PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพุธที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ราชกิจจาฯเผยแพร่ หมายกําหนดการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ

ราชกิจจาฯเผยแพร่ หมายกําหนดการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ



ภาพกราฟิกลิขสิทธิ์
วันนี้ (๒๕ ตุลาคม) ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ หมายกําหนดการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ณ พระเมรุมาศ ท้องสนามหลวง ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๐

เลขาธิการพระราชวัง รับพระราชโองการเหนือเกล้าฯ สั่งว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ทรงพระประชวร สวรรคต ณ โรงพยาบาลศิริราช เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๙ เวลา ๑๕ นาฬิกา ๕๒ นาที พระชนมพรรษา ๘๙ พรรษา

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเศร้าสลดพระราชหฤทัยเป็นอย่างยิ่ง และทรงทราบว่าประชาชนทุกหมู่เหล่าต่างก็มีความโศกเศร้าอาดูรอยู่ทั่วหน้า ด้วยตระหนักว่าผู้ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจ เป็นที่รักและเคารพสูงสุด ได้เสด็จลับล่วงไปแล้ว ได้เชิญพระบรมศพถวายพระโกศทองใหญ่ขึ้นประดิษฐานเหนือพระแท่นสุวรรณเบญจดลจําหลักลายประดับรัตนชาติ ภายใต้นพปฎลมหาเศวตฉัตร แวดล้อมด้วยพระอภิรุมชุมสายพุ่มดอกไม้ทองเงินและเครื่องพระบรมราชอิสริยยศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทในพระบรมมหาราชวัง และได้ทรงบําเพ็ญพระราชกุศลถวายในวาระครบสัตตมวาร ปัณรสมวาร ปัญญาสมวาร และสตมวาร ตามลําดับ และทุกสัปดาห์ที่บรรจบวันสวรรคตมีพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม ชาวพนักงานประโคมกระทั่งมโหระทึก สังข์ แตรงอน แตรฝรั่ง ปี่ กลองชนะ ประจํายามตาม ราชประเพณีแต่กาลก่อน

อนึ่ง ทรงตระหนักแน่ในพระราชหฤทัยถึงความจงรักภักดีอันมั่นคงของประชาชนที่ต่างอาลัย ระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร อยู่ไม่เสื่อมคลาย ด้วยที่ผ่านมาตลอดพระชนมชีพนั้น ได้ทรงตรากตรําพระวรกายปฏิบัติบําเพ็ญ พระราชกรณียกิจนานัปการโดยมิได้ทรงคํานึงถึงความเหนื่อยยาก เพื่อให้ประเทศชาติ มีความเจริญ มั่นคงและประชาชนมีชีวิตที่ร่มเย็นเป็นสุข จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ

พระราชทานพระราชานุญาตให้พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการ และประชาชนทุกหมู่เหล่า บําเพ็ญกุศล สนองพระเดชพระคุณ ตลอดจนเข้ามาถวายสักการะพระบรมศพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง บัดนี้ การเตรียมการเพื่อถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ตามโบราณราชประเพณี พร้อมสมบูรณ์เรียบร้อยแล้ว สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กําหนดการพระราชพิธีบําเพ็ญพระราชกุศล ออกพระเมรุถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ดังรายการต่อไปนี้

พระราชกุศลออกพระเมรุ

เจ้าพนักงานพระราชพิธีตั้งแต่งที่ประดิษฐานพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ณ พระที่นั่งดุสิตมหาประสาทในพระบรมมหาราชวัง สําหรับ การพระราชพิธีทรงบําเพ็ญพระราชกุศลออกพระเมรุไว้พร้อม วันพุธ ที่ ๒๕ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๐ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดําเนิน โดยรถยนต์พระที่นั่งจากพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ไปยังพระบรมมหาราชวัง ทางประตูวิเศษ ไชยศรี ประตูพิมานไชยศรี ผ่านหน้าพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ทหารกองเกียรติยศถวายความเคารพ วงดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี
เวลา ๑๕ นาฬิกา เสด็จขึ้นพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ทรงจุดธูปเทียนเครื่องราชสักการะ และเครื่องทองน้อยถวายราชสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ชาวพนักงานประโคมกระทั่งมโหระทึก สังข์ แตรงอน แตรฝรั่ง ปี่ กลองชนะ ปี่พาทย์ ทหารกองเกียรติยศพระบรมศพถวายความเคารพ วงดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระพุทธรูปประจําพระชนมวารของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่หน้าพระแท่นมหาเศวตฉัตร แล้ว ทรงประเคนพัดรองที่ระลึกงานออกพระเมรุถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร แด่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก สมเด็จพระราชาคณะ พระราชาคณะที่จะถวายพระธรรมเทศนา
จํานวน ๑๑ รูป และพระราชาคณะที่จะสวดศราทธพรต ๓๐ รูป พระสงฆ์ที่จะ สดับปกรณ์ ๘๙ รูป เท่าพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร พระสงฆ์ที่จะสวดพระอภิธรรม ๘ รูป บรรพชิตจีนและญวน ๒๐ รูป แล้ว สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทรงธรรม และทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยสําหรับ พระบรมศพทรงธรรม พระราชาคณะถวายศีลและถวายพระธรรมเทศนากัณฑ์ ๑ แล้ว พระสงฆ์ ๓๐ รูป สวดศราทธพรต จบ
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรมบูชากัณฑ์เทศน์ และทรงทอดผ้าไตรถวาย พระราชาคณะที่ถวายพระธรรมเทศนา และพระสงฆ์ที่สวดศราทธพรต ๓๐ รูป สดับปกรณ์ พระสงฆ์ ทั้งนั้นถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก ถวายพระพรลา แล้วเจ้าพนักงานนิมนต์พระสงฆ์ ๘๙ รูป เท่า พระชนมพรรษา ขึ้นนั่งยังอาสน์สงฆ์ สวดมาติกา จบ ทรงทอดผ้าไตร และย่ามที่ระลึกงานออกพระเมรุ ถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร พระสงฆ์ ๘๙ รูป สดับปกรณ์ ถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก ถวายพระพรลาแล้ว บรรพชิตจีน ๑๐ รูป และ บรรพชิตญวน ๑๐ รูป ขึ้นนั่งยังอาสน์สงฆ์ สวดมาติกา จบแล้ว ทรงทอดผ้าไตรและย่ามที่ระลึกงาน ออกพระเมรุถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร บรรพชิตจีนและญวนสดับปกรณ์ ถวายอนุโมทนา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดําเนินไป ทรงจุดธูปเทียนเครื่องบูชากระบะมุกที่แท่นเตียงพระสวดพระอภิธรรม พระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม จนถึงเวลา ๒๑ นาฬิกา รุ่งขึ้นรับพระราชทานฉัน และชาวพนักงานประโคมกระทั่งมโหระทึก สังข์ แตรงอน แตรฝรั่ง ปี่ กลองชนะ ประจํายามตามราชประเพณี เสด็จพระราชดําเนินกลับ
ทหารกองเกียรติยศถวายความเคารพ วงดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี อัญเชิญพระบรมโกศโดยริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ ไปยังพระเมรุมาศ ถวายพระเพลิงพระบรมศพ
วันพฤหัสบดี ที่ ๒๖ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๐ เจ้าพนักงานเตรียมการ พระราชพิธีบําเพ็ญพระราชกุศล ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เทียบพระยานมาศสามลําคาน ที่จะอัญเชิญพระบรมโกศออกพระเมรุมาศ โดยขบวนพระบรมราชอิสริยยศ ตั้งแต่งพระที่นั่งทรงธรรม พระจิตกาธาน พระเมรุมาศ ณ ท้องสนามหลวง ไว้พร้อม ตั้งขบวนกองทหารเกียรติยศนํา ขบวนกองทหารเกียรติยศตาม และขบวนพระบรมราชอิสริยยศ สําหรับแห่อัญเชิญพระบรมโกศไปบําเพ็ญพระราชกุศลถวายพระเพลิงพระบรมศพตามราชประเพณี อนึ่ง ตามแนวราชวิถีที่ขบวนกองทหารเกียรติยศและขบวนพระบรมราชอิสริยยศ แห่อัญเชิญพระบรมโกศโดยพระมหาพิชัยราชรถ มีราชรถสมเด็จพระราชาคณะนั่งอ่านพระอภิธรรมนํา จัดทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์รายทางถวายพระเกียรติ สลับกับตํารวจนครบาล ยืนรักษาการณ์ไว้พร้อม
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดําเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งจากพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ไปยังพระบรมมหาราชวัง ทางประตูวิเศษไชยศรี ประตูพิมานไชยศรี ผ่านหน้าพระที่นั่ง จักรีมหาปราสาท ทหารกองเกียรติยศถวายความเคารพ วงดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญ พระบารมี เวลา ๗ นาฬิกา เสด็จขึ้นพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ทรงจุดธูปเทียนเครื่องราชสักการะ และเครื่องทองน้อยถวายราชสักการะพระบรมศพที่หน้าพระแท่นสุวรรณเบญจดล แล้วทรงจุดธูปเทียน เครื่องนมัสการบูชาพระพุทธรูปประจําพระชนมวารที่หน้าพระแท่นมหาเศวตฉัตร ทรงทอดผ้าไตร พระสงฆ์ ๓๐ รูป สดับปกรณ์ถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก ถวายพระพรลา ออกจากพระที่นั่ง เลขาธิการพระราชวัง กราบบังคมทูลขอพระราชทานพระราชานุญาตให้เจ้าพนักงาน เปลื้องพระโกศทองใหญ่ที่ประกอบพระลองออก ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้เจ้าพนักงานสนมพลเรือนเปลื้องพระโกศทองใหญ่ถวายตาด คลุมพระลองแล้ว ตํารวจหลวงอัญเชิญลงจากพระแท่นสุวรรณเบญจดล นายทหารมหาดเล็กราชวัลลภ รักษาพระองค์อัญเชิญพระลองออกพระทวารทางมุขตะวันตก ลงจากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท อัญเชิญพระลองประดิษฐานบนพระเสลี่ยงแว่นฟ้า แล้วอัญเชิญไปที่หน้ากําแพงแก้วโดยมีตํารวจหลวงนําทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์อัญเชิญพระลองขึ้นประดิษฐานบนเกยลา แล้วประกอบ พระโกศทองใหญ่ แล้วเลื่อนพระบรมโกศเข้าประดิษฐานบนพระยานมาศสามลําคาน ขณะที่อัญเชิญพระลองลงจากพระแท่นสุวรรณเบญจดลนั้น ทหารปืนใหญ่ยิงปืนใหญ่ ถวายพระเกียรตินาทีละ ๑ นัด ตลอดเวลา จนเมื่ออัญเชิญพระบรมโกศไปเทียบยังพระมหาพิชัยราชรถ หน้าวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม จึงหยุดยิง และเมื่อนายทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ อัญเชิญพระลองลงจากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ทหารกองเกียรติยศพระบรมศพถวายความเคารพ วงดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จลงจากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาททางบันไดพระทวารมุขเหนือ ไปประทับที่ชาลาหน้าพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ทอดพระเนตรการอัญเชิญพระบรมโกศขึ้นประดิษฐาน บนพระยานมาศสามลําคาน เจ้าพนักงานภูษามาลาขึ้นถวายบังคมประคองหน้าหลัง นายทหารราชองค์รักษ์เป็นคู่เคียงขณะเปลื้องพระโกศทองใหญ่ ณ ที่ประดิษฐานพระแท่นสุวรรณเบญจดลภายใต้นพปฎล มหาเศวตฉัตร ชาวพนักงานประโคมในริ้วขบวนจะได้กระทั่งมโหระทึก สังข์ แตรงอน แตรฝรั่ง ปี่ กลองชนะ ตลอดเวลา และหยุดประโคมเมื่อเทียบพระยานมาศสามลําคานที่เกรินพระมหาพิชัยราชรถ พร้อมแล้ว อัญเชิญพระบรมโกศโดยพระยานมาศสามลําคานออกจากพระบรมมหาราชวัง
มีนายทหารราชองครักษ์เชิญธงมหาราชนํา ขณะนั้น กองเกียรติยศพระบรมศพถวายความเคารพ วงดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี พระยานมาศสามลําคานอัญเชิญพระบรมโกศออกทางประตู ศรีสุนทร ประตูเทวาภิรมย์ เข้าประจําขบวนพระบรมราชอิสริยยศ เจ้าหน้าที่ยกนพปฎลมหาเศวตฉัตร คันดาลถวายกางกั้นพระบรมโกศซึ่งประดิษฐานบนพระยานมาศสามลําคาน คู่เคียงนายทหารราชองครักษ์ อินทร์ พรหม พระกลด บังพระสูรย์ มหาดเล็กเชิญเครื่องพระบรมราชอิสริยยศ เครื่องราชอิสริยาภรณ์เข้าประจําที่ในริ้วตามลําดับ เลขาธิการพระราชวัง กราบบังคมทูลขอพระราชทานพระราชานุญาตเชิญเสด็จและยาตรา ริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยศอัญเชิญพระบรมโกศ ๔ สาย มีเจ้าพนักงานนําริ้ว ธง ๓ ชาย คู่แห่นายทหารบก นายทหารเรือ นายทหารอากาศ ตํารวจหลวงถือหอก มหาดเล็กหลวงคู่หน้า สมเด็จพระวันรัต วัดบวรนิเวศวิหาร นั่งเสลี่ยงกลีบบัวอ่านพระอภิธรรมนํา คู่เคียง อินทร์ พรหม นาลิวัน ขบวนพระบรมราชอิสริยยศประกอบด้วย พระอภิรุมชุมสาย ชาวพนักงานประโคมกระทั่ง มโหระทึก สังข์ แตรงอน แตรฝรั่ง ปี่ กลองชนะ แห่อัญเชิญพระบรมโกศตามราชประเพณี ไปตามถนนมหาราช ถนนท้ายวัง สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดําเนินตามพระบรมโกศไปยังพลับพลายก หน้าวัดพระเชตุพน วิมลมังคลาราม เทียบพระยานมาศสามลําคานแล้วอัญเชิญพระบรมโกศประดิษฐาน ณ ท้ายเกรินบันไดนาค ทรงทอดผ้าไตร ๒๐ ไตร พระสงฆ์สดับปกรณ์เที่ยวละ ๕ ไตร เสด็จพระราชดําเนินไปประทับ ยังพลับพลายก เจ้าพนักงานภูษามาลาขึ้นนั่งท้ายเกรินบันไดนาค ถวายบังคมแล้วประคองพระบรมโกศ
เจ้าหน้าที่ผู้ฉุดชักพระมหาพิชัยราชรถถวายบังคมพร้อมกันกับเจ้าพนักงานภูษามาลา แล้วเลื่อนเกรินอัญเชิญพระบรมโกศขึ้นสู่บุษบกพระมหาพิชัยราชรถ ขณะนั้น ขบวนพระบรมราชอิสริยยศกระทั่งมโหระทึก สังข์ แตรงอน แตรฝรั่ง ปี่กลองชนะ ถวายความเคารพ วงโยธวาทิตบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี จบแล้ว ขบวนหน้าทั้งหมดกลับสู่ราชวิถีที่จะเชิญพระมหาพิชัยราชรถไปยังพระเมรุมาศ ท้องสนามหลวง เลขาธิการพระราชวัง กราบบังคมทูลขอพระราชทานพระราชานุญาตเชิญเสด็จและยาตราริ้ว ขบวนพระบรมราชอิสริยยศอัญเชิญพระบรมโกศโดยพระมหาพิชัยราชรถไปยังพระเมรุมาศ ท้อง สนามหลวง เมื่อเคลื่อนขบวนทหารปืนใหญ่ยิงปืนใหญ่ถวายพระเกียรตินาทีละ ๑ นัด จนกว่าพระบรม โกศขึ้นประดิษฐานบนพระจิตกาธานในพระเมรุมาศแล้วจึงหยุดยิง ขบวนพระบรมราชอิสริยยศมี มโหระทึก สังข์ แตรงอน แตรฝรั่ง ปี่ กลองชนะ ประโคมตลอดเวลา และหยุดประโคมเมื่อได้เปิดพระ วิสูตรบนพระเมรุมาศแล้ว ครั้นประตูหลังขบวนพระบรมราชอิสริยยศพระบรมโกศผ่านพลับพลายกหน้าวัดพระเชตุพน วิมลมังคลารามที่ประทับไปแล้ว สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดําเนินเข้าขบวนตามพระบรมโกศ โดยมี ๘ ตํารวจหลวง นายทหารราชองครักษ์เชิญธงชัยพระครุฑพ่าห์ เชิญธงชัยราชกระบี่ยุทธ นําเสด็จ นายทหารราชองครักษ์ มหาดเล็กพระราชพิธีเชิญเครื่องพระราชอิสริยยศของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ ทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์แซงเสด็จ แล้วต่อด้วยพระราชวงศ์ฝ่ายหน้า ข้าราชบริพาร และหน่วยงาน ในพระองค์ ข้าทูลละอองธุลีพระบาทชั้นผู้ใหญ่ฝ่ายทหาร พลเรือน
พระเมรุมาศ ท้องสนามหลวง ทหารกองเกียรติยศขบวนหน้านําพระบรมโกศ ยาตราไปตามถนนสนามไชย ถนนราชดําเนินใน เลี้ยวเข้าถนนกลางท้องสนามหลวง แล้วเลี้ยวเข้าตั้งแถวแต่ละกองพันในสนามด้านทิศเหนือ หลังแถว ทหารกองเกียรติยศพระบรมศพ หน้าพลับพลายกนอกราชวัติพระเมรุมาศ ขบวนพระบรมราชอิสริยยศตอนหน้าพระมหาพิชัยราชรถตรงไปตามถนนกลางท้องสนามหลวง เทียบราชรถพระนําที่มุมราชวัติต่อถนนพระจันทร์ส่งสมเด็จพระวันรัตลงจากราชรถพระนํา ไปพักที่ท้าย พระที่นั่งทรงธรรม แล้วราชรถพระนําเลยไปพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร พร้อมด้วยฉัตรพระนํา สมเด็จพระวันรัต คู่เคียง อินทร์ พรหม คู่แห่ นายทหารบก นายทหารเรือ นายทหารอากาศ นําริ้ว ธง ๓ ชาย มโหระทึก สังข์ แตร ปี่ กลองชนะ เดินเข้าไปตั้งแถวในพระเมรุมาศตามแนวริมราชวัติด้าน เหนือ ตะวันออก และด้านใต้ พร้อมด้วยฉัตรเครื่องสูงหักทองขวาง เมื่อพระมหาพิชัยราชรถจะถึงที่เทียบสะพานเกรินบันไดนาคหน้าพลับพลายกนอกราชวัติพระเมรุมาศ ทหารกองเกียรติยศพระบรมศพถวายความเคารพ วงดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ทหารกอง เกียรติยศแห่นําพระบรมโกศถวายความเคารพ เทียบพระมหาพิชัยราชรถที่ประตูราชวัติพระเมรุมาศ คู่เคียง อินทร์ พรหม และเครื่องสูงหักทองขวาง มหาดเล็กเชิญเครื่องพระบรมราชอิสริยยศ นาลิวัน ประตูหลัง เดินชิดขวาเคียงข้างพระมหาพิชัยราชรถริมขอบสนามไปตั้งแถวในราชวัติรวมกับเครื่องสูง ขบวนหน้า
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดําเนินไปประทับ ที่พลับพลายกพร้อมด้วย พระบรมวงศานุวงศ์ ทอดพระเนตรการอัญเชิญพระบรมโกศลงจากพระมหาพิชัยราชรถไปประดิษฐาน เหนือราชรถปืนใหญ่เพื่อเตรียมเวียนพระเมรุมาศขบวนทหารกองเกียรติยศกองหลังเลี้ยวเข้าถนนตัดเข้าพระเมรุมาศ แล้วเลี้ยวซ้ายไป ตั้งแถว ตรงประตูราชวัติพระเมรุมาศด้านตะวันออก และด้านใต้ตามลําดับกองพันเจ้าพนักงานเชิญเกรินบันไดนาคเทียบพระมหาพิชัยราชรถ และเทียบราชรถปืนใหญ่เรียบร้อยแล้ว เจ้าพนักงานภูษามาลาถวายบังคมพร้อมกับผู้ฉุดชักพระมหาพิชัยราชรถ แล้วเจ้าพนักงานภูษามาลาจะได้เลื่อนอัญเชิญพระบรมโกศเคลื่อนลงทางเกรินบันไดนาคประดิษฐานเหนือราชรถปืนใหญ่ มีทหารปืนใหญ่ฉุดชักราชรถปืนใหญ่ อัญเชิญพระบรมโกศเข้าเวียนพระเมรุมาศ
เลขาธิการพระราชวังกราบบังคมทูลขอพระราชทานพระราชานุญาต เชิญเสด็จและยาตราริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ ราชรถปืนใหญ่ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระดําเนิน พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ ตามพระบรมโกศเวียนพระเมรุมาศ โดยอุตราวัฏ ๓ รอบ แล้ว เสด็จขึ้นประทับบน พระที่นั่งทรงธรรม เจ้าพนักงานเทียบราชรถปืนใหญ่ที่เกรินบันไดนาคพระเมรุมาศด้านเหนือ เจ้าพนักงานเลื่อนพระบรมโกศสู่เกริน อัญเชิญพระบรมโกศขึ้นประดิษฐานบนพระจิตกาธาน ครั้นถึงที่แล้ว ปิดพระฉาก ปิดพระวิสูตร หยุดประโคมกระทั่ง มโหระทึก สังข์ แตร ปี่ กลองชนะ เปลื้องพระบรมโกศประกอบพระโกศจันทน์ แวดล้อมด้วยฉัตรดอกไม้สด ๔ มุม แล้วเปิดพระฉาก เปิดพระวิสูตรสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นพระเมรุมาศทางบันไดด้านตะวันตก ทรงจุดธูปเทียนเครื่องราชสักการะกราบถวายบังคมพระบรมศพ แล้วเสด็จลงทางเดิม ขึ้นพระที่นั่งทรงธรรมไปประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดําเนินกลับ
ระหว่างที่พระบรมศพประดิษฐานที่พระเมรุมาศ พระสงฆ์จะได้สวดพระอภิธรรมประจําซ่าง ๔ ซ่าง ทั้งกลางวันและกลางคืน จนกว่าจะได้อัญเชิญพระบรมอัฐิกลับ และมีชาวพนักงานประโคมกระทั่งมโหระทึก สังข์ แตร กลองชนะ ปี่พาทย์และประโคมยามตามเวลาถวายพระเพลิงพระบรมศพ วันนี้เวลาบ่าย เจ้าพนักงานเตรียมการถวายพระเพลิงพระบรมศพที่พระเมรุมาศ และพระที่นั่งทรงธรรมไว้พร้อม สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดําเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งจากพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ไปยังพระเมรุมาศ ท้องสนามหลวง
เวลา ๑๖ นาฬิกา ๓๐ นาที รถยนต์พระที่นั่งเทียบที่หลังพระที่นั่งทรงธรรม ถนนหน้าพระธาตุทหารกองเกียรติยศถวายความเคารพ วงดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี เสด็จขึ้นพระที่นั่งทรงธรรม โดยมี ๘ ตํารวจหลวง นายทหารราชองครักษ์เชิญธงชัยพระครุฑพ่าห์ ธงชัยราชกระบี่ยุทธนําเสด็จ นายทหารราชองครักษ์ตามเสด็จ ประทับพระราชอาสน์ตรงหน้าอาสน์สงฆ์ ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทรงธรรม ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จพระราชดําเนินไปทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยสําหรับพระบรมศพทรงธรรมที่พระเมรุมาศ ทรงศีลสมเด็จพระราชาคณะ ถวายศีลและถวายพระธรรมเทศนากัณฑ์ ๑ แล้ว พระสงฆ์ ๕๐ รูป สวดศราทธพรตจบ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรมบูชากัณฑ์เทศน์ และทรงทอดผ้าไตรสมเด็จพระราชาคณะที่ถวายพระธรรมเทศนาและพระสงฆ์ ๕๐ รูป ที่สวดศราทธพรตสดับปกรณ์ถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก ออกจากพระที่นั่งทรงธรรม สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดําเนินไปประทับพระราชอาสน์ที่มุขหน้าพระที่นั่งทรงธรรมขบวนผู้แทนจิตอาสาเชิญพานดอกไม้จันทน์ จํานวน ๙ พาน เดินเข้ามณฑลพิธี เมื่อถึงหน้าพระที่นั่งทรงธรรม ถวายความเคารพแล้ว ออกจากมณฑลพิธี
เวลา ๑๗ นาฬิกา ๓๐ นาที สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดําเนินจากพระที่นั่งทรงธรรมไปขึ้นพระเมรุมาศ โดยมี ๘ ตํารวจหลวง นายทหารราชองครักษ์เชิญธงชัยพระครุฑพ่าห์ ธงชัยราชกระบี่ยุทธ นําเสด็จ ทรงวางเครื่องราชสักการะพระบรมศพ ทหารกองเกียรติยศพระบรมศพเป่าแตรเดี่ยวสัญญาณนอน จบแล้ว สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงจุดธูปเทียนดอกไม้จันทน์ถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ชาวพนักงานประโคมกระทั่งมโหระทึก สังข์ แตรงอน แตรฝรั่ง ปี่ กลองชนะ และปี่พาทย์ กองเกียรติยศทหารบก ทหารเรือทหารอากาศ ถวายความเคารพ วงดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี และยิงปืนเล็กยาว ๙ นัดพร้อมกันกับทหารปืนใหญ่ยิงปืนใหญ่ถวายพระเกียรติ ๒๑ นัดสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จลงจากพระเมรุมาศไปประทับ ณ มุขหน้าพระที่นั่งทรงธรรม ทหารกองเกียรติยศพระบรมศพ ๓ เหล่าทัพ ที่ในราชวัติพระเมรุมาศเดินแถวกลับสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก สมเด็จพระราชาคณะ พระบรมวงศ์ พระประมุข ประมุข พระราชวงศ์และผู้แทนรัฐบาลต่างประเทศ ประธานองคมนตรี นายกรัฐมนตรี องคมนตรี อดีตนายกรัฐมนตรี ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ประธานผู้ตรวจการแผ่นดินประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี คณะทูตานุทูต ผู้นําศาสนา ขึ้นถวายพระเพลิงพระบรมศพตามลําดับหลังจากนั้นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชปฏิสันถารกับพระประมุข พระราชวงศ์ และผู้แทนรัฐบาลต่างประเทศ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดําเนินไปประทับรถยนต์พระที่นั่งด้านหลังพระที่นั่งทรงธรรมเสด็จพระราชดําเนินกลับ ทหารกองเกียรติยศถวายความเคารพวงดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมีข้าราชการ ทหาร ตํารวจ พลเรือน ผู้มีตําแหน่งเฝ้าฯจะได้ขึ้นถวายพระเพลิงพระบรมศพตามลําดับ
ถวายพระเพลิงพระบรมศพ(จริง) เวลา ๒๒ นาฬิกา เจ้าพนักงานภูษามาลาและสนมพลเรือนกองพระราชพิธีสํานักพระราชวังพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม เตรียมการที่จะถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่พระจิตกาธานบนพระเมรุมาศไว้พร้อมสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดําเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งจากพระที่นั่งอัมพรสถานพระราชวังดุสิต ไปยังพระที่นั่งทรงธรรม พระเมรุมาศ ท้องสนามหลวง เสด็จขึ้นพระเมรุมาศปิดพระฉากและพระวิสูตรเพื่อเตรียมการถวายพระเพลิงพระบรมศพ
เวลา ๒๒ นาฬิกา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จลงจากพระเมรุมาศไปยังพระที่นั่งทรงธรรมประทับพระราชอาสน์ที่หน้าอาสน์สงฆ์ พระสงฆ์สวดมาติกาทรงทอดผ้าไตร พระสงฆ์ ๓๐ รูปสดับปกรณ์ ถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก แล้วสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นพระเมรุมาศพร้อมด้วยพระบรมวงศ์ ถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร แล้วเสด็จลงจากพระเมรุมาศ ประทับ ณ มุขหน้าพระที่นั่งทรงธรรมเจ้าพนักงานปฏิบัติการถวายพระเพลิงพระบรมศพเสร็จสิ้นแล้ว สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นพระเมรุมาศ ทรงทอดผ้าไตรที่พระจิตกาธานถวายพระสงฆ์ ๑๐ รูป สดับปกรณ์ครั้งละ ๑ รูปเสด็จพระราชดําเนินไปประทับรถยนต์พระที่นั่งด้านหลังพระที่นั่งทรงธรรม เสด็จพระราชดําเนินกลับ ทหารกองเกียรติยศถวายความเคารพ วงดุริยางศ์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี

บิ๊กตู่ ใช้ม.44 ตั้ง สนง.บริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ขึ้นตรงนายกฯ

บิ๊กตู่ ใช้ม.44 ตั้ง สนง.บริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ขึ้นตรงนายกฯ


วันนี้ (๒๕ ต.ค.) ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ คําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๔๖/๒๕๖๐ เรื่อง การจัดตั้งสํานักงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เพื่อให้การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเป็นไปอย่างบูรณาการ มีประสิทธิภาพ และยั่งยืน ตามแนวทางการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ด้านเศรษฐกิจ และด้านทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในภาวะ ที่ประเทศไทยประสบปัญหาภัยแล้งในบางครั้งและปัญหาอุทกภัยในบางฤดู แม้การบริหารจัดการ ทรัพยากรน้ําที่ดําเนินการอยู่ จะมีหน่วยงานรับผิดชอบโดยตรงในด้านการปฏิบัติการ แต่ก็ยังมิอาจดําเนินการข้ามหน่วยงานในลักษณะบูรณาการข้อมูล แผนงานหรือโครงการ งบประมาณและการติดตาม ประเมินผลในเชิงนโยบายและการวางแนวทางกํากับ ควบคุมการปฏิบัติการ จึงจําเป็นต้องจัดโครงสร้างองค์กรขึ้นใหม่อย่างน้อยก็ในระยะเริ่มแรกซึ่งถือเป็นเรื่องเร่งด่วนเพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปดังกล่าว

อาศัยอํานาจตามความในมาตรา ๒๖๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบกับ มาตรา ๔๔ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จึงมีคําสั่งดังต่อไปนี้

ข้อ ๑ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๐๐/๒๕๕๗ เรื่อง การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม และกฎหมาย ว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน ลงวันที่ ๒๑ กรกฎาคม พุทธศกราช ั ๒๕๕๗ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “มาตรา ๖ สํานักนายกรัฐมนตรี มีอํานาจหน้าที่เกี่ยวกับราชการทั่วไปของนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี รับผิดชอบการบริหารราชการทั่วไป เสนอแนะนโยบายและวางแผนการพัฒนา ด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และความมั่นคง และราชการเกี่ยวกับการงบประมาณ ระบบราชการ การบริหารงานบุคคล กฎหมายและการพัฒนากฎหมาย การติดตามและประเมินผลการปฏิบัติราชการ การส่งเสริมการลงทุน การบริหารจัดการทรัพยากรน้ํา การปฏิบัติภารกิจพิเศษและราชการอื่นตามที่มี กฎหมายกําหนดให้เป็นอํานาจหน้าที่ของสํานักนายกรัฐมนตรีหรือส่วนราชการที่สังกัดสํานักนายกรัฐมนตรี หรือที่มิได้อยู่ภายในอํานาจหน้าที่ของกระทรวงใดโดยเฉพาะ”

ข้อ ๒ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น (๑๔) ของมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๐๐/๒๕๕๗ เรื่อง การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม และกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน ลงวันที่ ๒๑ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๗ “(๑๔) สํานักงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ”

ข้อ ๓ ให้สํานักงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติเป็นส่วนราชการที่อยู่ในบังคับบัญชา ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี โดยมีส่วนราชการ หน้าที่และอํานาจตามที่บัญญัติในกฎกระทรวง แบ่งส่วนราชการสํานักงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และเป็นฝ่ายบูรณาการข้อมูลสารสนเทศ ฝ่ายแผนงาน โครงการ ฝ่ายงบประมาณบริหารจัดการ และฝ่ายติดตามและประเมินผลการบริหาร จัดการทรัพยากรน้ำ เพื่อประโยชน์ในการกําหนดนโยบายการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั้งระบบ ในกรณีมีเหตุจําเป็นฉุกเฉิน ให้สํานักงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติมีอํานาจจัดตั้ง ศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราว และมีอํานาจในการขอเจ้าหน้าที่ในส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐ มาปฏิบัติหน้าที่ได้ตามความจําเป็นและเหมาะสม ให้มีผู้อํานวยการสํานักงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการ พนักงาน และลูกจ้างในสํานักงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี

ข้อ ๔ ให้สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ สํานักงานคณะกรรมการข้าราชการ พลเรือน สํานักงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องร่วมกันพิจารณา เพื่อโอนหน่วยงานในระดับต่ำกว่ากรมจากส่วนราชการต่าง ๆ ไปเป็นของสํานักงานบริหารจัดการ ทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และกําหนดหรือปรับปรุงตําแหน่งข้าราชการ ตลอดจนจัดสรรอัตรากําลัง ให้สํานักงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ําแห่งชาติให้เหมาะสมตามความจําเป็นแก่ภารกิจ

ข้อ ๕ ในระยะเริ่มแรก ให้สํานักงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ําแห่งชาติประสานงานกับกรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และให้ปฏิบัติหน้าที่สนับสนุนการดําเนินการของคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติตามกฎหมายและคําสั่งที่เกี่ยวข้อง และให้ผู้อํานวยการสํานักงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติเป็นกรรมการ และเลขานุการคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ตามคําสั่งสํานักนายกรัฐมนตรี ที่ ๑๘๕/๒๕๕๘ ลงวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๕๘ และที่แก้ไขเพิ่มเติมจนกว่านายกรัฐมนตรีจะมีคําสั่งเป็นประการอื่น ข้อ ๖ ในกรณีที่เห็นสมควรนายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีอาจเสนอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติเปลี่ยนแปลงคําสั่งนี้ได้

ข้อ ๗ คําสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

สั่ง ณ วันที่ ๒๕ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๐ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแหงชาติ

วันอังคารที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2560

"บิ๊กเจี๊ยบ" เผย "ในหลวง" ทรงห่วงใยประชาชน ตากแดด พื้นปูนร้อน สั่งหาทางแก้ไข

"บิ๊กเจี๊ยบ" เผย "ในหลวง" ทรงห่วงใยประชาชน ตากแดด พื้นปูนร้อน สั่งหาทางแก้ไข อาจปูพื้นยาง-ฟูกที่นอน /ทรงเต่อนจนท.อย่าดุ เข้มงวด ปชช.จนเกินไป/ ผบทบ.พอใจบรรยากาศ ดี คนไทยรักสามัคคี ทำยังไง ให้เป็นไปตลอด
พลเอกเฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ.เผยว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลง กรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงมีความห่วงใย พี่น้องประชาชน ที่จะมาร่วมพระราชพิธีฯ วันที่26 ตค.นี้ เพราะหากอากาศร้อนจัด หรือแดดร้อนจัด พื้นปูนริมถนน จะมีความร้อนมาก ประชาชนจะนั่งกันอย่างไร
ทรงฝากทางรัฐบาล กองทัพและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยกันคิดว่าจะทำอย่างไร เพื่อลดความร้อน บนพื้นปูนได้
ซึ่ง ตอนนี้กำลังคิดกันว่าอาจจะนำยางหรือผ้า ฟูกที่นอนมารองรับที่พื้น เพื่อลดความร้อน
"ทรงห่วงใยประชาชนมาก พร้อมรับสั่งด้วยว่า เจ้าหน้าที่ ปฏิบัติต่อประชาชนดีๆ อย่าไปดุ ไปเข้มงวด กับเขามากนัก" พลเอกเฉลิมชัย กล่าว
พลเอกเฉลิมชัย กล่าวว่า บรรยากาศตอนนี้ดีมาก ในเรื่องรักสามัคคี ความเป็นพี่น้องเป็นคนไทย ความมีจิตอาสาช่วยเหลือกันในเรื่องต่างๆ. พี่น้องบางคนมาจากต่างจังหวัดมาคนเดียวแล้วก็มาเจอกันในงานจิตอาสา พอได้รู้จักและกลายเป็นเพื่อนรักกันไปเลยก็
"ทำอย่างไร จึงจะทำให้สิ่งดีๆเหล่านี้ คงอยู่ตลอดไป" ผบ.ทบ.กล่าว

"บิ๊กป้อม" ถก รมว.กห.อาเซียน/คู่เจรจา ร่วมมือ7ด้าน ทั้ง คาบสมุทรเกาหลี การก่อการร้าย

"บิ๊กป้อม" ถก รมว.กห.อาเซียน/คู่เจรจา ร่วมมือ7ด้าน ทั้ง คาบสมุทรเกาหลี การก่อการร้าย และปัญหาในรัฐยะไข่ ตกลงให้ หลีกเลี่ยงความขัดแย้ง/ใช้กำลังทหาร ยึดเจรจาทางการทูต /บิ๊กป้อม ยัน ยึดสันติวิธี
ในการประชุม รมว.กลาโหม อาเซียน กับ รมว.กห.ประเทศคู่เจรจา ครั้งที่ 4 เมื่อ 24 ต.ค. 60 ที่ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรมว.กลาโหม ร่วมอยู่ด้วยนั้น ซึ่งเป็นการประชุมต่อเนื่อง จากการประชุม รมว.กห.อาเซียน ครั้งที่ 11 ณ เมืองคลาร์ก จังหวัดปัมปังกา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์
พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษก กห. เปิดเผยว่า รมว.กห.อาเซียน และ รมว.กห.ประเทศคู่เจรจา ประกอบด้วย สหรัฐอเมริกา รัสเซีย นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอินเดีย ได้รับทราบร่วมกันถึงพัฒนาการล่าสุดของอาเซียน
และการทำงานร่วมกับประเทศคู่เจรจาทั้ง 7 ด้าน ได้แก่ การต่อต้านการก่อการร้าย การให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติ ความมั่นคงทางทะเล การแพทย์ทหาร การปฏิบัติการรักษาสันติภาพ ความมั่นคงทางไซเบอร์ และการปฏิบัติการทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม

พร้อมทั้ง ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับความมั่นคงของภูมิภาค โดยมีความกังวลร่วมกันต่อปัญหาทะเลจีนใต้ คาบสมุทรเกาหลี การก่อการร้าย และปัญหาในรัฐยะไข่
โดยเสนอให้กระชับความร่วมมือด้านความมั่นคงและการทหาร และทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องตามหลักกฎหมายสากลและระเบียบปฏิบัติร่วมที่กำหนด บนพื้นฐานความเท่าเทียมและประโยชน์ร่วม หลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่ใช้กำลังทหาร โดยใช้การเจรจาหารือทางการทูตและช่องทางสื่อสารตรง
รวมทั้งประสานเรียนรู้ซึ่งกันและกันอย่างใกล้ชิด บนความริเริ่มความร่วมมือใหม่ เพื่อให้ภูมิภาคอาเซียน สามารถเผชิญกับความท้าทายด้านความมั่นคงร่วมกัน
พล.อ.ประวิตร ได้แสดงทัศนะต่อที่ประชุม ถึงภัยคุกคามปัจจุบันที่มีลักษณะข้ามชาติและซับซ้อน การแก้ไขปัญหาจึงต้องผสมผสานความคิดและมีความรอบคอบ ร่วมมือกันพิจารณาประเด็นต่างๆอย่างครบถ้วนในทุกมิติแบบองค์รวมที่มุ่งความยั่งยืน บนหลักกฎหมายระหว่างประเทศ และหลักสันติวิธี โดยคำนึงถึงภัยคุกคามที่พัฒนาการมากับเทคโนโลยี
ทั้งนี้ การกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ จำเป็นต้องอ่อนตัวเพียงพอต่อการเปลี่ยนแปลงในยุคต่อไป
และย้ำว่า กห.ไทย ตระหนักถึงความสำคัญของการเสริมสร้างความสัมพันธ์และการริเริ่มความร่วมมือใหม่ในทุกมิติ ภายใต้กลไก กห.อาเซียนและ กห.ประเทศคู่เจรจา เพื่อประสิทธิภาพของพัฒนาการ การทำงานความมั่นคงร่วมกันของภูมิภาค
พร้อมทั้ง ขอขอบคุณ ทุกประเทศที่ส่งกองเรือเข้าร่วมมหกรรมสวนสนามทางเรือนานาชาติ ในโอกาสครบรอบ 50 ปีการก่อตั้งอาเซียน ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดขึ้น ในเดือน พ.ย. 60 ณ เมืองพัทยา
หลังจากนั้น ที่ประชุมได้ร่วมพิธีส่งมอบหน้าที่ การเป็นประธานการประชุมรมว.กห. อาเซียน ในปี 2561จาก กห.ฟิลิปปินส์ให้กับ กห.สิงคโปร์

พล.ท.คงชีพ กล่าวโดยภาพรวมว่า การประชุม รมว.กห.อาเซียน และการประชุม รมว.กห.อาเซียน กับรมว.กห.ประเทศคู่เจรจา ถือเป็นกลไกสูงสุดและสำคัญยิ่งด้านความมั่นคงของภูมิภาค ที่จะร่วมกันสร้างความเชื่อมั่นและความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน บนบทบาทและจุดยืนที่จะขับเคลื่อนความร่วมมือด้านความมั่นคงร่วมกันในภูมิภาค

กรอบ’เลือกตั้ง’ ในกุมภาพันธ์ 2562 มีความ แจ่มชัด

กรอบ’เลือกตั้ง’ ในกุมภาพันธ์ 2562 มีความ แจ่มชัด


แม้ภายใต้ “ปฏิญญา ทำเนียบรัฐบาล” เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม จะยังไม่สามารถกำหนดวันและเวลาของการเลือกตั้งได้อย่างแน่นอน ตายตัว

แต่ “กรอบ” ก็เริ่ม “สัมผัส” ได้

เป็นการสัมผัสได้ในเบื้องต้นว่าในเดือนมิถุนายน 2561 จะสามารถกำหนดได้ว่าเป็นวันที่เท่าใดและเป็นความรับรู้ในเบื้องต้นว่าน่าจะเป็นวันใดวันหนึ่งในเดือนพฤศจิกายน 2561

นั่นคือ ข้อกำหนดอันเป็นที่รับรู้กัน

กระนั้น ท่ามกลางการถกแถลงอภิปรายในประเด็นว่าด้วย “การเลือกตั้ง” ก็มีการเสนอปัญหาและอุปสรรคที่อาจจะเกิดตลอด 2 รายทาง

เนื่องแต่กระบวนการ “ผ่าน” กฎหมายลูก

ไม่ว่าจะเสนอขึ้นโดย สนช.ซึ่งใกล้ชิดกับฐานแห่งอำนาจ ไม่ว่าจะขานรับโดยสมาชิกคนสำคัญของ คสช.ทำให้เกิดสภาวะไม่แน่นอนขึ้น

เป็นความไม่แน่นอนว่าจะปี 2561 หรือจะปี 2562

ท่างกลางความสับสน นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านการเลือกตั้ง ได้ออกมาวางกรอบกว้างๆ และสร้างความแจ่มชัดให้บังเกิด

เป็นการพูดจากมุมมอง “ส่วนตัว” แน่นอน

แต่ก็เป็นความเป็นส่วนตัวอันวางอยู่กับ 1 รัฐธรรมนูญ 1 กระบวนการทำงานของ สนช.และ 1 กระบวนการทำงานของ กกต.

ยิ่งกว่านั้น ยังเป็นการพูดโดยมี “พยาน”

พยานที่สำคัญเป็นอย่างมากคือ คณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งราชอาณาจักรภูฏาน ซึ่งเดินทางมาดูงานการเลือกตั้งของ กกต.ไทย

“การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นช่วงเดือนสิงหาคม 2561 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2562”

หากพูดตามภาษาแห่งการปรองดอง สมานฉันท์ บทสรุปนี้ของ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ดำเนินไปในท่วงทำนอง “พบกันครึ่งทาง”

เป็นไปอย่าง “ยืดหยุ่น” แต่ก็มีความตายตัว

ต้องยอมรับว่าบทสรุปของ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร มาจากหลักการของรัฐธรรมนูญที่กฎหมายลูกจะเรียบร้อยภายในกำหนด 240 วัน

และจะจัดการเลือกตั้งภายใน 150 วัน

นั่นก็คือ หากมองอย่าง “เร่ง” การเลือกตั้งสามารถเกิดขึ้นได้ภายในเดือนสิงหาคม 2561 ขณะเดียวกัน

หากมองอย่าง “ถ่าง” การเลือกตั้งสามารถยืดไปได้ภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2562

ไม่เร็ว และก็ไม่ช้าจนเกินไป

ที่เคยประเมินและคาดหมายกันว่าจะยังไม่มีการเลือกตั้งภายในปี 2561 จึงอาจจะถูกต้องตามความเป็นจริงภายในกระบวนการกฎหมายโดย สนช.

ทุกอย่างจึงขึ้นอยู่กับ “สนช.” มากกว่า “กรธ.”

แนวโน้มและความเป็นไปได้ที่จะมีความเด่นชัดยิ่งขึ้นเป็นลำดับก็คือ การเลือกตั้งน่าจะมีขึ้นในต้นปี 2562
เป็นไปตามคำทำนายของ นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ

คาดหมายกันว่า ไม่ว่าพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าพรรคชาติไทยพัฒนา ไม่ว่าพรรคประชาธิปัตย์ คงสามารถรับได้

ทำไมจึงคาดหมายว่า ไม่ว่าพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าพรรคชาติไทยพัฒนา ไม่ว่าพรรคประชาธิปัตย์ สามารถรับได้กับกำหนดเวลาของ “การเลือกตั้ง” ใหม่

เพราะพรรคการเมืองเหล่านี้ “คาด” อยู่แล้ว

ความจัดเจนทางการเมืองเตือนให้พรรคการเมืองเหล่านี้ตระหนักในลักษณะ “ยื้อ” ของเหล่า “นักเลือกตั้ง” อันเป็นฐานแห่งอำนาจของ คสช.

จึงอ่านแตก แทงทะลุ

ทนอีกนิดเดียว

ทนอีกนิดเดียว

พี่น้องประชาชน 17 จังหวัด ภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง ที่กำลังเผชิญน้ำท่วมระเบิด เถิดเทิง

ขอให้ท่านอดทนไปอีกไม่กี่วัน สถานการณ์น้ำท่วมจะเริ่มคลี่คลาย

“แม่ลูกจันทร์” ไม่ได้เดาส่งเดช แต่มีใบเสร็จยืนยัน 2 ใบ

1, กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศว่าวันนี้ (24 ต.ค.) ประเทศไทยจะเปลี่ยนผ่านจากฤดูฝนเข้าสู่ต้นฤดูหนาวอย่างเป็นทางการ
เมื่อหน้าหนาวเข้าเวร หน้าฝนก็ออกเวร เป็นอย่างนี้ทุกปี
2, กรมชลประทาน ประกาศว่าฝนที่ตกหนักในภาคเหนือ และภาคอีสานจะเริ่มลดลง ส่งผลให้มวลน้ำก้อนใหญ่ที่ไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาจะเริ่มทรงตัว

ซึ่งจะส่งผลดีต่อการระบายน้ำท่วมอย่างสำคัญ

“แม่ลูกจันทร์” เชื่อว่าวิบัติภัยน้ำท่วมปีนี้ได้ผ่านมาถึงโค้งสุดท้าย อย่างที่กรมอุตุนิยมฯ และกรมชลประทาน ประสานเสียงยืนยัน

หวังว่าพี่น้องประชาชน 17 จังหวัดที่ยังเผชิญปัญหาน้ำท่วมอีกกว่าหนึ่งแสนครัวเรือนจะได้พ้นทุกข์ซะที
“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่าแม้น้ำท่วมปีนี้จะสร้างภาระให้รัฐบาลต้องจ่ายงบเยียวยาผู้ประสบภัยอีกก้อนโต

แต่ผลพลอยได้จากฝนตกหนักปีนี้ทำให้มีปริมาณน้ำต้นทุนในเขื่อนต่างๆเพิ่มขึ้นเป็นกอบเป็นกำ

จากที่เคยมีน้ำเหลือในเขื่อนเพียง 40 เปอร์เซ็นต์

ล่าสุด ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นเป็น 82 เปอร์เซ็นต์

เท่ากับเรามีน้ำสำรองไว้ใช้ในหน้าแล้งปีหน้าเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว

“แม่ลูกจันทร์” กราบเรียนว่าประเทศไทยกับน้ำท่วมซ้ำซากและภัยแล้งซ้ำซากเป็นของคู่กัน

ปีไหนฝนตกมากก็เดือดร้อน เพราะน้ำท่วมใหญ่

ปีใดฝนตกน้อยก็เดือดร้อนเพราะภัยแล้งลุกลาม

การแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากและภัยแล้งซ้ำซากอย่างยั่งยืนจึงต้องลงทุนแผนยุทธศาสตร์บริหารจัดการน้ำครบ วงจร

ปัญหาคือ 3 ปีของรัฐบาล คสช. แผนยุทธศาสตร์บริหารจัดการน้ำทั้งระบบครบวงจรยังไม่คลอดออกมาเป็นตัว

ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งเร่งรัด พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรฯให้รีบทำแผนยุทธศาสตร์บริหารจัดการน้ำทั้งระบบให้เสร็จภายใน 1 เดือน

“แม่ลูกจันทร์” ไม่แน่ใจว่ากระทรวง เกษตรฯจะทำแผนยุทธศาสตร์บริหารจัดการน้ำครบวงจรเสนอรัฐบาลทันกำหนด เส้นตาย

ถ้าหากแผนใหญ่ทำเสร็จไม่ทัน

อย่างน้อยมีโครงการแก้ปัญหาน้ำท่วมออกมาให้เห็นเป็นรูปธรรมสัก 1 โครงการก็ยังดี

เช่น โครงการลงทุนขุดคลองลัดน้ำบางบาล–บางไทร ระยะทาง 22 กม.

เพื่อเร่งระบายน้ำที่ติดขัดเป็นคอขวดเพิ่มอีก 1,200 เมตรต่อวินาที

หรือเพิ่มขึ้นอีก 50 เปอร์เซ็นต์

ช่วยลดผลกระทบจากน้ำท่วมตั้งแต่นครสวรรค์ลงมาถึงอ่าวไทย

ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนประชาชนที่ถูกน้ำท่วมซ้ำซากทุกปี

แถมช่วยประหยัดงบที่รัฐบาลต้องจ่ายชดเชยเยียวยาประชาชนผู้ประสบภัยได้อีกก้อนโต

“แม่ลูกจันทร์” หวังว่าโครงการลงทุนขุดคลองลัดบางบาล–บางไทรจะเริ่มลงมือทำได้จริง

ก่อนการเลือกตั้งใหม่ปลายปีหน้า

หรือก่อนรัฐบาล คสช.จะอยู่ครบ 4 ปี

ถ้าออกตัวช้ากว่านี้...รัฐบาลบิ๊กตู่ เสียรังวัดแน่นอน.

"แม่ลูกจันทร์"

แฝงอยู่ในความเงียบ

แฝงอยู่ในความเงียบ

ขนลุก ตื้นตัน น้ำตารื้นไปตามๆกัน

กับภาพที่ “น้องเมย์” รัชนก อินทนนท์ นักแบดมินตันหมายเลข 1 ขวัญใจชาวไทย ได้นั่งพับเพียบก้มลงกราบ “ในหลวงรัชกาลที่ 9” ท่ามกลางเสียงปรบมือดังกึกก้องของคนดูทั่วสนาม ภายหลังเอาชนะคู่แข่ง คว้าแชมป์แบดมินตันรายการ “เดนิซา เดนมาร์ก โอเพ่น” ที่ประเทศเดนมาร์ก

พร้อมกับให้สัมภาษณ์ ขอมอบชัยชนะแด่พ่อหลวง รัชกาลที่ 9 แม้ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากเพียงใด ตนก็จะนึกถึงท่านเสมอ ท่านทรงงานหนักเพื่อพวกเราชาวไทยทุกคน จนเป็นแรงบันดาลใจให้ตนกลับมาเป็นแชมป์ได้

นับเป็นช็อตสวยงามที่ปรากฏต่อสายตาชาวโลก

สะท้อนถึงความจงรักภักดีของผู้ที่ได้ชื่อว่า “คนไทย” ที่มีต่อพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ตลอดกาล

ตามสถานการณ์เข้าสู่ห้วงสัปดาห์สุดท้ายในพระราชพิธีสำคัญของราชอาณาจักรไทย ทุกอย่างอยู่ในโหมดของการแสดงความอาลัยในจิตสำนึกเบื้องลึกของผู้คนทั้งประเทศ

ขณะที่สถานการณ์ฉุกเฉิน ภาวะน้ำท่วมในภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง ก็หนักเอาการ อย่างที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. สั่งการให้หน่วยงานราชการในพื้นที่แบ่งมอบภารกิจเตรียมงานพระราชพิธีและช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยอย่างมีประสิทธิภาพ

โดยกำชับให้ทุ่มเทเพื่อความสมบูรณ์ของทั้ง 2 ภารกิจ

แต่ที่ปิดไม่มิด เรื่องใหญ่ที่แฝงอยู่ในคลื่นการเมืองที่สงบชั่วคราว

ตามกระแสข่าวฉาวๆร้อนๆกรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ในฐานะประธานกรรมการและ ผอ.ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน เสนอให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย จัดหาเครื่องตรวจจับความเร็วแบบพกพา จำนวน 849 เครื่อง สนนราคาเครื่องละ 6.75 แสนบาท งบประมาณ 573 ล้านบาท

ปัญหาคือมีการเปรียบเทียบเครื่องสเปกเดียวกันในราคาแค่ 6-7 หมื่นบาท

จนเป็นที่มาของคำว่า เครื่องตรวจจับความเร็ว “ฝังเพชร”

โดยรูปการณ์ที่ปฏิเสธกันยังไง กระแสก็ไหลไปถึงจุดที่มีการพูดกันถึงขั้น ถ้าไม่มีการทบทวนโครงการเครื่องตรวจจับความเร็ว อาจเป็นรัฐบาลเองที่จะพังพาบเร็วกว่าก็เป็นได้

โดยเฉพาะ “บิ๊กป๊อก” ที่ต้องเจอแรงกระแทกหนักๆ 2–3ช็อต เซแซดๆมาตั้งแต่ปมอนุมัติให้บริษัทในเครือกระทิงแดงเช่าพื้นที่ในป่าสาธารณะห้วยเม็ก ไหนจะประเด็นเรือเหาะของกองทัพบกที่จัดซื้อสมัย พล.อ.อนุพงษ์เป็น ผบ.ทบ. ต้องปลดประจำการทั้งๆที่ใช้ได้ไม่คุ้มงบประมาณ

ตามกระแสการเมืองถือว่าอาการ “เพียบหนัก” แล้ว

และที่ส่อแววน่าเป็นห่วงไม่แพ้กัน ไม่ใช่เรื่องของการจงใจทุจริต แต่ส่อขัดข้องทางเทคนิคกฎหมาย

โดยสถานการณ์ที่เชื่อว่า “นายกฯลุงตู่” และรัฐมนตรีที่ตกอยู่ในข่ายโดนร้องกำลังหวั่นใจ น่าจะกระทบกับการทำงานของรัฐบาลที่กำลังคืบหน้าได้เนื้อได้หนัง

ตามข่าววงในจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่กำลังเรียกคนที่เกี่ยวข้องไปชี้แจงเงื่อนปมที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย ได้ยื่นขอให้ กกต.ตรวจสอบความเป็นรัฐมนตรี 9 คน ที่อาจเข้าข่ายขาดคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรี เพราะถือหุ้นสัมปทานรัฐ

ประกอบด้วยนางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวฯ นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.ดิจิทัลฯ นายอุตตม สาวนายน
รมว.อุตสาหกรรม นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รมว.แรงงาน ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมช.ศึกษาธิการ รวมถึงนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ

โฟกัส “มืองาน” ทีมเศรษฐกิจรัฐบาลเป็นส่วนใหญ่

แน่นอนว่าด้านหนึ่งก็เป็นเหลี่ยมยุทธการเอาคืนเกม “เซ็ตซีโร่” กกต. ตามจังหวะต่อเนื่องให้รัฐบาล
สะเทือนเหมือนๆกัน แต่อีกมุมมันก็เป็นข้อกฎหมายที่ถูกล็อกพันธนาการไว้โดยรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย”
กลายเป็นขุมข่ายรัฐบาล คสช.ที่เจอก่อนเลยกับกติกาในฝันที่โคตรยากในทางปฏิบัติจริง

ที่แน่ๆถ้าสุดท้ายหวยออกมารัฐมนตรีในข่ายโดนร้องต้องพ้นจากเก้าอี้เพราะกรณีหุ้นอีกลอตใหญ่
หลังเดือนตุลาคม สงสัย “ลุงตู่” จะยุ่งแน่.

ทีมข่าวการเมือง

วันจันทร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ประวัติวันปิยมหาราช

ประวัติวันปิยมหาราช

ปิยมหาราช วันปิยมหาราชตรงกับวันที่ 23 ตุลาคม ของทุกปี เป็นวันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงเป็นที่รักใคร่อย่างล้นเหลือของพสกนิกรทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ พระองค์จึงได้รับการถวายพระราชสมัญญานามว่า “สมเด็จพระปิยมหาราช” ซึ่งมีความหมายว่า “พระมหากษัตริย์ที่ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชน” ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ รัฐบาลจึงได้ประกาศให้วันที่ 23 ตุลาคม เป็น “วันปิยมหาราช

พระราชประวัติ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ปิยมหาราช วันปิยมหาราช 23 ตุลาคม
ปิยมหาราช วันปิยมหาราช 23 ตุลาคม
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระนามเดิมว่า สมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ ทรงพระราชสมภพเมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ.2396 เป็นโอรสองค์ที่ 4 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระนางเจ้าฟ้ารำเพยภมราภิรมย์ (สมเด็จพระเทพศิรินทรา พระบรมราชินี)เมื่อพระชนมายุได้ 9 พรรษา ทรงได้รับสถาปนาขึ้นเป็น กรมหมื่นพิฆเนศวรสุรลังกาศ ต่อมาเมื่อพระชนมายุได้ 13 พรรษา ทรงได้รับสถาปนาขึ้นเป็น กรมขุนพินิตประชานาถ
พระราชกรณียกิจของสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ ในวันปิยมหาราช
  • เลิกทาส
  • ด้านการปกครอง
  • การสาธารณูปโภค
  • การศึกษา
  • การปกป้องประเทศ
  • การเสด็จประพาส
เลิกทาส
โปรดเกล้าฯให้ประกาศเลิกทาสในเมืองไทย
เลิกทาสพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชสมบัติทรงมีพระทัยแน่วแน่ว่าจะต้องเลิกทาสให้สำเร็จให้จงได้ แต่การที่พระองค์จะทรงทำการเลิกทาสถือว่าเป็นเรื่องยากลำบากด้วยทาสนั้นมีมาตั้งแต่สมัยโบราณ อีกทั้งเจ้านายที่เป็นใหญ่ในสมัยนั้นมักมีข้ารับใช้เมื่อไม่มีทาสบุคคลเหล่านี้อาจจะไม่พอใจ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้นเหมือนกับที่เกิดขึ้นในต่างประเทศมาแล้ว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตราพระราชบัญญัติทาส เรียกว่า พระราชบัญญัติทาส ร.ศ.124 ซึ่งเป็น พระราชบัญญัติที่ตราขึ้นเพื่อกำหนดเรื่องทาสในเรือนเบี้ยให้เป็นไปอย่างเด็ดขาด โดยกำหนดให้เด็กที่เกิดจากพ่อหรือแม่ที่เป็นทาส ไม่จำเป็นต้องเป็นทาสอีกต่อไป กฎหมายโบราณแบ่งทาสออกเป็น 7 ชนิด
  1. ทาสสินไถ่
  2. ทาสในเรือนเบี้ย
  3. ทาสได้มาแต่บิดามารดา
  4. ทาสท่านให้
  5. ทาสช่วยมาแต่ทัณฑ์โทษ
  6. ทาสที่เลี้ยงไว้เมื่อเกิดทุพภิกขภัย
  7. ทาสเชลยศึก

โปรดเกล้าฯ เปิดปราสาทพระเทพบิดรให้สาธุชนเข้าถวายบังคมบูรพกษัตริย์ วันปิยมหาราช

โปรดเกล้าฯ เปิดปราสาทพระเทพบิดรให้สาธุชนเข้าถวายบังคมบูรพกษัตริย์ วันปิยมหาราช


ขอบคุณภาพจาก anusorn54055.files.wordpress.com
เมื่อวันที่ 20 ต.ค. สำนักพระราชวังออกหมายกำหนดการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลวันปิยมหาราช พ.ศ. 2560 ความว่า เลขาธิการพระราชวัง รับพระราชโองการเหนือเกล้าฯ สั่งว่า การพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทานในวัน “ปิยมหาราช” ซึ่งเป็นอภิลักขิตสมัยคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กำหนดดังรายการต่อไปนี้
วันจันทร์ที่ 23 ต.ค. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งจากพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิตไปยังพระบรมราชานุสรณ์ ที่พระลานพระราชวังดุสิต
เวลา 17.00 น. ทรงวางพวงมาลาแล้ว ทรงจุดธูปเทียนเครื่องราชสักการะ กราบถวายบังคมพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แล้วเสด็จพระราชดำเนินไปยังพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ในพระบรมมหาราชวัง สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการแล้ว ทรงจุดธูปเทียนเครื่องราชสักการะ กราบถวายบังคมพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ และสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า พ.ศ. 2560 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เชิญพระอัฐิสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี สมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี และพระวิมาดาเธอ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา ออกประดิษฐานร่วมในการทรงบำเพ็ญพระราชกุศล พระสงฆ์ 57 รูป สวดพระพุทธมนต์จบแล้ว ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทรงธรรม พระราชาคณะถวายศีล และถวายพระธรรมเทศนากัณฑ์ 1 จบแล้ว สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรมบูชากัณฑ์เทศน์ แล้วทรงทอดผ้าไตร พระสงฆ์ที่สวดพระพุทธมนต์ 57 รูปและพระราชาคณะที่ถวายพระธรรมเทศนา สดับปกรณ์ ถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก ถวายพระพรลา เสด็จพระราชดำเนินกลับ
การนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชานุญาตให้สาธุชนเข้าถวายบังคมสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชที่ปราสาทเทพบิดร ตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น.

.วันปิยมหาราช ปีนี้



ลานพระราชวังดุสิต 23 ตุลาคม2560....วันปิยมหาราช ปีนี้ แตกต่าง กว่าทุกปี เพราะ มี พระเมรุมาศ จำลอง สำหรับพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ "ในหลวง รัชกาลที่9" ปรากฏ ณ เบิ้องหน้า พระบรมราชานุสาวรีย์ ร.5 ด้วย......
ปีที่แสนเศร้า.... 107 ปี ที่แล้ว พสกนิกรชาวไทย สูญเสีย พระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ และเป็นที้รักของประชาชนไป "พระปิยมหาราช"
มาตอนนี้ คนไทย ได้สูญเสีย พระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ และเป็นที้รักของประชาชน ไปอักพระองค์หนึ่ง
พลเอกประยุทธ์ นายกฯ เคยบอกว่า เมื่อเสร็จสิ้นพระราชพิธีต่างๆ แล้ว จะดำเนินการ เรื่องการ ถวายพระนาม แด่ "ในหลวง ร.9" ที่เราเคย ขานพระนามว่า "พระภัทรมหาราช" แต่ต้องรอดูว่า ในที่สุดแล้ว จะ ถวายพระนาม เช่นไร

แผนสกัด นายกฯ “คนนอก” จากหลวงมุ่งกระแทกกลาง

09.00 INDEX แผนสกัด นายกฯ “คนนอก” จากหลวงมุ่งกระแทกกลาง


ข้อเสนอให้พรรคประชาธิปัตย์จับมือกับพรรคเพื่อไทยเพื่อต้าน”คนนอก”เข้ามาเป็น”นายกรัฐมนตรี”

เป็นข้อเสนอในเชิง”กลยุทธ์”

ดำเนินไปใน “กระสวน” จากความจัดเจนในแบบของ”หลวงมุ่งกระแทกกลาง”

1 กระแทกไปยัง “คนนอก”

เป็นคนนอกที่จะเล่นบท “ตาอยู่” ซึ่งมาดหมายจะคว้าพุงปลาไปในท่ามกลางความขัดแย้งระหว่าง “ตาอิน” กับ “ตานา”

1 กระแทกไปยัง”ประชาธิปัตย์”

เพราะภายในพรรคประชาธิปัตย์ยังมีพลานุภาพจาก”กปปส.” ดำรงอยู่อย่างหนาแน่นและรอคอยเวลา

ขณะที่”เพื่อไทย”อยู่ในจุด”ลอยตัว”

ระดับ นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาตกุล ผ่านการเมืองมาตั้งแต่ยุคก่อนการเปลี่ยนแปลงใหญ่เมื่อเดือนตุลาคม 2516

บ่มเพาะมาจาก “โดม เจ้าพระยา ท่าพระจันทร์”

มองออก แทงทะลุว่า ความฝันของนายกรัฐมนตรี”คนนอก” ประเภท “ตาอยู่”จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างเด็ดขาดหาก 2 พรรคการเมืองใหญ่ไม่ร่วมด้วย

1 คือ พรรคประชาธิปัตย์ 1 คือ พรรคเพื่อไทย

จุดที่หลายฝ่ายมองอยู่ คือ การตบเท้าเข้าพรรคประชาธิปัตย์ ของแกนนำ “กปปส.”

ขณะที่ผู้นำ”กปปส.”เชียร์นายกรัฐมนตรี”คนนอก”

หากก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในพรรคประชาธิปัตย์เอนไปในแนวทางเดียวกับ”กปปส.”

นั่นคือ ความห่วงใยจาก นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาตกุล

กล่าวสำหรับพรรคเพื่อไทยมีทิศทางของตนเองแน่วแน่และมั่นคงมาตั้งแต่ต้น

นั่นก็คือ 1 ต้านรัฐประหาร

นั่นก็คือ 1 ต้านนายกรัฐมนตรี”คนนอก”

ปัญหาจึงมิได้อยู่ที่พรรคเพื่อไทย หากปัญหาอยู่ที่พรรคประชาธิปัตย์

ปมเงื่อนอยู่ที่”เพื่อไทย”กับ”ประชาธิปัตย์”จะสามารถจับมือได้หรือไม่

อภิสิทธิ์ ชี้ เป็นช่วงเวลาคนไทยไม่เลือกข้างเลือกสี

อภิสิทธิ์ ชี้ เป็นช่วงเวลาคนไทยไม่เลือกข้างเลือกสี


นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการต้องถาม ที่ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ฟ้าวันใหม่ว่า ในช่วงเดือนตุลาคมนี้ เราได้เห็นภาพความเป็นหนึ่งเดียวของคนไทยอีกครั้ง แสดงให้เห็นว่าที่คนชอบพูดว่าประเทศไทยเป็นสังคมที่แตกแยกแบ่งขั้ว แต่เมื่อมีศูนย์รวมจิตใจเราก็จะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ฉะนั้นตลอดเดือนนี้ จะเห็นประชาชนไม่เลือกข้างเลือกสีหรือเลือกอะไรทั้งสิ้น ส่วนกรณีนี้จะสามารถเป็นจุดเริ่มต้นให้เกิดการสร้างความปรองดองได้หรือไม่นั้น ยืนยันว่าถ้าเราน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาลที่ 9 รวมถึงการน้อมนำกระแสพระราชดำรัสในหลายโอกาสที่พระองค์ทรงพระราชทานให้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวกับการปฏิบัติตามกฏเกณฑ์กติกา การรู้หน้าที่โดยทำหน้าที่นั้นเต็มกำลังสามารถ และปรัชญาความพอเพียง เราก็จะสามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองได้ เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากความสุดโต่ง การใช้อารมณ์ การกระทำแบบไม่มีขอบเขต และการมีความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่าง ดังนั้นส่วนตัวมองว่าการสร้างความปรองดอง ควรให้ความสำคัญกับกติกาในการอยู่ร่วมกันมากกว่าที่จะไปมองเรื่องจุดสุดท้าย เช่น เรื่องการนิรโทษกรรม เป็นต้น

เมื่อถามว่าหลังเสร็จสิ้นงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตรแล้ว รัฐบาลและคสช.ควรคิดต่อไปอย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) คงมีแผนพิจารณาในหลายเรื่อง สิ่งสำคัญคือทำอย่างไรที่จะดำเนินการต่อด้วยการยึดมั่นในปรัชญาและแนวทางที่พระองค์ท่านได้พระราชทานไว้ หากทำในสิ่งที่ประชาชนมีความเป็นหนึ่งเดียว และใช้ประโยชน์จากตรงนี้ในการนำสังคมส่วนรวมไปข้างหน้า ตนเชื่อว่าจะได้รับการสนับสนุนจากทุกฝ่าย

นายกฯใช้เวลาวันหยุดทบทวนปัญหา-เป็นห่วงชีวิตความเป็นอยู่เกษตรกร

นายกฯใช้เวลาวันหยุดทบทวนปัญหา-เป็นห่วงชีวิตความเป็นอยู่เกษตรกร


นายกฯ ห่วงเกษตรกร แนะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเพาะปลูก ย้ำรัฐบาลยินดีช่วยเหลือทุกรูปแบบ วอนทุกฝ่ายร่วมมือขจัดปัญหาการเกษตรที่เรื้อรัง

เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม พล.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ใช้เวลาช่วงวันหยุดทบทวนภารกิจและปัญหาสำคัญของบ้านเมือง โดยเฉพาะปัญหาปากท้องและชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องเกษตรกร ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ โดยย้ำว่าการจัดสรรพื้นที่เพาะปลูกอย่างเหมาะสม การทำไร่นาสวนผสมควบคู่กับการเลี้ยงสัตว์ เช่น ไก่ ปลา สุกร ฯลฯ เพื่อให้มีรายได้เสริมและลดรายจ่ายของครอบครัว ตามแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เป็นแนวทางที่ควรนำไปประยุกต์ใช้
“การทำให้สินค้าเกษตรมีราคาดีขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ที่สำคัญคือการเพิ่มมูลค่าผลผลิตและลดต้นทุนการผลิต เกษตรกรควรพิจารณาปรับเปลี่ยนการเพาะปลูกโดยใช้พันธุ์ที่มีคุณภาพ ใช้วิธีอินทรีย์และนวัตกรรมเข้ามาช่วย เช่น ปลูกข้าวอินทรีย์ แปรรูปยาง หรือปลูกปาล์มที่ให้น้ำมันสูงขึ้น เพราะตลาดมีความต้องการมาก ขณะเดียวกันต้องลดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ทั้งการจ้างคน การใช้ปุ๋ยเคมีที่ไม่จำเป็น และประหยัดการใช้น้ำ นอกจากนี้ ควรรวมกลุ่มให้เกิดความเข้มแข็ง สร้างอำนาจต่อรอง เพื่อไม่ให้ถูกกดราคา โดยรัฐบาลกำลังจัดหาและพัฒนาตลาด ทั้งตลาดทั่วไปและตลาดเฉพาะกลุ่ม เช่น กลุ่มผู้รักสุขภาพ กลุ่มที่ชอบสินค้าแปลกใหม่ เป็นต้น เพื่อให้ผู้ค้าสามารถขายสินค้าได้โดยตรง โดยจะกระจายอยู่ทั่วประเทศและขยายไปยังต่างประเทศด้วย” พล.อ.สรรเสริญ กล่าว

พล.อ.สรรเสริญ กล่าวอีกว่า นายกรัฐมนตรียังกล่าวด้วยว่า หากพี่น้องเกษตรไม่ร่วมมือหรือปรับเปลี่ยนวิธีการทำการเกษตรกร ก็คงไม่มีรัฐบาลใดช่วยแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนได้ นอกจากใช้วิธีพยุงราคาซึ่งเป็นปัญหาที่ไม่มีวันจบสิ้น เปรียบเหมือนการให้ยาเลี้ยงไข้แต่ไม่มีวันหาย ที่ผ่านมาการปลูกพืชตามกระแสจนปริมาณล้นตลาดเป็นปัญหาใหญ่ ทำให้ราคาผลผลิตตกต่ำ ดังนั้น เมื่อทุกคนมองเห็นจุดอ่อน มีการยื่นข้อเรียกร้อง และภาครัฐบาลรู้ความต้องการของตลาด ทั้งเกษตรกรและรัฐบาลจึงต้องพร้อมใจกันแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

“รัฐบาลยินดีสนับสนุน ส่งเจ้าหน้าที่ลงไปให้คำแนะนำ เพื่อทำงานร่วมกัน รวมทั้งอยากให้พี่น้องเกษตรกรไปติดต่อพูดคุยปรึกษาหารือกับบุคลากรด้านการเกษตรทุกระดับที่อยู่ในพื้นที่ หรือศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ที่มีอยู่กว่า 880 แห่งทั่วประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล พัฒนาความรู้ และปรับเปลี่ยนวิธีการเพาะปลูกให้ทันสมัยและสอดคล้องกับความต้องการของตลาด ยกระดับรายได้และเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ตนเองและครอบครัว” พล.อ.สรรเสริญ กล่าว

ชอบของแพง

ชอบของแพง

กรณีที่ประชุม ครม.เมื่อ วันที่ 10 ตุลาคมที่ผ่านมา เห็นชอบข้อเสนอของกระทรวงมหาดไทย ให้กรมป้องกันบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ดำเนินการจัดซื้อเครื่องตรวจจับความเร็วแบบพกพา
ลอตแรกจำนวน 849 เครื่อง ในวงเงิน 572 ล้านบาท

โดยกรมป้องกันบรรเทาสาธารณภัยจะเป็นผู้ดำเนินการจัดซื้อเอง

เมื่อจัดซื้อแล้วจึงมอบให้สำนักงานตำรวจแห่งชาตินำไปใช้ตรวจจับความเร็วรถซิ่ง ซึ่งก่อให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงเพิ่มขึ้นทุกปี

“แม่ลูกจันทร์” กราบเรียนว่าเครื่อง ตรวจจับความเร็วรถแบบพกพาเป็นเครื่องมือจำเป็นที่ตำรวจต้องมีไว้ใช้ทำงาน

ถ้ามีการจัดซื้อเครื่องมือตรวจจับ ความเร็วแบบพกพาเพิ่มขึ้นจะเป็นประโยชน์ในการปราบปรามนักซิ่งตีนผีท้านรก และช่วยลดสถิติอุบัติเหตุจากการขับรถโดยประมาทได้อย่างสำคัญ

แต่สาเหตุที่การจัดซื้อเครื่องมือตรวจจับความเร็วแบบพกพากลายเป็นข่าวอึกทึกครึกโครม

เพราะราคาเครื่องตรวจจับความเร็วแบบพกพาที่กรมป้องกันบรรเทาสาธารณภัยเสนอขออนุมัติ ครม.ตั้งราคาไว้สูงถึงเครื่องละ 675,000 บาท

แพงหูฉี่อย่าบอกใครเชียว

“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ราคาแพงหูฉี่อย่างเดียว

ก่อนหน้านี้ กระทรวงมหาดไทยเคยขออนุมัติจัดซื้อเครื่องตรวจจับความเร็วแบบพกพาแบบเดียวกัน
ตั้งราคาแพงอื้อซ่ายิ่งกว่านี้ด้วยซ้ำไป

โดยเดือนธันวาคมปี 2558 กระทรวงมหาดไทยได้เคยขออนุมัติจัดซื้อเครื่องมือตรวจจับความเร็วแบบพกพาจำนวน 1,064 เครื่อง ในวงเงินงบประมาณ 957 ล้านบาท

หรือราคาเฉลี่ยเครื่องละ 900,000 บาท

แต่ถูกสำนักงบประมาณทักท้วงว่าเครื่องตรวจจับความเร็วแบบพกพาที่กระทรวงมหาดไทยเสนอขออนุมัติจัดซื้อราคาแพงเว่อร์เกินควร

เนื่องจากเครื่องตรวจจับความเร็วแบบพกพาที่ตำรวจใช้อยู่ในปัจจุบันมีราคาเพียงเครื่องละ 130,000 บาท ก็สามารถใช้งานได้เป็นอย่างดี

แม้ผ่านการใช้งานหนักมากว่า 15 ปี ก็ยังแข็งแรงทนทาน

ด้วยเหตุนี้ที่ประชุม ครม.จึงสั่งให้กรมป้องกันบรรเทาสาธารณภัยเอาโครงการนี้กลับไปแก้ไขปรับปรุง
ในที่สุดกระทรวงมหาดไทยก็เอาโครงการนี้ใส่ตะกร้าล้างน้ำกลับมาเสนอที่ประชุม ครม.อีกครั้ง (หลังผ่านไป 2 ปี)

โดยยอมลดราคาจากเครื่องละ 900,000 บาท เหลือเครื่องละ 675,000 บาท

ลดกระหน่ำลงอีก 25 เปอร์เซ็นต์

จนได้รับไฟเขียวจาก ครม.ให้เดินหน้าจัดซื้อได้ตามที่ขอมา

“แม่ลูกจันทร์” มองแง่ดีว่าโครงการจัดซื้อเครื่องตรวจจับความเร็วแบบพกพาที่ได้รับไฟเขียวจาก ครม.ล่าสุด สามารถซื้อได้ในราคาถูกกว่าที่เคยเสนอครั้งแรกถึงเครื่องละ 225,000 บาท

ถ้าคิดรวม 849 เครื่อง จะประหยัดภาษีประชาชนได้ถึง 191 ล้านบาท ทีเดียว

แต่ถึงกระนั้น “แม่ลูกจันทร์” ยังมีปัญหาคาใจอีก 2 ประการ

1, เครื่องตรวจจับความเร็วแบบพกพา ราคาถูกกว่าและใช้งานได้ดีก็มีให้ซื้อ จำเป็นอย่างไรจึงต้องซื้อของราคาแพง??

2, ในเมื่อตำรวจเป็นผู้ใช้เครื่องมือตรวจจับความเร็วแบบพกพาทำไมไม่ให้ตำรวจเป็นผู้จัดซื้อมาใช้เอง??
อืมม์...มันแปลกดีมั้ยล่ะโยม

“แม่ลูกจันทร์”

กะเทาะ “แก่น” อำนาจพิเศษ “ปลดล็อก” พรรค : เหลี่ยมนิติรัฐ มัดมือการเมือง

กะเทาะ “แก่น” อำนาจพิเศษ “ปลดล็อก” พรรค : เหลี่ยมนิติรัฐ มัดมือการเมือง

ฝนถล่ม กระตุกต่อมผวา “น้องน้ำ” ซ้ำรอยปี 2554

โดยเฉพาะภาพน้ำท่วมถนนวิภาวดีรังสิต รถติดวินาศสันตะโร จากปริมาณฝนที่ตกหนักเป็นประวัติการณ์ จนระบบระบายน้ำของกรุงเทพมหานครรับไม่ไหว พร่องน้ำไม่ทัน

พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯกทม.ทำได้แค่ขอโทษ ยอมรับผิดรับสภาพกันไป

นั่นแค่น้ำจากฝนกระหน่ำยังทำกรุงเทพฯ จมบาดาล

ส่วนสถานการณ์ที่ภาคอีสาน หนักสุดที่จังหวัดขอนแก่น น้ำล้นเขื่อนอุบลรัตน์ไหลท่วมเมือง ภาคเหนือเกิดน้ำป่าไหลหลากที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ลำพูน ลำปาง แม่ฮ่องสอน ต่อเนื่องถึงภาคเหนือตอนล่าง สุโขทัย พิษณุโลก กำแพงเพชร พิจิตร นครสวรรค์ ฯลฯ

น้ำล้นตลิ่งแม่น้ำ ท่วมบ้านเรือนประชาชนและถนนหนทาง

ขณะที่สถานการณ์ภาคกลางที่จังหวัดลพบุรี ประตูระบายน้ำพัง อ่างเก็บน้ำแตกท่วมไร่นา อยุธยา อ่างทอง ชัยนาท ระดับน้ำขึ้นสูงท่วมบ้านเรือนไร่นา เสียหายเป็นจำนวนมาก

หลังจากนี้ รัฐบาลที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. น่าจะต้องเริ่มเดินหน้ากระบวนการเมกะโปรเจกต์บริหารจัดการน้ำมูลค่า 2 แสนกว่าล้านบาท

ตั้งวงถกกันอย่างจริงๆจังๆ ทั้งการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ การขุดคลองเชื่อมเส้นทางน้ำไหลลงสู่ทะเล การกันพื้นที่ทุ่งรับน้ำ การสร้างแนวตลิ่งกั้นฝั่งแม่น้ำ การจัดการกับพวกรุกล้ำแม่น้ำลำคลอง ฯลฯ

ถึงเวลาต้องยึดความเดือดร้อนของประชาชนที่เห็นกันจะจะตรงหน้ามาก่อนกระแสการคัดค้านที่เป็นข้ออ้างนามธรรมของพวกที่ไม่ได้สัมผัสทุกข์ของประชาชน

“บิ๊กตู่” ต้องกล้าชน เลิกหงอเลิกกลัวเอ็นจีโอกันเสียที

เพราะถ้าไม่ทำในยุคนี้ที่อำนาจพิเศษเด็ดขาดเต็มมือ ก็ไม่ต้องพูดถึงยุครัฐบาลปกติจะทำได้

น้ำสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจไทยประเมินมูลค่าไม่ได้แล้ว

แต่ที่แน่ๆ ณ เบื้องต้นนี้ รัฐบาลและ กทม.จะต้องบริหารจัดการควบคุมสถานการณ์น้ำ ไม่ให้กระทบพระราชพิธีสำคัญของพสกนิกรชาวไทย

ในห้วงสัปดาห์สุดท้าย ก่อนถึงวันที่ 26 ตุลาคม

ล่าสุดสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณบดินทรเทพยวรางกูร เสด็จพระราชดำเนินไปทรงยกนพปฎลมหาเศวตฉัตรยอดพระเมรุมาศ และพระราชทานโคมไฟหลวงและหีบพระเพลิงไปในการพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

มีการอัญเชิญไปยังพระเมรุมาศจำลองในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑลจำนวน 9 แห่ง จังหวัดต่างๆ 76 แห่ง และต่างประเทศ 94 แห่ง

รองรับประชาชนที่จะร่วมพิธีถวายดอกไม้จันทน์จำนวนมาก

ขณะเดียวกัน รัฐบาลก็มีการเตรียมกระบวนการต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง ผู้นำต่างประเทศที่แสดงความจำนงเข้าร่วมพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ “ในหลวงรัชกาลที่ 9”

ร่วมแสดงความอาลัยในพระราชพิธีประวัติศาสตร์ของราชอาณาจักรไทย

สมพระเกียรติองค์พระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ของโลก

ภายใต้บรรยากาศความเศร้าโศกของลูกๆชาวไทยที่รวมพลังถวายองค์พ่อแผ่นดินเป็นครั้งสุดท้าย
ละซึ่งกิจกรรมและพฤติกรรมที่ไม่เหมาะไม่ควร

โดยเฉพาะในส่วนของการเมืองที่ตามวิถียังคงดำเนินไปต่อเนื่อง เพราะผูกโยงอยู่กับกระบวนการบริหารประเทศ

แต่ส่วนใหญ่นักการเมืองก็รับรู้ได้โดยกาลเทศะ

ไม่ส่งเสียงโหวกเหวกโวยวาย กระแทกกระทั้นกันรายวันเหมือนยามปกติ

แม้จะไม่วายมีรายการ “ผิดคิว” กรณีของ “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานมูลนิธิไทยพึ่งไทย ที่เป็นโต้โผใหญ่นำประชาชนในพื้นที่ฐานเสียง จัดกิจกรรมวางดอกดาวเรืองแทนใจแสดงความอาลัยในพระราชพิธีสำคัญ

แต่มีภาพของการขึ้นรถแห่ พร้อมป้ายชื่อหรา

มันก็เลยเป็นที่มาของเสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังไปทั่วบ้านทั่วเมืองในมุมของความไม่เหมาะสม ผิดกาลเทศะ ตามปรากฏการณ์อย่างที่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม พูดเสียงเครียด ควรใช้ดุลพินิจบ้าง ทำในช่วงนี้ เหมาะสมหรือไม่

เอาชื่อตัวเองมาหาเสียงแบบนั้น ทำไม่ได้

ขณะที่ “เจ๊หน่อย” ต้องแถลงขอโทษทั้งน้ำตา ยืนยันไม่มีเจตนาแฝงอะไร

แต่นั่นก็ทำให้เสียอาการทรงตัวไปเยอะ

โดยเฉพาะสถานะของแคนดิเดตแม่ทัพพรรคเพื่อไทย ที่ตามกระแสถือว่าเจ้าแม่เมืองกรุงเป็น “ตัวเต็ง” จะได้รับธงจาก “นายใหญ่” ให้นำพรรค ในการเลือกตั้งรอบต่อไป

พอเจอช็อตสะดุดหัวทิ่มแบบนี้ ก็มีเสียงวิเคราะห์จากหลายฝ่าย ฟันธงตรงกัน “เจ๊หน่อย” ลำบากแล้ว

พร้อมๆกับชื่อของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตรมว.คมนาคม โผล่มาเป็นตัวเต็งแทน

ตามรูปการณ์กรณี “เจ๊หน่อย” ถือได้ว่าเป็น “จุดเปลี่ยน” สำคัญทางยุทธศาสตร์ของพรรคเพื่อไทย ในการจัดทัพสู้ศึกเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในครั้งต่อไป

ในเงื่อนไขสถานการณ์ที่ พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศย้ำสัญญาประชาคมให้ได้ยินกันไปทั่วโลก จะประกาศวันเลือกตั้งในเดือนมิถุนายน และเข้าคูหากาบัตรกันในเดือนพฤศจิกายน ปีหน้า 2561

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มันก็เริ่มมีเสียงทักว่าด้วยปัจจัยแปรผันที่จะสอดแทรกได้

แบบที่ “ครูหยุย” นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แสดงความเป็นห่วงร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่จะถูกยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ทำให้ต้องเสียเวลาแก้เนื้อหา

ซึ่งนั่นอาจทำให้การเลือกตั้งล่าช้าออกไป

หรือแม้แต่ “ซือแป๋” นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ก็เริ่มแบะท่ายอมรับเลยว่า ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดนทักท้วงเยอะมาก แทบทุกมาตรา

ยอมรับสภาพกลายๆกฎหมายลูกมีแววล่าช้า คุมเกมไม่ได้

เรื่องของเรื่อง มันก็เป็นไปตามเงื่อนไขในรัฐธรรมนูญที่มีขั้นตอนตามกระบวนการทางเทคนิคข้อกฎหมายที่เกี่ยวโยงกับหลายฝ่าย กว่ากฎหมายลูกจะสะเด็ดน้ำต้องใช้เวลา

ไม่ได้เสกกันได้ภายในชั่วข้ามวันข้ามคืน

ที่แน่ๆ พล.อ.ประวิตร ในฐานะโต้โผใหญ่ของรัฐบาลคสช.ก็ยืนกรานเสียงแข็งเลยว่า กำหนดการเลือกตั้งต้องขึ้นอยู่กับกระบวนการกฎหมายลูกเสร็จเรียบร้อยแล้วเท่านั้น

ฟังประกาศเลือกตั้งจาก “บิ๊กตู่” แล้วมาดูกระบวนการตามเงื่อนไข “บิ๊กป้อม”

มันก็ยังเป็น “ความชัด” ซ้อนอยู่ใน “ความไม่ชัด”

แต่อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งในปีหน้า 2561 จะเกิดขึ้นตามกำหนดที่หัวหน้า คสช.ประกาศสัญญาประชาคมหรือต้องลากออกไปตามปัจจัยแปรผันที่คุมเกมไม่ได้

สิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นก่อนก็คือการปลดล็อกทางการเมือง

ตามท้องเรื่องที่นักการเมืองทุกป้อมค่ายส่งเสียงเรียกร้องให้ คสช.ไฟเขียวให้พรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมได้ ตามเงื่อนไขความจำเป็นในการต้องเตรียมความพร้อมก่อนเลือกตั้ง

ในจังหวะที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองก็ประกาศบังคับใช้แล้ว

โดยแนวโน้มฟังจากทั้ง พล.อ.ประยุทธ์และ พล.อ.ประวิตร ก็บอกให้รอไปว่ากันภายหลังพระราชพิธีสำคัญผ่านพ้นไปแล้ว จะพิจารณาอนุญาตให้ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้

ยังไงก็หนีไม่พ้นต้องเจาะรูระบายแรงดันไว้ก่อน

ภายใต้เงื่อนสถานการณ์ที่บทบัญญัติหลักรัฐธรรมนูญที่ถือเป็นกฎหมายแม่บทออกมาบังคับใช้แล้ว แต่บทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญยังให้ คสช.ถืออำนาจพิเศษเป็นเครื่องมือคุมเกมการเมือง

แต่นั่นมันก็แค่ “เหลี่ยมนิติรัฐ” มัดมือนักเลือกตั้ง

ในเมื่อทุกอย่างยังอยู่ภายใต้ “รัฏฐาธิปัตย์”.
“ทีมการเมือง”

แหยงเสี่ยงตายน้ำตื้น

แหยงเสี่ยงตายน้ำตื้น

เสียรังวัดติดกันสองงานซ้อนๆ

ตามคิวที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. แสดงอาการมึนตึง หลีกเลี่ยงการขึ้นโพเดียมตอบคำถามสื่อมวลชน ภายหลังเหลือบเห็นคำถามกรณี ซีอีโอเฟซบุ๊ก “มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก” ปฏิเสธข่าวไม่มีแผนเดินทางมาเยือนประเทศไทย

สวนทางการตีปี๊บที่ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ประโคมข่าวเจ้าพ่อเฟซบุ๊กจะมาประเทศ ไทยปลายเดือนตุลาคมนี้ เพื่อเข้าพบ “บิ๊กตู่” หารือทิศทางการขยายตัวเฟซบุ๊กในภูมิภาคอาเซียน

สุดท้ายกลายเป็นเรื่องหน้าแหกของรัฐบาล แม้แต่ “บิ๊กตู่” ยังหลงร่วมทึกทักจะมีการมาหารือเรื่องแสวงหาความร่วมมือการป้องกันแก้ไขปัญหาผลกระทบอาชญากรรมข้ามชาติ

ยังไม่รวมเรื่องที่หลอกคนจนดีใจเก้อก่อนหน้านี้ กรณี นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ออกมาให้ข่าว รัฐบาลเตรียมเพิ่มวงเงินบัตรคนจนจากเดือนละ 200-300 บาท เป็น 700-800 บาทต่อเดือน
แต่สุดท้ายกลายเป็นเรื่องไม่จริง จนทีมงานโฆษกรัฐบาลต้องแถลงข่าวชี้แจง รัฐบาลยังไม่มีนโยบายดำเนินการในเรื่องดังกล่าว เพราะยังอยู่แค่ในชั้นศึกษาความเป็นไปได้เท่านั้น

ถึงขั้นที่นายกรัฐมนตรีออกมาตำหนิปลัดกระทรวงการคลังในวง ครม. ที่ให้ข่าวโดยไม่มีการหารือกับ รมว.คลัง กลายเป็นประเด็นบานปลาย ถูกขยายความกลายเป็นเรื่องการเมือง

เปิดช่องให้รัฐบาลถูกโจมตีเป็นการเพิ่มวงเงินหวังเอื้อประโยชน์ให้เอกชนรายใหญ่ขายสินค้าได้เพิ่ม อีกทั้งในระดับนโยบายยังไม่รู้ว่า จะไปเอาเงินเพิ่มมาจากไหนในภาวะที่งบประมาณรัฐบาลมีอยู่อย่างจำกัด
ถูกฝ่ายการเมืองฉวยจังหวะตีกินเล่นงาน ฉุดโครงการบัตรคนจนที่กำลังติดลมบนเสียเครดิต

เรือแป๊ะเจอคลื่นกระแทกพุ่งใส่โดยไม่จำเป็น ในช่วงที่กำลังตั้งลำสั่งสมผลงาน และยังมีแนวโน้มต้องเตรียมตั้งรับแรงกระเพื่อมที่ตั้งเค้าเข้ามาถี่ขึ้นหลังจากนี้

อย่างที่เห็นจากกรณีความโปร่งใสการก่อสร้างร้านค้าและห้องน้ำ อุทยานราชภักดิ์ จ.ประจวบคีรีขันธ์ วงเงิน 15 ล้านบาท ที่ถูกขุดคุ้ยขึ้นมาหลอนรัฐบาลอีกรอบ

จน “บิ๊กเจี๊ยบ” พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. ต้องออกมาการันตีความถูกต้อง พร้อมสั่งให้กองทัพบกเร่งชี้แจงรายละเอียดในโครงการทั้งหมด

รวมถึงกรณีที่ ครม.อนุมัติให้จัดซื้อ เครื่องตรวจจับความเร็วแบบพกพา 849 เครื่อง วงเงิน 573 ล้านบาท แบบเงียบๆตามที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เสนอมา เพื่อป้องกัน และลดอุบัติเหตุบนท้องถนน

เบ็ดเสร็จตกราคาเครื่องละ 600,000 กว่าบาท ก็ถูกทักท้วงยังเป็นการจัดซื้อในราคาสูงเกินจริง ซึ่งอธิบดี ปภ. ต้องออกมาชี้แจงว่า ยังอยู่ในระหว่างขั้นตอนการเตรียมการ ยังไม่มีการจัดซื้อจริง

การันตีจะมีการประกวดราคาแข่งขันตามระเบียบราชการอย่างเคร่งครัด โปร่งใส เป็นธรรม และใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า

สองเรื่องร้อนๆที่เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างทั้งโครงการอุทยานราชภักดิ์ และการจัดซื้อเครื่องตรวจจับความเร็ว ถูกแหย่ให้เป็นเรื่องฉาวในช่วงนี้ ตั้งท่าดิสเครดิต ปั่นกระแสให้ระแวงรัฐบาลทหารเรื่องการใช้งบประมาณ

กระแสจ้องจับผิดรุมเร้ารัฐบาล ในช่วงที่ “ลุงตู่” กำลังทำแต้มเร่งสปีดผลงาน นั่งหัวโต๊ะเร่งเครื่องให้คณะกรรมการชุดต่างๆโชว์ผลงานให้เข้าตาประชาชน

นั่นก็ย่อมเป็นธรรมดาตามธรรมชาติการเมืองแบบไทยๆที่ต้องถูกอีกฝ่ายเตะตัดขา ไม่ให้ตีกินทำคะแนนได้ง่ายๆในภาวะที่กำลังเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง เดือนพฤศจิกายน 2561

แต่ที่ดูเหมือนจะระวังตัว ไม่ให้พลาดเป็นพิเศษคือ มติ ครม.ล่าสุดที่สั่งให้ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ไปหาทางผ่อนปรนกฎเหล็ก ร่างมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ที่จะบังคับใช้ตั้งแต่นายกรัฐมนตรี รมต. ส.ส. ส.ว. รวมทั้งผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ

เนื่องจากมีการกำหนดเกณฑ์จริยธรรมกว้างเกินไป ตามปมหวาดเสียวที่รัฐบาลทหารเป็นห่วงเรื่องการกำหนดข้อห้ามในร่างมาตรฐานทางจริยธรรมดังกล่าวสวนทางกับธรรมชาติการทำงานของฝ่ายการเมือง
อาทิ การกำหนดข้อห้ามรับของที่มีผู้ให้เนื่องในโอกาสงานประเพณี สวนทางกฎหมาย ป.ป.ช.ที่ให้รับของขวัญได้ไม่เกิน 3,000 บาท หากเป็นกรณี ครม.ลงพื้นที่มีคนเอาผ้าขาวม้ามาผูกเอว นำกระเช้าดอกไม้มาให้ แม้ราคาไม่ถึง 3,000 บาท อาจเข้าข่ายผิดร่างมาตรฐานจริยธรรมดังกล่าวได้

หากไปเจอพวกจอมร้องเรียนยื่นตีความ นายกฯและ รมต.ในอนาคตก็มีสิทธิ์กระเด็นตกเก้าอี้ได้ง่ายๆ
เงื่อนไขหมิ่นเหม่ สั่นคลอนเสถียรภาพตัวเองในอนาคต อำนาจพิเศษผวาสะดุดขาตัวเอง
ไม่อยากตายน้ำตื้นในกติกาที่สร้างขึ้นมากับมือ.

ทีมข่าวการเมือง