PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

เปลว สีเงิน:กรณีสะท้อนไทยที่'ไม่สำนึก'

      เก็บอาการความเป็นพวก "ร่วมบริวาร" ระบอบทักษิณไว้หน่อยก็ดีนะ ท่าน พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง และท่าน พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ

      การที่อัยการญี่ปุ่น "สั่งไม่ฟ้อง" พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง กรณีพกปืนขึ้นเครื่องบินออกจากสนามบินสุวรรณภูมิ และไปถูกจับได้ตอนขากลับที่สนามบินญี่ปุ่น นั้น

      ในฐานะท่านทั้ง ๒ เป็นนายตำรวจผู้รักษากฎหมาย มีหน้าที่ ปราบปราม ควบคุมคนทำผิดกฎหมายมาดำเนินคดีตามกระบิลเมือง

      เมื่อทางญี่ปุ่น สั่งไม่ฟ้องในบ้านเขา........

      ก็ไม่ใช่เรื่องที่ผู้รักษากฎหมาย ยิ่งโดยเฉพาะกับคนระดับ ผบ.ตร.จะกระดี๊กระด๊า ลิงโลด-ยินดี กับผู้ทำผิดกฎหมาย ไม่ว่ากับ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ หรือกับใครทั้งสิ้น

      เป็นพวกกัน ก็เก็บความยินดีในฐานะ "คนร่วมนาย" ไว้ไปฉลองกันเองทีหลังเป็นการภายในก็ได้!

      ส่วนต่อสาธารณะ ด้วยบทบาท-หน้าที่ตำรวจ การแสดงออก ควรรักษา "จรรยาผู้รักษากฎหมาย" ไว้ศักดิ์-ไว้ศรีสถาบัน ให้เป็นที่เชื่อถือ

      คือไม่ยึดญาติ ไม่ยึดนาย ไม่ยึดมิตร ไม่ยึดศัตรู ไม่ยึดรวย ไม่ยึดจน ให้อยู่เหนือ "จรรยาบรรณตำรวจ" ในการแสดงออกและการปฏิบัติกับผู้ต้องหา

      นอกจาก "เมตตา-กรุณา" ทั่วไปในฐานเพื่อนมนุษย์.............

      นอกนั้น ไม่สมควรแสดงความ "ดีใจหรือสะใจ" จนเสียดุลแห่งธรรมและกฎหมาย เมื่อเห็นผู้ต้องหา "ผิด" หรือ "พ้นผิด" ในขั้นตอนใด-ขั้นตอนหนึ่งตามกระบวนการ

      ยิ่งกรณี พล.ต.ท.คำรณวิทย์ พ้นการเอาผิดจากประเทศหนึ่ง นั่นก็ไม่ใช่บทสรุปว่า.....

      ที่นำปืนเล็ดลอดการตรวจจับจากการท่าฯ ประเทศไทย ขึ้นเครื่องบินจากสุวรรณภูมิไปได้นั้น "ความผิดที่เกิดขึ้นแล้วนั้น"

      จะโมเมว่า "ไม่ผิด" ไปด้วย!

      พล.ต.อ.สมยศ ต้องแสดงออกในบท "ผู้รักษากฎหมาย" ให้สังคมได้เชื่อถือเป็นมาตรฐานว่า...

      กับ "ความผิดที่สำเร็จแล้ว" ของ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ คือการนำอาวุธปืนขึ้นเครื่องบินจากสุวรรณภูมิ ซึ่งมีตัวบทกฎหมายระบุลักษณะความผิดไว้ชัดแจ้งนั้น

      เมื่อกลับถึงไทย........

      ผบ.ตร.ในฐานะหัวหน้าผู้รักษากฎหมายไทย จะจัดการอย่างไร กับผู้ต้องหารายนี้?

      ไม่ใช่ทราบข่าวอัยการญี่ปุ่นสั่งไม่ฟ้องปุ๊บ......

      หัวหน้าตำรวจยิ้มร่าออกข่าว "แสดงความยินดีล่วงหน้ากับครอบครัว พล.ต.ท.คำรณวิทย์ปั๊บ"

      แบบนั้น เท่ากับสร้างทัศนคติจากสังคมให้สะท้อนกลับว่า ........

      ผบ.ตร. "สมบูรณ์ยศ-สมบูรณ์ตำแหน่ง" แต่บกพร่องจรรยาบรรณและขาดจิตสำนึกในวุฒิภาวะ!

      ความน่าจะเป็นด้วยบรรทัดฐานกฎหมายในกรณีนี้ เพื่อสร้างมาตรฐานความเข้มงวด-เอาจริงด้านความปลอดภัยในสนามบิน พล.ต.อ.สมยศ น่าจะเปลี่ยนคำว่า "ขอแสดงความยินดี" ไปเป็นว่า........

      "ให้คุมตัว พล.ต.ท.คำรณวิทย์จากสนามบินมาเข้ากระบวนการสอบสวนต่อ ในฐานะผู้ต้องหา"?

      ไม่ใช่อย่างที่ "ลูกกระเดือก" พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ทำหน้าที่โฆษก สตช.กลิ้งตาม "คอหอย" ออกข่าว

      "ว่างเมื่อไหร่ก็แวะมา" ประมาณว่า มาเมาธ์ประสามะเขือเทศด้วยกัน ไม่ใช่แบบตำรวจกับผู้ต้องหา!?

      ผมก็สังเกตมานาน พลันที่ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ถูกตำรวจญี่ปุ่นจับ ที่สนามบินนาริตะ

      "สำนักงานตำรวจแห่งชาติ" กลายเป็น "สำนักงานทนายแก้ต่าง" ให้ผู้ต้องหาที่ชื่อ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ไปทันที

      โดย พล.ต.ท.ประวุฒิ ทำหน้าที่ "ฟอกถ่านให้ขาว" ด้วยตำแหน่งโฆษก!

      จะหาความสลดหรือสำนึกสักนิด "ในภาพใหญ่" ว่า สิ่งที่ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ทำ มันสร้างความเสื่อมเสียให้ประเทศชาติขนาดไหน?

      จะหาความละอายด้วยสำนึกสักนิด "ในภาพย่อย" ว่า สิ่งที่ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ทำ

      มันประจานและฟ้องถึงมาตรฐานตรวจสอบ และมาตรฐานการทำงานทั้งสนามบินและ ตม.ขนาดไหน?

      ไม่มีเลย.......!

      ทั้งจากคอหอยและลูกกระเดือก มีแต่ตั้งหน้า-ตั้งตากลิ้งไปด้วยกันแถลงข่าว ออกข่าว แก้ต่างให้ผู้ต้องหารายวัน

      "แจ๊ดปืนเล็กนิดเดียว....

      .......อายุมากแล้ว หลงๆ ลืมๆ"!

      "บกพร่องโดยสุจริต" เจริญตามรอยนายใหญ่หมาไม่กัด ว่างั้นเถอะ ด้วยการทำคดีของตำรวจ เคยเมตตา-ปรานี และรับฟังคำแก้ตัวจากผู้ต้องหารายไหนบ้างมั้ย ที่ถูกจับแล้ว เขาอ้างในการทำผิดว่า.....

      "ผิดนิดเดียว...ไม่เจตนา...อย่าดำเนินคดีเลย...ฉันแก่แล้ว"

      แล้วตำรวจผู้ทำคดี "ใจอ่อน" ยกประโยชน์ให้จำเลย "บนโต๊ะ" จริงๆ ไม่ใช่ใต้โต๊ะน่ะ?

      เห็นมีแต่ตะคอกกลับ....

      ไอ้นี่ ผู้ร้ายปากแข็งบ้าง อย่ามาทำแก้ตัวบ้าง กฎหมายต้องเป็นกฎหมายบ้าง ไปว่ากันที่ศาลบ้าง!

      ด้วยข้อเท็จจริงอีกด้าน พล.ต.ท.คำรณวิทย์ขณะนี้ พ้นจากความเป็นข้าราชการตำรวจไปแล้ว พูดง่ายๆ อยู่ในสถานะ "นายคำรณวิทย์"

      แต่จะกับนายคำรณวิทย์ หรือ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ การใช้สถานภาพแห่งความเป็น "สถาบันตำรวจ" ไปวิ่งเต้นช่วยเหลือ "ผู้ทำผิดกฎหมาย" อย่างที่ทำกัน นั้น มันสมควรหรือ?

      มีคำพูด "สะท้อนจริง" สังคมไทยว่า.........

      เมื่อตำรวจจับใครมาสักคนหนึ่ง จะยัดข้อหาให้ก่อน แล้วไปหาความผิดมายัดใส่ทีหลัง

      แต่เมื่อถึงศาล...........

      ผู้พิพากษาจะมองผู้ต้องหาทุกคน "บริสุทธิ์" จนกว่าฝ่ายผู้กล่าวหา จะนำพยาน-หลักฐาน มายืนยันได้ชัดจริงว่า "ผิดจริง" ตามคำกล่าวหานั่นแหละ จึงจะสรุปโทษ

      เห็นแต่ราย พล.ต.ท.คำรณวิทย์ รายแรก .........!

      ถูกตำรวจญี่ปุ่นจับปุ๊บ ตำรวจยุคสมยศ "แก้ข้อหา" ให้ปั๊บ...ไม่ผิด..ไม่ผิด ปืนเล็กนิดเดียว

      แล้วไอ้ที่ว่า "เล็กนิดเดียว" นอร์ท อเมริกัน อาร์ม .22 แมกนัม กระบอกนี้อยากถามว่า นอกจากประเด็นพกพาขึ้นเครื่องบินแล้ว ตำรวจไม่สนใจตรวจสอบเลยหรือว่า

      เป็นปืนเถื่อนหรือปืนมีทะเบียนถูกต้อง?

      และถึงมีทะเบียน พกพาไปในที่สาธารณะ โดยเฉพาะสนามบินโดยไม่ผิดกฎหมายได้หรือ?

      การท่าฯ ก็เหมือนกัน ที่บอกว่าเครื่อง CTX-9400 ตรวจจับเฉพาะวัตถุระเบิด จึงไม่พบปืนคำรณวิทย์นั้น

      ถ้าทั้งตำรวจ ไม่นำตัวคำรณวิทย์เข้าสู่กระบวนการกฎหมาย และการท่าฯ ไม่แสดงความกระตือรือร้น "เป็นเจ้าทุกข์" เอาเรื่องคำรณวิทย์ต่อตำรวจ

      สนามบินประเทศไทย อาจกลายเป็น "ต้นทางต้องห้าม" สำหรับสนามบินอื่นๆ ทั่วโลกจะประกาศก็เป็นได้!

      ในยุค "หมาป่ากับลูกแกะ" เขาอ้างเป็นเหตุทำได้ทั้งนั้น ฉะนั้น เรื่องนี้จะหยวนๆ กันไปไม่ได้

      ก็ในเมื่อเครื่องเอกซเรย์กระเป๋าที่สนามบินของไทย ตรวจจับปืนไม่ได้ อีกทั้งตำรวจไทยก็ไม่ให้ความสำคัญในเรื่องนี้

      สนามบินประเทศไทย จะกลายเป็น "ศูนย์กลางขนอาวุธปืน" ขึ้นเครื่องบินโดยสารออกไปทั่วโลกทันที!

      ตระหนักประเด็นนี้กันหรือยัง หรือรอให้ "เป็นเรื่อง" เสียก่อน ค่อยล้อมคอก?

      อย่าใช้เป็นเหตุโละ CTX ที่สุวรรณภูมิ แล้วจัดซื้อกันใหม่เชียว CTX มันก็เหมือนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เราใช้นี่แหละ มันพัฒนารุ่นตลอด คนใช้ก็ต้องเสียตังค์ "อัพเกรด-อัพโปรแกรม" ตามไปเรื่อยๆ

      CTX ที่นาริตะ เขาใช้รุ่น 9800 ตั้งโปรแกรมตรวจจับปืนได้ ส่วนของไทยเรา ใช้มาตั้งแต่เปิดสนามบิน เป็นรุ่น 9400

      การท่าฯ ไม่คิด "อัพเกรด-อัพโปรแกรม" ให้ทันยุค-ทันสมัยบ้างหรือ เห็นรวยมหาศาลกับจำนวนหัวคนผ่านสนามบินเป็นหมื่น-เป็นแสนล้าน เอาไปทำอะไรกันหมดล่ะ?

      โลกเจริญ ของใช้เจริญ..........

      ถ้าคนใช้ "เจริญ" ทันของใช้ เรื่องขี้หมาก็ไม่น่าเกิด?

4 เขื่อนใหญ่ลดปล่อยน้ำวันนี้ วอนชาวนางดสูบ

สถานการณ์ภัยแล้งทางภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือวันนี้ น้ำใช้การในหลายๆ เขื่อนใหญ่ ยังคงมีน้อย น้ำใช้การมากสุดที่เขื่อนลำตะคอง มีเพียงร้อยละ 17 ของความจุเขื่อน ขณะที่หลายพื้นที่ชาวบ้านเร่งสูบน้ำเข้านาก่อนที่เขื่อนใหญ่ 4 เขื่อนจะลดการปล่อยน้ำในวันนี้ เช่น พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง ส่วนที่ปทุมธานี เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองและทหารต้องเข้าไปทำความเข้าใจเพื่อให้ชาวบ้านงดสูบน้ำ เพื่อนนำน้ำมาผลิตประปา
วานนี้ (15 ก.ค.2558) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ จ.นครราชสีมา ปริมาณน้ำใช้การในเขื่อนลำตะคอง อยู่ที่ 53 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 17 ของความจุเขื่อน ขณะที่ปริมาณน้ำในเขื่อนเก็บน้ำหลักทั้ง 5 แห่งของจังหวัด น้ำที่ไหลเข้าเขื่อนยังน้อยกว่าเกณฑ์ เพราะส่วนใหญ่ฝนตกท้ายเขื่อน
เช่นเดียวกันจ.ขอนแก่น มีน้ำไหลเข้าเขื่อนอุบลรัตน์ 1,800,000 ลูกบาศก์เมตร จากฝนที่เริ่มตก แต่ก็ยังมีปริมาณน้อยมาก เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีที่ผ่านมา ขณะที่ปริมาณน้ำต้นทุนใช้การได้เพียง 89 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ ร้อยละ 4.8 ของความจุอ่าง
จ.พระนครศรีอยุธยา ชาวนา ต.บ้านเกาะ อ.พระนครศรีอยุธยา แสดงความกังวลหลังทราบว่า จะสูบน้ำเข้านาไม่ได้ หลังคณะรัฐมนตรีมีมติให้เขื่อนหลัก 4 เขื่อนลดระบาย พร้อมขอความร่วมมือเกษตรกรงดสูบน้ำ ตั้งแต่วันที่ 16 ก.ค.เป็นต้นไป เพราะจะทำให้ข้าวใกล้เก็บเกี่ยวเดือนสิงหาคมนี้ทั้ง 165 ไร่ เสียหายทั้งหมด ขณะที่ จ.อ่างทอง ชาว ต.ชัยฤทธิ์ และ ต.จรเข้ร้อง อ.ไชโย เร่งสูบน้ำเจ้าพระยาเข้าคลองชลประทาน ก่อนจะสูบน้ำไม่ได้ เพื่อนำไปหล่อเลี้ยงต้นข้าวที่ใกล้ยืนต้นตาย
สำหรับการทำฝนหลวงในพื้นที่ภาคเหนือ เจ้าหน้าที่ศูนย์ฝนหลวงพิเศษเชียงใหม่ และ หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงพิษณุโลก ยังนำเครื่องบินขึ้นทำฝนหลวงเพื่อบรรเทาภัยแล้ง แม้ฝนธรรมชาติตกในบางพื้นที่ แต่ยังต้องเร่งทำฝนหลวง เพื่อเพิ่มน้ำในเขื่อนใหญ่หลายแห่งที่ปริมาณน้ำยังต่ำ
ส่วนในพื้นที่จ.ปทุมธานี หลังจากที่เกิดวิกฤตไม่สามารถผลิตน้ำประปาในบางพื้นที่ของจ.ปทุมธานี ล่าสุด เจ้าหน้าที่ทหารเเละฝ่ายปกครอง ตำบลคลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ลงพื้นที่ขอความร่วมมือชาวบ้านให้หยุดสูบน้ำเข้าพื้นที่การเกษตรเป็นการชั่วคราว
นางศรีนวล ทิพาพงษ์ผกาพรรณ กำนันตำบลคลองห้า กล่าวว่า ช่วงนี้เกิดวิกฤตภัยแล้งในพื้นที่ ฝ่ายปกครองเเละเจ้าหน้าที่ทหารลงพื้นที่ขอความร่วมมือประชนหยุดทำนาในช่วงนี้
นายณรงค์ แปลงสนิท เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ กล่าวว่า ต้นข้าวในนาข้าวของตนเองกำลังตั้งท้อง แต่กำนันมาแจ้งว่า ขอให้หยุดสูบน้ำ จึงให้ความร่วมมือและหยุดสูบน้ำก่อน ส่วนปัญหาในนาข้าวก็หวังให้ฝนตกลงมาบรรเทาความเดือดร้อน
ส่วนที่สระเก็บน้ำพระราม 9 ตามโครงการพระราชดำริ อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี มีน้ำเพียงพอที่จะระบายน้ำสู่คลอง 5 และคลอง 6 เพื่อใช้ในพื้นที่การเกษตรเเละการอุปโภคบริโภคของประชาชนในพื้นที่
นอกจากนี้ชาวบ้านที่นับถือศาสนาอิสลามพื้นที่ คลอง 13 อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี รวมตัวกันในหลายชุมชน ทำละหมาดขอฝน หลังจากฝนไม่ตกมาหลายเดือน สร้างความเสียหายทางการเกษตรและไร่หญ้าในพื้นที่คลอง 13 ของชาวบ้าน เริ่มยืนต้นตายจากการขาดน้ำในการทำการเกษตร จากปัญหาที่เกิดขึ้นชาวบ้านจึงได้มาร่วมกันละหมาดขอฝน เพื่อเป็นการขอพรจากพระเจ้า ซึ่งสิ่งนี้ชาวบ้านบอกว่าเป็นสิ่งสุดท้ายที่พอจะทำได้และเป็นความหวังทางจิตใจที่จะยึดถือในยามเกิดภาวะวิกฤติแบบนี้
และจากปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้น นอกจากการขาดน้ำในการเกษตรแล้ว ชาวบ้านในพื้นที่คลอง 13 เริ่มกังวลกับปัญหาถนนทรุดตัวที่เกิดขึ้น หลังจากระดับน้ำในคลองระพีพัฒน์แห้งขอด จนก่อให้เกิดดินสไลด์ลึกเป็นทางยาวตลอดริมถนนในชุมชนคลอง13 ชาวบ้านจึงอยากให้ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไข้ปัญหาภัยแล้งให้ได้โดยเร็ว


วันพุธที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

“ธวัชชัย” ทิ้งบอมบ์! ปูดก๊วนการเมืองส่อป่วนใต้ 15-17 ก.ค. แฉ 2 พรรครวมหัวระดมคนนับล้านไล่รัฐ

“สปช.ธวัชชัย” ปูดแหล่งข่าวบอกแนวร่วมเตรียมก่อเหตุชายแดนใต้ 15-17 ก.ค.นี้ เชื่อฝีมือกลุ่มการเมืองหวังได้งบลงพื้นที่เพิ่ม แฉ 2 พรรคลงขันก่อการล่า 1 ล้านคน ใช้ชาวใต้เป็นกองหน้า อีสานเป็นทัพกลาง ชุมนุมล้มรัฐบาลในกรุงเทพฯ บี้หยุดเคลื่อนไหวแล้วมาหนุนเดินหน้าปฏิรูป แนะกระทรวงการต่างประเทศแจงที่มาชาวอุยกูร์ และปัญหาให้คนในชาติรู้ โอ่ใครไม่คบเหลือแค่จีนกับอินเดียประเทศก็ไปได้ ด้าน “สปช.ศรีสะเกษ” สอนคณาจารย์อบรมเด็กให้เป็นคนดีภายใต้กรอบประเพณี
       
       
       วันนี้ (14 ก.ค.) ที่รัฐสภา พล.อ.ธวัชชัย สมุทรสาคร สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ด้านการปกครองส่วนท้องถิ่น และอดีตแม่ทัพภาคที่ 2 พร้อม สปช.แถลงข่าวถึงความเป็นได้ของการก่อเหตุใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ในวันที่ 15-17 ก.ค.ว่า เนื่องจากตนได้ข้อมูลจากแหล่งข่าวที่เคยทำงานร่วมกับตน ทราบดีว่ามีกลุ่มที่จะก่อความไม่สงบอยู่กลุ่มใหญ่ๆ ประกอบด้วย กลุ่มค้ายาเสพติด กลุ่มค้าน้ำมันเถื่อน กลุ่มก่อการร้าย และกลุ่มการเมือง สาเหตุหลักของสถานการณ์รุนแรงในขณะนี้มาจากกลุ่มการเมืองที่ต้องการเคลื่อนไหว เพราะถ้าหากมีความรุนแรง งบประมาณที่ลงไปในพื้นที่มากขึ้น นอกจากนี้ ตนทราบข่าวมาว่ามีพรรคการเมือง 2 พรรคลงขันให้ก่อสถานการณ์ก่อการร้ายและเตรียมจัดตั้งแกนนำรวบรวมคนในอัตรา 1 ต่อ 100 คน ซึ่งจะรวบรวมให้ได้อย่างน้อย 1 ล้านคน โดยมีประชาชนจากภาคใต้เป็นกองหน้าและกองหลัง ส่วนประชาชนจากภาคอีสานเป็นกองกลาง เพื่อเข้ามาชุมนุมโค่นล้มรัฐบาลในกรุงเทพฯ รวมไปถึงสถานการณ์ทางการเมืองมีความรุนแรงขึ้น โดยมีความต้องการให้เกิดการล้มรัฐบาล ทำให้การทำงานของรัฐบาลมีความลำบากขึ้น ดังนั้นตนขอเรียกร้องไปยังกลุ่มต่างๆ ที่ออกมาเคลื่อนไหวในขณะนี้ให้หยุดการเคลื่อนไหวแล้วสนับสนุนการทำงานของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพื่อช่วยกันพัฒนาปฏิรูปประเทศให้เดินหน้าต่อไปได้
       
       ส่วนกรณีการส่งชาวอุยกูร์ว่ามีความจำเป็นต้องทำความเข้าใจกับต่างประเทศได้เข้าใจหรือไม่ พล.อ.ธวัชชัยกล่าวว่า ตนคิดว่าจำเป็นต้องชี้แจงให้คนไทยได้เข้าใจถึงข้อเท็จจริงมากกว่าว่าชาวอุยกูร์นั้นมีที่ไปที่มาอย่างไร ปัญหาอยู่ตรงไหน ข้อมูลเหล่านี้นั้นสามารถหาได้ตามอินเทอร์เน็ตอยู่แล้ว ตนเห็นว่าเป็นการจัดการตามหลักการจัดการผู้ร้ายข้ามแดน และเชื่อว่าต่อให้ทั่วโลกไม่ยอมติดต่อกับไทย แต่หากได้คบหากับจีนและอินเดียที่มีพลังทางเศรษฐกิจ เชื่อว่าประเทศไทยยังขับเคลื่อนต่อไปได้
       
       ด้าน พ.อ.ธนศักดิ์ มิตรภรานนท์ สมาชิก สปช.จังหวัดศรีสะเกษ กล่าวว่า พล.อ.ธวัชชัย และพล.อ.ประยุทธ์ ได้ดูแลปัญหาชายแดนมาอย่างต่อเนื่อง จึงวอนให้ประชาชน นักศึกษา และคณาจารย์ ร่วมกันสร้างประเทศให้เกิดความสงบสุข โดยเฉพาะคณาจารย์มีหน้าที่อบรมนักศึกษาให้เป็นคนดีภายใต้กรอบประเพณีไทย ขณะที่นักศึกษามีหน้าที่ต้องเรียนและมาบริหารประเทศในอนาคต จึงฝากนักศึกษาที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่อย่าเพิ่งเคลื่อนไหวเพื่อให้ประเทศเกิดความสงบ เพื่อให้รัฐบาลเดินหน้าพัฒนาให้ทันนานาอารยประเทศ
///////
ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์
ข่าวที่อ้างว่าจะมีการระดมมวลชนเป็นล้านจาก 2 พรรคการเมืองนั้น ความเป็นจริงแล้วคงเป็นเรื่องยากครับถ้ารัฐบาลยังคงสร้างผลงานเพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ในประเทศ ก็จะครองใจประชาชนได้ แล้วจึงจะมีฐานมวลชนของตัวเอง โดยที่ไม่ต้องหวั่นเกรงฐานจากมวลชนของพรรคการเมืองใดทั้งสิ้น=>แต่ถ้ารัฐบาลเข้ามาเพื่อถ่วงดุลอำนาจไม่ให้เป็นศัตรูกับการเมืองขั้วไหน(เผื่อจับมือกันในอนาคต)โดยไม่สนใจความผิดชอบชั่วดี แล้วมุ่งแต่จะกอบโกยผลประโยชน์ โกงชาติบ้านเมืองเพื่อหวังจะหาเงินมาตั้งพรรคการเมืองในอนาคต นอกจากจะไม่มีทางชนะพรรคการเมืองในระบบทุนสามานย์ที่เชี่ยวชาญในการระดมเงินงบประมาณ และนโยบายซื้อเสียงประชาชนแล้ว ก่อนถึงเวลานั้นประชาชนทุกภาคส่วนก็อาจจะรวมตัวกันมาขับไล่รัฐบาลโกงชาติบ้านเมืองอีกก็ได้=>เลือกเอาครับ!!!

       

บิ๊กตู่ บอกขอพรพระพิรุณ เผยดีใจ ฝนตก ห่วงเกษตรกร

พล.อ.ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงสถานการณ์ภัยแล้ง หลังจากเมื่อคืนวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมามีฝนตกในหลายพื้นที่ ซึ่งยอมรับว่า “ดีใจ เมื่อคืสวดมนต์ขอพระพิรุณ ขอให้ทุกคน ขอให้ประเทศชาติปลอดภัย ขอให้ประเทศชาติสงบสุข ขอให้สื่อน่ารัก ขอทุกวัน ไม่ได้พูดเล่น”

เมื่อถามว่าได้มีการส่งกำลังทหารไปช่วยในพื้นที่แล้งในการขุดลอกคูคลองหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า มีเจ้าหน้าที่ทหารไปนานแล้ว มีแผนงานอยู่แล้ว ที่ไปเจาะบ่อบาดาลก็มีเจ้าหน้าที่ทหารไปด้วย ส่วนที่บางพื้นที่ที่ไม่ได้ลงไปทำ เพราะว่าบางพื้นที่ขุดลอกคูคลองได้ บางพื้นที่เก็บกักน้ำไม่ได้ ไม่ใช่ตรงไหนก็ทำได้ และงบประมาณมีหรือไม่ และเครื่องไม้เครื่องมือเรามีเพียงพอหรือไม่ มีเครื่องมือขุดเจาะกี่ตัว อยู่ที่ไหนบ้าง ก็รวบรวมมากำหนดเป้าหมาย 500 บ่อ ใครจะรับผิดชอบตรงไหนบ้าง เขาทำกันแบบนี้

“ถามอะไรให้มันสร้างสรรค์สิ ดีกว่านะ ขุดแล้วเป็นอย่างไร ดีขึ้นไหม แบบนี้ตอบง่าย ถ้าถามว่า มันแล้งจะทำอย่างไร ก็มันแล้งไง เข้าใจคำว่าแล้งไหม เราต้องทำให้คนอยู่ได้ก่อน ประทังชีวิตและการเกษตรไปก่อน เมื่อเราประทังการเกษตรไม่ไหว ก็ต้องยอมรับ เพราะคนเดือดร้อนสำคัญกว่า มันก็ต้องเลือกหรือแบ่งขั้นตอนช่วงที่แล้วทำมาได้ก็ทำมา รักษาทั้งสองส่วน พอวันนี้เริ่มเดือดร้อนการประปาก็ต้องดูการเกษตร ว่าจะเอาอย่างไร ต้องชั่งน้ำหนัก เพราะฉะนั้นการเกษตรเนี่ย ผมก็อยากบอกว่าผมไม่ได้ไปรังเกียจรังงอน ผมสงสารท่านมากกว่า แต่มันจนใจจริงๆ ถ้าท่านจะทำก็ต้องรอน้ำฝน ไม่เช่นนั้นท่านลงทุนไปแล้วมันก็เสียหาย มันไม่ได้ประโยชน์ เดี๋ยวก็ไปหากำนัน ผู้ใหญ่บ้าน มีใครเดือดร้อนก็บอกมา ท่านต้องเป็นกลุ่มให้ได้ว่าตรงนี้เดือดร้อน ไม่ใช่คนหนึ่งมาร้อง แล้วมาอีกคนหนึ่ง ไม่รู้จะช่วยตรงไหน เอาคนละบ่อหรือ รวมแปลงนา รวมพื้นที่ สิ่งที่เราจัดนี่คือการโซนนิ่งไง เราก็จะรู้แล้วว่าตรงไหนควรปลูกพืชน้ำมาก น้ำน้อย นี่คือเวลาพลิกวิกฤติเป็นโอกาส สร้างการรับรู้ ให้เขารู้ว่าต่อไปทำนาไม่ได้แล้วนะ มันนอกเขตชลประทาน ถ้าในเขตก็ทำไร่ แต่ถ้าน้ำไม่มาก็ไม่มีเหมือนกัน คนทุกจะได้ปรับเปลี่ยน ไม่เช่นนั้นทุกคนก็บอกว่าไปห้ามเขาทำนาแล้วเขาจะทำอะไร พูดอย่างนี้มันไม่จบ มันเสียหายหมด สรุปคือชาวนายังทำงานต่อไป ถึงมันจะทำปีละสามครั้ง ได้ผลประโยชน์ครั้งเดียว ท่านก็เชียร์เขาทำต่อไปก็แล้วกัน ผมรับผิดชอบให้ไม่ได้”

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า วันนี้รัฐบาลก็เตรียมแผนงานในเรื่องของการลดต้นทุนการผลิต เตรียมพื้นที่ให้ปลูก เตรียมข้อมูลว่าพื้นที่ไหนควรปลูกพืชอะไร ถ้าเป็นพืชป้อนโรงงานจะเป็นตรงไหน ให้เกิดธุรกิจในชุมชน ชาวไร่ชาวนามีเงิน สหกรณ์มีเงินไปซื้อของมาเก็บ มาแปรรูป ประชาชนจะได้เข้มแข็ง เขาเรียกว่าให้เบ็ดแล้วให้วิธีการตกปลาด้วย แต่วันนี้ปลาไม่มีตกเพราะฝนแล้ง ก็ต้องหาปลามาแจก คือต้องช่วยเหลือคนเดือดร้อน คิดแบบนี้จะได้ไปด้วยกันได้ ถ้าตนทำอะไรไม่ดีก็บอกมา ถ้าบอกแล้วยังไม่แก้ ก็ค่อยด่าตน นี่พอแตะปั๊บก็ด่าหมด ไม่ว่ารัฐบาลไหนก็ทำไม่ได้ อย่าว่าตนเลย ถึงมีอำนาจเต็มก็ทำไม่ได้ เพราะความขัดแย้งมันสูง ใครจะอยากให้ขัดแย้งเพิ่มขึ้น ไม่ใช่มาบอกว่าไม่กล้าทำ ถ้าไม่กล้ามาไม่มายืนตรงนี้


นายกฯยันจะไปUN กล่าวสุนทรพจน์

นายกฯยันจะไปUN กล่าวสุนทรพจน์ ยันUN เขาเชิญมาอยู่ ก็จะไปตามกำหนดกย. ระบุ UN ให้เกียรติ
นายกฯ บิ๊กตู่ พลเอกประยุทธ์ หัวหน้า คสช.ให้กำลังใจนักกีฬาผู้พิการทางสติปัญญาทีมชาติไทย53คนก่อนไปแข่งขันThe 2015 Special Olympics World Summer Games ที่LA ระบุกีฬามีแพ้มีชนะ แต่ต้องตั้งใจ ไปชนะ กลับมาค่อยว่ากัน
ฝากนักกีฬา ผู้สอนSpecial Olympics เป็นทูตพิเศษ แจงแทนไป ไปแข่งอเมริกา ดีที่ไปได้ ผมยังไม่ได้ไปเลย มีแต่จะไปUN ถ้าเขาให้ไป เขาเชิญมาแล้ว ก็จะไปตามกำหนด ย้ำ ไม่หวังอำนาจ ผลประโยชน์ อย่ามาโทษทหาร โทษรัฐบาลนึ้ เปรียบเทียบดู ผมทำอะไรเสียหาย มั้ย เผยบริหารราชการแผ่นดิน ด้วยงบประมาณจำกัด มันยาก ขอทุกฝ่ายสงบ ด้วยจิตใจของตนเอง ไม่ใช่เพื่อผม แต่เพื่อทุกคน ได้เห็นรอยยิ้ม เดิมๆ กลับมา ต่างชาติมองเรา ดีขึ้น สบายใจ เห็นรอยยิ้ม เผยประวัติศาสตร์แห่งความขัดแย้ง อย่าให้เกิดขึ้นอีก ใน10ข้อ ยังตกลงกันไม่ได้ ขอแค่7-8ข้อตกลงกันได้ อีก2 ข้อค่อยมาว่ากัน เรียงลำดับก่อน-หลัง
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงจะเดินทางไปร่วมประชุมที่องค์การสหประชาชาติในเดือนกันยายนนี้ว่า ถึงวันนี้ทางยูเอ็นก็ยังเชิญมาอยู่ เขายังไม่ได้เลิกเชิญตน แต่ไปครั้งนี้เป็นคนละเรื่องไม่ได้ไปที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทย แต่เขาเชิญไปเพื่อให้ตนไปแสดงวิสัยทัศน์ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ทางยูเอ็นให้เกียรติกับตน ตนก็รับมาเตรียมการ ก็สุดแล้วแต่ว่า เมื่อถึงเวลาจะเกิดอะไรขึ้น ตนก็ไม่รู้ แต่ตนก็พร้อมที่จะพูดกับคนทุกคนและทุกประเทศในโลก
ส่วนประเด็นที่จะนำไปแสดงวิสัยทัศน์ในเวทีดังกล่าว พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เป็นเวทีที่พูดถึงความร่วมมือของประชาคมโลก แต่ไม่ได้พูดถึงประชาธิปไตยไทย พูดถึงเรื่องของโลกร้อน วิสัยทัศน์ในการทำอย่างไรให้โลกนี้ปลอดภัย การดูแลคนทุกหมู่เหล่า ทุกประเทศ ทุกเชื้อชาติ ทุกวรรณะ ส่วนเรื่องปลีกย่อยก็เป็นเรื่องการปกครองของแต่ละประเทศ ซึ่งก็เป็นเรื่องของแต่งะประเทศ หลักการของประเทศที่เป็นประชาธิปไตยก็ต้องมีความขัดแย้งอยู่แล้ว แล้วทำไมเราต้องไปขยายความขัดแย้งของเขามาทำให้เรามีปัญหา ทั้งเรื่องเศรษฐกิจและเรื่องต่างๆ ทุกคนก็รู้ดีว่าปัญหาเกิดมาจากที่ไหนก่อน และวันนี้ตนเข้ามาทำอะไร ไม่ใช่ของมันดีอยู่แล้ว แล้วตนมาทำให้แย่ลง ที่ผ่านมามันแย่จนจะติดดินอยู่แล้ว ตนก็เข้ามาพยุงไว้เท่านั้นเอง
"ท่านก็พยายามจะพูดให้ผมเสียหาย ผมขอถามว่าถ้ามันแย่ลงเพราะอะไร ไปหามาให้เจอก่อน วันนี้ขอร้องว่าอย่าพูดให้เศรษฐกิจมันแย่ลง บางครั้งเป็นเพียงความเห็นส่วนตัว แล้วก็มาพูดกันออกไป ถ้าเวลาปกติจะว่าใครวิจารณ์ใครว่าไม่มีความรู้ สามารถวิจารณ์ได้ แต่วันนี้เป็นยุคและเวลาแห่งความร่วมมือ เวลาแห่งการขยายความเข้าใจที่จะนำไปสู่การปฏิบัติ แล้วเรื่องของผลงานจะไปใจร้อนไม่ได้ ไม่ว่าจะกี่รัฐบาล บางเรื่องสำเร็จหรือไม่ วันนี้รัฐบาลนี้มาทำสำเร็จสัก 20 เปอร์เซ็นต์ ในกิจกรรมต่างๆ ก็ถือว่าเป็นที่น่าพอใจแล้ว ในเวลา 1-2 ปีที่ทำงานมา บางอย่างก็ทำได้ถึง 100 เปอร์เซ็นต์ถ้าเปรียบเทียบเฉพาะสถานการณ์วันนี้ของรัฐบาล โดยไม่พูดถึงสถานการณ์และความเป็นมามันก็ต้องแย่ลงเป็นธรรมดา เพราะสถานการณ์แต่ละปีมันแตกต่างกัน แม้แต่ปี 2549 ก็ยังไม่เหมือนสถานการณ์ปัจจุบันเลย ประชาชนแบ่งออกเป็นกี่กลุ่มความรุนแรงเกิดขึ้นอย่างไร ฝากให้สื่อไปวิเคราะห์กันใหม่"


โปรดเกล้าฯ รัฐธรรมนูญชั่วคราว2557ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม 2558 แล้ว เปิดทางทำประชามติ

โปรดเกล้าฯ รัฐธรรมนูญชั่วคราว2557ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม 2558 แล้ว เปิดทางทำประชามติ
ทั้งนี้ เมื่อเวลา 17.15 น. นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะรัฐมนตรี เข้าพบพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเพื่อรายงานให้นายกรัฐมนตรี พร้อมเปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีได้รับทราบแล้วว่ามีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว(แก้ไขเพิ่มเติม) 2557 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งนายกฯได้รับทราบและมอบหมายให้สำนักเลขาฯ ครม. จัดพิมพ์ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จำนวน 500 เล่ม เพื่อแจกจ่ายให้หน่วยงานต่างๆ
http://ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2558/A/064/1.PDF

ช่วงเย็นวันที่ 15 ก.ค.เว็บไซต์สำนักราชกิจจานุเบกษา สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี(สลค.)ได้เผยแพร่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย(ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 แก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่ 1)พุทธศักราช 2558 โดยสาระสำคัญ ได้มีการแก้ไขในส่วนของคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของสนช.กรรมการอื่น รวมถึงคณะรัฐมนตรี(ครม.)จากที่ต้องไม่เคยถูกถอดถอนสิทธิเลือกตั้ง แก้ไขเป็นไม่อยู่ในระหว่างการเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้ง ยกเว้นกรณีถูกตัดสิทธิ์จากคดีทุจริต การถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย พระมหากษัตริย์จะโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้กระทำต่อพระรัชทายาทซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้ว หรือต่อผู้แทนพระองค์ก็ได้ 3.ขยายเวลาการทำงานกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ จากเดิมอีกไม่เกิน 30 วัน
นอกจากนี้ มีการแก้ไขเมื่อสปช.มีมติเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ ต้องมีการนำร่างรัฐธรรมนูญไปทำประชามติ โดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ดำเนินการ ขณะเดียวกัน เมื่อสปช.ลงมติไม่ว่าจะลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ให้ยุบสปช.พร้อมให้ตั้ง“สภาขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ”จำนวน 200 คน เพื่อเสนอแนะการปฏิรูป ส่วนกรณีที่สปช.สิ้นสุดลงโดยกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญยังไม่สิ้นสุด ให้กมธ.ยกร่างฯปฏิบัติหน้าที่ต่อไป เว้นแต่จะมีประชามติไม่ให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญในกรณีเช่นนั้น ให้กมธ.ยกร่างฯส้ินสุดลงนับตั้งแต่วันประกาศผลการออกเสียงทำประชามติ แต่กรณีที่มีประชามติเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ ให้กมธ.ยกร่างฯยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปเพื่อจัดทำร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายอื่นที่จำเป็นต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)และเมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแล้ว การปฏิบัติหน้าที่ของกมธ.ยกร่างฯให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญประกาศใช้
นอกจากนี้ เมื่อกมธ.ยกร่างฯ 36 คน สิ้นสุดลงไม่ว่ากรณีใด ให้ตั้งกรรมการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาคณะหนึ่ง ประกอบด้วยประธานและกรรมการอื่นไม่เกิน 20 คน เพื่อมายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และรับฟังความเห็นประชาชนภายใน 180 วัน เมื่อร่างเสร็จให้ทำประชามติอีกครั้ง


หน.คสช. ออกคำสั่งฉบับที่ 20 ระงับการสรรหาและคัดเลือกบุคคลเพื่อเสนอชื่อเป็นกรรมการปฏิรูปกฎหมาย

หน.คสช. ออกคำสั่งฉบับที่ 20 ระงับการสรรหาและคัดเลือกบุคคลเพื่อเสนอชื่อเป็นกรรมการปฏิรูปกฎหมาย

เว็บไซด์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ คำสั่ง หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 20/2558  เรื่อง ระงับการสรรหาและคัดเลือกบุคคลเพื่อเสนอชื่อเป็นกรรมการปฏิรูปกฎหมาย โดยระบุว่า  โดยอาศัยอํานาจตามความในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

(ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติโดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติจึงมีคําสั่ง ดังต่อไปนี้
1. ให้ระงับการสรรหาและคัดเลือกบุคคลเพื่อเสนอชื่อเป็นกรรมการปฏิรูปกฎหมายตามพระราชบัญญัติคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย
 พ.ศ. 2553 ไปจนกว่าจะมีคําสั่งเป็นอย่างอื่น
2. ให้กรรมการปฏิรูปกฎหมายที่อยู่ในตําแหน่งจนครบวาระไปแล้ว แต่ยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปตามมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติ
คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย พ.ศ. 2553 พ้นจากตําแหน่ง ตั้งแต่วันที่คําสั่งนี้ใช้บังคับ
3. ในระหว่างที่ยังไม่มีคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ให้สํานักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของ
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา หรือปฏิบัติหน้าที่อื่นใดตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย โดยอยู่ภายใต้การกํากับดูแลของนายกรัฐมนตรี
4. คําสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

www.innnews.co.th

ขยายเวลาการพิจารณาคำขอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญอีก 30 วัน เปิดทางให้ทำประชามติ

ราชกิจจานุเบกษา ขยายเวลาการพิจารณาคำขอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญอีก 30 วัน เปิดทางให้ทำประชามติ
เว็บไซค์ราชกิจจานุเบกษามีประกาศรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557  มาตรา 37 ระบุให้เวลาคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญตามคำขอแก้ไข โดยเปิดโอกาสให้ขอขยายเวลาเพิ่มเติมได้อีกไม่เกิน 30 วัน นับตั้งแต่วันครบกำหนด ทั้งนี้ต้องชี้แจงเหตุผลจำเป็นต่อสภาปฏิรูปแห่งชาติรับทราบ
โดยหลังจากพิจารณาปรับแก้เสร็จแล้ว ให้ส่งต่อไปยังสภาปฏิรูปแห่งชาติ โดยกำหนดให้ สปช. ดำเนินการลงมติเพื่อพิจารณารับ/ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญหลังจากรับร่างจากคณะกรรมาธิการยกร่างฯ 5 วัน
ซึ่งหาก สปช. มีมติรับร่างรัฐธรรมนูญก็จะไปสู่การทำประชามติของประชาชน และหากประชาชนมีมติรับร่างรัฐธรรมนูญ ก็จะไปสู่ขั้นตอนของการเลือกตั้ง

โปรดเกล้าฯ 'รธน.ชั่วคราว' แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่1แล้ว

ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ (15ก.ค.) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๑) พุทธศักราช ๒๕๕๘
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า 

โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ 

จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตรารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ แก้ไขเพิ่มเติมขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้ 

มาตรา ๑ รัฐธรรมนูญนี้เรียกว่า “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๑) พุทธศักราช ๒๕๕๘” 

มาตรา ๒ รัฐธรรมนูญนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป 

มาตรา ๓ ให้ยกเลิกความใน (๔) ของมาตรา ๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “(๔) ไม่อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง” 

มาตรา ๔ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นวรรคหกของมาตรา ๑๙ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ 
“การถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย พระมหากษัตริย์ จะโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้กระทําต่อพระรัชทายาทซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้ว หรือต่อผู้แทนพระองค์ก็ได้” 

มาตรา ๕ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๓๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน 

“มาตรา ๓๗ ให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญพิจารณาคําขอแก้ไขเพิ่มเติมให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ครบกําหนดยื่นคําขอแก้ไขเพิ่มเติมตามมาตรา ๓๖ วรรคสอง ในการนี้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญอาจแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญได้ตามที่เห็นสมควร ในกรณีที่คําขอแก้ไขเพิ่มเติมมีประเด็นที่ต้องพิจารณาเป็นจํานวนมากหรืออาจมีผลกระทบต่อโครงสร้างของร่างรัฐธรรมนูญและคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเห็นว่าไม่อาจพิจารณาให้แล้วเสร็จได้ภายในกําหนดเวลาดังกล่าว คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจะมีมติให้ขยายระยะเวลาพิจารณาคําขอแก้ไขเพิ่มเติมออกไปได้อีกครั้งหนึ่งซึ่งต้องไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันที่พ้นกําหนดเวลาพิจารณาคําขอแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าว และให้แจ้งมติขยายระยะเวลาพร้อมเหตุผลให้สภาปฏิรูปแห่งชาติทราบก่อนครบกําหนดเวลานั้นด้วย 

เมื่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้แก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญตามวรรคหนึ่งแล้วให้เสนอร่างรัฐธรรมนูญต่อสภาปฏิรูปแห่งชาติ แล้วให้สภาปฏิรูปแห่งชาติรอไว้สิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับร่างรัฐธรรมนูญจากคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อพ้นกําหนดนี้แล้ว ให้สภาปฏิรูปแห่งชาติประชุมเพื่อลงมติให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญนั้นทั้งฉบับภายในสามวันนับแต่วันที่ครบกําหนดดังกล่าว ในการนี้จะมีการแก้ไขเพิ่มเติมใด ๆ มิได้ เว้นแต่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเป็นผู้แก้ไขเฉพาะในกรณีพบเห็นข้อผิดพลาดที่มิใช่สาระสําคัญและจําเป็นต้องแก้ไขให้ถูกต้องครบถ้วน

เมื่อสภาปฏิรูปแห่งชาติมีมติเห็นชอบด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญตามวรรคสอง ให้แจ้งคณะรัฐมนตรีทราบและให้คณะรัฐมนตรีแจ้งคณะกรรมการการเลือกตั้งทราบโดยเร็ว โดยให้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งในการดําเนินการให้มีการออกเสียงประชามติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง  
ประกาศกําหนดโดยความเห็นชอบของสภานิติบัญญัติแห่งชาติและประกาศในราชกิจจานุเบกษา ทั้งนี้ให้นําพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. ๒๕๕๒ ในส่วนที่เกี่ยวกับความผิดและบทกําหนดโทษมาใช้บังคับแก่การดําเนินการออกเสียงประชามติตามรัฐธรรมนูญนี้ด้วย 

การจัดให้มีการออกเสียงประชามติตามรัฐธรรมนูญนี้ ให้ออกเสียงประชามติว่าจะให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญนั้นทั้งฉบับ โดยต้องกระทําในวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร ในการนี้สภาปฏิรูปแห่งชาติหรือสภานิติบัญญัติแห่งชาติจะมีมติเสนอประเด็นอื่นใดที่สมควรให้คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดให้มีการออกเสียงประชามติเพิ่มเติมพร้อมไปในคราวเดียวกันด้วย สภาละไม่เกินหนึ่งประเด็น ก็ได้ในกรณีเช่นนั้น ให้ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติหรือประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติเสนอประเด็นดังกล่าวต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา หากคณะรัฐมนตรีเห็นชอบด้วยกับประเด็นใด ให้แจ้งคณะกรรมการการเลือกตั้งทราบภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับมติของสภาปฏิรูปแห่งชาติหรือสภานิติบัญญัติแห่งชาติและให้คณะกรรมการการเลือกตั้งดําเนินการให้มีการออกเสียงประชามติสําหรับประเด็นนั้นในคราวเดียวกันกับการจัดให้มีการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ โดยในกรณีดังกล่าวนี้ให้ถือเอาเสียงข้างมากเป็นเกณฑ์ 

การมีมติเสนอประเด็นตามวรรคสี่ ให้สภาปฏิรูปแห่งชาติกระทําในวันเดียวกับการมีมติให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ และให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติมีมติภายในสามวันนับแต่วันที่สภาปฏิรูปแห่งชาติมีมติให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ 

ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศกําหนดวันออกเสียงประชามติตามวรรคสี่ซึ่งต้องไม่เร็วกว่าสามสิบวันแต่ไม่ช้ากว่าสี่สิบห้าวันนับแต่วันที่คณะกรรมการการเลือกตั้งส่งร่างรัฐธรรมนูญให้แก่ผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติได้ไม่น้อยกว่าร้อยละแปดสิบของครัวเรือนทั้งหมดที่ผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน 

ในการออกเสียงประชามติ ผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามเช่นเดียวกับผู้มีสิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งสุดท้ายก่อนวันทีรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ และภายใต้บังคับมาตรา ๓๗/๑ ถ้าผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติโดยเสียงข้างมากเห็นชอบด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญให้นายกรัฐมนตรีนําร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายภายในสามสิบวันนับแต่วันประกาศผลการออกเสียงประชามติ และเมื่อทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและใช้บังคับได้โดยให้นายกรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ 

ในกรณีที่พระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญและพระราชทานคืนมาหรือเมื่อพ้นกําหนดเก้าสิบวันแล้วมิได้พระราชทานคืนมา ให้ร่างรัฐธรรมนูญนั้นเป็นอันตกไป” 

มาตรา ๖ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๓๗/๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 
(ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ 
“มาตรา ๓๗/๑ ในกรณีที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้มีการออกเสียงประชามติในประเด็นเพิ่มเติมตามมาตรา ๓๗ วรรคสี่ และเสียงข้างมากของผู้ออกเสียงประชามติเห็นชอบด้วยกับประเด็นดังกล่าว และมีผลให้บทบัญญัติของร่างรัฐธรรมนูญไม่สอดคล้องกับผลการออกเสียงประชามติ ให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญดําเนินการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับผลการออกเสียงประชามติให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันประกาศผลการออกเสียงประชามติ แล้วส่งร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาว่าเป็นการชอบด้วยกับผลการออกเสียงประชามติแล้วหรือไม่ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับร่างรัฐธรรมนูญหากศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าได้มีการแก้ไขให้สอดคล้องกับผลการออกเสียงประชามติแล้วหรือในกรณีที่ 
ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าบทบัญญัติใดยังไม่สอดคล้องกับผลการออกเสียงประชามติและได้ส่งร่างรัฐธรรมนูญคืนให้แก่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้ดําเนินการแก้ไขตามที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้วซึ่งต้องทําให้แล้วเสร็จภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคําวินิจฉัย ให้นายกรัฐมนตรีนําร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายต่อไปตามมาตรา ๓๗วรรคเจ็ด โดยให้นับแต่วันที่นายกรัฐมนตรีได้รับร่างรัฐธรรมนูญที่แก้ไขเพิ่มเติมสมบูรณ์แล้ว” 


มาตรา ๗ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๓๘ และมาตรา ๓๙ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 
(ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน 
“มาตรา ๓๘ ให้สภาปฏิรูปแห่งชาติเป็นอนสั ิ้นสุดลงในกรณีดังต่อไปนี้ 
(๑) สภาปฏิรูปแห่งชาติพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญไม่แล้วเสร็จภายในเวลาที่กําหนด 
(๒) สภาปฏิรูปแห่งชาติพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จตามมาตรา ๓๗ ไม่ว่าจะมีมติเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญก็ตาม 


เมื่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญยกร่างรัฐธรรมนูญไม่แล้วเสร็จภายในระยะเวลาตามมาตรา ๓๔ หรือเมื่อมีกรณีตาม (๑) หรือเมื่อสภาปฏิรูปแห่งชาติมีมติไม่ให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเป็นอันสิ้นสุดลงด้วย แต่มิให้นํามาตรา ๓๓ วรรคสอง มาใช้บังคับแก่กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่พ้นจากตําแหน่งเพราะเหตุดังกล่าว 

มาตรา ๓๙ ในกรณีที่สภาปฏิรูปแห่งชาติสิ้นสุดลงโดยคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญยังไม่สิ้นสุดลง ให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญปฏิบัติหน้าที่ต่อไปเว้นแต่จะมีประชามติไม่ให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ ในกรณีเช่นนั้น ให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลงนับแต่วันประกาศผลการออกเสียงประชามติ แต่ในกรณีที่มีประชามติให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปเพื่อจัดทําร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายอื่นที่จําเป็นเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และเมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแล้วการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญที่ประกาศใช้นั้น 

ในกรณีที่สภาปฏิรูปแห่งชาติสิ้นสุดลงโดยคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญยังไม่สิ้นสุดลงหากกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญพ้นจากตําแหน่งในระหว่างนั้นไม่ว่าด้วยเหตุใด ให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ โดยให้ถือว่าคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญประกอบด้วยกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเท่าที่เหลืออยู่ และให้หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติแต่งตั้งกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญแทนตําแหน่งที่ว่างโดยเร็ว โดยมิให้นํามาตรา ๓๒ วรรคหนึ่ง 
วรรคสอง และวรรคสามมาใช้บังคับ” 

มาตรา ๘ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๓๙/๑ มาตรา ๓๙/๒ และมาตรา ๓๙/๓ 
ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ 
“มาตรา ๓๙/๑ ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่สภาปฏิรูปแห่งชาติและคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลง หรือนับแต่วันที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลงตามมาตรา ๓๙ หรือนับแต่วันที่ร่างรัฐธรรมนูญเป็นอันตกไปตามมาตรา ๓๗ วรรคแปด แล้วแต่กรณี ให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติแต่งตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นคณะหนึ่ง ประกอบด้วยประธานกรรมการคนหนึ่งและกรรมการอื่นอีกไม่เกินยี่สิบคน เพื่อทําหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้ง โดยให้นํามาตรา ๓๓ และมาตรา ๓๕ มาใช้บังคับโดยอนุโลม 

ในระหว่างการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญ ให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญรับฟังความคิดเห็นของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติ และประชาชน ประกอบด้วย ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และภายในกําหนดเวลาที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญกําหนด 

เมื่อคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว ให้แจ้งคณะรัฐมนตรีทราบ และให้คณะรัฐมนตรีแจ้งคณะกรรมการการเลือกตั้งทราบโดยเร็ว โดยให้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งในการดําเนินการให้มีการออกเสียงประชามติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง ประกาศกําหนดโดยความเห็นชอบของสภานิติบัญญัติแห่งชาติและประกาศในราชกิจจานุเบกษา และให้นํามาตรา ๓๗ วรรคสี่ วรรคห้า วรรคหก วรรคเจ็ด และวรรคแปด มาตรา ๓๗/๑ และมาตรา ๓๙ วรรคหนึ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม โดยให้อํานาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเป็นอํานาจหน้าที่ของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ 

มาตรา ๓๙/๒ เมื่อสภาปฏิรูปแห่งชาติสิ้นสุดลงตามมาตรา ๓๘ มิให้มีสภาปฏิรูปแห่งชาติตามรัฐธรรมนูญนี้อีก และให้มีสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศขึ้นแทนสภาปฏิรูปแห่งชาติเพื่อดําเนินการให้เกิดการปฏิรูปด้านต่าง ๆ ตามมาตรา ๒๗ สืบต่อจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ โดยให้คํานึงถึงความสําคัญเร่งด่วนและความสัมฤทธิผลของการปฏิรูปในระยะเวลาที่เหลืออยู่ และให้นํามาตรา ๓๑ วรรคหนึ่ง (๑)และวรรคสอง มาใช้บังคับโดยอนุโลม 

ให้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศประกอบด้วยสมาชิกจํานวนไม่เกินสองร้อยคนซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิดและมีอายุไม่ต่ำากว่าสามสิบห้าปี โดยให้แต่งตั้งให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันที่สภาปฏิรูปแห่งชาติสิ้นสุดลง 

ให้นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเป็นประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศคนหนึ่งและเป็นรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไม่เกินสองคน ทั้งนี้ตามมติของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ 

ให้นํามาตรา ๑๓ มาตรา ๑๘ และมาตรา ๒๙ มาใช้บังคับแก่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศโดยอนุโลม แต่การวินิจฉัยตามมาตรา ๙ วรรคสอง ให้เป็นอํานาจของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ 

มาตรา ๓๙/๓ ให้นํามาตรา ๔๐ และมาตรา ๔๑ มาใช้บังคับแก่ประธาน รองประธานและสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และประธานและกรรมการร่างรัฐธรรมนูญด้วยโดยอนุโลม” 

มาตรา ๙ ให้ยกเลิกความในวรรคห้าของมาตรา ๔๖ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย(ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน


“เมื่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมแล้ว ให้นายกรัฐมนตรีนําร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติมีมติเพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย และเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้โดยให้นายกรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ และให้นํามาตรา ๓๗ วรรคแปด มาใช้บังคับโดยอนุโลม” 

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ 
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา 
นายกรัฐมนตรี 


หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ แก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ เพื่อกําหนดวิธีการจัดทําประชามติร่างรัฐธรรมนูญและบทบัญญัติอื่นให้เหมาะสมยิ่งขึ้น จึงจําเป็นต้องตรารัฐธรรมนูญนี้
คลิ๊กอ่าน รายละเอียรัฐธรรมนูญ ได้ที่นี่ 

การชุมนุมสาธารณะ มีผลมีผลบังคับสิงหาคมนี้

ราชกิจจานุเบกษา ประกาศให้พระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ มีผลมีผลบังคับเมื่อพ้นกำหนด 30 วัน นับแต่วันประกาศ ซึ่งจะตรงกับเดือนสิงหาคมนี้ 
    
กฎหมายฉบับดังกล่าว มีสาระสำคัญ คือ กำหนดสถานที่ต้องห้าม มิให้จัดการชุมนุมในรัศมี 150 เมตร อาทิ พระบรมมหาราชวัง พระตำหนัก รวมถึงสถานที่ราชการ รัฐสภา ทำเนียบรัฐบาล และศาล เว้นแต่มีการจัดให้มีสถานที่ เพื่อใช้สำหรับการชุมนุมสาธารณะภายในพื้นที่นั้น
ไม่เดินขบวนหรือเคลื่อนย้ายการชุมนุมในเวลากลางคืน และต้องไม่ปราศรัยหรือจัดกิจกรรมที่ใช้เครื่องขยายเสียงตั้งแต่เวลา 00.00 - 06.00 น. ของวันรุ่งขึ้น และ ผู้ชุมนุมต้องแจ้งวัน เวลา และสถานที่ชุมนุม ต่อหัวหน้าสถานีตำรวจผู้รับผิดชอบ ก่อนเริ่มการชุมนุมไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง
///////////
พระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 รวม 5 หมวด 35 มาตรา ยกเว้นการชุมนุม 6 ประเภท ระบุผู้ใดประสงค์จัดชุมนุม ต้องแจ้งต่อผู้รับแจ้งก่อนเริ่มการชุมนุมไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง ฝ่าฝืนเจอโทษหนัก
.
เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2558 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ พระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 ซึ่งมีสาระสำคัญกำหนดหลักเกณฑ์การใช้สิทธิชุมนุมสาธารณะให้ชัดเจนและโดยสอดคล้องกับกติการะหว่างประเทศ ว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองที่ประเทศไทยเป็นภาคี
.
อีกทั้งยังเพื่อให้ไม่กระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของชาติ ความปลอดภัยสาธารณะ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี ตลอดจนสุขอนามัยของประชาชน หรือความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะ และไม่กระทบกระเทือนสิทธิและเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น 
คลิ๊กดูรายละเอียดกฎหมาย พรบ.การชุมนุมในที่สาธารณะ

โปรดเกล้าฯ รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 แก้ไขเพิ่มเติม 9 มาตราแล้ว

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 แก้ไขเพิ่มเติม 9 มาตราแล้ว

ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 132 ตอนที่ 64 ก เผยแพร่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พุทธศักราช 2558 ว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตรารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 แก้ไขเพิ่มเติมขึ้น

ให้ไว้ ณ วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2558 เป็นปีที่ 70 ในรัชกาลปัจจุบัน

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
นายกรัฐมนตรี