PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพุธที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

สธ. ยันไม่มีไข้เลือดออกสายพันธุ์ใหม่



 สธ. ยันไม่มีไข้เลือดออกสายพันธุ์ใหม่ ไทยระบาดแค่ 4 สายพันธุ์ สามารถเป็นซ้ำได้ 4 ครั้ง อาการจะรุนแรงขึ้น เผยสถานการณ์ป่วยพบกว่าแสนคนแล้ว แนะ ปชช. ร่วมกำจัดลูกน้ำยุงลาย 
       
        นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงกรณี ปอ ทฤษฎี สหวงษ์ ดารานักแสดงป่วยด้วยโรคไข้เลือดออก และมีกระแสว่าเป็นไข้เลือดออกสายพันธุ์ใหม่ ว่า โรคไข้เลือดออกที่พบในไทยเกิดจากไวรัสเดงกี มี 4 สายพันธุ์ มียุงลายเป็นพาหะนำโรค โดยยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่มีสายพันธุ์ใหม่ ส่วนการป้องกันโรคไข้เลือดออกนั้น วิธีที่ดีที่สุดคือป้องกันไม่ให้ถูกยุงกัด เพราะยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคไข้เลือดออก แต่จากการประเมินสถานการณ์สัปดาห์ที่ผ่านมา แนวโน้มจำนวนผู้ป่วยแต่ละจังหวัดยังคงที่ มีบางพื้นที่ที่พบผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้น ส่วนการตรวจประเมินลูกน้ำยุงลาย ยังพบว่า ภาชนะที่มีขังน้ำตามบ้านเรือน วัด และโรงเรียน มีลูกน้ำยุงลายและเกิดเป็นตัวยุง ได้กำชับให้สถานบริการและเจ้าหน้าที่สาธารณสุขร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรณรงค์ให้ทุกหมู่บ้านร่วมกันกำจัดลูกน้ำยุงลายทุกสัปดาห์ และป้องกันตัวเองไม่ให้ถูกยุงกัด 
       
        นพ.อำนวย กาจีนะ อธิบดีกรมควบคุมโรค (คร.) กล่าวว่า ผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกจะมีอาการไข้สูงลอย คลื่นไส้ อาเจียนเป็นเลือด เบื่ออาหาร หน้าแดง มีจุดเลือดที่ผิวหนัง เลือดกำเดาไหล มีเลือดออกตามไรฟัน ขอให้รีบไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยโรคและรักษา หากเป็นไข้เลือดออกแล้ว ช่วงระยะไข้ลดลงในวันที่ 3 - 4 ของการป่วย หากผู้ป่วยมีอาการซึมลง กินอาหารดื่มน้ำไม่ได้ อาจเข้าสู่ภาวะช็อก ต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างทันท่วงที เพื่อป้องกันการเสียชีวิต ทั้งนี้ การติดเชื้อครั้งแรกอาการจะไม่รุนแรงมาก แต่การติดเชื้อครั้งที่สองที่ต่างสายพันธุ์จะทำให้เกิดอาการรุนแรง
       
        นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ รองอธิบดี คร. กล่าวว่า สถานการณ์ในประเทศตั้งแต่ ม.ค.- พ.ย. 2558 พบผู้ป่วยไข้เลือดออก 102,000 ราย เสียชีวิต  102 ราย ถือว่าไข้เลือดออกระบาดหนัก แต่ไม่รุนแรงเท่าปี 2556 แต่หากพิจารณาในช่วง ต.ค.-พ.ย. พบป่วยมากขึ้นกว่าปีก่อน แต่ถือว่าผู้ป่วยเริ่มชะลอตัวลง โดยพบผู้ป่วยรายใหม่ 3,000 - 4,000 รายต่อสัปดาห์ จากช่วงที่มีการระบาดสูงสุดใน ส.ค. มีผู้ป่วย 7,000 รายต่อสัปดาห์ ทั้งนี้ ไข้เลือดออกเป็นโรคที่มีความรุนแรงสูง หากมีผู้ป่วย 1,000 ราย จะเสียชีวิต 1 ราย จาก 2 สาเหตุ คือ 1.ภาวะเลือดออก และ 2. เลือดรั่วจากเส้นเลือดและเกิดภาวะช็อกและเสียชีวิตได้
       
       “ ที่น่าสังเกตคือปีนี้อากาศร้อนค่อนข้างมาก ซึ่งเอื้อต่อการเจริญเติบโตของเชื้อไวรัสเดงกี บวกกับฝนตก ๆ หยุด ๆ ทำให้ลูกน้ำยุงลายมีปริมาณมาก และเจริญเติบโตได้ดี โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ เมื่อมีฝนตกมากคนอยู่รวมกันหนาแน่น โอกาสที่จะแพร่ระบาดก็เพิ่มมากขึ้น เช่น นครราชสีมา เชียงใหม่ กทม. ซึ่งการป้องกันที่สำคัญที่สุดต้องกำจัดลูกน้ำยุงลาย เพราะลูกน้ำที่เกิดจากยุงลายที่มีเชื่อไข้เลือดออกก็จะมีเชื้ออยู่ในตัวเลย แต่ปัญหาคือเจ้าของบ้านไม่กำจัดทุกสัปดาห์ และไม่อนุญาตให้เจ้าหน้าที่เข้าไปกำจัดให้ภายในบ้าน จึงทำได้แค่บริเวณท่อระบายน้ำ ซึ่งไม่ตรงจุด เพราะลูกน้ำตามท่อน้ำเป็นยุงรำคาญ ” นพ.โอภาส กล่าว
       
       นพ.โอภาส กล่าวว่า ขอย้ำว่าไม่มีสายพันธุ์ใหม่ และความรุนแรงของทั้ง 4 สายพันธุ์ไม่ต่างกันมาก โดยแต่ละปีจะพบทั้ง 4 สายพันธุ์แบบวนเวียนกันไป บางปีสายพันธุ์ 2 อาจจะระบาดมากในภาคใต้ สายพันธุ์ 3 อาจจะระบาดมากในภาคเหนือ เป็นต้น ดังนั้น คนหนึ่งคนจะสามารถเป็นไข้เลือดออกได้ 4 ครั้ง แต่จะไม่ได้เกิดจากสายพันธุ์เดิม เนื่องจากร่างกายจะมีภูมิต้านทาน ทั้งนี้ การป่วยไข้เลือดออกครั้งแรกจะไม่ค่อยรุนแรงมาก แต่หากเป็นครั้งที่ 2 จะเกิดความรุนแรงมากขึ้น เลือดออก และช็อกได้ ส่วนการวินิจฉัยโรค ในช่วงแรกจะแยกจากอาการไข้ทั่วไปค่อนข้างยาก ต้องเจาะเลือดตรวจ ซึ่งหากป่วยเพียง 1-2 วัน การเจาะเลือดตรวจอาจจะไม่พบเชื้อ ต้องใช้เวลา 3 - 4 วัน แต่ขึ้นอยู่กับปัจจัยส่วนบุคคลด้วย การเจาะเลือดครั้งแรกจึงอาจไม่เจอเชื้อไข้เลือดออกก็ได้ ซึ่งการรักษายังไม่มียาเฉพาะ ต้องรักษาแบบประคับประคอง ส่วนวัคซีนยังอยู่ในขั้นตอนการขอขึ้นทะเบียนยา ทั้งนี้ จากการสำรวจคนไทยรู้จักไข้เลือดออกกว่า 80% แต่มีส่วนร่วมในการป้องกันโรค กำจัดลูกน้ำยุงลายเพียง 20%

กองทัพภาค3 เล็งปลดออก"เสธโจ้"


กก.สอบสวน ทัพภาค 3 เก็บข้อมูลหลักฐาน ยัน "พันเอกคชาชาต"ออกนอกประเทศ ผ่าน ด่านแม่สอด 06.35 น.31ตค.58/"บิ๊กติ๊ก"ปลัดฯกลาโหม ระบุ ออกนอกประเทศ โดยไม่ขออนุญาต ผบ.เหล่าทัพ -รมว.กห.ต้องถูกสอบสวนผิดวินัย เผยรอผลสอบฯ ขาดราชการ จากกองทัพภาค3 เล็งปลดออก หากหายไปเกิน15 วัน ภายใน17พย.

/ปลัดกห.เผย ได้หนังสือลาออก ของ พลตรี เพื่อนรัก "พันเอกคชาชาต" แล้ว ขณะเจ้าตัว เงียบหาย ข่าวลือตรึม
พันเอกวินธัย สุวารี โฆษก ทบ. กล่าวว่า ตามระเบียบการขาดราชการ หากเกินกว่า 7 วัน จะต้องมีการตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัย และหากขาดราชการเกิน 15 หน่วยงานต้นสังกัดจะต้องพิจารณาเรื่องการปลดออกจากราชการทหาร
แต่ต้องดูว่ากองทัพภาคที่ 3 พิจารณาในประเด็นใดว่าเป็นการขาดราชการเพราะติดต่อไม่ได้หรือขาดราชการเพราะหนีคดีอาญา
ทั้งนี้ พลโทสมศักดิ์ นิลบรรเจิดกุล แม่ทัพภาค 3 ได้สั่งตั้งคณะกรรมการสอบวินัย พันเอกคชาชาต บุญดี ฝ่ายเสนาธิการประจำกองทัพภาคที่ 3 หลังขาดราชการเกิน 7 วัน เนื่องจากไม่ได้มาทำงาน ตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา และไม่ได้ทำหนังสือขอลาราชการหรือแจ้งหนังสือ ซึ่งถือว่าเป็นการขาดงาน ซึ่งหากขาดราชการนาน ติดต่อกันเป็นเวลา 15 วัน และหากถึงวันที่ 17 พฤศจิกายนนี้ โดยไม่มีการติดต่อกลับมาจะมีผลให้ต้องถูกปลดออกจากราชการ
โดยคณะกรรมการสอบสวน ของกองทัพภาคที่ 3 มี พลตรีคู่ชีพ เลิศหงิม รองแม่ทัพภาค 3 เป็นประธาน ได้ดำเนินการสอบสวนตามขั้นตอน
โดยคณะกรรมการสอบสวนฯได้ไปตรวจสอบข้อมูลจากด่านตรวจคนเข้าเมืองแม่สอด จ.ตาก เพื่อขอยืนยัน ทั้งหลักฐานว่า พันเอกคชาชาต ได้เดินทางออกนอกประเทศ ไปจริง เมื่อเช้าวันที่ 31 ตุลาคม เวลา06.35 น.
จากนั้นคณะกรรมการได้นำข้อมูลทั้งหมดรวบรวมแล้วส่งเรื่องทั้งหมดให้กับกองทัพบกเพื่อพิจารณา
ทั้งนี้ตามขั้นตอนของระเบียบราชการทหาร หากกำลังพลต้องคดีอาญา ความผิดในกฏหมายมาตราที่ร้ายแรง จะต้องถูกเสนอชื่อให้ปลดออกจากราชการ และเสนอถอดยศด้วย
ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่การเสนอเรื่องขึ้นมาจากต้นสังกัด เพื่อให้กระทรวงกลาโหมเป็นผู้พิจารณา
บิ๊กติ๊ก พลเอกปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกระทรวงกลาโหม ระบุว่า พันเอกคชาชาต บุญดี ทำผิดวินัยของการขาดราชการ ตามระเบียบต้องมี การตั้งคณะกรรมการสอบวินัย เมื่อขาดราชการเกิน 7 วัน
อีกทั้ง ตามระเบียบข้าราชการทหาร หากจะเดินทางออกนอกประเทศ ต้องทำหนังสือขออนุญาต ถึงผู้บัญชาการเหล่าทัพ ต้นสังก้ด และรมว.กลาโหม เป็นการล่วงหน้า ด้วย
นอกจากนี้ พลเอกปรีชา ยังยอมรับว่า นายทหารยศพลตรี อีกคนที่ถูกพาดพิง และเป็นเพื่อนสนิท ของ พันเอกคชาชาต นั้น ได้ทำหนังสือลาออก และส่งมาถึงกระทรวงกลาโหมแล้ว ตั้งแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา แล้ว และอยู่ระหวางการพิจารณา ของกระทรวงกลาโหม
ทั้งนี้ มีรายงานว่า พลตรี คนดังกล่าว หายตัวไป ตั้งแต่ยื่นหนังสือลาออก ไม่มีใครติดต่อได้ จนเกิดข่าวลือหลายกระแส

‘บิ๊กโด่ง’รับเรื่องจริง งาบหัวคิว!


‘บิ๊กโด่ง’รับเรื่องจริง
งาบหัวคิว!
สร้างอุทยานราชภักดิ์
แต่เคลียร์จบทางที่ดีแล้ว
บิ๊กตู่ไม่อยากให้ใครตาย
เล็งเปิดคุกเชิญสื่อเข้าดู
คดีม.112ส่งอัยการ12พย.
เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม อดีต ผบ.ทบ.และประธานมูลนิธิอุทยานราชภักดิ์ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ กล่าวถึงการตรวจสอบความผิดปกติในโครงการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ ว่า เจตนาในการดำเนินการก่อสร้างตั้งแต่ต้นเป็นเจตนาบริสุทธิ์ มีความตั้งใจดี เพื่อจะให้เป็นประโยชน์ของประเทศชาติต่อไป การดำเนินการเป็นไปในรูปแบบของคณะกรรมการเพราะเป็นโครงการใหญ่ มีคณะกรรมการ มีคณะอำนวยการที่มี พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รมช.ศึกษาธิการ เป็นประธาน มีการตั้งคณะอนุกรรมการซึ่งทำงานแตกต่างกันออกไป
บิ๊กโด่งบริสุทธิ์ใจพร้อมแจง
พล.อ.อุดมเดช ยืนยันว่าการดำเนินการที่ผ่านมาเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์จริงๆ แต่อาจจะมีบางเรื่องราวที่มีปัญหา แต่คณะทำงานได้พยายามแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้เป็นไปด้วยความบริสุทธิ์หมดแล้ว การดำเนินการต่างๆ จนถึงขณะนี้คณะกรรมการและคณะทำงานทุกชุดพร้อมที่จะชี้แจง หากมีการสอบถามมาจากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องก็มีความพร้อมที่จะชี้แจง ซึ่งความจริงการชี้แจงเป็นสิ่งที่ดีที่ประชาชนจะได้ทราบในสิ่งที่ถูกต้อง แต่ข่าวที่ออกมาเท่าที่ตนดูมันออกมาเป็นท่อนๆ แต่ไม่มีท่อนจบว่าออกมาด้วยดีอย่างไร
ชี้ตั้งมูลนิธิฯเพื่อแบ่งเบาภาระ
พล.อ.อุดมเดช กล่าวว่า การดำเนินการในเรื่องนี้สมัยที่ตนเป็น ผบ.ทบ. ส่วนใหญ่เป็นกำลังพลของกองทัพบกที่เข้ามาดำเนินการและแต่งตั้งลงไป แต่ในส่วนของมูลนิธิฯได้มาจัดตั้งภายหลังในช่วงท้ายของปีงบประมาณ ซึ่งการจัดตั้งมูลนิธิฯเพื่อแบ่งเบาภาระของกองทัพบก ไม่ให้การทำงานอุทยานฯไปเกี่ยวข้องกับงานอื่นแบบทาบทับกัน จึงจำเป็นต้องตั้งมูลนิธิฯ ขึ้นมา โดยมูลนิธิฯนี้ ผบ.ทบ.เป็นประธานโดยตำแหน่ง ในช่วงเปลี่ยนผ่านซึ่งเปลี่ยนผ่านมาได้เดือนหนึ่งแล้วจะต้องมอบหมายให้ผบ.ทบ.คนปัจุบันและคนอื่นๆ ในอนาคตต่อไปเข้ามาเป็นประธานมูลนิธิฯโดยไม่จบสิ้น และจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมารับผิดชอบ ถือเป็นการแบ่งเบาภาระ ยกตัวอย่างเรื่องงบประมาณที่เกิดขึ้นก็ไม่ควรจะยุ่งเกี่ยว ควรจะแยกเป็นการเฉพาะสำหรับมูลนิธิฯขึ้นมา และย้ำว่าสิ่งต่างๆ ได้เกิดจากความตั้งใจดี สิ่งเหล่านี้ถือเป็นสมบัติของชาติ ส่วนเรื่องเงินบริจาคทั้งหมดเรามีเจ้ากรมการเงินทหารบกเป็นผู้รับผิดชอบในการทำหลักฐานและรายละเอียดต่างๆ ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ว่าเงินเข้า–ออกจำนวนเท่าไร ใครเป็นคนบริจาค
ยอมรับมีหักหัวคิวโรงหล่อ
เมื่อถามว่า มีกระแสข่าวว่า มีเซียนพระคนหนึ่งไปไล่เก็บหัวคิวจากโรงหล่อ ตรงนี้ได้มีการแก้ไขปัญหาอย่างไร พล.อ.อุดมเดช กล่าวว่า เรื่องนี้มีส่วนความจริงอยู่ส่วนหนึ่ง แต่ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะตนคิดว่าทุกวงการก็มีสิ่งเหล่านี้ แต่พอเราทราบว่าน่าจะมี เราก็เข้าไปดำเนินการ โรงหล่อต่างๆ ก็มีความเข้าใจ คนที่สอดแทรกมาก็เป็นการแอบอ้าง แต่ทุกอย่างยุติลงด้วยดี สิ่งที่โรงหล่อต่างๆ อาจจะถูกหลอก โรงหล่อต่างๆ เองก็ไม่อยากให้เกิดอะไรเสียหาย เขาจึงมีการบริจาคโดยสมัครใจส่วนหนึ่ง อีกบางส่วนโรงหล่อก็นำไปใช้ในการทำองค์พระให้สมบูรณ์ ทุกอย่างจบเสร็จด้วยความเรียบร้อย สะอาด บริสุทธิ์ทุกขั้นตอน
โฆษกทบ.ย้ำชี้แจงสังคมได้
ด้าน พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษก ทบ. ชี้แจงว่า เรื่องของอุทยานราชภักดิ์ เป็นการดำเนินการโดยมีคณะกรรมการแต่ละส่วนมาบริหารจัดการ มีลักษณะเป็นนิติบุคคลภายใต้มูลนิธิฯ โดยมี พล.อ.อุดมเดช เป็นประธานคณะกรรมการอำนวยการจัดสร้างฯ และประธานมูลนิธิฯ ซึ่งกรณีมีข้อสงสัยหรือข้อกังวลในเรื่องเกี่ยวข้อง เชื่อว่าทางคณะกรรมการที่รับผิดชอบดำเนินงานในแต่ละส่วนจะมีข้อมูล และข้อเท็จจริงต่างๆ ที่สามารถชี้แจงกับสังคมได้
วอนอย่าแพร่ข้อมูลที่ยังไม่ชัด
พ.อ.วินธัย กล่าวอีกว่า หากกรณีเกิดข้อกังวลสงสัย ในพฤติกรรมใด ๆ ของกำลังพลในสังกัด จะด้วยพฤติกรรมจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการ หรือการทำงานส่วนตัวในหน้าที่อื่นๆ ทั่วไป สามารถประสาน หรือร้องมาอย่างเป็นทางการได้ที่กองทัพบก มั่นใจว่าถ้าพบพฤติกรรมใดเป็นเรื่องไม่ถูกต้องเหมาะสม โดยเฉพาะเรื่องที่ผิดกฎหมายหรือขัดต่อระเบียบของกองทัพ ทางผู้บังคับบัญชาจะมีการดำเนินการสืบสวนสอบสวนหาข้อเท็จจริง และดำเนินการให้ตามขั้นตอนของกฎหมายและระเบียบข้อบังคับอย่างแน่นอน พร้อมกันนี้ ได้ขอความร่วมมือสื่อมวลชนหรือบุคคลใดๆ หลีกเลี่ยงการนำข้อมูลที่ยังไม่ผ่านกระบวนการพิสูจน์ตามขั้นตอนที่สมบูรณ์ หรือมีข้อมูลไม่ครบถ้วนไปเผยแพร่ เพราะอาจทำให้สังคมสับสน และมีผลต่อภาพลักษณ์ของบุคคลหรือองค์กรได้
บิ๊กป้อมโบ้ยถามบิ๊กโด่งปมทุจริต
ขณะที่ พล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณี มีการทุจริตในการสร้างอุทยานราชภักดิ์ ว่า ตนได้พูดคุยกับ พล.อ.อุดมเดช มานานแล้ว ท่านก็บอกว่าทำทุกอย่างตามขั้นตอนในเรื่องของการใช้งบประมาณในการสร้าง ไม่ใช่เพิ่งคุยกัน เมื่อถามว่า มีความเชื่อมโยงกับ พ.อ.คชาชาต หรือเสธ.โจ้ หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ตนไม่ทราบว่าเกี่ยวกันยังไง ต้องให้ทาง พล.อ.อุดมเดช เป็นคนออกมาชี้แจงเอง เพราะเขาเป็นคนดูแลเรื่องนี้ทั้งหมด ส่วนการสืบสวนเป็นเรื่องของตำรวจ ทุกอย่างก็ต้องดำเนินไปตามขั้นตอน ถ้าเรื่องของกฎหมายก็เป็นส่วนของกฎหมาย แต่เรื่องที่เกี่ยวกับระเบียบกองทัพก็ว่ามา ทุกอย่างต้องไม่มีบิดพลิ้วและต้องชี้แจงให้เกิดความชัดเจน เพราะเรื่องนี้เกี่ยวกับสถาบันฯ
ฉุนถูกถามประเด็น“หมอหยอง”
เมื่อถามถึงกรณีของ นายสุริยัน สุจริตพลวงศ์ หรือหมอหยอง ผู้ต้องหาคดีหมิ่นสถาบันเบื้องสูง กระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่เสียชีวิตจากการติดเชื้อในกระแสเลือด พล.อ.ประวิตรตอบทันทีว่า “ผมไม่เกี่ยว ทำไมชอบถามยังงี้ ไม่ชอบดูโทรทัศน์หรือ เขาออกมาชี้แจงอย่างละเอียดกันหมดแล้ว แล้วยังมาถามอีก”
สั่งราชทัณฑ์ดูแลผู้ต้องหาม.112
พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ ถึงกรณีการเสียชีวิตของนายสุริยัน หรือหมอหยอง ว่า ได้รายงานให้ นายกรัฐมนตรี รับทราบแล้ว และตนได้กำชับให้อธิบดีกรมราชทัณฑ์ดูแล ตรวจสุขภาพของผู้ต้องหาคนอื่นๆ ในคดีดังกล่าวด้วย เพราะเป็นคดีที่ประชาชนให้ความสนใจ แต่ยอมรับว่าผู้ต้องขังทั้งประเทศที่มีประมาณ 300,000-400,000 คน อาจมีคนที่คิดฆ่าตัวตายหรือป่วยตายบ้าง อย่างไรก็ตาม จากการที่คดีดังกล่าวอยู่ในความสนใจของประชาชน และเกิดการเสียชีวิตของผู้ต้องหาในคดีนี้ติดต่อกัน 2 คน ทำให้สังคมมีการตั้งคำถาม แต่ถึงอย่างไร แม้ต้องหาถูกควบคุมตัวในพื้นที่ทหาร แต่ความรับผิดชอบต้องอยู่ที่กรมราชทัณฑ์เช่นเดิม
เล็งเปิดคุกให้สื่อเข้าตรวจสอบ
พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวถึงข้อเสนอให้มีการเปิดเรือนจำให้สื่อเข้าไปตรวจสอบสภาพความเป็นอยู่เพื่อตอบข้อสงสัยในประเด็นการคุมขังนั้น เป็นแนวคิดที่ดีแต่ต้องสอบถามอธิบดีกรมราชทัณฑ์ว่าสามารถดำเนินการได้หรือไม่
บิ๊กตู่ลั่นไม่มีใครอยากให้ใครตาย
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) กล่าวถึงการเสียชีวิตของนายสุริยัน หรือหมอหยอง ว่า ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย ตามขั้นตอนการพิสูจน์ และการชันสูตรศพของแพทย์ ซึ่งมีการแถลงว่าอย่างไรก็เป็นเช่นนั้น ไม่มีใครอยากให้ใครตายอยู่แล้ว ซึ่งทุกเรื่องเป็นไปตามขั้นตอน ญาติพี่น้องไม่ติดใจสงสัยอะไร
จ่อทบทวนมาตรการดูแลนักโทษ
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ขณะนี้พื้นที่โดยรวมสามารถรองรับนักโทษได้ทั้งประเทศ ประมาณ 1 แสนกว่าคน แต่นักโทษมีประมาณ 3-4 แสนคน โดยไม่มีการแยกว่าใครเป็นคดีหนักหรือเบา ซึ่งกระทรวงยุติธรรมได้เสนอมาตรการเพิ่มเติมการควบคุมดูแลนักโทษในคดีลหุโทษ และนักโทษที่ประพฤติดีหรือใกล้ออกจากเรือนจำ ซึ่งจะต้องใช้งบประมาณพอสมควร รวมทั้งพิจารณาถึงการใช้เครื่องมือสำหรับนักโทษที่ใกล้จะพ้นโทษ โดยหลักการ เราไม่ได้ต้องการให้สร้างเรือนจำเพิ่มหรือขยายใหญ่ขึ้น แต่จะต้องทำอย่างไรให้ลดจำนวนนักโทษ ซึ่งบุคคลเหล่านี้ต้องได้รับการอบรมอย่างมีคุณภาพเพื่อกลับคืนสู่สังคม ตนเชื่อว่าหากดูแลดี นักโทษจะกลับมาเป็นคนดีได้ โดยตนจะนำไปพิจารณาเข้าที่ประชุม ครม. ต่อไป
คดีม.112ส่งอัยการ12พ.ย.
ด้าน พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. เปิดเผยหลังประชุมชุดสืบสวนสอบสวนคลี่คลายคดีหมิ่นสถาบัน เบื้องสูง ม.112 ว่า สำนวนคดี 13คดี ที่มี พ.ต.ต.ปรากรม วารุณประภา หรือสารวัตรเอี๊ยด,นายสุริยัน สุจริตพลวงศ์ หรือหมอหยอง และนายจิรวงศ์ วัฒนเทวาศิลป์ ตกเป็นผู้ต้องหา มีความคืบหน้าเกือบ100 % พนักงานสอบสวนเตรียมสรุปสำนวนพร้อมความเห็นส่งพนักงานอัยการในวันที่ 12พฤศจิกายนนี้ ตามที่เคยระบุว่าจะทำสำนวนให้เสร็จภายใน 3 สัปดาห์ ส่วนกรณีที่ สารวัตรเอี๊ยดและหมอหยอง เสียชีวิต ไม่ส่งผลกระทบต่อการทำสำนวนคดีเพราะได้สอบปากคำและรวบรวมพยานหลักฐานเสร็จสิ้นแล้ว และขณะนี้ ยังไม่มีการออกหมายจับเพิ่มเติม
เร่งประสานตามตัวเสธ.โจ้
พล.ต.อ.จักรทิพย์กล่าวต่อไปว่า สำหรับคดีที่ พ.อ.คชาชาต ถูกออกหมายจับในคดีหมิ่นเบื้องสูงเพิ่มเติมนั้นเป็นคนละสำนวน และเพิ่งถูกออกหมายจับเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน ส่วนจะมีผู้ใดถูกดำเนินคดีอีกหรือไม่ ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน พร้อมปฏิเสธกระแสข่าวว่าจะมีการออกหมายจับเพิ่มเติมอีก 4 คน ส่วนการติดตามจับกุม พ.อ.คชาชาต ที่มีข่าวว่าหลบหนีออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านนั้น อยู่ระหว่างการประสานงานตามขั้นตอนและชุดสืบสวนซึ่งมี พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผบช.ก.เป็นหัวหน้าชุด กำลังดำเนินการอยู่
ทภ.3ชงปลด”คชาชาต”แล้ว
รายงานจากกองทัพบกแจ้งถึงความคืบหน้าภายหลังที่ พล.ท.สมศักดิ์ นิลบรรเจิดกุล แม่ทัพภาคที่ 3 ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนกรณี พ.อ.คชาชาต ซึ่งขาดราชการตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน ที่ผ่านมาว่า ทางกองทัพภาคที่ 3 ดำเนินการตามขั้นตอนโดยมีคณะกรรมการสอบสวนที่มี พล.ต.คู่ชีพ เลิศหงิม รองแม่ทัพภาคที่ 3 เป็นประธานฯ แต่ในขณะนี้ทางศาลทหารกรุงเทพได้ออกหมายจับ พ.อ.คชาชาต ในฐานความผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 แล้ว ดังนั้นจึงไม่ต้องรอให้ครบกำหนดการขาดราชการ 15 วันตามระเบียบราชการทหาร ทางคณะกรรมการฯจะเสนอเรื่องให้ปลด พ.อ.คชาชาต ออกจากราชการให้กองทัพภาคที่ 3 เพื่อเสนอต่อ พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ. ภายในวันที่ 10 พฤศจิกายนนี้ จากนั้นจะดำเนินการเสนอถอดยศตามขั้นตอนต่อไป ทั้งนี้การกระทำความผิดมาตรา 112 นั้น เกิดขึ้นก่อนที่ พ.อ.คชาชาตจะถูกปรับย้ายมาอยู่กองทัพภาคที่ 3
ปัดข่าวเพื่อนบ้านจับตัวเสธ.โจ้
รายงานข่าวจากกองทัพบกแจ้งต่อว่า ส่วนที่มีกระแสข่าวว่าทางประเทศเพื่อนบ้านได้ควบคุมตัว พ.อ.คชาชาต ได้แล้วนั้น ทางกองทัพยืนยันว่าไม่เป็นความจริง เนื่องจากล่าสุดทางประเทศเพื่อนบ้านประสานมาว่ายังไม่พบตัว แต่ทางเจ้าหน้าที่ก็ประสานและตรวจสอบตามช่องทางอยู่ว่า พ.อ.คชาชาต ยังอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านหรือไม่ เพื่อติดตามตัวกลับมาดำเนินคดีต่อไป

กสทช. พอใจภาพรวมการประมูล 4จี



(11 พ.ย.58) พล.อ.อ.ธเรศ ปุณศรี ประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. กล่าวถึงภาพรวมการประมูล 4G คลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์ว่า มีการดำเนินการด้วยความเรียบร้อย เป็นผลจากการเตรียมการประมูลที่ดีของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม หรือ กทค. ร่วมกับสำนักงาน กสทช. สำหรับมูลค่าคลื่นที่กำลังประมูลขณะนี้ สูงกว่า 4 หมื่นล้านบาท มากกว่าราคาประเมินมูลค่าเต็มของคลื่น ซึ่งเม็ดเงินที่ได้จากการประมูลครั้งนี้ จะถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์ของชาติต่อไป

ด้านนายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า การประมูลในครั้งนี้ มีผลลัพธ์น่าพอใจ เนื่องจากราคาที่ผู้ประมูลเสนอสูงกว่ามูลค่าของคลื่นที่ได้ประเมินไว้แล้ว และขณะนี้การประมูลยังไม่เสร็จสิ้น ราคาประมูลยังสามารถเพิ่มขึ้นได้อีก ทั้งนี้ ราคาคลื่นที่ประมูลออกมาสะท้อนว่าการประมูลโปร่งใส ตรวจสอบได้ และไม่มีการฮั้วประมูล

สำหรับขั้นตอนหลังจากได้ผู้ชนะการประมูล สำนักงาน กสทช. จะเสนอ กทค. เพื่อรับรองผลการประมูลภายใน 7 วัน หลังจากนั้นบริษัทที่ชนะการประมูลจะต้องนำเงินมาชำระงวดแรกร้อยละ 50 ของราคาประมูล และรับใบอนุญาตใช้งานภายใน 90 วัน ส่วนงวดที่ 2 และ 3 จะชำระร้อยละ 25 ของราคาประมูล เมื่อครบกำหนด 2 และ 3 ปี นับจากวันที่ได้รับอนุญาตตามลำดับ

นายฐากรกล่าวอีกว่า แม้ว่าใบอนุญาตจะถูกประมูลในราคาสูงเท่าใดก็ตาม แต่ผู้ให้บริการจะต้องให้บริการในราคาที่ถูกกว่าการให้บริการในระบบ 3G ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้อย่างแน่นอน

กกต.เมียนมาแถลงพรรค NLD ของ"ซูจี" ครองที่นั่งในสภา90%



updated: 11 พ.ย. 2558 เวลา 14:32:41 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
ซีเอ็นเอ็น รายงานว่า กกต.เมียนมา แถลงในวันนี้ (11 พ.ย. 58) ว่าพรรคสันนิบาติแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย  หรือ พรรคเอ็นแอลดีครองที่นั่งในสภาเกือบ 90% แล้ว โดยได้ที่นั่งจำนวน 163 ที่นั่ง จาก 182 ที่นั่ง

ก่อนหน้านี้ นางออง ซาน ซู จี ให้สัมภาษณ์บีบีซีว่า เชื่อมั่นว่าพรรคเอ็นแอลดี จะได้ที่นั่งประมาณ 75% ซึ่งถือว่ามากกว่าจำนวนเสียงข้างมาก 67% ของจำนวนที่นั่งทั้งหมดที่เป็นตัวเลขขั้นต่ำที่จะทำให้พรรคสามารถตั้งรัฐบาลเองได้

ทั้งนี้ รูปแบบสภาของเมียนมาจะมีทหารได้โควต้าที่นั่งในสภาจำนวนร้อยละ 25 โดย วุฒิสภาของเมียนมา มีทั้งหมดจำนวน 224 ที่นั่ง เป็นโควต้าทหารจำนวน 56 ที่นั่ง ส่วนสภาผู้แทนราษฎร มีทั้งหมดจำนวน 440 ที่นั่ง  เป็นโควต้าทหารจำนวน 110 ที่นั่ง 

150 ปี ศรีสุริยวงศ์ กับเศรษฐกิจสยาม หลังสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง

วันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 

โดย พรรณราย เรือนอินทร์


สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค)
เป็นอีกหนึ่งประเด็นน่าจับตา สำหรับโครงการเสนอชื่อ "สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค)"ให้เป็น "บุคคลสำคัญของโลก" ซึ่งจะมีการยื่นต่อสหประชาชาติในปี 2561 หรืออีกราว 3 ปีข้างหน้า โดยระหว่างนี้ฝ่ายแม่งานอย่าง ม.ราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา และคณะทำงาน จะทำการรวบรวมข้อมูลและเอกสารสำคัญที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งจัดกิจกรรมต่างๆ ซึ่งมีการเบิกโรงไปตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมาในสัปดาห์ของงานวันคล้ายวันพิราลัย เมื่อเดือนมกราคม 

นัยว่าเป็นการเปิดตัวโครงการดังกล่าวแก่สาธารณะ โดยมีกิมมิกคือวาระครบรอบ 150 ปีของการเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินสยามในรัชกาลที่ 5 เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ 

สมเด็จช่วงฯ ถือเป็นขุนนางที่มีบทบาทสูงยิ่ง โดยเป็นสมเด็จเจ้าพระยาเพียงคนเดียวในประวัติศาสตร์สยาม มีชีวิตอยู่ในช่วง "เปลี่ยนผ่าน" ของบ้านเมืองในด้านต่างๆ โดยเฉพาะเศรษฐกิจ ซึ่งมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 นั่นก็คือการเซ็นสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง อันส่งแรงกระเพื่อมหลายระลอกในสยาม ทั้งยังกลายเป็นจุดเริ่มต้นและรากฐานสำคัญมาจนถึงปัจจุบัน 

ล่าสุดจึงเกิดกิจกรรม "ตามรอย 150 ปีศรีสุริยวงศ์" ในหัวข้อ "สังคมและเศรษฐกิจหลังสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง" ซึ่งพาไปเยี่ยมชมประจักษ์พยานแห่งประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในห้วงเวลาดังกล่าว

พลาดิศัย สิทธิธัญกิจ นักประวัติศาสตร์ ผู้รับหน้าที่เป็นวิทยากร เล่าว่า สมเด็จช่วงฯสืบทอดงานด้านการคลังตามอย่างบรรพบุรุษ "เฉกอะหมัด" ขุนนาง "กรมท่าขวา" สมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งช่ำชองในการค้ากับนานาอารยประเทศ ที่สำคัญท่านยังเป็นผู้มีบทบาทอย่างสูงในการเจรจากับเซอร์ จอห์น เบาว์ริ่ง ขุนนางอังกฤษ ในการลงนามสนธิสัญญาเบาว์ริ่งในสมัยรัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ อันส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจครั้งยิ่งใหญ่ของสยามประเทศ 

"หลังการเซ็นสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง มีการปรับเปลี่ยนระบบการทำงานของกรมเจ้าท่าที่มีมาแต่สมัยอยุธยาให้รองรับปริมาณการค้ากับต่างชาติที่มีเพิ่มมากขึ้นยกเลิกวิธีการค้าแบบพระคลังสินค้า ให้มีการค้าอย่างเสรี ไม่มีการผูกขาด และหนึ่งในสาระสำคัญของสัญญาก็ส่งผลให้สยามตั้งโรงภาษีหรือศุลกากร เพื่อตรวจสินค้าต่างๆ ที่นำขึ้นจากเรือและลงเรือเพื่อเก็บภาษีขาเข้าหรือขาออกด้วย"

นี่คือต้นกำเนิดของสถาปัตยกรรมงดงามริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาอันถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็น "โรงภาษี" หรือ "ศุลกสถาน" ตามข้อตกลงที่ว่า สยามต้องปลูกโรงภาษีใกล้ท่าจอดเรือ 

สถาปนิกผู้ออกแบบคือ มิสเตอร์โจอาคิม กราซี ชาวออสเตรีย ซึ่งเคยรังสรรค์พระที่นั่งวโรภาษพิมานอันโอ่โถงเป็นศรีสง่าแห่งพระราชวังบางปะอิน รวมถึงอาคารกรมแผนที่ทหารและกระทรวงกลาโหมเดิมอีกด้วย 

http://www.matichon.co.th/online/2015/11/14472119421447212275l.jpghttp://www.matichon.co.th/online/2015/11/14472119421447212281l.jpg
"ศุลกสถาน" หรือ "โรงภาษีร้อยชักสาม"

"อาคารหลังนี้มี 3 ชั้น ใช้เป็นที่ทำการของศุลาการในสมัยรัชกาลที่ 5 ก่อนจะย้ายไปอยู่ที่คลองเตย เป็นงานแบบนีโอคลาสสิก บางคนเรียกว่านีโอปาเลเดียน ซึ่งมีลักษณะสมมาตรคือ มีจั่วลาด และปีกอาคาร 2 ฝั่งเท่ากัน ชั้น 3 มีห้องโถง สมัยก่อนใช้เป็นห้องเต้นรำ มีนาฬิกาขนาดใหญ่ด้านบน ถือเป็นอาคารที่ทันสมัยมากของกรุงเทพฯในยุคนั้น ซึ่งมีเรือสินค้าเข้ามาจอดทอดสมอ ติดต่อธุรกิจการค้า" จุลภัสสร พนมวัน ณ อยุธยา วิทยากรที่เชี่ยวชาญด้านศิลปกรรม อธิบายอย่างเห็นภาพ 

อีกหนึ่งประเด็นที่ไม่อาจกล่าวข้ามไปสำหรับการปฏิรูปเศรษฐกิจในช่วงนั้น ก็คือการถือกำเนิดขึ้นของธนาคารแห่งแรกในสยาม ที่ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตจัดตั้งธนาคารอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ในนาม "แบงค์สยามกัมมาจล" หรือธนาคารไทยพาณิชย์ในทุกวันนี้ 

http://www.matichon.co.th/online/2015/11/14472119421447212286l.jpg
ธนาคารแห่งแรกในสยาม "แบงค์สยามกัมมาจล"

ปิดท้ายด้วยก้าวย่างสำคัญของเศรษฐกิจสยาม คือการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ส่งผลให้มีบริษัทต่างชาติตบเท้าเข้ามาขอเปิดที่ทำการอย่างมากมายในบางกอก หนึ่งในนั้นคือ แอนเดอร์เซ่น แอนด์ โก ซึ่งส่งออกไม้สักเป็นธุรกิจหลัก ต่อมารู้จักกันในชื่อบริษัท อีสต์เอเชียติ๊ก ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสูง

ปัจจุบันโกดังหลังเก่าอายุกว่า 100 ปี กลายเป็นส่วนหนึ่งของแหล่งท่องเที่ยวสุดชิคที่ตั้งชื่อตามบริษัทว่า "เอเชียทีค"

ผู้คนทั้งชาวไทยและต่างชาติแวะเวียนมาเยี่ยมชมและช้อปปิ้งสินค้าหลากหลาย

ภาพของความรุ่งเรืองทางธุรกิจในอดีตกับการเป็นแหล่งการค้าอันคึกคักในวันนี้ ถูกซ้อนทับกันอย่างมีความหมาย

เช่นเดียวกับสมเด็จช่วงฯ ซึ่งไม่เพียงเป็นขุนนางคนสำคัญแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ หากแต่เป็นบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ไทย

เพราะทุกการตัดสินใจของท่านในวันนั้น ได้ส่งผลเกี่ยวพันมาถึงระบบเศรษฐกิจไทยในวันนี้ 

http://www.matichon.co.th/online/2015/11/14472119421447212270l.jpg
โกดังสินค้าของ "บริษัท อีสต์เอเชียติ๊ก"

ที่มา :http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1447211942

"ยิ่งลักษณ์"ทำจม.เปิดผนึกถึงนายกฯ จำนำข้าว

จดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรี
ตามที่นายกรัฐมนตรีได้ลงนามในคำสั่งกระทรวงการคลัง ที่ 448/2558 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด ลงวันที่ 3 เมษายน 2558 อันเนื่องมาจาก ป.ป.ช. ได้ส่งความเห็นให้กระทรวงการคลังดำเนินการให้ดิฉันหรือผู้ที่เกี่ยวข้องชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการรับจำนำข้าว โดยให้คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อให้ได้ความว่ามีการกระทำละเมิดเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ และต้องรับผิดในผลละเมิดดังกล่าวหรือไม่ เป็นเงินจำนวนเท่าใด ให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 120 วัน ขยายระยะเวลาดำเนินการได้ตามความจำเป็นครั้งละไม่เกิน 30 วัน นั้น
คดีนี้มีความสำคัญเพราะดิฉันในฐานะอดีตนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ถูกกล่าวหาในเรื่องโครงการที่เป็นนโยบายของรัฐบาลอันเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มีพยานบุคคลและพยานเอกสารที่เกี่ยวข้องตลอดจนวัตถุพยานได้แก่ข้าวจำนวนหลายล้านตันที่เก็บรักษาในโกดังตั้งอยู่ทั่วราชอาณาจักร ระยะเวลาที่กำหนดให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการเพียง 120 วัน แม้จะต่ออายุได้ครั้งละ 30 วันก็ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้การตรวจสอบมีความรอบคอบและเป็นธรรมกับดิฉันผู้ถูกกล่าวหา
ความเร่งรีบดังกล่าวดิฉันเชื่อว่าน่าจะมาจากท่านนายกได้รับรายงานข้อกฎหมายที่คลาดเคลื่อน 2 เรื่องสำคัญคือ (1) อายุความที่จะดำเนินคดีในทางแพ่งที่เข้าใจกันว่ามีอายุความ 1 ปี หากจะฟ้องร้องทางแพ่ง หรือ 2 ปี หากใช้วิธีเรียกให้รับผิดตาม พ.ร.บ. ความรับผิดในทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 และ (2) เรื่องนี้ดำเนินการได้ทางเดียวคือออกคำสั่งทางปกครองเรียกให้ดิฉันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ดิฉันขอเรียนชี้แจง ดังนี้
1. กรณีอายุความทางแพ่งไม่ว่าจะเป็นกรณีความผิดทางละเมิด 1 ปี หรือ 2 ปี ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ต้องตั้งคำถามว่าเริ่มต้นนับอายุความเมื่อใด โดยหลักแล้วจะเริ่มนับตั้งแต่วันที่รู้ตัวผู้ที่จะต้องรับผิดและรู้ถึงมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้น ดังนั้นแม้ทุกวันนี้อายุความก็ยังไม่เริ่มนับจนกว่าจะมีข้อยุติจากหน่วยงานรับผิดชอบในสองประการที่กล่าวมา ซึ่งหมายความว่าการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อให้ได้ข้อยุติและมีความถูกต้อง เป็นธรรม ตราบใดที่ยังไม่แล้วเสร็จ ก็ยังไม่เริ่มนับอายุความ นอกจากนั้นในคดีนี้ อัยการสูงสุดได้ฟ้องดิฉันในข้อหาเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแล้ว ปรากฏตามคดีหมายเลขดำที่ อม. 22/2558 อายุความที่จะเรียกร้องให้ดิฉันรับผิดในทางแพ่ง จึงถือตามอายุความทางอาญาที่ยาวกว่า ตามมาตรา 448 วรรคสองแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่บัญญัติว่า "แต่ถ้าเรียกร้องค่าเสียหายในมูลอันเป็นความผิดที่มีโทษตามกฎหมายลักษณะอาญา และมีกำหนดอายุความทางอาญายาวกว่าที่กล่าวมาไซร้ ท่านให้เอาอายุความที่ยาวกว่านั้นมาบังคับ" จึงไม่ได้มีอายุความเพียง 1 หรือ 2 ปี ตามที่ท่านนายกได้รับรายงานจนต้องมีการเร่งรัดดังกล่าว (กรณีฟ้องคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 อายุความคือ 15 ปี)
2. เท่าที่ดิฉันติดตามความเห็นในทางกฎหมาย การเรียกร้องให้ดิฉันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายในทางแพ่ง อาจดำเนินการได้สองวิธีคือ
(1) โดยการฟ้องคดีแพ่งเรียกร้องให้รับผิดในมูลละเมิดดังกล่าวแล้ว หรือ
(2) ใช้คำสั่งทางปกครองเรียกให้ชดใช้ตามมาตรา 8 และ 10 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดในทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ซึ่งดิฉันมีข้อสังเกตว่า กรณีนายกรัฐมนตรีดำเนินการตามนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภาไม่น่าจะอยู่ในบังคับของกฎหมายนี้ อย่างไรก็ตาม เข้าใจว่ารัฐ มีสิทธิที่จะเลือกดำเนินการในทางใดทางหนึ่งก็ได้ไม่ใช่บทบังคับให้หน่วยงานของรัฐต้องออกคำสั่งทางปกครองเรียกให้ดิฉันรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเท่านั้น ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2345/2548 ระหว่าง เทศบาลนครพิษณุโลก โจทก์ นางสาวสุภาวดี พิบูลสมบัติ จำเลย
3. เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับดิฉันซึ่งเป็นผู้ถูกกล่าวหาและให้เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องมีเวลาอย่างเพียงพอที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อเรียกร้องในมูลละเมิดทางแพ่ง ดิฉันเรียนเสนอให้ท่านนายกตรวจสอบข้อกฎหมายตามที่ได้นำเรียนมาทั้งสองประเด็นข้างต้นจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาซึ่งเป็นที่ปรึกษากฎหมายของรัฐบาล หากเป็นไปตามที่ดิฉันนำเรียนคือ มิได้มีปัญหาในประเด็นอายุความและสามารถฟ้องเป็นคดีแพ่งก็ได้ เจ้าหน้าที่ก็จะมีเวลาดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐาน ตลอดจนรับฟังพยานบุคคลหรือพยานผู้เชี่ยวชาญอย่างเพียงพอไม่ต้องเร่งรีบรวบรัดจนเสียความเป็นธรรมเพราะฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาคือดิฉันไม่มีโอกาสต่อสู้คดีอย่างเต็มที่
4. นอกจากเจ้าหน้าที่จะมีเวลาดำเนินการได้อย่างเพียงพอทำให้เกิดความรอบคอบและเป็นธรรมกับฝ่ายที่ถูกกล่าวหาแล้ว หากรัฐบาลโดยกระทรวงการคลังจะใช้สิทธิฟ้องเรียกร้องให้ดิฉันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในมูลละเมิดต่อศาลแพ่ง ก็จะทำให้ความกังวลของเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบในการตรวจสอบและดำเนินคดีทางแพ่งหมดไป หมดความจำเป็นต้องออกคำสั่งหัวหน้า คสช ที่ 39/2558 ที่มีปัญหาข้อกฎหมายว่าเป็นคำสั่งที่ขัดต่อหลักนิติธรรมและเป็นการเลือกปฏิบัติ ส่วนประเด็นข้ออ้างเรื่องค่าธรรมเนียมศาลนั้น หากดิฉันเป็นฝ่ายแพ้คดีก็ต้องรับผิดชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมที่รัฐบาลต้องใช้ไปในการดำเนินคดีอยู่แล้ว
สิ่งที่ดิฉันเรียกร้องมาโดยตลอดคือความเป็นธรรม ด้วยการให้ศาลที่เป็นคนกลางเป็นผู้พิสูจน์ความเสียหายอันจะมีความสง่างามและเป็นธรรมกับทุกฝ่ายมากกว่า เนื่องจากฝ่ายบริหารเป็นผู้มีส่วนได้เสียเพราะเป็นคู่กรณีโดยตรงกับดิฉัน แต่กลับมาออกคำสั่งทางปกครองแทนศาลเรียกร้องให้ดิฉันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจึงไม่เป็นธรรม
5. ดิฉันขอเรียนยืนยันว่าดิฉันเป็นผู้บริสุทธิ์และพร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง แต่กระบวนการที่เร่งรีบคือการไม่เปิดโอกาสให้ดิฉันได้ต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ซึ่งขัดกับสิทธิพื้นฐานของความเป็นมนุษย์
ดังนั้น สิ่งที่ดิฉันเรียกร้องต่อท่านอีกครั้งในวันนี้จึงเป็นเพียงการขอโอกาสให้ดิฉันในการต่อสู้คดีเพื่อพิสูจน์ว่าดิฉันมิได้ทำให้รัฐเกิดความเสียหาย เนื่องจากยังมีระยะเวลาเพียงพอที่จะทำให้เกิดความรอบคอบและเป็นธรรมกับดิฉันได้
ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
11 พฤศจิกายน 2558

กกต.พม่ารับรองผล 'ออง ซาน ซูจี' ชนะเลือกตั้ง ส.ส. - NLD ได้ 163 ที่นั่ง ส.ส.-ส.ว.

กกต.พม่ารับรองผล 'ออง ซาน ซูจี' ชนะเลือกตั้ง ส.ส. - NLD ได้ 163 ที่นั่ง ส.ส.-ส.ว.

กกต.พม่าประกาศผลเลือกตั้ง ส.ส. เพิ่ม 61 เขต พรรคเอ็นแอลดีได้เพิ่ม 56 ที่นั่ง รวมทั้ง 'ออง ซาน ซูจี' ชนะเลือกตั้งที่กอหมู่ ชานนครย่างกุ้งด้วย ทำให้ขณะนี้มีที่นั่ง ส.ส. และ ส.ว. ของพรรคเอ็นแอลดีคือ 163 ที่นั่ง พรรครัฐบาลยูเอสดีพีได้ 10 ที่นั่ง พรรคไทใหญ่ SNLD ได้ 4 ที่นั่ง
ผู้สนับสนุนพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย หรือเอ็นแอลดี ลุ้นผลคะแนนเลือกตั้งหน้าที่ทำการพรรคเมื่อ 8 พ.ย. 2558 ล่าสุดวันนี้ (11 พ.ย.) กกต.พม่า รับรองผลการเลือกตั้ง ส.ส. เขตก่อหมู่ โดยผลการเลือกตั้งผู้ชนะ ส.ส. เขตนี้คือ ออง ซาน ซูจี หัวหน้าพรรคเอ็นแอลดี (ที่มา: แฟ้มภาพ/ประชาไท)

11 พ.ย. 2558 - เมื่อเวลา 10.08 น. ตามเวลาท้องถิ่น คณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งสหภาพ (UEC) หรือ กกต.พม่า ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งครั้งที่ 10 โดยเป็นการรับรองผลที่นั่งในสภาประชาชน (Phithu Hluttaw) หรือ ส.ส. 61 เขต โดยพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย หรือ NLD ได้ ส.ส. เพิ่ม 56 ที่นั่ง ในจำนวนนี้มีเขตเลือกตั้งอำเภอกอหมู่ (Kawmhu) เมืองชนบทอยู่ทางทิศใต้ของนครย่างกุ้ง โดยออง ซาน ซูจี ประธานพรรคเอ็นแอลดี ชนะเลือกตั้งที่เขตนี้
นอกนั้นเป็นของพรรครัฐบาล พรรคสหภาพเพื่อความสามัคคีและการพัฒนา หรือ USDP ได้ ส.ส. เพิ่ม 3 ที่นั่ง จากอำเภอมะชันผ่อ รัฐคะฉิ่น อำเภอเมืองสาด รัฐฉาน และอำเภอยอบวย ภาคมัณฑะเลย์
ด้านพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตยรัฐฉาน หรือ SNLD ได้ ส.ส. เพิ่ม 2 ที่นั่ง ในอำเภอจ็อกเม และอำเภอหมู่เจ่ รัฐฉาน
ทำให้ล่าสุด การประกาศผลการเลือกตั้งทั้ง 3 ระดับ คือ สมาชิกสภาประชาชน (Phithu Hluttaw) หรือ ส.ส. สมาชิกสภาชนชาติ (Amyotha Hluttaw) หรือ ส.ว. และ สภาท้องถิ่นแห่งภาคหรือรัฐ (State/Region Parliament) มีการประกาศผลแล้ว 415 ที่นั่ง จากที่มีการเลือกตั้ง 1,171 ที่นั่ง
โดยพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ได้ ส.ส. 134 ที่นั่ง ส.ว. 29 ที่นั่ง รวม 163 ที่นั่ง
พรรคสหภาพเพื่อความสามัคคีและการพัฒนา (USDP) ได้ ส.ส. 8 ที่นั่ง ส.ว. 2 ที่นั่ง รวม 10 ที่นั่ง พรรคสันนิบาตแห่งชาติรัฐฉานเพื่อประชาธิปไตย (SNLD) ได้ ส.ส. 4 ที่นั่ง ยังไม่ได้ ส.ว.
พรรคคองเกรสโซมีเพื่อประชาธิปไตย (Zomi Congress for Democracy Party - ZCD) ได้ ส.ส. 1 ที่นั่ง และ ส.ว. 1 ที่นั่ง รวม 2 ที่นั่ง
พรรคประชาธิปไตยว้า (Wa Democracy Party หรือ WDP) ได้ ส.ส. 1 ที่นั่ง พรรคประชาธิปไตยรัฐคะฉิ่น (Kachin State Democratic Party หรือ KSDP) ได้ ส.ส. 1 ที่นั่ง และมีผู้สมัครอิสระได้ ส.ว. 1 ที่นั่ง
ส่วนผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาประจำภาค 7 สภา และสภาประจำรัฐ 7 สภา รวม 14 สภา ขณะนี้ประกาศผลแล้ว 212 ที่นั่ง จากทั้งหมดที่มีการแข่งขัน 679 ที่นั่งใน 7 สภาประจำภาค และ 7 สภาประจำรัฐ ขณะนี้พรรค NLD ได้ที่นั่งในสภาท้องถิ่น 182 ที่นั่ง พรรค USDP ได้ 19 ที่นั่ง พรรคสันนิบาตแห่งชาติรัฐฉานเพื่อประชาธิปไตย SNLD ได้ 4 ที่นั่ง พรรคประชาธิปไตยว้า WDP ได้ 2 ที่นั่ง พรรคประชาธิปไตยรัฐคะฉิ่น KSDP ได้ 2 ที่นั่ง พรรคชาติมอญ (Mon National Party - MNP) ได้ 1 ที่นั่ง พรรคประชาชนกะเหรี่ยง (Kayin People's Party) ได้ 1 ที่นั่ง

เปิดประวัติ เสธ.โจ้ ผู้ต้องหาคดี ม.112 แอบอ้างเบื้องสูง เรียกรับผลประโยชน์ ซีพีออลล์-คิงเพาเวอร์



เปิดประวัติ เสธ.โจ้ ผู้ต้องหาคดี ม.112 แอบอ้างเบื้องสูง เรียกรับผลประโยชน์ ซีพีออลล์-คิงเพาเวอร์

           เป็นประเด็นที่อยู่ในความสนใจของประชาชน สำหรับความคืบหน้าของคดีแอบอ้างเบื้องสูงเพื่อหาผลประโยชน์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งล่าสุดเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2558 ฝ่ายกฎหมายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้แจ้งจับ พ.อ. คชาชาต บุญดี หรือ เสธ.โจ้ ในความผิดกฎหมายอาญา มาตรา 112 หลังร่วมกับ นายสุริยัน สุจริตพลวงศ์ หรือ หมอหยอง ผู้ต้องหาสำคัญในคดีดังกล่าว ใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบแอบอ้างเบื้องสูงเพื่อหาผลประโยชน์จาก บริษัท ซีพีออลล์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท คิง เพาเวอร์ จำกัด ทั้งยังส่อพิรุธในส่วนของการจัดสร้างอุทยานราชภักดิ์ จ.ประจวบคีรีขันธ์ อีกด้วย

           ดังนั้นในวันนี้ กระปุกดอทคอม จึงจะขอพาทุก ๆ คนไปทำความรู้จักกับ พ.อ. คชาชาต บุญดี หรือ เสธ.โจ้ ฝ่ายเสนาธิการประจำกองทัพภาคที่ 3 นายทหารผู้เติบโตในเส้นทางอาชีพ สู่ผู้ต้องหาในคดี ม.112 

พ.อ. คชาชาต บุญดี ประวัติ

พ.อ. คชาชาต บุญดี ประวัติ เสธ.โจ้ หนึ่งในผู้ต้องหาคดี ม.112

           สำหรับ พ.อ. คชาชาต บุญดี นายทหารชาวกรุง แกนนำเตรียมทหาร 27 เคยรับราชการทหารในกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 31 รักษาพระองค์ (ป.พัน 31 รอ.) จ.ลพบุรี และเป็น ผบ.ร้อย RDF คนแรกของเหล่าปืนใหญ่ ก่อนจะเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ยังชายแดนภาคเหนือ สร้างผลงานสำคัญมากมายในฐานะผู้บังคับการกรมทหารพรานที่ 36 (ผบ.กรม ทพ.36) อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน โดยเฉพาะการดูแลปราบปรามปัญหาลักลอบตัดไม้ คอยต่อกรกับกลุ่มผู้มีอิทธิพลและนักการเมืองมาโดยตลอด จนได้รับการขนานนามว่าเป็น "นักรบแห่งลุ่มน้ำสาละวิน" 

           และหลังจากที่ คสช. ทำการรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 พ.อ. คชาชาต บุญดี ก็ได้รับความไว้วางใจจาก พล.อ. อุดมเดช สีตบุตร ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยกลาโหมและผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ในขณะนั้น ปรับเลื่อนตำแหน่งให้เป็น ผู้บังคับการกรมทหารปืนใหญ่ที่ 1 รักษาพระองค์ (ผบ.ป.1 รอ.) คุมกำลังทหารปืนใหญ่ ในกรุงเทพฯ และมีบทบาทสำคัญในการช่วย คสช. ดูแลความเคลื่อนไหวและควบคุมการชุมนุมด้านการเมือง

           พ.อ. คชาชาต บุญดี ถือเป็นทหารคนสนิทของ พล.อ. อุดมเดช สีตบุตร ที่มักปรากฏตัวเข้าเป็นผู้ไกล่เกลี่ยและกำหนดกรอบการชุมนุมทุกครั้งที่กลุ่มเห็นต่างจากรัฐบาลออกมาเคลื่อนไหว กระทั่งก่อน พล.อ. อุดมเดช สีตบุตร เกษียณอายุราชการจึงมีคำสั่งให้ พ.อ. คชาชาต บุญดี ไปดำรงตำแหน่ง รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 11 แต่คำสั่งดังกล่าวถูกระงับไปแล้วโยกย้ายให้ พ.อ. คชาชาต บุญดี กลับไปดำรงตำแหน่งเป็นนายทหารฝ่ายเสนาธิการ กองทัพภาคที่ 3 แทน 

           อย่างไรก็ตามแม้จะเป็นนายทหารใหญ่ที่เติบโตในด้านการงาน แต่ที่ผ่านมาก็ใช่ว่า พ.อ. คชาชาต บุญดี จะไม่เคยมีกระแสถูกพูดถึงในด้านลบ ดังเช่นกรณีข่าวลือหนาหูว่าเมื่อครั้งที่ พ.อ. คชาชาต ดำรงตำแหน่ง ผบ.ป.พัน 31 รอ. เคยนำเครื่องมือของทางราชการไปขุดหน้าดินขาย จนถึงขั้นมีเรื่องร้องเรียน แต่สุดท้ายก็พ้นความผิดไป จากนั้นในช่วงที่ พ.อ. คชาชาต ดำรงตำแหน่ง ผบ.ศูนย์ฝึกนักศึกษาวิชาการทหาร มณฑลทหารบกที่ 33 ก็ข่าวลือถึงความผิดปกติเกี่ยวกับการสั่งตัดชุดนักศึกษาวิชาทหาร ที่เล่ากันในกองทัพภาคที่ 3

พ.อ. คชาชาต บุญดี ผู้ต้องหาคดี ม.112 

พ.อ. คชาชาต บุญดี ประวัติ เสธ.โจ้ หนึ่งในผู้ต้องหาคดี ม.112


           กระทั่งมาจนถึงขณะนี้ ที่มีการจับกุมผู้ต้องหาคดีความผิดทางอาญา มาตรา 112 พบว่าหนึ่งในผู้ต้องหาคนสำคัญของคดีดังกล่าวคือ นายสุริยัน สุจริตพลวงศ์ หรือ หมอหยอง ได้ให้การพาดพิงถึงนายทหาร 2 นาย ยศ "พล.ต." และ "พ.อ." ว่ามีส่วนพัวพันเรื่องดังกล่าว ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ขยายผลสืบสวน แต่ปรากฏว่านายทหารยศ "พ.อ." ได้เดินทางออกนอกประเทศไปแล้ว ประจวบเหมาะกับช่วงเวลาดังกล่าว มีรายงานว่า พ.อ. คชาชาต บุญดี ไม่ได้มาทำงานตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยไม่มีหนังสือขอลาราชการ

           จนในที่สุดเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2558 พล.ต. วิจารณ์ จดแตง ผอ.ส่วนกฎหมายและสิทธิมนุษยชน กอ.รมน. และหัวหน้าฝ่ายกฎหมายหน่วยเฉพาะกิจการข่าว คสช. ได้แจ้งจับ หมอหยอง และพวก ซึ่งร่วมถึง พ.อ. คชาชาต บุญดี ในความผิด มาตรา 112  ฐานร่วมกันหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือ แสดงความอาฆาตมาดร้าย พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และเป็นเจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในพฤติการณ์ที่ทำให้ผู้อื่นเชื่อว่ามีตำแหน่งหรือหน้าที่ ทั้งที่ตนมิได้มีตำแหน่งหรือหน้าที่นั้นเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น หรือในความผิดฐานอื่นที่พบภายหลัง 

           โดยคดีแรกมีพฤติการณ์แอบอ้างเบื้องสูง เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ในการดำเนินกิจกรรมสำคัญที่ได้จัดขึ้นไปแล้ว เหตุเกิดที่กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ ถ.พหลโยธิน แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน และบริษัท ซีพีออลล์ เหตุเกิดเมื่อปลายเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2558 ส่วนอีกคดีมีพฤติการณ์แอบอ้างเบื้องสูง หาประโยชน์จากการดำเนินกิจกรรมสำคัญที่กำลังจะจัดขึ้น ที่บริษัท คิง เพาเวอร์ จำกัด เหตุเกิดเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2558 

           โดยรายงานข่าวระบุว่า ในช่วงที่มีการจัดเตรียมกิจกรรมสำคัญ ผู้ต้องหากลุ่มนี้ได้มีการนำเสื้อกิจกรรมหลายหมื่นตัวไปส่งที่ค่ายทหารแห่งหนึ่ง โดย พลตรี และ พันเอก ได้เกณฑ์กำลังทหารเข้าจัดการบรรจุหีบห่อ ขณะเดียวกันแนวทางสืบสวนยังพบอีกว่าเสื้อที่ใช้ในกิจกรรมสำคัญนั้น มีต้นทุนการผลิตเพียงตัวละ 140 บาท แต่กลับแจ้งในราคาตัวละ 280 บาทให้กับภาคเอกชนได้รับทราบ 

           นอกจากนี้ยังพบพฤติกรรมส่อเจตนาทุจริตในการจัดกิจกรรมพิเศษ เปิดตัว อุทยานราชภักดิ์ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งทางชุดคลี่คลายคดีกำลังรวบรวมข้อมูลและพยานหลักฐานต่าง ๆ โดยเฉพาะเรื่องจำหน่ายโต๊ะจีนที่เปิดขายราคาที่นั่งละ 500,000 บาท หากเป็นโต๊ะวีไอพีราคาที่นั่งละ 1 ล้านบาท 

พ.อ. คชาชาต บุญดี ถูกตั้งคณะสอบกรณีขาดราชการ

           ขณะที่ต่อมาในวันที่ 9 พฤศจิกายน พล.ท. สมศักดิ์ นิลบรรเจิดกุล แม่ทัพภาคที่ 3 ได้สั่งตั้งคณะกรรมการสอบวินัย พ.อ. คชาชาต บุญดี ฝ่ายเสนาธิการประจำกองทัพภาคที่ 3 หลังขาดราชการเกิน 7 วัน เนื่องจาก พ.อ. คชาชาต ไม่ได้มาทำงานตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายนที่ผ่านมา และไม่ได้มีหนังสือขอลาราชการ ซึ่งถือว่าการเป็นขาดงาน และหากขาดราชการนานติดต่อกันเป็นเวลา 15 วัน จนถึงวันที่ 17 พฤศจิกายนนี้ โดยไม่มีการแจ้งให้ทราบ อาจมีผลให้ต้องออกจากราชการ โดยการตั้งคณะกรรมการสอบครั้งนี้ ไม่เกี่ยวข้องกับการที่มีการออกหมายจับกรณีเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีความผิด มาตรา 112

ศาลทหารอนุมัติหมายจับ พ.อ. คชาชาต บุญดี  
           จากนั้นในช่วงเย็นวันที่ 9 พฤศจิกายน ศาลทหารกรุงเทพได้อนุมัติหมายจับ พ.อ. คชาชาต บุญดี ตามที่ พ.ต.อ. พงษ์ไสว แช่มลำเจียก พนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิ กองกำกับการ 1 กองบังคับการตำรวจปราบปราม พร้อมด้วยพนักงานสอบสวน ได้มายื่นขออำนาจศาลในการอนุมัติออกหมายจับ จากเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน พล.ต. วิจารณ์ จดแตง ผอ.ส่วนกฎหมายและสิทธิมนุษยชน กอ.รมน. และหัวหน้าฝ่ายกฎหมายหน่วยเฉพาะกิจการข่าว คสช. ได้เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน บก.ป. เพิ่มเติมอีก 2 คดี คือ เลขที่คดี 113/2558 และเลขที่คดี 114/ 2558 
           อย่างไรก็ตามในขณะนี้ พล.ท. สมศักดิ์ นิลบรรเจิดกุล แม่ทัพภาคที่ 3 ยืนยันว่ายังไม่ได้รับรายงานว่าสามารถจับกุมตัว พ.อ. คชาชาต บุญดี ผู้ต้องหาตามหมายจับคดี ม.112 ที่บริเวณชายแดนแต่อย่างไร 

ตามไปดู! 'อุทยานราชภักดิ์' ในวันที่ 'คนบางกลุ่ม' ทำเรื่องมิบังควร!

วันพุธ ที่ 11 พฤศจิกายน 2558 เวลา 10:00 น

"..ผมไม่รู้หรอกที่นี่เขามีเรื่องอะไรกันอยู่ เพราะข่าวที่ออกมายังไม่ชัดเจนนัก แต่ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ผมชื่นชมและภาคภูมิใจมากกับ อุทยานราชภักดิ์ เพราะมันเป็นสถานที่ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์มากสำหรับประเทศไทย ไม่ควรที่จะมีอะไรมาทำให้แปดเปื้อนแม้แต่นิดเดียว ถ้าใครที่อะไรไม่ดี ก็สมควรที่จะได้รับกรรมที่ทำไว้.."
picccraaaeee11 11 15
อุทยานราชภักดิ์ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ที่สร้างขึ้นด้วยความจงรักภักดีและเป็นการเทิดทูนและประกาศเกียรติคุณสมเด็จพระมหากษัตริย์แห่งสยาม 7 พระองค์  กำลังได้รับความสนใจของสาธารณชน เมื่อถูกระบุว่ามีความผิดปกติในโครงการก่อสร้าง เนื่องจากมี 'คนบางกลุ่ม' เข้าไปแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบในการดำเนินงานหลายส่วน 
ขณะที่  พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม อดีตผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) และประธานมูลนิธิอุทยานราชภักดิ์ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ออกมายืนยันชัดเจนว่า การดำเนินการที่ผ่านมาเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์จริงๆ  เจตนาในการดำเนินการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ตั้งแต่ต้นเป็นเจตนาบริสุทธิ์ มีความตั้งใจดี เพื่อจะให้เป็นประโยชน์ของประเทศชาติต่อไป 
ส่วนคำถามเกี่ยวกับความผิกปกติที่เกิดขึ้น พล.อ.อุดมเดช ตอบยืนยันกับสื่อมวลชนชัดเจนดังนี้ 
ประเด็นเรื่องเงินบริจาคกับพ.อ.คชาชาต บุญดี ผู้ต้องหาคดีหมิ่นสถาบันที่ถูกพาดพิง
พล.อ.อุดมเดช ตอบว่า ไม่ขอลงรายละเอียดมากนัก แต่เรื่องเงินบริจาคทั้งหมดเรามีเจ้ากรมการเงินทหารบกเป็นผู้รับผิดชอบในการทำหลักฐานและรายละเอียดต่างๆ ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ว่าเงินเข้า-ออกจำนวนเท่าไร และใครเป็นคนบริจาค เรื่องนี้คณะกรรมการสามารถตรวจสอบและชี้แจงได้ทั้งหมด
ประเด็นมีเซียนพระคนหนึ่งไปไล่เก็บหัวคิวจากโรงหล่อ ตรงนี้ได้มีการแก้ไขปัญหาอย่างไร
พล.อ.อุดมเดช ตอบว่า เรื่องนี้มีส่วนความจริงอยู่ส่วนหนึ่ง แต่ไม่ใช่ทั้งหมดเพราะตนคิดว่าทุกวงการก็มีสิ่งเหล่านี้ แต่พอเราทราบว่าน่าจะมีเราก็เข้าไปดำเนินการ โรงหล่อต่างๆ ก็มีความเข้าใจ คนที่สอดแทรกมาก็เป็นการแอบอ้าง แต่ทุกอย่างยุติลงด้วยดี สิ่งที่โรงหล่อต่างๆ อาจจะถูกหลอก โรงหล่อต่างๆ เองก็ไม่อยากให้เกิดอะไรเสียหาย เขาจึงมีการบริจาคโดยสมัครใจส่วนหนึ่ง อีกบางส่วนโรงหล่อก็นำไปใช้ในการทำองค์พระให้สมบูรณ์ ทุกอย่างจบเสร็จด้วยความเรียบร้อย สะอาด บริสุทธิ์ทุกขั้นตอน
“เรื่องนี้ไม่หนักใจ เพราะมันชี้แจงได้ทุกอย่างอยู่แล้ว แต่เรื่องนี้ก็แปลกดีตั้งแต่ช่วงหนึ่งแล้วมีอะไรออกมา แต่พอมีอีกเหตุการณ์ออกมาเป็นสถานการณ์หลัก ณ ช่วงเวลานี้เรื่องนี้ก็ถูกหยิบกลับมาโยงเข้าไปอีก ยืนยันเรื่องนี้ตรวจสอบได้ ไม่หนักใจใดๆ เพราะทุกอย่างเป็นเรื่องของความบริสุทธิ์”พล.อ.อุดมเดช ระบุ (อ้างอิงข้อมูลข่าวส่วนนี้จาก http://www.komchadluek.net/detail/20151110/216641.html)
คำถามที่น่าสนใจ อุทยานราชภักดิ์ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ในวันนี้ เป็นอย่างไรบ้าง? 
ล่าสุดในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ได้เดินทางไปลงพื้นที่ อุทยานราชภักดิ์ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์
พบว่า ยังมีประชาชนเดินทางเข้าไปเยี่ยมชมพร้อมถ่ายภาพที่ระลึกพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระบูรพกษัตริย์แห่งสยาม 7 พระองค์ เป็นจำนวนมาก
นายสมบัติ (ขอสงวนนามสกุล) นักท่องเที่ยวจากกรุงเทพฯ กล่าวว่า พาครอบครัวมาเที่ยว มาเที่ยวที่ อุทยานราชภักดิ์ เพื่อชื่นชมพระบารมีของสมเด็จพระบูรพกษัตริย์แห่งสยาม ทั้ง 7 พระองค์ และรู้สึกภาคภูมิใจมากที่ได้เกิดเป็นคนไทย 
"ผมไม่รู้หรอกที่นี่เขามีเรื่องอะไรกันอยู่ เพราะข่าวที่ออกมายังไม่ชัดเจนนัก แต่ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ผมชื่นชมและภาคภูมิใจมากกับ อุทยานราชภักดิ์ เพราะมันเป็นสถานที่ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์มากสำหรับประเทศไทย ไม่ควรที่จะมีอะไรมาทำให้แปดเปื้อนแม้แต่นิดเดียว ถ้าใครที่อะไรไม่ดี ก็สมควรที่จะได้รับกรรมที่ทำไว้"
ขณะที่นักท่องเที่ยวอีก 2-3 ราย ก็ตอบคำถามไปในทิศทางเดียวกัน ว่าภาคภูมิใจกับ พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระบูรพกษัตริย์แห่งสยาม ที่จัดสร้างไว้เป็นอย่างมาก (ดูรูปประกอบ)
12226294 1064527686931042 501685922 n
12231242 1064527730264371 533240729 n
  12243897 1064527760264368 1238844697 n
จากการสำรวจภายในบริเวณอุทยานราชภักดิ์ พบว่า มีเจ้าหน้าที่ทหารหลายนาย มาคอยอำนวยความสะดวก ประจำตามจุดต่างๆ ทั้งในส่วนทางเข้าบริเวณพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระบูรพกษัตริย์แห่งสยาม 
ขณะที่บริเวณด้านซ้ายมือ (ถ้าหันหน้าเข้าพระบรมราชานุสาวรีย์ฯ) มีการกางเต้นท์ลายพรางทหารขนาดใหญ่ไว้
แบ่งออกเป็น 2 โซน คือ โซนแรกในส่วนการจัดแสดงนิทรรศกาล จุดเริ่มต้นการก่อสร้างอุทยานฯ และพระราชประวัติสมเด็จพระบูรพกษัตริย์แห่งสยามทั้ง 7 พระองค์ รวมถึงตู้เงินบริจาคเงิน
ส่วนจุดตั้งโต๊ะบริการให้ข้อมูล มีเจ้าหน้าที่ทหารบางราย นำเหรียญรัชการที่ 9 มาจำหน่ายในราคาเหรียญละ 300 บาท ด้วย
picaa11 1 15
12226594 1064527806931030 59215000 n
piccaa0111 11 15
ส่วนโซนที่ 2 เป็นจุดจำหน่ายน้ำดื่ม ให้บริการโดยเจ้าหน้าที่ทหารเช่นกัน
12226525 1064527816931029 106597562 n
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้พยายามสอบถามข้อมูลการบริหารงานภายใน อุทยานราชภักดิ์ จากทหารหลายราย
แต่ทุกคนปฏิเสธที่จะให้ข้อมูล ระบุว่าไม่ทราบรายละเอียด ขอให้สอบถามจากส่วนกลางจะดีกว่า 
อนึ่ง เกี่ยวกับเรื่องเงินบริจาคนั้น ก่อนหน้านี้ สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ตรวจสอบพบว่า เมื่อวันที่ 15 ต.ค.2558 ที่ผ่านมา สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้ทำหนังสือด่วนที่สุด เรียนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้รับทราบข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี เรื่องการบริหารจัดการอุทยานราชภักดิ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
หนังสือระบุว่า คณะรัฐมนตรี ได้มีมติเมื่อวันที่ 13 ต.ค.2558 รับทราบตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเสนอข้อสั่งการเพิ่มเติมของนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 22 ก.ย.2558 ว่า ให้กองทัพบกเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการจัดให้มีคณะทำงานดูแลการบริหารจัดการอุทยานราชภักดิ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ให้มีความชัดเจน เนื่องจากมีงบประมาณจำนวนมาก ซึ่งได้รับจากเงินบริจาคของภาคเอกชนและประชาชนผู้มีจิตศรัทธา ส่วนวิธีดำเนินการให้พิจารณาตามความเหมาะสม โดยไม่จำกัดว่าจะเป็นมูลนิธิหรือกลไกในรูปแบบใด
ทั้งนี้ ให้คำนึงถึงประสิทธิภาพ และให้เกิดความต่อเนื่อง โดยอาจแบ่งกรอบเวลาการดำเนินการเป็นระยะๆ เพื่อให้มีความชัดเจนได้
prewwwwww
ล่าสุด สำนักข่าวอิศรา ได้พยายามตรวจสอบข้อมูลรายละเอียดโครงสร้างการบริหารจัดการอุทยานราชภักดิ์ จากเว็บไซต์ของกองทัพบก ที่มีการเผยแพร่ข้อมูลการก่อสร้างอุทยานฯ เป็นทางการ  (http://www.rta.mi.th/RTAweb/pageinfor/weppage.htmlพบว่ายังไม่มีการนำข้อมูลโครงสร้างการบริหารจัดการอุทยานราชภักดิ์ มาเผยแพร่ไว้ด้วยแต่อย่างใด รวมถึงในราชกิจจานุเบกษาด้วย 
ขณะที่ ในการชี้แจงข้อมูลต่อสื่อมวลชน เมื่อวันที่ 10 พ.ย.2558 ที่ผ่านมา พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม อดีตผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) และประธานมูลนิธิอุทยานราชภักดิ์ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ระบุว่า  การดำเนินการเป็นไปในรูปแบบของคณะกรรมการเพราะเป็นโครงการใหญ่ มีคณะกรรมการ มีคณะอำนวยการที่มีพล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รมช.ศึกษาธิการ เป็นประธาน 
นอกจากนี้ ยังมีการตั้งคณะอนุกรรมการซึ่งทำงานแตกต่างกันออกไป ส่วนงานที่เหลือตั้งใจว่าจะให้คณะกรรมการที่มีการจัดตั้งเมื่อปลายปีที่ผ่านมาเป็นคนดำเนินการ แต่เท่าที่ดูงานที่เหลือก็ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการบริหารจัดการหรือการควบคุมงานต่างๆ ต้องมีหน่วยใหญ่ที่มีศักยภาพเข้ามาดำเนินการ จึงอยากให้คณะกรรมการชุดปัจจุบันที่มีกองทัพบกดูแลเป็นคนเข้ามาดูแลเรื่องนี้
"ได้มีการพูดคุยกันแล้วระดับหนึ่งว่าจะให้ผบ.ทบ.ไปแต่งตั้งคณะกรรมการชุดใหม่เข้ามา บริหารงานต่อไป โดยงานที่เหลือยังมีห้องประวัติศาสตร์หัวใจสำคัญที่จะให้ประชาชนและต่างชาติได้เข้ามาศึกษา เรื่องของห้องน้ำ ห้องสุขาขนาดใหญ่ เพื่อรองรับคนจำนวนมาก 160 – 200 ห้อง อาคารมูลนิธิฯซึ่งยังไม่มี เหล่านี้เป็นต้น ดูแล้วศักยภาพต้องเป็นกองทัพบกเท่านั้น จึงขอเรียนว่า สิ่งต่างๆ ได้เกิดจากความตั้งใจดี สิ่งเหล่านี้ถือเป็นสมบัติของชาติ ถาวรวัตถุต่างๆ นั้นยังตั้งอยู่ในพื้นที่ของกองทัพบก ตามนิตินัยกองทัพบกยังเป็นเจ้าของ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นมาเป็นการช่วยเหลือและสมัครใจบริจาคของประชาชน เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นสมบัติของชาติด้วย ก็ขอให้สบายใจ" 
ทั้งหมดนี้ คือ ข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับอุทยานราชภักดิ์ ที่ถูกระบุว่า มี 'คนบางกลุ่ม' เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ และกำลังถูกตรวจสอบจากหลายฝ่ายอยู่ในขณะนี้ 

1,288 รายชื่อบริจาคสร้าง'อุทยานราชภักดิ์' กลุ่มทรูมากสุด5ล.-'หมอหยอง' 1 แสน



เปิดรายชื่อผู้บริจาคร่วมสร้าง อุทยานราชภักดิ์ 1,288 ราย 'กลุ่มทรู' มากสุด 5 ล้าน 'หมอหยอง' 1 แสน ก่อน 'บิ๊กตู่' สั่งล้อมคอกตั้งคณะทำงานดูแลให้ชัดเจน 
piccccyouuu
จากกรณีสำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ตรวจสอบพบว่า เมื่อวันที่ 15 ต.ค.2558 ที่ผ่านมา สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้ทำหนังสือด่วนที่สุด เรียนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้รับทราบข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี เรื่องการบริหารจัดการอุทยานราชภักดิ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 
หนังสือระบุว่า คณะรัฐมนตรี ได้มีมติเมื่อวันที่ 13 ต.ค.2558 รับทราบตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเสนอข้อสั่งการเพิ่มเติมของนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 22 ก.ย.2558 ว่า ให้กองทัพบกเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการจัดให้มีคณะทำงานดูแลการบริหารจัดการอุทยานราชภักดิ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ให้มีความชัดเจน เนื่องจากมีงบประมาณจำนวนมาก ซึ่งได้รับจากเงินบริจาคของภาคเอกชนและประชาชนผู้มีจิตศรัทธา ส่วนวิธีดำเนินการให้พิจารณาตามความเหมาะสม โดยไม่จำกัดว่าจะเป็นมูลนิธิหรือกลไกในรูปแบบใด
ทั้งนี้ ให้คำนึงถึงประสิทธิภาพ และให้เกิดความต่อเนื่อง โดยอาจแบ่งกรอบเวลาการดำเนินการเป็นระยะๆ เพื่อให้มีความชัดเจนได้
ล่าสุดสำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ตรวจสอบพบว่า ในเว็บไซต์สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5 ได้มีการเผยแพร่รายชื่อ รายนามผู้บริจาคเงินก่อสร้าง "อุทยานราชภักดิ์" ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นจนถึงปัจจจุบันพบว่ามีอยู่จำนวน 1,288 ราย รวมวงเงินหลายสิบล้านบาท 
โดยรายชื่อผู้ที่บริจาคเงินมากที่สุด ใน 10 อับดับแรก ได้แก่ 
1. กลุ่มทรู  5,000,000 บาท
2. จ.อุบลราชธานี  2,700,670 บาท
3. กรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุจำกัด(สถานนีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง7) 2,000,000 บาท
4. ชมรมภูมิพลังแผ่นดิน 2,000,000 บาท
5. คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล (และโรงแรมอโนมา แกรนด์ กรุงเทพฯ)  2,000,000 บาท
6. อาร์ที่เอ เอ็นเตอร์เทนแมนท์ จำกัด 2,000,000 บาท
7. ในนามภูมิพลังแผ่นดิน รุ่น1 พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง และคณะ 2,000,000 บาท
8. กองทัพภาคที่ 2  1,300,000 บาท
9. พระวิสุธิสารเถร(เจ้าคุณเสือ)ประธานมูลนิธิวัดป่าหลวงตามหาบัว  1,000,000 บาท
10. การประปานครหลวง 1,000,000 บาท
11. โรงงานยาสูบ  1,000,000 บาท
12. คุณ การัณย์ จาวาลา บริษัท รอยัลดีเฟนส์ จำกัด 1,000,000 บาท
13. เสรีชัยยุทธภัณฑ์  1,000,000 บาท  (สำนักข่าวอิศรา เคยตรวจสอบพบว่า บริษัทฯแห่งนี้เป็นคนในตระกูล “ยอดวานิช” ปรากฎรายชื่อเป็นผู้รับจ้างจัดหาอาวุธและยุทธภัณฑ์กับหน่วยงานของกระทรวงกลาโหม ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา จำนวน 214 ครั้ง รวมวงเงิน 3,410,865,730 บาท อ่านประกอบ :เจาะ“บ.เสรีชัยฯ”เบอร์หนึ่งคู่ค้า“อาวุธ"กองทัพ ทำธุรกิจ 16 ปี โกย 5.6 พันล.)
14. ลัทธพลเทรดดิ้ง 1,000,000 บาท
15. การไฟฟ้านครหลวง  1,000,000 บาท
16. พล.ร.7 1,000,000 บาท
17. ธนาคารกรุงเทพ 1,000,000 บาท
18. พลอากาศตรี ตะวัน นาครทรรพ (และครอบครัว)  500,000 บาท
19. คุณ สันติ โกวิทจินดาชัย  500,000 บาท
20. คุณ สุกัญญา โกวิทจินดาชัย 500,000 บาท
จากการตรวจสอบพบว่า นายสุริยัน สุจริตพลวงศ์ หรือ “หมอหยอง” ผู้ต้องขังคดีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เสียชีวิตแล้วเมื่อวันที่ 7 พ.ย. 2558 ที่ผ่านมา โดยมีสาเหตุจากการติดเชื้อในกระแสเลือด ปรากฎรายชื่อเป็นผู้บริจาคเงินในลำดับที่ 38 จำนวนเงิน 100,000 บาท ด้วย