PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันอังคารที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ใครร่างนั้นสำคัญไฉน?: เปรียบเทียบคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญสามชุดในรอบ 20 ปี


ภายหลังจากที่สภาปฏิรูปแห่งชาติไม่ให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2558 คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต้องแต่งตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญชุดใหม่จำนวน 21 คน ภายใน 30 วัน หรือภายในวันที่ 6 ตุลาคม 2558
 
สังคมกำลังจับตามองกันว่า ใครจะเข้ามาเป็นผู้ร่างชุดใหม่? 
 
ประวัติศาสตร์การร่างรัฐธรรมนูญในรอบ 20 ปี ที่ผ่านมา กับประสบการณ์คณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ 3 ชุด น่าจะช่วยให้เห็นภาพได้บ้างว่า ผู้ร่างรัฐธรรมนูญที่พึงปรารถนาควรมีที่มาอย่างไร? ควรประกอบด้วยกลุ่มบุคคลที่หลากหลายเพียงใด? หรือ เราจะยังคงวนเวียนอยู่กับนักร่างรัฐธรรมนูญหน้าเก่าๆ หรือไม่? 
  
 
เปิดที่มากรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญในแต่ละยุค
 
คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญช่วงปี พ.ศ. 2539 จำนวน 21 คน มาจากการลงมติเลือกกันภายในของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) จำนวน 99 คน โดย สสร. จำนวน 99 คน มีที่มา 2 รูปแบบ คือ 
 
            1) ตัวแทนจาก 76 จังหวัด รวม 76 คน โดยหากจังหวัดใดมีจำนวนผู้สมัครเกิน 10 คน ให้ผู้สมัครทุกคนลงคะแนนเสียงเลือกกันเองให้เหลือ 10 คน เมื่อได้ผู้สมัครครบ 10 คน แล้ว ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดส่งรายชื่อผู้สมัครทั้ง 10 คนให้แก่ประธานรัฐสภา เพื่อให้รัฐสภาเลือกให้เหลือจังหวัดละ 1 คน
            2) ผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ รวม 23 คน ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญสาขากฎหมายมหาชน 8 คน ผู้เชี่ยวชาญสาขารัฐศาสตร์ หรือรัฐประศาสนศาสตร์ 8 คน และผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดินหรือการร่างรัฐธรรมนูญ 7 คน โดยให้สภาสถาบันอุดมศึกษาที่มีสาขานิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ หรือรัฐประศาสนศาสตร์แต่ละแห่งคัดเลือกบุคคลที่มีคุณสมบัติประเภทต่างๆ ประเภทละไม่เกิน 5 คน ส่งให้รัฐสภาเลือกให้ได้ตามจำนวนที่กำหนด
 
ผลการเลือกของ สสร. 99 คน ทำให้ได้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 21 คน ประกอบด้วย สสร.จังหวัด 6 คน ผู้เชี่ยวชาญสาขากฎหมายมหาชน 6 คน ผู้เชี่ยวชาญสาขารัฐศาสตร์ หรือรัฐประศาสนศาสตร์ 6 คน และผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดินหรือการร่างรัฐธรรมนูญ 3 คน
 
คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญช่วงปี พ.ศ. 2549 จำนวน 35 คน มีที่มาจาก 
            
            1) สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ปี พ.ศ. 2549 จำนวน 100 คน คัดเลือกกันเองเหลือ 25 คน
            2) คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) คณะรัฐประหารที่เข้ายึดอำนาจการปกครอง เสนอชื่อ 10 คน
 
โดยสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ปี พ.ศ. 2549 จำนวน 100 คน คัดสรรมาจากการให้สมาชิกสมัชชาแห่งชาติจำนวน 1982 คน ลงมติคัดเลือกกันเอง จนเหลือ 200 คน และให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) คัดเลือกอีกครั้งจนเหลือ 100 คน ประกอบด้วยบุคคลในภาครัฐ 28 คน ภาคเอกชน 27 คน ภาคสังคม 23 คน และภาควิชาการ 22 คน
 
คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญช่วงปี พ.ศ. 2557 มีจำนวน 36 คน มีที่มาจาก
 
            1) สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เสนอชื่อจำนวน 20 คน
            2) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เสนอชื่อจำนวน 5 คน
            3) คณะรัฐมนตรี (ครม.) เสนอชื่อจำนวน 5 คน
            4) คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เสนอชื่อจำนวน 5 คน และเลือกประธานกรรมาธิการ อีก 1 คน
 
โดยสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) จำนวน 250 คน มีที่มาจากคณะกรรมการสรรหาจังหวัดเสนอรายชื่อตัวแทนจังหวัดให้ คสช. คัดเลือกเหลือ 77 คน และคณะกรรมการสรรหาจากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 11 ด้าน เสนอรายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิให้ คสช. คัดเลือกเหลือ 173 คน
 
ส่วน คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญชุดใหม่ จำนวน 21 คน ที่กำลังจะได้มานั้น จะเป็นการแต่งตั้งโดยตรงจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทั้งหมด
 
ผู้ร่างมาจากกลุ่มอาชีพใด มีผลต่อเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่
 
เมื่อศึกษาประสบการณ์ในอดีตของกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญสามชุดที่ผ่านมา พบว่า
 
คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ช่วงปี พ.ศ. 2539 จำนวน 21 คน ประกอบด้วย อดีตนักการเมือง 8 คน, นักวิชาการ 8 คน, ทนายความ 3 คน, อดีตอัยการ 1 คน, และสื่อมวลชน 1 คน 
 
คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ช่วงปี พ.ศ. 2549 จำนวน 35 คน ประกอบด้วย ข้าราชการระดับสูง 11 คน, นักวิชาการ 8 คน, อดีตผู้พิพากษา 5 คน, ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ 2 คน, อดีตอัยการ 2 คน, ภาคธุรกิจ 2 คน, ทนายความ 1 คน, อดีตนักการเมือง 1 คน, ข้าราชการทหาร 1 คน, สื่อมวลชน 1 คน, และตัวแทนภาคประชาสังคม 1 คน
 
คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ช่วงปี พ.ศ. 2557 จำนวน 36 คน ประกอบด้วย นักวิชาการ 11 คน, ข้าราชการระดับสูง 7 คน, อดีตนักการเมือง 4 คน, ข้าราชการทหาร 4 คน, อดีตผู้พิพากษา 2 คน, สื่อมวลชน 2 คน, ภาคธุรกิจ 2 คน, และตัวแทนภาคประชาสังคม 4 คน
 
ข้อสังเกต จะพบว่าในการยกร่างรัฐธรรมนูญช่วงปี พ.ศ. 2539 กรรมาธิการยกร่างฯ ส่วนใหญ่เป็นอดีตนักการเมืองและนักวิชาการ ไม่ปรากฎว่ามีข้าราชการระดับสูงเข้าร่วมเป็นกรรมาธิการ โดยไม่มีตัวแทนจากภาคธุรกิจและภาคสังคม อย่างไรก็ตาม ในส่วนของอดีตนักการเมืองในคณะกรรมาธิการยกร่างชุดดังกล่าว ล้วนเป็นผู้ใหญ่ในบ้านเมืองที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ในส่วนของนักวิชาการก็ล้วนเป็นนักวิชาการชั้นนำด้านนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์
 
ขณะที่ในการยกร่างรัฐธรรมนูญช่วงปี พ.ศ. 2549 นั้น กรรมาธิการยกร่างฯ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มข้าราชการระดับสูง, นักวิชาการ, และอดีตผู้พิพากษา มีตัวแทนจากภาคธุรกิจและภาคสังคม แต่มีอดีตนักการเมืองเพียง 1 คน เท่านั้น คือนาวาอากาศตรีประสงค์ สุ่นศิริ ฝ่ายที่วิพากษ์วิจารณ์มองว่า สัดส่วนคณะกรรมาธิการเช่นนี้เป็นผลให้ได้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับตุลาการภิวัฒน์ ดังที่ปรากฏว่ารัฐธรรมนูญ 2550 ให้อำนาจฝ่ายตุลาการเป็นผู้เลือกองค์กรอิสระที่เข้ามาควบคุมฝ่ายการเมือง
 
ส่วนในการยกร่างรัฐธรรมนูญช่วงปี พ.ศ. 2557 พบว่า กรรมาธิการยกร่างฯ ส่วนใหญ่มากจากกลุ่มนักวิชาการและข้าราชการระดับสูง และกรรมาธิการที่เป็นข้าราชการทหารถึง 4 คน ผลลัพธ์คือได้ร่างรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ คอยควบคุมรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอีกที ซึ่งสุดท้ายร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านความเห็นชอบจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ
 
ต้องจับตาดูต่อไปว่า คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญชุดใหม่ที่ คสช. กำลังจะแต่งตั้งนั้น จะมีหน้าตาเป็นอย่างไร ประกอบด้วยบุคคลหลากหลายและเป็นที่ยอมรับ (หรือไม่เป็นที่ยอมรับ) ดังในอดีตหรือไม่
 
 
หน้าเก่าเวียนรับเป็นเนติบริกร
 
จากการศึกษาคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญทั้งสามชุด พบว่า บุคคลที่เคยดำรงตำแหน่งอยู่ในคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ มากกว่า 1 ชุด มีดังนี้
 
ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ (2 ชุด) เป็นเลขานุการคณะกรรมาธิการยกร่าง รธน. ช่วงปี พ.ศ. 2539 และเป็นประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ช่วงปี พ.ศ. 2557 โดย ศ.ดร.บวรศักดิ์เป็นนักกฎหมายมหาชนที่มีชื่อเสียง เคยดำรงตำแหน่งคณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ซึ่งเป็นหน่วยวิจัยและจัดอบรมของรัฐสภา และเลขาธิการคณะรัฐมนตรีสมัย นายกฯ ทักษิณ ชินวัตร  
 
ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ (2 ชุด) เป็นรองเลขานุการคณะกรรมาธิการยกร่าง รธน. ช่วงปี พ.ศ. 2539 และเป็นเลขานุการคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ช่วงปี พ.ศ. 2549 โดย ศ.ดร.สมคิด เป็นนักกฎหมายมหาชนชั้นนำ เคยดำรงตำแหน่งคณบดีคณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ และปัจจุบันดำรงตำแหน่งอธิการบดี ม.ธรรมศาสตร์
 
ศ.ดร.สุจิต บุญบงการ (2 ชุด) เป็นกรรมาธิการยกร่าง รธน. ช่วงปี พ.ศ. 2539 และเป็นรองประธานคณะกรรมาธิการยกร่าง รธน. ช่วงปี พ.ศ. 2557 โดย ศ.ดร.สุจิต เป็นนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ที่มีชื่อเสียง เคยดำรงตำแหน่งคณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (2533 – 2541) และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (2543-2547) 
 
กาญจนารัตน์ ลีวิโรจน์ (2 ชุด) เป็นรองเลขานุการคณะกรรมาธิการยกร่าง รธน. ช่วงปี พ.ศ. 2549 เป็นเลขานุการคณะกรรมาธิการยกร่าง รธน. ช่วงปี พ.ศ. 2557 และกาญจนารันต์ ยังเป็นเป็นอดีตผู้ช่วย สสร. อานันท์ ปันยารชุน (2539) ด้วย โดยกาญจนารัตน์เคยดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง ปัจจุบันดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาสำนักงานศาลปกครอง 
 
นพ.ชูชัย ศุภวงศ์ (2 ชุด) เป็นรองประธานคณะกรรมาธิการยกร่าง รธน. ช่วงปี พ.ศ. 2549 และเป็นกรรมาธิการยกร่าง รธน. ช่วงปี พ.ศ. 2557 โดย นพ.ชูชัย เป็นแพทย์ชนบทที่มีชื่อเสียง เคยดำรงตำแหน่งประธานชมรมแพทย์ชนบท เลขาธิการแพทยสภา และต่อมาดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
 
ศ.ดร.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ (2 ชุด) เป็นกรรมาธิการยกร่าง รธน. ช่วงปี พ.ศ. 2549 และเป็นกรรมาธิการยกร่าง รธน. ช่วงปี พ.ศ. 2557 โดย ศ.ดร.นครินทร์ เคยเป็นคณะบดีคณรัฐศาตร์ ม.ธรรมศาสตร์ และเพิ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดปัจจุบัน
 
มานิจ สุขสมจิต (2 ชุด) เป็นกรรมาธิการยกร่าง รธน. ช่วงปี พ.ศ. 2549 และเป็นกรรมาธิการยกร่าง รธน. ช่วงปี พ.ศ. 2557 โดยนายมานิจเป็นบรรณาธิการอาวุโสหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เคยดำรงตำแหน่งนายกสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย และประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ
 
รศ.วุฒิสาร ตันไชย (2 ชุด) เป็นกรรมาธิการยกร่าง รธน. ช่วงปี พ.ศ. 2549 และเป็นกรรมาธิการยกร่าง รธน. ช่วงปี พ.ศ. 2557 โดย รศ.วุฒิสารเป็นเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า
 
รศ.ดร.ปกรณ์ ปรียากร (2 ชุด) เป็นโฆษกกรรมาธิการยกร่าง รธน. ช่วงปี พ.ศ. 2549 และเป็นกรรมาธิการยกร่าง รธน. ช่วงปี พ.ศ. 2557 โดย รศ.ดร.ปกรณ์เป็นอาจารย์ประจำคณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)
 
 
กระบวนการร่าง การแปรญัตติ การเห็นชอบ ในแต่ละยุคสมัยแตกต่างกัน
 
หากเปรียบเทียบกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญในแต่ละยุคสมัย จะพบว่ากระบวนการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญในปี พ.ศ. 2539 เปิดโอกาสให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญชุดใหญ่มีโอกาสขอแปรญัตติเพื่อแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับคณะกรรมาธิการยกร่างฯ อย่างเต็มที่ ขณะที่กระบวนการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญในปี 2549 และ 2557 ออกแบบมาให้การแปรญัตติเพื่อขอแก้ไขทำได้ยากกว่า ทำให้ร่างฉบับของคณะกรรมาธิการมีน้ำหนักมาก
 
สำหรับกระบวนการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญในปี พ.ศ.2539 เมื่อคณะกรรมาธิการยกร่างฯ จำนวน 21 คน ซึ่งมีอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน ทำหน้าที่กำหนดกรอบในการจัดทำร่างฯ รับฟังความเห็นเบื้องต้นจากประชาชน ยกร่างฯ แรกแล้วเสร็จ และสภาร่างรัฐธรรมนูญมีมติรับหลักการของร่างฯ แรก จึงจัดตั้งคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ มาทำหน้าที่ทบทวนแก้ไขร่างฯ ตามความคิดเห็นของประชาชน และคำแปรญัตติจาก สสร. โดย สสร. ที่ต้องการแปรญัตติแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ สามารถยื่นคำขอแปรญัตติได้เป็นรายมาตราเป็นลายลักษณ์อักษร โดยไม่มีข้อจำกัดใด ๆ เช่น ไม่ต้องมีผู้รับรองขั้นต่ำ ไม่มีข้อจำกัดว่า 1 คน ยื่นได้แค่ 1 ครั้ง และพิจารณาอย่างเปิดเผยในที่ประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญเรียงเป็นรายมาตรา 
 
คณะกรรมาธิการยกร่างฯ จะเชิญผู้ขอแปรญัตติแก้ไขมาชี้แจง หากผู้ขอแปรญัตติพอใจก็ไม่ต้องอภิปรายในสภาร่างรัฐธรรมนูญ หากยังไม่พอใจก็ขออภิปรายในการประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญได้ ผลที่เกิดขึ้น คือ มีสมาชิก สสร. ขอแปรญัตติทั้งสิ้น 55 มติ ซึ่งเป็นการขอแก้ไขร่างเดิมของคณะกรรมการยกร่างฯ ถึง 305 มาตรา
 
สำหรับกระบวนการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญในปี พ.ศ. 2549  ได้กำหนดให้สสร. สามารถแปรญัตติแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญได้ แต่ต้องมีสมาชิกลงชื่อรับรองไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 (10 คน จาก 100 คน) ทั้งยังได้จำกัดสิทธิการแปรญัตติของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญไว้ โดยสสร. หนึ่งคนจะยื่นขอแปรญัตติหรือรับรองคำแปรญัตติ ได้ 1 มติ เท่านั้น จากนั้นคณะกรรมาธิการยกร่างฯ จะพิจารณาคำขอแปรญัตติ ว่าจะแก้ไขหรือไม่แก้ไข และยื่นร่างฯ สุดท้ายต่อสภาร่างรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ 
 
สำหรับกระบวนการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญในปี พ.ศ. 2557 ได้กำหนดให้สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) อาจขอแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญได้ แต่ต้องมีสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติลงชื่อรับรองไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของจำนวนสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (25 คน จาก 250 คน) หนึ่งคนจะยื่นขอแปรญัตติหรือรับรองคำแปรญัตติ ได้ 1 มติ เท่านั้น จากนั้นให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญพิจารณาคำขอแก้ไขเพิ่มเติมภายในหกสิบวัน โดยไม่มีกระบวนการอภิปรายรวมในสภา คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญอาจแก้ไขเพิ่มเติมหรือไม่ก็ได้ตามที่เห็นสมควร และยื่นร่างฯ สุดท้ายต่อสภาปฏิรูปแห่งชาติเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ
 
จะเห็นได้ว่า กระบวนการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญในปี พ.ศ. 2549 และ 2557 ได้ถูกออกแบบมาให้ยึดตามร่างฯ ของคณะกรรมาธิการยกร่างฯ เป็นหลัก สิทธิของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือสภาปฏิรูปแห่งชาติชุดใหญ่ ที่ไม่ได้เป็นคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ในการพิจารณาแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญถูกจำกัดมาก ไม่สามารถมีส่วนร่วมได้มากเหมือนกระบวนการในช่วงปี พ.ศ. 2539
เมื่อสภาปฏิรูปแห่งชาติลงมติไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญช่วงปี พ.ศ. 2557 ยกร่างขึ้น จึงต้องมีการตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญชุดใหม่ แต่เนื่องจากสภาปฏิรูปแห่งชาติได้สิ้นสภาพลงแล้ว จึงอาจกล่าวได้ว่าในการร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังจะมีขึ้นใหม่นั้น ร่างรัฐธรรมนูญฯ จะอยู่ภายใต้อุ้งมือของคณะกรรมการยกร่างฯ จำนวน 21 คน อย่างเบ็ดเสร็จ
 
นอกเหนือจากนั้น ในการร่างรัฐธรรมนูญในปี พ.ศ. 2539 ร่างรัฐธรรมนูญต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาร่างรัฐธรรมนูญและรัฐสภา ส่วนในการร่างรัฐธรรมนูญในปี พ.ศ. 2549 ร่างรัฐธรรมนูญ ต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาร่างรัฐธรรมนูญก่อน จากนั้นจึงนำไปทำประชามติ เช่นเดียวกับในการร่างรัฐธรรมนูญในปี พ.ศ. 2558 ร่างรัฐธรรมนูญก็ต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาปฏิรูปแห่งชาติก่อน จึงจะนำไปทำประชามติได้ อย่างไรก็ตาม ในการร่างรัฐธรรมนูญครั้งใหม่ เมื่อคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญยกร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งดําเนินการออกเสียงประชามติได้เลย
 
 
 
คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ช่วงปี พ.ศ. 2539
 
ชื่อตำแหน่งที่มาประสบการณ์
อานันท์  ปันยารชุนประธานผู้มีประสบการณ์ด้าน
การเมืองการบริหารราชการแผ่นดินหรือการร่างรัฐธรรมนูญ
อดีตนายกรัฐมนตรี
เกษม  ศิริสัมพันธ์ รองประธานสาขากฎหมายมหาชนอดีต สส.
ศ. ดร. คณิต   ณ นคร รองประธานสาขากฎหมายมหาชนอัยการสูงสุด
ศ. ดร.บวรศักดิ์
อุวรรณโณ  
เลขานุการ
สาขากฎหมาย
มหาชน
อาจารย์นิติศาสตร์ จุฬาฯ
นายพงศ์เทพ
เทพกาญจนา
ผู้ช่วยเลขานุการสสร. สมุทรสาครทนายความ
รศ. ดร.สมคิด
เลิศไพฑูรย์
ผู้ช่วยเลขานุการ
สาขากฎหมาย
มหาชน
อาจารย์นิติศาสตร์ มธ.
คณิน  บุญสุวรรณโฆษกสสร.ชลบุรีอดีต สส.
โกเมศ  ขวัญเมืองผู้ช่วยโฆษก
สาขากฎหมาย
มหาชน
อาจารย์นิติศาสตร์ รามคำแหง
ศ. ดร. เขียน  ธีรวิทย์ 
สาขารัฐศาสตร์
และรัฐประศาสนศาสตร์
อาจารย์รัฐศาสตร์ จุฬาฯ
ทองใบ  ทองเปาด์ 
สาขากฎหมาย
มหาชน
ทนายความ
พลตำรวจเอกประมาณ  อดิเรกสาร 
ผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง
การบริหารราชการแผ่นดินหรือ
การร่างรัฐธรรมนูญ
อดีต สส. และอดีตรองนายกฯ
รศ.วิสุทธิ์  โพธิแท่น 
สาขารัฐศาสตร์
และรัฐประศาสนศาสตร์
อาจารย์รัฐศาสตร์ มธ.
พันเอกสมคิด
ศรีสังคม
 สสร. อุดรธานีอดีต สส.
สวัสดิ์  คำประกอบ 
ผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง
การบริหารราชการแผ่นดิน หรือ
การร่างรัฐธรรมนูญ
อดีต สส.
ศ. ดร.สุจิต
บุญบงการ
 
สาขารัฐศาสตร์
และ รัฐประศาสนศาสตร์
อาจารย์รัฐศาสตร์ จุฬาฯ
เสรี  สุวรรณภานนท์ สสร. กทม.ทนายความ
เอนก  สิทธิประศาสน์ 
สาขารัฐศาสตร์
และ รัฐประศาสนศาสตร์
อดีต รมช.มหาดไทย
ศ. ดร.กระมล  ทองธรรมชาติ
ประธานคณะกรรมาธิการวิชาการข้อมูลและศึกษาแนวทางการร่างกฎหมาย
ประกอบรัฐธรรมนูญ
สาขารัฐศาสตร์
และ รัฐประศาสนศาสตร์
อาจารย์รัฐศาสตร์ จุฬาฯ
เดโช  สวนานนท์  ประธานคณะกรรมาธิการจดหมายเหตุ ตรวจรายงานการประชุมและกิจการสภาสสร. สุราษฎร์ธานีอดีต สส.
สมเกียรติ  อ่อนวิมลประธานคณะกรรมาธิการประชาสัมพันธ์ สสร. สุพรรณบุรีสื่อมวลชน 
ศ. ดร.อมร  รักษาสัตย์ประธานคณะกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นและประชาพิจารณ์
สาขารัฐศาสตร์
และ รัฐประศาสนศาสตร์
อาจารย์รัฐศาสตร์ นิด้า

คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญช่วงปี พ.ศ. 2549
ชื่อตำแหน่งที่มาประสบการณ์
นาวาอากาศตรีประสงค์ สุ่นศิริประธานเสนอโดย คมช.
อดีตรมว.ต่างประเทศ
อดีตเลขาธิการนายกฯ เปรม
อัครวิทย์ สุมาวงศ์รองประธานเสนอโดย คมช.รองประธานศาลปกครองสูงสุด
ศ.(พิเศษ) จรัญ ภักดีธนากุลรองประธาน สสร.อดีตผู้พิพากษา /
ปลัดกระทรวงยุติธรรม
ศ. (พิเศษ) วิชา มหาคุณรองประธาน สสร.อดีตผู้พิพากษา
ชูชัย ศุภวงศ์รองประธาน สสร.
อดีตประธานชมรมแพทย์ชนบท,
เลขาธิการแพทยสภา
ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์เลขานุการสสร.คณบดีคณะนิติศาสตร์ มธ. 
อัชพร จารุจินดารองเลขานุการสสร.รองเลขาธิการ
คณะกรรมการกฤษฎีกา
กาญจนารัตน์ ลีวิโรจน์รองเลขานุการเสนอโดย คมช.ที่ปรึกษาสำนักงานศาลปกครอง /
อดีตผู้ช่วย สสร. อานันท์ ปันยารชุน (2540)
คมสัน โพธิ์คงรองเลขานุการสสร. อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มสธ. 
ผศ. ธิติพันธุ์ เชื้อบุญชัยรองเลขานุการสสร.คณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ
รศ. ธงทอง จันทรางศุโฆษกเสนอโดย คมช.รองปลัดกระทรวงยุติธรรม
พิสิฐ ลี้อาธรรมโฆษกสสร.อดีต รมช.คลัง
และมีประสบการณ์ภาคเอกชน 
ไพบูลย์ วราหะไพฑูรย์โฆษกสสร.เลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ 
รศ.ดร.ปกรณ์ ปรียากรโฆษกสสร.อาจารย์คณะรัฐประศาสนศาสตร์ นิด้า
ศ.เกริกเกียรติ พิพัฒน์เสรีธรรม สสร.กรรมการ ปปช., อดีตอธิการบดี มธ.,
สสร. (2534, 2540) 
ศ.ไชยยศ เหมะรัชตะ  สสร.อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ (กม.เอกชน) 
เดชอุดม ไกรฤทธิ์ เสนอโดย คมช.ทนายความ
วิจิตร สุระกุล  เสนอโดย คมช.อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี 
ธนพิชญ์ มูลพฤกษ์ สสร.อดีตอัยการ
รศ.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ สสร.อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มธ.
นุรักษ์ มาประณีต สสร.อดีตผู้พิพากษา
ประพันธ์ นัยโกวิท สสร.อดีตอัยการ
พวงเพชร สารคุณ สสร.รองเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา 
ไพโรจน์ พรหมสาส์น สสร.อดีตรองปลัดกระทรวงมหาดไทย 
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด เสนอโดย คมช.อดีตผู้พิพากษา
มานิจ สุขสมจิตร สสร.สื่อมวลชน 
วิจิตร วิชัยสาร เสนอโดย คมช.อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี
วิทยา งานทวี สสร.นักธุรกิจ /
นายกสมาคมธุรกิจไม้ยางพาราไทย 
รศ.วุฒิสาร ตันไชย สสร.รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า
รศ.ศรีราชา เจริญพานิช สสร.อดีตอาจารย์คณะนิติศาสตร์ มสธ. 
สดศรี สัตยธรรม  สสร.อดีตผู้พิพากษา 
สนั่น อินทรประเสริฐ สสร.อดีตอธิบดีกรมพลศึกษา
สุพจน์ ไข่มุกต์  เสนอโดย คมช.อดีตเอกอัครราชทูต
อังคณา นีละไพจิตร สสร.นักเคลื่อนไหวภาคสังคม 
พลเอกอัฏฐพร เจริญพานิช เสนอโดย คมช.เจ้ากรมพระธรรมนูญ 
 
 
คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญช่วงปี พ.ศ. 2557
 
ชื่อตำแหน่งที่มาประสบการณ์
ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณประธานเสนอโดย คสชลขานุการคณะกรรมการยกร่างปี 2540,
อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ
ศ.นพ.กระแส ชนะวงศ์รองประธานเสนอโดย ครมอดีต รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ
รมว.กระทรวงการต่างประเทศ 
มานิจ สุขสมจิตรรองประธานสัดส่วน สปช.สื่อมวลชน
ศ.ดร.สุจิต บุญบงการรองประธานเสนอโดย คสชอาจารย์รัฐศาสตร์ จุฬาฯ
และ อดีตตุลาการศาล รธน.
รศ. นรีวรรณ จินตกานนท์รองประธานสัดส่วน สปช.อดีตคณบดีคณะสถิติประยุกต์ นิด้า
ปรีชา วัชราภัยรองประธานสัดส่วน สนช.อดีตเลขาธิการ กพ.
นพ.ชูชัย ศุภวงศ์ รองประธาน สัดส่วน สปช. อดีตประธานชมรมแพทย์ชนบท, เลขาธิการแพทยสภา,
เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ 
จรูญ อินทจาร  เสนอโดย คสช. อดีตผู้พิพากษา, อดีตประธานศาล รธน. (2556) 
ศ.(พิเศษ)ประสพสุข บุญเดช  เสนอโดย คสช. อดีตผู้พิพากษา, อดีตประธานวุฒิสภา (2551) 
ศ.ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ  เสนอโดย คสช. คณบดีคณะนิติศาสตร์ นิด้า
กฤต ไกรจิตติ  เสนอโดย คสช. อดีตเอกอัครราชทูต
ศ.ดร.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ เสนอโดย ครมอาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มธ. 
เจษฎ์ โทณวณิก เสนอโดย ครมคณบดีคณะนิติศาสตร์ ม.ธุรกิจบัณฑิต
รศ.ดร.ปกรณ์ ปรียากรโฆษกเสนอโดย ครม. อาจารย์คณะรัฐประศาสนศาสตร์ นิด้า 
วิชัย ทิตตะภักดี  เสนอโดย ครม.อดีตสมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ,
มีประสบการณ์ในภาคธุรกิจ
ดิสทัต โหตระกิตย์เลขานุการ สัดส่วน สนช.เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา
กาญจนารัตน์ ลีวิโรจน์เลขานุการ สัดส่วน สนช.รองเลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง /
อดีตผู้ช่วย สสร. อานันท์ ปันยารชุน (2540) 
ผศ.วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ สัดส่วน สนช.อธิการบดี ม.รามคำแหง,
อดีตอาจารย์คณะรัฐศาสตร์ ม.รามคำแหง
พลเอกยอดยุทธ บุญญาธิการ สัดส่วน สนช.อดีตผู้บังคับกองพันทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 5 
ไพบูลย์ นิติตะวัน  สัดส่วน สปช. นักธุรกิจ, อดีตสมาชิกวุฒิสภา 
ศ.(พิเศษ) ดร. เอนก เหล่าธรรมทัศน์  สัดส่วน สปช. อดีตอาจารย์รัฐศาสตร์ มธ. / อดีตนักการเมือง 
ถวิลวดี บุรีกุล  สัดส่วน สปช.ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า 
คำนูณ สิทธิสมานโฆษกสัดส่วน สปช.บรรณาธิการอาวุโสของเครือผู้จัดการ 
จรัส สุวรรณมาลา  สัดส่วน สปช. อาจารย์รัฐศาสตร์ จุฬาฯ 
รศ. วุฒิสาร ตันไชย โฆษก สัดส่วน สปช. เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า
กอบศักดิ์ ภูตระกูล สัดส่วน สปช. ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพฯ 
มีชัย วีระไวทยะ สัดส่วน สปช. อดีต รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี,
ผู้ก่อตั้งสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน 
พลเอกเลิศรัตน์ รัตนวานิช โฆษกสัดส่วน สปช. อดีตผู้อำนวยการวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร 
บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ สัดส่วน สปช.กรรมการสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคม
และสิ่งแวดล้อม
สุภัทรา นาคะผิวโฆษกสัดส่วน สปช.อดีตประธานคณะกรรมการ
องค์การพัฒนาเอกชนด้านเอดส์ (กพอ.) ประเทศไทย 
สมสุข บุญญะบัญชา สัดส่วน สปช. อดีตผู้อำนวยการ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน
พลโทนาวิน ดำริกาญจน์โฆษกสัดส่วน สปช. ที่ปรึกษาสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม 
จุมพล สุขมั่น  สัดส่วน สปช. อดีตผู้อำนวยการสำนักงานบังคับคดีจังหวัด
พิษณุโลก เชียงใหม่ ลำปางและเชียงราย
เชิดชัย เสรีวงศ์  สัดส่วน สปช. อดีตสมาชิกสภาจังหวัดภูเก็ต
พลโทนคร สุขประเสริฐ สัดส่วน สปช. ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก
ประชา เตรัตน์  สัดส่วน สปช. อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดหลายจังหวัด 

"พลเอกธีรชัย" ยึดอำนาจเอง นั่ง ผบ.กกล.รส. คุมกำลังรบ ดูแลความสงบ

"พลเอกธีรชัย" ยึดอำนาจเอง นั่ง ผบ.กกล.รส. คุมกำลังรบ ดูแลความสงบ ลั่นจัดการพวกทำผิดกม. จัดระเบียบสังคม ทำบ้านเมืองสงบ สั่งปรับโครงสร้างการจัด เลขาฯคสช.ใหม่ มี 1.กลุ่มงานขับเคลื่อนการบริหารแผ่นดิน และ 2.กลุ่มงานขับเคลื่อนภารกิจการรักษาความสงบเรียบร้อย เน้นการทำงานร่วมกันทั้งทหาร – ตำรวจ – ฝ่ายปกครอง ใช้ศูนย์ดำรงธรรม เป็นหลักในการแก้ทุกปัญหา เตรียมจัดชุดลงพื้นที่ชี้แจงข้อมูลเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญ พร้อมขอความร่วมมือประชาชนเตรียมรับภัยแล้ง
ที่ กองบัญชาการกองทัพบก พลเอก ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เป็นประธาน การประชุมสำนักเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
พันเอกหญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษก ทบ. เผยว่า ที่ประชุมได้มีการชี้แจงเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างการจัด คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ซึ่ง พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี/หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้อนุมัติการปรับโครงสร้าง เพื่อให้การทำงานมีความเหมาะสม สอดคล้องและสามารถตอบสนองต่อความจำเป็นต่อสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

โดยโครงสร้างใหม่นี้จะประกอบด้วย 2กลุ่มงานหลัก ได้แก่ กลุ่มงานขับเคลื่อนการบริหารแผ่นดิน และกลุ่มงานขับเคลื่อนภารกิจการรักษาความสงบเรียบร้อย
กลุ่มงานขับเคลื่อนภารกิจการรักษาความสงบเรียบร้อย จะมี พลเอกธีรชัย ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะ เลขาธิการ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ เป็นผู้กำกับดูแล มีภารกิจในเรื่องการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ การปฏิรูปประเทศ การช่วยเหลือประชาชน และการสนับสนุนการบริหารราชการแผ่นดิน
โดยแบ่งเป็น 5ส่วนงาน ได้แก่ ส่วนอำนวยการ, ส่วนงานการรักษาความสงบเรียบร้อย, ส่วนงานการบริหารราชการแผ่นดิน, ศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป และกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย
สำหรับในส่วนของกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยนั้น พลเอกธีรชัย ผู้บัญชาการทหารบก จะปฏิบัติหน้าที่เป็น ผู้บัญชาการกองกำลัง อีกฐานะหนึ่ง
พลเอกธีรชัย เลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้ย้ำให้กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย ยังคงภารกิจในการดูแลสถานการณ์บ้านเมือง รักษาความปลอดภัย ตลอดจนการช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง
โดยเฉพาะการป้องปรามและขจัดสิ่งผิดกฎหมาย การจัดระเบียบสังคม ผู้มีอิทธิพล และให้ทำงานร่วมกับจังหวัด และเจ้าหน้าตำรวจ อย่างใกล้ชิด ภายใต้กรอบของกฎหมาย เพื่อสร้างสังคมไทยให้มีความปลอดภัยและประชาชนดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุข

การประชุมในวันนี้ พลเอกธีรชัย เลขาธิการ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้มอบแนวทางการทำงานที่จะใช้ความร่วมมือกันของทุกส่วนราชการ ทั้งตำรวจ ทหาร พลเรือน ในการขับเคลื่อนภารกิจต่างๆ เพื่อสร้างสภาวะแวดล้อมที่เกื้อกูลต่อการเดินหน้าตามโรดแม็ปของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ และการบริหารราชการแผ่นดิน

โดยมีงานเร่งด่วนที่จะต้องรีบดำเนินการ คือ เร่งสร้างการรับรู้และสร้างความเข้าใจกับประชาชนในเรื่อง การร่างรัฐธรรมนูญ การรับมือกับปัญหาภัยแล้ง และนโยบายของรัฐบาลที่เกี่ยวข้องกับประชาชนโดยตรง

โดยให้มีการจัดคณะทำงานร่วมกันเพื่อลงพื้นที่เข้าชี้แจงและรับฟังความต้องการของประชาชน เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาให้ตรงจุด โดยการลงพื้นที่จะเป็นไปในลักษณะการนำข้อเท็จจริง และความคืบหน้าในเรื่องการบริหารราชการแผ่นดินไปแจ้งให้ประชาชนได้ทราบ และนำไปสู่การร่วมมือและป้องกันไม่ให้มีผู้ใดนำข้อมูลไปบิดเบือนเพื่อให้ประชาชนเกิดความสับสน

ทั้งนี้คณะทำงานที่ลงพื้นที่พบปะประชาชนจะประกอบด้วย ฝ่ายจังหวัด ตำรวจ กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย และส่วนราชการที่รับผิดชอบในเรื่องนั้นๆ

นอกจากนี้ให้ใช้ ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด ศูนย์ดำรงธรรมอำเภอ เป็นกลไกหลัก ในการขับเคลื่อนตามแนวทางขั้นต้น ควบคู่ไปกับการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ ที่จะกระจายแผนงานและโครงการต่างๆ ไปให้กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยประจำจังหวัด ดำเนินการในทุกพื้นที่ เพื่อให้เกิดความรัก ความสามัคคี และการมีส่วนร่วมของประชาชนกับภาครัฐ

เลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้กำชับให้ทุกส่วนยึดแนวทางการชี้แจงข้อเท็จจริง และสร้างการรับรู้ให้กับประชาชน เป็นเครื่องมือหลักในการแก้ไขทุกปัญหา เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่ารัฐบาลและข้าราชการ พร้อมที่จะดูแลประชาชนในทุกเรื่อง และพยายามให้ทุกปัญหาได้รับการคลี่คลายในระดับพื้นที่

นอกจากนี้ในเรื่องของภัยพิบัติและสาธารณภัยที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ซึ่งการบริหารสถานการณ์ภัยพิบัตินั้น ทางกระทรวงมหาดไทย โดย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นหน่วยรับผิดชอบหลักอยู่แล้ว และให้ทุกกองทัพภาค และกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย ให้การสนับสนุนอย่างเต็มความสามารถ มุ่งเน้นให้ทุกหน่วยเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ให้สอดคล้องกับภัยพิบัติที่เกิดขึ้นเป็นประจำในพื้นที่นั้นๆ ในขณะเดียวกันกองทัพบกพร้อมสนับสนุนเครื่องมือพิเศษจากหน่วยทหารช่างเข้าแก้ไขในทุกสถานการณ์

"บิ๊กหมู"ผบทบ./เลขาฯคสช.นั่งควบ ผบ.กกล.รส.คุมกำลังดูแลความสงบ แทนแม่ทัพ1

Very Big Moo...
"บิ๊กหมู"ผบทบ./เลขาฯคสช.นั่งควบ ผบ.กกล.รส.คุมกำลังดูแลความสงบ แทนแม่ทัพ1 ลั่นจัดการพวกทำผิดกม.ทำบ้านเมืองสงบ สั่งปรับโครงสร้างการจัด เลขาฯคสช.ใหม่ มี 1.กลุ่มงานขับเคลื่อนการบริหารแผ่นดิน และ 2.กลุ่มงานขับเคลื่อนภารกิจการรักษาความสงบเรียบร้อย เน้นการทำงานร่วมกันทั้งทหาร – ตำรวจ – ฝ่ายปกครอง ใช้ศูนย์ดำรงธรรม เป็นหลักในการแก้ทุกปัญหา เตรียมจัดชุดลงพื้นที่ชี้แจงข้อมูลเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญ พร้อมขอความร่วมมือประชาชนเตรียมรับภัยแล้ง
ที่ กองบัญชาการกองทัพบก พลเอก ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เป็นประธาน การประชุมสำนักเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
พันเอกหญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษก ทบ. เผยว่า ที่ประชุมได้มีการชี้แจงเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างการจัด คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ซึ่ง พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี/หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้อนุมัติการปรับโครงสร้าง เพื่อให้การทำงานมีความเหมาะสม สอดคล้องและสามารถตอบสนองต่อความจำเป็นต่อสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
โดยโครงสร้างใหม่นี้จะประกอบด้วย 2กลุ่มงานหลัก ได้แก่ กลุ่มงานขับเคลื่อนการบริหารแผ่นดิน และกลุ่มงานขับเคลื่อนภารกิจการรักษาความสงบเรียบร้อย
กลุ่มงานขับเคลื่อนภารกิจการรักษาความสงบเรียบร้อย จะมี พลเอกธีรชัย ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะ เลขาธิการ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ เป็นผู้กำกับดูแล มีภารกิจในเรื่องการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ การปฏิรูปประเทศ การช่วยเหลือประชาชน และการสนับสนุนการบริหารราชการแผ่นดิน

โดยแบ่งเป็น 5ส่วนงาน ได้แก่ ส่วนอำนวยการ, ส่วนงานการรักษาความสงบเรียบร้อย, ส่วนงานการบริหารราชการแผ่นดิน, ศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป และกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย

สำหรับในส่วนของกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยนั้น พลเอกธีรชัย ผู้บัญชาการทหารบก จะปฏิบัติหน้าที่เป็น ผู้บัญชาการกองกำลัง อีกฐานะหนึ่ง

พลเอกธีรชัย เลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้ย้ำให้กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย ยังคงภารกิจในการดูแลสถานการณ์บ้านเมือง รักษาความปลอดภัย ตลอดจนการช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง

โดยเฉพาะการป้องปรามและขจัดสิ่งผิดกฎหมาย การจัดระเบียบสังคม ผู้มีอิทธิพล และให้ทำงานร่วมกับจังหวัด และเจ้าหน้าตำรวจ อย่างใกล้ชิด ภายใต้กรอบของกฎหมาย เพื่อสร้างสังคมไทยให้มีความปลอดภัยและประชาชนดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุข

การประชุมในวันนี้ พลเอกธีรชัย เลขาธิการ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้มอบแนวทางการทำงานที่จะใช้ความร่วมมือกันของทุกส่วนราชการ ทั้งตำรวจ ทหาร พลเรือน ในการขับเคลื่อนภารกิจต่างๆ เพื่อสร้างสภาวะแวดล้อมที่เกื้อกูลต่อการเดินหน้าตามโรดแม็ปของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ และการบริหารราชการแผ่นดิน

โดยมีงานเร่งด่วนที่จะต้องรีบดำเนินการ คือ เร่งสร้างการรับรู้และสร้างความเข้าใจกับประชาชนใน
เรื่อง การร่างรัฐธรรมนูญ การรับมือกับปัญหาภัยแล้ง และนโยบายของรัฐบาลที่เกี่ยวข้องกับประชาชนโดยตรง
โดยให้มีการจัดคณะทำงานร่วมกันเพื่อลงพื้นที่เข้าชี้แจงและรับฟังความต้องการของประชาชน เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาให้ตรงจุด โดยการลงพื้นที่จะเป็นไปในลักษณะการนำข้อเท็จจริง และความคืบหน้าในเรื่องการบริหารราชการแผ่นดินไปแจ้งให้ประชาชนได้ทราบ และนำไปสู่การร่วมมือและป้องกันไม่ให้มีผู้ใดนำข้อมูลไปบิดเบือนเพื่อให้ประชาชนเกิดความสับสน
ทั้งนี้คณะทำงานที่ลงพื้นที่พบปะประชาชนจะประกอบด้วย ฝ่ายจังหวัด ตำรวจ กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย และส่วนราชการที่รับผิดชอบในเรื่องนั้นๆ
นอกจากนี้ให้ใช้ ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด ศูนย์ดำรงธรรมอำเภอ เป็นกลไกหลัก ในการขับเคลื่อนตามแนวทางขั้นต้น ควบคู่ไปกับการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ ที่จะกระจายแผนงานและโครงการต่างๆ ไปให้กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยประจำจังหวัด ดำเนินการในทุกพื้นที่ เพื่อให้เกิดความรัก ความสามัคคี และการมีส่วนร่วมของประชาชนกับภาครัฐ
เลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้กำชับให้ทุกส่วนยึดแนวทางการชี้แจงข้อเท็จจริง และสร้างการรับรู้ให้กับประชาชน เป็นเครื่องมือหลักในการแก้ไขทุกปัญหา เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่ารัฐบาลและข้าราชการ พร้อมที่จะดูแลประชาชนในทุกเรื่อง และพยายามให้ทุกปัญหาได้รับการคลี่คลายในระดับพื้นที่
นอกจากนี้ในเรื่องของภัยพิบัติและสาธารณภัยที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ซึ่งการบริหารสถานการณ์ภัยพิบัตินั้น ทางกระทรวงมหาดไทย โดย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นหน่วยรับผิดชอบหลักอยู่แล้ว และให้ทุกกองทัพภาค และกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย ให้การสนับสนุนอย่างเต็มความสามารถ มุ่งเน้นให้ทุกหน่วยเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ให้สอดคล้องกับภัยพิบัติที่เกิดขึ้นเป็นประจำในพื้นที่นั้นๆ ในขณะเดียวกันกองทัพบกพร้อมสนับสนุนเครื่องมือพิเศษจากหน่วยทหารช่างเข้าแก้ไขในทุกสถานการณ์

"พลเอกประวิตร" บอก จบแล้ว เคลียร์แล้ว " บิ๊กหมู-บิ๊กโด่ง"ยันไม่มีแรงกระเพื่อมในกองทัพ

"พลเอกประวิตร" บอก จบแล้ว เคลียร์แล้ว " บิ๊กหมู-บิ๊กโด่ง"ยันไม่มีแรงกระเพื่อมในกองทัพ ไม่มี100% สบายใจได้ เผย2คนคุยกันแล้ว ระบุเรื่องธรรมดาโยกย้าย แค่คนเดียว ส่วนปรับภูมิทัศน์ มองคนละด้าน ไม่ใช่เรื่องใหญ่
พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ/รมว.กห. กล่าวถึง ความห่วงใยว่าจะเกอดความขัดแย้งระหว่าง พลเอกอุดมเดช สีตบุตร รมช.กห. กับ พลเอกธีรชัย นาควานิช ผบทบ. หลัง มีการปรับภูมิทัศน์ บก.ทบ. ทุบรื้อ และ โยกย้าย ลูกน้องของ พลเอก อุดมเดช นั่นว่า เขาย้ายแค่ คนเดียว
"แล้วทั้ง สองคนได้ คุยกันแล้วเมื่อวาน อาจมีเข้าใจผิดบ้าง ไม่มีอะไร ไม่ได้ขัดแย้ง"
ส่วนการ ปรับภูมิทัศน์ นั่น พลเอกประวิตร ระบุว่า เป็นการมองคนละมุม คนละด้าน แต่ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร
"ในฐานะ ผู่บังคับบัญชา ดูแลเขา แล้ว 2 คนก็ไม่ได้คิดอะไรกันนะ เขาก็ทำงานเพื่อกองทัพ ทั้ง2คน แต่ไม่ต้องให้ข้อคิดใดๆ เพราะเขาก็เป็นผู้ใหญ่กันแล้ว ไม่มีอะไร ใจเย็นๆ"
เมื่อถามว่า จะเกิดแรงกระเพื่อมใดในกองทัพหรือไม่ พลเอกประวิตร ยืนยัน ไม่มีแรงกระเพื่อมใดๆ ไม่มี100% เรื่องนี้จบไปแล้ว สบายใจได้

"บิ๊กตู่" ฉุน สื่อ ย้อนถามแตะต้องไม่ได้เลยหรือ เตรียมเรียกบางค่ายพูดคุยเพื่อทำความเข้าใจ ยันยังไม่เคยมีใครติดคุก ตำหนิBBC ไทย

"บิ๊กตู่" ฉุน สื่อ ย้อนถามแตะต้องไม่ได้เลยหรือ เตรียมเรียกบางค่ายพูดคุยเพื่อทำความเข้าใจ ยันยังไม่เคยมีใครติดคุก ตำหนิBBC ไทย กล่าวหา ขอจับมือ "Obama" เย้ย รูปถ่ายทางการ 4คน ก็มีออกมา ทำไมไม่พูดถึง

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)เป็นประธานการประชุม ครม. กล่าวถึงการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนว่า หลายเรื่องที่รัฐบาลทำล้วนแต่เป็นสิ่งใหม่ทั้งสิ้น แต่พวกเราไม่ค่อยรู้ รู้แต่เพียงว่านี่คือการละเมิดสิทธิมนุษยชน ละเมิดจรรยาบรรณสื่อ
"ผมถามว่า สื่อทั้งหมดมีใครถูกติดคุกบ้างไหม มีหรือยัง พูดให้ผมสิ มีที่ไหน มีการเชิญมาพบพูดคุย ทำไมเรียกคนมาคุยก็ไม่ได้หรือ สื่อนี่แตะไม่ได้เลยหรือ เชิญพบไม่ได้หรือ ถ้ามันเข้าใจผิดก็เชิญมาคุยกันเพื่อให้เกิดความเข้าใจ แล้วจากนั้นท่านจะไปเขียนอย่างไร ก็เป็นเรื่องของท่าน ผมก็ทำได้แค่นี้ อย่าให้เป็นเสรีชนประชาขนจนเกินไป จรรยาบรรณต้องมี ประเทศชาติมันเสียหาย
วันนี้สถานการณ์มันไม่ปกติ เพราะปัญหามันเกิดขึ้นต่างๆ เป็นอะไรบ้างท่านก็รู้ ว่าก่อนวันที่ 22 พ.ค. 57 เกิดอะไรขึ้น แล้ววันนี้พวกท่านยังเขียนข่าวแบบเดิมกันอยู่อย่างนี้ มันไม่ได้ แต่ถ้าเป็นเรื่องการวิพากษ์วิจารณ์ในทางที่สร้างสรรค์ ผมก็รับทั้งหมดเพราะผมก็อ่านหนังสือพิมพ์ทุกวัน
แต่ก็ต้องเห็นใจผมบ้าง ว่าผมเป็นคน เป็นมนุษย์ มันก็มีอารมณ์บ้างเป็นบางเวลา ไม่ใช่พระนี่ เมื่อผมตั้งใจก็มีความคาดหวัง แต่มันก็บ่นอะไรไม่ได้อยู่แล้ว
ปัญหาของผมวันนี้คือเพียงขอความเข้าใจ สนับสนุนหรือไม่สนับสนุนก็ไม่เป็นไร แต่อย่าต่อต้านมากนัก หนังสือพิมพ์หลายฉบับ หลายคอลัมนิสต์ ผมไม่รู้เขาเขียนมาได้อย่างไร นอนตื่นขึ้นมาเขียนส่งสำนักพิมพ์แล้วก็นอนต่อหรือเปล่า วันรุ่งขึ้นก็ตื่นขึ้นมาใหม่แล้วเขียนใหม่ เขียนมาอย่างนี้จนแก่กันหมดแล้ว 60-70 ปีก็เขียนแบบเดิม หากินแบบนี้กันมาตลอด ไม่มีข้อมูล ไม่เคยฟังแล้วคนทั้งประเทศก็อ่าน แล้วก็ถูกมอมเมา

คนดีๆ ก็มีอยู่เยอะแยะ อย่างคนรุ่นใหม่ๆ แต่คนเก่าๆ ทำไมไม่เข้าใจ ที่ผมโมโหเมื่อวานนี้ (5 ต.ค.) มีหนังสือพิมพ์เครือข่ายหนึ่งซึ่งทุกคนก็รู้ นั่งอยู่ในที่นี้ด้วย เมื่อสมัยปี 2549 มาพบผมในฐานะ ผบ.ทบ. ด่าว่ารัฐบาลเก่าทั้งสิ้น โดยเฉพาะอดีตนายกรัฐมนตรี แต่วันนี้กลับมาด่าผมแทน ไปเชียร์ข้างโน้น มันด้วยอะไร ตอบหน่อยได้หรือไม่

ทั้งๆ ที่ผมยังไม่ทำอะไรผิดพลาดเลยสักอย่าง ไม่เคยทำผิดกฎหมาย ไม่เคยใช้กฎหมายในทางที่ผิด ใช้อำนาจในทางที่สร้างสรรค์ สร้างความสงบสุข แต่หลายคนก็ออกมาบอกว่าถูกผมละเมิดสิทธิมนุษยชน ก็ในเมื่อสถานการณ์วันนี้จะต้องแก้ไม่รู้กี่ร้อยปัญหา ถ้าปล่อยให้ทุกอย่างสับสนวุ่นวายไปหมด ทุกคนจะทำอะไรก็ได้

ผมก็เพียงแต่ห้าม เพียงแต่ขอร้อง เชิญมาพบปะพูดคุย แต่ท่านก็ยังที่จะเสนอข่าวออกไป ต่างชาติก็ไม่เข้าใจเรา ผมถามว่าแล้วประเทศชาติจะเป็นอย่างไรต่อไป ผมทำคนเดียวก็ไม่ไหว ผมไปประชุมยูเอ็นร้อยครั้งก็ไม่ได้ เพราะทุกคนเสพข่าวจากหนังสือพิมพ์และโซเชียลมีเดีย สิ่งต่างๆ เหล่านี้ทำให้เราถูกมองว่าประเทศไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง

ทั้งๆ ที่ความสงบสุขก็เกิดขึ้นหรือทุกคนต้องการแบบเดิม มีความวุ่นวายก็เอา จะทำอะไรก็ทำแล้วกัน ผมก็ทำอะไรไม่ได้ ไม่อยากทำอะไรให้แล้ว แต่วันนี้ยังทำงานให้อยู่ ประชาชน เกษตรกรเดือดร้อนก็คอยออกมายุแหย่ในระดับล่างว่ารัฐบาลไม่ดูแล ขี้เหนียวไม่ยอมจ่ายเงิน ไม่ยอมอุดหนุนชาวไร่ ชาวนา ไม่ยอมดูว่าจริงๆ แล้วรัฐบาลทำอะไรไปบ้างแล้ว 8-9 มาตรการ ใช้เงินหมดไปแสนกว่าล้าน ทำไมไม่ดู จะเอามากกว่านี้อีกถึงเท่าไหร่ งบประมาณก็มีจำกัด"

เมื่อถามว่า นายกฯ จะมีการเตือนสื่อที่พูดถึงหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "เตือนไปแล้ว เตือนหลายครั้งแล้ว เจอเขาเรียกมาคุยก็คุยแล้ว เขาก็คุยกับผมดี เจอกันหลายครั้งก็พูดว่าเข้าใจครับ ขอบคุณครับ ท่านนายกฯ ครับขอบคุณครับ"

เมื่อถามว่า จะเรียกตัวแทนBBC ไทยมาพูดคุยด้วยหรือไม่ จากกรณีที่วิพากษ์วิจารณ์การที่นายกฯ จับมือกับนายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "จะคุยกับเขาทำไม พวกท่านก็ไปคุยให้ผมสิ และที่เขาพูดนั้น เป็นข้อเท็จจริงหรือที่เขาพูดออกมา แล้วพวกคุณก็เชื่อเขาหรือ"

เมื่อถามต่อว่า แต่เขาวิพากษ์วิจารณ์กรณีที่พล.ต.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายรัฐมนตรีแอบถ่ายภาพดังกล่าวมาเผยแพร่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "วีรชน ทำไม มาถามผมสิ ไม่ต้องไปถามวีรชน ก็ผมยืนของผมอยู่ แล้วเขาเดินมา แล้วเขาจับมือผม ผมก็จับมือกับเขา แล้วผมจะไปขอเขาทำไม ผมก็มีหน้า มีตาของผมเหมือนกัน ผมก็ไปในฐานะผู้นำประเทศนะ แล้วเขาจะไม่จับมือผมเพราะอะไร หรืออยากจะไม่ให้เขาจับมือ จะได้เขียนกันได้ใหญ่โต แล้วเห็นหรือไม่รูปที่ถ่ายร่วมกันกับเขา 4 คน มีหรือเปล่า บีบีซี ชี้แจงหรือไม่ แล้วต่างประเทศเขาก็โพสต์ออกมาแล้วไม่ใช่หรือว่าทำไม่ถูกต้อง"
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สื่อเคยรู้หรือไม่ว่า รัฐบาลทำอะไรมาบ้างใช้งบประมาณไปทำอะไร ดีแต่ตีเรื่องนั้น เรื่องนี้มันก็ทำอะไรไม่ได้ทั้งนั้น ควรจะมองในภาพรวมบ้างว่ารัฐบาลทำอะไรไปบ้าง งบประมาณใช้กันอย่างไร ถ้าสื่อไม่เรียนรู้ตรงนี้ก็จะเขียนข่าวแบบนี้ เขียนข่าวเป็นท่อนๆ ท้ายที่สุดตนทำอะไรมาบ้างก็ไม่เกิดอะไรขึ้นมาเลย ประชาชนไม่เคยได้รับรู้ "ท่านต้องการให้ประชาชนโง่อยู่แบบนี้หรือ โง่คิดไม่เป็น วันนี้ผมทำให้เขาฉลาด ซึ่งความจริงเขาก็ฉลาดอยู่แล้ว แต่ถูกปิดตาด้วยความยากจน แล้วก็มีคนมาแสวงหาผลประโยชน์ คนไทย

ผมว่าไม่โง่ แต่ใครที่ไปหลอกลวงถือว่าไปดูถูก แต่ผมไม่เคยหลอกพวกเขา เพียงแต่ให้เวลากับผม ที่กำลังทำงานให้อยู่แล้วสามารถแสดงความคิดเห็นได้ว่าดีหรือไม่ดี มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปชี้แจง ซึ่งไม่มีรัฐบาลไหนทำแบบนี้การสั่งงานแบบทหารจะต้องสั่งแบบนี้ อีกเดี๋ยว คสช.ก็จะไปเดินด้วย เพื่อสำรวจข้อเท็จจริงด้านต่างๆ ที่ผ่านมามีข้อมูลสถิติแต่ใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ มีเครื่องมือแต่ไม่เป็นประโยชน์ต่อการบริหาร"

"พลเอกประยุทธ์” ยกคำ “มีชัย” อยากให้คนไทยตอบแทนคุณแผ่นดิน ย้ำ 22 พ.ค.เสี่ยงชีวิตเข้ามาแก้ปัญหาประเทศ

Back to the past.
"พลเอกประยุทธ์” ยกคำ “มีชัย” อยากให้คนไทยตอบแทนคุณแผ่นดิน ย้ำ 22 พ.ค.เสี่ยงชีวิตเข้ามาแก้ปัญหาประเทศ รู้ว่าผิดกม. ชี้ถ้าปชช.ไม่ยอมรับคงอยู่ไม่ได้ ย้อนถามอยาก back to the past กลับไปแตกแยกแบบเดิมๆ เปิดช่องต่างชาติส่งกองกำลัง peace keeping เข้าประเทศหรือ ลั่นประเทศมีศักดิ์ศรี ไม่เคยเป็นเมืองขึ้นใคร แจงสปท.สานต่อปฏิรูป ไม่ได้ตอบแทนคว่ำร่างบวรศักดิ์ ขอให้รอกรธ.ร่างรธน.ก่อนคิดเรื่องแก้รธน.ชั่วคราว ระบุส่วนตัวอยากรณรงค์ออกมาใช้สิทธิประชามติกันทั้งประเทศ

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แถลงข่าวภายหลังการประชุม ครม. ถึงการทำงานวันแรกของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ว่า ตนให้กำลังใจตลอด และเมื่อวันที่ 5ตุลาคมที่ผ่านมาก็ให้กำลังใจมาแล้ว คิดว่าทุกคนเสียสละ ประธานกรธ.ก็บอกว่าทำเพื่อตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน ตนอยากให้คนไทยทุกคนที่อยู่บนแผ่นดินนี้ ที่ยืนอยู่ทุกวัน ซึ่งประเทศนี้มีศักดิ์ศรี มีอิสรเสรี ไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของใคร มีวันชาติ วันต่อสู้ของเรามาตลอด ต้องภูมิใจตรงนี้ จะแตกแยกกันไปทำไม เดี๋ยวก็ต้องไปอยู่กับคนอื่นเขา เพราะประเทศล้มเหลว (fail state) เงินทองไม่มี ต้องไปกู้ธนาคารโลกมาใช้จ่าย ซึ่งก็เห็นตัวอย่างกันอยู่แล้ว เดี๋ยวก็รบกัน ประชาชนแบ่งเป็นพวกเป็นฝ่ายรบกัน อีกหน่อยต่างชาติส่งกองกำลังรักษาสันติภาพ(Peace Keeping) เข้ามา เธอก็อยู่กันไปแล้วกัน

เมื่อถามว่า มีการพูดคุยเรื่องคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและปรองดองแห่งชาติ (คปป.) กับนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรธ.หรือยัง พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ยังไม่ได้คุย แต่นายมีชัย บอกว่าจะเอาแนวทางรัฐธรรมนูญทุกฉบับมาดู รวมถึง รัฐธรรมนูญ ฉบับที่แล้วด้วย อะไรที่คิดว่าจะเป็นประโยชน์ก็จะหารือกันในกรธ. ซึ่งตนได้มอบกรธ.ไปแล้ว ทำไมตนจะต้องไปคุยว่าจะต้องออกอย่างนู้นอย่างนี้ ตนไม่คุยหรอก ตนบอกเพียงว่าทำอย่างไรจะให้ประเทศชาติเดินหน้าต่อไปได้ และไม่เกิดปัญหาเดิมๆ ขึ้นมาอีก ไม่เกิดความขัดแย้ง เศรษฐกิจดีขึ้น ความเหลื่อมล้ำหายไป ประชาชนมีส่วนร่วม ในการบริหารราชการแผ่นดิน สิ่งไหนถูกต้อง ก็ต้องสนับสนุนรัฐบาล ไม่ใช่ต่อต้านกันตลอด ทั้งนี้ที่ผ่านมากฎหมายอาญายังไม่ปฏิบัติกันเลย แล้วถามว่ามีรัฐธรรมนูญจะปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญหรือไม่
“วันนี้ต้องสอนคนให้รักษากฎหมาย ทั้งกฎหมายกฎหมายอาญา กฎหมายแพ่ง ซึ่งวันนี้มีทุกอัน แม้แต่พ.ร.บ.การชุมนุมก็ออกมาแล้ว ก็ยังออกมาเดินอยู่นั่น วันหน้าจะทำอย่างไร ตอนนี้มันผิดกฎหมายกันอยู่แล้ว ฉะนั้นจึงเตือนเอาไว้ก่อน ยังให้เวลา ถือว่ายังปรับตัวกันอยู่ แต่ทุกคนก็ไม่กลัวกฎหมายเลย ถ้าเป็นอย่างนี้เขียนรัฐธรรมนูญอีกร้อยฉบับก็ไม่ได้เรื่อง เพราะรัฐบาลใครก็ไม่รู้เข้ามาจะทำหรือเปล่า ตามรัฐธรรมนูญ แล้วจะแก้รัฐธรรมนูญอีกหรือเปล่าก็ไม่รู้ และประชาชนจะตีกันอีกหรือเปล่าก็ไม่รู้ เพราะทุกคนไม่กลัวกฎหมายทั้งสิ้น ตรงนี้จะว่ากันอย่างไร วันข้างหน้าสื่อไปไล่เอาแล้วกัน วันนี้ก็กำลังทำทุกอย่างและผมก็ไม่ได้ห่วงว่ารัฐบาลไหนจะเข้ามา เพราะท่านเป็นคนเลือกเข้ามา แต่ผมห่วงประเทศชาติจะอยู่ได้หรือไม่เท่านั้นเอง ถ้าไม่ได้ ผมก็ไม่อยู่ด้วย ท่านก็อยู่กันไปผมถือว่าทุ่มเทให้ทุกอย่างแล้ว แม้แต่ชีวิตผมก็ให้ วันนี้ผมทุ่มเทชีวิตมีใครเสี่ยงเท่าผมบ้าง และผมเข้ามาเพื่ออะไร เพื่อประโยชน์หรือ สลึงนึงยังไม่ได้เลย” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
เมื่อถามถึงการที่ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้ระบุว่าควรจะมีกลไกเข้ามาควบคุมรัฐบาลใหม่ให้เดินตามกรอบปฏิรูปที่วางไว้ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า คณะกรรมการชุดที่แล้วคิดมาว่าควรจะมีกลไกเพื่อทำให้รัฐบาลหน้าสืบทอดในการแก้ปัญหาไประยะเวลาหนึ่ง ไม่ใช่ตลอดชีวิต ตลอดชาติ หากอยากให้เป็นปรกติหรือไม่ต้องมีกลไกอะไรเลย ก็ไม่ต้องร่างรัฐธรรมนูญ ตนก็ไม่ต้องเข้ามา ทำไมไม่คิดกันแบบนี้บ้าง

เมื่อถามว่า ที่ระบุว่าเสี่ยงชีวิตเข้ามา ตั้งแต่เข้าสู่ตำแหน่งมา มีใครข่มขู่ท่านหรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ตนเข้ามาแบบนี้ก็เสี่ยงกับกรผิดกฎหมาย ถ้าตนไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชน ตนก็อยู่ไม่ได้ ถ้าไม่สำเร็จแล้วจะเกิดอะไรขึ้น รู้กฎหมายตรงนี้กันหรือไม่ ตนรู้อย่างนี้ยังทำเลย เพราะเห็นคนไทยเดือดร้อนไม่ได้ โดยที่ไม่มีการแก้ไข ตนบอกหลายทีแล้ว ก่อนวันที่22 พฤษภาคม 2557 มันแก้อะไรไม่ได้ มันมีตนคนเดียวที่แก้ได้ ด้วยกฎหมายของตน กฎอัยการศึกเท่านั้น เมื่อไหร่จะเข้าใจ ประชาธิปไตยไหนก็แก้ไม่ได้ เพราะมันติดอยู่อย่างนั้น ถ้าวันนั้นตนไม่เข้ามา วันนี้ก็ยังติดอยู่อย่างนั้นจนถึงวันนี้ แล้วตายอีกเท่าไหร่ก็ยังไม่รู้ มันก็ไม่ยอมกันทั้งหมด รัฐธรรมนูญก็แก้ไม่ได้ กฎหมายก็แก้ไม่ได้ บริหารราชการก็ไม่ได้ ทุจริตก็เกิดขึ้น ทำไม่ได้ทั้งนั้น งบประมาณปี 2557 ก็ใช้ไม่หมด ตั้งงบประมาณปี 2558 ไม่ได้ วันนี้ไม่มีเงินจ่ายเงินเดือนทั้งหมด จะทำมาค้าขายอะไรกับใครเขาได้ งบประมาณไม่มี ทำไมไม่คิดตรงนั้นกันบ้าง อยากแต่ประชาธิปไตย

“เดี๋ยวย้อนกลับไปได้ไหม back to the past อะไรซักอย่าง back to the future ไม่ได้แล้ว ดูซิวันนี้ทำใหม่เป็นร้อยเรื่อง กฎหมายสามสี่ร้อยฉบับมีใครทำให้หรือไม่ แล้วถ้าไม่ทำ มันจะเกิดอะไรขึ้นในวันข้างหน้า ทำแล้วผมยังไม่รู้เลยเขาจะเชื่อฟังกันหรือเปล่า เพราะบ้านนี้สอนให้คนไม่เคารพกฎหมาย ไอ้ผมก็พยายามสอนให้คนเคารพกฎหมาย มันจะได้ไม่ไปกระทบกระเทือนระหว่างกัน สังคมอยู่ได้อย่างเป็นสุข กฎหมายมีหน้าที่แค่นั้น ถ้าตัวเองไม่ทำความผิด แล้วถูกเรียกร้องว่าให้สินบนต่างๆ ก็ฟ้องมาซิ ผมจะสอบให้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการตั้งด่าน ฟ้องมาเลย ผมจะเรียกสอบให้ แต่อย่ามาเหมาทั้งหมดว่าเขาเลว สรุปว่าคนทำงานเลวหมดเลยหรืออย่างไร ทหาร ตำรวจ เจ้าหน้าที่เลวหมด แล้วคนดีจะอยู่อย่างไร ถ้าไม่มีข้าราชการ แล้วจะอยู่กันอย่างไร ผมไม่รู้ ประชาธิปไตยไม่ต้องมีข้าราชการมีหรือไม่ ไม่ต้องมีทหาร ไม่ต้องมีตำรวจ ปกครองกันเองมีหรือไม่ในโลกใบนี้ จะเอาแบบต่างประเทศทิ้งระเบิดกันโครมๆ จะเอาแบบนั้นก็เอาซิ ผมไม่ว่าอะไรอยู่แล้ว” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว พร้อมกับระบุว่า วันนี้ไม่ได้อารมณ์เสียอะไร วันนี้ใจเย็นที่สุดแล้ว ใจเย็นทุกวัน ไปอยู่เมืองนอกมา 8-9วันก็คิดถึง มันเงียบหู น้ำหนักลดลง 3-4 กิโลกรัมเพราะตรอมใจ ไม่ได้กลับมาต่อปากต่อคำกับคน แต่ทั้งหมดตนก็พยายามที่จะชี้แจง

เมื่อถามว่า สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่มีสมาชิกสปช.อยู่ถึง 60 คน และมีผู้ที่เคยโหวตไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับล่าสุดถึง 40 คน จึงถูกมองว่าเป็นการตอบแทนสมาชิกสปช.เหล่านี้โดยการให้มาอยู่ในสปท. นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า คนที่ให้ผ่านก็บอกว่าเข้าข้างตน คนที่ไม่ให้ผ่านก็บอกว่าเข้าข้างตนอีก มันจะบ้าหรือเปล่าวะ จะเอาอย่างไร คนเหล่านี้ก็คัดมาจากผู้ที่มีความรู้ในสิ่งที่ทำไปแล้ว ก็ต้องเอาเข้ามาบ้าง อีกพวกหนึ่งก็เอาเข้ามาเพื่อให้เกิดความสมดุล ก็มีพรรคการเมืองเข้ามาหลายคน ไม่เห็นหรือ อย่าบอกนะว่าไม่รู้เรื่อง อย่ามาบอกว่าไม่เกี่ยวข้อง อะไรก็ไม่เกี่ยวๆ ถึงเวลาบอกไม่รู้เรื่อง แล้วคนพวกนี้อยู่พรรคไหน จะลาออกอย่างไรตนไม่สนใจ ถือว่าเคยอยู่พรรคนั้นมาก่อน เข้ามาหมดก็เข้ามาหมด ฉะนั้นอย่ามาบอกว่าไม่รู้เรื่องอีก

เมื่อถามว่าในรัฐธรรมนูญชั่วคราว ทำไมจึงไม่ระบุว่าประชามติต้องใช้เสียงข้างมากของ ผู้มีสิทธิออกเสียงออกเสียงทั้งหมดหรือผู้มาใช้สิทธิให้ชัดเจน นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ต้องให้กรธ.ร่างรัฐธรรมนูญก่อน วันนี้ยังไม่มีเดี๋ยวเขาก็ต้องเขียน ต้องแก้รัฐธรรมนูญชั่วคราว ทำไมเสียงข้างมากข้างน้อยจะเป็นปัญหาอย่างไร ตนไม่รู้ ใครจะมากจะน้อย จะผ่านหรือไม่ผ่าน แต่ตนอยากให้คนออกมาใช้สิทธิทั้งหมด ต้องรณรงค์แบบนี้ ให้ออกมาใช้สิทธิกันให้มากที่สุด ไม่ใช่ทั้งหมดมีสิทธิออกเสียง40-50 ล้านคน แต่มาเลือกตั้ง 20 กว่าล้านแล้วบอกว่านี่คือคะแนนเสียงของคนทั้งประเทศ ตนว่าไม่ใช่ คนที่พูดแบบนี้คิดผิด จะคิดในทางลบแบบนั้นไม่ได้ ต้องมีวิธีใหม่ คนไทยต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ ต้องมองไปข้างหน้า อย่างที่บอกตั้งแต่วันแรก มองให้พ้นตัวเองหน่อย ถ้าติดตัวเองจะไปไม่ได้ทั้งหมดทุกเรื่อง ติดนั่นติดนี่ เดี๋ยวเราไม่ได้ผลประโยชน์อะไรต่างๆ ก็แล้วแต่

สัมโมทนียกถา 'สภาขับเคลื่อน' เปลว สีเงิน

06102558 สัมโมทนียกถา 'สภาขับเคลื่อน' เปลว สีเงิน
บอกให้ "เข้าใจตรงกัน" ซักนิดก่อน........
รัฐธรรมนูญที่ "มีชัย ฤชุพันธุ์" กับอีก ๒๐ เซียนผู้น้อง จะร่วมกันร่าง นับตั้งแต่บ่ายโมงวันนี้ (๖ ต.ค.๕๘) เป็นต้นไป นั้น
ไม่ได้ร่างใหม่ยิบไป ทุกตัว-ทุกมาตรา หรอก!
เพียงแต่เอาของเก่า-ของใหม่มาดู แล้วช่วยกันเสริม-เติม-ตัด-ต่อ และ แต่ง
เสร็จแล้ว..."ปรุงรส" เสิร์ฟ!
อาจารย์มีชัยบอก ๖ เดือน เหลือเฟือ เผลอๆ ๔-๕ เดือน ก็เสร็จด้วยซ้ำ (ผมว่าเอง)
สรุปเป็นว่า ตามที่นายกฯ ประยุทธ์ประกาศไว้เป็นสัตยาบันโลกที่ยูเอ็น จะเลือกตั้งกลางปี ๒๕๖๐
ได้แน่.....
ได้ อะไรไม่รู้นะ!?
เพราะอีกเกือบ ๒ ปี ทุกอย่าง อนิจจัง-ทุกขัง-อนัตตา พระท่านว่า "ให้อยู่กับปัจจุบัน"
ฉะนั้น อนาคตอีกยาวไกล อย่ารีบขายรถ-ซื้อเรือ!?
ย่างเข้าไตรมาส ๔ แล้ว ก็เหลือเดือน ตุลา-พฤศจิกา และธันวา ถ้าจะเปรียบ เหมือนนายกฯ ถือท้ายเรือตัดยอดคลื่นเข้าฝั่ง เห็นตลิ่งลิบๆ โน่นแล้ว
มิบังอาจเตือน แต่อยากให้สติ.......
ไม่ใช่เรื่องร่างรัฐธรรมนูญ เรื่องเลือกตั้ง แต่เป็นเรื่องลมเพ-ลมพัด "สนิม...เกิดแต่เนื้อในตน"
ที่ระวัง-รอบคอบอยู่แล้ว.......
จากนี้ จงเพิ่มระวัง เพิ่มรอบคอบ ในสิ่ง "ใกล้ตัว" อีกซักอย่างละนอต-สองนอต!
เรื่อง "ปรุงรส" ร่างรัฐธรรมนูญนั้น ดูรายชื่อ ๒๑+๑ ในความเป็น กรธ.แล้วผมเชื่อศิลปบริหารอาจารย์มีชัย ต่อการทำงานในความเป็นหมู่คณะคน "มากปัญญา"
ไม่มีอะไรน่าห่วง และความจริง ก็ไม่ต้องห่วงอะไรด้วยซ้ำ ถ้าตัด ๔ ประเด็น ทิ้งไป คือ
-ประเด็น ส.ส.-ส.ว.
-ประเด็น นายกฯ คนนอก
-ประเด็น ประชามติ
-ประเด็น "คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดอง"
เนี่ย....ถ้าร่างออกมา "ตอบโจทย์" ก็ไม่มีอะไรต้องห่วง แต่ถ้าไม่ตอบ โดยเฉพาะประเด็น "คณะกรรรมการยุทธศาสตร์ฯ" จะยังมีอยู่ หรือหายไปเลย
ตรงนี้แหละที่ หวง-ห่วง-ห้วง เป็นพิเศษ!?
แต่ถ้าใครถามผม "กรรมการยุทธศาสตร์" ต้องมีดี หรือไม่ต้องมีดี?
ใกล้สงกรานต์ ๒๕๕๙....ค่อยมาถาม!
เมื่อวาน (๕ ต.ค.) คลอดแฝด ทั้ง ๒๑ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ และทั้ง ๒๐๐ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป
มี สปช.ที่คว่ำร่างรัฐธรรมนูญ ปะปนกลับเข้ามาด้วยหรือไม่ ผมก็แก่แล้ว หู-ตาไม่ค่อยดี ดูกันเอง
แต่เท่าที่คลำชื่อ พูดกันตามตรง เกือบครึ่งต่อครึ่ง...อยากถามให้แน่ใจว่า
"น้ำหน้าอย่างคนบางคนที่ตั้งเนี่ยนะ ที่นายกฯ มั่นใจว่า พร้อมทำหน้าที่ขับเคลื่อนประเทศ ในความหมาย 'ปฏิรูป' สุจริต-จริงใจ ใสซื่อ ต่อบ้านเมือง?"
จะว่าอีกที การมีสภาขับเคลื่อนฯ ก็เหมือนคนสร้างบ้านใหม่ จริง-เท็จไงไม่รู้ แต่เป็นธรรมเนียม และเพื่อสบายใจทุกฝ่าย
ต้อง "ทำบุญกลางบ้าน".............
เลี้ยงพระ แล้ว เลี้ยงผี ไปด้วยกัน!
อย่าง พันตรีอาณันย์ วัชโรทัย อดีตผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย
คนนี้ใช่มั้ย...ที่เย้วๆ เป็นหัวหอกให้เปิดบ่อนพนันเสรีในเมืองไทย?
นายดำรงค์ พิเดช นี่อีกคน ลูกขุนพลอยพยัก รณรงค์ให้ประเทศไทยเปิดบ่อนเสรีเหยงๆ ด้วยกัน
ตั้งให้เป็นสมาชิกสภาขับเคลื่อนฯ เจตนาจะให้นายสองคนนี่ เป็นหัวหอก ตั้งเรื่องบ่อนกาสิโน บรรจุไว้ในร่างรัฐธรรมนูญด้วย...รึไง?
หรืออย่าง "นายสุชน ชาลีเครือ"....
ใคร..ในประเทศไทย จำมนุษย์ตนนี้ไม่ได้บ้างว่า สมัยเป็นประธานวุฒิสภา ยุคทักษิณครองเมือง
มันขนาดไหน?
เข้ามาในฐานะ "ญาติผู้ใหญ่" จันทร์ส่องหล้า หรือในฐานะ "ตัวแทน" เพื่อไทย ตรงนี้....ไม่ทราบ
ทราบแต่ว่า ถ้า คสช.ต้องการคนมีคุณสมบัติพรรค์อย่างนี้ มาปฏิรูป-ขับเคลื่อนประเทศละก็
บอกแต่เนิ่นๆ ก็จะช่วยเอาที่ตักขยะ โกยไปให้สัก ๒-๓ รถบรรทุก!
มีอยู่คน ตั้งแต่ "อำนาจเปลี่ยนยุค" ก็ "หายหน้า-หายตา" ไปจากท้องตลาดเพิ่งโผล่คราวนี้ เหมือน "ขอมดำดิน" คือ
พล.ต.อ.ดร.ชิดชัย วรรณสถิตย์.......!
กงสุลกิตติมศักดิ์ ประเทศจอร์แดน ปัจจุบัน ผู้หวุดหวิดจะได้เป็นทั้ง ผบ.ตร. และนายกรัฐมนตรี
ด้วยดีกรี เงาสนิทชิดใกล้ทั้ง "นายหญิง-นายใหญ่" แห่งจันทร์ส่องหล้า ในยุคจักรวรรดินิยมอำนาจระบอบทักษิณครองประเทศ
และโปรดทราบ ท่านเป็น "พี่ชาย" นายแพทย์เชิดชัย ตันติศิรินทร์ แกนนำ นปช.อีสานตัวพ่อ มีซาบซ่าทั้งในสภาฯ-นอกสภาฯ
การเข้ามาขับเคลื่อนครั้งนี้ มาในฐานะเพื่อไทยส่งประกวด หรือ "ทีมประยุทธ์" คัดสรร ก็ไม่ทราบอีกเหมือนกัน
แต่ถ้าไม่พูดถึงความเป็นสายเลือดระบอบทักษิณ.....!
เอาเฉพาะความเป็น พล.ต.อ.ชิดชัย ท่านมีความรู้ถึงขั้นสามารถรับใช้ระบอบทักษิณ สูงในระดับรองนายกฯ ระดับรัฐมนตรีว่าการ หลายกระทรวง
ฉะนั้น ถ้าเปลี่ยนจากรับใช้ระบอบทักษิณ เอาคุณสมบัติเหล่านั้นมารับใช้สังคมบ้านเมือง
ท่านมีความเหมาะสมยิ่งนัก!
ความจริง ถ้าย้อนไปตอน "บิ๊กบัง" ทำรัฐประหาร ยึดอำนาจทักษิณกลางอากาศ ๑๙ กันยา ๔๙
ในสถานการณ์แปรเปลี่ยนประเทศ.........
ก็เพราะ "การตัดสินใจ" บางประการของ "พล.ต.อ.ชิดชัย" ที่ทักษิณประกาศตั้งให้เป็น "นายกฯรักษาการ" ในวันนั้น โดยตรง
ทักษิณจึงต้องเป็นสัมภเวสี ตราบวันนั้น ถึงวันนี้ และเช่นนั้นจนวันตาย ส่วนหนึ่งจาก "การตัดสินใจ" ในสถานการณ์นั้น ของ พล.ต.อ.ชิดชัย!
อยากให้อ่านเว็บ www.thaiindexnews.com/2009/11/19-49.html
คุณปรีชา จาสมุทร เขียนไว้ ถือเป็น "เบื้องหลัง" ปฏิวัติ ๑๙ กันยา ๔๙ ได้เลย ขออนุญาต "เก็บความ" บางตอนเป็นตัวอย่าง
............."สุเมธ" เป็นขุนพลคนล่าสุดที่เป็นกำลังหลักให้พรรคเพื่อไทย พล.อ.อ.สุเมธ โพธิ์มณี เพื่อนตาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ผู้เป็นโต้โผหอบหิ้วเพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร (ตท.) 10 รวม 52 คน ที่เกษียณอายุมาสวมเสื้อแดง ใต้แบรนด์เพื่อไทย
ว่าไปแล้ว พล.อ.อ.สุเมธกับทักษิณ เป็นคู่หูตั้งแต่เป็นนักเรียน ตท.10 ด้วยกัน...."ซี้กันมาก เพราะเคยแอบลอกข้อสอบทักษิณ ตอนเรียนเตรียมทหาร 2 ปี"
จุดหักเหชีวิตทักษิณ อยู่ที่ปฏิวัติ 19 กันยา 49 ซึ่งมี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติ และเป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติคนเดียว ที่มีอำนาจหลังการยึดอำนาจเพียง 14 วัน
เหตุการณ์ยึดอำนาจวันนั้น ยังพอจำกันได้ว่า เป็นการยึดอำนาจเหมือน "การลักไก่"
คณะปฏิวัติไม่มีความพร้อมในการบริหารจัดการกำลังรบในวันนั้น.....เหตุการณ์อาจจะเปลี่ยน ถ้าผู้รักษาการนายกฯ แทนทักษิณ
ไม่ได้ชื่อ พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์?
พล.อ.อ.สุเมธ เคยเล่าให้นักข่าวฟัง.....ในวันเกิดเหตุ 19 กันยา เขาคือคน "คุมกำลังรบ" ของกองทัพอากาศ ในหน่วยบัญชาการอากาศโยธิน มีกองกำลังรบภาคพื้นดินและภาคอากาศที่ทรงประสิทธิภาพของกองทัพไทย
พล.อ.อ.สุเมธ พูดถึงความหลังครั้งนั้น ว่า.....
"ต้องเข้าใจว่า กองทัพอากาศจะมีหน่วยบัญชาการอากาศโยธินที่คุมกำลังทั้งหมด ซึ่งของผมยังอยู่พร้อม ถ้ารัฐบาล (ทักษิณ) ประกาศต่อสู้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกต้องตามกฎหมาย จนกระทั่งเขาประกาศ 'รัฐบาลยอมแพ้' ผมก็ต้องวางอาวุธ ตอนนั้นประมาณ 4 ทุ่ม"
"การปฏิวัติในวันนั้น ตอนบ่ายๆ ก็มีข่าวมาเรื่อยๆ ผมก็รอรับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาว่า เขาจะสั่งกันอย่างไร ตอนนั้น พล.ต.อ.ชิดชัย โทร.มาถามว่าจะทำอย่างไร?
ผมก็บอก...ให้ประกาศภาวะฉุกเฉิน พอมีเหตุการณ์ขึ้นจริงๆ ก็ใช้แผนของการปราบปราม ด้วยการเรียก ผบ.เหล่าทัพมา มันก็จะเป็นการสู้อย่างเป็นรูปธรรม แต่ปรากฏว่าไม่มีใครทำ"
...............ในสังคม "นักรบ" ทุกคนรู้กันว่า ถ้าในวันนั้น แค่รักษาการนายกฯ อย่าง พล.ต.อ.ชิดชัย จะสวมหัวใจสิงห์สักอึดใจเดียว สั่งการไปยัง พล.อ.อ.สุเมธ โพธิ์มณี ในฐานะผู้คุมกองกำลัง ซึ่งมีหน่วยบัญชาการอากาศโยธิน แล้ว..."สั่งให้สู้"
เหตุการณ์ก็จะพลิกผันได้ไม่ยาก!
เพราะ พล.อ.สนธิเองกลับ "ไม่พร้อม" ต้องรอกำลังจากกองทัพภาคที่ 3 และกำลังที่มาจากชายแดนในวันนั้น...ฯลฯ....
ครับ...พอเป็นน้ำจิ้ม ไปคลิกอ่านเอง แล้วปรับทัศนคติจากที่เคยมีต่อ พล.ต.อ.ชิดชัยเอง...ตามที่ชอบ.

รำลึก 39 ปี เหตุการณ์ 6ตุลา19 แต่สื่อหลงลืม ไปให้ความสำคัญของอำนาจใหม่


06102558 รำลึก 39 ปี เหตุการณ์ 6ตุลา19 แต่สื่อหลงลืม ไปให้ความสำคัญของอำนาจใหม่

• 0. วันนี้ เมื่อ 42 ปี ที่แล้ว คือ 6 ตุลาคม 2516 เป็นวันที่ 13 กบฏเรียกร้องรธน.ถูกจับ
เพียงเพราะ เจตนาบริสุทธิ์ แจกใบปลิว เรียกร้องให้มีรัฐธรรมนูญ
1. รำลึก 39 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลา19 ประวัติศาสตร์เผด็จการไทย ที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นอีก หากไทยมีประชาธิปไตยจริง ประชาชนมีคุณภาพ ชนชั้นนำของสังคมมีความรับผิดชอบ
@ภาพความสูญเสียของนักศึกษาประชาชน จากอำนาจเผด็จการที่เข่นฆ่าคนไทยด้วยกัน
เมืองหลวงพุทธศาสนา ที่ม.ธรรมศาสตร์ และภาพจับแขวนคอเผารมยางที่สนามหลวง
๑.ด้วยอคติอวิชชาของความหลงในอำนาจของผู้ปกครอง เป็นปัจจัยหลักของเหตุการณ์
๒.รองมาคือ แกนนำซ้ายจัดอคติ ที่หวังใช้การตายของนักศึกษาประชาชนเป็นเครื่องมือ
เพื่อนำไปสู่ชัยชนะ
จากการสร้างความแค้นต่อเผด็จการในหัวใจประชาชนผู้บริสุทธิ์
ทั้งๆที่มีทางเลือกที่แคบ “ให้ยุติการชุมนุม” จากผู้นำประชาชนที่ต้องการถนอมชีวิตผู้คน
และผู้นำที่ดีบริสุทธิจิตใจเปี่ยมด้วยความรักหวังดี อย่างดร.ป๋วย ออกมาห้าม ยังถูกด่าฯ
@ เราประชาชนที่รักประชาธิปไตยและรักประชาชน จะต้องสรุปบทเรียนอย่างจริงจัง
อย่าทำซ้ำรอยประวัติศาสตร์ที่ไม่พึงปรารถนา ทั้งฝ่ายอำนาจและฝ่ายอ้างประชาชน อีก
ทางออกคือ การสร้างประชาธิปไตยในหัวใจคน นอกจากในร่างรธน.ที่เป็นกระดาษ !

• 2. 21ผู้ร่างรธน.ในกระดาษ และ 200 สภาขับเคลื่อน คลอดออกมาแล้วจากผู้มีอำนาจ
เพื่อสร้างกติกาของอำนาจ
ที่จะใช้สร้างประชาธิปไตยให้อยู่เหนืออำนาจที่ไม่ดีของคน
จะเป็นอย่างไรหวังได้หรือหวังอยู่ ก็พอเห็น เพราะมีตัวแทนของรัฐข้าราชการเต็มไปหมด
ตัวแทนของประชาชนส่วนอื่นๆที่เป็นเจ้าของไทย มีน้อยนิดแทบจะไม่มีความหมายอะไร
แต่ก็ขอให้ ผลงานที่ออกมาตรงข้ามกับภาพ เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่แทบไม่ใช่ทางสว่าง
ขอให้คนแก่ผู้มีอายุเหลือน้อยที่นำทาง จะสร้างความสว่างไสวโชติช่วงชัชวาลให้เกิดขึ้น
เป็นผลงานดีเยี่ยม ทิ้งไว้ให้ลูกหลานของประเทศนี้ ที่รอคอยดอกผลของต้นประชาธิปไตย
3.หวั่นราชการนำปฏิรูปละเลยประชาชน ทั้งผู้เจตนาดี และฝ่ายการเมืองที่เสียอำนาจ
หลายฝ่ายเสนอแนะ "21 อรหันต์" ร่างรธน.ยึดโยง-ให้ความสำคัญกับประชาชน
หวั่นให้ดุลอำนาจกับระบบราชการเกินไป จนละเลยทางการเมืองของภาคพลเมือง 

ดักคอร่าง รธน.เพื่อเอาใจนักการเมือง จะไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น
• 4. เรื่องร่างรัฐธรรมนูญ ต้องฟัง มีชัย ฤชุพันธ์ ชายวัย 77 ปี ผู้มีประสบการณืเก๋ากึ๊ก :
ส่วนที่คนสงสัยคาดเดา ว่าคงไม่เป็นตัวของตัวเอง แล้วต้องร่างรัฐธรรมนูญไปตามผู้สั่งนั้น ต้องเรียนตามตรงว่า ในการร่างรัฐธรรมนูญมันไม่มีใครร่างตามใจปรารถนาของตัวเองได้
เพราะไม่ได้ร่างเก็บไว้ใช้ในบ้าน แต่เป็นการร่างเพื่อนำไปใช้กับคนทั้งประเทศ เพราะฉะนั้นต้องมี ( คนไทยต้องจดจำและติดตามต่อไปอย่างใกล้ชิด ห้ามละสายตา )
กรอบที่ ๑ กำหนดไว้ตามมาตรา 35 ของรธน.ฉบับชั่วคราวบังคับอยู่ หลีกเลี่ยงไม่ได้
กรอบที่ ๒ คือ คสช.ในฐานะเป็นผู้มีอำนาจรัฏฐาธิปัตย์ และภารกิจที่สำคัญคือต้องทำให้มีรัฐธรรมนูญเป็นกฎกติกา 
ซึ่งได้ถาม คสช.แล้วว่ามีกรอบหรือมีความคิดอย่างไร ซึ่งเมื่อคุยกันแล้วสรุปได้ 5 ประการ ๑. ให้ร่างรัฐธรรมนูญเป็นที่ยอมรับนับถือของสากล แต่ขณะเดียวกันต้องสอดคล้องกับสภาพปัญหา ประเพณี วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของประเทศและคนไทยที่มีอยู่หรือเป็นอยู่ ๒. ให้มีกลไกที่มีประสิทธิภาพในการปฏิรูปและสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นให้ได้
๓. ให้มีมาตรการป้องกัน ไม่ให้การเมืองใช้อำนาจแสวงหาประโยชน์เพื่อตนเองพวกพ้อง โดยใช้เงินแผ่นดินไปอ่อยเหยื่อกับประชาชนเพื่อสร้างความชอบธรรม
โดยมิได้มุ่งหมายให้ประชาชนอยู่ดีมีสุขในระยะยาว จนเกิดความเสียหายแก่ประเทศอย่างร้ายแรง และเกิดวิกฤติที่หาทางออกไม่ได้
๔. มีแนวทางขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบอย่างได้ผล
๕. ให้สร้างกลไกที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้มีการมีส่วนร่วมของประชาชนในอันที่จะปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ และร่วมกันรับรู้และรับผิดชอบต่อความเจริญและการพัฒนาประเทศและสังคมโดยรวม
• 5. เบื้องหลังภาพถ่ายสุดซอฟท์ "บิ๊กตู่" บนเวทียูเอ็น อ่านต่อได้ที่ :http://www.posttoday.com/analysis/interview/391978
• 6. พลเอกธีรชัยนาควานิช ผบ.ทบ.ใหม่ กระชับฐานอำนาจแต่งตั้ง'38พ.อ.'คุมกำลังหลัก
• 7.วันที่ 5 ต.ค.นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล อดีตประธานศาลปกครองสูงสุด ได้เข้ายื่นทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาผ่านสำนักราชเลขาธิการ เพื่อขอความเป็นธรรมกรณีคณะกรรมการตุลาการศาลปกครอง (ก.ศป.) มีมติเสียงข้างมากให้ออกจากราชการ
• 8.พล.ต.ฤทธี อินทราวุธ ผอ.ศูนย์เทคโนโลยีทางทหารวอนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตอย่าตกเป็นเครื่องมือรุมถล่มเว็บไซต์ภาครัฐ แนะรัฐบาลควรแสดงจุดยืนให้ชัดเรื่องซิงเกิ้ลเกตเวย์
• 9."ประวุฒิ" เผยได้รับข้อมูลจาก บช.น. ระบุ " อ๊อด พยุงวงศ์" อาจเคยเป็นการ์ด นปช.
เร่งตรวจภาพเชิงซ้อนใบหน้า
• 10.เปลว สีเงิน เขียน ; สัมโมทนียกถา 'สภาขับเคลื่อน'
• 11. กาแฟดำ พูดถึง : ปูตินตบหน้าโอบามากรณีซีเรีย
• 12. New Normal ไม่ใช่เรื่อง Abnormal โดย : ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ –
• 13. การติดตามสถานการณ์ทางการเมืองในบ้านเรา ที่ได้ผล
หลายครั้ง ผม ใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหว ยืนนิ่งมองมั่น ภาพการเคลื่อนของคน
เพราะ คนได้ของเล่นใหม่ จะมีอาการลิงโลดโดดเต้นชื่นชมพึงพอใจ และ
คนที่สูญเสีย หรือหวังจะได้ แต่ไม่ได้ จะปล่อยอารมณ์ บ่จอย ออกมา ให้ผู้คนได้เห็น
แต่ทุกครั้ง หลังฉาก จะมีคนแอบอมยิ้ม ทั้งๆที่ไม่ได้อม ฮอลล์
นี่คือความจริงอีกมุมหนึ่งของสังคมไทย ที่ยังมิเป็นประชาธิปไตย !
รายงานข่าวโดย :
ชัยวัฒน์ สุรวิชัย ( ผอ.สถาบันพัฒนาการเมืองและคุณภาพคน )
06102558

กรธ.มีกุนซือได้ไม่เกิน 9 คนเน้นเคยร่าง รธน.มาก่อน-เบี้ยประชุม 4 พัน/ครั้ง

คสช. ออกคำสั่งให้ กรธ. มีที่ปรึกษาไม่เกิน 9 คน คำนึงถึงผู้เคยร่วมร่าง รธน.ปี 40-50-57 มาก่อน เบี้ยประชุม 4 พันบาท/ครั้ง ให้มีผู้เชี่ยวชาญรับเงิน 2 หมื่นบาท/เดือน-ผู้ช่วยดำเนินงาน รับเงิน 1.5 หมื่นบาท/เดือน ให้ สปท. มีผู้ช่วยไม่เกิน 3 คน รับเงิน 1.5 หมื่นบาท/เดือน
PIC krttt 6 10 58 4
ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวอิศรา www.isranews.org รายงานว่า เมื่อวันที่ 6 ต.ค. 2558 ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 34/2558 เรื่อง การอำนวยความสะดวกในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ
คำสั่งดังกล่าว ระบุว่า ตามที่มีประกาศคณะรักษาความความสงบแห่งชาติ เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ลงวันที่ 5 ตุลาคม 2558 นั้น เพื่อให้การปฏิบัติงานของคณะกรรมการดังกล่าวเป็นไปด้วยความเรียบร้อยรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ สามารถมีที่ปรึกษา ผู้ช่วยปฏิบัติงาน คณะอนุกรรมการและเจ้าหน้าที่อื่น ๆ ได้ ตามความจําเป็นซึ่งยังไม่เคยมีกฎเกณฑ์ในเรื่องนี้มาก่อน จึงสมควรวางมาตรการเพื่ออํานวยความสะดวกในการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญและการเตรียมการอื่น ๆ เช่น การรับฟังความคิดเห็นของประชาชน การเตรียมการเกี่ยวกับการลงประชามติ การจัดทํากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ อันจะทําให้กระบวนการทั้งหลายดําเนินไปได้ตามเวลาที่กําหนดหรือเร็วขึ้นสมประโยชน์และสอดคล้องกับการปฏิรูปการเมืองการปกครองตามแผนและขั้นตอน (Roadmap) ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติได้แถลงไว้
อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จึงมีคําสั่งดังต่อไปนี้
1. ให้ยกเลิกความในวรรคสองของมาตรา 4 แห่งพระราชกฤษฎีกาเงินประจําตําแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอื่นของผู้ดํารงตําแหน่งตามรัฐธรรมนูญบางตําแหน่ง พ.ศ. 2557
2. ให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญมีที่ปรึกษาจํานวนไม่เกินเก้าคน ตามที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญแต่งตั้งโดยคํานึงถึงผู้เคยเป็นกรรมาธิการในการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2540 พ.ศ. 2550 และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญชุด พ.ศ. 2557 – 2558 ด้วย 
ให้ที่ปรึกษาตามวรรคหนึ่งซึ่งประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเชิญให้เข้าประชุมได้รับเบี้ยประชุมเป็นรายครั้ง ๆ ละสี่พันบาท วันใดที่มีการประชุมหลายครั้งให้ได้รับเบี้ยประชุมเพียงครั้งเดียว
3. ให้สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศแต่ละคนมีผู้ช่วยในการปฏิบัติงานในตําแหน่งและอัตราค่าตอบแทนตามที่ประธานรัฐสภาออกระเบียบ โดยเทียบเคียงกับกรณีของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติแต่จํานวนต้องไม่เกินคนละสามอัตรา (ตามระเบียบของ สปช. ผู้ช่วยปฏิบัติงาน ได้รับเงินเดือน 1.5 หมื่นบาท/เดือน)
4. ให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญมีผู้ช่วยในการปฏิบัติงานดังนี้
(1) ผู้ชํานาญการประจําตัวประธานกรรมการ จํานวน 2 อัตรา และผู้ชํานาญการประจําตัวกรรมการคนละ จํานวน 1 อัตรา ทั้งนี้ ให้ผู้ชํานาญการแต่ละคนได้รับค่าตอบแทนในอัตรา เดือนละ 20,000 บาท
(2) ผู้ช่วยดําเนินงานของประธานกรรมการและกรรมการคนละ จํานวน 1 อัตรา ให้ได้รับค่าตอบแทนเดือนละ 15,000 บาท
คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญอาจตั้งคณะอนุกรรมการร่างรัฐธรรมนูญฝ่ายต่าง ๆ เพื่อปฏิบัติงานภายในอํานาจหน้าที่ของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ อนุกรรมการดังกล่าวได้รับเบี้ยประชุมเป็นรายครั้งที่มาประชุมตามอัตราและหลักเกณฑ์เดียวกับกรรมาธิการของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
ให้มีผู้ช่วยเลขานุการในคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญไม่เกินห้าคนซึ่งแต่งตั้งจากข้าราชการรัฐสภาสามัญอย่างน้อยหนึ่งคน ผู้ช่วยเลขานุการได้รับเบี้ยประชุมเป็นรายครั้ง ๆ ละหนึ่งพันบาท
ให้ประธานกรรมการ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ และอนุกรรมการซึ่งต้องเดินทางไปราชการภายในราชอาณาจักร นอกจังหวัดอันเป็นที่ตั้งอาคารรัฐสภาเพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามมติของคณะกรรมการได้รับค่าเดินทาง ค่าใช้จ่ายและมีสิทธิได้รับค่ารักษาพยาบาล เช่นเดียวกับกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และอนุกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ตามพระราชกฤษฎีกาเงินประจําตําแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอื่นของผู้ดํารงตําแหน่งตามรัฐธรรมนูญบางตําแหน่ง พ.ศ. 2557
5. ให้สํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรจัดงบประมาณ สถานที่ เจ้าหน้าที่ และสิ่งอํานวยความสะดวกแก่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญและคณะอนุกรรมการตามที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ แจ้งให้ทราบเพื่อประโยชน์แก่การจัดทําร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและการจัดทําร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ
ในกรณีที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเห็นสมควรให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนให้สํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จัดค่าใช้จ่าย สิ่งอํานวยความสะดวกในการเดินทางและการปฏิบัติงานและประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ด้วย
6. การเบิกเบี้ยประชุม ค่าตอบแทน ค่าใช้จ่าย ค่าพาหนะ ค่ารักษาพยาบาลของประธานกรรมการกรรมการและอนุกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ให้เบิกจ่ายจากสํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร
7. เพื่อประโยชน์ในการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน การจัดให้มีการลงประชามติและการจัดทําร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายอื่นที่จําเป็น นายกรัฐมนตรีอาจแต่งตั้งคณะกรรมการหรือคณะทํางานอื่นเพื่อศึกษาหรือเตรียมการควบคู่กันไป โดยประสานกับคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญและองค์กรที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ต้องให้มีความสอดคล้องกับร่างรัฐธรรมนูญ และคํานึงถึงกําหนดเวลา แผนและขั้นตอนของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ในการนี้จะกําหนดอัตราเบี้ยประชุมหรือค่าตอบแทนแก่ผู้ได้รับแต่งตั้งด้วยก็ได้
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 5 ตุลาคม พุทธศักราช 2558 เป็นต้นไป
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้ กรธ. ได้มีการแต่งตั้งบุคคลขึ้นมาทำหน้าที่เป็น ที่ปรึกษา กรธ. จำนวน 3 รายแล้ว คือ นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, นางกาญจนารัตน์ ลีวิโรจน์ เลขานุการ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญปี 2558 และรองศาสตราจารย์ ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก นักวิชาการทางกฎหมาย

รำลึก 39 ปี 6 ตุลา ธงชัยนำผูกผ้าดำต้นไม้แขวนคอ นศ.

Tue, 2015-10-06 17:55
6 ต.ค. 2558 เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ที่สวนประติมากรรมโครงการกำแพงประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(มธ.) มีการจัดกิจกรรมรำลึก 39 ปี เหตุการณ์ล้อมปราบผู้ชุมนุมใน มธ. เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 6 ตุลาคม 2519
จากนั้น ศ.ดร.ธงชัย วินิจจะกูล นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ อดีตนักศึกษาที่ถูกจับกุมในเหตุการณ์ดังกล่าว นำผู้ร่วมกิจกรรมเดินเท้าไปยังต้นไม้ที่ถูกใช้แขวนคอร่างของนักศึกษาที่ถูกรุมทำร้ายจนเสียชีวิตในเหตุการณ์ดังกล่าวด้วย พร้อมนำผ้าดำคลุมต้นไม้
วิภา ดาวมณี กรรมการโครงการกำแพงประวัติศาสตร์มาตั้งแต่ปี2539 และผู้ร่วมจัดกิจกรรมรำลึก 6 ตุลา 19 ตลอดหลายปีที่ผ่านมา กล่าวว่า วันนี้ถูกผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์สั่งห้ามกล่าวรำลึก พร้อมคุมคิววางหรีดด้วย แม้แต่นักศึกษาหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสภานักศึกษาที่มาร่วมรำลึกก็ไม่ให้พูด โดยให้เหตุผลว่าเดี๋ยวคุมไม่ได้
วิภา กล่าวต่อว่า แม้ผู้บริหารจะอ้างว่ามีการตกลงในที่ประชุมของธรรมศาสตร์ที่เป็นกรรมการจัดงานแล้วว่าจะไม่ให้มีการพูดกล่าวไว้อาลัย  แต่ก็ไม่ได้แจ้งญาติวีรชนหรือคนอื่นที่มีส่วนร่วมงานทราบ ไม่ว่าจะเป็นสภานักศึกษาและองค์การนักศึกษาของธรรมศาสตร์ ซึ่งปกติจะทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพจัดงานในทุกปี ก่อนหน้านี้จัดกิจกรรมรำลึกไม่เคยมีปัญหา แต่มามีหลังการรัฐประหารปีที่แล้ว
วิภา กล่าวว่า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ควรรักษาจุดยืนประชาธิปไตยให้มั่นคง เพราะถือเป็นเกียรติภูมิของมหาลัยที่มีมาในประวัติศาสต