PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพฤหัสบดีที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2557

Time:มติชน : สื่อคุณภาพ เพื่อคุณภาพของประเทศ?


มติชน : สื่อคุณภาพ เพื่อคุณภาพของประเทศ?
ในฐานะแฟนมติชน อยากบอกทุกท่านว่า ผมอ่านมติชนตั้งแต่เด็กๆ นะครับ
อ่านควบคู่กับสยามรัฐมาตั้งแต่จำได้ความว่าอ่านหนังสือออก,
นักเขียนดังๆ ทุกท่านนั้นให้ความรู้ผมมากมาย
เรียกว่าอ่านหนังสือออก เขียนหนังสือเป็นก็เพราะมติชนเลยนะครับ
ต้องอ่านตอนทานข้าว หลังเรียนหนังสือ - บ้านผมไม่มีเงินซื้อหนังสือนิทาน การ์ตูนแพงๆ หรือมีเงินซื้อทีวีจอใหญ่ ก็อ่านหนังสือมติชนมาตั้งแต่เด็ก
เรียกว่าอ่านกันทั้งบ้าน, รอคิว จองกันยาวทั้งพี่น้อง 4 คน
โตมาเพราะมติชนเลยครับ
...............
อุดมการณ์มติชนนั้น หล่อหลอมความคิดผมมากกว่าหนังสือพิมพ์ฉบับอื่น
แต่ด้วยความที่ผมดตมากับมติชนนี่เอง จึงทำให้ผมเป็นคนแบบนี้ วันนี้
จะผิดถูกอย่างไร ก็แล้วแต่, นักเขียนหลายๆ ท่าน ข้อเขียนหลายๆ ชิ้นนับว่าเยี่ยมยอด บทวิเคราะห์ บทบสารคดี บันเทิง นวนิยาย เรื่องสั้น กลอน กวี และคอลัมน์บันเทิงทั้งหมดนั้น ผมอ่านเรียบทุกหน้า,
ทว่ามติชนในความรุ้สึกของผู้อ่านเช่นผมนั้นนั้น
"แปรเปลี่ยนไปแล้ว"
ส่วนที่เปลี่ยนแปลงนั้นคือ อุดมการณ์และจุดยืนทางการเมือง
ในความรู้สึกผม ไม่ต้องการให้มติชนหันมาเข้าข้างพรรคการเมืองไหน รัฐบาลใด ที่ผมรู้สึกมาตลอด คือ มติชนเป็นหนังสือพิมพ์ที่ "ยืนตรงข้าม" รัฐบาล และพร้อมที่จะทักท้วง ตรวจสอบอย่างกล้าหาญ
แต่ทว่าอุดมการณ์นั้น เปลี่ยนไปแล้ว เพราะมติชนดุเหมือนจะนำเสนอเนื้อหาข้อมูลข่าวสารเอนเอียงไปยังพรรคการเมืองรัฐบาลตลอดมาในระยะหลัง
นั่นไม่ใช่การเอนเอียงในลักษณะ "เห็นดีด้วยกับโครงการและการบริหารที่มีธรรมาภิบาล" แต่เป็นการเอนเอียงเห็นดีด้วย กับ การทำ/หรือไม่ทำอะไรก็ตามที่รัฐบาลบริหาร
ในความรู้สึกของผม ที่มีต่อสื่อหนังสือพิมพ์มวลชนนั้น, ย่อมจับทางได้ว่า การแปรเปลี่ยนของมติชนนั้น สูญสิ้นพลังอำนาจหน้าที่ของสื่อแล้ว
นั่นคือ การเป็นสุนัขเฝ้าบ้าน เฝ้าผลประโยชน์ประเทศ
แต่กลายมาเป็นสิ่งที่นินามไม่ได้?
แต่นั่นไม่ใช่ทั้งหมดที่มติชนเป็น เพราะคอลัมน์อื่นๆ นั้น (ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง) ยังอยู่ในระดับคงที่ - เพราะยังรักษานักเขียนทรงคุณค่าเอาไว้ได้
บางคน รักษา เพราะไม่อยากสูญเสีย
บางคอลัมน์ รักษา เพราะต้องการถ่วงน้ำหนักยามจำเป็น
ทว่า "ความเฉียบแหลม" ของสายตาประดุจพญาเหยี่ยว
ความสว่างดุจตะเกียงแห่งปัญญานำพาสังคม
เหล่านี้ไม่มีแล้วหรือในมติชน?
ผมเสียดายจิตวิญญาณสื่อสารมวลชนของมติชน
ผมไม่คิดว่ามติชนจะเป็นหนังสือพิมพ์ของปัญญาชนหัวก้าวหน้า
ไม่คิดว่ามติชนจะเหมาะสมเป็นสื่อผู้นำการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย
กลับกัน, ผมสงสัยว่า
มติชนต้องการเปลี่ยนแปลงและนำสังคมไทยไปในทิศทางใด
มติชนมีความสัมพันธ์อย่างใดกับพรรคการเมืองและกลุ่มทุนเเอกชน
มติชนมีเจต์จำนงการเมืองใดที่นำพาประเทศ
มติชนมีความคิดต่อประชาธิปไตยและกษัตริย์อย่างไร
มติชนตีความจิตวิญญาณความกล้าหาญสื่ออย่างไร
มติชนมองผู้อ่านของเขาเป็นอย่างไร
มติชนคิดเรื่องบทบาทหน้าที่สื่อในการตรวจสอบรัฐบาลอย่างไร
มติชนคิดอ่านการณ์ใดต่อความเปลี่ยนแปลงของประเทศในเวลานี้
........................
ผมจำได้วันที่แกรมมี่เข้าซื้อหุ้นกิจการมติชน
ผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วย และรู้สึกเสียใจกับสิ่งที่มติชนสูญเสีย
แต่ผมเป็นเพียงนักศึกษาที่ไม่มีเงิน - คงทำได้แค่ซื้อหนังสือพิมพ์มติชนอ่าน
ไม่ได้ไปซื้อหุ้นมติชนคืนมาด้วยกันกับเขา
........................
มติชนในอดีตนั้น เกรียงไกร
แต่มติชนในวันนี้นั้น - น่าสงสัยและตั้งคำถามว่า มติชนยังคงเป็นหนังสือพิมพ์คุณภาพ เพื่อคุณภาพของประเทศหรือไม่??
"มติชน มติใคร?"

แถลงการณ์ลูกศิษย์หลวงตามหาบัวไม่พอใจทหารบุกรื้อวิทยุเสียงธรรม

แถลงการณ์ ฉบับที่ ๔/๒๕๕๗
เรื่อง กสทช. สั่งการให้กลุ่มคนคล้ายทหารเข้ากระทำการเป็น
“มหาโจรเบียดเบียนพระพุทธศาสนา”
ด้วยปรากฏว่ามีกลุ่มคนแต่งกายคล้ายทหาร ๔ คน คล้ายตำรวจ ๒ คน ร่วมกับคนนอกเครื่องแบบ ๒ คน เดินทางบุกรุกเข้ามายังสถานีวิทยุเสียงธรรมฯ สากเหล็ก อำเภอสากเหล็ก จังหวัดพิจิตร ในวันนี้ ราว ๑๐.๐๐ น. แล้วกระทำการอย่างอุกอาจทำลายอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยจนสามารถรุกล้ำเข้าไปถึงภายในสถานีโดยมิได้ขออนุญาตจากวัดป่าบ้านตาดผู้เป็นเจ้าของที่ดินและทรัพย์สินต่างๆ แต่อย่างใดไม่ จากนั้นยังตัดสัญญาณไฟฟ้าเพื่อปิดกั้นการกระจายเสียงเผยแผ่ธรรมะในพระพุทธศาสนาอย่างไม่ใส่ใจต่อการรับฟังของพระสงฆ์และประชาชนในพื้นที่จำนวนมาก และยังฝากคำขมขู่กับผู้ดูแลเพื่อส่งไปถึงวัดป่าบ้านตาดอีกด้วยว่า "หากยังเปิดอีกจะเข้ามายึดเครื่องส่งทันที" ทั้งนี้ ที่ดินและอุปกรณ์เครื่องส่งล้วนเป็น “ทรัพย์ของสงฆ์” ที่องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด ได้เมตตารับไว้ มีเจตนารมณ์เพื่อการเผยแผ่ธรรมะเป็นธรรมทานพร้อมกับรักษาสถาบันหลักของชาติให้แน่นหนามั่นคง มิได้โฆษณาแสวงหากำไรในทางธุรกิจแต่อย่างใด ทั้งนี้กลุ่มคนดังกล่าวยังอ้างถึงคำสั่ง กสทช. ซึ่งเปรียบดั่งคำสั่งเทวทัตที่เข้าเหยียบย่ำบังคับศาสนาด้วยว่า “ต้องระงับออกอากาศตามเงื่อนไขที่ กสทช. กำหนด" นั้น
คณะศิษยานุศิษย์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน ยึดถือหลักพระธรรมวินัย พระราชประเพณีของบูรพกษัตริย์ พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประกาศ คสช. และข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยขออาราธนาคำสั่งสอนขององค์หลวงตาพระมหาบัว เมื่อวันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๔๘ เรื่อง "เบียดเบียนทำลายศาสนา" ซึ่งเข้ากันได้แก่กรณี ดังนี้
"...เมื่อวานนี้เขาก็มาบอก ที่ร้อยเอ็ดเขาก็มาบอกเรานี่แหละ ว่าทางฝ่ายทหารมาให้ย้ายให้เลิก ดูว่าอย่างนั้นละไม่ชัด แต่ว่าวิทยุนี้อยู่ที่นี่ไม่ได้มันเป็นเขตทหาร ทหารเป็นลูกของใคร ถ้าไม่ใช่ลูกของประชาชนชาวพุทธจะเป็นลูกของใคร ผู้สั่งมานั้นคือใคร เป็นใคร เราก็บอกตรงๆ อย่าย้าย เขาให้ไปหาเขาทางทหารก็อย่าไป เราบอก นี่เราจะตั้งป้อมซัดละที่นี่นะ มันทำลาย เอาละเรา เราด้วยความเป็นธรรมไม่ถอย ไม่มีถอยใคร อันนี้เป็นหัวใจของประชาชนทั้งประเทศ เป็นเรื่องเล็กน้อยเมื่อไร ที่เราต้านทานไว้นี้ต้านทานข้าศึกที่จะมาทำลายจิตใจของคนทั้งประเทศเสียหายตรงไหน นี่ละที่เราพูดเมื่อวาน สั่งขาดไปเลย เขาจะให้โยกย้ายหรือให้ทำลายอะไรๆ หยุด บอกงั้นเลย ไม่เคลื่อน ให้อยู่คงที่ เขาสั่งให้ไปหาเขาอย่าไป นี่ละที่นี่จะเอาละนะ
วงวิทยุทุกวงเกี่ยวกับเรื่องอรรถเรื่องธรรมที่จะสอนคนไทยเราซึ่งเป็นชาวพุทธ สอนทั่วโลกนี้มีจำนวนมากขนาดไหน นอกนั้นเราไม่เห็นมีอะไร วิทยุเสียงอรรถเสียงธรรมทำไมจึงเป็นภัยต่อหัวใจของสัตว์โลกที่เขาอาศัยธรรมมาเป็นประจำ มีอย่างเหรอ มีเหตุมีผลที่ตรงไหน เราพิจารณาหมดนะเหล่านี้ ไม่ใช่พูดสุ่มสี่สุ่มห้า เราพูดด้วยเหตุด้วยผลทุกอย่าง อย่างที่ว่าร้อยเอ็ด อย่าเคลื่อน อย่าโยกย้าย สั่งให้ไปหาทหารอย่าไป เราบอกเลย มีเหตุผลอะไร เอ้า ว่ากันมา ประชาชนก็เป็นคน อำนาจอันนี้มาจากไหน ป่าๆ เถื่อนๆ นี่ ไปเบียดเบียนทำลายวิทยุเสียงธรรมนี้ทุกแห่งทุกหน ตั้งแต่ตัวแสบๆ มันอยู่ในวงรัฐบาลเวลานี้ ตัวแสบๆ มันไม่ออกตัวนะ มันสั่งการสั่งงานออกมา เราสืบเข้าไปๆ ก็ไปถึงตัวนี้
วงราชการต่างๆ มันสั่งออกมาๆ ออกมาจากไหนๆ มาเกี่ยวข้องกับเรา สืบเข้าไปๆ ไปหาตัวนี้ละ ตัวแสบๆ อึ่งอ่างตัวนี้มันอยู่ในวงรัฐบาลเวลานี้ มันสั่งการสั่งงานออกมาแบบทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ทั้งนั้นละ เราอยากพูดอย่างนี้เลย เรื่องศาสนาไม่มีชิ้นดี ที่มันจะมาส่งเสริมนิดหน่อยไม่เคยมี มีแต่เบียดเบียนทำลายทุกแบบทุกฉบับตลอดมา เรื่อยมาอย่างนี้ เรานำมาพูดชัดๆ อย่างนี้ เพราะเราสืบทราบอยู่ตลอดเวลา เราฟัง-ฟังเอามาพิจารณาจริงๆ พิจารณาโดยเหตุโดยผล ไม่ได้ใส่ร้ายป้ายสีต่อผู้ใด เราไม่มีอย่างนั้น..."
โดยที่สถานีวิทยุแห่งนี้เป็นกรรมสิทธิ์ขององค์หลวงตาพระมหาบัวฯ มาดั้งเดิม คณะศิษย์ฯ มีสถานะเป็นเพียงผู้ปฏิบัติตามคำสั่งสอนขององค์หลวงตาฯ ที่เมตตาฝาก "มรดกธรรม" เหล่านี้ไว้เพื่อประโยชน์อย่างมหาศาลทั้งทางโลกทางธรรมแก่ลูกหลาน จึงต้องยึดถือคำสั่งสอนขององค์ท่านในฐานะเจ้าของทรัพย์เป็นสำคัญ พิจารณาโดยรอบคอบแล้วมีมติดังนี้
๑. กลุ่มคนคล้ายทหารดังกล่าว ได้ก่อกรรมหนักเป็น “มหาโจรเบียดเบียนพระพุทธศาสนา” เหยียบย่ำพระธรรมวินัย ได้จาบจ้วงล่วงเกินพระราชปณิธานบูรมหากษัตริย์ไทยที่ทรงอุปถัมภ์ค้ำชูเทิดทูนบูชาศาสนาเหนือชีวิต ได้ฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. ฉบับที่ ๖๖/๒๕๕๗ ซึ่งสั่งให้สถานีวิทยุที่ได้รับอนุญาตทดลองประกอบกิจการออกอากาศได้ตามปกติ ซึ่งสถานีวิทยุเสียงธรรมฯ ที่พิจิตรนี้ มีใบอนุญาตอย่างต่อเนื่องตลอดมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ และยังได้รับความคุ้มครองในฐานะเป็น “วิทยุเพื่อพระพุทธศาสนาที่ไม่มีโฆษณาแอบแฝง” ตามมาตรา ๗๔ แห่งกฎหมายว่าด้วยองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่อีกด้วย ซึ่งไม่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของ กสทช.
๒. กลุ่มคนคล้ายทหารได้ยอมรับแล้วว่า การปฏิบัติหน้าที่เป็นไปตามเงื่อนไขที่ กสทช. สั่งไว้จริง ดังนั้น การบุกรุก เบียดเบียน และทำลายทรัพย์สินของสงฆ์ จึงถือเป็นโทษความผิดทางโลกตามเหตุผลในข้อ ๑ และถือเป็นความผิดในทางธรรมที่ได้ก่อมหันตกรรมหนักไว้ในพระศาสนา มีความเสื่อมทรามเศร้าหมองในชาติปัจจุบันและมีทุคติภูมิเป็นจุดหมายในภพภูมิต่อๆ ไป
๓. ขอเรียกร้องให้ คสช. มีคำสั่งให้เข้าจับกุมกลุ่มคนดังกล่าว เยียวยาสมบัติของสงฆ์ที่ถูกทำลายไปโดยเร็ว และขอให้มีคำสั่งลงโทษผู้สั่งการซึ่งฝ่าฝืนคำสั่ง คสช.
๔. ขอให้ คสช. ให้โอวาทแก่ผู้ปฏิบัติการให้ยึดถือพระราชปณิธานของบูรพมหากษัตริย์ไทยและพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโดยเคร่งครัด ด้วยการอุปถัมภ์คุ้มครองพระพุทธศาสนาเหนือชีวิต มิใช่ปล่อยปละให้ กสทช. สั่งการจะเบียดบังทำลายพระพุทธศาสนาดั่งเช่นกรณีนี้ เป็นการจาบจ้วงล่วงเกินต่อพระราชปณิธานของกษัตริย์ไทยทุกพระองค์อย่างหาได้มีสำนึกในพระคุณแม้แต่น้อยไม่
จึงแถลงการณ์มาเพื่อโปรดทราบโดยทั่วกัน
ศาสตราจารย์ ดร.รัตนา ศิริพานิช
ตัวแทนคณะศิษยานุศิษย์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน
และประชาชนผู้ฟังสถานีวิทยุเสียงธรรมทั่วประเทศ
๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๗

เมื่อครั้ง"สนธิ"พูดถึง"ปิยสวัสดิ์" ว่าที่ประธานปตท.คนใหม่!!!

เมื่อสนธิพูดถึงปิยสวัสดิ์ ว่าที่ประธานปตท.คนใหม่!!!
พี่น้อง ประเทศโบลิเวีย เขายึดน้ำมัน แล้วฝรั่งบอกว่า 82% ขอ 18% เอาไป คนไทยนะจ๊ะ ฉันขอ 15% 85% แกเอาไป สมบัติของชาติ น้ำมันทิ้งเอาไว้ 50 ปีมันเน่าไหม แต่ว่ากระเป๋าเงินนักการเมืองมันแห้ง นี่คือค่าภาคหลวง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม และ พ.ร.บ.ปิโตรเลียมที่เลวชาติชั่วนี้ พี่น้องรู้ไหมใครร่าง ใคร? ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ครับพี่น้องเอ๊ย...
พี่น้องเอ๊ย .. รู้จักคน รู้จักหน้า ไม่รู้จักใจ ใช่/ไม่ใช่ (ใช่) แล้วจะไปปกป้องมันทำไม ตัวดีเลยที่ให้แปรรูป พูดกับผมตลอดเวลาเลย “น้ำมันต้องแปรรูป” ก็ใช่สิ แปรไปแปรมา 2 ลิตร 100 แล้วไง แปรไปแปรมา จากทุกครั้งประเทศไทยควรจะได้เงินกำไร 100 บาท ต้องแบ่งให้พวกมึง 49 บาท มึงใช้ตรรกะส้นตีนอะไรคิดวะ เห็นหรือยังพี่น้อง
2544 จนถึง 2551 ตรงนี้ผมอยากจะถาม นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ที่ส่งเสริมการแปรรูป แล้วนายวิเศษ จูภิบาล แล้วเจ้าหน้าที่ ปตท.ระดับสูง ซึ่งมีความสุขกับเงินใต้โต๊ะ แล้วเงินโบนัส ตอบคำถามหน่อย 2544 บอกว่า ใช้คำว่า มึง นี่ยังเกรงใจมากนะ 2544 บอกว่า ปตท.ต้องการเพิ่มทุน เพิ่มทุนไป 23,199 ล้านบาท แล้วเล็กน้อยปี 49,50,51 เบ็ดเสร็จไม่เกิน 28,000 ล้านบาท นี่คือเงินทุนที่เพิ่มขึ้น
พี่น้องเรามาดูกำไร นี่คือสัดส่วนการกระจายหุ้น ที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ฟ้อง แล้ว ปตท.ให้การมาแล้ว ยอมรับว่าผิดพลาด คือขายหุ้นก่อนเปิดขาย แต่ถือว่าตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งสมรู้ร่วมคิด บอกว่า ปรับพวกผมเรียบร้อย ถือว่าเกมจบ
เงินทุนใหม่เข้าบริษัท 28,277 ล้าน จำได้ใช่ไหมพี่น้อง แล้วพี่น้องดู จากปี 45 จนถึงปีนี้ กำไร 774,000 ล้าน คำถามมีอยู่ว่า แสดงว่าที่เพิ่มทุนเพื่อเอาทุนให้คนเพิ่มได้ปันผล 774,000 ล้าน ใช่ไม่ใช่ ชัดเจนไหม นี่ผมเอาความจริงมาพูด ไม่ต้องมาชอบผม ถามซิ คุณยังมีความสุขหรือ แสดงว่าจริงๆ ไม่ต้องการเพิ่มทุนเลย กำไรแบบนี้จะเพิ่มทุนไปทำไม กำไร 774,000 ล้าน จะเพิ่มทุน 28,000 ล้านทำไม แต่ที่เพิ่มทุนเพื่อให้โคตรเหง้า นักการเมืองมาซื้อหุ้นเพิ่มทุน จะได้ปันผลจาก 774,000 ล้าน เข้าใจหรือยังพี่น้อง
พี่น้องครับ และพี่น้องว่าตัวอย่างของ ปตท.สะท้อนการเมืองไทยได้ไหม พี่น้องเข้าใจหรือยัง สะท้อนการเมืองไทยได้ไหม และนี่คือการเมืองไทยที่รัฐบาลทุกยุคทุกสมัย ไม่ว่าจะเป็นไอ้หล่อ หรืออีโง่ ไม่ทำอะไรทั้งสิ้น เพราะว่ามีส่วนได้เสียด้วย
พี่น้องที่ผมช้ำใจ ไม่มีสื่อมวลชนคนไหน หนังสือพิมพ์ฉบับไหน ทีวีช่องไหน ไม่เว้นแม้กระทั่งบลูสกาย ไม่กล้าพูดเรื่องนี้ ทำไมถึงไม่กล้าพูด เงินโฆษณามันจุกตูดอยู่ มันถ่ายไม่ออกเพราะเงินทั้งนั้น โฆษณาเข้าทีวี โฆษณาเข้าหนังสือพิมพ์ คุณทำได้อย่างไร ชีวิตของประเทศชาติทั้งหมด ชีวิตของชาติบ้านเมือง ประชาชนคนไทยทั้งหมด เขาต้องใช้น้ำมันแพง ข้าวจานละ 40-50 บาท ขับรถไปเติมน้ำมันเดี๋ยวนี้ 2,000 บาทไปได้สิบก้าว ทั้งหมดมันเกิดขึ้นเพราะเรื่องนี้ ทำไมคุณไม่สู้ให้ประชาชน สรยุทธอยู่ไหน เรื่องแบบนี้ไม่ยอมพูด ชอบนักเรื่องใต้สะดือ เรื่องที่ทำให้ชาติบ้านเมือง ที่เป็นสิริมงคลไม่ยอมทำ ถ้าอย่างนั้นแล้วถ้าชาติบ้านเมืองมีปากมีเสียง หนังสือพิมพ์ทุกฉบับออกมาพูด โทรทัศน์ออกมาทำเรื่องนี้ จะมาปู้ยี่ปู้ยำชาติบ้านเมืองต่อไปคงไม่ได้แล้ว นี่คือความช้ำใจ มันเป็นไปได้อย่างไร
ตัวเลขแบบนี้โกหกกันไม่ได้ ชัดเจน เพิ่มทุน 28,000 ล้าน เพื่อแลกกับกำไร 774,000 ล้าน ตีซะว่าถืออยู่ 50% เอา 770,000 หาร 2 เท่ากับ 350,000 ล้าน จะต้องปันผลให้ 49% แทนที่จะเป็นของใคร ของเรา
โดยหลักการพี่น้องเข้าใจหรือยัง ปตท.ไม่จำเป็นต้องแปรรูปตั้งแต่ต้นเพราะเป็นกิจการกำไร แต่นักการเมืองเห็นว่ามีแต่จะกำไรเพิ่มขึ้นก็เลยแปรรูป นักการเมืองที่รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ จนน้ำลายไหลทุกพรรค ไม่เห็นมีใครมาทำเรื่องนี้เลยแม้แต่นิดเดียว ทุกคนปล่อยไป ไปดูได้หลักฐานมี นี่คือปัญหาชาติบ้านเมือง ปตท.เป็นภาพสะท้อนของการเมืองไทยที่เลวทรามต่ำช้า ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่า ระบบการเมืองปัจจุบันเป็นระบบที่นำพาชาติบ้านเมืองให้พินาศฉิบหายไปเรื่อยๆ
คอนเสิร์ตเมืองไทยรายสัปดาห์ภาคพิเศษ ที่สวนลุมพินี 26 พ.ค.55
http://www.manager.co.th/politics/viewnews.aspx?NewsID=9550000064792

ทูตสหรัฐฯ ยัน ไม่คว่ำบาตรไทย ยังไม่ย้ายคอบร้าโกลด์

ทูตสหรัฐฯ ยัน ไม่คว่ำบาตรไทย ยังไม่ย้ายคอบร้าโกลด์

เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ยัน มาตรการสหรัฐฯ ไม่เป็นการคว่ำบาตร หรือ แซงชั่น คสช.แต่อย่างใด ย้ำ ยังไม่ย้ายฝึกคอบร้าโกลด์ ระบุ กรณีปัญหาแรงงานข้ามชาติ ปรับอยู่ในระดับสาม ไม่เกี่ยวกับรัฐประหาร เป็นข้อสรุปรายงานรัฐบาลเก่า
เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. มีรายงานจากสถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เปิดเผยว่า นางคริสตี้ เคนนีย์ เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย ได้เข้าชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจกับพลเอกธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ในฐานะรองหัวหน้า คสช.ว่า กองทัพสหรัฐอเมริกา ยังไม่ตัดสินใจที่จะย้ายการฝึกร่วมผสม “คอบร้าโกลด์” ปี 2015 ไปจากประเทศไทย เพราะมีกองกำลังเข้าร่วมฝึกผสมของประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กว่า 20 ประเทศ ร่วมในฐานะผู้สังเกตการณ์ด้วย และโครงการฝึกร่วมนี้ ดำเนินการมา 28 ปีแล้ว ตั้งแต่ปี 2523 มีกำลังทหารเข้าร่วมฝึกมากถึง 1 หมื่น 3 พันนาย ถือว่าเป็นการฝึกรบที่สำคัญและใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนี้ ทั้งนี้ มาตราการอื่นๆ ที่สหรัฐฯ มีท่าทีออกมาในช่วงนี้ ไม่เป็นการคว่ำบาตร หรือกดดันการทำงานของ คสช.แต่อย่างใด
รวมทั้งประเด็นการระงับเงินช่วยเหลือด้านความมั่นคง ในโครงการต่างๆ จำนวน 4 ล้าน 7 แสนดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นเงินช่วยแบบให้เปล่า ซึ่งต้องระงับไปตามปกติ ไม่ว่าประเทศใดในโลกถูกทหารเข้าควบคุมอำนาจ
ในส่วนการลดระดับต่ำสุดในบัญชีประเทศถูกจับตา มีปัญหาค้ามนุษย์และแรงงานข้ามชาติ จัดทำโดยกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ ที่เก็บสถิติคดีการค้ามนุษย์ในทุกปี และจะประกาศออกมาในช่วงเดือนมิถุนายนของทุกปีเช่นกัน ซึ่งเป็นคดีที่เกิดในรัฐบาลเก่า ดังนั้น การประกาศลดระดับไม่เกี่ยวกับสถานการณ์รัฐประหารของ คสช. แต่อย่างใด ซึ่งประเทศ มาเลเซีย และเกาหลีเหนือ อยู่ในอันดับสามเช่นกัน ดังนั้น มาตรการของสหรัฐฯ ที่ออกมาในช่วงนี้จึงไม่เกี่ยวกับการเมืองภายในของไทยแต่อย่างใด

"ธนะศักดิ์"เยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการฐานะแขกของกองทัพมาเลฯ

เมื่อ 25 มิ.ย.57 พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผบ.ทหารสูงสุด/รอง หน.คสช. ในฐานะหัวหน้าฝ่ายความมั่นคง ได้เดินทางเยือนประเทศมาเลเซียอย่างเป็นทางการ ในฐานะแขกของกองทัพมาเลเซีย โดยเข้าเยี่ยมคำนับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมมาเลเซีย และ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดมาเลเซีย เพื่อหารือข้อราชการและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
การเดินทางเยือนกองทัพมาเลเซียในครั้งนี้ เพื่อยืนยันความร่วมมือที่แน่นแฟ้นและมิตรภาพที่ดี ระหว่าง ไทย – มาเลเซีย ที่มีต่อกันมาอย่างยาวนาน ทั้งสองฝ่ายได้หารือความร่วมมือด้านความมั่นคงตามแนวชายแดน การช่วยเหลือผู้ประสบภัยของอาเซียน การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม การบรรเทาภัยพิบัติ ความร่วมมือของคณะกรรมการด้านความมั่นคงชายแดน ไทย – มาเลเซีย ในทุกระดับ ตลอดจนการขยายความร่วมมือการแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย และ การค้ามนุษย์ไปสู่ระดับภูมิภาค
ทั้งนี้ มาเลเซียเข้าใจสถานการณ์ในไทยเป็นอย่างดี และพร้อมที่จะเสริมสร้างความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างกันเช่นเดิม เพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนของทั้งสองประเทศตลอดไป

"ประจิน"หารือฑูตเกาหลีใต้

เมื่อ 26 มิ.ย.57 พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผบ.ทอ./รอง หน.คสช. ในฐานะหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ ให้การต้อนรับ นายจอน แจ-มัน (H.E. Mr.Joen Jae-man) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีใต้ประจำประเทศไทย และคณะ ในโอกาสเข้าพบหารือเกี่ยวกับแนวทางการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่าง ไทย - สาธารณรัฐเกาหลีใต้ โดยเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีใต้ ได้กล่าวถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่าง ไทย - สาธารณรัฐเกาหลีใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านเศรษฐกิจที่ประเทศไทยเป็นคู่ค้าอันดับ 10 ของสาธารณรัฐเกาหลีใต้ ซึ่งถือว่าอยู่ในอันดับที่มีความสำคัญมาก แต่จากสถานการณ์ทาง การเมืองในห้วงเวลาที่ผ่านมา ทำให้เกิดผลกระทบกับการติดต่อทางด้านเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศทั้งในด้านการลงทุนและการท่องเที่ยวแต่ภายหลังจากที่ คสช. ได้เข้ามาบริหารจัดการ โดยใช้นโยบายคืนความสุขให้กับประชาชน จึงทำให้บรรยากาศทางการเมืองสามารถคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยนั้น ได้รายงานให้รัฐบาลสาธารณรัฐเกาหลีใต้ได้ทราบโดยตลอด และรัฐบาลสาธารณรัฐเกาหลีใต้ก็เข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยทั้งก่อนและหลังการเข้ามาของ คสช.

ในการสนทนาหารือครั้งนี้ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีใต้ ได้นำข้อเสนอในการที่จะส่งเสริมให้นักลงทุนชาวเกาหลีเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น รวมทั้งการชักชวนให้นักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้กลับมาท่องเที่ยวในประเทศไทยให้มากเหมือนเดิม หลังจากที่จำนวนนักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้ลดลงไปเมื่อหลายเดือนที่ผ่านมา เนื่องจากความไม่มั่นใจในสถานการณ์ทางการเมือง และได้ยืนยันว่าสาธารณรัฐเกาหลีใต้จะเป็นมิตร ที่ดีกับประเทศไทยตลอดไป

ทั้งนี้ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ได้กล่าวขอบคุณรัฐบาลสาธารณรัฐเกาหลีใต้ ที่มีความเข้าใจต่อสถานการณ์ของประเทศไทย และ การเข้ามาของ คสช. พร้อมทั้งกล่าวย้ำว่านโยบายคืนความสุขให้กับประชาชนของ คสช. มิได้หมายถึงเฉพาะประชาชนคนไทยเท่านั้น แต่รวมถึงประชาชนทุกคนและทุกชาติที่อยู่ในประเทศไทยด้วย จากการที่เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีใต้ได้ให้คำแนะนำและข้อคิดเห็นต่างๆ นับว่าเป็นประโยชน์และจะรับไปประสานงานกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศ ทั้งในเรื่องของการลงทุน การท่องเที่ยว และการประกอบธุรกิจทั่วไป ถึงแม้ว่าในช่วงเวลาปัจจุบันประเทศไทยจะอยู่ในช่วงเวลาพิเศษทางการบริหาร แต่การใช้ชีวิตประจำวันทั้งคนไทยและชาวต่างประเทศยังคงดำเนินไปได้อย่างปกติ มีความปลอดภัย และมีความสะดวกสบายตามที่ควรจะเป็น จึงขอให้มั่นใจในประเทศไทย และเชื่อใจในคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่จะทำให้ประเทศไทยเดินหน้าไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ในเวลาไม่นานนี้

กกต.ยกคำร้องคัดค้าน ยิ่งลักษณ์ ลงชื่อแก้ที่มาส.ว.ไม่ชอบ

กกต.ยกคำร้องคัดค้าน ยิ่งลักษณ์ ลงชื่อแก้ที่มาส.ว.ไม่ชอบ
26 มิ.ย.2557 กกต.ยกคำร้องคัดค้าน”ยิ่งลักษณ์-สมาชิกรัฐสภา”ลงชื่อแก้ที่มาส.ว.ไม่ชอบ เหตุเป็นการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ใช่ทุจริต
ภุชงค์ นุตราวงศ์ เลขาธิการ กกต. กล่าวว่า ที่ประชุมกกต.ยังมีมติยกคำร้องกรณีนายเศวต ทินกูล อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ 50และพ.ต.ท.สุภวัฒน์ สุปิยะพานิช ขอให้กกต.ตรวจสอบและส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ส.ส.และส.ว. ที่ร่วมกันเข้าชื่อเสนอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญที่มาส.ว.กระทำการเข้าข่ายทุจริตต่อหน้าที่ เข้าข่ายเป็นบุคคลต้องห้ามในการลงสมัครส.ส.ตามรัฐธรรมนูญ 50 มาตรา 102 (6) เป็นเหตุให้สมาชิกสภาพการเป็นส.ส.-ส.ว.สิ้นสุดลงเฉพาะตัวหรือไม่ โดยที่ประชุมเห็นว่า การกระทำของนายกรัฐมนตรี และสมาชิกรัฐสภาทั้งหมดในเรื่องดังกล่าวเป็นการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ใช่การทุจริตต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด จนต้องนำไปสู่การถอดถอน

จม."จอม เพชรประดับ"ยุติบทบาทสื่อในไทย

จม."จอม เพชรประดับ"ยุติบทบาทสื่อในไทย ก่อนโผล่สัมภาษณ์ "จารุพงศ์"

เขียนวันที่
วันพฤหัสบดี ที่ 26 มิถุนายน 2557 เวลา 12:12 น.
เขียนโดย
isranews
หมวดหมู่
"...ข้าพเจ้า..นายจอม เพชรประดับ สื่อมวลชนอิสระ ขอยุติบทบาท การทำหน้าที่สื่อสารมวลชนในประเทศไทย ตั้งแต่บัดนี้ จนกว่า คนไทยทั้่งประเทศจะได้รับสิทธิเสรีภาพกลับคืนมา และจนกว่า ประเทศไทย จะกลับมาปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง อีกครั้ง.." 
owowqasd
หมายเหตุ "สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org" : เป็นจดหมายเปิดผนึกของนายจอม เพชรประดับ พิธีกรรายการข่าวชื่อดังเมืองไทย ที่ประกาศยุติการทำหน้าที่สื่อมวลชนในประเทศ อย่างเป็นทางการ ก่อนจะปรากฎตัวสัมภาษณ์พิเศษ นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการองค์กรเสรีไทย เมื่อวันที่ 25 มิ.ย.ที่ผ่านมา
------------
@ จดหมาย จาก จอม เพชรประดับ......ณ สถานที่อันเงียบเหงา 
เดือนกว่าของการทำรัฐประหาร เป็นความสว่างในตวงตา ที่กลับมาเห็นความจริงของประเทศไทยอย่างเด่นชัดอีกครั้ง
ความจริงที่ว่า คือความขัดแย้งในหมู่ชนชั้นนำหรือบุคคลชั้นสูง ซึ่งได้ทำลายอนาคตของคนไทย และประเทศไทยลงไปอย่างน่าเสียดายอย่างยิ่ง
ความจริงข้อนี้ เป็นสิ่งที่ไม่เคยถูกนำมาวิเคราะห์ ไม่เคยนำมาศึกษา ไม่เคยนำมาเพ่งมองให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ และนำไปสู่การกำหนดอนาคตประเทศว่าจะอยู่อย่างไรในโลกยุคปัจจุบัน 
เป็นความจริงที่พูดคุยกันหลังไมค์ วิเคราะห์กันหลังฉาก ตามเอกลักษณ์ของสังคมไทยที่เป็นสังคมต่อหน้าคือความเท็จ ลับหลังคือความจริง การไม่พยายามศึกษาวิเคราะห์ความเป็นจริงของประเทศ เพื่อนำไปสู่การวางฐานของประเทศให้มั่นคงถาวรในอนาคตนี่่เอง นอกจากจะไม่สามารถทำให้ประเทศไทย เข้มแข็ง แข่งขันกับประเทศอื่น ๆ ได้อย่างน่าภาคภูมิใจแล้ว ยังไม่สามารถสร้างความเป็นปึกแผ่นมั่นคงภายในประเทศได้ด้วย แม้ว่าเราจะผ่านบทเรียนอันเลวร้าย ผ่านประวัติศาสตร์การต่อสู้ที่เจ็บปวดมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง 
ความเป็นจริงที่เด่นขึ้นอีกครั้งก็คือ กลุ่มชนชั้นสูง หรือ ชนชั้นนำของประเทศไทย ที่ยึดกุมทรัพยากร อำนาจ และความเป็นประเทศไทยไว้ เพียงกลุ่มเดียวหรือเพียงไม่กี่กลุ่มนี้ กำลังอ่อนล้า อ่อนล้าทั้งปัญญา และอ่อนล้าทางร่างกาย จึงเต็มไปด้วยความสับสน และขัดแย้งกันเองอย่างรุนแรง 
อาการหวาดกลัวว่า อำนาจ โภคทรัพย์ และผลประโยชน์ทั้งหลาย ที่กลุ่มบุคคลดังกล่าวยึดถือ ครอบครองมาเป็นเวลานาน กำลังจะถูกแย่งชิง แบ่งปัน หรือยึดครองโดยกลุ่มบุคคลอื่่น หรือ แม้แต่ประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศตัวจริง เป็นความหวาดกลัวอย่างที่สุดของ บุคคลกลุ่มนี้
การแก้ปัญหาเพื่อขจัดความหวาดกลัวของบุคคลชนชั้นนำเหล่านี้ คือการสร้างหลุมดำขนาดใหญ่ขึ้นในใจกลางประเทศ ด้วยหวังที่จะให้หลุมดำ ดูดกลืนเอาความหวาดกลัวของพวกตนให้หมดสิ้นไป แต่การแก้ปัญหาแบบสิ้นปัญญาเช่นนี้ กลับทำให้ ประชาชนคนไทยทั้งประเทศต้องมาพลัดตกลงไปในหลุมดำแห่งหายนะนี้ด้วย นี่คือความเป็นจริงที่เจ็บปวดใจของคนไทย 
การแก้ปัญหาด้วยการ รัฐประหาร จึงเป็นความต้องการของชนชั้นนำผู้มีอำนาจและบุคคลชั้นสูงในสังคมไทย ที่ต้องการจะรักษาอำนาจและผลประโยชน์ของตัวเองไว้ให้นานที่สุดเท่่านั้น ไม่ได้หวังที่จะปฎิรูปประเทศให้ คนไทยได้ภาคภูมิใจในความเป็นเจ้าของประเทศอย่างแท้จริง หรือไม่ได้ต้องการที่ีจะหยิบยื่นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ให้กับประชาชนแต่อย่างใด 
ดูเหมือนว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา พวกเขาไม่ได้สร้างสังคมไทยให้น่าอยู่ ไม่ได้สร้างอนาคตของประเทศให้สดใส เพื่อลูกหลานไทยในอนาคต เหมือนอย่างที่ได้โฆษณาเอาไว้แต่อย่างใด 
ดังนั้น จะแน่ใจได้อย่างไรว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ไม่ใช่เครื่องมือหนึ่งของชนชั้นนำ ที่ออกมาเพื่อ ทำหน้าที่่พิทักษ์ รักษาอำนาจและผลประโยชน์ของชนชั้นนำ. จะคาดหวังได้อย่างไรว่า คสช.จะนำพาประเทศ ก้าวข้ามหุบเหวแห่งหายนะ หรือ หลุมดำที่ชนชั้นนำสร้างขึ้น เพื่อนำความสงบสุขมาสู่่สังคมไทย 
เกือบ 30 ปีของการ ทำหน้าที่สื่อสารมวลชน เพื่อสะท้อนความจริงของสังคมไทย หลายครั้ง ภาพสะท้อนของสังคมไทยที่ออกจาก กระจกใบนี้ อาจจะพร่ามัว แต่หลายครั้งกระจกใบนี้่ ก็ทำหน้าที่สะท้อนความเป็นจริงของสังคมไทยได้อย่างชัดเจน แม้จะ ถูกกระทำ ย่ำแย่ ถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพจนเกือบจะยืนหยัดอยู่ไม่ได้ 
สิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาค ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และความเป็นประชาธิปไตย คือ อุดมการณ์อันสูงสุด ที่ผู้เขียน พยายามรักษาและหวงแหน ในการประกอบวิชาชีพสื่อสารมวลชน ตลอดมาเกือบ 30 ปีที่ผ่านมา 
ถึงเวลานี้ ด้วย อำนาจ ที่มาจากปลายกระบอกปืน อำนาจเผด็จการทหาร ที่ เข้มแข็งรุนแรงมากกว่าทุกครั้ง คงถึงเวลาที่จะสารภาพว่า ความอดทนอดกลั้น ได้มาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว 
เพราะนอกจากต้องอดทน อดกลั้่น ที่อยู่ในฐานะผู้ถูกกระทำแล้ว การเห็นภาพประชาชนผู้รักประชาธิปไตย เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย ออกมา เรียกร้องสิทธิเสรีภาพ ศักดิ์ศรีความเป็นคน บนท้องถนน แล้วถูกจับกุม ถูกกระทำย่ำยีอย่างไร้ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ต่อหน้าสื่อมวลชนจำนวนมาก ที่ทำมาหากินอยู่บนหลัก สิทธิเสรีภาพและความเป็นธรรม แต่กลับช่วยอะไรไม่ได้ 
อีกทั้ง ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนโดยส่วนใหญ่ กลับสยบยอม ต่อการทำลายจิตวิญญาณแห่งวิชาชีพของตนเอง ยิ่งทำให้สะท้อนใจว่า แล้วจะทนอยู่ในฐานะ นักสื่อสารมวลชน ที่ทำตัวเหมือนคนโกหกหลอกลวงตัวเอง และหลอกลวงคืนอื่นต่อไปได้อย่างไร 
ณ สถานที่อันสงบเงียบแห่งนี้ จึงขอประกาศดัง ๆ ว่า "ข้าพเจ้า..นายจอม เพชรประดับ สื่อมวลชนอิสระ ขอยุติบทบาท การทำหน้าที่สื่อสารมวลชนในประเทศไทย ตั้งแต่บัดนี้ จนกว่า คนไทยทั้่งประเทศจะได้รับสิทธิเสรีภาพกลับคืนมา และจนกว่า ประเทศไทย จะกลับมาปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง อีกครั้ง" 
ขอบคุณทุกคนที่ให้กำลังใจตลอดมา ...... สวัสดีครับ
หมายเหตุ : ภาพประกอบจาก tfn5 

บิ๊กตร.ยันทางการญี่ปุ่นแบน!! ระงับหนุนตำรวจไทยดูงานโคบังจริง

บิ๊กตร.ยันทางการญี่ปุ่นแบน!! ระงับหนุนตำรวจไทยดูงานโคบังจริง
เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) มีรายงานถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่า ประเทศญี่ปุ่น ได้ยกเลิกการสนับสนุนโครงการดูงานตำรวจโคบัง ที่ตร.จะส่งตำรวจไปดูงานเรื่องตำรวจชุมนุมที่ประเทศญี่ปุ่น โดยแหล่งข่าวระดับสูงในตร. เปิดเผยว่า เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องจริง โดยตร.มีกำหนดส่งตำรวจไทยไปดูงานตำรวจโคบังที่ประเทศญี่ปุ่น 2 รุ่น รุ่นแรกเดินทางตั้งแต่วันที่ 24 พฤษภาคม โดยกำหนดการทางการญี่ปุ่นจะพาไปดูงานตำรวจโคบัง และศูนย์ปฏิบัติการตำรวจของญี่ปุ่นเป็นเวลา 1 สัปดาห์ โดยรุ่นแรก มีการจองตั๋วเครื่องบินและที่พักไว้เรียบร้อย ไม่สามารถยกเลิกได้จึงเดินทางไปตามกำหนดการ ระหว่างนั้นทางการญี่ปุ่นได้ประสานมาที่ตำรวจไทย แจ้งว่าขอยกเลิกการสนับสนุนการเดินทางดูงานครั้งนี้ โดยให้เหตุผลเรื่องที่ประเทศไทยมีการยึดอำนาจการปกครองประเทศและไม่สนับสนุนการไม่เป็นประชาธิปไตย โดยขอระงับการสนับสนุนรุ่นที่ 2 ที่กำหนดเดินทางไปญี่ปุ่นในช่วงต้นเดือนมิถุนายน อย่างไรก็ตามเป็นช่วงที่คสช.มีนโยบายไม่ให้ข้าราชการเดินทางดูงานต่างประเทศอยู่แล้วโครงการนี้จึงระงับไป
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1403782343

ม.จ.จุลเจิม ยุคล :ท่านรับสั่งว่า ไม่ปลูกวัง เพราะต่อไปเขา ( เขา??? ) จะไล่ฉัน ไม่ให้อยู่วังแล้ว

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2557, 17.13 น.
26 มิ.ย.57 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ม.จ.จุลเจิม ยุคล หรือพระนามลำลองว่า “ท่านใหม่” เป็นพระโอรสลำดับที่ 4 ในพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอนุสรมงคลการ กับหม่อมอุบล ยุคล ณ อยุธยา ทวิตข้อความผ่านทวีตเตอร์ 6 ข้อความเมื่อประมาณ 4-5 ชั่วโมงที่ผ่านมาว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ทรงซื้อที่ดินแปลงเล็กๆ ที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อทรงปลูกบ้าน โดยเป็นการใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ในการซื้อที่ดินแปลงนี้
ข้อความที่พล.ต.ม.จ.จุลเจิมทวิตข้อความผ่านทวีตเตอร์
ผมได้รับทราบเรื่องจากผู้ใกล้ชิดสมเด็จพระเทพฯ มาว่า ท่านทรงซื้อที่ดินแปลงเล็ก  ในจังหวัดเชียงใหม่ และท่านทรงรับสั่งว่า จะปลูกบ้านหลังเล็ก ๆ
ขอย้ำนะครับ ปลูกบ้าน ท่านรับสั่งว่า ไม่ปลูกวัง เพราะต่อไปเขา ( เขา??? ) จะไล่ฉัน ไม่ให้อยู่วังแล้ว จึงใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ซื้อเอง
เหตุที่สมเด็จพระเทพฯ ใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ซื้อที่ดิน ท่านรับสั่งว่าเขาจะได้มายึดไม่ได้ ผมได้ฟังแล้วรู้สึกตีบตันในลำคอ ขอบตาร้อนผ่าว
สงสารท่านเหลือเกินแล้ว พระบิดาทรงงานหนักเพื่อชาติและประชาชนมาตลอด แต่สุดท้ายจะไม่มีอะไรเหลือ ...
ผมในฐานะปวงชนชาวไทย ขอกล่าวคำสัตย์สาบาน ด้วยชีวิต ณ ที่นี้ว่า ผมจะไม่ยอมให้มัน ไอ้ อี ผู้ใด มากระทำต่อพระองค์เยี่ยงนั้นได้
สถาบันพระมหากษัตริย์จะต้องธำรงอยู่คู่ประเทศไทย ตราบนานเท่านาน
.. ใครเล่าเหวยจะร่วมสู้กับกูบ้าง ..

ที่มา : http://www.naewna.com/politic/109940

พลิกปูม ประวัติชีวิต “จอม เพชรประดับ” กับข้อกล่าวหา “อิงแอบคนเสื้อแดง” ?

พลิกปูม ประวัติชีวิต “จอม เพชรประดับ” จากลูกหม้อไอทีวี สู่พิธีกรชื่อดังช่องเอ็นบีที – วอยซ์ทีวี – สทท. กับข้อกล่าวหา “อิงแอบคนเสื้อแดง” ?
PIC-jom-1
สปอร์ตไลต์ทางการเมืองและสื่อแทบทุกแขนงต่างฉายไปที่ “จอม เพชรประดับ” พิธีกรรายการข่าวชื่อดังอีกครั้ง
ภายหลังจากปรากฎตัว สัมภาษณ์พิเศษ “จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ” อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะเลขาธิการองค์กรเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย ถึงที่มาที่ไป และจุดมุ่งหมายในการตั้งองค์กรดังกล่าว เป็นเวลาเกือบ 20 นาที
ด้วยคำถามที่เผ็ดร้อนชนิดถึงพริกถึงขิง !
นอกจากนี้ “จอม” ยังประกาศขอยุติบทบาทการทำหน้าที่สื่อมวลชนในประเทศไทย จนกว่าคนไทยทั้งประเทศจะได้รับสิทธิเสรีภาพกลับมา พร้อมคืนสู่ระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง ?
อย่างไรก็ดี นับว่าไม่เหนือความคาดหมายนักที่ “จอม” จะออกมาแสดงท่าทีดังกล่าว เนื่องจากในแวดวงสื่อมวลชน รวมไปถึงประชาชนในสังคมบางส่วนต่างทราบถึงจุดยืนของพิธีกรข่าวรายนี้เป็นอย่างดี
โดย “จอม” มักถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นนักข่าวประเภท “อิงเสื้อแดง” มาแต่ไหนแต่ไร ?
จริงหรือไม่ ? สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org พลิกปูมประวัติของ “จอม” ไว้นับตั้งแต่บรรทัดต่อไปนี้ 
จอม เพชรประดับ เป็นอดีตนักข่าวหนังสือพิมพ์แห่งหนึ่ง ก่อนจะบินลัดฟ้าไปทำงานที่สหรัฐอเมริกา เป็นผู้ดำเนินรายการ  Inside Thai Talk ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ NAT TV สหรัฐอเมริกา ในช่วงปี 2547 อยู่ระยะหนึ่ง ก่อนเดินทางกลับมาประเทศไทยอีกครั้ง และทำงานสื่อมวลชนในฐานะนักข่าวสถานีโทรทัศน์ไอทีวี
ทั้งนี้ "จอม" นับว่าเป็นลูกหม้อของไอทีวีตัวจริงเสียงจริง จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์รัฐประหารในปี 2549 โดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ไอทีวีได้เปลี่ยนเป็นทีไอทีวี
และในช่วงที่เพิ่งเปลี่ยนผ่านเป็นทีไอทีวีนั้น “จอม” บินลัดฟ้าไปสัมภาษณ์ “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ถึงฮ่องกง !
และจากบทสัมภาษณ์ในครั้งนั้น ส่งผลให้ “จอม” ถูกปลดออกจากการเป็นนักข่าวทีไอทีวีทันที
ต่อมา “จอม” ได้เข้าสู่ร่มเงาตึกสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที (NBT) หรือช่อง 11 เดิม ในยุคที่มีนายจักรภพ เพ็ญแข เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี คอยดูแล
โดย “จอม” ได้เข้าไปเป็นพิธีกรรายการ “ถามจริง ตอบตรง” โดยเป็นรายการที่เน้นสัมภาษณ์บุคคลในกระแส ณ ขณะนั้น
และหนึ่งในบุคคลที่ “จอม” สัมภาษณ์คือ “ใจลส์ ใจ อึ้งภากรณ์” อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเป็นหนึ่งในผู้ต้องหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มาตรา 112 ที่ขณะนี้อยู่ระหว่างหลบหนีในต่างประเทศ รวมไปถึงการทำสกู๊ปเกี่ยวกับ “ลุงนวมทอง ไพรวัลย์” คนขับแท็กซี่ที่ผูกคอตายต้านรัฐประหารในขณะนั้นด้วย
ต่อมาเมื่อสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที เปลี่ยนแปลงเป็น สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (สทท.) พร้อมกับการก้าวเข้ามาทำงานของนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น สทท. ได้มีคำสั่งปลด “จอม” ออกจากพิธีกรรายการข่าว
เนื่องจาก “จอม” ได้รายงานข่าวในช่วงเวลาที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) บุกยึด สทท. อยู่
หลังจากนั้น “จอม” ได้ย้ายไปทำงานในบริษัทของ “โอ๊ค – พานทองแท้ ชินวัตร” ในสถานีโทรทัศน์วอยซ์ทีวี กับรายการ “ฮ็อต โทปิค – Hot Topic” โดยเป็นผู้สัมภาษณ์บุคคลในกระแสเช่นเดิม
แต่หลังจากนั้นไม่นาน  รายการฮ็อต โทปิค ถูกถอดออกจากผังรายการของวอยซ์ทีวี โดย “จอม” เปิดเผยถึงเหตุผลว่า เนื่องจากรายการให้พื้นที่กับฝั่งตรงข้ามรัฐบาลมากจนเกินควร
แต่ก็มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าเหตุผลสำคัญน่าจะเป็นเรื่องความขัดแย้งภายในเกี่ยวกับกระบวนการคิด และนำเสนอประเด็น โดยเฉพาะมีอยู่เทปหนึ่งที่ “จอม” สัมภาษณ์นายจักรภพ เพ็ญแข ซึ่งขณะนั้นเป็นอดีตแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และผู้ต้องหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
โดยเทปดังกล่าวถูกบรรณาธิการห้ามนำเสนอ เนื่องจากมีเนื้อหาพาดพิงถึงสถาบันกษัตริย์ อย่างไรก็ดี “จอม” แย้งว่า เนื้อหาเทปดังกล่าวไม่มีการพาดพิงเบื้องสูง แต่เป็นความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์การเมืองไทยเท่านั้น
ต่อมาในช่วงรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” เป็นนายกรัฐมนตรี “จอม” แบกกระเป๋าเดินกลับบ้านเก่าที่(เคย)แสนดีอย่าง สทท. อีกครั้งหนึ่ง โดยเป็นพิธีกรดำเนินรายการ “ฟันธง” โดยเน้นสัมภาษณ์บุคคลในแวดวงการเมือง แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมือง ณ ขณะนั้น
แต่รายการฟันธง ของ“จอม” ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากว่า มักเชิญนักการเมือง หรือผู้เคลื่อนไหวทางการเมืองที่มีลักษณะ นิยมชมชอบรัฐบาล หรือฝ่าย นชป. บ่อยครั้ง เช่น นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช. นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ เป็นต้น
และกรณีล่าสุดที่เชิญ “สมชัย ศรีสุทธิยากร” กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มาสัมภาษณ์สด แต่กลับเปลี่ยนไปเป็นการอัดเทปแทน ด้วยเหตุผลที่ว่า “ผู้ใหญ่” สั่งมา กลัวว่าเนื้อหารายการจะกระทบกับการดำเนินงานของรัฐบาล ส่งผลให้ “สมชัย” ไม่พอใจ ยกเลิกการสัมภาษณ์ดังกล่าว
ทั้งหมดนี้คือ เส้นทางชีวิตการทำหน้าที่สื่อมวลชนของ “จอม” ในช่วงที่ผ่านมา 
ก่อนหน้าที่จะปรากฎตัวสัมภาษณ์ “จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ” เลขาธิการองค์กรเสรีไทย ด้วยการชงคำถามสุ่มเสี่ยง แบบชนิดไม่มี ความเกรงกลัว ต่อ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แต่อย่างใด ?