PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันศุกร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ผบ.ทบ.รับเรียก"วีระชัย"และแกนนำหลายคนคุยงดพูดและเคลื่อนไหวแล้ว

เรียกมาคุย.....ไม่แก้แค้น สกัดกั้นใคร
บิ๊กโด่ง ผบทบ. เผย ผบ.หน่วยทหาร ในแต่ละพื้นที่ เชิญ แกนนำกลุ่มต่างๆมาพบ ทำความเข้าใจ ยอมรับ ทหารคุย"วรชัย เหมะ"และอีกหลายคน ขอความร่วมมือ งดพูด เคลื่อนไหว แต่ขอให้เสนอความเห็น ผ่านช่องทาง ที่เตรียมไว้ ถ้าตั้งกลุ่ม ตั้งสภาของตนเอง ไปออกข่าว ไปแสดงความเห็นไป ก็จะไม่เกิดเอื้อต่อการสร้างความ รักสามัคคี แต่มองว่า คลื่นใต้น้ำ หรือ กลุ่มเคลื่อนไหวไม่ใช่ใหญ่โต อะไรมาก ท่านนายกฯ แค่ต้องการป้องปราม เท่านั้น ยังสามารถพูดคุยขอความร่วมมือกันได้ เชื่อว่า ประเทศเรา จะต้องไปได้ ถ้าแตกสามัคคี ยุยงปลุกปั่น ประเทศก็ไปไม่ได้ ยัน คสช.ไม่คิดแก้แค้น สกัดกั้นใคร

"จริงๆไม่มีอะไรมาก เป็นปกติจะมีคนเห็นต่าง จริงๆ ไม่มีข้อมูลว่าจะมีอะไรมาก และไม่ได้ห่วงกังวลอะไร นายกรัฐมนตรีได้ให้นโยบายว่าให้พยายามพูดคุยทำความเข้าใจในสิ่งที่รัฐบาลทำอยู่ จึงพยายามอย่างยิ่งที่จะสร้างความเข้าใจ จึงได้เน้ยย้ำในการเสริมสร้างความเข้าใจ การสร้างความรักสามัคคี ยังเชื่อประเทศไทยยังคงเดินหน้าต่อไปได้ ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร

ส่วนคลื่นใต้น้ำที่ได้รับรายงานมีการเคลื่อนไหวลักษณะอย่างไร พลเอกอุดมเดช กล่าวว่า ทราบว่ามีการพูดคุยเสวนาแสดงความเห็น การแสดงออกในการเสวนา ซึ่งมีกฏระเบียบอยู่แล้วว่าต้องอนุญาตก่อน และต้องไม่มีเนื้อหาที่ทำให้เกิดการแตกตวามสามัคคีหรือการยุยงปลุกปั่น ซึ่งที่ผ่านมาก็เรียบร้อยดี
"อยากให้ทุกฝ่ายเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปซึ่งรัฐบาลดำเนินการอยู่ แม้ไม่ได้เข้ามาเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) แต่สามารถเข้ามาส่งคิดเห็นให้สปชได้ หากไปตั้งกลุ่มไปตั้งสภาเอาเองเกรงว่าจะทำให้เกิดสภาพไม่เอื้อต่อความรักษความสามัคคี และความเรียบร้อย
ดังนั้น รัฐบาลเห็นว่ายังไม่จำเป็นต้องใช้มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว ขอให้เข้าใจว่าคสช.มีอำนาจ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะทำ
"ผมสั่งการว่าให้ใช้วิธีการทำความเข้าใจ ที่ผ่านมาหลายอย่างอาจทำให้เกิดความไม่เข้าใจ แต่ขอให้กลับมาเข้าสู่ระบบตามที่วางไว้ซึ่งต่อไปจะมีการดำเนินการตามกระบวนการปฏิรูปต่อไป ซึ่งมีแนวทางแล้วว่าคนที่ไม่มีโอกาสเป็นสปช.จะมีส่วนร่วมอย่งไร" พลเอก อุดมเดช กล่าว

เมื่อถามว่ายืนยันได้หรือไม่ว่าจะไม่การสกัดกั้นฝ่ายรัฐบาลเดิมหรือพรรคเพื่อไทย พลเอก อุดมเดช กล่าว่า ความปรองดองจะเกิดขึ้นได้ด้วยการผสมผสานแนวคิด ที่เป็นที่ยอมรับ และความพึงพอใจ จะไปจำกัดใครหรือกลั่นแกล้งใคร นายกรัฐมนตรีจะไม่ทำ ยุทธศาสตร์จึงต้องสร้างการยอมรับและความพอใจ ถ้าสิ่งที่รัฐบาลทำแล้วไม่เกิดการยอมรับจะทำไปทำไม ขอให้เข้าใจและไม่เดินไปคนละทิศคนละทาง

วันพฤหัสบดีที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

สถานการณ์ข่าว6พ.ย.57

สนช. มีมติ 87:75 เสียง รับพิจารณาสำนวนถอดถอน "สมศักดิ์ - นิคม" ปมแก้ที่มา ส.ว. พร้อมตั้ง 23 กมธ.สามัญ

การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. ที่มี นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทำหน้าที่ประธานการประชุม หลังใช้เวลาการประชุมลับกว่า 3 ชั่วโมง จากนั้น ที่ประชุมมีมติเห็นด้วย 87:75 เสียง งดลงคะแนน 1 เสียง เป็นผลให้สภานิติบัญัติแห่งชาติ รับการพิจารณาสำนวนถอดถอน นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร และ นายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา จากกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาของวุฒิสภา โดยมิชอบแล้ว

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมมีมติให้ตั้งคณะกรรามธิการสามัญเพื่อพิจารณารวบรวมความคิดเห็นในการร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 23 คน ด้วยคะแนน 161:6 เสียง งดออกเสียง 7 เสียง ไม่ลงคะแนน 1 เสียง
ทั้งนี้ มาจาก สนช. 7 คน และผู้แทนจากคณะกรรมาธิการสามัญ 16 คณะ คณะละ 1 คน รวมเป็น 23 คน
----------
มติสนช.รับพิจารณาถอดถอนสมศักดิ์-นิคม

เมื่อวันที่ 6 พ.ย.2557 ในการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ได้พิจารณารายงานและสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตามหนังสือสำนักงาน ป.ป.ช. ลับ ที่ ปช 0028/0802 ลงวันที่ 27 มีนาคม 2557 กรณีกล่าวหา นายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตรองประธานรัฐสภา และตามหนังสือสำนักงาน ป.ป.ช. ลับ ที่ ปช 0028/0804 ลงวันที่ 4 เมษายน 2557 กรณีกล่าวหานายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา ในการดำเนินการเกี่ยวกับการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยเกี่ยวกับที่มาของสมาชิกวุฒิสภา เป็นการกระทำที่ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ว่าเป็นความผิดที่อยู่ในอำนาจของสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่จะพิจารณาถอดถอน ตามข้อบังคับการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ พ.ศ. 2557 หรือไม่ ซึ่งเป็นการพิจารณาต่อจากการประชุม สนช. เมื่อวันที่ 17 ต.ค.

โดยเมื่อเวลา 14.10 น. การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ได้กลับมาประชุมแบบเปิดเผยอีกครั้ง ภายหลังใช้เวลาประชุมลับประมาณ 3 ชั่วโมง 20 นาที โดยเป็นการลงมติว่าเรื่องดังกล่าวเป็นความผิดที่อยู่ในอำนาจของสนช.ที่จะรับไว้พิจารณาถอดถอนหรือไม่ อย่างไรก็ตาม นายศักดิ์ชัย ธณบุญชัย สนช. ได้เสนอให้ลงมติลับ ซึ่งที่ประชุมก็เห็นชอบและให้กลับไปลงมติลับโดยไม่เปิดเผยว่าสมาชิกสนช.ลงมติแบบใด โดยผลการลงมตินั้น ที่ประชุมสนช.มีมติเห็นว่า สนช.มีอำนาจรับเรื่องไว้พิจารณาด้วยคะแนน 87 เสียงต่อ 75 เสียง และงดออกเสียง 15 เสียง
---------
"พรเพชร" เผย 24 สนช. อภิปรายก่อน มีมติรับสำนวนถอด "สมศักดิ์-นิคม" ขณะแถลงเปิดคดี 24 - 25 พ.ย.

นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แถลงชี้แจงหลังที่ประชุม สนช. มีมติรับสำนวนคดีถอดถอน นายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา และ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา ไว้พิจารณาว่า เป็นความผิดตามข้อกล่าวหาของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดยมี สมาชิก สนช.อภิปรายในประเด็นนี้ 24 คน โดยเป็นการอภิปรายถึงข้อกฎหมาย ซึ่งทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย โดยฝ่ายที่เห็นว่ามีอำนาจนั้นได้พิจารณาตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ของ ป.ป.ช. ในมาตรา 58 ส่วนฝ่ายที่มองว่า ไม่มีอำนาจรับ
ไว้นั้นเห็นว่า เป็นความผิดตามรัฐธรรมนูญ ปี 2550 ซึ่งถูกยกเลิกไปแล้ว

นอกจากนี้ นายพรเพชร กล่าวว่า กระบวนการหลังจากนี้ สนช. จะส่งเอกสารสำนวนคดี ให้ทาง ป.ป.ช. และผู้ถูกร้องคือ นายสมศักดิ์ และ นายนิคม ภายใน 15 วัน จากนั้นจะมีการแถลงเปิดคดีในวันที่ 24 - 25 พ.ย. และจะให้มีการตั้งกรรมาธิการซักถาม ซึ่งระหว่างนี้ ผู้ถูกร้องสามารถยืนเอกสารและขอสอบพยานเพิ่มเติมได้ ซึ่งกระบวนการจะแล้วเสร็จภายใน 30 - 45 วัน ก่อนที่ประชุม สนช. จะลงมติว่าจะถอดถอนหรือไม่
------------
มาร์คชี้ถอดถอนสมศักดิ์-นิคมเป็นปัญหาแน่

เมื่อวันที่ 6 พ.ย. 2557 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการประชุมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อพิจารณาวาระการถอดถอน นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา และนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา กรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องที่มา ส.ว.โดยมิชอบว่า การถอดถอนเป็นปัญหาแน่ และเป็นปัญหาที่มีความละเอียดอ่อน แล้วถ้าเป็นเหตุการณ์ปกติ การเมืองเดินมาแบบไม่มีการเปลี่ยนแปลง ไม่มีการรัฐประหาร กระบวนการดังกล่าวจะต้องเข้าสู่สภาฯ แต่พอเกิดการรัฐประหารขึ้น เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อนมากขึ้นไปอีก

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า มุมมองของมวลชน 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งก็มีความรู้สึกว่า ถ้าเรื่องนี้ไม่เดินหน้าทำอย่างจริงจัง ก็มีความรู้สึกค้างคาใจ อีกฝ่ายหนึ่งก็มองว่า เมื่อเกิดรัฐประหารขึ้น องค์กรที่มาทำหน้าที่แทนวุฒิสภา ไม่ใช่เป็นวุฒิสภา ก็เกิดความค้างคาใจ เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นจุดที่ทำให้เกิดการออกมาแสดงความคิดเห็นต่างๆ ซึ่งผมเข้าใจว่าผู้มีอำนาจก็กังวลเรื่องนี้ แต่สนช.ต้องดำเนินการไปตามข้อกฎหมายว่าไปตามเนื้อผ้า เดินหน้าไปตามข้อเท็จจริง ตามข้อกฎหมาย แต่ฝ่ายต่างๆต้องได้รับความเป็นธรรม ซึ่งตนอยากให้ทุกฝ่ายยอมรับในข้อยุติ ให้กระบวนการทุกอย่างเดินไปตามหลักด้วย
----------------------
"นิคม" พร้อมเข้าสู่กระบวนการถอดถอน

นายนิคม ไวยรัชพาณิช อดีตรองประธานรัฐสภา กล่าวถึงการที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติลงมติรับเรื่องถอดถอนเอาไว้ ว่ายังไม่ขอให้ความเห็นประเด็นใดๆกับผลการลงมติรับไวเพิจารณาถอดถอน หากเรื่องเข้าสู่กระบวนการตนก็จะปฏิบัติตามกรอบการพิจารณาถอด โดยในวันที่ 25 พ.ย. ตนก็จะเข้าไปชี้จงต่อที่ประชุม สนช. ด้วยตนเอง ส่วนพยานหลักฐานก็จะเป็นเทปบันทึกภาพการประชุมในวันที่ถูกยกเป็นประเด็นกล่าวหา
----------------------
เพื่อไทยไม่กังวล สนช.ถอดถอน นิคม-สมศักดิ์

เมื่อวันที่ 6 พ.ย.2557 นายอำนวย คลังผา อดีต ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่ประชุมสนช.มีมติให้รับพิจารณาสำนวนถอดถอน นายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา และ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา ว่า ไม่รู้สึกกังวลเพราะคะแนนที่ลงมติไม่ห่างกันเท่าไร ตนพูดมาตลอด สนช.ไม่มีอำนาจในการพิจารณาเพราะมองว่าเมื่อรัฐธรรมนูญ ปี 50 ได้ถูกยกเลิกแล้วก็ไม่ควรนำมาพิจารณาซึ่งจะเป็นการสร้างความขัดแย้งขึ้นมารอบใหม่ในสังคม ที่ผ่านทางเราให้โอกาส คสช. และรัฐบาลอย่างเต็มที่ในการแก้ปัญหาของบ้านเมืองให้เกิดการปรองดอง เข้าสู่การปฏิรูปในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้แล้วเสร็จตามแผนตาม คสช.ได้วางไว้ จึงไม่อยากเห็นความขัดแย้งรอบใหม่อยากเห็นการเดินหน้าของประเทศชาติมากกว่า
-------------
"ทนายยิ่งลักษณ์" วอน "นิพนธ์ " หยุด ชี้นำสังคม

นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ตั้งข้อสังเกตกรณี นายนิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ ทีดีอาร์ไอ ได้ออกมาเปิดเผยว่า โครงการรับจำนำข้าวปี 2554 - 2556 มีการทุจริตถึง 1.1 แสนล้านบาท โดยมีเกี่ยวข้องกับการทุจริตในขั้นตอนการระบายข้าวถึง 7.5 หมื่นล้านบาท อ้างว่ามีหลักฐานเชื่อมโยงการทุจริต ว่า ตนเป็นทนายความ ของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่ได้รับผิดชอบคดีในโครงการรับจำนำข้าว จึงขอตั้งข้อสังเกตในประเด็นดังต่อไปนี้ 1. นายนิพนธ์ ฯ มีวาระซ่อนเร้น ในการนำตัวเลขดังกล่าวมาแถลงและชี้นำในช่วงเวลาที่จะมีการประชุมของคณะกรรมการร่วม อัยการ ป.ป.ช.ในวันที่ 7 พ.ย. และนายนิพนธ์ ฯ มีเจตนาที่จะชี้นำสังคมเพื่อให้สังคมกดดันคณะกรรมการร่วมอัยการ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่สมควร

นายนรวิชญ์ กล่าวต่อว่า 2.นายนิพนธ์ ฯ เอง โดยสถานะ ก็เป็นพยานในคดีโครงการรับจำนำข้าวและในในการประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าว แห่งชาติครั้งที่ 5/2552 เมื่อวันที่ 17 ก.ค. 52 นายนิพนธ์ฯ ก็เคยไปช่วยรัฐบาลในสมัยนั้นทำโครงการช่วยเหลือชาวนาที่ตรงข้ามกับโครงการ รับจำนำข้าว จึงขอตั้งข้อสังเกต และถามว่ามีวาระช้อนเร้นหรือไม่อย่างไร ที่ต้องนำ มาเปิดเผยในช่วงเวลาดังกล่าว 3. หากพิจารณาถึงตัวตัวเลขที่นำมาเปิดเผย แล้วจะเห็นได้ว่ามีข้อโต้แย้งและผิดพลาดเกี่ยวกับตัวเลขของเจ้าหน้าที่รัฐอยู่หลายเรื่อง เช่น เรื่องค่าใช้จ่ายในโครงการตลอดจนหลักฐานที่อ้างว่ามีการทุจริต ก็ปราศจากหลักฐาน เป็นการกล่าวอ้างลอยๆ ซึ่งโดยข้อเท็จจริงในปัจจุบันก็ยังไม่ปรากฏว่ามีการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่รายใด

นายนรวิชญ์ กล่าวอีกว่า ตนในฐานะทนายความของน.ส.ยิ่งลักษณ์ จึงขอวอนให้นายนิพนธ์ฯ ยุติการเคลื่อนไหว และชี้นำสังคมในช่วงที่จะมีการพิจารณาคดีต่อลูกความของตน ควรปล่อยให้คดีได้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมมากกว่าการชี้นำทางสังคมเช่นนี้
//////////////////////
สปช./กมธ.

กมธ.ยกร่าง รธน. ส่วนใหญ่ให้ยกร่าง รธน.ใหม่ทั้งฉบับ แทนการนำปี 2540 และ 2550 มาปรับแก้ เชื่อแก้ปัญหาบ้านเมืองได้

พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช โฆษกคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงแนวทางการยกร่างรัฐธรรมนูญว่า เสียงส่วนใหญ่ของคณะกรรมาธิการเห็นว่าควรเริ่มต้นร่างใหม่ทั้งฉบับ เพราะจะสามารถแก้ไขปัญหาบ้านเมืองได้ ดีกว่านำรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 มาให้ปรับแก้

ส่วนการรับฟังความคิดเห็นจากพรรคการเมือง ทางอนุกรรมาธิการประสานงานเพื่อรับฟังความคิดเห็น และข้อเสนอแนะของสภาปฏิรูปแห่งชาติและองค์กรต่าง ๆ จะทำหนังสือถึงพรรคการเมืองให้เสนอความคิดเห็นตอบกลับมา หรือสามารถมาแสดงความคิดเห็นได้ด้วยตนเอง ซึ่งทางอนุกรรมาธิการยินดีรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่าย

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมาธิการยกร่างฯ จะประชุมเพื่อวางกรอบแนวทางการร่างรัฐธรรมนูญ ในสัปดาห์หน้า ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในภายในวันอาทิตย์ที่ 16 พฤศจิกายนนี้
-----------
"สุจิต" รับมีกรอบยกร่าง รธน. แล้ว ไม่กดดัน ในการทำหน้าที่รับฟังความเห็นทุกฝ่าย ยังไม่ตอบทำประชามติหรือไม่

นายสุจิต บุญบงการ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เปิดเผยกับสำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น. ว่า การประชุมวันนี้ จะมีการแต่งตั้งตำแหน่งต่าง ๆ เช่น รองประธาน, เลขาฯ และ โฆษก เป็นต้น หลังจากได้มีการหารือกันแล้วเมื่อวานนี้ ส่วนแนวทางในการทำงานนั้นยอมรับมีกรอบในการยกร่างรัฐธรรมนูญแล้ว และไม่กดดัน ในการทำหน้าที่แต่อย่างใด พร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่าย

ทั้งนี้ นายสุจิต ยังกล่าวถึงเรื่องประชามติที่หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าหลังจากยกร่างรัฐธรรมนูญเสร็จจะมีการทำประชามติหรือไม่ ว่า เบื้องต้นรัฐธรรมนูญชั่วคราวไม่ได้กำหนดไว้ แต่จะทำก็ได้ในขณะนี้ต้องการที่จะโฟกัสในเรื่องการยกร่างฯ ให้เสร็จก่อน
-------------------
วิษณุ มอง ควรเขียน รธน. ให้สั้นและมีกลไกรองรับการแก้ปัญหา ขณะ คงอัยการศึก หลังสถานการณ์ ปท. ยังไม่เรียบร้อย

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีด้านกฎหมาย กล่าวถึงรูปแบบการร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวร ว่า ตามหลักการแท้จริงนั้น ในการร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ควรมีความละเอียดมากเกินไป เพราะจะทำให้การตีกรอบความหมายสั้นลง โดยส่วนตัวมองว่า การร่างรัฐธรรมนูญควรเขียนให้สั้น และควรมีกลไกเพื่อรองรับการแก้ไขปัญหา เช่น หากมีข้อสงสัย ก็สามารถส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญได้ โดยไม่ต้องรอให้เรื่องเกิดขึ้น และผู้ที่จะมาเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ก็ต้องเป็นที่ไว้วางใจได้

ส่วนกรณีการยกเลิกกฎอัยการศึก นั้น ขณะนี้สถานการณ์ในประเทศยังไม่เรียบร้อย ยังต้องคงไว้อยู่ ซึ่งในอนาคต หากสถานการณ์ในประเทศ เหมาะสมรัฐบาลอาจจะผ่อนปรนในบางพื้นที่ เช่น จังหวัดที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยว และตามที่นายกรัฐมนตรี ได้แถลงต่อที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. ไว้เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ที่ผ่านมา
----------
สนช.ตั้ง24กมธ.รวบรวมความเห็นพิจารณาจัดทำร่างรธน.

เมื่อเวลา 14.30 น.วันที่ 6 พ.ย.2557 ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) โดยมีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช.ทำหน้าที่ประธานในการประชุม โดยนายสมชาย แสวงการ สนช. ในฐานะเลขาธิการคณะกรรมาธิการกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(วิปสนช.) ได้เสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการสามัญรวบรวมความเห็นประกอบการพิจารณาจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 24 คน โดยเป็นตัวแทนจากสมาชิกสนช. 8 คน และตัวแทนจากคณะกรรมาธิการสามัญประจำสภานิติบัญญัติแห่งชาติ 16 คณะ คณะละ 1 คน รวมเป็น 24 คน และมีระยะเวลาดำเนินการ 120 วัน

/////////////
คลื่นใต้น้ำ
พล.อ.อนุพงษ์ ระบุ ยังไม่พบกลุ่ม นปช.-กปปส. เคลื่อนไหวกดดันการทำหน้าที่ของ สนช.

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกระแสที่กลุ่มมีคลื่นใต้น้ำออกมาเคลื่อนไหว ว่า ยังไม่ทราบความคืบหน้า แต่จากที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มอบนโยบายน่าจะแก้ปัญหาได้ ส่วนกรณีกระแสข่าวกลุ่มนปช.และ กปปส. จะมีการเคลื่อนไหวกดดันการทำหน้าที่ของ สนช.ในการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้น จากการที่ได้มีการพูดคุยสอบถามยังไม่มีกระแสของคนส่วนใหญ่ออกมา ซึ่งทั้งนี้น่าจะให้โอกาสรัฐบาลแก้ปัญหา ภายใต้ภาวะที่เศรษฐกิจโลก และภายในประเทศย่ำแย่ รวมถึงปัญหาภัยแล้ง ดังนั้น จึงต้องเร่งแก้
ปัญหาให้ประชาชนได้รับคุณภาพชีวิตดีกว่านี้ เพราะแนวทางการดำเนินการต้องมีการปฏิรูป ควรรอผลในการปฏิรูปก่อน โดยยังไม่ใช่เวลาที่จะนำความขัดแย้งมาพูดกัน

นอกจากนี้ ทางกระทรวงมหาดไทยได้มีการสั่งการไปถึงผู้ว่าราชการแต่ละจังหวัดให้สร้างความเข้าใจตามแนวทางการปรองดองของรัฐบาล และพยายามแก้ปัญหาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน
-------------
ทำเนียบฯ
"เลขานายกฯ"เซอร์ไพร์สสื่อทำเนียบกางเต๊นท์รอเลี้ยงข้าวพรุ่งนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่าเมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายสถานที่ของสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้นำเต๊นท์ผ้าใบมากางบริเวณด้านหน้าห้องปฏิบัติงานสื่อมวลชน1 ซึ่งติดกับตึกนารีสโมสร เมื่อผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามเจ้าหน้าที่ว่าจะมีงานอะไรทำไมถึงต้องมีเต๊นท์มาตั้งแต่ก็ไม่ได้รับคำตอบใดใด

ทั้งนี้จากการตรวจสอบจากแหล่งข่าวระดับสูงจากสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ว่านำเต๊นท์มาตั้งเพราะจะมีพิธีส่งมอบตึกบัญชาการ1 จากกรมโยธาธิการและผังเมืองใช่หรือไม่ ซึ่งแหล่งข่าวปฏิเสธว่าไม่ใช่ เพราะตึกบัญชาการ 2 ยังบูรณะไม่แล้วเสร็จ แต่ที่นำเต๊นท์มากางเพราะว่า สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี(สลน.)ได้รับคำสั่งจาก พลเอกวิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ให้จัดเตรียมสถานที่ในงานพบปะและเลี้ยงอาหารกลางวันสื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาลในวันศุกร์ที่ 7 พ.ย. เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์กับสื่อมวลชนหลังจากมีความไม่เข้าใจกันในหลายเรื่อง โดยจะมีพลเอกวิลาศ นำทีมโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และผู้บริหารสำนักเลขาธิการนายกฯ มาพบปะพูดคุยเพื่อสร้างความเข้าใจกัน แต่เจ้าหน้าที่คงยังไม่ได้แจ้งให้สื่อมวลชนทราบจึงยังไม่มีใครทราบว่าจะมีงานดังกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากการตรวจสอบปรากฏว่าสื่อมวลชนทำเนียบรัฐบาลส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าสำนักเลขาธิการนายกฯจะมีงานเลี้ยงและพบปะเนื่องจากยังไม่ได้รับการประสานใด ๆ จากเจ้าหน้าที่
-------------
ประยุทธ์ชี้คนไทยรักชาติสูงแล้วไม่ค่อยยอมใคร

เมื่อวันที่ 6 พ.ย.2557 เวลา 15.00 น.พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวตอนหนึ่งระหว่างร่วมเปิดงานเทศกาลจักรยาน "สสส. พรีเซนต์ อะเดย์ ไบค์ เฟส 2014" ว่า ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม และคนไทยมีความรักชาติสูงแล้วไม่ค่อยยอมใคร ซึ่งสามารถสังเกตได้ว่าเวลาทะเลาะกันจะไม่มีเลิกต้องมีกรรมการเข้ามาห้าม ซึ่งบางครั้งกรรมการก็โดนด่าไปด้วย และบางทีก็ห้ามยาก ดังนั้นกรรมการต้องเป็นกลางให้ได้ว่าจะทำอย่างไรให้คนในสังคมอยู่ร่วมกันให้ได้ ให้มีความเสียสละซึ่งกันและกัน แบ่งปันการใช้ทรัพยากร ถนนเรามีจำนวนจำกัด วันนี้ถนนเราแคบ บ้านเมืองเราถึงแคบ ทางระบายน้ำก็แคบ ฟุตปาธก็แคบ ดังนั้นก็ต้องพัฒนาสู่อนาคตว่าจะทำอย่างไรกัน

"ทุกคนรอว่าเมื่อไหร่ผมจะไป แต่เมื่อยังไม่เรียบร้อยก็ต้องรอส่งกันให้ได้ และดูว่าใครจะเข้ามาทำงานต่อ ซึ่งผมก็ไม่รู้ นักข่าวอยู่ไหนวันนี้ไม่ต้องพูดเรื่องการเมืองการอะไรทั้งสิ้น เป็นการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ บริหารปากมามากแล้ว สมองเองก็ต้องตอบทุกวัน ถามคำถามที่หนึ่งเสร็จก็ตอบไปถึงคำถามที่สอง-สาม-สี่ ก็กลับมาถามคำถามที่หนึ่งใหม่ ผมก็งงเหมือนกันแหละ บางทีก็ปวดหัวมาก" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
//////////////
เหตุระเบิดโรงงานดอยเต่า

จ่อประกาศเป็นพื้นที่ภัยพิบัติฉุกเฉินเหตุระเบิดดอยเต่า

เมื่อเวลาประมาณ 09.00 น.วันนี้ (6 พ.ย.) พ.ต.ครรชิต เวฬุวนารักษ์ หัวหน้าชุดบรรเทาสาธารณะภัยพร้อมเจ้าหน้าที่จากศูนย์บรรเทาสาธารณภัย สำนักงานพัฒนาภาค 3 หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา (ดอยหล่อ) ได้นำเครื่องค้นหารังสีความร้อนเข้ามาตรวจหาความร้อนบริเวณรอบบ้านที่เกิดเหตุเพื่อค้นหาสิ่งมีชีวิตหรือผู้ที่คาดว่าจะรอดชีวิต

พ.ต.ครรชิต กล่าวว่า เบื้องต้นสามารถทำการตรวจรังษีความร้อนได้เฉพาะบริเวณรอบนอกแนวเขตหวงห้ามที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกั้นไม่ให้บุคคลภายนอกเข้า-ออก และพบว่าอุณหภูมิความร้อนอยู่ที่ระดับ 25-27 องศาเซลเซียส ซึ่งเบื้องต้นสันนิษฐานได้ว่าในพื้นที่จะไม่มีสิ่งมีชีวิตอยู่ในพื้นที่แล้วและไม่พบสัญญานชีพของผู้รอดชีวิตแล้ว และขณะนี้รอทางเจ้าหน้าที่ตรวจพิสูจน์เข้าตรวจสอบในพื้นที่เพื่อหาสาเหตุการระเบิดที่แท้จริงต่อไป

ส่วนทางเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ปกครอง อ.ดอยเต่า ได้ตั้งศูนย์รับแจ้งเหตุความเสียหายจากระเบิดเพื่อรอให้ความช่วยเหลือต่อไป โดยมีชาวบ้านทยอยเข้าแจ้งความเสียหายอย่างต่อเนื่อง ทางด้านนายชัชวาล ปัญญา นายอำเภอดอยเต่า กล่าวว่า จะเร่งทำเรื่องส่งทางจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อประกาศเป็นพื้นที่ภัยพิบัติฉุกเฉินให้ เพื่อให้ชาวบ้านได้รับความช่วยเหลือต่อไป สำหรับผู้ที่ได้รับบาดเจ็บทั้ง 7 คน ได้รับการยืนยันจากผู้อำนวยการโรงพยาบาลดอยเต่าว่าทั้งหมดมีอาการปลอดภัยและบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยและคาดว่าวันนี้จะออกจากโรงพยาบาลได้ อีกทั้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้
สร้างความตื่นตระหนักให้กับชาวบ้านในพื้นที่ ใกล้เคียงอย่างมาก ซึ่งทางอำเภอจะได้ประสานกับจิตแพทย์ลงพื้นที่พูดคุยกับชาวบ้าน

ส่วนสาเหตุการระเบิด นายอำเภอดอยเต่า บอกว่า เบื้องต้นทราบว่าเจ้าของบ้านได้เก็บสารโปรแตสเซียมคลอเรท ซึ่งเป็นสารเคมีที่ใช้เร่งดอกและผลของลำไยไว้ชั้นใต้ถุนบ้านและใกล้กันก็พบว่ามีการประกอบอาหาร จึงอาจเป็นสาเหตุของการเกิดระเบิดได้ อย่างไรก็ตาม ต้องรอเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานสรุปอีกครั้ง

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา จ.เชียงใหม่ เคยเกิดเหตุการณ์สารโปรแตสเซียมคลอเรตระเบิดครั้งใหญ่ที่ อ.สันป่าตอง เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2542 ระหว่างการขนย้ายสารดังกล่าวเข้าไปในโรงงาน ซึ่งระเบิดครั้งนั้นส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 45 ราย บาดเจ็บ 102 ราย และบ้านเรือนเสียหาย 571 หลังคาเรือน
---------------
สารโปรแตสเซียมระเบิดที่เชียงใหม่ ดับ2เจ็บ7

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากเหตุการณ์ระเบิดใน ร้านขายอุปกรณ์การเกษตร เบื้องต้นคาดว่าเกิดจากสารโปรแตสเซียมคอลเรท ซึ่งเป็นสารเร่งต้นลำใยให้ออกดอก ที่เก็บอยู่ในร้านเกิดระเบิดขึ้น โดยจุดเกิดเหตุ บ้านไร่ หมู่ที่ 2 ตำบลดอยเต่า อำเภอดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่ เบื้องต้นมีผู้เสียชีวิต 2 ราย อยู่ระหว่างพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคล และบาดเจ็บ 7 ราย เป็นชาย 3 หญิง 4 ขณะนี้ทุกคนพ้นขีดอันตรายแล้ว
ส่วนบ้านเรือนเสียหายหนัก 2 หลัง เป็นบ้านเกิดเหตุ 1 หลัง และได้รับผลกระทบ 1 หลัง ส่วนหลังอื่นๆ ได้รับความเสียหายจากเศษไม้ตกใส่หลังคา กระจกแตกจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ทางอำเภอดอยเต่า ปภ. อปท. ศูนย์บริการการแพทย์ฉุก เฉินจังหวัด เจ้าหน้าที่ตำรวจ อส. และหน่วยงานที่เกี่ยว ข้องเข้าตรวจสอบในพื้นที่แล้ว

สำหรับรายชื่อผู้ได้รับบาดเจ็บ คือ 1.น.ส.สาวิตรี ยางนิยม อายุ 18 ปี ระดับความรุนแรง บาดเจ็บเล็กน้อย 2.นายสม ยางนิยม อายุ 50 ปี ระดับความรุนแรงบาดเจ็บเล็กน้อย3. นายสิรวุฒิ ขันแก้วน่าน อายุ 39 ปี ระดับความรุนแรง บาดเจ็บเล็กน้อย4. นางนาง ติแก้ว อายุ 95 ปี ระดับความรุนแรง บาดเจ็บ ปานกลาง5. ด.ญ.จิราภรณ์ อินใจ อายุ 1.9 ปี ระดับความรุนแรง บาดเจ็บเล็กน้อย6. นายวัน ติแก้ว อายุ
95 ปี ระดับความรุนแรง บาดเจ็บปานกลาง7. น.ส.นงคราญ ทนุโวหาร อายุ 33 ปี ระดับความรุนแรง บาดเจ็บปานกลาง
////////////////
ป้ายโฆษณานครบาล

บช.น.ตั้งกก.สอบ50ผกก.ปมให้เอกชนตั้งป้ายโฆษณา

กรณีที่พล.ต.ต.ศรีวราห์ ระงสิพราหมณกุล รรท.ผบช.น. ได้มีคำสั่งไปยัง ผบก.น.1-9 ให้ตรวจสอบพร้อมตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการที่เอกชนมีการนำป้ายมาติดตั้งในพื้นที่ต่างๆทั่วกรุงเทพฯรวมทั้งตามป้อมตำรวจบริเวณสี่แยก พร้อมเตรียมเอาผิดกับผู้กำกับสถานีตำรวจในพื้นที่ 50 นาย ตั้งแต่เมื่อวันที่ 5 พ.ย.ที่ผ่านมา

ล่าสุดเมื่อวันที่ 6 พ.ย.2557 พลตำรวจโท ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีการติดตั้งจอแสดงภาพ หรือป้ายโฆษณาประชาสัมพันธ์ บริเวณป้อมจราจรตามแยกต่างๆ ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ว่า การประกอบธุรกิจลักษณะดังกล่าว มีการดำเนินการมานานแล้ว โดยเป็นการขอความร่วมมือจากภาคเอกชน ในการติดตั้ง เพื่อใช้เป็นช่องทางประชาสัมพันธ์งานด้านต่างๆ ของตำรวจ และแบ่งสัดส่วนการประชาสัมพันธ์ให้กับบริษัทนั้นๆ แต่อาจเป็นการใช้พื้นที่ของทางราชการในทางมิชอบ ลักษณะให้บริษัทเอกชนเข้ามาประกอบธุรกิจหาผลประโยชน์บนที่ราชพัสดุ แต่ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือยินยอม และมีหลักฐานเป็นหนังสือยินยอม แต่ไม่ถูกต้องตามระเบียบทางราชการ ซึ่ง พลตำรวจตรีศรีวราห์ รังสิพรหมณกุล รักษาราชการแทน ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ได้มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงข้าราชการตำรวจระดับผู้กำกับการเกือบ 50 นาย แล้ว

วันที่โพสข่าว : 6 พย. 2557 เวลา 09:35 น.
/////////////
สถานการณ์ใต้
แม่ทัพภาค 4 พบสื่อมวลชน ชี้แจงการทำงานดับไฟใต้

เมื่อวันที่ 6 พ.ย. 57 เวลา 10.00 น. ที่ห้องประชุม อาคารกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ค่ายสิรินธร ต.เขาตูม อ.ยะรัง จ.ปัตตานี พลโทปราการ ชลยุทธ แม่ทัพภาค 4 ได้เดินทางมาเป็นประธานในการประชุมพบปะสื่อพัฒนาสัมพันธ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ทางศูนย์ประชาสัมพันธ์กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า จัดขึ้น โดยมี พล.ต.ท.อนุรุต กฤษณะการะเกตุ ผู้บัญชาการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผู้แทนจาก ศอ.บต. ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจในพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ สื่อมวลชนจากทุกแขนง ในพื้นที่ ยะลา ปัตตานี นราธิวาส และสงขลา กว่า 100 คน เข้าร่วมประชุม

ในที่ประชุม พลโทปราการ ชลยุทธ แม่ทัพภาค 4 ได้พบปะพูดคุยกับบรรดาสื่อมวลชน ที่เข้าร่วมประชุม โดยเฉพาะนโยบายในการปฎิบัติหน้าที่แก้ไขปัญหาความไม่สงบ ก่อนที่จะให้หน่วยงานที่รับผิดชอบงานต่างๆ ชี้แจงทำความเข้าใจ เรื่อง การขับเคลื่อนแผนทุ่งยางแดงโมเดล ยุทธศาสตร์การพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ การใช้งานนิติวิทยาศาสตร์ และความคืบหน้าคดีสำคัญ รวมทั้งการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาที่สอดคล้องกับงานด้านความมั่นคง ทั้งนี้ยังเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนได้หารือ ซักถาม รวมทั้งแลกเปลี่ยนเสนอแนะในเรื่องการปฎิบัติงานต่างๆในพื้นที่ด้วย
-----------------
โฆษกทบ.ยันโอนมอบปืนให้กำลังจชต.ฝึกอบรมอย่างดี

เมื่อวันที่ 6 พ.ย.2557 พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวชี้แจงกรณีที่มีความกังวลว่าอาวุธปืนที่กองทัพบกโอนมอบให้กับกำลังประจำถิ่นที่ปฏิบัติงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อาจจะตกไปอยู่ในมือของผู้ไม่หวังดี โดยมีการตั้งข้อสังเกตว่ากำลังประจำถิ่นหรืออาสาสมัครพลเรือนอาจได้รับการฝึกฝนไม่เพียงพอและอาจมีความเสี่ยงอยู่นั้นว่า ปัจจุบันกำลังพลผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ได้เริ่มการพัฒนาศักยภาพให้มีความสมบูรณ์มากขึ้นไปตามลำดับ เพื่อสอดรับกับยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะในส่วนงานรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินที่มีนโยบายเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กำลังประจำถิ่นในพื้นที่ ไม่ใช่เพียงสนับสนุนในเรื่องของอุปกรณ์เท่านั้น แต่จะต้องมีการฝึกอบรมพัฒนาศักยภาพของบุคคลอย่างเป็นระบบให้มีคุณสมบัติที่ใกล้เคียงกับเจ้าหน้าที่กำลังหลัก ส่วนเรื่องการดูแลเก็บรักษาอาวุธยุทโธปกรณ์จากนี้ไปก็จะต้องมีมาตรฐานเดียวกันกับกำลังหลัก เช่น ทหาร และตำรวจ


พ.อ.วินธัย กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ตามแผนของกำลังประจำถิ่น หรืออาสาสมัครพลเรือนจะช่วยเสริมการทำงานของเจ้าหน้าที่กำลังหลักในงานดูแลรักษาความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่ได้ในระดับหนึ่ง เนื่องจากเป็นกำลังคนในพื้นที่จึงทำให้มีข้อเด่นที่น่าสนใจ ทำให้ในอนาคตอาจจะสามารถลดระดับการใช้กำลังทหาร ที่จัดมาจากภูมิภาคอื่นลงไปได้บ้าง สำหรับความจำเป็นของการมีอาวุธไว้นั้นก็เพียงเพื่อปกป้องตนเอง และคุ้มครองประชาชนที่อยู่ในการดูแล กรณีเมื่อถูกคุกคามด้วยการใช้อาวุธจากผู้ไม่หวังดี เพราะปัจจุบันฝ่ายผู้ก่อเหตุรุนแรงยังมีลักษณะท่าทีของความพยายามที่จะใช้ความรุนแรงต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์อยู่ตลอดเวลา ถ้าไม่มีเครื่องมือที่เหมาะสมให้เจ้าหน้าที่อาจมีผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการทำหน้าที่ได้ อย่างไรก็ตามยืนยันว่าคงไม่ใช้กำลังประจำถิ่นไปดำเนินการปฏิบัติในลักษณะเชิงรุกเหมือนกำลังหลักทหารและเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างแน่นอน

วันพุธที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

สถานการณ์ข่าว5พ.ย.57

Jab06Nov14

"บวรศักดิ์" ยันร่างรัฐธรรมนูญไม่อคติ ลดแตกแยก ขณะยอมรับแตกต่างจากปี 2550 จ่อคุยพรรคการเมือง

นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวภายหลังนำคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเข้าสักการะศาลหลักเมือง ว่า จะทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ โปร่งใส เป็น

ธรรม ปราศจากอคติยึดถือประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นหลัก และหวังว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเป็นรัฐธรรมนูญของประชาชน เพื่อประชาชนโดยประชาชน ในการแก้ปัญหาความ
ขัดแย้งของบ้านเมือง ทั้งนี้ หากประชาชนต้องการเสนอแนะแนวทางการร่างรัฐธรรมนูญ ก็สามารถเสนอความเห็นได้ โดยจะให้คณะอนุกรรมาธิการออกไปรับฟังความเห็น และสิ่งที่สำคัญ คือต้อง

รับฟังความเห็นจากพรรคการเมืองทุกพรรคด้วย ซึ่งต้องนำเรื่องนี้เข้าหารือพร้อมขอมติจากกรรมาธิการก่อน อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า บรรยกาศการร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 กับ 2557
แตกต่างกัน แต่ก็จะทำให้ดีที่สุด

"บวรศักดิ์" นำ กมธ.ยกร่าง รธน. กลับถึงสภา ประชุมทำความเข้าใจ วางกรอบทำงานเป็นการภายใน งดสื่อ 

ภายหลังจาก นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ นำสมาชิกเข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม และศาลหลักเมืองเพื่อความเป็นสิริมงคลก่อนเข้า

ปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการ เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจได้เดินทางกลับมาที่รัฐสภาทันที โดยใช้ห้อง 213 และ 214 เป็นห้องทำกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกทั้ง 36 คน พร้อมประชุมอย่างไม่

เป็นทางการเพื่อร่วมกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็น แนวทางในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ โดยไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าติดต่อทำข่าว เนื่องจากเป็นกิจกรรมภายใน

ทั้งนี้ นายจรัส สุวรรณมาลา และ นางสาวสมสุข บุญญะบัญชา หนึ่งในกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้เดินทางมาร่วมกิจกรรมด้วย เพราะติดภารกิจอยู่ต่างประเทศ
--
กมธ. สรรหาบุคคลนั่งคณะกรรมาธิการประจำ สปช. เลือก "ทัศนา" ประธาน, พล.ท.ฐิติวัจน์ รองฯ "ธรณ์" โฆษก 


บรรยากาศการประชุมคณะกรรมาธิการสามัญสรรหาผู้ที่จะดำรงตำแหน่งในคณะกรรมาธิการวิสามัญประจำสภา นัดแรก ตามที่ประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ได้มีมติให้ตั้งกรรมาธิการชุดนี้ขึ้น 1

คณะ ตามข้อบังคับที่ 81 เพื่อสรรหาผู้ที่จะดำรงตำแหน่งในคณะกรรมาธิการวิสามัญประจำสภา

ทั้งนี้ โดยมีวาระเพื่อคัดเลือกตำแหน่งต่าง ๆ ในคณะกรรมาธิการ และกำหนดกรอบคุณสมบัติของผู้ที่จะดำรงตำแหน่งในคณะกรรมาธิการวิสามัญ 18 คณะ ซึ่งที่ประชุมมีมติเลือก นางสาวทัศนา

บุญทอง เป็นประธานคณะกรรมาธิการ/ พลโท ฐิติวัจน์ กำลังเอก เป็นรองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง/ นางเบญจวรรณ สร่างนิทร เป็นรองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สอง/ นางจุไรรัตน์

จุลจักรวัฒน์ เป็นเลขานุการคณะกรรมาธิการ/ นายธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ เป็นโฆษกคณะกรรมาธิการ
---
ผบ.ทร. ยัน คสช.-ครม. คัดคนดีที่สุดแล้ว นั่ง กมธ.ยกร่าง รธน. นำประเทศเดินหน้า ยังไม่พบกลุ่มเคลื่อนไหว เชื่อนายกฯ พูด ม.44 แค่เตรียมรับมือ

พลเรือเอก ไกรสร จันทร์สุวานิชย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ในฐานะสมาชิกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. กล่าวถึงรายชื่อของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญทั้ง 36 คน ว่า ทางรัฐบาล

และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ได้พิจารณาคัดเลือกบุคคลที่ดีที่สุดมาแล้ว เพื่อที่จะนำพาประเทศให้เดินไปข้างหน้า ขอให้ทุกคนให้กำลังใจคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญทั้ง 36

คน ในการทำงาน ส่วนเรื่องที่ทางพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. พูดถึงการใช้มาตรา 44 ในการรับมือคลื่นใต้น้ำนั้น ผู้บัญชาการทหารเรือบอกว่า ในขณะนี้ยังไม่พบ

ว่ามีการกระทำในลักษณะดังกล่าว คาดว่าที่นายกรัฐมนตรีพูดนั้นเพื่อเป็นการเตรียมการรับมือมากกว่า
--------

กมธ.ยกร่าง รธน. - กมธ.สรรหาบุคคล นั่ง 18 กมธ. สปช. ยังประชุมต่อเนื่อง งดสื่อ

บรรยากาศที่รัฐสภา ล่าสุด ยังอยู่ในช่วงของการประชุมสานสัมพันธ์ของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และการประชุมคณะกรรมาธิการสามัญสรรหาผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งในคณะ

กรรมาธิการวิสามัญประจำสภา 18 คณะ โดยทั้ง 2 คณะ ไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าติดตามทำข่าว ขณะที่สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาปฏิบัติหน้าที่สำนักงานเลขาธิการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
ได้เชิญสมาชิก สนช. รับสำเนารายงานและสำเนาการไต่สวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการ ป.ป.ช. กรณีถอดถอน นายนิคม ไวยรัชพานิช สมาชิกวุฒิสภา, นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ สมาชิกสภาผู้

แทนราษฎร และ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ออกจากตำแหน่ง ณ ห้อง 102 ชั้น 1 อาคารรัฐสภา 2 ในเวลาราชการ
-------
"นิพนธ์" ทีดีอาร์ไอ เสนอแนะ แก้ กม. คุมพรรคการเมืองใช้ประชานิยม ให้ภาครัฐจัดทำบัญชีโครงการเสนอ สนช.-สปช. ทุก 3 เดือน 

นายนิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการ ทีดีอาร์ไอ หัวหน้าโครงการวิจัย การคอร์รัปชั่น กรณีศึกษา โครงการรับจำนำข้าวทุกเม็ด กล่าวในงานเสวนา "สู่แนวคิดใหม่ของนโยบายอุดหนุนภาคการเกษตร

บทเรียนจากนโยบายจำนำข้าว" โดยระบุว่า ขอเสนอแนะให้แก้ไขกฎหมาย โดยเฉพาะกฎหมายเลือกตั้งควรกำหนดให้พรรคการเมืองที่ใช้นโยบายประชานิยมหาเสียงต้องทำให้ชัดเจนว่า
ประชาชนจะได้อะไร ใช้ต้นทุนดำเนินการเท่าไหร่ และเมื่อได้เป็นรัฐบาลจะต้องแถลงให้รัฐสภาทราบ โดยเฉพาะที่มาของเงินค่าใช้จ่าย และจะหารายได้ชดเชยอย่างไร ตลอดจนรัฐบาลต้องเสนอ

พระราชบัญญัติงบประมาณสำหรับนโยบายประชานิยมที่หาเสียงไว้ต่อรัฐสภาทุกปี เพื่อให้การใช้จ่ายต้องผ่านกรอบงบประมาณที่ชัดเจน และมีวินัยการคลัง พร้อมเสนอให้หน่วยงานรัฐ
จัดทำบัญชีโครงการเสนอ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ทุกไตรมาส
----------
พล.อ.ประวิตร รับห้ามไม่ได้คนคิดต่าง ย้ำต้องเป็นไปตามกฎหมาย ปฏิเสธข่าวมาเลเซียถอนตัวคุยสันติสุขชายแดนใต้

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงคลื่นใต้น้ำที่เคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาล ว่า มีแต่ความคิด ซึ่งตนเองห้ามไม่ได้ เป็นเรื่องความคิดของแต่

ละคน แต่ทุกอย่างต้องดำเนินการตามกฎหมายบ้านเมือง ซึ่งขณะนี้บ้านเมืองอยู่ในขั้นวิกฤต โดยต้องเร่งสร้างความปรองดอง ไม่ให้เกิดความแตกแยกในสังคม ขอร้องประชาชนทุกคนให้เวลา

รัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ทำงานที่จะสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นโดยเร็ว

พร้อมกันนี้ พล.อ.ประวิตร ยังปฏิเสธกระแสข่าวที่ว่าประเทศมาเลเซียซึ่งเป็นผู้อำนวยความสะดวกการพูดคุยเพื่อสันติสุขระหว่างไทยกับกลุ่มผู้เห็นต่าง ไม่พอใจและจะถอนตัวจากการเป็นคนกลาง

และให้อินโดนีเซียมาแทนที่ว่า ไม่เป็นความจริง ทุกอย่างในกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขเดินหน้าไปด้วยดี ซึ่งไทยกับมาเลเซียมีการพบปะพูดคุยกันเข้าใจอยู่แล้ว และเป็นไปไม่ได้ที่ไทยจะดึง
อินโดนีเซียมาทำหน้าที่ผู้อำนวยความสะดวกในการพูดคุยแทนมาเลเซีย
---------------
พล.อ.ประวิตร ยัน 36 กมธ.ยกร่าง รธน. เป็นคนดี มีความสามารถ รอดูการทำงาน เชื่อไม่มีปัญหาใด ๆ กระทบโรดแมป

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ 36 คน ว่า เมื่อเลือกมาแล้วก็ต้องเป็นคนดี เลือกคนไม่ดีได้

อย่างไร ทุกคนเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถตามที่ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ว่าที่ประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์ว่า มีทุกฝ่ายที่เข้า

ไปอยู่ในกรรมาธิการยกร่างฯ ดังนั้น เป็นหน้าที่ของสภาปฏิรูปแห่งชาติและกรรมาธิการยกร่างฯ ว่าจะทำอย่างไรให้การยกร่างรัฐธรรมนูญมีความสมบูรณ์ซึ่งต้องฟังเสียงสะท้อนประชาชน และตอน

นี้ไม่มีปัญหาใด ๆ ทำตามโรดแมปที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. วางไว้
----------------
"คำนูณ" เผย ที่ประชุมนอกรอบ กมธ.ยกร่าง รธน. แค่แนะนำตัวทำความรู้จัก ยังไม่หารือรายละเอียดงาน ย้ำไม่ปิดกั้นแสดงความเห็น

นายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. ในฐานะคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เปิดเผยว่า การนัดหารือของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญวันนี้ เป็นการหารือนอกรอบ

เพื่อให้แต่ละคนแนะนำตัวและทำความรู้จักกันเท่านั้น ยังไม่มีการหารือรายละเอียดเกี่ยวกับการทำงาน

ทั้งนี้ นายคำนูณ ย้ำว่า คณะกรรมาธิการไม่ได้ปิดกั้นการแสดงความเห็นส่วนบุคคลต่อสาธารณะ เพียงแต่เมื่อมาอยู่รวมกันในคณะกรรมาธิการ ก็ควรที่จะให้ความเห็น ที่ออกมาเป็นไปในทิศทางเดียว

กัน เพื่อลดความสับสนที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชน

อย่างไรก็ตาม สำหรับการนัดหารืออย่างไม่เป็นทางการของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ในช่วงบ่ายวันนี้ ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว โดยได้เปิดโอกาสให้สื่อมวลชน เข้าบันทึกภาพในช่วงเริ่มต้นการ

ประชุมเท่านั้น แต่ไม่อนุญาตให้เฝ้าติดตามตลอดการประชุม

ม.44 รธน.ชั่วคราว57



รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 มาตรา 44 บัญญัติไว้ว่า
ในกรณีที่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติเห็นเป็นการจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปในด้านต่าง ๆ การส่งเสริมความสามัคคีและความสมานฉันท์ของประชาชนในชาติ หรือเพื่อป้องกัน ระงับ หรือปราบปรามการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลายความสงบเรียบร้อยหรือความมั่นคงของชาติ ราชบัลลังก์ เศรษฐกิจของประเทศ หรือราชการแผ่นดิน ไม่ว่าจะเกิดขึ้นภายในหรือภายนอกราชอาณาจักร ให้หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติโดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติมีอำนาจสั่งการระงับยับยั้ง หรือกระทำการใด ๆ ได้ ไม่ว่าการกระทำนั้นจะมีผลบังคับในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร หรือในทางตุลาการ และให้ถือว่าคำสั่งหรือการกระทำ รวมทั้งการปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว เป็นคำสั่งหรือการกระทำ หรือการปฏิบัติที่ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญนี้และเป็นที่สุด ทั้งนี้ เมื่อได้ดำเนินการดังกล่าวแล้ว ให้รายงานประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติและนายกรัฐมนตรีทราบโดยเร็ว
 

"ป๋าเปรม" ยิ้มแย้มแจ่มใส ควงบิ๊กโด่ง เปิด อาคารมูลนิธิ "พลเอกเปรม ติณสูลานนท์"

"ป๋าเปรม" ยิ้มแย้มแจ่มใส ควงบิ๊กโด่ง เปิด อาคารมูลนิธิ "พลเอกเปรม ติณสูลานนท์"ของ กองดุริยางค์ทหารบก ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพด้านการดนตรีทบ. พร้อมห้องแสดง และห้องเกียรตืยศป๋า เตรียมขึ่น ร้องเพลง คอนเสิร์ต 9 พย. นี้
พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เป็นประธานในพิธีเปิดอาคาร มูลนิธิพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ของกองดุริยางค์ทหารบก เพื่อพัฒนางานด้านการดนตรี โดยมี พลเอกอุดมเดช สีตบุตร ผู้บัญชาการทหารบก มาร่วมด้วย
พร้อมชมอาคารของมูลนิธิ ในบริเวณชั้น 1 มีห้องเกียรติยศ ห้องสมุดดนตรี ห้องประชุม ห้องรับรอง และชั้น 2 ซึ่งใช้เป็นห้องแสดงดนตรี และได้ร่วมถ่ายภาพเป็นที่ระลึกร่วมกัน
การสร้างอาคาร นี้ เป็น ความต้องการของ พลเอกเปรม ที่อยากให้กองดุริยางค์ทหารบกมีการจัดสร้างอาคารเพื่อใช้ในการพัฒนาการดนตรี เพราะอาคารเดิมมีขนาดเล็ก ไม่เพียงพอต่อการรองรับจำนวนกำลังพลในภารกิจฝึกซ้อมดนตรี อีกทั้งเป็นอาคารไม้ไม่สมศักดิ์ศรีของกองทัพบก จึงได้ขออนนุมัติกองทัพบกให้จัดหาพื้นที่เหมาะสมในการจัดสร้าง จนแล้วเสร็จในวงเงินงบประมาณ 70 ล้านบาท โดยเป็นเงินบริจาคของพลเอกเปรม ,มูลนิธิพลเอกเปรม เพื่อพัฒนาการดนตรี ,คุณเจริญ คุณหญิงวรรณา สิริวัฒนภักดี ,คุณกัลยาณี ลี้อิสระนุกูล และผู้มีจิตศรัทธาที่บริจาคในการแสดงคอนเสริต์ รักเพลง รักแผ่นดิน 7เพื่อใบ้ในการดำเนินการก่อสร้างอาคารมูลนิธิ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ กองดุริยางค์ทหารบก เพื่อพัฒนาการดนตรี
โดยคอนเสิร์ตการกุศล "รักเพลงรักแผ่นดิน8"ป๋าเปรม จะร้อง เพลง"อยากให้เธออยู่เคียง" กับ"ใต้แสงจันทร์". 9พย.นี้16.00น. ที่มหิดล ศาลายา

วันอังคารที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

พระสุเทพ-อนุทิน-เนวิน-สมคิด-สุดารัตน์ ชื่อร้อนๆ ในกระแส “พรรคทหาร” จับตาการจรยุทธ์ในดงขมิ้น และวัน “เผด็จสึก ปภากโร”

4 พฤศจิกายน 2014
ชื่อที่หล่นบนโต๊ะจีน ในโรงแรมหรู ถูกเอ่ยชู ขึ้นมาในกระแสการเคลื่อนไหว จัดตั้งเครือข่ายพรรคการเมืองที่เกาะกลุ่มระหว่างอำนาจฝ่ายอำมาตย์เก่า-นายทหารนอกราชการ-ทหารในรัฐบาล กับนักการเมืองอาชีพนอกสภา ในนามของ“พรรคทหาร” ในเวลานี้มี 5 ชื่อ
พระสุเทพ ปภากโร หรือนายสุเทพ เทือกสุบรรณที่มาภาพ : เฟซบุ๊ก Suthep Thaugsuban (สุเทพ เทือกสุบรรณ)https://www.facebook.com/suthep.fb?fref=photo
พระสุเทพ ปภากโร หรือนายสุเทพ เทือกสุบรรณที่มาภาพ : เฟซบุ๊ก Suthep Thaugsuban (สุเทพ เทือกสุบรรณ)https://www.facebook.com/suthep.fb?fref=photo
ชื่อแรก คือ พระสุเทพ ปภากโร หรือนายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ กปปส. และอดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เป็นเป้าหมายของนายทหารระดับสูง –นายทหารนอกราชการและกลุ่มอำมาตย์เก่า
แม้ว่าจะปลีกตัวไปอยู่ในดงขมิ้น ห่มเหลือง แต่ไม่ได้ห่างเหิน คนการเมืองทุกระดับ เพราะในช่วง 90 กว่าวัน มีอีเวนต์ เดินสายจัดกิจกรรม ทางศาสนา โดยมีหัวหน้ากลุ่มการเมือง หัวคะแนน นักการเมืองท้องถิ่น ร่วมขบวน ไม่เว้นแต่ละวัน ทั้งทอดกฐิน บรรยายธรรม และจัดพบรรพชาอุสมปทหมู่ มีบุตรหลานแนวร่วม เข้าสู่ร่มห่มเหลืองแล้ว 136 รูป
มีบุคคลวีไอพี เดินสายไปสนทนาธรรมด้วย ทั้งในสวนโมกข์ และสำนักปฏิบัติธรรมบนเกาะสมุย
บุคคลวีไอพี บางคนถูกทาบทามไว้แล้วว่า หลังลาสิกขา จะทำกิจกรรมการเมืองร่วมกันอีกครั้ง
“ท่านปภากโร เวลานี้ เหมือนพาวเวอร์แบงก์ชุดใหญ่ รุ่นอเนกประสงค์ สามารถเป็นเครื่องชาร์จแบตเตอรี่ ให้กับทุกกลุ่ม ทุกเครือข่าย คาดว่าอย่างช้าต้นปีหน้า 2558 คงจะสึกออกมา” บุคคลระดับวีไอพีที่เพิ่งได้สนทนาธรรมกับพระสุเทพกล่าว
สอดคล้องกับ คำพูดของโฆษก กปปส. ลูกชายของภริยา พระสุเทพ “นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์” ที่แจ้งข่าวกับสาธารณะว่า “พระสุเทพ บอกให้แกนนำทุกคนปล่อยวางสถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ และขอให้แกนนำให้ความร่วมมือกับรัฐบาลและ คสช. ในการเดินหน้าปฏิรูปประเทศ ส่วนพระสุเทพ จะบวชต่อไปให้ครบ 204 วันตามจำนวนที่ กปปส. ชุมนุม ซึ่งจะครบกำหนดประมาณต้นเดือน ก.พ. 2558 แต่จะลาสิกขาหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของพระสุเทพ”
การเคลื่อนตัวเข้าหากัน ระหว่างเครือข่ายรัฐประหาร 2549 และเครือข่ายอำนาจใน กปปส. ก่อนรัฐประหาร 2557 จึงหวังใช้ “พระสุเทพ” เป็นพาวเวอร์แบงก์ สำหรับตั้งพรรคการเมืองในนาม “พรรคทหาร”
นายเนวิน ชิดชอบ ที่มาภาพ : เฟซบุ๊กเนวิน ชิดชอบ
นายเนวิน ชิดชอบ ที่มาภาพ : เฟซบุ๊กเนวิน ชิดชอบ
ชื่อที่สอง ที่สาม คือ นายเนวิน ชิดชอบ และนายอนุทิน ชาญวีรกูล แห่งพรรคภูมิใจไทย และบุรีรัมย์ยูไนเต็ด สายสัมพันธ์กับ 2 ชื่อนี้มาแรง ตั้งแต่หลังรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 เพราะทั้งอนุทิน-เนวิน ได้รับบริการระดับวีไอพีในค่ายทหาร และยังใกล้ชิดระดับเดินเข้า-ออก บ้านใหญ่ พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ พี่ใหญ่แห่งบูรพาพยัคฆ์ ในยุครัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
นายอนุทินนั้น ให้ความร่วมมืออย่างดีกับ รัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ชื่ออนุทินถูกเชิญเข้าร่วมงานปฏิรูปประเทศไทยในฐานะบุคคลวีไอพีในแถวหน้าของคณะที่ถูกเชิญทั้งหมด และเมื่อประกาศชื่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ก็มีชื่อ“ชัย ชิดชอบ” ติดอยู่ในดงอำนาจ
ทั้ง อนุทิน-เนวิน ไม่เคยแสดงบทการเมืองล้ำเส้น แต่เขายังไต่ลวดอำนาจอยู่ใกล้ๆ ไม่ห่างวงโคจร คณะรักษาความสงบแห่งชาติ
สมการของ อนุทิน-เนวิน อาจยังกุมบังเหียนพรรคภูมิใจไทย แต่ต่อสายโยงใย ขับเคลื่อนให้เกิดการ “ดีล” ระหว่าง “พรรคทหาร” กับคนการเมืองในฤดูการเลือกตั้งใหญ่ หลังรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในต้นปี 2559
ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์
ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์
ชื่อที่สี่ ไม่มีใครไม่เอ่ยถึง คือ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ที่เป็นทั้งที่ปรึกษาหัวหน้า คสช. พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ 1 ใน 15 คณะ คสช. เป็นพลเรือน 1 ใน 2 คน ที่อยู่ในคณะ “พูลิตบูโร” ร่วมกับ มีชัย ฤชุพันธ์ุ นักกฎหมายระดับพญาอินทรี
ชื่อ ดร.สมคิด ถูกเอ่ยถึงในฐานะที่จะถูกผลักขึ้นไปใช้ในสมการที่ “พรรคทหาร” มีขุนพลการเมืองพร้อมทั้งกระแส-กระสุน แต่ “ขาดหัว” ชื่อของเขาอยู่ในแถวที่ ขึ้นเป็น “หัว” ได้ เพราะที่ผ่านมาได้ใช้ชีวิตร่วมกับนายพลในค่ายทหาร จนเรียนรู้วัฒนธรรมการการอยู่-การใช้อำนาจสไตล์นายพล ได้ระดับหนึ่งแล้ว
ชื่อที่ห้า อยู่ในกระแสเครือข่าย “พรรคทหาร” สม่ำเสมอ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ุ เจ้าแม่การเมืองกรุงเทพฯ ที่มีสายสัมพันธ์ทั้งกับนายทหารเก่า นายทหารใหม่ แม้คุณหญิงสุดารัตน์เคยเปิดใจทำนองว่า “ไม่โง่พอไปตั้งพรรคกับทหาร”
แต่หลังรัฐประหารได้ 1 เดือน ขณะที่ชื่อคุณหญิงสุดารัตน์ถูกพาดพิงหลายหย่อมหญ้า คุณหญิงออกมาปรากฏตัวและปฏิเสธข่าวเตรียมการตั้งพรรคการเมืองใหม่ร่วมกับนายทหาร แต่ก็ยอมรับว่า “สนิทกับนายทหารระดับบิ๊กหลายคนก็จริง เพราะไม่ได้มีศัตรูหรือไปทำร้ายใคร กับบิ๊กทหาร รู้จักตั้งแต่รุ่นแม่ สมัยคนเหล่านี้เป็นผู้พัน ไม่ใช่รู้จักกันตอนนี้ที่มีอำนาจเป็นบิ๊ก คสช. ตอนนี้มีคนถามว่าจะรับตำแหน่งโน่นนี่หรือไม่ แม้แต่สภาปฏิรูปก็ไม่ต้องการเข้าไป”
แต่การเคลื่อนตัวของคุณหญิงสุดารัตน์ก็ยังกระเพื่อมไหว ในเดือนถัดมา เมื่อนักการเมืองระดับแกนนำหลายพรรคพูดถึงชื่อเธอ หลายกรรม หลายวาระ ทั้งในค่ายทหารและคำหล่นบนจานอาหารหรู ในโรงแรมระดับห้าดาว ทำนองว่า จะต่อสายนายทหารระดับบิ๊ก เพื่อตั้งพรรคการเมืองใหม่ โดยรวมคนจากพรรคเพื่อไทยและคนรุ่นใหม่สาย “กทม.” จนแล้วจนรอด คุณหญิงต้องจัดอีเวนต์ นัดผู้สื่อข่าวนอกรอบ แบ่งรับ แบ่งสู้ บอกว่า “กระแสข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริง ไม่ได้คิดหรือเคลื่อนไหวทางการเมืองแต่อย่างใด เพราะไม่ใช่เวลา ตอนนี้ขอสานต่องานทางด้านศาสนาที่กำลังทำอยู่ให้เสร็จเรียบร้อยก่อน ส่วนจะกลับมาทำงานทางด้านการเมืองหรือไม่นั้น ยังตอบไม่ได้ ขอให้สถานการณ์บ้านเมืองเข้าสู่ภาวะปกติก่อนค่อยกลับมาคิดทบทวนอีกครั้ง”
ทั้ง 5 ชื่อ คือคนการเมือง ส่องการเมือง ผ่านกิจกรรม ความเคลื่อนไหว ที่ไร้ร่องรอย แต่เห็นเงา เห็นร่าง ของการวางโครงเรื่อง “พรรคทหาร” ในอนาคต
ทั้ง 5 ชื่อ ไม่นับรวมสมการกลุ่มอำนาจ 3 ป. แห่งค่ายบูรพาพยัคฆ์ ที่ประกอบด้วย พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ และ พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา หรือ บิ๊กป๊อก ที่อาจเตรียมทางลงจากบัลลังก์ ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ผ่านบันได “พรรคทหาร”
ทั้งหมดนี้ เป็นเพียงความเคลื่อนไหว ของคนการเมือง-นายพล และบุคคลวีไอพี ที่ต้องการคืนอำนาจ อีกครั้ง หลังเส้นทางร่างรัฐธรรมนูญ เริ่มชัดเจนขึ้น

“ย้อนรอยพรรคทหาร” ในเส้นทางการเมือง

หลังจากจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2502 และใช้เวลาในการร่างรัฐธรรมนูญ นานถึง 10 ปี จนถึงยุคจอมพลถนอม กิตติขจร ได้เข้าเป็นนายกรัฐมนตรีแทน จึงเกิดร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับ พ.ศ. 2511 กำหนดให้มีการตั้งพรรคการเมืองได้
จอมพลถนอม จึงจัดตั้งพรรคการเมือง ชื่อพรรคสหประชาไทย ลงเลือกตั้ง วันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2512
หลังจากการเลือกตั้ง จอมพลถนอมได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ก็เกิดอุบัติเหตุทางการเมืองจนต้องยึดอำนาจตัวเอง ในปี 2514 และยกเลิกรัฐธรรมนูญ ยกเลิกพรรคการเมือง
ข้ามมา 3 ทศวรรษ ในยุค คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ยึดอำนาจจาก พล.อ. ชาติชาย ชุณหะวัณ 23 กุมภาพันธ์ 2534 โดย พล.อ. สุจินดา คราประยูร จากนั้นให้เพื่อน คือ พล.อ.อ. เกษตร โรจนนิล ผู้บัญชาการทหารอากาศ ผนึกกับกลุ่มการเมือง ตั้งพรรคสามัคคีธรรม
จากนั้นอีก 14 ปีต่อมา พล.อ. สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ทำการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ยึดอำนาจจาก พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร หลังจัดการเลือกตั้ง พล.อ. สนธิ เข้าสังกัดพรรคมาตุภูมิ
ในช่วงเดียวกันนั้น มีเครือข่ายอำมาตย์และเครือข่ายนักการเมือง รวมตัวกันตั้งพรรคเพื่อแผ่นดิน ท่ามกลางข่าวในวงการทหารว่า นี่คือตัวแทนสืบทอดอำนาจของฝ่ายทหาร โดยมีนายสุวิทย์ คุณกิตติ เป็นหัวหน้าพรรค ร่วมด้วย นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย, นายพินิจ จารุสมบัติ, นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ และนายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ
ชะตากรรมของนักการเมืองและนายพล ที่โหนอำนาจนอกระบบ อยู่ใต้ร่มเงาของ “พรรคทหาร” ใน 5 ทศวรรษที่ผ่านมา ล้วนมีที่มาและจุดจบที่ไม่สวยงามนัก บทเรียนนี้ ย่อมทำให้นักการเมืองยุคปัจจุบัน หันรี-หันขวาง ท่ามกลางกระแส “พรรคทหาร” กำลังเชี่ยว

ไทม์ไลน์ร่างรัฐธรรมนูญ 58 จับตา รธน.ฉบับ “บวรศักดิ์”?

ทีมข่าว Inside Thai Parliament

พลันที่ “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” ได้รับการขานชื่อ ให้เป็นรองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) คนที่ 1 เขาก็ลุกขึ้นแสดงวิสัยทัศน์

ตอนหนึ่งในวิสัยทัศน์ของ “บวรศักดิ์” คือการ เปิดเผยปฏิทินการร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 20 มีการสรุปได้ 7 ขั้นตอน ดังนี้

1. สปช.ต้องเสนอความเห็นหรือข้อเสนอแนะต่อ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่มีการประชุมสปช.ครั้งแรก ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 31 ภายในวันที่ 19 ธันวาคม 2557

2. กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญต้องจัดทำร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายใน 120 วัน นับแต่วันที่ได้รับความเห็นหรือข้อเสนอแนะจากสปช. แล้วเสนอต่อสปช.เพื่อจารณาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 34 ภายในวันที่ 17 เมษายน 2558

3. สปช.ต้องพิจารณาเสนอแนะหรือให้ความเห็นให้แล้วเสร็จ ภายใน 10 วัน นับแต่วันที่ได้รับร่างรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 36 ภายในวันที่ 26 เมษายน 2558

4.สมาชิกสปช.อาจยื่นคำขอแก้ไขเพิ่มเติมต่อประธานกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่สปช.เสร็จสิ้นการพิจารณา ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 36 ภายในวันที่ 25 พฤษภาคม 2558

5. กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาคำขอแก้ไขเพิ่มเติมภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ครบกำหนดยื่นคำขอแก้ไขเพิ่มเติม ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 37 ภายในวันที่ 23 กรกฎาคม 2558

6. สปช.ต้องพิจารณาให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับร่างรัฐธรรมนูญจากกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 37 ภายในวันที่ 6 สิงหาคม 2558

7. กรณี สปช.เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวร ประธานสปช.ต้องนำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯ ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่สปช.มีมติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 37 ภายในวันที่ 9 กันยายน 2558 ทั้งนี้เมื่อรวมระยะเวลาในการดำเนินการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ประมาณ 319 วัน

และระหว่างการแสดงวิสัยทัศน์เขาก็ยอมรับแบบไม่มีปิดบังว่า พร้อมทำหน้าที่เป็น 1 ใน 36 คนของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ

มีการเก็งกันว่า “บวรศักดิ์” คือตัวจริง เสียงจริง ที่จะรับตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ

ตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวระบุว่า ตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนั้น เป็นอำนาจของคสช.คัดเลือก ซึ่งล่าสุด “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” เปิดเผยต่อหน้าสื่อมวลชนว่า “มีคนในใจแล้ว” เมื่อสื่อซักว่าใช่ “บวรศักดิ์” หรือไม่ นายกฯตอบว่า “มีอยู่ มีอยู่”!!!!

ดังนั้น จึงแน่นอนว่าโผครั้งนี้ย่อมไม่พลิกหนีไปชื่ออื่น

เพราะอย่าลืมว่าหลังการรัฐประหาร 22 พ.ค. “บวรศักดิ์” มีส่วนอย่างมากในร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ร่วมกับ “มีชัย ฤชุพันธุ์” คสช. – “วิษณุ เครืองาม” รองนายกฯ และ “พรเพชร วิชิตชลชัย” ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

และอย่าลืมว่า หลังการยึดอำนาจ “บวรศักดิ์” และ “วิษณุ” ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน ต่างแยกกันเดิน ร่วมกันขายไอเดียปฏิรูป – ไขรหัสร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราวในทำเนียบรัฐบาล 

“วิษณุ” พูดจากับสื่อในภาพใหญ่ของแนวทางการปฏิรูป

ในเวทีสาธารณะ “บวรศักดิ์” ก็ฉายภาพสิ่งที่ “วิษณุ” พูดให้สังคมได้เห็นภาพชัดขึ้น

เช่นการพูดถึง การออกแบบโครงสร้างของสภาว่าจะเป็นสภาเดี่ยว หรือ สภาคู่

พูดถึงที่มาของนายกฯ จะมาจากเลือกตั้งโดยตรง – หรือทางอ้อม และนายกฯควรเป็นส.ส.หรือ เปิดช่องให้คนนอกเป็นได้

พูดถึงการขจัดนักการเมืองที่คดีทุจริตติดตัว หรือถูกสั่งให้เว้นวรรคการเมืองต้องพ้นไปจากกระดานอำนาจ

พูดถึงการปิดช่องการใช้นโยบายประชานิยม

ดังนั้น การร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับ 2558 “บวรศักดิ์” จะมีบทบาทอย่างยิ่ง ที่สำคัญเขาวางแนวทางคู่ขนานระหว่างการทำงานระหว่างคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กับสปช.ไว้แล้วว่าจะเกื้อหนุน – สนับสนุนการทำงานของกันและกันได้อย่างไร

โดยเบื้องต้นจะให้มีคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมา 1 ชุด คอยเชื่อมข้อมูลระหว่างคณะปฏิรูป กับคณะร่างรัฐธรรมนูญ

ซึ่งไอเดียนี้ “เทียนฉาย กีระนันท์” ประธานสปช. ก็เห็นพ้องต้องกัน

สะท้อนว่าระยะทางการร่างรัฐธรรมนูญอีก 10 เดือนต่อจากนี้ “บวรศักดิ์” จะมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการจัดทำรัฐธรรมนูญ 2558

นอกจากนี้ ยังมีการเมาท์ในกลุ่มข้าราชการสภาด้วยว่า ห้องทำงานของ “บวรศักดิ์” ใหญ่โตกว่า “เทียนฉาย” ซึ่งเป็นประธานสปช.เสียอีก

เนื่องจาก “บวรศักดิ์” ได้เลือกห้องทำงานซึ่งอยู่ในชั้น 3 อาคารรัฐสภา ของ “เจริญ จรรย์โกมล” อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ภายในห้องนอกจากมีห้องสัดส่วนของที่รับแขก ห้องทำงานของที่ปรึกษา ยังสามารถจุคนได้หลายสิบคน

ขณะที่ “เทียนฉาย” ได้เลือกห้องทำงานเก่าของ “วิสุทธิ์ ไชยณรุณ” อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 เป็นห้องทำงานของประธานสปช. ซึ่งเป็นห้องที่เล็กกว่ามาก วางโต๊ะทำงานได้แค่ 1 ตัว ก็เต็มห้อง

ส่วนห้องทำงานของ “ทัศนา บุญทอง” รองประธาน สปช.คนที่ 2 ก็เล็กไม่แพ้กัน

7 ปีก่อน รัฐธรรมนูญ 2550 ถูกเรียกขานว่า เป็นฉบับ “หน้าแหลม ฟันดำ” ตามฉายาของ “น.อ.ประสงค์ สุ่นสิริ” ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญขณะนั้น

7 ปีต่อมา ในปี 2557 หากประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญชื่อ “บวรศักดิ์” คงต้องหาฉายาให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อไม่ให้น้อยหน้าฉบับ 2550

'วิษณุ' แจงสรรพคุณ กมธ.ยกร่างรธน.โควต้า คสช.-ครม.

สรรพคุณ กมธ.ยกร่างฯ

'วิษณุ' แจงสรรพคุณ กมธ.ยกร่างรธน.โควต้า คสช.-ครม. ชี้ 36 กมธ.มีครบทุกสี เตรียมเปิด 4 เวทีฟังความเห็น เล็งตั้ง 300 คนอกหักจาก สปช. เข้ามามีส่วนร่วม

                            4 พ.ย. 57  นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวให้ข้อมูลรายบุคคลของผู้ได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมร่วมระหว่าง คสช. และ ครม.ที่อนุมัติรายชื่อบุคคลไปดำรงตำแหน่งเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ว่า ในส่วนของนายปกรณ์ ปรียากร เป็นคนมุสลิม เป็นอดีตคณบดีคณะรัฐประศาสนศาสตร์ อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2550 และเป็นที่ปรึกษาจุฬาราชมนตรี เรียนจบนิติศาสตร์ และรัฐศาสตร์ ก็โอเค

                            ส่วนนายกระแส ชนะวงศ์ นั้น นายวิษณุ กล่าวว่า เราอยากได้คนที่เป็นนักการเมืองน้ำดี เดี๋ยวจะหาว่าคนมาร่างรัฐธรรมนูญไม่เคยลงเลือกตั้ง ก็คิดถึงนายกระแส และสุขภาพท่านยังดีอยู่ ใช้ได้ ส่วนที่หายไปจากวงการการเมืองไปนาน ถ้าไม่หายไป ก็คงไม่เอามา

                            สำหรับนายสุจิต บุญบงการ นายวิษณุ กล่าวว่า ท่านเคยเป็นคณบดีคณะรัฐศาสตร์จุฬาฯ เคยเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นายเจตน์ โทณวณิก ซึ่งเป็นนักวิชาการวัยรุ่นนั้น ก็ไม่ใช่วัยรุ่น เพราะคุณสมบัติต้องอายุไม่ต่ำกว่า 40 ปี ก็อยากได้ทุกวัย ท่านก็รุ่นใหม่ไฟแรง

                            ด้านนายกฤต ไกรจิตติ ก็เคยเป็นอธิบดีกรมสนธิสัญญา และกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ เคยเป็นเอกอัคราชทูตไทย ประจำประเทศเวียดนาม อินเดีย ฮังการี และมาเลเซีย เพิ่งเกษียณมาหมาดๆ และคุณพ่อของนายกฤต ก็คือ นายสรรเสริญ ไกรกิตติ เคยเป็นผู้พิพากษาผู้ใหญ่ ซึ่งเลือกนายกฤต เพราะต้องเขียน มาตรา 190 และขณะเดียวกัน ท่านก็เคยทำเรื่องสิทธิมนุษยชนไว้เยอะ ก็รัฐธรรมนูญต้องพูดถึงเรื่องสิทธิเสรีภาพด้วย ไม่ได้มีแค่เรื่องการเลือกตั้งเท่านั้น

                            ขณะที่นายวิชัย ทิตตะภักดี นายวิษณุ อธิบายว่า มีความเชี่ยวชาญทางด้านเศรษฐกิจ ธุรกิจ และเป็นกงสุลกิติมศักดิ์ไทยของประเทศในแอฟริกา มีความคิดในทางเศรษฐกิจ

                            เมื่อถามว่าทั้ง 11 คน ได้มีส่วนร่วมในการพิจารณาหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า เป็นเรื่องของท่านนายกฯ แต่ก็ส่งชื่อให้ตรวจสอบ แต่นายกฯ เป็นคนเลือก ตนไม่ได้เลือก ทั้งนี้บรรยากาศในการประชุมไม่มีใครมีความเห็นแย้ง แต่ก็มีถามบ้างว่า ใครเป็นใคร

                            เมื่อถามว่า จะสามารถชี้แจงข้อกล่าวหาที่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญฉบับนายบวรศักดิ์ ได้หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า "ไม่รู้ ยังไม่มีการกล่าวหา รอให้กล่าวหามาก่อน แล้วจะได้ตอบได้ถูก ตอนนี้ไม่รู้"

                            เมื่อถามว่า เมื่อวานบอกว่าคนที่เป็นประธานจะขี้เหร่ แล้วชื่ออกมาแล้ว ถือว่าขี้เหร่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า เพราะว่าประธานจะต้องเป็นเป้าอยู่แล้ว ส่วนอีก 35 คน ไม่ได้เป็นเป้า ถึงประธานหล่อ ยังไงคุณก็จะบอกว่าขี้เหร่ วิเศษยังไงคุณก็ต้องบอกว่าขี้เหร่

                            เมื่อถามว่า มีโอกาสในการปรับเปลี่ยนตัวกรรมาธิการได้อีกหรือไม่ รองนายกฯ กล่าวว่า ปรับเปลี่ยนไม่ได้ ต้องอยู่จนกว่าจะล้มหายตายจากกันไป เมื่อตำแหน่งว่างแล้ว ก็ต้องแต่งตั้งเพิ่มเข้าไปได้

                            เมื่อถามว่า จะเรียกว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นฉบับสีชมพู ซึ่งเป็นสีของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า "คุณเอาชื่อ 36 คนมาดู คุณก็จะเห็นว่ามันมีทุกสี แดงก็มี เหลืองก็มี เขียวก็มี ชมพูก็มี เพราะตอนเขาตั้งไม่ได้นึกเลย"

                            เมื่อถามว่า ทราบว่าจะมีเวที 4 เวทีนอกสภาเพื่อขับเคลื่อน นายวิษณุ กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ได้ให้ความเห็นชอบแล้ว โดย
1.จะช่วยเป็นทีมวิชาการของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ซึ่งจะเป็นผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการ และเลขานุการ
2. เป็นเวทีที่จะช่วยเป็นกรรมาธิการ
3. เป็นเวทีที่รัฐบาลจะตั้งขึ้น ลักษณะเดียวกับที่รัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เคยเชิญนายบรรหาร ศิลปอาชา มาเป็นประธานปฏิรูป จะมีคนประมาณ 300 คน แบ่งเป็น 3 ทีม มีทีมการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ/พลังงาน และทีมสังคม และแยกกันประชุม โดยใช้สถานที่ของสำนักงานที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สป.) ที่ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ และเวทีที่
4. กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในและกระทรวงกลาโหม รับผิดชอบ ซึ่งสวนใหญ่เป็นเวทีต่างจังหวัด

                            "เวทีที่ 1 ได้เริ่มแล้ว สปช.เริ่มแล้ว เขาก็ขับเคลื่อนของเขาเองได้ ส่วนเวทีที่ 2 หากข้อบังคับกรรมาธิการผ่านความเห็นชอบก็ส่งคนไปได้ ส่วนเวทีที่ 3 จะออกระเบียบสำนักนายกฯ มารองรับ ที่อาจจะเสนอให้ที่ประชุม ครม.พิจารณาในครั้งต่อไปก็ได้ ส่วนเวทีที่ 4 เขาสามารถทำได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป และเวทีเหล่านี้ไม่ได้ใช้งบประมาณพิ่มเติม และบางส่วนจะใช่งบจาก สป.ที่มีอยู่แล้ว กอ.รมน.ก็มีงบอยู่แล้ว"

                            เมื่อถามว่า เวทีที่ 3 มีคน 300 คน เข้ามานั่งทำงาน จะเลือกเข้ามาอย่างไร นายวิษณุ กล่าว จะเริ่มต้นย้อนไปดูว่าเขาสมัครเข้ามาแล้วสนใจเรื่องอะไร และดูว่าเขายังสมัครใจหรือไม่ เพราะบางทีอาจจะไม่อยากมายุ่งแล้วก็เป็นไปได้ เพราะเขาอยากอยู่ สปช.ใหญ่ เมื่อไม่ได้อยู่ ก็อาจจะไม่อยากอยู่แล้วก็ได้ และต้องดูเรื่องของเวลาในการทำงาน ดูคนให้เหมาะกับงาน ซึ่งแฟ้มตั้งอยู่ที่ห้องทำงานของตนแล้ว แต่ต้องรอดูก่อนว่าปัญหามีอะไรบ้าง เราต้องตั้งปัญหาให้ได้ก่อน แล้วนำคนมาตอบปัญหาให้ได้


 กมธ.ยกร่างรธน.สัดส่วนของ คสช.
 
                            1. นายบวรศักดิ์ อุวรรโณ (ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ) รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า อดีตเลขาธิการคณะรัฐมนตรีสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตเลขานุการคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับ 2540

                            2. นายสุจิต บุญบงการ อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดแรก อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ อดีตประธานสภาพัฒนาการเมือง อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

                            3. นายจรูญ อินทจาร อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ เคยตัดสินคดียุบพรรคพลังประชาชน พรรคมัชฌิมา และพรรคชาติไทย และร่วมตัดสินคดีให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากโยกย้าย นายถวิล เปลี่ยนศรี ไม่เป็นธรรม

                            4. นายประสพสุข บุญเดช อดีตประธานวุฒิสภา ชุดแรกตามรัฐธรรมนูญ ปี 2550 เป็น ศาสตราจารย์พิเศษ ในสาขาวิชานิติศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

                            5. นายบรรเจิด สิงคะเนติ คณบดีคณะนิติศาสตร์สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เป็นหนึ่งในแกนนำ กปปส. และเสนอแนวคิดปฏิรูปของ กปปส. และเสนอ แนวปฏิรูป 'นิด้าโมเดล' อีกด้วย

                            6. นายกฤต ไกรจิตติ อดีตทูตมาเลเซีย อดีตอธิบดีกรมสนธิสัญญาต่างประเทศ และเป็นข้าราชการลำดับแรกที่ถูกฟ้องศาลร่วมกับนายนพดล ปัทมะ สมัยที่เป็น รมว.ต่างประเทศ และไปทำบันทึกความเข้าใจร่วมกับกัมพูชา

 
กมธ.ยกร่างรธน.ในส่วนของ ครม.


                            1. นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ คณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับ 2550

                            2. นายเจษฎ์ โทณะวณิก ดำรงตำแหน่งคณบดีคณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ จบปริญญาเอกทางกฎหมาย (Doctor of the Science of Law) (JSD) จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด สหรัฐอเมริกา

                            3. นายปกรณ์ ปรียากรณ์ อดีตอาจารย์คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เคยร่วมขึ้นเวที กปปส.

                            4. นพ.กระแส ชนะวงศ์ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัย นอกจากนี้ยังเคยร่วมพรรคการเมืองหลายพรรค รวมถึงพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคไทยรักไทย

                            5. นายวิชัย ทิตตะภักดี อดีตสมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ



กมธ.ยกร่างรธน.ในสัดส่วน สนช.


                            1. นายดิสทัต โหตระกิตย์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา

                            2. นางกาญจนารัตน์ ลีวิโรจน์ กรรมการกฤษฎีกา

                            3. นายปรีชา วัชราภัย กรรมการกฤษฎีกา , อดีตเลขาธิการ กพ.

                            4. นายวุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง

                            5. พล.อ.ยอดยุทธ บุญญาธิการ อดีตหัวหน้านายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำผู้บังคับบัญชา

กมธ.ยกร่างรธน.ในสัดส่วน สปช.


                            1. นายมานิจ สุขสมจิตร สปช. ด้านสื่อสารมวลชน นักหนังสือพิมพ์อาวุโส อดีต ส.ส.ร. ปี 2550

                            2. นายประชา เตรัตน์ สปช. จังหวัดชลบุรี อดีตรองปลัดกระทรวงมหาดไทย และปัจจุบันมีบทบาทสูงในกลุ่ม สปช. จังหวัด

                            3. นางถวิลวดี บุรีกุล สปช. ด้านการบริหาราชการแผ่นดิน ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า

                            4. นางสาวสมสุข บุญญะบัญชา สปช. ด้านสังคม อดีตผู้อำนวยการ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.)

                            5. นายเชิดชัย วงศ์เสรี สปช. ภาคใต้ อดีตผู้สมัคร ส.ว.ภูเก็ต

                            6. พลโทนคร สุขประเสริฐ  สปช. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อดีตผู้บังคับการจังหวัดทหารบกร้อยเอ็ด

                            7. พลเอกเลิศรัตน์ รัตนวานิช สปช. ด้านพลังงาน อดีตผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก เคยมีชื่อเป็นแคนดิเดต ผบ.ทบ.ยุค พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีต ผอ.วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร อดีต ส.ว. เคยเสนอตัวเป็นคนกลางในการเจรจาช่วงวิกฤตการเมืองปี 2553

                            8. นายจุมพล สุขมั่น สปช. ภาคเหนือ อดีต กกต. จังหวัดลำปาง อดีต ผอ.สำนักงานบังคับคดี จ.เชียงราย

                            9. นายวุฒิสาร ตันไชย ด้านการปกครองท้องถิ่น รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2550

                            10. นายคำนูณ สิทธิสมาน สปช. ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม อดีต ส.ว.สรรหา หนึ่งในกลุ่ม 40 ส.ว.

                            11. นายอเนก เหล่าธรรมทัศน์ สปช. ด้านการเมือง คณบดีวิทยาลัยบริหารรัฐกิจและรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และอดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อดีตหัวหน้าพรรคมหาชน เจ้าของทฤษฎี 'สองนคราประชาธิปไตย'

                            12. นางทิชา ณ นคร สปช. ด้านการศึกษา นักวิชาการด้านสิทธิเด็ก ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนชายบ้านกาญจนาภิเษก

                            13. นางนรีวรรณ จินตกานนท์ สปช. ด้านเศรษฐกิจ อดีต ส.ว.สรรหา อดีตรองอธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)

                            14. นายจรัส สุวรรณมาลา สปช. ด้านการปกครองท้องถิ่น นักวิชาการ อดีตคณบดี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อดีต ส.ส.ร. ปี 2550

                            15. นายไพบูลย์ นิติตะวัน สปช. ด้านการเมือง อดีต ส.ว.สรรหา หนึ่งในกลุ่ม 40 ส.ว.

                            16. นางสาวสุภัทรา นาคะผิว สปช. ด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ผู้อำนวยการมูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิ์ด้านเอดส์

                            17. นายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ สปช. ด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ผู้อำนวยการสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม (ธ.พ.ส.ส.)

                            18. นายชูชัย ศุภวงศ์ ด้านการเมือง อดีตเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ อดีตรองประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2550

                            19. พลโท นาวิน ดำริกาญจน์ สปช. ด้านอื่นๆ อดีตผู้อำนวยการสำนักวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกลาโหม

                            20. นายมีชัย วีระไวทยะ สปช. ด้านการศึกษา อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สมัยรัฐบาลนายอานันท์ ปันยารชุน อดีต รมช.อุตสาหกรรม สมัยรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นผู้รณรงค์เรื่องการใช้ถุงยางอนามัย เคยเป็นนักแสดง เล่นเป็น โกโบริ ในละครเรื่อง 'คู่กรรม' (ปี 2513) ทางช่อง 4 บางขุนพรหม