PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันอังคารที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ันักวิชาการ งดเขียน

วันนี้ วันจันทร์ที่ 2 มิถุนายน 2557 ที่ตามปกติ เว็ปไซต์ชุมชนนักกฎหมายมหาชน www.pub.law.net จะเผยแพร่ บทบรรณาธิการ ประจำ 2 สัปดาห์ ของ ศ.ดร. นันทวัฒน์ บรมานันท์ คณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ แต่ปรากฏว่า วันนี้ หน้าแรกของเว๊ปไซต์ มีข้อความเขียนว่า

สำหรับวันจันทร์ที่ 2 มิถุนายน 2557 ถึงวันที่เสรีภาพทางวิชาการได้รับการคุ้มครอง

"รัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557"

ตามที่ได้เกิดการรัฐประหารขึ้นในประเทศไทยเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 22 พฤษภาคม 2557 และต่อมา ได้มีประกาศฉบับที่ 11/2557 ให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 สิ้นสุดลง ยกเว้นหมวด 2 พระมหากษัตริย์ที่ยังคงอยู่แต่เพียงหมวดเดียว การสิ้นสุดลงของรัฐธรรมนูญดังกล่าวทำให้สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทยตามหมวด 3 แห่งรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลงไปด้วย

เมื่อไม่มีมาตรา 50 ของรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ที่รับรองเสรีภาพทางวิชาการ การเขียนบทบรรณาธิการของ www.pub-law.net ต่อไปน่าจะเป็นการเสี่ยงเกินความจำเป็น ผมจึงขอหยุดการเขียนบทบรรณาธิการไว้ก่อนจนกว่าเสรีภาพทางวิชาการจะได้รับการคุ้มครองตามเดิม

เพื่อเป็นข้อมูล เมื่อครั้งที่เกิดการรัฐประหารครั้งก่อนคือเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 นั้น ผมไม่ได้หยุดเขียนบทบรรณาธิการของ www.pub-law.net เพราะเมื่อผมเขียนบทบรรณาธิการครั้งที่ 143 สำหรับวันจันทร์ที่ 18 กันยายน 2549 วันถัดมาเกิดการรัฐประหารและรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ก็สิ้นสุดลง แต่เพียง 2 สัปดาห์หลังการรัฐประหาร มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2549 โดยมีมาตรา 3 ที่บัญญัติเอาไว้ว่า "ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค บรรดาที่ชนชาวไทยเคยได้รับการคุ้มครองตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและตามพันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยมีอยู่แล้วย่อมได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญนี้" จึงทำให้ผมสามารถเขียนบทบรรณาธิการครั้งที่ 144 สำหรับวันที่ 2 ตุลาคม 2549 ได้โดยไม่ต้องหยุดครับ

พบกันใหม่เมื่อวันที่เสรีภาพทางวิชาการได้รับการคุ้มครองครับ

จี้ คสช.ตัดปีก “แม้ว” เลิกปูดข่าวรัฐบาลพลัดถิ่น ถอนพาสปอร์ต-จับตัวส่งผู้ร้ายข้ามแดน!


จี้ คสช.ตัดปีก “แม้ว” เลิกปูดข่าวรัฐบาลพลัดถิ่น ถอนพาสปอร์ต-จับตัวส่งผู้ร้ายข้ามแดน!

 





        ชี้เหตุ ทักษิณ ชินวัตร และบรรดาลูกหาบ ออกมาปูดข่าวจัดตั้ง “รัฐบาลพลัดถิ่น” หวั่น คสช.ขุดรากถอนโคนระบอบทักษิณ รื้อระบบยุติธรรม จะทำให้เด็กในคาถา “อัยการ-ตำรวจ” เปลี่ยนสี ขณะที่ “แม้ว” ไม่ปลอดภัย กลัวถูกจับตัวส่งกลับมาดำเนินคดีในไทย เร่งตีปี๊บให้นานาชาติเห็นใจถูกกลั่นแกล้งรัฐประหารถึง 2 ครั้ง หวังขอเป็นผู้ลี้ภัยทางการเมือง ด้านวงในเผย คสช.ปิดเกมระบอบทักษิณไม่ยาก ต้องใช้ล็อบบี้ยีสต์ประโคมมรดกชั่วร้ายที่ระบอบทักษิณทิ้งไว้ให้กับแผ่นดินไทย พร้อมเสนอ “ถอน” พาสปอร์ต เพื่อให้ทักษิณโบยบินไม่ได้อีกแล้ว!


จี้ คสช.ตัดปีก “แม้ว” เลิกปูดข่าวรัฐบาลพลัดถิ่น ถอนพาสปอร์ต-จับตัวส่งผู้ร้ายข้ามแดน!

      
         ความพยายามปูดกระแสจัดตั้ง รัฐบาลพลัดถิ่น ของคนในพรรคเพื่อไทย กลุ่มคนเสื้อแดง นปช. มีมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ 6 เดือนที่ผ่านมาก่อนที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก เข้ายึดอำนาจการปกครองเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคมนั้น จึงเห็นเพื่อนสนิทมิตรสหายของ พ.ต.ท.ทักษิณ และพลพรรคเพื่อไทยออกมาให้สัมภาษณ์ตอกย้ำถึงแผนการจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น หากกองทัพเข้ายึดอำนาจด้วยการทำปฏิวัติรัฐประหารรัฐบาลพรรคเพื่อไทย
      
       ดังนั้นแผนการจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น จึงเป็นแนวทางที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีการเตรียมการมาอย่างต่อเนื่อง ส่วนจะสำเร็จหรือไม่ ไม่ได้อยู่ที่ พ.ต.ท.ทักษิณชี้ขาด แต่จะอยู่ที่มวลมหามิตรประเทศที่ พ.ต.ท.ทักษิณ และแกนนำพรรคเพื่อไทย เคยติดต่อไว้ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมาที่ตระกูลชินวัตรเข้าบริหารประเทศ
      
       ทั้งนี้เพราะเงื่อนไขในการรัฐประหารในปี 2549 และในปี 2557 ล้วนเกี่ยวข้องกับการทุจริต คอร์รัปชัน ซึ่งหลายๆ ประเทศให้ความสำคัญ จึงมีการลงนามในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต ค.ศ. 2003 (United Nations Convention against Corruption-UNCAC,2003) ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมทั่วโลก เพราะการคอร์รัปชันในยุคทุนนิยมนั้นจะมีการพัฒนารูปแบบ และกระบวนการที่แยบยลในระดับข้ามชาติ มีการยักย้ายถ่ายโอนสินทรัพย์ที่ได้มาโดยมิชอบกันอย่างง่ายดาย
      
       เมื่อเป็นเช่นนี้ประเทศต่างๆ จะกล้าเอาศักดิ์ศรีของประเทศมาปกป้องคนที่ถูกยึดอำนาจเพราะเกี่ยวข้องกับการคอร์รัปชันให้มีการจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นได้อย่างไร แล้วทำไม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จึงต้องดิ้นรนจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นให้ได้!
      
       “ชินวัตร” ปลุกกระแสรัฐบาลพลัดถิ่น
      
       ทั้งนี้ในการปูดกระแส “รัฐบาลพลัดถิ่น” ของระบอบทักษิณ มีมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่สมัยที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน (บิ๊กบัง) หัวหน้าคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลทักษิณ กระทั่งมาถึงยุคของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก่อนที่จะมีการยึดอำนาจโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็มีเพื่อนเตรียมทหารรุ่น 10 สมาชิกพรรคเพื่อไทย ออกมาโหมกระพือในทำนองข่มขู่หากกองทัพทำการปฏิวัติ รัฐประหารรัฐบาลชินวัตร ก็จะจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นขึ้นมาต่อสู้ทันที
      
       เมื่อย้อนมองเหตุการณ์ไปในปี 2553 ที่มีการต่อสู้ระหว่าง นปช.คนเสื้อแดง กับรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นั้น พ.ต.ท.ทักษิณได้วิดีโอลิงก์ถึงเวทีการชุมนุมใหญ่ ณ เขาสอยดาว จังหวัดจันทบุรี บอกกับคนเสื้อแดงว่าจะปล่อยให้พี่น้องสู้ตามลำพังได้อย่างไร ถ้ามีการทำปฏิวัติขึ้นมาตัวเขาจะตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นขึ้นมา เพราะการปฏิวัติทำให้ประเทศเสียหายล้าหลัง พี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศลำบากกันหมด มีสบายกันอยู่ไม่กี่คน จึงปล่อยให้ทำแบบนั้นไม่ได้แล้ว
      
       ขณะที่ยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ในช่วงก่อนการรัฐประหาร พล.ท.มนัส เปาริก เพื่อนเตรียมทหารรุ่น 10ซึ่งเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยออกมาเปิดเผยว่า ทุกฝ่ายก็เปิดหน้ากันออกมาหมดแล้ว ว่าใครต้องการอะไร ทหารจะดำเนินการโดยใช้คำว่าออกมาดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยแทนการปฏิวัติ ซึ่งจะเป็นไปตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. เคยพูดไว้ ส่วน น.ส.ยิ่งลักษณ์ก็จะไม่หนี แต่จะไปตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น และหากกองทัพทำเมื่อไร กองทัพตายเมื่อนั้น จบเกมไม่มีถอย เราประกาศเอาไว้แล้วว่าจะไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงการปกครองที่มาจาก 2 รูปแบบคือ 1. ใช้กำลังทหาร 2. ให้อำนาจศาลและองค์กรอิสระ ทั้ง 2 อย่างนี้จะไม่ยอมทั้งสิ้น
      
       แต่ที่ชัดเจนที่สุดก็คือการออกมาให้สัมภาษณ์ เอบีซี นิวส์ สื่อดังของออสเตรเลียของ นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายความชื่อดังชาวแคนาดา แห่งสำนักงานกฎหมายอัมสเตอร์ดัม แอนด์ พาร์ทเนอร์ส ซึ่งรับจ้างเป็น “ที่ปรึกษากฎหมาย” ให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และกลุ่มคนเสื้อแดง ออกมาให้ข่าวว่าสองพี่น้องตระกูลชินวัตรมีแผนตั้ง “รัฐบาลพลัดถิ่น” ในต่างแดน หลังเกิดการรัฐประหารที่ไม่ชอบธรรมที่นำโดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
      
       ล่าสุด นายจักรภพ เพ็ญแข อดีต รมต.ประจำสำนักนายกฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในคนสนิทของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็ออกมาปูดข่าวย้ำอีกว่าเตรียมตั้งองค์กรพลัดถิ่นในประเทศใดประเทศหนึ่งมีเป้าหมายต่อต้านคณะรัฐประหารที่เข้ามาโค่นล้มอำนาจรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของ น.ส.ยิ่งลักษณ์เพื่อปูทางไปสู่การตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นในไม่ช้านี้
 
จี้ คสช.ตัดปีก “แม้ว” เลิกปูดข่าวรัฐบาลพลัดถิ่น ถอนพาสปอร์ต-จับตัวส่งผู้ร้ายข้ามแดน!
ทักษิณ ชินวัตร วิดีโอลิงก์กับคนเสื้อแดงเคยกล่าวถึงการตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น(ภาพจาก Intenet)
      
         หวั่น คสช.จี้ “อัยการ-ตำรวจ” เล่นงาน
      
       ด้านแหล่งข่าวความมั่นคง ระบุว่า สาเหตุที่ พ.ต.ท.ทักษิณ มีความพยายามจะจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นให้ได้ เพื่อที่ตัวเขาจะมีสถานะเป็นผู้ลี้ภัยทางการเมือง เพราะตั้งแต่มีการยึดอำนาจของ คสช.และมีการสลายขั้วอำนาจที่เคยรับใช้ระบอบทักษิณ ทั้งข้าราชการ นักการเมือง คนเสื้อแดง กองกำลังติดอาวุธ รวมไปถึงการยึดอาวุธสงครามจำนวนมากนั้นทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ เริ่มรู้สึกว่าตัวเองหมดโอกาสที่จะได้กลับเมืองไทย และโอกาสที่พรรคเพื่อไทยจะกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งดูจะเป็นเรื่องยากมาก
      
       “เขารู้ตัวว่ากลับมาเมืองไทยไม่ได้ ถ้ากลับมาก็ต้องติดคุก ตอนนี้เขากลัวมากคือกลัวถูกส่งตัวมาลงโทษสูง หากเขาเดินทางไปในประเทศที่ไทยมีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน”
      
       โดยสิ่งที่ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ หวั่นไหวว่าจะถูกจับตัวมาลงโทษน่าจะเกิดจากอำนาจต่างๆ ถูกขุดรากถอนโคนไปมาก และเชื่อว่า คสช.จัดตั้งรัฐบาลชั่วคราวขึ้นมาดำเนินงานก็คงจะมีการปัดกวาดองค์กรยุติธรรม ทั้งตำรวจ อัยการ และศาล รวมทั้งต้องมีการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มแข็งขึ้น
      
       “ตำรวจ อัยการ ดีเอสไอ ส่วนใหญ่เป็นคนในระบอบทักษิณ ที่ผ่านมาจึงเพิกเฉยต่อการเอาคนผิดมาลงโทษ บอกแต่ว่าหาตัวไม่เจอตามที่มีคนแจ้งเบาะแสมาตามรูปถ่าย ทั้งที่ทักษิณต้องคดีเป็นนักโทษ”
      
       ดังนั้นหาก คสช.หรือรัฐบาลใหม่ดำเนินการอย่างจริงจัง อัยการก็จะต้องทำหน้าที่ติดตามคดี ประสานกับดีเอสไอ เข้าดำเนินการจับกุม ก็จะเป็นการบีบให้ พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่ได้เฉพาะประเทศที่ไม่ได้มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนแบบเดียวกับประเทศดูไบ ส่วนการไปใช้ชีวิตอยู่ประเทศที่มีสนธิสัญญาก็ต้องอยู่แบบระแวดระวังว่าจะถูกเล่นงานในช่วงการเดินทางเข้า-ออกบริเวณสนามบินของประเทศนั้นๆ หรือไม่
      
       “เขาถึงพยายามที่จะให้สังคมโลกได้เห็นว่าตระกูลชินวัตรถูกกลั่นแกล้งทางการเมือง มีการรัฐประหารจากทหารเพื่อยึดอำนาจจากรัฐบาลทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ถึง 2 ครั้ง มีการเชื่อมโยงใช้กลุ่มการเมืองต่างๆ เพื่อโค่นล้มพรรคเพื่อไทย ทั้งหมดก็เพื่อให้เขาได้รับการคุ้มครองจากนานาชาติ”
      
       แหล่งข่าวอธิบายว่า หาก พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่ในฐานะผู้ลี้ภัยทางการเมือง ปัญหาการส่งผู้ร้ายข้ามแดนในประเทศที่มีสนธิสัญญาก็จะไม่เกิดขึ้น และประเทศนั้นๆ ก็จะให้อาศัยพักพิงในประเทศของตนได้ ซึ่งจะทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางเข้า-ออกได้สะดวก ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกจับตัวส่งกลับมาดำเนินคดีในประเทศไทย
      
       มิตรประเทศแค่ขู่-ไม่ให้ตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น
      
       แหล่งข่าวบอกอีกว่า ทันทีที่ คสช.เข้ายึดอำนาจก็เดินหน้าขจัดปัญหา อุปสรรค และข้อขัดแย้งต่างๆ อย่างรวดเร็ว เพื่อเร่งฟื้นฟูความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจให้กับนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมไปถึงความเชื่อมั่นจากประชาชนคนไทยทั้งหมด ด้วยการลบภาพความขัดแย้งการเมือง 2 ขั้วและหันไปสร้างความสมานฉันท์ในทุกกลุ่ม เพราะหากแก้ปัญหาการเมืองให้มีเสถียรภาพ และจัดให้มีการเลือกตั้ง มีรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายตาม Roadmap ที่ คสช.วางไว้จะเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนประเทศได้สำเร็จ
      
       ขณะเดียวกันกระทรวงการต่างประเทศ ก็ประสานสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ ชี้ให้เห็นถึงปัญหาและความจำเป็นในการเข้ายึดอำนาจของ คสช.และยืนยันจะส่งมอบความสุขคืนประเทศไทยโดยเร็ว
      
       “วันนี้เราจะได้เห็นมิตรประเทศ ยืนยันไม่ให้มีการตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นเกิดขึ้นในบ้านเขาโดยเฉพาะกัมพูชา ที่เป็นมิตรประเทศสนิทกับตระกูลชินวัตรมากทั้งในเรื่องผลประโยชน์ส่วนตัว และทางการเมือง ก็ยังออกมาปฏิเสธที่จะให้ใช้กัมพูชาเป็นที่จัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น”
       โดยสำนักข่าวต่างประเทศระบุว่า สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เปิดเผยว่า กัมพูชาจะไม่อนุญาตให้ชาวต่างชาติเข้ามาใช้กัมพูชาเป็นฐานในการโจมตีรัฐบาลของประเทศอื่น โดยอ้างอิงถึงเงื่อนไขที่ระบุถึงเรื่องความเป็นกลางและไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดในรัฐธรรมนูญของกัมพูชา “ผมต้องการที่จะเน้นย้ำว่า กัมพูชาไม่ใช่สถานที่ที่ประเทศหรือกลุ่มใดๆ แม้กระทั่งกลุ่มของทักษิณ (ชินวัตร) จะเข้ามาจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นได้”
      
       ส่วนมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา หรือกรณีของประเทศออสเตรเลีย ที่ออกตัวแรงในการออกมาต่อต้านการทำรัฐประหารครั้งนี้ โดยนายชัค เฮเกล รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ที่บอกว่า “…….ให้คืนอำนาจให้ประชาชนคนไทย ด้วยการกำหนดให้มีการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรมในทันที และจนกว่าจะทำตามที่สหรัฐฯ เรียกร้อง สหรัฐฯ ขอระงับการสนับสนุนทางการทหาร และการซ้อมรบร่วมกับไทย รวมทั้งทบทวนความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพของทั้งสองประเทศ”
      
       ขณะที่ นายเดวิด จอห์นสตัน รัฐมนตรีกลาโหมออสเตรเลีย บอกว่า “…..ออสเตรเลียขอลดความร่วมมือกับกองทัพไทยและลดระดับความสัมพันธ์กับผู้นำทางทหารของไทย ....และยังจัดกลไกป้องกันไม่ให้ผู้นำรัฐประหารเดินทางไปยังออสเตรเลียด้วย โดยขอให้กองทัพไทยจัดทำแผนการคืนประชาธิปไตยและหลักนิติธรรมให้เร็วที่สุด”
      
       อย่างไรก็ดี แม้ทั้งสองประเทศจะมีการออกตัวแรงในการต่อต้านคณะรัฐประหารของไทย แต่เชื่อว่าหัวหน้า คสช.และกระทรวงการต่างประเทศจะสามารถคลี่คลายปัญหาต่างๆ เหล่านี้ได้ โดยแหล่งข่าว อธิบายว่า เป็นเรื่องธรรมดาที่ประเทศเหล่านี้จะต้องออกมาต่อต้านหรือตัดสัมพันธ์ในช่วงแรก เพราะประเทศเหล่านี้กระทำเพื่อปกป้องภาคธุรกิจของตัวเองที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย ก็เกรงว่าจะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงอำนาจการปกครอง
      
       “เขามีธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในอ่าวไทยอย่างเชฟรอนที่เข้ามาลงทุนในไทย ก็คงจะกลัวได้รับผลกระทบ เลยจี้ให้เราจัดการเลือกตั้งโดยเร็ว ตอนนี้อยู่ที่ คสช.ต้องชี้ให้ชาวโลกได้รู้ว่า การรัฐประหารที่เกิดขึ้นมันมีรากฐานมาจากการทุจริตคอร์รัปชัน เป็นอาชญากรของชาติที่น่ากลัวและเป็นตัวทำลายประชาธิปไตยโดยตรง”
      
       ดึงต่างชาติต้านคนโกงชาติ
      
       แหล่งข่าวบอกอีกว่า ถึงเวลาแล้วที่ คสช.ต้องหยิบประเด็นในเรื่องการลงนามในภาคีต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันเข้ามาเกี่ยวข้องตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต ค.ศ. 2003 (United Nations Convention against Corruption-UNCAC,2003) เพราะมีหลายประเทศที่แม้จะยังไม่มีการลงสัตยาบันแต่ได้มีการลงนามเป็นภาคีแล้วมาใช้ให้เป็นประโยชน์ในเวลานี้
      
       โดยอนุสัญญาดังกล่าว จะร่วมต่อต้านการทุจริต คอร์รัปชัน ซึ่งวันนี้มีความซ้ำซ้อนและถือเป็นภัยร้ายหรืออาชญากรของประเทศ เนื่องจากการทุจริตจะกระทำในลักษณะข้ามชาติ มีการโอนสินทรัพย์ไปยังต่างประเทศทำให้การตรวจสอบยากขึ้นเช่นกัน
      
       ดังนั้นการที่รัฐบาลทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ ถูกรัฐประหารทั้งสองครั้งล้วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตไม่ใช่ถูก
       กลั่นแกล้งทางการเมือง ซึ่งกรณี พ.ต.ท.ทักษิณ คดีต่างๆ ก็มีการตัดสินจนกลายเป็นนักโทษหนีคดีไปอยู่ต่างประเทศแล้ว
      
       “ตระกูลชินวัตรไม่ได้แค่ถูกยึดอำนาจ ทักษิณยังมีคดีติดตัว และยังถูกยึดทรัพย์จำนวน 46,000 ให้ตกเป็นของแผ่นดิน”
      
       สำหรับคดีที่ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณต้องระหกระเหินไปอยู่ต่างประเทศจนถึงวันนี้ก็คือ คดีทุจริตประมูลซื้อที่ดินรัชดาภิเษก ที่ศาลอาญาแผนกคดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้ตัดสินจำคุก พ.ต.ท.ทักษิณ มีความผิดฐาน “เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐร่วมกันเป็นคู่สัญญาหรือมีส่วนได้ส่วนเสียในสัญญาที่ทำกับหน่วยงานของรัฐ ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมีอำนาจกำกับ ดูแล ควบคุม ตรวจสอบหรือดำเนินคดี และเป็นเจ้าพนักงาน และสนับสนุนเจ้าพนักงาน มีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการใดเข้าไปมีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่นฯ”
      
       ถือเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และประมวลกฎหมายอาญา โดยเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2550 พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ไปรายงานตัวและเดินทางไปยังกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ แม้วันนี้เขาจะหนีรอดไม่ติดคุกติดตะราง แต่ก็ต้องระหกระเหินใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศ เพราะคดีนี้มีอายุความ 15 ปีซึ่งจะหมดอายุความในวันที่ 12 สิงหาคม 2566
      
       ส่วนกรณีของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ปรากฏให้เห็นชัดในเรื่องการทุจริตจำนำข้าวที่ทำให้รัฐเสียหายซึ่งมีการประมาณการไว้ที่ 5 แสนล้านบาท และมีกลุ่มการเมืองได้ประโยชน์จากโครงการนี้แน่นอน
 
จี้ คสช.ตัดปีก “แม้ว” เลิกปูดข่าวรัฐบาลพลัดถิ่น ถอนพาสปอร์ต-จับตัวส่งผู้ร้ายข้ามแดน!
พาสปอร์ตของทักษิณที่ได้รับคืนในยุคยิ่งลักษณ์ ชินวัตร(ภาพจาก Intenet)
      
         จี้ คสช.ถอนพาสปอร์ต “ทักษิณ”
      
       ดังนั้นสิ่งที่ คสช.จะต้องเร่งดำเนินการเร่งด่วนเพื่อไม่ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ใช้เครือข่ายที่มีอยู่เล่นงานและทำให้ประเทศไทยเสียหาย ทั้งในเรื่องการสนับสนุนให้มีการต่อต้านรัฐประหารทั้งในและต่างประเทศรวมไปถึงการประโคมข่าวเคลื่อนไหวจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นในต่างประเทศ ที่ล้วนแล้วเกี่ยวพันกับ พ.ต.ท.ทักษิณทั้งสิ้น
      
       แหล่งข่าวบอกอีกว่า คสช.ต้องจัดหาล็อบบี้ยิสต์เข้ามาช่วยในการสื่อสารให้โลกเห็นความเลวร้ายที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ทำไว้กับประเทศไทย เพื่อให้ประชาชนพลเมืองของประเทศต่างๆ ทั่วโลกเป็นผู้กดดันรัฐบาลของประเทศเขาไม่ให้การสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ และพลพรรคของเขาในการจัดตั้งองค์กรเคลื่อนไหวเพื่อไปสู่เป้าหมายในการจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นในประเทศนั้น เพราะการจะจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นในประเทศใดก็ตามจะสำเร็จได้ต้องได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลและพลเมืองของประเทศนั้นๆ เป็นหลัก รวมถึงประชาชนคนไทยที่อยู่ในประเทศไทยด้วย
      
       “ประเทศต่างๆ ต้องเลือกให้ถูกว่า จะสนับสนุนคนโกงชาติ เพราะมีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจด้วยกัน หรือจะเลือกศักดิ์ศรีของประเทศที่เคยลงนามภาคีในการต่อต้านคอร์รัปชัน”
      
       ส่วนประเด็นสำคัญสุดและสามารถจัดการได้อย่างรีบด่วน คือการสั่งให้กระทรวงการต่างประเทศถอนหนังสือเดินทาง พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณตกเป็นจำเลยที่ศาลมีหมายจับสั่งห้ามออกนอกประเทศแล้ว
      
       “ก่อนหน้านี้ผู้ตรวจการแผ่นดิน เคยทำเรื่องถึงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ผ่านไปยังกระทรวงการต่างประเทศให้ทบทวนการออกหนังสือเดินทางให้ พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะเขาเป็นจำเลยในคดีอาญาที่ศาลฎีกาออกหมายจับ และศาลมีคำสั่งห้ามไม่ให้ออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากศาล”
      
       ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องยากที่กระทรวงการต่างประเทศ จะจัดการทบทวนหนังสือเดินทางของ พ.ต.ท.ทักษิณ และทันทีที่เขาถูกถอนหนังสือเดินทางไทย จะทำให้โลกอันกว้างใหญ่ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ สามารถใช้เงินมหาศาลที่มีอยู่เดินทางไปไหนอย่างสะดวกสบาย แคบลงสำหรับเขาในทันที!


อ่านต่อ: http://www.muslimvoicetv.com/ncontent/news.php?nid=15124#ixzz34ASlopMl

ทหารส่ง "สาวตรี นิติราษฎร์" ถึงบ้านแล้ว หลังคุมตัว 3 วัน ไม่ถูกตั้งข้อหา ไม่มีคดีติดตัว

ทหารส่ง "สาวตรี นิติราษฎร์" ถึงบ้านแล้ว หลังคุมตัว 3 วัน ไม่ถูกตั้งข้อหา ไม่มีคดีติดตัว
จากกรณีเมื่อวันที่ 7 มิ.ย. ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง หรือ ตม. ควบคุมตัว นางสาวสาวตรี สุขศรี อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หนึ่งในสมาชิกกลุ่มนิติราษฎร์ ระหว่างเดินทางกลับจากต่างประเทศ ตามคำสั่งที่ คสช. เรียกไปรายงานตัว ระหว่างที่ น.ส.สาวตรี ยังเดินทางไปดูงานด้านสิทธิมนุษยชนตามคำเชิญจากสถานทูตสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุการณ์รัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 โดยนางสาวสาวตรี และคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้แจ้งทาง คสช.ไว้ล่วงหน้าแล้วว่า จะไปรายงานตัวกับ คสช. ในวันจันทร์ที่ 9 มิถุนายน
จากนั้น มีการได้นำตัว น.ส.สาวตรี ไปที่ กองพันทหารสารวัตรทหารอากาศ(สห.ทอ.) ถึงช่วงค่ำวันที่ 7 มิ.ย. แล้วนำตัวไปที่ค่ายจักรพงษ์ จังหวัดปราจีนบุรีช่วงกลางดึกวันเดียวกันนั้น
ล่าสุดเวลาประมาณ 21.00 น. (9 มิถุนายน 2557) มีรายงานว่า น.ส.สาวตรีได้รับการปล่อยตัวแล้ว โดย คนใกล้ชิดยืนยันเมื่อเวลาประมาณ 22.12 น. ว่า น.ส.สาวตรี กลับถึงบ้านแล้ว โดยมีทหารมาส่งถึงบ้าน พร้อมกับถ่ายรูปหน้าบ้าน โดยไม่มีการตั้งข้อหาและไม่มีคดีติดตัว

วันจันทร์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2557

กรณีคสช.เช็คIP

กูจะสอนให้ ไอ้ พวก หน่วยข่าว และ เสื้อแดง ป๊อด ๆ
ถ้ามึง ใช้ https://www.facebook. แล้วต่อ ด้ว id ของมึง มันจะบล๊อค url ไม่ได้ เพราะ มัน run และเปลี่ยนทุกวัน นอกจากมึงจะระดม รีพอร์ต ให้เพจดับ แต่เพจกู ระดับคนติดตาม 3 หมื่นดับยาก นอกจากกูจะโพสต์ภาพลามก
และการ เช็ค position โดย ip address ทำไม่ได้ถ้ามึงมใช้ โทรศัพท์เล่น เพราะ มึงจะได้ ip ใหม่ จาก isp ตลอด ที่มึงย้ายสถานที่ และ ถ้ามึงยาก ได้ ip ของ แต่ ละ id มึงต้องไป ขอ fb เพื่อหา log file เพื่อโยง มายัง mac address ของเครื่อง ที่มึงใช้
ที่ บ.ก. ลายจุดโดน ไม่ใช่เกิด จาก เช็ค ip แต่มา จากการ สืบทางข้าง คนข้างตัว ใช้ three point check จาก emie โทรศัพท์คนข้างเคียง แล้ว สะกดรอย
ถ้าแน่จริงป่านนี้เจอกูตั้งนานแล้ว กู แดกเหล้า อยู่ตรอกข้าวสาร ทุกวัน

"ยิ่งลักษณ์" เจออีก 2 เด้ง!!

"ยิ่งลักษณ์" เจออีก 2 เด้ง!!
แม้จะพ้นจากตำแหน่งนายกฯไปแล้ว แต่ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ก็ยังคงต้องเผชิญวิบากกรรมที่สืบเนื่องมาจากดำรงตำแหน่งนายกฯของตัวเอง ล่าสุด คือ การที่ ปปช.ตั้งอนุกรรมการมาตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินของยิ่งลักษณ์ และ รมต.อีก 4 คน ที่เกี่ยวข้องกับโครงการรับจำนำข้าว และกรณีที่เธอถูกกล่าวหาว่าไม่ได้ยื่นแสดงทรัพย์สิน คือ นาฬิกา มูลค่า 2.5 ล้านบาท ปปช.ก็กำลังตรวจสอบอยู่ด้วย นอกเหนือจากกรณีที่ ปปช.ส่งเรื่องให้วุฒิสภาถอดถอน ซึ่งเมื่อไม่มีวุฒิสภาแล้ว ก็ต้องจับตาดูว่าเรื่องถอดถอนของเธอ จะไปที่ สนช.หรือไม่

คสช.เรียก"จรัล อัมพรกลิ่นแก้ว"รายงานตัว

·
"เจเจ สาทร" หรือ "นายจรัล อัมพรกลิ่นแก้ว" เจ้าของโรงเรียนกวดวิชาบ้านอาจารย์ ย่านถนนพุทธมณฑลสาย 4 จ.นครปฐม ก๊วนเกย์วิปริตผิดเพศกับอีเจ๊เพ็ญ จักรภพ เพ็ญแข และเป็นเจ้าของเว็บไซต์ Go6tv โกหกทีวี แกนนำไซเบอร์ที่ถนัดในเรื่องบิดเบือนและตัดต่อภาพ ถูกสั่งให้รายงานตัวกับ คสช. แล้ว

คสช. เรียกรายงานตัวเพิ่มอีก 17 คน

คสช. เรียกรายงานตัวเพิ่มอีก 17 คน
"หัวหน้า คสช." ประกาศคำสั่งฉบับ 58 เรียกบุคคลรายงานตัวเพิ่ม 17 คน ห้องจามจุรี สโมสรทหารบก
ฐานะหัวหน้า คสช. ได้ประกาศคำสั่ง ฉบับที่ 58/2557 เรื่อง ให้บุคคลมารายงานตัวเพิ่มเติม เพื่อให้การรักษาความสงบและการแก้ไขปัญหาบ้านเมือง เป็นไปด้วยความเรียบร้อยจึงให้บุคคลเข้ามารายงานตัว ณ ห้องจามจุรี สโมสรทหารบก เทเวศร์ ในวันที่ 10 มิ.ย. 2557 เวลา 10.00-12.00 น. ดังนี้
1. นายชัยวัฒน์ อินทร์ชำนาญ
2. นางศรีศศิร์อร ทรัพย์เงินทอง
3. นายพงศ์ศักดิ์ ศรีบุญเพ็ง
4. นายเสน่ห์ จงจิตต์
5. นายจรัล อัมพรกลิ่นแก้ว
6. นายสรานุภล กองทอง
7. น.ส.กชพร แสงชัชวาลย์
8. นายวสันต์ งาหัตถี
9. นางกรรณิการ์ เทียนเงิน
10. นายชัยพฤกษ์ สมานรักษ์
11. น.ส.กรกนก ห่อมกระโทก
12. นายไพฑูรย์ สิงหา
13. นางอภิศรา สเวหาด
14. นายณัฐวุฒิ ด้วงนิล
15. นางพัชร์อริญ ตั้งรัตนาพิบูล
16. นายสุริยัน จันทไหว
17. น.ส.ดวงใจ พวงแก้ว
สั่ง ณ วันที่ 9 มิ.ย. 2557

โรงงานปิโตรเคมีระยองบึ้มสนั่น เพลิงโหม-ควันปกคลุมทั่ว ชาวบ้านรอบข้างอพยพหนีวุ่น ผวาสารพิษรั่วไหล ระดมดับไฟ-ไร้เจ็บ

โรงงานปิโตรเคมีระยองบึ้มสนั่น เพลิงโหม-ควันปกคลุมทั่ว ชาวบ้านรอบข้างอพยพหนีวุ่น ผวาสารพิษรั่วไหล ระดมดับไฟ-ไร้เจ็บ

9 มิ.ย. 57 เกิดเหตุระเบิดและเพลิงไหม้โรงงานอุตสาหกรรมที่ตัวเมืองระยอง ทำให้ต้องอพยพประชาชนในชุมชนโดยรอบโรงงานออกจากพื้นที่ เพราะหวั่นอาจเกิดอันตรายจากสารพิษรั่วไหลได้ เมื่อเวลา 18.10 น.วันที่ 9 มิถุนายน ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ระยอง ว่า ได้เกิดเหตุระเบิดขึ้น 2 ครั้ง ในเขตโรงงานผลิตปิโตรเคมีในเครือไออาร์พีซี ที่ตั้งอยู่ริมถนนสุขุมวิท หมู่ 5 ต.เชิงเนิน อ.เมือง จ.ระยอง และมีชุมชนตั้งอยู่โดยรอบเขตโรงงานดังกล่าว
หลังเสียงระเบิดที่ได้ยินดังสนั่นไปทั่ว ได้เกิดเพลิงไหม้และกลุ่มควันสีดำขนาดใหญ่ปกคลุมไปเป็นวงกว้าง สร้างความตื่นตกใจให้ประชาชนที่อยู่ใกล้เคียงและเกรงว่าจะเกิดสารพิษรั่วไหล ต่อมารถดับเพลิงจำนวนมากได้เร่งเข้าดับเพลิงที่ลุกโหมในโรงงานดังกล่าว
เวลา 18.30 น. นาวาโทพิทักษ์รัฐ นิลพฤกษ์ ผบ.พันร.6 พ.ท.สมพงษ์ เวียงนนท์ นายทหาร มทบ.14 ชลบรี นายอาทิตย์ละเอียดดี ผอ.สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จังหวัดระยอง ได้เดินทางเข้าไปที่อาคาร 10 ปีของบริษัทไออาร์พีซี จำกัด เพื่อช่วยเหลือและติดตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและติดตามความคืบหน้าเหตุดังกล่าว
มีรายงานว่า ชาวบ้านใกล้เคียงจุดเกิดเหตุต่างแตกตื่น โดยเฉพาะหวั่นเกรงเรื่องสารพิษรั่วไหลได้รีบนำครอบครัวอพยพออกนอกบ้านและชุมชน ขณะที่ศูนย์ควบคุมภาวะฉุกเฉินไออาร์พีซี รายงานว่า เกิดเหตุเพลิงไหม้ที่โรงงานแปรสภาพคอมไบร์แก๊ส ในเขตประกอบการไออาร์พีซี เบื้องต้นยังไม่ได้รับรายงานว่ามีผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ โดยบริษัทกำลังเร่งแก้ไขสถานการณ์
ด้านนายวิเชียร จุ่งรุ่งเรือง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เปิดเผยกรณีโรงงาน VGOHT (vacwm Gas Oil Hydrotreating เป็นหน่วยกำจัดกำมะถันและไนโตรเจน VOC : Volatile Organic Compounds สารอินทรีย์ระเหยง่ายที่มาของกลิ่นเหม็นต่างๆ) ในเครือไออาร์พีซี ที่จ.ระยอง เป็นโรงงานสำหรับกำจัดกำมะถันและไนโตรเจน ที่ปนเปื้อนมากับน้ำมันและก๊าซได้เกิดระเบิดขึ้น โดยได้มอบหมายให้ทีมศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินสารเคมี ซึ่งได้ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบกรณีปัญหากลิ่นเหม็นที่เกิดขึ้นเมื่อคืนวันที่ 7-8 มิถุนายน ในเขต อ.บ้านฉาง พอดี โดยจะให้ไปติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
นายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้รับรายงานว่าจุดระเบิดมาจากตัวแท็งก์เก็บกักก๊าซ โดยสามารถควบคุมเพลิงได้แล้ว แต่ยังมีกลุ่มควันที่มีกลิ่นเหม็นอยู่ แต่ได้ให้อพยพชาวบ้านรอบพื้นที่ออกไปทั้งหมด เพราะเป็นก๊าซอันตรายมาก โดยเจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถเข้าตรวจสอบในตัวโรงงานได้ แต่จะมีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
นายสุเมธา วิเชีรเพชร จากศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินสารเคมี กรมควบคุมมลพิษ เปิดเผยว่า ตัวสารที่ต้องตรวจสอบเป็นพิเศษคือก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ที่เกิดจากเพลิงไหม้บ่อกำมะถัน และบ่อกักเก็บสารอินทรีย์ระเหยง่าย (วีโอซี) โดยเฉพาะสารในกลุ่มบีเท็กซ์ 3 ตัวคือ เบนซีน โทลูอีน และสไตลีน ซึ่งอยู่ในกลุ่มสารอินทรีย์ระเหยง่ายก่อมะเร็ง แต่ทั้งหมดจะไม่มีพิษเฉียบพลันหากสูดดมเข้าไป ทั้งนี้ คพ.มีสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศถาวรอยู่ที่นั่นอยู่แล้ว
ต่อมา 20.00 น. บริษัทไออาร์พีซี ออกแถลงถึงเหตุการณ์เพลิงไหม้ล่าสุดตรวจสอบไม่พบผู้ใดได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต สำหรับ VGOH หรือ Vacwm Gas Oil Hydrotreating เป็นหน่วยกำจัดกำมะถันและไนโตรเจน VOC : Volatile Organic Compounds สารอินทรีย์ระเหยง่ายที่มาของกลิ่นเหม็นต่างๆ
ด้านนายโพธิวัฒน์ เผ่าพงศ์ช่วง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) แถลงว่า เหตุระเบิดครั้งนี้ยังไม่ได้รับรายงานว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บ ส่วนที่เกิดเหตุเป็นแพลนงาน DCC แปรสภาพคอมไบน์แก๊สออยล์ Vacuum Gas Oil Hydrotreating เป็นหน่วยกำจัดกำมะถันและไนโตรเจน สารอินทรีย์ระเหยง่าย ที่ต้องหยุดการผลิต แต่ขอตรวจสอบรายละเอียดก่อนโดยเจ้าหน้าที่ควบคุมเพลิงได้เรียบร้อย ส่วนสาเหตุระเบิดคาดว่าเกิดจากท่อส่งแก๊สในบริเวณแพลนงานดังกล่าว ส่วนแก๊สที่รั่วไหลฟุ้งกระจายมีคุณสมบัติเป็นแก๊สไฮโดรเจน ในด้านการเผาไหม้ค่อนข้างมีผลกระทบต่อประชาชนน้อยมาก

สั่งจารุพงศ์-ดารุณี-โกตี๋พร้อมแกนนำนปช.รวม18คนรายงานตัว

คสช.มีคำสั่งที่ 57/2557 มารายงานตัววันที่ 10 มิถุนายน 2557.สั่งจารุพงศ์-ดารุณี-โกตี๋พร้อมแกนนำนปช.รวม18คนรายงานตัว


ศิษย์เก่าออสเตรเลียยื่นหนังสือสถานทูต เรียกร้องทบทวนลดระดับความสัมพันธ์ทางทหาร

ศิษย์เก่าออสเตรเลียยื่นหนังสือสถานทูต เรียกร้องทบทวนลดระดับความสัมพันธ์ทางทหาร
วันที่ 9 มิ.ย. นางพรทิพย์ อัษฎาธร และกลุ่มศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ร่วมกันยื่นหนังสือต่อสถานทูตออสเตรเลีย เพื่อขอให้ส่งหนังสือถึงรัฐบาลออสเตรเลีย โดยมีนางซูซานนาร์ แพททรู เลขานุการฑูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย เป็นตัวแทนในการรับหนังสือ ขอให้ทบทวนความสัมพันธ์ทางการทหาร ตามที่ออสเตรเลียประกาศลดความสัมพันธ์ทางการทหารกับไทย
นางพรทิพย์ กล่าวว่า ต้องการให้รัฐบาลออสเตรเลียเข้าใจสถานการณ์ในประเทศไทย ว่าการเข้าควบคุมอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. แม้จะไม่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล แต่ก็ไม่ได้ทำให้เกิดการนองเลือด และสถาบันการเงินต่างๆ ก็ไม่ได้ปรับลดความน่าเชื่อถือของประเทศไทยลง
จึง ขอให้ออสเตรเลียทบทวนการลดระดับความสัมพันธ์ ที่มีผลกระทบต่อภาคธุรกิจการท่องเที่ยวและการศึกษา เนื่องจากชาวออสเตรเลียเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทยลดลง ทั้งการติดต่อให้ครูชาวออสเตรเลียมาสอนภาษาในประเทศไทย ก็เป็นไปด้วยความยากลำบากมากขึ้น
สำหรับขั้นตอนต่อจากนี้ เลขานุการทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย จะทำหนังสือชี้แจงต่อเอกอัครราชทูตออสเตรเลีย จากนั้นจะอยู่ในดุลพินิจว่าจะนำเรื่องส่งถึงรัฐบาลออสเตรเลียหรือไม่

กสท.ชง คสช.ปล่อยวอยซ์ทีวี กับ ทีนิวส์ ออกอากาศ

กสท.ชง คสช.ปล่อยวอยซ์ทีวี กับ ทีนิวส์ ออกอากาศ

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์9 มิถุนายน 2557 16:34 น.
กสท.ชง คสช.ปล่อยวอยซ์ทีวี กับ ทีนิวส์ ออกอากาศ
พ.อ.นที ศุกลรัตน์ รองประธานกสทช. ในฐานะประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.)
       กสท.เตรียมส่งเอกสารประกอบการพิจารณาให้คสช.ปลดล็อก วอยซ์ทีวี กับ ทีนิวส์ หลังถูกสั่งห้ามออกอากาศ ส่วนอีก 12 ช่องที่เหลือ 'พ.อ.นที' ยันต้องกลับไปปรับผังรายการ พร้อมยอมรับเงื่อนไขข้อกำหนดคสช.และกสทช .ให้ได้ก่อน
      
       พ.อ.นที ศุกลรัตน์ รองประธานกสทช. ในฐานะประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) กล่าวว่าที่ประชุมบอร์ดกสท.เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.มีมติเห็นชอบส่งเอกสารประกอบการพิจารณาให้กับสถานีโทรทัศน์วอยซ์ทีวี (VOICE TV) และสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมทีนิวส์เพื่อดำเนินการส่งต่อไปยังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พิจารณาเพื่อเพิกถอนทั้ง 2 ช่องรายการโทรทัศน์ดังกล่าวออกจาก ประกาศฉบับที่ 15 เรื่องขอให้ระงับการถ่ายทอดออกอากาศของสถานีโทรทัศน์ดาวเทียม เคเบิล โทรทัศน์ระบบดิจิตอล เเละสถานีวิทยุชุมชนจำนวน 14 ช่องรายการ ภายหลังทั้ง 2 ช่องรายการดังกล่าวยื่นคำร้องมายังกสทช.และคสช.โดยชี้แจงถึงการปรับผังรายการการออกอากาศ และการยอมปฏิบัติตามประกาศคสช. และเงื่อนไขต่างๆที่คสช. และกสทช.กำหนดขึ้น โดยเฉพาะประเด็นการห้ามเสนอรายการประเด็นทางการเมือง
      
       ทั้งนี้หากคสช.พิจารณาแล้วเห็นชอบให้ 2ช่องรายการดังกล่าวสามารถออกอากาศได้ตาม ปกติแล้วนั้นช่องวอยซ์ทีวี จะสามารถออกอากาศได้ตามปกติทันทีหลังมีประกาศจากคสช. ขณะที่ช่องทีนิวส์นั้นจะต้องเข้ามาปฏิบัติตามประกาศฉบับที่ 27 ของคสช.ก่อนคือการเป็นผู้ให้บริการโทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิก และประเด็นเรื่องของเนื้อหาการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร อีกครั้งก่อนจึงจะสามารถออกอากาศได้ตามปกติ
      
       'กสท.ไม่สามารถตอบได้ว่าทั้ง2 ช่องรายการดังกล่าวจะกลับมาออกอากาศได้เมื่อไหร่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคสช.เรามีเพียงหน้าที่ส่งเอกสารประกอบการ พิจารณาไปให้คสช.เท่านั้น'
      
       อย่างไรก็ตามหากทั้ง 2 ช่องรายดังกล่าวสามารถกลับมาออกอากาศได้ตามปกติแล้วจะต้องห้ามละเมิดประกาศคสช. และ กสทช.เป็นอันขาด แต่หากมีการละเมิดใดๆเกิดขึ้นอีกจะถูกปิด และยึดใบอนุญาตทันทีโดยไม่มีการแจ้งเตือน หรืออุทธรณ์ใดๆทั้งสิ้น รวมไปถึงผู้ถือหุ้นของทั้ง2 ช่องรายการดังกล่าวห้ามดำเนินการประกอบกิจการประเภทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์เป็นระยะเวลาประมาณ 2-3ปี
      
       ขณะที่อีก 12 ช่องรายการโทรทัศน์ (1.สถานีโทรทัศน์ดาวเทียมเอ็มวี 5 2.สถานี โทรทัศน์ดาวเทียมดีเอ็นเอ็น3.สถานีโทรทัศน์ดาวเทียมยูดีดี 4.สถานีโทรทัศน์ ดาวเทียมเอเชียอัพเดท5.สถานีโทรทัศน์ดาวเทียมพีแอนด์พี 6.สถานีโทรทัศน์ดาวเทียมโฟร์แชนแนล7.สถานีโทรทัศน์ดาวเทียมบลูกาย8.สถานีโทรทัศน์ดาวเทียมเอฟเอ็มทีวี 9.สถานีโทรทัศน์ดาวเทียมเอเอสทีวี 10.สถานีดาวเทียมฮอตทีวี11.สถานีโทรทัศน์ดาวเทียมเร็สคิ้วและ12.สถานี โทรทัศน์ดาวเทียมเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูประเทศ (คปท.) )ที่ถูกระงับการออกอากาศตามประกาศฉบับที่ 15 เช่นเดียวกันนั้น หากต้องการจะกลับมาออกอากาศได้ตามปกติอีกครั้งจะต้องดำเนินการให้ตนเองไม่อยู่ในประกาศฉบับที่ 15 ก่อนเป็นอย่างแรก โดยจะต้องดำเนินการปรับผังเนื้อหารายการเพื่อให้การเผยเเพร่ข่าวสารไปสู่ ประชาชนเป็นไปด้วยความถูกต้อง ปราศจากการบิดเบือน อันจะก่อให้เกิดความเข้าใจผิด จนส่งผลกระทบต่อการรักษาความสงบเรียบร้อยก่อน และเข้าสู่กระบวนพิจารณาของกสทช.ในส่วนของคณะอนุกรรมการเนื้อหาและอนุกรรมการโฆษณาก่อนจะส่งเรื่องไปยังคสช.พิจารณาต่อไป
      
       '12 ช่องรายการที่เหลือจะต้องเอาตัวเองออกจากประกาศฉบับที่ 15 ให้ได้ก่อนซึ่งมีขั้นตอนการดำเนินการที่ยุ่งยาก โดยเฉาะการยอมรับเงื่อนไข และข้อกำหนดต่างๆที่คสช. และกสทช.กำหนดไว้ โดยเฉพาะเนื้อหาการเผยแพร่ออกอากาศ แต่หากสามารถดำเนินการได้กสท.ก็พร้อมที่จะดำเนินการเช่นเดียวกับวอยซ์ทีวี และทีนิวส์'
      
       นอกจากนี้ในวันพุธที่ 11 มิ.ย.2557 บอร์ดกสท.จะมีการประชุมวาระพิเศษเพื่อรองรับผลการตัดสินของศาลปกครองสูงสุด กรณีที่ศาลปกครองกลาง มีคำสั่งให้เพิกถอนประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์รายการโทรทัศน์สำคัญที่ให้เผยแพร่ได้เฉพาะในบริการโทรทัศน์ที่เป็นการทั่วไป (มัสต์แฮฟ) ที่ กสทช. บังคับใช้ให้บริษัท อาร์เอส อินเตอร์เนชั่นแนล บรอดคาสติ้ง แอนด์ สปอร์ต แมเนจเม้นท์ จำกัด ในเครือ บริษัท อาร์เอส จำกัด(มหาชน)ในฐานะผู้ถือลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2014 ต้องถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกครบทั้ง 64 คู่ ในฟรีทีวี ขณะที่ อาร์เอส ต้องการถ่ายทอดสดเพียง 22 คู่เท่านั้น

“ไพศาล” แนะเพิ่มประสิทธิภาพให้ ป.ป.ช. ในการตรวจสอบทรัพย์สิน

“ไพศาล” แนะเพิ่มประสิทธิภาพให้ ป.ป.ช. ในการตรวจสอบทรัพย์สิน
นายไพศาล พืชมงคล อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เปิดเผยเมื่อเช้าวันนี้ แนะ คสช. เพิ่มประสิทธิภาพให้ ป.ป.ช. ในการตรวจสอบทรัพย์สิน ชี้นับตั้งแต่มี ป.ป.ช. เป็นต้นมากว่าสิบปีแล้ว ผลการตรวจสอบทรัพย์สินแทบไม่มีผลงาน สาเหตุเนื่องจากกฎหมายไร้ประสิทธิภาพ จึงทำให้การคอร์รัปชั่นเต็มไปทั้งบ้านทั้งเมือง
นายไพศาล พืชมงคล กล่าวว่าการตรวจสอบทรัพย์สินของ ป.ป.ช. ต้องอาศัยบทบัญญัติกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญและรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการตรวจสอบทรัพย์สินเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งมีปมปัญหาอยู่สองข้อ คือ อย่างไรจึงถือว่าร่ำรวยผิดปกติ ซึ่งต้องหาข้อเท็จจริงที่ซับซ้อน ยุ่งยาก และขึ้นอยู่กับดุลพินิจ จึงแทบไม่พบว่าใครร่ำรวยผิดปกติเลย นอกจากนักการเมืองหน้าใหม่ที่โง่เขลา และมีทรัพย์สินไม่มาก ในขณะที่พวกมืออาชีพไม่สามารถตรวจสอบได้เลย นอกจากนั้น กระบวนการในการตรวจสอบยืดเยื้อ ไม่มีประสิทธิภาพ จึงทำให้การคอร์รัปชั่นเต็มบ้านเต็มเมือง และยึดทรัพย์สินพวกขี้โกงได้น้อยมาก ที่สำคัญคือหลักกฎหมายที่ ป.ป.ช.ใช้ล้าสมัย คือกำหนดให้เป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช. ต้องแสวงหาหลักฐานเอง และ ป.ป.ช. ต้องพิสูจน์ถึงความร่ำรวยผิดปกติ ในขณะที่หลักกฎหมายสมัยใหม่นั้นได้เปลี่ยนหลักการนี้ไปแล้ว แต่ไม่มีใครยอมแก้ไข นั่นคือต้องเปลี่ยนเป็นหลักการที่ว่า ผู้ใดครองข้อมูล ผู้นั้นต้องพิสูจน์ ดังเช่นที่บัญญัติในกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค กฎหมายว่าด้วยศุลกากร เป็นต้น
นายไพศาล พืชมงคล กล่าวว่า คสช. จึงควรถือโอกาสนี้เพิ่มประสิทธิภาพให้กับ ป.ป.ช. ในการตรวจสอบทรัพย์สิน ด้วยการออกประกาศปรับปรุงแก้ไขบทบัญญัติว่าด้วยการตรวจสอบทรัพย์สินของเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยมีหลักการดังนี้คือ
1. ให้ยกเลิกบทบัญญัติอื่นใดที่ขัดหรือแย้งกับประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และให้ใช้ประกาศฉบับนี้แทน
2. เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดที่ร่ำรวยผิดปกติ ให้ ป.ป.ช. อายัดหรือยึดทรัพย์สินของผู้นั้นทั้งหมด ไม่ว่าจะถือกรรมสิทธิ์ หรือครอบครองโดยตนเอง หรือโดยบุคคลอื่น
“ร่ำรวยผิดปกติ” หมายความว่า มีทรัพย์สินมากกว่าจำนวนเงินได้ที่ได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษี 15 ปี ก่อนดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยไม่หักรายจ่ายหรือค่าใช้จ่าย
ทรัพย์สินที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ ที่มีทะเบียน หรือทรัพย์สินที่เป็นเงินฝากหรือตราสาร ให้ ป.ป.ช. มีคำสั่งอายัด และให้ผู้ครอบครองหลักฐานแห่งกรรมสิทธิ์ หรือหลักฐานแห่งความเป็นเจ้าของแก่ ป.ป.ช. ภายใน 7 วัน นับแต่วันมีคำสั่ง
ทรัพย์สินที่เป็นสังหาริมทรัพย์ ให้ ป.ป.ช. ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีทำการยึดทรัพย์ไว้เป็นการชั่วคราว ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
3. ให้ผู้ถูกอายัดหรือยึดทรัพย์สินมีภาระการพิสูจน์ว่าทรัพย์สินที่ถูกยึดหรืออายัดนั้นเป็นทรัพย์สินที่ได้มาโดยสุจริตและโดยชอบ หรือได้มาก่อนการดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และต้องพิสูจน์ให้แล้วเสร็จภายใน 120 วัน นับแต่วันถูกอายัด ถ้าพิสูจน์ไม่ได้หรือไม่พิสูจน์ให้แล้วเสร็จภายในกำหนดดังกล่าว ให้ทรัพย์สินที่ถูกยึดหรืออายัดตกเป็นของแผ่นดิน
ในกรณีที่ผู้ถูกอายัดหรือยึดทรัพย์สินพิสูจน์ตามวรรคแรก จะต้องพิสูจน์ด้วยว่าเงินหรือรายได้ที่ได้มาซึ่งทรัพย์สินที่ถูกยึดหรืออายัดนั้น ได้เสียภาษีอากรถูกต้องครบถ้วนแล้วหรือไม่ ถ้าเสียภาษีอากรไม่ถูกต้องหรือไม่ครบถ้วน ให้จัดเก็บค่าภาษีอากรค้างนั้นนำส่งกรมสรรพากร และถ้ามีเงินเหลือเท่าใด ก็ให้คืนแก่ผู้ถูกยึดหรืออายัดนั้น
4. เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ให้ประชาชนมีสิทธิ์ที่จะแจ้งเบาะแสทรัพย์สินของเจ้าหน้าที่ของรัฐต่อ ป.ป.ช. ถ้าเป็นทรัพย์สินที่ไม่มีทะเบียน หรือมีทะเบียน แต่ถือในนามของผู้อื่นและสามารถยึดเป็นของแผ่นดิน ให้จ่ายค่าสินบนแก่ผู้แจ้งเบาะแสนั้นในอัตราร้อยละ 20 และให้ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแก่ผู้แจ้งเบาะแส
5. ให้ ป.ป.ช. ตั้งคณะอนุกรรมการในการพิสูจน์ทรัพย์สินตามประกาศนี้ จำนวน 5 คน ประกอบด้วยกรรมการ ป.ป.ช. อย่างน้อย 1 คน และผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ร่วมเป็นกรรมการ และเมื่อผู้ถูกยึดหรืออายัดได้พิสูจน์การได้มาซึ่งทรัพย์สินแล้ว ให้อนุกรรมการดังกล่าวสรุปรายงานต่อ ป.ป.ช. ว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นมีทรัพย์สินที่ต้องยึดหรืออายัดเป็นจำนวนเท่าใด มีเงินได้ในระยะเวลา 15 ปีย้อนหลังเป็นจำนวนเท่าใด และพิสูจน์การได้มาซึ่งเงินและทรัพย์สินอย่างไร ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเท่าใด และต้องคืนแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐเท่าใด เมื่อ ป.ป.ช. เห็นชอบรายงานนั้นแล้ว ให้เป็นอันเสร็จสำนวน
6. ทรัพย์สินที่ตกเป็นของแผ่นดินตามประกาศนี้
6.1 ในกรณีเป็นเงินสด ให้ถือเป็นรายได้แผ่นดินและให้นำเข้าฝากในบัญชีเงินคงคลังบัญชีที่ 1
6.2 ในกรณีเป็นสังหาริมทรัพย์ หรือทรัพย์สินประเภทที่สูญหายหรือเสียหายได้ง่าย ให้กรมบังคับคดีดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และนำเงินรายได้จากการขายส่งคลังตาม 6.1
6.3 ในกรณีเป็นอสังหาริมทรัพย์ หรือเป็นสังหาริมทรัพย์
ประเภทมีทะเบียน ให้กรมบังคับคดีประมูลขายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และนำเงินที่ได้จากการขายส่งคลังตาม 6.1 โดยอนุโลม
7. ในกรณีที่จะต้องจ่ายเงินสินบนตามประกาศนี้ ให้จ่ายจากรายได้แผ่นดิน จากบัญชีเงินคงคลังบัญชีที่ 1
นายไพศาล พืชมงคล กล่าวว่าถ้า คสช. ได้ปรับปรุงประสิทธิภาพของกฎหมาย ก็จะทำให้ ป.ป.ช. มีขีดความสามารถและมีประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และจะมีผลต่อการป้องกันและปราบปรามการทุจริตอย่างแน่นอน.