PR
วันอังคารที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2557
ประยุทธ์ กับสถานการณ์
“เรื่องนักท่องเที่ยวนี่ มีปัญหามาตลอด ต้องเห็นใจเขาว่า เขาเข้าใจว่าบ้านเมืองเราเนี่ยสวยงาม ปลอดภัย ทำอย่างไรก็ได้ ผมถาม แต่งบิกินีประเทศไทย จะรอดไหม เว้นแต่ไม่สวยละนะ สวยทุกคนในนี้
สวยทุกคน แต่งได้หมด อันตราย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องบอกเขา ต้องทำทั้งสองอย่าง คือกฎหมายเฝ้าระวังและให้นักท่องเที่ยวเขาระวัง”
เมื่อสำนักข่าวเอพี ซึ่งเป็นสำนักข่าวระหว่างประเทศชื่อดังได้เผยแพร่ข่าวนี้ออกไป และมีสื่อในต่างประเทศนำไปขยายความต่อ โดยนำข้อความบางส่วนไปเผยแพร่ จนทำให้เกิดความเข้าใจผิดคิดว่า
นายกรัฐมนตรีของไทยบอกว่า “ถ้านักท่องเที่ยวมาประเทศไทยแล้วใส่บิกินี จะไม่ปลอดภัย เว้นแต่จะเป็นคนไม่สวย” และทำให้เกิดการตีความว่า นายกฯ ไปตำหนิเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย จนในที่สุด
พล.อ.ประยุทธ์ต้องออกมาแสดงความเสียใจและขอโทษกันไปแล้ว
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันอังคารที่ 16 ก.ย. ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ ก็ได้มีคำสั่งให้รื้อระบบไมโครโฟนห้องประชุมคณะรัฐมนตรีที่กรมโยธาธิการและผังเมืองได้ติดต่อขอให้บริษัทผู้แทนจำหน่ายมาติดตั้ง
โดยที่ยังไม่ได้ตกลงเรื่องราคา จนกระทั่งมีการท้วงติงว่ามีการจัดซื้อจัดจ้างระบบไมโครโฟนชุดนี้ด้วยราคาที่สูงเกินปกติ แม้ต่อมาได้มีการต่อรองราคาลงได้ถึง 35% แต่ก็ไม่ได้ทำให้ข้อสงสัยและ
วิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่โปร่งใสที่มีการนำอุปกรณ์ราคาแพงหลายล้านบาทมาติดตั้ง ทั้งที่ยังไม่ได้มีการทำสัญญาอย่างเป็นทางการ
การสั่งรื้อระบบไมโครโฟน และสั่งให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนใหม่ทั้งหมดของ พล.อ.ประยุทธ์ แม้ว่าจะช้าไปบ้าง แต่ก็ถือว่าเป็นการตัดสินใจที่เด็ดขาด แต่ยังมีประเด็นที่ต้องติดตามกันต่อไปว่า
ผลการสอบสวนในเรื่องนี้ จะออกมาช้าหรือเร็วอย่างไร และจะต้องมีผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อการดำเนินการที่ส่อให้เกิดความสงสัยว่าจะมีการทุจริตคอร์รัปชัน อันเนื่องมาจากโครงการนี้หรือไม่
จะว่าไปแล้ว ในห้วงเวลาเกือบ 4 เดือนที่ผ่านมา ตั้งแต่ คสช.เข้ายึดอำนาจการบริหารราชการแผ่นดิน พล.อ.ประยุทธ์ ได้ใช้อำนาจในฐานะนายกรัฐมนตรีบริหารประเทศตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ซึ่งพบว่า
หลายเรื่องที่เป็นอำนาจของรัฐบาลตรงๆ โดยไม่ไปกระทบกับกลุ่มผลประโยชน์ใดๆ ก็สามารถทำได้โดยรวดเร็ว เช่น เรื่องการจ่ายเงินคงค้างแก่ชาวนาในโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลชุดก่อน
หรือการปรับโครงสร้างรัฐวิสาหกิจ รวมทั้งการปรับลดภาษีน้ำมันที่มีผลให้น้ำมันมีราคาลดลงอย่างฮวบฮาบมากกว่าในเวลาปกติ
อย่างไรก็ตาม ความพยายามของ พล.อ.ประยุทธ์ และคณะ คสช.ที่จะผลักดันนโยบายบางอย่างที่ต้องไปเกี่ยวข้องกับกลุ่มผลประโยชน์ที่มีส่วนได้ส่วนเสียก่อนหน้าที่ คสช. จะเข้ามาควบคุมอำนาจ
เช่น การควบคุมไม่ให้มีการขายปลีกสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคา หรือการจัดระเบียบรถตู้โดยสารและวินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ที่จนถึงขณะนี้ ก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน หรือแก้ได้
เฉพาะในช่วงแรกๆ ที่มีการเข้มงวด พอเจ้าหน้าที่ถอนกำลังออกไป ทุกอย่างก็กลับมาอยู่ในสภาพเดิม
จึงน่าเป็นห่วงว่า ในระยะเวลาอีกประมาณ 1 ปีที่รัฐบาลภายใต้ คสช. เข้ามาบริหารประเทศ จะสามารถแก้ไขปัญหามากมายมหาศาลที่หมักหมมอยู่ในสังคมไทยได้มากน้อยเพียงใด ยิ่งบรรดาข้า
ราชการไทยทั้งหลาย จะรู้ดีว่า รัฐบาล คสช. จะเข้ามาอยู่ในระยะเวลาสั้นๆ การตอบสนองต่อนโยบายรัฐบาลก็อาจจะทำให้ระยะสั้นๆ หรือบางคนที่มีความใกล้ชิดกับนักการเมืองก็อาจจะใส่เกียร์ว่าง
บ้าง ในคราวที่รัฐบาล คสช.เผลอ เพื่อรอจังหวะให้รัฐบาลนี้พ้นวาระไป และรัฐบาลจากพรรคการเมืองกลับเข้ามามีอำนาจอีกครั้ง
จุดนี้เองที่ทำให้นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งกับนายกรัฐมนตรีที่มาจากสถานการณ์พิเศษ เช่น พล.อ.ประยุทธ์ มีความแตกต่างกัน และแน่นอนว่า พล.อ.ประยุทธ์ กับ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์
นายกรัฐมนตรีจากสถานการณ์รัฐประหารเมื่อปี 2549 ก็มีความแตกต่างกันเช่นกัน เพราะครั้งนั้น พล.อ.สุรยุทธ์ ไม่ได้เป็นหัวหน้าคณะรัฐประหารเอง
เราจะเห็นได้ชัดว่า ในสมัยที่ พล.อ.สุรยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี มีอดีตข้าราชการประจำหลายคนเข้ามาเป็นรัฐมนตรีในกระทรวงสำคัญๆ หลายกระทรวง การผลักดันงานต่างๆ เป็นไปในลักษณะของ
การประคองให้ผ่านๆ ไป การผลักดันร่างกฎหมายต่างๆ เป็นไปด้วยความล่าช้า เพราะสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีความหลากหลายและมีกลุ่มผลประโยชน์พยายามเข้าไปแทรกแซง
การพิจารณากฎหมายสำคัญๆ เช่น กฎหมายควบคุมการบริโภคแอลกอฮอล์ เป็นต้น การบริหารราชการของรัฐมนตรีต่างๆ ก็เป็นไปด้วยความระมัดระวังด้วยความเกรงว่าจะถูก “เช็กบิล” เมื่อพ้น
ตำแหน่งไปแล้ว ทุกอย่างจึงล่าช้าไปหมด
เมื่อรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเข้ามาบริหารประเทศ ก็กลับเข้าสู่วังวนเดิมๆ ที่นักการเมืองจะเข้ามาแทรกแซงการทำงานของข้าราชการประจำแบบน่าเกลียด คือใครไม่ยอมเป็นพวกก็จะถูกจับย้าย
ไปอยู่ในตำแหน่งที่ไม่สามารถบริหารงานได้ เช่น เป็นผู้ตรวจราชการ หรือการโยกย้ายโดยไม่คำนึงถึงระบบอาวุโส ความรู้ความสามารถและคุณธรรม จริยธรรม ใครที่ยอมรับใช้นักการเมืองก็จะได้
ดิบได้ดีในยุคที่นักการเมืองเรืองอำนาจ
แน่นอนว่า นายกรัฐมนตรีที่มาจากนักการเมืองย่อมต้องใส่ใจกับภาพลักษณ์และมักจะมีทีมงานคอยจัดฉากให้ดูดีอยู่เสมอ ขณะที่เวลาส่วนใหญ่ก็จะหมดไปกับการไปเป็นประธานเปิดงานให้กับกลุ่ม
ผลประโยชน์ที่จะมีส่วนสร้างคะแนนนิยมให้กับตนเองและพรรคการเมืองที่ตนเองสังกัด รวมทั้งคอยติดตามการดำเนินการตามนโยบายประชานิยมที่พรรคตนได้ริเริ่มไว้ โดยไม่สนใจงานด้าน
นิติบัญญัติในสภาผู้แทนราษฎร
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีที่มาจากพรรคการเมืองอีกบางพรรค อาจไม่มีปัญหากับข้าราชการมากนัก แต่ก็มักที่จะไม่ค่อยกล้าตัดสินใจ ทำให้การผลักดันนโยบายต่างๆ เป็นไปด้วยความล่าช้า ไม่ทัน
การณ์ จนถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า ไม่กล้าตัดสินใจในปัญหาสำคัญของประเทศ จนทำให้หลายครั้งประเทศไทยต้องเสียโอกาสไป
ส่วนนายกรัฐมนตรีที่มาจากสถานการณ์ไม่ปกติ โดยเฉพาะแบบพล.อ.ประยุทธ์ ที่คุมอำนาจแบบเบ็ดเสร็จ คือ เป็นทั้งนายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ที่มีอำนาจในการแต่งตั้ง สนช. และสมาชิก
สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) นั้น น่าจะมีความแตกต่างจากนายกฯ คนอื่นๆ คือ สามารถทำงานได้อย่างรวดเร็ว มีความเบ็ดเสร็จเด็ดขาด การผลักดันกฎหมายต่างๆ ทำได้ไม่ยาก แต่ก็มีข้อเสียคือ การ
ตัดสินใจในเรื่องต่างๆ อาจไม่รอบคอบ และเกิดผลกระทบทางลบในระยะยาวได้
ยิ่งหากการแก้ปัญหาต่างๆ เป็นไปในแนวเดียวกับการแก้ปัญหาราคาสลากฯ และวินรถตู้โดยสาร ฯลฯ หรือการแก้ปัญหาที่แม้จะเด็ดขาดเช่น เรื่องการสั่งรื้อระบบไมโครโฟนฯ แต่หากผลการสอบ
สวนออกมาล่าช้าหรือจับมือใครดมไม่ได้ ปัญหาต่างๆ ก็คงจะหมักหมมต่อไป และเมื่อรัฐบาลนี้พ้นจากตำแหน่งไปแล้ว ปัญหาทุกอย่างก็จะกลับสู่สภาพเดิม
หากสภาพการณ์เป็นดังว่านี้ การเข้ามายึดอำนาจของคณะ คสช.ก็คงจะไม่พ้นการ “เสียของ” ซ้ำรอยการรัฐประหารที่ผ่านๆ มา ส่วนจะใช้เป็นข้ออ้างเพื่ออยู่ในอำนาจต่อไป ก็คงจะเป็นเรื่องยาก เพราะ
ถ้าไม่สามารถแก้ปัญหาต่างๆ ให้เห็นผลได้จริง หรือแก้ได้อย่างยั่งยืน ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทั้งหลายคงไม่ยอม
โดยเฉพาะหากเกิดข้อสงสัยกรณีคล้ายๆ กับการติดตั้งระบบไมโครโฟนที่ทำเนียบรัฐบาลบ่อยๆ และการสอบสวนถึงความไม่ชอบมาพากลเป็นไปอย่างล่าช้า และไม่สามารถเอาคนผิดมาลงโทษได้
อย่างจริงๆ ด้วยแล้ว โอกาสที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์จะอยู่ยาวๆ คงเป็นไปได้ยาก หรืออาจจะต้องคืนอำนาจเร็วกว่าที่วางโรดแม็ปไว้ก็เป็นได้ เพราะประชาชนขาดความเชื่อมั่นและขาดความไว้ใจไป
เสียแล้ว
ที่สำคัญต้องไม่ลืมว่า การได้มาซึ่งอำนาจอาจจะไม่ยาก แต่การใช้อำนาจให้เป็นธรรมและการครองตนไม่ให้หลงระเริงไปกับอำนาจอาจเป็นเรื่องยากก็เป็นได้...
ชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี
Twitter: @chavarong
///////////////////
ปี๊บ กำลังฮิต"วิโรจน์"รัฐศาสตร์ มธ."ปี๊บคลุมหัว"ขอเสรีภาพทางวิชาการ-จี้สามัญสำนึก"สมคิด"
การเมือง
วันที่ 22 กันยายน นายวิโรจน์ อาลี อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้แสดงออกเชิงสัญลักษณ์ ด้วยการนำ "ปี๊บ" คลุมหัว เพื่อแสดงออกถึงเสรีภาพทางวิชาการที่ถูกคุกคาม
และ เรียกร้องถึงความรับผิดชอบของนายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรศาสตร์ ที่ควรจะแสดงจุดยืนที่ชัดเจนเกี่ยวกับ กรณีที่เจ้าหน้าที่ได้เข้ามาควบคุมตัวอาจารย์ และ นักศึกษาใน
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต ในงานเสวนาห้องเรียนประชาธิไปตย เมื่อวันที่ 18 กันยายน ที่ผ่านมา
นายวิโรจน์ กล่าวว่า ปี๊บดังกล่าวนักศึกษา ทำมาให้ผม ซึ่งเมื่อเด็กทำมาให้ผมก็กล้าใส่ เมื่อมีจดหมายเปิดผนึกของนักวิชาการ 60 คนออกมา เกี่ยวกับประเด็นเรื่องการขอคืนเสรีภาพทางวิชาการ ผมก็
รู้สึกว่านี่คือเรื่องสำคัญ ในมหาวิทยาลัยควรเป็นพื้นที่ที่ให้ทุกคนสามารถแสดงออกด้วยเหตุและผลของตนเอง ผมจึงได้ "นำปี๊บ" มาคลุมหัว เพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ อย่างที่ปรากฏ
อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่นายวิโรจน์เห็นว่าเป็นปัญหาด้วย คือ กรณีที่นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมธ. ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่อาจารย์และนักศึกษา ถูกจับในมหาวิทยาลัย ว่า โดนตำหนิทั้ง2ด้าน
คือ ในตำแหน่งอธิการบดีก็มีคนตำหนิ และ สนช.ด้วยกันก็ตำหนินั้น นายวิโรจน์กล่าวว่า อธิการบดีควรจะมีความชัดเจนในหน้าที่ของตนเอง ต้องเลือกให้ชัดว่าจะทำหน้าที่ไหนยังไง ควรจะทำ
หน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่ง แสดงจุดยืนของตนเองออกมา ซึ่งตอนนี้มันขัดแย้งกันอย่างมาก ควรจะต้องเลือกเอาว่าจะเป็นอะไรกันแน่ และอธิการบดีต้องไม่ลืมว่า ประชาคมได้เลือกอธิการมาด้วย
นายวิโรจน์ กล่าวว่า เสรีภาพทางวิชาการจะทำให้ทุกคนได้ใช้เหตุใช้ผล สังคมจะมีความเป็นอารยะมากขึ้น และ "มหาวิทยาลัย" ก็เป็นสถาบันการศึกษาที่สังคมไทยกำหนดบทบาทให้ทำหน้าที่นั้น
และเป็นสิ่งที่ภาครัฐควรจะต้องส่งเสริมอีกด้วย เพราะเราไม่ได้สอนให้ต้องเชื่อตาม แต่นักศึกษาจะต้องคิดตัดสินใจที่จะเลือกเอง เมื่อก้าวออกไปสู่สังคมที่ตนเป็นส่วนหนึ่งของพลเมือง ไม่อยากให้ถึง
ขั้นลามเข้ามาในห้องเรียน เพราะตอนนี้ก็ไม่รู้แล้วว่าจะสอนหนังสืออย่างไร
"ผมก็จะ เอา"ปี๊บ" คลุมหัวเรื่อยๆ หากมีโอกาสที่จะสามารถแสดงออกเชิงสัญลักษณ์นี้ได้ ที่สำคัญคือ เรื่อง เสรีภาพทางวิชาการ และ ผู้บริหารที่ควรจะมีสามัญสำนึกในเรื่องนี้" นายวิโรจน์กล่าว
ทำไม สตีฟ จอบส์จำกัดการใช้iphone ipad กับลูกๆ
หลายคนเข้าใจว่าที่บ้านของ “สตีฟ จ็อบส์” เจ้าของบริษัทไอทีที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกอย่างแอปเปิล จะต้องเป็นสวรรค์ของเด็กเนิร์ด ที่มีอุปกรณ์ไอทีเต็มไปหมด ทีวีจอใหญ่สุดยอดติดฝาผนัง พร้อม iPhone, iPad ให้เล่นได้ทั้งวันทั้งคืน
แต่นั่นเป็นเรื่องผิดถนัด เมื่อทางนักข่าวของ New York Times ที่ได้มีโอกาสสัมภาษณ์จ็อบส์ในช่วงงานเปิดตัว iPad รุ่นแรกเมื่อปี 2010
“ลูกๆ คุณคงต้องชอบ iPad เป็นแน่จริงไหม ?”
“พวกเขาไม่ได้ใช้มันหรอก” จ็อบส์บอกกับนักข่าว “เราจำกัดเทคโนโลยีที่เด็กควรจะใช้ที่บ้าน”
ดูเหมือนจะไม่ใช่แค่สตีฟ จ็อบส์คนเดียวที่จำกัดการใช้อุปกรณ์ไอทีในบ้านของลูกๆ แม้แต่ Chris Anderson อดีตบรรณาธิการ Wired นิตยสารสุดกี๊ก ก็ยังควบคุมการใช้ Gadget ของลูกๆ อย่างเข้มงวดเช่นกัน
“ลูกๆ ของผมบ่นออกมาบ่อยครั้ง ว่าเด็กในบ้านอื่นไม่เห็นมีกฏแบบนี้เลย” เขาพูดถึงลูกๆ ทั้ง 5 คนที่อายุแค่ 6 ขวบถึง 17 ปี “นั่นเป็นเพราะเราเป็นกลุ่มผู้ที่ได้สัมผัส และรู้ถึงอันตรายของเทคโนโลยีกลุ่มแรก ผมไม่อยากให้มันเกิดกับลูกๆ ของผม”
อันตรายจากเทคโนโลยีในวัยเด็ก
แน่นอนว่าอุปกรณ์ไอทีก็มาพร้อมประโยชน์และโทษ ทั้งเนื้อหาที่รุนแรงและควบคุมยากกว่าสื่ออื่น, การถูกคุกคามจาก Social Network, รวมถึงมีงานวิจัยมากมายที่ไม่ควรให้เด็กได้ใช้ Gadget เป็นเวลานาน โดยเฉพาะการเสพติดอุปกรณ์ไอที
Evan Williams ผู้ก่อตั้ง Blogger และ Twitter เผยข้อแนะนำสำหรับการให้เด็กใช้อุปกรณ์อย่าง iPhone, iPad หรือ Gadget อื่นๆ ดังนี้
- เด็กที่อายุต่ำกว่า 10 ปีมีแนวโน้มที่จะเสพติดอุปกรณ์ไอทีมาก
- ผู้ปกครองควรขีดเส้น และตั้งกฏจำกัดการใช้งาน
- ไม่ควรให้เด็กใช้อุปกรณ์ Gadget ในช่วงวันปกติหลังเลิกเรียน
- ในวันหยุดสุดสัปดาห์ ควรให้เด็กใช้ iPhone, iPad ได้ไม่เกิน 30 นาทีถึง 2 ชั่วโมงต่อวัน
- เด็กอายุ 10 – 14 ปีให้ใช้คอมพิวเตอร์หรือ Gadget ได้ในวันปกติ แต่เฉพาะทำการบ้านเท่านั้น
แต่ก็มีพ่อแม่อีกหลายคนที่ใช้กฏที่ยืดหยุ่นกว่า เช่นห้ามเปิดจออุปกรณ์ทุกชนิดในห้องนอน แต่ใช้ได้ไม่จำกัดในห้องนั่งเล่น ที่พ่อแม่เห็นลูกอยู่ตลอด หรือจำกัดแค่บางแอพและห้ามใช้ Social Network เท่านั้น
เมื่อกลับไปที่สตีฟ จ็อบส์ นอกจากที่เขาห้ามไม่ให้ลูกๆ ใช้ iPhone, iPad ทั้งที่เขาเป็นผู้คิดค้นขึ้นแล้ว เมื่อกลับถึงบ้าน ทุกเย็นจ็อบส์จะทานข้าวกับลูกๆ บนโต๊ะยาวที่ห้องครัว พูดคุยถึงเรื่องหนังสือ, ประวัติศาสตร์ และหัวข้อน่าสนใจมากมาย
ไม่มีใครที่ยก iPad หรืออุปกรณ์ไอทีขึ้นมา เด็กๆ ก็ดูจะไม่เสพติดอุปกรณ์พวกนี้แต่อย่างใด
ที่มา – The New York Times
อ่านเพิ่ม : วิธีจำกัดการซื้อของบน iPhone, iPad สำหรับเด็ก
วันจันทร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2557
โรดแมป 3ระยะคสช.
ระยะที่ 2 การใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราว ซึ่งกำลังดำเนินการจัดทำอยู่โดยฝ่ายกฎหมาย จะมีการจัดตั้งสภานิติบัญญัติ สรรหานายกรัฐมนตรี ตั้งคณะรัฐมนตรี เพื่อบริหารราชการ ร่าง/จัดทำรัฐธรรมนูญ พร้อมกับการตั้งสภาปฏิรูปเพื่อปฏิรูปแก้ไขในทุกเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องการ และเป็นที่ยอมรับ โดยน่าจะใช้เวลาประมาณ 1 ปี มากหรือน้อยกว่านั้นขึ้นอยู่กับสถานการณ์ หากสถานการณ์เรียบร้อยเป็นปกติ ปฏิรูปสำเร็จ ปรองดอง สมานฉันท์กันทุกฝ่าย ประชาชนมีความรักความสามัคคีกัน ก็จะเริ่มดำเนินการก้าวเข้าสู่ระยะที่ 3
ระยะที่ 3 การเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์ ที่ทุกคนทุกพวกทุกฝ่ายพอใจ กฎหมายทันสมัยในทุกด้าน รวมทั้งกฎระเบียบ กติกาต่างๆ ได้รับการแก้ไข เพื่อให้ได้คนดี สุจริต มีคุณธรรม มาปกครองบ้านเมืองด้วยหลักธรรมาภิบาล
สิ่งต่างๆ ที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นจะไม่สำเร็จโดยเร็วอย่างที่ทุกคนต้องการได้เลย หากยังไม่มีความสงบเกิดขึ้น การประท้วงด้วยความไม่เข้าใจในระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง และไม่เข้าใจในเหตุผลการควบคุมอำนาจในครั้งนี้ ว่าทำเพื่อประเทศไทยและคนไทยทุกคน รวมทั้งส่งผลดีต่อการพัฒนาความสัมพันธ์และเพิ่มผลประโยชน์ของไทยและมิตรประเทศได้ในอนาคตอันใกล้
“ผมคิดว่าคนไทยทุกคนเหมือนผม ไม่มีความสุข มาประมาณ 9 ปีแล้ว ขณะนี้ทุกคนอยู่ในความสุขสงบมาก ตั้งแต่ 20 และ 22 พฤษภาคม 2557 เป็นต้นมา คสช.ไม่ต้องการก้าวเข้าสู่อำนาจ ไม่ต้องการใช้อำนาจเพื่อผลประโยชน์ใดๆ เลย แต่ประเทศชาติเดินหน้าต่อไปไม่ได้ ถ้าทหารและข้าราชการทุกคนไม่ทำอะไรเลย ใครจะมาดูแลท่าน ใครจะแก้ปัญหาให้ท่าน ในเมื่อประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์เดินหน้าต่อไปไม่ได้ ด้วยความขัดแย้ง เจ้าหน้าที่ถูกตำหนิ ประชาชนเกิดความไม่ไว้วางใจ การบังคับใช้กฎหมายปกติทำไม่ได้ ทั้งนี้ขอให้เชื่อมั่นในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนให้ความร่วมมือ ทั้งข้าราชการ พลเรือน ตำรวจ ทหาร และให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ประเทศชาติต้องมาก่อนเสมอ”พล.อ.ประยุทธ์ ยืนยัน
คณะรักษาความสงบแห่งชาติ
คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. (อังกฤษ: National Council for Peace and Order (NCPO) เดิมใช้ชื่อ National Peace and Order Maintaining Council (NPOMC) ) เป็นคณะผู้ยึดอำนาจการปกครอง โดยรัฐประหารยึดอำนาจการปกครอง เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 ตั้งแต่เวลา 16:30 น. หลังเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม ประกาศกฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร พร้อมทั้งจัดตั้งกองอำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (กอ.รส.) ได้สองวัน และมีพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหัวหน้าคณะ
วันที่ 21-22 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ผอ.รส.) เรียกประชุมผู้แทนรัฐบาล, วุฒิสภา, คณะกรรมการการเลือกตั้ง, พรรคเพื่อไทย, พรรคประชาธิปัตย์, นปช. และ กปปส. ที่สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดีรังสิต เพื่อหาข้อสรุปในการก้าวผ่านวิกฤตการณ์ทางการเมือง แต่ไม่อาจหาข้อสรุปได้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา และผู้บัญชาการเหล่าทัพ จึงประกาศกระทำรัฐประหารในที่ประชุม และควบคุมตัวผู้เข้าร่วมประชุม ยกเว้นตัวแทนวุฒิสภา และคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยนำตัวไปยังกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ ซึ่งใช้เป็นกองบัญชาการของ คสช.
วันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2557 ทหารได้แจกใบปลิวให้ประชาชนที่สัญจรย่าน อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ โดยใบปลิวนั้นได้ระบุถึง เหตุผลในการยึดอำนาจของคสช. ว่า[1]
1มีความขัดแย้งทางความคิดการเมืองอย่างรุนแรง หยั่งลึกจากระดับประเทศไปถึงระดับครอบครัวคนไทย
2การใช้อำนาจการปกครองที่กระทำอยู่เดิม ไม่สามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ความแตกแยก และการกระทำผิดของกลุ่มต่าง ๆ ได้อีกต่อไป
3แนวทางการเลือกตั้งในรูปแบบเดิมมีการต่อต้านอย่างกว้างขวาง ถ้าเลือกตั้งต่อไปในสถานการณ์เช่นนี้ อาจเกิดปัญหาความวุ่นวายไม่จบสิ้น
4การชุมนุมทางการเมืองที่มีต่อเนื่องมาถึง 6 เดือน ซึ่งมีสาเหตุมาจากความขัดแย้งทางความคิด และการแก่งแย่งผลประโยชน์ทางการเมือง ตลอดระยะเวลา 9 ปีที่ผ่านมา (วิกฤตการณ์การเมืองไทย พ.ศ. 2548–2553 และ พ.ศ. 2556–2557) ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของประชาชนทุกหมู่เหล่า ทำให้ประชาชนแตกความสามัคคี จนไม่อาจปรองดองกันได้
5ปัญหาทุจริต มีคดีความจำนวนมากอยู่ในชั้นศาล และยังรอกระบวนการยุติธรรมตัดสิน
6การบังคับใช้กฎหมายปกติต่อปัญหาข้างต้น บังคับใช้ไม่ได้ทุกกลุ่ม ทำให้เกิดความหวาดระแวง เกลียดชังกันในหมู่ประชาชนเป็นวงกว้าง ความเคลื่อนไหวของทุกฝ่าย โดยเฉพาะแกนนำที่มีความผิด ตามกระบวนการยุติธรรม นำไปสู่การยุยงปลุกปั่นแนวร่วมของฝ่ายตน ให้พร้อมที่จะกระทำการใด ๆ ต่อฝ่ายตรงข้ามด้วยความรุนแรง
7การบริหารราชการแผ่นดินในห้วงที่ผ่านมาไม่สามารถกระทำได้ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของชาติ และก่อปัญหาความเดือดร้อนต่อประชาชนทุกระดับจนถึงรากหญ้า
8มีการล่วงละเมิดสถาบันกษัตริย์ตามมาตรา 112 ทั้งทางลับและเปิดเผย สร้างความไม่พอใจและเกลียดชังของประชาชนโดยรวม ที่มีความจงรักภักดีต่อสถาบันฯ
9การปลุกระดมมวลชนที่มุ่งเอาชนะฝ่ายตรงข้ามโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ทวีความรุนแรงและเป็นไปอย่างกว้างขวางทั่วประเทศ
10ปรากฏชัดว่ามีการจัดตั้งและใช้กองกำลังติดอาวุธรวมถึงการตระเวนอาวุธสงครามจำนวนมาก เพื่อปฏิบัติการอย่างรุนแรงต่อฝ่ายตรงข้ามของตน โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนผู้บริสุทธิ์ ซึ่งกองทัพจะยอมให้เกิดขึ้นในประเทศชาติไม่ได้โดยเด็ดขาด
คสช.จัดทีมใหม่-รวมสมาชิก 15 คน "พล.อ.ประวิตร" ขึ้นรอง คสช.(ข้อมูล)
คสช.จัดทีมใหม่-รวมสมาชิก 15 คน "พล.อ.ประวิตร" ขึ้นรอง คสช.

เรื่อง แต่งตั้งผู้ดํารงตําแหน่งในคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
2. พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็น รองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
3. พลเอก ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร เป็น รองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
4. พลเรือเอก ณรงค์ พิพัฒนาศัย เป็น รองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
5. พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง เป็น รองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
6. พลตํารวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว เป็น รองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
7. พลเอก ศิริชัย ดิษฐกุล เป็น สมาชิกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
8. พลเอก วรพงษ์ สง่าเนตร เป็น สมาชิกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
9. พลเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายา เป็น สมาชิกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
10. พลเรือเอก ไกรสร จันทร์สุวานิชย์ เป็น สมาชิกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
11. พลอากาศเอก ตรีทศ สนแจ้ง เป็น สมาชิกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
12. พลตํารวจเอก สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง เป็น สมาชิกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
13. นายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็น สมาชิกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
14. นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็น สมาชิกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
15. พลเอก อุดมเดช สีตบุตร เป็น เลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
ยกเลิกกรรมการเลือก สปช. เหตุ รธน.ให้เป็นอำนาจ คสช.
ยกเลิกกรรมการเลือก สปช. เหตุ รธน.ให้เป็นอำนาจ คสช.

20 ก.ย. 2557 คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีคำสั่งที่ 121/2557 เรื่อง ยกเลิกคำสั่ง คสช. ที่ 117/2557 ใจความ ยกเลิกคำสั่ง คสช. ที่ 117/2557 ลงวันที่ 17 ส.ค. 2557 เรื่อง การแต่งตั้งคณะกรรมการคัดเลือกสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ทำหน้าที่พิจารณาคัดเลือก สปช. จำนวนไม่เกิน 250 คน เนื่องจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2557 มาตรา 30 วรรค 6 ได้กำหนดให้ คสช. คัดเลือก สปช. จากบัญชีรายชื่อที่คณะกรรมการสรรหาเสนอจำนวนไม่เกิน 250 คน
โดยเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2557 ที่ผ่านมาเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ คําสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 121/2557 เรื่อง ยกเลิกคําสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 117/2557 ที่ได้กําหนดให้มีคณะกรรมการคัดเลือกสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ทําหน้าที่พิจารณาคัดเลือกบุคคล ซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ นั้น โดยที่มาตรา 30 (6) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ได้กําหนดให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ คัดเลือกบุคคลที่สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติจากบัญชีรายชื่อที่คณะกรรมการสรรหาเสนอ จํานวนไม่เกินสองร้อยห้าสิบคน ดังนั้น อํานาจในการพิจารณาคัดเลือกผู้ที่สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติให้เหลือจํานวนดังกล่าว จึงเป็นอํานาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติตามที่รัฐธรรมนูญกําหนด
เพื่อให้กระบวนการคัดเลือกสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 30 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 และมาตรา 15 แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ พ.ศ. 2557 คณะรักษาความสงบแห่งชาติ จึงมีคําสั่งให้ยกเลิกคําสั่งดังกล่าว สั่ง ณ วันที่ 19 กันยายน พุทธศักราช 2557 พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
อนึ่งคำสั่งที่ 117 ได้กำหนดคณะกรรมการคัดเลือกฯ ขึ้นมา 14 คน ประกอบด้วย พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ต่างประเทศ พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.แรงงาน พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รมว.ศึกษาธิการ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รมว.คมนาคม พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม พล.อ.จิระเดช โมกขะสมิต ประธานคณะที่ปรึกษากองทัพบก พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม พล.อ.วรพงษ์ สง่าเนตร รอง ผบ.สส. พล.ร.อ.ชุมนุม อาจวงษ์ หัวหน้าคณะทำงานเตรียมการปฎิรูป กห. พล.ร.อ.จักรชัย ภู่เจริญยศ รอง ผบ.ทร. พล.อ.อ.สฤษดิ์พงษ์ โกมุทานนท์ รองผบ.ทอ. พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ รักษาการผบ.ตร. และพล.อ.อุทิศ สุนทร หัวหน้าคณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายและสั่งการของผู้บังคับบัญชาในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำหน้าที่เพื่อพิจารณาคัดเลือกบุคคล ซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิก สปช.จากบัญชีรายชื่อที่คณะกรรมการสรรหาประจำจังหวัดเสนอ จังหวัดละหนึ่งคน และในแต่ละด้าน พร้อมทั้งนำรายชื่อบุคคลที่ได้รับการคัดเลือกเสนอต่อหัวหน้า คสช. เพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯ
สูญเสียนักสันติวิธีชายแดนใต้ 'อัฮหมัดสมบูรณ์ บัวหลวง'
สูญเสียนักสันติวิธีชายแดนใต้ 'อัฮหมัดสมบูรณ์ บัวหลวง'

นายอัฮหมัดสมบูรณ์ เดินทางออกจากประเทศไทยเมื่อวันที่ 15 กันยายน ไปประเทศสวีเดน เพื่อทำหน้าที่เป็นตัวแทนขององค์กรภาคประชาสังคมในการประสานกับตัวแทนฝ่ายต่างๆ ในเรื่องการพูดคุยเพื่อสันติภาพ ซึ่งหลังจากญาติๆที่จังหวัดปัตตานีทราบข่าว ได้มารวมตัวกันที่บ้านพักของนายอัฮหมัดสมบูรณ์ที่บ้านเลขที่ 23 ม.6 ต.ปูยุด อ.เมือง จ.ปัตตานี เพื่อหารือถึงการสูญเสียดังกล่าว ท่ามกลางบรรยากาศที่เศร้า โดยญาติต้องการให้นำศพกลับมาประกอบศาสนกิจตามหลักศาสนาอิสลามที่จังหวัดปัตตานี แต่อาจต้องใช้เวลาดำเนินการ 2-3 วัน
นายอัฮหมัดสมบูรณ์ เดินทางไปประเทศสวีเดนรวมทั้งประเทศต่างๆ บ่อยครั้งเพื่อพบปะกับตัวแทนกลุ่มขบวนการต่อสู่กับรัฐไทยที่เคลื่อนไหวในต่างประเทศ เพื่อหาทางออกในเรื่องการแก้ปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ โดยเขามักยืนยันต่อแกนนำขบวนการหลายคนถึงแนวทางการแก้ปัญหาด้วยสันติวิธีและไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรง
นายอัฮหมัดสมบูรณ์ นอกจากจะเป็นนักวิชาการอิสระแล้ว เขายังเป็นนักประชาสังคมและทำงานชุมชนมานานหลายปี ที่ผ่านมาเคยดำรงตำแหน่งกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ หรือ กอส. ที่มีนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน ตำแหน่งล่าสุดที่เขาเป็นคือ ผู้อำนวยการหลักสูตรเสริมสร้างสันติสุขของสถาบันพระปกเกล้า ซึ่งการเสียชีวิตของเขานับเป็นการสูญเสียบุคคลากรที่มีความสำคัญในการแก้ปัญหาความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ทุ่มเทอย่างจริงจังในการทำหน้าที่เพื่อสันติภาพจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต
เปลว สีเงิน:เปลี่ยนพูดเป็นทำ นั่นคือตามสัญญา
โดย เปลว สีเงิน
• @ เปลว สีเงิน ชี้ถึงสภาพสังคม นิสัยคนไทยและมาจบที่คสช. รัฐบาล พลเอกประยุทธ์ต้องรีบดำเนินการทันที ตามคำมั่นสัญญาทำอย่างเด็ดขาดเอาผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นที่ตั้ง
……………………………………..
• เพื่อนผม "คุณมกร์ รุ่งกมล" ซื้อตั๋วเรือมา ๒ ใบชวนไปล่องแปซิฟิก ผมเลยถือโอกาสไปลอยอังคารตัวเองซะหลายวัน กลับมาหวัดดัดจริตกินงอม ทั้งไอ-ทั้งน้ำมูกไหลเป็นน้ำตกหลี่ผี เปิดโทรทัศน์ดูข่าวสะลึมสะลือเพราะฤทธิ์ยา จับความได้ว่า.....
เดี๋ยวนี้นายกฯ ประยุทธ์ เปลี่ยนจาก "นักปฏิวัติ" เพื่อปฏิรูปสังคมบ้านเมือง ไปเป็น "นักพูดเจ๊าะแจ๊ะ" เพื่อให้ถูกใจแฟนคลับและนักข่าวสาวน้อย-สาวใหญ่ประจำทำเนียบฯ ไปซะแล้ว!
@ จะเป็น "นักปฏิบัติ" หรือ "นักพูด" ก็ตัดสินใจให้ดีนะ เพราะตอนนี้ เข้าสู่โหมดรัฐบาลบริหารประเทศเต็มตัวแล้วเข้าสู่เดือนที่ ๔ ที่ ๕ แล้ว ที่พูด-ที่สัญญา "ว่าจะทำ" หลายเรื่อง-หลายอย่างน่ะ
ได้ลงมือทำอะไรให้เห็นเป็นสัญญาณคืบหน้าเป็นรูปธรรมบ้าง?นอกจาก ขนเงินไปใช้หนี้แทนรัฐบาลยิ่งลักษณ์ไม่จบ-ไม่สิ้น!
มีแต่เงินไหลออก ยังไม่เคยเห็นว่า ในหัวเลี้ยว-หัวต่อเศรษฐกิจชะลอ-รอฟุบ รัฐบาล คสช.จะมีนโยบาย หรือได้ทำอะไรเป็นการสร้างรายได้เข้าประเทศบ้าง?
ก็น่าเสียดายนะ...!
@ "การท่องเที่ยว" ที่เป็นตลาดเงินสด และเป็นเงินสดที่กระจายสร้างสภาพคล่องให้ระบบทันที-ทันควันแต่รัฐบาล คสช.เล่นบท "ไก่ได้พลอย"!ทำลายทั้งโอกาสตัวเองและโอกาสสังคมประเทศ ที่
ตอนนี้ตกอยู่ในภาวะเศรษฐกิจซึมเซาประเทศไทยนั้น ลองส่งออกสะดุด เกษตรมีปัญหา ท่องเที่ยวไม่เดิน....ทุกอย่างก็...ดับ!
@ รัฐบาลที่มีสัญญา ตุลา ๕๘ จะมีเลือกตั้ง ขืนเอาแต่เจ๊าะแจ๊ะไปวันๆ ผลงานเป็นรูปธรรมไม่เกิด ระวังนะ....ถ้าไม่รีบปรับทิศทางการทำงาน อย่างเก่งสุด ให้ถึงไตรมาส ๔ ต่อจากนั้น รัฐบาล คสช.จะสิ้นมนต์ขลัง
เศรษฐกิจจะพัง ไร่นาสาโทจะวิบัติด้วยแห้งแล้งจัด ความหวังสู่อาเซียนเคว้งคว้าง ไม่เห็นทางจับต้องได้ ทุกอย่างมีแต่แผน...แผน..และแผน และคำว่า...กำลังศึกษา
@ ถึงตอนนั้น ทุกปลายหอกจะหันเข้าหาเจ้าของเพลง "เราจะทำตามสัญญา"ซึ่งเอาเข้าจริง ทุกสิ่ง... แล้วเราก็ทำไม่ได้ตามสัญญาาาา?!
@ คสช.มาพร้อมคำสัญญาจะปฏิรูปประเทศ ชาวบ้านอยากเห็นปฏิรูปรถไฟที่เหลวแหลก ใช้อำนาจไปครึ่งเดียว ก็ทิ้งคา จนวันนี้ ก็ยังคา ไม่รู้ว่ารถไฟไทยจะไปทางไหนกันจะปฏิรูประบบตำรวจ
กราบแทบเท้าถามท่าน...
ถึง ณ วันนี้ มีอะไรในสถาบันตำรวจที่เรียกว่าปฏิรูปบ้าง กระทั่งการแต่งตั้ง ตั้งแต่หัวยันหางก่อนปฏิรูป "หนอนยุ่บ" ยังไง .....หลัง คสช.ปฏิรูป "หนอนยุ่บ" ยังงั้น!
กับสถาบันอัยการก็เถอะ คสช.ก็ปฏิรูปครึ่งๆ กลางๆ ขอนไม้ที่เปลี่ยนใหม่กับขอนไม้ขอนเดิม มันต่างกันตรงไหน และ คสช.เปลี่ยนด้วยประสงค์ใด ในเมื่อผลที่ออกมาวันนี้
มีแต่คนพูด มึน...ว่ะ?
@ "ข้าว" คืออนาคตชาวนา ฟังข่าววานซืน ข้าวหอมมะลิไทยที่เคยครองปาก-ครองท้อง ชาวฮ่องกงร้อยละ ๙๐ มาวันนี้ ลดเหลือร้อยละ ๔๐ กว่าๆ เท่านั้น เพราะคนฮ่องกงวันนี้ หันไปกินข้าวหอมมะลิเขมร!
เหตุผลคือ นอกจากราคาถูกกว่าแล้ว ที่สำคัญ คุณภาพไม่ต่างจากข้าวหอมมะลิไทย และคนฮ่องกงกินจนคุ้นเคยรสชาติแล้ว
ที่สำคัญเหนือสำคัญคือ...คนฮ่องกงบอกว่า....."ข้าวหอมมะลิไทยชอบปลอมปน ไม่ซื่อสัตย์ ไม่รักษาคุณภาพ"!
สะใจดีมั้ย.......?
@ แล้วท่านนายกฯ ประยุทธ์พอมองเห็นหรือยังว่า จุดอ่อน-จุดบกพร่อง ของประเทศไทย-คนไทยที่ต้องรีบปฏิรูปก่อนเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน นั้น เมื่ออำนาจปกครองประเทศตกอยู่ในกำมือท่านควรทำอะไร...ควรจัดการแก้ไขตรงไหนก่อน?
@ ผมไปดูโลกภายนอกเขามา เมื่อกลับสู่โลกเป็นจริง คือบ้านเมืองของตัวเอง แต่โลกทัศน์ผมก็ไม่เปลี่ยน เราก็คือเรา-เขาก็คือเขา
ผมเป็นคนไม่ชอบยกบ้านเมืองอื่นมาทับถมบ้านเมืองตัวเอง เท่าๆ กับชอบศึกษาวิถีคนในชาตินั้นๆ
เรือเขาพาล่องไม่เห็นฝั่ง เห็นแต่ฟ้ากับน้ำ แวะตามเกาะแก่งต่างๆ ห่างไกลโตเกียวจนไปจรดรัสเซีย เรียกว่าไป "บ้านนอก" ตามซอกเกาะว่างั้นเถอะ
แต่ญี่ปุ่นมีเอกลักษณ์อย่างหนึ่งคือ "ไม่มีบ้านนอก" ขึ้นท่าไหน-เมืองไหน ไม่ว่าเมืองใหญ่ เมืองเล็ก ทุกเมือง มีความเป็นโตเกียว-เป็นญี่ปุ่น เหมือนกันหมด!
สะอาด ระเบียบ มีมรรยาท ซื่อสัตย์ มีวัฒนธรรม เข้าแถว ถนอมรักษาของเก่าและธรรมชาติ ให้เกียรติในความเป็นคนทัดเทียมกัน
@ สะท้อนถึงสิ่งต้องคิดคือ ต้องตีโจทย์ "ความเจริญ" ให้แตกว่า ความเจริญของญี่ปุ่นนั้น หมายถึงอะไร?
หมายถึง ต้องสร้างตึกรามบ้านช่องใหญ่ๆ ก่อน หมายถึงต้องมีรถไฟความเร็วสูงก่อน หมายถึงต้องตัดถนนหนทางระโยงระยางเป็นใยแมงมุมก่อนหรือหมายถึง....?
ต้องสร้าง "จิตสำนึก" ความเป็นคนในชาติก่อน แล้วให้จิตสำนึกความเป็นคนนั้น สร้างสิ่งอื่นๆ อันเป็นวัตถุขึ้นมารองรับสังคมบนมาตรฐานจิตสำนึกในชาติด้วยกัน
ญี่ปุ่นไม่มีทรัพยากรวัตถุ-ทรัพยากรบุคคลเหนือกว่าไทย ตรงกันข้าม ของเราเหนือกว่าเขาด้วยซ้ำ
เพียงแต่เขาสามารถกะเทาะ-เจียระไน "แก่นสำนึก" ในคนของเขาออกมาใช้ได้แล้วเท่านั้นส่วนเรา....ผู้นำบริหารแต่ละยุคสมัย ยังใจเย็น ยังไม่คิดที่จะกะเทาะ-จะเจียระไน
"ทรัพยากรบุคคล" ที่ซ่อนอยู่ในรูปขี้ตะกรันออกมาเป็น "แทนทาลัม" เพื่อใช้พัฒนาชาติเท่านั้นเอง!
@ คนไทยนั้น ถ้าได้รับการเจียระไนวันไหน ต่อให้อเมริกัน-ญี่ปุ่น-เยอรมนี เรียงหน้าเข้ามาเลย หรือดาหน้าเข้ามาพร้อมๆ กันก็ได้ สูง-ใหญ่ ไม่ใช่ประเด็น
ดูอย่างเมื่อวาน (๒๑ ก.ย.๕๗) วอลเลย์บอลหญิงไทย ประเดิมสนามนัดแรกในกีฬาเอเชียนเกมส์ ที่เกาหลีใต้ตบสาวญี่ปุ่นล้มคว่ำคะมำหงายไปเลย!
แต่คนญี่ปุ่นต่างกับไทยอยู่นิดตรงที่ คนญี่ปุ่นมีความเจ็บปวดร่วมกัน ที่ต้องสู้ ฟันฝ่าร่วมกันอยู่มาก
ความเจ็บปวดร่วมกันนั้นจึงหลอมคนญี่ปุ่นให้ตกผลึกดังทุกวันนี้
@ ส่วนสภาพสังคมเรา ฟ้าประทานแผ่นดินไทยให้สมบูรณ์ทุกอย่าง อยู่สบาย กินสบาย การที่มีความสุขร่วมกัน ขี้เกียจร่วมกัน ด้วยความสบายร่วมกันนั้น จึงหลอมคนไทยให้อยู่กันแบบมนุษย์สุขนิยม
ใคร-อะไรมากระทบสุขกูเมื่อไหร่...โวยเมื่อนั้น!
ไทยจึงเป็นสังคม "ตัวใคร-ตัวมัน" วัดค่าคนตรง ใครสุขมาก-สบายมาก-รวยมาก-ยศมากกว่ากัน
ดังนั้น การบริหารปัญหาสังคมไทย ยากจะยึดแนวทางที่อื่นมาใช้ ต้องใช้วิธีแบบไทยๆ จึงจะถูกจริตคนไทย นั่นคือ
@ บางสิ่ง-บางอย่าง ถ้ารอประชามติ รอสำรวจความคิดเห็นก่อน รอความยินยอมพร้อมใจ ทั้งชาติ จะไม่ได้ทำอะไรให้เป็นมรรค-เป็นผลเลย!เพราะมนุษย์สุขนิยมนั้น ชอบการเปลี่ยนแปลง แต่ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงที่มีผลกระทบตัวเอง ไม่ว่าด้านบวกหรือลบ
คือถ้าเปลี่ยนแปลงเริ่มที่ตัว จะโวย จะมีปฏิกิริยาคัดค้าน-ต้านต่อก่อนทันที ทั้งที่เปลี่ยนแปลงแล้ว ตัวเองจะได้มากกว่า-ดีกว่าเดิมก็ตาม
@ ฉะนั้น การเป็นผู้นำบริหารประเทศไทย ต้องนำให้คนด่า-คนค้าน อนาคตชาติจึงจะดีอย่าง การสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน หรือนิวเคลียร์ ผู้นำต้องใช้อำนาจเบ็ดเสร็จทุบโต๊ะสร้างไปเลย
ทุบโต๊ะวันนี้ ถูกด่า ถูกค้านวันนี้ ล้านเปอร์เซ็นต์แต่จะได้รับเครื่องเซ่น การกราบไหว้ สรรเสริญคุณ ในวันหน้า ล้านเปอร์เซ็นต์เช่นกัน!
อย่างรถไฟ จะปฏิรูป-ผ่าตัด จากระบบที่ล้มเหลวเรื้อรังวันนี้ให้สะเด็ดน้ำไปทางใด-ทางหนึ่ง ต้องทุบโต๊ะให้เด็ดขาดไปเสียทาง แล้วทุกอย่างจะเดินหน้าไม่ใช่ปล่อยให้เป็นป่าช้าผีสิงเกาะกินไม่จบ-ไม่สิ้นกันอย่างทุกวันนี้
"การบินไทย" ก็เถอะ!
การปฏิวัติที่เรียกว่า "เข้ามาควบคุมอำนาจปกครองประเทศ" ของ คสช.โดยพลเอกประยุทธ์เป็นตัวนำนั้น ต้องเข้าใจให้ชัด
ท่านปฏิวัติเพื่อเข้ามาใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ "ทุบโต๊ะ" แก้ปัญหาไม่ใช่ปฏิวัติแล้วเลียนลีลาผู้นำระบบรัฐสภา ทำทุกอย่างต้องรักษาฐานเสียง-ฐานคะแนน เลี้ยงปัญหาให้เป็นมะเร็งชาติ แลกคำชมเชย
วันนี้ งาน คสช.หนักไปทางกวาดขยะ ส่วนงาน รื้อ-ล้าง-สร้างใหม่ ยังไม่ปรากฏ และอย่าลืม ที่นายกฯ ประยุทธ์สัญญาจะนำไม้พะยูงที่ยึดไว้มากมายสร้าง "อาคารไม้พะยูง" ทั้งหลัง เป็นแลนด์มาร์ก
แห่งยุคสมัย แห่งรัชกาล ฝากไว้ในแผ่นดิน นั้นไหนล่ะ...ตรงไหน เมื่อไหร่จะทำ?
ยุทธศาสตร์ 3 ป.
โดย แม่ลูกจันทร์ 19 ก.ย. 2557 05:01 น.
http://www.thairath.co.th/content/451019
คลื่นลูกใหม่ไล่กระแทกคลื่นลูกเก่า แล้วคลื่นลูกเก่าก็ม้วนกลับไปไล่กระแทกคลื่นลูกใหม่
ทำให้คลื่นลูกใหม่กลายเป็นคลื่นลูกเก่าและคลื่นลูกเก่ากลายเป็นคลื่นลูกใหม่ วนเวียนเรื่อยไปไม่รู้จบ
“แม่ลูกจันทร์” จึงไม่แปลกใจที่มีชื่อ “ดร.ปณิธาน วัฒนายากร” คลื่น ลูกเก่าจากรัฐบาลอภิสิทธิ์ โผล่กลับมาเป็นที่ปรึกษารองนายกฯ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ
ไม่แปลกใจที่มีชื่อ “เสธ.ไก่อู” โฆษก ศอฉ.คนดังช่วงปราบม็อบเสื้อแดงกลับมาแจ้งเกิดใหม่ในฐานะรองโฆษกรัฐบาล
เพราะทั้ง 2 คนมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ตรงสเปกที่รัฐบาลจะจับใส่ตะกร้าล้างน้ำเอากลับมาใช้งานอีกครั้งหนึ่ง
“แม่ลูกจันทร์” กราบเรียนว่า ถึงเวลาที่สังคมไทยต้องก้าวข้ามความขัดแย้งเก่าๆไปก่อน
ถ้าเราเชื่อมั่น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้เป็นผู้นำปฏิรูปประเทศไทยไปสู่ความปรองดอง
ก็อย่าไปคิดเล็กคิดน้อย หรือคิดมากคิดมายกับใครบางคนที่ พล.อ.ประยุทธ์ เรียกมาใช้ทำงาน
เพราะแมวสีอะไรก็จับหนูได้เหมือนกัน
ยกเว้น แมวตายจับหนูไม่ได้ ต้องเอาไปฝังอย่างเดียว
“แม่ลูกจันทร์” เห็นด้วยที่ พล.อ.ประยุทธ์ แต่งตั้งสมาชิก คสช.ชุดใหม่เพิ่มเติม
จากเดิม คสช.มีเพียง หน.คสช. 1 คน, รอง หน.คสช. 4 คน และเลขาธิการ คสช.อีก 1 คน
ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ ดาวน์โหลดเพิ่มอีก 9 คน รวมเป็น 15 คน เต็มโควตาที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ
เห็นด้วย เพราะสิ้นเดือนนี้ 5 แกนนำ คสช.จะเกษียณอายุราชการพร้อมกัน ทำให้อำนาจสั่งใช้กำลังเปลี่ยนไปขึ้นตรงกับ ผบ.เหล่าทัพชุดใหม่ที่ผงาดขึ้นมาแทน
จึงเป็นการเหมาะสมที่จะดึงผู้นำเหล่าทัพรุ่นใหม่เข้าร่วมเป็นสมาชิก คสช.ครบเซตทั้ง 5 คน ได้แก่...
1, พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล ปลัดกลาโหมคนใหม่
2, พล.อ.วรพงษ์ สง่าเนตร ผบ.สูงสุดคนใหม่
3, พล.ร.อ.ไกรสร จันทร์สุวานิชย์ ผบ.ทร.คนใหม่
4, พล.อ.อ.ตรีทศ สนแจ้ง ผบ.ทอ.คนใหม่
5, พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร.คนใหม่
เพื่อกระชับอำนาจ คสช.ให้แข็งโป๊กตลอดไป
อนึ่ง...เพื่อปรับบทบาท คสช.ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ พล.อ.ประยุทธ์ จึงแต่งตั้งสมาชิก คสช.พ่วงมาอีก 4 คน
1, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตประธานที่ปรึกษา คสช.เพื่อช่วยให้คำปรึกษาด้านการเมือง
2, พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รองผบ.สูงสุด และ รมว.ยุติธรรม ซึ่งเป็นมือขวาที่ “พล.อ.ประยุทธ์” ให้ความสำคัญ
3, นายมีชัย ฤชุพันธุ์ กุนซือใหญ่ด้านกฎหมายที่เป็นเสือซุ่มมานาน ถึงเวลาต้องเปิดหน้าเล่นซะที
4, ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ซึ่งถูกวางตัวเป็นรองนายกฯ ฝ่ายเศรษฐกิจ ควบตำแหน่ง รมว.พาณิชย์ แต่ไม่มีโอกาสแสดงฝีมือ
“แม่ลูกจันทร์” เสียดาย ดร.สมคิด มือเศรษฐกิจระดับหัวกะทิของประเทศไทย ที่ไม่มีโอกาสเข้าไปทำงานให้รัฐบาลเต็มตัว
ดร.สมคิด เป็นรัฐมนตรีไม่ได้ เพราะโดนนักเลงดีเขียนล็อกไว้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว...
ห้าม ผู้เคยถูกตัดสิทธิเลือกตั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี
ถ้าไม่โดนคนกันเองเจาะยาง ดร.สมคิด จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย
ไม่รู้ป่านนี้ ดร.สมคิด หายปวดตับหรือยัง??
"แม่ลูกจันทร์"
///////////
ยุทธศาสตร์ 3 ป.
โดย หมัดเหล็ก 19 ก.ย. 2557 05:01 น.
http://www.thairath.co.th/content/451047
นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แถลงยุทธศาสตร์ชาติ ของวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร เนื้อหา นอกจากจะเร่งคืนความสุขในทุกๆด้าน ทั้งความมั่นคง เศรษฐกิจและสังคม วัฒนธรรม การเงินการคลัง ซึ่งจะเกิดขึ้นจากความร่วมมือของภาครัฐ เอกชนและประชาชน ที่ประเทศไทยกำลังจะก้าวสู่ ประชาคมอาเซียน ในปีหน้านี้ รวมทั้ง การปราบปรามทุจริตคอร์รัปชันทุกๆด้าน เน้นเรื่องของความเข้มแข็งด้านการศึกษา โดยมีค่านิยม 12 ประการเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหา วิสัยทัศน์ของยุทธศาสตร์ชาติ ที่พล.อ.ประยุทธ์เน้นคือการพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส ที่จะต้องระดมสมองของคนไทยมาช่วยกันแก้ปัญหาทุกมิติ แต่ต้องปราศจากปัญหาทั้งภายในและภายนอกประเทศ เช่นการทุจริตคอร์รัปชัน ความขัดแย้งทางการเมือง หรือการกีดกันทางการค้า ซึ่งปัญหาพันกันทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นความมั่นคง เศรษฐกิจและสังคม
“วันนี้อย่าเพิ่งโทษว่า เป็นความผิดของใคร เราต้องเดินหน้า นโยบายนอกจาก ทำก่อน ทำจริง ทำทันที ยังมี 3 ป. คือ เป็นธรรม โปร่งใส และปรองดอง วันนี้ประเทศไทยมีทั้งวิกฤติและโอกาส แต่จะทำอย่างไรให้วิกฤติเป็นโอกาส”
โรดแม็ป ขั้นที่ 2 จะเป็นบทพิสูจน์ยุทธศาสตร์ชาติ 3 ป. เริ่มจาก การสรรหา สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ จากคณะกรรมการสรรหาด้านต่างๆจากจำนวน 550 คน ส่งให้ คสช.คัดให้เหลือ 173 คน
จากระดับจังหวัด อีก 77 คน รวมเป็น 250 คน ที่จะเข้ามาทำหน้าที่ชี้เป็นชี้ตายอนาคตประเทศไทย
ก็หนีไม่พ้นที่จะยึดหลัก 3 ป.ที่ว่า และคงหนีไม่พ้น การตรวจสอบที่มาที่ไปและเจตนาของ สปช.ชุดนี้ ความเป็นธรรมก็ดี ความโปร่งใสและตรวจสอบได้ก็ดี หรือการปรองดองก็ดี จะเป็นจุดเริ่มต้นของการพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสและยุติความขัดแย้งที่ผ่านมา
ดังนั้น คนที่จะเข้ามาทำหน้าที่ สปช. จะต้องไม่เลือกข้าง ไม่มีอคติ กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หาก คสช.เลือกทางเดินที่จะเอา คนของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเข้ามาทำหน้าที่ สปช. ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นของความขัด
แย้งทันที
และจะกระทบไปถึงโรดแม็ปในระยะที่ 2-3 ด้วย ถึงเวลานั้น คสช.จะอ้างอำนาจพิเศษใดๆก็ตามในการเข้ามาแก้ไขปัญหาขัดแย้งรอบใหม่ คงเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก
เพราะ เมื่อ คสช. ตั้งใจเข้ามาทำหน้าที่ คนกลาง ก็ต้องสร้างความไว้วางใจ ไม่เฉพาะขั้วอำนาจความขัดแย้ง แต่หมายถึง ความไว้วางใจจากประชาชน ส่วนใหญ่ของประเทศ ไม่ใช่ข้างใดข้างหนึ่ง
นับจากนี้ไปจะเป็นก้าวย่างที่สำคัญ ที่จะเป็นบริบทไปสู่เป้าหมายของการ ยึดอำนาจ ว่าจะสูญเปล่าหรือไม่ และถ้าการยึดอำนาจ ต้องสูญเปล่า เพราะคนกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด ก็ไม่ต่างจาก วิกฤติการเมืองในอดีต อนาคตประเทศไทยจะดิ่งลงเหวทันที.
หมัดเหล็ก