PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันอังคารที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2559

กปปส.นับร้อยแห่เยี่ยมมือปืนป๊อบคอร์น สวมเสื่อชูเป็นซุปเปอร์ฮีโร่

กปปส.นับร้อยแห่เยี่ยมมือปืนป๊อบคอร์น สวมเสื่อชูเป็นซุปเปอร์ฮีโร่

8 มี.ค.2559 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 9.42 น. ผู้ใช้ชื่อเฟซบุ๊กชื่อ 'Somwang Treeyakit' โพสต์ภาพ ข้อความในลักษณะสาธารณะและระบุว่าเป็นภาพที่เรือนจำกลางบางขวาง พร้อมกล่าวว่า "จัดไปครับมวลชนมาให้กำลังใจน้องท็อปกันอย่างล้มหลามครับ" 

โดย มติชนออนไลน์ รายงานด้วยว่า เมื่อเวลา 10.30 น. บรรยากาศที่บริเวณจุดลงชื่อเยี่ยมญาติฝั่งตรงข้ามหน้าเรือนจำบางขวาง อ.เมือง จ.นนทบุรี ได้มีกลุ่มชาวบ้านที่มีอุดมการณ์แนวร่วม กปปส.จำนวนกว่า 100 คน มีมาจากหลายจังหวัด อาทิ ปทุมธานี นนทบุรี อยุธยา ปราจีนบุรี พร้อมทั้งได้มีผู้นำเสื้อยืดคอกลมสีขาว สกรีนที่หน้าอกเป็นรูปถุงป๊อบคอร์น ลายเหลืองเขียวและภายในรูปถุงป๊อบคอร์น ได้มีการสกรีนเขียนตัวหนังสือ ภาษาอังกฤษว่า POP CORN SUPER HERO นำมาแจกจ่ายให้แก่ผู้ที่ร่วมอุดมการณ์ 100 ตัว จนหมดและไม่เพียงพอต่อความต้องการ โดยผู้ที่เดินทางมารวมกลุ่มให้กำลังใจเพื่อลงชื่อเข้าเยี่ยมนายวิวัฒน์ หรือท็อป ยอดประสิทธิ์ อายุ 24 ปี มือปืนป๊อปคอร์น ที่ถูกคุมขังอยู่ภายในเรือนจำดังกล่าว ซึ่งวันนี้ได้มี น.ส.มนัสนันท์ หรือเก๋ อมรอภิสิทธิ์ ซึ่งเป็นภรรยา เข้าเยี่ยมพร้อมตัวแทน อีก 4 คน โดยทางเรือนจำได้กำหนดให้เข้าเยี่ยม สำหรับ แดน 6 ได้อาทิตย์ละ 2 วัน คือวันอังคารและวันพฤหัสบดี ในช่วงเวลา 10.30- 11.15 น.และ เวลา 11.15-12.00 น. สามารถเข้าเยี่ยมได้รอบครั้งละ 30 นาที เพื่อทางญาติจะได้เข้าถามความเป็นอยู่ของนายท็อป หรือมือปืนป๊อปคอร์น ว่าต้องการสิ่งใดเพิ่มเติมหรืออยากได้อะไรเพิ่มเติมอีกหรือไม่

สำหรับคดีมือปืนป๊อปคอร์นนั้น เมื่อวันที่ 3 มี.ค.ที่ผ่านมา ศาลอาญา รัชดา ศาลอ่านคำพิพากษาในคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 4 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายวิวัฒน์ หรือ มือปืนป๊อบคอร์น เป็นจำเลย จากเหตุรุนแรงบริเวณไอทีสแควร์หลักสี่ เมื่อครั้ง กปปส.นำมวลชนเดินทางไปขัดขวางการเลือกตั้ง 1 วันก่อนการเลือกตั้ง 2 ก.พ.57 โดยศาลพิพากษาลงโทษทุกกระทงความผิดรวม 37 ปี 4 เดือน โดยแยกเป็น ข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่น จากลงโทษจำคุกตลอดชีวิต เหลือจำคุก 33 ปี 4 เดือน ข้อหาความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน จากลงโทษจำคุก 3 ปี เหลือจำคุก 2 ปี และข้อหาพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะฯ จากลงโทษจำคุก 3 ปี เหลือจำคุก 2 ปี
ซึ่งคดีดังกล่าว อัยการโจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 11 มิ.ย.2557 สรุปพฤติการณ์จำเลยว่า เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2557 เวลากลางวัน จำเลยกับพวกได้มีปืนเล็กยาวไม่ทราบชนิดและขนาด ติดตัวไปที่ทางแยกหลักสี่ เขตหลักสี่ พื้นที่ประกาศให้เป็นพื้นที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร และยิงปืนเข้าไปในอาคารศูนย์การค้าไอทีสแควร์ จน น.ส.สมบุญ สักทอง ผู้เสียหายที่ 1 นายอะแกว แซ่ลิ้ว ผู้เสียหายที่ 2 นายนครินทร์ อุตสาหะ ผู้เสียหายที่ 3 และนายพยนต์ คงปรางค์ ผู้เสียหายที่ 4 ได้รับอันตรายสาหัส เเละเป็นเหตุให้นายอะเเกว ผู้เสียหายที่ 2 เสียชีวิตภายในระยะเวลาต่อมา โดยก่อนเสียชีวิตนายอะแกว วัย 72 ปี ต้องนอนอัมพาต เกือบ 8 เดือน ก่อนเสียชีวิตในเวลาต่อมา

นายกและครอบครัวเป็นชาวพุทธ

ดู....พลเอกประบุทธ์ แก้ข่าวลือ..."ผม-ภริยา-ลูกสาว" เป็นมุสลิม

นายกฯ ยัน ทั้ง ตัวเองและ ภริยาไม่ใช่มุสลิม ไหว้พระ อยู่ทุกวัน  ผมก็ไม่ใช่มุสลิม ห้อยพระเต็มคอ อยู่นี่. แล้วไปลือว่า ลูกสาว จะแต่งงานกับมุสลิม ก็ไม่มี อย่าเชื่อข่าวลือ วอนช่วยแก้ข่าวให้ผมบ้าง มีการปล่อยข่าวลือ และนำภาพ ภริยา ไปประชุมที่มาเลเซีย มาลง  ส่วนผมใส่หมวก เจ้าบ่าวมุสลิม หน้าทำเนียบฯ ก็มีคนเอามาลงว่า ผมเป็นมุสลิม

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวหลังประชุม ครม.ว่า “เห็นมีข่าวเผยแพร่ว่าผมเป็นอิสลามไปแล้ว ซึ่งวันนั้นชาวมุสลิมได้เอาหมวกแต่งงานมาให้ผมใส่ ผมก็ใส่ แล้วมีคนบอกว่าผมเป็นอิสลามไปแล้ว ซึ่งต้องให้ความเป็นธรรมกับผมหน่อย 

นอกจากนี้ภรรยาผมไปเปิดการประชุมอาเซียนที่มาเลเซีย มีคนเอาภาพในห้องประชุมใหญ่ไปโพสต์ ซึ่งถ่ายรูปติดกับมุมอิสลาม เลยหาว่าภรรยาเป็นมุสลิมไปด้วย 
"นี่ผมไว้พระอยู่ทุกวัน แล้วมาบอกว่าลูกผมแต่งกันกับอะไรก็ไม่รู้ แต่สรูปแล้ว ทั้งผม ภรรยา ลูก เป็นมุสลิมไปหมด ก็คิดแบบนี้ แล้วจะเชื่อเขาหรือ ท่านต้องแก้ให้ผม ผมห้อยพระเต็มคออยู่นี่”

ดาวมฤตยู สุริยุปราคา....




ดาวมฤตยู สุริยุปราคา....
นายกฯ จะสวดมนต์นานขึ้น รับดาวมฤตยู ระวังตัวให้มากขึ้น บอกถ้าเชื่อโหราศาสตร์ก็ต้องช่วยกันทำความดี อย่าตื่นตระหนก หวังรวมพลังปชช.ในทางสร้างสรรค์เผย ห่วงบ้านเมืองตั้งแต่ 22 พ.ค. 57 ไม่ต้องรอสุริยุปราคาเกิด เผยตั้งใจในการทำความดี สงบสติอารมณ์ ไม่โมโหใคร นี่เป็นสิ่งที่คิดว่าจะทำให้ทุกอย่างในบ้านเมืองเกิดความสงบ"

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์หลังการประชุมคณะรัฐมนตรีถึงกรณีที่หลายฝ่ายมีความเป็นห่วงเรื่องดวงเมือง ซึ่งอาจจะเกี่ยวโยงถึงสถานการณ์การเมืองที่จะเกิดเหตุการณ์สุริยุปราคาขึ้นในวันที่ 9 มี.ค.นี้ว่า "ไม่ใช่เพราะมีเรื่องของสุริยุปราคา ผมห่วงบ้านเมืองมาตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค. 57 แล้วว่ามันจะเดินไปข้างหน้าได้อย่างไร เนื่องจากผมเอาภาระของประเทศชาติมาแบกไว้ โดยมีประชาชนคอยประคับประคองให้ความช่วยเหลือ สนับสนุนการทำงานของรัฐบาล และแม้แต่ คสช.ก็มีประชาชนให้การสนับสนุน มีคนจำนวนมากที่เข้าใจและพยายามที่จะแสวงหาความร่วมมือ ส่วนจะซ้ายบ้าง ขวาบ้างผมไม่ได้ว่าอะไร แต่ก็ได้เริ่มต้นในการที่จะรวมพลังของประชาชนให้ได้ในทางที่ถูกต้องและสร้างสรรค์ไม่นำไปสู่ความขัดแย้ง จะเห็นได้ว่าผมพยายามระงับทุกอย่างไม่ว่าเป็นฝ่ายสนับสนุนผมหรือไม่ จะมาตีกันไม่ได้ จะต้องถูกดำเนินคดีทั้งหมด ก็ต้องขอบคุณทุกคนที่ร่วมมือ เมื่อให้หยุดก็หยุด ถ้าไม่หยุดก็ต้องใช้กฎหมายเสร็จแล้วทหารกับตำรวจก็เป็นจำเลยเหมือนเดิม ก็ต้องแก้กันเองให้ได้ "

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ส่วนหนึ่งก็เป็นความเชื่อส่วนบุคคล และในฐานะที่เป็นชาวพุทธก็ไม่ไปดูหมิ่น เชื่อไว้ ศรัทธาไว้ก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร จะได้ระวังตัวมากขึ้น แต่ไม่ใช่พอมีคนมาบอกหรือให้คำแนะนำก็ตกใจกันไปหมด มันไม่ใช่ มันเป็นการสร้างความตื่นตระหนก ทุกอย่างตนคิดว่าไม่ว่าจะเป็นทางศาสนา ความเชื่อหรือโหราศาสตร์ ตนเชื่อว่าวิชาที่เขาคิดกันมาเพราะต้องการให้ทุกคนมีความระมัดระวัง ไม่ประมาท เพราะฉะนั้นทุกคนก็ควรช่วยกันเสริมสร้างความดี อยู่ในศีลธรรมอันดีของทุกๆ ศาสนา เมื่อมีคนบอกให้ระมัดระวังจากเหตุการณ์สุริยุปราคาที่กำลังจะเกิดขึ้น ตนก็สวดมนต์นานขึ้นไปอีกหน่อยหนึ่ง
"ตั้งใจในการทำความดี สงบสติอารมณ์ ไม่โมโหใคร นี่เป็นสิ่งที่คิดว่าจะทำให้ทุกอย่างในบ้านเมืองเกิดความสงบ"
"ถ้ากลับไปไอ้ทางนี้ที เดี๋ยวเศรษฐกิจแย่ รายได้เกษตรกรแล้วมีดาวพระเคราะห์เข้ามาอีก ของเก่ายังแก้ไม่ได้เลย แล้วจะไปแก้ดาวพระเคราะห์ได้หรือ เราก็ต้องช่วยกันแก้ด้วยตัวของเราเอง ทึกอย่างมันกำหนดได้ด้วยตัวเองทั้งสิ้น นอกนั้นก็มาจากสภาวะแวดล้อมก็ต้องไปสร้างความเข้าใจกัน ถ้าบอกว่าท่านกลัวเรื่องโหราศาสตร์ก็ไปรวมกลุ่มกันช่วยกันทำบุญ ทำความดี อย่างน้อยก็จะช่วยปกป้องรักษาตัวให้พวกเราปลอดภัย ผมเชื่อว่าความมุ่งหวังของศาสนาเป็นอย่างนี้ แต่เมื่อมีการเตือนมาก็ถือว่าเป็นภูมิคุ้มกันที่ดี เราก็ระวังตัวกัน"พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

บิ๊กตู่ แจง ปราบผู้มีอิทธิพล หวังเคลียร์บ้านเมือง




บิ๊กตู่ แจง ปราบผู้มีอิทธิพล หวังเคลียร์บ้านเมือง ยอมรับมีคนของนักการเมืองเอี่ยวด้วย ยันดำเนินการกับทุกกลุ่ม ไม่ว่า เจ้าพ่อเจ้าแม่ เผยมีรายงานอิทธิพลโบ้เบ้ ลั่นเดินหน้าปราบสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีความคืบหน้าการปราบปรามผู้มีอิทธิพล ภายหลังจากที่มีการสั่งการให้มีการเริ่มทำงานในวันที่ 4 มี.ค.ที่ผ่านมาว่า ขอร้องว่าอย่าไปมองในทุกๆ อย่างว่าเป็นเรื่องการเมืองทั้งหมด ซึ่งการปราบปรามผู้มีอิทธิพลนั้นก็เป็นเรื่องของผู้มีอิทธิพล จะอยู่การเมือง ทหาร หรือตำรวจ จะอยู่กับใครก็ตามไม่ว่าจะเป็นเจ้าพ่อหรือเจ้าแม่ ทุกคนถือว่าเป็นผู้มีอิทธิพล ตนไม่สนใจ
แต่อาจจะเป็นคนของนักการเมืองบ้าง ตนจะไปทำร้ายเขาข้างเดียวได้อย่างไร เรื่องนี้ได้สั่งการไปแล้ว ซึ่งพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัญมนตรีและรมว.กลาโหมก็ดำเนินการอยู่แล้วกับทุกๆ กลุ่มต้องดำเนินการทั้งหมด
"ไม่อยากให้ไปฟังความข้างเดียว ทุกอย่างต้องว่ากันด้วยกฎหมาย ถ้าตรวจแล้วไม่พบการกระทำผิดก็ออกนอกบัญชีไปก็จบ ไม่ติดคุก ไม่มีความผิด
แต่ถ้ามีหลักฐานก็ต้องถูกดำเนินการตามกฎหมาย ทำไมไม่อยากให้บ้านเมืองเป็นอย่างนี้หรือ ต้องการให้อยู่แบบเดิมหรืออย่างไร ทำให้เกิดปัญหากันไปเรื่อยๆ วันข้างหน้าก็จะมีบุคคลเหล่านี้ไปสนับสนุนการเมืองบ้าง อะไรๆ บ้าง ทำผิดกฎหมายแล้วใบ้อาวุธยุทโธปกรณ์กับประชาชน มันไม่ได้ วันนี้เราต้องช่วยกันเคลียร์บ้านเมืองให้สะอาด ปลอดภัย
ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการอยู่ วันนี้ก็มีรายงานว่ามีการไปดำเนินการในพื้นที่นครปฐม จับปืนได้ 30-40 กระบอก รายงานให้ผมทราบเมื่อสักครู่ ส่วนที่เหลือก็มีการดำเนินการไม่เฉพาะเรื่องอิทธิพลอย่างเดียว
มีทั้งการปราบปรามสินค้าผิดกฎหมาย ละเมิดลิขสิทธิ์ มีทั้งหมดในประเทศไทย เมื่อสักครู่ผมก็ได้รับรายงานผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ตลาดโบ้เบ้ ก็สั่งการให้คนลงไปดูแล ก็ยังมีปัญหาอยู่ ถ้าการเรียกร้องผลประโยชน์ มีเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องก็ต้องดำเนินการสอบทั้งหมด
ยืนยันว่าถ้าเรารู้ รัฐบาลจะไม่นิ่งนอนใจ จะดำเนินการตามกฎหมาย และข้อร้องว่าอย่าคิดว่าเราสร้างความเดือดร้อนให้ เพราะถ้าปล่อยกันแบบสบายๆ แล้วผิดกฎหมายจะเอาอย่างนั้นกันหรือ คนที่ไม่ผิดกฎหมายเขาจะทำอย่างไร ขอให้ใจเย็นๆ "พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

.“บิ๊กตู่” พูดเรื่องร่างธน. หลังจากไม่พูดมานาหนุน ส.ว.สรรหา



.“บิ๊กตู่” พูดเรื่องร่างธน. หลังจากไม่พูดมานาน....หนุน ส.ว.สรรหา แต่ไม่เห็นควรให้อำนาจเลือกนายกฯ ย้ำใช้หลัก 2 สภา แจง"มีชัย" ไม่มาประชุม เพราะงานเยอะ
ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึง การประชุมร่วม 4 ฝ่าย เมื่อวันที่ 7 มี.ค. ที่ผ่านมา ว่า ในการประชุมแม่น้ำ 4 สาย ได้มีการติดตามความก้าวหน้าในการทำงานด้านกฎหมาย การปฏิรูป เพื่อตอบสังคมให้ได้ว่ามีความก้าวหน้าอย่างไร ซึ่งวันนี้มีความก้าวหน้าทุกด้าน และประชาชนต้องรับรู้ว่าสิ่งไหนที่ทำในวันนี้ได้ และสิ่งไหนที่ยังทำไม่ได้ต้องไปอยู่ในระยะที่สอง นอกจากนี้ได้มีการหารือประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราวเพื่อให้มีการทำประชามติได้ ซึ่งทราบกันอยู่แล้วว่าจะแก้อะไรก็เป็นไปตามนั้น ส่วนประเด็นส.ว.ก็มีการพูดคุยกัน ว่าถ้ามาจากการสรรหาทั้งหมดจะเป็นอย่างไร ถ้าผสมจะเป็นอย่างไร คัดสรรจะเป็นอย่างไร

“ในประเด็นผมยังไม่พูดตรงนี้ ผมพูดแต่เพียงว่าก่อนที่เราจะคิดและตัดสินใจอะไร ชอบหรือไม่ชอบอันไหน ผมอยากให้ทุกคนทบทวน ดูวันเวลาที่ผ่านมาประเทศไทยเผชิญกับเรื่องอะไรมาบ้าง ความเดือดร้อน ความไม่เข้มแข็ง การไม่มีขีดความสามารถ การใช้อาวุธสงคราม โดยสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ผมวาดภาพให้เห็นความหวาดกลัวเพื่อที่จะให้ผมอยู่ต่อ แต่ท่านต้องคำนึงว่ามันจบหรือยัง การเมืองทั้งหมดทุกกลุ่มพร้อมที่จะร่วมมือเดินหน้าประเทศหรือยัง ถ้าตอบได้ว่าพร้อมแล้วบอกผมมา ใครมั่นใจจะรับรองแทนบ้าง เพราะวันนี้ยังตีกันอยู่ทุกวัน ขณะผมมีอำนาจยังขนาดนี้ ผมก็ไม่รู้ว่าวันหน้าจะแค่ไหน ผมถึงบอกว่าไปคิดกันมาเถอะ ไม่ว่าจะเป็นกรธ. สนช. ไปหาวิธีการที่ทำอย่างไรให้สถานการณ์เหล่านี้บรรเทาเบาบางลง ไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องการให้ยุติ ให้สงบ กลายเป็นว่าสิ่งเหล่านี้ผมต้องการจะสืบทอดอำนาจ ผมสืบเพื่อใคร เพื่ออะไรหรือ สมมุติว่าการใช้อำนาจ ถ้าจะให้มีส.ว.อะไรที่ว่ามาทั้งหมด ส.ว.เขาจะทำอะไร ผมก็ไม่ได้เห็นด้วยกับการให้มาเลือกนายกฯ แต่เป็นความคิดเห็นส่วนตัว คนอื่นจะว่าอย่างไรก็ว่ามา ผมว่ามันน่าจะเป็นกลไกของสภามากกว่า แต่บางคนก็หวังดี แต่อาจจะไม่ตรงกับความต้องการของคนมากไปหรือเปล่า อะไรที่ทำได้ผมก็ให้ในเรื่องประชาธิปไตย แต่อันไหนที่ควรจะต้อสงวนไว้บ้าง อาจจะต้องไปใส่ไว้ในบทเฉพาะกาลบ้างหรือไม่” นายกฯ กล่าว

นายกฯ กล่าวด้วยว่า ระยะเวลาจำกัดที่ว่าไม่ใช่ตนจะไปควบคุมทั้งหมด ตอนนี้มียุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา ถ้าไม่เข้าใจคน ไม่เข้าใจพื้นที่ก็จะแก้ปัญหาไม่ได้ การพัฒนาก็จะไม่ยั่งยืนเหมือนที่ผ่านมา ซึ่งตนได้ให้กระทรวงมหาดไทยและทุกกระทรวงร่วมมือกันจะทำให้ภูมิภาคทั้งสี่ภูมิภาครวมถึงภาคกลางเกิดความเข้มแข็งได้อย่างไร ซึ่งจะต้องสมบูรณ์ไปด้วยการเกษตรการลงทุน สนับสนุนอาชีพสร้างรายได้ให้เกษตรกรผู้มีรายได้น้อย การศึกษาต้องพัฒนาคน เรียนแล้วกลับไปพัฒนาท้องถิ่นตัวเอง ให้เกิดความสมบูรณ์ในภูมิภาค ประชาชนมีความสุข มีรายได้พอเพียง รัฐบาลต้องดูทุกมิติ ขอให้ประชาชนเปิดดูทีวีช่อง 11 บ้างจะได้รู้การทำงานของรัฐบาล ในสิ่งที่สำเร็จแต่ถ้าเป็นเรื่องวิพากษ์วิจารณ์จะไปอยู่ที่ช่องอื่น

ผู้สื่อข่าวถามว่านายกฯ เห็นด้วยที่จะให้ส.ว.สรรหา แต่ไม่เห็นด้วยในเรื่องมีอำนาจเลือกนายกฯใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ ย้อนถามว่า สื่อเห็นด้วยหรือไม่ ความเห็นของตนคือทุกคนต้องช่วยหาทางออกให้กับประเทศว่าจะทำอย่างไรแล้วดูด้วยว่าส.ว.เดิมที่เลือกตั้งกันมามีปัญหาอะไรบ้าง แล้วจะแก้ปัญหาหรือยอมรับได้หรือไม่ว่าจะไม่ทำให้เกิดปัญหาเดิมขึ้นมาอีก ในสองสภา มันไม่มีอะไรร้อยเปอร์เซ็นต์เพราะคนคือคน ต่อให้เลือกมาก็เป็นคนเป็นมนุษย์หากเราสร้างธรรมาภิบาลให้เกิดได้เรื่องเหล่านี้ก็คงไม่เกิด ไม่ต้องมาคัดสรรอะไรทั้งสิ้น ทุกคนมีจิตสำนึก มีอุดมการณ์ที่จะทำให้ประเทศปลอดภัยเท่านั้นคือหลักของตน
“ฉะนั้นการที่จะมีอะไรในบทเฉพาะกาล ผมเห็นด้วยเพราะ ผมเป็นคนถืออำนาจอยู่ และผมไม่ได้มุ่งหวังจะถืออำนาจตลอดชาติ ผมต้องการให้อำนาจเหล่านี้มาจากประชาชนโดยตรง คือการเลือกส.ส.ถ้าท่านเลือกส.ส.-ส.ว.ได้ดี ถ้าท่านมีความพร้อมผมก็พร้อมให้ แล้วคิดว่าพร้อมหรือยังที่จะไม่กลับมาที่เดิม พร้อมไหมใครยืนยันกับผมสักคนแม้กระทั่งนักการเมืองในวันนี้ ผมขอร้องออกมาพูดในทางที่สร้างสรรค์บ้าง เช่นเห็นด้วยหรือไม่ แต่ถ้ามาย้อนว่าถอยหลังเข้าคลองแล้วที่ผ่านมาแบบเดิมถอยหลังไปเท่าไหร่แล้ว วันนี้ผมหยุดถอยหลังและเดินหน้ามาได้บ้าง แค่นี้ยังไม่ยอมกันเลย แล้วท่านจะคาดหวังอะไรจากเขาได้ ผมขอถามสิ และความเห็นส่วนตัวของผม ส.ว.ก็ไม่ควรจะยุ่งกับการเลือกตั้งนายกฯ เดิมเขาว่าอย่างไรใครเป็นคนเลือกก็ว่าอย่างนั้น อะไรที่ไม่ขัดแย้งมากผมก็ไม่ยุ่งอยู่แล้ว” นายกฯ กล่าว
เมื่อถามว่าการประชุมแม่น้ำ 4 สาย ได้มีการพูดคุยเกี่ยวกับประเด็นส.ว.เพิ่มเติมหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า แค่นี้ก็ตายอยู่แล้ว เรื่องเลือกตั้งไม่เลือกตั้ง ระยะเวลาเปลี่ยนผ่านก็แย่แล้ว ไม่มี ไว้ใจตนเถอะ ไว้ใจมาสองปีกว่าแล้ว จะมาไม่ไว้ใจตอนนี้หรือ ไม่ใช่นะ ถือว่าที่ทำได้ถึงวันนี้เพราะมีกำลังใจจากพวกเรา สื่อดีๆ ผู้สื่อข่าวน่ารัก และประชาชนที่เข้าใจ ทำให้ตนยืนตรงนี้ได้ เพราะสู้ด้วยความดี ด้วยความคิดที่มีหลักการและเหตุผล ซึ่งพยายามพูดมาสองปี คิดว่าชอบพูดหรือ ปกติตนไม่ใช่คนพูดมากนะ เป็นทหารดุอย่างเดียวพอแล้ว อาทิตย์หนึ่งดุสองวันกองทำก็นิ่งแล้ว ใจเย็นทุกวันไม่ได้อยู่แล้ว วันนี้ยิ่งพูดยิ่งไม่กลัวตน แต่ตนยอมพูดยอมเหนื่อย ต่อให้ตายก็ยอมพูดจนตาย เพราะบางคนไม่ฟัง ชอบฟังแต่อะไรที่มีความสุข ชอบดูละคร
นายกฯ กล่าวต่อว่า ในเรื่องอำนาจส.ว.ก็ทำหน้าที่ดูแลรัฐธรรมนูญ ไม่ให้มีปัญหา ไม่ให้ได้รับการแก้ไขจนเละเทะไปหมด ทำนองนี้ และดูแลเรื่องธรรมาภิบาล การบริหารราชการแผ่นดิน ดูแลยุทธศาสตร์ที่เขียนไว้กว้างๆ ถ้ารัฐบาลไม่ทำหรือทำน้อยก็เปิดประชุมสองสภาคุยกัน ว่าทำไมไม่ทำแค่นั้น ไม่ใช่จะไปชี้ผิดชี้ถูกยุบรัฐบาล มันไม่ใช่ ถ้าจะยุบรัฐบาลมันต้องเข้ากลไก ศาลไปว่ามา แต่ไม่ใช่ให้ศาลมาชี้เองคงไม่ได้ มันต้องมีมูล มีการร้องทุกข์กล่าวโทษ
เมื่อถามว่าในฐานะที่เป็นหัวหน้าคสช.และนายกฯ มีความคิดที่จะทำให้ร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ถูกแก้ในสามปีห้าปี นายกฯ กล่าวว่า ก็มีส.ว.ไว้ดูแล มันไม่มีใคร จะไปใช้อำนาจอะไร จะไปเขียนอะไรที่ล็อคมากๆก็ไม่ได้ ฉะนั้นจะต้องมีกลไกที่เราน่าจะเชื่อมั่นกัน อย่างน้อยจะได้มีกลไกดูแลประเทศชาติบ้านเมือง และคนเหล่านี้ก็ต้องรับรู้การแก้ปัญหามาด้วยในหลายๆส่วนไม่ว่าจะเป็นนักธุรกิจ ความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม เกษตรกรต้องมีส่วนร่วมในส.ว.เพื่อที่จะดูแลภาพรวมไม่ใช่ฟ้องๆ ไล่ออกๆ ยุบสภา มันต้องมีกลไก
เมื่อถามย้ำว่าหมายถึงจะเขียนเพื่อล็อคไว้ในรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ไม่ล็อค ล็อคไม่ได้อยู่แล้ว ใครจะไปล็อค พูดกันเองทั้งนั้น ที่ตนอ่านเจอทุกวันนี้มีสปท. กรธ. พูดบ้างเป็นความเห็นนายมีชัย ฤชุพันธุ์ประธานกรธ. และตนก็ก็ขี้เกียจตอบเข้าไปอีก เพราะมันไม่ใช่สิ่งที่เขาสรุปมา บางอันยังไม่สรุปก็พูดกันไปแล้ว มันก็ตีกันไม่เลิก ยังไปกันไม่ได้ ไปตีกันดักหน้าตนสี่ห้าทาง วันนี้ต้องเดินให้ได้ตรงนี้ก่อน ส.ว.จะมีอำนาจหน้าที่อย่างไร กระบวนการที่จะได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาลควรจะเป็นอย่างไร ถ้ารัฐบาลเดินหน้าตามยุทธศาสตร์เราก็ไปยุ่งไม่ได้อยู่แล้ว
เมื่อถามว่าในประวัติศาสตร์ช่วงสิบปีที่ผ่านมานักการเมืองพอเข้ามาก็จ้องฉีกและแก้รัฐธรรมนูญโดยสนใจบริหารประเทศน้อย นายกฯ กล่าวว่า ก็รู้ดี ที่ถามมานั้นก็พูดถูก สื่อก็ต้องไปบอก ต้องไปสร้างความเข้าใจ ช่วยคิดแทนตนบ้าง เพราะตนคิดมาให้เยอะแล้ว ที่เขาคิดๆกันไม่ใช่โยนก้อนหินถามทาง เพราะคนไทยทุกคนคิดแตกต่างได้ ตนไม่ได้จับใครที่มีความคิดแตกต่างหรือพูดแตกต่างจากตนในเรื่องรัฐธรรมนูญ แค่เรียกมาพูดคุย บอกให้หยุดก็ไม่หยุด แล้วจะให้ทำยังไง บ้านเมืองก็อยากให้ดี ประชาชนมีรายได้ ประเทศต้องการพัฒนา รถไฟทางด่วนก็ต้องมี คิดแต่ทางได้อย่างเดียว ที่เสียมาแก้หรือยังเราต้องมีกระบวนการแก้ไขไม่ให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นต่อไป เรื่องส.ว.ถ้าเอามาวันนี้ ก็เพื่อให้เข้ามาดู ถ้าเห็นด้วยว่าควรแก้รัฐธรรมนูญก็แก้ แต่ถ้าไม่เห็นด้วยก็แสดงความเห็นกันให้เป็นมติของสองสภา ไม่ต้องเป็นสภาสูงสภาล่าง ให้ทั้งสองสภาเป็นสภาเดียวกันหมด เอาแบบนั้นไหม ถ้าเราไม่มีส.ว.ไว้เลย ที่เลือกตั้งมาทั้งหมดถามว่าจะกลับไปเกิดแบบเดิมหรือเปล่าตนไม่รับรอง และไม่อาจกล่าวได้ว่าจะเกิดหรือไม่เกิด ไปคิดกันเอาเอง
ส่วนกรณีที่ฝ่ายกรธ. ไม่เข้าร่วมการประชุมเมื่อวันที่ 7 มี.ค. พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า นายมีชัย มีงานอยู่ตนก็ไม่อยากให้มา เพราะเดี๋ยวจะทำให้มีปัญหา ซึ่งตนก็นำเรื่องที่คุยกับกรธ.มาแล้ว เอาปัญหากรธ.มาคุยเป็นของเรา จะได้หาทางแก้ปัญหากับท่าน และวันนี้กรธ.มีหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญ มีหน้าที่ปฏิบัติ แม่น้ำ 4 สายเป็นฝ่ายนโยบาย และฝ่ายเห็นชอบ แต่อำนาจทั้งหมดอยู่ที่ตน

ทหารบุกจู่โจมค้นบ้านผู้มีอิทธิพล จ.นครปฐม 6 จุด ยึดของผิดกฎหมายเพียบ

ทหารบุกจู่โจมค้นบ้านผู้มีอิทธิพล จ.นครปฐม 6 จุด ยึดของผิดกฎหมายเพียบ
Cr:kapook
เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2559 เวลา 06.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ทหารกองกำลังรักษาความสงบ (กกล.รส.) จากศูนย์รักษาความปลอดภัย (ศรภ.) พร้อมด้วยกองพลทหารราบที่ 9 และเจ้าหน้าที่ตำรวจ นำกำลังเข้าตรวจค้นอาวุธปืนและสิ่งผิดกฎหมายตามนโยบายปราบปรามผู้มีอิทธิพลของรัฐบาล ตามคำสั่งของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และ พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โดยเจ้าหน้าที่กระจายกำลังเข้าตรวจค้นบ้านตามรายชื่อทั้งหมด 6 จุด ได้แก่
จุดที่ 1 บ้านของนายพเยาว์ เนียะแก้ว
พบปืนลูกซองจำนวน 2 กระบอก, ปืนพก .357 จำนวน 1 กระบอก, ปืนพก 11 มม. จำนวน 1 กระบอก, ปืนพก 9 มม. จำนวน 1 กระบอก, เงินสด 2 ล้านบาท, ทองคำแท่ง 1,150 บาท, รถยนต์ปอร์เช่ รุ่นคาเยน สีดำ กก 8888 นครปฐม, รถยนต์โตโยต้า รุ่นแฮริเออร์ สีขาว กจ 9911 นครปฐม, รถยนต์โตโยต้า รุ่นแฮริเออร์ สีขาว กจ 9889 กทม., รถยนต์โตโยต้า รุ่นอัลพาร์ด สีขาว ชฐ 9000 กทม. และรถยนต์เบนซ์ รุ่น slc250 สีขาว ย 2108 กทม. (ป้ายแดง)
จุดที่ 2 บ้านนายชวเทพ พรหมเอียด
พบปืนไรเฟิล-ลูกซอง 4 กระบอก, ปืนพก 1 กระบอก, เครื่องกระสุน ลูกซอง 55 นัด, กระสุน .45 53 นัด, กระสุน .38 25 นัด, กระสุน .22 6 นัด และวิทยุสื่อสาร 6 เครื่อง
จุดที่ 3 บ้านนายวิชาญ พรหมเอียด
พบปืนพก 14 กระบอก, ปืนยาว 3 กระบอก และเครื่องกระสุนจำนวนหนึ่ง
จุดที่ 4 บ้านนายประสาน บุญมี (บ้านพ่อตานายวิชาญ)
พบรถยนต์ BMW ฌช 7272 กทม. สีขาว, รถยนต์ เบนซ์ SLK 250 ช-9999 กทม. สีดำ,รถยนต์ โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ ศ-3333 กทม. สีขาว, ยาบ้า 19 เม็ด, ยาไอซ์ จำนวนหนึ่ง และปืนพก 3 กระบอก
จุดที่ 5 สนามยิงปืน
พบปืนพก 11 มม. 2 กระบอก, ปืนพก .357 1 กระบอก, ปืนลูกซอง 1 กระบอก, ปืนพก 9 มม. 1 กระบอก, ปืนพก .45 2 กระบอก และกระสุนปืน จำนวนหนึ่ง
จุดที่ 6 บ้านนายจุมพล พันมี
พบปืนพก จำนวน 1 กระบอก พร้อมใบอนุญาต, เครื่องกระสุน 106 นัด, โพยหวย และโพยบอลในคอมพิวเตอร์, รถยนต์ฮอนด้า รุ่น accord ป้ายแดง, รถกระบะ isuzu รุ่น D-Max ป้ายแดง, รถกระบะ isuzu รุ่น hi-lander ถห 5996 กทม., จักรยานยนต์ honda ทะเบียน 1กฉ 3155 นครปฐม, จักรยานยนต์ bmw mf motortad ไม่ติดป้ายทะเบียน, จักรยานยนต์ Honda click ขมจ 420 นครปฐม และจักรยานยนต์ Forza ป้ายแดง

ดอนเตือนคนเมืองนอกคิดก่อนพูด

'ดอน'จี้'คนอยู่นอก'คิดก่อนพูด
'ดอน' จี้ 'คนอยู่เมืองนอก' คิดถึงประเทศมากๆ อย่าพูดให้ไทยเกิดปัญหา ทำลายความสงบสุขของประชาชน
 
                    8 มี.ค. 59  เมื่อเวลา 14.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล  นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีสถาบันนโยบายโลก World Policy Institute เชิญนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ร่วมบรรยายเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลก ในวันที่ 9 มี.ค.นี้ ที่สหรัฐอเมริกา ว่า ทราบว่ามีคนไทยจำนวนมากในต่างประเทศไม่เห็นด้วย และได้เดินทางไปยื่นคัดค้านกับสถาบันดังกล่าว โดยตอนนี้เกิดกระแสไม่เห็นด้วยกับใครก็ตามที่ทำให้ไม่เกิดเสถียรภาพในประเทศไทย เพราะมันมีผลกระทบต่อวิถีชีวิต ปากท้อง และครอบครัวเขาที่อยู่ในประเทศไทย เขาจึงไม่ยอม และอันที่จริงตนอยากจะให้ใครก็ตามที่อยู่นอกประเทศคิดถึงประเทศมากๆ เพราะความสงบสุขของประเทศคือสุดยอดปรารถนาของประชาชน เนื่องจากถ้าบ้านเมืองเกิดสันติสุข สงบ ไม่มีปัญหา จะเป็นผลดีต่อประเทศชาติ ดังนั้น ใครก็ตามที่พูดแล้วทำให้เกิดปัญหา จะทำให้สิ่งที่เป็นความฝันของประชาชนไม่ประสบความสำเร็จ

กปปส.รวมตัวเยี่ยมมือปืนป๊อบคอร์น

กปปส.นับร้อยรวมตัวเยี่ยมมือปืนป๊อบคอร์น สวมเสื้อ’POP CORN SUPER HERO'(คลิป)

ภรรยาและกลุ่มแนวร่วมอุดมการณ์ กปปส.กว่า 100 คน รุดเยี่ยมให้กำลังใจมือปืนป๊อบคอร์น ที่เรือนจำบางขวาง จ.นนทบุรี หลังย้ายตัวมาจากเรือนจำกลางพิเศษกรุงเทพฯ

เมื่อเวลา 10.30 น.วันที่ 8 มีนาคม บรรยากาศที่บริเวณจุดลงชื่อเยี่ยมญาติฝั่งตรงข้ามหน้าเรือนจำบางขวาง อ.เมือง จ.นนทบุรี ได้มีกลุ่มชาวบ้านที่มีอุดมการณ์แนวร่วม กปปส.จำนวนกว่า 100 คน มีมาจากหลายจังหวัด อาทิ ปทุมธานี นนทบุรี อยุธยา ปราจีนบุรี พร้อมทั้งได้มีผู้นำเสื้อยืดคอกลมสีขาว สกรีนที่หน้าอกเป็นรูปถุงป๊อบคอร์น ลายเหลืองเขียวและภายในรูปถุงป๊อบคอร์น ได้มีการสกรีนเขียนตัวหนังสือ ภาษาอังกฤษว่า POP CORN SUPER HERO นำมาแจกจ่ายให้แก่ผู้ที่ร่วมอุดมการณ์ 100 ตัว จนหมดและไม่เพียงพอต่อความต้องการ โดยผู้ที่เดินทางมารวมกลุ่มให้กำลังใจเพื่อลงชื่อเข้าเยี่ยมนายวิวัฒน์ หรือท็อป ยอดประสิทธิ์ อายุ 24 ปี มือปืนป๊อปคอร์น ที่ถูกคุมขังอยู่ภายในเรือนจำดังกล่าว ซึ่งวันนี้ได้มี น.ส.มนัสนันท์ หรือเก๋ อมรอภิสิทธิ์ ซึ่งเป็นภรรยา เข้าเยี่ยมพร้อมตัวแทน อีก 4 คน โดยทางเรือนจำได้กำหนดให้เข้าเยี่ยม สำหรับ แดน 6 ได้อาทิตย์ละ 2 วัน คือวันอังคารและวันพฤหัสบดี ในช่วงเวลา 10.30- 11.15 น.และ เวลา 11.15-12.00 น. สามารถเข้าเยี่ยมได้รอบครั้งละ 30 นาที เพื่อทางญาติจะได้เข้าถามความเป็นอยู่ของนายท็อป หรือมือปืนป๊อบคอร์น ว่าต้องการสิ่งใดเพิ่มเติมหรืออยากได้อะไรเพิ่มเติมอีกหรือไม่

หลังมือปืนป๊อบคอร์นถูกพิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิต ฐานฆ่าผู้อื่นซึ่งเป็นบทหนักสุด และฐานมีอาวุธปืนและพกพาอาวุธปืน จำคุก 6 ปี แต่คำรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์ มีเหตุให้บรรเทาโทษ 1 ใน 3 คงจำคุกฐานฆ่าผู้อื่น 33 ปี 4 เดือน และความผิดฐานมีอาวุธปืนและพกพาอาวุธปืน จำคุก 4 ปี รวมจำคุกจำเลย 37 ปี 4 เดือน ให้ริบของกลาง เวลาผ่านมาแล้วสองปี หลังจากเหตุการณ์ปะทะ ระหว่าง กปปส.และฝ่ายตรงข้ามที่สี่แยกหลักสี่

ขณะที่เวลา 11.15 น.ทางกลุ่มภรรยาและผู้เข้าเยี่ยมได้เดินทางออกมาจากภายในเรือนจำ พร้อมบอกเล่าสภาพการเข้าเยี่ยมให้กับบรรดาผู้ร่วมอุดมการณ์ที่ต่างรอฟังข่าวกันอยู่อย่างเนืองแน่นว่า นายท็อปหรือมือปืนป๊อบคอร์น มีสุขภาพแข็งแรง สมบูรณ์ดี และไม่ต้องการสิ่งใดเพิ่มเติม พร้อมกับมีสีหน้ากังวลเล็กน้อยเมื่อได้ถามกับมาทางญาติที่เข้าเยี่ยมว่าหากตนเองได้ประกันตัวออกไปเพื่อต่อสู้คดีแล้ว จะพอมีเงินในการประกันตัวหรือไม่ เพราะรู้ข่าวมาว่าทางศาลได้ตั้งวงเงินประกันตัวไว้สูงถึง 3.7-4 ล้านบาท และได้พูดบอกว่าทุกอย่างให้ขึ้นอยู่ที่การตัดสินใจของหลวงปู่พุทธะอิสระ ที่มือปืนป๊อบคอร์น เรียกแทนว่าพ่อ และให้ปล่อยเป็นหน้าที่ของทีมทนาย ในการสู้คดีเพื่อขอประกันตัวออกมา หากทางศาลท่านให้โอกาส  จากนั้นทางกลุ่มแนวร่วมอุดมการณ์ กปปส.ได้เดินทางแยกย้ายกันกลับ โดยไม่มีเหตุการณ์ใดๆ เกิดขึ้น

วันจันทร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2559

แอมเนสตี้ฯ พบรัฐบาลทวงถามสถานการณ์สิทธิ


แอมเนสตี้ฯ พบรัฐบาลทวงถามสถานการณ์สิทธิ
แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล พบหารือกับผู้แทนรัฐบาลเพื่อติดตามความคืบหน้าหลังนำเสนอรายงานสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในไทยเมื่อเดือนที่แล้ว ด้านรองโฆษกรัฐบาลชี้เข้าใจเรื่องสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน แนะอย่ามองเพียงหลักการแต่ต้องคำนึงถึงบริบทของไทยด้วย
นายชำนาญ จันทร์เรือง ประธานคณะกรรมการองค์การแอมเนสตี้ฯ ได้พบกับผู้แทนรัฐบาลหลังจากได้นำเสนอรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนให้รัฐบาลไทยเมื่อวันที่ 24 ก.พ.ที่ผ่านมา โดยรายงานมีเนื้อหาระบุว่าสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของไทยถูกจับตาในระดับโลกหลายประเด็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพิจารณาคดีที่ไม่เป็นธรรม และการปิดกั้นความเห็นที่แตกต่าง ขณะที่ความขัดแย้งรุนแรงซึ่งมีการใช้อาวุธนั้นยังดำรงอย่างต่อเนื่องในภาคใต้ไทย ซึ่งหลังจากนั้นกระทรวงต่างประเทศได้ออกแถลงการณ์ระบุว่าแอมเนสตี้ฯ ใช้ข้อมูลที่ไม่ครอบคลุมและไม่คำนึงถึงความคืบหน้าในบางประเด็น เช่น การแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ เป็นต้น
นายชำนาญ กล่าวว่าคำชี้แจงดังกล่าวของรัฐบาลถือว่ากว้างเกินไป แอมเนสตี้ฯ จะให้เวลารัฐบาลอีกระยะก่อนจะติดตามสอบถามอีกครั้ง แต่ยืนยันว่ายังมีประเด็นที่รัฐบาลยังดำเนินการไม่ได้ตามมาตรฐานขั้นต่ำ ทั้งเรื่องเสรีภาพในการพูด การรวมตัว และการนำพลเรือนขึ้นศาลทหาร
ด้าน พล.ต.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งร่วมหารือด้วยในวันนี้กล่าวกับบีบีซีไทยว่า รัฐบาลจะตอบประเด็นของแอมเนสตี้ฯ โดยละเอียด แต่เห็นว่าการมองเพียงกรอบหลักการโดยไม่คำนึงถึงบริบทของสังคมไทยนั้น ไม่เพียงพอ พล.ต.วีรชนยืนยันว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาเสถียรภาพและความมั่นคง และเข้าใจว่าทุกคนต้องมีสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน แต่ต้องมีความสมดุลและต้องไม่ละเมิดเสรีภาพของคนอื่นด้วยเช่นกัน
ส่วนเรื่องการนำพลเรือนขึ้นศาลทหารนั้น รองโฆษกรัฐบาลระบุว่าเฉพาะกรณีร้ายแรงเท่านั้นและการพิจารณาคดีมีขั้นตอนไม่ต่างจากศาลปกติซึ่งจำเลยมีสิทธิในการมีทนายและขอประกันตัว ขณะที่คดีส่วนใหญ่ยังใช้ระบบศาลปกติ ‪#‎AmnestyInternational‬ ‪#‎Humanrights‬
(ภาพจากแฟ้มภาพ การประท้วงการนำพลเรือนขึ้นศาลทหารเมื่อปี 2558)

ประวัติวุฒิสภาไทย

ประวัติวุฒิสภา
          รัฐสภาไทยพัฒนามาจากเคาน์ซิลออฟสเตต (Council of State) หรือ สภาที่ปรึกษา ราชการแผ่นดิน และองคมนตรีสภา(Privy Council)
ซึ่งเป็นสภาที่ปรึกษาในพระองค์ที่มีมาตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
           ภายหลังจากเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. ๒๔๗๕  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๔๗๕  ก็ได้กำหนดให้รัฐสภาเป็นระบบสภาเดียว  คือ สภาผู้แทนราษฎร  มีสมาชิกสองประเภท  (แต่ละประเภทมีจำนวนเท่ากัน) สมาชิก ประเภทที่ ๑  มาจากการเลือกตั้งและสมาชิกประเภทที่ ๒ มาจากการแต่งตั้ง   ทั้งนี้ก็เพื่อให้สมาชิกที่มาจากการแต่งตั้ง(สมาชิกประเภทที่ ๒)คอยช่วยเหลือกลั่นกรองงานของสมาชิก ผู้แทนราฏร(สมาชิก ประเภทที่ ๑) เพื่อให้การทำงานเกิดประโยชน์แก่ประชาชนมากที่สุด ดังเหตุผลที่นายปรีดี พนมยงค์  แถลงต่อสภาผู้แทนราษฎร ความตอนหนึ่ง ว่า
     “…ที่เราจำต้องมีสมาชิกประเภทที่ ๒ ไว้กึ่งหนึ่งก็เพื่อที่จะช่วยเหลือผู้แทนราษฎร   ในฐานะที่เพิ่งเริ่มมีการปกครองแบบรัฐธรรมนูญ เราย่อม
ทราบอยู่แล้วว่า  ยังมีราษฎรอีกเป็นจำนวนมากที่ยังไม่ได้รับการศึกษาเพียงพอ  ที่จะจัดการปกครองป้องกันผลประโยชน์ ของตนเองได้บริบูรณ์ ถ้าขืน
ปล่อยมือให้ราษฎรเลือกผู้แทนโดยลำพังเอง  ในเวลานี้แล้ว  ผลร้ายก็จะตกอยู่แก่ราษฎร เพราะผู้ที่จะสมัครไปเป็นผู้แทนราษฎร  อาจเป็นผู้ที่มีกำลัง ในทางทรัพย์ คณะราษฎร ปฏิญาณไว้ว่าถ้าราษฎรได้มีการศึกษาเพียงพอแล้ว ก็ยินดีที่จะปล่อยให้ราษฎรได้ปกครองตนเอง โดยไม่จำเป็นต้องมีสมาชิกประเภทที่ ๒ ฉะนั้น จึงวางเงื่อนไขไว้   ขอให้เข้าใจว่าสมาชิกประเภทที่ ๒  เป็นเสมือนพี่เลี้ยงที่จะช่วยประคองการงานให้ดำเนินไปสมตามความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญ และเป็นผู้ป้องกันผลประโยชน์อันแท้จริง...”
  

          จากวัตถุประสงค์หรือเจตนารมณ์ดังกล่าวนี้เอง  จึงถือได้ว่า  “วุฒิสภา” หรือสภาที่ทำหน้าที่กลั่นกรองงานของสภาผู้แทนราษฎรได้ถือกำเนิดขึ้นมาในนามของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประเภทที่ ๒ ตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. ๒๔๗๕  นั่นเอง
          ต่อมาในปี  พ.ศ. ๒๔๘๙ ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์บ้านเมือง  โดยรัฐสภาได้เปลี่ยนเป็น “ระบบสภาคู่” หรือ “ระบบสองสภา” คือ สภาผู้แทนราษฎร และพฤฒสภา  ซึ่งพฤฒสภามีขึ้นเพื่อทำหน้าที่เป็นสภายับยั้ง หรือสภากลั่นกรองงาน  คอยเหนี่ยวรั้งมิให้สภาผู้แทนทำงานด้านนิติบัญญัติเร็วเกินไป จนขาดความรอบคอบ ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประเภทที่ ๒ นั่นเอง
          สมาชิกพฤฒสภา  ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฯ พ.ศ.๒๔๘๙ มาจากการเลือกตั้ง(ทางอ้อม)  มีคุณสมบัติสูงกว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งคุณวุฒิและวัยวุฒิ กล่าวคือ ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า ๔๐ ปีบริบูรณ์ มีคุณวุฒิอย่างต่ำปริญญาตรีหรือเทียบเท่ามาแล้วไม่ต่ำกว่า ๕ ปี  หรือเคยดำรงตำแหน่งทางราชการมาแล้วไม่ต่ำกว่าหัวหน้ากอง หรือเทียบเท่า  หรือเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนมาแล้ว  มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ ๖ ปี โดยวาระเริ่มแรกเมื่อครบกำหนด ๓ ปี ให้มีการเปลี่ยนสมาชิกจำนวนกึ่งหนึ่ง โดยการจับสลากออกและผู้ที่ออกไปแล้วมีสิทธิได้รับเลือกตั้งอีกครั้ง
          อย่างไรก็ตามรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวใช้บังคับได้ไม่นาน  ก็ถูกยกเลิก รัฐธรรมนูญฯ ฉบับต่อมา คือ ฉบับปี พ.ศ.  ๒๔๙๐  ยังคงกำหนดให้รัฐสภาเป็นระบบสองสภาเช่นเดิม คือ สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา(ไม่ได้ใช้ชื่อ “พฤฒสภา”)  สมาชิกวุฒิสภามาจากการแต่งตั้ง  ส่วนอำนาจหน้าที่ยังคงเดิม คือ เป็นสภากลั่นกรอง  
          “วุฒิสภา” ที่สมาชิกมาจากการแต่งตั้ง  มีเรื่อยมาจนกระทั่งมีการปฏิรูปการเมืองครั้งใหญ่ ในปี พ.ศ. ๒๕๔๐  โดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐  ได้กำหนดหลักการสำคัญใหม่ ๆ หลายประการ  เช่น  กำหนดประชาชนมีส่วนร่วมในทางการเมืองมากขึ้น  กำหนดให้มีองค์กรอิสระหลายองค์กร  เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ กำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและข้าราชการระดับสูงอาจถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งได้  รวมทั้งได้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงที่มาและองค์ประกอบของสมาชิกรัฐสภา  โดยในส่วนของวุฒิสภานั้น  เป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง โดยไม่ต้องมีการหาเสียงและไม่สังกัดพรรคการเมืองใด  มีจำนวน  ๒๐๐ คน รัฐธรรมนูญฯ กำหนดให้วุฒิสภามีอำนาจหน้าที่เพิ่มขึ้นจากเดิมอำนาจหน้าที่ที่สำคัญก็คือ การคัดสรรบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระและองค์กรสำคัญต่าง ๆ  รวมทั้งมีอำนาจหน้าที่ในการถอดถอนบุคคลที่กระทำผิดตามที่กฎหมายบัญญัติออกจากตำแหน่ง
          รัฐธรรมนูญฯ ฉบับปฏิรูปการเมืองดังกล่าวได้ใช้บังคับเกือบสิบปี  ก็ถูกยกเลิก  โดยผู้ที่ยกเลิกได้อ้างเหตุสำคัญหลายประการ  เช่น  องค์กรอิสระหลายองค์กรถูกแทรกแซง   สมาชิกของสภาทั้งสอง  มีความสัมพันธ์เป็นเครือญาติใกล้ชิดกัน  ทำให้ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ที่ตั้งไว้  
          รัฐธรรมนูญฯ  ที่จัดทำขึ้นใหม่ในปีพุทธศักราช ๒๕๕๐ หรือที่เรียกว่า “รัฐธรรมนูญฯ ฉบับ ประชามติ”  ได้เปลี่ยนแปลงแก้ไขในหลายส่วน  เช่น  สภาผู้แทนราษฎร ประกอบด้วยสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งมีจำนวน  ๔๘๐ คน โดย   ๔๐๐คน  มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต ส่วนอีก ๘๐  คน  มาจากการเลือกตั้งแบบสัดส่วนโดยการแบ่งเป็นแปดกลุ่มจังหวัด  (สัดส่วนดังกล่าวได้เปลี่ยนแปลงอีกครั้ง  ในปี ๒๕๕๔  โดยรัฐธรรมนูญฯ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม  ได้กำหนดให้สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิก  จำนวน  ๕๐๐ คน  มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง(เขตตละหนึ่งคน) จำนวน  ๓๗๕ คน และสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ  ๑๒๕ คน) 
          ส่วนวุฒิสภา  มี  ๑๕๐ คน  มาจากการเลือกตั้ง จังหวัดละ ๑ คน  ส่วนที่เหลือมาจากการสรรหาบุคคลที่มีความรู้  ความเชี่ยวชาญ และมีประสบการณ์จากทุกกลุ่มวิชาชีพ โดยคณะกรรมสรรหาสมาชิกวุฒิสภา  ประกอบด้วยประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ประธานกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้พิพากษาในศาลฎีกาซึ่งดำรง ตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลฎีกาที่ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามอบหมายจำนวนหนึ่งคน และตุลาการ ในศาลปกครองสูงสุดที่ที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดมอบหมายจำนวนหนึ่งคน จะสรรหาสมาชิกวุฒิสภาจากรายชื่อบุคคลที่องค์กรวิชาชีพต่าง ๆ เสนอจากบัญชีรายชื่อที่คณะกรรมการการเลือกตั้งเสนอ   
          รัฐธรรมนูญฯมีเจตนารมณ์ให้สมาชิกวุฒิสภาเป็นสภาของผู้ทรงคุณวุฒิที่หลากหลายและเป็นกลางมากที่สุด  โดยต้องมีอายุ ๔๐ ปีบริบูรณ์ขึ้นไป จบปริญญาตรี  และต้องไม่มีความเกี่ยวข้อง (ไม่เป็นบุพการี คู่สมรส หรือบุตร) กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รวมทั้งต้องไม่เป็นหรือเคยเป็นผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง ในกรณีที่เคยเป็นผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว ต้องพ้นจากตำแหน่งนั้น ๆ มาแล้วเกินกว่า ๕ ปีนับถึงวันรับสมัคร หรือวันที่ได้รับการเสนอชื่อ
          สมาชิกวุฒิสภามีวาระการดำรงตำแหน่ง ๖ ปี เมื่ออายุของวุฒิสภาสิ้นสุดลง ส่วนที่มาจากการเลือกตั้งจะมีการเลือกตั้งใหม่ภายใน ๓๐ วัน ในส่วนที่มาจากการสรรหา จะต้องสรรหาใหม่ให้แล้วเสร็จภายใน ๖๐ วัน ทั้งนี้ สมาชิกวุฒิสภาจะดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินหนึ่งวาระไม่ได้ และสมาชิกวุฒิสภาที่พ้นวาระไม่ถึง ๒ ปี จะเป็นรัฐมนตรีหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่ได้  
          ในระยะเริ่มแรก  รัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐  ได้กำหนดวาระการดำรงตำแหน่งของสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหา(ชุดแรก)  ให้มีวาระ ๓ ปี สามารถได้รับการสรรหาให้เป็นสมาชิกวุฒิสภาได้อีก
----------------
เรียบเรียงโดย นายไพโรจน์  โพธิไสย 
                  รองเลขาธิการวุฒิสภา
 

คสช.ลุยปราบผู้มีอิทธิพลเมืองกรุง ขึ้นบัญชีจับตา'เก่ง การุณ-เสธ.ไอซ์'



Cr:ไทยรัฐ
คสช. โดย กองทัพภาค 1 นัดประชุม เจ้าหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย เพื่อเดินหน้าปราบผู้มีอิทธิพล โดยสั่งขึ้นบัญชี 4 ผู้กว้างขวางในเขตกรุงเทพฯ เก่ง การุณ-เสธ.ไอซ์ ติดอยู่ในรายชื่อ 4 ผู้ถูกเพ่งเล็ง...
เมื่อวันที่ 6 มี.ค.2559 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยกองกำลัง รักษาความสงบเรียบร้อย กองทัพภาคที่ 1 ได้มีหนังสือไปถึง ผบ.พล.1 รอ. เชิญหัวหน้าฝ่ายการข่าว เพื่อร่วมประชุมเกี่ยวกับ กลุ่มผู้มีอิทธิพลในพื้นที่รับผิดชอบ ของกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย กองทัพภาคที่ 1 ในวันที่ 8 มี.ค. เพื่อปราบปราม ผู้มีอิทธิพลทั่วประเทศ ทั้งนี้ในหนังสือคำสั่งดังกล่าว มีการระบุรายชื่อ ผู้มีอิทธิพล 4 ราย ประกอบด้วย
1.นายการุณ โหสกุล หรือ เก่ง อดีต ส.ส.เขตดอนเมืองกว่า 10 สมัย ในนามของพรรคเพื่อไทย และยังเป็นผู้กว้างขวางในเขตดอนเมือง 2.พล.อ.ไตรรงค์ อินทรทัต หรือ เสธ.ไอซ์ อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ กองทัพบก ผู้กว้างขวางที่มีลูกน้องในแวดวงทหารจำนวนมาก อีกทั้งยังมีความใกล้ชิด กับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ถือเป็นที่รู้จักกันอย่างดีทุกวงการ
3.ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หรือ ร.อ.มนัส อดีตทหาร อีกหนึ่งคนสนิทของ เสธ.ไอซ์ อีกหนึ่งผู้กว้างขวาง ในหลายวงการ อาทิ วงการสลากกินแบ่งรัฐบาล และเคยลงสมัคร ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ปัจจุบันมีภรรยาเป็นนักการเมืองท้องถิ่น ใน จ.พะเยา และ 4.นายชัยสิทธิ์ งามทรัพย์ ผู้กว้างขวางย่านหมอชิต
ด้าน พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษก คสช. กล่าวว่า ช่วงนี้หน่วยงานความมั่นคงเริ่มเข้มงวดมากขึ้น ในการดำเนินการต่อกลุ่มผู้มีอิทธิพลตามนโยบายของรัฐบาล และ คสช.โดยที่ผ่านมาพบมีเรื่องร้องเรียนเข้าจำนวนมาก ที่ส่งสัญญาณว่าในสังคมไทยยังมีบางบุคคลพยายามเอารัดเอาเปรียบบุคคลอื่นๆ อยู่ ด้วยพฤติกรรมที่หลากหลายรูปแบบ และจากข้อมูลที่ เจ้าหน้าที่ได้รับในบางกรณีก็พบว่ามีมูล แต่ในบางกรณีก็พบว่าเป็นเรื่องของการแอบอ้างชื่อบุคคลอื่นๆ มาแอบแฝงอำพราง เพื่อหาประโยชน์ให้ตนเองและพวกพ้อง ซึ่งจะอย่างไรก็ตามเชื่อว่า เจ้าหน้าที่จะสามารถพิสูจน์ทราบ และเข้าถึงข้อเท็จจริงได้ตามหลักฐาน และองค์ประกอบที่น่าเชื่อถือ รวมทั้งจะสามารถดำเนินการแก้ปัญหาในเรื่องนี้ได้ โดยอาศัยกฎหมายเป็นหลัก สำหรับรายละเอียดในการดำเนินการคงเป็นเรื่องของแต่ละหน่วยแต่ละพื้นที่ ที่จะบริหารจัดการเพื่อให้เป็นไปตามนโยบาย
ส่วน พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.กล่าวว่า ขณะนี้ มีผู้มีอิทธิพลที่อยู่ในการจับตาของเจ้าหน้าที่ประมาณ 6,000 ราย โดยมีทั้งบุคคลทั่วไป ผู้มีอิทธิพลท้องถิ่น และข้าราชการทหาร ตำรวจ โดยแบ่งเป็น 16 ฐานความผิด แต่ที่ประชาชนต้องการให้เจ้าหน้าที่ เร่งกวาดล้างแบ่งเป็น 8 กลุ่มหลัก แต่ที่มากที่สุดคือ ยาเสพติด นอกนั้นก็แบ่งเป็นฮั้วประมูล เงินกู้นอกระบบ แต่ยังไม่ได้มุ่งเป้า เจาะจงพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แต่จะจู่โจมเข้าตรวจค้นพร้อมกันทั่วประเทศ.

ลิขิต ธีรเวคิน ชำแหละ รธน. “หยุดรักษามะเร็งด้วยคีโม”

7มีนาคม259

ลิขิต



หมายเหตุ – นายลิขิต ธีรเวคิน ราชบัณฑิตและนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ ให้สัมภาษณ์พิเศษ “มติชน” ถึงเนื้อหาและข้อเสนอแนะร่างรัฐธรรมนูญฉบับคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)˜
– มองภาพรวมของร่างรัฐธรรมนูญอย่างไรบ้าง
รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นฉบับประวัติศาสตร์ ถ้าร่างมาดีก็ทำให้ทุกอย่างเรียบร้อย ได้จารึกในประวัติศาสตร์ แต่ถ้าร่างแล้วนำไปสู่ปัญหาอย่างเช่นที่เคยเกิดเมื่อปี 2535 ประวัติศาสตร์ก็จะซ้ำรอย ทว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เริ่มต้นก็ผิดแล้ว เริ่มด้วยการบอกว่าจะปราบคนโกง รัฐธรรมนูญไม่ได้ใช้ปราบคนโกง แต่สร้างกติกาเพื่อให้คนอยู่ร่วมกัน คนโกงคือคนแหวกกติกา ต้องมีกลไกอย่างอื่นในการตรวจสอบ ไม่ใช่ปราบโกงทั้งฉบับ ถ้ามุ่งแบบนี้ก็เริ่มจากข้อเท็จจริงที่ไม่ไว้วางใจคนบางกลุ่ม รัฐธรรมนูญจะเล่นงานคนกลุ่มเดียวไม่ได้ การร่างรัฐธรรมนูญเพื่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ต้องมีความเข้าใจในเรื่องระบอบ รู้ประวัติศาสตร์ของประชาธิปไตย และต้องรู้ความเป็นมาของประเทศต่างๆ ว่ามีอุปสรรคอย่างไร ต้องเข้าใจวิชารัฐศาสตร์ เมื่อเข้าใจเรียบร้อยแล้วจึงร่างออกมา รัฐธรรมนูญฉบับนี้ในเรื่องของประชาธิปไตย การปกครอง การบริหาร เริ่มต้นก็ผิด ปรัชญาการร่าง ทัศนคติผิดตั้งแต่ต้น ระบอบการปกครองประชาธิปไตยหลักใหญ่คือต้องให้อำนาจกับประชาชน ให้อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน
บทบัญญัติต่างๆ เริ่มจากฝ่ายนิติบัญญัติคือ ส.ส. ในระบบการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม บอกว่า ถ้าพรรคไหนได้คะแนนเยอะ ก็เลิก หยุด ไม่ต้องให้ แต่เฉลี่ยให้พรรคอื่นบ้าง ซึ่งผิด ประชาชนเลือกแล้วไม่ให้ได้อย่างไร ถ้าประชาชนต้องการเลือกพรรคใหญ่ ต้องให้พรรคใหญ่ มิฉะนั้นจะขัดหลักการ ส่วน ส.ว.ที่เลือกจากกลุ่มอาชีพต่างๆ ยังไม่มีรายละเอียดมาก แต่ไม่เห็นด้วยกับแนวทางให้มีการเสนอชื่อนายกฯคนนอก แม้จะบอกว่ามาจากการเสนอโดยพรรคการเมือง ประเทศไทยมีพรรคเล็กพรรคน้อยเยอะแยะไปหมด ขณะเดียวกันศาลรัฐธรรมนูญกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีอำนาจมหาศาล เป็นอัครองค์กร และการกำหนดกฎเกณฑ์ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญได้ยากเกินไปจะเป็นต้นตอของปัญหาใหญ่ในอนาคต
– รัฐบาลอยากให้มีกลไกพิเศษในช่วงเปลี่ยนผ่านเพื่อแก้ไขวิกฤต
ถ้ามีอย่างมากก็ 3 เดือน ไม่ใช่มาเป็นปีๆ อย่างเช่นที่นายอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกฯ ขึ้นมาร่างรัฐธรรมนูญ เสร็จแล้วลาออกเลย 3-4 เดือน ไม่ใช่เปลี่ยนผ่าน 5 ปี บอกตรงๆ ว่าเสี่ยง มันไม่สามารถไปถึง 5 ปีได้ เพราะฉะนั้นที่อ้างว่าเปลี่ยนผ่านนั้นใครเป็นคนตัดสิน คิดเอาเองทั้งนั้น เอาอะไรมาประกันว่าเปลี่ยนผ่านตั้ง 5 ปี แล้วทุกอย่างจะเรียบร้อย ถ้ารัฐธรรมนูญดีอยู่แล้วภายใน 2-3 เดือน เลือกตั้งทันที เลือกตั้งเสร็จแล้วจะมาเปลี่ยนผ่านอะไรอีก ไม่ต้องมี ไม่ต้องมาคุมอะไรทั้งสิ้น คนไทยไม่ใช่เด็กทารก คนไทยเป็นผู้ซึ่งเติบโตแล้ว รัฐธรรมนูญผ่านมา 82 ปี ล้มลุกคลุกคลานเพราะมีหลายตัวแปร ไม่ใช่อยู่ๆ มาอ้างว่าไม่พร้อม จึงต้องอยู่อีกตั้ง 5 ปีเพื่อเปลี่ยนผ่าน ที่บอกว่าป้องกันปัญหาเมื่อมีวิกฤต ก็วิกฤตสร้างกันมาเองทั้งนั้น ผมไม่ได้ต่อต้านใคร ผมพูดโดยสัจธรรมว่านี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น
ตกลงหมายความว่าร่างรัฐธรรมนูญมาเพื่อรออีก 5 ปี แล้วจึงมีรัฐธรรมนูญตัวจริง บทเฉพาะกาลเขียนเผื่ออนาคต 3 เดือน 6 เดือนนั้นพอไหว แต่รัฐบาลกลับบอกว่า ต้องเผื่อแก้ไขปัญหาวิกฤต 2 ช่วง นั่นเท่ากับตบตากัน พูดตรงๆ เหมือนกับว่ารัฐธรรมนูญดีแล้วแต่ไม่ใช้ เหมือนผมให้เงินคุณ 1 ล้าน แต่จะให้หลังจาก 10 ปีผ่านไป แล้วจะมีประโยชน์อะไร เมื่อคุณไม่ได้เงินล้านนั่นอยู่ดี ขณะเดียวกันผู้มีอำนาจต้องการ ส.ว.มาเป็นฐานอำนาจ ต้องการอยู่ในอำนาจต่อ จึงต้องมีบทเฉพาะกาลให้อำนาจ ส.ว.
– รัฐบาลอาจต้องการแก้ไขปัญหาจริงๆ เพราะที่ผ่านมาประเทศไทยก็เกิดวิกฤตอย่างที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน
ประชาชนต้องมีวุฒิภาวะพอที่จะอยู่โดยกติกา การชุมนุมที่ไม่มีการสร้างขึ้นมาเราไม่ว่ากัน แต่การชุมนุมนั้นสร้างกันขึ้นมาได้ ดังนั้นประชาชนต้องมีระเบียบวินัยและวัฒนธรรมการเมืองแบบประชาธิปไตย ถ้าไม่มีระเบียบวินัยและความเป็นประชาธิปไตยจะไปไม่รอด เมื่อเป็นเช่นนั้น ต้องทบทวนแล้วว่าประชาธิปไตยใช้ได้หรือไม่กับประเทศนี้ เมื่อใช้ไม่ได้แล้วมีระบอบทางเลือกหรือไม่ ถ้าไม่มี ก็ต้องกลับไปสู้ระบอบที่เลวน้อยที่สุดคือประชาธิปไตย ประชาธิปไตยไม่ใช่ระบอบที่ดี แต่เป็นระบอบที่เลวน้อยที่สุด หรือเป็นระบอบที่ทำงานได้ผล นี่คือหลักการใหญ่ๆ ผมไม่ได้บอกว่าประชาธิปไตยดีร้อยเปอร์เซ็นต์ เผด็จการเสียงข้างมาก ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือนั้นมี มันอยู่ที่จริยธรรมของนักการเมือง ความรับผิดชอบของประชาชน ที่ต้องมีวัฒนธรรมการเมืองที่ศรัทธาในประชาธิปไตย
ดังนั้น การอยากมีกลไกต่างๆ ในช่วงเปลี่ยนผ่านก็เพื่อจะรักษาอำนาจเอาไว้ ไม่อยากลงจากอำนาจเพราะยังมีบางอย่างที่สามารถวกกลับมาหาตัวเองได้ แต่อำนาจมีแนวโน้มทำให้คนเสียคน อยู่ในอำนาจถึงจุดจุดหนึ่ง ก็ไม่อยากลงจากอำนาจ อำนาจอร่อยกินแล้วติดใจ แต่ในสภาวะของสังคมทั้งภายในและต่างประเทศเปลี่ยนไปหมดแล้ว ถ้าไม่ลงอย่างสวยงาม มันก็อาจจะไม่สวยงามไปเลย การทำอะไรที่ทวนกระแสต้องคำนึงให้มาก ผมไม่สงสัยในการตั้งใจดีของผู้มีที่เกี่ยวข้องกับอำนาจ ไม่ว่าจะร่างรัฐธรรมนูญ หรือคุมอำนาจก็แล้วแต่ แต่ผมสงสัยในแง่ความรู้ ถ้าขาดความรู้ ข้อมูล มันจะมีปัญหา
– มองเจตนาคนร่างฯอย่างไร
เจตนารมณ์คือต้องการประชาธิปไตยครึ่งใบ ให้เป็นเหมือนรัฐธรรมนูญปี 2521 ไม่ต้องการให้คนไม่ดี คนโกงกินเข้ามาสู่การเมือง ในแง่หนึ่งคนโกงก็ต้องมีวิธีป้องกัน แต่วิธีการถูกต้องหรือไม่ อาจทำถูก แต่กลับกระทบกับหลักใหญ่กว่านั้นอีก กระทบหลักการปกครองประชาธิปไตย ผมไม่เห็นด้วยกับการรักษามะเร็งด้วยคีโม แม้ไปทำลายเนื้อร้าย แต่ในขณะเดียวกันร่างกายพังหมดเลย คือกระบวนการรักษาส่งผลกระทบต่อร่างกายมากกว่ามะเร็ง แม้มะเร็งจะหยุด แต่ส่วนอื่นเราพังหมด มันจะมีประโยชน์อะไร ถ้าต้องการรักษามะเร็งแต่ทำให้ร่างกายอ่อนแอกว่าเดิม ผมสงสัยว่าการรักษาแบบนี้มันสมเหตุสมผลหรือ เราแก้ปัญหาหนึ่ง แต่มีปัญหาอีกหนึ่งตามมา ซึ่งหนักว่าปัญหาที่แก้เสียอีก
บอกตรงๆ ประชาชนต้องการสิทธิเสรีภาพ แต่ไม่แน่ใจว่าประชาชนเข้าใจถึงประชาธิปไตยอย่างลึกซึ้งจริงๆ หรือไม่ นักการเมือง นักวิชาการเองเข้าใจรัฐธรรมนูญหรือไม่ คนร่างรัฐธรรมนูญเองนอกจากนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และสมาชิกที่เป็นคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว ถามว่ามีความรู้ด้านรัฐศาสตร์ ประวัติประชาธิปไตยมากน้อยเพียงใด ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์จากนิด้า-จุฬาฯ ถามว่ารู้เรื่องประชาธิปไตย รู้รัฐศาสตร์จริงๆ เหรอ
ดังนั้น การลงประชามติในร่างรัฐธรรมนูญจึงเป็นรูปแบบทางการเมือง แม้กระทั่งหย่อนบัตรเลือกตั้งก็เป็นการประกอบพิธีกรรมทางการเมือง นี่ไม่ใช่การต่อต้านประชาธิปไตย แต่ในความเป็นจริงหลีกเลี่ยงไม่ได้ มีคนจำนวนไม่น้อยลงคะแนนเสียงเลือกตั้งที่ไม่ใช่การเลือกตั้ง แต่เป็นการประกอบพิธีกรรมการหย่อนบัตร
– จะทำอย่างไรกับปัญหานักการเมือง
นักการเมืองต้องถามตัวเองเหมือนกันว่ามาเป็นนักการเมืองเพื่ออะไร มีความรู้เรื่องประชาธิปไตยมากน้อยแค่ไหน มีอุดมการณ์ความรับผิดชอบต่อสังคม มีจริยธรรมทางการเมือง มีความอิสระในการตัดสินใจโดยไม่อยู่ในอาณัติของพรรคการเมืองมากแค่ไหน ไม่ใช่ใช้อำนาจรัฐหาผลประโยชน์ นั่นไม่ใช่นักการเมืองที่ถูกต้อง นักการเมืองต้องทำเพื่อส่วนรวม เพื่อประเทศชาติ เข้ามาทำงานจริงๆ มีความรู้มีความเข้าใจ และเป็นตัวของตัวเอง รักษาไว้ซึ่งกฎกติกาของสังคม ถ้าเข้าไปแล้วทำผิดๆ ถูกๆ โกงกิน นั่นไม่ใช่นักการเมืองที่พึงประสงค์ ไม่ต่างอะไรกับคนรับงานแล้วไม่ทำงาน เหมือนรับงานแล้วหาประโยชน์จากงานนั้นโดยไม่สุจริตธรรม
– ประเมินได้หรือไม่ว่ารัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติหรือไม่
ผมไม่ทราบ จะมีการลงประชามติหรือไม่ยังไม่รู้ อะไรก็เกิดขึ้นได้ ตอนนี้ตัวแปรเยอะมาก ใครจะคาดเดาได้ว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น ขณะนี้ไม่มีอะไรแน่นอน ความขัดแย้งต่างๆ ก็มีหลายส่วน ประเด็นตอนนี้คือ 1.จะมีประชามติหรือไม่ 2.ถ้ามีแล้วจะผ่านหรือไม่ จะนำไปสู่ความสันติหรือไม่ ถ้ารัฐธรรมนูญไม่ผ่าน ผมว่าควรใช้รัฐธรรมนูญเดิมไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญ ปี 2550 หรือ 2540 แล้วประกาศเลือกตั้งให้ทันปี 2560 แต่ฉบับของนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ควรนำมาใช้ เพราะไม่ผ่านความเห็นชอบใดๆ เลย เหลือ 2 ฉบับคือปี 2540 และ 2550 แต่รัฐธรรมนูญปี 2540 กระชับกว่า เป็นรัฐธรรมนูญที่ดี สิทธิเสรีภาพดีขึ้นมาก ผมเห็นว่ารัฐธรรมนูญปี 2540 น่าจะเหมาะกว่า ส่วนจะแก้ตรงไหนก็อีกเรื่องหนึ่ง การแก้นั้นต้องไม่ขัดกับหลักการใหญ่
– มองออกไหมว่าวันหนึ่งมีรัฐบาลเลือกตั้งแล้วจะเป็นอย่างไร
ตัวพิสูจน์คือรัฐบาลจากการเลือกตั้งจะสามารถทำได้ดีกว่านี้หรือไม่ จะเป็นที่นับถือ ยอมรับ แก้ปัญหาได้จริงๆหรือไม่ ถ้าเลือกแล้วไม่สามารถแก้ไขปัญหาใดๆ ได้จะตอบคำถามอย่างไร ในเมื่อนักการเมืองเรียกร้องสิ่งนี้ แต่ไม่สามารถทำให้สถานการณ์ดีขึ้น ดังนั้นจึงมีความชอบธรรมหรือไม่ที่เรียกร้อง เพราะฉะนั้นระวังให้ดี ตระหนักเรื่องนี้ไว้ รัฐบาลต่อไปที่มาจากการเลือกตั้งจะต้องคัดตัวบุคคลอย่างเต็มที่ ต้องมีมาตรการที่เข้มงวด ดำเนินการไปตามกฎหมาย ไม่มีการฉ้อราษฎร์บังหลวง ทำทุกอย่างให้โปร่งใสตามหลักธรรมาภิบาล มิเช่นนั้นจะไม่สามารถแก้ตัวได้เลย เมื่อชี้นิ้ววิพากษ์วิจารณ์คนอื่น ขณะที่ตัวเองก็ไม่ได้ดีกว่ากัน นิ้วที่ชี้จึงวกกลับมาหาตัวเอง
– มีอะไรอยากเสนอแนะกรธ.
เมื่อร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาหวังจะแก้ปัญหา แต่ถ้าร่างฯเสร็จแล้วจะนำไปสู่ปัญหาที่หนักกว่าเดิม เกิดปัญหาเหมือนเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 มีคนเสียชีวิต นำปัญหาอันหนักหน่วงกลับมาอีก เป็นการล้มเหลวโดยสิ้นเชิง กรธ.ต้องตั้งสติให้มั่น และมีความคิดแบบว่าถูกต้องหรือไม่ที่ร่างอย่างนี้ สอดคล้องความเป็นจริง มีโอกาสสำเร็จหรือไม่ ถ้าไม่สำเร็จจะแก้อย่างไร ผมถึงบอกว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นฉบับประวัติศาสตร์ ถ้าร่างมามีปัญหา เกิดความเสียหายอย่างหนัก ผู้ร่างต้องรับผิดชอบ

แอมเนสตี้ จี้ รัฐบาลหยุดคุกคามเสรีภาพ

แอมเนสตี้ จี้ รัฐบาลหยุดคุกคามเสรีภาพ
***************************************************************
‪#‎NEWSROOM‬ ‪#‎TV24‬ นายชำนาญ จันทร์เรือง ประธานกรรมการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เข้าพบรัฐบาลติดตามความคืบหน้าข้อเรียกร้องด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งผลการหารือในวันนี้นายชำนาญ กล่าวว่า ได้ยืนยันข้อเรียกร้องเดิมต่อรัฐบาลไทยในการเปิดเสรีภาพในการแสดงออกทางการเมือง การชุมนุม และไม่มีการคุกคามและถูกจับกุม โดยรัฐบาลได้แจ้งให้กับทางแอมเนสตี้หลายเรื่อง แม้จะยังไม่มีข้อสรุปที่ตรงกันแต่เชื่อว่าทางรัฐบาลไทยจะดำเนินการให้เกิดความมาตรฐานทางเสรีภาพ
ขณะที่พลตรีวีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวว่า การหารือวันนี้ได้มีการชี้แจงการทำงานรัฐบาลต่างๆ ซึ่งเสรีภาพนั้นรัฐบาลให้ความสำคัญแต่ต้องอยู่บนหลักพื้นฐานของการไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่น พร้อมชี้แจงแอมเนสตี้ถึงบริบทของประเทศไทยในการดำเนินการแต่ละอย่าง ซึ่งรัฐบาลไทยยืนยันว่าเคารพสิทธิเสรีภาพเสมอ โดยหลังจากนี้จะชี้แจงกับทางแอมเนสตี้เพื่อให้เกิดความชัดเจนในผลรายงานที่ตรงกัน