PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันจันทร์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

สัญญาน?เสียงยั่วยุจากลำโพงทหารที่อนุสาวรีย์ชัย26พ.ค.57

เหตุการณ์ ม็อบต้านรัฐประหาร 26 พ.ค.57



17.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ทหารประมาณ 2 กองร้อย นำกำลังมาวางแนวบริเวณทางเข้าถนนพญาไททั้งสองฝั่งถนน พร้อมนำรถติดเครื่องขยายเสียงมาประชิดหลังแนวเจ้าหน้าที่ทหาร โดยเจ้าหน้าที่ทหารกล่าวบนรถติดเครื่องขยายเสียงว่า ขอให้ประชาชนทั่วไปที่ไม่เกี่ยวข้องออกจากพื้นที่ ทหารมารักษาความสงบ เพื่อให้ประชาชนปลอดภัย แต่ผู้ชุมนุมสร้างปัญหา

ถ้าผู้ชุมนุมใช้อาวุธ เจ้าหน้าที่จะตอบโต้อย่างรุนแรง คนที่เขวี้ยงขวดน้ำ มีแกนนำคอยแจกเงินอยู่ในที่ชุมนุม พร้อมกันนี้ทหารยังพูดเป็นภาษาอังกฤษกับผู้สื่อข่าวต่างชาติมีใจความตอนหนึ่งว่า ครั้งนี้ไม่ใช่การรัฐประหารครั้งแรก แต่มีมาหลายครั้งแล้ว พร้อมโจมตีกลุ่มผู้ที่มาชุมนุมต้านรัฐประหารว่าไม่รักชาติ

หลังจากผู้ชุมนุมได้ยินเสียงเจ้าหน้าที่ทหารคนดังกล่าวแล้ว ก็รู้สึกโกรธและเข้าไปชิดแนวทหาร พร้อมโห่ร้อง แสดงอาการไม่พอใจ ก่อนจะถอยออกมาบริเวณอนุสาวรีย์ชัยฯ แต่ไม่มีการปะทะกัน โดยเจ้าหน้าที่ทหารคนดังกล่าวยังพูดผ่านเครื่องขยายเสียงอีกว่า ขอให้ประชาชนทั่วไปที่ไม่พอใจกับการชุมนุมของกลุ่มต้านรัฐประหารโห่ร้องใส่ผู้ชุมนุม

17.30 น. เจ้าหน้าที่ทหารคนดังยังกล่าวผ่านเครื่องขยายเสียงอีกว่า มีชายชุดดำอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุม ขอให้สายสืบถ่ายรูปทุกคนไว้ แล้วจะไปเยี่ยมที่บ้าน เชื่อว่าทุกคนไม่ได้รักชาติ ทำให้ผู้ชุมนุมพร้อมใจกันตะโกนว่า เลือกตั้ง เป็นระยะๆ จากนั้นจึงเข้าประชิดแนวทหารบริเวณทางเข้าถนนพญาไทอีกครั้ง เจ้าหน้าที่ทหารคนดังกล่าวต่อว่า ผู้ชุมนุมเป็นพวกล้มประเทศ ฯลฯ

เนื้อความ by..@kowsod

(คลิป)นักข่าวถาม หัวหน้าคณะ คสช. ท่านจะเป็นนายกเองหรือเปล่า

กัมพูชาประกาศไม่อนุญาตให้ ‘ยิ่งลักษณ์’มาตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น!

ทางการกัมพูชาออกโรงยืนยัน รัฐบาลนายกรัฐมนตรี สมเด็จฮุน เซน จะไม่อนุญาตให้รัฐบาลของอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มาจัดตั้งรัฐบาล ‘พลัดถิ่น’ ในแผ่นดินกัมพูชา หลังโดนกองทัพไทยทำรัฐประหารยึดอำนาจ ...

สำนักข่าวพนมเปญ โพสต์ ในกัมพูชารายงานเมื่อ 26 พ.ค.ว่า รัฐมนตรีอาวุโสในคณะรัฐบาลนายกรัฐมนตรีฮุน เซน รวมทั้งแกนนำระดับสูงของพรรครัฐบาลของกัมพูชาหลายคน ออกโรงปฏิเสธ เป็นไปไม่ได้ที่กัมพูชาจะอนุญาตให้รัฐบาลของอดีตนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร มาจัดตั้ง “รัฐบาลพลัดถิ่น”
ในประเทศกัมพูชา หลังจากถูกกองทัพไทยทำรัฐประหารคุมอำนาจบริหารประเทศเมื่อวันที่ 22 พ.ค. ที่่ผ่านมา โดยชี้ว่านอกจากจะเป็นการขัดรัฐธรรมนูญแล้ว รัฐบาลกัมพูชายังไม่มีนโยบายที่จะเข้าไปแทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่นทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม

ด้านนายปาย สิพัน โฆษกประจำคณะรัฐบาลกัมพูชากล่าวยืนยันว่า ใครก็ตามที่คิดว่า รัฐบาลกัมพูชามีสายสัมพันธ์ที่ดีกับรัฐบาลชุดที่แล้วของไทย อีกทั้งยังคิดว่า รัฐบาลอดีตนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์กำลังพิจารณาจะมาตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นในกัมพูชานั้น ทางรัฐบาลกัมพูชาขอชี้แจงว่า ไม่มีความเป็นไปได้
“เราจะไม่อนุญาตให้รัฐบาลของอดีตนายกฯ ไทย มาจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นในแผ่นดินของเรา” นายปาย สิพัน โฆษกคณะรัฐบาลกัมพูชากล่าวยืนยัน หลังจากที่ผ่านมา รัฐบาลกัมพูชาได้แสดงท่าทีด้วยความระมัดระวัง และมีความเป็นกลางมาตลอดนับตั้งแต่กองทัพไทยทำรัฐประหารเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เนื่องจากทราบกันดีว่า นายกรัฐมนตรี สมเด็จฮุน เซน แห่งกัมพูชา มีความสนิทสนมกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พี่ชายของอดีตนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ มาโดยตลอด


ศาลทหาร คืออะไร

"ศาลทหาร" กลายเป็นที่มีผู้สนใจและให้ความสำคัญเมื่อ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ออกประกาศฉบับที่ 37/2557 เรื่อง ความผิดที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลทหาร โดยมีสาระสำคัญ คือ ให้บรรดาคดีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ได้แก่ ความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ตั้งแต่มาตรา 107-112 และความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร ตั้งแต่มาตรา 113-118 และความผิดตามประกาศหรือคำสั่ง คสช. ให้การกระทำผิดเกิดขึ้นในเขตราชอาณาจักร และในระหว่างที่ประกาศนี้ใช้บังคับ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลทหาร ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลงนั้น

หลายคนที่ได้ฟังคำประกาศของ คสช.อาจจะไม่เข้าใจว่า "ศาลทหาร" คืออะไร วันนี้เรามีคำตอบมาฝาก
ตามรัฐธรรมนูญได้กำหนดให้มีศาล ๔ประเภท ได้แก่ ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง และศาลทหาร โดยศาลแต่ละประเภทจะมีอำนาจในการพิจารณาคดีแต่ละประเภทแตกต่างกันไป ทั้งนี้ตามที่รัฐธรรมนูญ และกฎหมายจัดตั้งศาลนั้นๆจะได้กำหนด กล่าวคือ ศาลรัฐธรรมนูญ จะมีอำนาจพิจารณาและวินิจฉัยคดีที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ ศาลยุติธรรมก็จะรับพิจารณาและวินิจฉัยในเรื่องของกระบวนการยุติธรรมทางแพ่งและทางอาญาทั่วไป ส่วนศาลปกครองจะรับพิจารณาและวินิจฉัยคดีเกี่ยวกับการปกครองระหว่างรัฐหรือองค์กรของรัฐกับประชาชน

สำหรับศาลทหารนั้นรัฐธรรมนูญกำหนด ให้มีอำนาจพิจารณาคดีอาญาทหารและคดีอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ และพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.๒๔๙๘ มาตรา ๑๓ กำหนดให้ ศาลทหารมีอำนาจพิจารณาและพิพากษาลงโทษทางอาญาต่อบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้นั้น หมายถึงข้าราชการทหารทั่ว ๆไปนั่นเอง

ศาลทหาร จัดตั้งขึ้นตาม พระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ นอกจากจะมีลักษณะเช่นเดียวกับพระธรรมนูญศาลยุติธรรมที่จัดตั้ง ศาลยุติธรรมแล้ว พระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหารยังมีบทบัญญัติในส่วนที่เกี่ยวกับวิธีพิจารณาความในศาลทหาร รวมไปถึงบทบัญญัติในเรื่องการแต่งตั้งและถอดถอนตุลาการอีกด้วย จึงเป็นการนำเอาบทบัญญัติของกฎหมายที่เกี่ยวกับระบบศาลและตุลาการ(ในศาลพลเรือนเรียกว่า "ผู้พิพากษา") ทั้งหมดมารวมไว้ในกฎหมายฉบับเดียวกัน ซึ่งถ้าหากเทียบเป็นกฎหมายในปัจจุบันก็คงเรียกชื่อว่าพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทหารและวิธีพิจารณาความในศาลทหาร เช่นเดียวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง

ประเภทของศาลทหาร
ศาลทหารสามารถแบ่งได้เป็น ๓ ประเภท คือ
(๑) ศาลทหารในเวลาปกติ
(๒) ศาลทหารในเวลาไม่ปกติ
(๓) ศาลอาญาศึก

ศาลทหารในเวลาปกติ
ศาลทหารในเวลาปกติ คือ ศาลทหารที่ดำเนินการอยู่ในช่วงเวลาที่บ้านเมืองสงบสุขไม่มีศึกสงคราม โดยศาลทหารในเวลาปกติจะมีการพิจารณาพิพากษาคดีที่สามารถอุทธรณ์ และฎีกาได้สามชั้น ดังนั้นศาลทหารในเวลาปกติจึงประกอบด้วย
ก. ศาลทหารชั้นต้น
ข. ศาลทหารกลาง (ชั้นอุทธรณ์)
ค. ศาลทหารสูงสุด (ชั้นฎีกา)

ศาลทหารในเวลาไม่ปกติ
ในเวลาไม่ปกติ หมายถึง ในเวลาที่มีการรบ หรือสถานะการณ์สงคราม หรือได้ประกาศใช้ กฎอัยการศึก ศาลทหารซึ่งมีอยู่แล้วในเวลาปกติคงพิจารณาพิพากษาคดีอาญาได้ตามอำนาจ แต่ถ้าผู้มีอำนาจประกาศใช้กฎอัยการศึกได้ประกาศ หรือผู้บัญชาการทหารสูงสุดได้สั่งตามกฎหมายว่าด้วยกฎอัยการศึก ให้ศาลทหารมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาใด ๆ อีก ก็ให้ศาลทหารพิจารณาพิพากษาคดีอาญาตามประกาศ หรือคำสั่งนั้นได้ด้วย

เมื่อหมดภาวะการรบ หรือสถานะสงคราม หรือเลิกใช้กฎอัยการศึก ศาลทหาร ยังคงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่ค้างอยู่ในศาล หรือที่ยังมิได้ฟ้องโดยมีอำนาจแต่งตั้งตุลาการ หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมีอำนาจสั่งโอนคดี หรือส่งผู้ต้องหาไปดำเนินคดียังศาลทหารแห่งอื่นได้และให้การพิจารณาพิพากษาคดีเช่นนี้มีอำนาจและหน้าที่ดังศาลทหารในเวลาไม่ปกติ
ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร มาตรา ๓๖

ศาลอาญาศึก
ศาลอาญาศึกเป็นศาลทหารอีกประเภทหนึ่งที่ได้แยกออกมาต่างหากจากศาลทหารในเวลาปกติและศาลทหารในเวลาไม่ปกติ การตั้งศาลอาญาศึกจะเกิดขึ้นได้เมื่อเข้าหลักเกณฑ์ดังนี้
(๑) เมื่อมีการรบเกิดขึ้น โดยได้มีการกำหนดเขตยุทธบริเวณ
(๒)ในเขตยุทธบริเวณดังกล่าว มีกำลังทหารไม่น้อยกว่าหนึ่งกองพัน หรือมีเรือรบ ป้อม หรือที่มั่นอย่างใด ๆ ของทหาร
(๓) ผู้บังคับบัญชาของกองกำลังทหารที่ไม่น้อยกว่าหนึ่งกองพัน หรือผู้บังคับบัญชาประจำเรือรบ ป้อม หรือที่มั่นดังกล่าวตามข้อ ๒ หรือผู้ทำการแทนผู้บังคับบัญชาดังกล่าว ได้ตั้ง
ศาลอาญาศึกขึ้นมาเพื่อพิจารณาคดีอาญาที่เกิดขึ้นในยุทธบริเวณนั้น ๆ

คดีที่อยู่ในอำนาจศาลทหารพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๑๓ กำหนดให้ศาลทหาร มีอำนาจ พิจารณาพิพากษาลงโทษผู้กระทำความผิดอาญาซึ่งเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารในขณะกระทำผิด สั่งลงโทษบุคคลใดๆ ที่กระทำผิดฐาน ละเมิดอำนาจศาล นอกจากนี้ยังกำหนดให้มีอำนาจในการพิจารณาคดีอย่างอื่นได้อีกตามที่จะมีกฎหมายบัญญัติเพิ่มเติม ที่เคยมีมาแล้วเช่น ความผิดฐานกระทำการอันเป็นคอมมูนิตส์ เป็นต้น

สำหรับอำนาจในการรับฟ้องคดีของศาลทหารแบ่งได้ดังนี้ ศาลจังหวัดทหารจะรับฟ้องคดีที่จำเลยมีชั้นยศเป็นนายทหารประทวน ศาลมณฑลทหารจะรับฟ้องคดีที่จำเลยมีชั้นยศตั้งแต่ชั้นประทวนจนถึงชั้นยศสัญญาบัตรแต่ไม่เกินพันเอก ส่วนศาลทหารกรุงเทพจะรับฟ้องได้หมดทุกชั้นยศ นอกจากนี้ชั้นยศจำเลยมีผลต่อการแต่งตั้งองค์คณะตุลาการที่จะพิจารณาคดีด้วย โดยองค์คณะตุลาการที่จะแต่งตั้งนั้นอย่างน้อยต้องมีผู้ที่มียศเท่ากันหรือสูงกว่าจำเลย

เกร็ดความรู้ เรื่อง ศาลทหารโดย กองพระธรรมนูญ กรมสารบรรณทหาร


พลิกปูมชีวิต"บิ๊กตู่"ลูกทหาร-วันรับตำเเหน่งหัวหน้า คสช.ทางการ

พลิกปูมประวัติ 'บิ๊กตู่' พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จากชายชาติทหารสู่หัวหน้าคสช. 1 ใน 3 ผู้โดดเด่นเเห่งสายบูรพาพยัคฆ์
วันที่ 26 พฤษภาคม 2557 เป็นวันที่ประวัติศาสตร์การเมืองไทยต้องจารึกไว้อีกครั้ง เมื่อพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ได้รับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ภายหลังยึดอำนาจการปกครองประเทศจากรัฐบาลรักษาการ ที่มีนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล เป็นหัวเรือใหญ่
พล.อ.ประยุทธ์ หรือ บิ๊กตู่ เกิดวันที่ 21 มีนาคม 2497 ที่จ.นครราชสีมา เป็นบุตรคนโตของพ.ท.ประพัฒน์ และนางเข็มเพชร จันทร์โอชา ในบรรดาพี่น้อง 4 คน จบการศึกษาที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่น 23 ปัจจุบันครองสมรสกับรศ.นราพร จันทร์โอชา และได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาทหารบก เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2553 จนถึงปัจจุบัน
ซึ่งชีวิตก่อนเข้ารับราชการทหารของพล.อ.ประยุทธ์นั้น ถือว่าได้รับการกล่าวขานเป็นผู้เรียนดีคนหนึ่งของประเทศ จนกองบรรณาธิการ ‘ชัยพฤกษ์’ ฉบับที่ 4 ปักษ์หลังเดือนกุมภาพันธ์ 2512 ต้องบันทึกเรื่องราวของเขาไว้ในคอลัมน์ ‘เรียนดี’ ขณะนั้นอายุเพียง 15 ปี โดยจะใช้เวลาส่วนใหญ่ทุ่มเทให้กับการอ่านหนังสือ ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต ถึงขนาดอ่านทวนซ้ำหลายรอบเพื่อให้เกิดความเข้าใจมากยิ่งขึ้น
โดยวิชาที่เก่งมากที่สุดคงต้องยกให้คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษ ซึ่งนอกจากจะเก่งในวิชาเหล่านี้แล้ว พล.อ.ประยุทธ์ยังชอบเรียนมากด้วย แต่ยามใดที่เขารู้สึกเครียดก็จะใช้เวลาผ่อนคลายไปกับการดูสารคดีหรือหนังญี่ปุ่นแทน
ทั้งนี้ ใครหลายคนที่รู้จักพล.อ.ประยุทธ์มักจะคุ้นชินกับอุปนิสัยที่เคร่งขรึมที่ติดตัวมาแต่วัยเด็ก หากแต่จิตใจเบื้องลึกของผู้ชายผู้นี้แล้ว นับว่าเขาเป็นคนมีน้ำใจใช้ได้! คนหนึ่งทีเดียว โดยจะช่วยเหลืองานบ้านเป็นประจำ เช่น กวาดบ้าน ถูบ้าน เพราะเชื่อว่าผู้ที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตข้างหน้านั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเรียนหนังสือเพียงอย่างเดียว
สำหรับห้วงชีวิตในราชการทหารของพล.อ.ประยุทธ์ เริ่มต้นที่กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ (ทหารเสือราชินี) จากนั้นจึงย้ายไปอยู่กองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ และรับตำแหน่งรองแม่ทัพ ภาคที่ 1 ไต่อันดับจนกระทั่งได้เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด
อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าพล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายทหารที่เป็นใหญ่ในสายบูรพาพยัคฆ์ หรือนักรบแห่งบูรพาโดดเด่นอันดับต้น ๆ รองจากพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ซึ่งบุคคลหลังนับว่ามีความสนิทสนมกันมากที่สุด ด้วยความเป็นทหารเสือราชินีเหมือนกัน ถึงขนาดนับถือเป็นเสมือนพี่น้องท้องเดียวกัน เพราะพล.อ.ประยุทธ์เคยอยู่ใต้บังคับบัญชาอย่างนอบน้อมมาโดยตลอด
สมญานาม ‘บูรพาพยัคฆ์’ หมายถึง นายทหารที่สังกัดหรือเจริญเติบโตมาจากกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ร.2 รอ.) ตั้งอยู่ค่ายพรหมโยธี จ.ปราจีนบุรี โดยได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เป็นหน่วยทหารรักษาพระองค์ ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
ทั้งยังมีคุณลักษณะพิเศษให้เป็นกองพลทหารราบยานเกราะที่มีหน่วยขึ้นตรงในระดับกรมและกองพันกระจายตัวอยู่ทั้งในจ.สระแก้ว ชลบุรี และปราจีนบุรี ซึ่งปัจจุบันไม่มีใครปฏิเสธได้ว่ากลุ่มทหารสายบูรพาพยัคฆ์มีบทบาทสูงในกองทัพ
ดังเช่นวิกฤตการณ์ปัจจุบัน... ตัดสินใจเฉียบขาด...ในการยึดอำนาจ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นิตยสารราชพฤกษ์ ผลิตโดย สำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช ตีพิมพ์ฉบับเเรกเมื่อเดือนมกราคม พ.ศ.2497 เน้นความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อเด็กเเละเยาวชน ทั้งในเเง่ประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ เเละอื่น ๆ รวมถึงคอลัมน์ 'เรียนดี' ที่จะนำเสนอเรื่องราวของนักเรียนที่มีทักษะการเรียนดี
กระทั่งภายหลังได้มีการขยายรูปเเบบเป็น นิตยสารชัยพฤกษ์วิทยาศาสตร์ เเละชัยพฤกษ์การ์ตูนในเวลาต่อมา อย่างไรก็ตาม เเม้ระยะหลังจะมียอดตีพิมพ์สูงเดือนละ 2.5 หมื่นเล่ม เเต่ด้วยต้นทุนที่สูงขึ้นเเละไม่ค่อยมีโฆษณาเข้า จึงทำให้ต้องทยอยปิดตัวลง โดยนิตยสารชัยพฤกษ์วิทยาศาสตร์ ปิดฉากลงในฉบับที่ 299 เดือนพฤษภาคม พ.ศ.2538


โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พล.อ.ประยุทธ์ เป็นหัวหน้า คสช.

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติแล้ว

ด้วยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้นำความกราบบังคมทูลว่า เนื่องจากสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และพื้นที่อื่นๆ ที่เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มขยายตัว จนอาจนำไปสู่การเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงหรือจลาจล ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ และความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สินของประชาชนโดยรวม เพื่อให้สถานการณ์ดังกล่าวกลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว ประชาชนในชาติเกิดความรัก ความสามัคคี ตลอดจนเพื่อเป็นการปฏิรูปโครงสร้างทางการเมือง และอื่นๆ อันจะก่อให้เกิดความชอบธรรมกับทุกกลุ่ม ทุกฝ่าย คณะทหาร และตำรวจ ซึ่งมีพลเอกประยุทธ์เป็นหัวหน้า ได้เข้าควบคุมอำนาจการปกครองประเทศ ตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 เวลา 16.30 น.เป็นต้นไป 

ดังนั้นเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยแก่ประเทศชาติ และความสมานฉันท์ของประชาชน จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แต่งตั้งพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ บริหารราชการแผ่นดินตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา
ผู้บัญชาการทหารบก

ปะทะกันที่ตราด

เสื้อแดงเหิมยิงทหารพรานดับ ระหว่างปะทะโยงคดียิง กปปส.ตราด
ตราด - ชุดนาวิกโยธินบุกรวบเครือข่ายเสื้อแดงตราดเชื่อมโยงคดีขว้างระเบิดและยิงกลุ่ม กปปส.ตราดได้ 2 คน ขณะทหารพรานพลีชีพ 1 รอง ผบ.กปช.จต.แจงให้รายละเอียดมากไม่ได้หวั่นมีฆ่าตัดตอน ที่เกิดเหตุพบเสื้อแดงและผ้าคาดหัว พร้อมรถยนต์
วันนี้( 26 พฤษภาคม )ร้อยเวรสอบสวนสภ.เขาสมิง จ.ตราด รับแจ้งว่ามีเหตุยิงปะทะระหว่างคนร้ายและทหารพรานนาวิกโยธิน มีทหารเสียชีวิต 1 นาย ที่บ้านเลขที่ 25 หมู่ 3 ต.ประณีต อ.เขาสมิง ของนายณรงค์ กระจ่างแสง อายุประมาณ 40 ปี ที่เป็นเกษตรกรปลูกผลไม้
ในที่เกิดเหตุการณ์พบชุดทหารนาวิกโยธิน จากกองกำลังป้องกันจันทบุรีตราด(กปช.จต.) มีพลเรือตรีนพพร วุฒิรณฤทธ์ รองผบ.กปช.จต.อยู่ในที่เกิดเหตุ พร้อมน.อ.เลอศักดิ์คชนันท์ ผบ.หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด กำลังทหารนาวิกโยธินชุดคอมมอนโด รวมทั้งทหารพรานจากชุดควบคุมทหาร พรานนาวิกโยธินที่ 1 อ.บ่อไร่(ชค.ทพ.นย.ที่ 1) นำโดยน.อ.สุบรร ดีนอก หัวหน้า ชค.ทพ.นย.ที่ 1 จำนวนนับร้อยนาย
ที่เกิดเหตุที่เป็นสวนผลไม้ ห่างจากบ้าน 100 เมตร พบศพของอาสาสมัครทหารพรานวุฒินันท์ ศรีประสิทธิ อายุ 25 ปี บ้านเดิมอยู่อ.เมือง จ.สุรินทร์ สังกัดชค.ทพ.นย.ที่ 1 (บ่อไร่) ใบหน้ามีรอยกระสุนปืน 2 นัดยิงทะลุท้ายทอย ห่างจากศพพบปลอกกระสุนปืนลูกซอง 3 ปลอกตกอยู่
สอบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุฝ่ายข่าวกรองทหาร สืบทราบว่ามีคนร้าย 3 คนเดินทางหลบหนีมาอาศัยอยู่ในบ้านหลังดังกล่าว จึงได้นำกำลังทหารนาวิกโยธิน และอาสาสมัครทหารพรานจากชค.ทพ.นย.ที่ 1 (บ่อไร่) มาปิดล้อม และสามารถจับคนร้ายได้ 2 คน แต่คนร้ายอีก 1 คนยังหลบอยู่ในสวนผลไม้ จึงได้ให้น.อ.สุบรรนำกำลังทหารพรานเข้าทำการปิดล้อม แต่คนร้ายที่ซุ่มอยู่ในกอกล้วยเห็นผู้ตายลาดตระเวนเข้ามาใกล้และออกนอกแถว จึงยิงด้วยอาวุธปืนลูกซองจนเสียชีวิต
พลเรือตรีนพพร กล่าวว่า หน่วยงานข่าวทหารได้แจ้งว่ามีคนร้ายเข้ามาอาศัยในบ้านหลังดังกล่าว และเชื่อมโยงกับกลุ่มที่ขว้างระเบิดและใช้อาวุธสงครามยิงใส่กลุ่มกปปส.ตราด เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557แต่ยังไม่สามารถระบุในรายละเอียดได้ทั้งหมดได้ในขณะนี้ เนื่องจากอาจเกิดการฆ่าตัดตอน ทำให้ไม่สามารถเชื่อมโยงถึงคนบงการได้
สำหรับคนร้าย 2 คนที่ถูกจับไปก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2557 และมีความเชื่อมโยงกันด้วย และจากการตรวจค้นภายในบ้านครั้งนี้พบชุดทหารลายพราง 1 ชุด เสื้อยืดดำ 1 ตัว รองเท้าบู๊ธ 1 คู มีดพก 1 เล่ม ผ้าพันคอสีแดงที่เขียนว่าปกป้องประชาธิปไตย และผ้าโพกหัวสีแดง

วันเสาร์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

อี้แทนคุณปชป.ต้านรัฐประหาร

"อี้ แทนคุณ" ประกาศต้านรัฐประหาร ลั่นท้าทายอำนาจเผด็จการ จะจับก็เชิญ

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 23 พฤษภาคม 2557 23:45 น.  

"อี้ แทนคุณ" ประกาศตัวชัดค้านรัฐประหารและจะทำทุกทางเพื่อต่อต้าน ชี้คิดสั้นๆทำประชาธิปไตยไม่ก้าวหน้า อาจนองเลือดกันได้ ลั่นขอประณามออกสื่อท้าทายอำนาจเผด็จการ จะมาจับก็เชิญ ระบุใช้เพียงกฎอัยการศึกก็พอต่อการคุ้มกันผู้ชุมนุมแล้ว ยันประกาศจุดยืนไม่ได้เอาหน้าแต่เอาจริง 
       
       วานนี้ (22 พ.ค.) ภายหลังจากที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทำการยึดอำนาจรัฐประหาร นายแทนคุณ จิตต์อิสระ อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ได้แสดงตัวคัดค้านการรัฐประหาร ผ่านทางทวิตเตอร์ส่วนตัว "@Jittitsara" โดยได้ทำการเปลี่ยนชื่อบัญชี เป็น "ต้านรัฐประหาร" พร้อมกับโพสต์ข้อความหลายข้อความ อาทิเช่น
       
       "ผมขอคัดค้านการรัฐประหารครับ และจะทำทุกทางเพื่อต่อต้านครับ จากใจผมจริงๆ"
       
       "การรัฐประหารทำลายประเทศและประชาธิปไตยอย่างย่อยยับ ผมขอประณามผู้กระทำออกสื่อ ท้าทายอำนาจเผด็จการครับ"
       
       "ขอให้ทหารคืนอำนาจให้ประชาชน ไม่เอารัฐประหารเด็ดขาด ประเทศไทยบอบช้ำมาเยอะแล้ว ผมขอประกาศจุดยืนต่อต้านรัฐประหาร ไม่ได้เอาหน้าแต่เอาจริง"
     
 
       "ขอเรียกร้องให้ทหารคืนประชาธิปไตย ของพวกเรามา หยุดการกระทำรัฐประหาร คืนประชาธิปไตยให้ประเทศไทย จะจับก็เชิญมาจับ"
       
       "คิดสั้นๆ รัฐประหารยิ่งไม่จบ อาจนองเลือดกันได้"
       
       "คิดไรไม่ออก ก็รัฐประหาร อย่างงี้ประชาธิปไตยก็ไม่ก้าวหน้าซะที"
       
       "ฝันร้ายชัดๆๆ รัฐประหารอีกแล้ว แล้วจะสู้เพื่อประชาธิปไตยได้ยังไง ขอให้ประชาชนตื่นรู้ให้มากขึ้นและหมดยุคการโกงกินเสียที"
       
       ทั้งนี้ นายแทนคุณ ยังตอบกลับผู้ที่เข้ามาทักท้วงด้วยว่า ใช้กฎอัยการศึกอย่างเดียวก็พอแล้วต่อการคุ้มกันความปลอดภัยให้ผู้ชุมนุม และตนไม่ได้ทวีตเอาหล่อ ถ้าไม่จริงใจคงไม่ยอมเสี่ยงในเวลานี้ และแม้คนจะไม่เลือกตนเป็น ส.ส.เพราะเหตุผลต้านรัฐประหาร ก็ไม่เป็นไร พร้อมทั้งเชื่อว่ามีทางที่ดีกว่านี้แน่นอน

วันศุกร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ประชาชนรวมตัวหน้าหอศิลป์กรุงเทพฯ แยกย้ายกลับ - ทหารคุมตัว 5 ราย

นที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 เวลา 17:37 น.  ข่าวสดออนไลน์ 


ประชาชนรวมตัวหน้าหอศิลป์กรุงเทพฯ แยกย้ายกลับ - ทหารคุมตัว 5 ราย 

ช่วงเย็นวันที่ 23 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประชาชนกว่า 300 คน รวมตัวต่อต้านรัฐประหารที่หอศิลป์กรุงเทพฯ แยกปทุมวัน มีทั้งชูป้ายและตะโกนให้เจ้าหน้าที่ถอยออกจากพื้นที่ชุมนุมต่อเนื่องหลายนาที ขณะเดียวกันมีกลุ่มทหารประมาณ 10 นาย ยืนควบคุมสถานการณ์หน้าลานหอศิลป์ฯ 

 ต่อมาประชาชนได้เดินขบวนขับไล่ให้เจ้าหน้าที่ออกไปจากบริเวณท่ามกลางบรรยากาศตึงเครียดทั้งนี้มีกลุ่มหญิงสาววัยทำงานประมาณ7คนถือป้ายยืนประท้วงกลางแยกปทุมวันล่าสุดเจ้าหน้าที่ได้ออกจากหน้าหอศิลป์ฯไปยืนอยู่บริเวณเชิงสะพานหัวช้างแล้ว 

 ล่าสุด เจ้าหน้าที่เพิ่มกำลังกว่า 50 นาย เพื่อดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย และพยายามเจรจากับกลุ่มประชาชนดังกล่าว ซึ่งทยอยมีมาสมทบเช่นกันรวมแล้วน่าจะถึงหลักพัน

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีความตึงเครียดเมื่อประชาชนกับทหารขยับมาอยู่ใกล้กัน แต่มีคนเข้าไปเจรจาเพื่อลดแรงกดดัน ล่าสุดเวลาประมาณ 19.00 น. ผู้ชุมนุมเริ่มทยอยแยกย้ายกันกลับ แต่นัดชุมนุมใหม่อีกวันพรุ่งนี้ (24 พ.ค.) ที่หน้าหอศิลป์ กรุงเทพฯ เวลา 17.00 น.

 อย่างไรก็ตาม หลังจากผู้ชุมนุมบางส่วนแยกย้าย นายอภิชาติ พงษ์สวัสดิ์ อดีตที่ปรึกษาอนุกรรมาธิการด้านเด็กและเยาวชน วุฒิสภา และประธานสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย และชายไม่ทราบชื่อ 1 คน ถูกเจ้าหน้าที่ทหารควบคุมตัวไป โดยมีนายธนาพล อิ๋วสกุล บก.ฟ้าเดียวกัน ไปกับเจ้าหน้าที่ด้วย โดยยังไม่แน่ชัดว่านายธนาพลถูกคุมตัวด้วย หรืออาสาไปเป็นเพื่อนผู้ถูกควบคุมตัว โดยขณะนี้ ทหารกระชับพื้นที่เข้าควบคุมแยกปทุมวัน ตัดถนนพญาไท เต็มพื้นที่ 

 เวลา 19.57 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้มีผู้ถูกควบคุมตัวทั้งหมด 4 คน คือ นายอภิชาติ พงษ์สวัสดิ์ 1 คน และชายไม่ทราบชื่อ 3 คน ทั้งหมดถูกควบคุมตัวขึ้นรถไป รวมถึงนายธนาพล อิ๋วสกุล บก.ฟ้าเดียวกัน 

 เวลา 20.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ผู้ถูกควบคุมตัวมี 5 คน ทราบชื่อแล้ว 3 คน คือ  นายอภิชาติ พงษ์สวัสดิ์ นายบุณยรักษ์ วัฒนะรัตน์ นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ นศ. กลุ่มสภาหน้าโดม และชายไม่ทราบชื่ออีก 1 คน ส่วนนายธนาพล อิ๋วสกุล บก.นิตยสารฟ้าเดียวกัน ติดตามไปเป็นเพื่อน

ศาล ปค.กลาง นัดอ่านคำวินิจฉัยชี้ขาดเขตอำนาจศาลคดีปลด “อภิสิทธิ์” จากราชการทหาร

ศาล ปค.กลาง นัดอ่านคำวินิจฉัยชี้ขาดเขตอำนาจศาลคดีปลด “อภิสิทธิ์” จากราชการทหาร อยู่ในอำนาจพิจารณาศาล ปค. หรือศาลยุติธรรม 26 พ.ค. นี้

วันนี้ (23 พ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 26 พ.ค. เวลา 09.30 น. ศาลปกครองกลางจะอ่านคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ในคดีหมายเลขดำที่ 2900/2555 ที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยื่นฟ้อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เพื่อขอให้ศาลปกครองกลางสั่งเพิกถอนคำสั่งกระทรวงกลาโหมที่ 1163/2555 ลงวันที่ 8 พ.ย. 55 ปลด ร.ต.อภิสิทธิ์ ออกจากราชการ ตั้งแต่วันที่ 2 มิ.ย. 31 โดยอ้างเหตุว่า นายอภิสทธิ์ ใช้เอกสารใบสำคัญ สด 9 แทนฉบับที่ชำรุดสูญหาย ลว. 8 เม.ย. 2531 อันมีข้อความสาระสำคัญเป็นเท็จไปประกอบการขึ้นทะเบียนกองประจำการฯ อันเป็นการกระทำผิดวินัยทหาร ซึ่ง นายอภิสิทธิ์ เห็นว่าคำสั่งดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการกลั่นแกล้งทางการเมือง จึงได้ยื่นคำฟ้องต่อศาลปกครอง

อย่างไรก็ตาม คดีนี้นายอภิสิทธิ์ได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลาง เมื่อวันที่ 12 พ.ย. 55 และศาลได้มีคำสั่งรับฟ้องไว้พิจารณาวินิจฉัยเมื่อ 30 พ.ย. 55 ซึ่งต่อมาในระหว่างที่ศาลให้คู่กรณียื่นหลักฐานเอกสารประกอบการพิจารณา พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม ในขณะนั้นได้แย้งว่ากรณีดังกล่าวอยู่ในเขตอำนาจพิจารณาของศาลยุติธรรม องค์คณะศาลปกครองจึงได้มีการส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณา ซึ่งในการนัดอ่านคำวินิจฉัยในวันที่ 26 พ.ค. นี้ ก็จะมีความชัดเจนว่า ตกลงแล้วเรื่องดังกล่าวจะอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลใดระหว่างศาลปกครอง หรือศาลยุติธรรม

โมโนแจ้งสมาคมสื่อ"พรทิพย์ โม่งใหญ่"ไม่ได้เป็นพนักงานบริษัทแล้วหลังปิดปากถ่ายรูปใกล้ทหาร

โมโนแจ้งสมาคมสื่อ"พรทิพย์ โม่งใหญ่"ไม่ได้เป็นพนักงานบริษัทแล้วหลังปิดปากถ่ายรูปใกล้ทหาร

เมื่อวันที่23พ.ค.57 นายปฐมพงศ์ สิรชัยรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฎิบัติการ กลุ่มบริษัทโมโนกรุ๊ป ทำหนังสือถึงสมาคมนักวิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมนักข่าวหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ชี้แจงภาพบนเฟซบุ๊กของนักข่าวภาคสนาม น.ส.พรทิพย์ โม่งใหญ่ ทางบริษัทไม่มีส่วนรู้เห็นด้วยในการกระทำดังกล่าว และขณะนี้ไม่ได้เป็นพนักงานของบริษัทแล้วมีผลตั้งแต่วันที่ 23พ.ค.57 เป็นต้นไป


BTS ปิด21.00น. หลังรัฐประหาร วันที่2

BTS ปิด21.00น. หลังรัฐประหาร วันที่2 จนท.นำป้ายมาติด ปชช.นักท่องเที่ยวเร่งรีบ


โครงสร้าง คสช. โครงสร้างประเทศ / ไม่มีนายก / คสช.ควบคุมดูแลหมด / ทำการปฏิรูปให้เสร็จก่อน พร้อมจัดให้มีการเลือกตั้ง

23/5/57...โครงสร้าง คสช. โครงสร้างประเทศ / ไม่มีนายก / คสช.ควบคุมดูแลหมด / ทำการปฏิรูปให้เสร็จก่อน พร้อมจัดให้มีการเลือกตั้ง
( Copy -เฟสพี่เล็ก-วาสนา นาน่วม )
พันเอก วินธัย สุวารี และ พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกทบ. อ่านประกาศ คสช. กรณี บิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ ผบทบ. หัวหน้า คสช. ที่ทำหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีได้อนุมัติ จัดโครงสรัางการทำงายของคสช.เป็นเสมือนรัฐบาลชั่วคราว

โดยแบ่งงานให้ พล.อ.ธนะศักดิ์ ผบสส.คุม ฝ่ายความมั่นคง
มีการจัดตั้งกองกำลังทหาร โดยแบ่งเป็น
กองกำลังทัพภาค 1-2-3-4 มี พล ท.ธีรชัย นาควานิช แม่ทัพภาค 1 เป็น ผบ.กองกำลัง
พล.ร.อ.ณรงค์ ผบทร.คุมสังคมจิตวิทยา
พล อ.อ.ประจิน ผบทอ. คุมเศรษฐกิจ
พล.ต.อ.อดุลย์ ผบตร.เป็นฝ่ายกิจการพิเศษ
พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ผช.ผบทบ.คุมกฏหมายและ คดียุติธรรม
พล.อ.ประยุทธ์ ขอปลัดกระทรวง ทุกกระทรวงช่วยกันทำงาน เพื่อปฏิรูปในทุกส่วน ให้บ้านเมือง เรียบร้อย ก่อน จากนั้น จะจัดให้มีการเลือกตั้ง...

โครงสร้างประเทศ ชั่วคราว นี้ แบ่งออกเป็น 5 ฝ่าย กับอีก 1 หน่วยขึ้นตรง ได้แก่
1. ฝ่ายความมั่นคง คือ กห.-มท.-กต.-ICT มีผบ.สส.รับผิดชอบ
2. เศรษฐกิจ ประกอบด้วย 7 กระทรวง คลัง-พาณิชย์-อุตฯ-เกษตรฯ-แรงงาน-คมนาคม-พลังงาน มีผบ.ทบ.รับผิดชอบ
3. ฝ่ายสังคมและจิตวิทยา คือ ก.ศึกษา-สธ.-พม มีผบ.ทร. รับผิดชอบ
4. ฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม คือ ก.ยุติธรรม-อสส.-ปปง. มีพล.อ.ไพบูลย์ ผช.ผบ.ทบ. รับผิดชอบ
5. ฝ่ายกิจการพิเศษ คือ สำนักนายกฯ เว้นสำนักงบฯ มี ผบ.ตร. รับผิดชอบ
6. หน่วยขึ้นตรง เช่น กอ.รมน.-สมช.-สำนักข่าวกรอง-สำนักงบฯ-สตช. มี พล.อ.ประยุทธ์ รับผิดชอบ เอง


ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ผบทบ. และหัวหน้า คสช. ที่มีอำนาจหน้าที่นายกรัฐมนตรี จะจ่ายเงินให้ชาวนา โครงการรับจำนำข้าว โดยยืนยันจะทำให้เสร็จใน 15-20 วัน โดยขอให้ ข้าราชการ กระทรวงที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินการ และให้ดสียสละ ทำงานในวันหยุด เสาร์ อาทิตย์ ด้วย และ จะปฏิรูปการเมือง โครงสร้าง ต่างๆ ให้บ่านเมืองเรียบร้อยก่อน แล้วเลือกตั้ง....

สภาปฏิรูป-สนช.

สภาปฏิรูป-สนช.
ที่มา FBวาสนา นาน่วม

พล.อ.ประยุทธ์ ผบทบ.และ หัวหน้า คสช. เผยในวงคุย ทูต ตปท.ที่สโมสร ทบ. เมื่อเย็นนี้ ชี้แจงความจำเป็นที่ต้องยึดอำนาจ อและเผยว่าจะตั้งสภาปฏิรูป และ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)ขึ้น ในขั้นตอนต่อไป โดยคสช.จะดูแลประเทศ ไปจนสงบเรียบรัอย ปฏิรูป แล้วจึงเลือกตั้ง
โดยคสช.ต้องทำหน้าที่รัฐบาลชั่วคราวไปก่อน และต้องให้สถานการณ์ พร้อมเสียก่อน แต่ทั้งหมดจะนำไปสู่การเลือกตั้ง

โดยการชี้แจงครั้งนี้ พล อ ธนะศักดื์ ผบสส. ในฐานะ รอง หัวหน้า คสช. ร่วมด่วย พร้อม ผบทร.ผบทแ.และ ผบ.ตร. โดยมีคณะทูตานุทูตเดินทางมาร่วมรับฟัง 87 คน จาก 58 ประเทศ เป็น เอกอัครราชทูต 21 คน และมีผู้แทนองค์กรระหว่างประเทศ22 คน


คุม “ยิ่งลักษณ์” ไปค่ายอดิศร สระบุรี

คุม “ยิ่งลักษณ์” ไปค่ายอดิศร สระบุรี
23 พฤษภาคม 2557 19:56 น.  

ทหารควบคุมตัวอดีตนายกฯ ไปค่ายอดิศร จ.สระบุรี สั่งให้ผู้ติดตามกลับไปนำของใช้ส่วนตัวมาให้ “พงศ์เทพ” รายงานตัวยามโพล้เพล้ เผยบุคคลควบคุมตัวอยู่ค่ายทหาร 4 จังหวัด ปราจีนบุรี-สระบุรี-ลพบุรี-กาญจนบุรี
     
       วันนี้ (23 พ.ค.) ภายหลังเจ้าหน้าที่ทหารควบคุม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไปไว้กองบัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ เขตดุสิต รายงานข่าวแจ้งว่า ในช่วงเย็นได้มีการนำตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ออกจากกองพล 1 รอ. ไปยังค่ายทหารแห่งหนึ่งเพื่อควบคุมตัวเป็นเวลา 3 วัน โดยมีรายงานข่าวว่านำไปควบคุมตัวที่ค่ายอดิศร จ.สระบุรี พร้อมกันนี้ ทหารสั่งให้คนติดตามอดีตนายกรัฐมนตรี กลับไปนำของใช้ส่วนตัวมาให้ในจุดที่นัดหมาย ขณะที่เวลา 18.27 น. นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตรองนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางเข้ามารายงานตัวแล้วที่สโมสรกองทัพบก เทเวศน์
     
       ขณะที่อดีตรัฐมนตรีในส่วนของพรรคร่วมรัฐบาล นายสมศักย์ ภูรีศรีศักดิ์ อดีต รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า วันเดียวกัน ตน และ นายยุคล ลิ้มแหลมทอง อดีตรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อม นายประเสริฐ บุญชัยสุข อดีต รมว.อุตสาหกรรม ได้รับการปล่อยตัว เมื่อเวลา 17.40 น. หลังเข้ารายงานตัวและถูกควบคุมตัวกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ ถนนวิภาวดีรังสิต (ร.1 รอ.) โดยตลอดคืนที่ถูกควบคุมตัวได้รับการดูแลจากทหารเป็นอย่างดี มีอาหาร และเตียงสนามมากางให้นอน และไม่มีข้อห้ามใดๆ หลังจากถูกปล่อยตัว
     
       ขณะที่ในส่วนของพรรคพลังชล นายสนธยา คุณปลื้ม อดีต รมว.วัฒนธรรม ได้เข้ารายงานตัวและถูกควบคุมตัวตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค.โดยที่ นางสุกุมล คุณปลื้ม อดีต รมว.วัฒนธรรม ภริยา ซึ่งถูกเรียกเข้ารายงานตัวในวันที่ 23 พ.ค. ตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 3 ได้เข้ารายงานตัว และทั้งคู่ได้ถูกควบคุมตัวไปยังค่ายทหารด้วย โดยทั้งหมดที่ถูกควบคุมตัวได้มีแบ่งไปควบคุมไว้ในค่ายทหาร 4 จังหวัด ได้แก่ จ.ปราจีนบุรี สระบุรี ลพบุรี และกาญจนบุรี
     
       รายงานข่าวแจ้งว่า ในช่วงบ่ายที่สโมสรกองทัพบก (เทเวศน์) ในการรายงานตัวของอดีตรัฐมนตรี แกนนำพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ แกนนำผู้ชุมนุม และผู้เกี่ยวข้อง ยังคงทยอยเข้ารายงานตัว ตามคำสั่งคณะรักษาความสงบ อาทิ คุญหญิง สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย น.ต.ศิธา ทิวารี น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ อดีต รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายวิชาญ มีนชัยนันท์ ส.ส. กทม. เขตมีนบุรี พรรคเพื่อไทย และ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี ทั้งนี้ มีรายงานข่าวว่า มีแกนนำบางคนได้โทรศัพท์มาแจ้งยังทหารผู้รับผิดชอบก็จะขอเข้ารายงานตัวในวันพรุ่งนี้ แต่ได้รับการปฏิเสธ พร้อมกับได้รับแจ้งกลับไปว่า หากไม่มารายงานวันนี้ จะเข้าควบคุมตัวที่บ้านทันทีของเช้าวันที่ 24 พ.ค. ซึ่งผู้ที่มีรายชื่อถูกเรียกรายงานตัวทั้งหมดจะต้องมารายงานตัวแค่ภายในวันที่ 23 พ.ค. เท่านั้น
     
       กระทั่งเวลา เวลา 16.35 น. ปรากฏว่า มีขบวนรถที่มีฮัมวีนำ และปิดท้ายขบวน โดยรถในขบวนเป็นรถตู้สีขาวทางราชการกระจกติดฟิล์มดำ บางคันปิดด้วยหนังสือพิมพ์ และมีการปิดป้ายทะเบียนทุกคัน จำนวน 2 ขบวน โดยขบวนแรกมีรถตู้ 2 คัน และอีกขบวนมีรถตู้ 9 คัน รวมเป็น 11 คัน วิ่งออกเปิดไฟกะพริบออกจากสโมสรกองทัพบก (เทเวศน์) มุ่งหน้าไปยังแยกการเรือน ทั้งนี้ มีรายงานข่าวว่าขบวนรถดังกล่าวได้นำตัวแกนนำคนสำคัญในส่วนของรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย นปช. และ กกปส. แยกไปควบคุมตัวยังค่ายทหารแห่งหนึ่ง และมีรายงานข่าวว่า หนึ่งในที่ถูกนำตัวไปมี พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี ซึ่งตั้งแต่เช้าจนถึงเวลา 17.00 น. มีการรายงานตัวแล้วกว่า 90 คน ขณะที่ญาติของผู้ที่ถูกเรียกตัว ทยอยเดินทางนำของใช้ส่วนตัวที่จำเป็น มาฝากไว้ที่หอประชุมกองทัพบก จากนั้นในเวลา 17.00 น. บรรดาผู้ติดตามของผู้ที่ถูกเรียกตัวได้เดินออกมาจากด้านในของหอประชุมกองทัพบก
     
       ด้าน นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีต รมว.ศึกษาธิการ และแกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว Chaturon Chaisang ว่าจะไม่ไปรายงานตัวต่อ ศสช. เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับการยึดอำนาจ แต่อ้างว่าไม่ต้องการกระทำการที่ขัดต่อกฎหมายบ้านเมือง หรือก่อความสงบใดๆ และทราบจากเพื่อนรัฐมนตรีบางคนที่เข้าไปรายงานตัวว่า จะได้รับการปล่อยตัวเมื่อรัฐมนตรีทุกคนมารายงานตัวกันครบแล้ว ตนจึงกลายเป็นภาระต่อรัฐมนตรีเหล่านั้น หากกรณีเป็นเช่นนั้นจริงตนก็ไม่ขัดข้องที่จะไปพบกับ คสช. เพียงแต่ว่าคงต้องขอที่จะไม่ไปรายงานตัว หาก คสช. จะกรุณา ก็ขอให้ช่วยมารับตัว หรือคุมตัวไปพบกับ คสช. ก็ได้ ในเวลาที่เหมาะสม ซึ่งจะได้ประสานต่อไป
     
       ขณะที่ นายสมบัติ บุญงามอนงค์ แกนนำกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง หนึ่งในบุคคล 114 คนที่ คสช. มีคำสั่งเรียกให้มารายงานตัวเพิ่ม ใช้เฟซบุ๊กส่วนตัว “สมบัติ บุญงามอนงค์” โพสต์ข้อความว่าจะไม่รายงานตัวเช่นกัน เนื่องจากไม่ยอมรับอำนาจคณะรัฐประหาร นอกจากนี้ ยังตำหนิทหารที่ไปตามหาตนที่คอนโดมิเนียม แล้วไปทำลูกบิดพัง ซึ่งตนจะปฏิบัติกวนตีนจนกว่าจะจับกุมตนได้ นอกจากนี้ นายสมบัติ ยังได้ระบุว่า ในวันพรุ่งนี้ (24 พ.ค.) เวลา 12.00 น. ตนจะนัดมวลชนสวมเสื้อสีแดงรับประทานอาหารที่ร้านแมคโดนัลด์ สี่แยกราชประสงค์ ในเวลา 12.00 น.

เรื่องใหญ่ของวันนี้หลัง๒ทุ่ม

วาสนา นาน่วม เขียนว่าจะมีข่าวใหญ่เวลา ๒๐ น จึงถามกันวุ่นทั้งเมืองว่าเรื่องใหญ่อะไร ก็ไปถามวาสนาสิ ผมนะได้แต่เดาสุ่มเพราะวันนี้ไอแพทไม่รู้วางที่ไหน ยังหาไม่เจอ จึงดูดาวไม่ได้ ก็ได้แต่เดาเอาเอง
ถ้าจะมีเรื่องใหญ่ตอนนี้ก็ไม่เกินไปจาก ๖ เรื่องนี้
๑โปรดเกล้าตั้งประธานวุฒิสภาและรองประธาน โดยพลเอกประยุทธ์ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการเพราะเรื่องมาถึงสำนักเลขาธิการนายกแล้ว คนที่ทำหน้าที่คงถ่วงไว้ไม่ได้เห็นจะเสนอลงนามรับสนองเข่าไปทูลเกล้าแล้วก็ได้
๒ คณะครส เข้าเฝ้าถวายรายงาน(ไม่ปรากฎข่าวว่ามีหมาย)
๓ แต่งตั้ง P เป็นนายก (ไม่ปรากฎว่ามีการเสนอฯ มีแต่ประกาศใช้อำนาจนายกและ ครม)
๔ ประกาศให้นำรัฐธรรมนูญหมวดว่าด้วยคณะรัฐมนตรีมาใช้ใหม่เพื่อรองรับการบริหารราชการแผ่นดิน
๕ ประกาศยึดหรืออายัดทรัพย์พวกขี้โกง
๖ เพิกถอนหนังสือเดินทางของพวกหลบหนีไม่มารายงานตัวซึ่งอาจรวมถึงพาสปอร์ต พตท ทักษิน และขอให้มิตรประเทศส่งผู้ต้องหาหรือจำเลยกลับมาประเทศไทย
ก็ไม่รู้ว่าหวยจะออกประตูไหน แต่คงไม่ไกลไปจาก ๖ กรณีนี้แน่

ทหารค้นรีสอร์ทลูกชายจารุพงศ์ เจอของผิดกฎหมายเพียบ

เมื่อเวลาประมาณ 16.50 น. พ.อ.สุจินต์ ทรัพย์สิน ผบ. ร.๗ พัน ๕ ร่วมกับ พ.ต.อ. วรพล พลมณี ผกก.สภ.ปาย จว. มส. ร้อย ร. ๗๒๑ ฉก.ร.๗ ฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่ป่าไม้ เข้าตรวจค้นรีเวอร์ร๊อค รีสอร์ท เลขที่ ๑๒๓ ม.๕ ต.แม่นาเติง อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน จว. มส. ซึ่งรีสอร์ทดังกล่าวมี นายวารุพงศ์ เรืองสุวรรณ เป็นเจ้าของ และยังเป็นบุตรชายของ นาย จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ อดีตรัฐมนตรีมหาดไทย
ทั้งนี้หลังจากการตรวจค้นทางเจ้าหน้าที่ได้พบแหล่งแปรรูปไม้เถื่อน ไม้สักท่อน สัตว์ป่าสงวนและอาวุธสงคราม อีกหลายรายการ

ด่วน! ป.ร่วมทหารบุกค้น 6 แหล่งแลกเปลี่ยนเงินตราฯเครือข่ายนักการเมืองขี้ฉ้อ จ่อโอนเงินหนีออกต่างประเทศ อายัดเงินหลายสิบล้าน

ด่วน! ป.ร่วมทหารบุกค้น 6 แหล่งแลกเปลี่ยนเงินตราฯเครือข่ายนักการเมืองขี้ฉ้อ จ่อโอนเงินหนีออกต่างประเทศ อายัดเงินหลายสิบล้านตรวจสอบ
ASTV ผู้นจัดการออนไลน์ - ทหารประสานกองปราบนำกำลังเข้าตรวจค้นแหล่งแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ และสถานที่ต้องสงสัยจำนวน 6 จุด หลังการข่าวทหารตรวจสอบพบมีการเตรียมโอนถ่ายเงินตราหนีออกต่างประเทศของกลุ่มนักการเมือง และคนสนิทข้าราชการระดับบิ๊กใน ศอ.รส. พร้อมอายัดเงินจำนวนหลายสิบล้าน พร้อมเอกสารส่วนหนึ่งภายในร้าน “ลินดา” ย่านประดิพัทธ์ สะพานควายไว้ตรวจสอบ