PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพุธที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2559

“ธงทอง จันทรางศุ” อธิบายขั้นตอน การสืบราชสันตติวงศ์-พระราชพิธีพระบรมศพ

หมายเหตุ – นายธงทอง จันทรางศุ อดีตปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ไทยรัฐทีวี ถึงขั้นตอนการสืบสันตติวงศ์ และขั้นตอนพระราชพิธีพระบรมศพ
ขั้นตอนการสืบสันตติวงศ์
สำหรับแนวทางการสืบราชสันตติวงศ์ที่ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย แถลงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 14 ตุลาคมที่ผ่านมา เป็นคำอธิบายที่ตรงตามข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายแล้ว โดยผมขอแยกเป็น 2 ส่วน เพื่อเป็นการกล่าวเสริม แต่มิได้แตกต่างกับแนวทางที่นายวิษณุได้กรุณาเล่าผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ
ข้อเท็จจริงส่วนแรก นั่นคือ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงได้รับการสถาปนาให้ทรงดำรงตำแหน่งพระรัชทายาท ตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2515 มาแล้ว ก่อนหน้านั้น ท่านดำรงพระราชอิสริยยศเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ แต่เมื่อเจริญพระชนมพรรษามากขึ้น จนถึงขีดขั้นที่ทรงบรรลุราชนิติภาวะ คือมีพระชนมพรรษา 20 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ มีพระราชดำริในครั้งนั้นว่าถึงเวลาอันเหมาะสมแล้ว ประกอบกับทรงสดับคำกราบบังคมทูลจากบรรดาผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองว่า เป็นเวลาอันสมควรที่จะสถาปนาพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ให้ทรงดำรงตำแหน่งเป็นพระรัชทายาท
ทั้งหมดเป็นการสร้างความชัดเจนขึ้นในทางข้อเท็จจริงว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศทรงหมายพระราชหฤทัย และมีกฎหมายสนับสนุนถูกต้องตามกฎมนเทียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ว่า ทรงกำหนดให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงดำรงอยู่ในฐานะรัชทายาทตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ปี 2557 ที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ ในหมวดพระมหากษัตริย์ เขียนไว้สั้นมาก โดยบอกให้ย้อนกลับไปใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 เพราะดูจะเป็นความเหมาะสมแล้ว มีหลักการที่ตรงกับรัฐธรรมนูญหลายฉบับที่บังคับใช้มาก่อนหน้านั้น ซึ่งหลักการดังกล่าวอยู่ในมาตรา 23
ในกรณีราชบัลลังก์หากว่างลง และเป็นกรณีที่พระมหากษัตริย์ได้ทรงแต่งตั้งพระรัชทายาทไว้ตามกฎมนเทียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช 2467 แล้ว ซึ่งตรงตามเท็จจริง และเป็นที่รู้ทั่วไปในหมู่คนไทย ในหมู่ชาวโลกด้วยซ้ำไปว่า พระมหากษัตริย์ทรงตั้งพระรัชทายาทไว้แล้ว
จากนั้น ให้คณะรัฐมนตรีแจ้งให้ประธานรัฐสภาทราบ และให้ประธานรัฐสภาเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อรับทราบและให้ประธานรัฐสภาอัญเชิญองค์พระรัชทายาทขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์สืบไป แล้วให้ประธานรัฐสภาประกาศให้ประชาชนทราบ
ทั้งหมดเป็นขั้นตอนว่า เมื่อถึงเวลาอันเหมาะสม นายกรัฐมนตรีในฐานะเป็นคณะรัฐมนตรีก็จะมีหนังสือไปยังรัฐสภาเพื่อเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อรับทราบ ไม่ใช่ลงมติเห็นชอบ เพราะการกำหนดพระรัชทายาทเป็นพระราชประสงค์ และเป็นพระบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ เรียบร้อยชัดเจนแล้ว รัฐสภาก็เพียงแต่รับทราบ และออกประกาศว่าประธานรัฐสภาได้เชิญพระรัชทายาทขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใหม่แล้ว
อย่างไรก็ตาม จะพบว่าขั้นตอนทั้งหมดไม่ได้กำหนดเวลาว่า หลังจากที่พระราชบัลลังก์ว่างลงแล้ว การปฏิบัติตามมาตรา 23 ต้องทำภายในเวลาเท่าไร
ขณะที่ข้อเท็จจริงอีกประการหนึ่ง คือ ตามที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้แถลง และตามที่นายวิษณุก็ได้ยืนยันเช่นเดียวกัน นั่นคือ เป็นพระราชปรารภในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมารว่า ต้องพระราชประสงค์
หรือมีพระราชดำริว่า อยากจะทรงร่วมทุกข์โศกกับประชาชนทั้งหลายต่อความสูญเสียอันยิ่งใหญ่ครั้งสำคัญนี้ และจะให้น้ำหนักความสำคัญต่อการจัดงานพระบรมศพให้ลุล่วงไปด้วยความเรียบร้อย
พระราชปรารภนี้ดั่งที่นายวิษณุได้ชี้แจง เป็นพระราชปรารภที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร พระราชทานให้กับท่านนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันแรกที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศเสด็จสวรรคต คือเมื่อวันที่ 13 ตุลาคมที่ผ่านมา ก่อนที่จะมีพระราชพิธีต่างๆ ที่เกิดขึ้นในวันที่ 14 ตุลาคม
ดังนั้น ในเวลาอันสมควรในอนาคตภายหน้าก็จะได้มีพระราชกระแสให้นายกรัฐมนตรีปฏิบัติภารกิจตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 มาตรา 23 แจ้งให้รัฐสภาทราบอีกครั้งหนึ่ง เพราะฉะนั้นในเวลานี้ยังทรงดำรงฐานะเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร และเป็นพระรัชทายาทที่มีบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญรองรับตามกฎมนเทียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ของประเทศไทยที่ตราไว้ตั้งแต่ดึกดําบรรพ์รองรับ และเป็นข้อเท็จจริงที่ชาวไทยชาวโลกรับรู้เป็นการทั่วไป จังหวะเวลาที่รอกันอยู่ในเวลานี้ก็เป็นช่วงเวลาที่จะต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่ง สุดแท้แต่พระราชปรารภจะมีพระราชดำริ
21
ขั้นตอนพระราชพิธีพระบรมศพ
ตั้งแต่เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม ได้มีพระราชพิธีสงฆ์พระบรมศพ และได้เริ่มมีพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลในช่วงเย็นช่วงค่ำต่อเนื่องกันไป นับตั้งแต่เมื่อวันวานก็มีการสวดพระอภิธรรมเป็นเวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องเป็นเวลา 100 วัน เช้าวันนี้ (15 ต.ค.) เป็นเช้าวันแรก โดยเริ่มตั้งแต่ 6 โมงเช้า ซึ่งเราได้เห็นการปฏิบัติในส่วนนี้ไปแล้ว และจะทำไปจนเวลาเที่ยงคืน โดยจะมีการเว้นช่วงเวลาตั้งแต่เที่ยงคืนจนถึง 6 โมงเช้า
นอกจากมีการสวดพระอภิธรรมแล้ว ยังมีการประโคมย่ำยาม ซึ่งเป็นประเพณีโบราณตามพระเกียรติยศ โดยจะมีการประโคมย่ำยามทุกๆ 3 ชั่วโมง โดยพระสงฆ์จะทำการสวดพระอภิธรรมตลอดเวลา ตั้งแต่ 6 โมงเช้าไปจนถึงเที่ยงคืน แต่คำว่าตลอดเวลา ไม่ใช่ไม่หยุดพักเลย เพราะถึงแม้จะมีพระสงฆ์ที่สวดพระอภิธรรมในพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทนั่งประจำอยู่ 2 สำรับพร้อมกันอยู่แล้ว แต่ท่านผลัดกันสวด มีหยุดพักที่เป็นครู่ใหญ่เฉพาะเวลารับพระราชทานฉันเช้าและฉันเพล และจะดำเนินต่อไปเช่นนี้อีก 100 วันเต็มๆ จนถึงเดือนมกราคม 2560
ส่วนพี่น้องประชาชนอยากมีโอกาสเข้าเฝ้ากราบถวายบังคมพระบรมศพได้หรือไม่ อย่างไร ก็ต้องเรียนว่าคงต้องรอฟังประกาศจากสำนักพระราชวังเรื่องการชี้แจงจากสำนักพระราชวัง แต่แนวปฏิบัติที่ผ่านมา ก็ต้องเรียนว่า เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังต้องตระเตรียมพร้อมกับหน่วยงานทั้งหลายอีกมาก ทั้งการอำนวยความสะดวกและจัดระเบียบในการปฏิบัติ
จากตัวอย่างประสบการณ์เมื่อครั้งงาน พระบรมศพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ในปี 2538 เมื่อมีการแจ้งข่าวให้ประชาชนสามารถเข้าเฝ้ากราบถวายบังคมพระบรมศพได้แล้ว มีผู้คนทั้งใน กทม.และต่างจังหวัดที่มีหัวใจตรงกันเข้ามาจำนวนมาก จึงต้องมีการเตรียมการอำนวยความสะดวกประชาชน ดังนั้น เมื่อมีความพร้อมคงมีการแจ้งข่าวให้ประชาชนรับทราบ
เนื่องจากในเวลานี้ แม้สิ้นรัชกาลที่เราเกิดและเติบโตมาในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ โดยพระราชบัณฑูรในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ซึ่งทรงเป็นพระรัชทายาท ได้มีพระราชประสงค์ที่อยากทรงปฏิบัติสนองพระเดชพระคุณในฐานะสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ไปอีกสักระยะหนึ่งก่อน เพราะเช่นนั้นผมจึงมีความเข้าใจว่าพระราชอาสน์ 2 องค์ที่ทอดผ้าอยู่และมีผ้าเยียรบับปกคลุมอยู่นั้น เป็นพระราชอาสน์สำหรับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ตามพระเกียรติยศ แม้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จสวรรคตไปแล้ว แต่ยังเป็นพระราชประสงค์ในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ก็จะเป็นเช่นนี้ไปจนกว่าจะมีพระราชบัณฑูรเป็นประการอื่น
อยากเรียนย้อนความไปในประวัติศาสตร์ของเรา ในช่วงสมัยรัตนโกสินทร์ มีพระมหากษัตริย์ที่เสด็จสวรรคตนอกพระบรมมหาราชวังอยู่ 3 รัชกาล
ครั้งแรก เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2453 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่พระที่นั่งอัมพรสถาน
ครั้งที่สอง พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ในเวลานั้นได้สละราชสมบัติแล้ว และทรงประทับอยู่ในประเทศอังกฤษ ในระหว่างสงครามด้วย ดังนั้น ในพระราชพิธีพระบรมศพก็ไม่ได้อยู่ในประเทศไทยเลย และมีการถวายพระเพลิงในประเทศอังกฤษ
ครั้งที่สาม เป็นวาระของพระราชแผ่นดินของเราที่เสด็จสวรรคตนอกพระบรมมหาราชวัง ในสมัยรัชกาลที่ 5 จึงเป็นสมัยแรกที่มีการอัญเชิญพระบรมศพผ่านไปตามท้องถนนให้ประชาชนมีโอกาสได้ถวายบังคม และวาระเมื่อวันวานจึงเป็นครั้งที่ 2 ความต่างก็จะมีอยู่บ้าง เพราะเมื่อครั้งที่รัชกาลที่ 5 เสด็จสวรรคต รุ่งขึ้นเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2453 ได้มีการถวายน้ำสรงพระบรมศพยังพระที่นั่งอัมพรสถานแล้ว หลังจากนั้นก็อัญเชิญพระบรมศพประดิษฐานในพระโกศ แล้วแห่แบบโบราณ มีพระยานมาศสามลำคาน ซึ่งเป็นคานหามขนาดใหญ่ซ้ายขวาตามปกติแล้ว ยังสอดคานกลางขนาดใหญ่เพื่อรับน้ำหนัก โดยมีคนแบกราว 32 คน
หากใครได้อ่านบันทึกแต่เก่าก่อน เช่น หนังสือเรื่อง 3 กรุง ของ น.ม.ส. หรือ พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ ได้ทรงบันทึกบรรยากาศและประสบการณ์ส่วนพระองค์ของท่านไว้ หรือเรื่อง 4 แผ่นดิน ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่มี แม่พลอย เป็นตัวเอกของเรื่อง ไปเฝ้าถวายบังคมพระบรมศพอยู่ข้างทาง ก็ได้เก็บเรื่องราวจากเรื่องที่เป็นความจริงหรือบันทึกของ หม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล ก็เล่าเรื่องไว้ไม่ต่างกับแม่พลอย
ในส่วนตัวของผม มีแต่ประสบการณ์มาจากการอ่านหนังสือ ไม่เคยพบจริง เมื่อวันวานนี้เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เกิดมา ที่ได้ผ่านเหตุการณ์นี้ร่วมกับผู้คนอีกมากมาย แต่เดิมผมตั้งใจเดินทางไปต่างประเทศ เนื่องจากพ้นจากราชการแล้ว พอมีเวลาไปไหนมาไหนบ้าง แต่สุดท้ายเมื่อเหตุการณ์ใกล้ตัวเข้ามาก็ไม่มีแก่ใจจะไปเที่ยว ก็ได้งดการเดินทาง
ตั้งแต่ค่ำวันแรกที่ทุกคนได้ข่าวอันร้าวรานที่สุด คือการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศในวันที่ 13 ตุลาคมที่ผ่านมา ตอนกลางคืนนั้นผมตอบตัวเองว่าอยู่บ้านไม่ได้ ก็วางแผนว่าตนเองจะไปอยู่ไหน โดยเชื่อว่าจะมีคนจำนวนมากที่มีหัวใจไม่แตกต่างกัน
จึงไปพึ่งบารมีพระรูปหนึ่งที่คุ้นเคยกันอยู่ที่วัดชนะสงครามใกล้พื้นที่พระบรมมหาราชวัง โดยนัดกันกับเพื่อนหลายคนหลายวัย ทานข้าวปลาอาหารแล้วก็เดินไปยังเชิงสะพานพระปิ่นเกล้า ตั้งแต่บ่ายโมง จากนั้นก็เดินลัดเลาะหมู่คนจำนวนมาก ขอทางเดินเข้าไป สอบถามเส้นทางเคลื่อนพระบรมศพ สุดท้ายก็ลงนั่งตรงพื้นที่ริมถนนเจ้าฟ้า บริเวณก่อนถึงด้านหน้าหอศิลป์เจ้าฟ้า ร้อนแดดร้อนผิวจราจร แต่ผมคิดว่า ใครๆ ก็จะทำอย่างที่ผมทำเมื่อวันวาน
ถ้าเป็นธรรมเนียมโบราณ ถ้าอ้างตามที่แม่พลอยใน 4 แผ่นดิน ผู้คนก็จะเตรียมธูปและเทียน โดยเป็นธูปไม้ระกำ โดยแม่พลอยได้เตรียมธูปเทียนไปจุด ผมก็เป็นคนอ่านหนังสือและรักษาธรรมเนียมเก่า ก็ได้อาศัยเมตตาจากพระ องค์ที่ผมไปอาศัยกุฏิได้จัดธูปเทียนให้ตามธรรมเนียมโบราณ
เมื่อได้เคลื่อนพระบรมศพออกจากโรงพยาบาลศิริราชแล้ว ก็ตั้งใจจะจุดธูปจุดเทียน แต่ตำรวจที่รักษาระเบียบอยู่บริเวณก็ได้มาขอร้องว่าอย่าจุดเลย ให้ถวายบังคมและกราบแต่เพียงอย่างเดียว ผมก็เข้าใจ เพราะคนจำนวนมากอาจเกิดอุบัติเหตุ เกิดความวุ่นวายขึ้นได้ หลังจากจุดไปได้จำนวนหนึ่งก็ดับเสีย แต่สุดท้ายก็ได้นัดหมายกันเมื่อถึงบ้านพักแล้วก็ต่างคนต่างจุด โดยถวายบังคมไปทางพระบรมมหาราชวัง เพื่อทำตามธรรมเนียมโบราณที่ปู่ย่าตายายได้ทำไว้

วันอังคารที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2559

นายกฯ แจง 7-15 วัน หลังบำเพ็ญพระราชกุศล แจ้งสนช.ดำเนินการสืบราชสันตติวงศ์ทันที

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แถลงว่า ส่วนเรื่องการสืบราชสันตติวงศ์ ขอทุกคนอย่ากังวล ซึ่งตนเคยพูดไปสองครั้งแล้ว เป็นเรื่องที่ต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้ชัดเจน มีกฎมนเทียรบาล และจารีตประเพณี ขอทุกคนทั้งในและต่างประเทศ อย่าได้มีความกังวลหรือสงสัยใดๆ เพราะขณะนี้มีความชัดเจนแล้ว เมื่อพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลผ่านพ้นช่วงเวลา 7 วัน 15 วัน ไประยะหนึ่ง น่าจะได้เวลาอันสมควร ที่จะต้องดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 23 ต่อไป นั่นคือขั้นตอนที่รัฐบาลจะต้องนำเรื่องแจ้งไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อมีมติตามรัฐธรรมนูญ โดยระหว่างนี้ รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่ามีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ไปพลางก่อน เดี๋ยวจะเข้าใจอะไรกันผิดอีก ส่วนการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่จะทรงลงพระปรมาภิไธยภายในกรอบเวลาที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ โดยจะไม่กระทบต่อปฏิทินการทำงานเป็นอันขาด
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า เรื่องต่อไปที่ทุกคนอยากทราบว่า เมื่อเกิดสถานการณ์เช่นนี้ แน่นอนประเทศหยุดไม่ได้ ยิ่งต้องช่วยและร่วมมือกันในการสร้างความเข้าใจ รวมพลังกันขับเคลื่อน สนับสนุนการทำงานของรัฐบาล เดินหน้าประเทศ ซึ่งวันนี้ยังอยู่ในขั้นตอนตามโรดแมปทุกประการยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ฉะนั้นขอความร่วมมือว่าอะไรที่จะทำให้เกิดปัญหาล่าช้า ขอร้องอย่าเพิ่งกระทำกันเลย ขอให้เห็นกับประเทศชาติก่อน ดังนั้นการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล รวมถึงเรื่องกฎหมายของรัฐธรรมนูญ และการเลือกตั้งยังเป็นไปตามโรดแมปเดิม คงไม่ต้องมาถามว่าเมื่อไรอย่างไร
พล.อ.ประยุทธ์แถลงว่า ในเรื่องการสร้างความขัดแย้ง มีข่าวลือต่างๆ มากมายทั้งในและต่างประเทศ อาจจะด้วยเจตนาบริสุทธิ์บ้าง ไม่บริสุทธิ์บ้าง คิดว่าอันนั้นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ประเด็นสำคัญคือเราต้องเชื่อมั่น ไว้วางใจซึ่งกันและกัน รับฟังข่าวจากรัฐบาลว่าตนพูดอะไร และไม่ต้องไปตีความมาก เพราะตนพูดชัดเจนอยู่แล้ว ฉะนั้นขออย่าตีความมากมายหรือเชื่อในข่าวลือ หลายอย่างออกมานั้นบางคนหวังดี เช่น การนำภาพน้ำท่วมปี 2554 ที่มีพระลอยคอบิณฑบาต มาเผยแพร่ เรื่องน้ำมากน้อยนั้นเป็นสิ่งที่อยู่ในแผนรัฐบาล ถ้าน้ำมากก็เดือดร้อนกันบ้าง ในบางพื้นที่ซึ่งรัฐบาลก็ต้องเข้าไปดูแล อย่ามาติติงกันทุกเรื่อง ซึ่งมันเป็นปัญหาที่เราต้องแก้และจะทำให้ดีที่สุด

“วิษณุ” ระบุ “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”พระองค์ใหม่ทรงลงพระปรมาภิไธย “ร่างรัฐธรรมนูญ” เอง

“วิษณุ” ระบุ “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” พระองค์ใหม่ทรงลงพระปรมาภิไธย “ร่างรัฐธรรมนูญ” เอง เผย ทรงรับสั่ง ให้ทุกฝ่ายคลายความทุกข์ ทำใจรับความเปลี่ยนแปลงได้ก่อน ย้ำ ไม่มีปัญหาแก้คำปรารภในร่างรธน.
เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 18 ตุลาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีกล่าวถึงกรณีนายกรัฐมนตรีระบุเรื่องการสืบราชสันตติวงศ์ว่าเมื่อพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลผ่านพ้นช่วงเวลา 7 วัน 15 วันไปแล้วระยะหนึ่ง น่าจะได้เวลาอันสมควรที่จะดำเนินการตามรัฐธรรมนูญมาตรา 23 ว่า เป็นไปอย่างที่นายกฯได้อธิบาย และเป็นไปตามที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารได้มีพระราชปรารภตั้งแต่เมื่อวันที่ 14 ตุลาคมและอีกครั้งเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม ตอนที่นายกฯเข้าเฝ้าพร้อมกับผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ โดยพระองค์ทรงรับสั่งว่าเรื่องที่จะดำเนินการสืบราชสันตติวงศ์ให้รอระยะเวลาที่พระองค์ทรงใช้คำว่าทุกฝ่ายสามารถทำใจได้ว่ามันเป็นช่วงเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงแล้วก่อน ดังนั้นขอให้รอ เมื่อถึงเวลาอันสมควรประชาชนคลายความทุกข์โศกลงได้บ้าง ให้พระราชพิธีต่างๆ ได้ผ่านพ้น
“เพราะฉะนั้นที่นายกฯพูดถึง 7 วัน 15 วัน เป็นรอบของการที่จะมีพระราชพิธีครบรอบ 7 วัน 15 วัน 50 วัน ซึ่งคนไทยเราทำบุญตามรอบเช่นนี้ จึงขอให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่คนได้ทำสิ่งที่เขาอยากทำกันเสียก่อนเถิด แล้วการที่จะมาทำใจยอมรับความเปลี่ยนแปลงก็จะค่อยๆ เกิดขึ้นได้ ความหมายมีแค่นี้ ไม่มีอะไรลึกลับซับซ้อน” นายวิษณุ กล่าว
ส่วนที่นายกฯระบุสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่จะทรงลงพระปรมาภิไธยภายในกรอบเวลาตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดโดยจะไม่กระทบต่อปฏิทินการทำงานนั้น นายวิษณุ กล่าวว่า สำหรับร่างรัฐธรรมนูญนั้นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่จะทรงลงพระปรมาภิไธยด้วยพระองค์เอง แต่จะเป็นเมื่อไรนั้นไม่สามารถตอบได้ แต่ขอให้ความมั่นใจว่าจะไม่กระทบขั้นตอนระยะเวลาในปฏิทินการทำงานเป็นอันขาด เพราะเมื่อนายกฯทูลเกล้าฯร่างรัฐธรรมนูญ ร่างดังกล่าวจะอยู่ที่สำนักราชเลขาธิการได้ 90 วัน ดังนั้น อย่างไรเสียจะอยู่ในช่วงเวลานั้น หรือหากล่าช้ากว่านั้นก็ไม่มีผลกระทบใดๆ เนื่องจากคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) สามารถทำงานของเขาได้ จึงอย่าไปตีความอะไร ทุกอย่างตรงไปตรงมาหมด ส่วนรัฐบาลเองจะได้เตรียมการ สถานการณ์จะเกิดขึ้นเมื่อใดก็พร้อม
รองนายกฯ กล่าวว่า ส่วนกรณีการแก้ไขคำปรารภในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ เมื่อวันที่ 13 ตุลาคมครม.ได้มติให้ส่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ให้ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อขอให้วินิจฉัยตามมาตรา 5 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 2557 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) ปี 2559 และเมื่อวันที่ 17 ตุลาคมได้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญเรียบร้อยแล้ว ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้รับแล้ว จะพิจารณาโดยเร็ว ซึ่งไม่ยากว่าใครจะเป็นคนแก้ เพราะแก้อย่างไร ได้เตรียมไว้แล้ว ปัญหาว่าจะถือว่าใครเป็นคนเสนอแก้ และไม่ได้แก้เนื้อความ แก้เฉพาะพระปรมาภิไธยตอนต้นเท่านั้น โดยต้องขอความเห็นชอบจากศาลรัฐธรรมนูญ

บิ๊กตู่ ชี้ แม้จะมีคนเห็นต่างแต่ก็ควรให้อภัย

บิ๊กตู่ ชี้ แม้จะมีคนเห็นต่างแต่ก็ควรให้อภัย
เวลา 12.45 น. วันที่ 18 ตุลาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) กล่าวว่า รู้ว่าประเทศต้องการอะไรในเวลานี้ แม้จะมีคนเห็นต่างแต่ก็ควรให้อภัย เพราะถือว่าเป็นเวลาที่ทำด้วยใจ และต้องให้ซึ่งกันและกัน ข้อสำคัญคืออย่าลังเล อย่าคิดไปไกล เพราะรัฐบาลจะดำเนินการให้ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน ขอให้ทุกคนสงบนิ่ง แสดงความอาลัยต่อพระองค์ท่าน สิ่งที่พระองค์ท่านได้รับสั่งรัฐบาลจะทำให้ดีที่สุด จึงขอให้ทุกคนมีความเชื่อมั่น อย่าให้มีผลต่อต่างประเทศ เพราะสื่อต่างๆจะนำไปเขียนซึ่งไม่เป็นผลดีต่อประเทศไทย เราต้องช่วยกันทำความเข้าใจว่าสถาบันพระมหากษัตริย์กับคนไทยมีความแตกต่างกับต่างประเทศอย่างไร เรามีโบราณราชพิธีมาตั้งแต่โบราณกาล ซึ่งถือเป็นความงดงาม และที่ผ่านมาไม่เคยมีปัญหา เราต้องทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์เข้มแข็งในยุคเรา
“ขอบคุณทุกคน ผมรู้ว่าทุกคนเสียใจเหมือนกับทุกคนเสียใจ แต่ก็พยายามทำให้ดีที่สุดและผมก็ต้องมีสติ เพื่อใช้สติปัญญาของผมเดินหน้าไปให้ได้ และประเทศเราก็หยุดไม่ได้ แต่ความเสียใจก็ห้ามไม่ได้ สิ่งที่เราจะช่วยได้คือรวมพลังรักสามัคคี ขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่อนาคตอย่างที่คาดหวัง ให้มีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นไปตามแนวทางของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) อย่ากังวล โรดแมปคือโรดแมป” นายกฯ กล่าวยืนยัน

วันจันทร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2559

สถานการณ์ใต้

ฝ่ายความมั่นคงพบหลักฐานที่สามารถพิสูจน์อันน่าเชื่อถือว่าน่าจะมีข้อมูลสำคัญที่จะเป็น
ประโยชน์ต่องานความมั่นคงในส่วนทั้งของพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และในส่วนกลาง
Patani Viewers รายงานว่า
เมื่อวันที่ 17 ต.ค. 59 โฆษก คสช. กล่าวถึงกรณีการเชิญบุคคลมาให้ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับเรื่องความมั่นคงเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยช่วงแรกมีเชิญมา 14 คน ซึ่งส่วนใหญ่ จนท. ได้ขอบคุณที่ให้ความร่วมมือและปล่อยตัวกลับบ้านไปแล้ว ปัจจุบันเหลือเพียงแค่ 5 คน คือ ทั้ง 5 รายนี้ เบื้องต้นไม่พบว่ามีสถานะเป็นนักศึกษา ประกอบกับ จนท. พบว่า มีข้อพิสูจน์อันน่าเชื่อถือว่าน่าจะมีข้อมูลสำคัญที่จะเป็นประโยชน์ต่องานความมั่นคงในส่วนทั้งของพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และในส่วนกลาง
ซึ่งหลังจากนี้คงจะเป็นไปตามกระบวนการซักถามเพิ่มเติมตามอำนาจทางกฎหมายของพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อไป โดยเน้นการขอความร่วมมือเกี่ยวกับข้อมูลด้านความมั่นคงเป็นหลัก อาจยังไม่มีลักษณะปฏิบัติว่าบุคคลนั้นได้กระทำความผิดในชั้นนี้ ส่วนพฤติกรรมอื่นๆ ของบางบุคคลที่พบดูแล้วอาจเข้าข่ายผิดในขณะที่ จนท.ไปเชิญตัวนั้น จนท. อาจยังขอแยกไว้เป็นเรื่องรองก่อน
ขอให้มั่นใจ จนท. ได้ปฏิบัติทุกขั้นตอนด้วยความระมัดระวัง ส่วนผลที่ได้จากการซักถามข้อมูลจะเป็นอย่างไรนั้น ต้องให้ จนท. ได้ทำงานภายใต้องค์ประกอบที่สมบูรณ์ก่อน บางบุคคลที่พบดูแล้วอาจเข้าข่ายผิด ในขณะที่ จนท.ไปเชิญตัวนั้น จนท. อาจยังขอแยกไว้เป็นเรื่องรองก่อน
รูปภาพ : หลักฐานที่ได้จากการบุกค้นเพิ่มเติม ของ 5 คน ที่เหลือ คือ นายตาลมีซี โตะตาหยง, นายมูฟตาดีน สาและ, นายอัมรีย์ หะ, นายนุรมัน อาบู, นายอุสมาน กาเด็งหะยี ซอย ฝ7 หมู่16 ตำบลบางเสาธง อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ
คำเตือน : ท่านใดมีเครื่องปรุงข้าวยำหรือเครื่องมือประกอบการทำข้าวยำ รีบนำออกจากห้องพักโดยด่วนครับ ขณะนี้เป็นวัตถุอันตรายสำหรับฝ่ายความมั่นคงแล้ว
Cr.Patani Viewers
---------------------------------------------------------------
Let us be the witnesses for peace in PATANI // ร่วมเป็นสักขีพยานเพื่อสันติภาพ ณ ปาตานี // Bersama kita menjadi saksi demi kedamaian di PATANI

สมาคมขนส่งทั่วไยจัดรถบัสรับปชช.ถวายความอาลัย

สมาคมผู้ประกอบการรถขนส่งทั่วไทย สนองนโยบายกระทรวงคมนาคม ร่วมทำความดี ด้วยการจัดรถบัสโดยสารบริการ รับ-ส่งประชาชนที่เดินทางมาร่วมลงนามถวายความอาลัย 4 เส้นทาง "ฟรี" ถึง 24 ตุลาคม 2559 

นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า ตามที่กรมการขนส่งทางบกได้เชิญชวนผู้ประกอบการและผู้ให้บริการรถโดยสารสาธารณะทุกประเภท ทั้งรถแท็กซี่, รถจักรยานยนต์รับจ้าง,รถตุ๊กตุ๊ก รถเมล์, รถโดยสารฯลฯ ร่วมทำความดีให้บริการด้วยมิตรไมตรีใจเอื้ออาทร เพื่ออำนวยความสะดวกประชาชนในช่วงที่มีความต้องการในการใช้บริการรถโดยสารสาธารณะเป็นจำนวนมาก ซึ่งได้รับความร่วมมือจากสมาคมผู้ประกอบการรถขนส่งทั่วไทย จัดรถรับ-ส่ง ให้บริการประชาชนที่จะเดินทางมาร่วมลงนามถวายความอาลัยโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ตั้งแต่วันที่ 17- 24 ตุลาคม 2559 เวลา 08.00 - 16.00 น.จำนวน 40 คัน รวมทั้งสิ้น 4 เส้นทาง ได้แก่
-เส้นทางที่ 1 บริเวณจุดจอดรถสายใต้ (ปิ่นเกล้า) ขาไป– ออกถนนบรมราชชนนี> ข้ามสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า> เลี้ยวเข้าสนามหลวงจอดที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขากลับ– วิ่งกลับเส้นทางเดิม,
-เส้นทางที่ 2 - จุดจอดประตูทางเข้าสนามศุภชลาศัย ด้านถนนพระรามที่ 1 วิ่งตามพระราม 1 (เชื่อมต่อ BTS สนามกีฬาแห่งชาติ) ขาไป - เลี้ยวขาวเข้าถนนอุรุพงษ์ >เลี้ยวซ้ายถนนเพชรบุรี> เลี้ยวซ้ายทางรถไฟ> เข้า หลานหลวงถนนราชดำเนินกลาง> อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย> ผ่านพิภพ >สนามหลวง ขากลับ สนามหลวง>ราชดำเนิน> หลานหลวง> เพชรบุรีตัดใหม่>เลี้ยวขวา ราชเทวี> เลี้ยวขวาแยกปทุมวัน> กลับเข้าสนามศุภชลาศัย,
-เส้นทางที่ 3 จุดจอดรถสถานีรถไฟฟ้ากรุงธนบุรี ขาไป - เลี้ยวขวาผ่านวงเวียนใหญ่> ข้ามสะพานพุทธ> เลี้ยวซ้ายผ่านกรมการรักษาดินแดน เลี้ยวขวาผ่านพระบรมมหาราชวัง>เลี้ยวซ้ายเชิงสะพานพระปิ่นเกล้า>ผ่านหน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จอดที่สนามหลวง ขากลับ - เลี้ยวซ้ายผ่านพระบรมมหาราชวัง> เลี้ยวซ้ายกรมการรักษาดินแดน> เลี้ยวขวาขึ้นสะพานพุทธ เลี้ยวซ้ายผ่านโรงพยาบาลตากสิน> เลี้ยวขวาผ่านคลองสาน> เลี้ยวขวาเข้าถนนสาทรตากสิน> กลับมาที่จอดที่สถานีรถไฟฟ้ากรุงธนบุรี
-เส้นทางที่ 4 จุดจอดอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิหน้าโรงพยาบาลราชวิถี ขาไป – ผ่านแยกตึกชัย> วัดเบญจมบพิตร เลี้ยวซ้ายเข้าถนนราชดำเนินนอก> เลี้ยวขวาเข้าราชดำเนินใน> ผ่านอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย>ตรงเข้าสนามหลวง> จอดที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ส่วนขากลับ ขับกลับในเส้นทางเดิม

อธิบดีกรมการขนส่งทางบก ย้ำให้ผู้ประกอบการขนส่ง, ผู้ให้บริการ, พนักงานขับรถโดยสารสาธารณะทุกประเภท โดยเฉพาะรถแท็กซี่, รถจักรยานยนต์รับจ้าง, รถตุ๊กตุ๊ก, รถเมล์, รถโดยสารฯลฯ ยึดมั่นการบริการที่ดี ปฏิบัติหน้าที่ในงานบริการรถโดยสารสาธารณะโดยไม่เอาเปรียบผู้โดยสาร ให้บริการประชาชนด้วยความปลอดภัย เป็นธรรมและปฏิบัติตามกฎหมาย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและยกระดับมาตรฐานการให้บริการรถโดยสารสาธารณะของประเทศ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวในที่สุด

กลับมาไทยครั้งนี้ ไม่เหมือนเดิมแล้ว จาก คู่รักศิลปินชาวรัสเซีย

กลับมาไทยครั้งนี้ ไม่เหมือนเดิมแล้ว จาก คู่รักศิลปินชาวรัสเซีย
Cr:news.sanook.com
นายอาร์ทัม ละปิน และ นางสาวอนาสเตเซีย ชิกลิงเซวา สองศิลปินชาวรัสเซียวัย 30 ต้นๆ สวมชุดดำไว้ทุกข์ นั่งบนพื้นหญ้า หันหน้าไปยังพระบรมมหาราชวัง ในเวลาใกล้เที่ยงคืน โดย พวกเค้าบอกกับทีมข่าวว่า จะนั่งตรงนี้จนรุ่งเช้า ความผูกพันของทั้งคู่ที่มีต่อ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เริ่มจาก 6 ปีที่แล้ว เดินทางมาเมืองไทยครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2553 และ เดินทางมาถึงก่อนหน้าวันพ่อแห่งชาติเพียงวันเดียว ทั้งคู่ จึงมีโอกาสสัมผัสบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความสุขและยังจำได้ถึงภาพของประชาชนที่มารอรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
“คืนวันนั้นที่นี่ ท้องสนามหลวงมี คอนเสิร์ตเพลงไทย และ มีคนมารวมตัวกันเพื่อจุดเทียนถวายพระพรฯ ตอนค่ำ เป็นภาพที่สวยงามมาก แต่วันนี้ภาพแบบนั้นได้กลายเป็นอดีตแล้ว สำหรับผมเองและคนไทย” นายอาร์ทัม ละปิน กล่าว
การมาเมืองไทยอีกครั้งในช่วงเวลานี้จึงแตกต่างจากครั้งนั้นโดยสิ้นเชิง แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนก็คือทั้งคู่มีความรู้สึกร่วมเช่นเดียวกับคนไทย ไม่ว่าจะเป็นความสุขในช่วง 6 ปีก่อน และความเศร้าที่ปกคลุมประเทศอยู่ในยามนี้ ซึ่งอาจจะฟังดูแปลกสำหรับชาวต่างชาติที่มีสถานะเป็นเพียงนักท่องเที่ยวในเมืองไทย โดยคุณอาร์ทัมกล่าวอีกว่า เขารู้สึกคุ้นเคยและผูกพันกับคนเอเชียและวัฒนธรรมเอเชียมาตลอด ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเขาโตมาในย่านที่มีคนเชื้อสายเอเชียอยู่ค่อนข้างมาก
ที่สำคัญ ตัวเขาเองก็รับรู้เรื่องราวของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชผ่านสื่อต่างๆ มาอย่างต่อเนื่องและในหลายแง่มุม รวมถึงเรื่องราวสมัยทรงพระเยาว์ที่ประทับอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ แต่เรื่องที่เขาประทับใจมากที่สุดคือพระอัจฉริยภาพทางด้านดนตรีของพระองค์ เพราะเขาเองก็เป็นนักดนตรีเช่นกัน ถึงแม้ว่าแนวดนตรีที่เขาถนัดจะเป็นแนวอิเล็กทรอนิก ไม่ใช่ดนตรีแจ๊ซก็ตาม
“พอรู้ว่าท่านทรงแซ็กโซโฟนก็ไปหาดูคลิปในยูทูป ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นคลิปที่บันทึกไว้เมื่อหลายสิบปีแล้ว แต่ก็พอที่จะทำให้เห็นว่าพระองค์ทรงมีพระปรีชาสามารถทางดนตรีจริงๆ” คำที่นักดนตรีจากรัสเซียใช้อธิบายพระอัจฉริยภาพทางด้านนี้ของท่านเป็นภาษาอังกฤษก็คือ “amazing” และ “wonderful”
เมื่อค่ำวันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคมที่ผ่านมา ขณะที่ อาร์ทัม และ อนาสเตเซีย อยู่ที่สวนลุมพินี ก็มีชาวต่างชาติคนหนึ่งเดินมาบอกข่าวเศร้ากับพวกเขา ทันทีที่รู้เรื่องนี้ ทั้งคู่ก็สัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่เปลี่ยนไปของเมืองไทยและตัดสินใจเดินทางมายังบริเวณพระบรมมหาราชวังตั้งแต่ช่วงกลางวันของวันศุกร์ที่ 14 ตุลาคม ก่อนจะกลับมาอีกครั้งในคืนวันที่ 15 ตุลาคมและนั่งอยู่จนถึงเช้าของวันถัดมา
สิ่งที่หลายคนคงสงสัยก็คือ สำหรับชาวต่างชาติที่อยู่ในสถานะนักท่องเที่ยวอย่างพวกเขาแล้ว เขา ‘เห็นอะไร’ และ ‘รู้สึกอย่างไร’ กับภาพที่เห็นตรงหน้า
“ในสถานการณ์แบบนี้ เราเห็นความเป็นครอบครัวของคนไทยซึ่งเป็นเรื่องที่น่าประทับใจ ทุกคนที่อยู่ที่นี่ ไม่ว่าจะมาสักการะพระบรมศพเพียงอย่างเดียวหรือมาอาสาอำนวยความสะดวกให้คนอื่นๆ ดูราวกับเป็นพี่น้องกัน ทุกคนคือครอบครัวเดียวกัน โดยไม่จำเป็นต้องรู้จักกัน”
“เรายังรู้สึกด้วยว่า มิตรภาพและการช่วยเหลือกันอย่างจริงใจอย่างเช่นนี้คือสิ่งที่จะช่วยหล่อเลี้ยงโลกต่อไปในอนาคต” อาร์ทัมตอบพร้อมกับรอยยิ้มอีกครั้ง

เปิดแนวปฏิบัติ มท. คุมสถานบริการ'งานแต่ง-บวช-คอนเสิร์ต' ช่วงพระราชพิธีพระบรมศพ

 เมื่อวันที่ 16 ต.ค.2559 ที่ผ่านมา นายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ทำหนังสือถึง ผู้ว่าราชการจังหวัด ทุกจังหวัด เพื่อแจ้งให้ทราบถึงแนวทางปฏิบัติต่อสถานบริการในช่วงมีงานพระราชพิธีพระบรมศพ ตามที่ได้รับแจ้งจาก ศูนย์บัญชาการติดตามสถานการณ์ (ศตส.)
จึงขอให้จังหวัดปฏิบัติ ดังนี้ 
1. กรณีการอนุมัติ อนุญาต จัดให้มีการเล่นการพนัน ยังให้งดเว้นการอนุมัติ อนุญาต 
2. สถานบริการตามพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 และสถานประกอบการซึ่งมีลักษณะคล้ายสถานบริการ นั้น ศตส. อนุโลมให้ สถานบริการ สถานบันเทิงในอาคารปิด สามารถประกอบธุรกิจตามปกติได้
แต่ให้จังหวัดสั่งการให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจเน้นย้ำ ห้ามมิให้มีการเปิด-ปิด เกินเวลาตามที่กฎหมายกำหนด ตลอดจนกวดขันมิให้มีการปล่อยปละละเลย ให้ผู้มีอายุต่ำกว่า 20 ปี บริบูรณ์ เข้าไปใช้บริการ และห้ามมิให้มีการแสดงลามก อนาจาร 
3. กรณีการจัดงานเทศกาลประจำปีของจังหวัด านกาชาด งานบุญกฐิน ผ้าป่า และ /หรือ กิจกรรมประกอบพิธีทางศาสนกิจนั้น ให้ดำเนินการได้ตามปกติ แต่ไม่ควรมีการแสดงดนตรี หรือการละเล่นประกอบ 
ในกรณีที่เป็นงานของส่วนบุคคล ตามประเพณี เช่น งานมงคลสมรส งานบวช การแข่งขันกีฬาประเพณี ก็ยังสามารถดำเนินการไปได้ตามปกติ เพียงแต่ขอความร่วมมืองดเว้นการแสดงดนตรีและการละเล่น 
4. กรณีการแสดงคอนเสิร์ตทุกชนิด ขอความร่วมมือให้งดหรือเลื่อนการแสดงไปก่อน 
5. กระทรวงมหาดไทยขอเน้นย้ำให้จังหวัดกำชับพนักงานฝ่ายปกครอง ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ได้ออกตรวจกำชับเกี่ยวกับ สิ่งอบายมุข สิ่งผิดกฎหมายอื่นๆ โดยให้ดำเนินการปราบปรามอย่างเคร่งครัด เช่น การค้าประเวณี โสเภณีเด็ก ยาเสพติด การใช้แรงงานเด็กเป็นต้น 
อนึ่ง สำหรับการงดจัดงานรื่นเริงเป็นเวลา 30 วัน นั้น หมายถึงให้งดเฉพาะของส่วนราชการเท่านั้น สำหรับภาคส่วนอื่นๆ ให้ดำเนินการตามหนังสือสั่งการฉบับนี้  (ดูเอกสารประกอบ) 
pichaaaa0017
pichaaaa0117

วันศุกร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2559

รองนายกฯ แจง ขั้นตอนการอัญเชิญองค์รัชทายาท ขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์

วิษณุ ยัน ทุกอย่างเดินหน้าตาม รธน.– กฎมนเทียรบาล ย้ำ พระบรมฯ เป็นรัชทายาทสมบูรณ์ แจงตั้งผู้สำเร็จราชการฯ ยึดตำแหน่งประธานองคมนตรีเป็นหลัก ย้ำอย่ามองเป็นชื่อใคร ขอให้ดูตำแหน่ง แจงอุดช่องว่างผู้สำเร็จราชการฯ ต้องอันเชิญพระรัชทายาทขึ้นทรงครองราชย์ ลั่นพระปรมาภิไธยที่ตั้งกันสนุกสนานไม่เป็นความจริง ระบุจะเกิดได้ต้องบรมราชาภิเษก
เวลา 21.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เป็นที่ทราบกันมาตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2515 ว่าสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร ทรงสถิตอยู่ในตำแหน่งที่ทางการเรียกว่า พระรัชทายาท ฉะนั้นรัฐธรรมนูญไทยได้เขียนไว้ตั้งแต่ปี 2534 เรื่อยมาจนกระทั้งถึงปัจจุบัน รวมถึงที่จะเขียนในฉบับใหม่ ว่าเมื่อราชบัลลังก์ว่างลง กรณีที่มีการตั้งพระรัชทายาทไว้แล้ว จะไม่มีทางอื่นใดทั้งสิ้น เป็นเรื่องที่คณะรัฐมนตรีจะต้องแจ้งไปยังประธานรัฐสภา ซึ่งขณะนี้คือประธาน สนช.ให้ทราบ ว่าได้มีการตั้งพระรัชทายาทไว้แล้วเมื่อไหร่อย่างไร พร้อมหลักฐานพยานต่างๆที่จะแนบไป ซึ่งเป็นเอกสารหลักฐานประกาศพระบรมราชโองการ สถาปนาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ โดยประธานสภาจะเรียกประชุม เพื่อมีมติรับทราบอย่างเป็นทางการ เมื่อเรียบร้อยแล้วจะได้อัญเชิญขึ้นครองราชย์ และออกประกาศให้รู้ว่าบัดนี้เรามีสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯแล้ว นี่คือขั้นตอนตามรัฐธรรมนูญที่เขียนไว้ชัดเจน
นายวิษณุ กล่าวว่า เรื่องนี้ในกฎมนเทียรบาลระบุไว้ว่า การตั้งเจ้านายพระองค์หนึ่งขึ้นเป็นพระรัชทายาท เป็นการตั้งตามกฎมนเทียรบาล เพราะฉะนั้นในประกาศสถาปนาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ จึงได้มีประโยคหนึ่ง ตามโบราณนิติราชประเพณีนั้นระบุว่า เมื่อถึงเวลาที่สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์ใหญ่ ทรงเจริญพระชนมายุสมควรแล้ว ก็จะตั้งเป็นพระรัชทายาท เพื่อสืบราชสันตติวงศ์สนองพระองค์ต่อไป ขณะเดียวกันในกฎมนเทียรบาล มาตรา 4 เขียนไว้ว่า คำว่ารัชทายาท หมายถึงเจ้านายเชื้อบรมวงศ์ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงโปรดให้สถาปนา โดยจัดการพระราชพิธีสถาปนาให้เป็นพระรัชทายาทและตอนนี้ทุกอย่างได้เดินตามกฎมนเทียรบาล ทั้งยังเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ไม่ได้มีปัญหาใดๆ ทั้งนี้ ปัญหาจะเกิดในกรณีที่ไม่พระรัชทายาท ซึ่งขณะนี้ไม่มีปัญหา เพราะเป็นกรณีที่มีพระรัชทายาท
“จึงไม่มีเหตุที่จะเลื่องลือ เล่าขาน คิดเป็นอย่างอื่นทั้งสิ้น ทุกอย่างจะเดินตามนี้ รัฐบาลก็ตั้งใจที่จะเดินตามนี้ ทำตามนี้ เพียงแต่จะทำช้าหรือเร็ว เป็นเรื่องที่ต้องรับสนองพระราชปรารภของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ซึ่งพระองค์รับสั่ง อย่างเราต้องเข้าใจว่า แม้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ จะสถิตในหทัยราช ขณะเดียวกันพระองค์ท่าน ก็สถิตในหทัยราชสมเด็จพระบรมฯ ในฐานะทรงเป็นราชที่หมายถึงราษฎร และเป็นยิ่ง คือการเป็นลูกด้วย ฉะนั้นจึงเป็นเรื่องที่พระองค์ทรงรับสั่งเองว่าขอเวลา ทำพระทัยร่วมกับประชาชนชาวไทย คนไทยวิปโยคอย่างไร พระองค์ก็วิปโยคอย่างนั้น อาจจะมากยิ่งกว่านั้นด้วยซ้ำ เพราะเป็นลูก มีความผูกพัน อยู่ๆจะต้องมาได้รับการตั้งเป็นพระเจ้าอยู่หัว แลเปลี่ยนอะไร ต่อมิอะไรทั้งหมด เพราะการเป็นพระเจ้าอยู่หัวฯ เป็นเหตุให้มีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง อาจรวดเร็วกะทันหันเกินไป”
นายวิษณุ กล่าวถึงการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ว่า การตั้งผู้สำเร็จราชการฯ เกิดขึ้นได้ 2 กรณี 1.เกิดจากกรณีที่พระมหากษัตริย์หรือกรณีที่บุคคลอื่นที่มีอำนาจในการตั้ง เช่น คณะองคมนตรีเป็นผู้เสนอเนื่องจากเกิดภาวะว่างเปล่าขึ้น กรณีนี้เรียกว่าเป็นโดยการแต่งตั้ง หากเป็นกรณีนี้ต้องปฏิญาณตนต่อรัฐสภาซึ่งเคยมีมาแล้วเมื่อครั้งสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถเคยเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์โดยการแต่งตั้งเมื่อคราวพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศเสด็จออกผนวช สมเด็จพระนางเจ้าก็ต้องไปทรงปฏิญาณพระองค์ในที่ประชุมรัฐสภามาแล้ว 2.การเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เป็นการชั่วคราวไปพลางก่อน แปลว่า เป็นชั่วคราวเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าซึ่งจะไม่มีการแต่งตั้ง ไม่มีการประกาศ ไม่มีการสถาปนา และไม่มีการไปปฏิบัติตนในที่ประชุมรัฐสภา
“เป็นทันทีในเวลาแรกสุด เมื่อเกิดเหตุที่ราชบัลลังก์ว่างลง เพราะว่าตั้งไม่ทันก็ต้องมีเพื่อจะ หรืออาจจะต้องปฏิบัติหน้าที่บางอย่าง แต่ถ้าไม่มีอะไรต้องปฏิบัติก็แล้วไป แต่ของอย่างนี้ต้องเผื่อเอาไว้จะเกิดช่องว่างขึ้นไม่ได้เป็นอันขาด เพราะฉะนั้นอย่าเรียกให้เป็นภาษาพูดว่าอัตโนมัติอะไรเลย ถือว่าเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เป็นการชั่วคราวไปพลางก่อน ส่วนจะเป็นไปพลางถึงไหน รัฐธรรมนูญเขียนว่าพลางก่อนจนกระทั่งมีการอัญเชิญพระรัชทายาทขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ ตรงนั้นจะเกิดช้าเกิดเร็วเป็นช่วงเวลาที่ต้องใช้เวลาสักระยะ ฉะนั้นก็ไม่เกิดปัญหา ไม่มีอะไรเป็นช่องว่างสำหรับกรณีนี้ และผู้ที่จะเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เป็นการชั่วคราวไปพลางก่อนนั้น อย่าไปสนใจว่าเป็นใคร ชื่ออะไร ต้องสนใจว่าตำแหน่งอะไร เพราะรัฐธรรมนูญระบุว่าประธานองคมนตรีเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ แล้วไม่มีทางที่จะไม่เป็น แล้วไม่มีทางที่จะไม่รับเป็นคือต้องเป็น แต่กรณีที่จะไม่เป็นมีกรณีเดียวคือกรณีที่มีการประกาศอันเชิญพระรัชทายาทขึ้นทรงครองราชย์ทุกอย่างจึงไม่มีช่องว่าง ทุกอย่างก็เดินไป”นายวิษณุ กล่าว
นายวิษณุ กล่าวอีกว่า ขอร้องว่าข่าวลือต่างๆ ที่ออกมาอย่างสนุกสนาน จนเละไปหมด ขอเรียนว่าไม่มีมูลความจริง ขอให้ฟังจากประกาศและแถลงของทางราชการเท่านั้น เพราะเรื่องเหล่านี้มีความละเอียดอ่อนทางราชการจะประกาศส่งเดชไม่ได้ ประโยคเดียว คำพูดเดียว วรรคเดียวต้องปรึกษาตั้งแต่สำนักพระราชวัง สำนักราชเลขาธิการ รัฐบาล องคมนตรี จนกระทั่งได้ข้อสรุปออกมาได้
“ที่ลือกันส่งเดชว่าพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ ทรงพระปรมาภิไธยว่าดังนี้ ตั้งกันเป็นที่สนุกสนานนั้น ไม่เป็นความจริง และจะไม่ได้เกิดขึ้นในเร็ววันด้วยเพราะพระปรมาภิไธยจะเกิดขึ้นได้ เมื่อไปถึงขั้นบรมราชาภิเษก ซึ่งเราก็รู้ว่าจะเกิดขึ้นในเวลาอันใกล้ไม่ได้ เพราะต้องรอให้ถวายพระเพลิงพระบรมศพก่อน อีกทั้งของอย่างนี้ต้องดูทั้งรัฐธรรมนูญ กฎมณเฑียรบาล และโบราณราชประเพณี ที่ไปออกคลิป ออกอะไรนั้น ส่งเดช ไม่ได้ดูอะไรเลย แล้วก็ไปแต่งเองขึ้นมา”นายวิษณุ กล่าว
นายวิษณุ กล่าวถึงขั้นตอนการทูลเกล้าฯร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่า ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพราะรัฐบาลขณะนี้มีเวลาอยู่แล้วในการที่จะเขียนลงในสมุดไทย กว่าจะเสร็จและถวายทูลเกล้าฯได้ ก็ใกล้กับวันที่ 9 พฤศจิกายน เมื่อทูลเกล้าฯไปแล้ว ยังมีเวลาที่จะทรงพิจารณารัฐธรรมนูญอีก 90 วัน เพราะเดิมเราอาจจะนึกว่า พระราชทานกลับลงมาได้เร็ว แต่อาจจะพระราชทานผิดเวลาไปบ้าง แต่ก็ไม่น่าจะนานหรือมากนัก ซึ่งไม่ได้เดือดร้อนอะไร เพราะโรดแมปก็ยังมีในส่วนของมันอยู่ ไม่ได้แปลว่ารัฐธรรมนูญเกิดจะต้องออกช้าไปสักนิดสักหน่อย แล้วการเลือกตั้งจะล่าช้า มันไม่เกี่ยว แต่เป็นกรณีที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) ใช้เวลานี้ทำกฎหมายลูกไปพลางได้ พอดีพอร้ายพอประกาศใช้รัฐธรรมนูญอาจจะทำกฎหมายเลือกตั้งเสร็จแล้วก็ได้ เพราะกรธ.ทำอยู่ทุกวัน ไม่ได้หยุดรอรัฐธรรมนูญ
“ไม่มีผลกระทบโรดแมป ตราบใดที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.ยังไม่ได้ประกาศอะไร “โปรดเชื่อเถอะ ไม่มีอะไรที่จะกระทบกระเทือน ถ้ามีอะไรรัฐบาลรู้ก่อน ต้องบอกประชาชน แต่ขณะนี้ไม่มีอะไรจะบอก ไม่มีอะไรที่จะกระทบ แล้วที่จะมานั่งย้ำกันอยู่ทุกวันก็ไม่รู้จะทำไปทำไม พอถึงเวลาถ้ามีอะไรขึ้นมา คนไทยก็จะเป็นคนบอกเองว่า เกิดขึ้นมาอย่างนี้แล้วจะทำอย่างไร อาจจะช้าออกไปสักนิด หรือขยับไปอย่างไรเราไม่ค่อยพูดกัน”
counter

ครม.ทูลเชิญสมเด็จพระเทพฯ องค์ที่ปรึกษาคกก.จัดงานพระราชพิธีพระบรมศพ

ครม.ทูลเชิญสมเด็จพระเทพฯ องค์ที่ปรึกษาคกก.จัดงานพระราชพิธีพระบรมศพ

เขียนวันที่
วันศุกร์ ที่ 14 ตุลาคม 2559 เวลา 20:20 น.
เขียนโดย
isranews
หมวดหมู่
2334
 
3
 
0
 
2337
 
ครม.ทูลเชิญสมเด็จพระเทพฯ องค์ที่ปรึกษาคณะกรรมการจัดงานพระราชพิธีพระบรมศพ - พร้อมเห็นชอบหลักการตั้งศูนย์บัญชาการติดตามสถานการณ์บ้านเมือง ประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมงานพระราชพิธีพระบรมศพ - 'นายกฯ' นั่งปธ.คุมเอง 
puiidddddddd14
ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวอิศรา www.isranews.org รายงานว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 13 ต.ค.2559 ที่ผ่านมา ได้มอบหมายให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี รับไปดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการจัดงานพระราชพิธีพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นกรรมการและเลขานุการ และกราบบังคมทูลเชิญสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นองค์ที่ปรึกษา รวมทั้งให้ดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการฝ่ายต่างๆ เช่น ฝ่ายอำนวยการจัดงานพระราชพิธี ฝ่ายจัดการพระราชพิธี ฝ่ายจัดสร้างเมรุมาศ สิ่งปลูกสร้าง ราชรถ พระยานมาศ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ ฝ่ายรักษาความปลอดภัยเป็นต้น 
นอกจากนี้ ยังมอบหมายให้กระทรวงวัฒนธรรม (กรมศิลปากร) ดูแลรับผิดชอบในเรื่องรูปแบบพิธีการและการจัดสร้างพระเมรุมาศ โดยขอรับพระราชวินิจฉัยจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมยังได้เห็นชอบหลักการให้จัดตั้งศูนย์บัญชาการติดตามสถานการณ์ โดยให้ประกอบด้วย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธาน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นรองหัวหน้าศูนย์ฯ นายสุวพันธ์ ตันยุวรรธนะ  รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นเลขานุการศูนย์ฯ  โดยมีเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ  เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เลขาธิการคณะรัฐมนตรี และปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นรองเลขานุการ
มีอำนาจหน้าที่เป็นศูนย์บัญชาการติดตามสถานการณ์บ้านเมือง และดำเนินการด้านต่างๆ เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย รวมทั้งประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเตรียมงานพระราชพิธีพระบรมศพ โดยให้สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีอำนวยความสะดวกในการปฏิบัติงานในเรื่องต่างๆ ของศูนย์ฯ สำหรับค่าใช้จ่ายต่างๆ ของศูนย์ฯ ให้เบิกจ่ายจากงบกลาง รายการสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน หรือจำเป็น โดยให้สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีขอตกลงในรายละเอียดกับสำนักงบประมาณตามขั้นตอนต่อไป   
picbghd14
picbhddddd4

วันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559

เปิดกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พุทธศักราช 2467

piidddddddddddsd34
จากกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แถลงภายหลังการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ว่ามี ภารกิจสำคัญที่ต้องดำเนินการมี 2 ประการ คือ การดำเนินการให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พุทธศักราช 2467 ตลอดจนตามพระราชประเพณี
ในส่วนของการสืบราชสันตติวงศ์ ซึ่งสอดคล้องกับเพื่อให้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลจะแจ้งไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพระบรมโกศ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาพระรัชทายาทตามกฎมณเฑียรบาลไว้แล้ว เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2515 จากนั้น สนช.จะดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

(อ่านประกอบ : นายกฯแถลง’ในหลวง’สถาปนาพระรัชทายาทตามกฏมณเฑียรบาลไว้แล้ว)

สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org สืบค้นกฎมณเฑียรบาล ว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พุทธศักราช 2467 มานำเสนอ ณ ที่ นี้ 
กฎมณเฑียรบาล ว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์

ศุภมัสดุ พระพุทธศาสนกาล ๒๔๖๗ พรรษา ปัตยุบันสมัย พฤศจิกายนมาส ทสมสุรทิน จันทวาร กาลกำหนด
พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดี ศรีสินทรมหาวชิราวุธ เอกอรรคมหาบุรุษบรมนราธิราช พินิตประชานารถมหาสมมตวงศ อติศัยพงศวิมลรัตน วรขัตติยราชนิกโรดม จาตุรันตบรมมหาจักรพรรดิราชสังกาศ อุภโตสุชาตสังสุทธเคราะหณี จักรีบรมนารถ จุฬาลงกรณราชวรางกูร บรมมกุฎนเรนทรสูรสันตติวงศวิศิษฐ สุสาธิตบุรพาธิการ อดุลยกฤษฎาภินิหารอติเรกบุญฤทธิ ธัญลักษณวิจิตรโสภาคยสรรพางค มหาชโนตตะมางคประณต บาทบงกชยุคลประสิทธิสรรพศุภผล อุดมบรมสุขุมาลย ทิพยเทพาวตาร ไพศาลเกียรติคุณอดุลยพิเศษ สรรพเทเวศรานุรักษบุริมศักดิสมญาเทพทวาราวดี ศรีมหาบุรุษสุตสมบัติ เสนางคนิกรรัตน อัศวโกศลประพนธปรีชา มัทวสมาจาร บริบูรณคุณสารสยามาทินคร วรุตเมกราชดิลก มหาปริวารนายกอนันต มหันตวรฤทธิเดช สรรพวิเศษศิรินทร บรมชนกาดิศรสมมต ประสิทธิวรยศมโหดม บรมราชสมบัติ นพปฎลเสวตรฉัตราดิฉัตร ศิริรัตโนปลักษณมหาบรมราชาภิเศกาภิสิต สรรพทศทิศวิชิตไชย สกลมไหศวริยมหาสวามินทร มเหศวรมหินทรมหารามาธิราชวโรดม บรมนารถชาติอาชาวไศย พุทธาทิไตรรัตนสรณารักษ อดุลยศักดิอรรคนเรศราธิบดี เมตตากรุณาสีตลหฤไทย อโนปไมยบุญการ สกลไพศาลมหารัษฎาธิเบนทร์ ปรเมนทรธรรมิกมหาราชาธิราช บรมนารถบพิตร พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงพระอนุสรคำนึงถึงการสืบราชสันตติวงศ์ ทรงพระราชดำริว่า ตามโบราณราชประเพณี สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแห่งกรุงสยามย่อมทรงพระบรมเดชานุภาพโดยบริบูรณ์ และทรงมีสิทธิอำนาจที่จะทรงเลือกตั้งพระบรมวงศานุวงศ์พระองค์ใดพระองค์หนึ่ง ซึ่งทรงพระราชดำริว่ามีพระปรีชาสามารถอาจเป็นผู้สืบราชสันตติวงศ์ ดำรงราชตระกูลและรัฐสีมาอาณาจักร อารักษ์พสกนิกรสนองพระองค์ต่อไปได้นั้น ขึ้นเป็นพระรัชทายาท โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศแก่บรรดาพระบรมวงศานุวงศ์และเสนามาตย์ราชเสวกบริพาร อีกทั้งสมณพราหมณาจารย์และอาณาประชาราษฎรให้ทราบทั่วกัน ว่าได้ทรงเลือกสรรพระบรมวงศ์พระองค์นั้นเป็นพระรัชทายาท และบางทีก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานอุปราชาภิเษกหรือยุพราชาภิเษกด้วย ราชประเพณีนี้ย่อมเป็นสิ่งซึ่งสมควรแก่พระบรมเดชานุภาพของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโดยแท้
แต่ก็ได้เคยมีมาแล้วในอดีตสมัย และอาจมีได้อีกในอนาคตสมัยที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมิได้ทรงเลือกและประดิษฐานพระรัชทายาทขึ้นไว้อย่างเช่นที่กล่าวมาแล้ว ซึ่งเป็นผลให้บังเกิดมีเหตุยุ่งยาก แก่งแย่งกันขึ้นในเมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตลง การแก่งแย่งช่วงชิงพระราชอำนาจกันย่อมเป็นโอกาสให้บุคคลผู้มิได้ตั้งอยู่ในสัมมาปฏิบัติคิดขัดขวางต่อทางเจริญแห่งราชอาณาจักร ทั้งเป็นโอกาสให้ศัตรูทั้งภายนอกภายในได้ใจคิดประทุษร้ายต่อราชตระกูล และอิสรภาพแห่งประเทศสยาม นำความหายนะมาสู่ชาติไทย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระอนุสรคำนึงถึงข้อความเหล่านี้ จึงมีพระราชประสงค์ที่จะให้มีนิติธรรมกำหนดการสืบราชสันตติวงศ์ขึ้นไว้เพื่อจะได้ตัดความยุ่งยากแก่งแย่งกันภายในพระราชวงศ์ในเมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมิได้ทรงตั้งแต่งพระรัชทายาทขึ้นไว้โดยแน่นอน ดังกล่าวมาแล้วข้างบนนี้
อนึ่งทรงพระราชดำริว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแห่งกรุงสยามควรต้องทรงเป็นผู้ที่อาณาประชาชนมีความเคารพนับถือ และไว้วางใจได้โดยบริบูรณ์ทุกสถาน ฉะนั้นจึงทรงพระราชดำริว่า พระบรมวงศานุวงศ์พระองค์ใดมีข้อบกพร่องสำคัญบางอย่างในพระองค์แล้ว ก็ไม่ควรให้อยู่ในเกณฑ์สืบราชสันตติวงศ์ เพราะอาจจะเป็นเหตุให้บังเกิดความไม่เรียบร้อยหรือเดือดร้อนแก่อาณาประชาชนได้ หรืออาจถึงแก่นำความหายนะมาสู่ราชตระกูลและราชอาณาจักรได้
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงตั้งอยู่ในพระอัปปะมาทธรรม และได้ทรงพระราชดำริพิจารณาโดยสุขุมแล้ว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตรากฎมณเฑียรบาลไว้เป็นหลักฐานแถลงราชนิติธรรม ดังต่อไปนี้
หมวดที่ ๑
ว่าด้วยนามและกำหนดใช้กฎมณเฑียรบาลนี้
มาตรา ๑ กฎมณเฑียรบาลนี้ ให้เรียกว่า “กฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช ๒๔๖๗”
มาตรา ๒ ให้ใช้กฎมณเฑียรบาลนี้ตั้งแต่วันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พระพุทธศักราช ๒๔๖๗ เป็นต้นไป
มาตรา ๓ ข้อความใด ๆ ที่มีอยู่ในพระราชกำหนดกฎหมายอื่น ๆ ที่แย้งกับข้อความในกฎมณเฑียรบาลนี้ ให้ยกเลิกเสียทั้งสิ้น
หมวดที่ ๒
บรรยายศัพท์
มาตรา ๔ ศัพท์ต่าง ๆ ที่ใช้ในกฎมณเฑียรบาลนี้ ท่านว่าให้บรรยายไว้ดังต่อไปนี้
(๑) “พระรัชทายาท” คือ เจ้านายเชื้อพระบรมราชวงศ์ พระองค์ที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สมมุติขึ้น เพื่อเป็นผู้ทรงสืบราชสันตติวงศ์สนองพระองค์ต่อไป
(๒) “สมเด็จพระยุพราช” คือ พระรัชทายาทที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนาขึ้นเป็นตำแหน่งสมเด็จพระยุพราช โดยพระราชทานยุพราชาภิเษกหรือโดยพิธีอย่างอื่นสุดแท้แต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
(๓) “สมเด็จหน่อพุทธเจ้า” คือ สมเด็จพระบรมราชโอรสพระองค์ใหญ่ในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระอัครมเหสี
(๔) “สมเด็จพระอัครมเหสี” คือ พระชายาหลวงของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตามที่ปรากฏในประกาศกระแสพระบรมราชโองการทรงสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินี
(๕) “สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ” คือ พระราชโอรสในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระอัครมเหสี หรือพระมเหสีรอง
(๖) “พระมเหสีรอง” คือ พระชายาของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระองค์ที่ดำรงพระเกียรติยศรองลงมาจากสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี มีพระเกียรติยศสูงต่ำเป็นลำดับกัน คือ สมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชเทวี พระนางเจ้า พระราชเทวี พระนางเธอ พระอัครชายาเธอ ดังนี้เป็นต้น
(๗) “พระเจ้าลูกยาเธอ” คือ พระราชโอรสในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระสนมเอก โท ตรี
(๘) คำว่า “พระองค์ใหญ่” ให้เข้าใจว่าพระองค์ที่มีพระชนมายุมากกว่าพระองค์อื่น ๆ ที่ร่วมพระมารดากัน
หมวดที่ ๓
ว่าด้วยการทรงสมมุติและทรงถอนพระรัชทายาท
มาตรา ๕ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงไว้ซึ่งพระบรมเดชานุภาพและพระราชสิทธิที่จะทรงสมมุติเจ้านายเชื้อพระบรมราชวงศ์พระองค์ใดพระองค์หนึ่งให้เป็นพระรัชทายาท สุดแท้แต่จะทรงพระราชดำริเห็นสมควรและเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยได้ ว่าท่านพระองค์นั้นจะสามารถสืบราชสันตติวงศ์สนองพระองค์
แต่การที่สมมุติเจ้านายเชื้อพระบรมราชวงศ์ให้เป็นพระรัชทายาทเช่นนี้ ให้ถือว่าเป็นการเฉพาะพระองค์ของพระรัชทายาทพระองค์นั้น
มาตรา ๖ เมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงสมมุติท่านพระองค์ใดให้เป็นพระรัชทายาทแล้ว และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศข้อความให้ปรากฏแก่พระบรมวงศานุวงศ์ เสนามาตย์ราชเสวกบริพารและอาณาประชาชนให้ทราบทั่วกันแล้ว ท่านว่าให้ถือว่าท่านพระองค์นั้นเป็นพระรัชทายาทโดยแน่นอนปราศจากปัญหาใด ๆ และเมื่อใดถึงกาลอันจำเป็น ก็ให้พระรัชทายาทพระองค์นั้นเสด็จขึ้นทรงราชย์สืบราชสันตติวงศ์สนองพระองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกษโดยทันที ให้สมดังพระบรมราชประสงค์ที่ได้ทรงประกาศไว้นั้นแล
มาตรา ๗ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสงวนไว้ซึ่งพระบรมเดชานุภาพ และพระราชสิทธิที่จะทรงถอนพระรัชทายาทออกจากตำแหน่งได้ ท่านพระองค์ใดที่ได้ถูกถอนจากตำแหน่งพระรัชทายาทแล้ว ท่านว่าให้นับว่าขาดจากทางที่จะได้สืบราชสันตติวงศ์ และให้ถอนพระนามออกเสียจากลำดับสืบราชสันตติวงศ์ อีกทั้งพระโอรสและบรรดาเชื้อสายโดยตรงของท่านพระองค์นั้น ก็ให้ถอนเสียจากลำดับสืบราชสันตติวงศ์ด้วยทั้งสิ้น
อนึ่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงไว้ซึ่งพระบรมเดชานุภาพและพระราชสิทธิที่จะทรงประกาศยกเว้นเจ้านายเชื้อพระบรมราชวงศ์พระองค์ใดพระองค์หนึ่งออกเสียจากลำดับสืบราชสันตติวงศ์ได้
หมวดที่ ๔
ว่าด้วยลำดับชั้นผู้ควรสืบราชสันตติวงศ์
มาตรา ๘ ถ้าหากว่ามีเหตุอันไม่พึงปรารถนา คือสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตลงโดยมิได้ทรงสมมุติพระรัชทายาทไว้ก่อนแล้วไซร้ ท่านว่าให้เป็นหน้าที่ท่านเสนาบดีอัญเชิญเสด็จเจ้านายเชื้อพระบรมราชวงศ์พระองค์ที่ ๑ ในลำดับสืบพระราชสันตติวงศ์ ดังได้แถลงไว้ในมาตรา ๙ ขึ้นทรงราชย์สืบราชสันตติวงศ์สนองพระองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ที่ได้เสด็จสวรรคตลงแล้วนั้นต่อไป แต่ผู้ที่จะอัญเชิญขึ้นทรงราชย์เช่นนี้ต้องมิใช่ผู้ที่ตกอยู่ในเกณฑ์ ยกเว้นที่ปรากฏอยู่ในมาตรา ๑๑ และ ๑๒ แห่งกฎมณเฑียรบาลนี้
มาตรา ๙ ลำดับชั้นเชื้อพระบรมราชวงศ์ซึ่งจะควรสืบราชสันตติวงศ์ได้นั้น ท่านว่าให้เลือกตามสายตรงก่อนเสมอ ต่อไม่สามารถจะเลือกทางสายตรงได้แล้ว จึงให้เลือกตามเกณฑ์ที่สนิทมากและน้อย
เพื่อให้สิ้นสงสัย ท่านว่าให้วางลำดับสืบราชสันตติวงศ์ไว้ดังต่อไปนี้
(๑) สมเด็จหน่อพุทธเจ้า
(๒) ถ้าแม้ว่าสมเด็จหน่อพุทธเจ้าหาพระองค์ไม่แล้ว ให้อัญเชิญพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ในสมเด็จหน่อพุทธเจ้าและพระอัครชายาของสมเด็จหน่อพุทธเจ้าพระองค์นั้นขึ้นทรงราชย์ หรือถ้าพระราชโอรสพระองค์ใหญ่หาพระองค์ไม่แล้ว ก็ให้อัญเชิญพระราชโอรสพระองค์รอง ๆ ต่อไปตามลำดับพระชนมายุ
(๓) ถ้าแม้ว่าสมเด็จหน่อพุทธเจ้าหาพระองค์ไม่แล้ว และไร้พระราชโอรสของท่านด้วยไซร้ ก็ให้อัญเชิญสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์ที่ ๒ ในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระอัครมเหสี
(๔) ถ้าแม้ว่าสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์ที่ ๒ หาพระองค์ไม่แล้ว แต่ถ้ามีพระโอรสอยู่ ก็ให้อัญเชิญพระโอรสโดยอนุโลมตามข้อความในข้อ ๒ แห่งมาตรานี้
(๕) ถ้าแม้ว่าสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์ที่ ๒ ในสมเด็จพระอัครมเหสีหาพระองค์มิได้แล้ว และไร้พระราชโอรสของท่านด้วยไซร้ ก็ให้อัญเชิญสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์อื่น ๆ ในสมเด็จพระอัครมเหสี หรือพระโอรสของสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์นั้น ๆ สลับกันไปตามลำดับ โดยอนุโลมตามข้อความในข้อ ๒, ๓ และ ๔ แห่งมาตรานี้
(๖) ถ้าแม้ว่าสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอในพระอัครมเหสีหาพระองค์ไม่แล้ว และพระโอรสของสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอนั้น ๆ ก็หาไม่ด้วยแล้ว ให้อัญเชิญสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอในพระมเหสีรองถัดลงไป ตามลำดับชั้นพระอิสริยยศแห่งพระมารดา หรือถ้าสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอหาพระองค์ไม่แล้ว ก็ให้อัญเชิญพระโอรสของสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอนั้น ๆ สลับกันตามลำดับ โดยอนุโลมตามข้อความในข้อ ๒, ๓ และ ๔ แห่งมาตรานี้
(๗) ถ้าแม้ว่าสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอในพระมเหสีรองหาพระองค์ไม่สิ้นแล้ว และพระโอรสของสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอนั้น ๆ ก็หาไม่ด้วยแล้ว ให้อัญเชิญพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์ที่มีพระชนมายุมากที่สุด หรือถ้าพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์นั้นหาพระองค์ไม่แล้ว ก็ให้อัญเชิญพระโอรสพระองค์ใหญ่ของพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์นั้น แต่ถ้าแม้ว่าพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์ที่มีพระชนมายุมากที่สุดนั้นหาพระองค์ไม่แล้ว และพระโอรสของท่านก็หาไม่ด้วยแล้ว ก็ให้อัญเชิญพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์ที่มีพระชนมายุถัดลงมา หรือพระโอรสของพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์นั้น ๆ สลับกันไปตามลำดับ โดยอนุโลมตามข้อความในข้อ ๒, ๓ และ ๔ แห่งมาตรานี้
(๘) ถ้าแม้ว่าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไร้พระราชโอรสและพระราชนัดดา ท่านว่าให้อัญเชิญสมเด็จพระอนุชาที่ร่วมพระราชชนนีพระองค์ที่มีพระชนมายุถัดลงมาจากพระองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขึ้นทรงราชย์สืบราชสันตติวงศ์
(๙) ถ้าแม้ว่าสมเด็จพระอนุชาพระองค์ที่ควรได้ทรงเป็นทายาทนั้นหาพระองค์ไม่เสียแล้ว ท่านว่าให้อัญเชิญพระโอรสของสมเด็จพระอนุชาพระองค์นั้นตามลำดับ โดยอนุโลมตามข้อความในข้อ ๒ แห่งมาตรานี้
(๑๐) ถ้าแม้ว่าสมเด็จพระอนุชาพระองค์ใหญ่หาพระองค์ไม่แล้ว และพระโอรสของท่านก็หาพระองค์ไม่อีกด้วยไซร้ ท่านว่าให้อัญเชิญสมเด็จพระอนุชาที่ร่วมพระชนนีพระองค์ที่ถัดลงไปตามลำดับพระชนมายุ หรือพระโอรสของสมเด็จพระอนุชาพระองค์นั้น ๆ สลับกันไปตามลำดับ อนุโลมตามข้อความในข้อ ๒, ๓ และ ๔ แห่งมาตรานี้
(๑๑) ถ้าแม้สมเด็จพระอนุชาร่วมพระชนนีหาพระองค์ไม่สิ้นแล้ว และพระโอรสของสมเด็จพระอนุชานั้น ๆ ก็หาไม่ด้วยแล้ว ท่านว่าให้อัญเชิญสมเด็จพระเชษฐาและสมเด็จพระอนุชาต่างพระชนนี หรือพระโอรสของสมเด็จพระเชษฐาและสมเด็จพระอนุชานั้น ๆ สลับกันไปตามลำดับ โดยอนุโลมตามข้อความในข้อ ๒, ๓, ๔ และ ๖ แห่งมาตรานี้
(๑๒) ถ้าแม้สมเด็จพระเชษฐาและสมเด็จพระอนุชาต่างพระชนนีก็หาพระองค์ไม่สิ้นแล้ว และโอรสของสมเด็จพระเชษฐาและสมเด็จพระอนุชานั้นก็หาไม่ด้วยแล้วไซร้ ท่านว่าให้อัญเชิญพระเจ้าพี่ยาเธอและพระเจ้าน้องยาเธอ หรือพระโอรสของพระเจ้าพี่ยาเธอและพระเจ้าน้องยาเธอตามลำดับสลับกันโดยอนุโลมตามข้อความในข้อ ๗ แห่งมาตรานี้
(๑๓) ต่อเมื่อหมดพระเจ้าพี่ยาเธอและพระเจ้าน้องยาเธอ อีกทั้งหมดพระโอรสของท่านนั้น ๆ แล้วไซร้ ท่านจึงให้อัญเชิญสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอและพระเจ้าบรมวงศ์เธอ หรือพระโอรสและเชื้อสายของท่านพระองค์นั้นตามลำดับแห่งความสนิทมากและน้อย โดยอนุโลมตามข้อความที่กล่าวมาแล้วตั้งแต่ข้อ ๑ ถึง ๑๒ แห่งมาตรานี้
หมวดที่ ๕
ว่าด้วยผู้ที่ต้องยกเว้นจากการสืบราชสันตติวงศ์
มาตรา ๑๐ ท่านพระองค์ใดที่จะได้เสด็จขึ้นทรงราชย์สืบราชสันตติวงศ์ควรที่จะเป็นผู้ที่มหาชนนับถือได้โดยเต็มที่ และเอาเป็นที่พึ่งได้โดยความสุขใจ ฉะนั้นท่านพระองค์ใดมีข้อที่ชนหมู่มากเห็นว่าเป็นที่น่ารังเกียจ ก็ควรที่จะให้พ้นเสียจากหนทางที่จะได้สืบราชสันตติวงศ์ เพื่อเป็นเครื่องตัดความวิตกแห่งพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าทูลละอองธุลีพระบาท และอาณาประชาชน
มาตรา ๑๑ เจ้านายผู้เป็นเชื้อพระบรมราชวงศ์ ถ้าแม้ว่าเป็นผู้มีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งกล่าวไว้ข้างล่างนี้ไซร้ ท่านว่าให้ยกเว้นเสียจากลำดับสืบราชสันตติวงศ์
ลักษณะที่กล่าวนี้ คือ
(๑) มีพระสัญญาวิปลาส
(๒) ต้องราชทัณฑ์เพราะประพฤติผิดพระราชกำหนดกฎหมายในคดีมหันตโทษ
(๓) ไม่สามารถทรงเป็นอัครพุทธศาสนูปถัมภก
(๔) มีพระชายาเป็นนางต่างด้าว กล่าวคือ นางที่มีสัญชาติเดิมเป็นชาวประเทศอื่น นอกจากชาวไทยโดยแท้
(๕) เป็นผู้ที่ได้ถูกถอนออกแล้วจากตำแหน่งพระรัชทายาท ไม่ว่าการถูกถอนนี้จะได้เป็นไปในรัชกาลใด ๆ
(๖) เป็นผู้ที่ได้ถูกประกาศยกเว้นออกเสียจากลำดับสืบราชสันตติวงศ์
มาตรา ๑๒ ท่านพระองค์ใดตกอยู่ในเกณฑ์มีลักษณะบกพร่องดังกล่าวมาแล้วในมาตรา ๑๑ แห่งกฎมณเฑียรบาลนี้ไซร้ ท่านว่าพระโอรสอีกทั้งบรรดาเชื้อสายโดยตรงของท่านพระองค์นั้น ก็ให้ยกเสียจากลำดับสืบราชสันตติวงศ์ด้วยทั้งสิ้น
มาตรา ๑๓ ในกาลสมัยนี้ยังไม่ถึงเวลาอันควรที่ราชนารีจะได้เสด็จขึ้นทรงราชย์เป็นสมเด็จพระแม่อยู่หัวบรมราชินีนาถ ผู้ทรงสำเร็จราชการสิทธิ์ขาดอย่างพระเจ้าแผ่นดินโดยลำพังแห่งกรุงสยาม ฉะนั้นท่านห้ามมิให้จัดเอาราชนารีพระองค์ใด ๆ เข้าไว้ในลำดับสืบราชสันตติวงศ์เป็นอันขาด
หมวดที่ ๖
ว่าด้วยเวลาที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงพระเยาว์
มาตรา ๑๔ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใดได้เสด็จขึ้นทรงราชย์สืบราชสันตติวงศ์ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ คือ เมื่อมีชนมายุยังไม่ครบ ๒๐ พรรษาบริบูรณ์ไซร้ ท่านว่ายังทรงสำเร็จราชการสิทธิ์ขาดโดยพระองค์เองหาได้ไม่
มาตรา ๑๕ ถ้าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงพระเยาว์ ดังกล่าวมาแล้วในมาตรา ๑๔ แห่งกฎมณเฑียรบาลนี้ไซร้ ท่านว่าให้ท่านเสนาบดีพร้อมกันเลือกเจ้านายเชื้อพระบรมราชวงศ์พระองค์หนึ่งขึ้นเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินต่างพระองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จนกว่าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะมีพระชนมายุครบ ๒๐ พรรษาบริบูรณ์ จึงให้ท่านผู้สำเร็จราชการแผ่นดินต่างพระองค์นั้นพ้นจากหน้าที่

มาตรา ๑๖ ท่านผู้ที่จะได้รับเลือกเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินต่างพระองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดังกล่าวไว้ในมาตรา ๑๕ แห่งกฎมณเฑียรบาลนี้ ต้องเป็นผู้ที่มีพระชนมายุเกินกว่า ๒๐ พรรษาบริบูรณ์แล้ว และต้องไม่เป็นผู้ที่มีลักษณะบกพร่องอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ได้กล่าวไว้แล้วในมาตรา ๑๑ และ ๑๒ แห่งกฎมณเฑียรบาลนี้

มาตรา ๑๗ นอกจากผู้สำเร็จราชการแผ่นดินต่างพระองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ท่านว่าให้ท่านเสนาบดีผู้มีอาวุโสมากที่สุดในราชการสองท่านเป็นสมุหมนตรีที่ปรึกษาของผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน และให้คงอยู่ในตำแหน่งนั้นตลอดเวลาที่ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินพระองค์นั้นอยู่ในตำแหน่งหน้าที่
ถ้าหากว่าสมุหมนตรีคนใดคนหนึ่งถึงอสัญกรรมลงในระหว่างเวลาที่ยังคงต้องมีผู้สำเร็จราชการแผ่นดินต่างพระองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไซร้ ท่านว่าให้ท่านเสนาบดีผู้มีอาวุโสถัดลงมาอีกคนหนึ่งรับตำแหน่งสมุหมนตรีแทนท่านผู้ที่ถึงอสัญกรรมลงนั้นต่อไป

มาตรา ๑๘ ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินต่างพระองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กับท่านสมุหมนตรีอีก ๒ รวมด้วยกันเป็น ๓ นี้ ท่านว่าให้ขนานนามเรียกว่า “สภาสำเร็จราชการแผ่นดินต่างพระองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” หรือเรียกโดยย่อว่า “สภาสำเร็จราชการแผ่นดิน”
กิจการทั้งปวง ที่โดยปกติ ตกเป็นพระราชภาระของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้ตกเป็นภาระของสภาสำเร็จราชการแผ่นดินจนกว่าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงพระเจริญพระชนมายุครบ ๒๐ พรรษาบริบูรณ์แล้ว จึงให้สภาสำเร็จราชการแผ่นดินมอบพระราชภาระถวายเพื่อทรงรับและปฏิบัติราชกรณียกิจต่อไปตามโบราณราชประเพณี
อนึ่งราชกิจที่นับว่าเป็นการดำเนินตามระเบียบอันมีแบบแผนอยู่แล้ว ท่านว่าให้ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินต่างพระองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบัญชาสั่งและลงพระนามโดยลำพังได้ แต่ราชการใดเป็นเรื่องที่มีปัญหาโต้แย้งก็ดี เกี่ยวด้วยเปลี่ยนแปลงหลักแห่งรัฐประศาสโนบายก็ดี เกี่ยวด้วยการออกพระราชกำหนดกฎหมายใหม่ หรือแก้ไขพระราชกำหนดกฎหมายที่มีอยู่แล้วก็ดี ท่านว่าต้องให้ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินต่างพระองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นผู้ลงพระนามในคำสั่ง และให้สมุหมนตรีทั้ง ๒ ท่านลงนามกำกับด้วยจึงจะใช้ได้
หมวดที่ ๗
ว่าด้วยการแก้กฎมณเฑียรบาลนี้
มาตรา ๑๙ พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงตรากฎมณเฑียรบาลนี้ไว้ให้เป็นราชนิติธรรมอันมั่นคง เพื่อดำรงพระบรมราชจักรีวงศ์ไว้ชั่วกาลนาน และได้ทรงใช้พระวิจารณญาณโดยสุขุม ประชุมทั้งโบราณราชประเพณีแห่งกรุงสยามตามที่ได้เคยมีปรากฏมาในโบราณราชประวัติ ทั้งประเพณีตามที่โลกนิยมในสมัยนี้เข้าไว้พร้อมแล้ว ฉะนั้นหากว่าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใดในอนาคตสมัยทรงพระราชดำริจะแก้ไขหรือเพิกถอนข้อหนึ่งข้อใดแห่งกฎมณเฑียรบาลนี้ ก็ให้ทรงคำนึงถึงพระอุปการะคุณแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ผู้ทรงตรากฎมณเฑียรบาลนี้ขึ้นไว้ แล้วและทรงปฏิบัติตามข้อความในมาตรา ๒๐ แห่งกฎมณเฑียรบาลนี้เถิด
มาตรา ๒๐ ถ้าแม้เมื่อใดสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำริว่ามีเหตุจำเป็นที่จะต้องแก้ไขหรือเพิกถอนข้อความใด ๆ แม้แต่ส่วนน้อยหนึ่งในกฎมณเฑียรบาลนี้ไซร้ ท่านว่าให้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงนัดประชุมองคมนตรีสภา ให้มีองคมนตรีมาในที่ประชุมนั้นไม่น้อยกว่า ๒ ส่วนใน ๓ แห่งจำนวนองคมนตรีทั้งหมด แล้วและพระราชทานข้อความอันมีพระราชประสงค์จะให้แก้ไขหรือเพิกถอนนั้นให้สภาปรึกษากันและถวายความเห็นด้วยความจงรักภักดีซื่อสัตย์สุจริต ถ้าและองคมนตรีมีจำนวนถึง ๒ ส่วนใน ๓ แห่งผู้ที่มาประชุมนั้นลงความเห็นว่าควรแก้ไขหรือเพิกถอนตามพระราชประสงค์ได้แล้ว สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงค่อยมีพระบรมราชโองการให้แก้ไขหรือเพิกถอน แต่ถ้าแม้ว่าองคมนตรีที่มาประชุมนั้นมีผู้เห็นควรให้แก้ไขหรือเพิกถอนเป็นจำนวนไม่ถึง ๒ ใน ๓ แล้วไซร้ ก็ขอให้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระขันติระงับพระราชดำริที่จะทรงแก้ไขหรือเพิกถอนนั้นไว้เถิด
หมวดที่ ๘
ว่าด้วยผู้เป็นหน้าที่รักษากฎมณเฑียรบาลนี้
มาตรา ๒๑ ให้เสนาบดีกระทรวงวังเป็นหน้าที่รักษากฎมณเฑียรบาลนี้ ให้เป็นไปสมพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ผู้ทรงตรากฎมณเฑียรบาลนี้ขึ้นไว้นั้น จงทุกประการฯ
หมายเหตุ : แหล่งที่มาจาก สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา http://app-thca.krisdika.go.th/Naturesig/CheckSig?whichLaw=law0&folderName=%a102&lawPath=%a102-20-2467-a0001)
-------------------
สำหรับรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ กำหนดให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ สิ้นสุดลง ยกเว้นความในหมวด ๒ พระมหากษัตริย์ 
ซึ่งในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐  หมวด ๒ พระมหากษัตริย์ มาตรา ๒๓  บัญญัติไว้ว่า…
ในกรณีที่ราชบัลลังก์หากว่างลงและเป็นกรณีที่พระมหากษัตริย์ได้ทรงแต่งตั้งพระรัชทายาทไว้ตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช ๒๔๖๗ แล้ว ให้คณะรัฐมนตรีแจ้งให้ประธานรัฐสภาทราบ และให้ประธานรัฐสภาเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อรับทราบและให้ประธานรัฐสภาอัญเชิญองค์พระรัชทายาทขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์สืบไป แล้วให้ประธานรัฐสภาประกาศให้ประชาชนทราบ
ในกรณีที่ราชบัลลังก์หากว่างลงและเป็นกรณีที่พระมหากษัตริย์มิได้ทรงแต่งตั้งพระรัชทายาทไว้ตามวรรคหนึ่ง ให้คณะองคมนตรีเสนอพระนามผู้สืบราชสันตติวงศ์ตามมาตรา ๒๒ ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อเสนอต่อรัฐสภาเพื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบ ในการนี้ จะเสนอพระนามพระราชธิดาก็ได้ เมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้ว ให้ประธานรัฐสภาอัญเชิญองค์ผู้สืบราชสันตติวงศ์ขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์สืบไป แล้วให้ประธานรัฐสภาประกาศให้ประชาชนทราบ
ในระหว่างที่สภาผู้แทนราษฎรสิ้นอายุหรือสภาผู้แทนราษฎรถูกยุบ ให้วุฒิสภาทำหน้าที่รัฐสภาในการรับทราบตามวรรคหนึ่งหรือให้ความเห็นชอบตามวรรคสอง 

เคลื่อนขบวนพระศพทางด้านหน้าประตู 8 ข้ามสะพานอรุณอมรินทร์ ข้ามสะพานพระปิ่นเกล้าไปยังวัดพระแก้ว

เมื่อเวลา 20.00 น. วันที่ 13 ต.ค. บริเวณประตู 8 ทางออกเรือข้ามฝากรพ.ศิริราช – ท่าพระจันทร์ มีประชาชนกว่าหลาย 500 ร้อยคน ยืนรอที่จะเข้าไปยังรพ.ศิริราช เพื่อถวายความเคารพภายหลังจากทราบข่าวที่ประกาศสำนักพระราชวังพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จสวรรคต

โดยทางเจ้าหน้าที่ตำรวจทหารได้ทำการเปิดทางให้ประชาชนที่ทยอยออกจากโรงพยาบาลและให้ประชาชนที่จะเดินทางเข้าและออกไปใช้ช่องทางบริเวณประตู 1 ฝั่งด้านข้างโรงพยาบาล ซึ่งขณะนี้ได้สั่งห้ามเข้ามาในบริเวณภายในโรงพยาบาลแล้ว ได้ให้ประชาชนทยอยกลับเดินออกไปยังถนนใหญ่เพื่อเดินทางกลับบ้าน

ทางเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลแจ้งประกาศจากทางสำนักพระราชวังผ่านเสียงตามสายโดยจะเคลื่อนขบวนพระศพทางด้านหน้าประตู 8 ข้ามสะพานอรุณอมรินทร์ ข้ามสะพานพระปิ่นเกล้าไปยังวัดพระแก้วช่วงบ่ายเป็นต้นไป โดยให้ประชาชนสวมชุดดำมาเฝ้าขบวนพระบรมศพ