PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพฤหัสบดีที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2557

คสช.ย้าย อสส.สัญญาณถึงศาล


ในสมัยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ท่านไม่เคยแตะต้องผู้พิพากษา ทั้งที่บางครั้งฝ่ายทหารคือจอมพลประภาสกดดันเพราะยุคนั้นก็มีผู้พิพากษาเลวอยู่เหมือนกัน จนครั้งหนึ่งจอมพลประภาสถึงกับบ่นว่าผู้พิพากษานี่แตะต้องไม่ได้
ทั้งนี้เพราะจอมพลสฤษดิ์ท่านเชื่อพระยาอรรถการีย์นิพนธ์ว่าไม่ว่าการปกครองเป็นแบบไหนถ้าผู้เป็นรัฎฐาธิปัตย์ยังเคารพศาล ไม่แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม เ้มื่อนั้นก็ไม่มีใครติเตียนได้ว่าเป็นเผด็จการทรราช การที่ไม่แตะต้องผู้พิพากษาบางคนที่ไม่ดี ไม่ใช่เพราะปล่อยปัญหาแต่เพราะถือธรรมเป็นใหญ่ 
ท่านเจ้าคุณเคยกล่าวกับท่านว่าผู้พิพากษาเป็นลูกน้องในหลวง ดังนั้นตลอดสมัยจอมพลสฤษดิ์ ก็ยึดมั่นในเรื่องนี้
ท่านเจ้าคุณทราบเรื่องไม่ดีไม่งามท่านก็ส่งสัญญาณผ่านคนสนิทคือท่านศาสตราจารย์กำธร พันธุลาภ ไปถึงประธานศาลฎีกาในฐานะที่เป็นประธาน กต ว่า ฝ่ายทหารเขาเกรงใจสถาบันตุลาการ ไม่แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ดังนั้นสถาบันตุลาการก็ต้องเกรงใจฝ่ายทหาร อย่าให้เขาหนักใจ และบอกความนัยว่าใครมั่งไม่ดี ไม่อำนวยความยุติธรรมจนราษฎรเดือดร้อน
ท่านประธานศาลฎีกาท่านทราบแล้วตรวจสอบก็มีคำสั่งให้ย้ายผู้พิพากษานั้นก่อน และเสนอต่อ คณะกรรมการตุลาการพิจารณาสั่งย้ายเป็นทางการ นี่เป็นแบบอย่า่งอันมีมาในแผ่นดินแล้ว
ผมเชื่อว่าการย้า่ยอัยการสูงสุด โดยพลเอกประยุทธ์แถลงว่าจะไม่แทรกแซงกระบวนการยุติธรรมนั้น ก็เหมือนครั้งจอมพลสฤษดิ์นั่นแล และเชื่อว่าท่านประธานศาลฎีกาน่าจะได้รับสัญญาณแล้ว

เผย..สงครามสะท้านโลก อดีต ปัจจุบัน ส่องอนาคต ตั่วเฮียจีน อาตี๋ไทย

แฉ..ความลับ เพิ่ม 24 รูปภาพใหม่
วันที่ 12 มิ.ย. 57 เผย..สงครามสะท้านโลก อดีต ปัจจุบัน ส่องอนาคต ตั่วเฮียจีน อาตี๋ไทย
เรื่องการแทรกแซง กิจการภายในประเทศอื่น และก่อสงครามแตกแยกไปทั่วโลก ไม่มีใครเกินรัฐบาลอเมริกา สงครามที่เกิดขึ้นในโลกใบนี้ ทั้งสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 และสงครามย่อยๆ ในภูมิภาคต่างๆ และในประเทศใหญ่ กลาง เล็ก ล้วนมีรัฐบาลอเมริกา อยู่เบื้องหน้า หรือเบื้องหลังทั้งสิ้น
ที่ใกล้ตัวคนไทยจนสัมผัสกลิ่นดินปืนได้ ก็คือ สงครามโลกครั้งที่ 2 ที่อเมริกาถึงกับมาตั้งฐานทัพ และส่งกำลังทหารมาประจำในประเทศไทย , การทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ที่เมืองฮิโรชิมา กับนางาซากิ ของญี่ปุ่น ที่ทำให้ทั้ง 2 เมืองราบพนาสูญ ประชาชนล้มตายกองเท่าภูเขาเลากา พิการอีกมากคนานับ
ต่อมาก็สงครามเกาหลี จนแยกเกาหลีออกเป็นเหนือไต้ ในปัจจุบัน สงครามในเวียดนาม ที่สร้างความทุกข์เข็ญ เป็นบาดแผลในใจให้คนเวียดนามต่อมาอีกหลายสิบปี สนามบินอุดร ที่อเมริกาใบรรทุกระเบิดไปทิ้งใส่ประชาชนเวียดนาม ยังคงอนุสรณ์อยู่จนทุกวันนี้
ในภูมิภาคอื่นก็แถวแอฟริกา เช่น โซมาเลีย , ในอาฟกานิสนิสถาน ที่อเมริกา ส่งกำลังไปประจำการ เอาระเบิดมาทิ้งปูพรมใส่เทือกเขาแทบทุกตารางนิ้ว เพื่อล่าตัวบินลาเดน จนประเทศเละไปหมด
หนุนให้เกิดความยุ่งเหยิงวุ่นวายในย่านมุสลิม เกิดอาหรับสปริง เริ่มจากจนรัฐบาลอาหรับเป็นคลื่นปฏิวัติการเดินขบวน การประท้วงและสงครามซึ่งเกิดขึ้นในโลกอาหรับตั้งแต่วันที่ 18 ธันวาคม 2553 จนปัจจุบัน ผู้ปกครองถูกโค่นจากอำนาจ จากในตูนิเซีย อียิปต์ ลิเบีย และเยเมน การก่อการจราจลอุบัติขึ้นในบาห์เรน และซีเรีย การประท้วงใหญ่เกิดขึ้นในอัลจีเรีย อิรัก จอร์แดน คูเวต โมร็อกโก และซูดาน
และการประท้วงเล็กเกิดในเลบานอน มอริเตเนีย โอมาน ซาอุดิอาระเบีย จิบูตี และเวสเทิร์นสะฮารา การประท้วงใช้เทคนิคการดื้อแพ่งร่วมกัน การรณรงค์อย่างต่อเนื่อง การนัดหยุดงาน การเดินขบวน การเดินแถว และการชุมนม การใช้โซเชียลมีเดีย
การเดินขบวนอาหรับสปริงหลายประเทศเผชิญกับการตอบสนองรุนแรงจากทางการ การใช้ทหารอาสาสมัครนิยมรัฐบาล และขบวนโต้ตอบ การโจมตี จากผู้ประท้วงด้วยความรุนแรงในบางแห่ง
ล่าสุดที่เห็นๆ หมาดๆ กลิ่นคาวเลือด จากคมอาวุธยังคละคลุ้งอยู่ปัจจุบัน ก็ที่ประเทศซีเรีย และยูเครน ที่รัฐบาลอเมริกาและผองเพื่อน ผู้ใช้กลยุทธ์ “ แบ่งแยกเพื่อปกครอง “ มาตลอด โดยการสนับสนุนทางนโยบาย เงินทุน อาวุธ ในกับกลุ่มๆ หนึ่งในประเทศนั้น เพื่อให้คนในชาตินั้นๆ สู้รบกันเองจนปั้วเปี้ย หมดแรง ถึงตอนนั้นอเมริกา และพันธมิตร ก็จะกรีฑาทัพไปซ้ำเติมบดขยี้ทันที ภาษาไทยเรียกแต้มแก่ว่างั้นเถอะ
สงครามยุยงให้คนฆ่ากันเอง ที่สำคัญๆ จะไม่กล่าวเสียไม่ได้ ก็คือ สงครามอิหร่าน โดยอเมริกาสนับสนุนพระเจ้าชาร์มูฮัมหมัด เรซา ปาฮ์เลวี ของอิหร่าน ต่อมาก็ถูกอะญาตุลลอฮ์ โคไมนี ผู้นำศาสนา ประกาศการปฏิวัติอิสลาม ล้มล้างอำนาจลง และก้าวขึ้นสู่อำนาจเป็นผู้นำประเทศอิหร่านแทน
ช่วงนั้นอเมริกาจึงหันไปหนุนซัดดัมฮุสเซนอย่าลับๆ ทำให้กองทัพอิรัก มีกำลังเข้มแข็งกว่าละเมิดพรมแดนระหว่างทั้งสองประเทศ ประธานาธิบดี อะญาตุลลอฮ์ โคไมนี อิหร่าน จึงประกาศสงครามกับอิรัก ที่นำโดยซัดดัม ฮุสเซน กินระยะเวลายืดเยื้อถึง 8 ปี ระหว่างเดือนกันยายน 2523 ถึง เดือนสิงหาคม 2531 เสียหายยับเยินอ่วมทั้ง 2 ประเทศ สงครามครั้งนี้ มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บฝ่ายอิหร่าน ระหว่าง 750,000-1,000,000 คน ฝ่ายอิรักประมาณ 375,000 - 400,000 คน
เมื่อยุอิรักเกิดสงครามจนอ่วมอรทัยแล้ว ทีนี้อเมริกาก็หันมาเล่นงานอิรักเองบ้าง โดยก่อสงครามอ่าวเปอร์เซียครั้งที่ 1 เริ่มจากอิรักที่เป็นประเทศมีน้ำมันมาก แต่ไม่มีทางออกทะเล บุกคูเวตตั้งแต่วันที่ 2 สิงหาคม 2533 อเมริกาได้ยืมมือคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ บีบอิรักทางเศรษฐกิจทันที และส่งทหารอเมริกันไปยังซาอุดิอาระเบีย โดยมีกำลังทหารส่วนใหญ่มาจากอเมริกา ซาอุดิอาระเบีย อังกฤษ และอียิปต์ เพื่อขับไล่กองกำลังอิรักออกจากคูเวต
เริ่มต้นขึ้นจากการทิ้งระเบิดทางอากาศเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2534 ตามมาด้วยการโจมตีภาคพื้นดินเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ สงครามดังกล่าวสิ้นสุดลงด้วยชัยชนะอย่างเด็ดขาดของกองกำลังผสม รุกเข้าไปในพรมแดนอิรัก และยุติการรุกคืบ และประกาศหยุดยิง 100 ชั่วโมงหลังจากการทัพภาคพื้นดินเริ่มต้นขึ้น การรบทางอากาศและพื้นดินจำกัดอยู่ภายในอิรัก คูเวต และพื้นที่บริเวณพรมแดนของซาอุดิอาระเบีย และอิรักได้ปล่อยขีปนาวุธสกั๊ด ต่อเป้าหมายทางทหารของกองกำลังผสมในซาอุดิอาระเบีย และอิสราเอล
ต่อมาอเมริกา ใช้ปฏิบัติการพายุทะเลทราย ก่อสงครามในอิรักครั้งที่สอง โดยก่อนการรุกราน อเมริกา และอังกฤษ ใส่ร้ายอิรักว่า ครอบครองอาวุธอานุภาพทำลายล้างสูง คุกคามความมั่นคงของตนและพันธมิตรในภูมิภาคยุโรป พ.ศ. 2545 อเมริกายืมมือคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ อีกแล้วครับท่าน ผ่านมติกำหนดให้อิรักต้องยอมตรวจสอบว่า มิได้มีอาวุธอานุภาพทำลายล้างสูง และขีปนาวุธร่อนอยู่ในครอบครอง
แต่คณะตรวจสอบอาวุธ ไปตรวจกี่รอบก็ยังไม่พบหลักฐานอาวุธสักที จึงยุยงคนอิรักให้ก่อสงครามกลางเมืองซะเลย เพื่อขับไล่ ซัดดัม ฮุสเซน เอาดื้อๆ จนอิรักวุ่นวายยุ่งเหยิง วันที่ 20 มีนาคม 2546 อเมริกาจึงสวมรอยยึดครองอิรัก และการจับกุมตัวประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน ถูกพิจารณาโดยศาลอิรัก และประหารชีวิตโดยรัฐบาลใหม่ของอิรักที่อเมริกาชักใย
ประเทศอิรัก ภายหลังถูกอเมริกาโจมตีด้วยอาวุธ และสังหารซัดดัม ฮุสเซน ลง ก็ชักใยประเทศนี้มาตลอด โดยการตั้งรัฐบาลหุ่นเชิดจากมุสลิมนิกายซุนนีย์ปกครอง แล้วก็ครอบงำรัฐบาลใหม่ยึดเอาแหล่งน้ำมันมาทั้งหมด และเงินทุนสำรองประเทศราว 9 ล้านๆ บาทด้วย..แม้สงครามจะสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2554 ก็ยังมีการสู้รบกันประปราย
สงครามครั้งนี้ได้คร่าชีวิตคนอิรักไปแล้วถึง 5 แสนคน บาดเจ็บพิการอีกนับไม่ถ้วน สหประชาชาติรายงานว่า มีผู้ลี้ภัย 4.7 ล้านคน (ประมาณ 16% ของประชากร) โดยมี 2 ล้านคนหนีออกนอกประเทศ และประชาชนพลัดถิ่นในประเทศ 2.7 ล้านคน ในปี 2550 คณะกรรมการต่อต้านคอร์รัปชันของอิรักรายงานว่า เด็กอิรัก 35% หรือเกือบ 5 ล้านคนกำพร้า กาชาดแจ้งว่าในเดือนมีนาคม 2551 สถานการณ์ด้านมนุษยธรรมในอิรัก อยู่ในระดับวิกฤตที่สุดในโลก โดยมีชาวอิรักหลายล้านคน ถูกบีบให้พึ่งพาแหล่งน้ำที่ไม่เพียงพอและคุณภาพต่ำ
ตั้งแต่นั้นมา ความรุนแรงประปรายยังมีต่อไปทั่วประเทศ กองกำลังติดอาวุธผสม ระหว่างกลุ่มนิกายต่าง ๆ ได้นำไปสู่การก่อความไม่สงบในอิรักในเวลาไม่นานนัก การต่อสู้ระหว่างกลุ่มในอิรักโดยนิกายซุนนีย์ และชีอะห์หลายกลุ่ม มีการเกิดกลุ่มย่อยแยกใหม่ของอัลกออิดะฮ์ขึ้นในอิรัก ในปี 2551 ก็เกิดสงครามระหว่างนิการสุหนี่ กับนิกายชีอะห์
สถานการณ์สงครามกลางเมืองในอิรักตอนนี้วิกฤติหนัก เพราะกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลามอิรักและเลแวนท์ หรือ ไอซิล ซึ่งมีนักรบอยู่ราว 3,000-5,000 คน และมีความโยงใยกับกลุ่มอัลกออิดะห์ กลุ่มติดอาวุธนี้ เป็นพวกวาฮะบี สายเคร่ง ต่อต้านทุกศาสนา ทุกนิกายที่ไม่ใช่สำนักคิดเดียวกัน กลุ่มนี้ได้รับทุน อาวุธ สนับสนุนจากอเมริกา ยุโรป และอิสราเอล
เป็นแนวคิดเดียวกับกลุ่มตอลีบัน ที่เคยใช้ปืนใหญ่ยิงทำลายพระพุทธรูป และโบสถ์คริส ในอาฟกานิสถาน เป็นกลุ่มเดียวกับก่อความไม่สงบในภาคใต้อิรัก เป็นสายป่านเดียวกับกลุ่มที่ปฏิบัติการถล่มสนามบินในเมืองนาจาร์ ที่ปากีสถาน จนย่อยยับคนตายและเจ็บเพียบ
ตอนนี้กลุ่มนี้ได้ยึดเมืองรามาดี และ ฟัลลูจา ไว้ได้สำเร็จ และต่อเนื่องด้วยบุกโจมตีและยึดเมืองโมซูล เมืองใหญ่อันดับ 2 ของอิรัก ที่มีประชากรราว 2 ล้านคนไว้ได้อีก ประชาชนกว่า 5 แสนคน (หนึ่งในสี่) ต้องอพยพหนีตายกันอลหม่าน
กลุ่มไอซิล ยังได้รุกคืบต่อไป ด้วยการเข้ายึดเมืองติกริต บ้านเกิดของอดีตประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน ที่อยู่ใกล้กับกรุงแบกแดดเพียง 150 กิโลเมตร มีการสู้รบกับทหารของรัฐบาลด้วยอาวุธหนักนานาชนิด แม้แต่ทหารจำนวนมาก ก็ถอดเครื่องแบบ แล้วใส่ชุดพลเรียนหนีไปด้วยเช่นกัน การยึดเมืองโมซูลไว้ได้ต้องถือว่าเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของกลุ่มติดอาวุธนี้
เหตุผลในการรุกคืบอย่างหนักครั้งนี้ เป้าหมายหลักไม่ใช่ยึดทั้งประเทศอิรัก เพราะอเมริกาและพันธมิตรยึดครองชักใยอยู่เบื้องหลังอยู่แล้ว แต่พวกเขาต้องการวางรากฐาน เพื่อเตรียมการทำสงครามกับประเทศอิหร่านที่อยู่ติดกันอีกครั้ง แล้วทำลายมุสลิมนิกายชีอะห์ และขบวนการฮิสบุลเลาะห์ ที่เป็นคู่ต่อกรกับอิสราเอลอยู่
นายกรัฐมนตรี นูรี อัลมาลิกี ของอิรัก เองก็ประกาศจะขับไล่กลุ่มติดอาวุธให้ได้ พร้อมกับจะเอาผิดกับทหารอิรักที่หนีทัพในระหว่างที่กลุ่มไอซิลเข้าโจมตี หลังถูกกลุ่มติดอาวุธหัวรุนแรงโจมตี ผู้นำอิรัก บอกว่าจะไม่ร้องขอความช่วยเหลือจากต่างชาติ แต่จะจัดการวิกฤตที่เกิดขึ้นด้วยตัวเอง ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่กงศุลตุรกีในเมืองโมซูลเกือบ 50 คน ก็ถูกกลุ่มติดอาวุธจับตัวไปด้วย
นายบัน คีมูน เลขาธิการสหประชาชาติ ได้ประณามการลักพาตัวเจ้าหน้าที่กงศุลตุรกี ว่า การกระทำดังกล่าวเป็นเรื่องที่รับไม่ได้ ส่วนสหรัฐแสดงความกังวลกับสถานการณ์ในอิรักเช่นกัน
นี่คือตัวอย่างอย่าเป็นรูปธรรม แผนการยุยง ของอเมริกาและพันธมิตร ให้อิสลามสู้รบกันเองจนง่อยเปลี้ย เจ็บจริง ตายจริง พินาศจริง เพื่อทำลายอิสลามให้อ่อนแอลง แล้วประเทศพวกตนเองก็จะเข้าไปค่อยๆ ฮุบสมบัติ และทรัพยากรของประเทศเหล่านั้น มาเป็นของตนเองไปเรื่อยๆ เหมือนไม่รู้จักพอ..ใช้กำลังที่แข็งแรงกว่าปล้นเอาคนอ่อนแอกว่า ว่างั้นเถอะ
เมื่อใดที่คนในชาติแตกแยกเป็น 2 ฝ่าย หรือฝ่ายย่อยๆ เมื่อนั้นอเมริกา และผองเพื่อน จะเข้ามารุมตอดทันที โดยเข้ามาสนับสนุนฝ่ายหนึ่ง ทั้งทางลับและเปิดเผย ในรูปแบบทุนทางการเงิน อาวุธสงคราม การบ่อนทำลายสถาบันหลัก การแทรกแซงทางการทหาร ทางเศรรษฐกิจการเงิน ฯลฯ
ทีนี้มาดูทางตั่วเฮีย จีน บ้าง พฤติกรรมโดยธรรมชาติคนเอเชีย จะให้ความสำคัญกับเพื่อนตนเอง มากกว่าฝรั่ง คนจีนจะพร่ำสอนลูกหลานเสมอ เรื่องบุญคุณต้องทดแทน มีผู้รู้ให้ข้อมูลว่า สมัยก่อนประเทศไทยมีวิกฤติสูงสุดทางทหาร คือ เมื่อเวียดนามบุกเขมรในเดือน ธันวาคม 2521 จนมาประชิดชายแดนไทย
เวียดนามช่วงนั้นมีกองทัพเกรียงไกรมาก เพิ่งไล่อเมริกาเตลิดเปิดเปิงกลับบ้าน จนอเมริกาหงอยมาแล้ว เวียดนามยังส่งกำลังมาชักใบหนุนหลังรัฐบาลเขมรด้วยในช่วงนั้น รัฐมนตรีต่างประเทศเวียดนาม เบ่งกล้ามขู่ไทยว่าอย่าหือนะ เพราะกองทัพเวียดนาม สามารถบุกยึดถึงกรุงเทพได้ภายในเวลาไม่นาน ในตอนนั้นกองทัพไทย ยังต้องต่อสู้ติดพันกับพรรคคอมมิวนิสต์แดงแห่งประเทศไทยรุนแรงอยู่ ไม่อยู่ในสถานะที่จะก่อสงครามภายนอกประเทศได้อีก
ไทยหันไปขอให้อเมริกาช่วย เพราะเราเคยให้เขาใช้สนามบินอุดร มาเป็นฐานบินนกยักษ์ B52 ไปทิ้งระเบิดเวียดนามตั้งหลายปี อเมริกาตอบว่าเขาเองก็ยังเอาตัวไม่รอด หมดสภาพจากสงครามเวียดนาม เขาจึงขอแค่ส่งใจมาช่วยแทน..ว่าแล้วส่งความช่วยเหลือมาให้ ขนปืนใหญ่รุ่น M-198 ขนาด 155 มม. ขึ้นเครื่องบินมา แค่ 1-2 กระบอก แล้วหลังจากนั้น ก็ส่งบิลตามมาเรียกเก็บเงินอีก...ฮา โหย
ทีนี้ไทยเราก็มึน จังหันไปทางจีนบ้าง เริ่มที่ พล.อ.เกรียงศักดิ์ฯ สังการให้นายทหารฝ่ายเสนาธิการไม่กี่คน ในศูนย์อำนวยการร่วมสนามเสือป่า ประสานกับทูตทหารจีน ชื่อ เหมา มากับเลขาทูตหนุ่มพูดไทยคล่องชื่อ จาง ( 20 กว่าปีต่อมาคือ เอกอัครราชทูตจาง) เพื่อขอพบผู้นำของจีน
จากนั้น พันเอก 2 คน ของกองทัพไทยบินไปปักกิ่ง แล้วได้รับเกียรติให้ได้เข้าพบ เติ้งเสี่ยวผิงด้วย ต่อมาไม่นานก็มีคณะนายทหารระดับสูงมากจากจีน เดินทางมาเยือนไทย เข้าร่วมประชุมและฟังการบรรยายสรุปที่ ศูนย์อำนวยการร่วมฯ สนามเสือป่า พล.อ.เกรียงศักดิ์ฯ ถึงกับพูดตรงๆว่า ถ้าเวียดนามบุกไทยๆ คงไม่สามารถรับมือได้แน่ ขอให้ตั่วเฮีย จีนช่วยด้วย
ไม่นานนัก จีนก็ก่อสงครามสั่งสอน ที่ชายแดนระหว่างจีนกับชายแดนเวียดนามด้านทิศเหนือ รบกันอย่างรุนแรง เวียดนาม จึงจำใจต้องถอนกำลังหน่วยรบหลัก ทั้งหมด 10 กว่ากองพล ออกจากเขมร และเวียดนามใต้ เพื่อไปรบกับจีนที่ชายแดนด้านเหนือ พอเวียดนามหลงกลดังกำลังกลับไปไว้ที่เหนือหมด จีนก็เลิกรบถอนกำลังรบกลับ..อ้าว..เวียดนามก็วืดๆๆๆ
ตามประวัติศาสตร์นั้น จีนเคยปกครองเวียดนามอยู่หลายร้อยปี จึงเป็นไม่เบื่อไม้เมากันมาแต่โบราณแล้ว หลังจากนั้น ไทยก็เริ่มพัฒนากำลังรบอาวุธหนักตามแบบสากล โดยจัดหารถถังและยานเกราะจากจีนหลายร้อยคัน ซื้อในราคามิตรภาพ แต่จริงๆ ซื้อไม่กี่คัน เพราะที่เหลือตั่วเฮียจีนแถมให้ แบบซื้อ 1 แถม 5 ประมาณนั้น พวกรถถัง T-69 สมัยนั้นที่ปลดประจำการไปแล้ว ปัจจุบันก็แปรสภาพเป็นปะการังเทียมในทะเล ยานลำเลียงพลหุ้มเกราะ บางรุ่นที่ปรับปรุงอะไหล่ ก็ยังมีประจำการในกองทัพบก
สัปดาห์ก่อน กลุ่มนักธุรกิจไทย-จีน สภาอุตสาหกรรมไทย-จีน นักธุรกิจภาคธนาคาร เช่น ธนาคารไอซีบีซี นักธุรกิจภาคอุตสาหกรรมไอที การสื่อสาร บริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้า บริษัทผลิตรถยนต์ โรงงานผลิตปุ๋ย ธุรกิจทำเหมืองแร่ และบริษัทบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ได้เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา หัวหน้า คสช.
เพื่อยืนยันเจตนารมณ์ในการดำเนินธุรกิจกับประเทศไทย เพื่อประสานความร่วมมือด้านการค้าการลงทุน และสร้างความมั่นใจในการลงทุนของสองประเทศ หัวหน้า คสช. ได้อธิบายเหตุผลและความจำเป็นในการเข้ามาบริหารประเทศ ที่ต้องปลดล็อคข้อกฎหมายและข้อระเบียบต่างๆ เพื่อให้มีการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีอุปสรรค
หัวหน้า คสช.ได้ให้ความมั่นใจกับนักลงทุนว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้น การลงทุนจากนี้ไปจะมีความโปร่งใส มีความยุติธรรม ตรวจสอบได้ ไม่มีคอรัปชั่น มุ่งผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวกับนักธุรกิจที่ประสงค์ที่เข้ามาลงทุนในไทยขอให้มีข้อคำนึง 5 ข้อ
1.มองผลประโยชน์ตอบแทนที่ประเทศไทยควรได้รับมากที่สุด
2.สร้างความเข้มแข็งให้กับคนไทยใน เรื่องวิชาชีพ เทคโนโลยี การตั้งบริษัทลูก
3.เพิ่มการใช้วัตถุดิบในประเทศเพื่อแก้ไขปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ เช่น ใช้น้ำยางดิบของไทยในอุตสาหกรรมยางรถยนต์
4.โรงงานที่ตั้งขึ้นใหม่ต้องนำพลังงานทดแทนมาช่วยลดมลพิษ ไม่ให้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
5.พัฒนาบุคลากรของไทย โดยให้จัดฝึกอบรมดูงาน ให้ทุนการศึกษาเพื่อให้แรงงานมีความรู้มากขึ้น
และได้ขอความร่วมมือนักธุรกิจชาวจีนให้ข่าวสารกับนักลงทุนรายอื่น รวมทั้งนักท่องที่ยวชาวจีนให้มาเที่ยวและมาลงทุนในไทย และได้ยืนยันกับนักธุรกิจจีนว่าขอให้มั่นใจประเทศไทยและเชื่อมันว่าไทยจะกลับมาแข็งแกร่ง พร้อมกันนี้ไทยยืนยันความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่มีต่อจีนมายาวนานในทุกระดับ
สัปดาห์นี้ผู้แทนกระทรวงกลาโหมของไทย ก็นำคณะสามเหล่าทัพ ไปเยือนจีนตามคำเชิญอย่างเป็นทางการ ย้อนอดีตในประวัติศาสตร์ที่เคยเล่าให้ฟังแล้ว จะเห็นว่าความสัมพันธ์มีเชื้อสายเผ่าพันธ์รากแก้ว รากแขนงหยั่งลึกระหว่างไทย จีน และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ตั่วเฮียจีน พร้อมเป็นมิตรแท้ในยามยากให้อาตี๋ไทย เรื่องนี้เกิดมานานกว่า 1,000 ปีมาแล้ว
ก็เป็นความจริง ที่ท่านผู้รู้บอกว่า นายกฯ ไทยจะเข้าพบประธานาธิบดีอเมริกา แบบทวิภาคีแสนยากเย็น (ยกเว้นไอ้มาม่ากับปูเน่า อันนั้นอินเลิฟยามเย็น) แต่ยามไทยวิกฤติ แม้แต่นายทหารยศระดับพันเอก ยังได้รับเกียรติอย่างสูงให้เข้าพบผู้นำยิ่งใหญ่ของจีนได้ เห็นชัดเจนถึงความแตกต่างในการแสดงออกแสดงความรู้สึกจริงใจ ของวัฒนธรรมเอเซีย และการให้เกียรติกันแบบพี่น้อง บุญคุณของจีนครั้งนี้ คนไทยจะไม่มีวันลืม และต้องทดแทนกันตามแบบตั่วเฮี่ย กับอาตี๋
อเมริกากับสงครามเป็นของคู่ก่อน วัฒนธรรมประเทศเขาเริ่มต้นมาจากการแย่งชิงดินแดนมาจากชนเผ่าพื้นเมือง แก่งแย่งคนอื่นมาตั้งแต่ตั้งต้นสร้างประเทศเขา วัฒนธรรมแบบนี้จึงถ่ายทอดต่อมาจนถึงปัจจุบัน บทเรียนสอนใจนี้ เตือนสติคนไทยว่า การมีอาวุูธท่ามกลางความขัดแย้ง และการเจรจากันที่ไม่บรรลุผล จะนำมาซึ่งการสู้รบกันเองของคนไทยด้วยกัน
มีความเสี่ยงจะเกิดสงครามกลางเมืองเหมือนหลายๆ ประเทศอยู่ขณะนี้ ผลที่ตามมา คือ การบาดเจ็บล้มตายของลูกเด็กเล็กแดง ผู้หญิง คนชรา ที่อ่อนแอ และสภาพการบังคับใช้กฎหมายบ้านเมืองที่ล้มเหลว ไม่เหลือความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน การทำมาหากินตามปกติทำไม่ได้..
นี่เป็นบทเรียนที่ล้ำค่าสำรับเรา การที่ คสช. ระดมกวาดล้างอาวุธสงคราม และจับกุมตัวผู้ครอบครองมาลงโทษ จึงเป็นเหมือนการตัดไฟเสียแต่ต้นลม ที่สำคัญที่สุดคือ คนไทยต้องรักและสามัคคีกันเป็นหนึ่งเดียวกันมากกว่านี้ หันหน้าเข้าหากัน ก่อนที่ไฟสงครามกลางเมือง จะโหมกระพือเอาชีวิตผู้คนที่เรารักทั้งสองฝ่าย จากไปอย่างชั่วนิจนิรันดร์ไม่มีวันกลับคืนมา
การได้รู้ความจริงบางครั้งมันเป็นทุกข์ แต่การไม่รู้อะไรเสียเลยมันเป็นทุกข์มากกว่า
พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการเสด็จออกมหาสมาคม เนื่องในพระราชพีธีเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม 2530 ความว่า "...ความสามัคคีนี้ เป็นคุณธรรมสำคัญประการหนึ่ง ซึ่งหมู่ ชนผู้อยู่ร่วมกันจำเป็นต้องมี ต้องถนอมรักษา และต้องนำมาใช้อยู่สม่ำเสมอ เนื่องด้วยสรรพกิจการงานที่เป็นส่วนรวมทุกด้าน ทุกระดับ ต้องอาศัยบุคคลหลายฝ่ายร่วมกันทำกิจกรรม “
และนำภาพที่ชวนลำลึกในอดีต เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2523 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทอดพระเนตรการสาธิตอาวุธต่อสู้รถถังแบบใหม่ ณ ศูนย์การทหารราบ ค่ายธนะรัชต์ ตำบลเขาน้อย อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ( 11 June 1980. His Majesty inspecting the demonstration of TOW heavy anti-tank guided weapon missile, at Infantry Centre, Dhanarat Fort, Pran Buri District, Prachuap Khiri Khan Province)
ท่านจงภูมิใจเถิดว่า ประเทศไทยมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นจอมทัพไทย ที่กล้าแข็ง นำพาผสกนิกรไทยฝ่าฟันอุปสรรค ทั้งปวงนานา มากกว่า 64 ปีแล้ว จากจำนวนราษฎรต้นรัชกาลเพียง 17 ล้านคน ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเกือบ 4 เท่าตัวเป็นกว่า 67 ล้านคน..คนไทยโชคดีที่สุดในโลกแล้ว
เสธ น้ำเงิน4
https://www.facebook.com/thailandcoup

วิลาศยื่นคสช.สอบทุจริตอดีตเลขาธิการสภาฯ

วิลาศยื่นคสช.สอบทุจริตอดีตเลขาธิการสภาฯ

อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นหนังสือ คสช. ให้ตรวจสอบการทุจริตการบริหารงานของอดีตเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร
นายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อ คสช. ที่หน้ากองบัญชาการกองทัพบก เพื่อขอให้ตรวจสอบการบริหารงานของ นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย อดีตเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีข่าวปรากฏอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง คณะกรรมาธิการ ป.ป.ช. สภาผู้แทนราษฎร ได้ส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบ เช่น โครงการจัดซื้อจัดจ้างนาฬิกาแบบแขวน เครื่องทำน้ำร้อนน้ำเย็น ตลอดจนการปรับปรุงห้องทำงานภายในอาคารรัฐสภา นอกจากนี้ จากการตรวจสอบในเบื้องต้น ยังพบว่ามีการทำผิดระเบียบและขั้นตอนการตามกฎหมาย ภายหลังยุบสภา ยังมีการพาข้าราชการเดินทางไปดูงานต่างประเทศ โดยให้ลูกจ้างและข้าราชการ 2,000 คน ใช้งบประมาณกว่า 60 ล้านบาท แต่มีข่าวรั่ว จึงชะลอโครงการ ดังนั้น แม้ คสช. จะมีคำสั่งย้าย นายสุวิจักขณ์ ไปประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แล้วก็ตาม แต่จะต้องดำเนินการเอาผิดและตรวจสอบ เพราะยังมีอีกหลายโครงการที่ส่อทุจริต

เนส.แจ้งตือนภัยธรรมชาติ

ด่วน! มีหนังสือแจ้งเตือน ให้ประชาชนเตรียมความพร้อมรับมือภัยธรรมชาติ

ปรากฏการณ์ เมฆกันชน

หนังสือแจ้งเตือน ให้ประชาชนเตรียมความพร้อมรับมือภัยธรรมชาติ อุทกภัย วาตภัย และดินถล่ม ในช่วงวันที่ 10 – 15 มิถุนายน 2557 นี้
จาก กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ถึง ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต โดยมีรายชื่อจังหวัดที่เฝ้าระวังระบุในเอกสาร คือ กาญจนบุรี, ราชบุรี, เพชรบุรี, ประจวบครีขันธุ์,  กำแพงเพชร, อุทัยธานี, ตาก, สุโขทัย, พิษณุโลก, แม่ฮ่องสอน, เชียงใหม่, ลำพูน, ลำปาง, เชียงราย, แพร่ ,น่าน, เลย, หนองคาย, อุดรธานี ,หนองบังลำภู ,บึงกาฬ ,ชลบุรี ,ระยอง ,จันทบุรี, ตราด, ชุมพร, สุราษฎร์ธานี, นครศรีธรรมราช, ระนอง, พังงา, ภูเก็ต, กระบี่, ตรัง

รับมือภัยธรรมชาติ

รับมือภัยธรรมชาติ

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ในได้มีกระแสข่าวที่เกี่ยวข้องกับภัยพิบัติ และปรากฏการณ์ธรรมชาติที่หาดูได้ยาก เกิดขึ้นมาต่อเนื่อง โดยเฉพาะ ปรากฏการณ์ เมฆกันชน หรือ เมฆอาคัส เกิดขึ้นที่อุดรธานี และเชียงราย ในใกล้เคียงกันเพียงหนึ่งวัน ซึ่งเหตุการณ์นี้ ผู้เชียวชาญด้านเมฆได้เตือนให้ระวังฝนตกฟ้าคะนองและฟ้าผ่า

 อ่านข่าว ปรากฏการณ์ เมฆกันชน    อ่านข่าว ดร. สมิท เตือนอาจเกิดสึนามิ อีกครั้ง  

ak3

จักรภพ เพ็ญแข:เราได้ร่วมกันก่อตั้งองค์การเพื่อการต่อสู้เผด็จการขึ้นแล้ว

พี่น้องผู้รักประชาธิปไตยและชิงชังเผด็จการทุกท่าน

ผมต้องขออภัยที่ขาดการติดต่อกับท่านไปนานทีเดียว เหตุผลก็เพราะระบอบเผด็จการของไทย ได้ใช้อำนาจเถื่อนทุกวิถีทางในการทำร้ายและทำลายพวกเราอย่างไม่หยุดยั้ง ซึ่งเป็นหลักฐานที่ชี้ว่า เมืองไทยคงไม่ได้กลับคืนสู่ภาวะประชาธิปไตยอีกนาน และเหลือบในเครื่องแบบทหารฝูงนี้คงจะยึดครองอำนาจรัฐที่ปล้นไปจากประชาชนทั่วทั้งประเทศ รวมทั้งกอบโกยผลประโยชน์ใส่ตัวเอง ลูกเมีย (บางคนหลายๆ บ้าน) และพรรคพวกอย่างนับไม่ถ้วน นี่คือความทุกข์อันมหาศาลที่ฝ่ายอำมาตย์ศักดินาร่วมกันก่อให้กับสังคมไทย นโยบายคืนความสุขให้กับพวกเราจึงเป็นเพียงการแสดง (ที่ไม่สมจริง) และเป็นคำโกหกตอแหลล้วนๆ หนทางเดียวที่พวกเราชาวไทยจะได้ความสุขกลับคืนมาคือ ต้องต่อสู้โค่นล้มคนเลวเหล่านี้เท่านั้น
ขอไม่ใช้เวลาท่านมากเหมือนก่อนๆ เพราะสถานการณ์รัดรึง ผมขอสรุปสั้นๆ ให้ทุกท่านได้รับทราบถึงความเคลื่อนไหวของขบวนประชาธิปไตย ดังนี้

1.เราได้ร่วมกันก่อตั้งองค์การเพื่อการต่อสู้เผด็จการขึ้นแล้ว อีกไม่กี่วันนี้จะถือวันดีทางประวัติศาสตร์เป็นวันประกาศอิสรภาพของคนไทยทั้งชาติและทั่วทั้งโลก รวมทั้งภารกิจที่เราจะถือเป็นธงชัยแห่งการปฏิวัติประชาธิปไตยสืบไป

2.อย่านึกน้อยใจว่าทำไมเรายังไม่ปรึกษาหารือ หรือเชื้อเชิญท่านเข้าร่วม ถึงวันนั้นท่านจะรู้เองว่าใครที่มีหัวใจประชาธิปไตยและชิงชังเผด็จการคือเครือข่ายเดียวกันทั้งสิ้น วันนี้เราอยู่ภายใต้ความกดดันจากทุกสารทิศ ขอให้เห็นใจ เข้าใจ ถึงเวลาเราจะต้องร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดที่สุด ประดุจเป็นร่างกายจิตใจเดียวกัน
3.นานาชาติหลั่งไหลให้ความสนับสนุนเราอย่างน่าชื่นใจ ผมรู้ดีเพราะเป็นศูนย์กลางในเรื่องนี้อยู่ เรามีมวลมิตรประชาธิปไตย ไม่เฉพาะเชื้อสายไทยแต่เป็นระดับโลก ซึ่งประกาศองค์กรแล้วเราจะได้เปิดเผยกันต่อไป วันนี้ต้องขอเก็บหลายอย่างไว้เป็นภารกิจลับก่อน ขอให้ท่านโปรดเข้าใจ
วันนี้คุยเท่านี้ก่อนครับ งานรออยู่อีกมากนัก
รักทุกท่านมาก ผมมอบชีวิตให้กับท่านและประชาธิปไตยไทยเรียบร้อยแล้ว
จักรภพ เพ็ญแข
พ. 11 มิ.ย.57

14มิ.ย.จะเกิดภัยพบัติในไทย?

Piyacheep S.Vatcharobol เพิ่ม 6 รูปภาพใหม่
หลายท่านค่อนข้างจะวิตก กังวลเรื่องภัยพิบัติวันที่ ๑๔ นี้เป็นอย่างมาก
ผมก็ต้องขอให้ท่านทั้งหลายตั้งสติให่ดีว่า โอกาสที่จะเกดภัยพิบัติใหญ่มากกับประเทสเราแบบสึนามิที่ญี่ปุ่นเซนได หรือ แบบ ๒๖ ธันวาคมนั้น ยังไม่มีรายงานเตือนทางธรรมชาติขิงสัตว์ในชายฝั่งตะวันตกตลอดแนวระนองยันสตูล และ ฝั่งตะวันออกจากแหลมงอบจังหวัดตราดถึงตากใบนราธิวาส
ส่วนภาคเหนือเชียงรายนั้น ก็สมควรที่จะวิตกกังวลบ้างด้วยแผ่นดินยังไม่สนิทแนบแน่นดี พลังงานยังปลดปล่อย คายออกมาเรื่อยๆ ดังนั้นหากมีพลังงานมากระตุ้น มีไฟฟ้ามาช้อตใหม่ ก้ย่อมเกินแผ่นดินไหวได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ไม่น่าจะเกิดเกินมากไปกว่า ๖.๓ หรือ ๖.๕ ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาตามที่มีข้อมูลบันทึกว่าแผ่นดินไหวใหญ่จะไม่เกิดซ้ำบริเวณที่เดิม แต่ระแวกใกล้เคียงนั้น มีโอกาสเกิดได้
คืนวันที่ ๑๐ ที่มีการระเบิดระดับ X Class ๒ ลูก X 2.2 X 1.5 ที่พลังงานจะมาถึงโลกประมาณ ๑๘.๐๐น .ของวันศุกร์ที่ ๑๓
เช้า-เที่ยงวันที่ ๑๑ ที่มีการระเบิดระดับ M และ C ๔ ลูก พลังงานก็จะมาถึงโลก เช้าวันเสาร์ที่ ๑๔
บ่ายสามวันที่ ๑๑ ที่มีการระเบิดระดับ X 1.0 พลังงานจะมาถึงโลกวันที่ ๑๔ หลังเที่ยง
เราจะเห็นว่าพลังงานจะมากระทบโลกเริ่มตั้งแต่วันที่ ๑๓ และพลังงานตามมาสมทบเป็นระรอกและหนักในวันที่ ๑๔ ก็ตั้งสมุติฐานรอได้เลยว่า แผ่นดินไหวใหญ๋ ระดับ ๗.๕ ขึ้น ไปน่าจะเกิดขึ้นในส่วนที่เปราะบางและพลังตกกระทบสะสมจนต้องคลายพลังงานหรือความเครียดออก มีโอกาสเกิดแน่นอนถึงร้อยละ ๙๙
พลังงานที่ออกมาทั้งหมดนี้มาจากจุดับเดียวกันคือ ๒๐๘๗ ทำให้จุดดับ ๒๐๘๗ อ่อนพลังไปมาก แต่ยังมีเดลต้าอยู่ ซึ่งก็หมายความว่าสามารถปล่อย X Class ออกมาได้อีก
:Solar_Region_Summary: 2014 Jun 10
# Region Location Sunspot Characteristics
# Helio Spot Spot Mag.
# Num Lat.,CMD Long. Area Extent class count class
2077 S04W80 305 20 1 HRX 1 A
2079 N13W56 281 110 5 DSO 6 B
2080 S12W36 261 320 10 DKC 26 BGD
2082 N15W28 253 220 8 DAI 14 B
2084 S12W70 295 10 6 BXO 3 B
2085 S20W30 255 460 14 EKC 24 BG
2087 S18E71 154 100 8 DAI 5 BD
๒๐๘๕ เดลต้าหายไป แต่ ๒๐๘๐ เดลต้ายังอยู่ ทำให้การคาดการณ์ว่าจะเกิด CME X/M ยังคงที่ ที่ 60%/30%
ก่อนนอน ตื่นนอน ระหว่างทำงานก็สังเกตุสภาพแวดล้อมรอบๆตัวเราว่ามันเป็นอย่างไร สุนัข แมว นก เป็ด หมู วัว ช้าง ควาย แพะ แกะ มีอาการตื่นตระหนกตกใจบ้างหรือไม่? หากมีอาการ ก็พึ่งระวังไว้นะครับ
ที่แน่ๆคือ ดูเมฆแผ่นดินไหวว่า ว่าเกิดไหม?
เกิดเต็มพื้นที่ไหม? มีแสงสรสรรไหม?
มาเรียนรู้ สังเกตุ ร่วมกัน นะครับ
หาบทความ วิธีการรับมือแผ่นดินไหวมาอ่านไว้ เผื่อเตรียมรับมือก้ไม่เสียหายใช่ไหมครับ???

วันพุธที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2557

10 ข้อเสนอว่าด้วยสถานการณ์และการเคลื่อนไหวของประชาชนในปัจจุบัน

10 ข้อเสนอว่าด้วยสถานการณ์และการเคลื่อนไหวของประชาชนในปัจจุบัน

1. ว่าด้วยรัฐประหารในฐานะวิกฤตของชนชั้นนำ การรัฐประหารไม่ใช่ความพ่ายแพ้ “ถาวร” ของประชาชน แต่การรัฐประหารทุกครั้ง คือ ความพยายามรวบและกระชับอำนาจของชนชั้นนำท่ามกลาง “วิกฤตของความชอบธรรม” และรัฐประหารในปี 2549 และปี 2557 ก็เช่นเดียวกัน เกิดขึ้นจากสภาวะวิกฤตของความชอบธรรมอย่างถึงที่สุดของชนชั้นนำที่ยึดครองอำนาจรัฐ โดยคู่ขัดแย้งไม่ได้จำกัดตัวอยู่ที่ชนชั้นนำเพียง 2 กลุ่ม 2 ขั้วเท่านั้น แต่มีประชาชนนับแสนนับล้านเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งด้วย นั่นหมายความว่า วิกฤตครั้งนี้เป็นวิกฤตที่ลงลึกในทุกระดับของสังคมยิ่งกว่าวิกฤตครั้งใดๆที่ชนชั้นนำเผชิญอยู่
2. วงจรอุบาทว์ที่เวลาหดสั้นลงเรื่อยๆ นักรัฐศาสตร์เคยเสนอภาพการเมืองไทยโดยใช้โมเดล “วงจรอุบาทว์” มานานแล้ว โดยเสนอว่า พัฒนาการของการเมืองไทยมีลักษณะที่วนเป็นวงกลม คือ การเลือกตั้ง – รัฐบาลโกง – รัฐประหาร – การต่อต้านรัฐประหาร – การเลือกตั้ง -- ... ซึ่งเป็นข้อเสนอที่น่าสนใจ แต่หากเราพิจารณาระยะห่างในแง่ของเวลานับจากการรัฐประหารปี 2534 จนถึงรัฐประหาร 2549 กับ ระยะห่างจากรัฐประหาร 2549 จนถึง 2557 แล้ว พบว่า จาก 2534 ถึง 2549 คือ 15 ปี ส่วน 2549 ถึง 2557 คือ 8 ปี นั่นหมายความว่า หากการทำรัฐประหารคือวิธีการแก้วิกฤตความชอบธรรมของชนชั้นนำ วิกฤตของชนชั้นนำที่เกิดขึ้นก็กำลังงวดและถี่เร่งเข้ามามากขึ้นทุก จาก 15 ปี เป็น 8 ปี นี่ยังไม่นับการสังหารหมู่ในปี 2553 อีก โอกาสของการมีชีวิตอยู่ของระบอบนี้ก็หดสั้นลงอย่างที่พวกเขาไม่เคยรู้ตัว
3. ว่าด้วยท่าทีต่อพรรคเพื่อไทยและทักษิณ การรัฐประหารรอบนี้ ประชาชนต้อง “ตาสว่าง” ยกกำลังสอง โดยเฉพาะตาสว่างจากการฝากความหวังที่ชนชั้นนำอย่างทักษิณ ชินวัตร และพรรคเพื่อไทยว่าคนเหล่านี้จะเป็นแกนนำหรือหัวหอกในการต่อต้านเผด็จการจนถึงที่สุด หากจำได้ วันที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกาศกฎอัยการศึก แกนนำ นปช. และพรรคเพื่อไทยต่างก็ขานรับกับการแทรกแซงทางการเมืองของประยุทธ์ทั้งสิ้น นี่ยังไม่นับการผลักดันพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมของเพื่อไทย จนทำให้ฝ่ายปฏิปักษ์ประชาธิปไตยลุกฮือชุมนุมกว่า 6 เดือนจนนำมาสู่รัฐประหารได้ขนาดนี้
4. ว่าด้วยวิธีคิดของฝ่ายเผด็จการ ฝ่ายทหารที่ยึดอำนาจชุดนี้เติบโตขึ้นจากการฟูมฟักของสหรัฐอเมริกาในยุคสงครามเย็น อาจกล่าวได้ว่า พวกเขาโตขึ้นมาด้วยวิธีคิดเรื่องความมั่นคงแบบสงครามเย็น ที่มุ่งเน้นการปราบปรามพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยที่มีการจัดตั้งแบบรวมศูนย์สั่งการจากบนลงล่างเป็นหลัก พวกเขาเชื่อว่า การจับกุมกวาดล้างขบวนการประชาธิปไตยสามารถทำได้ง่ายดายเพียงแค่เด็ดหัวแกนนำไม่กี่คน พวกเขาเชื่อว่าถ้าจัดการกับนักการเมืองและกลุ่มทุนได้ ขบวนการก็จะไม่มีท่อน้ำเลี้ยงอีกต่อไป พวกเขาเชื่อว่าถ้าไม่มีนักวิชาการ ปัญญาชน และนักกิจกรรมทางสังคม ประชาชนก็จะเคลื่อนไม่ได้ พวกเขาเชื่อว่า ถ้าจับคนทำสื่อของประชาชนและควบคุมสื่อได้ ประชาชนจะไม่มีช่องทางสื่อสารกันเอง ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เขาเชื่อ ซึ่งผิดยุคผิดสมัยอย่างยิ่งในโลกปัจจุบัน
5. ว่าด้วย “ขบวนการล้มเจ้า” ฝ่ายทหารเชื่ออย่างสนิทใจว่า “ขบวนการล้มเจ้ามีอยู่จริง และเชื่อมโยงกันแน่นหนาและเป็นระบบ” นี่เป็นความเข้าใจผิดอย่างใหญ่หลวงนับตั้งแต่ฝ่ายทหารกุเรื่อง “ผังล้มเจ้า” ขึ้นมาในปี 2553 และเห็นได้ชัดที่สุดจากการพยายามสร้าง “ภาพใหญ่” โดยต่อจิ๊กซอว์จำนวนมากว่าใครเกี่ยวข้องกับใครในขบวนการฯ และจบลงด้วยการกวาดล้าง ยัดเยียดข้อหา และจับกุมประชาชนด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เพียงเพราะเชื่อว่า ขบวนการฯมีอยู่จริง ความผิดพลาดที่สำคัญที่สุดในเรื่องนี้คือ “ขบวนการล้มเจ้าไม่เคยมีอยู่และไม่ได้มีอยู่จริง” ความขัดแย้งทางการเมืองปัจจุบัน คือ ความขัดแย้งระหว่างการเอาประชาธิปไตยกับไม่เอาประชาธิปไตย ไม่ใช่ฝ่ายล้มเจ้าหรือเอาเจ้า ยิ่งฝ่ายทหารมโนมากเท่าไร และยิ่งทหารอ้างสถาบันฯเพื่อเล่นงานจับกุมฝ่ายประชาธิปไตยมากเท่าไร สถาบันจะยิ่งเป็นเป้าทางการเมืองมากขึ้นเท่านั้น การที่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์สถาบันมากขึ้นไม่ใช่ผลผลิตของขบวนการฯ แต่เป็นผลผลิตจากการอ้างสถาบันของฝ่ายไม่นิยมประชาธิปไตยเองตั้งแต่ปี 2548 จนถึงปัจจุบัน
6. ว่าด้วยแนวทางแบบ นปช. นับจากวันรัฐประหารเป็นต้นมา โมเดลของการต่อต้านรัฐประหารเปลี่ยนไปตลอดเวลา และนี่คือความสร้างสรรค์ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ความจำนนของ นปช. “ก่อน” รัฐประหาร กอปรกับการที่แกนนำถูกจับ ส่งผลให้การเคลื่อนในรูปแบบขบวนการประชาชนขนาดใหญ่ที่นำโดยแกนนำเป็นไปไม่ได้โดยสิ้นเชิง นี่คือสิ่งที่ฝ่ายประชาชนต้องยอมรับว่า ภายใต้สภาพที่ไม่เป็นประชาธิปไตย เราไม่สามารถเคลื่อนไหวทางการเมืองได้ในรูปของขบวนการขนาดใหญ่ที่ระดมมวลชนจากจังหวัดต่างๆ เข้ามา ยึดถนน จัดเวทีแบบยาวๆ ได้อีกต่อไป นี่คือสิ่งที่ บก.ลายจุดตระหนักดีว่า เราไม่อาจเอาชนะได้ในเวลานี้ สิ่งที่ทำได้คือ รักษาสปิริตของการต่อต้านไว้ เพื่อรอเวลา
7. การทดลองรูปแบบการเคลื่อนไหวใหม่ๆ  ในสถานการณ์ที่เราเคลื่อนไหวอะไรไม่ได้และบรรยากาศความกลัวปกคลุม ไม่ได้แปลว่าเราต้องเฉยหรือกลัว การแสดงความเห็นวิพากษ์อำนาจ ถ้าทำในสภาวะที่มีเสรีภาพ 100% มันก็ไม่มีความหมาย ในสภาวะที่เพดานของเสรีภาพต่ำตมแบบนี้แหละที่สังคมเราต้องการการวิพากษ์ เลาะเล็ม ชอนไช บ่อนทำลายเพดานที่ปิดกั้นเราอยู่ เสรีภาพในการแสดงความเห็นในสภาวะไร้เสรีภาพแบบนี้จึงมีความหมายมาก เป้าหมายที่สำคัญที่สุดของการต่อต้านและวิพากษ์ตอนนี้ คือ 1) รักษาสปิริตของการต่อต้าน และ 2) บ่อนเซาะเพดานของความกลัว เพื่อให้คนกล้าออกมาแสดงพลังต่อต้านได้มากขึ้น ที่เรียกว่า “บ่อนเซาะ” เพดานของความกลัวก็เพราะ เราไม่มีกำลังจะทุบมันทิ้งได้ในครั้งเดียว อาจจะกินเวลานานกว่าที่ขบวนของประชาชนจะฟื้นตัว ฉะนั้น สิ่งที่เราทำได้จึงน่าจะเป็นการร่วมกันผลัก กระแทกทีละนิดละหน่อย บางทีก็วิ่งชนมันแรงๆ ถ้ามีโอกาส เพื่อให้เพดานแห่งความกลัวนี้มันขยับขึ้นไป ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ การที่ใครสักคน หรือกลุ่มคนใดที่ “กล้า” บ่อนเซาะ กระแทกเพดาน มันจะช่วยสร้างกำลังใจให้คนอื่นๆ กล้าทำเช่นนั้นด้วย ซึ่งการบ่อนเซาะทำลายก็ต้องอาศัยศิลปะของการต่อสู้ การออกแบบยุทธวิธีด้วย เพราะสิ่งที่สำคัญไม่แพ้การต่อสู้ก็คือ เราต้องปลอดภัยไม่ถูกจับไปเสียก่อน นั่นคือ ทั้งสู้และทั้งรักษาชีวิตไปพร้อมกัน
8. ความคิดสร้างสรรค์สำคัญที่สุด สิ่งแรกที่ต้องตระหนัก คือ ความคิดสร้างสรรค์ของผู้คน อันเนื่องมาจากฝ่ายทหารมีวิธีคิดชุดเดียว นั่นคือวิธีเด็ดหัวแกนนำซึ่งเป็นมรดกความคิดแบบเก่า ฝ่ายทหารพัฒนาปรับตัวเทคนิคของอำนาจ “หลัง” จากที่ฝ่ายประชาชนเปลี่ยนวิธีต่อต้าน พวกเขาคิด “ก่อน” เราไม่ได้ เพราะพวกเขาวิ่งไล่จับเราแบบแมววิ่งไล่จับหนู ยิ่งเราคิดสัญลักษณ์หรือเครื่องมือใหม่ๆได้มากเท่าไร ฝ่ายเผด็จการจะปวดหัวมากขึ้นเท่านั้น เพราะเขาต้องไล่ตามความเปลี่ยนแปลงจำนวนมากที่คนยุคไดโนเสาร์ไม่เคยเจอทุกวัน ยิ่งเราสามารถเปลี่ยนสัญญะต่างๆ ให้เป็นเครื่องมือในการต่อต้านมากเท่าไร ฝ่ายทหารจะมีความสามารถในการติดตามจับกุมลดลงเท่านั้น การสร้างเครื่องมือใหม่ๆ ที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วจึงสำคัญที่สุดในการใช้บ่อนเซาะอำนาจที่ตายตัวแข็งและโบราณ
9. การเคลื่อนไหวแบบเครือข่าย อันเนื่องมาจากในสถานการณ์ที่การมีศูนย์กลางหรือแกนนำมีแต่จะทำให้โดนจับและปราบ รูปแบบการต่อต้านแบบใหม่ๆ จึงต้องมีลักษณะที่ไม่มีศูนย์กลางที่ชี้นำ  หมดเวลาที่นักกิจกรรมจะจัดตั้งจากบนลงล่าง หมดเวลาที่ปัญญาชนจะลงไปสอนสั่งมวลชนที่พวกเขาเชื่อว่าโง่เขลา หมดเวลาที่ศิลปินจะอ้างว่าตัวเองพูดความจริงแทนคนอื่น ทุกคนคิดและทำเองได้ถ้าเราเชื่อมต่อกันเป็นเครือข่าย การเคลื่อนแบบเครือข่าย คือ ทุกคนเป็น “จุด” หนึ่งที่สัมพันธ์กับจุดอื่น หน้าที่ของคนทำงานคือ สร้างเครื่องมือสื่อสาร ต่อท่อเชื่อมโยงจุดต่างๆอย่างอิสระ หลายทิศทาง และไม่สิ้นสุด ทุกๆจุดเชื่อมต่อได้ด้วยตนเองแบบไม่ตายตัว ส่วนเนื้อหาหรือสาร ให้ทุกๆจุดสร้างเอาเอง แล้วโยนเข้ามาในเครือข่าย ทุกๆจุดมีอำนาจเลือกรับปรับเปลี่ยนได้ตลอด เมื่อทุกคนเป็นจุดหนึ่งๆในเครือข่ายขนาดใหญ่ การขยับของจุดหนึ่งจะส่งผลให้เกิดพลังและแรงบันดาลใจให้จุดอื่นๆขยับต่อด้วยรูปแบบของตนเอง และการต่อสู้จะขยายออกไปอย่างไม่สิ้นสุด เดาทางไม่ได้ และเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ และนี่คือสิ่งที่ฝ่ายทหารไม่รู้จัก เรียนรู้ไม่ได้ ปรับตัวไม่ทัน
10. เราทุกคนเป็นนิรนาม ท่ามกลางการจับจ้องที่แกนนำโดยฝ่ายทหาร ท่ามกลางการไร้แกนนำแบบรวมศูนย์ของ นปช. ท่ามกลางการที่ทุกคนเป็นจุดซึ่งขยับเองได้อย่างอิสระ นั่นหมายความว่า “เราทุกคนเป็นนิรนาม” เราไม่มีชื่อ ไม่มีตัวตน เราเป็นแค่จุดเชื่อมของสรรพสิ่งที่วิ่งผ่านตัวเรา ไม่มีกิจกรรมใดที่มีแกนนำ ไม่มีใครอ้างว่ากิจกรรมไหนเป็นของตัวเอง ทุกคนเป็นเจ้าของกิจกรรมทุกอย่างตามที่ตนเองเข้าร่วมและพอใจ ทำทุกอย่างแบบรวดเร็ว รีบมารีบไป ไม่มีร่องรอย สิ่งสำคัญกว่านั้น การเป็นคนนิรนามจะลดการแบกรับความเสี่ยงให้แก่คนใดคนหนึ่ง เช่นที่ บก.ลายจุดถูกจับไป แต่การเป็นคนนิรนาม ตัวเราต้องเรียนรู้และแบกรับความเสี่ยงด้วยตนเอง ถึงเวลาแล้วที่เราต้องพิสูจน์ว่า ฝ่ายปฏิปักษ์ประชาธิปไตยจับใครไม่ได้ ไม่มีประสิทธิภาพ และไม่รู้จักประชาชน เพราะเราทุกคนเป็นนิรนาม

ข้อสังเกตอำนาจ คสช.ย้าย อสส.

เด้งปลัดไอซีทีเป็นอำนาจท่าน ในฐานะฝ่ายบริหาร ที่ผ่านมาหลังรัฐประหาร ปลัดก็ตัวสั่นงันงก ทำทุกอย่างปะหลกๆ น่าสมเพช เด้งไปเหอะ
เด้งเลขาสภา สมควร เพราะมีเรื่องอื้อฉาวมากมาย และไม่มีสภาแล้ว ก็เป็นอำนาจ คสช. (ที่จริงจะให้ดีต้องตั้งกรรมการสอบ แล้วเด้งตามขั้นตอนนะครับ ไม่งั้นพ้นยุคท่านเขาอาจร้องศาลปกครองกลับมาใหม่ได้)
แต่เด้งอัยการสูงสุด!!! นี่สิ มีคำถามเชิงระบบ อัยการไม่ได้เป็นกรมอัยการสังกัดมหาดไทย ไม่ได้ขึ้นต่อนายกฯ หรือรัฐมนตรีแล้วนะครับ รัฐธรรมนูญ 2550 ยกเป็นองค์กรอิิสระ ถึงแม้กระบวนการยังไม่สมบูรณ์ แต่การแต่งตั้งถอดถอน ก็ต้องผ่าน ก.อ. เหมือนประธานศาลฎีกา ต้องผ่าน ก.ต.
สมมตินะ สมมติ รัฐประหารเด้งประธานศาลฎีกาได้ไหม ได้สิ แต่ที่ผ่านมาไม่เคยมี
รัฐประหารเด้งประธานกรรมการสิทธิได้ไหม ได้สิ (อยู่ในหมวด 11 ส่วนที่ 2 เหมือนอัยการ) แต่เขาไม่ทำกัน ถ้าทำ ก็ยุบทั้งคณะกรรมการ
ป.ล.ลืมไป รัฐประหาร 34 รัฐบาลอานันท์ อ.ประภาศน์ อวยชัย แทรกแซงการตั้งประธานศาลฎีกา ก็เกิดวิกฤตตุลาการ

โฆษก คสช.พบสื่อ ตปท. -ยังไม่ตอบเรื่องรูปแบบสภา ให้รอ 15 เดือนหลังปฏิรูปเสร็จ

โฆษก คสช.พบสื่อ ตปท. -ยังไม่ตอบเรื่องรูปแบบสภา ให้รอ 15 เดือนหลังปฏิรูปเสร็จ

โฆษก คสช. แถลงที่ FCCT ชี้สื่อต่างประเทศอาจจะยังไม่รู้จักหัวหน้า คสช. แต่ยืนยันว่าเป็นคนจริงใจ - ส่วนที่เรียกคนมารายงานตัวไม่ใช่ส่งเข้า "คุกมืด" แต่เป็นการเรียกมาพบเพื่อ "รับฟัง" ห้ามชูสามนิ้วเพื่อป้องกันความรุนแรง สังคมไทยต้องการความกลมเกลียว - สิ่งที่ทำไม่อยากให้เรียก "รัฐประหาร" แต่เป็นการเปลี่ยนรูปแบบการบริหาร-ขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า
พ.อ.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกกองทัพบก และทีมโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
11 มิ.ย. 2557 - ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย ถ.เพลินจิต ช่วงค่ำวันนี้ มีการเสวนาหัวข้อ "After The Coup--What Comes Next?" โดย พ.อ.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกกองทัพบก และโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดย พ.อ.วีรชน ซึ่งวันนี้ไม่ได้สวมเครื่องแบบทหารแต่มาในชุดสูทสากล ได้ชี้แจงสาเหตุการยึดอำนาจของ คสช. โดยยืนยันว่ากองทัพไม่ได้ทำลายประชาธิปไตย แต่ทำให้ประชาธิปไตยเข้มแข็งขึ้น กำลังพลในกองทัพเป็นผู้ได้รับการศึกษามาเป็นอย่างดี จึงสามารถเข้าใจความรู้สึกของนานาชาติ อย่างไรก็ตามเชื่อว่าสื่อมวลชนต่างประเทศอาจจะยังไม่รู้จักหัวหน้า คสช. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่เขานั้นเข้าใจดีว่า "ท่านเป็นผู้มีความจริงใจ"
ทั้งนี้โฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติชี้แจงว่า การที่ คสช. เรียกบุคคลมารายงานตัวและมีขั้นตอนหลังจากนั้นที่เป็นการควบคุมตัวนั้น ไม่อยากให้สื่อมวลชนต่างประเทศเข้าใจว่าเป็น "คุกมืด" แต่สภาพของสถานที่ควบคุมตัวก็ไม่ถึงกับเป็น "ห้องแอร์" โดยสาเหตุของการเรียกคนมารายงานตัวนั้น "พวกเราเรียกเขามาพบ เพื่อรับฟังพวกเขา" โดยโฆษก คสช. ปฏิเสธด้วยว่าผู้ถูกเรียกมาควบคุมตัวไม่ใช่นักโทษการเมือง
พ.อ.วีรชน ยังได้ตอบคำถามสื่อมวลชนต่างประเทศ ซึ่งถามถึงสาเหตุที่มีประกาศของ คสช. ห้ามไม่ให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นทางการเมืองว่า เพื่อป้องกันไม่ใช่ประชาชนทะเลาะกัน
ต่อประเด็นเรื่องท่าทีของต่างประเทศนั้น พ.อ.วีรชนกล่าวว่า "แม้ว่าปฏิกิริยาของต่างประเทศบางประเทศจะรุนแรง แต่เราก็เข้าใจ เพราะว่าแต่ละประเทศก็มีระบบคุณค่าของตัวเอง มีเงื่อนไขทางการเมืองของตัวเอง และบางประเทศก็เกลียดคำว่า "Coup" ทำให้เราเองก็ไม่อยากจะใช้คำนี้เพราะสิ่งที่เราทำนั้นห่างไกลกับคำว่า "รัฐประหาร" เพียงแต่เป็นการเปลี่ยนแปลงการบริหารประเทศเพื่อให้ประเทศขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้"
ตอนหนึ่ง มีผู้สื่อข่าวนักข่าวชาวนอร์เวย์ถามว่า กองทัพอยากกลับไปเป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์หรือเปล่า โฆษก คสช. ไม่ตอบคำถามดังกล่าวโดยตรง แต่ชี้แจงว่า การที่ทหารเข้ามา "แทรกแซง" ครั้งนี้เป็นไปเพื่อให้ประชาธิปไตยขับเคลื่อนได้อย่างสมบูรณ์ ไม่ได้ต้องการหยุดยั้งระบอบประชาธิปไตย
จากนั้นมีผู้สื่อข่าวถามว่าทำไมการชูสามนิ้วถึงไม่ได้รับอนุญาตให้ทำได้ พ.อ.วีรชนกล่าวว่า ต้องเข้าใจสถานการณ์ของทาง คสช. ด้วย เพราะว่ากิจกรรมนี้เกิดขึ้นในภาวะที่สังคมแตกแยก เรากำลังทำหน้าที่ในการสร้าง "ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน" และ "ความกลมเกลียวปรองดอง" และการชูสามนิ้วเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อการรักษากฎหมายและระเบียบ ดังนั้นมาตรการของ คสช. จึงเป็นยุทธศาสตร์ที่ถูกต้องแล้ว เพราะ คสช. ต้องการป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรง
ในช่วงท้าย พ.อ.วีรชน ตอบตำถามผู้สื่อข่าวที่ถามว่า ที่มาของสมาชิกสภาหลังจากนี้จะมาจากการเลือกตั้งทั้งหมดหรือไม่นั้น โดย พ.อ.วีรชนตอบว่า "ให้คำตอบไม่ได้ ต้องมีการปฏิรูปก่อน และน่าจะได้คำตอบหลังจาก 15 เดือนไปแล้ว ขอให้อดทน"

"บิ๊กหมู" ชื่อนี้มาเฟียหนาว!


นับแต่ได้รับแต่งตั้งให้เป็น "ผู้บัญชาการกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย" (ผบ.กกล.รส.) พล.ท.ธีรชัย นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 1 ก็เดินหน้าใส่เกียร์ห้า สั่งการทหารและตำรวจทั้งประเทศออกกวาดล้างผู้มีอิทธิพล และตรวจยึดอาวุธสงคราม

เฉพาะในกรุงเทพฯ "บิ๊กหมู" พล.ท.ธีรชัย ก็ดำเนินนโยบายปราบปรามอบายมุขทุกชนิด และล่าสุดเตรียม จัดระเบียบผู้ประกอบการขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง รถแท็กซี่ และรถตู้โดยสาร

เอ่ยชื่อ "บิ๊กหมู" พล.ท.ธีรชัย ถือว่ามาจากสาย "บูรพาพยัคฆ์" ของแท้ เพราะเติบโตจาก ร.2 รอ.(ค่ายจักรพงษ์) ปราจีนบุรี ตั้งแต่สมัย พ.อ.ประจักษ์ สว่างจิตร เป็น ผบ.ร.2 รอ. และได้ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับ "ผู้การประจักษ์" ชุดไล่ถล่มเขมรแดงจนถึงปอยเปต เมื่อปี 2519

เมื่อ พล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ ข้ามห้วยจากทหารเสือราชินี มาเป็น ผบ.ร.2 รอ. ก็ได้ "บิ๊กหมู" เป็นมือขวาปราบผู้มีอิทธิพลแถวชายแดนไทย-กัมพูชาบรรดา "เจ้าพ่อชายแดน" ต่างประจักษ์ในความเป็น "นักรบใจถึงพึ่งได้" 

โดยเฉพาะคนในตระกูล "เทียนทอง" ต่างจดจำชื่อพี่ใหญ่ "บิ๊กป้อม" และน้องเล็ก "บิ๊กหมู" คู่เดือดชายแดนบูรพาได้ไม่มีวันลืม
วันนี้ พล.ท.ธีรชัย ในตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 1 นั้น ย่อมได้รับการสนับสนุนจาก "พี่ป้อม" อย่างสุดกำลัง
ในฐานะมือปราบผู้มีอิทธิพล พล.ท.ธีรชัย มีกองหนุนชั้นเยี่ยมในเมืองหลวงอยู่ 2 คนคือ
"ผู้การแดง" พล.ต.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.พล.1 รอ. และ "ตู่น้อย" พล.ต.กู้เกียรติ ศรีนาคา ผบ.พล.ร.2 รอ. ซึ่งนำกำลังมาประจำการอยู่ขอบกรุงด้านตะวันออก (รอยต่อปทุมธานี-กรุงเทพฯ)

ทั้ง "ผู้การแดง" กับ "ตู่น้อย" ล้วนเป็นยังเติร์ก ตท.20 รุ่นที่กำลังเป็น "ดาวจรัสแสง" ในกองทัพบก