PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

จดหมายถึงคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ

คุณสุเทพครับ,

คุณสุเทพคงจำผมไม่ได้ แต่นานมากแล้ว คุณสุเทพกรุณาให้รถที่นั่งมา รับผมจากธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ไปละหมาดวันศุกร์ที่มัสยิดบางลำพู


ผมเขียนจดหมายฉบับนี้ด้วยความเป็นห่วงว่าความขัดแย้งที่กำลังดำเนินอยู่จะกลายสภาพเป็นความรุนแรง เช่นที่บ้านเมืองของเราเคยมีประสบการณ์มาแล้วในอดีต ทั้งที่ครั้งนี้ คุณสุเทพก็ดี นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ก็ดี ได้แสดงท่าทีชัดว่าประสงค์จะเผชิญกับความขัดแย้งครั้งสำคัญนี้โดยหลีกเลี่ยงไม่ใช้ความรุนแรง


ผมขออนุญาตเรียนให้ความเห็นคุณสุเทพเรื่องการต่อสู้ด้วย”สันติวิธี”และ อารยะขัดขืน เพราะเชื่อว่าอาจช่วยให้คุณสุเทพต่อสู้เพื่ออนาคตของทุกฝ่ายในสังคมไทยได้กระจ่างชัดขึ้น


ข้อแรก ถ้าถามว่า การชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย การเป่านกหวีด การเรียกร้องให้ชะลอการเสียภาษี รวมถึงการ”เดินดาวกระจาย”ไปเข้ายึดครองอาคารสถานที่ของหน่วยราชการต่างๆเป็น”สันติวิธี”หรือไม่ ผมคงตอบว่า การชุมนุมประท้วงในที่สาธารณะเป็นการแสดงออกด้วยสันติวิธีที่แพร่หลายทั่วไป การเป่านกหวีดเป็นการใช้สันติวิธีเชิงสัญลักษณ์ การเรียกร้องให้ชะลอการเสียภาษีเป็นสันติวิธีแบบไม่ให้ความร่วมมือกับรัฐ ขณะที่การเข้ายึดครองอาคารสถานที่ราชการเป็นการแทรกแซงด้วยสันติวิธี
เรื่องการเข้ายึดครองอาคารสถานที่เช่นนี้มีให้เห็นตั้งแต่สองพันปีก่อน เมื่อบิชอปชาวคริสต์ ปฏิเสธคำสั่งของรัฐบาลโรมันที่สั่งให้ยกส่วนหนึ่งของโบสถ์ในมิลานให้ชาวคริสต์นิกายอื่น ท่านบิชอป ละเมิดกฏยึดครองโบสถ์ทำพิธีมิสซาในโบสถ์อยู่ 5 วัน นี่เกิดเมื่อปี ค.ศ.385 หรือ ชาวอเมริกันอินเดียนเป็นร้อยคนบุกยึดเกาะอัลกาตราสในอ่าวซาน ฟรานซิสโกซึ่งรัฐบาลอเมริกันใช้เป็นคุกมานาน เหตุเกิดเมื่อเดือนพฤศจิกายน 1969 พวกเขายึดเกาะนี้อยู่ถึง 2 ปี (15 คนสุดท้ายถูกเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางพาตัวออกไปเมื่อ มิถุนายน 1971) หรือที่รู้จักกันทั่วโลกก็คือการใช้สันติวิธีเข้ายึดครองพื้นที่ทางเศรษฐกิจ การเงินกลางเมืองใหญ่ของโลกอย่างนิวยอร์ค ลอนดอน และ เมลเบิร์น เมื่อปี 2011 สันติวิธีเหล่านี้ล้วนเป็นการกระทำที่ละเมิดกฎหมายในระดับต่างๆกัน แต่เรื่องนี้คุณสุเทพในฐานะนักกฎหมายคงทราบดีอยู่แล้ว


ข้อสอง “สันติวิธี”เป็นเครื่องมือในการต่อสู้ทางการเมือง คนใช้สันติวิธีต้องทำความเข้าใจการทำงานของเครื่องมือที่ตนใช้ว่าทำงานอย่างไร ส่งผลเช่นไร เช่นเมื่อคุณสุเทพประกาศว่าแนวทางการต่อสู้ที่ใช้เป็น”อารยะขัดขืน” ก็หมายความว่า ผู้ใช้ต้องพร้อมรับโทษทัณฑ์ที่จะต้องได้รับจากการใช้สันติวิธีละเมิดกฎหมาย เพราะพลังของอารยะขัดขืนไม่ได้อยู่ตรงการขัดขืนเท่านั้น แต่อยู่ที่การยอมรับบทลงโทษที่จะเกิดขึ้นกับ”คนดีๆ”ที่ขัดขืนกฎหมายหรือนโยบายของรัฐ การขัดขืนและการยอมรับผลของการขัดขืนเป็นไปเพื่อให้คนในสังคมที่แลเห็นฉุกคิดว่า กฎหมายหรือนโยบายที่พวกเขาขัดขืนเป็นสิ่งไม่ชอบ จึงเกิดความขัดแย้งลึกซึ้งในระดับมโนธรรมสำนึกของสังคม จนผลักดันให้นักการเมืองต้องแก้กฎหมายหรือยกเลิกนโยบายเหล่านั้น เช่นกรณีการต่อสู้เพื่อสิทธิของคนผิวดำในสหรัฐฯโดยสาธุคุณมาร์ติน ลูเธอร์ คิง เมื่อกลางศตวรรษที่แล้ว


ข้อสาม อารยะขัดขืนไม่ใช่สันติวิธีที่มีไว้เพื่อล้มรัฐบาล หรือเปลี่ยนระบอบการเมือง เพราะการยอมรับการลงโทษคือการยืนยันความชอบธรรมของผู้ลงโทษคือรัฐ-รัฐบาล ในแง่นี้ อารยะขัดขืน ทำงานเสริมระบอบประชาธิปไตยที่มีตัวแทนให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น เพราะเมื่อผู้ใช้อารยะขัดขืนเดินเข้าสู่ที่คุมขัง พร้อมๆกับที่มโนธรรมสำนึกในสังคมถูกปลุกให้ตื่นขึ้น ก็จะช่วยชี้ให้ผู้ออกกฎหมายในสภาได้ประจักษ์ว่า กฎหมายบางข้อหรือนโยบายบางอย่างของรัฐผิดพลาดไม่เป็นธรรม ทำให้พลเมืองดีต้องติดคุกติดตะราง และดังนั้นต้องแก้ไขหรือยกเลิกเสีย


ข้อสี่ สันติวิธีมีวิธีการต่างๆเป็นร้อยวิธี ถ้าวิธีการที่คุณสุเทพใช้ไม่ใช่อารยะขัดขืน แต่เป็นสันติวิธีหรือปฏิบัติการไร้ความรุนแรงรูปแบบอื่น ก็อาจทำได้และใช้สู้กับรัฐบาลก็ได้ อีกทั้งยังทำให้รัฐบาลล้มก็ได้ด้วย เช่นที่เกิดขึ้นกับประเทศต่างๆในละตินอเมริกา (เช่นชิลี เอลซัลวาดอร์ กัวเตมาลา และอื่นๆ)11 ประเทศระหว่างปี ค.ศ.1931-1961 แต่รัฐบาลที่ล้มลงด้วยพลังสันติวิธีของประชาชนที่รวมตัวกันต่อสู้เหล่านี้ ส่วนใหญ่เป็นรัฐบาลเผด็จการทหารหรือไม่ก็เป็นรัฐบาลพลเรือนที่มีทหารหนุนหลัง อันที่จริงมีผลการวิจัยพบว่าสันติวิธีใช้ได้ผลต่อรัฐบาลเผด็จการยิ่งกว่าจะนำมาใช้ต่อสู้กับรัฐบาลในระบบประชาธิปไตยซึ่งมีฐานความชอบธรรมมาจากการเลือกตั้ง



ข้อห้า มีคนถามผมว่า การต่อสู้แบบนี้เมื่อใดจึงจะหยุดเป็นสันติวิธี? ตรงนี้คงตอบได้ 2 ทาง


ทางแรกคนที่สมาทานสันติวิธีจำนวนมากเชื่อว่า ไม่สามารถใช้สันติวิธีไปเพื่อเป้าหมายที่ไม่เป็นธรรมชนิดที่ไม่สร้างเสริมอิสระเสรีในสังคมการเมืองได้ พูดง่ายๆคือ การอดอาหารประท้วงเป็นสันติวิธีเมื่อคนอดใช้ประท้วงผู้เผด็จการหรือจักรวรรดินิยมให้ปลดปล่อยผู้คนของตนให้เป็นอิสระ แต่ถ้าผู้เผด็จการใช้วิธีอดอาหารประท้วงเพื่อเรียกร้องให้ตนอยู่ในตำแหน่งมีอำนาจต่อไป อย่างนี้ไม่ใช่สันติวิธี



ทางที่สอง ผมเองเห็นว่า ไม่ว่าเป้าหมายในการต่อสู้จะเป็นเช่นไร เพื่อสร้างประชาธิปไตย หรือเพื่อรักษาสถาบันการเมืองสำคัญในชาติ แต่วิธีการที่เรียกว่า”สันติวิธี”จะหมดความหมายเมื่อผู้นำการต่อสู้หรือผู้ใช้ไม่เห็นว่า ทุกชีวิตไม่ว่าหนุ่มสาว หรือแก่เฒ่าที่เสียสละตนเองเข้าท้าทายอำนาจรัฐล้วนแล้วแต่มีคุณค่าในตนเองทั้งนั้น พวกเขามีคนที่รักและเป็นห่วงเขา ทุกชีวิตเป็นเป้าหมายศักดิ์สิทธิ์ในตนเองและดังนั้นจึงไม่อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือไปเพื่อบรรลุอะไรทั้งนั้น


ข้อสุดท้าย การใช้สันติวิธีสู้กับอำนาจรัฐมีความเสี่ยง ทั้งจากกฎหมายของรัฐและจากความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้น เพราะไม่ได้หมายความว่า เมื่อฝ่ายหนึ่งใช้สันติวิธีแล้วฝ่ายที่ตนต่อสู้ด้วยจะไม่ใช้ความรุนแรง ด้วยเหตุนี้ ทุกคนที่ก้าวออกมาต่อสู้เช่นนี้ต้องได้รับรู้ว่ากำลังเสี่ยงกับอะไรและทำไปเพื่ออะไร ในแง่นี้พวกเขาควรต้องเห็นรูปร่างหน้าตาของอนาคตที่เป็นไปได้จริงเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจว่าจะต่อสู้หรือไม่อย่างไรด้วย


คนที่ตัดสินใจใช้สันติวิธี เลือกใช้วิธีนี้ด้วยเหตุผลหลากหลาย ส่วนใหญ่ก็เพราะเห็นว่าวิธีการนี้มีพลังเช่นที่สังคมไทยกำลังประจักษ์อยู่ แต่ที่สำคัญไม่แพ้ประสิทธิผลของสันติวิธีคือ ความเชื่อของคนที่ต่อสู้ด้วยวิธีนี้ว่า อนาคตที่ตนมุ่งสร้างนั้นสวยงาม เติบโตขึ้นบนเนื้อดินแห่งมิตรไมตรีไม่ใช่ความเป็นศัตรูที่ต้องประหัตประหารกันให้สิ้นไป


ชัยวัฒน์ สถาอานันท์, 28 พฤศจิกายน 2556


9 วันอันตราย รบ.ยิ่งลักษณ์ แผน 2 ขา ปชป.แผลงฤทธิ์ ยกระดับ ปิดเกมตระกูล "ชินวัตร"



28 พ.ย. 2556 เวลา 10:30:02 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

ในที่สุดม็อบราชดำเนิน ที่มี "สุเทพ เทือกสุบรรณ" เป็นแม่ทัพร่วมกับอดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์อีก 8 คน ที่ลาออกมาร่วมหัวจมท้ายก็ประกาศยกระดับ ลั่นกลองรบกันอีกคำรบ ระดมมวลชนกระจายทั่วกรุง

เป็นผลต่อเนื่องจากประสบความสำเร็จดึงมวลชนคนทุกชนชั้นร่วมขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โค่นล้มระบอบทักษิณ เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายนที่ผ่านมา จนคนล้นราชดำเนินกินพื้นที่ยาวไปถึงสนามหลวง 

พร้อมทั้งแตกทัพดาวกระจาย 13 เส้นทาง ไปยังหน่วยงานราชการ กองทัพ สื่อมวลชน ให้เวลาเปลี่ยนใจร่วม "อารยะขัดขืน" ล้มระบอบทักษิณ 
 
เมื่อย้อนกลับไปดูข้อเรียกร้องของม็อบราชดำเนินที่นัดชุมนุมตั้งแต่วันแรกที่สถานีสามเสนจนถึงบัดนี้ ทั้ง 3 ข้อเรียกร้อง สรุปว่า ม็อบราชดำเนินกุมชัยชนะไปแล้ว 2 ข้อ

1.ให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์และพรรคเพื่อไทยยุติการผลักดันร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม 

2.ให้หน่วยงานเอกชน ราชการ รัฐวิสาหกิจต่าง ๆ ร่วมอารยะขัดขืน แม้ทุกหน่วยงานมิได้ทำตามคำเรียกร้องของแกนนำม็อบราชดำเนินทั้งหมด แต่ก็เห็นแรงกระเพื่อมจากสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจโดดเข้าร่วมการชุมนุมกับม็อบสุเทพ 

ยิ่งเห็นผลชัดเมื่อแผนอารยะขัดขืนของม็อบราชดำเนิน ที่คนในพรรคเพื่อไทยมองว่าทำให้เสียมวลชน 

แต่ที่สุดแล้วกลับมิได้ทำให้มวลชนคนชั้นกลางถึงระดับบน ที่เป็นองค์ประกอบหลักของม็อบราชดำเนินหายหน้าหายตาออกไป 

จึงเหลือเพียงข้อ 3 คือล้มระบอบทักษิณ ซึ่ง "สุเทพ" ประกาศ "ปิดเกม" ภายในเดือน พ.ย.นี้ เร็วที่สุดภายใน 3 วัน ลั่นวาจาว่า แม้นายกฯ ยุบสภา ลาออก ก็ไม่เลิก 

เมื่อเกม 2 ขาของพรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะขาที่นำมวลชนสู้บน "ท้องถนน" กำลังแผลงฤทธิ์ บั่นทอนความมั่นคงของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ทุกวินาที 

แต่อีกขาหนึ่งที่อยู่ในรัฐสภาก็ซ้ำดาบ 2 ในศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ พุ่งเป้าทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐบาลยิ่งลักษณ์

ทั้งภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำของนายกฯหญิง ทั้งเปิดโปงกระบวนการทุจริตจำนำข้าวในรัฐบาลและเครือข่ายตระกูลชินวัตร ทั้งการทุจริตการแต่งตั้ง-โยกย้ายข้าราชการในกระทรวงมหาดไทย 

แถมดาบ 3 ที่พรรคประชาธิปัตย์เตรียมลงโทษพรรคเพื่อไทย ส่งเรื่องต่อให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติถอดถอนผู้ที่ถูกยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจตามขั้นตอน พ่วงชื่อ "ปลอดประสพ สุรัสวดี" รองนายกรัฐมนตรี ในโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้าน
 
 เป็นดาบที่บรรดาพรรคสีฟ้าหวังให้พรรคเพื่อไทยต้องหนาวไปถึงขั้วหัวใจ

แต่สิ่งที่ทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ มองว่าจะทำให้พรรคเพื่อไทยหวาดหวั่นไหวไปทั่วทั้งพรรคมากกว่า คือ การนำคำวินิจฉัยกลางของศาลรัฐธรรมนูญที่วินิจฉัยกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มา ส.ว.ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ใน 5 ประเด็นมาต่อยอด เอาผิดกับ 312 ส.ส.+ส.ว. ที่เป็นต้นขั้วลงชื่อร่วมแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ขัดรัฐธรรมนูญ

ประกอบด้วย 1.เอาผิดอาญากับ 312 คน กรณีปลอมแปลงเอกสาร กดบัตรแทนกัน 2.ยื่นถอดถอนสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ประธานรัฐสภา ข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.157 3.ถอดถอนนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภาใน ม.157 เช่นเดียวกัน 4.ยื่นถอดถอน 312 ส.ส.และ ส.ว.ฐานลงมติเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญที่ล้มล้างระบอบประชาธิปไตย และ 5.ยื่นข้อหากบฏให้ทั้ง 312 ส.ส.ฐานแถลงจุดยืนไม่ยอมรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

โดยเชื่อว่า ทั้ง 3 ดาบจะแผลงฤทธิ์เขย่าพรรคเพื่อไทยพร้อม ๆ กัน ก่อนวันที่ 5 ธันวาคม เป้าหมายอยู่ที่ ป.ป.ช.ตัดสิน 5 สำนวนดังกล่าว จนกระทั่งเกิดภาวะสุญญากาศทางการเมือง 312 คนถูก ป.ป.ช.คาดโทษ กระทบถึง "ยิ่งลักษณ์" ในฐานะผู้ทูลเกล้าฯจะต้องรับผิดไปด้วย 

ไม่แปลกที่สุเทพพามวลชนเข้าปักหลักค้างคืนที่กระทรวงการคลัง และที่ต่างๆ เหมือนกับที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยึดสนามบินเพื่อกดดันให้องค์กรอิสระเร่งหาทางออกให้บ้านเมือง

"สุเทพ" ประกาศว่า การยึดกระทรวงการคลังแบบสันติ ไม่บุกรุกอาคาร แต่เรานั่งอยู่รอบ ๆ ป้องกันไม่ให้สำนักงบประมาณโอนเงินหรือเป็นเครื่องมือตามระบอบทักษิณอีกต่อไป สัญญาณวันนี้จะส่งไปถึงพี่น้องทั่วประเทศ ยึดสถานที่ราชการทุกแห่งในประเทศไทย โดยมีข้อแม้ว่าต้องทำเหมือนกัน ไม่ใช้อาวุธ เข้าไปมือเปล่า ไม่ทำร้ายใคร เพราะเราเป็นพลเมืองดี  นี่เป็นขบวนการประชาชนที่ยึดอำนาจรัฐเผด็จการด้วยกระบวนการสันติวิธี

กราบเรียนว่า มวลมหาประชาชนจะกระจายไปสถานที่ราชการ ไปบอกเขาว่าเลิกทำงานให้ระบอบทักษิณได้แล้ว เราไม่เรียกร้องอะไร ไม่ต่อรองอะไรกับรัฐบาล รัฐเป็นโมฆะอยู่แล้ว เพราะไม่เคารพรัฐธรรมนูญ ปฏิเสธอำนาจศาล ปฏิเสธอำนาจกฎหมายสูงสุด ไม่ชอบธรรม ไม่ต้องเจรจา ออกไปได้แล้ว เราจะสถาปนารัฐบาลประชาชน แก้ไขกติกาบ้านเมือง เพื่อให้เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย

"เราไม่รุนแรง เห็นผม เห็นประชาชนวันนี้หรือไม่ ไม่มีใครมีอาวุธ แม้กระทั่งกรรไกรตัดเล็บยังไม่มี"

ขณะเดียวกัน ความเคลื่อนไหวของพรรคประชาธิปัตย์และม็อบราชดำเนิน เป็นไปไม่ต่างจากที่พรรคเพื่อไทยประเมินไว้ จึงได้ระดมมวลชนเสื้อแดงจากกรุงเทพฯฝั่งตะวันออก ปริมณฑล และต่างจังหวัดมาปักหลักชุมนุมที่สนามกีฬาราชมังคลากีฬาสถาน พร้อมออกแถลงการณ์ 4 ข้อ ประกาศปกป้องรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ต่อต้านรัฐประหารไม่ว่าโดยทหาร หรือ ศาลเป็นการปักธงปกป้องรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ให้ผ่านพ้นช่วงเวลาวิกฤตที่สุดตั้งแต่ขึ้นครองบัลลังก์นายกฯ บนตึกไทยคู่ฟ้ามากว่า 2 ปี

เพราะวิกฤตครั้งนี้ เป็นวิกฤตที่อยู่ในระดับ "อันตราย" สำหรับรัฐนาวายิ่งลักษณ์ เหมือนที่เกิดกับ 2 นายกฯ ในเครือข่ายชินวัตร-สมัคร สุนทรเวช และสมชาย วงศ์สวัสดิ์

เป็น 9 วันอันตรายก่อนถึงวันที่ 5 ธันวาคมที่พรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดงต้องเกาะกลุ่ม เป็นกระดองคุ้มกันนายกฯ ที่มีชื่อเล่นว่า "ปู" ให้พ้นภัยการเมือง

"จตุพร พรหมพันธุ์" แกนนำเสื้อแดง มองสถานการณ์การเมืองวันนี้ว่า การเคลื่อนไหวของม็อบราชดำเนิน เป็นสัญญาณอันตรายต่อระบอบประชาธิปไตย อาจถึงขั้นปฏิวัติโดยศาล หรือปฏิวัติโดยกองทัพ 

"คล้าย ๆ กับปี 2549 ที่มีการเคลื่อนไหวโดยไม่จำกัดรูปแบบและวิธีการ มีความพยายามเปิดประตูให้เกิดการรัฐประหาร วันนี้กับปี"49 เหมือนกัน แค่เปลี่ยนตัวแกนนำจากนายสนธิ ลิ้มทองกุล มาเป็นนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เราจึงต้องชุมนุมเพื่อให้เกิดความสมดุล ไม่ให้มีการพูดข้างเดียว คนเสื้อแดงต้องแสดงพลังให้เห็น"

ดังนั้น พรรคเพื่อไทยจึงจองคิวใช้สนามราชมังคลากีฬาสถานเบื้องต้น 10 วัน เพื่อใช้เป็นฐานบัญชาการการรบ คู่ขนานกับการชุมนุมของม็อบราชดำเนิน

เพราะแกนนำเสื้อแดงมองว่า ลำพังม็อบที่นำโดย "สุเทพ" ไม่สามารถทำอะไรรัฐบาลได้ ถ้าไม่เปิดประตูเรียกทหาร หรือศาลเข้ามาล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์

อย่างไรก็ตาม "จตุพร" ยืนยันว่า แม้ม็อบราชดำเนินจะยึดสถานที่ราชการเพื่อเปิดประตูให้ทหารเข้ายึดอำนาจ คนเสื้อแดงก็จะอยู่ในที่ตั้งเท่านั้น เพราะเราเป็นรัฐบาล ยังมีอำนาจรัฐอยู่ในมือ

"ถึงเขาเปิดประตูให้มีการยึดอำนาจสำเร็จ แต่ก็ไม่ง่ายเหมือนเดิม คนเสื้อแดงจะไม่ยอม แม้ทำได้แต่ก็ไม่สามารถจะรักษาอำนาจเอาไว้ได้"

ขณะที่หลังฉากแกนนำเสื้อแดงอ่านเกมของ "สุเทพ" และพวกอย่างทะลุปรุโปร่ง คาดการณ์ว่า "สุเทพ" จะนำม็อบไปปั่นป่วนตามสถานที่ราชการต่าง ๆ บางที่บุกเข้ายึด บางที่บุกล้อม เพราะเชื่อว่า "สุเทพ" จะนำม็อบปิดเกมให้ได้ภายในสิ้นเดือนนี้ 

โหรการเมืองของฝ่ายพรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดงทำนายว่า เหตุที่ม็อบราชดำเนินต้องเร่งจบเกม เพราะไม่อยากให้ถึงวันที่ 5 ธันวาคม จึงต้องหาทางลงให้ได้

หากเกมไม่จบ ต้องหยุดพักกลางคัน หลีกทางให้งานวันที่ 5 ธันวาคม แล้วจึงระดมคนมาใหม่ กระแสอาจจุดไม่ติดเหมือนเดิม เพราะเดือนธันวาคมเป็นช่วงเวลาที่คนชั้นกลาง รวมถึงชนชั้นนำไม่มีจิตใจร่วมชุมนุม เนื่องจากต้องการพักผ่อนช่วงปีใหม่ หากการชุมนุมเกินช่วงปีใหม่ก็จะติดเทศกาลตรุษจีน-วาเลนไทน์ ซึ่งไม่เหมาะกับการชุมนุมอย่างยิ่ง

"เทียบกับตอนที่คนเสื้อแดงถูกกวาดในเดือน เม.ย. 2552 เราพร้อมจะกลับมาชุมนุมในเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกัน แต่เราไม่จัดชุมนุมในเดือนนั้น เพราะจะติดเทศกาลต่าง ๆ มากมาย เราจึงนัดชุมนุมคนเสื้อแดงอีกครั้งในวันที่ 12 มีนาคม 2553 ซึ่งเป็นช่วงหน้าร้อน ฝนไม่ตก ติดเพียงเทศกาลสงกรานต์เท่านั้น"

"ประกอบกับคนชั้นกลางและคนใต้ที่เข้ามาร่วมชุมนุมไม่เคยลำบาก ไม่อึด ไม่ทนเหมือนคนเสื้อแดง และคนกลุ่มนี้ต้องกลับไปทำงาน หากไม่ปิดเกมเร็วม็อบราชดำเนินคนจะน้อยลงเรื่อย ๆ" แกนนำเสื้อแดงอธิบายยุทธศาสตร์การชุมนุม

ดังนั้น สถานการณ์ในวันนี้ วอร์รูมแกนนำเสื้อแดงวิเคราะห์ว่า โอกาสที่จะเอื้อให้ฝ่ายตรงข้ามปิดเกมได้สำเร็จคือ ใช้องค์กรอิสระพิฆาตฝั่งพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะการวินิจฉัยใน 5 ประเด็นของ ป.ป.ช.

แต่ทั้งนี้ ประเมินว่า ป.ป.ช.จะไม่เล่นตามเกม เพราะหากปิดเกมเร็วตามที่พรรคประชาธิปัตย์ต้องการ บ้านเมืองอาจถึงคราวพังพินาศได้

"พรรคเพื่อไทยจับสัญญาณความผิดปกติตั้งแต่นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ลาออกจากการเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ และจากการเป็นตุลาการแล้ว เพราะนายวสันต์ไม่อยากรับงานที่มีการตั้งธงตัดสินเป็นลบกับพรรคเพื่อไทย เพราะที่ผ่านมานายวสันต์ไม่ได้ตัดสินเป็นลบกับพรรคเพื่อไทยเลยจึงรู้สึกกดดัน" 

เมื่อพรรคเพื่อไทย+คนเสื้อแดง ฟันธงว่า พรรคประชาธิปัตย์-ศาลรัฐธรรมนูญ-ป.ป.ช.แบ่งหน้า-แบ่งลูกกันเล่น เพื่อล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ล้างระบอบทักษิณ

หากไม่กี่อึดใจหลังจากนี้ ป.ป.ช.ตัดสินเป็นลบต่อ ส.ส.และ ส.ว. 312 คน จนเกิดภาวะสุญญากาศในสภา หรืออีกนัยหนึ่งคือการรัฐประหารโดยตุลาการภิวัตน์ หรือทหารเข็นรถถังออกมาล้างกระดานอีกครั้ง 

คนเสื้อแดงที่วันนี้อยู่ในที่ตั้ง อาจต้องผนึกกำลังออกมาทำสงคราม ทวงสิ่งที่พวกเขาสูญเสียไป

บ้านเมืองจะเป็นอย่างไร โปรดติดตามด้วยใจระทึก


 

เมื่อถูกกลายเป็นผิด:พระไพศาล

ในหนังสือเรื่อง Mindful Politics ซึ่งรวบรวมทัศนะชาวพุทธอเมริกันเกี่ยวกับสังคมและการเมือง ริชาร์ด รีออค (Richard Reoch) ได้เล่าถึงเหตุการณ์ในสำนักปฏิบัติธรรมแห่งหนึ่งในอเมริกา ซึ่งให้แง่คิดอย่างน่าสนใจ

เรื่องของเรื่องก็คือ สำนักปฏิบัติธรรมแห่งนั้นเห็นว่าควรมีการอบรมให้สมาชิกมีความรู้และทักษะการระงับความขัดแย้งด้วยสันติวิธี  เพราะเห็นว่าสอดคล้องกับคำสอนทางพุทธศาสนา จึงได้เชิญวิทยากรผู้หนึ่งมาจัดอบรมเชิงปฏิบัติการในช่วงเสาร์อาทิตย์  วิทยากรผู้นี้ไม่ใช่ชาวพุทธ แต่ก็เข้าใจแนวคิดและอารมณ์ความรู้สึกของคนกลุ่มนี้พอสมควร

วันที่สองของการอบรมซึ่งจัดในห้องสวดมนต์  วิทยากรชวนทำกิจกรรม “สวมบทบาท” โดยให้สมาชิกสองคนรับบทเป็น “ตัวประกัน” ซึ่งถูกผู้ก่อการร้ายกลุ่มหนึ่งจับตัวไป  คนที่เหลือสวมบทบาทเป็นผู้เจรจาเพื่อให้สองคนนั้นได้รับอิสรภาพ  ส่วนวิทยากรรับบทเป็นผู้ก่อการร้าย  เมื่อชี้แจงบทเรียบร้อยแล้ว เขาก็ควักบุหรี่ออกมาสูบ

หนึ่งในผู้อบรมประท้วงทันทีว่า “ขอโทษครับ ห้ามสูบบุหรี่ในห้องสวดมนต์” แต่เขาทำทีไม่สนใจ ยังคงสูบต่อไป  ครั้นถูกทักท้วงหนักเข้า  เขาก็พูดด้วยสีหน้าเฉยเมยว่า “ กฎระเบียบอะไรของคุณ ผมไม่สนใจหรอก  คุณอยากเจรจาเรื่องสูบบุหรี่ หรืออยากให้เพื่อนของคุณได้อิสรภาพ?”

“เราจะไม่เจรจากับคุณจนกว่าคุณจะเคารพห้องสวดมนต์ของเรา” อีกคนหนึ่งยืนกราน

“โอเค หยุดสูบก็ได้” ว่าแล้วผู้ก่อการร้ายก็เดินไปที่แท่นบูชา สูบบุหรี่เฮือกใหญ่ แล้วก็ขยี้ก้นบุหรี่บนพระเพลา(ตัก)ของพระพุทธรูป

ทุกคนในห้องนิ่งอึ้งไปหมด ตอนนี้ไม่มีใครสนใจการสวมบทบาทแล้ว ต่างวิ่งไปดูว่าพระพุทธรูปเสียหายหรือไม่

“คุณรู้ไหมว่าทำอะไรลงไป”มีคนหนึ่งตะโกนขึ้นมา “นี่พระพุทธรูปนะ”

“ผมไม่สนใจ นี่ไม่ใช่พระพุทธรูปของผม  และนี่ก็ไม่ใช่ห้องสวดมนต์ของผม  ตอนนี้ผมหยุดสูบบุหรี่แล้ว  พวกคุณอยากเจรจาเรื่องเพื่อนของคุณหรือเปล่า ไม่งั้นผมก็จะออกจากห้องนี้ไป”

ตอนนี้ทุกคนพากัดเดือดดาล  ไม่มีใครสนใจเรื่องการเจรจาปล่อยตัวประกันแล้ว  เพราะโกรธเคืองที่เขาดูหมิ่นพระพุทธรูป  ชายคนหนึ่งเดินไปหาเขาแล้วพูดว่า “เราเชิญคุณมาที่นี่เพื่อจัดอบรม  เรารู้ว่าที่นี่ไม่ใช่สถานที่ของคุณและคุณก็ไม่ได้นับถือพุทธ  แต่นี้คือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของเรา  เราขอให้คุณเคารพสถานที่แห่งนี้”

“คุณอยากรู้ว่าผมเคารพสถานที่นี้แค่ไหนหรือ?” ว่าแล้วเขาก็เดินไปมุมห้องแล้วฉี่ใส่พื้น

เท่านั้นแหละทุกคนอดใจไม่อยู่ กรูไปหาเขา แล้วกลุ้มรุมทำร้ายเขา บ้างก็เตะ บ้างก็ต่อย จนเขาล้มลง แต่ก็พาตัวหนีออกมาได้ พร้อมกับบอกให้ “ตัวประกัน” เป็นอิสระ ก่อนที่เขาจะออกจากห้องสวดมนต์นั้น แล้วไม่กลับมาอีกเลย

การอบรมครั้งนั้น แทนที่จะทำให้ผู้คนเชื่อมั่นและมีทักษะทางด้านสันติวิธีมากขึ้น  กลับลงเอยด้วยความรุนแรง  นักปฏิบัติธรรมซึ่งรักสงบเคร่งในศีล  บางคนกินมังสวิรัตินานนับสิบปีด้วยซ้ำ แต่เหตุใดกลับลงมือเตะต่อยทำร้ายเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน?

อันที่จริงเหตุการณ์ดังกล่าวเริ่มขึ้นจากเรื่องสมมุติ  พฤติกรรมของวิทยากรผู้นั้นก็เป็นแค่การแสดง แต่ทำไมจึงกลายเป็นเรื่องจริงจังจนเกิดการทะเลาะวิวาทขึ้นมาได้  คำตอบก็คือ เป็นเพราะความลืมตัวของผู้เข้าอบรม  และที่พวกเขาลืมตัวก็เพราะเห็นความไม่ถูกต้องเกิดขึ้น ซ้ำร้ายเป็นความไม่ถูกต้องที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ตนสักการะบูชาเสียด้วย

คนเหล่านี้เคารพสักการะพระพุทธเจ้า(และสัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้อง)เป็นอย่างมาก จนเห็นว่าเป็นสิ่งที่แตะต้องไม่ได้  ครั้นมีคนแตะต้องสิ่งเหล่านั้น ทั้ง ๆ ที่เป็นแค่การแสดง เขาก็รู้สึกถูกกระทบอย่างรุนแรง เกิดความโกรธจนลืมตัว

คนเหล่านี้เห็นว่าความรุนแรงไม่ดี  สวนทางกับคำสอนของพระพุทธองค์ จึงเห็นความสำคัญของการฝึกฝนสันติวิธี  แต่เมื่อลืมตัวเพราะถูกความโกรธครอบงำเสียแล้ว ก็ลืมไปเลยว่ากำลังอบรมเรื่องสันติวิธีอยู่   พร้อมจะทำอะไรก็ได้ แม้กระทั่งทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องหรือขัดกับคำสอนของพระองค์  ทั้งนี้เพื่อรักษา “ความถูกต้อง”  เอาไว้

ความถูกต้องนั้น เป็นสิ่งที่ดีก็จริง แต่ถ้ายึดติดถือมั่นมาก ก็สามารถผลักดันให้ทำสิ่งที่ผิดได้  เพราะยิ่งยึดติดถือมั่นมากเท่าไร ก็ยิ่งโกรธเกลียดได้ง่ายจนลืมตัว เมื่อสิ่งที่ยึดติดถือมั่นถูกกระทบ หรือเมื่อเจอสิ่งที่ไม่เป็นไปตามที่ยึดติดถือมั่น  และเมื่อลืมตัวเสียแล้ว ก็พร้อมจะทำสิ่งที่เลวร้ายหรือตรงข้ามกับสิ่งที่ตนเชื่อ

อันที่จริงถ้ามีสติ ก็จะรู้ว่าสิ่งที่วิทยากรผู้นั้นทำก็คือ การสร้างสถานการณ์ยั่วยุเพื่อฝึกให้เขาเหล่านั้นคิดหาทางออกอย่างสันติ   วิทยากรผู้นั้นเลือกที่จะใช้โจทย์ยาก ๆ คือเรื่องที่กระทบกับความเชื่อหรือทิฐิของคนเหล่านั้น ชนิดที่กระเทือนไปถึงอัตตา  แต่เป็นเพราะผู้เข้าอบรมนั้นมัวแต่ส่งจิตออกนอก จอจ่ออยู่กับการกระทำที่ “ไม่ถูกต้อง” จนลืมกลับมาดูจิตของตน  จึงถูกความโกรธเล่นงาน  ผลก็คือแทนที่จะเรียนรู้การแก้ปัญหาอย่างสันติ  กลับทำสิ่งเลวร้ายซึ่งสวนทางกับหลักธรรมในพุทธศาสนา  พูดอีกอย่างก็คือ  สมาชิกสำนักปฏิบัติธรรมเหล่านั้นล้วนสอบตก ทั้งในฐานะชาวพุทธและผู้ใฝ่สันติวิธี

ในความเป็นจริง  โจทย์ดังกล่าวมิใช่เรื่องเกินเลย  ข่าวคราวทำนองนี้เกิดขึ้นเนือง ๆ อันเป็นธรรมดาของยุคนี้ ซึ่งเต็มไปด้วยความหลากหลายทางความคิดความเชื่อ รวมทั้งมีการปะทะทางศาสนาและวัฒนธรรมอยู่เสมอ   ความรู้สึกว่าสิ่งที่ตนเคารพเทอดทูนถูกละเมิดหรือจ้วงจาบ นับวันจะเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า  นี้คือโจทย์ประเภทหนึ่งที่คนทุกฝ่ายทุกความเชื่อจะต้องเตรียมตัวรับมือ  สำหรับชาวพุทธ  การตอบโต้พฤตกรรมดังกล่าวมิอาจเป็นอื่นได้ นอกจากการใช้สันติวิธี เพราะนั่นคือสิ่งที่ยืนยันความเป็นชาวพุทธอย่างแท้จริง

อย่าว่าแต่การกล่าวร้ายหรือจ้วงจาบสิ่งที่เรารักเลย แม้กระทั่งเมื่อมีผู้ทำร้ายเรา พระพุทธองค์ก็ได้ให้ข้อธรรมเตือนใจว่า “หากจะมีพวกโจรผู้มีความประพฤติต่ำช้า เอาเลื่อยที่มีด้ามสองข้าง เลื่อยอวัยวะน้อยใหญ่ ผู้มีจิตคิดร้ายแม้ในโจรพวกนั้น ก็ไม่ชื่อว่าทำตามคำสั่งสอนของเรา เพราะเหตุที่อดกลั้นไม่ได้นั้น แม้ในข้อนั้น เธอทั้งหลายควรสำเหนียกอย่างนี้ว่า จิตของเราจักไม่แปรผัน เราจักไม่เปล่งวาจาชั่วหยาบ จักหวังอนุเคราะห์สิ่งที่เป็นประโยชนั มีเมตตาจิต ไม่มีโทสะภายใน แผ่เมตตาจิตไปถึงบุคลนั้น”

การจ้วงจาบพระพุทธรูป ทำลายวัดวาอารามนั้น ไม่สามารถทำให้พุทธศาสนาคลอนแคลนได้  ตราบใดที่ชาวพุทธยังมั่นคงในหลักธรรม  แต่เมื่อใดที่ชาวพุทธประพฤติตนคลาดเคลื่อนจากหลักธรรมแล้ว แม้มีพระพุทธรูปใหญ่ที่สุดในโลก มีวัดวาอารามที่งดงามมาก  สถานะของพุทธศาสนาก็นับว่าน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง

ความเคารพในพระพุทธรูปหรือสัญลักษณ์ในพุทธศาสนา เป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งของชาวพุทธ  สามารถน้อมใจให้เป็นกุศล เกิดศรัทธาในการทำความดีได้ แต่ถ้ายึดติดถือมั่นในสิ่งนั้นจนกลายเป็น “ตัวกู ของกู”ขึ้นมา มันก็สามารถผลักดันให้ทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องได้  แทนที่จะทำเพื่อปกป้องศาสนา อาจกลายเป็นการทำเพื่อปกป้อง “ตัวกู ของกู”ก็ได้   ซึ่งลงท้ายกลายเป็นการบั่นทอนศาสนาหรือสิ่งที่ตนเทอดทูนสักการะ ดังที่กำลังเกิดขึ้นโดยพระพม่าและศรีลังกาที่ใช้ความรุนแรงกับชาวมุสลิมในนามของการปกป้องพุทธศาสนาในเวลานี้

ไม่ใช่แต่พุทธศาสนาเท่านั้น อุดมการณ์อันสูงส่งใด ๆ  หากยึดติดถือมั่นเสียแล้ว ก็สามารถส่งผลให้ทำสิ่งที่ตรงข้ามกับอุดมการณ์เหล่านั้นก็ได้  ในทำนองเดียวกันยิ่งยึดมั่นในความดีความถูกต้องมากเท่าไร ก็อาจลืมตัวจนทำสิ่งที่ผิดก็ได้  นี้ใช่ไหมที่ทำให้คนดี ๆ เห็นด้วยกับการฆ่าตัดตอนพ่อค้ายาเสพติด หรือเข้าไปรุมประชาทัณฑ์ผู้ต้องหาฆ่าข่มขืนจนตายคาที่ รวมทั้งทำให้ผู้รักชาติ-ศาสน์-กษัตริย์ พากันกลุ้มรุมทำร้ายและทรมานนักศึกษาในเหตุการณ์ ๖ ตุลา ฯ ๒๕๑๙จนถึงตาย

“ถึงความเห็นของเราจะถูก แต่ถ้าเรายึดเข้าไว้ มันก็ผิด”  คำสอนสั้น ๆ ของหลวงพ่อเฟื่อง โชติโก อดีตเจ้าอาวาสวัดธรรมสถิต จังหวัดระยอง สามารถเตือนใจทุกคนได้เป็นอย่างดี ไม่เฉพาะกับชาวพุทธเท่านั้น


อนาธิปไตยมาแล้ว!

อนาธิปไตยมาแล้ว!

AnarchistPeople
ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์

ถ้าหากเส้นทางประวัติศาสตร์มัน ‘เดินเป็นเส้นตรง’ เลือดและน้ำตาของใครต่อใครที่อุตส่าห์ลงทุน ลงแรง กันมาโดยตลอด จนเกิดความเป็นรัฐ เป็นชาติ เป็นประเทศ มันน่าที่จะผลิดอกออกผล เติบโตและพัฒนาไปสู่ความเป็นสหภาพ สหรัฐ หรือความเป็นหนึ่งเดียวโดยมีรัฐบาลโลกเป็นผู้ปกครองในท้ายที่สุด
แต่ดูเหมือนว่าประวัติศาสตร์จะ ‘เดินเป็นวงกลม’ หรือเดินเป็นวัฏจักร วงจร เหมือนกับการหมุนของล้อเกวียน จักรวรรดิอันเคยยิ่งใหญ่เกรียงไกรในอดีต ไม่ว่าจะเป็น อียิปต์ บาบิโลน เปอร์เซีย กรีก โรมัน มาจนกระทั่งจักรวรรดิอังกฤษซึ่งเคยได้ชื่อฉายาถึงขั้น ‘จักรวรรดิที่พระอาทิตย์ไม่เคยตกดิน’ มาบัดนี้…ต่างแตกกระจัดกระจาย กลายเป็นประเทศต่างๆ จนแทบจดจำเค้าโครง รูปร่างหน้าตา ในอดีตแทบไม่ได้
แม้กระทั่งจักรวรรดิสังคมนิยมโซเวียต ที่เคยแผ่อิทธิพลครอบงำประเทศต่างๆ เกือบครึ่งโลก ทุกวันนี้แทบไม่เหลือคราบไคลของความเป็นจักรวรรดิเอาไว้อีกต่อไป เหลือแต่ประเทศรัสเซียที่ต้องวุ่นวายอยู่กับการสู้รบปรบมือกับพวกกบฏ หรือพวกที่คิดจะแยกดินแดนออกไปจากรัสเซีย หลังจากที่ไม่รู้กี่สิบต่อกี่สิบประเทศได้แยกตัวออกไปแล้วก่อนหน้านี้
จักรวรรดิทุนนิยมอย่างสหรัฐอเมริกาเองก็เถอะ นักวิเคราะห์ทางด้านประวัติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และอนาคตศาสตร์จำนวนไม่น้อย แม้แต่ที่เป็นชาวอเมริกันเอง ยังมองเห็นถึงความเป็นไปได้ภายในอนาคตอันใกล้ ที่จักรวรรดิทุนนิยมแห่งนี้ อาจต้องแตกออกเป็นเสี่ยงๆ กลายเป็นประเทศอิสระไม่ต่างอะไรไปจากที่จักรวรรดิสังคมนิยมโซเวียตเคยเผชิญมา
หรือกระทั่งประเทศจีน ที่แม้จะอยู่ยง คงทน มาอย่างต่อเนื่องยาวนานนับเป็นพันๆ ปี อาศัยบุญเก่าซึ่งถูกสร้างสมไว้ในอดีต ไม่ว่ามรดกทางประวัติศาสตร์ การประดิษฐ์คิดค้นทางภาษา ขนบธรรมเนียมประเพณี รวมทั้งระบบรวมศูนย์อำนาจ เป็นเครื่องประคับประคองหล่อเลี้ยงความเป็น ‘จีนเดียว’ มาได้โดยตลอด
แต่ถ้าหากวันหนึ่งวันใดที่บรรดากุมารจีนผู้เติบโตขึ้นมาบนกองเงินกองทอง ท่ามกลางความมั่งคั่งอันเนื่องมาจาก ‘ระบบทุนนิยมที่มีลักษณะพิเศษ’ หรือ ‘ระบบสังคมนิยมที่มีลักษณะพิเศษ’ เกิดโหยหาความเป็นประชาธิปไตย หรือระบอบประชาธิปไตยตามมาตรฐานสากลขึ้นมาจริงๆ โอกาสที่เราจะได้เห็น ‘แผ่นดินใหญ่’ ของจีน แตกกระจัดกระจายออกไปเป็นประเทศฮ่องกง ไต้หวัน หนิงโป ประเทศยูนนาน ประเทศซินเจียง หรือประเทศอุยกูร์สถาน ฯลฯ ใช่ว่าจะไม่มีเอาเสียเลย
การที่ความเป็นไปของโลกมันสวนทางกับความเชื่อเดิมๆ คือแทนที่ทุกสิ่งทุกอย่างจะค่อยๆ ไหลรวมกันเป็นหนึ่งเดียว กลับเกิดการแตกกระจัดกระจายกลายเป็นรัฐเล็กรัฐน้อย หรืออาจไปไกลถึงขั้นหวนกลับไปสู่สภาพดั้งเดิมชนิดต้องแยกย่อยออกเป็นชุมชนต่างๆ แบบเดียวกับสังคมชุมชนเมื่อครั้งอดีต กลายเป็นสังคมที่ไม่มีรัฐปกครอง จึงเป็นเรื่องที่อาจเป็นไปได้
เพราะถ้าหากมองถึงความเป็นไปของโลกทุกวันนี้ ดูเหมือนว่าประเทศต่างๆ หรือรัฐชาติต่างๆ ชักจะออกอาการเสื่อมโทรม ทรุดโทรม ทำท่าว่าใกล้จะหมดสภาพลงไปทุกที ไม่ว่าจะมองกันในแง่การเมือง เศรษฐกิจ หรือสังคมก็ตาม โดยเฉพาะเมื่อ ‘โลกาภิวัตน์ยุคใหม่’ ได้ทำให้อำนาจรัฐแต่ละรัฐ มักหนีไม่พ้นต้องถูกควบคุม ถูกจำกัด ถูกแทรกแซง ขัดขวาง ด้วยอำนาจ อิทธิพล และผลประโยชน์ของบรรษัทข้ามชาติ ที่มีสถานะไม่ต่างอะไรไปจาก ‘รัฐบาลโลก’ ไปแล้วในทุกวันนี้…
ความพยายามรวมตัวกันทางเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ในยุโรปจนกลายมาเป็นสหภาพยุโรปเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา…แต่เมื่อมาถึงทุกวันนี้ หรือในวันที่ภาวะวิฤติเศรษฐกิจกำลังลุกลามไปทั่วทั้งยุโรป สภาวะเช่นนี้ได้ก่อให้เกิดความไม่พอใจต่อชาวยุโรปในแต่ละประเทศเป็นจำนวนไม่น้อย จนการคิดแยกตัวกลับไปสู่ความเป็นประเทศในลักษณะเดิมๆ ชักจะกลายเป็นที่เพรียกหามากขึ้นเรื่อยๆ
ตลอดจนกลุ่มคนซึ่งเกิดความไม่พอใจทั้งต่อความเป็นสหภาพยุโรป รวมทั้งความทรุดโทรม เสื่อมโทรม ภายในประเทศของตัวเอง ถึงขั้นอยากจะล้มเลิกความเป็นประเทศ หรือความเป็นรัฐลงไปโดยสิ้นเชิง ก็กำลังปรากฏตัวให้เห็น อันเป็นที่รู้จักกันในนามพวกอนาร์คิสต์ (Anarchist) ยุคใหม่นั่นเอง

AnarchistPeople-1

ความคิดและความรู้สึกของคนเหล่านี้ แพร่ออกไปในพื้นที่ต่างๆ โดยเฉพาะในโลกที่ไม่มีรัฐ ไม่มีพรมแดน เขตแดน หรือในโลกออนไลน์ทั้งหลาย ก่อให้เกิดพลังในการลุกขึ้นมาต่อต้านพรรคการเมืองแทบทุกพรรค ไม่ว่าฝ่ายค้านหรือรัฐบาลที่เคยมีบทบาทภายในแต่ละประเทศ ปฏิเสธระบอบประชาธิปไตยที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นประชาธิปไตยแม่แบบอย่างอังกฤษหรืออเมริกาก็ตาม เกิดการต่อต้านสถาบันทางเศรษฐกิจระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นธนาคารโลก กองทุนการเงินระหว่างประเทศ สถาบันการเงิน การธนาคารระหว่างประเทศ ที่มีบทบาทอิทธิพลครอบงำโลกทั้งโลกอยู่ในขณะนี้ อย่างเป็นการเป็นงานและเป็นระบบ
เครือข่ายอนาธิปไตยใหม่สามารถเกาะกลุ่มรวมตัว สร้างสายใยเชื่อมโยงระหว่างผู้คนกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย ให้ค่อยๆ พัฒนาตัวเองกลายมาเป็นองค์กร เป็นขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมือง เศรษฐกิจ ชนิดที่สามารถรวบรวมระดมผู้คนนับเป็นหมื่นๆ แสนๆ หรือเป็นล้านๆ ในบางโอกาส ออกมาแสดงบทบาท ความเคลื่อนไหวในแต่ละเรื่องแต่ละกรณี
ภายใต้แนวโน้มความเป็นไปของโลกยุคใหม่ ที่กำลังทำให้ความเป็นรัฐ เป็นชาติ มีแต่จะเสื่อมโทรม ทรุดโทรม ลงไปตามลำดับ ค่อยๆ เกิดอาการล่มสลาย แยกย่อย กระจัดกระจาย ออกไปเป็นชิ้นๆ ระบอบการเมือง การปกครองตามวิถีทางประชาธิปไตย กำลังถูกตั้งคำถามหนักขึ้นเรื่อยๆ ว่ามันเป็นประชาธิปไตยของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน หรือว่าเป็นประชาธิปไตยของพ่อค้า โดยพ่อค้า และเพื่อพ่อค้า
โดยเฉพาะพ่อค้าที่สามารถสะสมทุนจำนวนอภิมหาศาลเอาไว้ในมือ อย่างเช่นบรรดาพ่อค้าในบรรษัทข้ามชาติทั้งหลาย ผู้ซึ่งไม่เพียงแต่จะอาศัยอิทธิพลทางการเงินควบคุมรัฐบาลในแต่ละประเทศเอาไว้ได้เท่านั้น แต่ยังสามารถควบคุมโลกทั้งโลกเอาไว้อีกต่างหาก แต่ก็ด้วยความโลภ ความกระหายอยากในอำนาจและผลประโยชน์อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ซึ่งถูกใช้เป็นเครื่องมือแสวงหาผลประโยชน์ของตัวเองมานานแสนนาน ทำท่าว่าใกล้จะถึงกาลล่มสลายตามไปด้วย…
ท่ามกลางสภาพเช่นนี้เอง ย่อมทำให้ ‘ความเป็นอนาร์คิสต์’ ในแต่ละรูป แต่ละแบบ เริ่มหวนกลับมาปรากฏให้เห็นในแต่ละรัฐ แต่ละชาติ แต่ละสังคม แต่ละพื้นที่ เพิ่มขึ้นๆ ในทุกขณะ
ไม่ว่าที่ใดก็ตาม และยุคใดสมัยใดก็ตาม ถ้าหากทุกสิ่งทุกอย่างเข้าสู่ภาวะเละ ความเป็นรัฐและความเป็นชาติไม่สามารถทำหน้าที่เดิมได้อีกต่อไป เมื่อนั้น ‘เมล็ดพันธุ์อนาร์คิสต์’ ซึ่งถูกซุก ถูกฝัง อยู่ภายใน ‘ธรรมชาติแห่งความเป็นมนุษย์’ ก็ย่อมพร้อมที่จะงอกเงย ผลิดอกออกผลไปตามคุณลักษณะของแต่ละสปีชีส์ได้เสมอๆ
โดยเฉพาะเมื่อความเป็นรัฐ เป็นชาติ ในโลกยุคใหม่ ได้ถูกทำให้เสื่อมสลายลงไปด้วยอำนาจของโลก หรืออำนาจของทุนนิยมโลกาภิวัตน์ ซึ่งพยายามย่อยแยกทุกสิ่งทุกอย่างให้กลายเป็นชิ้นส่วนแต่ละชิ้นส่วน เพื่อที่จะหล่อหลอมเข้ามารวมกันใหม่ด้วยอำนาจของทุนและกลไกตลาด ความเป็นปัจเจกบุคคลที่ถูกสร้างและถูกหล่อหลอมขึ้นมาใหม่ มีสภาพไม่ต่างอะไรจากสินค้ายี่ห้อใดยี่ห้อหนึ่ง ซึ่งสุดท้ายแล้ว…ก็ยังไม่สามารถให้คำตอบเรื่องเสรีภาพ ความเสมอภาค และภราดรภาพ ได้อย่างเป็นจริงเป็นจัง
และถ้าหากนิยามของคำว่า เสรีภาพ เสมอภาค และภราดรภาพที่แท้จริง เป็นไปตามความเข้าใจของอนาร์คิสต์ทางการเมือง โลกอนาธิปไตยในอนาคตข้างหน้า คงต้องเป็นไปตามที่นักปรัชญาชาวกรีกอย่างเพลโตและอริสโตเติลได้วาดภาพเอาไว้ นั่นคือโลกที่อุบัติขึ้นมาเนื่องมาจาก…

“สภาวะความล้มเหลวทางประชาธิปไตย ที่ไม่เพียงแต่จะไม่ก่อให้เกิดทางออกใดๆ กับสังคมแต่ละสังคมแล้ว ยังกลับนำไปสู่ความระส่ำระสาย การไม่ยอมรับในตัวบทกฎหมาย อันเป็นกติการ่วมกันในแต่ละสังคม นำไปสู่การกระทำตามความพอใจของฝูงชนที่บ้าคลั่ง นำไปสู่ชีวิตที่ไม่เป็นปกติ และนำไปสู่การอุบัติขึ้นมาของทรราชย์ในท้ายที่สุด…”

ศอ.รส. ยันไม่มีการจับแกนนำ-สลายการชุมนุม


เมื่อเวลา 22.30 น.(27พ.ย.2556) พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย โฆษก ศอ.รส. แถลงถึงสถานการณ์ของกลุ่มผู้ชุมนุม ภายหลังจากที่แกนนำได้พูดบนเวทีชุมนุมว่า ตำรวจจะมีการระดมกำลังเข้าจับแกนนำ และสลายการชุมนุมที่ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะนั้น ขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง เพราะ 2-3 คืนที่ผ่านมานั้น ได้มีผู้ชุมนุมพยายามก่อเหตุในพื้นที่ทั้งกทม. และปริมณฑล ศอ.รส. จึงจัดกำลังสายตรวจ เคลื่อนที่เร็ว จากกองบัญชาการตำรวจนครบาล กองปราบปราม ตำรวจภููธรภาค 1 ภาค 2 และภาค 7 รวมถึงตำรวจท่องเที่ยวและตำรวจทางหลวง ออกตรวจให้ความปลอดภัยกับประชาชนในพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑล มุ่งเน้นดูแลความสงบเรียบร้อย 

"การปล่อยข่าวว่าจะไปสลาย หรือจับแกนนำ จึงไม่เป็นความจริง สำหรับข้อเท็จจริงของการไปกดดันกระทรวงต่าง ๆ และศาลากลางทั่วประเทศ จากการตรวจสอบแล้ว ไม่มีศาลากลางจังหวัดใดที่ผู้ชุมนุมเข้ายึดตัวอาคารหรือเข้าค้งแรมในตัวตัวอาคาร มีเพียงศาลากลางที่จ.พัทลุง ตรัง สตูล สงขลา และยะลาเท่านั้น ที่มีผู้ชุมนุมอยู่หน้าศาลากลาง ด้วยความสงบเรียบร้อย รอการเจรจาของเจ้าหน้าที่ ส่วนกระทรวงต่าง ๆขณะนี้มีเพียงศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ อาคารบี และกระทรวงการคลัง ที่ผู้ชุมนุมเข้านอนค้างแรม และบุกยึดอาคาร ส่วนที่อื่นสามารถเปิดได้ตามปกติในวันพรุ่งนี้ (28 พ.ย.) แต่เพื่อความสะดวกของประชาชน แต่ละกระทรวงจึงได้กำหนดที่สำรองในการให้บริการแล้ว" พล.ต.ต.ปิยะ กล่าว 

พล.ต.ต.ปิยะกล่าวยืนยันว่า เจ้าหน้าที่ทุกนาย พร้อมดูแลความสงบเรียบร้อย ส่วนพื้นที่การชุมนุม เจ้าหน้าที่ได้เน้นการตรวจตราและตรวจค้นไม่ให้มีอาวุธ แม้ว่าที่สะพานมัฆวานจะมีกลุ่มผู้ชุมนุม โยนระเบิดปิงปองใส่แนวตำรวจก็ตาม แต่เจ้าหน้าที่ก็ปฎิบัติงานด้วยความใจเย็นและรอการตรวจสอบ

"สุดท้ายขอยืนยันว่าจะไม่มีนโยบายการสลายกลุ่มผู้ชุมนุม หรือไปจับกุมแกนนำ และไม่มีศาลากลางรวมถึงกระทรวงใดที่ถูกยึด นอกจากกระทรวงการคลัง และศูนย์ราชการเฉพาะอาคารบีเท่านั้น" พล.ต.ต.ปิยะ กล่าว

ด้าน ไทยคู่ฟ้า Thai Khu Fah โพสว่า 

ศอ.รส. รายงายว่ามีพิธีกรบนเวทีกลุ่มผู้ชุมนุมประกาศว่าจะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าสลายการชุมนุม และจับกุมแกนนำนั้น ศอ.รส.ขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

เนื่องจาก ในช่วง 2-3 คืนที่ผ่านมา มีการพยายามก่อเหตุแทรกซ้อนต่างๆ เพื่อสร้างสถานการณ์ให้เกิดความรุนแรง

ศอ.รส. จึงได้จัดชุดปฏิบัติการ เจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจเคลื่อนที่เร็ว เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในเขต กทม. และปริมณฑล โดยมุ่งเน้นเพื่อรักษาความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนให้ดีที่สุด โดยชุดปฏิบัติการนี้เป็นการสนธิกำลังจากหน่วยต่างๆ อาทิเช่น บช.น. / บก.ป. / บก.ทท. / บก.ทล. / ภ.1,2,7

สำหรับสถานการณ์การชุมนุมนั้น ศอ.รส. ยืนยันว่า ไม่มีศาลากลางจังหวัดใดถูกยึด มีเพียงศาลากลาง จว.พัทลุง/ตรัง/สตูล/สงขลา/ยะลา ที่มีการชุมนุมกดดันบริเวณด้านหน้าศาลากลางอย่างสงบ และอยู่ระหว่างการเจรจา

ส่วนในพื้นที่ กทม. นั้น มีกลุ่มผู้ชุมนุมพักค้างแรมอยู่ใน ศูนย์ราชการ อาคาร B และกระทรวงการคลังเท่านั้น ส่วนที่กลุ่มผู้ชุมนุมไปกดดันตามกระทรวงต่างๆนั้น ได้ยุติลงแล้ว และกระทรวงต่างๆนั้น เปิดทำการตามปกติ แต่อย่างไรก็ตามได้มีการจัดสถานที่สำรองไว้สำหรับให้บริการประชาชนด้วยแล้ว

ศอ.รส. ยืนยันว่าจะรักษาความสงบสุขเรียบร้อยให้กับพี่น้องประชาชนให้ดีที่สุด ถึงแม้ว่าจะมีการสร้างสถานการณ์ต่างๆ และ ศอ.รส. ขอยืนยันด้วยว่า ไม่มีนโยบายที่จะใช้กำลังสลายการชุมนุมแต่อย่างใด

วันพุธที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

เตรียม ล่อ ปปช.ช้าเช็คบิลทักษิณ


ขอย้ำอีกครั้ง และช่วยแชร์กันให้มากด้วย!!

ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยคดีประวัติศาสตร์วันที่ 20 เปิดทางให้่ ปปช. ทำงานเพื่อรับลูกต่อ โดยใช้คำวินิจฉัยเป็นฐานสำหรับการชี้มูลความผิดให้ 312 สส. สว. ขี้ข้าและนางยกกำมะลอให้หยุดทำงาน!
*** เกิดอะไรขึ้น?
-- ก่อนหน้านั้นคณะกรรมการปปช. ได้ยกขบวนไปดูงาน เที่ยวญี่ปุ่น กลับมาเมื่อสุดสัปดาห์ก่อน
-- กลับมาแล้ว ทำเป็นประชุมด่วน เพื่อเปิดเกมยื้อด้วยการตั้งอนุกรรมการหาข้อเท็จจริง อ้างว่าจะเร่งไม่ได้ แม้จะมีคำวินิจฉัยเป็นฐาน
-- แทนที่จะเร่งทำงาน วันอาทิตย์ที่ผ่านมา คณะกรรมการ ปปช. ยกทีมไปดูงาน เที่ยวออสเตรเลียอีกแล้ว จะกลับมาวันศุกร์นี้ ติดเสาร์ อาทิตย์อีก
-- จากนั้นจะมีแผนไปทัวร์ประเทศไหนอีกหรือไม่ ต้องรอดู
-- งานเร่งด่วนเพื่อบ้านเมืองรออยู่ แต่พวกกรรมการ ปปช. ห่วงดูงาน ห่วงเที่ยว
-- ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญท่านหนึ่งทนไม่ได้ เดือดปุดๆ ว่า "เลวมาก"
*** ช่วยบอกต่อๆ กันด้วย ให้ชาวบ้านได้รู้่ว่า ปปช. ทำงาน หรือไม่ทำงานกันแน่ แต่กินเงินเดือนจากภาษีประชาชนทุกวัน
-- หรือมีอะไรอย่างอื่นเป็นแรงจูงใจให้เฉื่อย?
*** ถ้ายังเฉื่อย ขอให้เข้าชื่อไม่กี่คน ยื่นต่อคณะตุลาการศาลฎีกาให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวน ล่อด้วยมาตรา 157 ครับ!!

เปลว ศรีเงิน :'จงยอมผิดกฎหมายเพื่อทำสิ่งถูกให้ชาติ'

'จงยอมผิดกฎหมายเพื่อทำสิ่งถูกให้ชาติ'

   เหลืออีก ๒ วัน วันนี้ กับ พรุ่งนี้!
    ทรราชตระกูลทักษิณ "ยิ่งลักษณ์-สมศักดิ์-นิคม" ต้องถูกมวลมหาชนคนราชดำเนินกวาดสิ้นซากไปจากแผ่นดิน
    หรือ...
    มวลมหาประชาชนราชดำเนิน เป็นฝ่ายถูกทรราชตระกูลทักษิณ "ยิ่งลักษณ์-กองทัพตำรวจ-ชายชุดดำ" กวาดสิ้นซากไปจากถนนราชดำเนิน
    ภายใน ๒ วันนี้.....รู้กัน!?
    และโดยเฉพาะ "สุเทพ เทือกสุบรรณ" อีก ๒ วัน...๒ วันนี้เท่านั้น ๒๗-๒๘ พฤศจิกานี้เท่านั้น ที่จะมีผลชี้ขาดออกมาว่า
    สุเทพ เทือกสุบรรณ จะเป็นบุรุษ ๑ ล้านมหาชน ผู้เปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้ประเทศด้วยการปฏิวัติสังคมชาติสู่อนาคตใหม่
    หรือ....
    สุเทพ เทือกสุบรรณ คือ นักโทษตีตรวนใต้ตีนอำนาจทรราชระบอบทักษิณ!?
    พี่น้องทั้งหลาย..........
    ทั้ง ๒ ทางที่ต้องสะบั้นกันไปทางหนึ่งนี้ จะสะบั้นให้ขาดกันไปทางไหน มันขึ้นอยู่กับ "ใจ" ประชาชนคนไทยทุกคน โดยเฉพาะมวลมหาชนคนราชดำเนิน
    ด้วยอิสระแห่งหัวใจท่าน.......
     ถึงเวลาแล้ว ที่ต้องเลือก-ต้องตัดสินใจ "ให้ขาด"
    จะยอมอยู่ใต้ตีนระบอบทักษิณต่อไป
    หรือ...
    ร่วมทางกับสุเทพ ณ ราชดำเนิน เปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้ไทยประเทศ สู่เส้นทางอนาคต ด้วยการร่วมบดขยี้ระบอบทักษิณให้แหลกไป
    แล้วกำหนดชะตาอนาคตสังคมชาติใหม่ ด้วยมหาประชาชน ผองไทยกันเอง?!
    เมื่อคืน (๒๖ พ.ย.๕๖) คุณสุเทพ "สั่งลา" หรือ "สั่งเสีย" ก็ให้บรรยากาศประมาณนั้น ซึ่งตื่นขึ้นมาเช้าวันนี้ ก็ไม่ทราบว่าสุเทพและมหาประชาชนราชดำเนิน
    ยังอยู่ดีในที่ตั้ง!?
    หรือถูกกองทัพตำรวจระบอบทักษิณ-บายยิ่งลักษณ์ บดขยี้ตีแหลกคาลานอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยไปแล้ว?
    "สภาประชาชน" คือรูปธรรมของสังคมประชาธิปไตยใหม่ที่ประชาชนปฏิวัติเป็นผู้กำหนด "กำเนิดอำนาจประเทศ"
    สุเทพ ณ ราชดำเนิน เผย "พิมพ์เขียว" สังคมปฏิวัติไว้เป็นมรดกสร้างอนาคตชาติใหม่คร่าวๆ เป็นภาพร่างอย่างนี้
    ประชาชนคือศูนย์กลางอำนาจ รัฐบาล-รัฐสภา-นายกฯ-ผู้ว่าฯ ประชาชนเป็นผู้เลือก และผู้ถอด
    ตำรวจจะถือกฎหมายใหญ่ค้ำหัวประชาชนคนไทยทั้งประเทศดังปัจจุบันไม่ได้ อำนาจต้องกระจาย แต่ละนายใหญ่ไปขึ้นกับสภาประชาชนแต่ละจังหวัด
    นี้คือแนวคิดอุดมการณ์ "ปฏิวัติสังคมใหม่-ปฏิรูปประเทศไทย" คร่าวๆ ของคุณสุเทพ เท่าที่ผมเงี่ยหูฟังเสียงขาดๆ หายๆ จากโทรทัศน์ดาวเทียมบลูสกายเมื่อคืน
    จะเรียกว่า "ตุ๊กตา" ที่สุเทพตั้งให้มวลมหาประชาชนจินตนาการอนาคตใหม่ที่จะไปกันให้เห็นภาพก็คงไม่ผิด  เพราะในหลักการ "ประชาชนปฏิวัติ" กฎกรอบสร้างสังคมใหม่จะเป็นอย่างไร ยังไม่มีใครรู้
    จนกว่าภารกิจแรก กวาดระบอบทักษิณให้สิ้นซากไปในวัน-สองวันนี้ จากนั้น "สภาประชาชน" เป็นรูป-เป็นร่างแล้วนั่นแหละ "พิมพ์เขียวประเทศ" ภายใต้โครงร่าง "พิมพ์เขียวสุเทพ"
    จึงจะเป็น "พิมพ์เขียว" ฉบับสมบูรณ์!
    ผมฟังไป กรอภาพสุเทพในความจำกลับไป-กลับมา พบว่าคุณสุเทพไม่ใช่คนหล่อ ว่าไปแล้ว อัปลักษณ์กว่ารูปลักษณ์ยิ่งลักษณ์ด้วยซ้ำ
    แต่สวยอย่างยิ่งลักษณ์ มีคนรักตัวยิ่งลักษณ์ไม่เกิน ๑ โหล
    แต่อัปลักษณ์อย่างสุเทพ ปรากฏว่ามีคนรักเกิน ๑ ล้าน!?
    ทำไมอย่างนั้น....?
    เพราะสวยยิ่งลักษณ์มีพฤติกรรม คดในข้อ-งอในกระดูก รักชาติ ด้วยการกลืนกินชาติ
    ส่วนอัปลักษณ์สุเทพมีพฤติกรรม เหมือนคดในข้อ-งอในกระดูก แต่รักชาติ ด้วยการกอบกู้ชาติ
    สั้นๆ ง่ายๆ อย่างนี้ ๒ คน จึงมีรัก-มีเกลียดที่ต่างกันมาก!
    และฟังที่สุเทพเหมือนเปิดระบายความในใจตีแผ่ตัวตนต่อหน้ามวลมหาชนราชดำเนิน ถ้าหน่อมแน้มชุมนุมกันไปวันๆ คืนๆ โดยไม่ปฏิบัติการอะไรที่กฎหมายห้าม ๑ ล้านมหาชนก็จะสูญเปล่า ไม่ได้อะไร
    นอกจากน้ำลายถุย..ถุย..ส่งท้ายในที่สุด!
    ผมไม่มีความเห็นเป็นอื่น นอกจากจะบอกว่า ถ้าอุบาสก-อุบาสิกาไม่ผิดศีลปาณา ทุบหัวปลา-ฆ่าไก่ แล้วพระคุณเจ้าทั้งหลายจะมีจังหันฉันสร้างพลังไปประหารกิเลสมารในดวงจิตสู่วิมุตติ-วิโมกข์ได้อย่างไร?
    โดยนัยนั้น ถ้าคุณสุเทพไม่ยอมตกนรกวันนี้
    ๑ ล้านมหาชนคนราชดำเนิน รวมถึงพี่น้องไทยทุกคน จะไม่มีใครตะกายจากนรกระบอบทักษิณขึ้นสวรรค์ได้เลย แม้แต่คนเดียว!
    ในความเป็น "เวียง-วัง-คลัง-นา" คุณสุเทพนำหน้า เข้าไปนั่ง-นอนรักษา "กระทรวงคลัง" หลายคนบอกว่า...
    ผิดหลักสันติ-อหิงสา
    บ้างว่า...สุเทพทำผิดกฎหมาย!
    ผมอยากบอกว่า กฎหมายที่เป็นเครื่องกั้นการกอบกู้ชาติ เมื่อถึงคราวจำเป็น ผิด ก็ต้องยอมผิด
    เพราะยอมผิดกฎหมาย ดีกว่าผิดใจมวลมหาประชาชนคนราชดำเนิน
    ผิดกฎหมายด้วยปณิธาน ดีกว่าปล่อยให้รัฐบาล-รัฐสภาโจร "อ้างกฎหมาย" กินบ้าน-กินเมืองสบายๆ แล้วบอกมันไม่ผิด!
    กฎหมายนั้น เราสร้าง แต่แผ่นดิน ประเทศชาติบ้านเมือง บรรพบุรุษสร้าง เราสร้างกันเองไม่ได้ ฉะนั้น...
    กูจะผิดกฎหมายเพื่อล้างไอ้พวกจัญไรฉิบหายเมือง ติดคุกก็ให้มันติดไป การติดนั้น ช่วยชาติ-ช่วยประชาชนให้พ้นมารกินเมืองได้
    อย่าว่าแต่คุกเลย....
    แลกกับตาย เมื่อไหร่ก็ได้...พวกเอ๋ย!
    กฎหมายนั้น ไม่ได้มีไว้ให้ผิด แต่ถ้าผิดนั้น ผิดเพื่อไปสร้างสิ่งถูก สู่สังคมธรรมให้ประเทศชาติ พี่น้องประชาชน และลูกหลานในอนาคต นานเท่านาน
    ผิดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ เพื่อสิ่งนี้ พวกกูก็พร้อมจะผิดๆๆๆๆๆๆ
    หรือมึงจะเอายังไง!?
    ศาลตัดสินพวกมึง ไม่ถูกประโยชน์ ก็รวมพวกชั่ว ประกาศไม่รับอำนาจศาล ซึ่งเท่ากับกบฏภายในราชอาณาจักร
    พวกมึงถืออำนาจ มีตำรวจรับใช้เป็นอำนาจ ทั้งที่ "ไม่มีอำนาจ" ตามรัฐธรรมนูญแล้ว ก็ยังแข็งขืนครอบครองอำนาจรัฐ แล้วใช้อำนาจอันไม่มีแล้ว เป็นอำนาจเถื่อนเข้าบังคับขับไสกับมหาประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจประเทศแท้จริง
    อย่างนี้...มันจะได้อย่างไร ตายอย่างชนเชิดหน้า ใจสงบกว่ายอมใจสยบให้อำนาจกบฏพวกคิดคดต่อประเทศชาติบ้านเมือง!
    คุณสุเทพเสียอีก เมื่อทำผิดเพื่อสร้างสิ่งถูก และเมื่อศาลออกหมายจับ ยินดีรับคำสั่งศาล ไม่มีการรวมหัวประกาศไม่ยอมรับอำนาจศาล
    นี้คือ คนคือคน
    ที่ต่างจาก คนคือเดรัจฉาน!
    แต่ละยูนิตสังคม ต่างคน-ต่างมีหน้าที่ต้องทำ เรา...มวลมหาชนคนราชดำเนิน มีหน้าที่ล้างระบอบทักษิณ ตำรวจมีหน้าที่รักษากฎหมาย ศาลมีหน้าที่ตัดสินคดี
    ต่างคน-ต่างมีหน้าที่ ทำกันไปด้วยเคารพในเกียรติและหน้าที่ตัวเอง เคารพในเกียรติ-หน้าที่ของกันและกัน
    แล้วสังคมจะอยู่ได้ และสวยงาม!
    ติดเถอะ...สุเทพ ตำรวจยกโขยงมาจับ เขายัดตะรางก็ติดอยู่ในตะรางนั่นแหละ ไม่ต้องออกมา
    เพราะ...เดี๋ยวมวลมหาประชาชนราชดำเนินนับแสน-นับล้าน จะพาเหรดเข้าไปติดอยู่กับท่าน!
    ใครก็อย่าเข้าใจศาลผิด ที่ออกหมายจับคุณสุเทพ เป็นแค่ขั้นตอนกระบวนการกฎหมายเท่านั้น ยังไม่รู้ว่าคุณสุเทพผิดหรือไม่ผิด จะเป็นผู้ต้องหาหรือไม่เป็น
    ที่ศาลออกหมาย แค่ตำรวจอาศัยอำนาจศาล นำตัวคุณสุเทพไปสอบสวนทวนความก่อนเท่านั้น!
    สำหรับลูกผู้ชายอย่างเราๆ "ติดคุกยังมีวันออก........." จริงมั้ย?
    หรือใครว่าไม่จริง ยกมือซิ!?
    เอาหละ...พวกเราทั้งหลาย การ์ดสูงๆ หายใจลึกๆ จิกหัวแม่ตีน ลิ้นแตะเพดาน แล้วขยิกมันเข้าไป...ขยิกเข้าไป ชิงพื้นที่พวกมันมาอยู่ใต้ตีนเราให้หมด
    เพราะนี้คือ "ประชาชนปฏิวัติ"!

อียูเตือนทุกฝ่ายในไทยเคารพกม.-แก้ปัญหาอย่างสันติ


สหภาพยุโรปออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ทุกฝ่ายในความขัดแย้งทางการเมืองของไทย เคารพกฎหมายบ้านเมือง พร้อมทั้งแก้ปัญหาอย่างสันติ ขณะที่ล่าสุด รัสเซียประกาศเตือนนักท่องเที่ยวไม่ให้เดินทางเข้ากรุงเทพฯ แล้ว

 
 
สำนักงานผู้แทนด้านการต่างประเทศและความมั่นคงของสหภาพยุโรป ออกแถลงการณ์แสดงความเป็นห่วงสถานการณ์การบุกยึดสถานที่ราชการในกรุงเทพมหานคร พร้อมทั้งเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่มีส่วนร่วมในความขัดแย้งทางการเมืองครั้งล่าสุด เคารพกฎหมายบ้านเมืองและยึดมั่นในหลักการของประชาธิปไตย รวมถึงหาแนวทางแก้ไขวิกฤติการณ์ครั้งนี้อย่างสันติ โดยไม่ให้สถานการณ์บานปลายไปมากกว่านี้
 
 
แถลงการณ์ดังกล่าว มีขึ้นหลังจากเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ออกมาประณามการบุกยึดสถานที่ราชการของกลุ่มผู้ประท้วง รวมถึงเรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธีเช่นเดียวกัน
 
 
การประท้วงที่บานปลายในไทย ทำให้รัฐบาลนานาชาติต่างวิตกกังวลและจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยจนถึงขณะนี้ มีรัฐบาลถึง 23 ประเทศทั่วโลก รวมถึงสหรัฐฯ แคนาดา ออสเตรเลีย เยอรมนี สวีเดน และสิงคโปร์ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นประเทศที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมายังประเทศไทยมากเป็นพิเศษ ได้ออกประกาศเตือนให้ประชาชนชาติตนเองเฝ้าระวังสถานการณ์ในกรุงเทพฯตลอดเวลา และหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีการชุมนุม แม้ว่าจะไม่ได้แนะนำให้พลเมืองของตนเองหลีกเลี่ยงการเดินทางมายังประเทศไทยก็ตาม
 
 
อย่างไรก็ตาม ล่าสุดสถานเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศไทย ก็ได้ออกประกาศเตือนนักท่องเที่ยวไม่ให้เดินทางเข้าสู่กรุงเทพฯแล้ว เนื่องจากสถานการณ์วุ่นวายทางการเมืองอาจบานปลายกลายเป็นความรุนแรงได้ทุกเมื่อ แต่ยังยืนยันว่าเมืองพักผ่อนชายทะเลและหัวเมืองใหญ่ในภูมิภาคต่างๆ ปลอดภัย สามารถเดินทางไปได้ตามปกติ
 
 
แม้ว่านานาชาติจะออกมาแสดงความกังวลถึงสถานการณ์ในไทย แต่สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นรายงานว่านักท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ ยังคงไม่วิตกกังวลถึงความวุ่นวายทางการเมืองมากนัก เช่นเดียวกับชาวกรุงเทพฯส่วนใหญ่ เนื่องจากบริเวณที่อยู่นอกพื้นที่การชุมนุมยังคงอยู่ในความสงบ ไม่มีอะไรผิดปกติ
 
 
ส่วนการรายงานข่าวสถานการณ์การประท้วงของไทยในสื่อต่างประเทศ ยังดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและเข้มข้น โดยการรายงานเริ่มเปลี่ยนเป็นการวิเคราะห์สถานการณ์ในเชิงลึกมากกว่าการรายงานความคืบหน้าของการชุมนุมเหมือนวันที่ผ่านๆ มา โดยวอลสตรีท เจอร์นัลของสหรัฐฯ จับตามองไปที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ในฐานะแกนนำที่พลิกผันบทบาททางการเมืองในสภามาสู่การเดินเกมนอกสภา ส่วน บีบีซีของอังกฤษ ตั้งข้อสังเกตว่าการทุ่มเทหมดหน้าตักของพรรคการเมืองและกลุ่มต่างๆ ในไทย เป็นเพราะทุกฝ่ายกำลังเตรียมพร้อมเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมืองครั้งสำคัญ

"สุเทพ" ลั่นปฏิรูปใหญ่เสนอพิมพ์เขียวประเทศไทย

เมื่อคืนที่ผ่านมา (26 พ.ย.56) สุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำเครือข่ายราชดำเนิน เปิดใจถึงแนวทางการปฏิรูปประเทศไทย หลังขจัดระบอบทักษิณ

1.ต้องร่วมกันคิด วางกติกาใหม่ ให้ซื้อเสียงไม่ได้ โกงไม่ได้ และต้องไม่ให้คนชั่วได้เข้ามานั่งในสภาได้ 
นี่คือคำตอบแรก สำหรับคนที่อยากรู้ว่า ถ้าขจัดระบออบทักษิณแล้วจะทำอะไร ทำการเลือกตั้งบริสุทธิ์ยุติธรรม ไม่ให้ทุนสามานย์เข้ามาได้
2.เราต้องเปลี่ยนประเทศไทย ไม่ให้มีทุจริตคอรัปชั่นจนชาติเสียหายอย่างปัจจุบันนี้ ไปตัวนี้มันทำชาติย่อยยับ เมื่อมันมีอำนาจ มันโกงได้ มันจึงกล้าลงทุนซื้อเสียงให้พวกมันมานั่งในสภา
3.เราต้องการให้เคารพในอำนาจของประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่มาข่มขู่ ซื้อก็ได้ ขายก็ได้
จะต้องมีบทบัญญัติ ให้ประชาชน มีอำนาจในการเมืองการปกครอง เช่น ปชช.ต้องถอดถอนนายกฯ และ รมต.ได้ ต้องให้ปชช.ถอดถอน สส.ได้ เราต้องมีกระบวนการรับรองอำนาจประชาชน ถอดถอนในเวลาไม่ยืดยาว เห็นผลใน 5-6 เดือน ไม่ใช่รอเป็นปี
4.เราต้องปฏิรูปโครงสร้างตำรวจ ต้องให้ตำรวจเป็นตำรวจของประชาชน ให้ประชาชนเป็นคนให้ความดีความชอบตำรวจ จะได้ไม่มีพวก ได้ดีเพราะพี่ให้
5.เราต้องออกแบบให้ ข้าราชการอยู่ในระบบคุณธรรม ไม่ใช่ระบบอุปถัมภ์ต้องเป็นข้าราชการของประชาชน
6.แก้ปัญหาการศึกษา คมนาคม ฯลฯ รัฐบาลต้องเข้ามาแก้ปัญหาเป้าหมายหลักของชาติ ต้องแก้ปัญหาคนจนต้องเป็นวาระแห่งชาติ พอกันทีหากินกับนโยบายประชานิยม
ในตอนท้าย "สุเทพ" กล่าวย้ำว่า "ขอพูดต่อหน้าพระ สุเทพ เทือกสุบรรณ ไม่เป็นนายกรัฐมนตรี ผมไม่ได้ออกมาสู้ความนี้ เพื่อชาติ ไม่ใช่ตัวกู แล้วขอบอกให้ชัดเจน ไม่ได้คิดเป็นนายกและไม่ได้สู้ให้อภิสิทธิ์เป็นนายก และอภิสิทธิ์ก็บอกผมเอง เขาไม่ขอมีตำแหน่งในการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นทั้งสิ้น"

สำหรับบทบาทของ "สุเทพ" กับ "พรรคประชาธิปัตย์"
"นี่ไม่ใช่การต่อสู้เพื่อพรรคประชาธิปัตย์ เรา 9 คนออกมาแล้ว ประชาธิปัตย์สู้ในแนวเขา เราสู้ในแนวทางของประชาชน ทั้งหมดขึ้นกับสภาประชาชน ขึ้นกับประชาชน ผมไม่เข้าไปยุ่ง ผมไม่ใช่จอมบงการ"
ตอนท้าย "สุเทพ" ปฏิเสธเรื่องการปฏิรูปประเทศไทยคือการแช่แข็งประเทศไทย
"ไม่มีการแช่แข็งประเทศไทย แต่ต้องแช่แข็งนักการเมืองบ้าง"


จะกี่ครั้งฉันก็ยังทำงาน

"รู้สึกเหมือนตอนปี 49 เลย
มีข่าวลือลอยสะพัดไปมา
แต่ต่างกันตรงที่เมื่อตอนนั้นเราก็เต้นไปกับเขา และยินดีเมื่อทหารออกมารัฐประหารรัฐบาลทักษิณ

แต่ปัจจุบัน
ฉันไม่ยินดียินร้ายอะไรทั้งสิ้น
รัฐบาลขิงแก่ - ฉันก็ทำงาน
รัฐบาลสมชาย - ฉันก็ทำงาน
มีม็อบเสื้อเหลือง - ฉันก็ทำงาน
รัฐบาลสมัคร - ฉันก็ทำงาน
รัฐบาลมาร์ค - ฉันก็ทำงาน
มีม็อบเสื้อแดง - ฉันก็ทำงาน
รัฐบาลปู - ฉันก็ทำงาน
มีม็อบอีกแล้ว - ฉันก็ยังทำงาน

ต่อให้ตีกันแหลกราญประเทศพังพินาศ สุดท้ายคนทำงานอย่างฉันและเธอก็ต้องทำงานเพื่อฟื้นฟูมันอยู่ดี

ฉันขอเปนกำลังใจให้ทุกคนที่ฟันฝ่ารถติดไปทำงาน พบกับความยากลำบากในชีวิตช่วงนี้ อดทนและทำงานของเราต่อไป เหมือนทุกอย่างยังปกติ อย่าพึ่งบ้าไปก่อน

เก็บแรงไว้ฟื้นฟูทุกอย่างจากซากปรักหักพังกันอีกครั้ง เพราะกี่ครั้งเราก็ผ่านมันไปได้ แม้ไม่ใช่ในฐานะวีรชนผู้กล้า
แต่เปนแขนขาให้ประเทศชาติเดินต่อไป "

มิตรสหายท่านหนึ่ง

"สุเทพ" ประกาศเคลื่อนมวลชนจาก ก.คลัง ไปศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ ลั่นตายเป็นตาย!!

"สุเทพ" นำกองทัพมวลชนเคลื่อนขบวนจากกระทรวงการคลัง เข้าเยี่ยมข้าราชการ ที่ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ ประกาศเดินผ่านกระทรวงไหนแวะที่นั่น ลั่นทำงานเพื่อชาติตายเป็นตาย ไม่ต้องกลัว

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 27 พ.ย. 56 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการชุมนุมเช้านี้ ที่กระทรวงการคลัง ผู้ชุมนุมตื่นเช้า ทำภารกิจส่วนตัว บางส่วนนั่งฟังการปราศรัยจากแกนนำบนเวที โดยมี นายวิทยา แก้วภราดัย ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมผู้ชุมนุม

ทั้งนี้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ ได้ขึ้นกล่าวบนเวทีว่า วันนี้เราจะเดินทางไปเยี่ยมศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ เราจะเอาดอกไม้ นกหวีด ไปฝากข้าราชการที่นั่น ขอให้พี่น้องการ์ดรักษาฐานที่มั่นที่กระทรวงการคลังให้ดี อย่าให้ตำรวจมายึดที่มั่นเราได้ ช่วยดูแลรักษาประตูต่างๆให้ดี และใครที่จะเดินไปด้วยกันขอให้ไปตั้งขบวนธงไตรรงค์ด้านหน้าที่ถนนพระรามที่ 6 และมีรถติดเครื่องเสียงนำเราไป เราเดินคุยไปเรื่อยๆเดี๋ยวก็ถึง ผ่านกระทรวงไหนเราก็แวะที่นั่น ตนจะนำเดินไปเอง ทำงานเพื่อชาติไม่เป็นไร ตายเป็นตาย ไม่ต้องกลัว โดยให้นายชุมพล จุลใส แกนนำอีกคนช่วยจัดขบวนริ้วธง

นอกจากนี้เป้าหมายสำคัญแห่งหนึ่งของกลุ่มมวลชนคือไปกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)ที่ตั้งอยู่บนนถนนแจ้งวัฒนะ เพื่อพบนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ และจะเดินทางต่อไปที่กระทรวงพาณิชย์ด้วย โดยนายสุเทพระบุว่าจะเป็นคนนำขบวนด้วยตัวเอง และหากใครต้องการจะเข้าร่วมขบวนในระหว่างทางก็ยินดีเข้าขบวนได้ตลอดเส้นทาง

สำหรับเส้นทางที่แกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมถ.ราชดำเนิน ประกาศจะเดินทางไปในวันนี้ 14 กระทรวง ประกอบด้วย

1.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
2.กระทรวงวัฒนธรรม
3.กระทรวงการต่างประเทศ
4.กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ
5.กระทรวงอุตสาหกรรม
6.กระทรวงแรงงาน
7.กระทรวงการพัฒนาและความมั่นคงของมนุษย์
8.กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที)
9.กระทรวงยุติธรรม
10.กระทรวงศึกษาธิการ
11.กระทรวงพาณิชย์
12.กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
13.กระทรวงสาธารณสุข
14.กระทรวงพลังงาน