PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันศุกร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

สถานการณ์28พ.ย.57

Jab28Nov14
//////////
พงศพัฒน์
ผกก.สน.พระโขนง เผย เตรียมเบิกตัว 5 ผู้ต้องหาเอี่ยว อดีต ผบช.ก. ไปฝากขังที่ศาลแขวงพระโขนงบ่ายวันนี้
พ.ต.อ.ฤทธิกร สายสนั่น ณ อยุธยา ผกก.สน.พระโขนง เปิดเผยกับ สำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น. ว่า ในวันนี้ (28 พ.ย.) เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.พระโขนง เตรียมเบิกตัว 5 ผู้ต้องหาที่ก่อเหตุแอบอ้างสถาบันฯ มีการทวงหนี้ หน่วงเหนี่ยวกักขัง และกรรโชกทรัพย์ เพื่อหาประโยชน์โดยมิชอบ และมีส่วนเกี่ยวข้องกับอดีต ผบช.ก. ไปฝากขังที่ศาลแขวงพระโขนงในช่วงบ่ายวันนี้ (28 พ.ย.)
หลังเมื่อคืนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 5 ราย มาทำการสืบสวนสอบสวนที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล เพิ่มเติม และได้คุมตัวกลับไปฝากขังที่ สน.ท่องหล่อ 1 ราย สน.ลุมพินี 1 ราย สน.ท่าเรือ 1 ราย สน.บางโพงพาง 1 ราย และ สน.วัดพระยาไกร อีก 1 ราย ซึ่งคาดว่าจะมีการคุมตัวไปฝากขังที่ศาลแขวงพระโขนงไม่เกิน 13.00 น. ของวันนี้แน่นอน
-----------------
บรรยากาศก่อนฝากขัง 5 ผู้ต้องหา เอี่ยว อดีต ผบช.ก. ที่ ศาล จ.พระโขนง เป็นไปอย่างเรียบร้อย ด้าน ตร. เผย แยกคุม 5 ผู้ต้องหาไว้คนละ สน.
ความเคลื่อนไหวที่ศาลจังหวัดพระโขนงเป็นไปอย่างเรียบร้อย มีสื่อมวลชนจากหลายสำนักปักหลักติดตามความเคลื่อนไหวกันอย่างใกล้ชิด หลังเจ้าหน้าที่จะควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 5 ราย ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีต ผบช.ก. ประกอบด้วย นายณัฐพล อัครพงศ์ปรีชา นายสิทธิศักดิ์ อัครพงศ์ปรีชา นายณรงค์ อัครพงศ์ปรีชา นายสุทธิศักดิ์ สุทธิจิตต์ และ นายชากานต์ ภาคภูมิ มาขออำนาจศาลจังหวัดพระโขนงฝากขังในวันนี้ เวลา 13.30 น.

ด้าน พ.ต.อ.ฤทธิกร สายสนั่น ณ อยุธยา ผกก.สน.พระโขนง เปิดเผยว่า ผู้ต้องหา ทั้ง 5 คน หลังจากถูกควบคุมตัวไปที่กองบัญชาการตำรวจนครบาลเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหาเพิ่มเติมอีก 3 ข้อหา คือ
ฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่มีเหตุอันควรและพกพาโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งผู้ต้องหา ทั้ง 5 ราย ได้ถูกควบคุมตัวแยกตาม สน. ใน 5 พื้นที่ ประกอบด้วย สน.ทองหล่อ สน.ลุมพินี สน.ท่าเรือ สน.บางโพงพาง และ สน.วัดพระยาไกร

จากนั้น ในช่วงบ่ายวันนี้ พนักงานสอบสวนแต่ละ สน. จะคุมตัว 5 ผู้ต้องหา มาขออำนาจศาลจังหวัดพระโขนงฝากขังในผลัดแรก เป็นจำนวน 12 วัน
--------------
ผบ.ตร. โชว์รายชื่อ ตร.พันส่วยน้ำมันเถื่อน มี DSI สั่งสอบ พบจ่ายส่วยสูงถึง 12 ล้าน ยันเอาผิด ด้าน ปปง. ยันพร้อมเร่งสืบกรณีนี้โดยเร็ว

พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นำเอกสารบัญชีรายชื่อข้าราชการตำรวจ/ หน่วยงาน/ กลุ่มบุคคล จำนวน 2 เล่ม มีความหนากว่า 100 หน้า ที่เชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวข้องจากการ
เรียกรับผลประโยชน์จากการค้าน้ำมันเถื่อนจังหวัดภาคใต้ ที่ยึดได้จากบ้านพักของ นายสหชัย เจียรเสริมศิลป์ หรือ เสี่ยโจ้ ผู้มีอิทธิพลกว้างขวางในภาคใต้ และเป็นผู้ต้องหาที่หลบหนีคดีอยู่ในขณะนี้
โดยในเอกสารมีรายชื่อทั้งชื่อจริงและชื่อย่อ รวมถึงการแจกแจงรายละเอียดการจ่ายเงินให้กับบุคคลและหน่วยงาน ระบุ เช่น ผอ.ปราบปรามทางทะเล/ ผกก.โย๊ะ/ รอง ผกก.โส ตลอดจนกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI เป็นต้น ทั้งนี้ ผบ.ตร. ยืนยันว่า จะตรวจสอบในส่วนของข้าราชการตำรวจที่เกี่ยวข้อง ซึ่งส่วนใหญ่พบว่าอยู่ในสังกัดกองบังคับการตำรวจน้ำ มีการจ่ายส่วยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มียอดเงินที่เรียกเก็บสูงสุดถึงครั้งละ 12 ล้านบาท นอกจากนี้ ผบ.ตร. ระบุ จะสั่งการให้ตรวจสอบย้อนหลังในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา หากพบว่ามีผู้บังคับบัญชาคนก่อนหน้านี้เกี่ยวข้อง จะดำเนินการทางวินัยและอาญา ส่วนเอกสารบัญชีรายชื่อจะสำเนาเพิ่ม 2 ชุด เพื่อส่งมอบให้พนักงานสอบสวนกองบัญชาการตำรวจนครบาล สรุปสำนวนคดี และกองบังคับการปราบปราบ เพื่อดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงต่อไป

ส่วนกรณีที่ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. เคยขอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดำเนินการสืบสวนการค้าน้ำมันเถื่อนที่เกิดความล่าช้า ยืนยันว่า จะเร่งรัดดำเนินการโดยเร็ว พร้อมให้รายงานผลให้ทราบทุก 15 วัน
------------
ระทึก! ไฟไหม้โรงงานพลาสติกขนาดใหญ่ ย่านพระราม 2 บึ้มสนั่น ไม่มีคนเจ็บหรือเสียชีวิต - เจ้าหน้าที่เร่งดับ
เมื่อสักครู่ที่ผ่านมา เกิดเหตุไฟไหม้โรงงานผลิตพลาสติกขนาดใหญ่ในบริเวณพระราม 2 ซอย 44 แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร โดยขณะนี้ เปลวไฟได้โหมลุกลามเผาโรงงานดังกล่าวอย่างรุนแรง พร้อมกับมีเสียงระเบิดออกมาเป็นระยะ ซึ่ง เจ้าหน้าที่ดับเพลิงกำลังเร่งเข้าทำการดับเปลวไฟที่กำลังลุกโหมกระหน่ำอยู่
ทั้งนี้ ยังไม่ได้รับรายงานว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตอย่างใด หากเพลิงได้สงบลงแล้ว ทางเจ้าหน้าที่จะทำการสืบหาเบาะแสการเกิดเพลิงไหม้และทำการคำนวณความเสียหายทั้งหมดอีกครั้ง
------------
ผบก.น.5 เผย ศาลออกหมายจับเพิ่ม 5 รายเอี่ยวเครือข่าย อดีต ผบช.ก. เจ้าหน้าที่เร่งติดตาม

พ.ต.อ.ชวลิต ประสพศิลป ผบก.น.5 เปิดเผยว่า เมื่อวานนี้ (27 พ.ย.) ศาลอาญารัชดาภิเษก อนุมัติออกหมายจับผู้ต้องหาเพิ่มอีก 5 ราย หลังมีพฤติกรรมขู่กรรโชก โดยใช้อาวุธกับเจ้าหนี้เพื่อให้ลดจำนวนหนี้จาก 100 ล้านบาท เหลือ 20 ล้านบาท โดยผู้เสียหายได้ไปแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.วัดพระยาไกร เมื่อช่วงเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา

จากการตรวจสอบเบื้องต้น ผู้ต้องหาทั้งหมดที่ถูกออกหมายจับนั้น เป็นกลุ่มเครือข่ายเดียวกับ นายณัฐพล อัครพงศ์ปรีชา/ นายณรงค์ อัครพงศ์ปรีชา/ นายชากานต์ ภาคภูมิ เครือข่ายของ อดีต ผบช.ก. ที่ก่อเหตุในพื้นที่ สน.พระโขนง และถูกจับกุมไปก่อนหน้านี้

ทั้งนี้ อยู่ระหว่างติดตามจับกุม ส่วนจะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือไม่ อยู่ระหว่างตรวจสอบ
-------------------
ตร. นำ 5 ผู้ต้องหา เอี่ยว อดีต ผบช.ก. มาฝากขังที่ ศาล จ.พระโขนง แล้ว ค้านการประกันตัว ผู้ต้องหารับสารภาพทั้งหมด
ความเคลื่อนไหวที่ศาลจังหวัดพระโขนง พนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ สน.ลุมพินี และ สน.ท่าเรือ ควบคุมตัว นายณัฐพล อัครพงศ์ปรีชา นายสิทธิศักดิ์ อัครพงศ์ปรีชา นายณรงค์ อัครพงศ์ปรีชา ผู้
ต้องหาที่เกี่ยวข้องกับ พล.ต.ท. พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์อดีตผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) มาขออำนาจศาลฝากขังผลัดแรก เป็นเวลา 12 วัน เมื่อเวลา 12.20 น. ด้าน นายสุทธิศักดิ์ สุทธิจิตต์ และ นายชากานต์ ภาคภูมิ พนักงานสอบสวน สน.บางโพงพาง และ สน.วัดพระยาไกร ได้คุมตัวผู้ต้องหามาฝากขังเวลา 12.31 น.

ด้านข้อหาของผู้ต้องหาทั้งหมด 6 ข้อหา ร่วมกันข่มขืนใจให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตร่างกายหรือเสรีภาพ, หน่วงเหนี่ยวกักขัง, ร่วมกันลักทรัพย์, หมิ่นสถาบันเบื้องสูงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112, ความผิดฐานมีอาวุธปืนและพกพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร โดยพนักงานสอบสวนขัดค้านการประกันตัว เนื่องจากเกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนีและไปยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐาน และผู้ต้องหา ทั้ง 5 รายให้การรับสารภาพทุกข้อกล่าวหา

สำหรับบรรยากาศ มีสื่อมวลชนจากหลายสำนักปักหลักติดตามความเคลื่อนไหวบริเวณด้านหน้าอย่างใกล้ชิด
-----------
ผบก.น.5 เผย ออกหมายจับเพิ่มอีก 5 ราย คดีพงศ์พัฒน์และพวก หลังพบขู่กรรมโชกทรัพย์

พล.ต.ต.ชวลิต ประสพศิลป ผบก.น.5 เปิดเผยว่า ศาลอาญารัชดาภิเษก อนุมัติออกหมายจับผู้ต้องหาเพิ่มอีก 5 ราย หลังมีพฤติกรรมขู่กรรโชก โดยใช้อาวุธกับเจ้าหนี้เพื่อให้ลดจำนวนหนี้ จาก 100 ล้านบาท เหลือ 20 ล้านบาท โดยผู้เสียหายได้ไปแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.วัดพระยาไกร เมื่อช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

จากการตรวจสอบเบื้องต้น ผู้ต้องหาทั้งหมดที่ถูกออกหมายจับนั้น เป็นกลุ่มเครือข่ายเดียวกับ นายณัฐพล อัครพงศ์ปรีชา นายณรงค์ อัครพงศ์ปรีชา นายชากานต์ ภาคภูมิ เครือข่ายของ อดีต ผบช.ก. ที่ก่อเหตุในพื้นที่ สน.พระโขนง และถูกจับกุมไปก่อนหน้านี้

ทั้งนี้ อยู่ระหว่างติดตามจับกุม ส่วนจะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือไม่ อยู่ระหว่างตรวจสอบ
--------------
โฆษก ตร. มีคำสั่งให้ 3 ผกก.ตร.น้ำ เอี่ยวส่วยน้ำมันเถื่อนมาปฏิบัติ ราชการที่ ศปก.ตร. - จ่อถอดยศ "พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์" กับพวก

พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ได้มีคำสั่งให้ พ.ต.อ.วริศร์สิริภ์ ลีละสิริ ผู้กำกับการ 5/ พ.ต.อ.สมชาติ ศุภวุฒิ ผู้กำกับการ 7 กองบังคับการตำรวจน้ำ และ พ.ต.อ.จักรพันธุ์ รัตนเทวมาตย์ ผู้บังคับการเรือจังหวัดชลบุรี ให้มาปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เนื่องจากสอบสวนเบื้องต้นพบว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเรียกรับสินบนน้ำมันเถื่อนในพื้นที่ภาคใต้ และเพื่อให้การตรวจสอบเรื่องดังกล่าวเป็นไปอย่างโปร่งใส

พร้อมยอมรับว่า เตรียมพิจารณาถอดยศ พล.ต.ท.พงศพัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และนายตำรวจที่เกี่ยวข้องและมีการจับกุมดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นสถาบัน และข้อหาอื่น ๆ อย่างน้อย 7 คน แต่ต้องรอพิจารณาตามขั้นตอนของกฎหมาย พร้อมเตรียมพิจารณาออกหมายจับผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องและมีพฤติการณ์เดียวแก๊งทวงหนี้เดียวกับผู้ต้องหา 5 ราย ที่ถูกนำตัวฝากขังต่อศาลในวันนี้อีกอย่างน้อย 3 คน ซึ่งทั้งหมดมีพฤติกรรมควบคุมตัวผู้เสียหายไปไว้ย่านพุทธมณฑล เพื่อข่มขู่ทวงหนี้
---------------
คืบเหตุไฟไหม้โรงงานย่านพระราม 2 ชี้เพลิงยังไม่สงบ แต่คุมเพลิงในวงจำกัดแล้ว คาดสาเหตุไฟฟ้าลัดวงจร เจ้าหน้าที่เร่งดับ
พ.ต.ท.สุทศ รุ่งโรจน์ สารวัตรป้องกันปราบปราม สน.บางมด เปิดเผยถึงคืบหน้า หลังจากเกิดเหตุไฟไหม้โรงงานผลิตพลาสติกขนาดใหญ่ของ บริษัท ไทยโพลี พลาสแพ็ค จำกัด ในบริเวณพระราม 2 ซอย 44 แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร โดยขณะนี้ ทางเจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถควบคุมเพลิงได้ ซึ่งทำได้เพียงแค่สกัดเพลิงไว้ให้อยู่ในวงจำกัดเพียงเท่านั้น หากเมื่อใดเปลวเพลิงได้สงบลงแล้ว ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งเข้าทำการตรวจสอบถึงความเสียหายอีกครั้งและจากผลกระทบในเหตุการณ์ไฟไหม้ในครั้งนี้ส่งผลทำให้บ้านเรือนของประชาชนบริเวณใกล้เคียงเสียหายไปแล้ว 2หลัง

ทั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ คาดว่า สาเหตุเบื้องต้นของการเกิดเพลิงไหม้ในครั้งนี้ น่าจะมาจากกระแสไฟฟ้าลัดวงจร อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่ดับเพลิง ได้ทยอยเข้ามาในพื้นที่ เพื่อทำการเร่งดับเปลวเพลิงให้ได้โดยไว
--------------
โฆษก ตร. เผย "พงศ์พัฒน์" นำเงินลงทุนต่างประเทศ ชี้ เร่งสอบเส้นทางเงิน เชื่อ ยังซุกอีก สรุปสำนวนส่ง ป.ป.ช. เอาผิด 30 วัน

พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบทรัพย์สินของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์  อดีตผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) พบว่า มีการนำเงินสดบางส่วนออกนอกประเทศไปเพื่อร่วมลงทุน ซึ่งเจ้าหน้าที่จะเร่งติดตามเส้นทางทางการเงิน และทรัพย์สินที่ยังอยู่ภายในประเทศ ซึ่งเชื่อว่ายังมีอีกเป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกัน ทางพนักงานสอบสวนจะเร่งสรุปสำนวนคดีภายใน 30 วัน เพื่อส่งให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ดำเนินการตรวจสอบ พร้อมระบุยังไม่มีการพูดคุยเรื่องการโอนย้ายคดีดังกล่าวไปเป็นคดีพิเศษแต่อย่างใด

นอกจากนี้ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวยอมรับว่า กรณี พ.ต.อ.ชาตรี รุ่งดำรงค์ สารวัตรสถานีตำรวจทางหลวง 1 กองกำกับการ 1 กองบังคับการตำรวจทางหลวง ที่ยื่นใบลาออกจากราชการ ถือว่า เป็นสิทธิส่วนตัว สามารถทำได้ และหากจะกลับเข้ารับราชการอีกก็สามารถทำได้ ทั้งนี้ จากการตรวจสอบเบื้องต้น เชื่อได้ว่าสาเหตุที่ลาออกครั้งนี้ เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ กับพวก ถูกดำเนินคดีอย่างแน่นอน แต่ส่วนตัวของ พ.ต.อ.ชาตรี ยังไม่พบความผิด หรือเกี่ยวข้องกับขบวนการดังกล่าว
-------------
อธิบดีกรมศิลปากร เผย มีการตั้งกรรมการตรวจวัตถุโบราณของ อดีต ผบช.ก. ขึ้นมา 1 ชุด ชี้เริ่มคัดแยกวันที่ 1 ธ.ค.นี้ คาดเสร็จภายใน 1 - 2 เดือน
นายบวรเวท รุ่งรุจี อธิบดีกรมศิลปากร แถลงผลการร่วมตรวจสอบและประชุมหารือเกี่ยวกับวัตถุโบราณต่าง ๆ ที่เจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดได้จากการกระทำความผิดของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ กับพวก ว่า เบื้องต้น จะตั้งคณะกรรมการตรวจสอบขึ้นมา 1 ชุด เพื่อทำการตรวจสอบคัดแยกวัตถุโบราณทั้ง 2 หมื่นชิ้น ว่า เป็นศิลปะวัตถุ และโบราณวัตถุมากน้อยแค่ไหน หลังจากนั้นจะมีการตรวจสอบหาวัตถุที่บุคคลสามารถครอบครองได้ และครอบครองไม่ได้ออกจากกัน เพื่อง่ายต่อการหาแหล่งที่มาของวัตถุแต่ละชิ้น รวมทั้งมีข้อกฎหมายที่ใช้ควบคุมโบราณวัตถุแต่ละประเภทแตกต่างกัน ต้องมีการตรวจสอบอย่างละเอียด ซึ่งจะเริ่มทำการคัดแยก ในวันที่ 1 ธันวาคม นี้ เป็นต้นไป และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 1 - 2 เดือน นี้

ด้านมูลค่าของวัตถุทั้งหมด ยังไม่สามารถระบุได้ต้องรอให้กรรมการตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง เพราะราคาของวัตถุโบราณแต่ละชิ้นจะขึ้นอยู่กับความนิยมของผู้ซื้อด้วย และหากพบว่าวัตถุโบราณชิ้นใดเป็นของต่างประเทศ ก็จะมอบคืนแก่ประเทศนั้นไป ด้านการนำเข้ามาในประเทศ หรือการได้มาด้วยการฟอกเงินนั้น เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่จะสืบสวนสอบสวนขยายผลต่อไป

สำหรับโบราณวัตถุ ทางเจ้าหน้าที่จะได้เก็บไว้ที่กรมศิลปากร จนกว่าคดีจะสิ้นสุด ด้าน ศิลปะวัตถุ จะมอบให้เจ้าหน้าที่ตำรวจช่วยหาที่เก็บต่อไป
-----------------
ผบก.น.5 เผย ผู้เสียหาย เข้าแจ้งความคดี 5 ผู้ต้องหาเอี่ยว อดีต ผบช.ก. แล้ว ด้านศาลอนุมัติหมายจับผู้ต้องหาเพิ่มเติมหมดแล้ว

พล.ต.ต.ชวลิต ประสพศิลป ผบก.น.5 กล่าวว่า ขณะนี้มีผู้เสียหายแจ้งความดำเนินคดีกลุ่มผู้ต้องหา 2 คดี ท้องที่ สน.พระโขนง และท้องที่ สน.วัดพระยาไกร โดยมี นายณัฐพล อัครพงศ์ปรีชา นายณรงค์ อัครพงศ์ปรีชา และ นายชากานต์ ภาคภูมิ ร่วมก่อเหตุทั้ง 2 คดี รายละเอียดของคดี ท้องที่ สน.วัดพระยาไกร เหตุเกิดเดือน มิ.ย. 57 ผู้เสียหายเป็นเจ้าหนี้มูลค่า 100 กว่าล้านบาท กลุ่มผู้ต้องหาก็ไปเจรจาและข่มขู่ผู้เสียหายบังคับให้ลดหนี้ลงเหลือประมาณ 20 ล้านบาท ผู้ต้องหาพยายามจะไปอุ้มแต่ผู้เสียหายขัดขืน ส่วนคดีท้องที่ สน.พระโขนง กลุ่มผู้ต้องหาไปทวงหนี้ผู้เสียหายมูลค่า 30 ล้านบาท โดยข่มขู่และกรรโชกทรัพย์ผู้เสียหาย กลุ่มผู้ต้องหามีพฤติกรรมรับจ้างทวงหนี้ และบังคับให้ลดหนี้ จากนั้น ก็หักรายได้เป็นเปอร์เซ็นต์ อาจจะร้อยละ 20-30 ส่วนผู้ต้องหามีข้าราชการไปเกี่ยวข้องหรือไม่นั้น อยู่ระหว่างตรวจสอบให้ชัดเจน

พ.ต.อ.เกียรติณรงค์ เฉลิมสุข ผกก.สน.วัดพระยาไกร กล่าวถึงศาลขออนุมัติหมายจับผู้ต้องหาเพิ่มเติมว่า หลังจากศาลอาญากรุงเทพใต้ อนุมัติหมายจับผู้ต้องหาทั้งหมดแล้ว แต่ฐานความผิดในข้อหามาตรา 112 คดีดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากปฏิวัติรัฐประหาร พนักงานสอบสวน สน.วัดพระยาไกร จึงต้องไปขออำนาจศาลทหารกรุงเทพ ออกหมายจับผู้ต้องหา ส่วน นายณัฐพล อัครพงศ์ปรีชา นายณรงค์ อัครพงศ์ปรีชา และ นายชากานต์ ภาคภูมิ พนักงานสอบสวนได้ประสาน สน.พระโขนง อายัดตัวไว้ดำเนินคดีต่อไปผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่าผู้ต้องหาทั้ง 5 คน ที่ออกหมายจับเพิ่มเติมนั้น 1 ใน 5 เป็นทหารยศจ่า ล่าสุด ต้นสังกัดควบคุมตัวเอาไว้แล้ว
----------
ตร.แถลง คืบหน้ากรณีจับกุม 5 ผู้ต้องหาเอี่ยว อดีต ผบช.ก. เผย ผู้ต้องหารับสารภาพทุกกรณี ศาลอนุมัติหมายจับผู้ต้องหาครบทุกคนแล้ว

พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผบช.น. พล.ต.ต.ชวลิต ประสพศิลป ผบก.น.5 พล.ต.ต.วิสูตร ฉัตรชัยเดช ผบก.น.6 พล.ต.ต.สมบัติ มิลินทจินดา ผบก.สส.บช.น. แถลงถึงความคืบหน้าคดีจับกุม นายณัฐพล อัครพงศ์ปรีชา นายสิทธิศักดิ์ อัครพงศ์ปรีชา นายณรงค์ อัครพงศ์ปรีชา นายสุทธิศักดิ์ สุทธิจิตต์ และ นายชากานต์ ภาคภูมิ กลุ่มบุคคลที่แอบอ้างสถาบันฯ เครือข่าย พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีต ผบช.ก. ทวงหนี้หน่วงเหนี่ยวกักขัง และกรรโชกทรัพย์

โดย พล.ต.ท.ศรีวราห์ กล่าวว่า หลังจากสอบปากคำผู้ต้องหาทั้งหมดแล้วเรียบร้อยแล้ว พนักงานสอบสวน มีการแจ้งดำเนินคดีเพิ่มเติม ข้อหาหมิ่นสถาบัน (ม.112) และคดีพกพาอาวุธปืน จากการสอบสวนผู้ต้องหาทั้งหมด ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหาทุกข้อหา รวมทั้งเคยก่อเหตุลักษณะดังกล่าวในท้องที่ สน.วัดพระไกร ด้วย

ซึ่งทั้ง 2 คดีเป็นเรื่องเกี่ยวกับการกรรโชก โดยใช้กำลังและอาวุธ จำนวนเงินก็สูงพอสมควร ส่วนพฤติกรรมผู้ต้องหาเป็นอย่างไร มีการแอบอ้างสถาบันหรือไม่ และมีความเชื่อมโยงกับ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ อย่างไรนั้น ขอไม่ได้เพราะอยู่ในสำนวนคดี ตนได้สั่งการทุก สน.ในสังกัดนครบาล ตรวจสอบว่า กลุ่มผู้ต้องหาเคยก่อคดีมาแล้วอีกหรือไม่ ถ้าพบก็ให้รายงานให้ทราบโดยด่วน

ซึ่ง พล.ต.ท.ศรีวราห์ กล่าวด้วยว่า จากการสืบสวนสอบสวนทราบว่า กลุ่มผู้ต้องหาที่ก่อเหตุในท้องที่ สน.วัดพระยาไกร มีจำนวน 8 คน โดยมี นายณัฐพล อัครพงศ์ปรีชา นายณรงค์ อัครพงศ์ปรีชา และ นายชากานต์ ภาคภูมิ ร่วมพวกอีก 5 คนก่อเหตุ พนักงานสอบสวน สน.วัดพระยาไกร ได้รวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติหมายจับผู้ต้องหาทั้ง 5 คน เมื่อวันที่ 27 พ.ย. ศาลอาญากรุงเทพใต้ ได้อนุมัติหมายจับผู้ต้องหาทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างเร่งติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดี
----------------
รรท.ผบช.ก. เรียกประชุม ผกก. - ผบก.สอบสวนกลาง สั่งการ 1 เดือน ทำงานกู้ชื่อเสียงหน่วย ระบุ ขวัญและกำลังใจยังดี

พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เรียกประชุมตำรวจจากทุกกองบังคับการในสังกัด บช.ก. ตั้งแต่ระดับผู้กำกับการถึงผู้บังคับการ เข้าร่วมประมาณ 160 นาย หลัง พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และนายตำรวจระดับสูงในสอบสวนกลาง ถูกให้ออกจากราชการ และอยู่ระหว่างถูกดำเนินคดีในข้อหาแอบอ้างสถาบันฯ แสวงหาผลประโยชน์มิชอบ เรียกรับส่วย ทั้งนี้ พล.ต.ท.ประวุฒิ กล่าวว่า วันนี้ในการประชุมมอบนโนบายได้พูดเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กรณี พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ แต่ไม่ได้แจงในรายละเอียดการดำเนินคดี โดยได้ย้ำว่าหลังจากนี้ไป บช.ก. ต้องทำงานเพื่อกอบกู้ชื่อเสียงของสอบสวนกลาง ที่เคยมีชื่อเสียงในอดีต ซึ่ง กองปราบปราม มีชื่อจับกุมทำคดีที่ไม่มีใครทำได้มาตลอด แต่หลัง ๆ ผ่อนลงไป จากนี้ไปให้ทุกกองบังคับการไปเขียนแผนการดำเนินงาน (action plan) ในระยะเวลา 1 เดือน คือ ภายในเดือนธันวาคม นี้ จะดำเนินการอย่างไรบ้าง ทั้งด้านการดำเนินการจับกุม ป้องปราบ คืนความสุขให้ประชาชน ซึ่ง บช.ก. ไม่ได้ทำในระยะที่ผ่านมาพร้อมทั้งให้ไปติดตามการทำงานการปราบปรามมือปืนรับจ้าง การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ เช่น แก๊งรัสเซีย แก๊งโคลัมเบีย แก๊งเอทีเอ็ม แก๊งคอลเซ็นเตอร์ แก๊งค้าทรัพยากรธรรมชาติ ค้าน้ำมัน โดยให้ประชาชนแจ้งเบาะแสมาได้ผ่านสายด่วน โทร.1599
------------------
//////
สนช.ถอดถอน
---------
สภานิติบัญญัติแห่งชาติ เตรียมพิจารณาวาระถอดถอน "ยิ่งลักษณ์" วันนี้ ปมทุจริตโครงการรับจำนำข้าว 10.00 น.

บรรยากาศการรักษาความปลอดภัยที่รัฐสภา เช้านี้เป็นไปอย่างเข้มงวด เนื่องจาก มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในเวลา 10.00 น. โดยมีระเบียบวาระการประชุมเรื่องด่วน พิจารณาเพื่อดำเนินกระบวนการถอดถอน นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ออกจากตำแหน่ง ตามมาตรา 6 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ประกอบมาตรา 64 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 กรณีทุจริตโครงการจำนำข้าว ทั้งนี้ จะพิจารณา 2 เรื่องหลัก คือ การกำหนดวันแถลงเปิดสำนวนคดีของผู้กล่าวหาและผู้ถูกกล่าวหา และการพิจารณาคำขอเพิ่มเติมพยานหลักฐานของผู้ถูกกล่าวหา (ถ้ามี) ซึ่งเป็นตามข้อบังคับการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ พ.ศ. 2557 ข้อ 155
-----------
"ยิ่งลักษณ์" ส่งทีมทนายขอเพิ่มพยานหลักฐาน ย้ำ ไม่ผิด ขอหารือเจ้าตัวก่อน 9 ม.ค. มาเองหรือไม่
นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เตรียมชี้แจงแทนต่อที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หลังจากได้ยื่นหนังสือขอเพิ่มเติมพยานหลักฐาน จำนวน 72 ฉบับ ตั้งแต่วันที่ 21 พ.ย.ที่ผ่านมา โดยหลักฐานดังกล่าวไม่ใช่หลักฐานใหม่ เคยยื่นให้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไปแล้ว แต่ไม่ได้นำเข้าพิจารณาในกระบวนการไต่สวนของ ป.ป.ช. ทั้งนี้ ไม่กังวลที่ประชุมจะไม่อนุญาตเหมือนกรณี นายนิคม ไวยรัชพานิช พร้อมมั่นใจว่า หาก สนช. ได้เห็นพยานเอกสารจะเห็นว่าการดำเนินนโยบายของนายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น ไม่ได้ปล่อยให้เกิดการทุจริต จึงเชื่อว่าที่ประชุมจะให้ความเป็นธรรมกับอดีตนายกรัฐมนตรี ส่วนการที่ นางสาวยิ่งลักษณ์ ไม่ได้มาด้วยตัวเองวันนี้ เนื่องจากเป็นเพียงการชี้แจงขอเพิ่มพยานหลักฐานเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม หากในวันที่ 9 มกราคม 2558 สนช. นัดเป็นวันแถลงเปิดสำนวนคดี ต้องกลับไปหารืออีกครั้ง ว่าจะมาหรือไม่
---------
ที่ประชุม สนช. เคาะวันแถลงเปิดสำนวนคดีถอดถอน "ยิ่งลักษณ์" 9 ม.ค. 58 "พรเพชร" แจงข้อโต้แย้ง ยัน มีอำนาจตาม รธน.

บรรยากาศการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มี นายพรเพชร วิชิตชลชัย ทำหน้าที่ประธานการประชุม ล่าสุด เข้าสู่วาระการพิจารณาถอดถอน นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ออกจากตำแหน่ง โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบตามวิป สนช. ให้วันที่ 9 มกราคม 2558 เป็นวันแถลงเปิดสำนวนคดี ซึ่งก่อนหน้านี้ ประธานได้ชี้แจงข้อโต้แย้งที่ผู้ถูกกล่าวหายื่นมา 2 ประเด็น คือ สนช. กระทำโดยปราศจากอำนาจหรือไม่นั้น ขอยืนยันว่า มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ที่กำหนดให้ สนช. มีหน้าที่เสมือนวุฒิสภา จึงมีอำนาจถอดถอน และ สนช. เลือกปฏิบัติหรือไม่ เมื่อเทียบเคียงกับสำนวนของนายนิคม ไวยรัชพานิช และ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ เป็นสำนวนที่ ป.ป.ช. ส่งเรื่องมาก่อนมีรัฐธรรมนูญชั่วคราว แต่เมื่อมี สนช. ก็ได้ส่งสำนวนกลับไป ป.ป.ช. พิจารณาความผิดซึ่งยังคงยืนยันความผิดเดิม ส่วนสำนวน นางสาวยิ่งลักษณ์ ส่งเรื่องมาหลังมี สนช. แล้ว จึงไม่ใช่การเลือกปฏิบัติ เพียงทำตามรัฐธรรมนูญ
------------
สภานิติบัญญัติแห่งชาติ พิจารณาทนายความ "ยิ่งลักษณ์" ขอเพิ่มเติมพยานหลักฐาน 72 รายการ

การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. ล่าสุด อยู่ในช่วงการพิจารณาขออนุญาตเพิ่มเติมพยานหลักฐานของทนายความ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยประธานที่ประชุม
ได้นำหลักฐาน 72 รายการ ของทีมทนายความแจกให้สมาชิกตรวจดู ด้าน นายสมชาย แสวงการ ระบุ ภายหลังตรวจสอบเอกสาร ขอให้จัดเอกสารเป็น 8 กลุ่ม จาก 72 รายการ เนื่องจากเป็นเอกสาร เพื่อให้ง่ายต่อการพิจารณาของสมาชิก ซึ่งจะหมายถึงการลงมติต้องลงมติ 8 ครั้ง ในการเห็นชอบแต่ละรายการ โดยที่ประชุมไม่มีความเห็นแย้งและอนุญาตให้ใช้หลักเกณฑ์ของ นายสมชาย ทั้งนี้ ที่ประชุมให้ทีมทนายความได้เข้าชี้แจง โดย นายนรวิชช์ หล้าแหล่ง ยอมรับว่า หลักฐานทั้ง 72 ราย เป็นหลักฐานเก่าที่เคยยืนให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. แล้ว แต่ไม่ได้มีการหยิบยกมาพิจารณา เพราะในคำวินิจฉัยไม่ได้มีเหตุผลในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายได้ครบ ซึ่งในหลักฐานมีรายละเอียดต่าง ๆ แล้ว
--------------------
"แก้วสรร" ยื่นหนังสือ "สุรชัย" เปิดเพจลงชื่อผู้ไม่ยอมรับความเสียหายรับจำนำข้าว ก่อนเสนอนายกฯ ดำเนินคดีผู้เกี่ยวข้อง

กลุ่มไทยสปริง นำโดย นายแก้วสรร อติโพธิ อดีตสมาชิกวุฒิสภา พร้อมด้วย นายขวัญสรวง อติโพธิ ยื่นหนังสือต่อ นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คนที่ 1 เพื่อมุ่งรณรงค์รวบรวมชื่อผู้ไม่ยอมรับความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าวสมัย รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เพื่อเสนอต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ดำเนินคดีเรียกค่าเสียหายจากผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

ทั้งนี้ นายแก้วสรร ยังระบุว่า อยากให้เข้าถึงประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ที่เห็นด้วยมาร่วมลงชื่อจนถึงวันที่ 18 ธ.ค. ซึ่งได้ทำเพจเฟซบุ๊ก สนับสนุนนายกตู่ เรียกร้องค่าเสียหายจำนำข้าว จากรัฐบาลปู (สตป.) โดยใช้ชื่อว่า "ตู่ฟ้องปู"  และจะรวบรวมรายชื่อทั้งหมดส่งถึงนายกรัฐมนตรี ต่อไป

นอกจากนี้ ยืนยันว่า ขอใช้สิทธิ์แสดงความคิดเห็นของประชาชน เนื่องจากไม่ยอมให้รัฐโยนความเสียหายจากการทำงาน โดยไม่รับผิดชอบของนักการเมืองมาตกเป็นภาระภาษีของประชาชนอีกต่อไป ย้ำว่าการรณรงค์ของ สตป. นั้น จะกระทำเพียงในเพจเฟซบุ๊กเท่านั้น โดยจะไม่มีการชุมนุมอย่างเด็ดขาด
----------------
สภานิติบัญญัติแห่งชาติ มีมติไม่ให้ "ยิ่งลักษณ์" เพิ่มพยานหลักฐานคดีถอดถอน
บรรยากาศการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ล่าสุด นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานการประชุม สั่งปิดการประชุมแล้ว ภายหลังพิจารณาสำนวนถอดถอน นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยทีมทนายความได้ขออนุญาตเพิ่มเติมพยานหลักฐานของผู้ถูกกล่าวหา 72 รายการ ซึ่งทนายความระบุว่าแม้ไม่ใช่หลักฐานใหม่ แต่ ป.ป.ช. ไม่ได้หยิบยกมาพิจารณา จึงติดใจในประเด็นนี้

ด้าน นายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. ชี้แจงว่า เอกสารหลักฐานที่ขอเพิ่มเติมนั้นรวมอยู่ในสำนวนของ ป.ป.ช. 28 รายการแล้ว พร้อมเปิดเผยว่า ที่ผ่านมา นางสาวยิ่งลักษณ์ ไม่เคยเดินทางมาชี้แจงกับ ป.ป.ช. แม้แต่ครั้งเดียว จากนั้น ประธานการประชุมจึงให้ทีมทนายความชึ้แจงต่อในส่วนเอกสารที่ไม่มีในสำนวน จำนวน 44 รายการ และขอมติที่ประชุม จนท้ายที่สุดมีมติไม่อนุญาตให้เพิ่มเติมพยานหลักฐานตามที่ทนายความร้องขอ
-----------------
"ทนายยิ่งลักษณ์" ระบุ ทำหน้าที่ดีที่สุดแล้ว ยัน อดีตนายกรัฐมนตรีไม่ได้มีการละเลยการปฏิบัติหน้าที่ แถลงเปิดคดีด้วยตนเองหรือไม่ ยังไม่ชัด
นายนรวิทย์ หล้าแหล่ง ทนายความ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังการประชุมสภานิติบัญญัติแห่ง (สนช.) ว่า ตนและทีมทนายความได้ทำหน้าที่ดีที่สุดแล้ว ในการวินิจฉัยครั้งนี้ถือว่าสำคัญที่สุดของ น.ส.ยิ่งลักษ์ และเอกสารที่นำมาชี้แจง ยืนยันได้ว่าอดีตนายกรัฐมนตรีไม่ได้มีการละเลยการปฏิบัติหน้าที่จนก่อให้เกิดความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว แต่ดำเนินดังกล่าวได้ผ่านมติคณะรัฐมนตรีแล้ว

นอกจากนี้ ยืนยันว่า ไม่ขอยืดเวลาในการแถลงเปิดสำนวนคดี ซึ่งก็คือวันที่ 9 ม.ค. 2558 เวลา 10.00 น. ส่วน น.ส.ยิ่งลักษ์ จะมีชี้แจงด้วยตนเองหรือไม่นั้น ขอหารือกันก่อนอย่างไรก็ตาม ในการมาชี้แจงวันนี้ก็เพื่อต้องการให้ สนช. ได้พิจารณาหลักฐานที่ส่งไปทาง ป.ป.ช. แต่ไม่ได้นำมาพิจารณาเท่านั้น
------------------
"ยรรยง" อดีต รมช.พาณิชย์ เปิดตัวหนังสือ "ฟังชาวนาบ้าง" สะท้อนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นกับชาวนา และนโยบายของรัฐ

นายยรรยง พวงราช อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดตัวหนังสือ "ฟังชาวนาบ้าง" ณ โรงแรมโกลเด้นทิวลิป โดยมีแขกรับเชิญ อาทิ นายสัตวแพทย์ชัย วัชรงค์ ผู้จัดรายการเรื่องการเกษตร นายวิเชียร พวงลำเจียก นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย และ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

ทั้งนี้ สำหรับสาระสำคัญในหนังสือ เป็นการสะท้อนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นกับชาวนา รวมทั้งนโยบายและมาตรการต่าง ๆ ของภาครัฐ กลไกตลาด อุปสรรคและปัญหาแท้จริงของชาวนาไทย โดยเฉพาะนโยบายรับจำนำข้าวของรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ชาวนาส่วนใหญ่เห็นว่าคุ้มค่ากับต้นทุนการผลิต ชาวนามีรายได้เหลือพอที่จะจุนเจือครอบครัว แต่กลับถูกโจมตีว่าบิดเบือนกลไกการตลาด มีการทุจริต ทำให้ภาครัฐเสียงบประมาณจำนวนมาก จนนำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมือง และต้องยุติโครงการลง
////////////
สปช./
"สุวพันธุ์" เผย 1 ธ.ค. วิปรัฐ พิจารณา กม. ผ่านความเห็นชอบ ครม. เชื่อ หลังมี รธน. ไม่ก่อขัดแย้ง
นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการประชุมคณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในวันที่ 1 ธันวาคม นี้ ว่า จะมีการพิจารณากฎหมายที่ผ่านความเห็นชอบคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว ซึ่งส่งมาให้วิปพิจารณากลั่นกรอง โดยรายละเอียดยังไม่ทราบว่ามีฉบับใดบ้าง ส่วนกฎหมายที่ออกมาจะขาดความละเอียดหรือไม่ นายสุวพันธุ์ กล่าวว่า การประชุม ครม. ครั้งที่ผ่านมา สำนักงานกฤษฎีกา นำเสนอแผนงานกฎหมายทั้งปี ให้ ครม. พิจารณาแล้ว ส่วนเป้าหมายการพิจารณากฎหมายของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในแต่ละเดือนนั้น โดยเฉลี่ยแล้วแต่ละฉบับใช้เวลาประมาณ 30 วัน ซึ่งการพิจารณากฎหมายนั้น วิปทั้งสองส่วนจะช่วยกันกลั่นกรอง ซึ่งในส่วนของรัฐบาลจะดำเนินการไปตามแผนงานกฎหมาย ที่ ครม. ให้ความเห็นชอบ

ทั้งนี้ ที่มีหลายฝ่ายออกมาแสดงความเป็นห่วง ว่า หากกฎหมายรัฐธรรมนูญ ออกมาบังคับใช้แล้วจะมีความขัดแย้งเกิดขึ้นนั้น นายสุวพันธุ์ กล่าวว่า คงไม่น่าจะเกิดขึ้น ซึ่งทุกฝ่ายต้องช่วยกัน เพราะสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)จะเปิดเวทีในวันที่ 1 ธ.ค. ให้ทุกฝ่ายร่วมแสดงความคิดเห็น ส่วนความชัดเจนการเสนอให้มีการลงประชามติ หรือไม่ลงประชามติในร่างรัฐธรรมนูญ นั้น ต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่ง เพราะเป็นเรื่องของ สปช. และกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีขั้นตอนอยู่แล้ว
--------------
"พล.อ.ประวิตร" ไร้กดดัน ยัน รบ. ไม่อยู่นาน อาจใช้ ม.44 ดูเลือกตั้งท้องถิ่น ขณะปัดตอบคุย "ยิ่งลักษณ์-ทักษิณ"

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีที่ยังคงมีหลายฝ่ายกดดันต้องการให้เกิดการเลือกตั้งภายใน 1 ปี ว่า ไม่มีความกดดัน เพราะช่วงเวลาดังกล่าวเป็นโรดแมปที่ คสช. ตั้งไว้ และรัฐบาลเองก็ไม่อยากอยู่นาน เพียงแต่ต้องการทำให้เกิดความสามัคคีของคนในชาติ และให้ทุกฝ่ายใช้กติกาที่ช่วยกันคิดช่วยกันทำ

ทั้งนี้ เมื่อถามว่า คสช.จะใช้ ม.44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวเข้ามาดูแลเรื่องการเลือกตั้งท้องถิ่นที่เกิดปัญหาติดขัดอยู่ในขณะนี้หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ก็อาจต้องใช้ แต่ไม่ใช้เพราะเกิดความขัดแย้ง เพียงแต่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งหรือคัดสรรก็คงต้องให้คณะกรรมการอยู่ไปก่อน

อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าการเลือกตั้งส่วนท้องถิ่นจะต้องมีอย่างแน่นอน และขึ้นอยู่กับว่ารัฐธรรมนูญจะเขียนอย่างไร

นอกจากนี้ พล.อ.ประวิตร ได้ปฏิเสธที่จะตอบคำถามว่า คสช. จะไปคุยกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายรัฐมนตรี บอกเพียงว่า สปช. เปิดโอกาส ถ้าอยากจะเสนออะไรก็มาคุยกัน
----------------
สมาคมสื่อ ยื่นจดหมายเปิดผนึกถึง กมธ.ปฏิรูป ขอประสาน กสทช. ระงับพิจารณาและประกาศบังคับใช้มาตรการส่งเสริมการรวมกลุ่มของผู้รับใบอนุญาต
น.ส.พิมพ์ชญา ทิพยะธรรมรัตน์ มาในนามสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ร่วมกับสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ยื่นหนังสือต่อ นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ รองประธานกรรมาธิการปฏิรูปสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ สภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. เพื่อยื่นจดหมายเปิดผนึกขอให้ประสานงานไปยัง กสทช. ให้ระงับพิจารณาและประกาศบังคับใช้ เรื่องมาตรการส่งเสริมการรวมกลุ่มของผู้รับใบอนุญาต ผู้ผลิตรายการ และผู้ประกอบวิชาชีพสื่อสารมวลชนออกไปก่อน และรอให้ สปช. ดำเนินการการปฏิรูปให้ชัดเจน รวมไปถึงการปฏิรูปสื่อให้แล้วเสร็จ ค่อยนำร่างประกาศฉบับดังกล่าวมาพิจารณาว่าจะดำเนินการว่าจะประกาศหรือไม่

ทั้งนี้ สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ เห็นว่า การร่างประกาศดังกล่าว อาจระเมิดต่อ รธน. ปี 2557 และอาจขัดแย้งกับอำนาจหน้าที่ของ กสทช. เพื่อให้สอดคล้องกับกระบวนการปฏิรูปประเทศตามเจตนารมณ์ของ รธน. การปกครองชั่วคราว ปี 57 ดังนั้น จึงเสนอแนวทางการปฏิรูปสื่อฯ ในรูปแบบ สื่อมวลชนในอนาคต รวมถึง การกำกับดูแล จริยธรรม และแก้ปัญหาการแทรงแซงจากภาคทุนและภาครัฐอีกด้วย
----------------
พรรคความหวังใหม่ ส่งตัวแทนยื่นหนังสือเสนอความเห็น ต่อ สปช. เรียกร้องความสามัคคี ร่วมกันเปลี่ยนแปลง ปชต.

นายชิงชัย มงคลธรรม หัวหน้าพรรคความหวังใหม่ ได้มอบให้ตัวแทนพรคคยื่นหนังสือ ต่อ พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ประธานคณะอนุกรรมาธิการ ประสานเพื่อรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และองค์กรอื่น ๆ โดยได้เสนอความคิดเห็นและข้อเสนอแนะในการยกร่างรัฐธรรมนูญอันเกิดประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาชาติ

ทั้งนี้ มีความปราถนาอย่างแรงกล้าที่จะเห็นการร่วมมือกันแก้ปัญหา ดังนี้ เรียกร้องความสามัคคีแห่งชาติ ด้วยการเปลี่ยนแปลงระบบประชาธิปไตย ให้รัฐบาลนำนโยบาย 66/2523 ซึ่งเป็นนโยบายแห่งชาติมาปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติม ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันมาเป็นนโยบายการสร้างประชาธิปไตย และขอพระราชกฤษฎีการักษาคามมั่นคงแห่งชาติ เพื่อแก้ปัญหาชาติในภาวะไม่ปกติด้วยมาตรการทางการบริหาร

///////////////
เปิดบช.
ป.ป.ช. เปิดเผย บัญชีทรัพย์สิน 28 สนช. วันนี้ - 12 ธ.ค. 57 หลังได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเพิ่มเมื่อ 27 ก.ย.

วันนี้ ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สนามบินน้ำ มีการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จำนวน 28 ราย ที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเพิ่มเติม เมื่อวันที่ 27 ก.ย. ที่ผ่านมา ที่ห้องแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการ อาคาร 1 สำนักงาน ป.ป.ช. ตั้งแต่เวลา 08.30 น. เป็นต้นไป

อย่างไรก็ตาม การเปิดบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของสมาชิก สนช.ครั้งนี้ เปิดโอกาสให้ประชาชนที่สนใจเข้าตรวจสอบได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 12 ธ.ค. นี้
-------------
ป.ป.ช. เปิดบัญชี สนช.ใหม่ 28 ราย พบ "ฉัตรชัย" รวยสุด 1,499 ล้าน ขณะ "โกศล" มีทรัพย์สินน้อยที่สุด 2.34 ล้าน

วันนี้ ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สนามบินน้ำ มีการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จำนวน 28 ราย ที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเพิ่มเติม เมื่อวันที่ 2 และ 9 ต.ค.ที่ผ่านมา ทั้งนี้ พบว่า สมาชิก สนช. ที่มีทรัพย์สินมากที่สุด ในการเปิดรายการบัญชีทรัพย์สินในครั้งนี้ คือ นายฉัตรชัย ปิยะสมบัติกุล อดีตกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในสมัยรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีทรัพย์สิน จำนวน 1,499,763,556.99 บาท โดยไม่มีหนี้สิน
รองลงมาคือ นายอนุมัติ อาหมัด อดีตสมาชิกวุฒิสภา จังหวัดสงขลา มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน จำนวน 337,842,955.27 บาท หนี้สิน จำนวน 35,350 บาท นายมหรรณพ เดชวิทักษ์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา แบบสรรหา มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน จำนวน 230,166,450.56 บาท มีหนี้สิน จำนวน 312,466.48 ส่วนผู้ที่มีทรัพย์สินน้อยที่สุด ในการเปิดเผยรายการบัญชีทรัพย์สินในครั้งนี้ คือ นายโกศล เพ็ชร์สุวรรณ์ อดีตนายกสมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทย ซึ่งมีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน จำนวน 2,347,659.01 บาท โดยไม่มีหนี้สิน
----------------
บัญชีทรัพย์สิน สนช. ใหม่ "พล.อ.โปฎก" รวย 156 ล้าน ไม่มีหนี้สิน ด้าน "พล.ต.อภิรัชต์" 152 ล้าน ขณะ "พล.ท.พิศณุ" มี 5 ล้าน
สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มีการแต่งตั้งเพิ่มเติม จำนวน 28 ราย ทั้งนี้ พบว่า

พล.ท.พิศณุ พุทธวงศ์ นายทหารคนสนิท พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ แจ้งว่า มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน จำนวน 5,330,021 บาท มีหนี้สิน จำนวน 12,828,456 บาท พล.อ.โปฎก บุนนาค ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก (ผู้ช่วย ผบ.ทบ.) มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน จำนวน 156,554,347.84 บาท โดยไม่มีหนี้สิน

พล.ท.จเรศักดิ์ อานุภาพ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน จำนวน 2,347,659.01 บาท โดยไม่มีหนี้สิน
พล.ต.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน จำนวน 120,873,389.28 บาท มีหนี้สิน จำนวน 2,827,200 บาท
นายวรพล โสคติยานุรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน จำนวน 152,654413.71 บาท มีหนี้สิน จำนวน 11,316,842.31 บาท
--------------
"วัชระ" ร้อง ป.ป.ช. หลัง "อดุลย์" ไม่ถอดยศ "ทักษิณ" ขอตรวจสอบ "ยิ่งลักษณ์-สุรนันทน์" ใช้งบโรดโชว์สร้างอนาคต ปท.

นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เข้าให้ปากคำในกรณีร้องเรียน พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ขณะดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ว่า มีพฤติการณ์ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณีไม่ดำเนินการถอดยศตำรวจของ พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่สำนักงานคณะกรรมการ
ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

พร้อมกันนี้ นายวัชระ ได้ยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการ ป.ป.ช. ขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงในการปฏิบัติหน้าที่ของ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรับมนตรี และ นายสุรนันท์ เวชชาชีวะ อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และข้าราชการที่เกี่ยวข้องในการดำเนินโครงการโรดโชว์ สร้างอนาคตประเทศไทย 2020 โดยตั้งข้อสังเกตถึงการดำเนิงานและใช้จ่ายงบประมาณเพื่อการประชาสัมพันธ์ที่ไม่มีการเปิดประมูลราคา

นอกจากนี้ งบประมาณตามร่างพระราชบัญญัติเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ในการดำเนินตามโครงการเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง เนื่องจากงบประมาณดังกล่าวเพียงพอแค่ระยะทางในเส้นทางกรุงเทพ
มหานคร-นครราชสีมา เท่านั้น ไม่ถึงจังหวัดหนองคาย อีกทั้งยังให้ข้าราชการตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักเป็นผู้ลงนามอนุมัติแทนเลขาธิการนายกฯ
-----------------------
"ประสาร" ยื่นหนังสือ ป.ป.ช. สอบ "ธาริต" อ้าง แจ้งข้อมูลเท็จ อาศัยความเป็น จนท.รัฐ ให้ได้มาซึ่งที่ดินโดยมิชอบ

วันนี้ ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายประสาร มฤคพิทักษ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เดินทางมายื่นหนังสือกับ นายประจวบ สวัสดิประสงค์ ผู้ช่วยเลขาธิการ ป.ป.ช. ให้ดำเนินการตรวจสอบ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ว่ามีพฤติการณ์อาศัยความเป็นเจ้าหน้าที่รัฐให้ได้มาซึ่งที่ดินโดยมิชอบ ร่วมกับเจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จากกรณีที่ นายธาริต ดำรงตำแหน่งอัยการนครศรีธรรมราช ได้แจ้งต่อนิคมช่วยเหลือตัวเองลำตะคอง ว่าประกอบอาชีพเกษตรเพื่อขอใบ น.ค.3 ที่ดินหลวง 2 แปลง คือ ที่ดินเขตบ้านมอทรายทอง ต.วังไทร อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา กว่า 30 ไร่ ซึ่งเวลาต่อมาที่ดินดังกล่าวถูกพัฒนาเป็นรีสอร์ทและบุกรุกที่ดินหลวง และพื้นที่บริเวณ ต.ขนงพระ อ.ปากช่อง จำนวน 725 ไร่ ซึ่งได้พัฒนาเป็นบ้านพักตากอากาศ

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. จะดำเนินการตรวจสอบว่าเรื่องดังกล่าวอยู่ในอำนาจของ ป.ป.ช. และมีข้อมูลหลักฐานเพียงพอหรือไม่ เพื่อสรุปส่งให้คณะกรรมการพิจารณาตั้งคณะอนุกรรมการรับ
ผิดชอบดำเนินการต่อไป
///////////////
นายกฯ

นายกฯ เผย เลือกตั้งกลางปี 59 แค่ความคิด รมว.คลัง ขณะ คกก.ปราบทุจริต อยู่ระหว่างพิจารณา รอถกมาเลย์แก้ใต้

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือคสช.กล่วถึงกรณีที่นายสมหมาย ภาษี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศว่า การเลือกตั้งอาจต้องเลื่อนออกไปเป็นช่วงกลางปี2559ว่า เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของนายสมหมาย ซึ่งส่วนตัวยืนยันว่าเรื่องดังกล่าวเป็นไปตามโร้ดแม็พ โดยต้องรอรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รวมถึงกฏหมายลูกต่างๆ

นอกจากนี้นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงกรณีกระแสข่าวการที่รัฐบาลจะตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการทุจริตขึ้นว่า ขณะนี้กำลังมีการพิจารณา ซึ่งส่วนตัวจะเป็นประธานคณะกรมการชุดนี้ด้วย ส่วนการแต่งตั้งคณะพูดคุยสันติสุขเพื่อแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น เบื้องต้นได้อนุมัติในหลักการไปแล้ว โดยมีการเตรียมรายชื่อบุคคลที่จะเป็นหัวหน้าคณะพูดคุยทั้งทหารและพลเรือน ซึ่งจะต้องรอหารือกับทางมาเลเซียอีกครั้ง
--------------
นายกฯ ยัน รบ. เร่งหาแนวทางแก้ปัญหา ราคาสลากแพง ชี้ ต้องใช้เวลา ยุบทันทีก็ไม่ได้ ปชช.เดือดร้อนจำนวนมาก

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. กล่าวว่า สำหรับการแก้ไขปัญหาราคาสลากกินแบ่งรัฐบาล นั้น ขณะนี้รัฐบาลกำลังหาแนวทางแก้ปัญหาดังกล่าวและต้องใช้เวลา เพราะถ้าหากยุบระบบการจัดทำสลากทั้งหมด จะทำให้มีประชาชนเดือดร้อนจำนวนมาก

ส่วนกรณีที่มีการปิดกั้นเว็บไซต์ฮิวแมนไรท์วอทช์ นั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กระทรวงที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามหน้าที่ ซึ่งมีกฎ มีระเบียบระบุไว้ชัดเจน พร้อมย้ำว่า การแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ต้องเกิดจากใจคนเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม อยากให้สื่อมวลชนให้ความเป็นธรรมบ้าง

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการเดินทางไปเยือนประเทศลาว และเวียดนาม เมื่อวันที่ 26 - 28 ที่ผ่านมาว่า เป็นไปด้วยความเรียบร้อย  โดยมีการหารือเรื่อง การลงนามสัญญา MOU ด้านการท่องเที่ยววัฒนธรรม รวมทั้งติดตามความคืบหน้าเรื่องต่าง ๆ ของรัฐบาลชุดที่ผ่านมา เพื่อเตรียมสานงานต่อจากเดิม และคิดหาโครงการใหม่ ๆ เพื่อดำเนินการ โดยในปีหน้า ความร่วมมือจะเน้นการทำงานด้านสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว เป็นหลัก
----------------
นายกฯ ปาฐกถาพิเศษ ชี้ ต้องมีการสร้างคนให้สอดคล้องความต้องการของประเทศและของโลก ขอทุกฝ่ายเคารพกติกา เร่งเดินหน้าประเทศ

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. เดินทางมาที่ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี เพื่อกล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง ผู้เรียนอาชีวศึกษา คือผู้ทรงคุณค่าของสังคมในงานอาชีวศึกษาทวิภาคีไทย ที่ Exhibition Hall 7 - 8 โดย พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ต้องมีการสร้างคนให้สอดคล้องความต้องการของประเทศและของโลก พร้อมขอให้ทุกฝ่ายอยู่ในกรอบกติกา ย้ำว่ารัฐบาลจะเดินหน้าประเทศและแก้ปัญหาให้ไปสู่ประชาคมโลกให้ได้

ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรี ระบุว่า วันนี้ต้องเลิกขัดแย้ง เลิกทะเลาะกัน และต้องลดความเหลื่อมล้ำความยากจน สร้างความเข้าใจ ต้องเดินหน้าประเทศไปพร้อมกับขจัดความขัดแย้งภายในประเทศให้ได้


ทั้งนี้ การเป็นทวิภาคจะต้องมีความพร้อมในการเตรียมคน ทั้งภาคธุรกิจ เอกชน นักศึกษา ต้องเดินไปด้วยกัน ซึ่งอาชีวะมีผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย จึงอยากให้สร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อนำออกไปแข่งขันกับต่างประเทศได้ และรุ่นพี่จะต้องบอกรุ่นน้องให้เลิกทะเลาะเบาะแว้งกันด้วย

เปิดจดหมาย 3 นักกฎหมายหนุน 'ตู่ฟ้องปู' เรื่อง ขอให้ดำเนินคดีเรียกค่าสินไหมทดแทนความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าวจากบุคคลในรัฐบาลก่อน

เปิดจดหมาย 3 นักกฎหมายหนุน 'ตู่ฟ้องปู' เรื่อง ขอให้ดำเนินคดีเรียกค่าสินไหมทดแทนความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าวจากบุคคลในรัฐบาลก่อน
จดหมายเปิดผนึกถึง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี
27 พฤศจิกายน 2557
เรื่อง ขอให้ดำเนินคดีเรียกค่าสินไหมทดแทนความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าวจากบุคคลในรัฐบาลก่อน
กราบเรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี
ตามที่คณะกรรมการตรวจสอบโครงการจำนำข้าว กระทรวงการคลัง ได้สรุปความเสียหายกว่า 6.82 แสนล้านบาท จากปี 2547-2556 เสนอต่อรัฐบาลแล้วนั้น ข้าพเจ้าทั้งสามเห็นพ้องต้องกันว่า เฉพาะในส่วนโครงการของรัฐบาลนาง สาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร 4 โครงการที่ขาดทุนทางบัญชีกว่า 5.1 แสนล้านบาทนั้น มีความเสียหายอันเกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ที่บรรดารัฐมน ตรีในรัฐบาลก่อนและข้าราชการระดับสูงต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่แผ่นดินรวมอยู่ด้วย นับแสนล้านบาท และ ฯพณฯ มีอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ต้องเร่งรัดดำเนินคดีตามขั้นตอนและเหตุผลโดยลำดับดังนี้
1.รายงานของคณะกรรมการได้สรุปชัดเจนแล้วว่ามีความเสีย หายเป็นตัวเงินเกิดแก่ราชการอย่างมหาศาลยิ่ง และเห็นได้ชัดเจนตั้งแต่ปีแรกที่เริ่มโครงการแล้วว่า ไม่มีทางที่รัฐจะระบายข้าวในราคารับจำนำได้เลย ความข้อนี้มีผู้ท้วงติงเป็นอันมาก ทั้ง ป.ป.ช. และสถาบันศึกษาวิจัยระดับชาติ แต่บรรดารัฐมนตรีในรัฐบาลกลับเพิกเฉยไม่ระงับหรือปรับแก้โครงการ ตามวิสัยที่เจ้าหน้าที่ผู้รู้จักรับผิดชอบในราชการพึงกระทำ กลับฝืนผลักดันโครงการต่อไปทั้งๆ ที่ตระหนักดีว่า เกิดความเสียหายแก่แผ่นดินอยู่ทุกวัน จนต่อมาแม้จะได้สำนึกยอมลดวงเงินจำนำและตั้งเงื่อนไขกรอบรับจำนำแต่เพียงบางส่วน ก็มิอาจจะเยียวยาความเสียหายอย่างมหาศาลที่เกิดขึ้นแล้วได้
2.การปฏิบัติ หน้าที่โดยเพิกเฉยไม่ไยดีต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นตรงหน้าอยู่ทุกวันเช่นนี้ เป็นพฤติการณ์ที่รับไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง แม้นักการเมืองผู้รับผิดชอบจะอ้างว่าเป็นนโยบายรัฐบาลที่ตนมีอำนาจกระทำได้ตามสัญญาที่ให้ไว้ทั้งต่อเกษตรกรและรัฐสภาก็ตาม แต่ก็อ้างให้พ้นผิดไปไม่ได้ เพราะการใช้อำนาจที่เห็นได้ชัดแล้วว่ามีแต่จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นนี้ ในทางกฎหมายถือว่าเป็นการใช้สิทธิเกินส่วนที่ไม่อาจยกฐานความชอบธรรมใดๆ มากล่าวอ้างได้เลยทั้งสิ้น
3.ความเสียหายนี้ตกแก่แผ่นดินและราษฎรผู้เสียภาษีเป็นส่วน รวม เจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีความรับผิดติดตัวในครั้งนี้คือรัฐมนตรีทั้งคณะ และข้าราชการระดับสูง ซึ่งเมื่อผู้กระทำผิดเป็นเจ้าหน้าที่ระดับรัฐมนตรีอย่างนี้ พระราชบัญญัติความรับผิดฯ และระเบียบสำนักนายกฯ ข้อ ๘, ๙ และ ๑๐ ได้กำหนดให้นายกรัฐมนตรีคือตัว ฯพณฯ เอง มีหน้าที่ต้องสั่งแต่งตั้ง "คณะกรรมการตรวจสอบความรับผิด" ขึ้นตรวจสอบและรายงานผลต่อท่านโดยมิชักช้า อย่าให้ขาดอายุความ ๒ ปี นับแต่วันที่รัฐได้รู้ซึ่งการละเมิด มิเช่นนั้นตัว ฯพณฯ เองก็จะตกเป็นผู้ต้องรับผิดแทนบุคคลเหล่านี้
4.หน้าที่ดำเนิน คดีให้ผู้รับผิดชอบต้องชดใช้ความเสียหายนี้ บังเกิดขึ้นแล้วตามกฎหมายนับแต่วันที่คณะกรรมการได้รายงานความเสียหายให้ ฯพณฯ ได้ทราบ แม้ขณะนี้จะมีการดำเนินคดีในทางอาญาหรือในทางรัฐธรรมนูญใดๆ ต่อรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องก็ตาม หน้าที่นี้ก็ยังคงดำรงอยู่ ยังเร่งรัด ฯพณฯ อยู่ทุกวัน ตามอายุความที่ลดน้อยลงทุกขณะโดยไม่รอข้อยุติในคดีอื่นๆ เลย
5.หน้าที่นี้เป็นหน้าที่ทางกฎหมายปกครองที่ตกแก่ผู้ดำรงตำ แหน่งนายกรัฐมนตรีในทุกยุคทุกสมัย ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลเลือกตั้งหรือรัฐบาลของคณะรัฐประหารก็ตาม ดังนั้นเมื่อ ฯพณฯ ตัดสินใจมารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนี้ในรัฐบาลปัจจุบัน ฯพณฯ ก็ต้องมีหน้าที่นี้เสมอ จะบ่ายเบี่ยงยกเอาฐานะหัวหน้าคณะรัฐประหารมาปฏิเสธหน้าที่ของตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมิได้
ท้ายนี้ ข้าพเจ้าขอย้ำว่า การเรียกร้องครั้งนี้เป็นการเสนอทางวิชาการ ให้ ฯพณฯ ได้ทราบถึงหน้าที่รักษาผลประโยชน์ของแผ่นดินที่มีอยู่ตามกฎหมายเท่านั้น ไม่ได้ข้องเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวทางการเมือง หรือความเป็นฝักฝ่ายใดๆ ทั้งสิ้น เพราะยืนหยัดแต่เพียงว่า อยู่ดีๆ ใครทำอะไรเสียหายก็จะให้ประชาชนเช่นพวกข้าพเจ้าแบกรับไปง่ายๆ นั้น เป็นสิ่งที่รับไม่ได้อีกต่อไป ซึ่งกฎหมายไทยปัจจุบันก็ยืนยันไว้อย่างนี้แล้วเช่นกัน เหลือแต่ตัว ฯพณฯ เองว่าจะรู้และตระหนักถึงหน้าที่นี้หรือไม่เท่านั้น
จึงขอกราบเรียนมาเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป หากมีข้อสอบถามเป็นประการใด ข้าพเจ้าก็ยินดีไปพบได้ทุกเวลา
ขอแสดงความนับถืออย่างสูง
แก้วสรร อติโพธิ(นายแก้วสรร อติโพธิ)
อาจารย์พิเศษคณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์
สุรพล นิติไกรพจน์
(ศาสตราจารย์ ดร.สุรพล นิติไกรพจน์)
อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์
กิตติศักดิ์ ปรกติ
(รองศาสตราจารย์ ดร.กิตติศักดิ์ ปรกติ)
อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์

ฝากขัง-ค้านประกัน 5 ผู้ต้องหาเครือข่าย “พงศ์พัฒน์” กรรโชกทรัพย์

ฝากขัง-ค้านประกัน 5 ผู้ต้องหาเครือข่าย “พงศ์พัฒน์” กรรโชกทรัพย์
ตำรวจพระโขนงคุมตัว “พ.ต.ณัฐพล” กับพวกเครือข่าย “พงศ์พัฒน์” อ้างเบื้องสูง-กรรโชกทรัพย์ทวงหนี้ ฝากขังพร้อมค้านประกัน กลัวไปยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน
ที่ศาลจังหวัดพระโขนง ถ.สรรพาวุธ วันนี้ (28 พ.ย.) เวลา 13.00 น. พ.ต.ท.วิบูลย์ ถิ่นวัฒนากูล พนักงานสอบสวน สน.พระโขนง ได้ควบคุมตัว พ.ต.ณัฐพล หรือนายณัฐพล อัครพงศ์ปรีชา อายุ 29 ปี, นายณรงค์ อัครพงศ์ปรีชา อายุ 41 ปี, นายสิทธิศักดิ์ อัครพงศ์ปรีชา อายุ 24 ปี, นายสุทธิศักดิ์ สุทธิจิตต์ อายุ 41 ปี และนายชากานต์ ภาคภูมิ อายุ 34 ปี ผู้ต้องหาที่ 1-5 ตามหมายจับศาลจังหวัดพระโขนง ลงวันที่ 24 พ.ย. 2557 คดีกรรโชกทรัพย์ทวงหนี้ เพื่อหาประโยชน์โดยมิชอบ กระทำการข่มขืนใจผู้อื่นโดยมีอาวุธและทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตร่างกาย หรือเสรีภาพ เพื่อให้กระทำการ หรือไม่กระทำการใดโดยร่วมกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป, หน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพ, ร่วมกันมีอาวุธปืน และพาอาวุธปืนไปในเมืองโดยไม่ได้รับอนุญาต, ร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืน, หมิ่นสถาบันเบื้องสูง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112, 309 วรรคสอง, 310, 371 และความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนฯ มาเพื่อขออำนาจศาลฝากขังครั้งแรก เป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 28 พ.ย. - 9 ธ.ค.นี้ เนื่องจากการสอบสวนไม่แล้วเสร็จ ต้องสอบสวนพยานอีก 10 ปาก รวมทั้งรอผลการตรวจประวัติผู้ต้องหาและอื่นๆ
โดยท้ายคำร้อง พนักงานสอบสวนได้คัดค้านการประกันตัวผู้ต้องหาทั้ง 5 คน เนื่องจากคดีมีอัตราโทษสูง เกรงจะหลบหนี อีกทั้งมีพฤติการณ์เป็นผู้มีอิทธิพล เกรงว่าหากปล่อยชั่วคราวจะไปยุ่งเหยิงพยานหลักฐานอันเป็นอุปสรรคในการสืบสวนสอบสวน
ขณะคำร้องบรรยายพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อวันที่ 20 มี.ค. 2557 เวลา 07.30 น. นายชากานต์ ผู้ต้องหาที่ 5 พร้อมกับพวกรวม 5 คน ได้พากันมาดักรอนายวิทยา ปัญญาทวีกูล หน้าบ้านพักเลขที่ 869/8 ซอยสุขุมวิท 101 แขวงบางจาก เขตพระโขนง กทม. จากนั้นได้ใช้อาวุธปืนขู่บังคับนายวิทยาไปที่บ้านหลังหนึ่งย่านพุทธมนฑลสาย 3 แขวงและเขตทวีวัฒนา เพื่อพบกับนายณัฐพล ผู้ต้องหาที่ 1 โดยแนะนำตัวเองว่าเป็นพระญาติในสถาบันเบื้องสูง แล้วบังคับให้นายวิทยาติดต่อบุคคลที่รู้จักให้ไปเจรจาเรื่องหนี้สินที่ค้างอยู่กับนายปรีชา ดาราไตร เมื่อนายวิทยาได้พยายามติดต่อบุคคลผู้ใกล้ชิดให้ไปพบพวกผู้ต้องหาที่ร้านอาหารเบิกไพร ใกล้วัดศรีเอี่ยม ถนนบางนา-ตราด แต่บุคคลดังกล่าวไม่ยอมออกมาพบ ผู้ต้องหาจึงควบคุมตัวนายวิทยาไว้ที่บ้านหลังดังกล่าว จนกระทั่งวันที่ 21 มี.ค. 2557 เวลา 01.05 น.ก็ได้พานายวิทยาออกจากบ้านแล้วปล่อยตัวไป โดยระหว่างที่นายวิทยาถูกควบคุมตัวอยู่นั้นพวกผู้ต้องหาได้ลักเอาทรัพย์ของนายวิทยา ประกอบด้วยบัตร ประจำตัวประชาชน และใบอนุญาตขับรถยนต์ตลอดชีพ เงินสดจำนวน 1,800-2,000 บาท สุรา 1 ขวด หลังจากนั้นนายวิทยาจึงเข้ามาร้องทุกข์ต่อ สน.พระโขนง ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ขออนุมัติหมายจับผู้ต้องหาทั้ง 5 รายไว้ ภายหลังที่ศาลจังหวัดพระโขนงได้อนุมัติหมายจับผู้ต้องหาทั้ง 5 ราย เมื่อวันที่ 24 พ.ย. เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวน กก.บก.น.5 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.พระโขนงร่วมกันจับกุมตัวผู้ต้องหาแล้วได้แจ้งข้อหากล่าวดำเนินคดี ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนผู้ต้องหาที่ 1-3 ให้การรับสารภาพ ส่วนผู้ต้องหาที่ 4 และ 5 ให้การปฏิเสธ แต่ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการยื่นขอฝากขังนั้นไม่มีญาติของผู้ต้องหายื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวแต่อย่างใด
http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx…

ถอดยศ"ว่าที่พ.ต.ณัฐพล อัครพงศ์ปรีชา" ผู้ต้องหาพันแก๊ง"พงศ์พัฒน์" พ้นจากตำแหน่งราชการ

ถอดยศ"ว่าที่พ.ต.ณัฐพล อัครพงศ์ปรีชา"
ผู้ต้องหาพันแก๊ง"พงศ์พัฒน์"
พ้นจากตำแหน่งราชการแล้ว
*** ถอดยศ " ว่าที่พ.ต.ณัฐพล อัครพงศ์ปรีชา " ***
ถอดยศ"ว่าที่พ.ต.ณัฐพล อัครพงศ์ปรีชา"ผู้ต้องหาพันแก๊ง"พงศ์พัฒน์"พ้นจากตำแหน่งราชการแล้ว
เมื่อวันที่26 พ.ย.57 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้ลงประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ลงนามโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เนื่องในโอกาส พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๗ ให้แก่นายทหารสัญญาบัตร และนายทหารประทวน หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ กระทรวงกลาโหม จำนวน14 ราย โดยหนึ่งในนั้น ระบุ ว่าเป็นว่าที่พ.ต.ณัฐพล อัครพงศ์ปรีชา ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้น ตริตาภรณ์มงกุฎไทย
ทั้งนี้ พล.ต.ต.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยกับโพสต์ทูเดย์ว่า ว่าที่พ.ต.ณัฐพล อัครพงศ์ปรีชา เป็นคนเดียวกับ นายณัฐพล อัครพงศ์ปรีชา ซึ่งศาลได้อนุมัติออกหมายจับข้อหา“ร่วมกันข่มขืนใจให้กระทำการใดไม่กระทำการใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตร่างกายหรือเสรีภาพ โดยมีอาวุธโดยร่วมกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป และหน่วงเหนี่ยวหรือกักขัง หรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย และให้ผู้อื่นนั้นกระทำการใดให้แก่ผู้กระทำหรือบุคคลอื่น และร่วมกันลักทรัพย์” กรณีมีส่วนพัวพันกับแก๊งพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีตผบช.ก. และได้ถูกถอดยศพ้นจากตำแหน่งทางราชการแล้ว
http://www.posttoday.com/…/%E0%B8%96%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B…

เด้ง 3 ผกก.ตร.น้ำ

สั่งเด้งด่วน!!3ผู้กำกับตำรวจน้ำ 'ประวุฒิ'ย้ำเตรียมเสนอถอดยศ
28 พ.ย.57 พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผช.ผบ.ตร. ในฐานะรรท.ผบช.ก. เปิดเผยว่า ได้มีคำสั่งให้ พ.ต.อ.วริศร์สิริภ์ ลีละสิริ ผกก.5 บก.รน., พ.ต.อ.สมชาติ ศุภวุฒิ ผกก.7 บก.รน. และ พ.ต.อ.จักรพันธุ์ รัตนเทวมาตย์ ผู้บังคับการเรือ จังหวัดชลบุรี (สบ.4) ให้มาปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการ บช.ก. เนื่องจากสอบสวนเบื้องต้น พบว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเรียกรับสินบนน้ำมันเถื่อนในพื้นที่ภาคใต้ และเพื่อให้การตรวจสอบเรื่องดังกล่าวเป็นไปอย่างโปร่งใส
“นอกจากนี้ยังเตรียมพิจารณาถอดยศนายตำรวจ ที่มีการจับกุมดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นสถาบัน และข้อหาอื่นๆ อย่างน้อยอีก 7 คน แต่ต้องรอพิจารณาตามขั้นตอนของกฎหมาย และยังไม่มีการออกหมายจับผู้ต้องหารายอื่นเพิ่มเติม ในคดีเดียวกับ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีต ผบช.ก.”
พล.ต.ท.ประวุฒิ กล่าวว่า ในส่วนของทรัพย์สินของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์นั้น พบว่า มีการนำเงินสดบางส่วน ออกนอกประเทศ เพื่อไปร่วมลงทุน ซึ่งเจ้าหน้าที่จะเร่งติดตามเส้นทางทางการเงิน และทรัพย์สินที่ยังอยู่ภายในประเทศอีกจำนวนมาก ทั้งนี้ พนักงานสอบสวน จะเร่งสรุปสำนวนภายใน 30 วัน ส่งให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. แต่ยังไม่มีการพูดคุยเรื่องการโอนย้ายไปเป็นคดีพิเศษ
"ส่วนกรณี พ.ต.อ.ชาตรี รุ่งดำรงค์ สว.ทล. 1 กก. 1 บก.ทล. ที่ยื่นใบลาออกจากราชการ ถือว่า เป็นสิทธิส่วนตัวสามารถทำได้ และจากการตรวจสอบ ยังไม่พบความผิดเกี่ยวเนื่องกับคดี อดีตผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สังกัดกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ยังมีขวัญกำลังใจที่ดี และจะกลับมาทำงานเพื่อประชาชน กอบกู้ชื่อเสียงกลับคืนมา”

งานจะเข้าใครบ้างหลังจากนี้ กับเสี่ยโจ้

พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบบุคคลเชื่อมโยงในการกระทำผิดร่วมกับกลุ่มพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) รับสินบนน้ำมันเถื่อน ว่าได้รับรายชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องกับนายสหชัย เจียรเสริมสิน หรือเสี่ยโจ้ปัตตานี นักธุรกิจภาคใต้ ซึ่งเป็นข้อมูลที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้มาจากการติดต่อทางโทรศัพท์ของเสี่ยโจ้ โดยรายชื่อที่คัดลอกออกมามีความหนาหลายหน้ากระดาษ ซึ่งมีทั้งเจ้าหน้าที่รัฐและพลเรือนโดยตนจะนัดหมายพบกับพล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อนำรายชื่อมาเปรียบเทียบกันว่ามีชื่อใดที่ตรงกันบ้าง ในส่วนของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง. ) ได้มอบหมายให้ประสานสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อติดตามทรัพย์เพิ่มเติม
ช่วงเช้าที่ผ่านมา นางสุวณา สุวรรณจูฑะ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ได้ลงนามตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงกรณีเจ้าหน้าที่ดีเอสไอถูกกล่าวหาเกี่ยวพันกับส่วยค้าน้ำมันในพื้นที่ภาคใต้ โดมีนายนิธิต ภูริคุปต์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคดีพิเศษเป็นหัวหน้าชุด ร่วมกับพ.ต.ท.วิชิต อุปะละ และนายมหิธร กลั่นนุรักษ์โดยกำชับให้เร่งสอบข้อเท็จจริงให้แล้วเสร็จโดยเร็ว สำหรับผู้ที่ถูกตั้งกรรมการสอบเป็นพนักงานสอบสวนระดับ 8 ในศูนย์ปราบปรามผู้มีอิทธิพล ซึ่งตั้งขึ้นสมัยนายธาริต เพ็งดิษฐ์ เป็นอธิบดีดีเอสไอ โดยเป็นศูนย์ที่ขึ้นตรงกับอธิบดี แต่ต่อมาพล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ ได้มีคำสั่งยกเลิกศูนย์ย่อยที่ตั้งขึ้นใหม่ทั้งหมดแล้ว
ในส่วนของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) ในวันที่ 23 ธ.ค.นี้ จะประชุมคณะกรรมการธุรกรรม ปปง. โดยจะมีการเสนอเรื่องยึดและอายัดทรัพย์เครือข่ายพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์เข้าที่ประชุมด้วย

สมพล เกยุราพันธุ์ บิดาคุณหญิงสุดารัตน์ เสียชีวิตแล้ว ด้วยวัย 77 ปี

สมพล เกยุราพันธุ์ บิดาคุณหญิงสุดารัตน์ เสียชีวิตแล้ว ด้วยวัย 77 ปี
Cr:kapook
วันนี้ (28 พฤศจิกายน 2557) เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ผ่านมา ทวิตเตอร์ @ThanawatLive ผู้สื่อข่าว INN News ได้ทวีตข้อความระบุว่า...
"สิ้นแล้ว ! สมพล เกยุราพันธุ์ บิดา คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ขณะพักผ่อนที่ประเทศญี่ปุ่น ด้วยอายุ 77 ปี 1 เดือน (ภาพสุดท้ายวานนี้ ณ เมืองโอซาก้า)" พร้อมโพสต์ภาพของคุณหญิงสุดารัตน์โอบกอดนายสมพลที่นั่งอยู่บนเก้าอี้
ทั้งนี้ ประวัติ นายสมพล เกยุราพันธุ์ เกิดเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2480 จบการศึกษาระดับมัธยมจากโรงเรียนศิริวิทยากร เคยดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา (ไม่สังกัดพรรค พ.ศ. 2512) อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน (พลังประชาชน พ.ศ. 2550) และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ (เพื่อไทย พ.ศ. 2554)

สั่งเด้งรองผู้กำกับ สภ.ละงู หลังทหารบุกจับเรือเร็วขนน้ำมัน-อาวุธ

สมุดบันทึก เล่มใหม่ ได้เพิ่มรูปภาพใหม่ 3 รูป
สั่งเด้งรองผู้กำกับ สภ.ละงู หลังทหารบุกจับเรือเร็วขนน้ำมัน-อาวุธ
สั่งย้ายด่วน รอง ผกก.ป.สภ.ละงู หลังทหารสนธิกำลังตำรวจ บุกตรวจค้นเรือเร็วไม่มีทะเบียน พบมีอาวุธ น้ำมันผู้ควบคุมอ้างนำเรือรับส่งนายตำรวจชั้นผุ้ใหญ่ไปเกาะหลีเป๊ะ
วันนี้ (27 พ.ย.) เมื่อเวลา 10.41 น. ได้มีหนังสือโทรสารในราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ด่วนที่สุด จาก ผบก.ภ.จว.สตูล ถึง ผกก.สภ.สตูล ให้ย้าย พ.ต.ท.เสกสิทธิ์ ปรากฏชื่อ รอง ผกก.ป.สภ.ละงู ไปปฏิบัติหน้าที่ประจำ ศปก.ภ.จว.สตูล เป็นการชั่วคราวจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง โดยให้เดินทางไปรายงานตัวต่อ พ.ต.อ.โสภณ ปานสมทรง รอง ผบก.ภ.จว.สตูล ผู้ลงนามในคำสั่งดังกล่าว
รายงานข่าวระบุว่า มีการเปิดเผยภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบริเวณท่าเรือปากบารา ต.ละงู อ.ละงู จ.สตูล ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ และทหาร นำกำลังเข้าจับกุมเรือเร็วไม่มีทะเบียน รายงานแจ้งว่าจากการตรวจค้นบนเรือพบอาวุธปืน และน้ำมันเชื้อเพลิงจำนวนหนึ่ง โดยมีรายงานว่า เรือลำดังกล่าวเป็นของผู้มีอิทธิพลคนหนึ่งใน จ.สตูล อ้างว่า กำลังเดินทางไปรับส่งนายตำรวจผู้ใหญ่คนหนึ่งที่เกาะหลีเป๊ะ และหลังจากนั้นไม่นานก็มีคำสั่งเด้ง พ.ต.ท.เสกสิทธิ์ ปรากฏชื่อ รอง ผกก.ป.สภ.ละงู โดยให้ไปปฏิบัติหน้าที่ประจำ ศปก.ภ.จว.สตูล ภายใน 24 ชั่วโมง

ใหญ่แค่ไหนก็จับ

ใหญ่แค่ไหนก็จับ !?
00 เริ่มโผล่ออกจากรูกันมามากขึ้นเรื่อยๆ สำหรับแนวร่วมกลุ่มต้าน คสช.และ รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แม้ว่าหลายคนจะพยายามมองว่าการเคลื่อนไหวของพวกนศ.ชูสามนิ้วเป็นคนละพวกกับกลุ่มของ ทักษิณ ชินวัตร ก็ตาม แต่รับรองว่านี่คือการเคลื่อนไหวที่เป็นไปในทางเดียวกัน เป็นลักษณะ"นำร่อง"ออกมาหน้ามาก่อน สร้างกระแสออกมาก่อน และเวลานี้ก็มาผสมโรงออกมากันหนาตา อย่างน้อยก็พวก"นักวิชาการเที่ยงคืน"ในสายของ นิธิ เอียวศรีวงศ์ ได้จังหวะออกมาแล้ว และเชื่อว่าจะต้องมีลูกตามน้ำออกมาอีก เงื่อนไขก็คือ จี้ให้ยกเลิกกฎอัยการศึก อ้างว่าเพื่อเปิดเป็นช่องทางให้มีการถกเถียงแทนที่จะผลักใสให้ลงใต้ดิน ซึ่งก็เป็นเกมตื้นๆ เหมือนกับต้องการแหย่ๆเท่านั้น
00 น่าจับตาก็คือการแก้เกมของฝ่าย คสช.และรัฐบาล ที่เวลานี้ได้มอบหมายอำนาจเต็มให้กับ "พี่ใหญ่"พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่เวลานี้รักษาการนายกฯในช่วงที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีภารกิจเดินทางเยือนต่างประเทศสองสามวันนี้ ดังนั้นงานรักษาความมั่นคงทั้งหมดจึงต้องแบกไว้เต็มๆ แต่ถึงอย่างไรทั้งก่อนหน้านี้และในปัจจุบันพี่ใหญ่คนนี้ก็คุมเกมเบ็ดเสร็จอยู่แล้ว และเท่าที่สังเกตจากคำสั่งที่เข้มงวดก็คือ "ตามประกบ"บรรดา"หัวโจก"ที่ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้าน คสช.และรัฐบาล เอาเป็นว่าใครขยับแหลมออกมาก็ตามไปเคลียร์ถึงบ้านกันเลยทีเดียว วิธีการแบบนี้มันมีผลทางจิตวิทยาในเชิงข่มขู่ทางอ้อมได้เหมือนกัน ยิ่งในช่วงบรรยากาศ"พิเศษ"แบบนี้เป็นใครมันก็ต้องขาสั่นกันบ้าง แต่ก็นั่นแหละอาจใช้ได้ผลในบางสถานการณ์ แต่เมื่อใดก็ตามที่ความศรัทธาถอยรูด เมื่อนั้นต่อให้ใช้"กฎเหล็ก"เข้มแค่ไหนก็คงเอาไม่อยู่ ตอนนี้เป็นเพียงแค่เริ่มต้นเท่านั้น !!
00 เริ่มงวดเข้ามาเรื่อยๆแล้วสำหรับการถอดถอน อดีตสองประธานสภา นิคม ไวยรัชพานิช และ สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ เริ่มจาก นิคม ก่อน ที่สภานิติบัญญัติในวันที่ 27 พ.ย.เปิดโอกาสให้มีการหอบหลักฐานไปชี้แจงได้ แม้ว่าพอจะรู้ล่วงหน้าแล้วว่าบั้นปลายคงไม่ระคายผิว เพราะเสียงคงไม่ถึง 3 ใน 5 และที่บอกว่าเหลว เพราะเมื่อพิจารณาจากเสียงของฝ่ายที่ขัดขวางก็มีจำนวนมากใกล้เคียงกับกลุ่ม สนช.ที่ให้สนับสนุนให้เดินหน้า ที่สำคัญกลุ่มที่ขัดขวางล้วนเป็นเครือข่ายของ"พี่ใหญ่"เสียด้วย ไม่เชื่อก็ลองถาม พล.อ.นพดล อินทปัญญา ดูก็ได้ว่าจริงหรือไม่จริง !!
00 การจับกุม พล.ต.ท.พงษ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีต ผบช.ก.กับพวกล็อตใหญ่จนเป็นข่าวฮือฮาของชาวบ้านทั่วไปในขณะนี้ แม้ว่าจะมีข้อสงสัยตามมามากมาย แต่ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร.ที่ออกมาแถลงชี้แจง ถึงสาเหตุและเหตุผลที่ต้องจับกุม พร้อมทั้งยืนเป็นประโยคทองว่า "ใหญ่แค่ไหนก็จับ"ก็ขอให้ทำจริงก็แล้วกัน เพราะที่ผ่านมาส่วนใหญ่มันดีแต่พูด หรือยังไม่ต้องจับก็ได้สำหรับ ทักษิณ ชินวัตร ที่ถูกศาลพิพากษาจำคุก และหลบหนีคดี น่าจะเริ่มถอดยศกันเสียที นี่เห็นกันอยู่ทนโท่ ถ้าจะพิสูจน์ของจริงว่าไม่เลือกปฏิบัติ ใช้กฎหมายแบบเสมอหน้ากันก็สมควรทำให้เห็นด้วย !!

เผยโฉม! 5 ผู้ต้องหาแอบอ้างเบื้องสูง ตร.นำตัว 3 "อัครพงศ์ปรีชา"สอบที่ บช.น.

เผยโฉม! 5 ผู้ต้องหาแอบอ้างเบื้องสูง ตร.นำตัว 3 "อัครพงศ์ปรีชา"สอบที่ บช.น.
Cr:ผู้จัดการ
ตร.นำตัว 5 ผู้ต้องหาเครือข่าย"พงศ์พัฒน์"สอบเครียดที่ บชน. คดีจับลูกหนี้ย่านพระโขนงไปกักขัง แอบอ้างบุคคลสำคัญรีดเงิน 30 ล้าน ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหาทั้งห้าราย เตรียมแจ้งเพิ่มผิดมาตรา 112 นำฝากขังศาลหลังเที่ยงวันศุกร์นี้(28 พ.ย.)
วันที่ 27พ.ย. เมื่อเวลา 21.05 น. ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล(บช.น.) พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผช.ผบ.ตร. โฆษ กตร. รรท.ผบช.ก. ควบคุมตัวผู้ต้องหา 5 ราย ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีต ผบช.ก. มาที่ บช.น. เพื่อทำการสืบสวนสอบสวนและจะนำตัวผู้ต้องหาทั้ง 5 รายฝากขังที่ศาลอาญารัชดาในวันพรุ่งนี้ หลังเวลา 12.00 น. เป็นต้นไป
ผู้ต้องหาทั้ง 5 ราย ประกอบด้วย 1. นายณัฐพล อัครพงศ์ปรีชา 2. นายสิทธิศักดิ์ อัครพงศ์ปรีชา 3. นายณรงค์ อัครพงศ์ปรีชา 4. นายสุทธิศักดิ์ สุทธิจิตต์ และ 5. นายชากานต์ ภาคภูมิ
พล.ต.ท.ประวุฒิ กล่าวว่า จากการสอบสวนผู้ต้องหาทั้ง 5 ราย ให้การรับสารภาพทุกข้อกล่าวหา และอาจจะถูกแจ้งข้อหาเพิ่มเติมตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งทางสน.วัดพระยาไกร ก็มีประชาชนมาแจ้งความเกี่ยวกับกรณีการทวงหนี้ด้วยเช่นกัน แต่เจ้าหน้าที่ยังไม่ออกหมายจับ ทางเจ้าหน้าที่คาดว่าจะมีพลเรือนเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว 2-3 ราย
ส่วนปัญหาค้าน้ำมันเถื่อนในภาคใต้ ทาง ผบ.ตร.ได้มอบหมายและวางนโยบายให้ปราบปรามอย่างจริงจัง ซึ่งทางเจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการอย่างเข้มงวด พยายามที่จะไม่ให้เกิดปัญหา แต่ยังพบว่ามีการลักลอบเข้ามาเติมน้ำมันเถื่อนแก่เรือประมงตามแถบชายแดนอยู่บ้าง
ก่อนหน้านี้ เมื่อเวลา 18.30 น. วันเดียวกัน ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล(บช.น.) พ.อ.วิจารณ์ จดแตง หัวหน้าส่วนปฏิบัติการคณะทำงานกฎหมายส่วนรักษาความสงบ คสช. พร้อมด้วยกำลังเจ้าหน้าที่ทหารควบคุมตัวนายสุทธิศักดิ์ สุมธิจิตต์ และนายชากานต์ ภาคภูมิ ผู้ต้องหา 2 ใน 5 ราย ที่ก่อเหตุในพื้นที่สน.พระโขนงเมื่อเดือน มี.ค.57 มาส่งมอบให้ พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผบช.น พ.ต.อ.ฤทธิกรสายสนั่น ณ อยุธยา ผกก.สน.พระโขนง เพื่อทำการสอบปากคำเพิ่มเติม
ก่อนที่ควบคุมตัวผู้ต้องหาอีก 3 ราย คือ นายณัฐพล อัครพงศ์ปรีชา นายสิทธิศักดิ์ อัครพงศ์ปรีชา และนายณรงค์ อัครพงศ์ปรีชา มาสอบปากคำเพิ่มเติมที่ บช.น.
มีรายงานเพิ่มเติมว่า คดีนี้มีมูลเหตุมาจากนายณัฐพลซึ่งเป็นหัวหน้ากลุ่มบุคคลดังกล่าวตามทวงหนี้หญิงคนหนึ่งโดยอ้างว่ายืมเงินไปจำนวน 30 ล้านบาท แต่ในการติดตามปรากฏว่าฝ่ายลูกหนี้บ่ายเบี่ยงมาโดยตลอด ครั้งสุดท้ายนายณัฐพลติดตามไปที่บ้านพักย่านพระโขนง แต่ไม่พบเป้าหมายจึงจับชายคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้ใหญ่ในบ้านมากักตัวไว้ทำการต่อรองเรื่องหนี้สิน มีการอ้างถึงบุคคลสำคัญตลอดเวลาด้วยทำให้หญิงลูกหนี้ต้องนำเงินจำนวน 30 ล้านบาทมาใช้คืนให้เป็นค่าไถ่ ต่อจากนั้นกลุ่มนายณัฐพลได้ใช้ผ้าปิดตาทั้งสองแล้วขับรถนำไปปล่อยข้างถนน กระทั่งมีการแจ้งความดำเนินคดีเหตุเกิดต้นปี 2557 ที่ผ่านมา