PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันศุกร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2558

อสส.สั่งฟ้องคดีจำนำข้าวยิ่งลักษณ์

"อัยการสูงสุด"เซ็นคำสั่งฟ้อง"อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์"ปฏิบัติหน้าที่มิชอบกม.อาญามาตรา157-กม.ปปช. ม.123/1โทษคุก10ปี

นายสุรศักดิ์ ตรีรัตน์ตระกูล อธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวนและหนึ่งในคณะทำงานร่วมของฝ่ายอัยการ และนายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ได้แถลงผลสั่งคดีโครงการรับจำนำข้าวที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิด น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ที่มีพฤติการณ์ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติกฎหมายในโครงการรับจำนำและระบายข้าวทำให้รัฐเสียหายกว่า 5 แสนล้านบาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ มาตรา 123/1

นายสุรศักดิ์ อธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน ว่า เมื่อนายตระกูล วินิจนัยภาค อัยการสูงสุดแจ้งข้อไม่สมบูรณ์พยานหลักฐานแล้ว ต่อมาฝ่าย ป.ป.ช. และอัยการสูงสุด ได้ตั้งคณะทำงานร่วมขึ้นเพื่อดำเนินการพิจารณาพยานหลักฐานที่ไม่สมบูรณ์นั้น ปรากฏว่าคณะทำงานฝ่ายผู้แทนอัยการสูงสุด และคณะทำงานฝ่ายผู้แทน ป.ป.ช. ได้นัดประชุมพิจารณาพยานหลักฐานที่ไม่สมบูรณ์ และไปดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานให้สมบูรณ์ตามข้อไม่สมบูรณ์ที่พิจารณาตกลงกันได้ โดยได้มีการขอเอกสารหลักฐานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สอบปากคำพยานบุคคลที่จำเป็นแก่คดีเพิ่มเติมเพื่อให้สิ้นกระแสความ รวมทั้งอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดี เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานให้สมบูรณ์ตามอำนาจหน้าที่ โดยวันที่ 20 ม.ค.ที่ผ่านมา คณะทำงานร่วมทั้ง 2 ฝ่ายได้ประชุมเพื่อพิจารณา

ผลการรวบรวมพยานหลักฐานร่วมกันแล้วมีความเห็นว่า ได้รวบรวมพยานหลักฐานตามข้อไม่สมบูรณ์ดังที่พิจารณาตกลงกันได้เสร็จสิ้นแล้ว จึงมีมติให้ส่งพยานหลักฐานทั้งหมด เสนอนายตระกูล อัยการสูงสุดเพื่อฟ้องคดีต่อไปตามมาตรา 11 วรรคหนึ่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2542

นายสุรศักดิ์ กล่าวต่อว่า นายตระกูล อัยการสูงสุด ได้พิจารณาพยานหลักฐานที่คณะทำงานร่วม ส่งมา ประกอบพยานหลักฐานที่มีอยู่ทั้งหมดในสำนวนการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช.แล้ว เห็นว่า คดีมีความสมบูรณ์พอที่จะดำเนินคดีอาญาฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ผู้ถูกกล่าวหา ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ จึงจะให้ฟ้องคดีอาญาตามข้อกล่าวหาต่อไป ซึ่งอัยการสูงสุด จะตั้งคณะทำงานอัยการขึ้นมาเพื่อร่างฟ้องและตรวจสอบเอกสารหลักฐานที่มีกว่า 4,000 หน้า ให้เสร็จสมบูรณ์ เพื่อยื่นฟ้องคดีต่อศาลฎีกา ฯ โดยคาดว่าจะเวลาประมาณ 1 เดือนไม่เกินเดือน มี.ค.นี้ ขณะที่อัยการสูงสุด จะประสาน ป.ป.ช.ให้นำตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ มาฟ้องคดี แต่หากไม่ได้ตัวมาฟ้องนั้น ตามข้อกำหนดเกี่ยวกับการดำเนินคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2553 ข้อ 8 ระบุว่า หากได้ตัวมาศาลในวันฟ้อง ก็ให้ผู้พิพากษาประจำแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกา เป็นผู้พิจารณาในการขังหรือปล่อยตัวจำเลยชั่วคราว

แต่หากไม่ได้นำตัวมาศาล ให้โจทก์ระบุที่อยู่จริงของจำเลยมาในฟ้องด้วย ทั้งนี้เพื่อที่ศาลจะหมายเรียกให้ผู้นั้นมาศาลในกำหนดวันนัดพิจารณาตามกฎหมาย ส่วนการยื่นฟ้องอัยการจะคัดค้านการให้ประกันตัวหรือไม่ ยังไม่ได้หารือต้องรอให้คณะทำงานพิจารณาต่อไป แต่ถ้ายื่นฟ้องถือเป็นอำนาจและดุลยพินิจของศาลฎีกาฯ ว่าจะให้ประกันหรือไม่

เมื่อถามถึงกรณีที่นายวุฒิพงศ์ วิบูลย์วงศ์ รองอัยการสูงสุด ในฐานะประธานคณะทำงานร่วมฝ่ายอัยการ เคยให้ข่าวว่าสำนวนยังไม่ได้ข้อสรุปแสดงว่ามีความขัดแย้งกันในคณะทำงานร่วมหรือไม่ นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า การพิจารณาสำนวนคณะทำงานร่วมได้เห็นชอบแล้ว และรายงานผลให้อัยการสูงสุดรับทราบหมดแล้ว ซึ่งคณะทำงานได้ตรวจสอบพิจารณาพยานหลักฐานขั้นสุดท้ายในสำนวนคดีก่อนส่งความเห็นให้อัยการสูงสุดมีความเห็นสั่งคดี โดยอัยการสูงสุด ได้เซ็นคำสั่งฟ้องแล้วเมื่อช่วงเช้าวันนี้ (23 ม.ค.) ซึ่งฐานความผิดเป็นไปตามข้อกล่าวหา ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม) มาตรา 123/1 ซึ่งอัตราโทษตามกฎหมายดังกล่าว กำหนดจำคุกสูงสุดไม่เกิน 10 ปี

เมื่อถามว่า วันนี้ ทนายความของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมเพิ่มเติมแล้วอัยการ ได้พิจารณาหรือไม่ นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหา เคยยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมเข้ามาโดยอัยการสูงสุดได้พิจารณาไปแล้ว ส่วนที่ยื่นอีกครั้งในวันนี้ไม่มีอำนาจที่จะพิจารณาแล้ว เนื่องจากได้ยื่นภายหลังที่อัยการสูงสุด มีคำสั่งฟ้องแล้ว โดยอัยการสูงสุดให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

เมื่อถามว่า การสั่งฟ้อง สอดคล้องกรณีที่ สนช. นัดประชุมเพื่อลงมติการถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ อดีตนายก ฯ จากตำแหน่งหรือไม่ นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า ไม่เกี่ยวข้องกัน เพราะคดีอัยการสูงสุดพิจารณาไปตามพยานหลักฐานในสำนวน

"อัยการสูงสุดเห็นว่าพยานหลักฐานครบถ้วนสมบูรณ์แล้วจึงได้มีคำสั่งดังกล่าว โดยอัยการพิจารณาสำนวนคดีอย่างรอบคอบ รวดเร็ว และเป็นธรรม" นายสุรศักดิ์ กล่าวย้

ำเมื่อถามว่า การที่อัยการเลื่อนเวลาแถลงผลสั่งฟ้องคดีเร็วขึ้น เป็นการเทน้ำหนักใ ห้ สนช.ในการลงมติถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์หรือไม่ นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า ไม่เกี่ยวข้อง โดยอัยการสูงสุดมีภารกิจจะต้องไปปฏิบัติหน้าที่ จึงลงนามคำสั่งฟ้องและนัดแถลงข่าวเช้าวันนี้ เมื่อถามว่า หากระหว่างการฟ้องคดี น.ส.ยิ่งลักษณ์ เดินทางไปต่างประเทศ อัยการจะมีแนวทางป้องกันไม่ให้หลบหนีเหมือนอย่างไร นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องในอนาคต ขณะนี้คดียังไม่เข้าสู่ศาลฎีกาฯ แต่หากเป็นเช่นนั้น ตามกฎหมาย อัยการสูงสุดในฐานะผู้ประสานงานกลางตามกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน จะประสานงานกับกระทรวงการต่างประเทศเพื่อติดตามตัวต่อไป

เมื่อถามว่า อัยการจะพิจารณารนำสำนวนคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ พร้อมพวกรวม 23 ราย ที่ ป.ป.ช.เพิ่งชี้มูลความผิด รวมกับสำนวนของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่มีข้อเท็จจริงเชื่อมโยงกันหรือไม่ นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า สำนวนคดีของนายบุญทรง กับพวกนั้น ป.ป.ช.ยังไม่ได้ส่งมาให้อัยการ แต่หากข้อเท็จจริงของทั้งสองสำนวนมีประเด็นเกี่ยวพันกัน ก็อาจจะรวมเป็นสำนวนคดีเดียวกัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันนี้ก่อนที่อัยการจะแถลงข่าวถึงผลการสั่งฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ปรากฏว่าเมื่อเวลา 08.45 น. นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความของน.ส.ยิ่งลักษณ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เดิน
ทางมายื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่ออัยการสูงสุดเพิ่มเติมอีก

ขณะที่นายนรวิชญ์กล่าวว่า การยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมวันนี้ เพราะเห็นว่า เร่งสั่งคดี และยังสอดคล้องกับที่ สนช.จะลงมติถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ในวันนี้อีก ซึ่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นถึงอดีตนายกรัฐมนตรี แต่ไม่ได้รับความเป็นธรรม

ผู้สื่อข่าวรายงานถึงขั้นตอนหากมีการยื่นฟ้องคดีด้วยว่า หาก อัยการสูงสุดยื่นคำฟ้องคดีต่อศาลฎีกาฯ แล้ว นายดิเรก อิงคนินันท์ ประธานศาลฎีกา จะเรียกประชุมใหญ่ผู้พิพากษาศาลฎีกาทั้งหมดภายใน 14 วันตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2542 เพื่อเลือกผู้พิพากษา 9 คนเป็นองค์คณะรับผิดชอบคดี และเลือกผู้พิพากษา 1 คนในองค์คณะเป็นเจ้าของสำนวนคดี ก่อนที่ศาลนัดฟังคำสั่งว่าจะรับฟ้องคดีไว้พิจารณาพิพากษาหรือไม่ โดยศาลจะพิจารณาจากรายละเอียดการบรรยายฟ้องว่าคดีอยู่ในอำนาจพิพากษาของศาลฎีกาฯ หรือไม่ หากศาลมีคำสั่งรับฟ้องแล้วก็จะมีหมายเรียกจำเลย ให้มาศาลในนัดพิจารณาคดีครั้งแรกที่จะกำหนดนัดภายใน 45 วันนับจากวันที่รับฟ้อง เพื่อสอบคำให้การจำเลย ซึ่งจำเลยจะต้องเดินทางมาศาลด้วยตนเอง และเมื่อตกเป็จำเลยแล้ว ก็จะต้องยื่นคำร้องเพื่อขอปล่อยชั่วคราวระหว่างพิจารณาคดี ขณะที่ศาลจะพิจารณาให้ประกันหรือไม่และกำหนดเงื่อนไข เช่นการห้ามเดินทางออกนอกประเทศ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล หรือไม่ ถือเป็นดุลยพินิจของศาล

เคลื่อนไหวก่อนหน้าถอดถอน

data23Jan15

ไม่ประนีประนอม! สื่อนอกชี้ ถอดถอน 'ยิ่งลักษณ์' ส่งสัญญาณกร้าว
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ม.ค. 2558 15:04

สื่อต่างชาติประโคมข่าว "ยิ่งลักษณ์" โดนถอดถอนพ้นตำแหน่งนายกฯ และต้องเว้นวรรคการเมืองนาน 5 ปี ชี้การลงมติถอดถอนของ สนช. เป็นแค่เพียงสัญลักษณ์ เพราะพ้นจากเก้าอี้นายกฯ ไปตั้งแต่กลางปีที่แล้ว อีกทั้งถือเป็นการส่งสัญญาณแข็งกร้าว ไม่ประนีประนอมต่อตระกูลชินวัตร

สำนักข่าวต่างประเทศยักษ์ใหญ่หลายสำนัก รายงานสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ลงมติถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ด้วยคะแนน 190 ต่อ 18 เสียง เมื่อ
เช้าวันที่ 23 ม.ค. โทษฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่อันเป็นเหตุให้เกิดการทุจริตในโครงการจำนำข้าว ขณะที่ นายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา และนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีต

ประธานรัฐสภา รอดพ้นจากการถูกถอดถอน

ด้านนายโจนาธาน ฮีด ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวบีบีซี ประจำประเทศไทย แสดงความเห็นต่อกรณี สมาชิกสภา สนช.ของไทย ลงมติถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ นั้น ถือเป็นการส่งสัญญาณที่แข็งกร้าว แสดงให้

เห็นว่า ไม่มีการประนีประนอม และครอบครัวชินวัตรจะต้องพ้นไปจากเส้นทางการเมือง


บีบีซี รายงานว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ และพี่ชายของเธอ คือ อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ยังคงได้รับความนิยมชื่นชอบจากประชาชนที่ยากจนในชนบท แต่ถูกต่อต้านจากคนชั้นกลางในประเทศไทย

ส่วนสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น ชี้ว่า การลงมติถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น ถือเป็นการลงมติในเชิงสัญลักษณ์ เพราะเธอได้สูญเสียตำแหน่งนายกฯ ไปแล้ว อีกทั้งการลงมติ

ครั้งนี้ ต้องการจะห้ามไม่ให้เธอยุ่งเกี่ยวทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี


ซีเอ็นเอ็น ยังมองว่า การที่ สนช.ลงมติถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ มีขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมง หลังจากสำนักงานอัยการสูงสุดประกาศจะดำเนินคดีความผิดทางอาญาต่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่ละเว้นการปฏิบัติ

หน้าที่ จนทำให้เกิดการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งน.ส.ยิ่งลักษณ์ มีสิทธิจะเผชิญกับการถูกลงโทษจำคุก 10 ปี หากศาลตัดสินว่าเธอทำผิดในคดีนี้
//////////////////////////////////

ลำดับการเอาผิดคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว

7 ต.ค. 2554 เริ่มโครงการ (ฤดูกาลผลิต 54/55)

15 ต.ค. 2555 พรรคการเมืองใหม่ยื่นเรื่องให้ไต่สวนโครงการรับจำนำข้าวต่อประธาน ป.ป.ช.

6 พ.ย. 2555 องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) เสนอ ป.ป.ช. ตรวจสอบการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว

3 ธ.ค. 2555 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ยื่น ป.ป.ช. สอบจำนำข้าว ทุจริตระบายข้าวจีทูจี (สยามอินดิก้า)

5 มิ.ย. 2556 นพ.วรงค์ ยื่น ป.ป.ช. ให้ตรวจสอบการระบายข้าวค้างเก่าในโครงการรับจำนำปี 2554/55

9 ก.ค. 2556 นายกล้านรงค์ จันทิก กรรมการ ป.ป.ช. แถลงความคืบหน้า ระบุไต่สวน 2 ประเด็นสำคัญคือ 1.การดำเนินโครงการ และ 2.การระบายข้าว

3 ธ.ค. 2556 นายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. แถลงพบมีมูลทุจริตจีทูจี มีมติขยายการไต่สวนไปยังอีก 5 กลุ่มบุคคล

16 ม.ค. 2557 ป.ป.ช. มีมติเอกฉันท์แจ้งข้อกล่าวหานายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ พร้อมผู้เกี่ยวข้องรวม 15 ราย ในความผิดกรณีการขายข้าวแบบจีทูจี และให้ไต่สวนนางสาวยิ่งลักษณ์

ความผิดกรณีละเว้นต่อหน้าที่

28 ม.ค. 2557 ป.ป.ช. ตั้งคณะกรรมการชุดใหญ่ไต่สวน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในคดีโครงการรับจำนำข้าว

18 ก.พ. 2557 ป.ป.ช. มีมติเรียก น.ส.ยิ่งลักษณ์ รับทราบข้อกล่าวหากรณีละเลยการระงับความเสียหายและปล่อยให้มีการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าวและการระบายข้าว ในวันที่ 27 ก.พ. 2557

20 ก.พ. 2557 น.ส.ยิ่งลักษณ์โพสต์เฟซบุค ระบุ ป.ป.ช. ไม่เป็นธรรม ใช้เวลาในการดำเนินคดีเพื่อแจ้งข้อหากับตนเพียง 21 วัน ตนไม่ใช่ผู้ปฏิบัติแต่กลับถูกกล่าวหา
//////////////////
รอง ปธ.สนช.คาดส่งผลถอดถอน ยิ่งลักษณ์ ให้ ครม.ได้ 26 ม.ค.นี้
Written by: กอง บก.ข่าวการเมือง2015/01/23 5:26 PM
surachai - 23-1-2558 17-22-55รัฐสภา 23 ม.ค.- รองประธาน สนช.คาด ส่งผลถอดถอน “ยิ่งลักษณ์” อย่างเป็นทางการให้ ครม. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ ภายในจันทร์ที่ 26 ม.ค.นี้  พร้อมย้ำผล

ถอดถอนสะท้อนว่า สนช.ใช้เหตุผลในการลงมติ

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวถึง ขั้นตอนหลังจากที่ประชุม สนช. มีมติถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า สนช.จะแจ้งมติถอด

ถอนให้ทั้งผู้กล่าวหา คือ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และผู้ถูกกล่าวหา คือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้ทราบ รวมทั้ง แจ้งไปยังเลขาธิการคณะรัฐมนตรี และ ผู้ที่เกี่ยวข้อง

คือ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และสำนักงานเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ทราบ

“ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการดำเนินการด้านเอกสาร คาดว่าจะส่งได้ภายในวันจันทร์ที่ 26 มกราคมนี้ แต่การตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี จะมีผลในวันนี้ ซึ่งเป็นวันลงมติ” นายสุรชัย กล่าว

ต่อข้อถามว่า สำนวนคดีถอดถอน 38 ส.ว.กรณีร่วมลงชื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะเทียบเคียงกับคดีของนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา และนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา

หรือไม่ นายสุรชัย กล่าวว่า แม้ว่าสำนวนจะคล้ายกับสำนวนของนายนิคมและนายสมศักดิ์ ที่ไม่ถูกถอดถอน แต่ สนช.ยังต้องเดินหน้าตามกระบวนการในข้อบังคับ ส่วนผลการวินิจฉัยจะเป็นอย่างไร

ขึ้นอยู่กับดุลพินิจและข้อเท็จจริง

ทั้งนี้ นายสุรชัย ปฏิเสธตอบคำถามว่า ผลจะออกมาในทิศทางเดียวกันหรือไม่ เพราะเกรงว่าจะเป็นการชี้นำ  และว่า ผลการลงคะแนนที่ออกมาในวันนี้  สะท้อนให้เห็นว่า สนช.ใช้เหตุผล ตามพยาน

หลักฐานในการพิจารณาลงมติ

“กระบวนการถอดถอน เป็นการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ไม่ใช่เรื่องของคดีแพ่งหรือคดีอาญา ที่หน่วยงานอื่นต้องรับไปดำเนินการต่อ   สนช.รับผิดชอบเฉพาะเรื่องการถอดถอนเท่านั้น และไม่ควร

ตั้งคำถามว่า ผู้ที่ไม่เห็นด้วยจะฟ้องดำเนินคดีกับ สนช.ได้หรือไม่ แต่อยากให้ตั้งคำถามกลับว่า การพิจารณาของ สนช.ทำผิดอย่างไร” นายสุรชัย กล่าว .- สำนักข่าวไทย
///////////////////////
ลึกแต่ไม่ลับ: เบื้องหลังเกมถอด "ปู-สองประธาน" บิ๊กคสช.โกรธสนช.คนไหน จนห้ามเข้าบ้าน?
ลึกแต่ไม่ลับ

จรัญ พงษ์จีน

(มติชนสุดสัปดาห์ 16-22 มกราคม 2558)

เปิดพุทธศักราช 2558 คอการเมืองได้ลุ้นระทึกกับกระบวนการถอดถอน 1. "นายนิคม ไวยรัชพานิช" อดีตประธานวุฒิสภา 2. "นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์" อดีตประธานรัฐสภา ออกจากตำแหน่ง ใน

ข้อกล่าวหาปฏิบัติหน้าที่ประธานการประชุมรัฐสภาบกพร่อง ระหว่างการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยหมวดที่มาของวุฒิสภาชิก โดยเสนอให้ ส.ว. มาจากระบบการเลือกตั้งทั้งระบบ

3. "นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรี กรณีถูกกล่าวหาว่าไม่ยอมยับยั้งนโยบายรับจำนำข้าว ทำให้เกิดความเสียหายและการทุจริตขึ้น เป็นเรื่องที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปราม

การทุจริตแห่งชาติ หรือ "ป.ป.ช." มีมติชี้มูลความผิดไปแล้ว และ ป.ป.ช. เสนอเรื่องให้ "สนช." ทำการถอดถอน

ทั้ง 3 ผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งต่างกรรมต่างวาระ มีการแถลงเปิดคดีไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2558 ระหว่างนี้ อยู่ในขั้นตอนให้สมาชิก "สนช." ยื่นคำถามที่ตัวเองคิดว่า มีประเด็นใดที่ยัง

ไม่ชัดเจน หรือประเด็นไหนที่สงสัยอยากถาม เพื่อความชัดเจนและจะสามารถนำมาเป็นเงื่อนไขในการตัดสินใจลงมติได้อย่างถูกต้อง

โดยในส่วนของโครงการจำนำข้าวมี "สนช." ตั้งโจทย์เพื่อสอบถาม "น.ส.ยิ่งลักษณ์" เป็นการเฉพาะตัว มีปริมาณสูงถึง 60 คำถาม

ตามกรอบเวลาที่วางไว้คือ วันที่ 15 มกราคม เป็นคิวซักฟอก "นิคม+สมศักดิ์" และ 16 มกราคม กำหนดดวลไมโครโฟน "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" แบบศิลปินเดี่ยว

หลังสิ้นสุดกระบวนการซักถาม ข้อสงสัย จะเหลืออีก 1 นัดคือ การลงมติปิดคดี นัดชี้เป็นชี้ตาย โดย "สมศักดิ์-นิคม" กันในวันที่ 21-22 มกราคม และ 23 มกราคม เป็นคิวทองเชือด "ยิ่งลักษณ์"

ประเด็นใหญ่ ใจจดใจจ่ออยู่ว่า 3 คนที่ถูกจับขึ้นเขียง จะโดน "สนช." สอย ตายเรียบกันด้วยความเสมอภาค เพื่อต้องโทษแบนทางการเมืองคนละ 5 ปี หรือใครคนหนึ่งคนใดรอด

ดูองคาพยพจากมติเสียงส่วนใหญ่ของ "สนช." ที่รับเรื่องถอดถอนบุคคลทั้ง 3 ด้วยเสียงข้างมาก เมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา ตลอดถึงการขับเคลื่อนในหลากหลายอิริยาบถของกลุ่ม 40 ส.ว. และ "สาย

ทหาร" โอกาสที่ "ยิ่งลักษณ์-นิคม-สมศักดิ์" จะรอดสันดอน เป็นไปได้ยาก

หมากกระดาน จึงดูราวกับว่า "คสช." หัวหน้าป้อมค่าย พี่ใหญ่ของ "สนช." จะมีใบสั่งเพื่อฝัง "ยิ่งลักษณ์" เครือข่ายทักษิณ กันแบบถอนรากถอนโคน

ไม่ฟังเสียงคัดค้านจากฝั่งต่อต้าน ที่เห็นว่า "ผู้ถอดถอนคือ สนช. ไม่มีอำนาจตามกฎหมาย" เพราะรัฐธรรมนูญถูกฉีกทิ้งไปแล้ว สนช. มาจากการแต่งตั้งของอำนาจรัฐประหาร จึงไม่มีความชอบธรรม

ที่จะไปทำหน้าที่แทนวุฒิสมาชิกที่มาจากรัฐธรรมนูญ การไปลงโทษคนอื่น ทั้งๆ ที่ตัวเองไม่มีอำนาจ ถือว่าเป็นการกระทำที่ขัดต่อจริยธรรม

อย่างไรก็ตาม หมากการเมือง ว่าด้วยการถอดถอน มองอีกมุม "คสช." ของ "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" มีแต่ได้กับได้ กินกำไรหลายต่อ เข้าฮอสเลยก็ว่าได้

กล่าวคือ สามารถปัดภาระ สลัดข้อกล่าวหา ถึงสายสัมพันธ์กับ "กลุ่มอำนาจเก่า" ที่มี "คนบางฝ่าย" พยายามลากเอาประเด็นรับจำนำข้าว มาเป็นเงื่อนไข ว่ายังมีเยื่อใยต่อกันอยู่

การเปิดไฟเขียวให้ "สนช." ใช้ดุลพินิจลงมติอย่างอิสระ ไม่มีใบสั่ง ผลแพ้หรือชนะ จะมากล่าวใส่สีตีไข่ให้ "คสช." อีกต่อไปไม่ได้ เกมนี้ถือว่า "ลุงตู่" เซียนเหยียบเมฆ

เหนือสิ่งอื่นใด ตามกฎกติกา การลงมติในการถอดถอน ต้องใช้เสียงข้างมาก 3 ใน 5

"สนช." มีอยู่เต็มคณะ 220 คน เท่ากับว่า มติในการถอดถอน "ยิ่งลักษณ์-นิคม-สมศักดิ์" ต้องมีสัดส่วนเกิน 132 เสียง

ดังที่ทราบกันอยู่ว่า "สนช." ชุดนี้ แก่นกระพี้ร้อยละ 70 คือเครือข่ายทหาร ถูกมองว่าเป็นสภา "กรีน โพลิติกส์"

แม้โดยภาพรวม "กลุ่ม 40 ส.ว." จะโชว์เพาฯ มีบทบาทค่อนข้างโดดเด่น เสมือนกับ "ชิงการนำ" แต่น่าจะเป็นแค่ "ภาพลวงตา" สายทหารยังคงแน่นปึ้กปั้ก

มีข่าวคลุกวงในระบุว่า หลังรับลงมติถอดถอน "ยิ่งลักษณ์" และก้าวถัดมาคือ จะดำเนินการแบบ "ลับ" หรือ "เปิดเผย" เกิดเสียงแตก ออกเป็น 2 แนวทาง "สายพลเรือน" ประสงค์จะใช้วิธี "เปิดเผย"

ขณะที่ "สายทหาร" ยึดแนวทาง "ลับ" ผลปรากฏว่า สนช.สายทหาร แพ้ป่าราบ

นั่นคือ กับดักของ "บิ๊ก คสช." ซึ่งระยะหลังเริ่มหวาดระแวงลูกน้อง ที่ส่งเข้าไปเป็น "สนช." อยู่หลายนาย

การลงมติ "เปิดเผย" หรือ "ลับ" ไม่ได้มีมรรคผลให้เกิดอาการสั่นคลอนใดๆ กับ "คสช." แต่มี "คนใกล้ชิด" สี่ซ้าห้าคนแหกโผไปอยู่ฝ่ายตรงข้าม

"2 พี่ใหญ่" รู้ตัวตน ทราบนามบุคคล ยัวะสุดขีด ระดับ "ลมออกหู" อ้างว่า เรื่องเล็กๆ ขี้ปะติ๋ว ยังหักหลังได้ แล้วนับประสาอะไรกับเรื่องใหญ่ในลำดับถัดไป

"บางคน" ถึงกับลงโทษแบน ห้ามเข้าบ้าน "บางคน" สั่งปลดชื่อออกจากมูลนิธิที่ช่วยเหลือสังคม ...ใครเป็นใครไปเช็กกันเอาเอง
///////////////////////////////////////////
สนช.ทหารลังเลถอดยิ่งลักษณ์

 "วิป สนช." ไม่อนุมัติเปิดคลิป 5 อดีต รมต.แจงจำนำข้าววันแถลงปิดสำนวนถอดถอน "ยิ่งลักษณ์"  ชี้เป็นหลักฐานใหม่ หึ่ง! เช็กเสียง สนช.ยกมือฟัน "ปู" มี 100 คน รอสัญญาณส่งซิกสายทหารอีก 32 เสียง ร่วมยกมือเชือด "นิคม-สมศักดิ์" ชัดเอาผิดไม่ถึงส่อรอด "บิ๊กตู่" ข้องใจภาวะผู้นำอดีตนายกฯ ย้ำยึด กม.แก้ปัญหาความขัดแย้ง "ลิ่วล้อ" ดาหน้าดักคออย่าโยงคดี "บุญทรง" เล่นงานน้องสาวนายใหญ่ "ป.ป.ช.-อสส." เตรียมสั่งฟ้องคดีอาญาซ้ำ

    เมื่อวันอังคาร(20) นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิป สนช.) แถลงถึงการพิจารณาถอดถอนนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา กับนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า ในวันพุธที่ 21 ม.ค. ได้กำหนดเป็นวันแถลงปิดสำนวนของนายนิคมและนายสมศักดิ์ โดยนายนิคมยืนยันว่าจะมาแถลงปิดสำนวนด้วยตัวเอง ขณะที่นายสมศักดิ์แจ้งว่าจะไม่มา

    นพ.เจตน์กล่าวว่า ส่วนวันพฤหัสบดีที่ 22 ม.ค. กำหนดเป็นวันแถลงปิดสำนวนของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และในวันศุกร์ที่ 23 ม.ค. จะเป็นการลงมติทั้ง 2 สำนวน โดยการกาบัตรในคูหาว่าจะถอดถอนหรือไม่ถอดถอน หรืองดออกเสียง ซึ่งการลงมติของทั้ง 3 สำนวนดังกล่าว คาดว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 3 ชั่วโมง
    "สำหรับในวันที่ 21 ม.ค. ยังมีวาระการพิจารณากำหนดการแถลงเปิดสำนวนของอดีต ส.ว. 38 คน ซึ่งถูกชี้มูลจาก ป.ป.ช. กรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มา ส.ว.โดยมิชอบ โดยจะมีการกำหนดวันในขั้นตอนการพิจารณาถอดถอนต่างๆ รวมทั้งจะมีการพิจารณาอนุญาติให้ยื่นเอกสารหรือพยานบุคคลเพิ่มเติมได้หรือไม่ โดยขณะนี้มีการแจ้งขอเพิ่มพยานบุคคลเข้ามาแล้ว 1 คน สำหรับการแถลงเปิดสำนวนของอดีต ส.ว. 38 คนนั้น ยังไม่รับแจ้งเข้ามาจะมีการชี้แจงเป็นกลุ่มหรือรายบุคคล" โฆษกวิป สนช.กล่าว
    ถามถึงกระแสมีข่าวการล็อบบี้และมีการชี้นำให้ลงมติถอดถอนทั้ง 3 สำนวน  โฆษกวิป สนช.กล่าวว่า สนช.ไม่รู้สึกหนักใจ เพราะเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามปกติของสมาชิก การชี้แจงผ่านยูทูบของอดีตรัฐมนตรี 5 คน ที่ปรากฏออกมาก็ไม่สามารถอนุมัติให้นำมาเปิดในวันแถลงปิดสำนวนได้ เนื่องจากเป็นการใช้หลักฐานใหม่
    "ข้อกังวลจะมีมวลชนมาชุมนุมที่หน้ารัฐสภาในวันลงมติ ก็ยังไม่ได้มีการพูดกัน เพราะเป็นเรื่องของฝ่ายความมั่นคงที่จะติดตามประเมินสถานการณ์ และคงแจ้งให้ประธาน สนช.ทราบต่อไป"
โฆษกวิป สนช.กล่าว
    ซักว่า อดีตคณะกรรมการ ป.ป.ช.ให้ความเห็นว่าหาก สนช.ลงมติถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์แล้ว อัยการไม่สั่งฟ้องหรือสั่งฟ้องแล้ว ศาลชี้ว่าไม่ผิดจะมีผลกระทบตามมา นพ.เจตน์กล่าวว่า ไม่เกี่ยวกัน
เพราะคดีอาญากับคดีทางการเมืองแตกต่างกัน ซึ่งคดีอาญาต้องมีหลักฐาน มีทุจริตจริงๆ แต่คดีทางการเมืองแค่ส่อว่ามีก็สามารถดำเนินการได้แล้ว
    "หากผู้ถูกถอดถอนนำเหตุดังกล่าวมาฟ้องร้องภายหลังก็เป็นสิทธิ แต่ถ้าจะฟ้องก็ต้องฟ้องทั้งองค์กรและก็ต้องฟ้องประธานด้วย เพราะเป็นการลงคะแนนลับ ไม่ทราบว่าใครลงคะแนนกันอย่างไร"
โฆษกวิป สนช.กล่าว
    ขณะที่นายทวีศักดิ์ สูทกวาทิน  สนช.สายนักวิชาการ กล่าวถึงกรณี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ระบุจะไม่ปรองดองกับคนผิดกฎหมายว่า ไม่ใช่การส่งสัญญาณโดยตรง แต่การพูดให้ สนช.ยึดหลักการความถูกต้อง ไม่ต้องสนใจอะไร และดำเนินการไปตามดุลยพินิจ ที่ไม่สามารถปรองดองกับผู้กระทำผิดได้เท่านั้น
    นายทวีศักดิ์กล่าวว่า การที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์จะมาแถลงปิดคดีถอดถอนในวันที่ 22 ม.ค. เป็นการต่อสู้ในกระบวนการครั้งสุดท้าย เพราะการไม่มาตอบข้อซักถามของ กมธ.ซักถามในวันที่ 16 ม.ค.ที่ผ่านมา ถือว่ามีผลต่อการลงมติถอดถอนอย่างแน่นอน เพราะ สนช.อาจจะยังติดใจ เมื่อดูสำนวนของ ป.ป.ช. และอยากซักถาม น.ส.ยิ่งลักษณ์ แต่ก็ไม่ได้ถามเพื่อสร้างความเข้าใจ
    "ผลการถอดถอนจะออกมาเป็นเช่นไร สนช.ต้องรับผิดชอบโดยตรง คงแก้ตัวหรือปฏิเสธไม่ได้ แต่ก็ต้องดูว่าสนช.ได้ทำงานตรงความต้องการของสังคมหรือไม่" สนช.ผู้นี้ระบุ
รอ สนช.สายทหารฟัน 'ปู'
    แหล่งข่าวระดับสูงใน สนช.เชื่อว่า ในวันที่ 22-23 ม.ค. ก่อนจะลงมติถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะมีสัญญาณทางใดทางหนึ่ง ที่จะให้ สนช.ลงมติถอดถอนอดีตนายกฯ อย่างแน่นอน เพราะหากกัปตันเรือไม่ทำอะไร และปล่อยให้ลูกเรือทำหน้าที่โดยอิสระ ก็จะไม่สามารถถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้ เพราะจะมีสมาชิกหลายคนที่มีสายสัมพันธ์กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะไม่ลงมติไม่ถอดถอนหรืองดออกเสียง จนทำให้เสียงไม่ถึง 132 เสียง และไม่เพียงแต่ สนช.จะหมดความน่าเชื่อถือแล้ว ทั้ง คสช. รัฐบาล สนช. และ สปช.ก็พังไปด้วย
    "ขณะนี้ สนช.ที่ประกอบไปด้วยสาย 40 ส.ว. กลุ่มนักวิชาการ ข้าราชการพลเรือนและสายธุรกิจ ขณะนี้มีจำนวน 80-100 คน ที่พร้อมจะลงมติถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ เนื่องจากเห็นว่ามีความผิดชัดเจน จึงเหลือเพียง ผู้มีอำนาจใน คสช. ส่งสัญญาณไปให้สายทหารอย่างน้อย 32 เสียง เพื่อจำนวนเสียงถอดถอนเกิน 132 เสียง  ก็จะทำให้สามารถถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้เป็นผลสำเร็จ" แหล่งข่าวระดับสูงกล่าว
    แหล่งข่าวระดับสูงกล่าวว่า ในส่วนนายนิคมและนายสมศักดิ์ มีสัญญาณชัดเจนจากสายทหารว่าไม่ต้องการถอดถอนประมาณ 70 เสียง เนื่องจากข้อกฎหมายไปไม่ถึง เพราะคณะกรรมการ ป.ป.ช.
ชี้มูลความผิดตามรัฐธรรมนูญ 50 ซึ่งสิ้นสภาพไปแล้ว ขณะที่กฎหมาย ป.ป.ช.ก็ไม่ใช่บทลงโทษที่สามารถเอาผิดได้ ดังนั้นหากถอดถอนไปก็ไม่สามารถตอบคำถามได้ อีกทั้งยังมองว่าเป็นเพียงปลา
ซิวปลาสร้อยเท่านั้น  
    ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงหลังการประชุมร่วมคณะรัฐมนตรี (ครม.) กับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ครั้งที่ 1/58 มี พล.อ.ประยุทธ์เป็นประธานว่า พล.อ.ประยุทธ์ได้ฝากทุกภาคส่วนทั้ง ครม.และ คสช.ให้ช่วยกันชี้แจงต่อสังคม กรณีกระบวนการถอดถอนน.ส.ยิ่งลักษณ์ นายนิคม และนายสมศักดิ์ ว่าเรื่องเหล่านี้เป็นการแก้ไขปัญหาการขัดแย้งของชาติบ้านเมืองเราในอดีต ที่ยังมีข้อขัดแย้งกันอยู่ จะอยู่เฉยก็ไม่ได้ ความขัดแย้งพร้อมที่จะปะทุขึ้นมาตลอด ต้องดำเนินเรื่องไปตามกฎหมาย
    "ในครั้งนี้เป็นการตรวจสอบภาวะผู้นำ คุณธรรม และจริยธรรมของนักการเมือง ที่มีการเสนอข้อมูลทั้งสองฝ่ายให้ สนช.รับทราบ รวมทั้งมีการเสนอข้อมูลอย่างกว้างขวางให้ประชาชนรับทราบว่า ป.ป.ช.ตั้งข้อสังเกตในเรื่องใดบ้าง ท่านนายกฯ ยังระบุถึงเรื่องของการมีวุฒิภาวะผู้นำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่รับทราบในเรื่องของการบริหารราชการที่ผ่านมาว่าเกิดความเสียหาย และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้ใช้ภาวะผู้นำ ผู้กำหนดนโยบายของรัฐยับยั้งความเสียหายเหล่านั้นหรือไม่ การตอบข้อซักถามของ ป.ป.ช. น.ส.ยิ่งลักษณ์ก็ไม่ได้มาตอบด้วยตัวเอง กลับมอบหมายให้ทีมอดีตรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องตอบผ่านยูทูบ สังคมต้องพิจารณาดูว่า การตรวจสอบคุณธรรม จริยธรรม สามารถที่จะมอบหมายกับใครตอบแทนได้หรือไม่" พล.ต.สรรเสริญกล่าว
    รองโฆษกรัฐบาลกล่าวว่า ขอยืนยันให้ทุกฝ่ายมั่นใจว่าแม่น้ำ 5 สาย ทั้ง ครม. คสช. สนช. สปช. และกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ รวมทั้งศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (สปป.) พยายามที่จะแก้ไขปัญหาความขัดแย้งอย่างเป็นระบบโดยยึดถือข้อกฎหมาย และคุณธรรม จริยธรรม ไม่มุ่งหมายที่จะทำร้ายใคร
      พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษก คสช. กล่าวถึงความเป็นห่วงกลุ่มสนับสนุน น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะเคลื่อนไหวในวันพิจารณาถอดถอนว่า ยังไม่มีการรายงานสถานการณ์ความรุนแรง แต่จะต้องติดตามดูสถานการณ์ต่อไป แต่ก็ยังไม่มีสิ่งบอกเหตุว่าจะเกิดความวุ่นวาย
    นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เชื่อว่า การลงมติถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะไม่มีกลุ่มมวลชนออกมาเคลื่อนไหว เพราะถือว่าเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดต่อเนื่องมาหลายวัน ทุกคนก็คงเข้าใจว่า
สถานการณ์เป็นอย่างไร

ดักคออย่าโยงคดี 'บุญทรง'
    ด้านนายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ที่ปรึกษากฎหมาย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในฐานะทนายความเจ้าของคดีโครงการรับจำนำข้าว กล่าวว่า คดีที่ ป.ป.ช.ชี้มูลนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ เป็นกรณีที่
ป.ป.ช.กล่าวหาว่าทุจริตในเรื่องการระบายข้าว ซึ่งต่างจากคดีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่ถูกกล่าวหาว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 ซึ่งเป็นคนละข้อกล่าวหากัน ดังจะเห็นได้จากรายงานการไต่สวนของ ป.ป.ช. ที่ส่งให้กับ สนช.นั้น ได้ระบุไว้ว่าไม่ปรากฏหลักฐานว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้สมยอมหรือมีส่วนร่วมในการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าวแต่อย่างใด
    "หวังว่า ป.ป.ช.คงไม่นำเรื่องการชี้มูลในคดีของนายบุญทรงมาโยงกับคดีถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในวันแถลงปิดสำนวนคดีวันที่ 22 ม.ค.นี้" ที่ปรึกษากฎหมายน.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าว
    นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีต รมว.ศึกษาธิการ โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า ตามที่ ป.ป.ช.จะมีมติชี้มูลหรือไม่ชี้มูลอดีตรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์กับพวก เกี่ยวกับกรณีทุจริตในการซื้อขายข้าว ตนไม่มีความเห็นในข้อเท็จจริงรายละเอียด เพราะไม่ทราบว่าตรวจสอบอะไร อย่างไร แต่มีข้อสงสัยและอยากถามว่า 1.เหตุใดจึงจะมามีมติกันในวันที่ 20 ม.ค. ก่อนการลงมติถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ เพียง 2 วัน เหตุใดจึงไม่ทำมาก่อนหน้านี้ หรือรอจนกว่าการลงมติถอดถอนผ่านไปก่อน
    นอกจากนี้ 2.เป็นการพยายามเพิ่มเติมเหตุผลข้ออ้างในการถอดถอนอดีตนายกฯ หรือไม่ 3.หากเป็นเช่นนั้น จะไม่เป็นการโยงเรื่องสองเรื่องเข้าด้วยกัน จนขาดความเป็นอิสระหรือไม่ 4.หากมีมติว่ารัฐมนตรีและคณะไม่ผิด การถอดถอนก็จะไม่มีน้ำหนัก ถ้ามีมติว่าอดีตรัฐมนตรีกับพวกผิด ก็เพิ่มน้ำหนักให้กับการถอดถอน การโยงสองเรื่องเข้าด้วยกันเป็นธรรมต่อผู้ถูกกล่าวหาในทั้งสองกรณีหรือไม่ และ 5.การทำงานของ ป.ป.ช.ในกรณีนี้ น่าเชื่อถือหรือไม่
    เช่นเดียวกับ นายก่อแก้ว พิกุลทอง แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และอดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว “Kokaew Pikulthong ก่อ
แก้ว พิกุลทอง” เรื่อง เอาคำว่า "ปรองดอง" เก็บใส่หีบ
    เนื้อหาตอนหนึ่งระบุว่า "ถ้า สนช. โหวตถอดถอน คุณยิ่งลักษณ์ และคุณสมศักดิ์กับคุณนิคมสำเร็จ ในการประชุมที่จะถึงเร็วๆ นี้ ประเทศไทยต้องเอาคำว่า ปรองดองเก็บใส่หีบเหล็ก ล็อกกุญแจกาลเวลา ชาติหน้าจึงเปิดมาใช้ได้ ชาตินี้ขอพอกันที ไม่ใช่ว่าจะเอาคำว่า ปรองดองมาขวางกั้นการทำหน้าที่ของ สนช. แต่ไม่ว่าจะมองมิติไหน ล้วนแต่ไม่มีเหตุผลในการถอดถอนทั้ง 3 ท่านทั้งสิ้น ผมไม่ขอพูดประเด็นข้อกฎหมายว่า แต่ขอพูดตามสามัญสำนึกของคนธรรมดาๆ"
    นายก่อแก้วระบุว่า กรณี น.ส.คุณยิ่งลักษณ์ ในโครงการจำนำข้าว ที่ ป.ป.ช.จะให้ถอดถอนด้วยเหตุผลว่า ส่อว่าละเลย ปล่อยให้ทุจริต ทั้งที่โครงการนี้เป็นโครงการที่หาเสียงไว้ และได้แถลงต่อรัฐสภา เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยทุกประการ โครงการขนาดใหญ่แบบนี้เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีช่องโหว่สำหรับกลุ่มคนที่จ้องทุจริต แต่ถ้ามีใครทำแบบนั้น ก็เป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช. จะต้องลากคอมาดำเนินการเป็นกรณีๆ ไป ไม่ใช่เหมารวม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่ดูแลเพียงด้านนโยบาย
    "น่าหัวเราะคือคุณยิ่งลักษณ์ไม่อยู่ในตำแหน่งไปนานแล้ว แต่จะถอดท่านออกจากตำแหน่งอีก เปรียบเสมือนคนตายไปแล้ว แต่คนกลุ่มหนึ่งต้องการฆ่าซ้ำ ถ้าคสช. ยังปล่อยให้กลุ่มฝ่ายแค้น กระเหี้ยนกระหือเล่นงานคุณยิ่งลักษณ์ คุณสมศักดิ์และคุณนิคม ที่ไม่สนใจหลักความถูกต้อง และไม่เป็นธรรม ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่บุคคลที่ถูกกระทำและกลุ่มผู้สนับสนุนจะยอมรับได้ จึงเป็นสิ่งที่น่ากังวลยิ่งว่าประเทศไทย จะไม่สามารถยุติความขัดแย้งได้อีกนาน ถ้า คสช.ปล่อยให้การถอดถอนสำเร็จ การยึดอำนาจครั้งนี้ก็จะเสียของอย่างแน่นอน" นายก่อแก้วระบุ
    ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการ ป.ป.ช. แถลงผลประชุมคณะทำงานร่วมระหว่าง ป.ป.ช.กับอัยการสูงสุด (อสส.) เพื่อพิจารณาหาข้อไม่สมบูรณ์ในคดีอาญาจำนำข้าวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ นัดสุดท้ายว่า มีการนำข้อไม่สมบูรณ์ที่มีอยู่และพยานหลักฐานที่ ป.ป.ช.ได้สอบเพิ่มเติมมาพิจารณาในที่ประชุม ซึ่งที่สุดคณะทำงานร่วมทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันว่า ข้อสมบูรณ์ในคดีนี้ ขณะนี้ได้มีพยานหลักฐานครบถ้วนแล้ว
    "ขั้นตอนหลังจากนี้คณะทำงานร่วมฯ จะส่งเรื่องไปให้ อสส.พิจารณาสั่งฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไป เท่าที่ทราบฝ่าย อสส.จะดำเนินการเรื่องนี้โดยเร็วภาย
ในไม่กี่วันนี้ ขอให้ติดตามท่าทีจาก อสส.ว่าจะสั่งฟ้องคดีได้เมื่อใด" เลขาฯป.ป.ช.กล่าว.

สื่อตปท.ตีข่าวสัญญานไม่ประนีประนอมถอดถอนยิ่งลักษณ์

data23Jan15

ไม่ประนีประนอม! สื่อนอกชี้ ถอดถอน 'ยิ่งลักษณ์' ส่งสัญญาณกร้าว
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ม.ค. 2558 15:04

สื่อต่างชาติประโคมข่าว "ยิ่งลักษณ์" โดนถอดถอนพ้นตำแหน่งนายกฯ และต้องเว้นวรรคการเมืองนาน 5 ปี ชี้การลงมติถอดถอนของ สนช. เป็นแค่เพียงสัญลักษณ์ เพราะพ้นจากเก้าอี้นายกฯ ไปตั้งแต่กลางปีที่แล้ว อีกทั้งถือเป็นการส่งสัญญาณแข็งกร้าว ไม่ประนีประนอมต่อตระกูลชินวัตร

สำนักข่าวต่างประเทศยักษ์ใหญ่หลายสำนัก รายงานสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ลงมติถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ด้วยคะแนน 190 ต่อ 18 เสียง เมื่อ
เช้าวันที่ 23 ม.ค. โทษฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่อันเป็นเหตุให้เกิดการทุจริตในโครงการจำนำข้าว ขณะที่ นายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา และนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา รอดพ้นจากการถูกถอดถอน

ด้านนายโจนาธาน ฮีด ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวบีบีซี ประจำประเทศไทย แสดงความเห็นต่อกรณี สมาชิกสภา สนช.ของไทย ลงมติถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ นั้น ถือเป็นการส่งสัญญาณที่แข็งกร้าว แสดงให้เห็นว่า ไม่มีการประนีประนอม และครอบครัวชินวัตรจะต้องพ้นไปจากเส้นทางการเมือง


บีบีซี รายงานว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ และพี่ชายของเธอ คือ อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ยังคงได้รับความนิยมชื่นชอบจากประชาชนที่ยากจนในชนบท แต่ถูกต่อต้านจากคนชั้นกลางในประเทศไทย

ส่วนสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น ชี้ว่า การลงมติถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น ถือเป็นการลงมติในเชิงสัญลักษณ์ เพราะเธอได้สูญเสียตำแหน่งนายกฯ ไปแล้ว อีกทั้งการลงมติครั้งนี้ ต้องการจะห้ามไม่ให้เธอยุ่งเกี่ยวทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี


ซีเอ็นเอ็น ยังมองว่า การที่ สนช.ลงมติถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ มีขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมง หลังจากสำนักงานอัยการสูงสุดประกาศจะดำเนินคดีความผิดทางอาญาต่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ จนทำให้เกิดการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งน.ส.ยิ่งลักษณ์ มีสิทธิจะเผชิญกับการถูกลงโทษจำคุก 10 ปี หากศาลตัดสินว่าเธอทำผิดในคดีนี้

แห่แชร์พระมหากรุณาธิคุณ'สมเด็จพระเทพฯ'

แห่แชร์พระมหากรุณาธิคุณ'สมเด็จพระเทพฯ'
Cr:เดลินิวส์
เมื่อวันที่ 23 ม.ค.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในโลกสังคมออนไลน์มีการเผยแพร่ภาพ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สวมชุดสีเหลืองและเสื้อคลุมสีฟ้าทรงใช้ธารพระกร (ไม้เท้า) พร้อมเรื่องราวพระมหากรุณาธิคุณสุดประทับใจ ที่สร้างความปลื้มปิติให้กับคนไทย โดยผู้ใช้งานเฟซบุ๊กชื่อ "ร้อยตำรวจเอก ธิติวัฒน์ ชาญชัยจิรโรจน์" ได้เผยแพร่เรื่องราวว่า "วันนี้สมเด็จพระเทพทรงล้มในห้องน้ำ มช.ขณะเตรียมพระองค์ เพื่อพระราชทานปริญญาบัตร คณะแพทย์ รพ.สวนดอก จะถวายการรักษาแต่พระองค์ทรงยืนยันจะพระราชทานปริญญาบัตรแก่นักศึกษามช.ให้เสร็จก่อน ไม่ทรงต้องการให้นักศึกษากว่าพันคนต้องรอ ขอพระองค์ทรงพระเจริญ" ขณะที่แฟนเพจเฟซบุ๊ก "ทหารไทยใจกล้า" ก็ได้เผยแพร่เรื่องราวเช่นเดียวกันว่า "สมเด็จพระเทพฯ ทรงลื่นล้มในห้องน้ำ ที่บ้านสันผีเสื้อ (เมื่อคืน 21 ม.ค.) ผลการเอ็กซเรย์ เห็นว่ากระดูกสะโพกมีปัญหา (เช้า 22 ม.ค.) พระองค์ทรงเสด็จไป รพ.สวนดอก เป็นการส่วนพระองค์ เสร็จแล้วให้รถรพ.มาส่งเรือนรับรองที่ข้างหอประชุมโดยไม่ให้ใครรู้ คณะแพทย์จะถวายการรักษาแต่พระองค์ยืนยันจะพระราชทานปริญญาบัตรแก่นักศึกษามช.ให้เสร็จก่อน ไม่ทรงให้นักศึกษากว่าพันคนต้องรอ"
ด้านแฟนเพจ "N a R a Peace ( น ร า สันติ )" ก็ได้เผยแพร่เรื่องสุดน่าประทับใจว่า "สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงใช้ธารพระกร (ไม้เท้า) จากอุบัติเหตุลื่นหกล้มในห้องสรง (ห้องน้ำ) ในช่วงดึกของคืนก่อนพิธีพระราชทานปริญญาบัตร ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (22 มกราคม 58) ทรงเสด็จฯไปรับการถวายการตรวจด้วยเครื่องเอ็กซเรย์ ที่โรงพยาบาลสวนดอก ซึ่งคณะแพทย์จะขอถวายการรักษา แต่พระองค์ทรงยืนยันว่าจะพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ให้เสร็จก่อน ไม่มีพระราชประสงค์ให้นักศึกษาและผู้ปกครองกว่า 5,000 คน ต้องรอ อนึ่ง ยังไม่มีการแถลงถึงพระอาการอย่างเป็นทางการ แต่มีกระแสข่าวว่า ทรงพระดำเนินด้วยธารพระกร จังหวะพระดำเนินตามปกติแต่จะช้าเล็กน้อย และยังคงพระราชทานใบปริญญาบัตรแก่บัณฑิตด้วยพระวิริยะอุตสาหะของพระองค์ท่าน" ซึ่งหลังจากได้โพสต์ข้อความลงไม่นาน เรื่องราวสุดประทับใจก็ถูกเผยแพร่ผ่านโลกออนไลน์ชั่วข้ามคืน สร้างความปลื้มปิติให้กับคนไทยเป็นอย่างมาก พร้อมทั้งเข้ามาแสดงความเห็นขอให้พระองค์ทรงพระเจริญ
ผู้สื่อข่าว "เดลินิวส์ออนไลน์" ได้พูดคุยกับนางสาวจารุวรรณ เนนสุทัพ คณะการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ บัณฑิตใหม่ที่เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรในรอบเช้าของวานนี้ เปิดเผยถึงความรู้สึกว่า "ตนทราบจากพิธีกรภายในงานว่า พระเทพฯ ทรงประชวร แต่ไม่ทราบว่าเป็นอะไร เพิ่งมาทราบภายหลัง หลังจากที่มีกระแสข่าวออกไปแล้ว เมื่อทราบก็ตกใจมากเพราะถึงแม้พระองค์ทรงประชวรแต่ท่านก็มา ส่วนหนึ่งรู้สึกไม่ดี เพราะพระองค์ทรงประชวรแต่ก็ยังอดทนมาพระราชทานปริญญาบัตรให้ ภายหลังจบงานก็ได้ยินคนเล่าต่อ ๆ กันมาว่า มีหน่วยแพทย์ที่จะมารักษาพระองค์ แต่พระองค์ก็ยังยืนยันว่าจะพระราชทานปริญญาบัตรต่อไป เพราะกลัวว่านักศึกษาทุกคนจะรอ ตนรู้สึกซาบซึ้งเป็นอย่างมาก ไม่อาจสรรหาคำพูดมาอธิบายได้"


ยิ่งลักษณ์ แถลงผ่านFB

คำแถลง นางสาว ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
อดีตนายกรัฐมนตรี คนที่ 28
23 มกราคม 2558
เรียน พี่น้องประชาชนที่รักทุกท่าน
เป็นไปตามความคาดหมาย ที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติได้มีมติ ถอดถอนดิฉันออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี และอัยการสูงสุดได้สั่งฟ้องดิฉัน ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้น ดิฉันขอแถลงดังนี้
ดิฉัน ขอยืนยัน และมั่นใจในความบริสุทธิ์ของดิฉัน และขอขอบคุณเสียงส่วนน้อย ที่ยังคงยึดมั่นในหลักการ และความเที่ยงธรรม ซึ่งในกระบวนการต่างๆ ได้ริดรอน และตัดสิทธิขั้นพื้นฐานของดิฉัน ในฐานะประชาชนคนไทยคนหนึ่งที่พึงได้รับ
ดิฉันขอยืนยันว่า โครงการรับจำนำข้าว เป็นโครงการที่ดี ไม่ได้สร้างความเสียหายแต่อย่างใด สำหรับตัวเลขความเสียหาย ที่พยายามจะยัดเยียดให้ดิฉันนั้น ก็เป็นเพราะความมีอคติต่อตัวดิฉัน และนำชาวนามาเป็นเครื่องมือ ในการทำลายล้างทางการเมือง
ดังที่ดิฉัน ได้เคยกล่าวถึงความเป็นประชาธิปไตยในประเทศไทย เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2556 ณ เมืองอูลัน บาตอ ประเทศมองโกเลียว่า “ดิฉันนั้นต้องการเห็น ความปรองดองเกิดขึ้นในประเทศไทย และประชาธิปไตยของไทย พัฒนาให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ จะเกิดขึ้นได้ ก็ด้วยหลักนิติธรรม และกระบวนการทางกฎหมายที่แข็งแรง มีขั้นตอนที่ชัดเจน โปร่งใส และเมื่อนั้น ทุกคนจะสามารถมั่นใจได้ว่า เขา จะได้รับการดูแลที่ยุติธรรม”
ดิฉันยังคงยืนยัน ในคำพูดดังกล่าว แม้ว่าวันนี้ ประชาธิปไตยไทยได้ตายไปแล้วพร้อมกับหลักนิติธรรม แต่ขบวนการทำลายล้าง ยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ดังที่ดิฉันได้ประสบอยู่ขณะนี้
เป็นที่น่าเสียใจ และเป็นเรื่องที่ไม่อยากจะเชื่อว่า มีเหตุการณ์บังเอิญต่างๆมากมาย ตามที่ดิฉันได้แถลงปิดสำนวนไปเมื่อวานนี้ และเป็นการบังเอิญ ที่ไม่ใช่ความบังเอิญ อีกครั้งหนึ่ง คือก่อนเวลาที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ จะเริ่มลงมติถอดถอน เพียง 1 ชั่วโมง อัยการสูงสุด ก็ได้แถลงสั่งฟ้องดิฉัน ในข้อหาละเว้นการปฎิบัติหน้าที่ ก่อให้เกิดการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว ทั้งๆ ที่ หัวหน้าคณะผู้แทนอัยการสูงสุด ยืนยันว่า ยังต้องพิจารณาข้อไม่สมบูรณ์ของคดีต่อไป
องค์กรอัยการ ซึ่งเป็นองค์กรที่สร้างความน่าเชื่อถือ ในกระบวนการยุติธรรมมายาวนาน กลับต้องถูก ตั้งข้อสงสัย ในประเด็นนี้ค่ะ
ทั้งนี้การปฏิบัติหน้าที่ของดิฉัน ในฐานะนายกรัฐมนตรี ตลอดระยะเวลา 2 ปี 9 เดือน 2 วัน นั้น ดิฉันตั้งใจทำงานด้วยความทุ่มเท ที่จะแก้ไขปัญหา ให้กับพี่น้องประชาชนทุกกลุ่ม อย่างไม่เลือกปฎิบัติ และดิฉันภูมิใจ ที่ช่วงหนึ่งในชีวิต ได้ทำให้พี่น้องชาวนา และคนยากจน ได้ลืมตา อ้าปาก และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
แม้ในวันนี้ ดิฉัน ไม่มีตำแหน่งอะไรเหลืออยู่แล้ว ยังคงเหลือแต่ คดีความ ที่ถูกยัดเยียดไว้ให้ ที่ต้องไปสู้คดีในชั้นศาลต่อไป
คำว่าความปรองดอง จะเกิดขึ้นได้ ต้องไม่ใช่การไล่ล่าคนใดคนหนึ่ง แต่หมายถึงความเป็นกลาง ที่ต้องอำนวยความยุติธรรมให้กับทุกฝ่าย เมื่อความเป็นธรรมเกิด ความยุติธรรมก็จะตามมา การยอมรับ ความสงบ ความสามัคคีก็จะมีขึ้นในสังคมไทย
เพราะเราเป็นคนไทยเหมือนกัน แทนที่เราจะหันหน้าเข้าหากัน แล้วร่วมกันทำให้ประเทศของเราเข้มแข็ง แต่กลับสร้างความจงเกลียดจงชังให้แก่กัน ไล่ล่าเพื่อให้ไม่มีที่ยืน สุดท้ายคนที่เสียหายก็คือประเทศของเรา
ดิฉันรันทดใจ ไม่ใช่เพราะดิฉันถูกกลั่นแกล้ง และประสบชะตากรรมที่ไม่เป็นธรรม แต่ดิฉันเสียใจแทนชาวนา และประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ที่ต้องสูญเสียโอกาส ต้องกลับไปอยู่ในวังวน ของความยากจน มีหนี้สิน ถูกเอารัดเอาเปรียบ และสูญเสียความเป็นประชาธิปไตยขั้นพื้นฐาน ตลอดจน กฎหมายถูกบิดเบือน
สุดท้ายนี้ ดิฉันก็หวังว่า ผู้ที่เป็นฝ่ายอำนวยความยุติธรรมของประเทศ จะไม่ปล่อยให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ที่ไม่รักษากติกาประชาธิปไตย และไม่รักษา หลักนิติรัฐ นิติธรรม มาชี้นำใดใดอีก ดังที่มีนักวิชาการกล่าวว่า “ไม่มียิ่งลักษณ์ คนไทยยังอยู่กันได้ แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ ถ้าไม่มีความยุติธรรมหลงเหลืออยู่ ในระบบการปกครองของไทยแล้ว คงไม่มีใครอยู่ได้”
อย่างไรก็ตาม ดิฉันขอยืนยันว่า ดิฉันจะต่อสู้จนถึงที่สุด เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของดิฉันไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร และที่สำคัญ คือ ดิฉัน จะขอยืนหยัด อยู่เคียงข้างพี่น้องประชาชนคนไทย เราต้องร่วมกันนำความเจริญก้าวหน้า มาสู่ประเทศ ทำให้ระบอบประชาธิปไตยของเรากลับคืนมา และสร้างความเป็นธรรม ให้เกิดขึ้นในสังคมไทยอย่างแท้จริง


วันพฤหัสบดีที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2558

จุฬาแพร่สติ๊กเกอร์เตือนสติสนช. 'ถอดถอนทำไม่ได้อย่าฝันปฏิรูป'

จุฬาแพร่สติ๊กเกอร์เตือนสติสนช. 'ถอดถอนทำไม่ได้อย่าฝันปฏิรูป'
22 ม.ค.58 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาชิก สนช.ได้มีการจัดงานเลี้ยงสังสรรค์ของสมาชิกฯ ในวันนี้ โดยจะจัดเลี้ยงกันที่สโมสรกองทัพบก และไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าร่วมงาน ท่ามกลางข้อสงสัยว่า อาจจะมีการดำเนินการหารือถึงแนวทางในการดำเนินการถอดถอนนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา นายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา และน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะมีขึ้นในัวนที่ 23 ม.ค.นี้
นอกจากนี้แล้ว กลุ่มจุฬาฯประชาคม ได้รณรงค์ให้มีการถอดถอนบุคคลทั้งสาม โดยมีการออกสติ๊กเกอร์ที่เขียนข้อความต่างๆ อาทิ 23 มกรา 58 ฟางเส้นสุดท้าย แค่ถอดถอน ทำไม่ได้ อย่าฝันไกลถึงปฏิรูป , 23 มกรา 58 ฟางเส้นสุดท้าย อย่าฟอกผิดให้คนชั่ว ด้วยการงดออกเสียง , 23 มกรา 58 ฟางเส้นสุดท้าย ถ้าคนชั่วยังผยอง จะปรองดองได้อย่างไร และ 23 มกรา 58 ฟางเส้นสุดท้าย ความชั่วถึงไม่เขียนในรัฐธรรมนูญ ก็ยังเป็นความชั่ว


‘ประวิตร’แนะ‘ขวัญชัย-ก่อแก้ว’ใช้สมองก่อนพูด กรณีขู่นองเลือด หากถอดถอน "ยิ่งลักษณ์"

วันพฤหัสบดีที่ 22 มกราคม 2558
‘ประวิตร’แนะ‘ขวัญชัย-ก่อแก้ว’ใช้สมองก่อนพูด

‘ประวิตร’แนะ‘ขวัญชัย-ก่อแก้ว’ใช้สมองก่อนพูด

"พล.อ.ประวิตร" จวก "ขวัญชัย-ก่อแก้ว" ขู่นองเลือด หากถอดถอน "ยิ่งลักษณ์" แนะใช้สมองก่อนพูด ยันรัฐบาลเข้ามาเพื่อแก้ไขปัญหาประเทศไม่ใช่แก้แค้นไล่ล่าใคร

 
 
          วันที่ 22 ม.ค.58 เมื่อเวลา 09.30 น.  ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีที่นายขวัญชัย ไพรพนา แกนนำคนเสื้อแดงออกมาระบุว่า หากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ลงมติถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกจากตำแหน่ง จะทำให้เกิดความปรองดองได้ยาก เพราะไม่มีความยุติธรรม และจะนำไปสู่การนองเลือดหรือการจลาจลว่า เขาพูดแบบนั้นทำไมและเกิดประโยชน์อะไร เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรม ไม่ได้เกี่ยวกับการบริหารประเทศ ซึ่งก็จะต้องดำเนินการต่อไป และขณะนี้ก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น อย่าไปพูดแบบนี้เพราะมันไม่ดีทำให้ประเทศชาติที่กำลังเดินไปข้างหน้าได้ดีในตอนนี้ ดังนั้นจะต้องใช้สมองมากกว่านี้
 
          เมื่อถามว่านายก่อแก้ว พิกุลทอง แกนนำคนเสื้อแดงออกมาเคลื่อนไหวระบุว่า ถ้ามีการถอนถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ให้เลิกพูดเรื่องความปรองดองไปได้เลย พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า นี่เป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรมที่ประเทศเราสร้างมาแบบนี้ ฝ่ายบริหารเราบอกแล้วว่าเรื่องที่เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนวันที่ 22 พ.ค.2557 ก็เป็นเรื่องของกระบวนการที่จะดำเนินการ แต่หลังจากวันที่ 22 พ.ค.2557 เป็นเรื่องที่เรารับผิดชอบทั้งหมดเพื่อสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้น สิ่งที่ทำมาในอดีตก็จะต้องว่ากันไป เพราะรัฐบาลชุดนี้ไม่ได้ไปแก้แค้น ไม่ได้ไปไล่ล่า และไม่ได้ไปดำเนินการเพื่อสร้างความเกลียดชัง เราไม่ได้เข้ามาเพื่อสร้างความเกลียดชัง แก้แค้นกับใคร และไม่ได้เป็นศัตรูกับใครทั้งนั้น
 
          สิ่งที่ต้องการคือทำให้ประเทศเดินไปข้างหน้าและเกิดความสุข ความสงบให้ได้ นั่นเป็นสิ่งที่เราต้องการ ตนก็ได้บอกไปหมดแล้ว และขอให้เข้าใจตามนี้
 
          “ผมจะไม่ปราม เขาจะต้องคิด เขาต้องคิดว่าเราพูดอย่างนี้แล้วมันชัดเจน ไม่ใช่ว่านำปัญหาต่างๆ ในอดีตมาว่ากันในปัจจุบัน เพราะเรื่องของอดีตจะต้องดำเนินการตามกระบวนการ อะไรจะเกิดขึ้นก็จะต้องดูกันต่อไปว่ามีเหตุผลอย่างไร กระบวนการที่ดำเนินการมาก็ไปว่ากันตรงนั้น ไม่ใช่นำเรื่องนี้มาทำให้เกิดความปั่นป่วนกับประเทศ เพราะมันเป็นคนละเรื่องกันขอให้เข้าใจตามนี้ และผมก็ไม่ได้รู้สึกกังวลว่าจะนำเรื่องนี้มาจุดกระแสเคลื่อนไหวทางการเมือง ทั้งนี้จะต้องช่วยกันไม่ว่าใครจะอยู่ฝ่ายไหนรัฐบาลไม่ได้เข้ามาเพื่อแก้แค้นใครหรือมาเป็นศัตรูกับใคร เราเข้ามาเพื่อแก้ไขปัญหาและทำให้ประเทศเดินไปข้างหน้าต่อไปให้ได้ เราทำทุกอย่างอยู่แล้วในเวลานี้” พล.อ.ประวิตร กล่าว

"บิ๊กตู่" ฮึ่ม!! สั่ง คสช.เตรียมเรียกรายงานตัว อีก พวกเคลื่อนไหว ต้านสนช.ถอดถอน"ยิ่งลักษณ์" ขู่หากไม่หยุด โดนเรียกแน่

"บิ๊กตู่" ฮึ่ม!! สั่ง คสช.เตรียมเรียกรายงานตัว อีก พวกเคลื่อนไหว ต้านสนช.ถอดถอน"ยิ่งลักษณ์" ขู่หากไม่หยุด โดนเรียกแน่ พร้อมสั่ง คสช. ทำความเข้าใจสื่อ อิงการเมือง-กลุ่มการเมือง ที่ส่งสัญญาณเคลื่อนไหวทางการเมือง เผย นายกฯ เกาะติด ประชุม สนช.
เสธ.ไก่อู พลตรี สรรเสริญ แก้วกำเนิดโฆษกรัฐบาล เผยว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ได้แสดงความเป็นห่วงการพิจารณาถอดถอน นส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ นายนิคม ไวยรัชพานิช ของ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่จะมีขึ้น 23 มค.
แต่ไม่กังวล ต่อสถานการณ์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น เพราะเชื่อว่า การที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. และ นส.ยิ่งลักษณ์ ได้ชี้แจงอย่างเปิดเผยวันนี้ จะทำให้สังคมใช้ดุลยพินิจ วิเคราะห์เหตุผลทั้งสองฝ่าย ซึ่งถือว่าไม่ได้เป็นการตอบโต้ผ่านสื่อ เชื่อว่าจะทำให้ความจริงปรากฎ
"พบว่า ยังมีสื่อที่อิงการเมือง ออกมาแสดงความเห็นในเชิงแบ่งฝ่าย ขอให้ระมัดระวัง ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ให้ คสช. เข้าไปทำความเข้าใจ โดยใช้มาตรการจากเบาหาหนัก หากยังมีความเคลื่อนไหวในเชิงของการปลุกปั่นให้เกิดความแตกแยก คสช. ยังมีอำนาจที่จะเชิญบุคคลเหล่านั้นมารายงานตัว อีก" พลตรี สรรเสริญ กล่าว
แต่สาเหตุยังไม่เรียกมารายงานตัว ในขณะนี้ เพราะต้องการให้เกียรติซึ่งกันและกัน ดังนั้นจึงขอให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องช่วยกันชี้แจง
"ขอให้สื่อใช้ดุลยพินิจ ในการนำเสนอข่าวอย่างรอบด้าน อย่าไปขยายความ ขัดแย้ง"
ส่วนมาตรการรักษาความปลอดภัยในวันพรุ่งนี้ ฝ่ายความมั่นคง ได้ติดตามและประเมินกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองต่างๆ แต่ยังไม่พบ แต่หากจะมาให้กำลังใจสามารถทำได้ และเชื่อว่า ผลการพิจารณาในวันพรุ่งนี้ จะไม่นำไปสู่ความขัดแย้งรอบใหม่ เพราะขณะนี้รัฐบาลมีความเข้าใจการทำงานและ คสช.มากขึ้น
"นายกรัฐมนตรีหวังว่าประชาชนจะเข้าใจและเชื่อมั่นการทำหน้าที่ของ สนช. ที่จะอยู่บนหลักการและเหตุผลในการพิจารณา โดยที่รัฐบาลทำหน้าที่เพียงควบคุมกติกา ให้กับทั้ง 2 ฝ่ายได้ชี้แจง และเมื่อผลออกมาเป็นอย่างไร ก็ให้สู่กระบวนการตามกฎหมาย"
โดยในวันนี้ พลเอก ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรีได้ติดตามข้อมูลและการประชุม ของ สนช.


สถานการณ์ข่าว21/1/58

jab21Jan15
แถลงปิดคดีถอดถอน

"ยิ่งลักษณ์" ถึงสภา สีหน้ายิ้มแย้ม ระบุ พร้อมแถลงปิดคดี แจงไม่มาตอบข้อซักถาม เพราะมอบหมายอดีต รมต.มาแล้ว ยินดีตอบวันนี้

บรรยากาศที่รัฐสภา ล่าสุด น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางมาถึงรัฐสภาแล้ว เพื่อเตรียมตัวแถลงปิดคดีต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แล้ว ท่ามกลางบรรยากาศการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด

ทั้งนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า มีความพร้อมในการมาแถลงปิดสำนวนดคดีอย่างเต็มที่ โดยจะเป็นการสรุปรายละเอียดตั้งแต่เริ่มต้นจนจบพร้อมกันนี้ ยังชี้แจงถึงสาเหตุที่ไม่มาตอบข้อซักถามด้วยตนเอง เนื่องจากคิดว่ารัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายจะสามารถตอบแทนได้ ไม่มีเจตนาเป็นอย่างอื่น ซึ่งหากที่ประชุมต้องการให้ตอบข้อซักถามในวันนี้ก็ยินดีและไม่มีความกังวล แต่จะครบทั้ง 35 หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับข้อบังคับการประชุม และหวังว่าจะได้รับความเป็นธรรมจาก สนช.

อย่างไรก็ตาม สำหรับการประชุม สนช. จะเริ่มตั้งแต่เวลา 10.00 น. โดยมีวาระเป็นการแถลงปิดสำนวนคดีถอดถอนโดยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตอห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะผู้กล่าวหาและ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในฐานะผู้ถูกกล่าวหา
-------------

พล.อ.ประวิตร ระบุ อย่าโยงถอดถอนกับเรื่องนองเลือด ชี้ พูดไม่มีประโยชน์ก็ควรหยุด ยัน รัฐบาลไม่คิดแก้แค้น ขอเดินหน้าประเทศ

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคงและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีที่ นายขวัญชัย ไพรพนา อดีตแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ออกมากล่าวว่า หากเกิดการถอดถอน นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะนำไปสู่การนองเลือดนั้น พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า หากพูดแล้วไม่เกิดประโยชน์ก็ไม่ควรพูด ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรมไม่เกี่ยวกับการบริหารประเทศ ขณะนี้ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น และประเทศกำลังเดินไปข้างหน้า

ส่วนกรณีที่ นายก่อแก้ว พิกุลทอง อดีตแกนนำคนเสื้อแดง ออกมากล่าวว่า หากเกิดการถอดถอนจะไม่นำไปสู่ความปรองดองนั้น พล.อ.ประวิตร ระบุว่า เรื่องของการถอดถอนเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 เป็นเรื่องของกระบวนการ ซึ่งหลังจากวันที่ 22 พฤษภาคม ภายหลังที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาบริหารประเทศแล้วจึงมีหน้าที่ในการรับผิดชอบเพื่อสร้างความปรองดอง ขณะเดียวกันยืนยันว่า รัฐบาลไม่ได้เข้ามาเพื่อแก้แค้นและเป็นศัตรูกับใคร แต่ต้องทำให้ประเทศเดินไปข้างหน้า

ทั้งนี้ พล.อ.ประวิตร ยังกล่าวอีกว่า ขอให้ผู้ขัดแย้งคิดให้มากขึ้น อย่าเอาปัญหาในอดีตมาพูดในปัจจุบัน ซึ่งอะไรจะเกิดขึ้นให้ดูถึงเหตุผลตามกระบวนการ ไม่ใช่เอาปัญหามาสร้างความปั่นป่วน พร้อมย้ำว่า ไม่กังวลว่าการถอดถอนจะนำมาสู่ความเคลื่อนไหวมวลชน แต่ขอให้ทุกคนช่วยกัน
---------------------
"วิชา" เริ่มแถลงปิดคดีถอดถอน "ยิ่งลักษณ์" ย้ำ ผิด ไม่ระงับยับยั้งจำนำข้าว ปล่อยเจ๊ง มีโกง

นายวิชา มหาคุณ ตัวแทนคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะผู้กล่าวหา แถลงปิดสำนวนคดี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกจากตำแหน่ง กรณีไม่ระงับยับยั้ง ปล่อยให้เกิดการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ต่อที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ พร้อมย้ำว่า โครงการรับจำนำของรัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์ ได้กำหนดจำนำข้าวทุกเมล็ดที่สูงกว่าราคาตลาด จนเกิดการแทรกแซงตลาดข้าว และทุจริตเชิงนโยบาย ขณะเดียวกัน รัฐบาลกลายเป็นผู้ค้าข้าวรายใหญ่ที่มีวาระซ่อนเร้น โดยเฉพาะการจงใจให้เกิดทุจริต ยากต่อการตรวจสอบ ซึ่งพบว่า รัฐบาลระบายข้าวราคาถูก เอื้อประโยชน์ให้กับพวกพ้อง นำไปขายในราคาสูง พร้อมอ้างว่า เป็นการขายข้าวแบบจีทูจี แต่ในข้อเท็จจริง ขายให้บริษัทเอกชน

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ส่งหนังสือไปยังรัฐบาลถึงความเสียหายแล้ว แต่ยังดำเนินโครงการต่อ ซึ่งให้เหตุผลว่าเป็นสัญญาประชาสังคม ไม่สามารถเลิกได้ จนทำให้ขาดทุนอย่างมหาศาล
--------------------------
"ยิ่งลักษณ์" แถลงปิดคดีถอดถอน ปัดข้าวหาย โต้สมยอมปล่อยให้มีการโกง ชี้ ป.ป.ช. มีพิรุธโยง G2G

บรรยากาศการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ล่าสุด ได้เสร็จสิ้นการแถลงปิดสำนวนคดีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้ถูกกล่าวแล้ว โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญ 2550 สิ้นสุดลงแล้ว และกฎหมายของ ป.ป.ช. ไม่ได้ให้อำนาจในการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ดังนั้น การถอดสิทธิทางการเมืองของตน 5 ปี ถือเป็นการละเมิดสิทธิตามรัฐธรรมนูญ และไม่เป็นธรรม พร้อมโต้แย้งคำแถลงของ ป.ป.ช. ที่ระบุว่า การไต่สวนข้อเท็จจริงในคดีดังกล่าวใช้เวลาทั้งสิ้น 1 ปี 10 เดือน ว่า ไม่เป็นความจริง เพราะใช้ระยะเพียง 101 วัน และให้เวลาตรวจสอบพยานหลักฐานเพียง 21 วัน

นอกจากนี้ ข้อกล่าวหาหลายประเด็น ก็ไม่ได้อยู่ในสำนวน อาทิ การระบายความจีทูจี ซึ่งได้มีการกล่าวเชื่อมโยงจนคนทั่วไปเกิดความเข้าใจผิดว่าเป็นเรื่องเดียวกัน ส่วนกรณีที่ระบุว่า ตนละเลยปล่อยให้มีข้าวหาย 2.9 ล้านตัน นั้น ไม่เป็นความจริง เพราะรัฐได้มีการทำสัญญาให้เอกชนที่เข้าร่วมโครงการในการจัดเก็บข้าวเป็นผู้รับผิดชอบ ซึ่งได้พยายามนำหลักฐานไปโต้แย่ง แต่ ป.ป.ช. ไม่รับฟัง ดังนั้น ตนจึงขอแถลงคัดค้านคำแถลงของ ป.ป.ช. ทุกข้อกล่าวหา ยืนยัน ไม่เคยกระทำการทุจริตหรือปล่อยปละละเลย ให้มีการทุจริตในโครงการ พร้อมกล่าวว่าโครงการรับจำนำข้าว ทำให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจสร้างเงินทุนหมุนเวียนในประเทศ 3.8 แสนล้านบาท จึงขอความเป็นธรรมในการพิจารณาถอดถอนจาก สนช.
------------------------
อดีตนายกรัฐมนตรี เข้าแถลงปิดสำนวนคดีถอดถอนกรณีไม่ระงับยับยั้งปล่อยให้เกิดทุจริตโครงการรับจำนำข้าวด้วยตนเอง พร้อมมั่นใจในข้อเท็จจิรง และหวังว่าสภานิติบัญญัติแห่งชาติจะให้ความเป็นเป็นธรรม ขณะการรักษาวามปลอดภัยเข้มงวด วางกำลังตำรวจ 3กองร้อยดูแลรอบสภา

การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ วันนี้ พิจาณาวาระเร่งด่วน เพื่อดำเนินกระบวนการถอดถอนนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกจากตำแหน่ง กรณีไม่ระงับยับยั้งปล่อยให้เกิดการทุจริตในโครวการับจำนำข้าว โดยวันนี้ อยู่ในขั้นตอนการรับฟังคำแถลงการณ์ปิดสำนวนด้วยวาจาของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ปปช. ผู้กล่าวหา และนางสาวยิ่งลักษณ์ ในฐานะผู้ถูกกล่าวหา

ทั้งนี้ ก่อนเปิดการประชุม นางสาวยิ่งลักษณ์ เปิดเผยว่า วันนี้มีความพร้อมเต็มที่ที่จะชี้แจงต่อที่ประชุม สนช.  เพื่อสรุปรายละเอียดให้ประชาชนและสนช.รับทราบเพื่อพิจารณาตัดสินใจ และไม่กังวลต่อกรณีที่ไม่ได้ชี้แจงด้วยตนเอง เพราะไม่ได้มีเจตนาที่จะหลีกเลี่ยงการตอบคำถาม แต่เป็นการใช้สิทธิ์ตามข้อบังคับการประชุม จึงมอบหมายให้รัฐมนตรีมาชี้แจงแทน เพราะรู้ถึงข้อมูลรายละเอียด


ส่วนจะตอบคำถามทั้ง 35 ข้อที่กรรมาธิการซักถามตั้งขึ้นในที่ประชุมวันนี้หรือไม่ นางสาวยิ่งลักษณ์ตอบเพียงว่าจะดำเนินการชี้แจงไปตามระเบียบข้อบังคับ

ขณะที่มาตรการรักษาความปลอดภัยรัฐสภา ได้วางกำลังตำรวจนครบาล 3 กองร้อย เริ่มตั้งแต่ลานพระรูปทรงม้า เป็นชุดของตำรวจนครบาล 4 บริเวณถนนอู่ทองใน หน้ารัฐสภาเป็นกำลังจากตำรวจ

นครบาล 1 รวมทั้ง และบริเวณแยกขัตติยาณี เป็นกำลังจากตำรวจควบคุมฝูงชน ทั้งนี้ เป็นการทำงานร่วมกับตำรวจนอกเครื่องแบบและเจ้าหน้าที่ทหาร คอยดูแลความเรียบร้อยรอบพื้นที่รัฐสภา ขณะเดียวกัน จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการข่าวที่เป็นกลุ่มมวลชนออกมาเคลื่อนไหว
------------------------------
"ยิ่งลักษณ์" กล่าวหลังแถลงปิดคดี หวังได้รับความเป็นธรรมจาก สนช. ขณะ "พรเพชร" นัดลงมติพรุ่งนี้ 3 สำนวน

บรรยากาศการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ล่าสุด สิ้นสุดกระบวนการแถลงปิดสำนวนคดีของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะผู้กล่าวหา และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กรณีไม่ระงับยับยั้งปล่อยให้เกิดการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว โดย นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งทำหน้าที่ประธานการประชุม แจ้งว่า วันพรุ่งนี้นัดประชุม สนช. เพื่อลงมติในสำนวนถอดถอนทั้งของ นายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา และ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา ที่จะเริ่มลงมติพร้อมกัน 2 สำนวน จากนั้นที่ประชุมจะลงมติในสำนวนของนางสาวยิ่งลักษณ์ต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากแถลงปิดสำนวนแล้ว อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวเพียงสั้น ๆ ว่า หลังจากนี้อยู่ที่การพิจารณาของ สนช. และหวังว่าจะได้รับความเป็นธรรม
-------------------------
"ยิ่งลักษณ์" ระบุสบายใจ ไร้กังวล ตอบไม่ได้พร้อมที่จะรับผลการลงมติหรือไม่ ขอ สนช.เป็นธรรม ยันไม่ตั้งวอร์รูมฟังผล

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้ถูกกล่าวหา เปิดเผยภายหลังการแถลงปิดสำนวนคดีต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ว่า รู้สึกไม่กังวลใจและสบายใจที่ได้ชี้แจงต่อ สนช. แล้ว ซึ่งยังตอบไม่ได้ว่าพร้อมที่จะรับผลการลงมติหรือไม่ แต่ก็ขอความเป็นธรรมในการพิจารณาจาก สนช. ด้วย ส่วนในวันพรุ่งนี้ตนจะติดตามการลงมติทางโทรทัศน์ จะไม่มีการตั้งวอร์รูมเพื่อติดตามสถานการณ์เป็นกรณีพิเศษแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้เดินทางออกจากรัฐสภาทันทีหลังจากการแถลงปิดสำนวนเสร็จสิ้น โดยมีประชาชนบางส่วนรอมอบดอกไม้ให้กำลังใจแก่อดีตนายกฯ บริเวณประตูทางเข้าของอาคาร
รัฐสภาด้วย
------------------------
ทนาย "ยิ่งลักษณ์" โว อดีตนายกฯ ชี้แจงข้อเท็จจริงชัดเจนดีแล้ว ฝ่ายผู้ร้องมีแค่โวหารโน้มน้าวใจ รับหนักใจการลงมติ 

นายพิชิต ชื่นบาน หัวหน้าทีมทนายความต่อสู้คดีถอดถอน นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังการแถลงปิดสำนวนคดีว่า นางสาวยิ่งลักษณ์ ได้ทำหน้าที่ในฐานะผู้ถูกกล่าวหาในการชี้แจงข้อเท็จจริงต่อที่ประชุมได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะกรณีตัวเลขที่คณะกรรมการปิดบัญชีข้าว ระบุว่ามีข้าวหายกว่า 2 ล้านตัน ซึ่งฝ่าย ป.ป.ช. ไม่สามารถชี้แจงได้ นอกจากนี้ยังมองว่าการแถลงปิดคดีของฝ่ายผู้กล่าวหาเน้นสำนวนพรรณาโวหารโน้มน้าวการตัดสินใจลงมติ

อย่างไรก็ตาม นายพิชิต ยอมรับว่าหนักใจเรื่องการลงมติที่เกิดขึ้นมวันในพรุ่งนี้ เพราะทราบว่ามี สนช.ไปตรวจสอบพยานหลักฐานในสำนวนเพียง 2 คนเท่านั้น ทั้งที่เป็นเรื่องสำคัญต่อการลงมติ จึงอยากให้ สนช.เข้าไปตรวจสอบในวันนี้เพื่อประกอบการตัดสินใจลงมติจากสำนวนคดี
------------------------------
"พรเพชร" แจงขั้นตอนลงมติ ยึดตามข้อบังคับ 158 ยัน งานเลี้ยงวันนี้ นัดล่วงหน้านานแล้ว ไม่เกี่ยวถอดถอน  

นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ กล่าวถึงกระบวนการลงมติถอดถอนในวันพรุ่งนี้ ว่า กระบวนการจะเริ่มในเวลา 10.00 น. ขั้นตอนแรกจะลงกรณี นายนิคม ไวยรัชพานิช และ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ซึ่งเป็นลงมติลับในคูหาพร้อมกัน แต่แยกบัตรลงคะแนน 2 ใบ และมีกรรมการทำหน้านับคะแนนโดยเปิดเผย จากนั้น จะใช้กระบวนการเดียวกันกับการถอดถอนของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งกระบวนการดังกล่าวเป็นไปตามข้อบังคับการประชุม 158 ซึ่งไม่สามารถละเว้นได้ เนื่องจากมีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 ซึ่งสิ่งสำคัญของกระบวนการถอดถอนคือ ต้องเป็นธรรม และถูกต้องตามกฎหมาย

พร้อมกันนี้ นายพรเพชร ยังชี้แจงถึงกรณีงานเลี้ยงของสมาชิก สนช. ในวันนี้ว่า เป็นเพียงงานเลี้ยงปีใหม่ ที่มีการนัดล่วงหน้ามานานแล้ว ไม่เกี่ยวข้องกับกระบวนถอดถอน และไม่ได้มีเจตนาอื่นแต่อย่างใด
/////////////////////
สนช. รับหลักการหมวด 1 พ.ร.บ. 5 ฉบับ ที่ ครม. เสนอ พร้อมตั้ง กมธ.วิสามัญแปรญัตติภายใน 7 วัน

บรรยากาศการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ จำนวน 5 ฉบับ ที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ โดยได้ลงมติในวาระที่ 1 รับหลักการทั้งหมด ได้แก่ ร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เห็นด้วย 197:0 เสียง ร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหาร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เห็นด้วย 198:0 เสียง ร่างพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เห็นด้วย 196:0 เสียง ร่างพระราชบัญญัติเงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจำตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ไว้พิจารณาด้วย

คะแนนเสียง เห็นด้วย 198:0 และร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการรัฐสภา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เห็นด้วย 198:0 เสียง โดยตั้งกรรมาธิการวิสามัญชุดเดียวกันพิจารณา จำนวน 15 คน
กำหนดแปรญัตติภายใน 7 วัน ระยะเวลาการดำเนินงาน 30 วัน (รายชื่อ กมธ.ตามเอกสารที่แนบ)
---------------------
รองโฆษก อสส. เผย พรุ่งนี้(23 มค.)  เตรียมแถลงข่าวความคืบหน้าคดีทุจริตจำนำข้าวของอดีตนายกฯ 

นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยความคืบหน้า กรณีที่คณะทำงานร่วมพิจารณาข้อไม่สมบูรณ์ระหว่างฝ่ายอัยการสูงสุด (อสส.) และฝ่ายคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ของอดีต นายกฯ นส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร  ว่า  ขณะนี้ทางคณะทำงานฝ่ายอัยการกำลังอยู่ระหว่างทำความเห็นเพื่อเสนอไปยัง นายตระกูล วินิจนัยภาค อัยการสูงสุด  โดยทางคณะทำงานอัยการได้ทำความเห็นไปแล้วบางส่วน แต่ยังไม่เสร็จสิ้นเรียบร้อยดี

ขณะเดียวกัน ท่านอัยการสูงสุดก็กำลังอยู่ระหว่างเดินทางไปปฏิบัติราชการที่ต่างจังหวัด  โดยคงจะต้องรอให้อัยการสูงสุดพิจารณาอีกครั้งว่าจะมีความเห็นเป็นอย่างไร ก่อนจะนำความเห็นของอัยการสูงสุดมาแถลงข่าวถึงความคืบหน้าในวันพรุ่งนี้ เวลา 10.00 น.  (23 ม.ค.)อีกครั้ง
///////////////////
--------------------------

กมธ.ยกร่าง รธน.

กมธ.ยกร่างฯ อยู่ระหว่างการพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.ป.ป.ช. ตามที่ สนช.เสนอ ก่อนลงรายละเอียดในการเขียนรัฐธรรมนูญ

บรรยากาศการประชุมคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ล่าสุด ที่มี นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เป็นประธานการประชุม อยู่ระหว่างการพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ... ตามที่ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้ส่งหนังสือขอความเห็นเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวเพราะทาง สนช. ยังไม่สามารถพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวได้ เนื่องจากมีส่วนเกี่ยวข้องกับการยกร่างรัฐธรรมนูญ จึงต้องได้ความเห็นจากกรรมาธิการยกร่างก่อนที่ สนช. จะนำไปพิจารณา เพื่อให้มีความสอดคล้องกับการยกร่างรัฐธรรมนูญที่มีทั้งหมด 17 มาตรา ซึ่งใน 7 มาตรานี้ เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของกฎหมายคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นั้น สามารถนำมาพิจารณาภายหลังได้

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการฯ ได้เสนอว่า จะต้องพิจารณาใน 3 ส่วน คือ อนุวัติเป็นไปตามพันธสัญญาประชาชาติ ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศเดียวที่ไม่ได้ออกกฎหมายนี้ จะต้องเร่งแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายที่ออกไปแล้วเกิดความผิดพลาดหรือขัดข้อง เพิ่มประสิทธิภาพการเพิ่มอำนาจของ ป.ป.ช.ในการตรวจค้นไม่ต้องรอหมายศาล หรือหมายจากตำรวจ
---------------------------
ปชช.ที่ได้รับคัดเลือกจากการสุ่มตัวอย่าง ทางสถิติ 6 จังหวัด ทยอยลงทะเบียน ร่วมเสวนาสานพลังประชาชนเพื่อปฏิรูประเทศไทย

บรรยากาศการจัดงานสัมมนา เวทีประชาเสวนาหาทางออก "สานพลังประชาชนเพื่อปฏิรูประเทศไทย" ที่จัดโดยคณะอนุกรรมาธิการการมีส่วนร่วมและรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และสถาบันพระปกเกล้า ณ โรงเแรมเพชรรัตน์การ์เด้น จังหวัดร้อยเอ็ด ล่าสุด ประชาชนที่ได้รับการสุ่มตัวอย่างด้วยวิธีทางสถิติ จาก 6 จังหวัด ได้แก่ ชัยภูมิ กาฬสินธุ์ มุกดาหาร มหาสารคาม ขอนแก่น และร้อยเอ็ด ได้ทยอยเดินทางมาลงทะเบียนเพื่อร่วมกิจกรรมที่จะเริ่มขึ้นในเวลา 13.00 น.

ทั้งนี้ เพื่อที่จะได้นำความคิดเห็นและข้อเสนอแนะในประเด็นต่าง ๆ จากประชาชนในแต่ละภูมิภาค มารวบรวม วิเคราะห์ และประมวลผลการรับฟังความคิดเห็นนำเสนอต่อคณะกรรมมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาต่อไป
-----------------------------
กมธ.ยกร่างฯ พิจารณาทบทวนกรณีเฮท สปีช โดยไม่ต้องบัญญัติในสื่อมวลชน เพราะมีในหมวดสิทธิเสรีภาพพลเมืองแล้ว

บรรยากาศการประชุมคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ล่าสุด อยู่ระหว่างการพิจารณาทบทวนกรณีเฮท สปีช ว่า ควรจะบัญญัติเฉพาะส่วนสิทธิเสรีภาพ การแสดงความคิดเห็นของประชาชนที่เดียว โดยไม่ต้องบัญญัติในสื่อมวลชนหรือไม่ เพราะถือว่าสื่อมวลชนเป็นพลเมืองอยู่แล้ว ซึ่งมี 3 มาตรา ที่ต้องพิจารณา

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการส่วนใหญ่เสนอว่า การใช้เฮท สปีช มีหลายส่วน หากไม่ระงับยับยั้งก็จะเกิดความเกลียดชัง ล้างเผ่าพันธุ์ เพราะการใช้เฮท สปีชไม่มีการคำนึงในการใช้สิทธิไร้พรมแดน ในกฎหมายต้องรับผิดชอบในการใช้สิทธิซึ่งต้องบัญญัติไว้ และต้องแก้ไขการใช้เสรีภาพในการสร้างความเกลียดชังไปสู่การแตกแยก รวมไปถึงสื่อมวลชนนั้นก็เป็นพลเมืองเช่นกัน ยังมีข้อห้ามในการเสนอข่าวในบางประการซึ่งต้องพิจารณา เพราะหากไม่มีสื่อมวลชนประชาชนจะไม่สามารถรับรู้ข่าวสารอันเป็นข้อเท็จจริงได้ หากมีรัฐบาลเข้ามาแทรกแซง

นอกจากนี้ กรรมาธิการฯ ได้เสนอให้ตัดวรรคสุดท้ายของมาตรา 20 ออก แล้วใส่วรรคสองของมาตรา 14 แทน

อย่างไรก็ตาม สมาชิกยังคงถกเถียงในประเด็นดังกล่าวนานกว่าชั่วโมง หากนำมาพิจารณาใหม่ทั้งหมดจะทำให้การร่างรัฐธรรมล่าช้าออกไป
---------------------
"ถวิลวดี" ระบุ ปชช. เสนอความเห็นได้เต็มที่ เพื่อประโยชน์ ในการทำร่าง รธน.ใหม่ ย้ำ กมธ.ต้องการฟัง ปชช.อย่างทั่วถึง

ความเคลื่อนไหวการจัดงานโครงการสัมมนา เวทีประชาเสวนาหาทางออก "สานพลังประชาชนเพื่อปฏิรูปประเทศไทย" ที่ โรงแรมเพชรรัตน์ การ์เด้นส์ จังหวัดร้อยเอ็ด ล่าสุด นางถวิลวดี บุรีกุล กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และประธานอนุกรรมาธิการมีส่วนร่วมและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน กล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้ เนื่องจากทางกรรมาธิการฯ ต้องการฟังเสียงประชาชนให้ทั่วถึงและถูกต้อง โดยประชาชนที่เข้าร่วมแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีการสุ่มจากจังหวัดใกล้เคียง 6 จังหวัด ได้แก่ ชัยภูมิ กาฬสินธุ์ มุกดาหาร มหาสารคาม ขอนแก่น และ ร้อยเอ็ด จำนวน 160 คน นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มที่มีความสนใจพิเศษทางการเมือง จำนวน 40 คน

ดังนั้น ในวันนี้ขอให้ประชาชนที่เข้าร่วมงานแสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่ และเมื่อมีจัดทำร่างรัฐธรรมนูญรายมาตราเสร็จสิ้นในช่วงเดือนเมษายน แล้ว จะมีการรับฟังความเห็นอีกครั้งว่า มีความพอ
ใจรัฐธรรมนูญดังกล่าวหรือไม่ และจะมีการขอแก้ไขอย่างไร
------------------------
กมธ.ยกร่าง แก้ไขการคัดเลือกตุลาการศาลปกครอง ขณะศาลทหาร ยึดตามรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2550

นายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษกคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงความคืบหน้า การพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญรายมาตรา ในภาค 3 หลักนิติธรรม ศาล และองค์กรตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ โดยได้เริ่มพิจารณา ส่วนที่ 4 ศาลปกครอง และส่วนที่ 5 ศาลทหาร ว่า ศาลปกครองมีการแก้ไขในเรื่อง การคัดเลือกตุลาการศาลปกครองชั้นต้น เพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีศาลปกครองบัญญัติ จะต้องได้รับความเห็นชอบของคณะกรรมการตุลาการ ศาลปกครอง และวุฒิสภาก่อน นำความกราบบังคมทูล ให้แต่งตั้งไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 ของจำนวนตุลาการศาลปกครองสูงสุดทั้งหมด เนื่องจากมีการขาดแคลนบุคลากร จึงมีการเพิ่มสัดส่วนในการคัดเลือก พร้อมทั้งให้มีแผนกวินัยคดีการคลัง และการงบประมาณในศาลปกครองกลางและศาลปกครองสูงสุด ในส่วนของศาลทหาร ไม่มีการแก้ไขให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550
--------------------------
"บวรศักดิ์" ชี้ เป้าหมาย รัฐธรรมนูญใหม่ เน้นปรองดอง ย้ำทำรัฐธรรมนูญด้วยความซื่อสัตย์ เป็นกลาง ปราศจากอคติ

ความเคลื่อนไหวการจัดงานโครงการสัมมนา เวทีประชาเสวนาหาทางออก "สานพลังประชาชนเพื่อปฏิรูปประเทศไทย" ที่ โรงแรมเพชรรัตน์ การ์เด้นส์ จ.ร้อยเอ็ด โดยภายในงานได้มีการเปิดวีดิทัศน์การปาฐกถาพิเศษ จาก นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยมีเนื้อหาว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีเป้าหมายสำคัญ คือ การปฏิรูป และปรองดองดังนั้นจึงเรียกได้ว่า เป็นรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูป

ขณะเดียวกัน ในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ มีการตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะทำรัฐธรรมนูญด้วยความซื่อสัตย์ เป็นกลางปราศจากอคติ พร้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ คือ ความพอประมาณ เลี่ยงความเสี่ยง สร้างภูมิคุ้มกัน และต้องกระทำโดยใช้สังคมไทยเป็นตัวตั้ง พร้อมกันนี้ ยังต้องมองไปถึงสังคมทั่วโลกด้วยเช่นกัน
-------------------------
โฆษกวิป สปช. เผย ก.พ.นี้ สปช. ปรับเวลาทำงาน หวังอนุฯ มีโอกาสพิจารณางานมากขึ้น

นายอลงกรณ์ พลบุตร โฆษกคณะกรรมาธิการกิจการสภาปฏิรูปแห่งชาติ (วิป สปช.) แถลงผลการประชุมเพื่อพิจารณาบรรจุวาระการประชุม สปช. ในวันที่ 26-27 มกราคม นี้ว่า ในวันจันทร์ที่ 26 มกราคม มีวาระเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 ตามที่ประธานสภานิติบัญญัติ เสนอเข้ามา เนื่องจากเห็นว่ามีความเกี่ยวข้องกับการปฏิรูปประเทศ จากนั้นจะเป็นการพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการจัดทำวิสัยทัศน์และออกแบบอนาคตประเทศไทย ภายหลังจากจัดการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการครั้งที่ 2 ประเด็น และเปิดอภิปรายทั่วไปให้สมาชิกเสนอความคิดเห็นเรื่องกลไกการกำจัดการทุจริตและประพฤตมิชอบ ส่วนในวันที่ 27 มกราคม จะเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อรับฟังความคิดเห็นของสมาชิกในประเด็นจะทำอย่างไร เพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคม เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ นายอลงกรณ์ ยังกล่าวว่า ตั้งแต่เดือน ก.พ. เป็นต้นไป สปช. จะปรับเวลาการประชุมเป็นวันจันทร์ และอังคาร โดยเริ่มในเวลา 11.00 น. เพื่อให้คณะกรรมาธิการและคณะอนุกรรมาธิการได้มีโอกาสทำหน้าที่ในช่วงเช้า
---------------
"คำนูณ" เผย เพิ่ม 10 มาตราในกฎหมาย ป.ป.ช. ตามอนุสัญญาสหประชาชาติ อาจขัดเเย้ง รธน.ใหม่ ต้องให้ สนช. พิจารณาอีกรอบ

นายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษกคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงการพิจารณากฎหมายคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่า คณะกรรมาธิการฯ มีมติเห็นด้วยกับการแก้ไขเพิ่มเติม ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการอนุวัติตามอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการต้านการทุจริตให้มีความสอดคล้องกัน จำนวน 10 มาตรา พร้อมเห็นด้วยกับการเพิ่มความชัดเจน และแก้ไขเฉพาะเนื้อหาที่ผิดพลาด จำนวน 7 มาตรา นอกจากนี้ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเพิ่มประสิทธิภาพ การป้องกันและปราบปรามการทุจริต ซึ่งมีปัญหาบางประการที่ขัดแย้งกับหลักการในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จึงต้องขอให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ชะลอการพิจารณาส่วนนี้ก่อน ทั้งนี้ จะทำหนังสือแจ้งไปยังประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ และนอกจากนี้ ในร่างพระราชบัญญัติเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา ฉบับที่... พ.ศ. ... และร่างพระราชบัญญัติความร่วมมือระหว่างประเทศในทางอาญา ฉบับที่... พ.ศ. ... จะพิจารณาให้สอดคล้องกับอนุสัญญาสหประชาชาติ ซึ่งทางกรรมาธิการฯ จะทำหนังสือไปยังนายกรัฐมนตรี เพื่อทำการพิจารณา
--------------------
คำนูณ เผย รธน.ใหม่ เเทรกเเซง สั่งปิดกิจการสื่อ ห้ามสื่อเสนอข่าวไม่ได้ ยกเว้นอาศัยอำนาจตามกฎหมายที่ได้รับความคุ้มครอง

นายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษกคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า ได้พิจารณากำหนดถ้อยคำที่สร้างความเกลียดชังหรือ เฮดสปีช มีการแก้ไขในเรื่องสิทธิพลเมือง ในการสั่งปิดกิจการสื่อมวลชน เพื่อลิดรอนเสรีภาพจะกระทำมิได้ การห้ามสื่อมวลชนเสนอข่าวสารทั้งหมด หรือบางส่วน รวมถึงการแทรกแซงด้วยวิธีใดจะกระทำมิได้ เว้นแต่อาศัยอำนาจตามบทบัญญัติกฎหมายย่อมได้รับความคุ้มครอง

อย่างไรก็ตาม ในช่วงบ่ายวันนี้ ไม่มีการประชุมคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เนื่องจากมีการถ่ายทำรายการ "เดินหน้าประเทศไทย" ที่จะออกอากาศในเวลา 18.00 น. และเริ่มพิจารณารายมาตราต่อในวันพรุ่งนี้
--------------------------
อลงกรณ์ เผยประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งที่ 2 พิจารณา ต้องวางโครงสร้างปฏิรูปให้เสร็จภายใน 6 เดือน

นายอลงกรณ์ พลบุตร โฆษกคณะกรรมาธิการกิจการสภาปฏิรูปแห่งชาติ (วิป สปช.) กล่าวถึงการพิจารณารายงานคณะกรรมาธิการจัดทำวิสัยทัศน์และออกแบบอนาคตประเทศไทย ในวันที่ 26 มกราคมนี้ ว่า จากการจัดประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการครั้งที่ 2 พบว่าสมาชิกเสนอวาระปฏิรูปทั้งหมด 49 วาระ 170 ประเด็นย่อย ซึ่งคณะกรรมาธิการได้สรุปเหลือเพียง 34 วาระ เสนอเข้าที่ประชุม สปช. เพื่อพิจารณาจัดเรียงลำดับวาระเร่งด่วน พร้อมกันนี้ จะมีการรวมประเด็นที่มีความเกี่ยวข้องกัน อาทิ การปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน ระบบราชการ และตำรวจ ซึ่งจะเชื่อมโยงกับคณะกรรมาธิที่รับผิดชอบมากกว่า 1 คณะ โดยได้กำหนดกรอบการทำงานภายหลังจากนี้คือ ภายใน 1 เดือน คณะกรรมาธิการจะต้องวางการปฏิรูปในแต่ละประเด็นให้แล้วเสร็จ ภายใน 3 เดือน ต้องวางโครงสร้างของแผนการปฏิรูปให้แล้วเสร็จ และภายใน 6 เดือน ต้องวางระบบโครงสร้างการปฏิรูป ซึ่งจะต้องมีการตรากฎหมายใหม่ให้แล้วเสร็จ ซึ่งการดำเนินงานดังกล่าวนี้จะควบคู่ไปดับการปฏิรูปประเทศ 11 ด้าน ของคณะกรรมาธิการทั้ง 18 คณะ

อย่างไรก็ตาม สปช. จะมีการรายงานผลการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการครั้ง 2 ต่อคณะรัฐมนตรีและคณะรักษาความสงบแห่งชาติภายใน 1 เดือน
------------------------------
ถวิลวดี เผยเวทีเสวนารับฟังความคิดเห็นใช้รูปแบบเดียวกันทั่วประเทศ พร้อมทำควบคู่การยกร่าง 

นางถวิลวดี บุรีกุล กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และประธานอนุกรรมาธิการมีส่วนร่วมและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน เปิดเผยว่า รูปแบบการจัดงานรับฟังความคิดเห็นประชาชนในทุกพื้นที่จะจัดเป็นรูปเป็นรูปแบบเดียวกันทั้งการตั้งคำถาม กระบวนการรับฟัง เพื่อความเป็นมาตรฐาน และทุกเวทีจะมีการประมวลสรุปข้อมูลนำเสนอ ต่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งทุกความเห็นของประชาชนล้วนมีความเห็นมีสำคัญในการปฏิรูปทั้งสิ้น

ทั้งนี้ การรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนจะดำเนินการควบคู่ไปกับการยกร่างรัฐธรรมนูญ และสามารถเพิ่มเติมข้อเสนอแนะต่าง ๆ ลงไปในรัฐธรรมนูญได้ก่อนที่การยกร่างรัฐธรรมนูญรายมาตราจะเสร็จสิ้นในช่วงเดือนเมษายน

อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากการยกร่างรัฐธรรมนูญรายมาตราเสร็จสิ้น จะยังคงมีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นในอีกหลายพื้นที่เพื่อให้ข้อมูลและทำความเข้าใจกับประชาชน ว่าคิดอย่างไรกับร่างรัฐธรรมนูญ และจะมีการขอแก้ไขอย่างไรบ้าง
/////////////////
ความเคลื่อนไหวนายกฯ
นายกฯ กล่าวสุนทรพจน์เปิดประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านโทรคมนาคมฯ ระบุการสื่อสารมีบทบาทสำคัญในทุกมิติ ไทยผลักดันเศรษฐกิจดิจิตอล

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานกล่าวสุนทรพจน์ในพิธีเปิดการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศ ครั้งที่ 14 ที่โรงแรมแชงกรี-ลา โดยกล่าวว่า การประชุมวันนี้เป็นโอกาสที่ดีเพื่อร่วมวางแผนเรื่องโทรคมนาคมเพื่อเป็นประโยชน์ต่อภูมิภาคอาเซียน เพราะปัจจุบันการสื่อสารมีบทบาทสำคัญในทุกมิติ โดยเฉพาะในเรื่องของเศรษฐกิจโดยรวม จึงต้องสร้างกติกาต่าง ๆ เพื่อความมั่นใจในการใช้ไอซีทีต่อนักลงทุน ทั้งนี้ ควรนำไอซีทีใช้กระตุ้นเศรษฐกิจมากกว่าสร้างความขัดแย้ง

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไทยจะมีการผลักดันเศรษฐกิจดิจิตอลเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจต่าง ๆ ให้มีความสะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น หากสามารถพัฒนาความร่วมมือได้ในทุกมิติ จะครอบคลุมการปฏิรูปเศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐาน และลดความเหลื่อมล้ำของประชาชน

พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรี ยังระบุว่า ขอฝากในเรื่องของความร่วมมือเรื่องการค้าชายแดน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต รวมถึงการสร้างความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจว่าประชาคมอาเซียน เป็นสังคมที่มีความสงบและปลอดภัย ซึ่งทุกประเทศในอาเซียนไม่ใช่คู่ขัดแย้งกันแต่เป็นเพื่อนกัน จึงอยากให้เพิ่มช่องทางการติดต่อในประชาคมด้วย
///////////////
พล.อ.ประวิตร สั่ง ผบ.ตร. ตรวจสอบ กรณีนิตยสารไทม์ เผย แพร่กล่าวหาตำรวจของไทย รีดไถเงินของนักท่องเที่ยวแล้ว

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีที่นิตยสารไทม์เผยแพร่กล่าวหาตำรวจของไทยรีดไถเงินของนักท่องเที่ยวมากขึ้นนั้น พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ได้สั่งการให้ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ดำเนินการตรวจสอบผู้ที่สร้างความเสียหายให้กับประเทศ ส่วนการปฏิรูปตำรวจนั้น กำลังอยู่ในขั้นตอนของการดำเนินการ

ทั้งนี้ พล.อ.ประวิตร ยังกล่าวถึงกรณีที่มีคนกล่าวว่า ภาพลักษณ์ตำรวจในขณะนี้ยังไม่ดีขึ้นนั้น พล.อ.ประวิตร ระบุว่า ต้องดีขึ้น ซึ่งทุกหน่วยงานต้องมีทั้งคนดีและคนไม่ดี จึงต้องทำให้คนไม่ดีเข้าใจ
เพื่อประคับประคองประเทศ
------------------------
อุปทูตอเมริกา เข้าพบ พล.อ.ประวิตร ย้ำ เข้าใจสถานการณ์ประเทศไทย ร่วมมือฝึกคอบร้าโกลด์ 2015

Mr.Patrick Murphy อุปทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคำนับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ณ ศาลาว่าการกลาโหม เพื่อแนะนำตัวในโอกาสดำรงตำแหน่งอุปทูตแทน ออท.สหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย ซึ่งพ้นหน้าที่ไปแล้ว เมื่อวันที่ 6 พ.ย. 2557 กล่าวว่า สหรัฐฯ มีความเข้าใจในสถานการณ์ของไทย ในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านที่สำคัญนี้ เป็นโอกาสและความท้าทายที่สำคัญยิ่งที่ประชาชนคนไทย จะได้ร่วมกันปฏิรูปประเทศเพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายอนาคตร่วมกัน สหรัฐอเมริกา พร้อมให้การสนับสนุนเพื่อให้รัฐบาลสามารถดำเนินการตามโรดแมปที่กำหนด ในการเป็นประเทศประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบต่อไป

ขณะเดียวกัน ยืนยันที่จะคงความร่วมมือและสนับสนุนการฝึกร่วมทางทหารของภูมิภาค ภายใต้รหัส COBRA GOLD 2015 ที่จะมีขึ้นในประเทศไทย ในกุมภาพันธ์ 2558 เพื่อประโยชน์ร่วมกันของภูมิภาค ซึ่งจะมีประเทศต่างๆ เข้าร่วมการฝึก 29 ประเทศ พร้อมกันนี้ ได้หารือความร่วมมือด้านความมั่นคงของภูมิภาคร่วมกันเรื่องต่างๆ อันประกอบด้วย การค้ามนุษย์ การค้ายาเสพติด การค้าสัตว์ป่า และการต่อต้านการก่อการร้าย ซึ่งสหรัฐฯ พร้อมให้การสนับสนุนไทยในการแก้ปัญหาเพื่อพัฒนาความร่วมมือและเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นต่อไป
/////////////////
นำเข้าปาล์ม

"อำนวย" ยัน รบ.จำเป็นต้องนำเข้าปาล์ม ประกันราคาไปให้เกษตรกรถึงปลายฤดูกาล 2557/2558 ส่วน 2558/2559 รอหารืออีกครั้ง 

นายอำนวย ปะติเส รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงการประชุมของคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (กนป.) ครั้งที่ 1/2558 ในวันจันทร์ที่ 20 มกราคมที่ผ่านมา ว่า จากการหารือและตรวจสอบตัวเลขสต๊อกจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมไปถึงกระทรวงพลังงาน พบว่าจำนวนปาล์มน้ำมันในสต๊อกตั้งแต่ปลายเดือนที่ผ่านมา เหลือเพียง 81,000 ตัน จากจำนวนความต้องการของผู้บริโภคที่มีความต้องการ 170,000-200,000 ตัน ซึ่งตัวเลขดังกล่าอยู่ในขั้นวิกฤตอย่างรุนแรง จะทำให้ราคาน้ำมันปาล์มในตลาดจะขยับตัวสูงขึ้น ผู้บริโภค เริ่มกักตุนน้ำมันเช่นเหตุการณ์ในอดีตที่ผ่านมา

ดังนั้น ที่ประชุมเห็นว่าจะต้องทำราคาภายในตลาดให้เกิดความสมดุล คือผู้บริโภคต้องไม่ขาดแคลนน้ำมัน ขณะที่เกษตรกรต้องไม่จำหน่ายราคาที่ต่ำกว่าเกณฑ์ที่ควรจะได้รับ จึงได้พิจารณาราคาคิดวัตถุดิบไม่ต่ำกว่า 5 บาทต่อกิโลกรัม ณ โรงงานสกัดน้ำมันดิบ ซึ่งโรงสกัดน้ำมันดิบจะอยู่ที่กิโลกรัมละ 29-30 บาท ส่วนการจำหน่ายให้กับผู้บริโภคจะอยู่ที่ราคา 42 บาทต่อขวด พร้อมกันนี้ยืนยันว่าชุดราคาดังกล่าวเป็นราคาที่สมบูรณ์

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลมีความจำเป็นที่จะต้องนำเข้าน้ำมันปาล์มดิบแยกไขในจำนวน 50,000 ตัน ก่อนที่จะเข้าสู่ฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิตรอบใหม่เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค และต้องไม่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรมากนัก ดังนั้น การประกันราคาปาล์มผลดิบกิโลกรัมละ 5 บาท รัฐบาลจะประกันราคาไปจนถึงปลายฤดูกาล 2557/2558 ส่วนฤดูกาล 2558/2559 รัฐบาลจะทำการหารือร่วมกันอีกครั้งเพื่อหานโยบายในการดำเนินการต่อไป
///////////////////////////
ยกยอกเงิน สจล.

รอง ผบก.ป. เผย คืบคดียักยอกเงิน สจล. บุคคลเกี่ยวข้องการโอนเงินให้ปากคำ 5 ราย ยังเร่งหาหาตัวที่หลบหนีอยู่

พ.ต.อ.ณษ เศวตเลข รองผู้บังคับการกองปราบปราบ เปิดเผยถึงความคืบหน้าคดียักยอกทรัพย์ของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง หรือ สจล. กว่า 1,600 ล้านบาท ว่า ในวันนี้บุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องจะเข้าให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนที่กองปราบปราม ในวันนี้ จำนวน 5 ราย ซึ่งมีพบว่ามีเงินโอนถ่ายเข้าบัญชี 2-3 ล้านบาท ซึ่งช่วงบ่ายของวันนี้ จะเข้าให้ปากคำ 2 ราย ส่วนอีก 1 ราย ได้เลื่อนเข้าให้ปากคำ และ 2 คน ไม่สามารถติดต่อได้

ขณะที่ความคืบหน้าในการติดตามตัว นายธวัชชัย ยิ้มเจริญ ผู้ต้องหาที่ยังหลบหนีอยู่ ล่าสุดวานนี้เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมติดตามไปยัง 4 จุดเป้าหมายที่คาดว่า นายธวัชชัย หลบซ่อนตัว แต่ไม่พบทั้งนี้ ยังยืนว่าคนร้ายยังอยู่ในประเทศ

ขณะที่การประชุมสรุปคดีความคืบหน้าของชุดสืบสวนสอบสวน ว่า เป็นการประชุมสรุปหาประเด็นความผิดของแต่ละบุคคล รวมถึงความเชื่อมโยงของแต่ละคนว่ามีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไรบ้าง ในส่วนของของธนาคารพาณิชย์ เจ้าหน้าที่ยังรอเอกสารเพิ่มเติมที่ร้องขออยู่
------------------------
รอง ผบก.ป. ชี้ ประสาน ตร.สากล เพื่อล่าตัว กิตติศักดิ์ แล้ว ลั่นขอเวลาในการรวมหลักฐานไล่ล่า บอส ผู้บงการใหญ่ คดี ยักยอก สจล. 

พ.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง รอง ผบก.ป. เปิดเผยกับ สำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น.ว่า สืบเนื่องจากการติดตามตัว นายกิตติศักดิ์ มัทธุจัด ผู้ต้องหาคนสำคัญ ในคดียักยอกทรัพย์สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) นั้น ล่าสุด อยู่ในระหว่างการประสานงานกับ ตร.สากล เพื่อ ทำการไล่ล่าติดตามผู้ต้องหาตามสนธิสัญญาการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ส่วนเรื่องของการติดตามตัวของผู้บงการใหญ่ในคดีดังกล่าวที่ทุกคนต่างเรียกว่า "บอส" ยังอยู่ในขั้นตอนของการรวบรวมข้อมูลหลักฐานต่างๆ เพื่อดำเนินการไล่ล่าตัว ทั้งนี้ขอเวลาในการทำงานในเรื่องดังกล่าวสักระยะ
-------------------------
รรท.อธิการบดี สจล. เผย ทบทวนการทำธุรกรรมการเงินกับ ธ.ไทยพาณิชย์ หลังพบไม่ให้ความร่วมมือ ตร.ตรวจสอบยักยอกเงิน

ศ.ดร.โมไนย ไกรฤกษ์ รักษาการแทนอธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาลาดกระบัง หรือ สจล. พร้อมคณะผู้บริหาร เปิดเผยว่า สถาบันฯ อยู่ระหว่างทบทวนการใช้บริการธุรกรรมทุกประเภทกับธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) เนื่องจากเห็นว่าธนาคารไม่ให้ความร่วมมือสถาบันและตำรวจในการส่งมอบเอกสารหลักฐาน เช่น สลิปถอนเงิน สำเนาการสอบสวน นายทรงกลด ศรีประสงค์ อดีตผู้จัดการธนาคารกรุงศรีอยุธยา สาขาบิ๊กซีศรีนครินทร์ หนึ่งในผู้ต้องหาคนสำคัญของคดีนี้

นอกจากนี้ ผู้บริหารสถาบันฯ ยังตั้งข้อสังเกตว่า ธนาคารลงโทษ นายทรงกลด ให้ลาออกเอง หลังตรวจสอบพบว่า นายทรงกลด อนุมัติให้เบิกถอนเงินโดยไม่มีการลงนาม และพบว่ามีการปิดบัญชีบางบัญชีที่เกี่ยวข้องในช่วงต้นปี 2557 โดยที่ผู้บริหารชุดปัจจุบัน ซึ่งมีอำนาจไม่ได้รับรู้ และหลายเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้สถาบันฯ เกิดความไม่ไว้วางใจธนาคาร และอาจย้ายบัญชีเงินเดือน เงินหมุนเวียนต่าง ๆ ของสถาบันฯ ไปใช้บริการธนาคารอื่น
/////////////////////////
กตร.โยกย้าย ตร.

มติ ก.ตร. รับ ร.ต.อ.ปรากรม กลับเข้ารับราชการตำแหน่ง สว.ปอท. - ยังไม่พิจารณาแต่งตั้ง ผบช.ก. รอเวลาเหมาะสม

พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ ก.ตร. ซึ่งมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมว่า ที่ประชุมมีมติเอกฉันท์ให้รับ ร.ต.อ.ปรากรม วารุณประภา อดีตรองสารวัตรงานกองกำกับการ 1 กองกำกับการ 4 ศูนย์ข้อมูลข้อสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งถูกไล่ออกจากราชการฐานกระทำความผิดวินัยร้ายแรง ปลอมแปลงลายพระหัตถ์ กำหนดการเสด็จของสมเด็จพระสังฆราช เมื่อปี พ.ศ. 2541 กลับเข้ารับราชการในตำแหน่ง สารวัตรสังกัดกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดทางเทคโนโลยี หรือ ปอท. หลังพนักงานสอบสวนได้มีคำสั่งยกฟ้อง และผ่าน พ.ร.บ.ล้างมลทิน แสดงว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ ประกอบกับทางกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พิจารณาแล้วเห็นว่ามีความรู้ความสามารถและจบการศึกษาด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ฯ จึงพิจารณาเพิ่มยศและให้สังกัด ปอท. เพื่อให้เข้ามาแก้ไขปัญหาเรื่องเว็บหมิ่นฯ พร้อมปฏิเสธเรื่อง มี ก.ตร. บางท่านไม่เห็นด้วย ส่วนการพิจารณาให้ข้าราชการตำรวจที่ผ่าน พ.ร.บ.ล้างมลทิน หรือพ้นจากการกระทำความผิด กลับเข้ารับราชการ จะใช้พิจารณากับข้าราชการตำรวจทุกนาย

อย่างไรก็ตาม ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ในที่ประชุม ก.ตร. ยังไม่มีการพิจารณาแต่งตั้งผู้มารับตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางแต่อย่างใด ส่วนการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจระดับรองสารวัตร-ชั้นประทวน ได้มอบหมายให้สำนักงานกำลังพลเตรียมความพร้อมไว้แล้ว แม้ยังไม่มีผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ก็ไม่กระทบกับการแต่งตั้งโยกย้าย
////////////////////////
คดีการเมือง

อดีต ส.ส.ปชป.ทวงถามความคืบหน้า คดีคนร้ายยิง RPG วัดพระแก้ว ปี 53 ที่ ดีเอสไอ

นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.ปชป. เดินทางเข้าพบ นางสุวน สุวรรณจูฑะ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ เพื่อติดตามความคืบหน้าคดีเกี่ยวกับคนร้ายพยายามยิงอาวุธสงคราม RPG ใส่วัดพระแก้ว ในช่วงการชุมนุม ปี 2553

โดย อธิบดีดีเอสไอ ได้ชี้แจงว่า คดีดังกล่าวดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษ และส่งสำนวนไปยังอัยการ เมื่อวันที่ 9 ก.ค. 2553 มีความเห็นสมควรสั่งฟ้อง นายบัณฑิต สิทธิธุม ผู้ต้องหาที่ 1 และคดีนี้ ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาแล้ว อยู่ระหว่างการพิจารณาในชั้นฎีกา

ส่วนประเด็นการดำเนินคดีกับ พ.ต.ท.ศุภชัย ผุยแก้วคำ อดีต รอง ผกก.สภ.พัทยา และปัจจุบัน เป็น ผกก.สน.บวรมงคล ที่ นายวัชระ ให้ข้อมูลว่าเป็นผู้จ้างวาน ให้คนร้ายของวัดพระแก้วนั้น ในชั้นการสอบสวน มีการสอบสวนเรื่องดังกล่าวแล้วแต่พนักงานสอบสวนคดีพิเศษเห็นว่า พยานหลักฐานยังไม่พอแจ้งข้อกล่าวหาจึงไม่ดำเนินคดีและอัยการก็มีคำสั่งให้สอบสวนเพิ่มเติมในเรื่องดังกล่าว

ส่วน นายศุภณัฐ หุลเวช ผู้ต้องหาอีกคนที่สั่งไม่ฟ้อง เนื่องจากพยานหลักฐานยังไม่พอว่าร่วมกระทำผิดในคดีดังกล่าว