PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันศุกร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2557

พลิกปูม ‘นวน เจีย’ อาชญากรสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวกัมพูชา เคยเป็นคนไทย?

พลิกปูม ‘นวน เจีย’ อาชญากรสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวกัมพูชา เคยเป็นคนไทย?

Thu, 07/08/2014 - 16:57
Printer-friendly version
Views: 2,043
พลิกปูม ‘นวน เจีย’ อาชญากรสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวกัมพูชา เคยเป็นคนไทย?
สืบประวัติ “นวน เจีย” อาชญากรสงครามเขมรแดงที่ถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวกัมพูชากว่าสองล้านคนเป็นอดีตคนไทย อดีตศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง แต่เขาก้าวไปเป็นใหญ่ในกองกำลังที่ขึ้นชื่อว่าโหดร้ายที่สุดแห่งศตวรรษได้อย่างไร ทีมข่าวไทยพีบีเอสออนไลน์สืบค้นและเรียบเรียงข้อมูลมาให้ติดตาม
เอ่ยชื่อ “นวน เจีย” หลายคนคงรับรู้ข่าวคราวที่เขาถูกศาลศาลพิเศษกัมพูชา โดยการสนับสนุนของสหประชาชาติลงโทษจำคุกตลอดชีวิตในข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวกัมพูชาในช่วงเขมรแดงเรืองอำนาจพร้อมกับ “เคียว สมพอน”อดีตประธานาธิบดีเขมรแดง โดยช่วงที่นวน เจียมีอำนาจในกองกำลังเขมรแดง เขาเคยดำรงตำแหน่งสูงสุดเป็นหมายเลข 2 รองจากพอล พต อดีตเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์กัมพูชา จนได้รับการเรียกขานจากกองกำลังเขมรแดงว่า “พี่ชายหมายเลข 2”
แต่น้อยคนนักจะรู้ว่านวน เจียคือใคร มีประวัติอย่างไร เพราะอย่างที่รู้กันว่า กองกำลังเขมรแดงเป็นขบวนการที่ลึกลับซับซ้อนที่สุดในโลก อดีตนายทหารระดับนำที่หลุดพ้นช่วงเวลาแห่งการถูกแย่งชิงอำนาจคืนจากพรรคประชาชนปฏิวัติกัมพูชา ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากเวียดนามที่เป็นคอมมิวนิสต์สายโซเวียต ในขณะที่เขมรแดง เป็นสายเหมาอีสต์ หรือจีน ก็ยังสามารถใช้ชีวิตที่เหลือจนชราพร้อมครอบครัว ไม่ว่าจะเป็น ตา ม๊อก, เอียง สารี นางเอียง ทิริธ ฯลฯ
ส่วน “พอล พต” ถูกนักข่าวต่างชาติมาพบขณะที่ใช้ชีวิตในวัยบั้นปลายอย่างเงียบๆ กับครอบครัวที่ จ.ไพลิน ใกล้ชายแดนไทยเมื่อสิบกว่าปีก่อน ตอนนั้นอายุของเขาย่างเข้า 80 กว่าปี หลังจากนั้นรัฐบาลกัมพูชาจึงถูกนานาชาติกดดันให้ดำเนินการเอาผิดกับคนเหล่านี้ ทางการกัมพูชาจึงส่งเจ้าหน้าที่มาควบคุมตัวพอล พตไปขังกระทั่งเขาจะเสียชีวิตในคุก ก่อนการพิจารณาคดีจะเริ่มขึ้น เมื่อปี 2541 เป็นการสะท้อนให้เห็นว่า กัมพูชาเองก็ไม่อยากรื้อฟื้นเอาเรื่องกับคนเหล่านี้เท่าไหร่นัก แต่จำเป็นต้องทำ เพราะการกดดันของนานาชาติที่ยากจะยอมรับการสังหารโหดชาวกัมพูชานับหมื่นๆ คน และเรียกร้องความรับผิดชอบต่อการล้มตายของผู้คนราว2-3ล้านคนในอดีตของคนเหล่านี้
ย้อนกลับไปที่นวน เจีย หลังจากที่ทางการกัมพูชาสืบสวนหาตัวจนเจอก็พบว่าเขาใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวใหญ่อันแสนจะอบอุ่นอยู่ที่ จ.ไพลินใกล้เคียงกับบ้านของพอล พต โดยนวน เจียยืนยันกับนักข่าวมาตลอดว่าเขาไม่มี"เอี่ยว" ในเรื่องฆ่าฟันประชาชน แต่จากข้อมูลในหนังสือ Candidates for Prosecution ของสตีเฟน เฮดเดอร์ กับไบรอัน ทิทเทอมอร์ สองผู้เชี่ยวชาญเรื่องเขมรแดง ระบุชัดเจนว่า นวน เจียมีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบายเรื่องประหารชีวิตของรัฐบาลเขมรแดง และการปรับใช้นโยบาย อีกทั้งหลักฐานมัดตัวเขาที่สุด มาจากคำให้การของนายคัง เก็ก เอียบ หรือ"สหายดุจ" อดีตผู้บัญชาการคุกโตน สเลง ที่ถูกจับกุมตัวได้และให้ข้อมูลกับ "เน็ต เทเยอร์" นักข่าวชาวเนเธอแลนด์เมื่อสิบกว่าปีก่อนว่า "ไม่ใช่พอล พต แต่เป็นนวน เจีย ผู้ออกคำสั่งโดยตรงให้ฆ่า"
นักวิเคราะห์มองว่าเขาเป็นคนมีบุคลิกหยิ่งยะโส ชอบข่มขู่ และไม่สำนึกเสียใจในความผิดที่ทำลงไป เขาบอกเพียงว่า นับจากเขายอมเข้ามอบตัวกับรัฐบาลกัมพูชา เมื่อปี 2541 ภายใต้ข้อตกลงที่ปิดฉากเขมรแดงลง นวน เจีย ยอมรับเรื่องการตายของประชาชน ภายใต้รัฐบาลที่เขาเป็นคนควบคุม แต่อ้างว่าเขาไม่ได้ใหญ่พอที่จะยุติการฆ่าฟันกันได้ และเคยกล่าวกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า เขาไม่รู้ว่าใครคือผู้ต้องรับผิดชอบต่อการตายของประชาชนเหล่านั้น
จากการสืบค้นประวัติ พบว่านวน เจีย เคยเป็น “คนไทย” มาก่อนโดยสิทธิอาณาเขตแห่งรัฐ เพราะเขาเกิดในครอบครัวเชื้อสายจีนที่จังหวัดพระตะบองในห้วงที่จอมพล ป. พิบูลสงครามไปยึดคืนจากฝรั่งเศสและจัดตั้งเป็นมณฑลบูรพา (โดยมีจังหวัดพิบูลสงครามอีกจังหวัดภายใต้มณฑล ) ก่อนที่ไทยต้องยกให้ฝรั่งเศสอีกครั้งหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ปี พ.ศ. 2489
นวน เจียมีชื่อเป็นไทยคือ “ลอง บุญรอด” หรือ “รุ่งเลิศ เหล่าดี” เกิดเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2469 ด้วยความที่ยุคนั้นเขาถือเป็นคนไทย จึงได้เข้ามาเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนมัธยมวัดเบญจมบพิตร จังหวัดพระนคร ต่อจากนั้นเข้าเรียนที่ โรงเรียนเตรียมปริญญา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง หรือ เตรียมธรรมศาสตร์ (ต.มธก.) รุ่นปี พ.ศ.2488
หลังจบการศึกษาเข้าทำงานที่กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ในระหว่างนั้นก็ไปเข้าฟังบรรยายใน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองไปพร้อมกันด้วย ซึ่งเขาชื่นชอบวิชานิติศาสตร์มากที่สุด จนกระทั่งถึงปี 2493 ชีวิตการทำงานย้ายมาสังกัดแผนกอินโดจีน ในกระทรวงการต่างประเทศ ได้เงินเดือน 24 บาท
แต่ในระหว่างที่เรียน มธก. และเป็นข้าราชการไทยอยู่นั้น รุ่งเลิศ เหล่าดี ก็เข้าร่วมกับ องค์กรยุวชนไทย อันเป็นองค์กรของฝ่ายซ้าย หลังได้รับแรงบันดาลใจจากการอ่านหนังสือพิมพ์มหาชน ของฝ่ายซ้ายในยุคนั้น รวมถึงบทความของอุดม ศรีสุวรรณ เรื่อง "ทางออกของไทย" และ "ชีวทัศน์" ของประเสริฐ ทรัพย์สุนทร อดีตกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย
ต่อมาเขาเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย อย่างเต็มตัวในปี ปี 2493 และโอนเข้าเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งอินโดจีน แต่ในเวลาไม่นาน หลังได้ทราบข่าวว่า เกิดเหตุฝรั่งเศสสังหารชาวลาวที่เรียกร้องเอกราช เขาจึงแอบหนีออกจากไทยที่บึงกาฬ ผ่านเข้าลาวที่ปากซัน แล้วไปรับการรฝึกโดยเวียดมินห์ในสมรภูมิเดียนเบียนฟู จนกระทั่งเดินทางถึงกัมพูชา อันเป็นบ้านกิดในเวลาต่อมา
หลังจากนั้น รุ่งเลิศ เหล่าดี กลับไปใช้ชื่อเดิมในภาษาเขมรว่า "นวน เจีย" เข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งกัมพูชา กระทั่งก้าวขึ้นมาเป็นรองเลขาธิการพรรค เป็นรองแต่เพียง “พอล พต” เลขาธิการใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์กัมพูชาเท่านั้น ซึ่งเขาถือเป็นผู้นำเขมรแดงเพียงคนเดียวที่ไม่ได้เรียนจบจากฝรั่งเศสเหมือนคนอื่น
วันที่ 7 สิงหาคม 2557 ศาลพิเศษของกัมพูชาโดยการสนับสนุนของสหประชาชาติก็ตัดสินจำคุกเขาตลอด ในข้อหาก่ออาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ และเป็นไปได้สูงที่เขาจะประสบชะตากรรมเดียวกันกับพอล พต พี่ใหญ่ของเขา นั่นคือเสียชีวิตในคุก และนำศพกลับไปฌาปนกิจอย่างเรียบง่ายที่บ้านเกิดต่อไป.
ทีมข่าวไทยพีบีเอสออนไลน์ รวบรวมและเรียบเรียงข้อมูล

ย้อนรอยเบื้องหลังคดี "สนธิ ลิ้มฯ” ก่อนศาลอุทธรณ์ยืนโทษจำคุก 20 ปี

ย้อนรอยเบื้องหลังคดี "สนธิ ลิ้มฯ” ก่อนศาลอุทธรณ์ยืนโทษจำคุก 20 ปี

เขียนวันที่
วันพฤหัสบดี ที่ 07 สิงหาคม 2557 เวลา 14:15 น.
เขียนโดย
isranews
หมวดหมู่
"..คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เห็นว่าที่จำเลยทั้งสามอ้างว่าไม่มีเจตนาทุจริต และไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัว จึงขอให้ศาลลงโทษสถานเบา และรอการลงโทษนั้น เห็นว่าการกระทำของจำเลย เป็นการฝ่าฝืนกฎระเบียบของตลาดหลักทรัพย์ ร้ายแรง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นถือว่าเป็นโทษต่ำสุดแล้ว ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วยพิพากษายืน.."
sonntte7-8-14
พลันที่ ศาลอุทธรณ์ มีคำพิพากษา ยืนโทษจำคุก 20 ปี นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตผู้บริหารกลุ่มแมเนอร์เจอร์ มีเดีย ในคดีที่ พนักงานอัยการฝ่ายคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร 1 เป็นโจทก์ฟ้อง นายสนธิ ลิ้มทองกุล ร่วมกับ นายสุรเดช มุขยางกูร ,นางสาวเสาวลักษณ์ ธีรานุจรรยงค์ และ นางสาวยุพิน จันทนาอดีตผู้บริหาร และ กรรมการบริษัท แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ในความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อวันที่ 7 ส.ค.57 ที่ผ่านมา
สปอร์ตไลท์ทุกดวงในสังคมไทย ต้องหันกลับมาให้ความสนใจในตัวของ "เจ้าพ่อสื่อ" ผู้นี้ทันที
เพราะต้องยอมรับกันว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในยุคของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี บทบาทและท่าทีของนายสนธิ ถูกจับตามองเป็นอย่างมาก ในฐานะแกนนำคนสำคัญของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ออกมาต่อต้านรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ อย่างชนิดตาต่อตาฟันต่อฟัน
ขณะที่นายสนธิ ก็เคยประกาศลั่นกลางศึกครั้งนั้น ว่าจะสู้ไม่ถอย ชนิด "เจ๊งเป็นเจ๊ง"
มาวันนี้ชะตากรรมของ นายสนธิ กำลังเข้าขั้นวิกฤตเต็มรูปแบบ!
หากจะย้อยกลับไปถึงสาเหตุสำคัญเกี่ยวกับคดีนี้ มีจุดเริ่มต้นจาก สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) เผยแพร่ข่าว เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2554 ว่า เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2554 ที่ผ่านมา ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำพิพากษาลงโทษจำคุก 5 ปี และปรับ นายสุรเดช มุขยางกูร อดีตกรรมการผู้อำนวยการ บริษัทอินเตอร์แนชั่นเนิลเอนจีเนียริง จำกัด (มหาชน) (“IEC”) จำนวน 1,178.25 ล้าน บาท
กรณีลงข้อความเท็จในรายงานการประชุมคณะกรรมการบริษัทเพื่อลวงให้ IEC หรือผู้ถือหุ้นขาดประโยชน์อันควรได้ กระทำผิดหน้าที่โดยทุจริตจนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ในลักษณะ ที่เป็นทรัพย์สินของ IEC และกระทำการเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายเพื่อตนเอง
ถ้าอ่านผ่านๆ ก็เหมือนคดีทั่วไปที่ผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลัก ทรัพย์ฯกระทำการทุจริตต่อหน้าที่ ทำให้บริษัทเสียหายซึ่งเกิดขึ้นเป็นประจำ
แต่ถ้าใครที่ติดตามคดีนี้มาตลอด10 ปีจะรู้ว่า คดีนี้โยงถึง(อดีต?)เจ้าพ่อในวงการสื่อสารมวลชนคือ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งเครือเอเอสทีวีผู้จัดการและแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(พธม.)ด้วย
ทั้งนี้ พนักงานอัยการฝ่ายคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายสนธิ ลิ้มทองกุล นายสุรเดช มุขยางกูร(จำแลยคดี IEC) น.ส.เสาวลักษณ์ ธีรานุจรรยงค์ และ น.ส.ยุพิน จันทนา อดีตกรรมการ บมจ. แมเนเจอร์ มีเดียกรุ๊ป (ถูกพิพากษาล้มละลายเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2553 คดีหมายเลขแดงที่ ลฟ. 5/2541 )เป็นจำเลยที่ 1-4 ในความผิดฐานกระทำผิด พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เนื่องจากนายสนธิ กับพวกซึ่งเป็นกรรมการบริษัท ร่วมกันลงข้อความเท็จในเอกสารของบริษัทแมเนเจอร์ ฯ( MGR) เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2539-30 เมษายน 2540 เพื่อ ค้ำประกันการกู้ยืมเงิน จำนวน 1,078 ล้านบาทให้แก่บริษัทเดอะ เอ็ม. กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ MGR โดยที่คณะกรรมการ MGR ไม่ ได้รับทราบ
ต่อมา เดอะ เอ็ม. กรุ๊ป ได้ผิดนัดชำระเงินกู้ส่งผลให้ MGR ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องรับภาระเป็นผู้ชำระหนี้ ให้กับธนาคารกรุงไทยฯ เป็นจำนวนเงิน 259 ล้านบาท
การกระทำดังกล่าวของบุคคลทั้ง 4 ราย เป็นการกระทำทุจริตโดยใช้ อำนาจที่ตนได้รับมอบหมาย แสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้เพื่อผู้อื่น อันก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินและผลประโยชน์ของ MGR โดยตรง
คดีดังกล่าวเริ่มจากบริษัท IEC ค้ำประกันเงินกู้ให้กับบริษัท เดอะ เอ็มกรุ๊ป(มีนายสนธิ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และผู้บริหารและเป็นบริษัทแม่ของ IEC) ซึ่งกู้เงินจากธนาคารกรุงไทย 1,198 ล้านบาท เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2539 แต่ทาง IEC ไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลการค้ำประกันเงินกู้ดังกล่าวให้แก่ตลาดหลักทรัพย์แห่ง ประเทศไทยทราบซึ่งเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ
อย่างไรก็ตาม นายชัยอนันต์ สมุทรวณิช ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ(ในขณะนั้น)และเป็นประธานกรรมการ IEC ในช่วงที่มีการค้ำประกันเงินกู้ออกมาปฏิเสธว่า คณะกรรมการ IEC ไม่เคยอนุมัติให้ค้ำประกันเงินกู้ให้เดอะ เอ็มกรุ๊ป แต่ผู้บริหารระดับสูงรายหนึ่งของ IEC ปลอมมติคณะกรรมการ
ขณะที่นายสุรเดช อดีตกรรมการผู้อำนวยการ IEC ยอมรับกับสำนักงาน ก.ล.ต.ว่า IEC ค้ำประกันเงินกู้ให้เดอะ เอ็มกรุ๊ปจริง
ต่อมาในเดือนธันวาคม 2542 สำนักงาน ก.ล.ต.ได้กล่าวโทษนายสุรเดช ต่อพนักงานสอบสวนโดยกล่าวหาว่า ปลอมหรือยินยอมให้มีการปลอมสำเนารายงานการประชุมคณะกรรมการบริษัท IEC เพื่อลวงให้ธนาคารกรุงไทยหลงเชื่อว่า คณะกรรมการบริษัท IEC มีมติให้ทำสัญญาค้ำประกันเงินกู้ในนามบริษัท IEC เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์มาตรา 312 ระหว่างโทษจำคุก 5-10 ปี และยังมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาฐานปลอมแผลงเอกสารด้วย
สำนักงาน ก.ล.ต.ตรวจสอบข้อมูลกรณีดังกล่าวเพิ่มเติม จนกลางเดือนตุลาคม 2543 จึงได้กล่าวโทษ นายสนธิ นายสุรเดช นางสาวเสาวลักษณ์ และนางสาวยุพิน อดีต กรรมการบริษัท MGR ร่วมกันปลอมเอกสารในการทำสัญญาร่วมค้ำประกันการกู้จำนวน 1,073 ล้านบาทให้แก่บริษัท เดอะ เอ็ม กรุ๊ปจากธนาคารกรุงไทยโดยคณะกรรมการบริษัท MGR มิได้รับทราบและมิได้มีการเปิดเผยข้อมูลในงบการเงินของบริษัท MGR
การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์มาตรา 307, 311 312 ซึ่งแต่ละกระทง ระวางโทษจำคุก 5-10 ปีและยังมีความผิดฐานปลอมแปลงเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 และ 268
หลังจากนั้นคดีนี้ได้เข้าสู่กระบวนการในชั้นศาลอย่างเต็มรูปแบบ ก่อนที่ศาลชั้นต้น จะพิพากษาจำคุกนายสนธิ ลิ้มทองกุล จำเลยที่ 1 และ นางสาวเสาวลักษณ์ ธีรานุจรรยงค์ จำเลยที่ 3 คนละ 85 ปี และนางสาวยุพิน จันทนา จำเลยที่ 4 จำคุก 65 ปี ส่วนนายสุรเดช มุขยางกูร จำเลยที่ 2 ให้ลงโทษจำคุก 5 ปี
แต่จำเลยทั้ง 4 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง เหลือจำคุกนายสนธิ จำเลยที่ 1 และ นางเสาวลักษณ์ จำเลยที่ 3 คนละ 42 ปี 6 เดือน และนางสาวยุพิน จำเลยที่ 4 จำคุก 32 ปี 6 เดือน ส่วนนายสุรเดช จำเลยที่ 2 ให้ลงโทษจำคุก 2 ปี 6 เดือน
แต่โทษสูงสุดในความผิดฐานดังกล่าว กฎหมายกำหนดให้ลงโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 20 ปี จึงลงโทษจำคุก นายสนธิ จำเลยที่ 1 , นางเสาวลักษณ์ จำเลยที่ 3 และ นางสาวยุพิน จำเลยที่ 4 คนละ 20 ปี แต่ต่อมานายสนธิ พร้อมด้วยนางเสาวลักษณ์ และนางสาวยุพิน ยื่นอุทธรณ์
ล่าสุดคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เห็นว่าที่จำเลยทั้งสามอ้างว่าไม่มีเจตนาทุจริต และไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัว จึงขอให้ศาลลงโทษสถานเบา และรอการลงโทษนั้น เห็นว่า
การกระทำของจำเลย เป็นการฝ่าฝืนกฎระเบียบของตลาดหลักทรัพย์ ร้ายแรง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นถือว่าเป็นโทษต่ำสุดแล้ว ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วยพิพากษายืน
ขณะที่นายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความ ให้สัมภาษณต่อสื่อมวลชนว่า จะใช้หลักทรัพย์เป็นกรมธรรม์ประกันอิสรภาพ ซึ่งเป็นหลักทรัพย์เดิม มูลค่า 10 ล้าน เพื่อขอปล่อยชั่วคราว ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาคำร้องของศาลว่าจะให้ประกันตัวหรือไม่
ส่วนชะตากรรมของนายสนธิ และผู้เกี่ยวข้องในคดีนี้จะเป็นอย่างไรนั้น คงต้องไปรอลุ้นในชั้นศาลฏีกา
เป็นคำตอบสุดท้าย!
---------
รายละเอียดคดีจำคุกอดีตผู้บริหาร IEC
คดีดังกล่าวสืบเนื่องจากวันที่ 28 พฤศจิกายน 2542 ก.ล.ต. ได้กล่าวโทษนายสุรเดช กรณีลงข้อความเท็จในรายงานการประชุมคณะกรรมการบริษัทที่มีข้อความว่า ที่ประชุมคณะกรรมการของ IEC ได้อนุมัติให้IEC เข้าทำสัญญาเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้ของบริษัทเดอะ เอ็ม.กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ต่อธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และได้เข้าทำสัญญาค้ำประกันการกู้ยืมเงินของบริษัทเดอะ เอ็ม.กรุ๊ปฯ ต่อธนาคารกรุงไทยฯในนามของ IEC อันเป็นกิจการที่เกินขอบเขตที่คณะกรรมการของ IEC ได้กำหนดไว้และต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการของ IEC ก่อน ทำให้ IEC มีภาระหนี้ค้ำประกันจำนวน 1,178 ล้านบาท อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 307 311 312(2) ประกอบ 313 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535
จนกระทั่งเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2554 ศาลอาญาฯพิพากษาว่านายสุรเดช มีความผิดตามมาตรา 307 311 312(2) และ 313 แห่ง พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ การกระทำความผิดของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตาม มาตรา 91 แห่งประมวลกฎหมายอาญา โดยลงโทษ (1) ฐานเป็นกรรมการลงข้อความเท็จในรายงานการประชุมเพื่อลวงให้นิติบุคคลหรือผู้ ถือหุ้นขาดประโยชน์อันควรได้ตามมาตรา 312(2) แห่ง พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ ให้จำคุก 5 ปี และปรับ 500,000 บาท
และ (2) ฐานเป็นกรรมการกระทำผิดหน้าที่ของตนโดยทุจริตจนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินของนิติบุคคล
และ (3) ฐานเป็นกรรมการกระทำการเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย เพื่อตนเองหรือผู้อื่นตามมาตรา 307 311 ประกอบ 313 แห่ง พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท จึงลงโทษตามมาตรา 313 แห่ง พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามมาตรา 90 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ให้จำคุก 5 ปี และปรับ 2,356,000,000 บาท
แต่เนื่องจากจำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ จึงลดโทษกระทงละกึ่งหนึ่ง เหลือกระทงละ 2 ปี 6 เดือน ปรับกระทงละ 250,000 บาท และ1,178ล้าน บาท ตามลำดับ รวมลงโทษจำคุก 4 ปี 12 เดือน โดยไม่รอลงอาญา
หมายเหตุ: อ้างอิงข้อมูลจาก prasong.com,รูปประกอบจาก Google

วันพฤหัสบดีที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2557

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จฯ ถึง โรงพยาบาลศิริราช

6ส.ค.57 (22:18 น.) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จฯ ถึง โรงพยาบาลศิริราช โดยขบวนรถยนต์พระที่นั่ง มีพสกนิกรมาเฝ้ารับเสด็จฯ เป็นจำนวนมาก

ก่อนหน้านี้ สำนักพระราชวัง ออกแถลงการณ์เรื่องพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯไปตรวจพระวรกาย ณ โรงพยาบาลศิริราชฉบับที่1 มีเนื้อหาว่า

"วันนี้คณะแพทย์ผู้ถวายการดูแลพระสุขภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้รายงานว่า ตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จมาประทับณวังไกลกังวลตั้งแต่วันที่ 1สิงหาคม 2556 นับเวลาได้ 1 ปีเศษ ซึ่งถึงกำหนดเวลาที่จะขอพระราชทานถวายตรวจพระวรกายอย่างละเอียด 
"แต่เนื่องจากจะต้องใช้เครื่องมือตรวจพิเศษหลายรายการเช่นที่เคยถวายตรวจมาแล้วคณะแพทย์ฯจึงได้กราบบังคมทูลเชิญเสด็จฯ ไปตรวจพระวรกาย ณ โรงพยาบาลศิริราช ในวันที่ 6 สิงหาคม พุทธศักราช 2557"




จากใจและบทเรียนในคดีของสนธิ ลิ้มทอกุล โดย ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์

ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์
บทเรียนจากคดีเอ็มกรุ๊ปที่คุณสนธิ ลิ้มทองกุล สารภาพและโดนศาลอาญาจำคุก 85 ปี แต่กฎหมายให้จำคุกได้สูงสุด 20 ปี ดังนี้

1. ลักษณะคดีนี้เหตุเกิดตั้งแต่ปี 2538 เป็นคดีเก่าที่เกิดขึ้นก่อนจะกราบขอโทษประชาชนที่เวทีสนามหลวงตั้งแต่ปี 2549 ว่าเคยทำเรื่องทั้งดีและไม่ดีในอดีตและจะขอใช้ชีวิตที่เหลือเพื่อชาติและประชาชน ดังนั้นเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ก็เป็นเรื่องที่ผ่านไปแล้วและไม่มีใครสามารถเปลี่ยนเรื่องอดีตได้ และเกิดขึ้นก่อนที่จะเป็นผู้นำมวลชน ดังนั้นจึงเชื่ิอว่ามวลชนส่วนใหญ่เข้าใจในประเด็นนี้ชัดเจนอยู่แล้ว

ในประเด็นนี้ต่างจากนักการเมืองโดยเฉพาะเมื่อเทียบกับ ทักษิณ ชินวัตร ที่แม้ความผิดในอดีตจะเปลี่ยนไม่ได้เช่นกัน แต่ทักษิณกลับไม่เคยคิดจะเปลี่ยนตัวเองทำตัวให้ดีขึ้น เพื่อชดใช้ความผิดของตัวเองที่ได้กระทำเอาไว้

2. ภาวะความเป็นผู้นำ แม้ในทางปฏิบัติคุณสนธิจะไม่ได้เป็นคนจัดทำเอกสารโดยตรงในการเอาบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ไปค้ำประกันบริษัทนอกตลาดโดยไม่ได้รายงานแจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ อันเป็นการกระทำที่ผิดต่อ พรบ.ตลาดหลักทรัพย์ฯ แต่ก็ไม่สามารถปฏิเสธในฐานะคนลงนามในเอกสารในฐานะผู้นำองค์กรได้ คุณสนธิตัดสินใจกันกรรมการบริษัทคนอื่นๆออกจากคดีโดยการรับสารภาพในคดีนี้ไว้เสียเอง โดยไม่ต้องตะแบง หรือปฏิเสธข้อหาลากคดีให้ยืดเยื้อออกไป (ซึ่งหากจะเลือกหนทางนั้นก็ย่อมทำได้)
ในประเด็นนี้ต่างจากนักการเมืองโดยเฉพาะเมื่อเทียบกับ ทักษิณ ชินวัตร นักการเมืองอื่นๆ ที่ไม่เคยมีใครสารภาพความผิดของตัวเอง พยายามใช้เล่ห์ทางกฎหมายเพื่อตะแบง หรือลากยาวเพื่อให้ตัวเองมีอิสรภาพให้นานที่สุด

3. การต่อสู้คดีความ แม้ว่าคุณสนธิจะสารภาพในคดีความ แต่ในข้อเท็จจริงที่ศาลอาญาอ้างเหตุมาลงโทษนั้นยังมีข้อต่อสู้อยู่อีกหล่ยประเด็น เช่น ประเด็นที่ธนาคารกรุงไทยได้ไปให้การว่าธนาคารไม่เสียหายในการปล่อยกู้ (เหตุเพราะมีหลักทรัพย์เกินจำนวนและมีการชำระหนี้ด้วย) และไม่ได้มีโจทก์ร่วมอื่นที่แสดงตนว่าเกิดความ้สียกาย แต่ศาลอาญาพิพากษาว่าไม่เชื่อว่าธนาคารไม่เสียหาย แต่ในท้ายที่สุดศาลกลับไม่พิพากษาให้มีค่าปรับแต่ประการใด และศาลอาญามีการเปลี่ยนคณะองค์พิพากษา แต่เมื่อทนายทักท้วงศาลอาญากลับบอกว่าเป็นความหลงผิดแต่ไม่ได้ทำผิด ฯลฯ ดังนั้นแม้สารภาพแล้วแต่ก็ยังมีข้อต่อสู้ในเฉพาับทลงโทษที่เกิดขึ้นในชั้นอุทธรณ์ต่อไป

ในประเด็นนี้ คุณสนธิ โดนลงโทษสถานหนักถึง 85 ปี (ยิ่งกว่าคดีฆาตกรรมหรือยาเสพติดในหลายคดี)แต่เมื่อคุณสนธิสารภาพศาลจึงลดโทษเหลือกึ่งหนึ่งคือ 42 ปี แต่กฎหมายให้ลงโทษได้แค่ 20 ปี ดังนั้นความจริงการสารภาพไม่ได้มีผลต่อการได้รับโทษต่ำกว่า 20 ปีได้เลย (ตามคำพิพากษาของศ่ลอาญา) แต่คุณสนธิกลับเลือกหนทางนี้

หากเทียบกับกรณีของทักษิณ ชินวัตร จะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะทักษิณไม่เคยสารภาพผิด จึงโดนโทษจำคุก 2 ปี ความจริงหากสารภาพผิด หรือสำนึกผิด และประพฤติตัวดี ก็มีโอกาสที่จะได้ลดโทษลง หรือได้รับการอภัยโทษร่วมด้วยกับนักโทษคนอื่นๆในครรลองที่ถูกต้องต่อไป และอาจติดอยู่ไม่นาน ซึ่งสถานภาพดีกว่าคุณสนธิหลายเท่าทวีคูณที่ถูกพิพากษามากกว่าทักษิณถึง 10 เท่าตัว แต่ทักษิณกลับเลือกหนทาง ไม่ยอมรับผิด ไม่สารภาพ ไม่สำนึกผิด และด่ากระบวนการยุติธรรมไทยแทน

3. ความเป็นใจนักเลง ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมามีนักการเมืองหลายยุคแสดงตนออกมาจะช่วยเหลือในการ "เป่าคดี"นี้ เพื่อแลกกับการที่คุณสนธิหยุดโจมตีรัฐบาล แต่เมื่อคุณสนธิตัดสินใจเดินหน้าตรวจสอบและชนทั้งรัฐบาลชวน 2 และรัฐบาลทักษิณ รัฐบาลทุกยุคจึงสานต่อคดีนี้มาอย่างต่อเนื่อง เงินที่เป็นเงินกู้มาก็นำมาเพื่อหล่อเลี้ยงองค์กรในยามที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ (เหมือนกับองค์กรอื่นๆ ที่ต้องมีการปลด ลดพนักงาน จ่ายเงินเดือนช้า จนถึงขั้นจ่ายเงินเดือนไม่ได้มาแล้ว )

ตลอดระยะเวลา 17 ปีที่ผ่านมา มีนักการเมืองนอกจากจะมีข้อเสนอให้เป่าคดีิาญาแล้ว ยังมีนักการเมืองเสนอจะช่วยเคลียร์ล้างหนี้ทั้งหมดเพื่อแลกกับการหยุดโจมตีรัฐบาล และมีข้อเสนอที่จะซื้อ ASTV ด้วยจำนวนเงินมหาศาลที่จะทำให้คุณสนธิกลับมาเป็นมหาเศรษฐีได้ แม้แต่การตรวจสอบรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ที่จะทำให้สูญเสียมวลชน สูญเสียเงินบริจาค สูญเสียลูกค้าในการซื้อสินค้า ASTV Shop แม้แต่การตรวจสอบรัฐวิสาหกิจหลายแห่งแบบไม่ถอยไม่หยุดจนเขาต้องหยุดโฆษณา หยุดซื้อหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ แต่คุณสนธิก็เลือกที่จะต่อสู้กับความไม่ถูกต้องตรวจสอบความผิดของนักการเมือง ข้าราชการ และรัฐวิสาหกิจ เหล่านั้นทุกยุคต่อไป

ส่วนคนบางกลุ่มที่กล่าวว่าพันธมิตรฯสู้แล้วรวยนั้น หรือชุมนุมเพื่อหาเงินบริจาคนั้น คุณสนธิก็เป็นผู้เสนอให้ตั้งมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน เพื่อให้มีการบริหารที่เป็นรูปองค์กรที่มีกระบวนการตรวจสอบเพื่อความโปร่งใส และเป็นผู้เสนอให้เปิดเผยบัญชีรายรับรายจ่ายทั้งหมดเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ (เป็นการสร้างมาตรฐานสูงกว่ากฎหมายและยังคงเป็นองค์กรที่มีการชุมนุมทางการเมืองในประเทศไทยเปิดเผยบัญชีดังกล่าว) และแสดงให้เห็นว่าไม่มีใครได้เงินเดือน หรือรายรับส่วนตัวจากเงินบริจาคดังกล่าว แม้ในยามวิกฤติที่สุดที่ไม่เงินจ่ายเงินเดือนหรือจ่ายค่าดาวเทียมจน ASTV จอดับ ก็ไม่เคยนำเงินบริจาคดังกล่าวมาจ่ายเงินเดือนของพนักงานบริษัทหรือมาใข้ประโยชน์ส่วนตนแต่ประการใด

ความจริงเงินบริจาคที่มาจุนเจือช่วยเหลือและค้ำยัน ASTV นั้นยังน้อยกว่าการหาเงินส่วนตัวจากคุณสนธิมาลงให้กับ ASTV เฉลี่ยเดือนละ 20 ล้านบาท สิ่งที่คุณสนธิได้ทำคือ เอารายได้จากหนังสือพิมพ์และเว็บไซต์ม่วยทีวี การนำทรัพย์สินของครอบครัวลิ้มทองกุลออกมาขาย กู้ยืมเงินจากคนอื่น ตามทวงหนี้จากเพื่อเก่าที่เคยขอยืมเงินคุณสนธิไปนานแล้ว และการเจรจากับผู้ลงโฆษณาในเว็บไซต์บางรายให้ช่วยจ่ายเงินล่วงหน้า ฯลฯ ดังนั้นถ้าคำนวณเงินคุณสนธิ ลิ้มทองกุลลงเงินกับ ASTV ไปแล้ว ไม่ต่ำกว่า 2 พันล้านบาท

ซึ่งถ้าคุณสนธิไม่เลือกหนทางในชีวิตแบบนี้คุณสนธิก็คงเป็นเศรษฐีรายใหญ่อีกคนหนึ่งในประเทศไทย และคดีความต่างๆที่เกิดขึ้นในอดีตก็คงจบลงด้วยดี คดีใหม่ก็คงไม่มีเหมือนกับทุกวันนี้

คุณสนธิในวันนี้ไม่ได้รวยเหมือนวันก่อน หาเงินมาจ่ายเงินเดือนชนต่อเดือนแบบเลือดตาแทบกระเด็น และบอกให้พวกเราทราบว่าถ้าเป็นอย่างนั้น ชีวิตคงไม่มีความสุขอะไร เพราะชีวิตยังคงยึดติดอยู่กับเงิน แต่วันนี้ยังมีความสุขกว่า เพราะตื่นขึ้นมามองกระจกแล้วไม่อายตัวเอง เงยหน้าไม่อายฟ้า ก้มหน้าไม่อายดิน

ต่างจากทักษิณที่ทุกอย่างยังยึดติดอยู่ในผลประโยชน์และอำนาจ อยากล้างความผิดในอดีตให้กับตัวเอง อยากได้ทรัพย์สินคืน และอยากกระชับอำนาจให้กับพวกตัวเองซึ่งมีมากอยู่แล้วให้มีมากขึ้นไปอีก ซึ่งชีวิตแบบนี้มีแต่ความร้อนรุ่มไม่มีทางจะมีความสุขได้เลย

ด้วยเหตุผลเช่นนี้คนอย่างพลตรี จำลอง ศรีเมือง คนดีมีศีลอย่างไม่ต้องสงสัย ซึ่งไม่เคยเอ่ยปากขอบริจาคให้ใครมาก่อนตลอดชีวิต จึงยอมเอาตัวเองมารณรงค์ให้คนบริจาค ASTV อีกทั้งยังทำธุรกิจปุ๋ยชีวภาพเพื่อเอารายได้มาจุนเจือ ASTV จนถึงทุกวันนี้

4. คุณสนธิ ลิ้มทองกุล ต่อสู้เพื่อให้ทุกคนเคารพหลักนิติรัฐมาโดยตลอด แม้ว่าจะมีความเสี่ยงที่จะรับโทษจำคุกหนัก แต่ก็เลือกหนทางที่จะรักษาหลักนิติรัฐ ยืดอกยอมรับสารภาพว่าตัวเองทำผิด แม้จะยังมีอีกหลายคดี ทั้งคดีการก่อการร้าย, คดี พรก.ฉุกเฉิน, คดี พรบ.ความมั่นคง, คดีหมิ่นประมาท แม้ว่าคดีเหล่านี้จะสามารถจบลงได้ด้วยดีหากยอมจับมือปรองดองกับนักการเมืองหยุดตรวจสอบโจมตีรัฐบาลได้ในหลายยุคที้ผ่านมา แต่คุณสนธิก็เลือกใช้สิทธิ์ต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรม และแม้ว่าในบางคดีจะไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือไม่ได้รับความเมตตาจากผู้พิพากษที่เลือกข้างหรือเคยขึ้นเวทีเสื้อแดง แต่คุณสนธิกลับให้ความสำคัญมากกว่าในการรักษาระบบศาลภายใต้พระปรมาภิไธย ดังนั้นคุณสนธิจึงไม่เคยหลบหนีหมายของศาล ประกาศมาตลอดว่าเคารพในศาล และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพในกระบวนการยุติธรรม

ต่างจากทักษิณ ชินวัตร ที่ด่าศาล ทำลายความน่าเชื่อถือของศาล (ทั้งๆที่ทนายทักษิณเคยเอาขนม 2 ล้านบาทไปให้ที่สำนักงานศาลยุติธรรมจนถูกโทษจำคุกมาแล้ว) เวลาศาลตัดสินเป็นคุณกับตัวเองก็บอกว่าตัดสินด้วยความเป็นธรรมแล้ว แต่เวลาศาลตัดสินเป็นโทษกับตัวเองกับพวกก็โวยวายกล่าวร้ายว่าศาลมีใบสั่งและอำมาตย์อยู่เบื้องหลัง ยอมทำทุกอย่างเพื่อล้างความผิดให้กับตัวเอง ทั้งการทำลายหลักนิติรัฐ มีขบวนการใช้มวลชนเสื้อแดงใช้กำลัง ใช้อาวุธสงคราม และใช้ไฟเผาบ้านเผาเมือง เพียงเพื่อช่วงชิงอำนาจมาและทำลายกระบวนการยุติธรรมอยู่ในปัจจุบัน

คุณสนธิ ปีนี้อายุ 64 ปี ผ่านร้อน ผ่านหนาวมาเยอะแล้ว มีทั้งการทำความผิด และทำในสิ่งที่ถูก แต่ที่คุณสนธิได้ประกาศขอโทษต่อพี่น้องประชาชนตั้งแต่ปี 2549 แล้วสัญญาว่าจะใช้ชีวิตที่เหลือเพื่อชดใช้หนี้แผ่นดิน จะทำเพื่อชาติ และราชบัลลังก์ ความผิดในอดีตที่เปลี่ยนไม่ได้การแสดงความสำนึกคือการยืออกรับสารภาพผิดและเคารพกระบวนการยุติธรรม หากคุณทักษิณรู้จักคำว่า "เสียสละ"ทำได้อย่างคุณสนธิ ประเทศชาติก็คงไม่วุ่นวายเช่นนี้

คุณสนธิ ลิ้มทองกุลพูดให้ผมฟังว่า:

"ชีวิตคุณสนธิเดินมาถึงวันนี้ไม่เสียใจ เพราะการที่ได้รับความเมตตา กับศรัทธาจากพี่น้องประชาชนนั้นเป็นสิ่งที่มีค่าเกินกว่าสิ่งใดๆ ชีวิตคุณสนธิว่างเปล่า ชีวิตคุณสนธิตายหด้เพื่อศรัทธาเหล่านี้ คุณสนธิจึงจะไม่ทำให้พี่น้องประชาชนต้องเสียใจ

สิ่งที่มีค่าอีกประการหนึ่ง คือได้ร่วมงานกับพื่อนพ้อง น้องพี่ ถ้าคุณสนธิมุ่งแต่จะแสวงหาความรวยอย่างเดียว ก็คงไม่ได้เจอเพื่อนร่วมงานที่น่ารักและมีความศรัทธาต่อการทำคุณงามความดี ในทางตรงกันข้ามถ้าคุณสนธิไม่สู้แบบนี้เพื่อนร่วมงานเหล่านี้ก็คงก็ไม่มีเวทีเพื่อทำคุณงามความดีให้กับประเทศชาติและประชาชน และสุดท้ายคงเป็นผู้ที่ไร้จิตวิญญาณถูกพญามารครอบเอาตัยไปตามกระแสแห่งทุนสามานย์

สองสิ่งที่กล่าวมาข้างต้นนี้ทำให้คุณสนธิมีกำลังใจไม่ถ้อถอย การโดนยิง 200 นัดแล้วรอดมาได้ได้เตือนสติคุณสนธิว่าชีวิตมีความไม่แน่นอนต้องเร่งทำคุณความดีให้กับประเทศชาติให้มากที่สุดในชีวิตที่เหลืออยู่ ส่วนความผิดในอดีต คนเราแกัไขอดีตไม่ได้ และโทษที่ถูกจำคุกถึง 85 ปี ไม่ใช่เป็นการฉ้อโกงใคร และธุรกิจก็ล่มสลายไปพร้อมกับวิกฤติเศรษฐกิจ แต่เมื่อเราทำผิดขั้นตอนที่กฎหมายบัญญัติก็ต้องยอมรับ และทำใจ ปล่อยให้เป็นไปตามกฎแห่งกรรม และต้องเข้มแข็ง เพื่อพี่น้องประชาชนไม่เสียกำลังใจ"

คนเรากระทำความผิดได้ แต่รู้สำนึกผิด ยอมยืดอกรับสารภาพผิด และพร้อมรับโทษ พร้อมกลับตัวแก้ไขมาทำให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติเป็นที่ประจักษ์แล้ว ย่อมน่านับถือมากกว่านักการเมืองเกือบทั้งหมดที่ไม่เคยรู้สำนึกผิด ไม่เคยสารภาพผิด ไม่เคยพร้อมรับโทษ ไม่เคยคิดกลับเนื้อกลับตัว และยังพยายามทำลายคนที่มาตัดสินตัวเองเสียอีก นักการเมืองเหล่านั้นสิ น่ารังเกียจหลายเท่านัก

เรือนจำพิเศษฯ เตรียมจัดห้อง ติดกล้องวงจรปิด คุมตัว ‘สนธิ ลิ้มทองกุล’

เรือนจำพิเศษฯ เตรียมจัดห้อง ติดกล้องวงจรปิด คุมตัว ‘สนธิ ลิ้มทองกุล’
เมื่อวันที่ 7 ส.ค. นายสรสิทธิ์ จงเจริญ ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพ กล่าวถึงการรับตัวนายสนธิ ลิ้มทองกุล เข้าควบคุมในเรือนจำหลังศาลอุทธณ์มีคำพิพากษาจำคุกในความผิดตามพ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯว่า นายสนธิจะถูกส่งตัวเข้าแดนแรกรับ ซึ่งเป็นขั้นตอนปกติของผู้ต้องขังทั่วไป จากนั้นจะต้องทำประวัติ พิมพ์ลายนิ้วมือ และตรวจสุขภาพ พร้อมแจกคู่มือการอยู่ในเรือนจำ และอุปกรณ์ยังชีพ
อย่างไรก็ตาม เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ จะควบคุมตัวนายสนธิเพียง 1 คืน ก่อนส่งตัวไปคุมขังที่เรือนจำกลางคลองเปรม เนื่องจากโทษจำคุกของนายสนธิเกิน 15 ปี อยู่นอกเหนืออำนาจการควบคุมของเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ โดยระหว่างถูกคุมตัวในแดนแรกรับ ซึ่งมีผู้ต้องขังเสื้อแดงถูกคุมขังอยู่ด้วย คาดว่าจะไม่มีปัญหา หรือข้อกังวลในการอยู่ร่วมกัน เพราะในห้องควบคุมมีการติดตั้งกล้องวงจรปิดสำรวจความเคลื่อนไหวผู้ต้องขังได้ทั่วถึง อีกทั้งยังมีเจ้าหน้าที่ผู้คุมคอยดูแลป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาระหว่างอยู่ร่วมกันได้แน่นอน
เครดิต : ‪#‎ข่าวสด‬
ภาพจาก : @Satanee_DNN

คนดูแลบ้านหรูบุกรุกป่าเชียงคาน‬ ระบุ บ้านและสวนยางเป็นของนักการเมืองชื่อดัง จ.สุราษฎร์ธานี

คนดูแลบ้านหรูบุกรุกป่าเชียงคาน‬ ระบุ บ้านและสวนยางเป็นของนักการเมืองชื่อดัง จ.สุราษฎร์ธานี
ภายหลัง นายวิโรจน์ จิวะรังสรรค์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย นำกำลังยึดบ้านหรู และสวนยางพารา ในเขตพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าภูเขาแก้ว และป่าดงปากชม บ้านโนนทอง หมู่ 10 ต.ธาตุ อ.เชียงคาน จ.เลย บนเนื้อที่ 158 ไร่ จากการตรวจสอบพบว่า
บ้านหรูหลังดังกล่าว มีมูลค่ากว่า 100 ล้านบาท และจากการสอบสวน นายวัฒนา ศรีแสง อายุ 45 ปี รับเป็นผู้ดูแลบ้าน และคนงานกรีดยาง ระบุว่า บ้านและสวนยางพาราทั้งหมด เป็นเครือข่ายนักการเมืองชื่อดัง จ.สุราษฎร์ธานี
ด้าน นายยงยุทธ ชำนาญรบ ผอ.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จังหวัดเลย กล่าวว่า ที่ดินผืนดังกล่าว เคยเป็นคดีความช่วงปี 53-56 แต่อัยการมีคำสั่งไม่ฟ้อง ต่อมาได้มีการร้องเรียนจากชาวบ้านย่านใกล้เคียงในพื้นที่ว่านายทุนคนเดิมมีการขยายพื้นที่บุกรุกเข้าไปในเขตป่าสงวนฯ อีก กว่า 2,000 ไร่ จึงสนธิกำลังเข้ามาตรวจสอบและยึดพื้นที่คืน ตามนโยบายและคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

อำนาจหน้าที่ของ สนช.

อำนาจหน้าที่ของ สนช.



ศาลพิเศษกัมพูชาตัดสินจำคุกตลอดชีวิตนายนวน เจีย และนายเขียว สัมพัน อดีตสองผู้นำเขมรแดง ฐานก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

วันนี้ ศาลพิเศษกัมพูชาตัดสินจำคุกตลอดชีวิตนายนวน เจีย และนายเขียว สัมพัน อดีตสองผู้นำเขมรแดง ฐานก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีผู้นำระดับสูงของเขมรแดงแม้แต่คนเดียวที่ถูกลงโทษตามกระบวนการยุติธรรม รวมทั้งนายพอล พต ผู้นำสูงสุดซึ่งเสียชีวิตไปในปี 2541 บีบีซีมีวิดิโอย้อนรำลึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นภายใต้น้ำมือของเขาที่ขึ้นมาเรืองอำนาจในช่วงที่เกิดสงครามกลางเมืองในสาธารณรัฐประชาธิปไตยกัมพูชา ชาวบ้านถูกใช้แรงงานเยี่ยงทาส ปล่อยให้หิวโหย ขณะที่ผู้มีความเห็นไม่ลงรอย ทั้งนักวิชาการ คนมีการศึกษา ผู้ประท้วงคัดค้านถูกสังหาร อย่างเหี้ยมโหด

สัญญาณสงครามโลกครั้งที่3

เป็นเรื่อง..."...
Pudit Sukhasvasti เพิ่ม 2 รูปภาพใหม่
กองกำลังนาโต ที่เสริมกำลังขึ้น เพื่อกลบเกลื่อน หายนะทางเศรษฐกิจสหรัฐ และชาติตะวันตก
การเตรียมการรับมือของสงครามในครั้งนี้ เกิดขึ้นภายหลังรัฐบาลสหรัฐส่งที่ปรึกษาทางทหาร มาช่วยเหลือรัฐบาลยูเครน และพร้อมทั้งการเคลื่อนย้ายรถถัง และรถหุ้มเกราะ ตลอดจนรถสะเทินนำ้สะเทินบก หลายร้อยคันมายัง นอร์เวย์ และตอบโต้สหภาพยุโรป ได้ละเมิดสนธิสัญญาที่ทำขึ้นที่เจนีวา ในการส่งอาวุธยุทโธปกรณ์ให้กับรัฐบาลยูเครน

ในอนาคตอันไกล้ มาตรการตอบโต้สหรัฐ และสหภาพยุโรป ที่รัสเซียกำลังจะเพิ่มก็คือ บรรดาบริษัทของยุโรปทั้งหมดในรัสเซีย รวมทั้งโรงงานต่างๆ ซึ่งเป็นมาตรการที่เรียกว่า "economic nuclear weapon"
นอกจากนี้ยังมี ย่างก้าวที่สำคัญก็คือการลงนามความร่วมมือทางด้านพลังงาน ระหว่างรัสเซียและอิหร่าน ของบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของรัสเซีย โดยใช้เงินรูเบิลของรัสเซียโดยตรง แม้กระทั่งทองคำในการแลกเปลี่ยนโดยไม่ใช้เงินดอลลาร์ ถือเป็นการเตรียมความพร้อมในด้านของ ยุทธปัจจัยในการทำสงครามนั่นเอง
ซึ่งก่อนหน้านั้นในต้นปี ได้มีการลงนามทางการค้าร่วมกับอินเดียแล้ว เพื่อซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าทางด้านการเกษตร ระหว่างกันโดยตรงในฐานะประเทศในกลุ่ม BRICS และรัสเซียเวลานี้ ก็ยกเลิกนำเข้าสินค้าเกษตรจาก สหภาพยุโรปบางประเภท เพื่อไม่ให้ผู้บริโภคได้รับผลกระทบ เตรียมเสบียงไว้ในการสงครามและมาตรการคว่ำบาตรของ สหภาพยุโรปนั่นเองhttp://in.rbth.com/economics/2014/03/31/india_russia_to_step_up_agricultural_cooperation_34141.html
การปฏิเสธการลงนามทางการค้าของอินเดีย กับองค์กรณ์การค้าโลก เมื่อสิ้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมานั้น หมายถึงการเลือกข้างของ อินเดียอย่างชัดเจน และท่าทีของอินเดีย ก็ยังย้ำในจุดยืนเดิมในเรื่องความมั่นคงทางอาหาร สำหรับชาวอินเดีย โดยได้รับการสนับสนุน จากประธานด้านกองทุนการเกษตรระหว่างประเทศด้วยคำกล่าวที่ว่า "การสร้างอาชีพให้กับประเทศอื่น ในขณะที่คนในประเทศกำลังหิว เป็นสิ่งที่ใช้ไม่ได้"
(Creating jobs for some other country, while people are still hungry, doesn't make sense) http://timesofindia.indiatimes.com/India/Indias-tough-stand-on-WTO-gets-support-from-UN-body/articleshow/39616159.cms
WTO ก็ไม่ต่างอะไรกับ องค์กรณ์ที่เป็นหุ่นเชิดของสหรัฐและตะวันตก คือ แทนที่จะส่งสินค้าเกษตรไปยังสหรัฐและตะวันตกเพื่อแลกกับเงินดอลลาร์ ที่เจ้าของธนาคารนั่งพิมพ์ในห้องแอร์ ทั้งๆที่คนในประเทศทำงานแทบตาย กว่าจะได้ผลผลิตออกมา สู้เก็บเอาไว้คนในประเทศบริโภค ดีกว่าส่งให้ฝรั่งแดก หรือเป็นเสบียงไว้ทำสงครามรังแกประเทศอื่น
เพราะฉะนั้นเราก็พอจะมองภาพออกแล้วใช่ไหมครับว่า โลกกำลังจะเดินไปสู่จุดใด รัสเซียตอนนี้เตรียมทั้ง เสบียงและยุทธปัจจัย ไว้รับมือมาตรการคว่ำบาตร และเตรียมความพร้อมไว้รับมือกับสงคราม และเมื่อไหร่ที่รัสเซียซึ่งมีก๊าซธรรมชาติและน้ำมันมหาศาล และมากที่สุดในโลก มีความมั่งคั่งถึง 75 ล้านล้านดอลลาร์ มากกว่าสหรัฐ ที่ตามมาเป็นอันดับสองมูลค่า 45 ล้านล้านดอลลาร์http://247wallst.com/special-report/2012/04/18/the-worlds-most-resource-rich-countries/3/
แต่ไม่มีประโยชน์อันใด เพราะตัวเลขหนี้สาธารณะมันมากมาย มากกว่าตัวเลขที่ประกาศออกมามาก ถึงจะขุดน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติในสหรัฐขึ้นมาใช้เกือบหมด ก็ยังจ่ายหนี้ไม่ครบอยู่ดี นอกจากเดินหน้าทำสงคราม เพื่อค้ำประกันเงินดอลลาร์ต่อไปเท่านั้น เพราะหนี้สาธารณะของสหรัฐ ตัวเลขที่แท้จริงไม่ใช่ 17 ล้านล้านดอลลาร์ ตามที่กล่าวอ้าง แต่อาจจะมากถึง 70 ล้านล้านดอลลาร์นั่นเอง เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา รัฐบาลสหรัฐ พยายามหาทางเลี่ยงบาลีปกปิด ตัวเลขหนี้สาธารณะที่แท้จริงของตัวเอง เพื่อเรียกความเชื่อมั่นของนักลงทุน สัดส่วนหนี้สาธารณะกับ จีดีพีจะได้ไม่สูงเกินจริง และกู้ยืมเงินได้มากขึ้น เพราะเพดานหนี้ก็ขยายมาตลอดเวลาแล้ว ถ้านึกไม่ออกก็ให้นึกถึง รัฐบาลไทย พยายามจะยักย้ายถ่ายเท บรรดาหนี้เสียไปให้ธนาคารแห่งประเทศไทยรับภาระแทนนั่นแหละครับ เพื่อตัวเองจะได้กู้ยืมเงินเพิ่มขึ้น สัดส่วนหนี้สาธารณะกับจีดีพีไม่ไม่สูงมากhttp://english.pravda.ru/business/finance/22-08-2013/125468-usa_national_debt-0/
เพราะฉะนั้นถ้าเรามองภาพออก จะเห็นว่ารัสเซียนั้น อยู่ในฐานะได้เปรียบในทางด้านเศรษฐกิจ จึงทำทุกอย่างเพื่อเลี่ยงสงคราม และสหรัฐอยู่ในฐานะล้มละลาย เพราะหนี้สินมหาศาล จึงทำทุกอย่างเพื่อให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 ก่อนที่สหรัฐเองจะเผชิญกับ สงครามกลางเมืองเพราะหายนะทางเศรษฐกิจ
เพราะถ้าเมื่อไหร่ที่ รัสเซียประกาศว่าจะใช้การแลกเปลี่ยนน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ โดยสกุลเงินอื่นแม้กระทั่งทองคำ ที่ไม่ใช่ดอลลาร์ นั่นแหละครับคือ หายนะของ "petrodollar" นั่นหมายถึงจุดจบของสหรัฐอเมริกา ที่เคยเป็นมหาอำนาจของโลก มาอย่างยาวนาน และอยู่ในฐานะจมไม่ลง ทั้งๆที่ตัวเองไปไม่รอดแล้วนั่นเองhttp://www.eutimes.net/2014/08/putin-issues-global-war-order-against-obama-regime/

'ยิ่งลักษณ์ 'ประสาน 'คสช.' กลับไทยแน่ 10 ส.ค.นี้

'ยิ่งลักษณ์ 'ประสาน 'คสช.' กลับไทยแน่ 10 ส.ค.นี้
7 ส.ค.57
รายงานข่าวจาก คสช.เปิดเผยว่า ..
ได้รับการประสานจากคนใกล้ชิดของ
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อย่างไม่เป็นทางการ
ถึงกำหนดเดินทางกลับประเทศไทย
หลังจากที่ขออนุญาตเดินทางไปประเทศ ฝรั่งเศส อังกฤษ และ สหรัฐฯ
ตั้งแต่วันที่ 23 ก.ค.ที่ผ่านมา และจะเดินทางกลับประเทศไทย
ในวันที่ 10 ส.ค.นี้ ตามกำหนดที่ได้ขอไว้กับ คสช.
///////////////////////////////////////////////////////////////////

สนธิ ลิ้มฯ กับพวก วืดประกัน!! เข้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพ

นายสนธิ ลิ้มทองกุล ยังไม่ได้ประกันตัว ในฐานกระทำผิด พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หลังศาลพิเคราะห์คำร้องและหลักทรัพย์แล้ว เห็นควรส่งเรื่องให้ศาลฎีกาเป็นผู้พิจารณาคำสั่งประกัน ถูกนำตัวไปควบคุมที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพทันที ด้าน ผบ.เรือนจำฯเผย คุมตัวได้เพียงแค่ 1 คืน ก่อนส่งเข้าคุกคลองเปรม เพราะมีโทษสูงเกิน 15 ปี

จากกรณีที่เมื่อช่วงเช้า - ศาลอุทธรณ์ ได้มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้จำคุก นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ในเครือผู้จัดการ อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย / น.ส.เสาวลักษณ์ ธีรานุจรรยงค์ อดีตผู้บริหารแผนฟื้นฟู บมจ. แมเนเจอร์ฯ และ น.ส.ยุพินจันทนา อดีตกรรมการ บมจ. แมเนเจอร์ฯ ฐานกระทำผิด พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 มาตรา 307, 311,312 (1) (2) (3) , 313 คนละ 20 ปี และทั้งสามได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์เป็นกรมธรรม์ประกันอิสรภาพมูลค่าคนละ 10 ล้านบาท เพื่อขอปล่อยชั่วคราวระหว่างฎีกา

หลังจากที่ศาลอาญาพิเคราะห์คำร้อง และหลักทรัพย์แล้ว เห็นควรส่งเรื่องให้ศาลฎีกาเป็นผู้พิจารณาเพื่อมีคำสั่งประกันต่อไป โดยจากนี้เจ้าหน้าที่จะส่งเรื่องทั้งหมดให้ศาลฎีกาพิจารณา ในวันที่ 8 ส.ค.นี้ ซึ่งเป็นวันทำการสุดท้ายของสัปดาห์ ซึ่งศาลฎีกาจะใช้เวลาพิจารณา ราว 3–5 วัน ประกอบกับเป็นช่วงวันหยุดยาวติดต่อกัน 4 วัน คาดว่าศาลฎีกา น่าจะมีคำสั่งได้ราววันที่ 14-15 ส.ค.นี้ ต่อมาเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้นำรถตู้ 2 คันมารับตัวทั้งสาม โดยนำตัว นายสนธิ แยกขึ้นรถเพียงคนเดียว ไปควบคุมไว้ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ / ส่วนลูกน้องคนสนิทอีก 2 คน ซึ่งเป็นหญิง ถูกนำตัวไปควบคุมไว้ที่ทัณฑสถานหญิงกลางบางเขน เพื่อรอคำสั่งประกันจากศาลฎีกาต่อไป

ด้าน นายสรสิทธิ์ จงเจริญ ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพ กล่าวถึง การรับตัว นายสนธิ เข้ามาควบคุมในเรือนจำฯ ว่า นายสนธิจะถูกส่งตัวเข้าแดนแรกรับ ซึ่งเป็นขั้นตอนปกติของผู้ต้องขังทั่วไป อย่างไรก็ตามเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯจะควบคุมตัว นายสนธิ เพียง 1 คืน ก่อนส่งตัวไปคุมขังที่เรือนจำกลางคลองเปรม เนื่องจากโทษจำคุกของนายสนธิเกิน 15 ปี อยู่นอกเหนืออำนาจการควบคุมของเรือนจำพิเศษกรุงเทพ

อย่างไรก็ตามระหว่างถูกคุมตัวในแดนแรกรับ ซึ่งมีผู้ต้องขังเสื้อแดงถูกคุมขังอยู่ด้วย คาดว่าจะไม่มีปัญหา หรือข้อกังวลในการอยู่ร่วมกัน เพราะในห้องควบคุมมีการติดตั้งกล้องวงจรปิดสำรวจเคลื่อนไหวผู้ต้องขังได้ทั่วถึง อีกทั้งยังมีเจ้าหน้าที่ผู้คุมคอยดูแล ป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาระหว่างอยู่ร่วมกันได้แน่นอน.

วันพุธที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2557

หลวงปู่พุทธอิสระ โดนวางยา

"หลวงปู่พุทธะอิสระ" โดนวางยา !
ชี้ ! ทรมานเหมือนถ่านไฟอยู่ในท้อง !
วันที่ 6 ส.ค. 57 ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานว่า แอดมินผู้ดูแล เพจหลวงปู่พุทธะอิสระ แห่งวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม ได้โพสต์ในเพจบุ๊คตามคำที่หลวงปู่ได้พูดว่า
ฉันไม่สบายตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ผ่านมา ฉันว่าฉันก็พยายามระมัดระวังแล้วนะ ยังเสียท่าให้คนวางยาเอาจนได้ มาในรูปผสมกับน้ำมังคุด พอฉันเข้าไปเท่านั้นแหละคุณเอ๋ย ยังกับโซดาไฟ มันร้อนตั้งแต่ลำคอจนถึงลำไส้ แต่ก็ยังทนนำปฏิบัติธรรมสวดมนต์จนเสร็จเพราะกลัวจะเสียฟอร์ม คืนนั้นทั้งคืนต้องหาวิธีขับถ่าย ดื่มน้ำหมดไป 2 โหล
พยายามทำให้ขี้ ให้เยี่ยว ทั้งคืนแทบจะไม่ได้หลับ มันทรมานแสบร้อนกระเพาะลำไส้มากเท่ามาก ยังกับมีถ่านไฟแดงๆลุกโชนอยู่ในท้องฉะนั้น ต้องใช้วิชาทั้งหมดเท่าที่มีเอามาเป็นที่พึ่ง เพื่อบรรเทาความเจ็บปวดทรมาน เช้าขึ้นยังตะกายไปบิณฑบาตจัดรายการ แต่สิ่งที่ตามมาทีนี้ไข้จับ ฉันอะไรนิดอะไรหน่อยก็ท้องอืดแน่น ต้องอาศัยสมุนไพรเคลือบกระเพาะที่ตนทำ เพื่อบรรเทาความแสบร้อน ตามด้วยยาเคลือบกระเพาะน้ำขาว ต้องฉันทุก 2 ชั่วโมง
วันที่สองของการโดนวางยา แม้มีชีวิตรอด แต่แทบหมดแรงหมดสภาพ รักษาฟอร์มเอาไว้ไม่อยู่แล้ว ต้องปล่อยให้มันเป็นไปตามสังขาร ไม่สามารถเดินบิณฑบาตได้ ทั้งไข้ ทั้งแสบกระเพาะลำไส้ ฉันอะไรนิดหน่อยก็อืด คงต้องใช้เวลาอีกหลายวัน กว่ากระเพาะลำไส้จะกลับคืนเข้าที่เข้าทาง
ที่จริงมันก็น่าให้เขาวางยาหรอกนะ เพราะช่วงเวลาที่ผ่านมาใครๆก็อยากให้ฉันตาย โดยเฉพาะพวกทุรชนคนพาล เพราะฉันประกาศชัดเจนว่า จะต่อสู้กับความไม่ถูกต้อง ไม่เป็นธรรม และเผอิญไอ้คนไม่ถูกต้องไม่เที่ยงธรรมมันดันมีเต็มบ้านเต็มเมือง คนชั่วคนพาลพวกนี้จึงได้เดือดเนื้อร้อนใจ ต้องการจะกำจัดผู้ขัดขวางผลประโยชน์ให้หมดไป ซึ่งก็ต้องโทษตัวฉันเอง ที่ไม่ยอมก้มหัวให้กับความชั่วร้ายใดๆ ชีวิตจึงตกอยู่ในการปองร้ายของคนพาลดังกล่าว
ไม่ต้องห่วง ไม่มีครั้งที่สองแน่ ฉันจะไม่ยอมตายง่าย จนกว่าคนไทยทุกคนมีความสุข ประเทศชาติชนะ พระเจ้าอยู่หัวมีความสุข และมหาปณิธานของพระโพธิญาณจะบรรลุดังวัตถุประสงค์ที่ตั้งใจไว้
จาก
(พลังประชาชน โค่นล้มระบบทักษิณ)