PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันศุกร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

"แม้ฝนตกหนักมาก แต่ผม ก็ต้องมา เพราะเป็นห่วงประชาชน

ได้ไปเต็มๆ......"แม้ฝนตกหนักมาก แต่ผม ก็ต้องมา เพราะเป็นห่วงประชาชน ที่รอคอยอยู่"
"นายกฯบิ๊กตู่" เดินกางร่ม ลุยฝน มาพบ พี่น้อง ที่ ปากพนัง นครศรีธรรมราช....แม้สภาพอากาศไม่ดี แต่เช้า เพราะฝน ที่นครฯตกหนัก แต่นายกฯก็ไม่ยกเลิก ภารกิจ แต่ปรับแผน นั่งเครื่องEmbraer มาลง สุราษฎร์ฯ แทน แล้ว นั่งรถต่อไป นครฯ ท่ามกลางสายฝน ที่ตกหนักตลอดทาง
พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พบปะและกล่าวกับประชาชนท่ามกลางฝนตกหนักที่ศูนย์ประสานการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ว่า ตลอดการเดินทางมาพบปะพี่น้องชาวนครศรีธรรมราช
"แม้ฝนตกหนักมาก แต่ก็ต้องมา เพราะเป็นห่วงประชาชนที่รอคอยอยู่"
นายกฯได้กล่าวถึงสถานการณ์น้ำในปีนี้ว่าแม้ปริมาณน้ำจะมาก แต่รัฐบาลสามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างเป็นระบบ จึงช่วยให้พื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ ไม่ได้รับผลกระทบ
แต่ประชาชนนอกคันกั้นน้ำ อาจได้รับความเดือดร้อนบ้าง เนื่องจากมีความจำเป็นที่จะต้องระบายน้ำ
จึงขอขอบคุณทั้ง 12 ทุ่งรับน้ำที่เสียสละพื้นที่ด้วย
ขณะที่ภาคใต้ ก็ต้องพร้อมรับมือ เนื่องจากพายุดีเปรสชันจากทะเลจีนใต้พาดผ่าน อาจส่งผลกระทบและฝนตกหนักในหลายพื้นที่ จึงขอให้ประชาชนเตรียมพร้อมและปฎิบัติตามการแจ้งเตือน พร้อมติดตามข้อมูลข่าวสารจากภาครัฐอย่างใกล้ชิด
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ได้กำชับผู้ประกอบการท่องเที่ยว เพิ่มความระมัดระวัง และ ต้องดูแลนักท่องเที่ยวในพื้นที่เสี่ยง อย่าให้เกิดอันตรายเป็นอันขาด ส่วนเรื่องทางการเมือง ขณะนี้รัฐบาลดำเนินการตามขั้นตอน ขอให้ทุกคนมองไปยังอนาคต เพื่อให้ลูกหลานมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และ กลับมาพัฒนาครอบครัวตนเอง หลายอย่างต้องปรับเปลี่ยน โดยมีกลไกของข้าราชการ ที่ขับเคลื่อนการทำงานในพื้นที่ ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญระดับจังหวัด โดยแต่ละจังหวัดต้องดึงจุดเด่นออกมาเพื่อสร้างความเข้มแข็ง แบบประชารัฐของตนเอง ให้เกิดการแข่งขันกับธุรกิจขนาดใหญ่ ก่อนเชื่อมต่อไปยังอาเซียน
นอกจากนี้ รัฐบาลมีแผนในการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและแผนการเยียวยาประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน พร้อมทั้ง ด้านการคมนาคม และ ด้านอาชีพ ให้แก่เกษตรกร รวมไปถึงผู้เลี้ยงปศุสัตว์
จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้เยี่ยมชมตลาดสินค้าพื้นบ้าน แม้ฝนจะตกหนัก และนิทรรศการที่ทางจังหวัดได้จัดเตรียม ก่อนจะประชุมร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด 15 จังหวัดและ เจ้าหน้าที่ทีเกี่ยวข้องเพื่อติดตามสถานการณ์ และ รับฟังอุปสรรค รวมถึงข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหาเพื่อป้องกันอุทกภัยในพื้นที่

"ครม.ตู่ ๕" ยุคไทยแลนด์ ๔.๐

เตือนๆ กันไว้....
อย่าให้น้ำผึ้งหยดเดียว ลุกลามกลายเป็นความไม่พอใจของประชาชนเชียวนะครับ
เพราะคำว่าสายเกินไปมันเกิดขึ้นได้เสมอ
หากไม่ลงมือแก้ปัญหาเสียแต่เนิ่นๆ
ปัญหาใหญ่ระดับโลก ระดับชาติ ที่เริ่มต้นจากเรื่องเล็กๆ กลายเป็นวิกฤติแสนสาหัส มันมีให้เห็นนักต่อนักแล้ว
สงครามโลกครั้งที่ ๑ จุดประเด็นจาก....
การลอบปลงพระชนม์อาร์คดยุค ฟรานซ์ เฟอร์ดินานด์ รัชทายาทของบัลลังก์จักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี โดยกัฟรีโล ปรินซีป ชาวเซิร์บบอสเนีย
การแก้แค้นของจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการีต่อราชอาณาจักรเซอร์เบีย
เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ก่อให้เกิดสงครามครั้งใหญ่ในทวีปยุโรป
ฝ่ายสัมพันธมิตร ประกอบด้วย อังกฤษ ฝรั่งเศสและรัสเซีย สู้รบเข่นฆ่ากับฝ่ายมหาอำนาจกลาง มีเยอรมนี ออสเตรีย-ฮังการีและอิตาลี
ผลคือ....มีผู้ได้รับบาดเจ็บ สูญหายและล้มตาย รวมกันกว่า ๔๐ ล้านคน
กรณีประชาชนชาวชลบุรีออกมาขับไล่ผู้ว่าราชการจังหวัด แม้จะเทียบกันไม่ได้ในแง่ของปรากฏการณ์ แต่ก็มีสัญญาณให้เห็นว่า อาจเกิดกรณีน้ำผึ้งหยดเดียวเหมือนกัน
เป็นความไม่ฉลาดของ "ราชการ" ในการบริหารจัดการความไม่พอใจของประชาชน
นี่...ไทยแลนด์ ๔.๐ แล้วนะครับ
ยังย้อนยุคใช้วิธีการก่อนปีกึ่งพุทธกาลกันอีก
ระวังการข่มขู่ให้กลัว จะกลายเป็นหายนะของคนขู่เสียเอง
ครับ...เมื่อคืนวันพุธ อส.ฝ่ายปกครอง รับหน้าเสื่อไปคุยกับผู้ชุมนุม
แต่กลายเป็นไปข่มขู่ว่ามีหมายศาล มี พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ ๒๕๕๘ พร้อมจะสลายการชุมนุมได้ทันที
พูดแบบนี้ ไม่ต่างราดน้ำมันเข้ากองเพลิง!
นายภัครธรณ์ เทียนไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี บอกว่าไม่รู้ไม่เห็น
โทษว่า อส.ประกาศไปโดยพลการ
แถมไม่เอาผิดกับการกระทำโดยพลการที่ว่านี้
อ้างว่า....เพราะ อส.แค่หวังดีและตักเตือนประชาชนเท่านั้น
ให้เหตุผลแบบนี้มันก็จบเห่ซิครับ!
หากไม่มีใครสั่ง....
ใครจะเชื่อว่า อส.จะกล้าทำถึงขนาดนั้น
ก็อย่างที่รู้ๆ กันอยู่ สาเหตุของปัญหานั้นมีความละเอียดอ่อนอยู่ในตัว หากไม่รีบจบ เกรงว่าจะบานปลายไปกว่านี้
หากกระทรวงมหาดไทยต้นสังกัดยังเอาแต่นิ่งเฉยแบบนี้ มันจะลามเข้าหารัฐบาล
ใครผิดใครถูก บางเรื่องอาจไม่ใช่ปัญหาที่ต้องแก้ไขก่อน
แต่การจัดการกับความรู้สึกของประชาชน ในประเด็นที่มีความละเอียดอ่อนสูง มันรอไม่ได้
การปล่อยให้ฝ่ายผู้ว่าฯ ตอบโต้ที ฝ่ายประชาชนเอาคลิปเก่าๆ มาแฉที นอกจากหาทางลงไม่ได้แล้ว ก็ระวังเอาไว้นะครับ....
พวกที่หมอบรอเวลากลับมาป่วน
มันรอจังหวะอยู่!
คลิปล่าสุดที่บอกว่า "แฉ! ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี"
ย้อนไปเมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๙ ปีที่ผ่านมา ประชาชนชาวจังหวัดชลบุรีได้เดินทางมาร่วมพิธีแสดงความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๙ แต่ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีไม่อนุญาตให้ประชาชนแสดงความอาลัย
และมีคำสั่งยกเลิกงานพิธีโดยไม่มีเหตุผล
คราวนั้นประชาชนก็ไม่พอใจผู้ว่าฯ ชลบุรีมาแล้ว
นั่นเท่ากับว่า ที่บานปลายกันอยู่ในเวลานี้ มันก็คือเรื่องราวที่สะสมกันมา
มองไม่ออกจริงๆ ว่า ผู้ว่าฯ ภัครธรณ์จะอยู่ชลบุรีต่อได้อย่างไร?
วันนี้การชุมนุมของชาวบ้านยังไม่มีใครแทรกเข้าไป
แต่วันหน้าไม่มีใครรู้ได้หรอกครับว่า การเมืองจะเข้ามาฉวยโอกาสหาประโยชน์จากความขัดแย้งนี้หรือไม่
และเมื่อไหร่!
เอาแค่ว่า...รัฐบาล คสช.ไม่ใส่ใจความผิดพลาด การบริหารจัดการ การวางดอกไม้จันทน์ ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
ไม่สนใจเรื่องที่ประชาชนเขาทวงถามเรื่องป้ายไวนิลดอกดาวเรืองหน้าพระเมรุมาศจำลอง จังหวัดชลบุรี
แค่นี้ก็ใช้เวลาอธิบายกันยาวยืดแล้วครับ
ถ้ากระทรวงมหาดไทยยังเฉย รัฐบาลไม่หือไม่อือ อ้างรอผลสอบก่อน ปล่อยให้ไล่กันทุกวัน มันจะไม่ใช่แค่เฉพาะจังหวัดชลบุรี
อาจจะลามไปยังจังหวัดอื่นๆ
เพราะเอาเข้าจริง บางจังหวัดก็มีปัญหาลักษณะคล้ายกันนี้ ที่ไม่เกิดเรื่องเพราะประชาชนแค่บ่น แต่ไม่อยากจะเอาความ
หากมีคนไปยุอาจกลายเป็นหนังคนละม้วน!
ฉะนั้น...รีบเถอะครับ
เอาผู้ว่าฯ ภัครธรณ์ไปเก็บรักษาไว้ในที่ที่สะดวกต่อการแก้ปัญหาก่อน
เคลียร์เรื่องวุ่นๆ ที่ชลบุรีให้จบ
ให้ประชาชนเขาพอใจ
เสร็จแล้วค่อยเคลียร์ปัญหาหนักอกให้ท่านผู้ว่าฯ
ทำแบบนี้ไม่มีคำว่าสาย
ถ้าไม่...
ท่านๆ ทั้งหลายก็ต้องยอมรับเสียงตำหนิ วิพากษ์วิจารณ์ ด่าว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีเป็นเด็กของรัฐบาล คสช.
ท้ายสุดโดยสามัญสำนึก ทุกคนต้องรู้ครับว่า ไม่ควรปล่อยให้การถวายดอกไม้จันทน์เป็นเงื่อนไขสร้างภาพลบ
กลายเป็นว่าลูกๆ มาทะเลาะกัน
ก็ลองกลับไปพินิจพิจารณากันดูครับว่า ที่ผ่านมา "พ่อ" ได้สอนอะไรเอาไว้บ้าง
"ในการปฏิบัติงานนั้นย่อมมีปัญหาต่างๆ เกิดขึ้นได้เสมอ เมื่อปัญหาเกิดขึ้นต้องแก้ไข อย่าทิ้งไว้พอกพูนลุกลามจนแก้ยาก
ขอให้ทุกคนระลึกว่าปัญหาทุกอย่างมีทางแก้ไขได้ ถ้าแก้คนเดียวไม่ได้ก็ช่วยกันคิดช่วยกันแก้หลายๆ คน หลายๆ ทาง ด้วยความร่วมมือปรองดองกัน"
พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันที่ ๑๓ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๓๓
วานนี้ (๒ พฤศจิกายน) เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า....
พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ขอลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรี ความเป็นรัฐมนตรีจึงให้สิ้นสุดตั้งแต่วันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๐ เป็นต้นไป
ก็ได้เวลาปรับ "ครมตู่ ๕.๐" ครับ
เบื้องลึกเบื้องหลัง "จับกัง ๑" ลาออก เท่าที่ฟังนายกฯ ลุงตู่ให้สัมภาษณ์ก็ได้ความว่าไปประกอบธุรกิจส่วนตัว
แต่บางกระแสข่าวบอกว่า ทนไม่ได้เพราะถูกหักหน้าจากกรณี "ลุงตู่" งัด ม.๔๔ ย้ายนายวรานนท์ ปีติวรรณ อดีตอธิบดีกรมการจัดหางาน
นั่นก็ว่ากันไปครับ
ก็เอาเป็นว่า งานในกระทรวงแรงงานยุคนี้ไม่ง่ายเหมือนที่ผ่านมา
ไม่ใช่กระทรวงที่จะส่งใครไปนั่งซดไวน์ก็ได้เหมือนรัฐบาลก่อน
หลังจากไทยมีปัญหาแรงงาน การค้ามนุษย์ จนหลุดไปอยู่เทียร์ ๓ รัฐบาลนี้ใช้ความพยายามอย่างหนักจนอเมริกาจัดลำดับให้กลับมาอยู่เทียร์ ๒ อีกครั้ง
ทำให้อุปสรรคทางการค้าได้รับการผ่อนคลายลง
นี่คือสิ่งที่ต้องรักษาไว้
และต่อยอดให้ดีขึ้นในวันข้างหน้า
ขณะที่ปัญหาแรงงานต่างด้าวก็ใช่ว่าจะหมดไป เมื่อไขลานกันไม่ไหว จำต้องเปลี่ยนม้ากลางศึกก็ต้องเปลี่ยน
"ครม.ตู่ ๕.๐" ปรับเล็กปรับใหญ่ ไม่สำคัญเท่าปรับแล้วทำงานมีประสิทธิภาพหรือไม่
ข่าวแว่วๆ ปรับเที่ยวนี้ ลดจำนวนนายพลลง เพิ่มพลเรือนให้มากขึ้น
เป็นนิมิตหมายที่ดีในการหาคนมาใช้ให้ตรงกับงาน
ที่สำคัญต้องยึดคำสอนพ่อเอาไว้ให้ได้
''...ทุกคนต่างมีหน้าที่ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทำเฉพาะหน้าที่นั้น เพราะว่าถ้าคนใดทำหน้าที่เฉพาะของตัวโดยไม่มองดูคนอื่น งานก็ดำเนินไปไม่ได้ เพราะเหตุว่างานทุกงานจะต้องพาดพิงกัน จะต้องเกี่ยวโยงกัน ฉะนั้น แต่ละคนจะต้องรู้ถึงงานของผู้อื่นแล้วช่วยกันทำ...".
ผักกาดหอม

เปลว สีเิงิน 3/11/60

รัฐบาลทหาร-รัฐบาลผสม โดย สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน

รัฐบาลทหาร-รัฐบาลผสม โดย สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน



(แฟ้มภาพ) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล
เมื่อเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานว่างลง ด้วยการลาออกของ พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล ซึ่งชนวนเหตุมาจากกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ใช้อำนาจตามมาตรา 44 เด้งด่วนอธิบดีกรมการจัดหางาน เลยทำให้เจ้ากระทรวงไม่อาจจะนั่งอยู่ต่อไปได้ ตัดสินใจโบกมือลา พร้อมด้วยทีมทำงานยกคณะ

จะเรียกว่าเกิดรอยร้าว หรือเป็นเรื่องปกติธรรมดา ไม่มีอะไรหรอกน่า ย่อมแล้วแต่จะมอง

ผลที่ตามมาแน่ๆ อีกประการก็คือ จะต้องนำไปสู่การปรับ ครม.

เพียงแต่จะปรับเล็กหรือปรับใหญ่

แต่เชื่อว่าจะเกิดกระแสกดดันจากหลายๆ ฝ่าย เรียกร้องให้นายกฯลงมือปรับใหญ่

โดยเฉพาะกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ

เนื่องจากปัญหาปากท้องของชาวบ้าน ปล่อยทิ้งเอาไว้ยาวนาน จะมีผลต่อการเลือกตั้งที่จะมาถึงในอนาคตอันใกล้ ชาวบ้านจะนึกถึงรัฐบาลที่เคยมีความสามารถมากฝีมือในด้านนี้ขึ้นมาอย่างจับใจ

แม้แต่เครือข่ายม็อบนกหวีด ที่ลงทุนลงแรงจนทำให้มีรัฐบาล คสช.ในวันนี้ เริ่มจะพูดคุยกับมวลชนตนเองไม่ไหว เพราะราคายางพาราตกต่ำอย่างไม่กระเตื้องขึ้นเลยในช่วงรัฐบาลนี้

ราคาข้าวก็น่าตกใจ ตันละไม่กี่พันบาท ไหนจะเจอภัยน้ำท่วมยิ่งสร้างวิกฤตให้กับชีวิตชาวนามากขึ้น

ข่าวว่า ภายในรัฐบาลเอง คนที่กุมงานด้านเศรษฐกิจ ก็อยากให้นายกฯตัดสินใจเปลี่ยนตัวรัฐมนตรี จากที่มียศนำหน้าแต่นั่งในกระทรวงด้านนี้ ขอเป็นพวกอดีตนักบริหารมืออาชีพที่มีประสบการณ์จริงเข้ามานั่งทำงานมากกว่า

นอกจากจะช่วยอุดจุดอ่อนของรัฐบาลขณะนี้แล้ว ยังจะเป็นการช่วยให้พรรคการเมืองในฟากฝ่าย คสช. พอจะมีทางชนะเลือกตั้งได้มากขึ้น

อันจะเป็นการปูทางให้ “นายกฯคนนอก” มีโอกาสเดินกลับเข้าทำเนียบได้สะดวกสบายขึ้น

แต่ผู้นำรัฐบาล คสช. ซึ่งจะต้องตัดสินใจว่าจะปรับเล็กหรือปรับใหญ่แบบล้างกระทรวงเศรษฐกิจ ก็คงต้องคิดหนักในหลายๆ ด้าน

ปรับโฉมรัฐมนตรีเศรษฐกิจแล้วจะได้ผลจริง กู้วิกฤตข้าวยากหมากแพงได้จริงหรือไม่

เพราะถ้าไม่มั่นใจว่าจะได้ผล อาจไม่คุ้มค่า เพราะการปรับใหญ่มีความเสี่ยงต่อความ
ขัดแย้งภายในของกลุ่มแกนนำ คสช.เอง

เครือข่ายเพื่อนพ้องรุ่น 12 จะต้องได้รับผลกระทบแน่ๆ ถ้ามีการปรับแบบพลิกโฉม

ถือว่ามีได้มีเสียไปคนละแบบ

แต่ไม่เท่านั้น ยังมีประเด็นการตรวจสอบคุณสมบัติของรัฐมนตรีในคดีถือหุ้นเกิน 5% ซึ่งมีกระแสข่าวว่า มี 3 รัฐมนตรี ที่ต้องโดนแน่ๆ

นี่ก็จะเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ต้องปรับ ครม.แบบไม่ใช่เล็กๆ แน่ๆ

คงต้องจับตามองกันต่อไปว่า ลงเอยแล้วโฉมหน้าของ ครม.บิ๊กตู่ 5 จะออกมาแนวไหน

ยังเป็นรัฐบาลทหารต่อไป หรือจะเริ่มเป็นรัฐบาลผสมพลเรือน-ทหาร โดยมีสัดส่วนทหารลดลง

แต่ทั้งหลายทั้งปวง ความที่รัฐบาล คสช. เลือกจะอยู่ในอำนาจยาวนาน ต่างไปจากรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารในอดีต ซึ่งมักจะอยู่แค่ปีสองปี จัดระบบระเบียบแล้วก็รีบถอยไป

ทว่ารัฐบาลบิ๊กตู่อยู่มา 3 ปีกว่าแล้ว ด้วยเหตุผลต้องปฏิรูปให้เสร็จสิ้นรอบด้านอะไรเหล่านั้น

อยู่นานไปก็ต้องเผชิญกับปัญหาความไม่ถนัดในการบริหารงานรอบด้านแบบรัฐบาลนักการเมือง

แถมยังถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงการปรับ ครม.หนแล้วหนเล่า ราวกับเป็นรัฐบาลที่มาตามครรลองปกติ

………………..
สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน

ยิ่งยื้อ ปลดล็อก พันธมิตร “แนวร่วม” ยิ่ง “เผยแสดง”


ประหนึ่งว่า การออกมาตัดประเด็นของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ในเรื่อง “ปลดล็อก” พรรคการเมือง

ทุกอย่างจะ “จบ”

นักการเมืองก็จะ “เงียบ” เพราะ นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ก็ดี เพราะ นายวัฒนา เมืองสุข ก็ดี ต่างยืนยันตรงกันว่า

จะไม่เรียกร้อง จะไม่วิงวอน

และคำยืนยันอันมาจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อประสานเข้ากับจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ก็ถือได้ว่าเบ็ดเสร็จ เด็ดขาด

เพราะคน 1 เป็นหัวหน้า คสช. เพราะคน 1 เป็นรองหัวหน้า คสช.

ไม่ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ก็ตอบตรงกันมิใช่หรือว่าทุกอย่างขึ้นอยู่กับ “คสช.”

แล้วจะมีใครใน คสช.ที่จะใหญ่ยิ่งกว่า 2 ท่านนี้

กระนั้น หากติดตามเหตุผลที่ว่าจะไม่เรียกร้อง จะไม่วิงวอนอีกแล้ว ซึ่งดังมาจากทั้ง นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ และ นายวัฒนา เมืองสุข ก็มิใช่ว่าจะงอก่อ งอขิง

อย่าลืมว่า 2 คนนี้เป็น “นักกฎหมาย”

มีความเข้าใจในกฎหมายไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า นายมีชัย ฤชุพันธุ์ และไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า นายวิษณุ เครืองาม ตลอดจน นายพรเพชร วิชิตชลชัย

คนแรกจบจาก “ท่าพระจันทร์” คนหลังจบจาก “สามย่าน”

ที่พวกเขาจะไม่วิงวอน จะไม่ร้องขอ เพราะตระหนักในบทบาทและ

ความหมายของหลักกฎหมายอย่างน้อยก็ 2 ฉบับ

1 เป็นรัฐธรรมนูญ 1 เป็นกฎหมายลูกว่าด้วยพรรคการเมือง

หาก คสช.และรัฐบาลจะเดินตามโรดแมปก็มีความจำเป็นต้อง 1 เดินตามรัฐธรรมนูญ และ 1 เดินตามกฎหมายลูกว่าด้วยพรรคการเมือง ไม่มีหนทางอื่น

เว้นแต่จะเห็นว่าคำสั่ง คสช.ใหญ่กว่าเท่านั้น

หากมองกระบวนการทางการเมืองหลังรัฐธรรมนูญประกาศและบังคับใช้เมื่อเดือนเมษายน 2560 เป็นต้นมาเหมือนกับการทำศึก สงคราม

ก็จะมีความเข้าใจอย่างเห็นเป็นรูปธรรม

สภาพที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ออกมาตัดบทในเรื่อง “ปลดล็อก” พรรคการเมือง

เหมือนกับจะเป็นปฏิบัติการ “รุก” ต่อ “นักการเมือง”

หากประเมินไปในน้ำเสียงจากกองเชียร์ภายใน “แม่น้ำ 5 สาย” ก็เหมือนกับ คสช.ตัดโอกาสมิให้พรรคเพื่อไทยได้เคลื่อนไหว

แต่ในความเป็นจริงเป็นเช่นนั้นหรือ

ตรงกันข้าม พรรคประชาธิปัตย์ก็ต้องการให้ “ปลดล็อก” พรรคชาติไทยพัฒนาก็ต้องการให้ “ปลดล็อก” แม้กระทั่งพรรคภูมิใจไทยก็ต้องการให้ “ปลดล็อก”

มิได้มีแต่เพียง “เพื่อไทย”

และเหตุผลของพวกเขาก็มิได้เพื่อตัวเอง หากแต่ยืนอยู่กับหลักการแห่ง “รัฐธรรมนูญ” ยืนอยู่กับหลักการแห่งกฎหมายลูกว่าด้วยพรรคการเมือง

ลักษณะการแสดงออกของ คสช. และของรัฐบาลจึงมิได้เป็น “การรุก” ตรงกันข้าม เป็นการซื้อเวลาด้วยการยื้อเพื่อต่อรองในเชิง “อำนาจ”

ลักษณะ “ยื้อ” ย่อมมิใช่ “การรุก”

ทั้งนักการเมืองที่ออกมากล่าวในเชิงเป้าหมายก็มิได้ดำเนินการอย่างโดดเดี่ยว ตรงกันข้ามเป้าหมายของการ “ปลดล็อก” ก่อให้เกิด “แนวร่วม” ขึ้นโดยพื้นฐาน

เป็นแนวร่วมในเส้นทาง “ประชาธิปไตย”

เรื่องจำเป็น

เรื่องจำเป็น

สังคมไทยเป็นระบบอุปถัมภ์ คือการใช้อำนาจหน้าที่ช่วยเหลือเอื้อประโยชน์ ให้พวกพ้องญาติพี่น้องลูกเต้าเหล่ากอของตัว

ระบบอุปถัมภ์นี่แหละเป็นต้นตอให้เกิดทุจริตเต็มบ้านเต็มเมือง

รัฐบาล คสช.ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงแก้ปัญหาระบบอุปถัมภ์ด้วยการออก “กฎหมาย 4 ชั่วโคตร” เป็นยาแรงในการปราบปรามการเอื้อประโยชน์เล่นพรรคเล่นพวกให้หมดสิ้นจากแผ่นดินไทย

โดยมุ่งเอาผิดข้าราชการทุกระดับ และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทุกคน ที่ใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์ให้ตนเอง หรือคนใกล้ชิด หรือคนในครอบครัว อันได้แก่ คู่สมรส บุตรธิดา และบิดามารดาของตัวเอง

“แม่ลูกจันทร์” กราบเรียนว่า มาตรา 5 ของ ก.ม. 4 ชั่วโคตร หรือมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “พ.ร.บ.การขัดกันของผลประโยชน์ส่วนตัวและส่วนรวม” กำหนดห้ามไม่ให้นำความสัมพันธ์ส่วนตัวมาเป็นเงื่อนไขในการใช้อำนาจหน้าที่ที่อยู่ในความรับผิดชอบของตัวเอง

รวมถึงห้ามใช้เวลา ใช้เงินเดือน ใช้ทรัพย์สินทางราชการ เพื่อเอื้อประโยชน์ตนเอง หรือบุคคลอื่นใด ไม่ว่าทางอ้อมหรือทางตรง

เรียกว่าคุมเข้มไม่ให้ใช้อำนาจนอกลู่นอกทาง

“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่าแม้จะประกาศใช้ ก.ม.ความผิดเอื้อประโยชน์ชั่วโคตรแล้ว ก็ยังกำจัดระบบอุปถัมภ์ไม่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์

ล่าสุด ที่ประชุม ครม.จึงมีมติเห็นชอบ “ร่างมาตรฐานจริยธรรม” เพื่อใช้บังคับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ประธานและกรรมการองค์กรอิสระ ป.ป.ช. กกต. คตง. กสม. และผู้ตรวจการแผ่นดิน ฯลฯ

ไม่ให้ใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์คนใกล้ชิดและญาติโกโหติกา

“แม่ลูกจันทร์” ขออนุญาตนำร่างมาตรฐานจริยธรรมบางข้อมาฉายเป็นแซมเปิลดังนี้คือ...

1, ต้องถือประโยชน์ประเทศชาติเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตน
2, ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นกลาง ปราศจากอคติส่วนตัว
3, ต้องรักษาความลับทางราชการอย่างเคร่งครัด
4, ต้องไม่ยินยอมให้สมาชิกครอบครัวรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดที่อาจกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตนเอง ฯลฯ

นี่คือบางส่วนของ “มาตรฐานจริยธรรมขั้นสูง” เพื่อให้สังคมเชื่อถือศรัทธาว่าศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระทุกแห่งจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริตเที่ยงธรรม

ไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ปกป้องพรรค พวกตัวเอง

และไม่จ้องเล่นงานฝ่ายตรงข้ามตะพึดตะพือ

“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่าแม้จะมี “ก.ม. 4 ชั่วโคตร” และ “มาตรฐานจริยธรรม” เพื่อป้องกันข้าราชการทุกระดับ องค์กรอิสระ และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไม่ให้ใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์ให้พวกพ้องและคนในครอบครัวทั้งทางอ้อมและทางตรงก็ตาม

แต่การจะชี้ว่าตรงไหนเอื้อ? ตรงไหนไม่เอื้อ? ต้องพิจารณาเป็นเรื่องๆไป

เช่น...กรณี อจ.มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. และสมาชิก คสช. แต่งตั้งบุตรสาวเป็นเลขาธิการตัวเองในโควตา คสช. จนเกิดกระแสวิจารณ์กันอึกทึกครึกโครม

อจ.มีชัย ซึ่งเป็นเซียนกฎหมายมือวางอันดับหนึ่งของไทยแลนด์ ชี้แจงว่า การแต่งตั้งบุตรสาวเป็นเลขาฯ ในโควตา คสช. เป็นความจำเป็นส่วนตัว

เพราะตำแหน่งนี้ต้องใช้คนที่ไว้วางใจให้รักษาความลับทางราชการ

จึงไม่เข้าข่ายใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์คนในครอบครัว

ข้อสำคัญกฎหมายไม่ได้ห้ามแต่งตั้งลูกสาวเป็นเลขาฯบิดา

ในเมื่อ “มีชัยโมเดล” ทำเป็นตัวอย่างให้เห็นเต็มตา

ทีนี้ใครจะแต่งตั้งภรรยาเป็นเลขาฯ แต่งตั้งแม่ยายเป็นที่ปรึกษา ก็เชิญตามสบายนะคุณโยม.

“แม่ลูกจันทร์”

‘ปั่นป่วน’เร้าแมตช์ใหญ่

‘ปั่นป่วน’เร้าแมตช์ใหญ่

ฟ้าผ่าเปรี้ยง ร้อนทะลุปรอท แซงทุกรายการ

จากคิวคำสั่งหัวหน้า คสช. ม.44 ที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ หัวหน้า คสช. ลงนามย้ายนายวรานนท์ ปีติวรรณ พ้นตำแหน่งอธิบดีกรมการจัดหางาน ไปเป็นรองปลัดกระทรวงแรงงาน

และให้นายอนุรักษ์ ทศรัตน์ จากรองปลัดกระทรวงแรงงาน ไปเป็นอธิบดีกรมการ จัดหางานแทน

อันจะเป็นประโยชน์ในการบริหารราชการกระทรวงแรงงานให้มีประสิทธิภาพและเหมาะสมยิ่งขึ้น

เด้งอธิบดีกรมการจัดหางาน เพื่อให้ “งานเดินคล่อง”

นั่นก็น่าจะเป็นเหตุผลที่หยิบยกมาอ้างได้ ในฐานะผู้นำในการบริหารประเทศ และนายวรานนท์ ในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชา ที่ถูกคำสั่งฟ้าผ่าก็ต้องยอมรับทั้งน้ำตาซึม

เพียงแต่ที่วุ่นตามมา คล้อยหลังคำสั่ง ม.44 มีข่าวลือสะพัดและเป็นความจริงในที่สุด

กับคิวที่ “บิ๊กบี้” พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รมว.แรงงาน รวมทั้งทีมงาน ผู้ช่วยรมต. ที่ปรึกษา เลขาฯ

แท็กทีมยื่นใบลาออกยกลอต จนป่วนทั้งกระทรวง ถามหาเหตุกันให้วุ่นแน่นอน สำหรับสาเหตุคิวเด้งนายวรานนท์ ล้อเหตุผลคำสั่ง ม.44 น่าจะเป็นเรื่องการทำงานจัดระเบียบแรงงานต่างด้าว ที่ถูกมองว่ายังล่าช้า กับเส้นตายการบังคับใช้กฎหมาย การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว ที่ชะลอไป 180 วัน ครบวันที่ 31 ธ.ค.2560

กฎหมายสำคัญที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์บทลงโทษนายจ้างหนัก ปรับ 8 แสนบาทต่อแรงงานผิดกฎหมาย 1 คน

ประเด็นร้อนที่ทำให้รัฐบาลต้องเผชิญแรงต้าน ถูกถล่มจนต้องเลื่อนบังคับใช้

แน่นอน “วรานนท์” เริ่ม “ไม่เข้าตา” ผู้นำตั้งแต่นั้น

ไม่เท่านั้น ในห้วงต้องเร่งจัดระเบียบแรงงานต่างด้าวก่อนกฎหมายบังคับใช้ ทั้งการตั้งศูนย์รับจดทะเบียนแรงงานต่างด้าว การประสานประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะ กัมพูชาที่มีปัญหาและชักบานปลาย

แล้วในที่สุดก็แจ็กพอตแตกที่ “วรานนท์” ในที่สุด

ยังไม่รวม ข้อมูลอีกด้านคือปมการจัดซื้อ “เครื่องสแกนม่านตา” เพื่อมาใช้ในการพิสูจน์สัญชาติแรงงานต่างด้าว โครงการ ลักษณะเดียวกับ “เครื่องตรวจวัดความเร็ว” ที่กำลังร้อนฉ่า

โปรเจกต์พันล้าน โยงปมไม่สนองนโยบายอย่างไร ยังไม่ชัดนัก

แต่ทั้งหมดทั้งปวง ทุกคิวของอดีตอธิบดีกรมการจัดหางาน กลายเป็นแรงกระแทกไปถึง “บิ๊กบี้-พล.อ.ศิริชัย” ในฐานะเจ้ากระทรวง ที่เคยมีข่าวซุบซิบการทำงานไม่เข้าเป้าจนผู้นำกระเซ้าแรงๆ รมต.รุ่นน้อง

“ไม่บี้งานให้เหมือนชื่อ”

และก่อนหน้านั้น ถ้าจำกันได้ ทั้งคิวแต่งตั้งปลัดกระทรวงที่ “บิ๊กบี้” เสนอรายชื่อไป 2 รอบ รวมทั้งเคยมีชื่อ “วรานนท์” ถูกชงขึ้นแท่น “บิ๊กตู่” ตีกลับทุกครั้ง กระทั่งชื่อจรินทร์ จักกะพาก เป็น “เสือข้ามห้วย” จากกระทรวงมหาดไทยมานั่งเก้าอี้บิ๊กกระทรวงแรงงาน

ก็น่าจะทำให้ “บิ๊กบี้” ขยับไม่สะดวก อึดอัดไปใหญ่

ถึงจะติดยี่ห้อ “น้องเลิฟของพี่ใหญ่” อยู่ในเครือข่าย “มูลนิธิป่ารอยต่อฯ” เส้นปึ้กก็ตาม

และแน่นอน ประจวบเหมาะกับสถานการณ์ที่มีการจับจ้องคิวปรับ ครม.ก่อนเข้าโค้งสุดท้ายเลือกตั้งใหญ่ตามโรดแม็ปที่ผู้นำประกาศปลายปี 2561 พอดิบพอดี

ปรากฏการณ์ “บิ๊กบี้” ไขก๊อก เลยเป็นจุดเร้าเกมยกเครื่อง

ในห้วงเปลี่ยนผ่าน พลังแฝง-พลังจริงแต่ละขั้วอำนาจยังไม่นิ่ง ในภาวะที่รัฐบาลท็อปบูต-“ครม.เพื่อนพ้องน้องพี่” ถูกโฟกัสหนัก มีแรงขย่มเขย่าทั้งภายนอก-ภายใน

“บิ๊กตู่” มีงานหนัก ปรับ ครม.ชุด “โชว์ส่งท้าย” ก่อน “ไปต่อ”

ส่วนจะปรับใหญ่แค่ไหน รอลุ้นอีกไม่นาน.

ทีมข่าวการเมือง

"พายุ “ด็อมเร็ย” (DAMREY)

ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา
"พายุ “ด็อมเร็ย” (DAMREY) และฝนตกหนักถึงหนักมาก และคลื่นลมแรงบริเวณภาคใต้ (มีผลกระทบถึงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2560)"
ฉบับที่ 1 ลงวันที่ 03 พฤศจิกายน 2560
1. เมื่อเวลา 10.00 น. พายุไต้ฝุ่น “ด็อมเร็ย” (Damrey) บริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลาง มีศูนย์กลางอยู่ที่ละติจูด 12.8 องศาเหนือ ลองจิจูด 113.6 องศาตะวันออก ห่างประมาณ 500 กิโลเมตรทางด้านตะวันออกของ กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกด้วยความเร็ว 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คาดว่าจะเคลื่อนเข้าชายฝั่งประเทศเวียดนามตอนล่างในวันที่ 4 พ.ย. 60 และจะอ่อนกำลังลงก่อนเคลื่อนเข้าปกคลุมประเทศกัมพูชาต่อไป
2. หย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้ตอนล่าง ทำให้ภาคใต้ยังคงมีฝนตกชุกหนาแน่น กับมีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระมัดระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนตกสะสม อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และลมกระโชกแรง
พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมีดังนี้
บริเวณจังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล
สำหรับคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันมีกำลังแรง โดยอ่าวไทยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง เรือเล็กบริเวณดังกล่าวควรงดออกจากฝั่ง ขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งภาคใต้ฝั่งตะวันออกระวังคลื่นซัดเข้าหาฝั่งไว้ด้วย
จึงขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิดในระยะนี้
ประกาศ ณ วันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560 เวลา 11.00 น.
กรมอุตุนิยมวิทยาจะออกประกาศฉบับต่อไปใน วันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560 เวลา 17.00 น.
นายวันชัย ศักดิ์อุดมไชย อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา

วันพฤหัสบดีที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

งานเข้าม.44อีก เมืองทองตามหลอนคิงส์เกตฯ ประกาศการเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลา



คิงส์เกตฯ จี้ไทยชดเชยค่าเสียหายปิดเหมืองทอง

คิงส์เกตฯ ประกาศการเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการกับประเทศไทย เพื่อเรียกชดเชยความเสียหายจากการระงับกิจการเหมืองแร่ทองคำชาตรี   

บริษัท คิงส์เกต คอนโซลิเดเต็ด จำกัด ได้ทำหนังสือแจ้งตลาดหลักทรัพย์ออสเตรเลีย  เนื้อหาระบุว่า หลังจากใช้ความพยายามอย่างเต็มที่แล้ว บริษัทฯ ไม่สามารถหาข้อยุติในการเรียกร้องขอความเป็นธรรมกรณีเหมืองแร่ทองคำชาตรี ถูกสั่งระงับการประกอบกิจการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ดังนั้น บริษัทฯ จะเริ่มเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการกับประเทศไทย ภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย เพื่อเรียกร้องให้ชดเชยค่าเสียหายจำนวนมากที่ได้เกิดขึ้นแล้ว และเกิดขึ้นต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน อันเกิดจากมาตรการของรัฐบาลไทย เพื่อไม่ให้เกิดความล่าช้าไปกว่านี้ บริษัทฯ ได้แต่งตั้งบริษัทกฎหมายชั้นนำ คือ บริษัท คลิฟฟอร์ด ชานซ์ (Clifford Chance) ให้เป็นตัวแทนดำเนินคดีแทน และ ดร.แอนดริว เบลล์ เอส. ซี (Dr. Andrew Bell S.C.) ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาอาวุโสสำหรับประเด็นทางกฎหมายดังกล่าว

ทั้งนี้ กระบวนการทางกฎหมายดังกล่าว อาจไม่สามารถกำหนดระยะเวลาในการดำเนินการได้ และอาจมีค่าใช้จ่ายมหาศาลที่ต้องรับผิดชอบ ทั้งยังไม่สามารถรับประกันผลการพิจารณาได้ อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ขอแจ้งให้ทราบว่า การเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการนั้นยังอนุญาตให้ทั้งสองฝ่ายสามารถเจรจาหารือกันได้เพื่อหาข้อยุติ ภายใต้เงื่อนไขที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับข้อตกลง ณ เวลาใดก็ตาม ในระหว่างกระบวนการพิจารณาทางกฎหมายนี้
คณะกรรมการ บริษัท คิงส์เกตฯ เห็นว่า ยังมีโอกาสที่จะได้รับการชดเชยค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจากประเทศไทย และจะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด
///
คิงส์เกต คอนโซลิเดเต็ด ยื่นให้ประเทศไทยเข้าสู่กระบวนการอนุญาตโตตุลาการ จากผลกระทบจากคำสั่ง คสช. ระงับกิจการเหมืองแร่ทองคำ ด้านกระทรวงอุตสาหกรรม ตั้งทีมเจรจาหาข้อยุติ ยืนยันยังไม่ตอบรับข้อเรียกเรียกร้องการเปิดเหมืองทอง
นายพสุ โลหารชุน ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ชี้แจงกรณีบริษัท คิงส์เกต คอนโซลิเดเต็ด ลิมิเต็ด ยื่นให้ประเทศไทยเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ ระบุ ที่ผ่านมา รัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการดำเนินการระงับข้อพิพาทระหว่างราชอาณาจักรไทย กับ บริษัท คิงส์เกตฯ โดยมีปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นหัวหน้าคณะและมีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมเป็นกรรมการ อาทิ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงยุติธรรม สำนักงานอัยการสูงสุด เป็นต้น เพื่อเจรจาและหาข้อยุติอย่างต่อเนื่อง เจรจาโดยคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติ ประชาชน และให้ความเป็นธรรมกับผู้เกี่ยวข้อง สอดคล้องกับกรอบนโยบายและแผนยุทธศาสตร์ในการบริหารจัดการแร่ทองคำใหม่ และพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แร่ฉบับใหม่ ที่รัฐบาลได้ยกร่างขึ้นและมีผลบังคับใช้แล้ว
โดยกรอบนโยบายและแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการแร่ทองคำใหม่ และ พ.ร.บ.แร่ฉบับใหม่ มุ่งหวังให้การทำเหมืองแร่ชนิดต่างๆ รวมทั้งเหมืองแร่ทองคำ สนองตอบนโยบายของรัฐ เพื่อสร้างสมดุลของประโยชน์จากการทำเหมือง ทั้งด้านสังคม ชุมชน สิ่งแวดล้อม สุขภาพ วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และกระจายผลประโยชน์จากการขุดค้นทรัพยากรของชาติให้เป็นธรรม ทำให้การกำกับดูแลกิจการเกี่ยวกับแร่ทองคำและแร่อื่นๆ ของไทยมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และรัดกุมมากขึ้น
กระทรวงอุตสาหกรรม ขอยืนยันว่า ได้ดำเนินการตามกระบวนการและขั้นตอนต่างๆ ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องมาอย่างเคร่งครัด และเตรียมการสำหรับการระงับข้อพิพาทตามกระบวนการอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ ทั้งนี้ การเข้าสู่กระบวนการระงับข้อพิพาทตามกระบวนการอนุญาโตตุลาการนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้ความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทย-ออสเตรเลีย (Thailand-Australia Free Trade Agreement: TAFTA) ซึ่งมีลักษณะเป็นการหาข้อยุติโดยคณะบุคคลที่ 3 ที่ทั้ง 2 ฝ่ายตกลงกัน และยอมรับตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งในกระบวนการอนุญาโตตุลาการนี้ ทั้ง2 ฝ่าย ยังสามารถดำเนินการเจรจาเพื่อหาข้อยุติที่ยอมรับร่วมกันต่อไป พร้อมย้ำว่า รัฐบาลไทย ยังไม่ได้ยอมรับข้อเรียกร้องใดๆ ของคิงส์เกต
การยื่นอนุญาโตตุลาการดังกล่าว เกิดจากประชาชน ร้องเรียนและคัดค้านการทำเหมืองแร่ทองคำ ว่าอาจทำให้สิ่งแวดล้อมปนเปื้อน เป็นอันตรายต่อสุขภาพและอาจส่งผลกระทบต่อสุขอนามัยชุมชนในระยะยาว หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) จึงมีคำสั่งที่ 72/2559 เรื่อง การแก้ไขปัญหาผลกระทบจากการประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำ เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2559 ให้ระงับการอนุญาตและการทำเหมืองแร่ทองคำทั้งหมดในประเทศไทยเป็นการชั่วคราว รวมทั้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนดและจัดให้มีมาตรการเยียวยาแก้ไขผลกระทบด้านต่างๆ
บริษัท คิงส์เกต คอนโซลิเดเต็ด ลิมิเต็ด (คิงส์เกต) ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ผู้ถือประทานบัตรเหมืองแร่ทองคำ จังหวัดพิจิตรและเพชรบูรณ์ ระบุว่าได้รับผลกระทบจากคำสั่ง คสช. ดังกล่าว จึงได้ยื่นหนังสือขอหารือกับรัฐบาลไทย เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2560 โดยอาศัยสิทธิตามความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA) ซึ่งอนุญาตให้บริษัทเอกชนของประเทศคู่ค้า มีสิทธิยื่นคำขอปรึกษาหารือเพื่อเจรจาได้โดยตรงกับประเทศคู่ภาคี
///
(ข้อมูล)
ISDS vs มาตรา 44 หรือจะเป็นความพ่ายแพ้ราคา 3 หมื่นล้านของ คสช. (แล้วใครจะรับผิดชอบ?)
Published on Fri, 2017-09-08 11:19
กฤษฎา ศุภวรรธนะกุล
รัฐไทยกำลังจะถูกบริิษัทออสเตรเลียฟ้องเรียกค่าเสียหาย 30,000 ล้าน เพราะสั่งปิดเหมืองทองด้วยมาตรา 44 ทำความรู้จักกับ ISDS เครื่องมือยุคการค้าเสรีที่ทำให้เอกชนฟ้องรัฐได้ งานนี้แทบไม่เห็นทางชนะ แต่คนออกคำสั่งบอกว่า "ผมไม่ต้องรับผิดชอบอะไรทั้งสิ้น"

อำนาจของมาตรา 44 ออกมาเป็นคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 72/2559 เรื่อง การแก้ไขปัญหาผลกระทบจากการประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำ ที่ให้ระงับการอนุญาตให้สำรวจและทำเหมืองแร่ทองคำ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2560 ทำให้เหมืองทองอัคราต้องหยุดดำเนินการ

ปัญหาคงไม่เกิดขึ้น ถ้าการแก้ปัญหาแบบอำนาจนิยมจะจำกัดผู้เกี่ยวข้องอยู่เพียงภายในประเทศ แต่บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) มีบริษัทแม่คือ บริษัท คิงส์เกต คอนโซลิเดเต็ด จำกัด จากประเทศออสเตรเลีย ซึ่งยื่นข้อเสนอให้รัฐบาลไทยชดใช้ค่าเสียหายทางธุรกิจอันเกิดจากคำสั่งดังกล่าวสูงถึง 3 หมื่นล้านบาท โดยบริษัท คิงส์เกตฯ หยิบเอาความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย ที่มีเนื้อหาว่าด้วยการคุ้มครองการลงทุนมาใช้ ผ่านเครื่องมือที่ชื่อว่า กลไกระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐกับเอกชนหรือไอเอสดีเอส (Investor-state Dispute Settlement: ISDS)

แสดงให้เห็นว่ากำปั้นเหล็กของ คสช. ไม่มีความหมายใดๆ บนเวทีการค้าระหว่างประเทศที่มีกติกาอีกชุด

ไอเอสดีเอส กลไกคุ้มครองนักลงทุนมากกว่าคุ้มครองรัฐ

ไอเอสดีเอสเป็นกลไกที่เปิดช่องให้เอกชนสามารถฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากรัฐได้ ผ่านระบบอนุญาโตตุลาการ ไม่ต้องพึ่งพิงกระบวนการยุติธรรมภายในประเทศนั้นๆ ที่เป็นเช่นนี้เพราะมีฐานความคิดว่า ผู้พิพากษาของประเทศนั้นๆ อาจมีอคติและความลำเอียงเข้าข้างประเทศตนเอง ไม่สามารถตัดสินข้อพิพาทด้วยความเที่ยงตรงเป็นธรรม รวมถึงมรดกตกค้างแบบอาณานิคมที่เชื่อว่าระบบกฎหมายของประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งมักเป็นผู้รับการลงทุนจากประเทศพัฒนาแล้ว ยังไม่มีความก้าวหน้าเพียงพอ ทำให้ต้องมีไอเอสดีเอสไว้เป็นทางออกเพื่อการดำเนินการที่รวดเร็วและเป็นธรรม

ไม่ใช่เพียงว่ารัฐบาลประเทศนั้นออกกฎหมาย นโยบาย หรือคำสั่งที่ส่งผลให้การดำเนินธุรกิจของนักลงทุนเกิดความเสียหายแล้วจึงฟ้องร้องได้เท่านั้น ไอเอสดีเอสในข้อตกลงการค้าเสรีบางฉบับกินความถึงขั้นว่า หากการกระทำของรัฐถูก คาดการณ์ว่าจะทำให้รายได้ที่นักลงทุนประเมินว่าจะได้ในอนาคตต้องสูญเสียหรือได้รับน้อยกว่าที่คาด ก็เพียงพอที่จะฟ้องร้องได้แล้ว ซึ่งการเพิ่มขึ้นของไอเอสดีเอสที่มาพร้อมกับข้อตกลงการค้าเสรีส่งผลอย่างชัดเจนต่อกรณีเอกชนฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากรัฐ ปี 2539 มีกรณีเช่นนี้เพียง 38 คดี ถึงปี 2557 จำนวนคดีกลับพุ่งขึ้นถึง 568 คดี

ใช้กระบวนการอนุญาโตตุลาการ ไม่มีสิทธิอุทธรณ์

ขณะที่กระบวนการยุติข้อพิพาทของไอเอสดีเอสก็ไม่ใช่กระบวนการยุติธรรมปกติ แต่เป็นกระบวนการอนุญาโตตุลาการ โดยคณะอนุญาโตตุลาการ 3 คน ฝ่ายนักลงทุนเลือก 1 คน ฝ่ายรัฐเลือก 1 คน ส่วนคนที่ 3 มาจากการเลือกร่วมกันของทั้งสองฝ่าย หลังจากนั้นคณะอนุญาโตตุลาการจะทำการพิจารณาข้อพิพาทที่เกิดขึ้น ซึ่งโดยมากแล้วจะเป็นการพิจารณาแบบปิดลับ ประชาชนของประเทศคู่กรณีไม่มีสิทธิรับรู้ความเป็นไปของการพิจารณา ในบางกรณีลับมากเสียจนไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่าเกิดข้อพิพาทขึ้น นอกจากนักลงทุนและรัฐ
หากคณะอนุญาโตตุลาการตัดสินให้รัฐเป็นฝ่ายแพ้และต้องจ่ายชดเชยให้กับนักลงทุนเอกชน รัฐก็จำเป็นต้องปฏิบัติตามอย่างมิอาจขัดขืน และไม่มีสิทธิอุทธรณ์ใดๆ ทุกอย่างจบที่อนุญาโตตุลาการ ซึ่งในอดีตที่ผ่านมา ประเทศไทยก็เคยถูกยึดทรัพย์สินที่อยู่นอกประเทศจากการพ่ายแพ้ในกระบวนการนี้มาแล้ว

มองในแง่อำนาจอธิปไตยของรัฐในการออกกฎหมายหรือกำหนดนโยบาย ไอเอสดีเอสเปรียบเสมือนเครื่องมือที่บ่อนเซาะอำนาจชนิดนี้ ยกสถานะของเอกชนให้ขึ้นมามีบทบาทเทียบเท่ารัฐ สามารถใช้สิ่งนี้ยับยั้งกฎหมายหรือนโยบายของรัฐบาลได้ ถ้ามันกระทบกับผลประกอบการที่นักลงทุนควรได้รับ แม้ว่าจะเป็นไปเพื่อประโยชน์ด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม ฯลฯ ของประชาชนในประเทศ

เมื่อรัฐไม่มีสิทธิกำหนดนโยบาย

ที่ผ่านมา เคยเกิดกรณีทำนองนี้หลายกรณี เช่น ปี 2540 รัฐบาลแคนาดาออกคำสั่งห้ามนำเข้าและขนย้ายสารเอ็มเอ็มที เนื่องจากเป็นสารเคมีที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้บริษัท เอธิล คอร์พ จากอเมริกา ฟ้องร้องรัฐบาลแคนาดา เรียกค่าชดเชยเป็นเงิน 251 ล้านเหรียญสหรัฐ กรณีจบลงที่รัฐบาลแคนาดายอมประนีประนอม จ่ายค่าชดเชยให้ 13 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และยกเลิกคำสั่งดังกล่าว
ปี 2550 รัฐบาลแอฟริกาใต้ออกกฎหมายสร้างเสริมอำนาจทางเศรษฐกิจแก่คนผิวดำในประเทศ เพื่อเยียวยาผลร้ายจากนโยบายแบ่งแยกสีผิว (Apartheid) โดยกำหนดให้บริษัทเหมืองแร่ต้องโอนหุ้นจำนวนหนึ่งให้แก่นักลงทุนผิวดำ ทำให้บริษัท ปีเอโร ฟอเรสติ จากอิตาลี ฟ้องร้องรัฐบาลแอฟริกาใต้ สุดท้าย บริษัท ปีเอโรฯ สามารถลดจำนวนหุ้นที่ต้องโอนให้แก่นักลงทุนผิวดำได้เป็นจำนวนมากและยังได้รับใบอนุญาตฉบับใหม่
นี้เป็นสองในหลายๆ กรณีที่เกิดขึ้นจากไอเอสดีเอส
คำถามคือจากสภาพการณ์ที่เกิดขึ้น รัฐบาล คสช. จะหลีกเลี่ยงการจ่ายค่าชดเชย 30,000 ล้านให้แก่บริษัท คิงเกตส์ฯ ได้หรือไม่

เอ็นจีโอระบุหากถูกฟ้องจริง ไทยหมดสิทธิชนะ

กรรณิการ์ กิจติเวชกุล รองประธานกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน แสดงความเห็นต่อกรณีนี้ว่า
มาตรา 44 ไม่ใช่ขั้นตอนโดยชอบตามกฎหมายปกติ ดังนั้น เรียกว่าแทบจะปิดประตูชนะเลย แต่เราจะมองเฉพาะด้านเดียวไม่ได้ มิอย่างนั้นจะมองว่าเป็นเพราะรัฐบาลรัฐประหาร แต่โดยกระบวนการ กลไกไอเอสดีเอสถูกออกแบบมาเพื่อคุ้มครองนักลงทุนโดยไม่เห็นหัวประชาชน เปรียบเหมือนกับประชารัฐของรัฐบาลนี้ คือการที่รัฐกับทุนจับมือกันโดยไม่เห็นหัวประชาชน ซึ่งไอเอสดีเอสสะท้อนภาพนั้นอยู่ ดังนั้น ต่อให้เป็นรัฐบาลประชาธิปไตยจะทำสิ่งที่ปกป้องประชาชนก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะสามารถทำได้ แต่อย่างน้อยยังมีช่องพอหายใจได้ หรือการใช้กฎหมายปกติอย่างการฟ้องศาลปกครอง แล้วศาลปกครองตัดสินให้ยกเลิกการทำเหมืองตามกระบวนการกฎหมาย โอกาสที่จะสู้ยังมี
กรรณิการ์ กล่าวว่า บทเรียนจากกรณีนี้ แสดงให้เห็นว่าในการทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ ทั้งผู้เจรจาและหน่วยงานของรัฐรับรู้ถึงนัยของผลที่จะเกิดขึ้นตามมาต่ำมาก สังคมจึงยังเห็นกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงพาณิชย์สนับสนุนไอเอสดีเอส ทั้งที่เอฟทีเอวอทช์เตือนมากว่าสิบปีแล้วตั้งแต่ตอนที่จะลงนามข้อตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย ซึ่งมีการคาดหมายว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้
สิ่งที่น่าวิตกอีกประการหนึ่งคือ ในรัฐธรรมนูญปี 2550 มีมาตรา 190 ที่กำหนดให้ต้องทำกรอบการเจรจา มีกระบวนการวิจัย การรวบรวมข้อมูลความรู้ถึงผลกระทบด้านต่างๆ การมีส่วนร่วมของประชาชนและของอำนาจนิติบัญญัติ ขณะที่รัฐธรรมนูญปี 2560 ตัดมาตรา 190 ออก ซึ่งจะทำให้กระบวนการเหล่านี้หายไป
เรายังไม่รู้ว่าต่อจากนี้ การเจรจาเกี่ยวกับการลงทุน สาระเดิมที่เป็นตัวป้องกันจะยังถูกใช้หรือไม่ เพราะเท่าที่เห็นตอนนี้รัฐบาลทหารอยากจะสร้างผลงานด้วยการเจรจาเอฟทีเอ ฉบับใหญ่ๆ อาจจะยังเจรจาไม่ได้ แต่อย่างอาร์เซป (Regional Comprehensive Economic Partnership: RCEP หรือความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคของอาเซียน) ตอนนี้ประเด็นอยู่ที่ไอเอสดีเอส เพราะอินเดียไม่เอากลไกนี้ แต่ไทยไปบอกให้ยอมรับเพื่อให้อาร์เซปผ่านไปได้
คำถามก็คือหากไทยต้องจ่ายค่าเสียหาย 30,000 ล้านบาทจริง ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ ในเมื่อผู้ออกคำสั่งพูดเองว่าไม่ต้องรับผิดชอบ เพราะมีมาตรา 44 คุ้มครอง

จำเลยของเรื่องนี้คือ คสช.
ด้านเลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ ผู้ประสานงานกลุ่มนิเวศวัฒนธรรมศึกษา ผู้ทำงานเกี่ยวกับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหมือง เขายอมรับว่าเป็นเรื่องลำบากใจเนื่องจากเขาเห็นว่า การรัฐประหารไม่ถูกต้องชอบธรรม ดังนั้น จึงเป็นเรื่องยากที่จะเห็นด้วยกับคำสั่งนี้ แต่อีกส่วนหนึ่งก็เห็นว่าเป็นประโยชน์สำหรับชาวบ้านมาก ทำให้การวิพากษ์วิจารณ์ในลักษณะไม่เห็นด้วยเสียเลยก็เกรงว่าจะทำให้ชาวบ้านเสียหาย
ประเด็นของผมคือการปิดเหมืองทองไม่จำเป็นต้องใช้คำสั่ง คสช. ใช้กฎหมายปกติอย่างกฎหมายสิ่งแวดล้อมกับกฎหมายแร่ก็ได้ แค่นี้ก็เอาอยู่แล้ว แต่ไม่รู้ว่าจะใช้คำสั่ง คสช. เพื่ออะไร ถ้าใช้กฎหมายปกติก็เข้าสู่ระบบศาลไทย ทางเหมืองแร่ก็สามารถฟ้องร้องได้ถ้าไม่เห็นด้วยกับคำสั่งตามกฎหมายปกติ
จำเลยของเรื่องนี้คือ คสช. ที่ใช้คำสั่งมาตรา 44 ลำพังชาวบ้านเองไม่ว่าจะรัฐบาลใดไหนก็ไม่มีความสามารถที่จะทำให้รัฐบาลออกคำสั่งอะไรได้ เบื้องหลังมีความเป็นมาอย่างไร เราไม่ทราบ แต่ถ้าจะบอกว่าจำเลยของสังคมเป็นชาวบ้าน เป็นเอ็นจีโอ ก็เป็นเรื่องแปลก จริงๆ แล้วชาวบ้านในพื้นที่ได้รับผลกระทบสูงมาก แต่สังคมส่วนใหญ่ไม่ได้สนใจเลย
สังคมต้องเข้าใจว่าผลกระทบมีจริง แต่สมควรต้องใช้มาตรา 44 หรือไม่ ผมเห็นว่าไม่จำเป็นต้องใช้ ใช้กฎหมายปกติก็เพียงพอแล้ว ถ้าต้องเปรียบเทียบความรับผิดชอบของรัฐบาล คสช. กับกรณียิ่งลักษณ์ (ชินวัตร) ผมเห็นด้วยว่ารัฐบาล คสช. จำเป็นต้องเผชิญเหมือนที่ทำกับยิ่งลักษณ์ ถ้ารัฐบาล คสช. กล้าหาญจริงที่จะช่วยเหลือชาวบ้าน คุณก็ต้องสู้กับอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ ถ้าสู้ไม่ได้ก็ต้องยอมจ่าย ถ้าโดนปรับแล้ว ประยุทธ์ (จันทร์โอชา) ต้องมีส่วนรับผิดชอบต่อความเสียหายนี้ และสังคมก็ควรต้องกดดันหรือตั้งคำถามต่อประยุทธ์