PR
วันศุกร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2557
จตุพร จี้เรียกสอบ พล.ร.ต.วินัย กล่อมอินทร์ ปูดข่าวกองกำลังเขมร
จตุพร พรหมพันธุ์ จี้ เฉลิม อยู่บำรุง เรียกสอบ พล.ร.ต.วินัย กล่อมอินทร์ ผบ.หน่วยซีล หลังบอกว่ามีกองกำลังกัมพูชามาลอบก่อเหตุเข่นฆ่าเจ้าหน้าที่ในไทย ถามรู้แล้วทำไมไม่จัดการ พร้อมท้ารบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ลั่นจะจัดให้อย่างสาสม
เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2557 นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช. กล่าวในรายการทอล์กโชว์ ถลกหนังเทือก ตอนหนึ่งว่า กรณีที่ พล.ร.ต.วินัย กล่อมอินทร์ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ (ผบ.นสร.) หรือ ผบ.หน่วยซีล ได้ออกมาพูดว่ามีการขนกองกำลังกัมพูชา 10 คันรถตู้ เพื่อมาก่อเหตุเข่นฆ่าเจ้าหน้าที่ในไทย ซึ่งถ้ามีหลักฐานชัดเจนจริง ทำไม พล.ร.ต.วินัย ไม่จับกุม และปล่อยให้เข้ามาในราชอาณาจักรไทย เรื่องนี้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.แรงงาน ในฐานะ ผอ.ศรส. ต้องเชิญ พล.ร.ต.วินัย เข้ามาสอบถาม และให้นำหลักฐานมาแสดง ถ้าไม่นำมาแสดงว่า พล.ร.ต.วินัย ต้องถูกดำเนินคดีทั้งทางอาญาและวินัย
สำหรับกรณีที่มีข่าวในโลกออนไลน์ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ท้าให้ตนเองออกมา อย่าทำตัวเหมือนเด็กเลี้ยงแกะ ถ้าแน่จริงก็อย่าทำตัวเก่งแต่ปากนั้น ตนเองพยายามตรวจสอบและไม่เชื่อว่าเป็นคำพูดของ ผบ.ทบ.จริง แต่ถ้าเป็นจริงก็ขอให้แสดงตนมา เพราะตนก็จะจัดให้อย่างสาสมเหมือนกัน
เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2557 นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช. กล่าวในรายการทอล์กโชว์ ถลกหนังเทือก ตอนหนึ่งว่า กรณีที่ พล.ร.ต.วินัย กล่อมอินทร์ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ (ผบ.นสร.) หรือ ผบ.หน่วยซีล ได้ออกมาพูดว่ามีการขนกองกำลังกัมพูชา 10 คันรถตู้ เพื่อมาก่อเหตุเข่นฆ่าเจ้าหน้าที่ในไทย ซึ่งถ้ามีหลักฐานชัดเจนจริง ทำไม พล.ร.ต.วินัย ไม่จับกุม และปล่อยให้เข้ามาในราชอาณาจักรไทย เรื่องนี้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.แรงงาน ในฐานะ ผอ.ศรส. ต้องเชิญ พล.ร.ต.วินัย เข้ามาสอบถาม และให้นำหลักฐานมาแสดง ถ้าไม่นำมาแสดงว่า พล.ร.ต.วินัย ต้องถูกดำเนินคดีทั้งทางอาญาและวินัย
สำหรับกรณีที่มีข่าวในโลกออนไลน์ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ท้าให้ตนเองออกมา อย่าทำตัวเหมือนเด็กเลี้ยงแกะ ถ้าแน่จริงก็อย่าทำตัวเก่งแต่ปากนั้น ตนเองพยายามตรวจสอบและไม่เชื่อว่าเป็นคำพูดของ ผบ.ทบ.จริง แต่ถ้าเป็นจริงก็ขอให้แสดงตนมา เพราะตนก็จะจัดให้อย่างสาสมเหมือนกัน
ปปช.ปิดประกาศแจ้งคำสั่งไต่สวน หลัง 4 ส.ส.เพื่อไทยงัดข้อปฏิเสธไม่รับ
24 ม.ค.57 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้นำบันทึกเสนอลงนามหนังสือปิดประกาศแจ้งคำสั่งไต่สวนข้อเท็จจริงให้กับผู้ถูกกล่าวหารับทราบ กรณีการไต่สวนข้อเท็จจริงคำร้องกล่าวหาสมาชิกรัฐสภา ส.ส.และ ส.ว.จำนวน 312 คน กระทำผิดต่อตำแหน่งราชการ ถูกเสนอชื่อถอดถอนจากตำแหน่ง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 270 กรณีร่วมลงชื่อเสนอญัตติร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เกี่ยวกับที่มาของวุฒิสภา มาติดประกาศไว้ที่บอร์ดประชาสัมพันธ์ ในบริเวณอาคารสำนักงาน ป.ป.ช.สนามบินน้ำ
ทั้งนี้ เพื่อแสดงไว้เป็นหลักฐานตามกฎหมาย หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ป.ป.ช.ได้ส่งคำสั่งให้ไต่สวนข้อเท็จจริงกรณีนี้ไปให้ ส.ส.พรรคเพื่อไทย หลายคน ที่ถูกกล่าวหาได้รับทราบ แต่มีการปฏิเสธไม่ยอมรับคำสั่ง
สำหรับ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่ถูกระบุชื่อในบันทึกเสนอลงนามหนังสือปิดประกาศแจ้งคำสั่งไต่สวนข้อเท็จจริงให้กับผู้ถูกกล่าวหารับทราบ ของ ป.ป.ช.ครั้งนี้ ประกอบด้วย 1.นายองอาจ วชิรพงศ์ ส.ส.อยุธยา เขต 5 พรรคเพื่อไทย 2.นางวราภรณ์ ตั้งภากรณ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย 3.นางอุดมรัตน์ อาภรณ์รัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และ 4.นายประเสริฐ บุญเรือง ส.ส.กาฬสินธุ์ เขต 6 พรรคเพื่อไทย
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของ นายองอาจ และ นางวราภรณ์ ป.ป.ช.ระบุว่า ได้มีการส่งหนังสือแจ้งคำสั่ง ป.ป.ช.เรื่องการไต่ส่วนข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าวไปให้รับทราบทางไปรษณีย์ แต่บุคคลทั้งสองไม่ยอมรับ และคืนผู้ฝากกลับมา ขณะที่ นางอุดมรัตน์ ไม่ทราบที่อยู่ใหม่ คำสั่งถูกคืนผู้ฝากเช่นกัน ส่วนนายประเสริฐ ไม่มีผู้รับตามที่จ่าหน้าซองไป
ทั้งนี้ ป.ป.ช.ได้รับในหนังสือปิดประกาศว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้มีการพิจารณาและมีมติให้ดำเนินการปิดประกาศหนังสือแจ้งคำสั่งให้ไต่สวนข้อเท็จจริงให้ผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด รับทราบโดยเปิดเผย ณ สำนักงาน ป.ป.ช.และภูมิสำเนาของผู้ถูกกล่าวหา โดยให้จดแจ้งการดำเนินการดังกล่าวไว้เป็นหลักฐาน และให้ถือว่าผู้ถูกกล่าวหาได้รับทราบคำสั่งดังกล่าวทันที แต่ในส่วนของนายองอาจ ป.ป.ช.เห็นสมควรให้มีหนังสือแจ้งคำสั่งให้ไต่สวนข้อเท็จจริงไปให้รับทราบอีกครั้ง ตามภูมิลำเนาที่ปรากฏในหลักฐานทางทะเบียนราษฎร์ เพื่อความเป็นธรรม
ทั้งนี้ เพื่อแสดงไว้เป็นหลักฐานตามกฎหมาย หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ป.ป.ช.ได้ส่งคำสั่งให้ไต่สวนข้อเท็จจริงกรณีนี้ไปให้ ส.ส.พรรคเพื่อไทย หลายคน ที่ถูกกล่าวหาได้รับทราบ แต่มีการปฏิเสธไม่ยอมรับคำสั่ง
สำหรับ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่ถูกระบุชื่อในบันทึกเสนอลงนามหนังสือปิดประกาศแจ้งคำสั่งไต่สวนข้อเท็จจริงให้กับผู้ถูกกล่าวหารับทราบ ของ ป.ป.ช.ครั้งนี้ ประกอบด้วย 1.นายองอาจ วชิรพงศ์ ส.ส.อยุธยา เขต 5 พรรคเพื่อไทย 2.นางวราภรณ์ ตั้งภากรณ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย 3.นางอุดมรัตน์ อาภรณ์รัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และ 4.นายประเสริฐ บุญเรือง ส.ส.กาฬสินธุ์ เขต 6 พรรคเพื่อไทย
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของ นายองอาจ และ นางวราภรณ์ ป.ป.ช.ระบุว่า ได้มีการส่งหนังสือแจ้งคำสั่ง ป.ป.ช.เรื่องการไต่ส่วนข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าวไปให้รับทราบทางไปรษณีย์ แต่บุคคลทั้งสองไม่ยอมรับ และคืนผู้ฝากกลับมา ขณะที่ นางอุดมรัตน์ ไม่ทราบที่อยู่ใหม่ คำสั่งถูกคืนผู้ฝากเช่นกัน ส่วนนายประเสริฐ ไม่มีผู้รับตามที่จ่าหน้าซองไป
ทั้งนี้ ป.ป.ช.ได้รับในหนังสือปิดประกาศว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้มีการพิจารณาและมีมติให้ดำเนินการปิดประกาศหนังสือแจ้งคำสั่งให้ไต่สวนข้อเท็จจริงให้ผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด รับทราบโดยเปิดเผย ณ สำนักงาน ป.ป.ช.และภูมิสำเนาของผู้ถูกกล่าวหา โดยให้จดแจ้งการดำเนินการดังกล่าวไว้เป็นหลักฐาน และให้ถือว่าผู้ถูกกล่าวหาได้รับทราบคำสั่งดังกล่าวทันที แต่ในส่วนของนายองอาจ ป.ป.ช.เห็นสมควรให้มีหนังสือแจ้งคำสั่งให้ไต่สวนข้อเท็จจริงไปให้รับทราบอีกครั้ง ตามภูมิลำเนาที่ปรากฏในหลักฐานทางทะเบียนราษฎร์ เพื่อความเป็นธรรม
มติศาลรธน. 8-0 ให้ออกพรฎ.ฉบับใหม่เลื่อนเลือกตั้งได้
ด่วน! มติศาลรธน. 8-0
ให้ออกพรฎ.ฉบับใหม่เลื่อนเลือกตั้งได้
ให้ออกพรฎ.ฉบับใหม่เลื่อนเลือกตั้งได้
จักรภพ เพ็ญแข: สวดภาณยักษ์
January 24, 2014
ตอนแรกว่าจะคอยคำวินิจฉัยของตุลาการรัฐธรรมนูญก่อนแล้วค่อยเขียน แต่มานึกอีกทีเขียนเลยจะดีกว่า เพราะการนั่งคอยคำวินิจฉัยอย่างนี้ถือเป็นความวิปริตผิดเพี้ยนแบบไทยโดยแท้ ก็ทั้งรัฐบาลและองค์กรอิสระคือคณะกรรมการการเลือกตั้ง ต่างรู้หน้าที่ของตนดีอยู่ รัฐบาลเขาก็ยืนยันว่าการเลือกตั้งไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของเขา ที่จะไปกำหนดว่าเมื่อไหร่อย่างไร แต่คณะกรรมการการเลือกตั้งที่มีอำนาจสูงสุดในการจัดการเลือกตั้ง เกิดพิสดารขึ้นมา หมดความมั่นใจในตัวเองขึ้นมาเฉยๆ ว่ามีอำนาจเลื่อนเลือกตั้งหรือไม่ หรือจะมีใครนอกรัฐธรรมนูญสั่งมาแล้วว่าต้องเลื่อนแต่ไม่กล้าประกาศเลื่อนและรับผิดชอบเองก็ไม่รู้ เลยแกล้งไก๋หันไปถามพวกกันเองที่แสร้งว่าอยู่อีกขั้วหนึ่งให้ช่วยวินิจฉัยแทนให้ สำนวนไทยเรียกพฤติกรรมอย่างนี้ว่าแก้เกี้ยว ซึ่งคนทำนึกว่าเดินเกมฉลาดเสียนี่กระไร ความจริงมวลชนฝ่ายประชาธิปไตยเขารู้ทันเกมเหล่านี้หมด รู้ทันไปถึงลูกพี่ของคนทำเสียด้วยซ้ำไป
ไม่ว่าจะวินิจฉัยลื่นกะล่อนกันไปถึงไหน หรือวินิจฉัยแต่เพียงว่า ไม่มีอำนาจวินิจฉัย แล้วกระซิบให้กุ๊ยริมถนนช่วยจัดการปิดเกมต่อให้ก็ตาม ผู้บงการก็ไม่มีวันที่จะพ้นจากความรับผิดชอบในครั้งนี้ไปได้ ผมไม่ได้พูดถึงพวกที่กำลังมีความสุขกับสวัสดิการหลังเกษียณ เพราะคนรับใช้อย่างนี้หาไม่ยาก ไม่เอาคนแก่กลุ่มนี้เขาก็ไปขุดจากนิคมคนชราอื่นๆ มาใช้แทน เพราะคนแก่หมดทางไปและขอสุขสำราญสักนิดก่อนจะลาโรงหรือลาโลกไป แต่พูดถึงระบอบอำมาตย์ศักดินาที่กำลังสยายปีกกันเต็มที่ เตรียมยันกำลังของฝ่ายประชาธิปไตยและประชาชนที่กำลังรุกคืบเข้ามาในกระบวนการเลือกตั้ง คิดดูก็น่าภูมิใจที่เราทำให้ฝ่ายเขากลายเป็นผีถูกน้ำมนต์กันถึงขนาดนี้ได้ น้ำมนต์ประชาธิปไตยไม่กี่หยดทำให้ผีร้ายที่สิงสู่อยู่นานหลายทศวรรษเกิดอาการดิ้นพราดๆ อาสน์ร้อน หรือราวบทสวดอาฏานาฏิยปริตร ที่เรียกง่ายๆ ว่า สวดภาณยักษ์ ที่ทำให้ความชั่วร้ายในตัวทะลักไหลออกมาอย่างน่าตื่นใจ ความดิบเถื่อนทั้งหลายในวันนี้ ถือเป็นชัยชนะของฝ่ายประชาธิปไตย ไม่มียุคไหนที่เครือข่ายโอปปาติกะที่โสโครกทั้งหลายจะไม่อาจอยู่นิ่งได้ ถึงขั้นฉีกกระชากหน้ากากทองของตัวเองทิ้งและสำแดงใบหน้าอสุรกายอย่างเต็มที่ เหล่านี้อย่าเผลอคิดว่าเป็นเคราะห์กรรมนะครับ นี่ล่ะครับคือบุญกุศลที่เราได้เห็นชัดเจนว่า ใครเป็นผีใครเป็นคน เพราะมีเวลาอีกมากที่เราจะจัดการให้คนอยู่ส่วนคนและผีอยู่ส่วนผี ขั้นตอนที่ว่านี้เรียกตามหลักสากลได้ว่า การพัฒนาประชาธิปไตย
กรรมการการเลือกตั้งสมควรที่จะระลึกรู้และละอายใจว่า การยื่นเรื่องไปยังตุลาการรัฐธรรมนูญมีความหมายเท่ากับการยกบ้านเมืองของตัวเอง (คณะกรรมการการเลือกตั้ง) ไปเป็นเมืองขึ้นของบ้านเมืองอื่น (ตุลาการรัฐธรรมนูญ) ยิ่งเป็นกรรมการใหม่ รับหน้าที่มาเพียงไม่กี่สัปดาห์ ก็ยิ่งน่าอายว่าตนเองขาดสิ่งที่เรียกกันว่าศักดิ์ศรีขององค์กรอิสระ ผมไม่รู้ว่าคนทั้งห้าเป็นใครมาจากไหน รู้จักแต่นายสมชัย ศรีสุทธิยากรที่เคยเห็นหน้าสมัยเป็นเอ็นจีโอที่สร้างตัวขึ้นมาจนได้ชื่อว่าเชี่ยวชาญการเลือกตั้ง ผมอยากจะชี้ให้ท่านเห็นกันจนทั่วว่า คนไทยที่เราเรียกอย่างยกย่องหรือตามมารยาทว่า ผู้ใหญ่ ความจริงแล้วก็คือเด็กในสังกัดของผู้มีอำนาจตัวจริงของประเทศไทย ที่มีความเป็นเด็กหนักหนากว่าประชาชนคนธรรมดาซึ่งต้องเติบโตเป็นผู้ใหญ่เพราะไม่มีใครอุปถัมภ์ค้ำชูเสียด้วยซ้ำ เด็กนั้นคือคนที่อยากได้ของ (อำนาจ) แต่ไม่อยากรับผิดชอบในผลของสิ่งนั้น ผู้ใหญ่คือคนที่รับผิดชอบในสิ่งที่ตนเข้าไปข้องเกี่ยว รวมทั้งใช้หลักเหตุผลแทนอารมณ์ความรู้สึกแบบเด็กๆ ก็เพราะผู้มีอำนาจเมืองไทยตีกรอบให้คนไทยจำนวนมากเป็นเด็กกันมานานนักหนา วันนี้เราจึงเห็นพฤติกรรมแบบเด็กๆ ทั่วบ้านทั่วเมืองจนดูคล้ายเป็นสันดานหลักไปเสียแล้ว ไม่ว่านิสัยขี้แพ้ชวนตี เอาแต่ใจตัวเอง ไม่ให้อะไรคนอื่นแต่จะเอาของตัวเองมากๆ ร้องเสียงดังเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ตัวต้องการ ฯลฯ น่าเสียดายที่หลายคนต้องรวมกรรมการการเลือกตั้งเข้าไปในคนหมู่นั้นด้วยอย่างไม่น่าเชื่อ
คำวินิจฉัยจะออกมาท่าไหนก็ตาม เราต้องตั้งหลักของเราเองให้มั่นคงว่า ประชาธิปไตยต้องเป็นผู้ใหญ่ และปล่อยให้เด็กเขาเป็นเด็กต่อไปเถิด เพราะบ้านเมตตา บ้านกรุณา บ้านมุทิตา และบ้านอุเบกขาก็ยังมีอยู่.
ตอนแรกว่าจะคอยคำวินิจฉัยของตุลาการรัฐธรรมนูญก่อนแล้วค่อยเขียน แต่มานึกอีกทีเขียนเลยจะดีกว่า เพราะการนั่งคอยคำวินิจฉัยอย่างนี้ถือเป็นความวิปริตผิดเพี้ยนแบบไทยโดยแท้ ก็ทั้งรัฐบาลและองค์กรอิสระคือคณะกรรมการการเลือกตั้ง ต่างรู้หน้าที่ของตนดีอยู่ รัฐบาลเขาก็ยืนยันว่าการเลือกตั้งไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของเขา ที่จะไปกำหนดว่าเมื่อไหร่อย่างไร แต่คณะกรรมการการเลือกตั้งที่มีอำนาจสูงสุดในการจัดการเลือกตั้ง เกิดพิสดารขึ้นมา หมดความมั่นใจในตัวเองขึ้นมาเฉยๆ ว่ามีอำนาจเลื่อนเลือกตั้งหรือไม่ หรือจะมีใครนอกรัฐธรรมนูญสั่งมาแล้วว่าต้องเลื่อนแต่ไม่กล้าประกาศเลื่อนและรับผิดชอบเองก็ไม่รู้ เลยแกล้งไก๋หันไปถามพวกกันเองที่แสร้งว่าอยู่อีกขั้วหนึ่งให้ช่วยวินิจฉัยแทนให้ สำนวนไทยเรียกพฤติกรรมอย่างนี้ว่าแก้เกี้ยว ซึ่งคนทำนึกว่าเดินเกมฉลาดเสียนี่กระไร ความจริงมวลชนฝ่ายประชาธิปไตยเขารู้ทันเกมเหล่านี้หมด รู้ทันไปถึงลูกพี่ของคนทำเสียด้วยซ้ำไป
ไม่ว่าจะวินิจฉัยลื่นกะล่อนกันไปถึงไหน หรือวินิจฉัยแต่เพียงว่า ไม่มีอำนาจวินิจฉัย แล้วกระซิบให้กุ๊ยริมถนนช่วยจัดการปิดเกมต่อให้ก็ตาม ผู้บงการก็ไม่มีวันที่จะพ้นจากความรับผิดชอบในครั้งนี้ไปได้ ผมไม่ได้พูดถึงพวกที่กำลังมีความสุขกับสวัสดิการหลังเกษียณ เพราะคนรับใช้อย่างนี้หาไม่ยาก ไม่เอาคนแก่กลุ่มนี้เขาก็ไปขุดจากนิคมคนชราอื่นๆ มาใช้แทน เพราะคนแก่หมดทางไปและขอสุขสำราญสักนิดก่อนจะลาโรงหรือลาโลกไป แต่พูดถึงระบอบอำมาตย์ศักดินาที่กำลังสยายปีกกันเต็มที่ เตรียมยันกำลังของฝ่ายประชาธิปไตยและประชาชนที่กำลังรุกคืบเข้ามาในกระบวนการเลือกตั้ง คิดดูก็น่าภูมิใจที่เราทำให้ฝ่ายเขากลายเป็นผีถูกน้ำมนต์กันถึงขนาดนี้ได้ น้ำมนต์ประชาธิปไตยไม่กี่หยดทำให้ผีร้ายที่สิงสู่อยู่นานหลายทศวรรษเกิดอาการดิ้นพราดๆ อาสน์ร้อน หรือราวบทสวดอาฏานาฏิยปริตร ที่เรียกง่ายๆ ว่า สวดภาณยักษ์ ที่ทำให้ความชั่วร้ายในตัวทะลักไหลออกมาอย่างน่าตื่นใจ ความดิบเถื่อนทั้งหลายในวันนี้ ถือเป็นชัยชนะของฝ่ายประชาธิปไตย ไม่มียุคไหนที่เครือข่ายโอปปาติกะที่โสโครกทั้งหลายจะไม่อาจอยู่นิ่งได้ ถึงขั้นฉีกกระชากหน้ากากทองของตัวเองทิ้งและสำแดงใบหน้าอสุรกายอย่างเต็มที่ เหล่านี้อย่าเผลอคิดว่าเป็นเคราะห์กรรมนะครับ นี่ล่ะครับคือบุญกุศลที่เราได้เห็นชัดเจนว่า ใครเป็นผีใครเป็นคน เพราะมีเวลาอีกมากที่เราจะจัดการให้คนอยู่ส่วนคนและผีอยู่ส่วนผี ขั้นตอนที่ว่านี้เรียกตามหลักสากลได้ว่า การพัฒนาประชาธิปไตย
กรรมการการเลือกตั้งสมควรที่จะระลึกรู้และละอายใจว่า การยื่นเรื่องไปยังตุลาการรัฐธรรมนูญมีความหมายเท่ากับการยกบ้านเมืองของตัวเอง (คณะกรรมการการเลือกตั้ง) ไปเป็นเมืองขึ้นของบ้านเมืองอื่น (ตุลาการรัฐธรรมนูญ) ยิ่งเป็นกรรมการใหม่ รับหน้าที่มาเพียงไม่กี่สัปดาห์ ก็ยิ่งน่าอายว่าตนเองขาดสิ่งที่เรียกกันว่าศักดิ์ศรีขององค์กรอิสระ ผมไม่รู้ว่าคนทั้งห้าเป็นใครมาจากไหน รู้จักแต่นายสมชัย ศรีสุทธิยากรที่เคยเห็นหน้าสมัยเป็นเอ็นจีโอที่สร้างตัวขึ้นมาจนได้ชื่อว่าเชี่ยวชาญการเลือกตั้ง ผมอยากจะชี้ให้ท่านเห็นกันจนทั่วว่า คนไทยที่เราเรียกอย่างยกย่องหรือตามมารยาทว่า ผู้ใหญ่ ความจริงแล้วก็คือเด็กในสังกัดของผู้มีอำนาจตัวจริงของประเทศไทย ที่มีความเป็นเด็กหนักหนากว่าประชาชนคนธรรมดาซึ่งต้องเติบโตเป็นผู้ใหญ่เพราะไม่มีใครอุปถัมภ์ค้ำชูเสียด้วยซ้ำ เด็กนั้นคือคนที่อยากได้ของ (อำนาจ) แต่ไม่อยากรับผิดชอบในผลของสิ่งนั้น ผู้ใหญ่คือคนที่รับผิดชอบในสิ่งที่ตนเข้าไปข้องเกี่ยว รวมทั้งใช้หลักเหตุผลแทนอารมณ์ความรู้สึกแบบเด็กๆ ก็เพราะผู้มีอำนาจเมืองไทยตีกรอบให้คนไทยจำนวนมากเป็นเด็กกันมานานนักหนา วันนี้เราจึงเห็นพฤติกรรมแบบเด็กๆ ทั่วบ้านทั่วเมืองจนดูคล้ายเป็นสันดานหลักไปเสียแล้ว ไม่ว่านิสัยขี้แพ้ชวนตี เอาแต่ใจตัวเอง ไม่ให้อะไรคนอื่นแต่จะเอาของตัวเองมากๆ ร้องเสียงดังเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ตัวต้องการ ฯลฯ น่าเสียดายที่หลายคนต้องรวมกรรมการการเลือกตั้งเข้าไปในคนหมู่นั้นด้วยอย่างไม่น่าเชื่อ
คำวินิจฉัยจะออกมาท่าไหนก็ตาม เราต้องตั้งหลักของเราเองให้มั่นคงว่า ประชาธิปไตยต้องเป็นผู้ใหญ่ และปล่อยให้เด็กเขาเป็นเด็กต่อไปเถิด เพราะบ้านเมตตา บ้านกรุณา บ้านมุทิตา และบ้านอุเบกขาก็ยังมีอยู่.
ผบ.ตร. ออกประกาศฉบับ 1 ห้ามกลุ่มหรือบุคคลเข้าอาคาร 13 แห่ง
ผบ.ตร. ออกประกาศฉบับ 1 ห้ามกลุ่มหรือบุคคลเข้าอาคาร 13 แห่ง ทำเนียบรัฐบาล ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะติดโผ รวมถึงพื้นที่ถนนอีก 25 เส้นทาง
วันนี้ ( 24 ม.ค.57 ) พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือ ผบ.ตร. ในฐานะหัวหน้ารับผิดชอบตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ออกประกาศฉบับที่ 1 ห้ามบุคคล หรือกลุ่มบุคคลเข้าอาคารรวม 13 แห่ง ได้แก่
1.ทำเนียบรัฐบาล
2.รัฐสภา
3.กระทรวงมหาดไทย
4.กระทรวงพลังงาน
5.ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ
6.บริษัท กสท โทรคมนาคม แจ้งวัฒนะ
7.บริษัท ทีโอที จำกัด(มหาชน)
8.สถานีดาวเทียมไทยคม สถานีให้บริการภาคพื้นดินไทยคม
9.บริษัท กสท โทรคมนาคม บางรัก
10.วิทยุการบินแห่งประเทศไทย
11.สโมสรตำรวจ
12.ส่วนราชรัฐวิสาหกิจ
13.องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานรัฐอื่นๆ
2.รัฐสภา
3.กระทรวงมหาดไทย
4.กระทรวงพลังงาน
5.ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ
6.บริษัท กสท โทรคมนาคม แจ้งวัฒนะ
7.บริษัท ทีโอที จำกัด(มหาชน)
8.สถานีดาวเทียมไทยคม สถานีให้บริการภาคพื้นดินไทยคม
9.บริษัท กสท โทรคมนาคม บางรัก
10.วิทยุการบินแห่งประเทศไทย
11.สโมสรตำรวจ
12.ส่วนราชรัฐวิสาหกิจ
13.องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานรัฐอื่นๆ
นอกจากนี้ ยังมีห้ามเข้าพื้นที่ถนน 25 เส้นทาง อาทิ ถนนราชสีมา พิษณุโลก และถนนโดยรอบพื้นที่ทำเนียบรัฐบาล และรัฐสภา ส่วนที่เหลือเป็นพื้นที่จุดชุมนุม 7 ชุด คือถนนพระราม 1 ถนนรัชดาภิเษก ถนนสุขุมวิท แยกนานา ถึงปากซอยสุขุมวิท 19 ถนนราชวิถีแยกตึกชัย ถึงแยกสามเหลี่ยมดินแดง ถนนพหลโยธินแยกลาดพร้าว ถึงแยกกำแพงเพชร และถนนแจ้งวัฒนะ
นอกจากนี้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยังลงคำสั่งประกาศฉบับที่ 2 เพื่อห้ามนำอาวุธออกนอกเคหะสถานในเขตพื้นที่ประกาศ ซึ่งรวมถึงสิ่งเทียมอาวุธ หรือสิ่งที่จะนำมาใช้เป็นอาวุธด้วย
(คลิป)ทหารเรือมาช่วยม็อบ 02 12 56
ภาพเหตุการณ์บริเวณสะพานอรทัย ซึ่งเกิดการปะทะและมีเสียงปืนระเบิดเป็นระยะ วันที่ ๒ ธ.ค.๕๖ เวลา ๑๙.๓๐น. มีเสียงของชาวอ้างว่า เป็น น.อ.พิเศษ ประเวศน์ นพเวช ร.น.ครูฝึก กองจู่โจมยุทธการพิเศษ กองทัพเรือ กล่าวผ่านเครื่องกระจายเสียง บอกว่าหน่วยของตนเข้าแทรกซึมพื้นที่เป้าหมายไว้หมดแล้วน่าจะสามารถยึดได้ในไม่ช้า และว่าทหารเรือไม่ทิ้งประชาชน
พระราชลัญจกร โดย รองศาสตราจารย์ธงทอง จันทรางศุ
| พระราชลัญจกร โดย รองศาสตราจารย์ธงทอง จันทรางศุ ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก มีพระราชประเพณีว่า พราหมณ์จะต้องถวาย พระสุพรรณบัฏเฉลิมพระปรมาภิไธยก่อนถวายเครื่องสิริราชกกุธภัณฑ์อื่นๆ และจะเชิญดวงพระบรมราชสมภพ และพระราชลัญจกรประจำรัชกาล ขึ้นประดิษฐานบนมณฑลพระราชพิธีดังนั้น ก่อนเริ่มการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกจึงมีหมายกำหนดการให้มีพระราชพิธีจารึกพระสุพรรณบัฏ ดวงพระบรมราชสมภพ และพระราชลัญจกร ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามก่อน พิธีนี้จะต้องกำหนดมงคลฤกษ์เมื่อโหรกำหนดพระฤกษ์วันใดแล้ว ในตอนเย็นก่อนถึงวันพระฤกษ์ พระสงฆ์จะเจริญพระพุทธมนต์โหรสวดบูชาเทวดา รุ่งขึ้นจึงจะประกอบการพระราชพิธีจารึกพระสุพรรณบัฏ ฯลฯ พระราชลัญจกร คือ ตราหรือเครื่องหมายรูปสัญลักษณ์ต่าง ๆ ที่สร้างขึ้นสำหรับใช้ตี หรือประทับ หรือปิดผนึกบนเอกสาร ทั้งที่เป็นเอกสารทางราชการ หรือเอกสารส่วนพระองค์ จำแนกตามรูปแบบและหลักการใช้ได้หลายองค์ และหลายประเภท ตามโบราณราชประเพณีถือว่าพระราชลัญจกรเป็นเครื่องมงคลอย่างหนึ่งในหมวดพระราชสิริ ประกอบด้วย พระสุพรรณบัฏปรมาภิไธยดวงพระบรมราชสมภพ และพระราชลัญจกรประจำรัชกาล อันได้แก่ พระราชลัญจกรประจำแผ่นดิน และพระราชลัญจกรประจำพระองค์ที่สร้างขึ้นในแต่ละรัชกาล ดังนั้น พระราชลัญจกรจึงเป็นเครื่องหมายอย่างหนึ่งที่แสดงถึงพระราชอิสริยยศ พระเกียรติยศ และพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ และยังเป็นสัญลักษณ์แห่งเกียรติภูมิของชาติด้วย ชาติไทยมีวัฒนธรรมในการใช้ลัญจกร หรือตรามานานแล้ว อย่างน้อยก็มีหลักฐานชัดเจนว่า เคยใช้ในสมัยกรุงศรีอยุธยามาแล้วเดิมอาจเริ่มใช้ในวงการชนชั้นสูง เช่น พระมหากษัตริย์ จากนั้นก็ขยายวงออกไปถึงพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการ พ่อค้า ประชาชนเพราะเดิมเอกสารต่างๆ ไม่ได้ลงนามผู้เขียน แต่ใช้ตราประจำตัว หรือตราประจำตำแหน่งแทนการลงลายมือชื่อ ดังปรากฏในกฎหมายลักษณะ พระธรรมนูญ ว่าด้วยการใช้ตราประจำตำแหน่งข้าราชการ ซึ่งบัญญัติขึ้นเมื่อพุทธศักราช ๒๑๗๙ ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง และพระราชลัญจกร ซึ่งใช้ในราชการแผ่นดินนั้นก็มีหลายองค์tเละมีระเบียบแบบแผ่นในการใช้สืบต่อกันมายาวนานเช่นกัน จนกระทั่งถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พระองค์ก็ได้ทรงบัญญัติวิธีการใช้ลัญจกรหรือตราให้เป็นแบบแผนมั่นคงขึ้น เช่น มีพระบรมราชโองการประกาศให้ราษฎรลงลายมือชื่อ หรือประทับตราประจำตำแหน่ง หรือลงลายมือชื่อกำกับการประทับตราในเอกสารหรือหนังสือต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเอกสารที่เป็นสัญญา ฎีกาและหนังสือคดีความต่างๆ ต่อมา ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติใช้ตราแผ่นดินรัตนโกสินทร์ศก ๑๐๘ (พุทธศักราช ๒๔๓๒) กำหนดกฎเกณฑ์การใช้พระราลัญจกรทั้งภาครัฐและเอกชน ให้เป็นแบบแผนเหมาะสมกับภาวการณ์ของประเทศมากขึ้น และมีการปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องนี้ขึ้นมาอีกหลายฉบับ การประทับพระราชลัญจกรในรัชกาลปัจจุบัน พระราชลัญจกรมีอยู่ด้วยกันเป็นจำนวนมากหลายองค์ได้ใช้สืบเนื่องกันมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ในรัชกาลปัจจุบันจึงได้พิจารณาให้ใช้เฉพาะบางองค์เพื่อให้เหมาะสมกับกาลสมัย ส่วนวิธีการใช้ประทับในเอกสารสำคัญต่างๆ ได้อิงพระราชบัญญัติ พระราชลัญจกรรัตนโกสินทร์ศก ๑๒๒ ซึ่งตราขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระราชบัญญัติ พระราชลัญจกรรัตนโกสินทร์ศก ๑๓๐ ซึ่งตราขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวประกอบกับประเพณีปฏิบัติที่สืบเนื่องกันมา พระราชลัญจกรที่ใช้ประทับเอกสารสำคัญในรัชกาลปัจจุบัน อาจแบ่งเป็น ๓ หมวด รวม ๗ องค์ด้วยกันคือ |
[ดูภาพทั้งหมดในหมวด] |
หัวข้อ
- พระราชลัญจกรประจำแผ่นดิน
- พระราชลัญจกรประจำพระองค์
- พระราชลัญจกรพระครุฑพ่าห์ประจำรัชกาล
- พระราชลัญจกรสำหรับแผ่นดิน
| พระราชลัญจกรประจำแผ่นดิน พระราชลัญจกรประจำแผ่นดิน ได้แก่ พระราชลัญจกรพระครุฑพ่าห์ประจำรัชกาล และพระราชลัญจกรสำหรับแผ่นดิน คือ พระราชลัญจกรที่ใช้สืบเนื่องมาจากรัชกาลก่อนๆ ได้แก่ พระราชลัญจกรมหาโองการ พระราชลัญจกรหงสพิมาน พระราชลัญจกรไอยราพต (องค์ใหญ่) พระราชลัญจกรไอยราพต (องค์กลาง) และพระราชลัญจกรพระบรมราชโองการ ซึ่งจะขอกล่าวถึงพระราชลัญจกรแต่ละองค์ตามสมควร [กลับหัวข้อหลัก] |
|
| พระราชลัญจกรประจำพระองค์ พระมหากษัตริย์ในพระบรมราชจักรีวงศ์มีพระราชลัญจกรเป็นสัญลักษณ์ประจำพระองค์ต่างกัน ดังปรากฏในเงินพดด้วง หรือปกคัมภีร์พระไตรปิฎก หรือถาวรวัตถุที่สร้างขึ้นในรัชกาล เช่น ที่หน้าบันพระอุโบสถ พระวิหาร พระราชสัญลักษณ์ประจำพระองค์ดังกล่าว ได้แก่ พระราชสัญลักษณ์ประจารัชกาลที่ ๑ เป็นรูปปทุมอุณาโลม มีอักขระ “อุ” หรือเลข ๙ ไทยกลับข้างอยู่กลาง ล้อมรอบด้วยกลีบบัว ทั้งนี้เพราะรูปพระอุณาโลมคล้ายกับพระมหาสังข์ของเก่าสมัยกรุงศรีอยุธยาที่ทรงได้มา และโปรดพระมหาสังข์องค์นี้มาก พระราชสัญลักษณ์ประจำรัชกาลที่ ๒ เป็นรูปครุฑยุดนาค สืบเนื่องมาจากพระบรมนามาภิไธยเดิม “ฉิม” อันตรงกับฉิมพลีที่เป็นวิมานของครุฑในป่าหิมพานต์ พระราชสัญลักษณ์ประจำรัชกาลที่ ๓ เป็นรูปปราสาท มาจากพระบรมนามาภิไธยเดิม “ทับ” ที่แปลว่า เรือนที่อยู่ พระราชสัญลักษณ์ประจำรัชกาลที่ ๔ เป็นรูปพระมหาพิชัยมงกุฎ มาจากพระบรมนามาภิไธยเดิม “เจ้าฟ้ามงกุฎ” พระราชสัญลักษณ์ประจำรัชกาลที่ ๕ เป็นรูปพระเกี้ยว หรือจุลมงกุฎ คือยอดของมงกุฎมาจากพระบรมนามาภิไธยเดิม “เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์” จุฬาลงกรณ์ แปลว่า เครื่องประดับผม (จุก) ดังนั้น คำว่า “พระเกี้ยว-จุฬาลงกรณ์-จุลจอมเกล้าจึงมีความหมายเหมือนกัน พระราชสัญลักษณ์ประจำรัชกาลที่ ๖ เป็นรูปวชิราวุธ มาจากพระบรมนามาภิไธยเดิมเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ พระราชสัญลักษณ์ประจำรัชกาลที่ ๗ เป็นรูปพระแสงศร ๓ องค์ คือ พระแสงศรพรหมาสตร์ พระแสงศรประลัยวาต และพระแสงศรอัคนิวาต สืบเนื่องมาจากพระบรมนามาภิไธยเดิม “เจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์” “เดชน์” แปลว่า ลูกศร พระราชสัญลักษณ์ประจำรัชกาลที่ ๘ เป็นรูปพระโพธิสัตว์ประทับบนบัลลังก์ดอกบัว ห้อยพระบาทขวาเหนือบัวบาน ซึ่งหมายถึงแผ่นดินพระหัตถ์ซ้ายถือดอกบัวตูม มีเรือนแก้วด้านหลังแทนรัศมี สืบเนื่องมาจากพระบรมนามาภิไธย “อานันทมหิดล” แปลว่า เป็นที่ยินดีของแผ่นดินดุจพระโพธิสัตว์ได้เสด็จมาประทานความร่มเย็นเป็นสุขแก่ทวยราษฎร์ พระราชสัญลักษณ์ประจำรัชกาลที่ ๙ เป็นรูปพระที่นั่งอัฐทิศ ประกอบด้วยวงจักร กลางวงจักรมีอักขระเป็น “อุ” หรือเลข ๙ รอบวงจักรมีรัศมีเปล่งออกโดยรอบ เหนือจักรเป็นรูปเศวตฉัตร ๗ ชั้น ตั้งบนพระที่นั่งอัฐทิศที่ใช้ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก รวมความหมายถึง ทรงเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๙ สืบเนื่องมาจากพระบรมนามาภิไธย “ภูมิพล” คือทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่เป็นกำลังของแผ่นดิน พระราชลัญจกรประจำพระองค์ในรัชกาลปัจจุบันเป็นตรางา มีลักษณะเป็นรูปไข่ ขนาดกว้าง ๕ เซนติเมตร ยาว ๖.๒ เซนติเมตร รวมด้ามสูง ๙.๔ เซนติเมตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สำนักพระราชวังจัดสร้างขึ้น สำหรับใช้ประทับกำกับพระปรมาภิไธยในเอกสารสำคัญส่วนพระองค์เช่น ประกาศนียบัตรกำกับเหรียญรัตนาภรณ์ โดยโปรดเกล้าฯ ให้เชิญเข้าร่วมในการพระราชพิธีฉัตรมงคล พุทธศักราช ๒๔๙๖ และเชิญใช้ประทับตั้งแต่นั้นมา [กลับหัวข้อหลัก] |
|
| พระราชลัญจกรพระครุฑพ่าห์ประจำรัชกาล พระราชลัญจกรพระครุฑพ่าห์เป็นพระราชลัญจกรสำหรับแผ่นดินคือ พระเจ้าแผ่นดินทุกพระองค์ทรงใช้สืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นรูปพระนารายณ์ทรงครุฑ มีทั้งพระราชลัญจกรประจำชาดและประจำครั่ง สำหรับผนึกพระราชสาส์นและหนังสือสัญญากับต่างประเทศต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชประสงค์ที่จะใช้พระราชลัญจกรองค์นี้เป็นพระราชลัญจกรประจำแผ่นดิน คือประจำรัชกาล เพื่อประทับกำกับพระปรมาภิไธย จึงโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงออกแบบเขียนลายใหม่ทั้งนี้ ทรงพระราชดำริว่า เพื่อให้สมกับชื่อ “พระครุฑพ่าห์” จึงไม่ควรมีพระนารายณ์ให้มีแต่ครุฑสมเด็จเจ้าฟ้าพระองค์ดังกล่าวได้ทรงออกแบบลายใหม่ให้มีแต่ครุฑ ไม่มีนาคประกอบ เพราะมีพระดำริว่า ครุฑไปไหนก็ต้องหิ้วนาคซึ่งเป็นอาหารไปด้วย ดูเป็นการตะกลามไป จึงทรงเขียนให้ครุฑกางมือ และทำท่ารำแบบครุฑนารายณ์ทรงของเขมร ซึ่งเป็นที่พอพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระจลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ครั้นถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์มีพระราชดำริว่าสมควรใช้พระราชลัญจกรพระครุฑ พ่าห์เป็นพระราชลัญจกรประจำแผ่นดินของทุกรัชกาลสืบไปจะได้ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงใหม่ โดยเพียงแต่เติมพระปรมาภิไธยของรัชกาลปัจจุบันแต่ละรัชกาลไว้ที่ขอบนอก จึงได้ถือปฏิบัติเป็นพระราชประเพณีสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน พระราชลัญจกรประจำรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้สร้างขึ้นเมื่อวันที่ ๒๑ เมษายนพุทธศักราช ๒๔๙๓ ดังได้กล่าวมาแล้ว และได้เชิญออกมาใช้ประทับเอกสารสำคัญของทางราชการตลอดมาเป็นเวลาถึง ๔๕ ปี และเอกสารในระยะหลัง ก็มีจำนวนมากถึงประมาณปีละ ๒๕๐,๐๐๐ ฉบับ พระราชลัญจกรองค์นี้จึงมีสภาพชำรุดตามระยะเวลาของการใช้ ดังนั้น สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีซึ่งมีหน้าที่รักษาพระราชลัญจกร จึงได้ดำเนินการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตจัดสร้างพระราชลัญจกรพระครุฑพ่าห์ขึ้นใหม่อีกองค์หนึ่ง ทำด้วยทองคำเป็นการร่วมเฉลิมพระเกียรติเนื่องในพระราชพิธีกาญจนาภิเษก พุทธศักราช ๒๕๓๙ โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกอบการพระราชพิธีจารึกพระราชลัญจกรพระครุฑพ่าห์เป็นทองคำเมื่อวันที่ ๒๗ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๓๘ ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระราชลัญจกรองค์ใหม่นี้สร้างด้วยทองคำหนัก ๑,๑๐๐ กรัม เส้นผ่าศูนย์กลาง ๘.๔ เซนติเมตร สูง ๑๓.๔ เซนติเมตร มีลวดลายเช่นเดียวกับพระราชลัญจกรองค์เดิมที่เป็นตรางาทุกประการ พระราชลัญจกรพระครุฑพ่าห์ ใช้ประทับร่วมกับพระราชลัญจกรองค์อื่น สำหรับกำกับพระปรมาภิไธยในเอกสารสำคัญอันเป็นราชการแผ่นดินทั้งปวงในรัชสมัย ได้แก่ รัฐธรรมนูญพระราชบัญญัติ พระราชกฤษฎีกา พระราชกำหนดประกาศประจำพระองค์สมเด็จพระสังฆราช ประกาศประจำองค์สมเด็จพระราชาคณะ และรองสมเด็จพระราชาคณะ สัญญาบัตรสมณศักดิ์สัญญาบัตรยศทหาร ตำรวจ อาสารักษาดินแดนส่วนประกาศพระบรมราชโองการต่างๆ ที่ใช้พระราชลัญจกรองค์นี้องค์เดียวประทับบนเอกสารสำคัญ เช่น ประกาศนียบัตรกำกับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ทุกชนิด [กลับหัวข้อหลัก] |
|
| พระราชลัญจกรสำหรับแผ่นดิน พระราชลัญจกรที่ใช้ทุกรัชกาล เพื่อประทับกำกับเอกสารที่ออกในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ และยังคงใช้ในปัจจุบันมี ๕ องค์ ได้แก่ พระราชลัญจกรมหาโองการ หรือมหาอุณาโลม เป็นพระราชลัญจกรที่มีมาแต่โบราณเป็นตราประจำชาดสำหรับประทับพระราชสาส์นและใบกำกับพระสุพรรณบัฏ พระราชโองการแต่งตั้งเจ้าประเทศราช มีเส้นผ่าศูนย์กลาง ๗.๘ เซนติเมตร สูง ๑๓.๕ เซนติเมตร ลายในดวงตราเป็นรูปบุษบกมีเกริน บนเกรินตั้งฉัตรขนาบบุษบกทั้งสองข้าง ในบุษบกมีรูปอุณาโลมอยู่เบื้องบน ใต้นั้นมีรูปวงกลม ใต้วงกลมเป็นรูปพาลจันทร์ ใต้พาลจันทร์เป็นตัว“ อุ” อักษรขอม พระราชลัญจกรมหาโองการใช้ประทับร่วมกับพระราชลัญจกรไอยราพตองค์ใหญ่ และพระราชลัญจกรหงสพิมาน เรียงจากซ้ายไปขวาตามลำดับ และมีพระราชลัญจกรพระครุฑพ่าห์ประจำรัชกาลอยู่เบื้องล่าง เอกสารสำคัญที่ต้องประทับพระราชลัญจกรทั้ง ๔ องค์ร่วมกัน เช่น รัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ พระราชกำหนดพระราชกฤษฎีกา ใบกำกับพระสุพรรณบัฏ สุพรรณบัฏ หิรัญบัฏ ประกาศพระบรมราชโองการต่างๆ เช่น ประกาศสถาปนาพระราชวงศ์ ประกาศแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี พระราชลัญจกรไอยราพตองค์ใหญ่และองค์กลาง เป็นตราเก่ามีทั้งที่เป็นรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ และมีแต่ช้าง ใช้ประทับบนพระราชสาส์นและประกาศแต่งตั้งเจ้านายทรงกรมครั้นถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชลัญจกรไอยราพตองค์ใหม่เป็นตราประจำชาด ๓ องค์ คือ องค์ใหญ่ องค์กลาง และองค์น้อย องค์ใหญ่เป็นรูปกลม สร้างด้วยโลหะสีเงิน ลายตรงกลางเป็นรูปช้างสามเศียรยืนบนแท่น บนหลังช้างมีบุษบก ในบุษบกมีอุณาโลมแวดล้อมด้วยฉัตรข้างละ ๒ คัน และมีลายกระหนกแทรกอยู่ตามที่ว่างขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๑๑ เซนติเมตร รวมด้ามสูง ๑๙.๘ เซนติเมตร องค์กลางเป็นรูปกลมรีตั้งทำด้วยหินโมราสีน้ำผึ้ง แกะทั้งสองด้านด้านหน้ามีลายตรงกลางเช่นเดียวกับองค์ใหญ่ด้านหลังเป็นภาษาละตินแปลว่า “นี้คือพระบรมราชโองการที่แท้จริงแห่งพระบรมมหากษัตริย์แห่งกรุงสยาม และจ้าแห่งประเทศราชทั้งปวง” มีขนาดกว้าง ๔.๔ เซนติเมตร ยาว ๕.๕ เซนติเมตร รวมด้ามสูง ๑๐.๑ เซนติเมตร ตามพระราชบัญญัติพระราชลัญจกร รัตนโกสินทรศก ๑๓๐ มาตรา ๔ กำหนดให้พระราชลัญจกรไอยราพตประจำชาดองค์ใหญ่ สำหรับประทับในประกาศใหญ่อยู่ในระหว่างกลางพระราชลัญจกรมหาโองการ และพระราชลัญจกรหงสพิมาน องค์กลางสำหรับประทับในประกาศพระราชบัญญัติ ใบกำกับสุพรรณบัฏหิรัญบัฏ และประกาศนียบัตรกำกับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ นพรัตนราชวราภรณ์ส่วนองค์น้อยสร้างด้วยทองคำรูปกลมรี มีขนาดย่อมลงมา ด้ามทำด้วยแก้วขาว ปัจจุบันพ้นสมัยการใช้ประทับแล้ว และเก็บรักษาอยู่ในพิพิธภัณฑ์สำนักพระราชวัง พระราชลัญจกรหงสพิมาน เป็นพระราชลัญจกรที่มีใช้มาตั้งแต่สมัยโบราณเรียกว่า พระราชลัญจกรพรหมทรงหงส์ มี ๓ องค์ คือ องคใหญ่ องค์กลาง องค์น้อย ต่อมาพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงออกแบบพระราชลัญจกรหงสพิมาน ในคราวที่ทรงสร้างพระราชลัญจกรมหาโองการกลางและพระครุฑพ่าห์กลาง เพื่อให้ครบพระเป็นเจ้าทั้งสาม แต่มาสร้างในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยมีลายเป็นรูปหงส์อยู่เหนือกอบัว มีบุษบกอยู่บนหลังและมีลายเมฆแทรกประกอบ เป็นตรางารูปไข่ กว้าง ๔.๖ เซนติเมตร ยาว ๕.๖ เซนติเมตร รวมด้ามสูง ๙.๔ เซนติเมตร ใช้ประทับเบื้องขวาของพระราชลัญจกรไอยราพต พระราชลัญจกรพระบรมราชโองการ เป็นพระราชลัญจกรที่เคยมีใช้มาตั้งแต่โบราณ ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสร้างพระราชลัญจกรองค์ใหม่แทนองค์เดิม และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเปลี่ยนเป็นรูปกลมรี ไต้ใช้สืบต่อกันมาจนถึงพุทธศักราช ๒๔๘๓ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล จึงโปรดให้เปลี่ยนรูปแบบพระราชลัญจกรพระบรมราชโองการเป็นรูปสี่เหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง กว้าง ๔.๗ เซนติเมตร ยาว ๕.๗ เซนติเมตร สูง ๘.๔ เซนติเมตร ลายตรงกลางเป็นรูปพระมหาเศวตฉัตร พระมหาพิชัยมงกุฎ จักร ตรี พระขรรค์ ธารพระกรวาลวิชนี พระมหาสังวาลนพรัตน์ ฉลองพระบาทและเปลี่ยนอักษรขอมเป็นอักษรไทยว่า “พระบรมราชโองการ” ยังคงใช้ประทับบนเอกสารสำคัญ ได้แก่ สัญญาบัตรยศทหาร ตำรวจและอาสารักษาดินแดน นอกจากนั้นยังมีตราพระบรมราชโองการเป็นตราดุนกระดาษตีพิมพ์อยู่เหนือประกาศพระราชบัญญัติ พระราชกฤษฎีกาต่างๆ ดังที่ปรากฏในหนังสือราชกิจจานุเบกษา หรือใบประกาศพระบรมราชโองการต่างๆ พระราชลัญจกรประจำพระองค์เก็บรักษาไว้ที่สำนักราชเลขาธิการ ส่วนพระราชลัญจกรองค์อื่นที่ยังใช้ในรัชกาลปัจจุบัน ได้เก็บรักษาไว้ที่กองประกาศิต สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีการใช้พระราชลัญจกรประทับในเอกสารสำคัญต่างๆ จึงมีความสำคัญ หมายถึงการสืบต่อราชประเพณีที่มีมานานแล้ว เป็นหลักฐานสำคัญอย่างหนึ่งในทางประวัติศาสตร์ และศิลปวัฒนธรรมของชาติ ที่สมควรรักษาไว้ชั่วกาลนาน [กลับหัวข้อหลัก] |
|
บรรณานุกรม • รองศาสตราจารย์ธงทอง จันทรางศุ [กลับหัวข้อหลัก] ที่มา : sanook.com |
คปท.ปลุกมวลชนตื่นเตรียมพร้อม หลังมีป่วนกราดยิงจากวัดเบญฯ
คปท.ปลุกผู้ชุมนุมตื่นเตรียมตัว สั่งการ์ดเตรียมพร้อม 100% หลังมีผู้ไม่ประสงค์ดีใช้อาวุธสงครามกราดยิงมาจากวัดเบญฯ กระตุ้น “ประยุทธ์-สมบัติ” แสดงน้ำใจออกมาดูแล ปชช.
ผู้จัดการ
วันนี้ (23 ม.ค.57) ที่เวทีการชุมนุมของกลุ่มเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย หรือ คปท. เมื่อเวลา 03.05 น. พิธีกรบนเวทีประกาศให้มวลชนตื่นขึ้นมาเตรียมสัมภาระที่จำเป็นเก็บเข้ากระเป๋าเป้ พร้อมที่จะเคลื่อนไหวหลบหลีกการสลาย หลังมีผู้ไม่ประสงค์ดีใช้อาวุธสงครามกราดยิงเข้ามาจากวัดเบญฯ ประกอบทางฝั่งสะพานอรทัย วัดโสมฯ ก็มีป่วนต่อเนื่อง
“ภายใต้สถานการณ์นี้ สาระใหญ่ไม่ได้เกิดจากการไปรื้อป้ายสำนักงานตำรวจฯ แต่มันเป็นเรื่องอำนาจรัฐของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ที่ต้องการสร้างความหวาดกลัวให้ผู้ชุมนุม เห็นได้จากความพยายามมาป่วนทุกวัน เชื่อว่าสถานการณ์จากนี้จะเพิ่มความรุนแรงมากขึ้น ขอให้ผู้ชุมนุมเตรียมพร้อมเคลื่อนย้ายตัวเองทุกวินาทีหากบนเวทีสั่งการ โดยเฉพาะการ์ดอาสาต้องตื่นตัวเตรียมรับสถานการณ์ปกป้องผู้ชุมนุม 100% ขอให้ผู้ชุมนุมมั่นใจเราพร้อมยืนหยัดเคียงข้าง พร้อมปกป้องชีวิตและพาพี่น้องไปอยู่ในสถานที่ปลอดภัย”
พิธีกรบนเวทีกล่าวต่อว่า เราถูกกระทำมาทุกคืน อยากเห็นน้ำใจของพี่น้องทหาร แม้ทหารหลายส่วนออกมาแล้วแต่หลายส่วนยังไม่กล้า ถึงเวลาต้องออกมาแสดงจุดยืนแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ท่านทำอะไรอยู่ อย่างไรก็ดี ขณะนี้มวลชนชุมนุมอยู่ข้างกองทัพภาคที่ 1 กำลังถูกลอบทำร้ายจากอันธพาลทางการเมือง พ.อ.สมบัติ ท่านเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกับนายทหารที่ขึ้นชื่อว่ารับใช้ระบอบทักษิณ ถ้าท่านไม่เหมือนเพื่อนร่วมรุ่น ท่านจงยืนอยู่กับประชาชนออกมาดูแลพี่น้องประชาชน แต่หากท่านเรียนแบบเพื่อนร่วมรุ่น ท่านจะอยู่อย่างไร้เกียรติในสายตาประชาชน
สำหรับมวลชนที่อยู่ที่บ้าน หากมีการเพิ่มความรุนแรง จะปราบปราม ข่มขวัญการชุมนุม ให้พี่น้องเคลื่อนไหวออกมาพร้อมยานพาหนะส่วนตัวมุ่งสู่ถนนพิษณุโลก มาถึงแนวปะทะตามจุดแยกต่างๆ ให้จอดรถแล้วยืนชุมนุมอยู่ที่นั่น
วันนี้ (23 ม.ค.57) ที่เวทีการชุมนุมของกลุ่มเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย หรือ คปท. เมื่อเวลา 03.05 น. พิธีกรบนเวทีประกาศให้มวลชนตื่นขึ้นมาเตรียมสัมภาระที่จำเป็นเก็บเข้ากระเป๋าเป้ พร้อมที่จะเคลื่อนไหวหลบหลีกการสลาย หลังมีผู้ไม่ประสงค์ดีใช้อาวุธสงครามกราดยิงเข้ามาจากวัดเบญฯ ประกอบทางฝั่งสะพานอรทัย วัดโสมฯ ก็มีป่วนต่อเนื่อง
“ภายใต้สถานการณ์นี้ สาระใหญ่ไม่ได้เกิดจากการไปรื้อป้ายสำนักงานตำรวจฯ แต่มันเป็นเรื่องอำนาจรัฐของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ที่ต้องการสร้างความหวาดกลัวให้ผู้ชุมนุม เห็นได้จากความพยายามมาป่วนทุกวัน เชื่อว่าสถานการณ์จากนี้จะเพิ่มความรุนแรงมากขึ้น ขอให้ผู้ชุมนุมเตรียมพร้อมเคลื่อนย้ายตัวเองทุกวินาทีหากบนเวทีสั่งการ โดยเฉพาะการ์ดอาสาต้องตื่นตัวเตรียมรับสถานการณ์ปกป้องผู้ชุมนุม 100% ขอให้ผู้ชุมนุมมั่นใจเราพร้อมยืนหยัดเคียงข้าง พร้อมปกป้องชีวิตและพาพี่น้องไปอยู่ในสถานที่ปลอดภัย”
พิธีกรบนเวทีกล่าวต่อว่า เราถูกกระทำมาทุกคืน อยากเห็นน้ำใจของพี่น้องทหาร แม้ทหารหลายส่วนออกมาแล้วแต่หลายส่วนยังไม่กล้า ถึงเวลาต้องออกมาแสดงจุดยืนแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ท่านทำอะไรอยู่ อย่างไรก็ดี ขณะนี้มวลชนชุมนุมอยู่ข้างกองทัพภาคที่ 1 กำลังถูกลอบทำร้ายจากอันธพาลทางการเมือง พ.อ.สมบัติ ท่านเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกับนายทหารที่ขึ้นชื่อว่ารับใช้ระบอบทักษิณ ถ้าท่านไม่เหมือนเพื่อนร่วมรุ่น ท่านจงยืนอยู่กับประชาชนออกมาดูแลพี่น้องประชาชน แต่หากท่านเรียนแบบเพื่อนร่วมรุ่น ท่านจะอยู่อย่างไร้เกียรติในสายตาประชาชน
สำหรับมวลชนที่อยู่ที่บ้าน หากมีการเพิ่มความรุนแรง จะปราบปราม ข่มขวัญการชุมนุม ให้พี่น้องเคลื่อนไหวออกมาพร้อมยานพาหนะส่วนตัวมุ่งสู่ถนนพิษณุโลก มาถึงแนวปะทะตามจุดแยกต่างๆ ให้จอดรถแล้วยืนชุมนุมอยู่ที่นั่น
วันพฤหัสบดีที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2557
แกนนำ คปท.เืตือน มวลชน ระวังการสลายชุมนุม หรือบุกจับแกนนำคืนนี้
22/1/57 23:40น. เวที คปท. "ออกมาได้แล้วครับ อาจจะห้าทุ่ม เที่ยงคืน ตีหนึ่ง ตีสอง ตีสี่ ตีห้า หรือเจ็ดโมง มันไม่แน่อะไรจะเกิดขึ้น แต่ผมเรียนอย่างนี้ครับพี่น้อง พี่น้องที่อยู่ที่นี่มั่นใจได้ว่า ถ้ามีการบุกเข้ามาไม่ว่าจะแนวไหน การ์ดอาสาของเราพร้อมจะสละชีวิตปกป้องพ่อแม่พี่น้อง เราจะตรึงเวลาให้นานที่สุด และพ่อแม่พี่ร้องที่อยู่ที่นี่ พ่อแม่พี่น้องที่มีญาติอยู่ที่นี่ไว้ใจได้ พ่อแม่พี่น้องที่นี่ทุกคนจะปลอดภัย ทางคปท.หาพื้นที่รองรับไว้แล้ว แต่ยังเปิดเผยไม่ได้ พ่อแม่พี่น้องฟังเสียงสัญญาณจากเวทีอย่างเดียวนะครับ เราจะพาพ่อแม่พี่น้องไปสู่จุดปลอดภัย
และสำหรับพ่อแม่พี่น้องทางบ้าน เมื่อรับทราบว่ามีการสลายการชุมนุม หรือว่ามีการบุกใช้กำลังเข้ามาชาร์จตัวแกนนำของแต่ละเวที พี่น้องครับ นำรถส่วนตัวออกจากบ้าน มีหกล้อนำหกล้อ มีสี่ล้อนำสี่ล้อ ออกมาแล้วมาปิดทุกสี่แยกที่ใกล้เวทีแต่ละเวทีให้มากที่สุด และตรงนั้นล่ะครับพี่น้องชัยชนะจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน"
ส่วนหนึ่งของการปราศัยของคปท.เมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา
และสำหรับพ่อแม่พี่น้องทางบ้าน เมื่อรับทราบว่ามีการสลายการชุมนุม หรือว่ามีการบุกใช้กำลังเข้ามาชาร์จตัวแกนนำของแต่ละเวที พี่น้องครับ นำรถส่วนตัวออกจากบ้าน มีหกล้อนำหกล้อ มีสี่ล้อนำสี่ล้อ ออกมาแล้วมาปิดทุกสี่แยกที่ใกล้เวทีแต่ละเวทีให้มากที่สุด และตรงนั้นล่ะครับพี่น้องชัยชนะจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน"
ส่วนหนึ่งของการปราศัยของคปท.เมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา
พล.1 รอ. กระจายทหารคุ้มกันม็อบ กปปส.
พล.1 รอ.ตรวจทหารรอบที่ชุมนุม เผยมีชุดเคลื่อนที่เร็ว หวั่นรุนแรงซ้ำขอ ปชช.จับตา ผบ.พล.1 รอ.เผยลงพื้นที่ตรวจกำลังพลที่ตั้งรอบที่ชุมนุม กปปส. ให้เป็นตามนโยบาย ผบ.ทบ. เน้นดูแล ปชช.ประสานทำงาน จนท. เผยมีชุดเคลื่อนที่เร็วเข้าไปในที่เกิดเหตุ ทุกจุดมีเทศกิจ-ตร.ทำงานร่วม รับสะพานหัวช้างไร้ ตร.ดูแล เผยให้ความรู้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินกำลังผล รับหวั่นรุนแรงซ้ำขอ ปชช.ช่วยจับตา
วันนี้ (22 ม.ค.) พล.ต.วราห์ บุญญะสิทธิ์ ผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (พล.1 รอ.) กล่าวว่า ในวันนี้ตนได้เดินทางลงพื้นที่ตรวจความเรียบร้อยการปฏิบัติงานของชุดปฏิบัติการมวลชนกองทัพบกที่ตั้งอยู่รอบพื้นที่การชุมนุมของกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ทั้งบริเวณสวนจตุจักร อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ราชเทวี และแยกปทุมวัน ว่ามีความพร้อมและมีความเรียบร้อยหรือไม่อย่างไร พร้อมทั้งให้เป็นไปตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ที่เน้นย้ำเรื่องการดูแลประชาชนทั่วไป และผู้ชุมนุม รวมถึงประสานการทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งจัดชุดเคลื่อนที่เร็ว โดยมีชุดจักรยานยนต์ประจำจุดในทุกพื้นที่เพื่อความรวดเร็วในการเข้าไปในพื้นที่หากเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงขึ้น ทั้งนี้ เกือบทุกจุดจะมีเจ้าหน้าที่เทศกิจและเจ้าหน้าที่ตำรวจทำงานร่วมกันกับทหาร ส่วนปัญหาที่พบนั้นพบว่าในพื้นที่บริเวณสะพานหัวช้าง ขณะนี้ยังไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปดูแล ซึ่งจะต้องมีการประสานกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจต่อไป เพื่อตั้งด่านตรวจค้น ถามถึงการปฏิบัติหน้าที่ภายหลังจากที่รัฐบาลมีการประกาศใช้ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล พล.ต.วราห์กล่าวว่า ได้ให้ความรู้ผู้ใต้บังคับบัญชาว่าทางกองทัพก็ยังคงปฏิบัติหน้าที่ตามนโยบายเดิม คือ เป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงาน แต่จะเพิ่มการปฏิบัติหน้าที่ที่รัดกุมมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ก็ยังมีความรู้สึกกังวลใจว่าจะมีเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้นจึงขอให้ประชาชนทุกคนช่วยกันเป็นหูเป็นตา โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 22 มกราคม 2557 15:11 น.
มีการอ้างในเน็ตว่าม็อบนกหวีดขัดขวางการทำกิจกรรมศาสนาของมัสยิดในจ.ตรัง
แชร์ว่อนเน็ต! ม๊อบนกหวีดเมาบุก “มัสยิด” ในจ.ตรัง บังคับหยุดกิจกรรมศาสนา ยิงปืนขู่
2014-01-22
ขอบคุณภาพประกอบจาก facebook ameen amanu
กรรมการ กลางอิสลามแห่งประเทศไทยโพสต์เฟซบุ๊คเผย มวลชนกปปส.บางส่วนในสภาพมึนเมาบุกปิดล้อมมัสยิดในจังหวัดตรัง เป่านกหวัดลั่น บังคับข่มขู่หยุดกิจกรรมศาสนา
บ่าย วันนี้ (22 ม.ค.) ในโลกออนไลน์มีการส่งต่อข้อความของ นายวิสุทธิ์ บินล่าเต๊ะ กรรมการอิสลามแห่งประเทศไทย และ ผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานสำนักจุฬาประจำภาคใต้ ที่โพสต์เฟซบุ๊ค เผยข้อมูลที่ได้รับการแจ้งจากผู้ใหญ่บ้านคนหนึ่งว่า เมื่อวันจันทร์ ที่ 20 ม.ค. ที่ผ่านมา ราวบ่ายโมงกว่าๆ มีมวลชน กปปส. จ.ตรัง กลุ่มหนึ่งราว 300 คน โดยบางคนอยู่ในสภาพมึนเมา ได้ไปปิดล้อมมัสยิดและโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลสุโส๊ะ อ.ปะเหลียน จ.ตรัง เพื่อบังคับให้หยุดการการเรียนการสอน โดยเหตุเกิดขึ้นหน้ามัสยิด ซึ่งขณะที่ไปปิดล้อมนั้นครูนักเรียนราว 80 คนกำลังละหมาด จนทำให้นักเรียนบางส่วนต้องเลิกปฏิบัติศาสนกิจชั่วคราวด้วยความตกใจ
ทั้งนี้ข้อความที่ นายวิสุทธิ์ บินล่าเต๊ะ กรรมการอิสลามแห่งประเทศไทย โพสต์เฟซบุ๊ค วันนี้ เวลา 15.22 น. มีใจความว่า
ด่วน !!! มัสยิดสำคัญใน จ.ตรัง ถูกข่มขู่คุกคามโดยม็อบอันธพาล
14.45 น. เมื่อครู่นี้ ได้คุยกับ ผญบ.สุโส๊ะ อ.ปะเหลียน จ.ตรัง ทราบว่าเมื่อ 20 มค.ที่ผ่านมา ขณะที่เด็ก นร.โรงเรียนประถมภายใต้การกำกับชองมัสยิดสุโสะ ซึ่งเป็นมัสยิดใหญ่สุดของ อ.ปะเหลียน กำลังละหมาดซุฮฺนิกันอยู่ และกลุ่มญะมาอะฮฺตับลีฆกำลังมีการตะลีมกันอยู่นั้น ได้มีกลุ่มคนประมาณ 300 คนได้ไปปิดประตูมัสยิดไว้พร้อมเป่านกหวีดสะเทือนเลื่อนลั่น บังคับ ข่มขู่ให้หยุดกิจกรรมต่าง ๆ และให้ รร.ของมัสยิดปิดการเรียนการสอน จนเด็ก นร.พากันแตกตื่น ยกเลิกละหมาดกลางคัน และกิจกรรมการตะลีมก็ถูกยกเลิกไปโดยปริยาย แม้จะมีความพยายามอธิบายว่านี่เป็นกิจกรรมทางศาสนาที่มัสยิดหยุดไม่ได้ แต่ม็อบซึงหลายคนมีอาการมึนเมาก็ไม่ยอมรับฟัง จนผู้ใหญ่บ้านต้องให้คนเรียกชาวบ้านมาช่วย แกนนำม็อบก็ท้าว่าเรียกมาเลย ตนก็จะเรียกคนมาเพิ่มอีก ก่อนกลับยังยิงปืนขู่หน้ามัสยิดหนึ่งนัดด้วย
การ คุกคามมัสยิดมิให้ปฏิบัติสิ่งที่เป็นวาญิบ ถือเป็นภัยร้ายต่อมุสลิม หากรัฐดำเนินการเอง มุสลิมก็ต้องขบถต่อรัฐนั้น แต่นี่เป็นม็อบผู้ดีทำ พี่น้องจะว่าอย่างไร ?
ทั้งนี้ กรรมการอิสลามแห่งประเทศไทย ยังได้โพสต์ข้อความของผู้ใหญ่บ้านคนดังกล่าวที่กล่าวว่า "ผมรู้สึกถูกหมิ่นหยามอย่างรุนแรง และเจ็บปวดมากที่มัสยิดถูกคุกคามเช่นนี้"
นอกจากนั้น กรรมการอิสลามแห่งประเทศไทยยังอ้างถึงรองประธานกรรมการอิสลาม จ. ตรัง คนหนึ่งที่กล่าวว่า"ม้สยิดสุโสะเป็นมัสยิดที่ใหญ่ที่สุดใน อ.ปะเหลียน หากเขาข่มขู่เราได้ มัสยิดเล็ก ๆ จะไปเหลืออะไร ?!!!”
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)









