PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพุธที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

4 องค์กรวิชาชีพสื่อ ถลงการณ์ จี้ กอ.รส. ทบทวนการใช้อำนาจตามกฏอัยการศึก ลิดรอนเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคลและสื่อมวลชน

4 องค์กรวิชาชีพสื่อ ออกแถลงการณ์ ถึง กอ.รส. ขอให้ทบทวนการใช้อำนาจตามกฏอัยการศึก ลิดรอนเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคลและสื่อมวลชน

แถลงการณ์เรื่อง ขอให้ กอ.รส. ทบทวนการใช้อำนาจตามกฎอัยการศึก
ลิดรอนเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคลและสื่อมวลชน

ตามที่กองทัพบกมีประกาศใช้พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พุทธศักราช 2457 ทั่วราชอาณาจักร ตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 และได้มีประกาศคำสั่งออกมาหลายฉบับ เกี่ยวกับการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนและการแสดงความคิดเห็นของประชาชน ประกอบด้วยคำสั่งฉบับที่ 3/2557 และคำสั่งฉบับที่ 6/2557 คำสั่งฉบับที่ 7/2557 คำสั่งฉบับที่ 8/2557 และคำสั่งฉบับที่ 9/2557 นั้น
องค์กรวิชาชีพสื่อประกอบด้วย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ และสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย เห็นว่า คำสั่งของกองอำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (กอ.รส.) มีเนื้อหาที่กระทบกับสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญมาตรา 45 ที่รับรอง “เสรีภาพแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณาหรือการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น“ อยู่หลายประการ จึงมีข้อเสนอแนะและข้อเรียกร้องดังต่อไปนี้

1.คำสั่งฉบับที่ 6/2557 และคำสั่งฉบับที่ 7/2557 ของ กอ.รส. ซึ่งขอความร่วมมือให้สถานีโทรทัศน์ดาวเทียม 14 แห่งและสถานีวิทยุชุมชนที่ไม่ได้รับอนุญาตให้จัดตั้งขึ้นตามที่กฎหมายกำหนด ให้ระงับการออกอากาศจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงนั้น อาจมีเนื้อหาที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 45 วรรค 3 ที่บัญญัติว่า “การสั่งปิดกิจการหนังสือพิมพ์ หรือสื่อมวลชนอื่นๆ เพื่อลิดรอนสิทธิเสรีภาพจะกระทำมิได้” ซึ่งเป็นบทบัญญัติห้ามฝ่าฝืนโดยเด็ดขาด นอกจากนั้น ความในวรรคต่อมา ที่บัญญัติว่า “การห้ามหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นเสนอข่าวสารหรือแสดงความคิดเห็นทั้งหมดหรือบางส่วน หรือการแทรกแซงด้วยวิธีการใดๆ เพื่อลิดรอนเสรีภาพตามมาตรานี้จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย” ก็ไม่สามารถก้าวล่วงได้เช่นกัน แม้จะมีข้อยกเว้นแต่ก็เป็นการยกเว้นที่ขัดต่อหลักการพื้นฐานในเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งต้องบังคับใช้ด้วยความระมัดระวังให้มีผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนและสื่อมวลชนน้อยที่สุด
ถึงแม้ว่าในช่วงที่ผ่านมามีสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมและสถานีวิทยุที่นำเสนอเนื้อหาทางการเมืองบางสถานี ซึ่งถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง มีการถ่ายทอดสดการชุมนุมทางการเมือง ซึ่งมีการปราศรัยหรือ อภิปรายซึ่งบางครั้งมีลักษณะเป็นการยุยงให้เกิดความเกลียดชัง(Hate Speech) ขาดความตระหนักถึงการใช้เสรีภาพบนความรับผิดชอบ จนอาจเป็นชนวนเหตุให้เกิดความรุนแรงขึ้นได้ ดังนั้น กอ.รส. ควรใช้โอกาสนี้ ขอความร่วมมือจาก คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในการ กำกับดูแลให้สถานีโทรทัศน์ดาวเทียมและสถานีวิทยุชุมชนต่างๆ ดำเนินการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 อย่างเคร่งครัด โดยกำหนดให้แต่ละสถานีมีผังรายการที่ชัดเจน เพื่อส่งเสริมให้มีการตระหนักถึงหลักการ “เสรีภาพบนความรับผิดชอบ” และขอเรียกร้องให้ กอ.รส. พิจารณาอย่างรอบคอบในการใช้อำนาจสั่งปิดสื่อที่อาจเข้าข่ายก่อให้เกิดการขยายความขัดแย้ง บิดเบือน และสร้างความสับสนให้กับสังคม ซึ่งเป็นการลิดรอนเสรีภาพสื่อมวลชนอย่างรุนแรง
2.ขอเรียกร้องให้ กอ.รส. ยกเลิกคำสั่งที่ 9/2557 ที่ห้ามเชิญบุคคลให้สัมภาษณ์ หรือแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อประเภทต่างๆ โดยทันที เพราะถือเป็นการจำกัดเสรีภาพของบุคคลในการแสดงความคิดเห็นและไม่สอดคล้องกับหลักการของระบอบประชาธิปไตยที่ต้องยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างและกองบรรณาธิการสื่อต่างๆ ก็มีดุลพินิจที่จะเชิญบุคคลให้แสดงความเห็นหรือสัมภาษณ์ที่ไม่นำไปสู่การขยายความขัดแย้งและความรุนแรงได้อยู่แล้ว
3.องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนเห็นว่าการประกาศใช้พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก มีผลกระทบต่อเสรีภาพการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนอย่างกว้างขวาง ดังนั้น กอ.รส.ควรประกาศเจตนารมณ์ให้ชัดเจนว่าจะสนับสนุนและไม่ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของสื่อมวลชนทุกแขนง พร้อมทั้งให้ความเคารพเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และการนำเสนอข่าวสารข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา ถูกต้องครบถ้วนและรอบด้าน รวมทั้งเคารพเสรีภาพของสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งการแสดงจุดยืนดังกล่าวจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับสาธารณชน และได้รับการยอมรับในสายตาของนานาชาติที่กำลังจับตามองความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในขณะนี้
4.ขอเรียกร้องมายังผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนทุกคนให้ตระหนักว่า ต้องทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและส่วนรวมเป็นสำคัญ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่อ่อนไหว มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่สื่อทุกแขนงต้องใช้วิจารณญาณอย่างสูงในการปฏิบัติงาน เพื่อจะไม่ตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายใด ตลอดจนทำงานด้วยความรับผิดชอบและยึดมั่นในหลักจริยธรรมแห่งวิชาชีพโดยเคร่งครัด
สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ
สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย
สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย
21 พฤษภาคม 2557

จับอดีตทหารพรานคาบ้านพักที่ลพบุรี พร้อมอาวุธสงคราม-ระเบิด สารภาพมีคนจ้างผลิตนำไปป่วนกรุงเทพฯ

จับอดีตทหารพรานคาบ้านพักที่ลพบุรี พร้อมอาวุธสงคราม-ระเบิด สารภาพมีคนจ้างผลิตนำไปป่วนกรุงเทพฯ

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 21 พฤษภาคม 2557 11:36 น.  

       ลพบุรี - กอ.รส.บุกจับอดีตทหารพรานคาบ้านพักที่ลพบุรี พร้อมอาวุธสงคราม เครื่องกระสุน ระเบิด และอุปกรณ์ประกอบระเบิดเพียบ สารภาพมีผู้ว่าจ้างให้ประกอบระเบิดเพื่อนำไปก่อความไม่
สงบใน กทม. ที่ผ่านมา ส่งมอบระเบิดไปแล้ว 1 ชุด
     
       เมื่อกลางดึกคืนวันที่ 20 พ.ค.ที่ผ่านมา กำลังเจ้าหน้าที่ของกองอำนวยรักษาความสงบเรียบร้อย (กอ.รส.) ประกอบด้วย ตำรวจ และทหารจากมณฑลทหารบกที่ 13 ได้นำกำลังบุกเข้าตรวจค้นและจับกุมนายเชาว์วัฒน์ ทองเผือก หรือ “นวย” อายุ 54 ปี อดีตทหารพราน ที่บ้านเลขที่ 103 หมู่ 8 ต.ชอนสรเดช อ.หนองม่วง จ.ลพบุรี พร้อมของกลางอาวุธสงคราม เครื่องกระสุน ระเบิด และอุปกรณ์ประกอบระเบิดเป็นจำนวนมาก

     
       การเข้าตรวจค้น และจับกุมนายเชาว์วัฒน์ ทองเผือก หรือนวย ของกำลังเจ้าหน้าที่ของกองอำนวยรักษาความสงบเรียบร้อย (กอ.รส.) ในครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากได้รับรายงานว่ามีอาวุธสงครามและวัตถุระเบิดซุกซ่อนอยู่
     
       ทั้งนี้ จากการตรวจค้นเจ้าหน้าที่พบแมกกาซีน และกระสุนปืนสงครามอยู่ใต้เตียงนอน นอกจากนี้ ยังพบวัตถุระเบิด และอุปกรณ์ที่ใช้ควบคู่กันอีกจำนวนมาก รวมถึงอาวุธปืนสงคราม และเครื่องกระสุนอีกหลายรายการซุกซ่อนในป่าละเมาะหลังบ้านอีกจำนวนหนึ่ง
     
       จากการสอบสวน นายเชาว์วัฒน์ เบื้องต้นรับสารภาพโดยอ้างว่าอาวุธปืน และวัตถุระเบิดที่พบมีคนรู้จักเป็นแนวร่วมชุมนุมทางการเมืองนำมาฝากไว้ และว่าจ้างให้ตนประกอบวัตถุระเบิดเพื่อจะนำไปใช้ก่อความไม่สงบในกรุงเทพฯ ซึ่งที่ผ่านมา ได้ส่งมอบระเบิดไปแล้ว 1 ชุด แต่ตนไม่ทราบว่านำไปก่อเหตุที่ใด
     
       ด้าน พล.ต.ต.มนตรี ยิ้มแย้ม ผบก.ภ.จว.ลพบุรี กล่าวว่า หลังจากมีการประกาศกฎอัยการศึกทั่วประเทศ ทางตำรวจลพบุรี ได้สนธิกำลังทหาร กอ.รมน.ปฏิบัติการภายใต้อำนาจของกฎอัยการศึกเข้าตรวจค้นบ้านต้องสงสัยในพื้นที่ ต.ชอนสารเดช อ.หนองม่วง จ.ลพบุรี และจับกุมตัวนายเชาวร์วัฒน์ ทองเผือก ได้พร้อมของกลางเป็นจำนวนมาก
     
       จากการสอบสวนเบื้องต้นผู้ต้องหารับสารภาพว่าได้ทำการจัดหากระทำอาวุธปืนและวัตถุระเบิดตามรายการโดยได้รับว่าจ้างจาก นางนันทนา (ขอสงวนนามสกุล) และ นางชัชญา (ขอสงวนนามสกุล) เพื่อนำไปก่อเหตุความวุ่นวายในที่ชุมนุมที่กรุงเทพฯ
     
       สำหรับของกลางประกอบด้วย อาวุธปืนยาวเอเค หรืออาก้า 1 กระบอก พร้อมกระสุน เครื่องกระสุนปืนขนาด 5.56 จำนวน 800 นัด เครื่องกระสุนปืนขนาด 11 มม. 156 นัด เครื่องกระสุนปืนเอเค 47 จำนวน 88 นัด เครื่องกระสุนปืนคาร์บินขนาด 30 จำนวน 60 นัด วัตถุระเบิดเอ็ม 18 เอ 1 จำนวน 1 ลูก เครื่องวัตถุระเบิด ทีเอ็นที น้ำหนัก 1 ออนด์ พุพวงกลม จำนวน 11 รูป วัตถุระเบิดแสวงเครื่องไปป์บอมบ์ ทำด้วยโลหะ จำนวน 3 ลูก วัตถุระเบิดแสวงเครื่องไปป์บอมบ์ กล่องเหล็กจำนวน 1 ลูก วัตถุระเบิดแสวงเครื่องไปป์บอมบ์ พลาสติกจำนวน 5 ลูก

สรุปข่าวเด่นในอียิปต์ วันพุธ ที่ 21 พ.ค. 2557

สรุปข่าวเด่นในอียิปต์ วันพุธ ที่ 21 พ.ค. 2557
1. ม.ไคโร ม.อะเล็กซานเดรีย และ ม.อัซซียุท เกิดการปะทะกันอย่างรุนแรงระหว่างนักศึกษากลุ่มอิควานกับกองกำลังรักษาความปลอดภัย เนื่องจากกลุ่มนักศึกษาต้องการให้มหาวิทยาลัยยกเลิกการสอบ ส่งผลให้ทหารเสียชีวิต 3 คน นักศึกษาเสียชีวิต 1 คน ที่ ม.ไคโร (อัลอะห์รอม)
2. “จอมพลซีซี” ยืนยันจะจะนำความปลอดภัยกลับสู่ชาวอียิปต์ และขจัดความยากจนโดยการส่งเสริมและฟื้นฟูเศรษกิจ ในขณะที่ “นายฮัมดีน” ไม่ต้องการคะแนนเสียงจากกลุ่มมุสลิมบราเธอร์ฮูด เพราะฐานเสียงของเขาคือชนชั้นกลางเช่น แรงงาน ชาวบ้านและเยาวชน (อัลอะห์รอม)
3. อธิการบดี ม.อัยชัมซ์ รายงานว่า จากเหตุการณ์ความไม่สงบและมีการปะทะกันระหว่างนักศึกษากลุ่มอิควานและเจ้าหน้าที่ตำรวจ เกิดความเสียหายต่อมหาวิทยาลัยมูลค่ากว่า 2 ล้านปอนด์อียิปต์ (อัลเยาม์ ซาเบียะ)
4. ยูซบ อัลก๊อรฎอวีย์ “ฟันธง” ต่อหน้าสหภาพนักวิชาการมุสลิมในโดฮา ว่าการเลือกตั้งประธานาธิบดีอียิปต์เป็นสิ่งต้องห้าม (ฮาราม) เพราะเป็นแค่การแสดงละคร และจะไม่ทำให้อียิปต์สงบลงได้ (อัลเยาม์ ซาเบียะ)


ธาริต ไม่สนคำเตือนจากผบ.ทบ.สั่งรวบ"ดร.เสรี"คาสนามบิน

13.30 น. ดร. เสรี วงษ์มณฑา นั่งเครียด หลังถูกชุดจับกุม "ดีเอสไอ" รวบตัวได้ในข้อหา"กบฎ" คาสนามบินสุวรรณภูมิ หลังจากกลับจากปราศรัยในต่างประเทศและนำส่งฟ้องศาลอาญาทันที


ทหารจับเลิศไม้เก่า


(ภาพ)เหตุการณ์ เลิศ ไม้เก่า ฮาร์ดคอร์แดงพิษณุโลก ที่ถูกกล่าวหา ว่า ยกพวกยิงถล่มนักศึกษารามคำแหงถูกทหารบุกชาร์ท ควบคุมตัวแล้ว


Cr.ขอบคุณภาพจากผู้รักชาติ



จับอดีตทหารพรานคาบ้านพักที่ลพบุรี พร้อมอาวุธสงคราม-ระเบิด สารภาพมีคนจ้างผลิตนำไปป่วนกรุงเทพฯ

จับอดีตทหารพรานคาบ้านพักที่ลพบุรี พร้อมอาวุธสงคราม-ระเบิด สารภาพมีคนจ้างผลิตนำไปป่วนกรุงเทพฯ

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 21 พฤษภาคม 2557 11:36 น.  

       ลพบุรี - กอ.รส.บุกจับอดีตทหารพรานคาบ้านพักที่ลพบุรี พร้อมอาวุธสงคราม เครื่องกระสุน ระเบิด และอุปกรณ์ประกอบระเบิดเพียบ สารภาพมีผู้ว่าจ้างให้ประกอบระเบิดเพื่อนำไปก่อความไม่สงบใน กทม. ที่ผ่านมา ส่งมอบระเบิดไปแล้ว 1 ชุด
     
       เมื่อกลางดึกคืนวันที่ 20 พ.ค.ที่ผ่านมา กำลังเจ้าหน้าที่ของกองอำนวยรักษาความสงบเรียบร้อย (กอ.รส.) ประกอบด้วย ตำรวจ และทหารจากมณฑลทหารบกที่ 13 ได้นำกำลังบุกเข้าตรวจค้นและจับกุมนายเชาว์วัฒน์ ทองเผือก หรือ “นวย” อายุ 54 ปี อดีตทหารพราน ที่บ้านเลขที่ 103 หมู่ 8 ต.ชอนสรเดช อ.หนองม่วง จ.ลพบุรี พร้อมของกลางอาวุธสงคราม เครื่องกระสุน ระเบิด และอุปกรณ์ประกอบระเบิดเป็นจำนวนมาก
     
       การเข้าตรวจค้น และจับกุมนายเชาว์วัฒน์ ทองเผือก หรือนวย ของกำลังเจ้าหน้าที่ของกองอำนวยรักษาความสงบเรียบร้อย (กอ.รส.) ในครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากได้รับรายงานว่ามีอาวุธสงครามและวัตถุระเบิดซุกซ่อนอยู่
     
       ทั้งนี้ จากการตรวจค้นเจ้าหน้าที่พบแมกกาซีน และกระสุนปืนสงครามอยู่ใต้เตียงนอน นอกจากนี้ ยังพบวัตถุระเบิด และอุปกรณ์ที่ใช้ควบคู่กันอีกจำนวนมาก รวมถึงอาวุธปืนสงคราม และเครื่องกระสุนอีกหลายรายการซุกซ่อนในป่าละเมาะหลังบ้านอีกจำนวนหนึ่ง
     
       จากการสอบสวน นายเชาว์วัฒน์ เบื้องต้นรับสารภาพโดยอ้างว่าอาวุธปืน และวัตถุระเบิดที่พบมีคนรู้จักเป็นแนวร่วมชุมนุมทางการเมืองนำมาฝากไว้ และว่าจ้างให้ตนประกอบวัตถุระเบิดเพื่อจะนำไปใช้ก่อความไม่สงบในกรุงเทพฯ ซึ่งที่ผ่านมา ได้ส่งมอบระเบิดไปแล้ว 1 ชุด แต่ตนไม่ทราบว่านำไปก่อเหตุที่ใด
     
       ด้าน พล.ต.ต.มนตรี ยิ้มแย้ม ผบก.ภ.จว.ลพบุรี กล่าวว่า หลังจากมีการประกาศกฎอัยการศึกทั่วประเทศ ทางตำรวจลพบุรี ได้สนธิกำลังทหาร กอ.รมน.ปฏิบัติการภายใต้อำนาจของกฎอัยการศึกเข้าตรวจค้นบ้านต้องสงสัยในพื้นที่ ต.ชอนสารเดช อ.หนองม่วง จ.ลพบุรี และจับกุมตัวนายเชาวร์วัฒน์ ทองเผือก ได้พร้อมของกลางเป็นจำนวนมาก
     
       จากการสอบสวนเบื้องต้นผู้ต้องหารับสารภาพว่าได้ทำการจัดหากระทำอาวุธปืนและวัตถุระเบิดตามรายการโดยได้รับว่าจ้างจาก นางนันทนา (ขอสงวนนามสกุล) และ นางชัชญา (ขอสงวนนามสกุล) เพื่อนำไปก่อเหตุความวุ่นวายในที่ชุมนุมที่กรุงเทพฯ
     
       สำหรับของกลางประกอบด้วย อาวุธปืนยาวเอเค หรืออาก้า 1 กระบอก พร้อมกระสุน เครื่องกระสุนปืนขนาด 5.56 จำนวน 800 นัด เครื่องกระสุนปืนขนาด 11 มม. 156 นัด เครื่องกระสุนปืนเอเค 47 จำนวน 88 นัด เครื่องกระสุนปืนคาร์บินขนาด 30 จำนวน 60 นัด วัตถุระเบิดเอ็ม 18 เอ 1 จำนวน 1 ลูก เครื่องวัตถุระเบิด ทีเอ็นที น้ำหนัก 1 ออนด์ พุพวงกลม จำนวน 11 รูป วัตถุระเบิดแสวงเครื่องไปป์บอมบ์ ทำด้วยโลหะ จำนวน 3 ลูก วัตถุระเบิดแสวงเครื่องไปป์บอมบ์ กล่องเหล็กจำนวน 1 ลูก วัตถุระเบิดแสวงเครื่องไปป์บอมบ์ พลาสติกจำนวน 5 ลูก

ทหารจับสาวฮาร์ดคอร์บุกค้นห้องพักพบคลังแสงเกี่ยวกันการ์ดแดง

เมื่อเวลา 11.00 น. ทหารเข้าตรวจสอบห้องพัก การ์ด นปช. ย่านกระทุ่มแบน พบอาวุธสงครามพร้อมกระสุนปืนเพียบ!!!! นอกจากนี้ยังพบบัตร staff นปช. รวมพลคนประชาธิปไตย และบัตรการ์ด นปช. no.3084
ทราบชื่อ น.ส.จันทนา วรากรสกุลกิจ ที่ห้องเลขที่ 3-4 หอพัก NCO ซ.สวนหลวง ถ.สวนหลวง เขตกระทุ่มแบน สมุทรสาคร พบอาวุธสงครามพร้อมกระสุนมีรายการดังนี้
1. ปืนเอเค47(พับฐาน)จำนวน 1 กบ.ซอง 1 ซอง พร้อมกระสุน 777 นัด
2. ปืนไรเฟิ้ล จำนวน 1 กบ.พร้อมกล้องส่อง 2 พร้อมซอง 2 ซอง กระสุนในซองพร้อมยิง 38 นัด
3. เครื่องยิงเอ็ม 79 จำนวน 1 กบ.พร้อมลย.40 มม.จำนวน 9 นัด
4.ปืนเอ็มพีจำนวน1กบ. พร้อมซอง3ซอง,กระสุน48นัด
5.ปืนคาร์บิ้น จำนวน1กบ. พร้อมซอง4ซอง,กระสุน154นัด
6.ปืนเอ็ม4จำนวน1กบ.พร้อมซอง3ซอง กระสุน 275 นัด และที่เก็บเสียง
7.ปืนพกสั้น(ดาวแดง)จำนวน1กบ.พร้อมซอง1ซอง กระสุน.380 9นัด
8.วิทยุไอคอมจำนวน1เครื่อง
9.ระเบิดแสวงเครื่อง(ยังไม่ใส่ดินปืน)จำนวน8ลูก
10.ระเบิดขว้าง3ลูก (rgd5,เอ็ม26,เอ็ม67)
11.ดินระเบิด120ขวด
12.มีดสั้น1เล่ม,คัตเตอร์1เล่ม
13.กล้องถ่ายรูป3เครื่อง
14.ไฟฉาย1กบ.
15.สายไฟ1มัด
16.เกราะอ่อน1ตัว
17.บัตรstaffนปช."รวมพลคนประชาธปไตย"
18.บัตรการ์ดนปช.no.3084
19.ตะปูเกลียว-ลวดพร้อมทำระเบิดแสวงเครื่องจำนวนหนึ่ง
20.กระสุนขนาด.38จำนวน1กล่อง
เครดิต ทภ.1 admin...puk


(ข้อมูลข่าวภาพที่ถูกนำมาอ้างว่าเจอที่ตึกชินที่แท้มามาจากข่าวเก่า)DSI สนธิกำลังทหารตรวจยึดอาวุธสงครามซุกพงหญ้า จ.สุรินทร์

DSI สนธิกำลังทหารตรวจยึดอาวุธสงครามซุกพงหญ้า จ.สุรินทร์

DSI สนธิกำลังทหารตรวจยึดอาวุธสงครามซุกพงหญ้า จ.สุรินทร์
DSI สนธิกำลังทหารตรวจยึดอาวุธสงครามซุกพงหญ้า จ.สุรินทร์
นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พร้อมด้วยผู้แทนจากกองทัพบก และกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ร่วมแถลงผลการตรวจยึดอาวุธสงครามจำนวนมาก ที่ตรวจพบบริเวณพงหญ้าข้างตึกแถวตลาดเมืองใหม่ อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ จำนวน 5 รายการ ได้แก่ กระสุนระเบิดปืน RPG-7 รวม 36 นัด ดินส่ง RPG-7 จำนวน 36 แท่ง ซึ่งผลิตจากจีน เครื่องยิงลูกระเบิด ขนาด M203 จำนวน 64 นัด และ M79 จำนวน 144 นัด ซึ่งทั้งสองชนิดผลิตจากสหรัฐอเมริกา และกระสุนปืนเล็กยาว จำนวน 1,431 นัด

เจ้าหน้าที่ตรวจพบอาวุธสงครามดังกล่าวถูกทิ้งไว้ โดยเชื่อว่าเป็นของแก๊งคนร้ายที่พักรอการส่งมอบอาวุธให้กัน โดยเป็นกลุ่มผู้มีอิทธิพลที่เป็นคนไทย 2 กลุ่ม เมื่อเจ้าหน้าที่ตั้งด่านตรวจเข้ม เข้าค้นกดดัน การส่งมอบจึงไม่สำเร็จ ส่วนเส้นทางของอาวุธยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ เพราะอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวน ซึ่งขยายผลไปถึงผู้กระทำผิด

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าอาวุธสงครามที่ตรวจยึดได้อาจจะนำมาก่อความไม่สงบในประเทศ หรือเตรียมส่งต่อไปยังประเทศอื่น แต่ยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องกับเหตุระเบิด 3 จุด ย่านซอยสุขุมวิท 71 เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา

ด้าน พ.อ.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ ผู้แทนจากกองทัพบก กล่าวว่า กองทัพพยายามกวดขันจับกุมการลักลอบขนสิ่งผิดกฎหมายอยู่ตลอดเวลา ยืนยันว่า อาวุธสงครามที่ยึดได้ไม่ใช่ของกองทัพ ส่วนมูลค่าขึ้นอยู่กับความต้องการใช้ในแต่ละช่วง
 
DSI สนธิกำลังทหารตรวจยึดอาวุธสงครามซุกพงหญ้า จ.สุรินทร์
DSI สนธิกำลังทหารตรวจยึดอาวุธสงครามซุกพงหญ้า จ.สุรินทร์
DSI สนธิกำลังทหารตรวจยึดอาวุธสงครามซุกพงหญ้า จ.สุรินทร์
DSI สนธิกำลังทหารตรวจยึดอาวุธสงครามซุกพงหญ้า จ.สุรินทร์
DSI สนธิกำลังทหารตรวจยึดอาวุธสงครามซุกพงหญ้า จ.สุรินทร์
DSI สนธิกำลังทหารตรวจยึดอาวุธสงครามซุกพงหญ้า จ.สุรินทร์
DSI สนธิกำลังทหารตรวจยึดอาวุธสงครามซุกพงหญ้า จ.สุรินทร์
DSI สนธิกำลังทหารตรวจยึดอาวุธสงครามซุกพงหญ้า จ.สุรินทร์
DSI สนธิกำลังทหารตรวจยึดอาวุธสงครามซุกพงหญ้า จ.สุรินทร์
DSI สนธิกำลังทหารตรวจยึดอาวุธสงครามซุกพงหญ้า จ.สุรินทร์
DSI สนธิกำลังทหารตรวจยึดอาวุธสงครามซุกพงหญ้า จ.สุรินทร์
DSI สนธิกำลังทหารตรวจยึดอาวุธสงครามซุกพงหญ้า จ.สุรินทร์

วันอังคารที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

พ.ค.ทมิฬ2535 ม็อบมือถือกับธีม"นายกฯต้องมาจากการเลือกตั้ง"


เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ เป็นเหตุการณ์ที่ประชาชนเคลื่อนไหวประท้วงรัฐบาลที่มีพลเอกสุจินดา คราประยูร เป็นนายกรัฐมนตรี และต่อต้านการสืบทอดอำนาจของ คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ระหว่างวันที่ 17-20 พฤษภาคม พ.ศ. 2535 ซึ่งเป็นการรัฐประหารรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 นำไปสู่เหตุการณ์ปราบปรามและปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารกับประชาชนผู้ชุมนุม มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก (พลเอกสุจินดาแถลงว่ามีผู้เสียชีวิต 40 คน บาดเจ็บ 600 คน) และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

@ชนวนเหตุ

เหตุการณ์ครั้งนี้ เริ่มต้นมาจากเหตุการณ์รัฐประหาร 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 หรือ 1 ปีก่อนหน้าการประท้วง ซึ่ง รสช. ได้ยึดอำนาจจากรัฐบาล ซึ่งมีพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ เป็น นายกรัฐมนตรี โดยให้เหตุผลหลักว่า มีการฉ้อราษฎร์บังหลวงอย่างหนักในรัฐบาล และรัฐบาลพยายามทำลายสถาบันทหาร โดยหลังจากยึดอำนาจ คณะ รสช. ได้เลือก นายอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรีรักษาการ มีการแต่งตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติขึ้น รวมทั้งการแต่งตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ 20 คน เพื่อร่างรัฐธรรมนูญใหม่

หลังจากร่างรัฐธรรมนูญสำเร็จ ก็ได้มีการจัดการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2535 โดยพรรคที่ได้จำนวนผู้แทนมากที่สุดคือ พรรคสามัคคีธรรม (79 คน) ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยมีการรวมตัวกับพรรคร่วมรัฐบาลอื่น ๆ คือ พรรคชาติไทย พรรคกิจสังคม และพรรคราษฎร[2] และมีการเตรียมเสนอนายณรงค์ วงศ์วรรณ หัวหน้าพรรคสามัคคีธรรมในฐานะหัวหน้าพรรคที่มีผู้แทนมากที่สุด ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ปรากฏว่า ทางโฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา นางมาร์กาเร็ต แท็ตไวเลอร์ ได้ออกมาประกาศว่า นายณรงค์ นั้นเป็นผู้หนึ่งที่ไม่สามารถขอวีซ่าเดินทางเข้าสหรัฐฯ ได้ เนื่องจากมีความใกล้ชิดกับนักค้ายาเสพติด

ในที่สุด จึงมีการเสนอชื่อ พลเอกสุจินดา คราประยูร ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแทน ซึ่งเมื่อได้รับพระราชทานแต่งตั้งอย่างเป็นทางการแล้ว ก็เกิดความไม่พอใจของประชาชนในวงกว้าง เนื่องจากก่อนหน้านี้, ในระหว่างที่มีการทักท้วงโต้แย้งเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นมาใหม่ว่า ไม่มีความเป็นประชาธิปไตย, ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ได้ถูกประกาศใช้

@พรรคเทพ พรรคมาร

พรรคเทพ พรรคมาร เป็นคำที่สื่อมวลชนใช้เรียกกลุ่มพรรคการเมืองในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ที่แบ่งแยกเป็น 2 ฝ่ายชัดเจน พรรคที่ถูกเรียกว่า พรรคเทพ คือพรรคที่ประกาศตัวเป็นฝ่ายค้าน ไม่สนับสนุนการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พลเอกสุจินดา คราประยูร ผู้นำคณะรัฐประหาร รสช. ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง และได้ประกาศต่อสาธารณะมาตลอดว่าจะไม่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยที่กระแส "นายกฯ ต้องมาจากการเลือกตั้ง" เป็นกระแสหลักของสังคมไทยในขณะนั้น พรรคเทพ ประกอบด้วย 4 พรรคการเมืองคือ พรรคความหวังใหม่ (72 เสียง) พรรคประชาธิปัตย์ (44 เสียง) พรรคพลังธรรม (41 เสียง) และพรรคเอกภาพ (6 เสียง)

ในขณะที่ พรรคมาร คือพรรคที่สนับสนุนพลเอกสุจินดา คราประยูร ประกอบด้วยพรรคการเมือง 5 พรรค ได้แก่ พรรคสามัคคีธรรม (79 เสียง) พรรคชาติไทย (74 เสียง) พรรคกิจสังคม (31 เสียง) พรรคประชากรไทย (7 เสียง) และพรรคราษฎร (4 เสียง) ซึ่งก่อนเกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬมีกระแสเรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง และทั้ง 5 พรรคนี้ต่างเคยตอบรับมาก่อน แต่ในที่สุดกลับหันมาสนับสนุนพลเอกสุจินดา คราประยูร และเห็นว่าเป็นการพยายามสืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหาร (รสช.)


@การต่อต้านของประชาชน

พลเอกสุจินดา คราประยูร ได้ให้สัมภาษณ์หลายครั้งว่า ตนและสมาชิกในคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติจะไม่รับตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ แต่ภายหลังได้มารับตำแหน่งรัฐมนตรี ซึ่งไม่ตรงกับที่เคยพูดไว้ เหตุการณ์นี้ จึงได้เป็นที่มาของประโยคที่ว่า "เสียสัตย์เพื่อชาติ" และเป็นหนึ่งในชนวนให้ฝ่ายที่คัดค้านรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำการเคลื่อนไหวอีกด้วย

การรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของพลเอกสุจินดา ดังกล่าว นำไปสู่การเคลื่อนไหวคัดค้านต่าง ๆ ของประชาชน รวมถึงการอดอาหารของ ร้อยตรีฉลาด วรฉัตร และ พลตรีจำลอง ศรีเมือง (หัวหน้าพรรคพลังธรรมในขณะนั้น) สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ที่มีนายปริญญา เทวานฤมิตรกุล เป็นเลขาธิการ ตามมาด้วยการสนับสนุนของพรรคฝ่ายค้านประกอบด้วยพรรคประชาธิปัตย์, พรรคเอกภาพ, พรรคความหวังใหม่และพรรคพลังธรรม โดยมีข้อเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่ง และเสนอว่าผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง

หลังการชุมนุมยืดเยื้อตั้งแต่เดือนเมษายน เมื่อเข้าเดือนพฤษภาคม รัฐบาลเริ่มระดมทหารเข้ามารักษาการในกรุงเทพมหานคร และเริ่มมีการเผชิญหน้ากันระหว่างผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารในบริเวณราชดำเนินกลาง ทำให้สถานการณ์ตึงเครียดมากขึ้นเรื่อย ๆ

กระทั่งในคืนวันที่ 17 พฤษภาคม ขณะที่มีการเคลื่อนขบวนประชาชนจากสนามหลวงไปยังถนนราชดำเนินกลางเพื่อไปยังหน้าทำเนียบรัฐบาล ตำรวจและทหารได้สกัดการเคลื่อนขบวนของประชาชน เริ่มเกิดการปะทะกันระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในบางจุด และมีการบุกเผาสถานีตำรวจนครบาลนางเลิ้ง จากนั้นเมื่อเข้าสู่วันที่ 18 พฤษภาคม รัฐบาลได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในกรุงเทพมหานครและให้ทหารทำหน้าที่รักษาความสงบ แต่ได้นำไปสู่การปะทะกันกับประชาชน มีการใช้กระสุนจริงยิงใส่ผู้ชุมนุมในบริเวณถนนราชดำเนินจากนั้นจึงเข้าสลายการชุมนุมในเข้ามืดวันเดียวกันนั้น ตามหลักฐานที่ปรากฏมีผู้เสียชีวิตหลายสิบคน

เวลา 15.30 นาฬิกา ของวันที่ 18 พฤษภาคม ทหารได้ควบคุมตัวพลตรีจำลอง ศรีเมือง จากบริเวณที่ชุมนุมกลางถนนราชดำเนินกลาง และรัฐบาลได้ออกแถลงการณ์หลายฉบับและรายงานข่าวทางโทรทัศน์ของรัฐบาลทุกช่องยืนยันว่าไม่มีการเสียชีวิตของประชาชน แต่การชุมนุมต่อต้านของประชาชนยังไม่สิ้นสุด เริ่มมีประชาชนออกมาชุมนุมอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ทั่วกรุงเทพ โดยเฉพาะที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง พร้อมมีการตั้งแนวป้องกันการปราบปรามตามถนนสายต่าง ๆ ขณะที่รัฐบาลได้ออกประกาศจับแกนนำอีก 7 คน คือ นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล, นายแพทย์เหวง โตจิราการ, นายแพทย์สันต์ หัตถีรัตน์, นายสมศักดิ์ โกศัยสุข, นางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ, นางสาวจิตราวดี วรฉัตร และนายวีระ มุสิกพงศ์ โดยระบุว่าบุคคลเหล่านี้ยังคงชุมนุมไม่เลิก และยังปรากฏข่าวรายงานการปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชนในหลายจุดและเริ่มเกิดการปะทะกันรุนแรงมากขึ้นในคืนวันนั้นในบริเวณถนนราชดำเนิน

19 พฤษภาคม เจ้าหน้าที่เริ่มเข้าควบคุมพื้นที่บริเวณถนนราชดำเนินกลางได้ และควบคุมตัวประชาชนจำนวนมากขึ้นรถบรรทุกทหารไปควบคุมไว้พลเอกสุจินดา คราประยูร นายกรัฐมนตรี แถลงการณ์ย้ำว่าสถานการณ์เริ่มกลับสู่ความสงบและไม่ให้ประชาชนเข้าร่วมชุมนุมอีก แต่ยังปรากฏการรวมตัวของประชาชนใหม่ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงในคืนวันเดียวกัน และมีการเริ่มก่อความไม่สงบเพื่อต่อต้านรัฐบาลโดยกลุ่มจักรยานยนต์หลายพื้นที่ในกรุงเทพมหานคร เช่นการทุบทำลายป้อมจราจรและสัญญาณไฟจราจร

วันเดียวกันนั้นเริ่มมีการออกแถลงการณ์เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่งเพื่อรับผิดชอบต่อการเสียชีวิตของประชาชน ขณะที่สื่อของรัฐบาลยังคงรายงานว่าไม่มีการสูญเสียชีวิตของประชาชน แต่สำนักข่าวต่างประเทศได้รายงานภาพของการสลายการชุมนุมและการทำร้ายผู้ชุมนุม หนังสือพิมพ์ในประเทศไทยบางฉบับเริ่มตีพิมพ์ภาพการสลายการชุมนุม ขณะที่รัฐบาลได้ประกาศให้มีการตรวจและควบคุมการเผยแพร่ข่าวสารทางสื่อมวลชนเอกชนในประเทศ

ซึ่งการชุมนุมในครั้งนี้ ด้วยผู้ชุมนุมส่วนใหญ่เป็นชนชั้นกลางในเขตตัวเมือง เป็นนักธุรกิจหรือบุคคลวัยทำงาน ซึ่งแตกต่างจากเหตุการณ์ 14 ตุลา ในอดีต ซึ่งผู้ชุมนุมส่วนใหญ่เป็นนิสิต นักศึกษา ประกอบกับเทคโนโลยีโทรศัพท์มือถือที่เพิ่งเข้ามาในประเทศไทย และใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการติดต่อสื่อสารในครั้งนี้ เหตุการณ์พฤษภาทมิฬนี้จึงได้ชื่อเรียกอีกชื่อนึงว่า "ม็อบมือถือ"

@พระราชทานพระราชดำรัส

พระราชดำรัสเนื่องในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ

เมื่อเวลาประมาณ 21:30 นาฬิกา ของวันพุธที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2535 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ ศาสตราจารย์ สัญญา ธรรมศักดิ์ ประธานองคมนตรี และพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ องคมนตรีและรัฐบุรุษ นำพลเอกสุจินดา คราประยูร นายกรัฐมนตรี และพลตรีจำลอง ศรีเมือง เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท โอกาสนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานพระราชดำรัสแก่คณะผู้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทด้วย ซึ่งโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย นำเทปบันทึกภาพเหตุการณ์ดังกล่าว ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ทั้ง 5 ช่อง เมื่อเวลา 24:00 นาฬิกาของคืนเดียวกัน หลังจากนั้นประมาณ 1 สัปดาห์ พลเอกสุจินดาจึงกราบถวายบังคม ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และมอบหมายให้มีชัย ฤชุพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รักษาราชการแทนเป็นการชั่วคราว

ลำดับเหตุการณ์ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 ถึง พ.ศ. 2535


พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้า ฯ ให้พลเอกสุจินดา และพลตรีจำลอง เข้าเฝ้า
พ.ศ. 2534

23 กุมภาพันธ์ 2534- คณะ รสช.ยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ

พ.ศ. 2535

22 มีนาคม - มีการเลือกตั้งใหญ่ทั่วประเทศ พรรคสามัคคีธรรม ของนายณรงค์ วงศ์วรรณ ได้รับเลือกตั้งมาเป็นลำดับหนึ่ง แต่ถูกขึ้นบัญชีดำผู้ค้ายาเสพย์ติดจากสหรัฐอเมริกา
7 เมษายน -พลเอกสุจินดา คราประยูร ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
8 เมษายน - ร้อยตรีฉลาด วรฉัตร เริ่มอดอาหารประท้วงวันแรก
17 เมษายน - มีพระบรมราชโองการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่
20 เมษายน - พรรคฝ่ายค้านเริ่มการปราศรัยที่ลานพระบรมรูปทรงม้ามีผู้ร่วมชุมนุมเกือบ100,000คน
4 พฤษภาคม -พลตรีจำลอง ศรีเมือง เริ่มอดอาหารประท้วงวันแรก
7 พฤษภาคม -พลเอกสุจินดา แถลงนโยบายต่อรัฐสภา แต่พรรคฝ่ายค้านไม่เข้าร่วม ขณะเดียวกันบริเวณหน้ารัฐสภามีผู้ชุมนุมร่วมประท้วง จนต้องมีการปิดประชุมโดยกะทันหัน
8 พฤษภาคม -พลเอกสุจินดา แถลงถึงเหตุผลที่ต้องมารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
9 พฤษภาคม - นายอุกฤษ มงคลนาวิน ประธานรัฐสภาประสานให้พรรคร่วมรัฐบาลและพรรคฝ่ายค้านร่วมกันตกลงว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญบางประการ และพลตรีจำลอง ประกาศเลิกอดอาหาร
11 พฤษภาคม -พลตรีจำลอง ประกาศสลายการชุมนุมและประกาศชุมนุมใหม่อีกครั้งในวันที่ 17 พฤษภาคม หากในวันที่ 15 พฤษภาคม ซึ่งเป็นวันที่พรรคร่วมรัฐบาลให้สัญญาว่าจะแถลงถึงเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่มีความคืบหน้า
15 พฤษภาคม - พรรคร่วมรัฐบาลเปลี่ยนท่าทีเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยอ้างว่าเป็นการให้สัมภาษณ์โดยพลการของ นายอาทิตย์ อุไรรัตน์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยอ้างว่าจะแก้ให้มีบทเฉพาะกาล ว่า นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง ซึ่งพลเอกสุจินดา ต้องดำรงตำแหน่งจนครบวาระ 4 ปี เสียก่อน
17 พฤษภาคม - รัฐบาลจัดคอนเสิร์ตต้านภัยแล้งสกัดม็อบที่สนามกีฬากองทัพบกและวงเวียนใหญ่ โดยขนรถสุขาของกรุงเทพ ฯ มาไว้ที่นี่หมด ช่วงเที่ยงคืนเริ่มเกิดการตำรวจปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมกับตำต่อเนื่องถึงเช้าวันที่ 18 พฤษภาคม
18 พฤษภาคม - ก่อนรุ่งสาง รัฐบาลเริ่มนำทหารจัดการกับผู้ชุมนุมอย่างรุนแรงและประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เวลาบ่ายพลตรีจำลอง ศรีเมือง และผู้ชุมนุมบางส่วนถูกจับกุม
19 พฤษภาคม - กลุ่มผู้ชุมนุมที่ไม่ได้ถูกจับกุมย้ายสถานที่ชุมนุมไปที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง
20 พฤษภาคม - พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีรับสั่งให้ผู้นำทั้งสองฝ่าย คือพลเอกสุจินดา และพลตรีจำลอง เข้าเฝ้า โดยผู้ที่นำเข้าเฝ้าคือพลเอกเปรม ติณสูลานนท์
24 พฤษภาคม -พลเอกสุจินดา และพลตรีจำลอง แถลงการณ์ร่วมกันผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยและพลเอกสุจินดา ลาออกจากตำแหน่ง
10 มิถุนายน - แกนนำจัดตั้งรัฐบาลเสนอชื่อพลอากาศเอกสมบุญ ระหงษ์ หัวหน้าพรรคชาติไทย เป็นนายกรัฐมนตรี แต่นายอาทิตย์ อุไรรัตน์ รองหัวหน้าพรรคสามัคคีธรรม ในฐานะประธานสภาผู้แทนราษฎร และรักษาการประธานรัฐสภา ตัดสินใจนำชื่อนายอานันท์ ปันยารชุน ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อโปรดเกล้าฯ ให้ กลับมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง
13 กันยายน - มีการเลือกตั้งใหญ่ทั่วทั้งประเทศ พรรคประชาธิปัตย์ได้รับคะแนนเสียงมาเป็นลำดับหนึ่ง นายชวน หลีกภัย ได้เป็นนายกรัฐมนตรี

"มีชัย"ระบุรัฐธรรมนูญมาตรา 7 ใช้ตั้งนายกฯได้ถ้ามีความจำเป็นและไม่มีคนที่เป็น สส

"มีชัย"ระบุรัฐธรรมนูญมาตรา 7
ใช้ตั้งนายกฯได้ถ้ามีความจำเป็นและไม่มีคนที่เป็น สส
*** "มีชัย"ระบุรัฐธรรมนูญมาตรา 7
ใช้ตั้งนายกฯได้ถ้ามีความจำเป็นและไม่มีคนที่เป็น สส
นายมีชัย ฤชุพันธุ์ อดีตประธานวุฒิสภา ได้ตอบคำถามผ่านเว็บไซต์มีชัยไทยแลนด์ ในประเด็นการตั้งนายกรัฐมนตรีจากบุคคลที่ไม่ใช่ส.ส.ได้หรือไม่ ถามโดย พ.อ.รังสันทน์ รัตโนทยานนท์
ผู้ถามระบุว่า จากตัวบทรัฐธรรมนูญ50 มาตรา 172, 171วรรคสาม, 173, 132(2), 180, 89วรรคสอง, 125 สามารถอนุโลมนำมาใช้เทียบเคียงตั้งนายกฯจากบุคคลที่ไม่เป็นสส ได้หรือไม่เพียงไรแค่ไหนอย่างไร ทำได้ไม่ได้อย่างไร
นายมีชัยตอบว่า ขึ้นอยู่กับว่ามีความจำเป็นต้องตั้งนายกฯในขณะนี้หรือไม่
ถ้ามีความจำเป็น และเมื่อไม่มีคนที่เป็น สส. ก็ต้องอาศัยอำนาจตามมาตรา 7
ของรัฐธรรมนูญมาอนุโลม เพราะในอดีต นายกฯนั้นมีทั้งที่มาจาก สส. และไม่ใช่ สส. บางขณะห้าม สส.เป็นเสียด้วยซ้ำไป !!!

วันจันทร์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

กลุ่มศิษย์เก่า อาจารย์และบุคลากรของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ รวม 12 แห่ง หนุนกปปส.


ข่าวแจกสื่อมวลชน
บ่ายวันนี้ (19 พฤษภาคม) ที่โรงแรมเอเชีย กลุ่มศิษย์เก่า อาจารย์และบุคลากรของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ รวม 12 แห่ง ได้ประชุมระดมความเห็นเพื่อหาทางออกให้กับประเทศชาติ ในสถานการณ์ที่รัฐบาลรักษาการไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ และเกิดวิกฤตศรัทธาในฝ่ายบริหาร ขณะที่ภาวะเศรษฐกิจก็มีแนวโน้มได้รับผลกระทบเสียหายอย่างรุนแรง ผลการประชุมสรุปได้ ดังนี้
1. กลุ่มศิษย์เก่า อาจารย์และบุคลากรของมหาวิทยาลัยดังรายนามข้างท้าย ขอให้กำลังใจและพร้อมที่จะสนับสนุนประธานวุฒิสภา และสมาชิกวุฒิสภา ในการทำหน้าที่หาทางออกให้กับประเทศอย่างทันท่วงที บนพื้นฐานผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน
2. ขอให้รัฐบาลรักษาการลาออกโดยทันที เพื่อเปิดทางให้ประเทศเดินหน้า และมีการปฏิรูปประเทศอย่างจริงจัง เพราะเห็นว่ารัฐบาลรักษาการหมดความชอบธรรมในการบริหารประเทศ ควรมีรัฐบาลใหม่ที่มีอำนาจเต็มเข้ามาบริหารและจัดการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ
3. เราเห็นด้วยกับการต่อสู้ของ กปปส. เพื่อทวงคืนอำนาจอธิปไตยมาสู่ประชาชนคนไทย และ ขอชื่นชมมวลมหาประชาชนที่ออกมาร่วมกันใช้สิทธิต่อสู้เพื่อความถูกต้องอย่างกล้าหาญและเสียสละ
4. เราขอเรียกร้องหัวหน้าส่วนราชการและผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ รวมถึงข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ออกมาแสดงความกล้าหาญในการยืนเคียงข้างประชาชน ต่อสู้อย่างสันติ อหิงสา และปราศจากความรุนแรง
ทั้งนี้กลุ่มศิษย์เก่า อาจารย์และบุคลากรของมหาวิทยาลัยจะร่วมรณรงค์ให้ศิษย์เก่า ข้าราชการ
พนักงาน และนิสิตนักศึกษาของแต่ละสถาบัน เพื่อนต่างสถาบัน และพี่น้องประชาชนทั่วไปออกมาร่วมกันชุมนุมใหญ่ในวันที่ 23-25 พฤษภาคมนี้ โดยในวันพฤหัสบดีที่ 22 พฤษภาคม เวลา 16.00 น. เราจะไปรวมตัวกันที่ลานพระบรมรูปทรงม้า เพื่อจัดกิจกรรมเชิญชวนให้ประชาชนทุกภาคส่วนออกมาร่วมกัน ทวงคืนอำนาจอธิปไตย
1. กลุ่มพี่น้องมหิดล มหาวิทยาลัยมหิดล
2. กลุ่ม มก. ร่วมกู้ชาติ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
3. กลุ่มศิษย์เก่ารามคำแหงร่วมปฏิรูปประเทศไทย มหาวิทยาลัยรามคำแหง
4. กลุ่มลูกแม่ไทรหัวใจรักชาติ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
5. กลุ่มธรรมาธิปไตย มหาวิทยาลัยรังสิต
6. กลุ่ม NIDA For Change สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
7. กลุ่ม มจธ. ร่วมปฏิรูปประเทศไทย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
8. กลุ่มธรรมศาสตร์อภิวัฒน์ประเทศไทย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
9. กลุ่มประชาคมชาวจุฬาฯ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
10. กลุ่ม มศว รักประเทศไทย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
11. กลุ่มจำปากู้ชาติ (คณะวิทย์ฯ มข.) มหาวิทยาลัยขอนแกน
12. กลุ่ม มสธ. ร่วมปฏิรูปประเทศไทย มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

พลโท นันทเดช เมฆสวัสดิ์:ถ้าพวกเราออกมามากๆ ความรุนแรงก็จะไม่เกิดขึ้นครับ


วันท่ี23-26นี้จะเป็นการชุมนุม ครั้งใหญ่และ ครั้งสุดท้าย ของ กปปส. 

ขณะที่ทาง ฝ่ายเสื้อแดง ก็ระดมจ้างมาเหมือนกัน จนดูคล้ายกับ เป็นการนำชาวบ้านมาCover กลุ่มถืออาวุธ ดังนั้นโอกาศท่ีจะเกิดความรุนแรง ระหว่างผู้ชุมนุม2กลุ่ม จึงมีขึ้น ตลอดเวลา

ปัจจุบัน ข้าราชการส่วนใหญ่ วุฒิ,ทหาร,ตำรวจ,แม้แต่ฝ่ายรัฐบาลเอง ก็จะรอดูว่า ฝ่าย กปปส.จะออกมา
มากมั้ย ดังนั้น ถ้าเราเลือกเอา"ความดี ไม่เอา ความเลว" ถ้าเราเลือกเอา"ผลประโยชน์ของชาติ"
มากกว่า ผลประโยชน์ส่วนตัว แล้ว เราก็ต้องช่วยกันออกมา ออกมา ถ้าพวกเราออกมามากความรุนแรงก็จะไม่เกิดขึ้นครับ เพราะคนท่ีจะบ่งการให้เกิดความรุนแรงย่อมรู้ดีว่า คนนับล้านไปเผาบ้าน พวกเขาแน่ๆ ถ้าเกิดความรุนแรงขึ้น และเมื่อถึงจุดนั้นแล้ว ตำรวจ ทหารก็ช่วยใครไม่ได้หรอกครับ จลาจล แน่นอน
"สรุปว่าถ้าพวกเราออกมามากๆ ความรุนแรงก็จะไม่เกิดขึ้นครับ"

แต่ถ้ามาน้อย ซึ่งก็ไม่น้อยหลายแสนอยู่ ไม่ชนะ กำนัน ยอมมอบตัว เชื่อเถอะว่า ประชาชนไม่ยอมเลิกแน่
มากกว่าครึ่งหนึ่ง จากขบวนการประชน (หลายหมื่น) จะกลายเป็นม็อบทันที (ม็อบ คือ การชุมนุมท่ีไม่มีแกนนำควบคุม )อะไรจะเกิดขึ้น จลาจลอีก ครับ

ปัจจุบัน สถานการณ์ ไม่ใช่ความขัดแย้งระหว่าง กปปส.กับ รัฐบาล หรือ เสื้อแดงแล้ว แต่เป็นเรื่องท่ีเข้าสู่เรื่อง"ความมั่นคงของชาติแล้ว"ขบวนการจัดการจึงต้องใช้วิธี"พิเศษ" เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศชาติล่มจ่ม ดังนั้นจึงไม่ต้องมาใช้กฏหมายธรรมดา กันแล้ว จะทำอะไรก็ต้องทำ ทำเข้าไป และ ต้องรีบๆทำด้วยครับ

(ให้สัมภาษณ์ สถานีวิทยุ101เมื่อครึ่งชั่วโมงท่ีผ่านมาครับ).

การ์ด กปปส. กรีดรถ เจาะยางและขโมยล้อรถของนายบรรหาร ศิลปอาชา ...

เมื่อ เวลา 13.00 น.วันที่ 19 พ.ค. 2557 นายบรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายธีระ วงศ์สมุทร หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา และนายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ อธิบดีกรมชลประธาน ติดตามความก้าวหน้าโครงการประตูระบายน้ำและสถานีสูบน้ำบางกรวย และโครงการประตูระบายน้ำและสถานีสูบน้ำคลองบางบัวทอง อ.ปากเกร็ด โดยทั้งหมดเดินทางโดยเรือของกรมชลประทาน และขึ้นเรือที่ท่าเรือชลประทาน โดยในระหว่างการเดินทางเจ้าหน้าที่กรมชลประทานได้รายงานให้นายบรรหารทราบว่า ที่กรมชลประทานสามเสนมีกลุ่มผู้ชุมนุมบุกเข้ามาหาตัวนายบรรหาร พร้อมใช้มีดกรีดยางรถส่วนตัวที่นายบรรหารใช้เดินทางทั้ง 4 เส้น เมื่อเสร็จภาระกิจตรวจประตูระบายน้ำที่ อ.ปากเกร็ด นายบรรหารจึงใช้รถที่เจ้าหน้าที่เตรียมไว้ให้เดินทางกลับทันทีโดยไม่ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน และไม่กลับกรมชลประทานสามเสน


กกต.ลุยสอบคำร้อง‘ยิ่งลักษณ์‘รอฟันยุบพรรค

กกต. ลุยสอบคำร้องอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ รอฟันยุบพรรค ขณะ ผบ.ตร. เตรียมแจง กกต. ย้าย "คำรณวิทย์" พรุ่งนี้ 10 โมง
รศ.สมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านบริหารงานเลือกตั้ง เปิดเผยว่า ในวันพรุ่งนี้ ที่ประชุมจะมีการพิจารณา กรณีที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ ได้มีมติเห็นชอบให้มีการย้าย พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ไปเป็นผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 และให้ พล.ต.ท.สุเทพ เดชรักษา ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจนครบาล แทน โดย พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จะเข้าชี้แจงด้วยตนเองในวันพรุ่งนี้ เวลา 10.00 น.

ด้าน นายบุญส่ง น้อยโสภณ กรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.ด้านกิจการสืบสวนสอบสวน กล่าวถึงการสอบสวนคำร้องของอดีตนายกรัฐมนตรีว่าแม้รัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยให้สิ้นสภาพไปแล้ว แต่ กกต.ก็ยังสอบสวนตามคำร้องต่อไป เนื่องจากเรื่องที่ร้องยังเกี่ยวข้องกับการยุบพรรค และตัดสิทธิ์ทางการเมือง ซึ่งขณะนี้ มีหนึ่งเรื่อง ที่เกี่ยวกับอดีตนายกรัฐมนตรี อนุกรรมการสืบสวนฯ ได้สืบสวนแล้วเสร็จและทางสำนักงานเตรียมที่จะบรรจุระเบียบวาระให้ที่ประชุม กกต.ได้พิจารณาเร็วๆ นี้ แต่ไม่สามารถเปิดเผยว่ากรณีใด


วสิษฐ เดชกุญชร:เรียกร้องทุกฝ่ายช่วยกปปส.ไม่รับรองรัฐบาลเถื่อน


ด่วนที่สุด ! ผมขอเชิญเพื่อนพี่น้องข้าราชการทั้งพลเรือน ตำรวจ และทหาร ให้ออกมายืนเคียงข้างและร่วมกับประชาชนในการปฏิเสธและไม่รับรองรัฐบาลเถื่อนที่กำลังพยายามครองประเทศอยู่ในขณะนี้ หากท่านยังลังเลใจอยู่ความเสียหายจะเกิดขึ้นแก่บ้านเมือง แก่ท่าน และแก่ครอบครัวของท่านอย่างร้ายแรง 

ประชาชนจะเป็นฝ่ายชนะอย่างแน่นอน แต่จะต้องบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมากหากท่านเลือกที่จะเป็นคนดู แต่ถ้าท่านตัดสินใจเพียงแต่ออกมายืนเคียงข้างประชาชน ชัยชนะที่ได้รับจะเป็นชัยชนะที่สะอาดปราศจากเลือดแม้แต่หยดเดียว

ออกมาเถอะครับ ออกมาได้แล้ว ไม่ใช่เพื่อคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ หรือใคร ๆ ทั้งนั้นแต่เพื่อตัวเรา ครอบครัว และลูกหลานของเราเอง
ท่านเท่านั้นที่จะป้องกันมิให้เกิดสงครามนองเลือดขึ้นในเมืองไทยได้อีก

"พล อ นิพัทธ" ซัดตรงหน้าพวกตะแบงกฏหมาย.ดัน นายกฯคนกลาง เตือน ไปไม่ได้อย่าฝืน !!!

พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก ปลัดกระทรวงกลาโหม ถูกนักข่าวถามว่า สถานการณ์ขณะนี้เหมาะสมกับการที่มีนายกรัฐมนตรีเฉพาะกิจตามที่สมาชิกวุฒิสภาเสนอหรือไม่ พล.อ. นิพัทธ์ กล่าวว่า สิ่งที่พูดตลอดมา และผู้ใหญ่ในบ้านเมืองพยายามบอก คือ กฎหมายระบุไว้อย่างไร ซึ่งต้องถามกันตรงนั้น
"ถ้ากฎหมายบอกว่าทำได้ก็ทำ และถ้าทำไม่ได้ก็อย่าฝืน ไม่เช่นนั้นจะยุ่ง เหมือนอย่างที่เห็นอยู่ทุกวันนี้ ขณะนี้มีคนชี้สิ่งที่ถูกต้องอยู่ตลอด เราก็ต้องฟังและปฏิบัติตามสิ่งเหล่านี้" ปลัดกลาโหม กล่าว
ส่วนการที่ สองฝ่ายตีความกฎหมายต่างกัน ฝ่ายกฎหมายของทหารมองว่าทำได้หรือไม่ นั้น พล.อ.นิพัทธ์ กล่าวว่า ฝ่ายกฎหมายของทหารได้ติดตามและได้ศึกษาอย่างถ่องแท้แล้ว ผมคิดว่าเรามีคำตอบอยู่ และรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ในฐานะข้าราชการไม่ขอพูดอะไร นักกฎหมายทั้งที่จบจากในประเทศ และต่างประเทศเป็นความหวังของคนไทย กรุณาใช้หลักการ และตำราที่ได้ศึกษาอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งที่ผ่านมา6 เดือนเรามีความเจ็บปวดมาแล้วกับการพลิกแพลงกฎหมาย และพยายามที่จะตะแบงกัน
ส่วนแนวทางของทหารนั้น ก็ได้ทำหน้าที่ตามกรอบ ศอส. และ ศอ.รส. ซึ่งได้พยายามประคับประคองสถานการณ์มาโดยตลอสิ่งที่กองทัพเำเนินการ ดูเหมือนง่าย แต่ความเป็นจริงนั้นยาก ดังนั้นควรยึดแนวทางของ ผบ.ทบ. ที่มีประสบการณ์จากหลายเหตุการณ์ที่ผ่านมา การประคับประคองให้ทุกฝ่ายมาบรรจบในจุดที่เข้าใจ ต้องอยู่ในกรอบกฎหมาย ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย ที่ผ่านมาเหตุความรุนแรงเกิดขึ้นบางประปราย กองทัพก็ทำหน้าที่อย่างถูกต้อง และละมุนละม่อม พร้อมใช้ความระมัดระวังอย่างที่สุด
ส่วนการประกาศกฎอัยการศึกนั้นกระทรวงลาโหมได้ประชุมแล้วว่า ตามกฎระเบียบอะไรสามารถทำได้หรือไม่ได้ ทั้งนี้ หวังว่าในสัปดาห์นี้ถ้าทุกสิ่งเป็นไปตามคำพูดใครคนหนึ่งที่ระบุว่าจะเป็นแบบนั้นแบบนี้ในสัปดาห์นี้ ตนคิิดว่าบ้านเมืองเราจะได้มีแสงสว่างเสียที
เมื่อถามว่า ถึงเวลาที่ทหารต้องเด็ดขาดเพื่อแก้ไขปัญหาให้ยุติ ปลัดกลาโหม กล่าวว่า ความเด็ดขาดวันนี้ การปฏิบัติต่างๆยังอยู่ที่ ศอ.รส. มีทหารตำรวจอยู่ภายใต้การบังคับบัญชา คิดว่าไม่น่ามีอะไรแตกหัก ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาอย่างละมุนละม่อม และไม่ใช้กำลังจนช้ำ อาจจะดูน่ารำคาญในความเชื่องช้าไปบ้าง ผมให้เครดิตตรงนี้ กับรัฐบาล ผมยืนยันว่าตั้งแต่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ จนถึงรัฐบาลรักษาการในขณะนี้ ศอ.รส. ยังทำหน้าที่ด้วยความระมัดระวัง และกองทัพยังให้การสนับสนุนรัฐบาล...


ไซน์ จาก"ไพศาล"แนะ"สุรชัย"ทำแบบอดีตสมัย"สัญญา ธรรมศักดิ์"

ดังคาด รองประธาน สว.หารือนิวัฒน์รำวง เหลวเป๋ว จึงเป็นอันจบกระบวนการหารือรับฟังความเห็น
ต่อไปจะเป็นกระบวนการสรรหานายกตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติซึ่งต้องใช้ประเพณีการปกครองตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติเท่านั้น
แบบอย่างคือนายทวี แรงขำ รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาตินำความกราบบังคมทูล และลงนามรับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าแต่งตั้งนายสัญญา ธรรมศักดิ์เป็นนายก เมื่อโปรดเกล้าแล้วรัฐมนตรีที่เหลือก็พ้นตำแหน่งทันที
ครั้งนั้นพระเจ้าอยู่หัวทรงประทับที่พระตำหนักเปี่ยมสุข หัวหิน
ครั้งนั้นนายกรัฐมนตรีลาออก ประธานสภานิติบัญญัติทำหน้าที่ไม่ได้
ครั้งนั้นไม่มีการซาวเสียงหรือเลือกนายกในสภานิติบัญญัติ
พระเจ้าอยู่หัวเคยมีพระราชดำรัสว่าการโปรดเกล้าแต่งตั้งครั้งนั้นไม่ได้ทำผิดกฎหมาย ไม่ใช่นายกพระราชทาน แต่ทำตามกฎหมายและทรงเตือนให้ผู้ใหญ่ทั้งหลายไปศึกษาประวัติศาสตร์ด้วย
นายสุรชัย รองประธานวุฒิสภาในวันนี้จึงมีอำนาจหน้าที่และต้องทำตามแบบอย่างนายทวี แรงขำ รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติในวันนั้น และต้องรีบทำแล้วครับ

NAT PRESS RELEASE

"นิวัฒน์ธำรง"เผยผลหารือวุฒิยันรบ.ไม่ลาออก


นายนิวัฒน์ธำรง ได้ชี้แจงข้อกฎหมายเกี่ยวกับสถานะของคณะรัฐมนตรี และผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรีว่า คณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบันเป็นคณะรัฐมนตรีที่ถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๘๑ และคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๙/๒๕๕๗ เมื่อวันที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ที่ให้รัฐมนตรีที่ไม่มีคุณสมบัติต้องห้าม ต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ ซึ่งคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญมีผลผูกพันให้ทุกองค์กรไม่ว่าจะเป็น คณะรัฐมนตรี วุฒิสภา ศาล องค์กรตามรัฐธรรมนูญ เป็นต้น จะต้องปฏิบัติตาม (รัฐธรรมนูญมาตรา ๒๑๖) ส่วนนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล สามารถปฏิบัติหน้าที่และมีอำนาจเท่ากับตำแหน่งที่ทำหน้าที่ (นายกรัฐมนตรี) ได้ถูกต้อง ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.๒๕๓๔ มาตรา ๑๐ และมาตรา ๔๘
ดังนั้น ขณะนี้จึงมีคณะรัฐมนตรี และผู้ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี มีอำนาจหน้าที่ที่ปฏิบัติราชการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๑ และกฎหมายอื่นๆที่เกี่ยวข้องอย่างสมบูรณ์

สำหรับประเด็นที่ว่า กลุ่มบุคคลต่างๆต้องการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนกลาง และให้มีอำนาจในการบริหารราชการได้อย่างเต็มที่ (ไม่ถูกจำกัดด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๑) รัฐบาลได้ชี้แจงว่า ไม่สามามรถกระทำได้ เพราะขณะนี้ประเทศไทยมีคณะรัฐมนตรีและผู้ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีอยู่แล้ว จะแต่งตั้งซ้อนไม่ได้ อีกทั้งการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีที่มีอำนาจเต็มนั้น ต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๑ และ ๑๗๒ ประกอบกับอยู่ในระหว่าง พ.ร.ฎ.ยุบสภา พ.ศ.๒๕๕๖ ยังบังคับใช้อยู่ ซึ่งข้อเสนอแนะเรื่องการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีที่อ้างว่า มีอำนาจเต็มนั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะยังต้องถูกจำกัดอำนาจในการบริหารตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๑ จึงเป็นกรณีที่ไม่แตกต่างจากคณะรัฐฒนตรีที่ปฏิบัติหน้าที่ในปัจจุบัน สรุปความว่า นายกรัฐมนตรีต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร จากการศึกษาข้อกฎหมายพบว่า ไม่มีรัฐธรรมนูญมาตราอื่นใด ระบุเรื่องการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีอีก
สำหรับประเด็นที่มีการขอให้คณะรัฐมนตรีลาออกนั้น ไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะจะเป็นการละเว้นการปฏิบัติน้าที่ เพราะขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๘๑ และคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ที่กำหนดให้คณะรัฐมนตรีที่เหลืออยู่ต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไป
ที่ประชุมเห็นพ้องด้วยกันว่า ทุกฝ่ายควรหาทางแก้ปัญหาวิกฤติการเมืองโดยเร็วที่สุด เพื่อไม่ให้มีผลกระทบกับประเทศชาติ และประชาชนมากกว่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และอื่นๆ ทางรัฐบาลยินดีปรึกษาหารือกับวุฒิสภาและฝ่ายต่างๆตลอดเวลาเพื่อหาทางออกที่อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ และกฎหมาย โดยเร็วที่สุดต่อไป