PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

คาดสิ้นปีขาดทุน700ล.!ล้วงรายได้ อสมท รื้อโครงสร้างทั้งระบบ-สู้วิกฤตสื่อดิจิทัล

คาดสิ้นปีขาดทุน700ล.!ล้วงรายได้ อสมท รื้อโครงสร้างทั้งระบบ-สู้วิกฤตสื่อดิจิทัล

เขียนวันที่
วันอังคาร ที่ 22 พฤศจิกายน 2559 เวลา 10:00 น.
เขียนโดย
isranews
4
 
0
 
0
 
4
 
"...เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ได้รับแจ้งข้อมูลสถานการณ์ทางการเงินล่าสุดจาก อสมทโดยมีการยืนยันข้อมูล ว่า ผลประกอบการในช่วงปี 2559 นี้ ตัวเลขขาดทุนน่าจะอยู่ที่ 700 ล้านบาท ส่วนเงินสดในมือขณะนี้มีอยู่ประมาณ 1,900 ล้านบาท แต่ต้องจ่ายค่าสัมปทานทีวีดิจิทัล 2 ช่อง ให้กสทช.ประมาณปีละ 700 ล้านบาท .."
picddddddd22 11 16
ผลประกอบการไตรมาส 3 (เดือน ก.ค.-ก.ย.) ปี 2559  ของบริษัทเอกชนเจ้าของธุรกิจสื่อดัง 5 ค่าย ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ประกอบไปด้วย 1. ค่ายเนชั่น หรือ บริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน), 2.ค่ายนิวส์ เน็ตเวิร์ค หรือ บริษัท นิวส์ เน็ตเวิร์ค คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (บริษัทแม่ของ สปริงนิวส์ และฐานเศรษฐกิจ) , 3. ค่ายมติชน หรือ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) 4. ค่ายโพสต์ หรือ บริษัท โพสต์ พับลิชชิง จำกัด (มหาชน) และ 5.ค่ายอมรินทร์ หรือ บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง จำกัด(มหาชน)  มีการเปิดเผยตัวเลขรายได้ธุรกิจออกมาเป็นทางการแล้ว ซึ่งมีข้อสรุปที่สำคัญว่า ธุรกิจสื่อยังประสบปัญหาขาดทุนต่อเนื่องอันเป็นผลมาจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ ขณะที่อุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ไทยและทั่วโลกเข้าขั้นวิกฤตอย่างแท้จริง เม็ดเงินโฆษณาในธุรกิจ”หนังสือพิมพ์” ลดลงอย่างต่อเนื่อง
น่าสนใจว่า ผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2559 ของ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจในรูปบริษัทมหาชนจำกัด และเป็นกิจการสื่อสารมวลชน ภายใต้การกำกับของรัฐบาลไทย โดยสำนักนายกรัฐมนตรี ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ เป็นอย่างไรบ้าง?
สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ตรวจสอบข้อมูลงบการเงินของ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ที่แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ในช่วงไตรมาส 3 ปี 2559 พบว่า แจ้งผลประกอบการในช่วงไตรมาส 3 ว่าขาดทุน 252,113,000 บาท เทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2558 แจ้งตัวเลขว่า มีกำไร 55,392,000 บาท 
ขณะที่ยอดรวมงบช่วง 9 เดือน ของปี 2559 แจ้งตัวเลขว่าขาดทุน 463,298,000 บาท เทียบกับช่วงปี 2558 แจ้งตัวเลขว่า มีกำไร 100,610 ,000 บาท
ชี้ให้เห็นว่า ประสบปัญหาขาดทุนอย่างหนัก 
picghyhd22 11 16
หากเปรียบเทียบรายได้ ในช่วง 5 ปี ที่ผ่านมา จะพบว่า มีตัวเลขรายได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง 
โดย ปี 2555 แจ้งตัวเลข 5,947.45 ล้านบาท ปี 2556 แจ้งตัวเลข  5,984.77 ล้านบาท ปี 2557 แจ้งตัวเลข  4,455.38 ล้านบาท ปี 2558 แจ้งตัวเลข  3,840.19 ล้านบาท และล่าสุดช่วงไตรมาส 3 ของปี 2559 แจ้งตัวเลข  2,212.43 ล้านบาท 
เช่นเดียวกับกำไรของบริษัทฯ ที่มีตัวเลขลดลงอย่างต่อเนื่องเช่นกัน
โดยปี 2555 แจ้งตัวเลข 1,758.87 ล้านบาท ปี 2556 แจ้งตัวเลข   1,526.93 ล้านบาท ปี 2557 แจ้งตัวเลข  503.79 ล้านบาท ปี2558 แจ้งตัวเลข  57.81 ล้านบาท และล่าสุดช่วงไตรมาส 3 ของปี  2559 แจ้งตัวเลขขาดทุน 463.30 ล้านบาท 
picghyhd0022 11 16
สำหรับคำอธิบายผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2559 ของ บริษัท อสมทฯ มีดังนี้ 
ภาพรวมเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมโฆษณา
- ภาพรวมการบริโภคในประเทศมีแนวโน้มดีขึ้นในไตรมาสที่ 3 ของปี 2559 ได้รับแรงหนุนจากภาคการส่งออกที่กลับมาขยายตัวเป็นบวก รายได้ในภาคเกษตรที่ปรับตัวดีขึ้น รวมถึงภาคการท่องเที่ยวด้วย 
อย่างไรก็ตาม บริษัทเอกชนหลายรายที่เป็นผู้ซื้อสื่อโฆษณาที่สำคัญ ยังคงปรับลดงบประมาณที่ใช้ในการโฆษณาเพื่อควบคุมค่าใช้จ่าย ประกอบกับไตรมาสที่ 3 เป็นฤดูกาลที่มีการใช้โฆษณาน้อย ส่งผลให้งบโฆษณาในอุตสาหกรรมสื่อยังคงลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 
รายได้รวม 
ผลการดำเนินงานของ บมจ.อสมท ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการแข่งขันในธุรกิจโทรทัศน์ พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป และการลดลงของเม็ดเงินโฆษณา ซึ่งบริษัทฯ ตระหนักว่าธุรกิจโทรทัศน์ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของบริษัทฯ มีรายได้ลดลงค่อนข้างมาก จึงได้เพิ่มช่องทางในการหารายได้ให้หลากหลายขึ้น และนำสินทรัพย์ที่มีอยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น ธุรกิจสื่อออนไลน์โดยใช้เนื่อหาและรายการที่บริษัทฯ เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ซึ่งแม้ว่าธุรกิจดังกล่าวจะเป็นธุรกิจใหม่ ที่ยังสร้างรายได้ได้ไม่มากนัก แต่มีแนวโน้มการเติบโตที่โดดเด่น
ทั้งนี้ ณ วันที่ 30 ก.ย.2559 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 10,644 ล้านบาท หนี้สินจำนวน 3,785 ล้านบาท และมีส่วนของผู้ถือหุ้นจำนวน 6,858 ล้านบาท โดยสรุปงบแสดงฐานะทางการเงินยังสะท้อนถึงสถานะที่มั่นคงของบริษัทฯ ดังเช่นที่ผ่านมา (ดูคำอธิบายฉบับเต็มที่นี่ file:///C:/Users/max/Downloads/16083854.pdf)
อย่างไรก็ตาม สำนักข่าวอิศรา ตรวจสอบพบว่า เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ได้รับแจ้งข้อมูลสถานการณ์ทางการเงินล่าสุดจาก อสมท
โดยมีการยืนยันข้อมูล ว่า ผลประกอบการในช่วงปี 2559 นี้ ตัวเลขขาดทุนน่าจะอยู่ที่ 700 ล้านบาท ส่วนเงินสดในมือขณะนี้มีอยู่ประมาณ 1,900 ล้านบาท แต่ต้องจ่ายค่าสัมปทานทีวีดิจิทัล 2 ช่อง ให้กสทช.ประมาณปีละ 700 ล้านบาท 
เบื้องต้น สคร. ได้ให้ อสมท กลับไปทบทวนตัวเลขใหม่ พร้อมให้ไปแนวทางที่ทำให้ตัวเลขผลประกอบการในช่วงปลายปี ออกมาในลักษณะ ถ้าไม่มีกำไรก็ต้องไม่ขาดทุน
ส่วนเงินสดในมือของอสมท นั้น  สคร. ส่งสัญญาณชัดเจนไปแล้วว่า ไม่ให้กู้เงินและไม่ให้เพิ่มทุน ซึ่งขณะนี้ฝ่ายบริหาร อสมท กำลังพิจารณาแนวทางต่างๆ อยู่ แต่ยังไม่มีแนวทางปรับลดพนักงานที่มีอยู่ในปัจจุบันจำนวน 1,500 คนลงแต่อย่างใด 
สำหรับแนวทางการลดปัญหาขาดทุน เพื่อความอยู่รอดในช่วง 1-2 ปี นี้ นั้น  อสมท กำหนดทิศทางว่า จะดำเนินธุรกิจแบบ 360 องศา กล่าวคือ รายการใดที่ทำแล้วขาดทุน ให้ยกเลิกทันที เน้นเพิ่มรายการหรือต่อยอดส่วนที่สามารถสร้างรายได้ เช่น ข่าว และไนน์เอ็นเตอร์เทนต์ เพื่อแข่งขันกับสถานีโทรทัศน์ช่องอื่น และต้องเลิกคิดรายการที่ผูกติดกับเรตติ้งมากเกินไป
ขณะที่ สำนักข่าวไทย จะมุ่งไปสู่การผลิตเพื่อป้อนเข้าสู่สื่อดิจิทัลมากขึ้น ทั้งในรูปการนำเสนอในสื่อดิจิทัลที่มีสัญญาซื้อขายกับเจ้าของสื่อหรือรับจ้างผลิตเพื่อเผยแพร่ทางสื่อดิจิทัลให้เจ้าของสินค้า 
ส่วนรายได้จากโฆษณาจะเน้นการขายตรงในลักษณะ จีทูจี โครงการพิเศษภาครัฐมากขึ้น เพราะยังมีเม็ดเงินประชาสัมพันธ์ก้อนนี้ในตลาดอยู่มาก โดยนำโมเดลของลูกค้ามาปรับเปลี่ยนให้สอดรับกับสิ่งที่เป็นจุดแข็งของ อสมท แล้วออกแบบการผลิตให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าแทน ซึ่งหากทำได้ตามเป้าหมาย คาดว่า อสมท จะกลับมามีกำไรจากผลประกอบการจริง ๆ ในช่วงปี 2562
ส่วนแผนงานทั้งหมดนี้ จะช่วยทำให้อสมท ผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจได้หรือไม่ คงต้องจับตาดูกันต่อไป 
แต่ถ้าหากพิจารณาในแง่มุมเรื่องความเป็น 'เจ้าของสื่อ' แล้ว แม้ อสมท จะเป็นรัฐวิสาหกิจ แต่ก็ยังเป็นหน่วยงานในสังกัดของรัฐอยู่ดี ดังนั้น ไม่ว่าจะประสบปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจอย่างไร รัฐก็คงต้องยื่นมือเข้ามาช่วยเหลืออยู่แล้ว ต่างจากเอกชนทั่วไป ที่ต้องต่อสู้กัดฟันดิ้นรนด้วยตัวเอง 
แต่ถึงแม้จะมีแต้มต่อในทางธุรกิจอย่างไร สุดท้ายก็ต้องวัดกันที่ฝีมือของผู้บริหารและคนในองค์กรว่า จะร่วมใจกันฝ่าฟันปัญหาเพื่อให้รอดพ้นวิกฤตได้หรือไม่  
ถ้าผู้บริหารขาดฝีมือไร้วิสัยทัศน์ในการทำงาน ส่วนพนักงานในองค์กรยังคงเล่นเกมเปิดสงครามแย่งชิงอำนาจกันภายในไม่เว้นแต่ละวัน 
เห็นทีเป้าหมายที่วางไว้สวยหรู อาจจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก 
สถานการณ์ของ อสมท ในขณะนี้ จึงเป็นอะไรที่น่าจับตามองยิ่งนัก! 

วันพุธที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ว่าด้วย พรบ.คอมฯกับการลบประวัติศาสตร์


 คำว่า ‘Right to Be Forgotten’ ที่คุณไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ นำมาเปรียบเทียบกับ มาตรา 16/2 ถือว่าเป็นการใช้คำผิดความหมาย เพราะตามที่อาจารย์ฐิติรัตน์ ทิพย์สัมฤทธิ์กุล ที่ดูเรื่องกฎหมาย EU (สหภาพยุโรป) และกฎหมายระหว่างประเทศได้กล่าวไว้ว่า EU เป็นที่แรกของโลกที่ประกาศกฎหมายเรื่อง Right to Be Forgotten โดยกฎหมายตัวนี้พูดถึงเรื่องที่ว่า ปัจเจกบุคคลมีสิทธิ์ที่จะปกป้องชื่อเสียงของตัวเองจากการเข้าใจผิดข้อมูลของอินเทอร์เน็ตบางอย่าง อาจจะเป็นข้อมูลสื่อบางอย่างทั่วไปที่มีความผิดพลาดเกี่ยวกับตัวเขา ซึ่งเมื่อบุคคลดังกล่าวพบข้อมูลนั้นเมื่อใด เขาสามารถขอแก้ไขหรือขอที่จะไม่ให้ข้อมูลไปปรากฏ ณ ตรงนั้น
 
 แต่ Right to Be Forgotten ของ EU จะไม่บังคับให้ผู้บริการลบข้อมูลตรงนั้นทิ้ง แต่ให้ถอดออกจากเสิร์ชเอนจิ้นหรือสารบัญ เขาจะไม่ไปยุ่งกับการมีอยู่ของข้อมูลนั้น สมมติมีหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งที่เขียนข้อมูลเกี่ยวกับผมผิด ในโลกที่เป็นกระดาษผมไม่ได้รู้สึกเดือดร้อน เพราะว่าคนน้อยมากที่จะไปเจอหนังสือพิมพ์ฉบับนั้น ผมจึงมองว่าความเสียหายมันน้อย แต่โลกที่เป็นอินเทอร์เน็ต คุณเสิร์ชไม่นานก็เจอ ซึ่งบางทีอาจจะเจอข้อมูลเท็จที่เกี่ยวกับผมมากกว่าข้อมูลจริงเสียด้วยซ้ำ ผมอาจจะเสียหาย
 
 ถ้าเราเปรียบเทียบประเด็นนี้ของ Right to Be Forgotten กับโลกของกระดาษ ก็คงไม่มีคนมาบอกว่าให้คุณไปเผาหนังสือเล่มที่ลงข้อมูลของผมผิด หรือเช่นเดียวกันในโลกออนไลน์ก็ไม่มีใครสั่งให้คุณไปลบข้อมูลจากฮาร์ดดิสก์ แต่ Right to Be Forgotten ของ EU บอกเพียงแค่ว่าให้ผู้ให้บริการหรือผู้ที่มีส่วนรับผิดชอบถอดข้อมูลดังกล่าวออกจากเสิร์ชเอนจิ้นหน้าแรกหรือหน้าสองได้ไหม? แต่ถ้าคุณรู้ตำแหน่งว่าข้อมูลนี้อยู่ตรงไหน คุณเป็นคนที่ต้องทำงานเกี่ยวกับข้อมูลพวกนี้ คุณไม่ต้องลบ ผมคิดว่าเเบบนี้ก็แฟร์ การไม่ไปยุ่งกับเรื่องของการเก็บข้อมูล แต่ช่วยลดผลกระทบความเสียหายที่เกิดขึ้น
 
 ซึ่งในมาตรา 16/2 มันคือคนละเรื่องกับ Right to Be Forgotten มันคือการบอกว่าใครก็ตามที่มีข้อมูลที่ศาลสรุปว่ามีความผิด แม้ว่าคุณจะไม่ได้เป็นคนนำเข้าสู่ระบบก็ตาม แต่ถามว่าถ้าเจ้าหน้าที่บอกว่าคุณน่าจะรู้แหละว่ามีข้อมูลนี้อยู่ในระบบ ดังนั้นคุณก็มีความผิด ถ้าคุณไม่ลบ มันก็จะเป็นการกดดันให้ทุกๆ คนต้องลบ
 
 แล้วผมจะรู้ได้อย่างไรว่าข้อมูลที่ผมมีเก็บไว้เป็นเวลาหลายปีมีความผิด เมื่อเวลาผ่านไปหลายปี คำพิพากษาของศาลก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วมันเป็นหน้าที่ของผมหรือที่จะต้องไปนั่งค้นข้อมูลคำพิพากษาของศาลย้อนหลัง แล้วบรรดาคนที่ทำหน้าที่ในห้องสมุด, จดหมายเหตุ, งานวิจัย หรือคลังข้อมูลข่าวต่างๆ พวกเขาจำเป็นจะต้องลบข้อมูลเหล่านั้นที่ถูกพิพากษาว่าผิดทิ้งหรือเปล่า
 
 สมมติในกรณีที่มีนักการเมืองคนหนึ่งบอกว่า ‘เหตุการณ์ 6 ตุลามีคนตายคนเดียว’ ถ้าผมเก็บข่าวนี้ไว้ นั่นแสดงว่าผมก็ต้องไปลบข่าวนี้ใช่ไหม แล้วในอนาคตอีกสิบปี ยี่สิบปีข้างหน้า ก็หมายความว่าจะไม่มีใครรู้เลยใช่ไหมว่า นักการเมืองคนดังกล่าวเคยพูดประโยคนี้ ผมคิดว่านี่ก็เป็นปัญหาเหมือนกันทั้งการทำงานข่าว งานวิจัย และการศึกษาต่างๆ
 
 
#TheMomentum #พรบคอม #SingleGateway #Internet #Thailand#Thai #opsinglegateway #government #freedom

วัฒนา เมืองสุขโพสFB"แจกเงิน" ประชานิยมสิ้นคิด

วัฒนา เมืองสุขโพสFB"แจกเงิน" ประชานิยมสิ้นคิด
///
"แจกเงิน" ประชานิยมสิ้นคิด

มติ ครม. ที่ให้เพิ่มรายได้ให้แก่ผู้มีรายได้น้อยรายละ 1,500-3,000 บาท จำนวน 5.4 ล้านคน เริ่มจ่ายตั้งแต่ 1-30 ธันวาคม 2559 คือนโยบายหว่านเงิน (helicopter money) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เท่ากับรัฐบาลนี้ยอมรับว่าผู้มีรายได้น้อยหรือรากหญ้ามีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจที่กำลังอยู่ในภาวะวิกฤตเพราะการดำเนินนโยบายที่ผิดพลาด แต่รัฐบาลหมดความสามารถที่จะหามาตรการอื่นมากระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว จึงต้องเลือกใช้การแจกเงินซึ่งไม่ต้องใช้ความคิดแต่ได้ผลน้อยที่สุด เพราะเมื่อใช้แล้วจบลงในคราวเดียว
รัฐบาลนี้เคยสร้างวาทกรรมกล่าวหารัฐบาลเพื่อไทยที่ดำเนินนโยบายรับจำนำข้าวว่าเป็นประชานิยม อ้างว่าการรับจำนำสูงกว่าราคาตลาดทำให้รัฐขาดทุน ทั้งที่เป็นนโยบายสาธารณะทางเศรษฐกิจตามมาตรา 84 (8) ของรัฐธรรมนูญ 2550 เพื่อให้สินค้าเกษตรได้รับราคาที่เหมาะสมและไม่ทำให้เสียวินัยเพราะไม่ได้เป็นการให้เปล่าเหมือนการแจกเงิน ทำให้เกษตรกรซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่มีกำลังซื้อเกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่องตามมามากมาย การดำเนินนโยบายที่ถูกต้องทำให้เศรษฐกิจในสมัยรัฐบาลไทยรักไทย พลังประชาชนและเพื่อไทยดีมาตลอด เศรษฐกิจของประเทศจึงไม่เคยเข้าตาจนถึงขนาดต้องใช้มาตรการแจกเงินเหมือนที่รัฐบาลนี้และบางพรรคต้องนำมาใช้ แต่นายกยิ่งลักษณ์กลับถูกดำเนินคดีทั้งทางอาญาและทางแพ่ง
การทำให้คนจนได้รับประโยชน์เป็นเรื่องที่ควรสนับสนุน เพราะเศรษฐกิจไม่มีสีและฝักฝ่ายทางการเมือง แต่รัฐบาลต้องใช้สติปัญญาคิดหามาตรการทางเศรษฐกิจที่ทำให้ประชาชนมีความหวัง จะเกิดการลงทุนและการจ้างงานทำให้คนยากจนมีรายได้อย่างต่อเนื่องซึ่งดีกว่าการแจกเงิน ความเชื่อมั่นและกำลังซื้อก็จะกลับคืนมาเอง ยอมรับได้หรือยังว่าการบริหารประเทศมีความสลับซับซ้อนที่ต้องใช้สติปัญญา ไม่ใช่เพียงใช้วาทกรรมไปวันๆ แบบที่เป็น ก็ขนาดผู้คนทั้งโลกเห็นว่าเป็นการแจกเงิน นรม. ยังปฏิเสธว่าไม่ใช่แต่เป็นการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ที่จริงควรบอกว่าการรับจำนำข้าวเป็นประชานิยมส่วนการแจกเงินเป็นประชารัฐ จะได้ดูมีสติปัญญามากขึ้น
วัฒนา เมืองสุข
พรรคเพื่อไทย
23 พฤศจิกายน 2559

วันจันทร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

หลายชีวิต ลิขิต ธีรเวคิน

Thanapol Eawsakul
15 ชม.
หลายชีวิต ลิขิต ธีรเวคิน
.........................
ยุคสมัยหนึ่งลิขิต ธีรเวคินเป็นส่วนหนึ่งของเทคโนแครต-นักวิชาการ ที่มีส่วนสร้างระบอบประชาธิปไคยครึ่งใบ ผ่านนายกรัฐมนตรีคนนอกที่ชื่อเปรม ติณสูลานนท์ ขึ้นมา
......
ต่อมาลิขิต ก็เป็นนักวิชาการกระแสหลักที่เข้าสู่การเมืองเต็มตัว
ผมยังจำภาพแกรับตำแหน่ง รมช. มหาดไทย 12 วัน ในสมัยชวลิต ยงใจยุทธ โดยเข้าไปพร้อม นงเยาว์ ชัยเสรี ปี 2540 ได้
....
หลังจากนั้นลิขิต ก็เป็นส่วนหนึ่งของการเมืองแบบรัฐสภา ทั้งพรรคความหวังใหม่ /พรรคไทยรักไทย
อย่างที่เราทราบกันคือมีความพยายามที่จะ ย้อนเวลากลับไปหาระบอนประชาธิปไคยครึ่งใบ ของฝ่ายอำมาตยาธิปไตย ด้วยการรัฐประหาร 2549 และ 2557
ด้วยเหตุนี้เองที่ลิขิตน่าจะเห็นข้อจำกัดของ ระบอบประชาธิปไคยครึ่งใบ ที่แกเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างมันขึ้นมา
...
ดังนั้นในช่วงสุดท้ายในชีวิต ที่คนจะจำลิขิต ธีรเวคิน คือนักวิชาการที่ยึดมั่นในหลักประชาธิปไตยแบบรัฐสภาที่ยึดโยงกับอำนาจอธิปไตยของประชาชน และวิพากษ์การแทรกแซงทางการเมืองของฝ่ายอำมาตยาธิปไตย
จนวาระสุดท้ายในชีวิตแก

วันพุธที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ศาลทหารไม่ให้ประกันคดี 112 สมอลล์ บัณฑิต อาร์ณีญาญ์ แสดงความเห็นร่าง รธน. ปี 58

ศาลทหารไม่ให้ประกันคดี 112 สมอลล์ บัณฑิต อาร์ณีญาญ์ แสดงความเห็นร่าง รธน. ปี 58+++
ศาลทหารกรุงเทพไม่อนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว ‘สมอลล์ บัณฑิต อาร์ณีญาญ์’ นักเขียนอิสระ วัย 76 ปี และสั่งขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ ระหว่างวันที่ 16-29 พ.ย. 2559 ตามคำร้องขอฝากขัง ครั้งที่ 1 ของพนักงานสอบสวน สน.ชนะสงคราม หลังถูกจับกุมจากการแสดงความเห็นในเวทีเสวนาเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อ 12 ก.ย. 2558
บัณฑิตถูกจับกุมเมื่อ 15 พ.ย. 2559 ด้วยข้อกล่าวหาหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ เป็นคดีที่ 2 หลังการรัฐประหารโดย คสช. จากการเสนอความเห็น 5 ข้อ เกี่ยวกับความรับผิดของผู้ปกครองในการทุจริตและเข่นฆ่าประชาชน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความเป็นธรรม และประชาธิปไตยให้บัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ โดยมีเนื้อหาที่หมิ่นเหม่ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์
พนักงานสอบสวนนำตัวบัณฑิต มาขออำนาจศาลทหารกรุงเทพฝากขังระหว่างการสอบสวน ก่อนศาลจะอนุญาตฝากขัง และไม่ให้ประกันตัวด้วยหลักทรัพย์ 3 แสนบาท เนื่องจากหลักทรัพย์ไม่เพียงพอ และพนักงานสอบสวนคัดค้านการประกัน เพราะเป็นคดีความมั่นคงของประเทศ แม้บัณฑิตจะมีอายุมาก มีโรคประจำตัวที่ต้องพบแพทย์เป็นประจำ และไม่มีอิทธิพลที่จะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือขัดขวางการสอบสวนของตำรวจก็ตาม
อ่านรายละเอียดที่ http://www.tlhr2014.com/th/?p=2789

เรียกค่าเสียหาย "จำนำข้าว" อีก 80%

ประธาน ศอตช. เผยเรียกค่าเสียหาย "จำนำข้าว" อีก 80% แบ่งได้ 3 กลุ่ม เฉพาะผู้บริหาร-ฝ่ายปฏิบัติกว่า6พันคน ชี้ต้องดูต่อสุดท้ายใครต้องรับผิด
เมื่อ.เวลา 09.00 น. พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ในฐานะประธานศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)ถึงความคืบหน้าการรวบรวมข้อมูลผู้ที่ต้องรับผิดชอบความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าวอีก 80 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือ ว่า เราได้มีการแบ่งกลุ่มคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) เป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรก คือ กลุ่มผู้บริหาร ประกอบด้วย รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับนโยบายข้าวประมาณ 2,000 รายชื่อ กลุ่มที่สอง คือกลุ่มข้าราชการในกระทรวงที่รับผิดชอบ ประกอบด้วย องค์กรที่ทำหน้าที่ปฏิบัติ ประมาณ 4,000 ราย และกลุ่มที่สามคือกลุ่มผู้ประกอบการภาคเอกชน
ซึ่งทั้ง 2 กลุ่มแรก 6,000 รายนั้นไม่ได้หมายความว่าจะต้องเข้ามามีส่วนรับผิดชอบ แต่มีส่วนเกี่ยวข้องจึงจะต้องพิจารณากันอีกครั้งว่าใครจะต้องเป็นผู้รับผิด โดยเราจะร่วมกันดูรายละเอียดต่อไปว่าใครจะต้องมีส่วนในการรับผิดชอบ ซึ่งจะพิจารณาตามเหตุผลในแต่ละราย เพื่อรายงานให้พล.อ.ประยุทธ์ และคณะรัฐมนตรี(ครม.) รับทราบ
พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า ส่วนกลุ่มผู้ประกอบการยังไม่ชัดเจนว่าไปเชื่อมโยงกับบุคคลระดับผู้ปฏิบัติในส่วนอื่นหรือไม่ ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนที่ให้กระทรวงมหาดไทยตรวจสอบและรวบรวมรายชื่อโรงสีข้าวและคลังเก็บข้าว จึงต้องรอกระทรวงมหาดไทยรวบรวมก่อน ทั้งนี้ สรุปแล้วหน่วยงานที่เข้ามาเกี่ยวข้องในการทำงานมี 5 หน่วยงาน คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงการคลัง

วันจันทร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ทรัมป์ลั่นเตรียมจำคุกและเนรเทศคนเข้าเมืองผิดกฏหมาย 3 ล้านคน

ทรัมป์ลั่นเตรียมจำคุกและเนรเทศคนเข้าเมืองผิดกฏหมาย 3 ล้านคน
นายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ซีบีเอสว่า สิ่งแรกที่เตรียมดำเนินการหลังเข้ารับตำแหน่งผู้นำประเทศ คือการกวาดจับคนเข้าเมืองผิดกฏหมาย หรือชาวต่างชาติที่อยู่ในสหรัฐฯอย่างถูกกฏหมายแต่มีประวัติอาชญากรรม ซึ่งอาจมีจำนวนสูงสุดถึงราว 3 ล้านคนให้ได้ เพื่อนำตัวมาลงโทษจำคุกและเนรเทศออกนอกสหรัฐฯ
นายทรัมป์กล่าวว่า จะมุ่งเป้ากวาดจับกลุ่มคนเข้าเมืองผิดกฏหมายที่ส่วนใหญ่เป็นอาชญากรและผู้ค้ายาเสพติดเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม สถิติที่นายทรัมป์กล่าวอ้าง ไม่ตรงกับสถิติของทางการที่ชี้ว่ามีกลุ่มคนเข้าเมืองผิดกฏหมายซึ่งก่อคดีอาชญากรรมอยู่ราว 1.9 ล้านคน จากทั้งหมด 11 ล้านคนทั่วสหรัฐฯ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวเม็กซิกัน
ส่วนนโยบายสร้างกำแพงขนาดใหญ่กั้นพรมแดนที่ติดกับเม็กซิโกเพื่อแก้ปัญหาการลักลอบเข้าเมือง ซึ่งนายทรัมป์เคยกล่าวไว้ระหว่างการหาเสียงนั้น ในการสัมภาษณ์ล่าสุดตัวเขาระบุว่า การสร้างกำแพงอาจยังมีความเหมาะสมในพื้นที่บางส่วนเท่านั้น แต่ในหลายแห่งการกั้นรั้วตามปกติก็อาจเพียงพอแล้ว และกระบวนการพิจารณากลุ่มคนเข้าเมืองผิดกฏหมายเพื่อเนรเทศจะเริ่มขึ้น หลังมีการเสริมความแข็งแกร่งและวางมาตรการรักษาความปลอดภัยให้แนวพรมแดนเรียบร้อยแล้ว
นอกจากนี้ ในการให้สัมภาษณ์กับซีบีเอส นายทรัมป์ยังกล่าวยืนยันจะเดินหน้านโยบายสนับสนุนการครอบครองอาวุธปืน และอาจพิจารณาขอให้เอฟบีไอรื้อฟื้นการสอบสวนคดีอีเมลของนางฮิลลารี คลินตัน ที่ละเมิดกฏการรักษาความลับของทางการขึ้นมาอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม นายทรัมป์บอกว่าจะไม่ยกเลิกกฏหมายการสมรสของคนเพศเดียวกัน และส่วนตัวเขาเองจะไม่ขอรับเงินค่าตอบแทนประจำตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ ปีละ 400,000 ดอลลาร์ แต่จะขอรับเพียงปีละ 1 ดอลลาร์เท่านั้น
นายทรัมป์ยังกล่าวว่าเขารู้สึกเศร้าใจ ที่ได้ยินข่าวว่ามีการกลั่นแกล้งทำร้ายชนกลุ่มน้อยในประเทศเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเขาขอเรียกร้องให้หยุดการกระทำนั้นเสีย

วันพฤหัสบดีที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

'ทักษิณ' ยินดี 'ทรัมป์' เชื่อมั่นนำสหรัฐฯกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง

'ทักษิณ' ยินดี 'ทรัมป์' เชื่อมั่นนำสหรัฐฯกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง

by Wiroon Pleejun10 พฤศจิกายน 2559 เวลา 17:44 น.
ดร.ทักษิณ ส่งจดหมายแสดงความยินดีต่อ 'โดนัลด์ ทรัมป์' ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ระบุนายทรัมป์ จะสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญและทำให้อเมริกายิ่งใหญ่อีกครั้ง ย้ำพวกเรายังตั้งตารอคอยที่จะประสานงานกับรัฐบาลของท่านในอนาคตอันใกล้
เมื่อวันที่ 10 พ.ย. ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีได้ส่งจดหมายแสดงความยินดีต่อ โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา คนที่ 45 ใจความว่า
“ผมขอแสดงความยินดีต่อชัยชนะอันเป็นประวัติศาสตร์ และขอส่งความปรารถนาดีสำหรับความสำเร็จของท่าน ในการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดี ผมเชื่อมั่นว่าความรู้ความสามารถของท่าน จะสามารถนำความเปลี่ยนแปลงมาสู่สหรัฐอเมริกา และสามารถนำพาสหรัฐอเมริกาไปสู่ความยิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง ผมยังเชื่อมั่นอีกว่า ภายใต้การนำประเทศของท่าน ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและสหรัฐอเมริกาจะยิ่งแน่นแฟ้นขึ้นไปอีก พวกเรายังตั้งตารอคอยที่จะประสานงานกับรัฐบาลของท่านในอนาคตอันใกล้”

การประท้วงผลลต.ปธน.สหรัฐฯเพราะคนหรือระบบลต.?


น่าจะเป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์การเลือกตั้งประธานาธิบสหรัฐที่มีการประท้วงใหญ่ในกว่า 25 เมืองทั่วประเทศหลังการเลือกตั้ง
ส่วนหนึ่งประท้วงไม่พอใจที่โดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับเลือกตั้ง และมีผู้ประท้วงจำนวนมากที่ไม่พอใจต่อระบบการเลือกตั้งที่เป็นอยู่ ซึ่งไม่ได้นับคะแนน popular votes หรือคะแนนที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งได้รับจากผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ในการตัดสินผู้ได้รับเลือกเป็นปธน.สหรัฐ ผู้ประท้วงคนหนึ่งวิจารณ์ระบบการเลือกตั้งที่เป็นอยู่ว่าไม่เป็นธรรม เนื่องจากคะแนนหนึ่งคะแนนของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ไม่เท่ากัน และเห็นว่าผู้สมัครที่ได้คะแนน Popular votes มากที่สุดควรได้รับเลือกเป็นปธน.สหรัฐ
ภายใต้ระบบเลือกตั้งที่เป็นอยู่ จะพิจารณาคะแนน electoral votes ในแต่ละรัฐที่ผู้สมัครแต่ละคนได้รับ ในการตัดสินใครจะได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ โดยมีคะแนน electoral votes ทั้งหมด 538 คะแนน จาก 50 รัฐ รัฐแคลิฟอร์เนียมี electoral votes มากสุด 55 คะแนน และผู้ที่จะชนะได้รับเลือกเป็นปธน.สหรัฐต้องได้ electoral votes อย่างน้อย 270 คะแนน ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ทรัมป์ได้ electoral votes 279 คะแนน คลินตันได้ 228 คะแนน (ยังไม่สรุปอย่างเป็นทางการ BBC)
และจากผลนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ คลินตันได้ คะแนน popular votes 59,814,018 คะแนน คิดเป้นร้อยละ 47.7 ของผู้มาใช้สิทธิ์ ขณะที่ทรัมป์ได้ 59,611,678 ล้าน ร้อยละ 47.5 แต่ทรัมป์ ซึ่งได้คะแนน popular votes น้อยกว่าได้รับเลือกเป็นปธน. เนื่องจากได้คะแนน electoral votes มากกว่า
เคยเกิดเหตุการณ์ลักษณะเช่นนี้มาแล้วสี่ครั้งในปี คศ. 1824 1876 1888 และปี 2000 ที่ผู้ชนะ popular votes ไม่ได้รับเลือกเป็นปธน.สหรัฐ แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่มีการประท้วงขนาดใหญ่หลังการเลือกตั้ง

วันพุธที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ปรับกลยุทธรับ ปธน.สหรัฐ"โดนัลด์ ทรัมป์"


มหกรรมพลิกโผทุกสำนัก กับผู้นำสหรัฐฯ คนใหม่ที่ชื่อ “โดนัลด์ ทรัมป์” พร้อมกับคำถามที่ตามมา ว่ากลยุทธ์การลงทุนจะเป็นอย่างไรหลังจากนี้? ลองมาฟังมุมมองของผู้จัดการกองทุนหลายๆ ค่าย หลัง “ทรัมป์” คว้าเก้าอี้ประธานาธิบดีไปครองแบบเหนือความคาดหมาย

ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ผิดไปจากความคาดหมายของตลาด เมื่อ “โดนัลด์ ทรัมป์” คว้าเก้าอี้ผู้นำไปครอง กับ Feedback แรงขายสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกที่เข้ามาตั้งแต่ก่อนที่จะเห็นผลสรุป ซึ่งรวมทั้งแรงขายในตลาดหุ้นไทยด้วย

แต่ความผันผวนจากประเด็นผู้นำสหรัฐฯ คนใหม่นี้ จะสร้างความกดดันต่อตลาดหุ้นไทยอีกถึงเมื่อไหร่? และรุนแรงมากน้อยแค่ไหน ? ล่าสุด มีความเห็นจาก “ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์” ประธานกรรมการบริหาร บล.เคทีบี (ประเทศไทย) ที่ระบุว่า ชัยชนะของ “ทรัมป์” ในครั้งนี้ จะกดดันสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกไปอีกระยะหนึ่ง เพราะนอกเหนือจากชัยชนะที่เหนือความคาดหมายของตลาดแล้ว นโยบายของ “ทรัมป์” ที่เคยประกาศไว้ตอนหาเสียง ยังไม่มีความชัดเจนว่านโยบายด้านไหนจะทำจริงบ้าง ซึ่งประเด็นนี้จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้กับตลาดทุนทั่วโลกต่อไปอีกหลังจากนี้

สำหรับตลาดหุ้นไทย ดร.วิน ให้แนวรับของ SET ไว้ที่ 1,420 จุด จากการคว้าชัยของ “ทรัมป์” ในครั้งนี้ พร้อมกับไม่แนะนำว่า หากผู้ลงทุนจะหาจังหวะซื้อหุ้นเพิ่มในช่วงนี้ เพราะมองว่าไม่คุ้มกับความเสี่ยงที่ยังมีอยู่ แต่อาจจะรอให้เห็นความชัดเจนด้านนโยบายเสียก่อน

อดีตผู้จัดการกองทุนท่านนี้ แนะด้วยว่า ถ้าจะหาจังหวะลงทุนสะสมในตลาดหุ้นเพิ่ม ลองพิจารณากลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการใช้จ่ายในประเทศ ที่น่าจะปลอดภัยสำหรับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นตอนนี้

ด้าน “วิน พรหมแพทย์” ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนของ บลจ.ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล เคยแนะนำไว้ก่อนทราบผลการเลือกตั้งว่า ให้ผู้ลงทุนสะสมเงินสดติดพอร์ตไว้ราว 10-15% เพื่อรับมือกับความเสี่ยงที่เหนือความคาดหมาย ซึ่งเมื่อผลออกมาเช่นนี้ จึงแนะนำให้ผู้ลงทุนหาจังหวะลดสัดส่วนเงินสดดังกล่าวลง แล้วทยอยเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นไทยให้มากขึ้น

แต่อย่างไรก็ตาม การจับจังหวะลงทุน อาจจะยังไม่ใช่เวลาที่จะลงเงินไปทั้งหมด แต่ควรรอดูจังหวะก่อนด้วย เพราะมองว่าความเสี่ยงของผลการเลือกตั้งในครั้งนี้ อาจจะกดดันให้ตลาดหุ้นไทย ย่อตัวลงไปได้อีก ซึ่งเขาเล็งแนวรับไว้ที่ 1,420-1,430 จุด

สำหรับอีก Asset class ที่ผู้จัดการกองทุน “ซีไอเอ็มบีฯ” แนะนำ คือ กลุ่มกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์  REIT และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเปิดโอกาสลงทุนในช่วงตลาดปรับฐาน และหากหลักทรัพย์ในกลุ่มนี้ย่อตัวลงตามด้วย ก็เป็นโอกาสที่ดีในการสะสมเข้าพอร์ตเอาไว้

ส่วนพอร์ตลงทุนต่างประเทศ มีความเห็นจาก “กุลฉัตร จันทวิมล” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์และกลยุทธ์ลงทุน บลจ.ยูโอบี (ไทย) มองการคว้าชัยชนะของ “ทรัมป์” น่าจะเป็นโอกาสอีกครั้ง สำหรับผู้ลงทุนที่จะหาจังหวะสะสมกองทุนในกลุ่ม Healthcare เข้าพอร์ตเพิ่มขึ้น เพราะนโยบายของ “ฮิลลารี คลินตัน”  ที่เคยเป็นปัจจัยกดดันราคาหุ้นในกลุ่มนี้ คงไม่เกิดขึ้นแล้ว

ค่าย “ยูโอบี” ยังแนะนำให้หาจังหวะทยอยสะสมหุ้นญี่ปุ่นเข้าพอร์ตเพิ่มด้วยในจังหวะนี้ เพราะตลาดหุ้นญี่ปุ่น ปรับตัวลงค่อนข้างแรง รับข่าวชัยชนะของ “ทรัมป์” ในครั้งนี้ด้วย

**********************************
ทีม Business & Finance , Money Channel
- See more at: http://www.moneychannel.co.th/news_detail/13738/#sthash.CXB0jIZ5.dpuf

สุนทรพจน์แรกของว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐคนล่าสุด โดนัล ทรัมป์

The MATTER
3 ชม.
สุนทรพจน์แรกของว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐคนล่าสุด โดนัล ทรัมป์
.
.
ทรัมป์กล่าวหลังจากทราบข่าวชัยชนะในการเลือกตั้งสหรัฐล่าสุด และกลายเป็นว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐคนต่อไป
.
‘ผมเพิ่งได้รับโทรศัพท์แสดงความยินดีจากท่านรัฐมนตรีคลินตัน เธอกล่าวแสดงความยินดีกับเรา มันเป็นเรื่องของเราทั้งสองคน ผมขอแสดงความยินดีกับเธอ และครอบครัวของเธอสำหรับการหาเสียงที่ยาก ยากมากๆ ที่จะรับมือด้วย
.
ผมหมายถึงเธอต่อสู้อย่างหนัก ฮิลลารีทำงานอย่างยาวนานและอย่างหนักหน่วงในช่วงเวลาที่ผ่านมา และพวกเราต่างก็ควรรู้สึกขอบคุณภาระหน้าที่ที่เธอทำให้กับประเทศนี้ ซึ่งผมพูดจากใจจริง
.
ตอนนี้มันเป็นเวลาของอเมริกันที่จะเชื่อมบาดแผลที่สร้างความแตกแยกเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรีพับบลิกันหรือเดโมเครตรวมไปถึงผู้ที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ถึงเวลาที่พวกเรากันเป็นหนึ่งอันเดียวกัน
.
มันเป็นเวลาที่ผมจะขอพลเมืองทุกคนว่าผมจะเป็นประธานาธิบดีของชาวอเมริกันทุกคน และสิ่งนี้เป็นสิ่งที่สำคัญกับผมยิ่ง สำหรับคนที่ไม่ได้สนับสนุนผมตั้งแต่แรก ซึ่งก็เป็นกลุ่มคนที่ไม่มากนัก แต่ผมก็จะเป็นฝ่ายที่ไปหาพวกคุณเพื่อขอคำแนะนำและความช่วยเหลือซึ่งเราจะได้สามารถทำงานร่วมกันเพื่อรวมประเทศอันยิ่งใหญ่ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เหมือนอย่างที่ผมพูดไว้ตั้งแต่แรก พวกเราไม่ได้แค่หาเสียงเลือกตั้งแต่เราเป็นความเคลื่อนไหวที่ยิ่งใหญ่และน่าทึ่ง ประกอบได้ด้วยชายและหญิงที่ทำงานอย่างหนักหน่วงผู้ที่รักและต่างก็อยากเห็นประเทศของเราดีขึ้น มีอนาคตที่เจิดจ้าสำหรับทั้งตัวเขาเองและครอบครัวของพวกเขา
.
มันเป็นความเคลื่อนไหวที่ประกอบขึ้นด้วยชาวอเมริกันทุกเชื้อชาติ ศาสนา ต่างภูมิหลังและความเชื่อ ผู้ที่ต่างก็ต้องการและหวังให้รัฐบาลของเรารับใช้ประชาชนและรับใช้เจตนารมย์ของพวกเขา
.
การที่เราจะทำงานด้วยกัน เราจะเริ่มจากภารกิจที่เร่งด่วนในการสร้างชาติของเราขึ้นมาใหม่ กลับไปฟื้นฟูความฝันแบบอเมริกัน ผมได้ใช้ชีวิตทั้งชีวิตในโลกธุรกิจ มองหาความเป็นไปได้ในโครงการและผู้คนต่างๆ จากทั่วโลกใบนี้
ตอนนี้มันเป็นเวลาที่ผมต้องการที่จะทำเพื่อประเทศของพวกเรา โอกาสที่มากมาย ผมต้องการที่จะรู้จักประเทศของเราให้ดี โอกาสที่มหาศาลมันจะต้องกลายเป็นสิ่งที่สวยงาม ชาวอเมริกันทุกคนจะมีโอกาสที่จะมองเห็นศักยภาพที่เต็มที่ของตัวเอง ชายและหญิงของเราจะไม่ถูกลืมอีกต่อไป
.
เราจะซ่อมแซมเมืองชั้นในและสร้างถนนสายหลัก สะพาน อุโมงค์ สนามบิน โรงเรียน โรงพยาบาลกันใหม่ เราจะสร้างโครงสร้างพื้นฐานซึ่งจะทำให้เราไม่เป็นรองใคร ประชากรนับล้านของเราจะมีงานทำจากที่เราได้สร้างสิ่งต่างๆ ขึ้นมาใหม่
.
ท้ายที่สุดแล้ว เราจะดูแลเหล่าทหารผ่านศึกที่จงรักภักดีมาโดยตลอดซึ่งผมได้รู้จักคนพวกนี้ขึ้นมามากมายในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมานี้ ห้วงเวลาที่ผมได้ใช้กับพวกเขาระหว่างการหาเสียงนั้นถือว่าเป็นเกียรติที่สูงสุดสำหรับผม ทหารผ่านศึกของเราเป็นคนที่ยอดเยี่ยม
.
เราจะเริ่มดำเนินการเพื่อความเติบโตและการฟื้นฟูชาติ ผมจะใช้พรสวรรค์อันสร้างสรรค์ของผู้คนของเราให้ดีและสว่างไสวมากที่สุดเพื่อประโยชน์ของพวกเราทั้งหมด มันจะต้องเกิดขึ้นแน่นอน เรามีแผนทางเศรษฐกิจที่ยอดเยี่ยม เราจะทำให้อัตราการเจริญเติบโตเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า และมีความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจมากกว่าที่ไหนๆ ในโลกใบนี้
.
ในเวลาเดียวกันเราจะร่วมไปด้วยกันกับชาติอื่นๆ ที่ยินดีที่จะร่วมกันกับเรา เราหวังว่าจะความสัมพันธ์ที่ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยมมากๆ ไม่มีความฝันอะไรที่ใหญ่จนเกินไป ไม่มีความท้าทายที่เกินไป ไม่มีอะไรที่เราต้องการสำหรับอนาคตจะไกลเกินเอื้อม
.
อเมริกันจะไม่ลงเอยกับอะไรที่ไม่ดีที่สุด เราจะต้องนำเอาจุดหมายของประเทศเรากลับมาและฝันให้ใหญ่ ให้แกร่ง และให้เป็นที่รัก เราจะต้องทำมัน เราจะต้องฝันถึงสิ่งต่างๆ สำหรับประเทศของเรา สิ่งที่สวยงาม และความสำคัญทั้งหลาย อีกครั้งหนึ่ง
.
เราต้องการที่จะบอกประชาคมโลกว่าเราจะมองผลประโยชน์ของอเมริกาเสมอ เราจะมีความสัมพันธ์กับทุกคนอย่างเป็นธรรม กับทุกคน กับใครก็ตามและกับชาติต่างๆ ในโลกนี้ เราจะข้อตกลงที่ร่วมกัน โดยไม่ยืนอยู่บนความเป็นศัตรูกัน เป็นพันธมิตรไม่ใช่ความบาดหมาง
.
และตอนนี้ได้เวลาอันสมควรที่จะแสดงความขอบคุณผู้คนที่ช่วยเหลือ ผู้คนที่ต่างเรียกคืนนี้ว่าค่ำคืนแห่งชัยชนะอันยิ่งใหญ่’
แปลและเรียบเรียงจาก http://www.vox.com/…/donald-trump-wins-2016-presidential-el…

กรรมของสหรัฐฯ


การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐครั้งที่ 58 นี้ ถือเป็นครั้งที่สูสีที่สุดอีกครั้งหนึ่ง และพลิกล็อคสุดๆ เมื่อ "โดนัลด์ ทรัมป์" ชนะ "ฮิลลารี คลินตัน" อย่างเหลือเชื่อ! จากการเก็บชัยชนะได้ที่รัฐเพนซิลเวเนีย มีคะแนนคณะผู้เลือกตั้ง (Electoral College) ทะลุ 270 เสียง!
ตอกย้ำว่าคนต้องการเปลี่ยนแปลง พรรคเดโมแคตรครองทำเนียบขาวมา 8 ปีแล้ว และอย่ามองข้ามคนที่ไม่ตอบโพลล์ เหมือนการลงประชามติช็อกโลกที่อังกฤษให้ออกจากอียูก่อนหน้านี้ นอกจากนี้ก็ยังมีเรื่องของ FBI...
หลังการดีเบต 3 ครั้ง ฮิลลารีมีคะแนนนิยมเหนือกว่ามาก มากจนแทบจะมองไม่เห็นหนทางพ่ายแพ้ บวกกับการให้สัมภาษณ์ของทรัมป์ที่โผงผาง ทั้งประเด็นและบุคลิก แต่ 8 วันก่อนการเลือกตั้ง...
ผู้อำนวยการของ FBI (สำนักงานสอบสวนกลางของสหรัฐอเมริกา) ได้พบหลักฐานจากเครื่องคอมพิวเตอร์ของสามีของผู้ช่วยคนสำคัญของนางคลินตัน ที่อาจจะเกี่ยวพันกับเธอ..อาจเข้าข่ายความผิดในเรื่องเอกสารลับของทางการสหรัฐอเมริกา เมื่อสมัยที่นางคลินตัน ยังเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศเมื่อ 4 ปีก่อน
FBI บอกต้องสอบ! เพราะเจออีเมลเป็นแสนฉบับ!!! ข่าวนี้ระเบิดออกมาทำให้คะแนนนิยมของทรัมป์โผล่ขึ้นมาเป็นฝ่ายนำ โดยที่ทรัมป์ไม่ได้ทำอะไรเลย คะแนนดีขึ้นเพราะอีกฝ่ายคะแนนทรุดฮวบแค่นั้น หุ้นดาวน์โจนส์ตกสิครับ แค่โพลล์บอกทรัมป์นำ
ปรากฏว่าอีก 2 วันจะเลือกตั้ง FBI บอกไม่สอบละ...ทุกอย่างเคลีย! ..(ทำงานเหมือนดีเอสไอบางช่วงเลย) อีเมลเป็นแสนที่บอก...เขาอ่านได้เรียบร้อย ครบถ้วนอย่างไม่น่าเชื่อ ภายในเวลาไม่กี่วัน!
แต่ผลจากอีเมลลับๆล่อๆนี่แหละ เป็นเหตุให้นางคลินตันสะดุด ขณะที่สื่อต่างๆของสหรัฐนำเสนอข่าวเช้าวันนี้ว่า ทรัมป์มีคะแนนนำ ก็ทำให้หุ้นดาวน์โจนส์ตกไป 500 จุดทันที!
ประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐ ที่ชอบเข้ามาทำรุ่มร่าม เจ้ากี้เจ้าการ และแทรกแซงงานบ้านงานเมืองของไทยบ่อยครั้ง กำลังได้คนอย่าง โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นประธานาธิบดี ผมเชื่อว่ามีคนไทยไม่น้อยดีใจ ปนสมน้ำหน้า เพราะเขามาจากการเลือกตั้งไง ซึ่งบ้านยูวัดความเป็นประชาธิปไตย วัดสรรพสิ่งทั้งมวลอยู่ตรงกิจกรรมนี้
ไอเคยได้นายกฯหญิงคนแรกที่มาจากระบอบเลือกตั้ง ไอเข้าใจความรู้สึกของพวกยูดี ตอนนี้ทราบว่า เว็บ ตม.ของแคนาดาถึงกับล่ม เพราะคนอเมิริกัน แห่เข้ามาลงทะเบียนกันเยอะมาก ประมาณว่า กูอพยพย้ายถิ่นฐานดีกว่า ถ้าต้องมีประธานาธิบดีอย่างนี้
แต่ต่อให้ได้มนุษย์ป้าคลินตัน ความสัมพันธ์ทางใจของคนไทย ก็ไม่ดีขึ้นหรอก ถ้าถามประชามติคนไทยว่า ชอบท่าทีสหรัฐที่ปฏิบัติต่อเมืองไทยในยุคนี้หรือไม่ ผมเชื่อว่าคำตอบจะออกมา "ไม่ชอบ" ไม่ว่าจะมีใครหน้าไหนเป็นประธานาธิบดี
อยากรู้จริงๆ อนาคตวันพรุ่งนี้ของสหรัฐอเมริกา จะเป็นเช่นใด ประเทศไทยนั่งไขว่ห้างรอดูอยู่

สรุปผลคะแนนคณะผู้เลือกตั้งปธน.สหรัฐ ทรัมป์ชนะฮิลลารี290-218 เหลือแค่3รัฐยังนับไม่เสร็จ

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ ตัวแทนพรรครีพับลิกัน เอาชนะการเลือกตั้งเหนือนางฮิลลารี คลินตัน ตัวแทนพรรคเดโมแครต ได้เป็นประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐอเมริกาโดยได้คะแนนเสียงคณะผู้เลือกตั้ง (อิเล็คเทอรัลคอลเลจ) 290 เสียง จากที่ต้องการ 270 เสียง ขณะที่นางคลินตัน อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศได้ไป 218 เสียง โดยตัวเลขคณะผู้เลือกตั้งทั้งหมดมี 538 เสียงคิดจากสัดส่วนจำนวนประชากรของแต่ละรัฐ
โดยตัวเลขคณะผู้เลือกตั้ง (อิเลคเทอรัลคอลเลจ) ล่าสุดจากรัฐที่มีการนับคะแนนเสร็จสิ้นไปแล้วเมื่อเวลาประมาณ 16.23 น. ตามเวลาในไทย นายทรัมป์ได้ไป 290 เสียง จากรัฐแอละบามา (9) อะแลสกา (3) แอริโซนา (11) อาร์คันซอ (6) ฟลอริดา (29) จอร์เจีย (16) ไอดาโฮ (4) ไอโอวา (6) อินดีแอนา (11) ไอโอวา (6) แคนซัส (6) เคนทักกี (8) ลุยเซียนา (8) เมน (1 จาก 4 – รัฐนี้ใช้วิธีแบ่งคะแนนคณะผู้เลือกตั้งตามเปอร์เซ็นต์ของคะแนนดิบหรือป็อปปูลาร์โหวต) มิสซิสซิปปี (6) มิสซูรี (10) มอนแทนา (3) เนแบรสกา (5) นอร์ทแคโรไลนา (15) นอร์ทดาโคตา (3) โอไฮโอ (18) โอคลาโฮมา (7) เพนซิลเวเนีย (20) เซาท์แคโรไลนา (9) เซาท์ดาโคตา (3) เทนเนสซี (11) เทกซัส (38) ยูทาห์ (6) เวสต์เวอร์จิเนีย (5) วิสคอนซิน (10) และไวโอมิง (3)
ขณะที่นางคลินตันได้ไป 218 เสียงจากรัฐแคลิฟอร์เนีย (55) โคโลราโด (9) คอนเนตทิคัต (7) เดลาแวร์ (3) ฮาวาย (4) อิลลินอยส์ (20) เมน (3 จาก 4) แมริแลนด์ (10) แมสซาชูเซตส์ (11) นิวเจอร์ซีย์ (14) นิวเม็กซิโก (5) นิวยอร์ก (29) ออริกอน (7) โรดไอแลนด์ (4) เวอร์มอนต์ (3) เวอร์จิเนีย (13) วอชิงตัน (12) และวอชิงตัน ดี.ซี. (3)
ทั้งนี้รัฐที่ยังนับคะแนนไม่เสร็จเหลือเพียงแค่ 3 รัฐคือมิชิแกน มินนิโซตาและนิวแฮมป์เชียร์

อเมริกันลุกฮือประท้วงต้าน “ทรัมป์” เหตุไม่เห็นด้วยนโยบายผู้อพยพ

เว็บไซต์ฟ็อกซ์นิวส์ รายงานว่าในขณะที่ยังไม่มีการประกาศผลแน่ชัดว่าใครเป็นผู้ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ แต่มีแนวโน้ว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ ตัวแทนจากพรรครีพับลิกัน จะชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ มีรายงานว่า มีกลุ่มผู้ชุมนุมกว่า 1,000 คน รวมตัวกันเพื่อประท้วงทรัมป์บริเวณด้านหน้าทำเนียบขาว ในกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา บางคนปีนขึ้นไปอยู่บนต้นไม้ บางคนตะโกนด่าทอนายทรัมป์ด้วยถ้อยคำที่หยาบคาย โดยผู้ประท้วงส่วนใหญ่พากันประท้วงนโยบายเรื่องผู้อพยพของนายทรัมป์ ที่เคยประกาศไว้ว่าจะเนรเทศผู้อพยพที่ไม่มีเอกสารถูกต้องตามกฎหมาย และจะสร้างกำแพงตลอดแนวชายแดนที่ติดกับประเทศเม็กซิโก เพื่อกันไม่ให้ผู้อพยพชาวเม็กซิโกเข้าไปในประเทศสหรัฐอเมริกา
ขณะที่เว็บไซต์ kron4.com รายงานว่า มีกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงนายทรัมป์หลายร้อยคนพากันเดินขบวนจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์คลีย์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ตั้งแต่ช่วงคืนวันที่ 8 พฤศจิกายน เพื่อมุ่งหน้าไปยังถนนเทเลกราฟ หลังจากที่เริ่มมีแววว่านายทรัมป์จะชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ด้าน latimes.com รายงานว่า ชัยชนะของทรัมป์ได้ทำให้เกิดการชุมนุมประท้วงขึ้นทั่วรัฐแคลิฟอร์เนีย ส่วนใหญ่เกิดขึ้นตามวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยต่างๆ รวมไปถึงบริเวณย่านชุมชนในนครลอสแองเจลิส
ต้านทรัมป์1

ต้านทรัมป์2
ด้านเว็บไซต์วอชิงตันโพสต์รายงานว่า ขณะที่ชาวอเมริกันซึ่งไม่ชื่นชอบนายโดนัลด์ ทรัมป์ มักจะพูดติดตลกว่า หากทรัมป์ได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐ พวกตนจะย้ายไปอยู่ที่ประเทศแคนาดาแทน โดยมีรายงานว่า หลังจากที่ผลการเลือกตั้งมีแววว่า นายทรัมป์จะชนะการเลือกตั้ง เว็บไซต์ของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองของแคนาดา ถึงกับล่มลงชั่วคราว แต่ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดว่าเกิดขึ้นจากอะไร และทางเจ้าหน้าที่แคนาดาไม่สามารถแสดงความเห็นเรื่องดังกล่าว ขณะที่เหล่าชาวโลกออนไลน์ ต่างแสดงความเห็นว่า การล่มของเว็บไซต์สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองของแคนาดา อาจจะเกี่ยวเนื่องกับการที่ทรัมป์จะได้ขึ้นเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ
นอกจากนี้ผู้สื่อข่าวยังรายงานว่า กลุ่มคนไทยที่อยู่ในสหรัฐอเมริกามีความหวั่นวิตกกับผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐครั้งนี้ เนื่องจากที่ผ่านมาเชื่อว่านางคลินตันจะเป็นผู้ชนะการเลือกตั้ง แต่เมื่อผลกลับตรงข้ามจึงรู้สึกเสียใจที่นางคลินตันพ่ายแพ้ ขณะที่บางคนก็หวาดกลัวต่อนโยบายเรื่องผู้อพยพของนายทรัมป์ เพราะนายทรัมป์แสดงออกอย่างชัดเจนเรื่องการเหยียดเชื้อชาติ เพศ สีผิว กลุ่มคนไทยจึงเริ่มมีการพูดคุยกันว่าอาจจะย้ายกลับประเทศไทย โดยเฉพาะผู้ที่อยู่อาศัยอย่างผิดกฎหมาย ขณะที่ชาวอเมริกันซึ่งมีภรรยาเป็นคนไทยก็ได้มีการสอบถามภรรยาว่าต้องการกลับไปอยู่เมืองไทยหรือไม่
“การที่มีผู้นำที่เหยียดสีผิวก็จะทำให้คนในประเทศหันกลับไปสู่การเหยียดสีผิวมากขึ้น เพราะตั้งแต่อเมริกาได้มีการเลิกทาส และรณรงค์ยกเลิกการแบ่งแยกสีผิว แต่ลึกๆ ของคนขาวบางส่วนก็ยังแบ่งแยกสีผิวอยู่เพียงแต่ไม่กล้าแสดงออกอย่างชัดเจน เพราะผู้นำหลายสมัยพยายามผลักดันให้การเหยียดสีผิวและชาติพันธุ์หมดไป แต่ตอนนี้เหมือนพอทรัมป์ได้เป็นประธานาธิบดี พวกที่เหยียดสีผิวก็จะลุกฮือกระพือปีกอีก และยิ่งสร้างให้เกิดความไม่เสมอภาคทางชนชั้นขึ้นอีกครั้ง น่าผิดหวังไหมล่ะอเมริกา” หญิงชาวไทยรายหนึ่งที่อาศัยในสหรัฐอเมริกากล่าว
AFP PHOTO / DOMINICK REUTER
AFP PHOTO / DOMINICK REUTER
สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า เลดี้ กาก้า นักร้องชื่อดัง ได้ออกมาแสดงการต่อต้านนายโดนัลด์ ทรัมป์ เช่นกัน โดยออกมายืนอยู่ข้างรถขยะ บริเวณด้านหน้าทรัมป์ ทาวเวอร์ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน โดยมีรายงานว่า มีผู้เห็นเลดี้ กาก้า ร้องให้อยู่ที่บริเวณด้านหลังของเวทีที่ทางพรรคเดโมแครตจัดเตรียมไว้สำหรับหลังการเลือกตั้งด้วย หลังจากที่ก่อนหน้านี้ในคืนหาเสียงคืนสุดท้าย เลดี้ กาก้า ได้ออกมาประกาศสนับสนุนนางฮิลลารี คลินตัน

คนอเมริกันเป็นอะไรไป โดย วีรพงษ์ รามางกูร

มติชนสุดฯ
(28ก.ค.59)
ข่าวการได้รับเลือกเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกันของนายโดนัลด์ ทรัมป์ แม้จะไม่ใช่ข่าวที่แสดงความประหลาดใจให้กับคนอเมริกันและผู้คนทั่วโลกก็ตาม แต่ก็เป็นข่าวที่น่าตกใจ
เพราะการที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ชนะจนได้รับเลือกเป็นผู้แทนพรรค เข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกานั้นไม่ใช่เป็นสิ่งที่ง่าย ต้องทำงานหาเสียงกับสมาชิกพรรคในมลรัฐต่างๆ ทั่วประเทศ โดยการแสดงบุคลิกที่ดี มีประวัติการทำงานการเมืองโดยดำรงตำแหน่งสำคัญๆ ทางการเมืองมาก่อน มีลีลาการพูดสุนทรพจน์ที่เร้าใจ มีเนื้อหาวาจาเป็นผู้ดี ไม่หยาบคายเหมือนบางประเทศในยุโรป ที่สำคัญคือมีความเป็น “อารยะ” ในด้านความคิด ในเรื่องสิทธิมนุษยชน ยอมรับในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกันของคนทุกเชื้อชาติ เพศและศาสนา
แต่ดูเหมือนนายโดนัลด์ ทรัมป์ มีคุณสมบัติและความรู้สึกนึกคิด มีปรัชญาทางด้านการเมืองและสังคมอยู่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่ประชาชนอเมริกันควรจะมี
ประเทศสหรัฐอเมริกานั้น ไม่ใช่ประเทศเก่าแก่ที่มีประวัติอันยาวนาน เช่นประเทศในยุโรปและเอเชีย เดิมเป็นถิ่นที่อยู่ของชาวพื้นเมืองที่ล้าหลัง ที่ชาวยุโรปเรียกว่า “อินเดียนแดง” เพราะเข้าใจผิดคิดว่าทวีปอเมริกาคืออินเดีย
ประชากรทั้งหมดเป็นคนอพยพมาอยู่ในทวีปแห่งนี้ หลังจากการค้นพบของนักเดินเรือเมื่อ 300-400 ปีมานี้เอง ชื่อทวีปก็ตั้งตามชื่อนักเดินเรือสำรวจ ผู้อพยพ ไม่ได้อพยพมาเพราะความยากจนที่บ้านของตนอย่างเดียว แต่อพยพมาด้วยเหตุผลต่างๆ กัน เช่น ชาวผิวขาวจากอังกฤษและชาวยุโรปจำนวนมากอพยพมาเพราะต้องการเสรีภาพในการนับถือศาสนา เพราะในสมัยนั้นประชาชนอยู่ในประเทศไหนต้องนับถือนิกายศาสนาที่พระเจ้าแผ่นดินของตนนับถือ ถ้าไม่อยากนับถือนิกายศาสนาที่เจ้าผู้ปกครองแผ่นดินนับถือก็ควรจะอพยพไปอยู่เสียที่อื่น ต่อมาเมื่อมีการจัดตั้งอาณานิคมขึ้น ก็มีการอพยพมาเป็นทหาร นายทุนก็อพยพมาทำการเพาะปลูก
เพราะมีที่ดินเหลือเฟือ ไม่มีราคา ใครมีปัญญาแผ้วถางป่าได้เท่าไหร่ก็ทำไป จึงมีการลงทุนแผ้วถางป่าทำการเกษตร เช่น ปลูกข้าวโพด ข้าวสาลี เลี้ยงสัตว์ ปลูกฝ้าย อ้อยและน้ำตาล ปลูกถั่วเหลือง พืชผักผลไม้ รวมทั้งการทำกระดาษเพื่อส่งออกไปยุโรป
นอกจากการอพยพมาเองด้วยเหตุผลต่างๆ แล้ว ที่น่าเศร้าก็คือการบังคับเอาคนผิวดำจากแอฟริกามาขายเป็นทาสในไร่ที่ทำการเกษตร เช่น ไร่ฝ้าย ไร่อ้อย ไร่ถั่วเหลือง หรือแม้แต่ข้าวสาลีและมันฝรั่ง คนผิวดำที่ถูกจับมาเป็นทาส บัดนี้ก็กลายเป็นคนกลุ่มน้อยขนาดใหญ่ในสหรัฐอเมริกา เพราะนิยมมีลูกมากกว่าคนผิวขาว
ในปลายศตวรรษที่ 19 มีการนำเอาชาวจีนมาเป็นคนงานสร้างทางรถไฟสายตะวันออกตะวันตกจำนวนมาก บัดนี้ชาวจีนเหล่านี้ก็มีลูกหลานสืบเชื้อสายอยู่ในอเมริกา หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งชาวญี่ปุ่นจำนวนหนึ่งก็อพยพหนีความยากจนในญี่ปุ่นมาอยู่ที่อเมริกา
ต่อมาหลังสุดเมื่อสหรัฐอเมริกาแพ้สงครามเวียดนาม ชาวเวียดนามจำนวนมากก็อพยพมาอยู่ที่อเมริกาตามเมืองใหญ่ๆ
สหรัฐอเมริกาจึงกลายเป็นประเทศที่มีคนหลายเชื้อชาติ หลายผิวพรรณ หลายภาษา หลายศาสนา หลายเผ่าพันธุ์ หลายความคิด มาอยู่ปนกันจนกลายเป็นสังคมผสมหรือ “melting pot”
การที่สังคมผสมอย่างอเมริกาสามารถดำรงอยู่ได้ ไม่แตกแยกจนรบราฆ่าฟันกันอย่างรุนแรง ก็เพราะสังคมอเมริกันนั้นถูกกำหนดให้มีความรู้สึกนึกคิด โดย “กลุ่มปัญญาชน” ที่มีจิตวิญญาณของความเป็น “ผู้เจริญ” ซึ่งวางรากฐานไว้โดย “บิดาผู้ก่อตั้ง” ประเทศ หรือ “founding fathers” ด้วยคำประกาศอิสรภาพจากอังกฤษ จากจิตวิญญาณของรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกา ที่ยึดถือกันมาเกือบ 300 ปีมาแล้ว
ทุกวันนี้ กลุ่มปัญญาชนเหล่านี้ก็ยังคงดำรงอยู่ ประกอบด้วย ปัญญาชน อาจารย์มหาวิทยาลัย นักคิดนักเขียน สื่อมวลชน ผู้นำศาสนา ผู้นำทางจริยธรรม ที่คอยให้สติกับสังคม ทำให้เกิดการแก้ไข ปรับปรุง ความคิด วิธีคิด ความประพฤติ รวมทั้งคุณค่าทางสังคมอยู่ตลอดเวลา และที่สำคัญความคิดว่าสังคมอเมริกันเป็นสังคมพลเรือน “civil society” ไม่ใช่สังคมทหาร “military society” เป็นสังคมที่ใช้เหตุผลของคนส่วนใหญ่ ไม่ใช่สังคมที่ใช้กำลัง แต่คนส่วนน้อยก็ได้รับการคุ้มครอง
แต่อีกด้านหนึ่งที่ไม่อาจจะแสดงออกมาได้อย่างเปิดเผยก็คือ อเมริกาเป็นสังคมที่มีความไม่เท่าเทียมกันอย่างยิ่ง ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง มีสูงมากอาจจะมากกว่าประเทศใดๆ ในโลก การปฏิบัติต่อกันถ้าดูจากภายนอกจะเป็นอย่างหนึ่ง แต่ภายในใจจะเป็นอีกอย่างหนึ่ง การแต่งงานข้ามเชื้อชาติผิวพรรณ ฐานะทางเศรษฐกิจ มีน้อยมาก แม้ว่าระยะหลังจะดีขึ้นก็ตาม คนที่เกิดจากบิดามารดาต่างสีผิวกันก็จะได้รับการปฏิบัติตอบแบบเดียวกัน ผู้มีสีผิวที่ไม่ใช่คนผิวขาวกลายเป็นบุคคลชั้นสาม ไม่ใช่แม้แต่เป็นบุคคลชั้นสอง ไม่เป็นที่ยอมรับกับสังคมทั้ง 2 ฝ่าย คล้ายๆ กับการแบ่งวรรณะในอินเดีย
โครงสร้างของประชากรในสหรัฐอเมริกา เปลี่ยนไปจาก 50 ปีก่อนเป็นอันมาก เพราะคนผิวสีที่ยากจนนิยมมีลูกมาก คนเอเชีย คนเชื้อสายสเปน อิตาลี โปรตุเกส จากประเทศละตินอเมริกาที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก นิยมมีลูกมาก ชาวยุโรปที่มีเชื้อสายอังกฤษ เยอรมัน สแกนดิเนเวีย ที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ นิยมมีลูกน้อย จึงมีสัดส่วนในโครงสร้างประชากรน้อยลง
การที่โครงสร้างประชากรเปลี่ยนไปเช่นนี้ ทำให้ความรู้สึกอึดอัดในใจของชาวผิวขาวจากยุโรปตะวันตกมีมากขึ้น การตั้งอัตราภาษีที่ดินที่สูงโดยรัฐบาลท้องถิ่น ทำให้คนชั้นสูงผิวขาวกับคนผิวสี หรือคนจากอเมริกาใต้และเอเชีย ต้องแยกกันอยู่ เพราะคนระดับล่างไม่สามารถเสียภาษีในอัตราที่สูงได้
สถานศึกษาที่ดีๆ ก็จะเป็นสถานศึกษาของเอกชนที่ค่าเล่าเรียนแพงสำหรับคนนอกพื้นที่ เพราะได้รับการอุดหนุนจากภาษีที่ดิน ทำให้การศึกษาของบุตรหลานของคนรวยดีกว่าบุตรหลานของคนจน บุตรหลานของคนรวยมีโอกาสศึกษาในมหาวิทยาลัยชั้นนำได้มากกว่า กลายเป็นวัฏจักรของชนชั้นในสหรัฐอเมริกา
เมื่อจะมีการเลือกตั้ง พรรครีพับลิกันซึ่งเป็นพรรคของคนผิวขาวชั้นสูง ที่มีความคิดอนุรักษนิยม ที่มีความอึดอัดอัดอั้นอยู่ในใจต้องการแสดงออกถึงความไม่พอใจสังคมของตน จึงมักจะเลือกคนที่เสนอนโยบายสุดโต่งให้เป็นตัวแทนของตน เข้าสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี สร้างความฮือฮา เป็นสีสันให้กับการเลือกตั้งประธานาธิบดีเป็นระยะๆ เสมอมา
โดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ใช่คนแรกที่เป็นตัวแทนพรรครีพับลิกันที่เสนอนโยบายขวาสุดโต่ง นายแบรี่ โกลด์วอเตอร์ เคยเสนอนโยบายขวาสุดโต่ง ที่ได้รับเลือกเป็นตัวแทนพรรค นายโกลด์วอเตอร์ เสนอนโยบายที่จะทำสงครามปรมาณูกับสาธารณรัฐประชาชนจีน ถ้าหากตนได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี โดยมีนายรีแกน ดาราภาพยนตร์คาวบอยของฮอลลีวู้ดเป็นผู้สนับสนุน ต่อมานายรีแกนได้รับเลือกเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกัน ลงสมัครและชนะการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี ก็มีนโยบายแข็งกร้าวกับคอมมิวนิสต์ ประกาศทำสงครามอวกาศกับสหภาพโซเวียต จนเศรษฐกิจโซเวียตพังทลาย เศรษฐกิจโลกก็พลอยพังไปด้วย เป็นผลให้เกิดการล่มสลายของค่ายคอมมิวนิสต์ แม้โกลด์วอเตอร์จะไม่ได้เป็นประธานาธิบดี แต่ความรู้สึกนึกคิดของคนอเมริกันแบบโกลด์วอเตอร์ก็ดำรงอยู่และมีอิทธิพลต่อประธานาธิบดีคนต่อมา
การที่สมาชิกพรรครีพับลิกันเลือกโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นตัวแทนพรรค ก็แสดงว่าคนผิวขาวชั้นสูงอเมริกันอึดอัดมากกับคนอพยพหนีเข้าเมือง ที่มีอยู่ในอเมริกาขณะนี้ถึง 11 ล้านคน เขาประกาศว่าจะสร้างกำแพงกั้นระหว่างอเมริกากับเม็กซิโก เขาอึดอัดมากกับชาวมุสลิมหัวรุนแรงที่คิดว่าเป็นผู้ก่อการร้ายที่นั่นที่นี่ อึดอัดมากกับจำนวนคน
ผิวสีที่มีสัดส่วนมากขึ้นเพราะไม่คุมกำเนิด เรียกร้องความเท่าเทียมกันเมื่อตำรวจผิวขาวยิงเด็กผิวดำเสียชีวิต อึดอัดมากกับนโยบายสวัสดิการทางการแพทย์และอื่นๆ เพราะเท่ากับเอาเงินภาษีซึ่งคนขาวจ่ายมากกว่าไปอุดหนุนคนจน ที่เป็นคนผิวอื่นที่ไม่ใช่คนผิวขาว
แม้ว่าโครงสร้างบนของสังคมอเมริกันจะถูกคุมไว้ด้วยปรัชญา จารีตประเพณี กฎหมาย ความรู้สึกนึกคิด ที่เป็น “อารยะ” และเป็นตัวอย่างให้กับสังคมในประเทศอื่น แต่อีกด้านหนึ่งกลับเป็นสังคมที่น่ากลัว และมีความกดดันสูงสำหรับคนชั้นล่าง
วาทกรรมของนายโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นการสะท้อนออกของจิตสำนึกของคนชั้นกลางและคนชั้นกลางค่อนข้างสูงของคนอเมริกัน ที่ถูกกดดันไม่ให้แสดงออกโดยโครงสร้างส่วนบน โดนัลด์ ทรัมป์ แม้จะไม่เป็นประธานาธิบดี แต่ก็ได้ทิ้งขยะและยาพิษไว้ให้อเมริกา โดยคนอเมริกันไม่รู้ตัว
หนักใจแทนชาวอเมริกัน

นักวิชาการทีดีอาร์ไอ ชี้ ‘ทรัมป์’ ชนะเลือกตั้ง Set zero ข้อตกลง TPP

โดนัลด์ ทรัมป์  ไม่เอา TPP ดร.เสาวรัจ รัตนคำฟู ชี้เป็นผลดีกับไทย เหมือน  Set zero แต่เวียดนามรับแจ๊กพ็อตไปแล้ว เงินทุนไหลเข้ามหาศาล แนะไทยต้องมีมัดเด็ดดึงเม็ดเงินเข้าประเทศ
tdrisaova
ดร.เสาวรัจ รัตนคำฟู นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)  ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวอิศรา ภายหลังทราบผลการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ โดยนายโดนัลด์ ทรัมป์ จากพรรครีพับลิกันชนะการเลือกตั้ง โดยเฉพาะนโยบายการค้าระหว่างประเทศ ที่มีผลต่อประเทศไทยชัดเจนที่สุด คือ ทรัมป์ประกาศตั้งแต่เริ่มหาเสียงแล้วว่า  ไม่เอาความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจ ภาคพื้นแปซิฟิก (TPP)  นั้นเป็นผลดีกับไทย 
“เหมือนกับ  Set zero ล้างไพ่ใหม่ TPP  และจากที่เราคิดว่า เวียดนามได้ประโยชน์จากการเข้าร่วม TPP ไปก่อนหน้านี้ ซึ่งอุตสาหกรรมสิ่งทอที่ย้ายฐานการผลิตไปเวียดนาม แม้ TPP ไม่ได้เป็นนโยบายของผู้นำสหรัฐฯคนใหม่ แต่เงินทุนที่ไหลเข้าเวียดนาม ก็ไหลเข้าไปแล้ว มีตัวเลข 8 เดือนแรก เงินทุนไหลเข้าไปกว่า 14.4 พันล้านสหรัฐ จะเห็นว่า ทีพีพีจะไม่เกิดแต่เวียดนามก็แจ๊กพ็อตไปแล้ว” 
ดร.เสาวรัจ กล่าวอีกว่า ส่วนประเทศไทย  หากไม่ได้มีอะไรมาตื่นเต้น หรือกระตุ้นการลงทุนในประเทศ และหากรัฐบาลไม่ได้มีมาตรการที่เป็นมัดเด็ดจริงๆ เชื่อว่า ก็จะไม่มีเม็ดเงินลงทุนไหลเข้า ซึงต่างจากเวียดนามที่มีนโยบายชัดเจนเปิดเสรี ขณะที่ไทยมีการส่งออกมาก แต่นโยบายกับการค้าเรากลับไม่ชัดเจน เช่น FTA อียู เราเจรจามานานแล้ว ก็ไม่มีอะไร หรือแม้แต่เรื่อง TPP เราก็รีๆ รอๆ สุดท้ายก็ถือว่าเราโชคดีที่ TPP ไม่เกิด" 
ดร.เสาวรัจ กล่าวถึงนโยบายนายโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ได้เน้นการเปิดเสรีการค้า ส่วนหนึ่งเป็นกระแสที่น่าสนใจ ตั้งแต่ผลการทำประชาติมติครั้งประวัติศาสตร์ของอังกฤษ  กรณี Brexit มีการมองกันว่า โลกาภิวัฒน์  (Globalization)ทำให้คนตกงาน หางานทำยาก ขณะเดียวกันคนที่เลือกทรัมป์ ส่วนใหญ่อายุมาก สะท้อนถึงกระแสอารมณ์ต่อต้าน โลกาภิวัฒน์   หรือไม่ เพราะทรัมป์พูดถึงคนตกงาน คนอพยพเข้าไปในสหรัฐฯมาก ก็ไปโดนคนกลุ่มนี้ ซึ่งโพลก็ออกมาระบุว่า คนที่สนับสนุนเลือกทรัมป์นั้นส่วนใหญ่อายุมาก ส่วนคนเลือกนางฮิลลาลี คลินตัน เป็นคนอายุน้อย 
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ เคยนำเสนอบทความ ถ้า ‘ทรัมป์’ ชนะเลือกตั้งสหรัฐ ตอนหนึ่งโดยวิเคราะห์ถึง นโยบายการค้าระหว่างประเทศน่าจะเป็น ประเด็นที่มีผลต่อไทยชัดเจน คือเรื่องความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจ ภาคพื้นแปซิฟิก (TPP) ดังนั้นหากทรัมป์เป็นประธานาธิบดี ข้อตกลงนี้น่าจะไม่ถูกให้สัตยาบัน และมีโอกาสที่สหรัฐ อาจไม่เจรจาข้อตกลงการค้าอื่นๆ ในอนาคต ไทยจึงอาจต้องพึ่งพาจีนในเรื่องการค้ามากขึ้น เช่น อาศัยข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ที่กำลังมีการเจรจากันอยู่ เป็นต้น