PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพุธที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

“วิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์” เล่าวิถีประมงทะเล ฟันธงรัฐบาลแก้โจทย์ผิด – กรมประมงทำเอง “IUU ตัวจริง”

“วิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์” เล่าวิถีประมงทะเล ฟันธงรัฐบาลแก้โจทย์ผิด – กรมประมงทำเอง “IUU ตัวจริง” แนะกางมูลค่าส่งออก 35,000 ล้านให้ชัด แยกกุ้ง-ทูน่า-ปลาทะเล แล้วเจรจาอียูใหม่


ปีนี้นับเป็นปีของการรับผลจากกฏ “การกระทำ” และ “ไม่กระทำ” ของไทยในหลายๆ เรื่อง ในระดับมาตรฐานสากล ทำให้ประเทศไทยได้รับทั้งใบเตือนและติดธงเหลือง ธงแดง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องมาตรฐานการค้างาช้าง มาตรฐานการบิน มาตรฐานการทำธุรกิจประมง นับเป็นสัญญาณการเตือนภัยครั้งสำคัญต่อความอยู่รอดและอนาคตของประเทศ
ล่าสุด ชาวประมงที่ผิดกฎหมายต้องจอดเรือไม่สามารถออกจับสัตว์น้ำได้ เพราะรัฐบาลโดยศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย (ศปมผ.) ออกคำสั่งมีผลบังคับใช้วันที่ 1 กรกฎาคม 2558 ดำเนินการตามกฎหมายกับเรือประมงที่ผิดกฎหมายและไม่ผ่านการตรวจสอบเอกสาร 15 รายการ ซึ่งไม่สามารถออกทำการประมงได้ จึงมีเรือจอดเทียบท่าหลายพันลำทั่วประเทศ
ทั้งนี้เป็นผลมาจากสหภาพยุโรป (EU) ยื่นคำขาดให้ประเทศไทยปฏิรูปนโยบายเรื่องการประมงที่ผิดกฎหมาย ที่ไม่มีการรายงาน และที่ไม่มีกฎข้อบังคับ หรือที่เรียกย่อๆ ว่า IUU (Illegal, Unreported and Unregulated Fishing) มิฉะนั้นจะถูกห้ามส่งออกอาหารทะเลไปยัง EU ภายในสิ้นปีนี้ เพราะความวิตกกังวลสำคัญของ EU คือการที่ประเทศไทยไม่สามารถให้การรับรองได้อย่างถูกต้องถึงแหล่งที่มาและความถูกต้องตามกฎหมายของอาหารทะเลที่ส่งออก
ปัญหาและยุทธวิธีแก้ไขปัญหาประมงทะเลของไทยได้มีการพูดถึงและเสนอแนะต่อรัฐบาลมาตั้งแต่ปี 2538 ว่าจะทำอย่างไรให้อุตสาหกรรมประมงทะเลของไทยอยู่ได้อย่างยั่งยืนและมีทรัพยากรสัตว์ทะเลให้จับได้ตลอดไป
นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์
นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์
ต่อเรื่องนี้ นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ ผู้ซึ่งอยู่ในอุตสาหกรรมประมงทะเลมาตลอดชีวิต เจ้าของกลุ่มบริษัทศิริชัยการประมง ได้เขียนยุทธศาสตร์การประมงทะเลของไทย พร้อมข้อเสนอแนะต่อรัฐบาล เคยเป็นอดีตสมาชิกวุฒิสภา ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมการประมงแห่งประเทศไทย และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมการประมงนอกน่านน้ำไทย ได้ให้ความเห็นต่อการแก้ปัญหาการทำประมงทะเลต่อกรณี IUU ว่า
“กว่า 30 ปีที่ผ่านมา ที่กรมประมงไม่มีคนรู้เรื่องทะเลมาเป็นผู้บริหารกรมประมงเลย ส่วนใหญ่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านประมงน้ำจืด ด้านสิ่งแวดล้อม หรือมีก็มีไม่ครบ นี่คือปัญหาของกรมประมง”

ความไม่เข้าใจและการปล่อยปละละเลย

ฉะนั้น ถามว่าวันนี้ปัญหาตรงนี้มันคืออะไร ถ้าย้อนไปก่อนปี 2504 ตอนนั้นเป็นประมงพื้นบ้าน ประมงชายฝั่ง เพราะมีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ หากินใกล้ฝั่ง ใครที่อยู่ริมๆ ทะเลก็มีกิน
แต่วันดีคืนดีปี 2504 ประเทศไทยไปร่วมมือกับประเทศเยอรมัน นำเทคนิควิธีการจับปลาด้วยอวนลากมาใช้ อวนลากนี้ก็คือว่ามีเรือแล่นอยู่ข้างหน้าอวนอยู่ข้างหลัง ลากไปเรื่อยๆ ฉะนั้น ปลาที่มีอยู่ก็ติดขึ้นอวนมาเยอะแยะไหมด ก็จับปลาได้เยอะ
ในตอนนั้นเยอรมันได้บอกกับไทยอย่างชัดเจนหลังจากที่ได้มาทดลองแล้วว่า สิ่งที่คุณจะต้องทำคือการควบคุมจำนวนเรือประมง แต่ไทยก็ไม่ได้ทำ เพราะเห็นว่ามีทรัพยากรอยู่มากมาย และจำนวนเรือมีไม่มาก ก็ปล่อยให้ทำไป ใครอยากจะต่อเรือก็ต่อไป ใครมีเงินก็สามารถดัดแปลงเรือ ดัดแปลงเครื่องมือ ก็ไปจับปลา ซึ่งตอนนั้นก็มีการขอใบอนุญาตเรือ
จากนั้นไม่ถึง 10 ปี ปลาหมดทะเล ซึ่งถามว่าเราทำอะไรบ้างเพื่อแก้ปัญหา ก็ไม่ได้ทำอะไร
ไทยไม่ได้ทำอะไรกับปัญหาที่เกิดขึ้น จนเกิดเครื่องมือใหม่ๆ เมื่อปลาหน้าดินหมดเพราะเครื่องมืออวนลาก ก็เปิดเครื่องมือใหม่ อาทิ อวนลอย อวนล้อม ที่ใช้จับปลาผิวน้ำ เช่น ปลาทู ปลาอินทรีย์
ต่อมาวันดีคืนดีในปี 2523 รัฐบาลโดยกรมประมง ได้ออกมาตรการจำกัดเรืออวนลาก ให้จำกัดจำนวนเท่าที่มีอยู่ ไม่ให้เพิ่ม ซึ่งขณะนั้นมีเรืออวนลากประมาณ 3,000-4,000 ลำ ที่มีอาชญาบัตร
ประเด็นก็คือ การกำกับดูแลของไทยคือการไปคุมเรือตามอาชญาบัตร แต่ไม่คุมจำนวนเรือ ก็มีเรือจำนวนหนึ่ง เมื่อรัฐไม่ให้ใบอาชญาบัตร ก็ไม่ขออนุญาต ก็ทำการจับปลาไป จำนวนเรือเหล่านี้ก็เพิ่มขึ้น ประกอบกับเรือเหล่านี้ส่วนหนึ่งออกไปจับปลาในต่างประเทศ และถูกจับก็วิ่งกลับมาจับปลาในบ้านเรา มีการพัฒนามาใช้ตาอวนที่เล็กลง ไปจับในพื้นที่หวงห้ามบ้าง ในพื้นที่ตื้นบ้าง จนเกิดปัญหา
ถามว่าเครื่องมือประมงที่ใช้อยู่ผิดกฎหมายหรือไม่ มันไม่ผิดกฎหมาย แต่มีอยู่ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มหนึ่งมีใบอนุญาต (อาชญาบัตร) ที่ถูกกฎหมาย และอีกกลุ่มหนึ่งที่ทำประมงโดยไม่มีใบอนุญาต อันนั้นผิดกฎหมาย
วันนี้สังคมยังเข้าใจอยู่ว่าอวนลากผิดกฎหมาย จริงๆ ไม่ใช่ มันเป็นเครื่องมือที่อนุญาตให้ใช้ได้และมีการผ่อนผันมา 2-3 รอบ คือนิรโทษกรรม อนุญาตให้จดทะเบียนใหม่ จนปี 2539 ที่มีการอนุญาตให้จดทะเบียน ซึ่งตัวเลขในปีนั้นมีเรืออวนลากอยู่ประมาณ 7,000-8,000 ลำ และเป็นปีสุดท้ายที่คุมทะเบียนเรือ
หลังจากปี 2539 จำนวนเรืออวนลากก็ลดลงมาเรื่อยๆ ก็มีทั้งเรือถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย บางคนไปขออนุญาตเครื่องมืออวนลากไม่ได้ เจ้าหน้าที่เองก็เป็นคนแนะนำให้ขอเครื่องมืออื่น บอกว่าถ้าอวนลากเขาไม่ให้ ก็ไปขอเป็นอวนลอยแล้วกัน มีใบอนุญาตอวนลอยแต่ทำอวนลาก และมีบางส่วนเมื่อไม่อนุญาตก็ไม่จดทะเบียนเลยสักอย่าง ทะเบียนเรือก็ไม่มี เพราะมาขออาชญาบัตรไม่ได้ จึงเป็นการทำประมงเถื่อน ก็ไม่มีใครไปดูแล ไม่มีใครไปจับ ไม่มีใครสนใจเขา ก็เหมือนกับพวกหาบเร่แผงลอย รถตู้ในกรุงเทพฯ ทั้งหลาย ที่วันดีคืนดีรัฐลุกขึ้นมาจัดระเบียบ และจับผู้ที่ทำผิดกติกา
เรือประมง-1
ขณะที่เจ้าหน้าที่กรมประมงเองรุ่นหลังๆ ก็ไม่ได้มีความรู้ ก็คิดว่าเครื่องมืออวนลากนั้นจำเป็นจะต้องยกเลิก เพราะทำลายทรัพยากรมหาศาล คือด้วยความไม่เข้าใจ จริงๆ แล้วเครื่องมืออวนลาก ถามว่าวันนี้เป็นเครื่องมือประมงที่ยังใช้ได้ไหม ต้องไปดูที่ข้อตกลงองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) วันนี้ก็ยังมีเครื่องมืออวนลากอยู่ในทะเบียน ประเทศทั้งหลายในโลกที่ทำประมงก็ยังใช้เครื่องมืออวนลากอยู่ ไม่ว่าจะเป็นสหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน ทุกประเทศที่มีทะเลก็มีเครื่องมืออวนลากทั้งนั้น
“ถามว่าแล้วเรือเหล่านี้เป็นเครื่องมือในการทำลายหรือไม่ ใช่ มีศักยภาพในการทำลาย แต่มันก็มีวิธีการที่จะจำกัดการทำลายของมัน คืออะไรบ้าง 1. พื้นที่ที่มีปะการัง ก็ห้ามเข้า 2. ขนาดตาอวน ห้ามใช้ตาอวนขนาดเล็ก 3. มีเครื่องมือที่จะทำให้สามารถยกอวนโดยไม่ครูดไปตามหน้าดิน คือมีลูกบอลไปอยู่ข้างหน้า ในรุ่นใหม่ๆ ก็มีการออกแบบมา เรียก “ว่าว” เป็นตัวยกอวนให้อยู่เหนือพื้นดิน ก็จะไม่ทำลายหน้าดิน ก็จะมีระบบวิธีการที่จะดูแลจัดการเพื่อลดปัญหาการทำลายทรัพยากร ซึ่งเครื่องมืออวนลากนั้นยังจำเป็น เพราะเป็นเครื่องมือเดียวที่มีประสิทธิภาพในการจับปลาหน้าดิน ซึ่งจะใช้เครื่องมืออื่นก็ไม่มี”

ขึ้นบกทำประมงน้ำจืด -หยุดสร้างคนประมงทะเล

ประเด็นคือความไม่เข้าใจของรัฐ รัฐบาลทิ้งในเรื่องวิชาการเกี่ยวกับประมงทะเลมาไม่น้อยกว่า 30 ปี ไม่มีการสร้างคนด้วย เพราะสมัยอธิบดีกรมประมงคนสุดท้ายที่รู้เรื่องทะเลคือ นาวาโท สว่าง เจริญผล ในสมัยนั้นเขาบอกว่าประเทศไทยคงไม่มีอนาคตเรื่องประมงทะเลแล้ว จึงขึ้นบก หันมาเริ่มทำประมงน้ำจืด พอหันมาทำประมงน้ำจืด การพัฒนาคนทางด้านทะเลจึงหยุด ทั้งที่เคยส่งคนไปเรียนต่างประเทศทางด้านการประมงทะเลทั้งในญี่ปุ่น ยุโรป อังกฤษ อเมริกา ทั้งหลายก็หยุดหมด
“เรามาพัฒนาเรื่องการเพาะเลี้ยง เรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องอะไรต่างๆ แทน ซึ่งอยู่ในช่วงปี 2524-2525 เพราะว่าสอดรับกับตอนนั้นที่มีกฎหมายทะเล 1982 เข้ามาพอดี คือกฎหมายอนุญาตให้ประเทศต่างๆ ขยายเขตทะเลออกไปจาก 12 ไมล์ทะเล เป็น 200 ไมล์ทะเล เป็นส่วนของเขตเศรษฐกิจจำเพาะ ซึ่งจะเชื่อมโยงกับเรื่องการทำประมง IUU ที่จะกล่าวต่อไป” (อ่านเพิ่มเติม…ข้อเท็จจริง ปัญหา อุปสรรค และแนวทางแก้ไขปัญหาของการประมงทะเลของไทยทั้งระบบ)
“เมื่อไม่มีการสร้างคน ถามว่ากรมประมงวันนี้มีองค์ความรู้ที่จะดูแลจัดการทะเลไหม ก็ไม่มี ผมเคยเสนอไปบอกว่าตราบใดที่ประเทศไทยยังมีทะเลอยู่ มีทรัพยากรมูลค่านับแสนล้านต่อปี ถามว่าทำไมเราไม่ตั้งกรมประมงทะเล แต่เรามีกรมหม่อนไหม ทั้งที่วันนี้มูลค่าไหมหลักแค่พันล้าน เรายังมีการตั้งกรมขึ้นมา 1 กรม เพื่อดูแลผลประโยชน์ตรงนั้น ถามว่าทะเลเรามีผลประโยชน์เป็นแสนล้านบาท ทำไมจึงไม่มีกรมทะเล แล้วตั้งแล้วดูแลจัดการเรียบร้อยแล้ว ไม่มีความจำเป็นแล้วก็สามารถยุบได้ เหมือนกับข้าวสมัยหนึ่งมีกรมการข้าว แล้ววันดีคืนดีรัฐบาลก็ยุบกรมการข้าว แล้วในวันนี้เห็นความสำคัญก็มีการตั้งกรมการข้าวขึ้นมาใหม่ การตั้งไม่ได้เป็นปัญหาอะไร แต่รัฐก็ตอบไม่ได้ คือด้วยความไม่รู้ไม่เข้าใจ คิดว่าช่างมัน ไม่สนใจมัน เราก็ปล่อยประมงทะเลทิ้ง”
เรือประมง-6

ความเข้าใจเรื่อง IUU-มาตรการ EU คนละเรื่องเดียวกัน

เรื่องของประมง IUU ถามคนไทยในวันนี้ว่าเขาใจ IUU ว่าอย่างไร สังคมและรัฐบาลเองก็เข้าใจว่า IUU คือกติกาที่ EU ตั้งขึ้นมา เพื่อจะบังคับให้ประเทศต่างๆ ที่ส่งอาหารทะเลเข้าไปขายใน EU นั้นต้องปฏิบัติตาม ไม่ผิดกฎหมาย มีการควบคุม มีการรายงาน จริงๆ แล้วมันไม่ใช่
IUU นั้นเป็นพัฒนามาจากอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 เป็นกติกาสากลที่ UN เขียนขึ้นมา เพื่อเป็นการดูแลความสมดุลทางทะเล
อันนี้ได้มีการยกร่างเสร็จสิ้นตั้งแต่ปี 1982 คือปี 2525 ที่จริงแล้วไทยควรจะเป็นประเทศแรกๆ ที่ลงนามในสัตยาบัน เพราะในสมัยนั้นพลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ นั่งเป็นประธานในที่ประชุมของสหประชาชาติเรื่องกฎหมายทะเล
เมื่อมีการยกร่างเสร็จ ประเทศไทยก็มีการเตรียมการลงนาม บินไปนิวยอร์ก แต่ถึงเวลา สหรัฐอเมริกาบอกไม่ลงนาม วันนี้ก็ยังไม่ลงนาม ถามว่าทำไม่เขาไม่ลงนาม เพราะสหรัฐอเมริกาเขาเห็นว่า 1. เขาเป็นมหาอำนาจ กำปั้นเขาใหญ่ใครจะไปวุ่นวายกับเขาก็ไม่ง่าย 2. เขามองว่าภายใต้อนุสัญญาฉบับนี้ มีกติกาที่ว่าด้วยเรื่อง พื้นดินใต้ทะเล (sea-bed) ซึ่งมีผลประโยชน์เรื่องแร่ธาตุ และอะไรต่างๆ อยู่จำนวนมาก และประเทศอื่นๆ ไม่สามารถแข่งขันด้านเทคโนโลยีที่จะทำการสำรวจพื้นดินใต้ท้องทะเลกับสหรัฐอเมริกาได้ ดังนั้น หากเข้าเป็นภาคี ส่วนนี้ก็จะเป็นการจำกัดสิทธิที่สหรัฐอเมริกาจะเข้าไปใช้ประโยชน์หรือทำการสำรวจทั้งหลาย สหรัฐอเมริกาจึงไม่ลงนาม
แต่ไทยเองไม่เข้าใจ สมัยนั้นไทยเดินตามก้นอเมริกา เมื่ออเมริกาไม่ลงนามไทยก็ไม่ลงนามด้วย แต่ปัญหาคือไทยไม่ได้มีศักยภาพเช่นเดียวกับสหรัฐอเมริกา เราไม่รู้ ไม่ลงนาม แต่ปัญหาคือ พอไม่ลงนาม ไทยก็ไม่ได้สนใจกฎหมายฉบับนี้
กฎหมายฉบับนี้ไม่ใช่แค่ออกกฎหมายมาแล้วจะหยุดอยู่แค่นั้น แต่กฎหมายฉบับนี้ให้สิทธิประเทศชายฝั่งทุกประเทศ สามารถที่จะขยายทะเลออกไปจาก 12 ไมล์ทะเล เป็น 200 ไมล์ทะเลได้ เป็นสิทธิทางเศรษฐกิจ เรียกว่าเขตเศรษฐกิจจำเพาะ แต่ก็มีสิทธิหน้าที่ คือเขาให้สิทธิทางเศรษฐกิจ แต่ก็ไม่ได้ให้สิทธิ์เด็ดขาด แล้วก็ไม่ใช่ว่าให้สิทธิ์เฉยๆ เขาให้รัฐมีหน้าที่ด้วย มีหน้าที่อะไร ยกตัวอย่าง กรมประมง ที่มีหน้าที่ต้องจัดการทรัพยากรประมงให้เกิดความยั่งยืน เป็นเงื่อนไขที่ต้องทำ แล้วทรัพยากรตรงนี้เป็นทรัพยากรของมนุษยชาติ ถ้าคุณไม่ใช้ ก็ต้องให้ประเทศอื่นเขามาใช้ ให้คนอื่นมีสิทธิ์ใช้ด้วย ซึ่งแม้แต่รัฐที่ไม่ติดทะเล ก็มีสิทธิที่เดินเรือออกทะเลได้
ไม่ใช่คุณบอกว่า นี่เป็นประเทศคุณ สมมุติว่า บนบกมีถนน ใครที่จะขับรถผ่านถนนของเรานั้นเราสามารถปฏิเสธได้ โดยต้องผ่านข้อจำกัดต่างๆ เช่น เป็นรถทะเบียนไทย อะไรต่างๆ แต่ทะเลนั้น ไม่ใช่ เขามีสิทธิของเขา ในเรื่องของประมงนั้น เขาก็ให้สิทธิเราในการครอบครอง แต่ขณะเดียวกันเขาก็ให้ภาระเราในการจัดการให้เกิดความยั่งยืน อันนี้คือหลักของกฎหมาย
เมื่อมาถึงจุดนี้ ทางองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ก็มาพัฒนาต่อว่าทำอย่างไรจะจัดการให้เกิดความยั่งยืน FAO ก็มีการประชุมอย่างต่อเนื่องและได้มีข้อตกลงเกิดขึ้นมากมาย โดยประเทศต่างๆ ไปร่วมประชุมและพัฒนาออกมาเป็นจรรยาบรรณว่าด้วยการทำประมงอย่างรับผิดชอบ (Code of Conduct for Responsible Fisheries: CCRF) เมื่อประมาณ 20 ปี ตั้งแต่ปี 2538 และพัฒนาไปอีกขั้นหนึ่ง จากการทำประมงอย่างยั่งยืน (Sustainable Fishing) มาสู่การทำประมงอย่างรับผิดชอบ (CCRF)
จากนั้นก็มาพัฒนาเครื่องมือที่จะกำกับการทำประมงอย่างรับผิดชอบ คือ การพัฒนาแผนปฏิบัติการระหว่างประเทศเพื่อขัดขวาง ยับยั้ง และลดการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ไม่รายงาน และไร้การควบคุม หรือ IUU ก็คือว่า หากทำประมงด้วยความรับผิดชอบจะต้องไม่เป็น IUU นี่คือมาตรการที่ FAO พัฒนาต่อจากอนุสัญญาสหประชาชาติว่ากฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 หรือเรียกง่ายๆ ว่า “กฎหมายทะเล 1982” (United Nations Convention on the Law of the sea 1982: UNCLOS) ขึ้นมา ไม่ใช่มาตรการของอียู
เมื่อมาถึงจุดนี้เขาก็มีการพัฒนาอีกขั้นหนึ่ง คือ International Plans of Action (IPOAs) เพื่อเป็นมาตรการในการกำกับ IUU อีกทีหนึ่ง และ IPOA นี้ก็จะมีอยู่ 4 ตัว ที่เป็นตัวกำกับเรื่องประมง IUU และ FAO ก็หยุดอยู่แค่นี้ และให้ประเทศต่างๆ นำหลักการนี้ไปใช้
เรือประมง-3

อียูชดเชยแสนล้านบาทรับกฎ IUU

ประเทศไทยก็ไม่สนใจ และหลายๆ ประเทศก็ไม่สนใจ แต่มีอียูที่เป็นพระเอกนำไปพัฒนาในบ้านเขา นำไปใช้กับการทำประมงให้ไม่เป็น IUU
วิธีการที่อียูทำ ก็มีการสำรวจทรัพยากรทางทะเล สมัยก่อนแต่ละประเทศมีทะเลเป็นของตัวเอง เมื่ออียูตกลงรวมเป็นสหภาพยุโรปก็รวมพื้นที่ทางทะเลด้วย จากนั้นก็แบ่งสันปันส่วนในการจับสัตว์น้ำว่าใครสามารถจับได้เท่าไร ต้องมีเรือกี่ลำ เรือแต่ละลำมีโควตาจับได้กี่ตันต่อปี
เมื่อเขาพัฒนาเสร็จ ก็พบปัญหาว่ามีเรือเกินทรัพยากรที่มีอยู่ โดยอียูใช้เงินเกือบ 1 แสนล้านบาท ในการซื้อเรือ จ่ายชดเชยให้กับเรือ เพื่อให้ออกจากธุรกิจประมง เขาใช้เวลาเกือบ 10 ปี ในการที่จะจัดการให้เกิดความเรียบร้อย เมื่อเขาจัดการเสร็จ ก็ไปทำ National Plans of Action (NPOA) ขึ้นมาเพื่อให้สอดคล้องรับกับ IPOA เป็นมาตรการเฉพาะของกลุ่มประเทศอียูด้วยกัน ในการดูแลกำกับไม่ให้ประมงในกลุ่มประเทศของเขาเป็นประมง IUU
และมีอยู่ข้อหนึ่งในเรื่องของมาตรการในการกำกับ ในฐานะที่ตนเองเป็นรัฐที่ซื้ออาหารทะเล ฉะนั้น ใครที่ส่งของไปขายอียูก็ต้องไม่เป็น IUU ด้วย ตรงนี้เองที่เมื่อมีผลบังคับเขาก็จะไปบังคับประเทศที่ส่งออกสินค้าไปให้เขาว่า หากคุณต้องการส่งสินค้ามาให้ฉัน จะต้องไม่เป็น IUU

อียูส่งสัญญาณมา 10 ปี – กรมประมงทำเอง IUU ตัวจริง

อียูส่งสัญญาณมาประเทศไทย ประมาณ 10 ปีได้แล้ว แต่ประเทศไทยก็ไม่สนใจ จนวันหนึ่งเขาบอกว่าจะเอาจริง รัฐบาลไทยทำอย่างไร กรมประมงด้วยความที่ไม่เข้าใจว่าเรื่องเป็นมาอย่างไร จึงมองว่าอียูตั้งมาตรการนี้ขึ้นมา โดยมองว่าเป็นมาตรการของอียู แต่ไม่ได้มองว่าเป็นของมาตรฐาน UN มาตรฐาน FAO จึงไปตอบสนองอียู โดยการทำเอกสารหลอกอียู ก็คือ สมมุติว่า ผมเป็นคนส่งออกปลาไปอียู กรมประมงก็บอกว่าในฐานะผู้ส่งออกคุณต้องทำเอกสารว่าไปซื้อปลามาจากใคร ไปซื้อปลามาจากนาย ก. นาย ก. เป็นเจ้าของเรือก็ต้องกรอกเอกสารแบบฟอร์มว่าตนเองมีใบอนุญาตทำประมง ทำประมงไม่ผิดกฎหมาย มีการรายงานต่างๆ แล้วก็ส่งไปให้อียู
“แต่จริงๆ แล้วถูกกฎหมายหรือเปล่าไม่รู้ ก็ทำมาเช่นนี้ ทางอียูเขาก็รู้ว่านี่คือการหลอก ฉะนั้น เมื่ออียูเขาไม่เอาด้วย จึงให้ใบเหลืองมา เราก็เต้น ทีนี้พอเต้น ด้วยความเข้าใจของกรมประมง ของประเทศไทยทั้งหมด ก็มองว่านี่คือมาตรการอียู จึงพยายามตอบสนองอียูโดย IUU มีอยู่ 3 ข้อ คือ Illegal, Unreported และ Unregulated ซึ่ง Illegal คือ เรือประมงที่ไม่มีใบอนุญาต ไม่มีทะเบียนเรือ เรือผิดกฎหมายต่างๆ ก็มาจัดการ สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ คือมาตรการที่รัฐบาลจัดการ เพื่อตอบสนอง EU- IUU”
“จริงๆ แล้วถามว่าถูกไหม คำตอบคือผิด ผิดเพราะอะไร เพราะว่าไม่ได้ไปดูถึงพัฒนาการว่าเขาต้องการตั้ง IUU ขึ้นมาโดย FAO เพื่อให้เกิดการทำประมงด้วยความรับผิดชอบ ทำประมงด้วยความยั่งยืน ประเด็นคือวันนี้เราไปจัดการสั่งให้เรือจอด เพราะไม่มีใบอนุญาตนั้นมันตอบรับกับการทำประมงด้วยรับผิดชอบ ด้วยความยั่งยืนหรือเปล่า คำตอบคือไม่ใช่”
นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์
นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์

รัฐบาลแก้โจทย์ผิด-ต้องนับหนึ่งที่ข้อมูลเพื่อความยั่งยืนประมงทะเล

ถ้าจะทำประมงให้เกิดความยั่งยืน ต้องไปเริ่มที่กฎหมายทะเล 1982 เขาให้เราขยายทะเลจาก 12 ไมล์ทะเล เป็น 200 ไมล์ เราก็ต้องรับผิดชอบด้วย คือจัดการให้เกิดความยั่งยืน เราก็ต้องกลับไปดูว่า เขาให้เราขยายทะเล เราขยายแล้ว วันนี้มีเท่าไร เรามีน่านน้ำไทยประมาณ 350,000 ตามรางกิโลเมตร
เมื่อเรามีน่านน้ำ 350,000 ตารางกิโลเมตร เราต้องมีการสำรวจ มีการศึกษา มีการประเมินว่ามีปลาอยู่ที่ไหน จำนวนเท่าไร อย่างไร อันดับแรกต้องไปตั้งหลักตรงนั้นก่อน ประเมินว่ามีทรัพยากรเท่าไร แค่ไหน แล้วตรงนั้นก็จะไปกำหนดจำนวนว่าเราจะให้จับเท่าไร มันจึงจะสามารถออกลูกออกหลานให้เกิดความมั่นคงยั่งยืนได้ คือมีปลาให้จับตลอดไป
สมมุติว่าผลสำรวจออกมาแล้ว ไทยมีปลาประมาณ 3 ล้านตัน/ปี ในอาณาเขตทะเล 350,000 ตารางกิโลเมตรนั้น ใน 3 ล้านตันนั้นให้จับหมดไม่ได้ ให้จับเพียงครึ่งหนึ่ง คือ 1.5 ล้านตัน ก็ต้องมาออกแบบว่าใน 1.5 ล้านตันนี้มีปลาอยู่ตรงไหนบ้าง จะใช้เครื่องมืออะไรจับ จำนวนเท่าไร แล้วถึงจะมาออกใบอนุญาต มันจึงจะสามารถแก้ตัว I (ผิดกฎหมาย) ใน IUU ได้ แต่ปัญหาคือเราไม่ได้แก้ทำในสิ่งเหล่านี้เลย มีการสำรวจไหม ก็มีการสำรวจ แต่เป็นในลักษณะการสำรวจเป็นครั้งคราว ที่จริงจะต้องมีการทำตลอดทั้งปี และทำทุกปี แล้วก็ทำทุกเครื่องมือ ทำทุกพื้นที่
แต่เราไม่ได้ทำ เราทำอยู่เครื่องมือเดียว คือ อวนลาก เป็นหลัก และก็ทำเป็นครั้งคราวอย่างที่บอก และตัวเลขที่ออกมาบอกว่าชาวประมงเคยจับปลาได้ 297 กิโลกรัม ในปี 2504 แต่มาวันนี้เหลือเพียง 15 กิโลกรัม 12 กิโลกรัม อะไรก็ว่าไป ซึ่งมันไม่ใช่ มันต้องทำข้อมูลใหม่ทั้งหมด แล้วจึงมาประเมิน มากำหนดโควตา แล้วจึงให้ใบอนุญาต พร้อมทั้งออกมาตรการกำกับดูแลว่าจะควบคุมอย่างไร จะให้รายงานอย่างไร

เรือทุกประเภททำลายทรัพยากรหมด

วันนี้เรามาทำเรื่องใบอนุญาต เรื่องการควบคุม ทำเรื่องการรายงาน แต่มันไม่ตอบสนองเรื่องความยั่งยืนของประมงเลย
ถามว่าวันนี้เราแก้ปัญหาถูกทางไหม ไม่มีทางหรอก มันก็ไปต่อไม่ได้ หากไม่เริ่มกลับไปนับหนึ่งที่การประเมินทรัพยากร นับสองที่การกำหนดโควตาการทำประมง และนับสาม คือต้องมีการจดทะเบียนเรือทุกลำ ทุกเครื่องมือ ไม่ว่าจะเป็นเรือเล็กเรือน้อย เรือพายเรือแจวทุกอย่างที่ทำประมง
ไปดูเมืองนอกในบางประเทศ ชาวบ้านธรรมดา นักตกปลาสมัครเล่น วันนี้อยากจะไปตกปลาทะเลก็ต้องไปซื้อใบอนุญาตนะ ไม่ใช่ว่าอยู่ๆ จะเอาเบ็ดไปยืนริมตลิ่งแล้วก็ตกได้ เมืองนอกในหลายประเทศเขาบังคับว่า คุณจะต้องมาซื้อใบอนุญาต แล้วในใบอนุญาตก็จะกำหนดว่าวันนี้คุณจะตกกี่ตัว เราบอกว่าจะขอตกปลา 5 ตัว เราก็ซื้อใบอนุญาตขอตกปลา 5 ตัว พอตกครบแล้วก็ต้องเลิกกลับบ้าน จะจับเกิน 5 ตัวไม่ได้
ส่วนหนึ่งเป็นจิตสำนึกเขาเอง แล้วก็มีเงื่อนว่าห้ามจับปลาตัวเล็ก คุณก็ต้องปล่อย นี่คือการกำกับ เป็นกติกาในการควบคุม
“แต่ไทยไม่เคยทำเลย และในวันนี้เราก็พยายามควบคุมเฉพาะเรือพาณิชย์ที่มีขนาด 30 ตันกรอสขึ้นไป แต่ถามว่าแล้วเรือเล็กกว่านั้นล่ะ มันควรต้องคุมหมด เพื่ออะไร เพราะในวันนี้ถามว่าประมงพื้นบ้านถามว่าทำลายไหม ก็ทำลายไม่แพ้เรือประมงพาณิชย์หรอก เพราะประมงพื้นบ้านเรือลำหนึ่ง อย่างสมัยก่อนเรืออวนลอย มีอวนลอยยาวประมาณ 50-100 เมตร แต่วันนี้เรือประมงพื้นบ้านมีการขยายอวนยาวเป็นกิโลฯ และประมงพื้นบ้านบางส่วนก็ใช้อวนตาถี่ เขามีหมดทุกอย่าง ไม่ใช่เฉพาะประมงพาณิชย์ ประมงพื้นบ้านก็ทำลายทรัพยากร ก็ทำลายเหมือนกันหมด แต่ด้วยความไม่เข้าใจ ตอนนี้เราจะมาเร่งจัดระเบียบกับเรือประมงทางพาณิชย์อย่างเดียว มันไม่ใช่”
เรือประมง-4

รัฐต้องกางมูลค่าส่งออก 35,000 ล้านให้ชัด แยกกุ้ง-ทูน่า-ปลาทะเล แล้วเจรจาใหม่

วันนี้วิธีการที่ถูกต้องที่รัฐบาลต้องทำ อันดับแรก ต้องไปคุยกับอียู เปิดโต๊ะเจรจา ต้องถามอียูว่าคุณต้องการจะจัดการเรื่อง IUU กับประมงทะเล หรือว่าต้องการกีดกันทางการค้า เอาให้ชัดเจนว่าเพราะอะไร วันนี้หากเราเอา “ปลา” ที่ส่งไปอียู มูลค่าประมาณ 35,000 ล้านบาท เอามาแยกจะมี 3 ส่วน คือ กุ้ง ทูน่า และปลาทะเล
ในส่วนของ “ปลาทะเล” นี้มีมูลค่าไม่เกิน 5 พันล้าน ที่เหลืออีก 3 หมื่นล้าน มาจากกุ้งกับทูน่า ถามว่ากุ้งกับทูน่าเป็น IUU ตรงไหน เพราะกุ้งก็เพาะเลี้ยง และทูน่าก็นำเข้าจากต่างประเทศ
“ฉะนั้น ถามว่าทำไมรัฐบาลไม่เจรจา เพราะด้วยความที่ไม่รู้ เวลาไปเจรจากับเขา คุณก็รับมาหมด ทำไมคุณไม่บอกว่าคุณ (อียู) ต้องแยกสินค้าที่ส่งออก ไม่อย่างนั้นคุณ NTB (Non Tariff Barriers) เป็นการกีดกันทางการค้า คุณก็เอา 2 ส่วนนี้ (กุ้งกับทูน่า) ที่ไทยส่งออก แยกออกไปต่างหาก แล้วเหลือปัญหาปลาทะเล 5,000 ล้านบาท ที่ไทยต้องจัดการ ไม่ใช่ 30,000 ล้านบาท”
“วันนี้รัฐบาลตื่นเต้นเพราะอะไร เพราะ 35,000 ล้านบาท โอ้โห เศรษฐกิจกำลังแย่อยู่แล้ว รัฐบาลก็กลัวว่าจะแย่ไปอีก ซึ่งจริงๆ แล้วไม่เกี่ยวเลย”
เมื่อเจรจาแล้ว จากนั้นการเจรจาว่าในการแก้ปัญหา IUU ของคุณ (อียู) ใช้เวลาเท่าไร 10 ใช่ไหม ใช้เงิน 1 แสนล้านบาทใช่ไหม แล้วคุณให้เวลาไทยเพียง 6 เดือนในขณะที่ไทยไม่มีเงินเลย ถามว่าแฟร์ไหม
จริงอยู่ เขาเตือนและให้เวลาเรานานแล้ว ส่วนนี้เราก็ผิดจริง แต่เราก็จะแก้ไขใหม่ คุณจะต้องให้เวลาเราทำ ไม่ใช่ว่าให้ 6 เดือน เพราะ 6 เดือนทำไม่ได้ เพราะการสำรวจทรัพยากร 6 เดือนสำรวจได้ไหม ก็ไม่ได้ อย่างน้อยเป็นปี แล้วจึงมากำหนดเงื่อนไข คำนวณอะไรต่างๆ ว่าประเทศไทยในอาณาเขต 350,000 ตารางกิโลเมตรนั้น จะมีปลาเท่าไร แล้วให้จับได้เท่าไรจึงจะเกิดความยั่งยืน โจทย์ตัวนั้นต้องใช้เวลาในการทำวิจัย ในการศึกษาต่างๆ

สำรวจทรัพยากร-จัดสรรโควตา-ตั้งกองทุนชดเชย

“ฉะนั้น วันนี้เราก็ต้องขอเวลากับอียูแบบแฟร์ๆ กับเขาว่านี่คือข้อเท็จจริง หรือหากจะแบน ก็แบนเฉพาะส่วนส่งออกมูลค่า 5,000 ล้านบาท แต่ไม่ใช่ 30,000 ล้านบาท คุณอย่ามายุ่ง ซึ่งต้องเอาข้อมูลอย่างนี้ไปเจรจากับเขา แล้วจึงจะมาดูเรื่องการจัดการ ทำการสำรวจจำนวนเรือ สำรวจทรัพยากร สำรวจว่าใครอยู่ที่ไหนอย่างไรบ้าง แล้วก็มาจัดสรร สมมติถ้าเรามีเรือ 20 ลำ เกินมา 15 ลำ ทำอย่างไรจะจัดการเรือ 15 ลำออก เราก็ต้องไปตั้งกองทุนมารองรับ จะซื้อเรือ จะลดเรือ จะซื้อเครื่องมือ จะทำอะไรก็ว่ากันไป ประเทศไทยมี 350,000 ตารางกิโลเมตร บอกว่าให้เรือเท่าไร ผมเองก็เคยคำนวณมาในหนังสือ บอกว่าไม่ควรมีเรือประมงเกิน 30,000 ลำในประเทศไทย”
ตอนนี้ไทยมีเรือประมง 60,000 ลำ ต้องเอาออกไปครึ่งหนึ่ง ผมเคยคำนวณในปี 2544 บอกว่าใช้เงินประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งวันนี้อาจจะไม่ถึง 2 หมื่นล้านบาทหรอก แค่ 1 หมื่นล้านบาท เราก็ทำได้แล้ว ถามว่า 1 หมื่นล้านบาท มากไหม ก็มาก แต่ถามว่ายุโรปเขาใช้เป็นแสนล้านบาท ก็บอกว่ายุโรปรวย ไทยจน ก็ไม่เป็นไร แต่เวียดนามจนกว่าเราไหม เขาทำมากว่า 10 ปีแล้ว เอาแนวคิดที่ผมเคยไปคุยกับเขาอยู่หลายปี จนกระทั่งเขาเห็นว่าเข้าท่า เขาเอาไปทำ โดยเขามีเรือประมงอยู่ 70,000 ลำ ใช้เงินไปประมาณ 800 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดจาก 70,000 ลำ เหลือ 35,000 ลำ เกาหลี ญี่ปุ่น ไต้หวันทุกประเทศทำหมดแล้ว
“ญี่ปุ่นเมื่อสมัย 20 ปีที่แล้ว มีเรืออวนลอย ทำการประมงในทะเลหลวง ใช้อวนยาวประมาณ 100 กิโลเมตร ไปขึงขวางทะเล แล้วปลาก็ว่ายมาชน ว่ายมาติด ปลาทูน่า มีโลมา รวมไปถึงนกที่ติดเข้าไปในอวนเพราะนกลงไปโฉบกินปลา ไปเจออวนก็ติดอวน ยูเอ็นบอกว่าไม่ได้หรอกความยาว 100 กิโลเมตร คุณกู้อวนตอนเช้ากว่าจะกู้เสร็จตอนเย็น แล้วพวกโลมาและนกทั้งหลายติดอวนเข้าไปก็ตาย คุณไม่ได้จับปลาทูน่าอย่างเดียว คุณทำลายโลมา ทำลายนกด้วย ยูเอ็นตั้งข้อกำหนดให้ใช้อวนความยาวไม่เกิน 2.5 กิโลเมตร”
ญี่ปุ่นทำอย่างไร เมื่อเป็นกติกาสากล เขามีเรือทำประมงแบบนี้อยู่ 400 ลำ 1 ลำมูลค่าประมาณ 100 ล้านบาท เขาก็ตั้งกองทุนขึ้นมาซื้อเรือทั้งหมด 400 ลำ เอาไปตัดเศษเหล็ก เพราะว่ามันเป็นกติกาสากล นี่คือทุกประเทศเขาทำ เขาแก้ปัญหา
“แต่เราปล่อย เราไม่สนใจ เพราะรัฐบาลบอกว่ารัฐบาลไม่มีเงิน ซึ่งจริงๆ แล้วสามารถกู้เงินมาได้ และทรัพยากรที่เรามีหากจัดการดีๆ ที่เพิ่มขึ้นมา ก็คุ้มกับเงินที่เรากู้มา มันเป็นผลประโยชน์ชาติแต่รัฐบาลบอกว่าไม่ทำ และบอกว่าชาวประมงคุณผิดกฎหมาย ชาวประมงคุณเอารัดเอาเปรียบสังคม หากรัฐคิดอย่างนั้นก็แก้ไม่ได้หรอก นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น”
ฉะนั้นถ้าเราลองไปขอเวลาอียูมา 2 ปีได้ไหม เราจะจัดการเรือ 5,000 ลำ ที่เป็นประมง IUU ให้หมดไปเลย อย่างนั้นเราก็ทำได้ แต่ไม่ใช่ทำอย่างวันนี้
อย่าลืมว่าเรือประมงวันนี้ สำหรับเรืออวนลาก มีจำนวนน้อยกว่าปี 2539 อีก เมื่อปี 2539 ไทยเคยคุมว่าให้มีเพียง 8,000 ลำ วันนี้อาจจะมีเพียงแค่ 5,000 ลำเท่านั้น แล้วทำไมไม่ออกใบอนุญาตให้เขาล่ะ เพราะอะไรเพราะวันนี้กรมประมงเองก็ไม่มีตัวเลขอะไรสักอย่าง จะบอกว่ามีการใช้ทรัพยากรเกินไป 25% อย่างที่ออกข่าว ถามว่าคุณเอาตรงไหนมาคิด เพราะคุณยังไม่มีองค์ความรู้ว่าวันนี้มีปลาเท่าไรในทะเลไทย คุณมีแต่สถิติที่ไปสำรวจมาว่า ณ วันนี้ ถ้าลงแรง 1 ชั่วโมง จับปลาได้ 15 กิโลกรัม แต่ชาวประมงบอกว่า 15 กิโลกรัม เขาจะอยู่ได้อย่างไร
“เรือ 1 ลำ สมมติลงทุนลำละ 1 ล้านบาท ออกเรือต่อครั้งมีค่าน้ำมัน ค่าคนงาน ค่าอะไรเบ็ดเสร็จ ใช้เงินประมาณ 1 แสนบาท/เดือน แต่ถ้าข้อมูลของกรมประมงที่บอกว่าจับปลาได้ 15 กิโลกรัมต่อชั่วโมง สมมติว่าออกเรือไป 24 ชั่วโมง ได้ไม่เกิน 500 กิโลกรัม ราคากิโลกรัมละ 30 บาท รวมๆ ได้ทั้งหมดไม่เกินวันละ 15,000 บาท เดือนหนึ่งประมาณ 300,000 บาท เพราะทำจริงๆ วันหนึ่งไม่ถึง 24 หรอก อย่างมากไม่เกิน 8 ชั่วโมง ดังนั้นที่บอกว่า 15 กิโลกรัมต่อชั่วโมง มันไม่คุ้มหรอก …”
ฉะนั้น ชาวบ้านเขาก็ไม่ยอมรับข้อมูล เขาจับได้วันหนึ่งอย่างน้อยที่สุด 400-500 กิโลกรัมต่อการลงอวน 1 ครั้ง นี่คือข้อมูลที่เราไม่มีพอ ที่จะใช้เป็นเครื่องมือที่จะมาจัดการกับทะเล จึงเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ถูกจุด
เรือประมง-5

คำถาม คุณรู้หรือไม่ว่าทะเลมีปลาเท่าไร อยู่ตรงไหนบ้าง

ปัญหาคือ วันนี้คุณรู้หรือเปล่าว่าทะเลมีปลาเท่าไร อยู่ตรงไหนบ้าง มันออกลูกออกหลานยังไง นี่คือสิ่งที่กรมประมงจะต้องรู้ แต่เขาก็ไม่มีข้อมูล ก่อนจะไปถึงจำนวนเรือ
ปัจจุบันเทคโนโลยีทันสมัยในการติดตาม ถึงแม้จะไม่มีเทคโนโลยี แต่ส่วนใหญ่เรือทุกลำจะอยู่ในแม่น้ำ สำนักงานประมงจังหวัดอย่างน้อยมี 5-6 คน ส่ง 2-3 คน ผลัดกันไปนั่งเฝ้าปากแม่น้ำ เพราะเรือต้องวิ่งเข้า–ออก ก็จะเห็น สามารถเช็คจำนวนได้
หรือกรณีกรมเจ้าท่า ประเด็นที่ว่าชาวประมงต่อเรือแล้วไม่มาขออนุญาต เจ้าหน้าที่บอกไม่รู้เรื่อง ผมบอกได้ว่าการต่อเรือประมงนั้นไม่ได้ต่อเสร็จในวันเดียว ลำหนึ่งใช้เวลา 6 เดือนเป็นอย่างน้อย แล้วอู่ต่อเรือในจังหวัดหนึ่งมีไม่ถึง 10 อู่หรอก ใน 6 เดือน ถ้าเจ้าหน้าที่เดินไป 10 อู่ ถ้าเห็นว่ามีเรือมาต่อใหม่ ไปถามได้เลยว่าคุณมีใบอนุญาตไหม มันคุมได้ แต่ปัญหาคือเจ้าหน้าที่ไม่สนใจ ปล่อยปละละเลย
จริงอยู่ชาวบ้านทำประมงผิดกฎหมาย แต่คุณมีหน้าที่กำกับ คุณต้องตรวจสอบดูแล ไม่ใช่ไม่สนใจ ต้องรอให้เขามาแจ้งแล้วค่อยไปจับ คุณต้องไปตรวจสอบเขา ป้องกันป้องปรามเขา ไม่ใช่มีหน้าที่จับอย่างเดียว แต่เจ้าหน้าที่ไม่ทำ แต่ไปโทษชาวบ้าน
“ทรัพยากรทางทะเลนั้นเป็นทรัพยากรที่ทดแทนได้เร็ว ปิดอ่าว 1-2 เดือน ปลาเกิดขึ้นมหาศาล หากหยุดสัก 2 เดือน ออกไปนี่ชาวประมงรวย เพราะมันเกิดเร็วมาก อย่างปลาทู ขนาดยาว 1 ฝ่ามือ ใช้เวลา 2 เดือนในการเติบโต แต่ปัญหาคือต้องการการจัดการ”
“อย่างที่มีการปิดอ่าวครั้งที่ผ่านมา เพิ่งจะเปิดอ่าวเมื่อ 15 พฤษภาคม 2558 ตอนนี้ไม่มีปลาแล้ว หมดแล้ว จับกันหมด”
“วันนี้เขาไม่มีองค์ความรู้ไง จริงๆ แล้วหากฤดูนี้เป็นฤดูวางไข่ เราบอกว่าปิดอ่าว 2 เดือน ให้ปลาวางไข่แล้วก็จะมีแม่ปลาที่วางไข่แล้ว ออกลูกแล้ว ฉะนั้น หากจะให้ทำประมงในระหว่างเปิดอ่าวก็ต้องมีการกำหนดให้ใช้อวนตาใหญ่เพื่อจับเฉพาะแม่ปลาไป ไม่ใช่เคยใช้อวนเท่าไรก็ยังใช้เท่านั้น ใช้อวนตาเดิมก็จับปลาเล็กไปด้วย เรื่องอย่างนี้ กรมประมงไม่ทำ”
หากย้อนกลับไปดู ปลาบางชนิดหายไปกับทะเลแล้ว เช่น ปลาญวน ปลาใบขนุน ปลาครก ตอนนี้หายไปแล้วต้องนำเข้าหมด ปลาเต๋าเต้ยก็เคยหายไปกว่า 10 ปี จับจนไม่เหลือพันธุ์ แต่บังเอิญปรากฏการณ์เอลนีโญในปี 2540 ก็มีการพาปลาจากเวียดนามเข้ามา และโชคดีที่ช่วงนั้นไทยมีการสร้างปะการังเทียมต่างๆ ขั้นมา ปลาก็หลบซ่อนได้ก็กลับมาใหม่ รวมทั้งกุ้งบางประเภทที่เคยมีในอ่าวเยอะๆ ก็หายหมด คือเพราะเราจับจนไม่เหลือพันธุ์

รู้จัก 'กฤษฎางค์' จากแกนนำนศ.หลัง '6ตุลา19' สู่ทนายกลุ่ม '14นศ.'

รู้จัก 'กฤษฎางค์' จากแกนนำนศ.หลัง '6ตุลา19' สู่ทนายกลุ่ม '14นศ.'

by Fahroong Srikhao7 กรกฎาคม 2558 เวลา 18:36 น.
คนรุ่นใหม่หลายคนอาจไม่คุ้นเคยกับชื่อ “กฤษฎางค์ นุตจรัส” ทนายความของ 14 นักศึกษาและนักกิจกรรม กลุ่มประชาธิปไตยใหม่ ซึ่งถูกคุมขังในเรือนจำเกือบ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ล่าสุดศาลทหารยกคำร้องฝากขังผัด 2 เมื่อวันที่ 7 ก.ค. 58  แต่สำหรับคนในแวดวงนักกิจกรรมเคลื่อนไหวทางสังคมการเมืองตั้งแต่ยุค “6ตุลา19” น้อยคนนักที่จะไม่รู้จักทนายความมืออาชีพผู้นี้
สุดสัปดาห์อันเป็นรอยต่อของสัปดาห์อันร้อนระอุ กับสัปดาห์ใหม่ที่พอจะเห็นเค้าลางแห่งการยุติความตึงเครียดลง(ชั่วคราว) เป็นจังหวะเดียวกับที่ผู้เขียนได้สนทนากับ “ทนายกฤษฎางค์ นุตจรัส” ถึงที่มาที่ไป บนเส้นทาง “เพื่อมวลชน” ตั้งแต่เป็นนักศึกษาในยุค 6ตุลา19 จนถึงปัจจุบันเป็นทนายความของ 14 นักศึกษาในเดือนมิถุนา58
มาทบทวนบทเรียนในอดีตถึงชนวนก่อนเกิดความรุนแรง 6 ตุลา 19 และมองเปรียบเทียบกับยุคนี้สังคมไทยจะย่ำอยู่กับการกล่าวหาอันนำไปสู่ความรุนแรงเช่นเดิมอีกหรือไม่
ภาพถ่าย “สัมนาพรรคพลังธรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ณ เขาเขียว ชลบุรี พ.ศ.2518
“ทนายกฤษฎางค์” ในวัย 58 ปี ยังคงแข็งแรงกระฉับกระเฉงแคล่วคล่องว่องไวแทบไม่แตกต่างจากนักกิจกรรมรุ่นลูก เขาเริ่มต้นบทสนทนาด้วยการโชว์ โปสเตอร์หาเสียงลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประจำปีการศึกษา 2518 และ ปีการศึกษา 2519  และภาพถ่าย “สัมนาพรรคพลังธรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ณ เขาเขียว ชลบุรี พ.ศ.2518
โปสเตอร์หาเสียงลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประจำปีการศึกษา 2518 เป็นการแข่งขันของพรรคพลังธรรมและพรรคยูงทอง ในภาพ ธงชัย วินิจจะกูล เบอร์ 28 เกษียร เตชะพีระ เบอร์ 30 จารุพงษ์ ทองสินธุ์ เบอร์ 31 กฤษฎางค์ นุตจรัส เบอร์ 37 กิตติศักดิ์ ปรกติเบอร์ 42  
ความน่าสนใจของเอกสารประวัติศาสตร์ทั้ง 3 ชิ้นนี้คือภาพบุคคลร่วมสมัยในวัยนักศึกษาของ “ทนายกฤษฎางค์” เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในแวดวงวิชาการด้านสังคมศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็น ธงชัย วินิจจะกูล, เกษียร เตชะพีระ,  กิตติศักดิ์ ปรกติ

และอีกชื่อที่สังคมไทยไม่ควรลืมคือวีรชนผู้จากไปในวันที่ 6 ตุลา 19 ประวัติศาสตร์อันควรจดจำเป็นบทเรียนของสังคมไทยคือ “จารุพงษ์ ทองสินธุ์” 
ทนายกฤษฎางค์ เล่าถึง จารุพงษ์ ทองสินธุ์ ว่า รู้จักครั้งแรกตอนเข้าเรียนธรรมศาสตร์ปี1 เมื่อปีการศึกษา 2518 
“เรา 2 คนทำกิจกรรมโดยสมัครลงเลือกตั้งสมาชิกสภานักศึกษาพรรคพลังธรรม-ยูงทอง แต่สมัครครั้งแรกก็สอบตกทั้งคู่ ต่อมามีการยุบสภานักศึกษากลางปี 2518 หลังเหตุการณ์นักศึกษาอาชีวะบุกเผามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในเดือนสิงหาคม หลังเลือกตั้งครั้งแรกที่เราสอบตกเพียง 2-3 เดือน ทำให้ อมธ.(องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) และสภานักศึกษาลาออกและจัดเลือกตั้งใหม่ เรา 2 คนได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภานักศึกษาตัวแทนปี 1 ทำงานร่วมกันมาตลอด ตอนนั้นการโหวตแบ่งเป็นชั้นปี ไม่ได้แบ่งเป็นคณะ”
โปสเตอร์หาเสียงลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประจำปีการศึกษา 2519  เป็นการแข่งขันของ 3 พรรค พลังธรรม ยูงทอง แนวประชา มี เกษียร เบอร์1 กฤษฎางค์ เบอร์3 กิตติศักดิ์ เบอร์ 15  ส่วนธงชัยและจารุพงษ์ อยู่ในทีมบริหารของ อมธ. จึงไม่ได้ลงสมัครครั้งนี้ 
ทนายกฤษฎางค์ เล่าเหตุการณ์เช้าวันที่ 6 ตุลา 19 ให้ฟังว่า ประมาณตี5 มีการใช้เครื่องยิงลูกระเบิด M79 ลงมากลางที่ชุมนุมที่สนามฟุตบอลธรรมศาสตร์ หลังมีระเบิดลงคนก็เริ่มออกจากสนามฟุตบอลเพราะทหาร ตำรวจ กระทิงแดง เริ่มระดมยิงจากสนามหลวงเข้ามาในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผมเดินไปยืนดูตรงหน้าคณะนิติศาสตร์มองไปทางสนามหลวงจุดที่เป็นลานประติมากรรม 6 ตุลา ปัจจุบัน เห็นนักศึกษาที่ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัย ถูกยิงล้มลงหลายราย
ลานประติมากรรม 6 ตุลา 
“ผมเดินกลับมาที่ตึกกิจกรรมตอนนั้นเป็นตึกเล็กๆ  2 ชั้น เรียกว่า “ตึก อมธ.” โดย อมธ.อยู่ชั้นบน สภานักศึกษาอยู่ชั้นล่าง กำลังจะเก็บของที่สภานักศึกษา เห็นจารุพงษ์ วิ่งขึ้นบันไดมาชั้น1 ซึ่งเป็นสภานักศึกษา พอเจอผม เขาบอกว่า “เฮ๊ย ด่าง ทุกคนต้องไปแล้ว เพราะตอนนี้มันกำลังบุกเข้ามาแล้ว” จากนั้นเขาก็วิ่งขึ้นไปชั้นบน ซึ่งเป็น อมธ. เพื่อบอกให้ทุกคนออกไปจากตึก อมธ.
ตอนนั้นที่ตึก อมธ. นอกจากผม ก็มี หมอพรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช กำลังหยอดเหรียญโทรศัพท์สาธารณะเครื่องสีแดงซึ่งมักจะกินเหรียญ โทรออกยาก ผมบอก “หมอมิ้ง” ว่า ต้องออกไปแล้ว ตอนนั้นเสียงปืนเริ่มดัง เห็นแสงไฟจากการยิงกระสุนตลอดเวลา...จากนั้น ผมไม่เจอจารุพงษ์อีกเลย จนกระทั่งมาเจอภาพจากหนังสือพิมพ์ ที่เขาถูกลากคอบนสนามฟุตบอล”
 “จารุพงษ์ ทองสินธุ์” ถูกลากบนสนามฟุตบอลมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 6 ตุลา 19 
ทนายกฤษฎางค์บอกว่า เหตุการณ์ต่อเนื่องในเช้า 6 ตุลา 19 คือ เห็นนักศึกษากระจายออกจากสนามฟุตบอล ด้านหนึ่งไปคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ด้านหนึ่งไปคณะวารสารศาสตร์ เพื่อหนีไปทางแม่น้ำ ส่วนเวทีปราศรัยอยู่บนสนามฟุตบอลหันหลังเวทีให้ตึกโดม มีระเบิดลงสนามฟุตบอลจนตึกสั่น คนพยายามคลานออกจากสนามฟุตบอลเพราะมีการระดมยิงปืนมาจากทางหอประชุมใหญ่ หลายคนพยายามคลานกันไปหลังเวที แล้ววิ่งผ่านตึกโดมชั้นล่างซึ่งเป็นสำนักทะเบียนทะลุไปหน้าโดมฝั่งติดแม่น้ำ ระหว่างที่มารวมกันหลังเวทีเป็นกลุ่มแล้วนับจังหวะวิ่งเข้าตึกโดมพร้อมกันนั้น เห็นคนหนึ่งกำลังคลานอยู่ จู่ๆ ก็มีอาการกระตุกหงายมีคนวิ่งไปช่วยแต่พบว่าถูกยิงเสียชีวิตแล้ว 
พอวิ่งถึงหน้าตึกโดมก็มีระเบิดลงตรงหน้าตึกโดมอีกลูก ว่ากันว่าระเบิดยิงมาจากทางเรือ จากนั้นมีคนวิ่งมาบอกว่า ประตูตรงท่าพระจันทร์เปิดไม่ได้ พวกเราจึงตัดสินใจพังตะแกงเหล็กริมแม่น้ำ แล้วลงน้ำไปขึ้นที่ท่าพระจันทร์ มีคนช่วยดึงเราขึ้นมาจากตรงนั้น 
“ตัวผมเองมีตำรวจ สน.ชนะสงครามช่วยดึงขึ้นมาจากน้ำ พอขึ้นมาก็วิ่งผ่านตลาดท่าพระจันทร์ บางคนวิ่งเข้าบ้านชาวบ้าน ผมออกมาตรงศูนย์พระเครื่อง มาถึงถนนหน้าวัดมหาธาตุด้านท่าพระจันทร์ ตำรวจจับให้ทุกคนนอนบนพื้นถนนเต็มไปหมด มีลูกเสือชาวบ้านยิงปืนขึ้นฟ้า ตำรวจยังตะโกนบอกพวกนั้นว่าถือระเบิดไม่ได้เดี๋ยวระเบิดตายห่า... ผมตัดสินใจวิ่งสวนเข้าตลาดพระเครื่อง แล้วเข้าบ้านชาวบ้านหลังหนึ่ง หลบอยู่ในบ้านนั้นประมาณ 4-5 โมงเย็น ถึงได้ออกมา ชาวบ้านหาเสื้อผ้าให้เปลี่ยน บรรยากาศตอนนั้นเริ่มมีชาวบ้านออกมาเดินบ้างแล้ว” 
เมื่อถามถึงประเด็นการใส่ร้ายกันจนกระทั่งเกิดความรุนแรงในวันที่ 6 ตุลา ทนายกฤษฎางค์ กล่าวว่า ตอนนั้นมี 2 ประเด็นคือ 1) กล่าวหาว่านักศึกษาได้รับการสนับสนุนจากคอมมิวนิสต์จีนและเวียดนาม โดยอ้างว่าได้รับการช่วยเหลือทางการเงินและอาวุธ เพื่อต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบคอมมิวนิสต์ ข้อกล่าวหาที่ 2) คือกล่าวหาว่านักศึกษามีการกระทำหมิ่นเบื้องสูงและต้องการจะโค่นล้มระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข 
การกล่าวหาทั้ง 2 ข้อมีการทำเป็นขบวนการควบคู่กัน ผ่านสื่อโฆษณาของทางรัฐ เช่นสถานีวิทยุยานเกราะ ซึ่งมี พ.อ.อุทาร สนิทวงศ์ ณ อยุธยา เป็นผู้รับผิดชอบ และมีโฆษณาผ่านสื่อต่างๆ เช่นรายการโทรทัศน์บางรายการและหนังสือพิมพ์ “ขวาจัด” เช่นหนังสือพิมพ์ดาวสยาม รวมถึงมีการจัดตั้งกลุ่มพลังมวลชนขึ้นต่อต้านนักศึกษา โดยมีการติดอาวุธให้กลุ่มพลังมวลชนเหล่านั้น เช่น กลุ่มกระทิงแดง กลุ่มนวพล กลุ่มลูกเสือชาวบ้าน โดยใช้การโฆษณาและจัดตั้งก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 ล่วงหน้าเป็นเวลา 1 ปีเศษ 
จนในที่สุดในวันที่ 5 ตุลาคม 2519 กลุ่มเหล่านี้หาว่านักศึกษามีพฤติการณ์หมิ่นเบื้องสูง จากการจัดแสดงละครต่อต้านจอมพลถนอม กิตติขจร ที่ลานโพธิ์ ในวันที่ 4 ตุลา 19 โดยตั้งแต่เช้าวันที่ 5 ตุลา 19 ก็มีการโฆษณาสิ่งพิมพ์กล่าวหานักศึกษาและระดมกองกำลังจัดตั้งให้มาที่ลานพระบรมรูปทรงม้า ตั้งแต่บ่ายวันที่ 5 ตุลา แล้วเคลื่อนมาสนามหลวงตอนเย็น ปิดล้อม มธ.ฝั่งสนามหลวง ทางมหาวิทยาลัยจึงปิดประตูเข้าออกด้านนั้น คืนวันที่ 5 ตุลา ก็ปลุกระดมทั้งคืน เรียกร้องให้มวลชนจัดตั้งมาทำร้ายนักศึกาจนกระทั่งเกิดเหตุเช้าวันที่ 6 ตุลาตามที่เล่าไป
 (เก้าอี้ฟาด) อีกภาพประวัติศาสตร์ ที่สนามหลวงในวันที่ 6 ตุลา19
สำหรับข้อสงสัยที่ว่าภาพการนำคนไปแขวนคอใต้ต้นมะขามสนามหลวงแล้วเอาเก้าอี้ฟาด ท่ามกลางคนดูที่ยืนยิ้ม จะเกิดขึ้นอีกไหม อดีตนักศึกษาที่ทำกิจกรรมผู้นี้มองว่า  คิดว่าอาจจะเกิดขึ้นอีก แต่การเกิดขึ้นครั้งหน้าจะเกิดขึ้นเป็นครั้งสุดท้าย เพราะอำนาจเก่าคงดิ้นรนต่อสู้เพื่อรักษาอำนาจ แต่อาจจะเปลี่ยนวิธีการชวนเชื่อ จากเดิมกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ ก็อาจจะกล่าวหาเป็นสัญลักษณ์อย่างอื่นที่เขาต้องการต่อต้าน 
ทนายกฤษฎางค์ มองว่า แม้จะมีโซเชียลมีเดียที่สื่อสารได้ 2 ทาง แต่ในที่สุดอาจจะมีการสร้างบรรยากาศแห่งความกลัวจนความคิดต่างไม่สามารถแสดงออกได้ ไม่ต่างจากการใช้สื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ในสมัยก่อน ที่ตอนแรกก็มีการแสดงความเห็นจากฝ่ายที่คิดแตกต่างได้ แต่เมื่อฝ่ายหนึ่งถูกทำให้เงียบลง ก็อยู่ในบรรยากาศที่สื่อสารจากฝ่ายเดียว และแม้โซเชียลมีเดียอาจจะกว้างกว่า เพราะสามารถทำข้อมูลจากต่างประเทศ แต่อย่าลืมว่า “แม้เทคโนโลยีจะเปลี่ยน แต่คนยังไม่เปลี่ยน” ตอนนี้ยังมีคนที่คิดแบบในยุค 6 ตุลา 19 ยังมีชีวิตอยู่ 
“เช้าวันที่ 6 ตุลา ไม่มีใครรู้ว่า จะเกิดอะไรขึ้น คนที่มาทำงานแถวๆนั้น ก็มาด้วยข้อมูลในหัวที่เต็มไปด้วยการกล่าวหานักศึกษา ภาพที่คนยืนยิ้มดูความรุนแรงที่เกิดขึ้น อาจะเป็นเพราะเขาไม่รู้ข้อเท็จจริง เขาอาจจะคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือการลงโทษฆาตกร ที่สมควรจะโดน” 
ทนายกฤษฎางค์ เล่าถึงชีวิตหลังวันที่ 6 ตุลา 19 ว่า คุณพ่อซึ่งเป็นนายอำเภอ พาไปสงบสติอารมณ์ที่ลำปาง 2 เดือน แล้วกลับมาเรียนธรรมศาสตร์ ปลายเดือน ธ.ค. 19 หลัง มธ.ปิดเรียนไป 2 เดือน   ตอนเปิดเรียน ธรรมศาสตร์มีการควบคุมอย่างเคร่งครัด มีเจ้าหน้าที่ทหารมาควบคุมประตูทางเข้าออกมธ. ส่วนนักศึกษาที่ทำกิจกรรมก่อน 6 ตุลา ก็เหลือน้อยแล้ว เพราะหลายคนถ้าไม่ตาย ก็หลบเข้าป่า ร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย จับอาวุธต่อสู้กับรัฐบาล ส่วนในมหาวิทยาลัยสถานการณ์ยังเงียบอยู่มีแต่นักศึกษากลุ่มเล็กๆ แสดงการต่อต้านเขียนข้อความในห้องน้ำ หรือ โปรยใบปลิวจากคณะศิลปศาสตร์ตอนเที่ยง ในขณะที่รัฐบาลสั่งห้ามไม่ให้ทำกิจกรรมเด็ดขาดแม้แต่กิจกรรมกีฬา เพราะเขาไม่ต้องการให้รวมกลุ่มกัน ตอนนั้นเป็นยุคที่ปกครองโดยคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ซึ่งมี พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ เป็นหัวหน้าคณะ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ เป็นเลขาธิการ 
“หลังถูกกดดันจากต่างประเทศ รัฐบาลจึงยอมให้นักศึกษา ทำกิจกรรมได้ และให้มีการจัดการเลือกตั้ง “นายกสโมสรนักศึกษาธรรมศาสตร์” โดยผมได้รับเลือกตั้งเป็นนายกฯ คนแรกและคนสุดท้ายของตำแหน่งนี้ ในปีการศึกษา 2521 เป็นตำแหน่งของฝ่ายบริหารคล้าย อมธ. แต่ถูกตรวจสอบโดยคณะกรรมการนักศึกษาคณะต่างๆ แทนการมีสภานักศึกษา เพราะตอนนั้นเขากลัวการมีสภานักศึกษาและ อมธ. หลังจากปีนั้นจึงมี อมธ.ตามปกติ  แต่ในปี 2521 ปีเดียวกันนี้เองที่นักศึกษาได้รับการปล่อยตัวในเดือน ก.ย.ปี 2521 โดยการนิรโทษกรรม”
ในปี 2521 กิจกรรมข้อเรียกของนักศึกษาตอนนั้นคือ เรียกร้องให้ปล่อยตัว นักศึกษา 18 คนที่ถูกจับจาก 6 ตุลา 19 เช่น สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล, ธงชัย วินิจจะกูล, สุธรรม แสงปทุม เป็นต้น และเรียกร้องให้เปิดเผยข้อเท็จจริงเหตุการณ์สังหารหมู่ในธรรมศาสตร์ นักศึกษามีการนำภาพถ่ายการสังหารหมู่มาเผยแพร่ เพื่อตอบโต้ข้ออ้างของรัฐบาลที่บอกว่าไม่มีคนตายในเหตุการณ์ 6 ตุลา แต่เป็นเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่เข้ารักษาความสงบเพราะนักศึกษากำลังก่อการร้ายด้วยอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากคอมมิวนิสต์ต่างชาติและมีเจตนาจะล้มสถาบันเบื้องสูง – นี่คือข้อกล่าวหา นอกจากนั้นยังมีการนำสิ่งที่อ้างว่าเป็นหลักฐาน มาโชว์ที่วังสราญรมย์ หรือ กระทรวงการต่างประเทศเดิม เช่น สารสรรนิพนธ์ เหมาเจ๋อตุง  ธงชาติจีนแดง หรือเอกสารที่อ้างว่าเกี่ยวพัน 
ทนายกฤษฎางค์ อดีตนายกสโมสรนักศึกษาธรรมศาสตร์ ผู้มีคนกล่าวถึงว่าเป็นแกนนำนักศึกษาที่แสบที่สุดคนหนึ่ง หลังจบการศึกษาปริญญาตรีแล้ว เขาเริ่มต้นชีวิตทนายความมืออาชีพ มีสำนักกฎหมายของตัวเองคือ “สำนักงานกฏหมายและบัญชีกฤษฎางค์ นุตจรัส” แต่เหตุใดนักกิจกรรมผู้ที่เคยผ่านการเลือกตั้งในระดับมหาวิทยาลัยหลายครั้ง จึงไม่เข้าไปใกล้ชิดเกี่ยวข้องกับนักการเมืองเพื่อเดินบนเส้นทางการเมืองในระบบพรรค เหมือนทนายอีกหลายคน เขาตอบว่า
“ส่วนตัวไม่คิดจะไปเป็นนักการเมือง ไม่คิดจะลงเลือกตั้ง ส.ส. จึงไม่ต้องไปยุ่งกับพรรคการเมืองหรือนักการเมือง แต่นอกจากทำอาชีพทนายเพื่อหารายได้เลี้ยงตัวแล้ว ก็ยังทำคดีเกี่ยวกับการเมืองสังคม โดยไม่ได้คิดเงินตอบแทน ตอนนี้ก็มี 4 คดี คือ คดีชาวบ้านที่บ่อนอก จ.ประจวบคีรีขันธ์, คดีอาจารย์สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ ที่โดนจับพร้อมคุณสมยศ พฤกษาเกษมสุข ในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นอกจากนั้น ก็เป็นทนายคดี อาจารย์กิตติศักดิ์ ปรกติ ในคดีกบฎ เนื่องจากขึ้นไฮด์ปาร์คบนเวที กปปส. ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และล่าสุดเป็นทนายคดี 14 นักศึกษาและนักกิจกรรมกลุ่มประชาธิปไตยใหม่  ทั้งหมด 4 คดี ไม่ได้คิดค่าตอบแทน”
เมื่อถามว่าทำไมจึงตัดสินใจเป็นทนายว่าความให้อาจารย์กิตติศักดิ์ ปรกติ ซึ่งขึ้นเวที กปปส. ทั้งที่อยู่คนละอุดมการณ์ ทนายความผู้นี้ กล่าวว่า “เพราะเชื่อว่า คนคิดแตกต่างกันได้ แม้กิตติศักดิ์คิดจะไม่ตรงกับผม แต่เป็นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของเขาในขณะนั้น ซึ่งเขาไม่ควรถูกกล่าวหาว่า การแสดงความคิดเห็นแบบนี้เป็นกบฏ เหตุผลอีกข้อคือ เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่สมัยมัธยม... และโดยอาชีพทนายความก็ต้องว่าความให้คนที่ประสบปัญหาทางกฎหมาย ไม่ว่าเขาจะคิดแตกต่างจากเราหรือไม่ ยิ่งเพื่อนฝูงขอความช่วยเหลือยิ่งต้องทำ เป็นเพื่อนกันก็ไม่จำเป็นต้องคิดเหมือนกันทุกเรื่อง อย่างคดีนักศึกษาและนักกิจกรรม 14 คน อาจารย์กิตติศักดิ์ ก็มาช่วยเหลือให้คำปรึกษาด้านข้อกฎหมายประกอบกันด้วย เขาเห็นว่านักศึกษาและนักกิจกรรมทั้ง 14 คน ไม่จำเป็นต้องขึ้นศาลทหาร” 
ส่วนที่มาของการเป็นทนายให้ 14 นักศึกษาและนักกิจกรรม ทนายกฤษฎางค์บอกว่า “เดิมทีรู้จักเฉพาะนักศึกษาที่ทำกิจกรรมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพราะเขาเคยมาร่วมกิจกรรมคณะนิติศาสตร์ ซึ่งคณะนิติศาสตร์เชิญผมมาเสวนาด้านกฎหมาย เมื่อพวกเขาโดนคดีนี้ ทางอาจารย์คณะนิติศาสตร์จึงติดต่อผม ให้มาเป็นทนายความดูแลคดี 
ผมเข้าไปทำคดีนี้ครั้งแรก วันที่ 24 มิ.ย.ซึ่งมีเหตุการณ์นักศึกษา ไปที่ สน.ปทุมวันไปแจ้งความเอาผิดเจ้าหน้าที่ ที่ใช้กำลังควบคุมตัวพวกเขาที่หน้าหอศิลป์เมื่อวันที่ 22 พ.ค. โดยนักศึกษาประกาศไม่ได้ไปมอบตัวตามหมายเรียก... ในวันนั้น ผมก็เพิ่งทราบว่ามีนักศึกษากลุ่มดาวดินมาร่วมด้วยโดยผมไม่รู้ล่วงหน้ามาก่อน ทำให้จากเดิมผมดูแลคดีนักศึกษาและนักกิจกรรม 7 คน ก็เพิ่มกลุ่มดาวดินอีก 7 คน ตอนนี้จึงดูแลคดีทั้ง 14 คน 
เหตุผลที่รับเป็นทนายเพราะเรามีอาชีพทนายอยู่แล้ว เมื่อเห็นความไม่ถูกต้องก็ต้องช่วยเหลือ แต่ที่ดีที่สุดคือ เราเคยเป็นนักศึกษาที่ทำกิจกรรมมาก่อนจึงเข้าใจเด็กพวกนี้ ทำให้เราทำงานได้อย่างสบายใจ เพราะหลักการคือ เด็กบริสุทธิ์ มีเจตนาดี มีความคิดเห็นเป็นของตัวเอง ไม่มีเบื้องหลัง จึงมอบการตัดสินใจทั้งหมดให้เขา เพียงแต่เราเป็นพี่เลี้ยงทางกฎหมาย” 
เมื่อถามว่าคิดอย่างไรที่มีข้อกล่าวหาว่านักศึกษามีเบื้องหลัง ทนายกฤษฎางค์บอกว่า “จริงๆ แล้วเรื่องนี้ไม่สำคัญ เพราะทนายมีหน้าที่เพียงพิสูจน์ว่า การกระทำของเด็ก ไม่เป็นความผิด ผ่านการพิจารณาคดีในศาลที่เป็นธรรม หลักการทำงานเช่นเดียวกับทุกคดี ถ้าพิสูจน์ความผิดไม่ได้ศาลก็ต้องยกฟ้องปล่อยตัว... เราไม่สามารถไปคิดหรือเข้าใจเอาเองว่าเด็กมีเบื้องหน้าเบื้องหลังอย่างไร มันไม่ใช่หน้าที่เรา เช่นเดียวกับที่เราไม่ต้องไปรู้ว่า ทางการที่ดำเนินคดีกับเด็กเหล่านี้มีเบื้องหน้าหรือเบื้องหลังอย่างไร” ทนายกฤษฎางค์กล่าวทิ้งท้าย  
ภาพ / เรื่อง : ฟ้ารุ่ง ศรีขาว

'ประยุทธ์' แจงเยาวชนไทยในอเมริกา ขอโทษจำเป็นต้องยึดอำนาจ

08072558
@ ลีลา ชักไม่เบา พลเอกประยุทธ
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

นายกฯประยุทธ์ เปิดทำเนียบฯ รับเยาวชนไทยในอเมริกา ขอโทษที่ยึดอำนาจแจงเพราะจำเป็น เหตุประเทศชะงัก ขอช่วยอธิบายต่างชาติถึงความสำคัญ ม.112

เมื่อเวลา 08.30น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ให้การต้อนรับ คณะโครงการเยาวชนไทยในสหรัฐอเมริกา เยือนแผนดินแม่ ครั้งที่10จำนวน37คน พร้อมผู้ปกครอง76คน โดยโครงการดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อร่วมถวายพระพรและร่วมเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมทั้งร่วมเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในโอกาสทรงเจริญพระชนมายุ60พรรษา

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า วันนี้ถือเป็นโอกาสอันดี ที่แสดงให้เห็นถึงความรักในแผ่นดินแม่ และขอบคุณทางผู้ปกครองที่คิดถึงแผ่นดินไทย รวมทั้งสร้างความเข้าใจที่ดีให้แก่เยาวชน โดยเยาวชนถือเป็นทูตพิเศษ ที่จะทำให้ต่างชาติรู้สึกและเข้าใจสิ่งดีของประเทศไทย อย่างไรก็ตามวันนี้ รู้สึกเป็นห่วงในเรื่องของสื่อโซเชี่ยลมีเดียร์ เยาวชนต้องเลือกเสพสิ่งที่มีประโยชน์ โดยต้องพิจารณาให้ดี มีสติสัมปชัญญะ รู้เหตุรู้ผลและหาข้อมูลเพิ่มเติม ต้องอย่าไปเชื่อทุกอย่างโดยไม่มีเหตุผล เพราะเยาวชนที่มาวันนี้ต่างอยู่ในประเทศที่เจริญกว่าเรา นอกจากนี้ยังอยากให้ช่วยรัฐบาลในการทำความเข้าใจ กับต่างชาติว่าเรากำลังพยายามสร้างประเทศให้มีความเข้มแข็ง เพราะที่ผ่านมามีหลายด้านที่ต้องหยุดชะงัก บ้านเมืองเดินต่อไม่ได้ ซึ่งรัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลชั่วคราว ไม่ได้ทำอะไรที่เกิดความเสียหาย แต่มุ่งสร้างความเข้มแข็งให้กับประเทศ

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า วันนี้ประเทศต้องเดินหน้า เพราะหยุดชะงักมานาน หากไม่ทำอะไรเลยก็คงไม่ได้ เราเข้ามาปกครองตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว แม้ในมุมของเมืองนอกอาจคิดว่าวิธีการนี้จะดูไม่สมควร แต่เราทำตามกฎหมายทุกอย่าง ทั้งยังแก้ปัญหาเรื่องของความโปร่งใส ความขัดแย้ง ยอมรับว่าบนโลกนี้ต้องมีความขัดแย้ง แต่ถ้าขัดแย้งเกินไปสังคมก็อยู่ร่วมกันไม่ได้ ก่อนหน้านี้เราเสียโอกาสไปมากทั้งการลงทุนกับต่างประเทศ ซึ่งประเทศไทยต้องพึ่งการส่งออก แต่ยืนยันว่ารัฐบาลไม่มีผลประโยชน์ ไม่มีการเมืองเราไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แต่เราทำเพื่อส่วนรวม โดยมุ่งหวังลดความเหลื่อมล้ำ ยกระดับรายได้ ขณะเดียวนั้นประเทศไทยต้องมีการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อพัฒนาการเกษตร

“ประชาธิปไตยอาจเป็นระบอบที่ดีที่สุด แต่ก็ไม่ใช่ดีทั้งหมด มีหลายอย่างที่ต่างชาติยอมรับ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะดีทั้งหมด มันดีตรงที่ประชาชนมีส่วนร่วม โดยหน้าที่สามประการคือ เลือกตั้ง ลงประชามติ และให้ผู้แทนแก้ปัญหา ซึ่งผมก็เป็นหนึ่งส่วน และผมก็เลือกตั้งไม่รู้กี่ครั้ง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้วไม่ได้รับการแก้ไข และหนักขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งต้องหยุดสักระยะหนึ่งก่อน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้เข้มแข็งก่อนเดินหน้าต่อไป ให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งทำให้เรียบร้อย ผมไม่อยากให้เกิดเรื่องอย่างนี้ และต้องขอโทษน้องๆหลานๆด้วย แต่มันเป็นเหตุจำเป็น”พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ขอให้เยาวชนนึกถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทย ซึ่งเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของคนทั้งชาติมายาวนาน ไม่เหมือนประเทศอื่น ก่อนหน้านี้ทุกอย่างเริ่มต้นด้วยพระมหากษัตริย์ไม่ว่าจะเป็น รถไฟ การประปา และอื่นๆ จากนั้นจึงมีรัฐบาลมาทำต่อ แต่สิ่งที่สำคัญคือหลายๆคน หลายๆพวก พยายามที่จะนำสถาบันของเราไปเปรียบเทียบกับที่อื่น ซึ่งคงไม่ได้ เพราะของเรามีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานเก่าแก่ เปรียบเหมือนสมมุติเทพ พระมหากษัตริย์ ไม่เกี่ยวข้องกับใคร อยู่เหนือความขัดแย้งทั้งปวง เมื่อมีคนเข้าไปก้าวล่วง จึงต้องมีประมวลกฎหมายอาญา มาตรา112ซึ่งคล้ายกับกฎหมายหมิ่นประมาท เพราะเมื่อใครมาหมิ่นเรา เราสามารถฟ้องร้องได้ แต่ถ้าเป็นสถาบัน จะไม่สามารถฟ้องร้องได้ เพราะพระองค์ท่านไม่ยุ่งเกี่ยวกับใคร และอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ กฎหมายดังกล่าวทุกรัฐบาลสร้างขึ้นมาเพื่อปกป้องพระองค์ แต่คนกลับมองในเรื่องของสิทธิมนุษยชน

“ถามว่าถ้ามีใครมาว่าพ่อของคุณ คุณยอมไหม เราก็ไม่ยอมเหมือนกัน แต่ถ้าเป็นพ่อแม่เรา เราฟ้องได้ แต่พระมหากษัตริย์ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวจึงฟ้องไม่ได้ แล้วใครจะดูแลท่าน ก็ต้องเป็นคนไทย ใครที่ไม่เข้าใจเรื่องนี้ ผมว่าไม่ใช่คนไทย แย่ เพราะเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน จึงฝากคณะทำงานชี้แจงด้วยว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทย ไม่เหมือนที่อื่น”พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า
“เหมือนเราประชาธิปไตยได้มายากหน่อย ก็จะได้ไม่ลืมจะให้ง่ายเกินไปมันไม่ได้ 
จะไม่รู้ว่าอะไรคือกฎหมายมันไม่ได้ ถามว่าจะเป็นแบบอเมริกามันไม่ใช่ ลองย้อนกลับไปดูอเมริกาบ้าง ซึ่งผมไม่ได้ว่าเขายิ่งกว่าเรานะ เขาเกิดมาก่อนเราปฏิรูปมาก่อนเรา เลิกทาสมากี่ปี ผมยังไม่เคยว่าอะไรเขาเลยเพราะผมถือว่าประเทศเราก็คือประเทศเรา ต้องเคารพซึ่งกันและกัน วันนี้เขาก็ไม่ได้แตะต้องอะไรผมมากเพียงแต่เขาอยากให้ไปสู่การเลือกตั้งซึ่งผมแจงไปแล้วว่าการเลือกตั้งทุกอย่างเดินไปตามโรดแมป รัฐธรรมนูญเขียนไว้แล้วและผมไม่ได้ไปแก้รัฐธรรมนูญ อยากได้หรือแก้อะไรผมก็ทำให้ อยากทำประชามติก็ทำให้ ซึ่งการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นได้รัฐธรรมนูญต้องผ่าน สปช.ก่อนจากนั้นก็มีการทำประชามติซึ่งเวลาต้องยืดออกไปอีกประมาณ2เดือน แล้วยังต้องทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญด้วย ก็เป็นไปตามขั้นตอนตามปกติ ก็มากล่าวหาว่าผมอยากจะอยู่ต่อ ถามว่ามันอยู่ได้หรือไม่เล่า กฎหมาย กติกาว่าอย่างไรก็ต้องเป็นไปตามนั้น ไม่รู้ว่าที่เขากลัวผมนั้นเพราะกลัวผมอยู่หรือกลัวผมไม่อยู่ หรือกลัวผมอยู่นานแล้วเขาจะทำอะไรในวันข้างหน้าไม่ได้ก็ไม่รู้ เพราะผมออกกฎหมายไว้มาก เป็นกฎหมายเพื่อประชาชนไม่ใช่เพื่อใคร ซึ่งผมให้นโยบายว่าการออกกฎหมายทุกฉบับต้องตอบให้ได้ว่ากฎหมายนี้มีประโยชน์กับประชาชนอย่างไร ไม่ใช่ออกมาเพื่อห้ามโน่นนี่นั่น ที่ผ่านมามักทำอะไรไม่ได้เพราะการเมืองเข้าไปยุ่งเกือบทุกเรื่อง ผมไม่อยากพูดมากขี้เกียจเปิดศึกหลายด้าน ให้เขาไปรบกับกฎหมายเอาเอง"
พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

วาทะเด็ด "บิ๊กป้อม"ซื้อเรือดำน้ำ ไม่ใช่ซื้อ"ปาท่องโก๋" ปัดสั่งซื้อ เรือดำน้ำจีน

พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กล่าวถึงความคืบหน้าในการจัดซื้อเรือดำน้ำว่า การซื้อเรือดำน้ำไม่ใช่เหมือนการซื้อปาท่องโก๋ แต่เป็นโครงการตามแผนพัฒนากองทัพเรือ อีกทั้งทร.มีการจัดตั้งกองเรือดำน้ำ และตั้งผู้บัญชาการกองเรือดำน้ำ มานานแล้ว แต่ยังไม่มีเรือดำน้ำ 
แต่ที่ผ่านมา ที่ซื้อไม่ได้ เพราะมีการวิจารณ์กันมาก ทั้งการใข้งบประมาณจำนวนมาก ขณะที่ชาวบ้านยากจน ต้องเข้าใจว่าไม่ใช่แบบนั้น แต่ทางกองทัพเรือมีโครงการนี้มากว่า 20 ปี เมื่อรัฐบาลนี้เข้ามาก็เสนอตามแผน และเสนอมายังกระทรวงกลาโหม

นี่ไม่ใช้เสนอมาครั้งแรก แต่ได้เสนอมาตั้งแต่ผมเป็นรัฐมนตรีสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งผมก็เห็นชอบ แต่ว่าปัจจุบันทางรัฐบาลยังไม่เห็นชอบ เพราะต้องผ่านที่ประชุมคณะรัฐมนตรีก่อนซึ่งในระหว่างนี้ก็จะมีการศึกษาถึงการเบิกจ่าย และงบประมาณผูกพันกว่า 7-10 ปี เพื่อจัดทำเป็นแผนงานต่อไป
โดยปีงบประมาณ 2558 ทางกองทัพเรือใช้งบลงทุนของกองทัพเรือเอง 200 ล้าน แต่ไม่ใช่เป็นงบฯที่รัฐบาลจัดสรรเพิ่มเติม

ส่วนการอนุมัติโครงการคงต้องถามรัฐบาลก่อน เพราะระยะเวลาผูกพันงบประมาณนั้น หากขาดเงินไปบ้างจะต้องของบสนับสนุนจากรัฐบาล เป็นต้น

แต่ตอนนี้ ทางกองทัพเรือยังไม่ได้เสนอโครงการมายังกระทรวงกลาโหม ผมจึงไม่ได้พิจารณาอะไร แต่คิดว่าจะซื้อเมื่อใดไม่สำคัญ เพราะเป็นงบประมาณที่กองทัพเรือวางแผนไว้ ซึ่งเรื่องนี้พูดกันจนเป็นประเด็น

เมื่อถามว่า ทางรัฐบาล และทางรัฐมนตรีมีความสัมพันธ์ที่ดีกับจีนจะทำให้กองทัพเรือเลือกเรือดำน้ำจากจีน พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า "ไม่ใช่ผม อย่ามาบอกว่าผม ผมจะรู้จักใครว่าเป็นคนจีน มันไม่เกี่ยว แต่การจัดซื้ออาวุธเราต้องการของถูก ของดี มีประสิทธิภาพ ทนทาน เมื่อสร้างเสร็จก็ใช้งานได้เลย"

เมื่อถามว่าจะเข้าคณะรัฐมนตรีเมื่อใด พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ยังตอบไม่ได้ เพราะยังอยู่ในกระบวนการอยู่ แต่ตอนนี้เราต้องอธิบายให้สังคมเข้าใจ


สื่อรัฐบาลรัสเซียออกยืนยัน เรือดำน้ำเวียดนามติดจรวดร่อน Klub-S โจมตีภาคพื้นทวีป

สื่อรัฐบาลรัสเซียออกยืนยัน เรือดำน้ำเวียดนามติดจรวดร่อน Klub-S โจมตีภาคพื้นทวีป

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
7 กรกฎาคม 2558 14:09 น. (แก้ไขล่าสุด 7 กรกฎาคม 2558 20:58 น.)
สื่อรัฐบาลรัสเซียออกยืนยัน เรือดำน้ำเวียดนามติดจรวดร่อน Klub-S โจมตีภาคพื้นทวีป

ภาพจาก Sputnik News เวียดนามได้รับเรือดำน้ำชั้นคิโลลำล่าสุด ในวันสิ้นเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา เรือดำน้ำนครด่าหนัง (Danang City, HQ-185) ส่งถึงฐานทัพเรืออ่าวกามแรงในภาคกลางแล้ว เป็นลำที่ 4 จากทั้งหมด 6 ลำ เรือของเวียดนามติดตั้งระบบจรวด Klub-S หรือ 3M-54E1 ที่ยิงเป้าหมายบนพื้นทวีปได้ ซึ่งเป็นเพียงประเทศเดียวในย่านนี้ นับเป็นการออกยืนยันเรื่องนี้เป็นครั้งแรกโดยสำนักข่าวของรัฐบาลรัสเซีย.
       
ASTVผู้จัดการออนไลน์ - สื่อของทางการรัสเซีย ได้ออกรายงานเป็นครั้งแรกเกี่ยวกับระบบจรวดนำวิถีโจมตี ที่ติดตั้งบนเรือดำน้ำชั้นคิโลลำล่าสุดของเวียดนาม ที่เพิ่งจะส่งมอบในวันสิ้นเดือน เดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ระบบจรวด Klub-S ดังกล่าวมีพิสัยทำการถึง 300 กิโลเมตร มีขีดความสามารถในการยิงจากใต้น้ำเพื่อโจมตีเป้าหมายบนภาคพื้นทวีปได้ ทำให้เวียดนามเป็นเพียงชาติเดียวในย่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีระบบจรวดแบบนี้ติดตั้งในเรือดำน้ำ 
      
       เรือดำน้ำลำใหม่ ซึ่งเป็นเรือชั้นคิโล (Kilo-Class) หรือชั้นวาร์ชาฟยันสกา (Varshavianska) คือ เรือนครด่าหนัง (Danang City, HQ-185) ซึ่งเป็นลำที่ 4 จากทั้งหมด 6 ลำ ส่งถึงเวียดนามวันที่ 30 มิ.ย.ที่ผ่านมา “พร้อมระบบจรวด Klub-S ที่สามารถโจมตีเป้าหมายได้ทั้งในทะเล และภาคพื้นทวีป” สำนักข่าวสปุตนิคของรัฐบาลรัสเซีย รายงานในเว็บไซต์ เป็นการออกยืนยันอย่างเป็นทางการครั้งแรกเกี่ยวกับเรื่องนี้ ถึงแม้จะมีข่าวระแคะระคายเกี่ยวกับระบบจรวดโจมตีภาคพื้นทวีป บนเรือดำน้ำชั้นคิโลรุ่นใหม่ของเวียดนาม จากบรรดา “แหล่งข่าว” ในรัสเซียตั้งแต่ปีที่แล้วก็ตาม
      
       เรือดำน้ำของเวียดนามเป็น “คิโลรุ่นปรับปรุง” (Improved Kilo-Class) แต่ระบบจรวด Klub-S ยิงเป้าหมายภาคพื้นดิน ไม่มีในเรือคิโลของจีนที่ออกมาก่อนหน้านี้ จีนซื้อจากเรือดำน้ำชั้นนี้จากรัสเซีย จำนวน 12 ลำ ซึ่งรวมทั้ง “รุ่นปรับปรุง” 10 ลำ และ ไม่มีติดตั้งในเรือคิโลของกองทัพเรืออินเดียอีก 10 ลำ ซึ่งปัจจุบันคงเหลือเพียง 9 ลำ หลังจากเกิดอุบัติเหตุไฟไหม้เสียหายไป 1 ลำ เมื่อปี 2556
      
       รายงานของสปุตนิค เป็นการยืนยันรายงานของ นายไซมอน เวเซมาน นักวิจัยอาวุธของสถาบันค้นคว้าวิจัยเพื่อสันติภาพนานาชาติสตอกโฮล์ม (SIPRI) ที่เผยแพร่ในเดือน เม.ย.ปีนี้ ระบุว่าเวียดนามได้รับ “ระบบจรวดคลับแบบโจมตีภาคพื้นดินที่ผลิตขึ้นในรัสเซียสำหรับเรือดำน้ำชั้นคิโล” โดยนายเวเซมาน อ้างข้อมูลลงทะเบียนอาวุธทั่วไป ที่เวียดนามแจ้งต่อองค์การสหประชาชาติ ตามกฎหมายระหว่างประเทศตั้งแต่เมื่อปีก่อน แต่เพิ่งจะเผยแพร่ในเดือน เม.ย.ปีนี้เช่นกัน
      
       สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานเรื่องนี้ในช่วงเดียวกัน อ้างความเห็นของนักวิเคราะห์ที่มองว่า ระบบจรวดก้าวหน้านี้ “เป็นสัญญาณความมุ่งมั่นของเวียดนามที่จะตอบโต้การขยายตัวขึ้นของกองทัพจีน และเป็นส่วนหนึ่งในการเสริมอาวุธของบรรดาชาติเอเชียต่างๆ ท่ามกลางความตึงเครียดดินแดนที่เพิ่มสูงขึ้น” และยังสร้างความยุ่งยากในการวางยุทธศาสตร์-ยุทธวิถีของฝ่ายจีนในทะเลจีนใต้อีกด้วย
       .
       

       .
       ตัวเลือกอาวุธนี้มีลักษณะที่เป็นเชิงรุกมากกว่าระบบจรวดต่อต้านเรือผิวน้ำที่เวียดนามจัดหานี้ นอกจากเรือรบ กับเรือดำน้ำของจีนในทะเลจีนใต้แล้ว เมืองต่างๆ ที่อยู่ตามแนวชายฝั่งของจีน ตั้งแต่เกาะไหหลำ ไปจนถึงนครเซี่ยงไฮ้ อาจกลายเป็นเป้าหมายได้เช่นกัน ในกรณีที่เกิดเหตุขัดแย้งระหว่างสองฝ่าย
      
       เมื่อรอยเตอร์รายงานเรื่องนี้ในเดือน เม.ย. บริษัทอัลมาซ-อันเต (Almaz-Antey) ในกรุงมอสโก ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของบริษัทโนวาทอร์ (Novator) ผู้ผลิตผู้ผลิตระบบจรวด Klub ได้ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นถึงการขายอาวุธให้แก่เวียดนาม
      
       “คลับ” เป็นชื่อเรียกจรวดส่งออก (Export Version) ของระบบระบบจรวดยิงเรือ “กลุ่ม 3M” (จรวด SS-N-27A “Sizzler” ตามรหัสที่ใช้เรียกในกลุ่มนาโต้) ที่มีชื่อเสียงของรัสเซีย มีรุ่นย่อยที่ใช้รหัสแตกต่างกันออกไปหลายรุ่น ตามจุดประสงค์การสร้างกับลักษณะการใช้งาน ที่มีทั้งจรวดยิงเรือผิวน้ำ ยิงเรือดำน้ำ และโจมตีเป้าหมายพื้นดินโดยยิงจากทะเล หรือจากเรือดำน้ำ
      
       ยังมีจรวด Klub อีกรุ่นหนึ่งที่เรียกกันว่า Klub-K ที่ติดตั้งในตู้คอนเทนเนอร์บนรถไฟ รถบรรทุกเทรลเลอร์ หรือบนเรือสินค้าเพื่ออำพรางข้าศึก สามารถยิงโจมตีได้ทั้งเป้าหมายในทะเล และบนบกเช่นกัน
      
       จรวดที่มีชื่อเสียงกลุ่มนี้ใช้ประจำการในกองทัพเรือรัสเซียมาตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1980 มีการพัฒนาประสิทธิภาพกับระบบนำวิถีเรื่อยมา ทำให้มีระบบจรวดที่ยิงเป้าหมายได้ในระยะทางตั้งแต่ 200 กม. จนถึง 2,500 กม. ซึ่งเป็น “จรวดร่อน” หรือ Cruise Missile ได้รับความเชื่อถือในด้านความแม่นยำ ยากแก่การตรวจจับด้วยเรดาร์ทั่วไป
       .
สื่อรัฐบาลรัสเซียออกยืนยัน เรือดำน้ำเวียดนามติดจรวดร่อน Klub-S โจมตีภาคพื้นทวีป

หุ่นจำลองจรวด Klub-S หรือ 3M-54E1 ในงานนิทรรศการอาวุธและการบิน MAKS 2009 กรุงมอสโก เป็นจรวดร่อนที่ใช้การนำวิถี 2 แบบ ความเร็วเกือบ 3 เท่าเสียง บรรจุหัวรบน้ำหนัก 400-450 กิโลกรัม ใช้ยิงจากเรือดำน้ำโจมตีเรือและเป้าหมายบนพื้นดินได้ สื่อของทางการเพิ่งจะออกยืนยันเป็นครั้งแรกว่า เรือดำน้ำของเวียดนามติดตั้งระบบจรวดนี้ ถึงแม้เรื่องนี้จะรู้ระแคะระคายข้ามปีมาแล้วก็ตาม. -- En.Wikipedia.Org
        .
       จรวด Klub-S หรือ 3M-54E1/3M-14E ในเวอร์ชันของรัสเซีย “ร่อน” ในความสูง 10-15 เมตร ด้วยความเร็วตั้งแต่ระดับซับโซนิค จนถึงซูเปอร์โซนิค คือ 0.8-2.9 เท่าความเร็วเสียง ในช่วงต้นนำวิถีแบบ Inertial Guidance ความเร็วต่ำกว่า และ เปลี่ยนเป็นนำวิถีแบบ Homing Radar เมื่อใกล้ถึงเป้าหมายจะลดระดับการร่อนลงเป็น 5-10 เมตร ขณะเหลือเพียงหัวรบที่พุ่งเข้าเป้าด้วยความเร็วสูง ทำให้การตรวจจับด้วยเรดาร์แทบจะเป็นไปไม่ได้ การยิงต่อต้านล้มเหลว
      
       สถาบัน SIPRI ในสวีเดนรายงานว่า เวียดนามจัดหาจรวดร่อน Klub-S รุ่น 3M-54E1 (300 กม.) ถึง 50 ชุด สำหรับเรือดำน้ำชั้นคิโลทั้ง 6 ลำ และในช่วง 2 ปีมานี้ รัสเซียส่งมอบให้แล้ว จำนวน 28 ชุด จรวดรุ่นนี้ใช้หัวรบน้ำหนัก 400-450 กิโลกรัม ถึงแม้ว่าจำนวนที่ถูกต้องแน่นอนของจรวดจะไม่มีผู้ใดทราบก็ตาม และยังไม่เคยมีการแถลงใดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้จากฝ่ายเวียดนาม
      
       เวียดนามเซ็นสัญญาซื้อเรือชั้นคิโลในเดือน ธ.ค.2552 รวมทั้งหมด 6 ลำ ในแพกเกจใหญ่มูลค่าราว 2,000 ล้านดอลลาร์ เป็นเรือที่ต่อตามโครงการที่เรียกว่า “636.1” โดยอู่ต่อเรือแอดมิรัลตี (Admiralty Ship Yard) นครเซ็นต์ปีเตอร์สเบิร์ก ทางฝั่งทะเลบัลติกของรัสเซีย เรือมีชื่อเสียงในเรื่องความเงียบเป็นพิเศษ ยากในการตรวจจับด้วยโซนาร์ทั่วไป
      
       ตามตัวเลขของอู่แอดมิรัลตี เรือคิโลชั้นปรับปรุง “โครงการ 636.1” เป็นขนาด 2,300 ตัน หรือ 3,000-3,950 ตัน ขณะดำลงใต้ผิวน้ำ บรรทุกเต็มอัตรา ปฏิบัติการในความลึก 240 เมตร และ ดำได้ลึกสุด 300 เมตร เรือยาว 74 เมตร กว้างสุด 9.9 เมตร ทำความเร็วได้กว่า 20 นอต หรือ 37 กม./ชม. ติดตั้งระบบ AIP ทำให้ปฏิบัติงานอยู่ใต้น้ำได้เป็นเวลา 45 วัน
      
       เรือชั้นนี้ใช้ได้หลากหลายภารกิจ ทั้งสงครามใต้น้ำ บนผิวน้ำ ป้องกันฐานทัพ ป้องกันชายฝั่ง ป้องกันระบบสื่อสารใต้ทะเล และสอดส่อง ตรวจจับการสื่อสารกับความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้าม สปุตนิค กล่าว
      
       รัสเซียส่งเรือดำน้ำนครด่าหนัง ไปให้เวียดนาม สัปดาห์กลางเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ไปกับเรือ Rolldock Storm ซึ่งเป็นเรือขนส่งขนาดใหญ่สัญชาติเนเธอร์แลนด์ แล่นอ้อมทวีปแอฟริกา เข้าสู่มหาสมุทรอินเดีย ผ่านช่องแคบซุนดรา ในอินโดนีเซีย เข้าสู่ทะเลจีนใต้ โดยใช้เวลาราว 45 วัน. 

ระบอบประชาธิปไตยที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง

สุธาชัย ยิ้ม

เห็นคำว่า"ระบอบประชาธิปไตยที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง" ในฟีดข่าวเมื่อวันก่อนแล้วมึนตีบ ช่วงนี้คสช.ขยันสร้างวาทกรรมใหม่ๆจนนักภาษาศาสตร์ต้องเอาเท้าก่ายหัว ถ้าคนที่เข้าไปบริหารประเทศไม่ได้มาจากเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนในประเทศแล้วมันจะเป็นประชาธิปไตยได้ยังไง จะปกครองกันด้วยรัฐทหารหรือรูปแบบการปกครองอื่นๆก็น่าจะพูดกันตรงๆไปเลยดีกว่ามั้ย ในเมื่อคำว่าประชาธิปไตยมันไม่ได้มีคุณค่าไม่มีความหมายใดในสังคมเรา ก็ไม่เห็นจำเป็นต้องลากคำว่าประชาธิปไตยมาอ้างแบบผิดที่ผิดทาง

สรุปความแบบบ้านๆตามความเข้าใจจากคำพูดของ Prof. Samuel Phillips Huntington ที่อ.Kasian Tejapiraแชร์มาให้อ่านได้ว่า การเลือกตั้งคือส่วนสำคัญที่ขาดไม่ได้ของระบอบประชาธิปไตย รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอาจจะชั่วช้าเลวทรามเพราะโกงกินเล่นพวกเล่นพ้อง ไม่เคยทำเพื่อผลประโยชน์ของประชาชน จนคนออกมาไล่กันทั้งบ้านทั้งเมือง แต่ความเลวร้ายของรัฐบาลที่ว่ามานั้นก็ไม่ได้ทำให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งนั้นค้านกับหลักการประชาธิปไตย

แม้ว่าหลักการประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่มีคุณค่าต่อสังคม แต่ในสังคมหนึ่งๆเราก็ต้องการคุณค่าอื่นๆนอกจากประชาธิปไตยด้วย เช่น ความซื่อสัตย์สุจริต หลักธรรมาภิบาล การให้ความสำคัญกับเสียงข้างน้อย ฯลฯ ซึ่งมักโดนกล่าวหาว่าเป็นจุดบกพร่องของระบอบประชาธิปไตย แต่จริงๆแล้วถ้าคิดให้ดีจะเห็นว่าจุดบกพร่องเหล่านี้เป็นคุณค่าอื่นๆนอกเหนือจากแนวคิดสำคัญในระบอบประชาธิปไตยที่เน้นการมีส่วนร่วมที่เท่าเทียมกันของสมาชิกในสังคม เราจึงควรแยกแยะระบอบประชาธิปไตยออกจากระบอบการปกครองอื่นๆให้ได้เสียก่อน อย่าเอามาปะปนกัน จนปฏิเสธหลักการประชาธิปไตยไปทั้งหมด (เราจะมีส่วนร่วมในการกำหนดคุณค่าในสังคมที่ปรารถนาได้อย่างไร ถ้าสังคมนั้นไม่เป็นประชาธิปไตย)
ปล. นานๆทีขอเขียนโพสต์ยาวๆซักที ฉลองการปล่อยตัวนักศึกษาในขบวนการประชาธิปไตยใหม่ทั้ง 14 คน


บิ๊กตู่" บ่นงบประมาณเบิกจ่ายไม่ทันใจ ข้องใจก่อนหน้านี้เร็วได้ ไม่สน บ.เอกชนใหญ่ ไม่ร่วมประมูลงานกลัวกำไรน้อย

บิ๊กตู่" บ่นงบประมาณเบิกจ่ายไม่ทันใจ ข้องใจก่อนหน้านี้เร็วได้ ไม่สน บ.เอกชนใหญ่ ไม่ร่วมประมูลงานกลัวกำไรน้อย บอกรัฐช่วยทุกอย่าง ชี้ช่วยตัวเองบ้าง บอกไปเอารัฐบาลหน้าโน้น ไม่กลัวแท็กซี่หยุดวิ่งกดดัน ขู่จะหารถวิ่งแทน

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงการบ่น ในที่ประชุมครม.กับ มรว.ปริดียาธร เทวกุล ถึงความไม่พอใจในการเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้าของแต่ละกระทรวงว่า อยากให้มีการเบิกจ่ายมากกว่านี้ ซึ่งจริงๆแล้วก็มากกว่าทุกปี แต่ก็ยังไม่ทันใจตนเอง ไม่ทันใจตนเองไม่เท่าไหร่ แต่ไม่ทันใจพวกท่านและประชาชนด้วย ซึ่งตนได้ให้ไปดูรายละเอียดว่าทำไมเบิกจ่ายไม่ได้ แต่ทำไมก่อนหน้านี้เบิกจ่ายเร็วนัก มันอยู่ที่การตรวจสอบอะไรหรือเปล่า แต่ก่อนทำเร็วเกินไปหรือไม่ มันมีรอยรั่วเยอะหรือไม่ ซึ่งวันนี้ต้องตรวจสอบให้พบรอยรั่ว แต่มันช้าเพราะอะไร เพราะขั้นตอนระเบียบต่างๆมันรัดกุมเข้มแข็งขึ้น การกระทำต่างๆที่มันเคยง่ายมันก็ยากแค่นั้นเอง

"ผมก็อยากให้มันเร็วกว่าเดิม ทั้งนี้ไม่ใช่ว่าข้าราชการไม่ทำ ข้าราชการเขาทำเต็มที่เดี๋ยวจะหาว่าผมไปว่าเขาอีก เขาทำเต็มที่แล้วแต่ต้องเข้าใจว่าลักษณะการจัดทำงบประมาณในปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ผมเข้ามาเป็นการจัดงบประมาณกระจาย ไปทุกพื้นที่ เป็นโครงการขนาดกลาง ขนาดเล็กจำนวนมาก ซึ่งมันไม่เคยทำ ที่ผ่านมาทำเป็นพื้นที่ มันก็ง่าย ให้งบประมาณเป็นก้อนลงไป ทำให้มีคนมาจัดซื้อจัดจ้าง ง่ายขึ้น มีบริษัทไม่กี่บริษัทมารับไป อยากถามว่ามันทั่วถึงหรือไม่ วันนี้ต้องเรียนรู้ว่าจะอยู่ด้วยกันอย่างไรจะประกอบธุรกิจอย่างไร ไม่ใช่อะไรๆก็รัฐบาล ซึ่งวันนี้รัฐบาลทำให้ทุกอย่างแต่ขอให้ช่วยตัวเองกันบ้าง บริษัทห้างร้านเอกชนไปหาวิธีการว่าจะทำอย่างไร แต่กลับมาบอกว่างบประมาณน้อย ไม่ได้กำไร ถ้าไม่ทำก็อย่าทำ เดี๋ยวบริษัท เล็กๆน้อยๆมีกี่บริษัทก็ไปประมูลมา บริษัทใหญ่ไม่อยากเอาก็อย่าเอา อยากได้ก็ไปเอารัฐบาลหน้านู้น" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่าทางบริษัทแท็กซี่ ระบุว่า ถ้าชะลอการปรับมิเตอร์ขึ้นให้ ก็จะหยุดวิ่งให้บริการ พลเอกประยุทธ์กล่าวว่า ถ้าชะลอก็ต้องชะลอซึ่งตนก็ต้องฟังคณะกรรมการ รัฐมนตรีเขาไม่ได้พูดคนเดียว แต่มีคณะกรรมการดูอยู่ ทั้งนี้เรื่องค่าโดยสารค่าแรงอะไรต่างๆก็ต้องอย่าให้มีปัญหา ถ้าหยุดตนก็จะหารถไปวิ่งแทนเอาอย่างนี้แล้วกัน ดูซิมันจะเป็นอย่างไร เคยตัวกันมามากแล้วทุกเรื่อง ก็บ้านเมืองมีปัญหาอย่างนี้ แล้วคนอื่นเขาไม่มีหรืออย่างไรมันก็มีทุกพวกนั้นแหละ ถ้าอันนี้ได้อันนั้นก็ต้องเอาแล้วจะเอาเงินที่ไหน เอาข้าวไปสิ ข้าวในคลังนะเอาไป


นายกฯยันถวายรายงานในหลวงตลอด

"ใครมาว่าพ่อเรา ยอมมั้ย".....นายกฯเผย ถวายรายงานในหลวงตลอด และรับคำแนะนำจาก สมเด็จพระบรมฯ เผยรับสั่ง พระราชินี" ขาดทุนของราชินี คือกำไรของ ประชาชน

พลเอก ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. เปิดทำเนียบรัฐบาลต้อนรับ37"เยาวชนไทยในสหรัฐอเมริกา เยือนแผ่นดินแม่"พร้อมผู้ปกครอง75คน จากรัฐ แคลิฟอร์เนีย เท็กซัส จอร์เจีย โอกลาโฮมา เนวาด้า พร้อมเล่าเรื่องต่างๆให้ฟัง ราว1ชม.
นายกฯ เผย ถวายรายงานในหลวงตลอด รัฐบาลทำอะไรบ้าง มีปัญหาอุปสรรค พระองค์ท่านรับสั่งมาเยอะแยะไปหมด นำแนวทางท่านไปทำ ยัน ในหลวงท่านไม่ได้สั่งให้ผมทำอะไร บางเรื่องท่านสั่งเป็นตัวอย่าง เราแนวทางพระราชดำรัส ท่านไม่เคยสั่งให้ใครทำอะไร
ติงหลายคนเปรียบเทียบสถาบันกับที่อื่น ไม่ได้ เพราเป็น"สมมติเทพ" ท่านไม่เกึ่ยวใคร ทรงอยู่เหนือความขัดแย้ง ชอบไปก้าวล่วงท่าน เลยต้องมี ม.112 หมิ่นประมาทสถาบันแต่มาหาว่า ละเมิดสิทธิมนุษยชน ผมถามว่า "ใครมาว่าพ่อเรา ยอมมั้ย" แต่ท่านจะไปฟ้องใครได้ ดังนั้นเราก็ต้องดูแลท่าน คนไทยต้องดูแล เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน

สถาบันกษัตริย์ไทยเราเป็นสมมุติเทพ ไม่เหมือนสถาบันไหนในโลกนี้ พระองค์ท่าน ทำงานมาตลอด ไม่ใช่แค่สัญลักษณ์ ท่านทรงมีพระราชอำนาจ 3 อำนาจ พระราขทานให้รัฐบาล แล้วทรง อยู่ใต้รธน.

แนะอย่าลืมประวัติศาสตร์ นานจนลืม ประวัติศาสตร์ มีไว้เพื่อให้ภาคภูมิใจ ผมเป็นทหาร รู้ประวัติศาสตร์ใครมาจากไหน รากเหง้า ถ้าเราไม่รู้ว่า เป็นใครมาจากไหน เราจะรักชาติได้ยังไง

เผยสมเด็จพระราชินี ทรงสอนมา สมัยที่ผมตามเสด็จพระราชินี ท่านทรงนำเงินบริจาค ท่านนำกลับมาช่วยประขาชน เค้าให้เรามาก็ไปช่วยปชช.ท่านไม่เคยซื้อของให้ตัวเอง มีแต่ซื้อให้ปชช. เวลาไปเยี่ยมประชาขน ท่านจะซื้อของที่นำมาถวาย ในราคาที่สูงมาก ทรงรับสั่ง"ขาดทุนของราชินี คือกำไรของ ประชาชน"วันนี้ก็ทรงแข็งแรงขึ้น 

สมเด็จพระเทพฯ ท่านก็จะเกษียณแล้ว ทรงเป็นพระอาจารย์ รร.จปร. แต่ไม่ใช่จะทรงพัก เพราะพระองค์ทรงรับสั่งว่า ทรงงานแทน ในหลวง ไปตปท.สร้างสัมพันธ์ ส่วนสมเด็จพระบรมฯ ทรงดูแลเรื่องดิน การอนุรักษ์ ที่ท่านทรงให้คำแนะนำเรามาตลอด ส่วนฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ฯ ทรงดูแลด้านวิทยาศาตร์ สาธารณสุข ทุกพระองค์ทรงงาน แล้วที่คนรู้จักประเทศไทยเพราะสถาบัน"


ปลูกข้าวไม่ได้ ให้ปลูกสมุนไพร บิ๊กตู่ หนุน อัดอย่าโง่ปลูกพืชกำไรน้อย!

“นายกฯ” หนุน ปลูกพืชสมุนไพร หากปลูกข้าวไม่ได้ ชู หมามุ่ยแปรรูปราคาพุ่งก.ก.ละ 8 หมื่น บอกอย่าโง่ปลูกพืชกำไรน้อย

http://www.matichon.co.th/online/2015/07/14363311721436331202l.jpg
เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 8 กรกฏาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) กล่าวตอนหนึ่งในการให้โอวาทกับคณะโครงการเยาวชนไทยในสหรัฐอเมริกา เยือนแผ่นดินแม่ ตอนหนึ่งว่า วันนี้รัฐบาล ได้สนับสนุนการปลูกพืชสมุนไพร ในเมื่อเราไม่สามารถปลูกข้าวได้ ก็จะให้กระทรวงสาธารณสุข เข้าไปดูแลว่าจะปลูกพืชสมุนไพรได้หรือไม่ โดยจะนำภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุน

“ขณะเดียวกันวันนี้เราขายหมามุ่ยได้ก.ก.ละกว่า 800 บาท และเมื่อส่งไปประเทศอินเดียแล้วมีการแปรรูปกลับมาเป็นยา เป็นอะไรต่างๆราคาได้กลายเป็นก.ก.ละ 8 หมื่นบาท แล้วเหตุใดเรายังโง่ปลูกอย่างอื่นที่มีกำไรเพียงพันบาทหรือไม่กี่บาท แต่เราก็ต้องควบคุม อย่างไรก็ตามขณะนี้ข้าวของเรายังดีอยู่ ในส่วนที่เสียก็เป็นภาระของรัฐบาล ซึ่งที่ผ่านมาเป็นความคิดที่ไม่ถูกวิธีเพราะเราต้องทำให้เกษตรกรมีความเข้มแข็ง พระเจ้าอยู่หัวทรงสอนว่าถ้าจะทำให้คนเข้มแข็งต้องสอนวิธีการตกปลาให้เขา แต่ไม่ใช่ให้ปลาเขาไปกิน เรากำลังสอนให้เกษตรกรมีการเรียนรู้ เข้าถึงเครื่องจักรทางการเกษตร และที่ผ่านมารายได้มันต่ำจึงต้องกู้เงิน แล้วไร่นาก็ถูกยึด” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว  


(เวป มติชน)