเหรอ” อยู่ที่กาลเทศะ ผลงานก็ต้องมี ไม่ใช่ว่าจะแต่งตัวอย่างไร ผู้ปฏิบัติหน้าที่ต้องมีผลงาน การแต่งกายต้องเคารพสถานที่และกาลเทศะ

ทีมเศรษฐกิจ ปชป.ชง 1 ที่นา 1 แก้มลิง

เมื่อเวลา 10.30 น. ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และหัวหน้าทีมเศรษฐกิจทันสมัย แถลงว่าหลังทีมเศรษฐกิจทันสมัยลงพื้นที่รับฟังปัญหาเกษตรกรอีสานที่ จ.ขอนแก่น ร้อยเอ็ด มหาสารคาม ปัญหาหลักสำคัญต้องเร่งแก้ไขทั้งระยะเร่งด่วน ระยะกลางและระยะยาว เช่น ปัญหาแหล่งน้ำหลายพื้นที่ขาดแคลนเนื่องจากฝนแล้ง แม้จะทำฝนเทียมแต่ไม่สามารถช่วยเหลือได้ทุกที่ เช่น อ.เกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด พื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ พื้นที่เกษตรสำคัญ จะทำหนังสือถึงปลัดกระทรวงเกษตรฯ ประสานทำฝนเทียม ระยะยาวควรสร้างแก้มลิง 1 ที่นา 1 แก้มลิงเก็บกักน้ำไว้ใช้ตลอดปี จะเสนอไปยัง รมว.เกษตรฯให้ดำเนินการ

เชื่อมือ “เสี่ยต่อ” พลิกฟื้นเกษตรกรได้

นายปริญญ์กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ปัญหาหนี้สินเกษตรกรมีเกือบทุกชุมชนยังไม่สามารถแก้ไขได้จริงจัง ทีมงานจะหารือกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ปรับโครงสร้างหนี้ใหม่ทั้งระบบ การพักหนี้ การสร้างองค์ความรู้ให้เกษตรกร สร้างวินัยการออมไม่ให้ก่อหนี้เพิ่มขึ้น ที่สำคัญต้องเพิ่มรายได้ เพิ่มเงินในกระเป๋าเกษตรกร เพื่อลดภาระหนี้สิน อาทิ จัดทำแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรในชุมชน แปรรูปสินค้าเกษตรให้มีมูลค่าระดับพรีเมียม ส่วนปัญหาชาวนาโดยเฉพาะสายพันธุ์ข้าวที่พยายามพัฒนาสายพันธุ์ใหม่ๆ แต่กลับไม่ได้คุณภาพ ควรจะเน้นพัฒนาสายพันธุ์ข้าวที่มีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้น ทั้งกระทรวงเกษตรฯและกระทรวงพาณิชย์ ควรหารือร่วมกันวางแนวทางแก้ปัญหามีเป้าหมายสร้างความยั่งยืน ไม่ฉาบฉวย เชื่อว่ารัฐมนตรีของพรรคจะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้

กปปส.แห่เบิร์ธเดย์ 70 ปี “สุเทพ”

เมื่อเวลา 08.30 น. ที่วัดชลประทานรังสฤษดิ์ จ.นนทบุรี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ร่วมก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) ทำบุญครบรอบวันคล้ายวันเกิดอายุ 70 ปี พร้อมครอบครัวเทือกสุบรรณ มีอดีตผู้สมัคร ส.ส. และ ส.ส.พรรครวมพลังประชาชาติไทย อดีตแกนนำ กปปส. รวมถึง ส.ส.และอดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ อาทิ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ นายสุพล จุลใส นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม นายวิทยา แก้วภราดัย รวมถึงอดีตแกนนำ กปปส.ที่เป็นว่าที่รัฐมนตรีใน ครม.ประยุทธ์ 2 คือนายถาวร เสนเนียม และนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) มากันพร้อมหน้า โดยนายสุเทพกราบสักการะรูปเหมือนและถวายผ้าไตรจีวรหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ อดีตเจ้าอาวาสวัด ก่อนร่วมสวดมนต์ฟังพระธรรมเทศนา ตักบาตรพระสงฆ์ 70 รูป ที่อาคารปัญญานันทานุสรณ์ จากนั้นนายถาวรได้มอบกระเช้าผลไม้ พร้อมสวมกอดกล่าวอวยพรว่า ขอให้มีสุขภาพแข็งแรงและมีกำลังใจเข้มแข็ง ต่อสู้กับสิ่งที่เป็นภัยต่อสังคม นำพาบ้านเมืองให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นไป


“เทือก” แนะพรรคร่วมอดทนปรับตัว

ต่อมาเวลา 10.55 น. นายสุเทพให้สัมภาษณ์ว่าวันเกิดปีนี้คงไม่ต้องฝากอะไรถึงประเทศ แต่อยากฝากให้ตัวเองไม่รู้ว่าจะเหลือเวลาของชีวิตอีกเท่าไหร่ แต่เวลาที่เหลือทั้งหมดตั้งใจจะทำความดี ทำประโยชน์ให้ประเทศและ 3 สถาบันหลักของชาติ ส่วนสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ที่มาร่วมงาน ทุกคนถือเป็นพี่น้องร่วมอุดมการณ์กับตน คบค้าสมาคมกันมานาน ไม่จำเป็นต้องอยู่พรรคเดียวกัน อยู่พรรคไหนร่วมมือกันได้ แต่การประสานทำงานให้เป็นหนึ่งเดียวกันในฐานะรัฐบาลจากต่างพรรคไม่ใช่เรื่องง่าย รัฐบาลจากพรรคการเมืองหลากหลายอาจเหมือนกันบางเรื่อง ต่างในหลายประเด็น ต้องปรับตัวเข้าหากัน เรียนรู้ทำงานร่วมกันให้ได้ แม้ต้องอดทนกับคนบางกลุ่มบางประเภทก็จำเป็น เมื่อถามว่า ความแตกต่างดังกล่าว หมายถึงการทำงานร่วมกับ พปชร.อาจมีปัญหาใช่หรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า วันนี้คงไม่ไปหาศัตรูเพิ่ม ไม่อยากวิพากษ์–วิจารณ์ใครให้เสียหาย

เชียร์ “บิ๊กตู่” เหมาะสุดไม่ห่วง รบ.ปริ่มน้ำ

นายสุเทพกล่าวอีกว่า สำหรับ ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล หัวหน้าพรรค รปช. คงต้องรอดูหลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯลงมาว่าจะให้ดำรงตำแหน่งใดก็ทำงานในตำแหน่งนั้น เป้าหมายพรรคมีอย่างเดียวคือให้ประเทศ ประชาชนมีความสุข คนที่เหมาะสมที่สุดในสถานการณ์นี้คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ชูเป็นนายกฯมาตลอด เพื่อปฏิรูปให้ประเทศผ่านพ้นวิกฤติไปได้ จึงไม่มีเรื่องต่อรองตำแหน่ง เสนอให้เราทำอะไรก็พร้อม แม้ไม่ให้อะไรเราเลยเราก็ทำหน้าที่ต่อไปได้ ไม่มีปัญหา ส่วนที่ฝ่ายค้านเริ่มตรวจสอบคุณสมบัติ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่มีอะไรน่าตกใจ ฝ่ายค้านทำหน้าที่ตรวจสอบตั้งแต่นายกฯลงไปถึงผู้ช่วยรัฐมนตรี ขอให้ทำไปตามหน้าที่ ฝ่ายรัฐบาลมีหน้าที่ทำงาน ต่างคนต่างทำหน้าที่กันไป เมื่อมีคนสงสัยต้องอธิบายเป็นเรื่องปกติ ไม่ได้กังวลที่ฝ่ายค้านจะตรวจสอบคุณสมบัตินายกฯเชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์เป็นบุคคลที่เหมาะสม มีความดี เป็นนายกฯที่ดีได้ในระบอบประชาธิปไตย กรณีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่ว่าเป็นรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำไม่กังวลเสถียรภาพรัฐบาล มีเสียงมากกว่าเพียง 1 เสียงก็ทำงานได้ ยิ่งมีเสียงน้อยยิ่งต้องทำงานจริงจังและระมัดระวัง ต้องสร้างผลงานให้ประชาชนเห็นและศรัทธา

นายกฯสั่งปราบเว็บกุข่าวใส่ร้าย รบ.

พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณีที่มีการแชร์ข้อความในโซเชียลมีเดียระบุรัฐบาลจะให้นักเรียนทั่วประเทศเรียนเพิ่มในวันเสาร์ แล้วหยุดเพียงวันอาทิตย์วันเดียว เริ่มตั้งแต่วันที่ 14 ส.ค.ว่า ไม่เป็นความจริง ทุกอย่างยังเป็นปกติ ทราบที่มาเว็บไซต์ที่กุข่าวใส่ร้ายรัฐบาลแล้ว เช่น tawatnews.com Jaa7News.com Coo8news.com ปล่อยข่าวบิดเบือนบ่อยครั้ง สร้างความสับสนทั้งเพิ่มเรียนวันเสาร์ ผู้หญิงต้องเกณฑ์ทหาร ยกเลิกอาหารกลางวันเด็ก นายกฯสั่งการให้ฝ่ายความมั่นคง กระทรวงดิจิทัลฯ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสืบหา รวบรวม ปราบปรามเด็ดขาด ถือเป็นภัยความมั่นคง

ภาค ปชช.ขยับล่า 5 หมื่นชื่อแก้ รธน.

ที่ห้องประชุมอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา สี่แยกคอกวัว นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ประธานกลุ่มสังคมนิยมประชาธิปไตย แถลงข่าวรณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ว่า ภาคประชาชนเห็นตรงกันว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีเนื้อหาลิดรอนเสรีภาพของประชาชน มีเจตนาแอบแฝงการสืบทอดอำนาจเผด็จการของ คสช.ทั้งบทบัญญัติว่าด้วยอำนาจหน้าที่วุฒิสภา อำนาจหน้าที่คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังไม่เป็นของประชาชน แต่เป็นของชนชั้นปกครอง ทางกลุ่มฯจะรณรงค์ให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งเข้าชื่อร่วมกันไม่ต่ำกว่า 50,000 รายชื่อ ยื่นต่อนายชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ เพื่อให้สภาฯนำเข้าสู่วาระพิจารณาแก้ไขต่อไป

ลั่นนี่คือทางรอดประเทศไทย

จากนั้นทางกลุ่มฯได้จัดเสวนาหัวข้อ “ยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2560=ทางรอดประเทศไทย” มีวิทยากร อาทิ นายชวลิต วิชยสุทธิ์ ส.ส.นครพนม พรรคเพื่อไทย นายสาวิทย์ แก้วหวาน เลขาธิการสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ และนายสมยศ พฤกษา-เกษมสุข ประธานกลุ่มสังคมนิยมประชาธิปไตย ร่วมเสวนา โดยนายชวลิตกล่าวว่า ต่อให้มี 10 ประยุทธ์ 10 สมคิด ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาบ้านเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญนี้ได้ ไม่ได้ดูถูกขอให้ดู 5 ปีผ่านมาแก้ปัญหาให้บ้านเมืองได้หรือไม่ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำพรรคพลังประชารัฐบอกว่ารัฐธรรมนูญนี้ออกแบบมาเพื่อพวกเขา บอกเป็นฉบับปราบโกง แต่มีองค์กรอิสระใดบ้างกล้าตรวจสอบรัฐบาล ป.ป.ช.ตรวจสอบคนในรัฐบาลได้หรือไม่ ออกแบบมาเพื่อพรรคพลังประชารัฐ ปูทางให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ

“สมยศ” อัดยับ รธน.60 ฉบับโจรานุโจร

ด้านนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข กล่าวว่า เป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ใจที่ประเทศไทยใช้รัฐธรรมนูญสูงถึง 20 ฉบับ เฉลี่ยรัฐธรรมนูญละ 3 ปีกว่าๆ เป็นประเทศที่ใช้รัฐธรรมนูญเปลืองที่สุด โดยเฉพาะฉบับปี 2560 ถือเป็นรัฐธรรมนูญฉบับ “โจรานุโจร” ที่มาจากการรัฐประหาร โดยโจรร่างโดยโจร เพื่อโจรทั้งหลาย ขณะที่กระบวนการยกร่างนั้น ประชาชนไม่มีส่วนร่วม เป็นเพียงการยกร่างโดยบุคคลบางคณะจัดทำประชามติแบบมัดมือชก เนื้อหารัฐธรรมนูญมีการล็อกสเปก ห้ามเปลี่ยนแปลงรูปแบบให้ ส.ว.เลือกนายกฯ องค์กรอิสระตรวจสอบรัฐบาลไม่ได้

บทเรียน ลต.24 มี.ค.คนผิดหวัง กกต.

วันเดียวกัน สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ 1,215 คน เมื่อวันที่ 3-6 ก.ค.เรื่องบทเรียนทางการเมืองหลังการเลือกตั้ง 24 มี.ค.2562 โดยเรื่องประชาชนที่สมหวัง ร้อยละ 42.67 ระบุว่าคนรุ่นใหม่ตื่นตัวออกไปใช้สิทธิมากขึ้นร้อยละ 38 ไม่มีเหตุการณ์รุนแรง ร้อยละ 21.33 ผู้สมัครที่เลือกชนะเลือกตั้ง พรรคที่ชอบได้ ส.ส.หลายคน สำหรับเรื่องที่ผิดหวัง ร้อยละ 54.75 ปัญหาการทำงานของ กกต.การเลือกตั้งไม่โปร่งใส ประกาศผลล่าช้า ร้อยละ 30.68 ยังคงขัดแย้งแตกแยก มีเลือกตั้งก็ไม่สามารถแก้ปัญหาการเมืองได้ และร้อยละ 18.29 เลือกตั้งผ่านมานานแล้วแต่ประเทศไม่เดินหน้า ยังไม่มีรัฐบาล

เบื่อข่าวแย่งเก้าอี้ เชื่อการเมืองแย่ลง

ขณะที่สิ่งที่ประชาชนประทับใจในการจัดตั้งรัฐบาล ร้อยละ 47.18 มีนักการเมืองรุ่นใหม่เกิดขึ้น ได้นักการเมืองมีความรู้ความสามารถ ร้อยละ 32.66 ประชาชนตื่นตัว คนรุ่นใหม่สนใจติดตามข่าวสารการเมืองไทยมากขึ้น ร้อยละ 26.21 เป็นรัฐบาลจากหลายพรรค มีนโยบายหลากหลาย ส่วนสิ่งที่อยากลืมร้อยละ 43.39 ระบุว่าการแบ่งโควตาแย่งชิงตำแหน่งกัน เห็นแก่ประโยชน์ตนเองและพวกพ้อง ร้อยละ 36.61 ผู้ชนะการเลือกตั้งไม่ได้จัดตั้งรัฐบาล ไม่คำนึงถึงเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน ร้อยละ 22.03 ความล้มเหลวของระบบการเมืองไทย ได้นักการเมืองหน้าเดิมๆมาบริหารประเทศ ทั้งนี้การคาดการณ์ต่อการเมืองไทย เรื่องความวุ่นวายทางการเมือง ร้อยละ 60.52 ระบุว่าแย่ลง ความมั่นคงทางการเมือง อายุรัฐบาล ร้อยละ 57.92 ระบุแย่ลง การทำงานเพื่อประชาชนของรัฐบาล ร้อยละ 47.96 ระบุว่าแย่ลง การประชุมสภาฯทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ร้อยละ 43.85 ระบุว่าแย่ลง ขณะที่การปฏิบัติงานของฝ่ายค้านในการตรวจสอบรัฐบาล ร้อยละ 42.69 ระบุว่าดีขึ้น

มอง พปชร.ร้าวแตกแยกชัดเจน

วันเดียวกัน นิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง “รู้สึกอย่างไรกับปัญหาพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)” สำรวจเมื่อวันที่ 4-5 ก.ค.จาก 1,262 ตัวอย่าง พบว่าร้อยละ 26.86 ระบุว่าพรรคพลังประชารัฐแตกแยกอย่างเห็นได้ชัด ร้อยละ 20.13 ระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่เข้าใจการเมืองแบบประชาธิปไตยที่ต้องมีการแบ่งปันอำนาจ ร้อยละ 19.41 ระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์แค่พยายามจะทำให้ได้ ครม.ชุดใหม่ที่ดีที่สุด ร้อยละ 18.54 ระบุว่าความเห็นต่างเป็นส่วนหนึ่งของระบอบประชาธิปไตยเป็นเรื่องปกติ ร้อยละ 16.64 ระบุว่ากลุ่มสามมิตรเล่นการเมืองแบบเดิมๆ ใช้จำนวน ส.ส.กดดันขอเก้าอี้รัฐมนตรี ร้อยละ 10.54 ระบุว่านายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ควรทำตามคำพูดว่าจะไม่รับตำแหน่งรัฐมนตรี ร้อยละ 7.05 ระบุว่ากลุ่มสามมิตรสมควรได้รัฐมนตรีตามที่ผู้ใหญ่ในพรรครับปากไว้ ร้อยละ 2.06 ระบุว่านายสุริยะเหมาะสมกับตำแหน่ง รมว.พลังงาน ร้อยละ 1.19 ระบุว่านายสุริยะเหมาะสมกับตำแหน่ง รมว.อุตสาหกรรม ร้อยละ 0.87 ระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์ใช้เวลาจัดตั้งรัฐบาลนานเกินไป ทำให้ประชาชนเบื่อหน่ายการเมือง และร้อยละ 27.42 ตอบว่าไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ติง “บิ๊กตู่” ควรเน้นบริหารมากกว่าศึกใน

เมื่อถามถึงความเห็นของประชาชนต่อการดำเนินการทางการเมืองในอนาคตของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 44.69 ระบุว่า ควรให้ความสำคัญกับการบริหารประเทศ มากกว่าปัญหาภายในพรรคพลังประชารัฐ ร้อยละ 28.53 ระบุว่าหากมีปัญหามากนักให้ลาออก เลิกเป็นนายกฯ ร้อยละ 24.17 ระบุว่าหากมีปัญหามากนักยุบสภาเลือกตั้งใหม่

เด็ก พท.หนุน “ทักษิณ” วางมือพักผ่อน

ส่วนกระแสข่าวว่า นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะประกาศยุติบทบาททางการเมืองในวันที่ 26 ก.ค. วันคล้ายวันเกิดครบรอบ 70 ปี วันเดียวกัน นายสมคิด เชื้อคง ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ไม่เคยได้ยินมาก่อน แต่มีโอกาสเป็นไปได้ที่จะวางมือเพราะนายทักษิณอายุมากแล้ว มีภารกิจมากมาย ก่อนหน้านี้นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล แกนนำพรรคเพื่อไทย เพิ่งประกาศวางมือทางการเมืองไป หากนายทักษิณวางมือจริงก็ดีจะได้พักผ่อน ทำงานมาเยอะแล้ว คงไม่มีปัญหากระทบพรรคเพื่อไทย กรรมการบริหารพรรคบริหารจัดการพรรคกันเองได้ ทุกวันนี้จัดการปัญหาในพรรคได้ลงตัว ทุกวันนี้แม้นายทักษิณไม่วางมือก็เหมือนวางมือ ไม่ได้มายุ่งเกี่ยวกับการบริหารงานภายในพรรค เกรงว่าจะมีปัญหาคนนอกแทรกแซงพรรคตามที่รัฐธรรมนูญห้ามไว้อยู่แล้ว


“เจ๊หน่อย” กระทุ้ง กทม.ขันนอตเก็บขยะ

วันเดียวกัน คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่านายสุรชาติ เทียนทอง อดีต ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย แจ้งมาว่าข้อร้องเรียนของชาว กทม.มากที่สุดเรื่องหนึ่งคือการจับเก็บขยะทิ้งช่วง จากอาทิตย์ละครั้งเป็น 2 อาทิตย์ครั้งหรือบางที่นานๆครั้ง ส่งผลกระทบประชาชนอย่างยิ่ง ขอให้ผู้ว่าฯ กทม.และ ผอ.เขตเร่งมาจัดการด่วน เพราะได้รับแจ้งมาด้วยว่า 1 ต.ค.ที่จะถึงนี้ กทม.จะขึ้นค่าเก็บ ค่ากำจัดขยะ อัตราต่ำที่สุดเดือนละ 80 บาท หรือเพิ่มขึ้นจากเดิม 4 เท่าตัว การเพิ่มค่าเก็บค่ากำจัดขยะเป็นเรื่องถกเถียงกันได้หลายแง่มุม แต่เมื่อเพิ่มแล้วอยากให้นำเสนอให้ประชาชนได้รู้ด้วยว่าจะมีวิธีการบริหารจัดการขยะอย่างไรให้มีคุณภาพสูงขึ้นตามไปด้วย ไม่ใช่เพิ่มอัตราค่าเก็บค่ากำจัดขยะไปเรื่อยๆ แต่ขยะกองสูงและทิ้งช่วงเก็บนานขนาดนี้

ผสานคน 3 รุ่นขับเคลื่อนเพื่อไทย

ช่วงเย็น คุณหญิงสุดารัตน์เดินทางลงพื้นที่พบปะพูดคุยปัญหาด้านการเกษตรกับกลุ่มเกษตรกร ที่โรงเรียนวัดเกาะแก้ว อ.ราชสาส์น จ.ฉะเชิงเทรา จากนั้นให้สัมภาษณ์ถึงการปรับโครงสร้างกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทยว่า เงื่อนไขของรัฐธรรมนูญทำให้การทำงานของพรรคการเมืองลำบากมากขึ้นจึงต้องปรับตัว รองรับความท้าทายกลไกรัฐธรรมนูญที่บิดเบี้ยว ใช้อำนาจรัฐโดยไม่ละอายต่อความยุติธรรม ความถูกต้อง การปรับโครงสร้างพรรคจะมีสัดส่วนคนทำงานระหว่างคนรุ่นเก่า รุ่นกลางและรุ่นใหม่ผสมผสาน ดึงศักยภาพคนทั้ง 3 รุ่น ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพราะพรรคเพื่อไทยมีคนรุ่นใหญ่มากด้วยประสบการณ์ คนรุ่นกลางรู้เท่าทันโลกเป็นสะพานเชื่อมกับคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาพร้อมความคิดใหม่ๆ รู้เท่าทันเทคโนโลยี ส่วนการเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่วันที่ 12 ก.ค.นั้น นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย เหมาะสมเป็นหัวหน้าพรรค ส่วนนายภูมิธรรม เวชยชัย ที่ประกาศวางมือมีความรู้ความสามารถ ทุ่มเทเสียสละให้พรรคมานาน เชื่อว่ายังให้คำปรึกษาแนะนำช่วยงานพรรคต่อไป ยืนยันว่านายภูมิธรรมไม่ทิ้งพรรคแน่นอน