PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพุธที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

'ทูตสันติสุข' บังเกิดขึ้นแล้ว

"ตูน บอดี้สแลม"...........
๗ วัน ๒๕๗ กม. ขึ้นหลัก ๑๐๐ ล้านที่ "หาดใหญ่" เมื่อวาน (๗ พ.ย.๖๐)!
คิดตามบัญญัติไตรยางศ์
๕๕ วัน จะได้ ๘๐๐ ล้าน เกินเป้า ๗๐๐ ล้านไป ๑๐๐ ล้าน แต่ดูแรงศรัทธามหาชนหนุนเนื่องต่อตูนแล้ว
๑,๐๐๐ ล้าน เอาไปเลย!
ปรากฏการณ์ "พี่ตูน" โดยเฉพาะที่ ๓ จังหวัดใต้ มันให้อะไรที่มากกว่าเงิน ๑,๐๐๐ ล้าน
และต่อให้ ๑,๐๐๐ ล้านล้าน ก็ยังให้ อย่างที่ "พี่ตูน" ให้ไม่ได้
ข้อความต่อจากนี้ มีคนจากยะลาส่งมาให้ ลองอ่านกันดู
เขาคือปรากฏการณ์ เขาคือ men of honor ชายร่างผอมบาง จิตใจดี อ่อนโยน ยิ้มง่าย อ่อนน้อมถ่อมตน และให้เกียรติเคารพผู้อื่นทุกระดับ
ปฏิเสธไม่ได้ว่าตอนนี้ #ชายที่ชื่อตูน หรือ นายอาทิวราห์ คงมาลัย นักร้องนำวง rock ชื่อดังอันดับ 1 เมืองไทย ณ เวลานี้
เขาคือ "ผู้ชายที่ทรงอิทธิพลที่สุด" ในประเทศไทย
ไม่ใช่คำกล่าวหรืออวยเกินจริงแต่อย่างใด ชายหนุ่มวัย 38 คนนี้ ได้มาพังทลายกำแพงความอึมครึม ระหว่างพี่น้องมุสลิมในพื้นที่กับคนต่างศาสนา
ไม่เคยมีครั้งใด ที่จะมีผู้คนทุกวัย ทุกระดับตั้งแต่เบตง มาถึงบันนังสตา ที่มายืนคอยต้อนรับบุคคลใดคนหนึ่งแบบนี้ และชายที่กำลังวิ่งอยู่นี้ก็ต่างศาสนาออกไป
ภาพที่เราเห็นกันทางหน้าจอทีวี ไม่ว่าเขาจะเหน็ดเหนื่อยเพียงใด แต่ทุกที่ทุกครั้ง ที่มีคนมาคอยให้กำลังใจ ขอถ่ายรูป เขาไม่เคยปฏิเสธ
แถมเป็นคนเซลฟีให้เองอีกด้วย
ด้วยรอยยิ้ม ด้วยความเต็มใจ 2-3 วันมานี้ พื้นที่ตรงนั้น พื้นที่สีแดง พื้นที่ก่อเหตุรุนแรง เปลี่ยนกลับไปเหมือนช่วงก่อนปี 2547
ที่คนทุกศาสนาอยู่ด้วยกันฉันพี่น้อง ถึงแม้จะใช้งบหมื่นล้าน แสนล้าน ก็ไม่มีทางนำรอยยิ้ม นำความสุขมาให้ในพื้นที่ได้
"เท่าชายคนนี้ทำ" แน่นอน
...ทำไมชายคนนี้ถึงได้มีอิทธิพลต่อคนไทยถึงเพียงนี้ ค่าตัวเขาเล่นดนตรี ครั้งละ 750,000 บาทต่อ 2 ชม.
เวลา 60 วันที่เขามาวิ่งครั้งนี้ และเวลาที่เตรียมร่างกายก่อนหน้านี้ สามารถทำเงินให้เขามหาศาล เขาไม่ต้องมาวิ่งให้เหนื่อย แค่คิดว่าต้องวิ่งถึง 2 พันกว่ากิโล ผู้เขียนได้ยินก็เข่าทรุด หน้ามืด มันไม่มีทางที่จะเป็นไปได้ ที่ต้องวิ่งไกลขนาดนั้น
สภาพภูมิประเทศ เดี๋ยวฝนตก แดดออก แต่เขาไม่หยุด ยังคงวิ่งต่อไป ท่ามกลางสายฝนกระหน่ำ
เขาทำไปทำไม ทำเพื่ออะไร?
ในโลกนี้จะมีสักกี่คน ที่คิดจะทำแบบเขา วิ่งท่ามกลางภาวะสงครามในพื้นที่ และที่สำคัญ ผู้หญิงของเขา ที่เคียงข้างเขา คุณก้อย คุณเป็นผู้หญิงที่สมบูรณ์แบบจริงๆ
คอยให้กำลังใจพี่ตูนตลอดเส้นทาง คุณสองคนก้าวข้ามคำว่าเสียสละไปแล้ว คนที่คิดที่จะทำเพื่อผู้อื่น จนบางครั้งตัวเองอาจจะหมดลมหายใจ
คนแบบนี้เราต้องรักษาให้ดีที่สุด ผู้เขียนดีใจ ที่สมัยวัยรุ่นเรียนช่างกลที่กรุงเทพฯ สิบกว่าปีก่อนติดตามดูเขาแทบทุกงาน ไม่เสียแรงจริงๆ ที่นับถือ
แล้วก็ไม่เคยคิดว่าเขาจะสามารถทำได้ถึงเพียงนี้ ไม่มีอีกแล้ว ไม่มีอีกแน่นอน คนที่จะทำได้เหมือนชายที่ชื่อ "ตูน บอดี้สแลม"
บุคคลที่ควรเทิดทูน ชายที่ควรได้รับเกียรติ men of honor
นอกจากนี้แล้ว...........
ยังมีผู้เขียน "ปรากฏการณ์ตูน" อีกมาก ขอยกจาก "มุสลิมไทยโพสต์" มาให้อ่านอีกสำนวน ดังนี้
จากปรากฏการณ์ที่ "ตูน บอดี้สแลม" ได้เริ่มต้นไว้กับโครงการก้าวคนละก้าวเพื่อ 11 โรงพยาบาลทั่วประเทศ กำลังเป็นสิ่งที่ถูกกล่าวขวัญถึงอย่างกว้างขวาง
แม้โครงการจะเริ่มต้นขึ้นในระยะเวลาแค่เพียง 5 วัน แต่ตูนได้สร้างปรากฏการณ์ที่ยิ่งใหญ่ กับภาพของความรักที่มีให้แก่กัน ภาพแห่งรอยยิ้ม และภาพแห่งน้ำใจของคนชายแดนใต้ ด้ามขวานของไทย
โดยไม่มีการแบ่งแยกใดๆ ว่าคุณคือไทยพุทธ หรือคุณคือไทยมุสลิม กล่าวได้แค่เพียงคุณคือ "คนไทย" และปรากฏการณ์นี้ก็ไม่ได้สร้างแค่รอยยิ้มให้เฉพาะคนชายแดนใต้เท่านั้น
ภาพที่เกิดขึ้น ยังขยายวง สร้างรอยยิ้มและน้ำตาแห่งความดีใจเปี่ยมสุขมายังคนไทยทั้งประเทศอีกด้วย
และสำหรับในสังคมมุสลิมจังหวัดชายแดนใต้ ประเด็นนี้ก็กำลังเป็นประเด็นที่ถูกนำมากล่าวถึงเช่นกัน
อุสตาซอับดุชชะกรู บินชาฟิอีย์ กรรมการสภาประชาสังคมชายแดนใต้ ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ใน deepsouthwatch.org ว่า
"ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตาปรานีเสมอ มวลการสรรเสริญมอบแด่อัลลอฮฺผู้ทรงอภิบาลแห่งสากลโลก
ขอความสันติสุขแด่ศาสนทูตมูฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่านและสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน
จากโครงการ 'ก้าวคนละก้าวเพื่อ 11 โรงพยาบาลทั่วประเทศ' ระยะทาง 2,191 กิโลเมตร จากใต้สุดที่ อ.เบตง จ.ยะลา สู่เหนือสุด อ.แม่สาย จ.เชียงราย
เพื่อนำรายได้จัดซื้อเครื่องมือแพทย์ให้โรงพยาบาลศูนย์ 11 แห่งของตูน นักร้องนำวงบอดี้สแลม พร้อมด้วย ก้อย รัชวิน และทีมงาน
โดยปัจจุบัน ได้ผ่านชุมชนต่างๆ ชายแดนใต้ ซึ่งส่วนใหญ่มีคนชื่นชม
แต่หลังจากมีภาพสาว หรือสตรีมุสลิมในพื้นที่มากมายถ่ายภาพเซลฟี ทำให้นักเลงคีย์บอร์ดบางส่วนออกมาโจมตี แต่ก็มีนักวิชาการมุสลิมบางท่านหรือหลายท่านออกมาชี้แจง หนึ่งในนั้นคือท่าน
อับดุลกอเดร มัสแหละ ได้เขียนบทความผ่านเฟสท่านในหัวข้อ จากกระทงมาถึงตูน....โดยมีรายละเอียดดังนี้
'เมื่อคืน 3/11/60 เป็นคืนลอยกระทง สังคมไทยเป็นสังคมที่อยู่ริมน้ำ พวกเรามุสลิมก็อยู่ริมน้ำเช่นกัน กระทงกับคนไทย กระทงกับมุสลิม มันก็อยู่ ก็เห็นกันมานาน ตั้งแต่อดีตมา ก็ไม่เห็นจะมีปัญหาตรงไหน
มุสลิมไม่ลอยกระทง ก็รู้กันมาตั้งนาน เพราะมันไม่ใช่ประเพณี วัฒนธรรมของมุสลิม ก็ไม่เห็นจะมีปัญหาตรงไหน
แต่ปัจจุบันกลับมีปัญหา ก็ไม่ทราบว่ามันเกิดการขัดข้องทางเทคนิคตรงไหน เมื่อไหร่ หรือมุสลิมหย่อนยาน หรือว่ามุสลิมเกิดเคร่งเกินไป
เคร่งไม่เป็นไร แต่อย่าเคร่งจนล้ำเส้น ไม่ว่าเทศกาลอะไรมา มุสลิมเป็นได้วิจารณ์แหลก หลายคนก็วิจารณ์ล้ำเส้น แบบขาดความเกรงใจ
ผมก็ไม่เห็นว่ามีใครมาชวนมุสลิมไปลอยกระทง และมุสลิมบางคนที่แอบไปงานลอยกระทง ก็ไม่มีใครมาชวนสักหน่อย การที่มุสลิมบางคนไปวิพากษ์ วิจารณ์เกินความพอดี ผมไม่เห็นด้วย หลายครั้ง วิจารณ์เกินเลยมากไป ไปกระทบความเชื่อของเขา
ทำไมล่ะ ใครจะทำตามความเชื่อของใคร มันเกี่ยวอะไรด้วย ทำไมเราต้องเดือดร้อนด้วย ในเมื่อสิ่งเหล่านี้ เราก็เคยเห็น และมันก็อยู่กับพหุวัฒนธรรมมาโดยตลอด
เราจะจัดงานอะไร ก็ไม่มีใครมาว่าอะไรเรา วันอีดเราจะมีอะไร เพื่อนๆ ต่างศาสนิกก็ไม่เคยมาก้าวก่ายเรา
แล้วทำไม เมื่อเขามีเทศกาลของเขา เราต้องวิพากษ์จนเกินเลย อุมมุเตาวะสะฎอ มันหายไปไหนหมด
คนในอดีตเคร่งกว่าคนยุคนี้ เขาก็ไม่เห็นจะต้องไปล้ำเส้นกัน เขาถึงอยู่ได้อย่างมีความสุข ท่ามกลางการเข้าใจซึ่งกันและกัน เช่นเดียวกันที่ตูน บอดี้สแลม ออกวิ่งรณรงค์ซื้อเครื่องมือแพทย์ให้โรงพยาบาล ผมก็งงมากที่บางคนออกมาต่อว่าเสียๆ หายๆ
ภาพลักษณ์ที่พี่น้องมุสลิมสามจังหวัดร่วมกันบริจาค เป็นภาพลักษณ์ที่สวยงาม เพราะเป็นการบริจาคเพื่อมนุษยธรรม หลายฝ่ายชื่นชม สิ่งที่ออกมา มันตรงกันข้ามกับความโหดร้าย แต่ก็แปลก เกิดมีคนรู้สึกไม่พอใจ ผมงงมาก...
โดยเอาภาพที่มีคนถ่าย 'เซลฟี' กับตูนมาวิจารณ์ทั้งๆ ที่ตูนก็นอบน้อมเกรงใจ เขาก็คงเรียนรู้วัฒนธรรมประเพณีของคนมุสลิม
แต่ภาพ 'เซลฟี' เราควรตำหนิใคร หรือเราไม่ได้สอนคนของเราเอง แต่ไปตำหนิคนอื่น มันเลยไม่ต่างกันกับลอยกระทง คนของเราหนีไปเที่ยวเอง แต่เรากลับไปโทษเทศกาลลอยกระทง
ถามว่า 'ตูน' ใครๆ ก็รู้จัก เมื่อผู้คนจะชื่นชมยินดี มันก็เป็นเรื่องปกติ ส่วนสาวๆ มุสลิมที่ออกจะเกินเลย ถามว่าจะโทษใคร
เริ่มแรกก็ผู้ปกครอง พ่อแม่เขานั้นแหละ ที่ต้องตักเตือนเป็นอันดับแรก ส่วนพวกเรานั้น ก็ตักเตือนด้วยกับวิทยปัญญา การตักเตือนมันก็มีรูปแบบไว้แล้ว
การใกล้ชิดระหว่างหญิงสาว-ชายหนุ่มที่มิใช่เป็นญาติใกล้ชิด มัน 'ฮาราม' ต้องห้ามตามหลักการอิสลาม ถามว่ามุสลิมไม่รู้หรือไง รู้หมดละครับ
ก่อนจะไปด่า 'กระทง' ก่อนจะไปต่อว่า 'ตูน'
มาต่อว่าพวกเรากันเองไม่ดีกว่าหรือ...และการจะต่อว่าใคร ก็ควรมองถึงผลกระทบด้วยว่า มันเหมาะสมหรือไม่
ถ้าคิดว่า การบริจาคเงินผ่านตูนเพื่อไปซื้อเครื่องมือแพทย์ ไม่ดี สู้เอาเงินไปสร้างมัสยิดไม่ได้ คุณก็ทำไปเลย มีมัสยิดอีกมากมายที่ยังไม่แล้วเสร็จ ใครที่บริจาคเงินสร้างมัสยิดดีครับ ไม่มีใครว่าไม่ดี
แต่ถ้าเขาจะบริจาคเพื่อมนุษยธรรม แล้วไง...หรือเราคิดว่าคนที่บริจาคเงินผ่านตูน เขาไม่เคยบริจาคเงินสร้างมัสยิดหรือไง
แต่ถ้าจะมีมุสลิมคนใด จะไปช่วยซื้อเครื่องมือทางการแพทย์ให้โรงพยาบาล โดยผ่านตูน ซึ่งเขากำลังรณรงค์ นั่นก็เรื่องของเขา
ส่วนเรื่องที่คนของเราเกินเลย นั่นเราต้องมาว่ากันเอง การตักเตือนมิใช่การด่า หรือประจาน ผมว่าไปห้ามคนที่เอาเงินไปซื้อยาบ้า เล่นการพนันดีกว่ามั้ง
ถ้าคุณทำแบบนี้ออกเฟซบุ๊ก รับรองได้ มีคนเชียร์คุณเพียบ ยกเว้นคนขายยาบ้า และเจ้ามือบ่อนเท่านั้นที่ไม่พอใจ
อย่าทำอะไรให้คนเขาคิดว่า มุสลิมนี่ หาความพอดีไม่ได้เลย ใครทำอะไรเป็นขวางหูขวางตาไปทุกเรื่อง มันเสียภาพลักษณ์มุสลิมผู้ใฝ่หาสันติหมด
ปรากฏการณ์ตูนได้สะท้อนให้สังคมมุสลิม จชต./ปตานี ทุกภาคส่วน โดยเฉพาะโลกโซเชียล ต้องมีทักษะด้านต่างๆ อีกมาก เช่นมุมมองการบริจาคสาธารณประโยชน์ ผ่านต่างศาสนิก ทักษะการสนับสนุนความดี ละเว้นความชั่ว ตามมุมมองศาสนา ทักษะการทำกิจกรรมสาธารณะกับคนต่างวัฒนธรรม
ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของผู้เขียน ผู้เผยศาสนธรรมและทุกคนจะร่วมด้วยช่วยกันอย่างไร
ในภารกิจหนุนเสริมความดี ละเว้นความชั่วอย่างมีอารยะ ตามกรอบอิสลาม เพราะอิสลามคือแนวทางการดำเนินชีวิต
ท้ายนี้ ฝากชาวมุสลิมทุกท่าน 2 เรื่อง กรณีตูนวิ่งการกุศลผ่านแต่ละพื้นที่
1.ร่วมกันบริจาค เพราะมันคือ ความดีที่ไม่สิ้นสุด
2.สำหรับมุสลิมผู้ที่เซลฟี ขอให้อยู่ในกรอบของมารยาทและหลักการอิสลาม"
ขอบคุณ:ข้อมูลจาก deepsouthwatch
-----------------------------------------------
ครับ ไม่เพียงใน ๓ จังหวัดใต้ แต่ทั้งประเทศ "ตูน บอดี้สแลม" คือ "ทูตสันติสุข" แห่ง "ไทยพุทธ-ไทยมุสลิม" โดยแท้!

จุด ละเอียดอ่อน ปรับครม. ‘เศรษฐกิจ’ สะท้อน ‘ผลงาน’

จุด ละเอียดอ่อน ปรับครม. ‘เศรษฐกิจ’ สะท้อน ‘ผลงาน’


ภายในความคึกอันจะนำไปสู่การปรับใหญ่ ครม.โดยพุ่งเป้าไปยังกระทรวงในทาง “เศรษฐกิจ” ก็ปรากฏจุดอ่อนไหวขึ้นมา

เป็นจุดอ่อนไหวที่จะมีการ “โละ” รัฐมนตรีบางคน

บังเอิญที่เป็นรัฐมนตรีบางคนในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บังเอิญที่เป็นรัฐมนตรีบางคนในกระทรวงพลังงาน

ล้วนเป็นรัฐมนตรีที่ดำรงยศเป็น “พลเอก”

หากติดตามน้ำเสียงวิพากษ์และวิจารณ์และชี้ถึงแนวโน้มของการปรับ ครม.ก็เริ่มมีความเด่นชัดเป็นลำดับว่าอาจจะลดโควต้า “สายทหาร” ลง

แล้วนำเอา “มืออาชีพ” เข้ามาสอดสวมแทน

เป็นมืออาชีพที่มีประสบการณ์การบริหารในทางธุรกิจ เป็นมืออาชีพที่มิได้เป็นข้าราชการหากแต่ผ่านกระบวนการของภาคเอกชนมาอย่างเจนจบ

ยิ่งวิพากษ์วิจารณ์ก็จะยิ่ง “อ่อนไหว”

ความอ่อนไหวในที่นี้เนื่องมาจากสภาพความเป็นจริงของรัฐบาลเป็นความสืบเนื่องจากรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557

นั่นก็คือ ผลงานและความสำเร็จของ “คสช.”

ไม่ว่า 1 สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ไม่ว่า 1 คณะรัฐมนตรี ไม่ว่า 1 คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ว่า 1 สภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปแห่งชาติ อันแปรมาเป็นคณะกรรมการปฏิรูปแห่งชาติ
ล้วนเป็น 1 ใน “แม่น้ำ 5 สาย”

ล้วนเป็นผลผลิตและสำเร็จขึ้นมาจากกระบวนการของการรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 อันมี “คสช.” เป็นผู้รับผิดชอบ

และ “คสช.” ก็มีองค์ประกอบมาจาก “ทหาร”

จึงไม่แปลกที่ สนช.จะมากด้วยทหาร จึงไม่แปลกที่ สปช.หรือ สปท.จะมากด้วยทหาร จึงไม่แปลกที่ภายใน ครม.จะมีทหารเป็นแกนหลัก

กระทั่ง ต่างประเทศเรียกว่า JUNTA

กระแสเรียกร้องให้ “ลด” จำนวนรัฐมนตรีที่มาจากสายทหารลงในการปรับ ครม.ครั้งใหม่จึงเท่ากับตีตรงขนดหางของ คสช.และของรัฐบาลโดยตรง

1 อาจมองได้ว่าเพราะ 3 ปีที่ผ่านมาประสบความสำเร็จอย่างยอดเยี่ยม

เมื่อประสบความสำเร็จในการสร้างความสงบเรียบร้อย ทำให้เป้าหมายที่ว่าจะ “คืนความสุข” ให้ประชาชนได้มาถึง

“เราจะทำตามสัญญา ขอเวลาอีกไม่นาน”

ขณะเดียวกัน 1 ก็อาจมองได้ด้วยว่าเพราะว่าอุปสรรคและขวากหนามที่การบริหารยังไม่บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ โดยเฉพาะทางด้านเศรษฐกิจ ชีวิตความเป็นอยู่

จึงต้องนำ “มืออาชีพ” เข้ามา ไม่ใช่ “มือสมัครเล่น”

กระแสแห่งการวิพากษ์วิจารณ์จึงพุ่งไปยังกระทรวงเศรษฐกิจที่มีทหารกำกับดูแล ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงพลังงาน

เท่ากับมองและประเมินว่ารัฐมนตรี “สายทหาร” เป็นความล้มเหลว

คำถามในเมื่อหัวหน้า คสช.ก็มาจากทหาร ในเมื่อองค์ประกอบภายใน คสช.ก็มีทหารเป็นด้านหลักจะสามารถยอมรับความล้มเหลว ความผิดพลาดเช่นนี้ได้หรือ

การปรับ ครม.โดยเน้นไปยังกระทรวงทางด้าน “เศรษฐกิจ” จึงสวนทางอย่างสิ้นเชิงกับกระแสการโหมประโคมในห้วง 1 ปีหลังของรัฐบาล

ไม่ว่าจะในด้านความสำเร็จของ “เศรษฐกิจ”

ไม่ว่าจะในด้านความรุ่งโรจน์และคะแนนนิยมจากนานาอารยประเทศและจากประชาชนโดยผ่านจากโพลบางสำนักที่ใกล้ชิดอยู่กับรัฐบาล

คำถามก็คือ เป็นความสำเร็จอย่างแท้จริงจริงหรือ

ทิศทาง ‘ครม.’ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ จะคือ ‘คำตอบ’

ทิศทาง ‘ครม.’ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ จะคือ ‘คำตอบ’


เวลาเพียง 1 สัปดาห์ จากวันที่ 1 พฤศจิกายน ที่ พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล ยื่นใบลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

อาจ “เร็ว” เกินไปที่จะได้ “คำตอบ”

คำตอบที่ว่า ตกลงจะปรับเฉพาะตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน หรือว่าปรับตำแหน่งอื่นในลักษณะอันเรียกว่า “ปรับใหญ่”

ใหญ่เหมือนการปรับเมื่อเดือนสิงหาคม 2558

กระนั้น หากทอดเวลาเนิ่นยาวไปเป็นสัปดาห์ที่ 2 ไม่ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะแถลงหรือไม่อย่างไร เวลานั่นแหละจะเป็นเครื่องบ่งบอก

บ่งบอกว่าน่าจะเป็นเรื่องใหญ่ ยักษ์

เพราะลำพังเพียงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานไม่น่าจะมีความสลับซับซ้อน แต่เมื่อทบทวนแล้ว “สัญญาณ” เริ่มเด่นชัดว่าน่าจะทำอย่างชนิด “ทิ้งทวน”

สัญญาณจากกระบวนการปรับ ครม.จึงทรงความหมาย

ความจริง ความหมายที่ทุกคนคาดกันอยู่ในขณะนี้ก็มิได้เป็น “ความลับ” แต่อย่างใด เพราะสามารถอ่านออกตั้งแต่ปรากฏใน 2 หลักกิโลเมตรแล้ว

1 คือรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557

หากใครศึกษาอย่างละเอียดก็จะประจักษ์ว่า บทเพลงที่ว่า “เราจะทำตามสัญญา ขอเวลาอีกไม่นาน” นั้น จะดำเนินไปในแบบที่รู้กันว่า

“ลับ ลวง พราง”

ขณะเดียวกัน 1 เมื่อศึกษากระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญจากที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ถูกคว่ำโดย สปช.ในเดือนกันยายน 2558 กระทั่งมาถึงมือของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่มี นายมีชัย ฤชุพันธุ์ นั่งหัวโต๊ะ

การประกาศและบังคับใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ในวันที่ 6 เมษายน นับว่าแจ่มชัดไม่มีการปิดบังอำพรางเจตนา

เราจะทำตาม “สัญญา” ขอ “เวลา” อีกไม่นาน

การปรับ ครม.จึงจะสะท้อนกระบวนการทางความคิด ยุทธศาสตร์ทางการเมืองของรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 ว่าเปี่ยมด้วยความมั่นใจเพียงใด

อ่านจากเสียงของ “โหร” ยังไม่เพียงพอ

จำเป็นต้องสัมผัสรูปธรรมในการจัดวางตัวบุคคล ว่ายังให้น้ำหนักอยู่ที่ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ มากน้อยเพียงใด

หากเป็นเช่นนี้ก็พอจะมองได้ว่า “หัวใจ” สำคัญ จะดำเนินไปอย่างไร

เพราะเท่ากับเป็นการยอมรับว่า การบริหารจัดการโครงสร้างทางเศรษฐกิจจากฝีมือ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ และคณะ คือความมั่นใจ

เป็นความมั่นใจไม่เพียงเอาชนะ 1 พรรคประชาธิปัตย์

หากที่สำคัญเป็นอย่างมาก 1 คือ การเอาชนะเกียรติภูมิและความสำเร็จพื้นฐานของพรรคไทยรักไทยอย่างสิ้นเชิง

นี่คือกลยุทธ์ “ยืมหอกสนองคืน”

การจัดวางน้ำหนักของ คสช.จะปรากฏเป็นรูปธรรมผ่านกระบวนการปรับ ครม.ครั้งใหม่คือคำตอบทั้งหมดของ คสช.

จากนี้ จึงเห็นได้ว่า การโขยกเขย่าอันมาจากพรรคประชาธิปัตย์ประสานเข้ากับพรรคเพื่อไทย แทบไม่มีความหมายอะไรเลยสำหรับ คสช.

เพราะ คสช.ประเมิน “พรรคการเมือง” ต่ำอยู่แล้ว

เพราะ คสช.ประเมินว่า หากประสาน “ความมั่นคง” อันเป็นจุดแข็งของตนเข้ากับ “เศรษฐกิจ” ในทิศทางของ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ย่อมรบที่ไหน ชนะที่นั่น

เหมือนชัยชนะของพรรคไทยรักไทยที่ได้มาในอดีต

ผู้ใหญ่สั่งมา

ผู้ใหญ่สั่งมา

ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการ ป.ป.ช.เพิ่งผ่านความเห็นชอบวาระแรก ด้วยคะแนนเอกฉันท์จากที่ประชุม สนช. เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

โดยมีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ 35 คน พิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมเนื้อหาต่างๆ ของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ภายใน 30 วัน

จากนั้นจึงส่งกลับไปให้ที่ประชุม สนช. ลากตั้ง ลงมติเห็นชอบอีกครั้งก่อนคลอดออกมาบังคับใช้แทน พ.ร.บ.ป.ป.ช.ฉบับเดิม

“แม่ลูกจันทร์” ขออนุญาตหยิบสาระสำคัญในร่าง พ.ร.บ.ป.ป.ช.ฉบับใหม่เป็นน้ำจิ้มสัก 2 ประเด็น

ประเด็นแรก คือ แต่ก่อนร่อนชะไร การไต่สวนคดีทุจริตของ ป.ป.ช.ไม่มีกรอบเวลาชัดเจนทำให้มีคดีค้างท่อกองอยู่ใน ป.ป.ช.เป็นภูเขาเลากา

ฉะนั้น เพื่อลดกระแสโจมตีว่า ป.ป.ช.ดองบางคดี เร่งบางคดี

ในมาตรา 47 ของร่าง พ.ร.บ.ป.ป.ช.ฉบับใหม่จึงกำหนดกรอบเวลาให้ ป.ป.ช.ต้องดำเนินการไต่สวนคดีทุจริตทุกคดีให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี

หากคดีใด ป.ป.ช.ไม่สามารถไต่สวนวินิจฉัยได้เสร็จใน 1 ปี ให้ขยายเวลาไต่สวนได้ตามความจำเป็น

แต่ต้องไม่เกิน 2 ปี!!

ประเด็นที่ 2 คือมาตรา 178 ของบทเฉพาะกาลในร่าง พ.ร.บ.ป.ป.ช.ฉบับใหม่กำหนดให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดปัจจุบัน ที่มีคุณสมบัติ และไม่มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ

สามารถดำรงตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช.ต่อไปจนครบวาระ

ส่วนคณะกรรมการ ป.ป.ช.คนใดที่ขาดคุณสมบัติตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญต้องพ้นตำแหน่งไป เพื่อสรรหากรรมการ ป.ป.ช.ใหม่เสียบแทนตำแหน่งที่ว่างลง

“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดปัจจุบัน 9 คน มีปัญหาขาดคุณสมบัติถึง 7 คน

ได้แก่ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช.คนปัจจุบัน (ลูกน้องสายตรงรองนายกฯบิ๊กป้อม) ขาดคุณสมบัติเนื่องจากพ้นตำแหน่งการเมืองไม่ถึง 10 ปี

นายวิทยา อาคมพิทักษ์ กรรมการ ป.ป.ช. ขาดคุณสมบัติเนื่องจากพ้นจาก ตำแหน่งกรรมการองค์กรอิสระอื่น (กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน) ไม่เกิน 10 ปี

ส่วนกรรมการ ป.ป.ช.อีก 5 คน ได้แก่ พล.ต.อ.สถาพร หลาวทอง, นายปรีชา เลิศกมลมาศ, นายณรงค์ รัฐอมฤต, น.ส.สุภา ปิยะจิตติ และ พล.อ.บุญยวัจน์ เครือหงส์ ขาดคุณสมบัติ เนื่องจากดำรงตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการไม่ถึง 5 ปี

สรุปว่า มีกรรมการ ป.ป.ช.ชุดปัจจุบันที่คุณสมบัติตามสเปกแค่ 2 คน

ส่วนประธาน ป.ป.ช. และกรรมการ ป.ป.ช.อีก 6 คน ต้องพ้นจากตำแหน่งเมื่อ พ.ร.บ.ป.ป.ช.ฉบับใหม่ ประกาศใช้อย่างเป็นทางการ

“แม่ลูกจันทร์” ยํ้าว่าบทเฉพาะกาลมาตรา 178 กำลังจะบานเป็นประเด็นร้อนๆ ส่งท้ายเทศกาลลอยกระทง

เพราะลือกันแซ่ดว่ามี “ใบสั่ง” จาก “ผู้ใหญ่” ให้ใช้เสียงข้างมากของคณะกรรมาธิการวิสามัญ แก้ไขเนื้อหามาตรา 178 เพื่อให้ประธาน ป.ป.ช. และกรรมการ ป.ป.ช.ทั้ง 7 คน ที่มีคุณสมบัติไม่ครบตามที่กำหนดในรัฐธรรมนูญ...

ดำรงตำแหน่งต่อไปจนครบเทอม

โดยอ้างเหตุผลเพื่อให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดปัจจุบันเร่งสอบสวนคดีทุจริตที่ค้างสต๊อกอยู่ให้เสร็จโดยเร็ว

“แม่ลูกจันทร์” ฟันธงถ้ามี “ใบสั่ง” จาก “ผู้ใหญ่” อย่างที่มีข่าวลือ

รับประกันซ่อมฟรี จะมีการแก้ไขบทเฉพาะกาลประเด็นนี้แน่นอน!!

แต่ที่โจ๋งครึ่มเกินไปหน่อย คือการที่ พล.ต.อ.วัชรพล ประธาน ป.ป.ช. และ น.ส.สุภา กรรมการ ป.ป.ช. (ซึ่งเป็นผู้มีส่วน ได้ส่วนเสียโดยตรง) ร่วมอยู่ในคณะกรรมาธิการพิจารณาแก้ไขร่าง พ.ร.บ.ป.ป.ช.

ฉะนั้น ถ้ามีการแก้บทเฉพาะกาลให้กรรมการ ป.ป.ช.ชุดปัจจุบัน ดำรงตำแหน่งต่อได้จนครบเทอม

ก็เท่ากับ พล.ต.อ.วัชรพล และ น.ส.สุภา เอื้อประโยชน์ให้ตัวเอง??

เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้แลแฮ.

"แม่ลูกจันทร์"

ถึงจุดใช้มือการเมือง

ถึงจุดใช้มือการเมือง

ถ้าเป็นมวยก็ส่ออาการ “เมาหมัด” มึนไปหมด

ตามฟอร์มล่าสุดที่ “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ต้องเคลียร์ข่าวที่ถูกนักวิชาการสายเสื้อแดงคนดัง แฉความสัมพันธ์กับอดีตนักข่าวสาวถึงขั้นมีลูกมีเต้า โดยปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง
ยืนยันเลยว่า ตัวเองทำหมันมา 20 ปีแล้ว

เรื่องของเรื่อง ว่ากันตามแนวโน้มสถานการณ์มันสะท้อนภาวะอ่อนไหว “พี่รอง” ตกอยู่ในตำบลกระสุนตก โดนปมร้อนเข้าปะทะไม่หยุดหย่อน มาถึงจุดที่ผวาแม้แต่ข้อมูลข่าวโคมลอยในโซเชียลมีเดียของนักวิชาการเสื้อแดง

กลายเป็นออกแรงช่วยกระพือปมฉาวให้ขยายวงซะอย่างนั้น

ภายใต้บรรยากาศกดดัน กระแสการปรับคณะรัฐมนตรี เสียงยุให้ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. โละทิ้ง “ตัวถ่วง” รอบเอว

โดยเฉพาะเพื่อนพ้องน้องพี่ที่มีปัญหา ก่อนพากันพังทั้งยวง

ล้อกับกระแสสื่อหลัก พักหลังจะเห็นชื่อวนเวียนป้วนเปี้ยนอยู่ที่คิวของ พล.อ.อนุพงษ์ กับรายของ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ พาดหัวหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์รายวัน

ชี้เป้า วัดใจ “นายกฯลุงตู่” กันในที

ที่แน่ๆโจทย์ของหัวหน้า คสช.ไม่ได้แค่จะอุ้มพี่น้องเพื่อนต่อไปไหวหรือไม่ แต่มันข้ามไปถึงสูตรที่ต้องลดโควตาทหาร เปิดพื้นที่ให้ “นายกฯลุงตู่” ดึงมือบริหารอาชีพเข้ามาช่วยปั่นเนื้องานในห้วงท้ายของรัฐบาล และนั่นยังอาจหมายถึงโอกาสเปิดให้นักการเมืองอาชีพเข้ามาร่วมทีม

เข้าสู่โหมด “รัฐบาลเพื่อการปฏิรูป”

ตามสถานการณ์ล่าสุดที่นักข่าวเริ่มไล่เช็กข่าวทางลึก แกะรอยรายชื่อ “บิ๊กเนม” นักการเมืองที่มีคุณสมบัติเข้าข่ายได้รับเทียบจากรัฐบาล คสช.เชิญมาช่วยทำงาน

แบบที่ล่าสุด “ซือแป๋” นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ต้องเคลียร์คำถามสื่อมวลชนกรณีที่มีคนเห็นเดินทางไปทัวร์ประเทศจีนกับอดีตรัฐมนตรีคนดัง “มือประสาน” อย่างนายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ และนายกรพจน์ อัศวินวิจิตร ยืนยันเป็นแค่ก๊วนเที่ยวขาประจำ

ไม่เกี่ยวกับการนำมือบริหาร นักการเมืองเข้าร่วม ครม.แต่อย่างใด

ขณะเดียวกัน มันก็เป็นอะไรที่โยงเป็นเงื่อนไขต่อเนื่องกันกับการเปิดทางนักการเมืองเข้าร่วมทำงานตามรูปการณ์ที่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรมว.กลาโหม ในฐานะผู้จัดการขุมอำนาจ คสช. ทิ้งทุ่นเป็นประโยค “ปลายเปิด” ว่าด้วยการตั้งพรรคการเมืองทหาร

ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ต้องตั้ง ถ้าจำเป็นก็ต้องตั้ง

แปลความตามนี้ คงหนีไม่พ้นต้องมีพรรคทหารแน่ เพียงแต่ของจริงไม่มีทางหลุดให้จับไต๋ได้ง่ายๆ ส่วนใหญ่พวกที่เคลื่อนไหวโฉ่งฉ่างให้เป็นข่าว มักจัดอยู่ในประเภทของปลอมที่แอบอ้างสร้างราคาตัวเอง
เชื่อเอาไว้ก่อนเลยว่า “ของเทียม”

เรื่องของเรื่อง มันก็ยังเป็นแค่จังหวะที่นายวีระ สมความคิด นักเคลื่อนไหวชื่อดังจุดพลุแฉดักทางการตั้งพรรคทหาร ต่อด้วยกระแสการโผล่มาของ “พรรคพลังชาติไทย” ที่มีชื่อของบิ๊กท็อปบูตเป็นแกนนำ
ตามน้ำด้วยคิวของนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ยืนยันว่า มีการลงพื้นที่ของคนในพรรคนี้จริง และลงพื้นที่ในภาคใต้มานานร่วมปีแล้ว แม้แต่ในภาคอีสานก็เช่นกัน โดยผู้สมัครส่วนใหญ่เป็นอดีตนักการเมืองท้องถิ่นเป็นหลัก และข้าราชการเกษียณ

แต่ที่แน่ๆ “บิ๊กป้อม” บอกปัดแล้วว่า ไม่รู้จักกับขุนทหารที่เป็นข่าวแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางกระแสการตั้งพรรค คสช.เริ่มก่อเชื้อชนวนขึ้นมา

มันมีจุดที่น่าสังเกตจากยุทธการเดินหน้าอัดฉีดมาตรการช่วยคนจน ตามคิวที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ได้สั่งให้กระทรวงการคลังเร่งจัดทำโครงการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย 11 ล้านคน ระยะ 2 ที่ลงทะเบียนในโครงการสวัสดิการแห่งรัฐ

จะประกาศรายละเอียดโครงการภายในเดือนธันวาคมนี้และเริ่มโครงการตั้งแต่ต้นปี 2561

รายการโปรโมชั่นซื้อใจชาวบ้านฐานใหญ่ “ตุนแต้ม” สะสมให้ “ลุงตู่” ไม่หยุด

และจุดที่จับไต๋ได้ จากอาการของนักเลือกตั้งอาชีพทั้งพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทย ที่ต่างก็ “ล็อกเป้า” ถล่มทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลอย่างหนัก

“สมคิด” ต่างหากที่ถูกเล็งเป็นกลไกหลัก ถ้าจะมีพรรค คสช.จริงๆ.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

นายกฯตั้ง6คำถามปชช.จำเป็นมีพรรคใหม่ไหม

นายกฯตั้ง6คำถามปชช.จำเป็นมีพรรคใหม่ไหม
ข่าวการเมือง วันพุธที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ.2560 13:48 น.
821426
นายกรัฐมนตรี ตั้ง 6 คำถามถึงประชาชน จำเป็นต้องมีพรรค-นักการเมืองหน้าใหม่หรือไม่  คสช. สนับสนุนพรรดใด ผิดหรือไม่ ให้มหาดไทยรวบรวมเหมือนเดิม
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปเพื่อรองรับการปรับเปลี่ยนตามนโยบาย Thailand 4.0 ครั้งที่ 1/2560 ว่า ขอฝากคำถามถึงประชาชนเพิ่ม 6 ข้อ หลังเคยถามไป 4 ข้อก่อนหน้านี้ โดยให้กระทรวงมหาดไทยไปสอบถามประชาชนตามช่องทางเดิม เนื่องจากมีหลายคนอ้างว่าประชาชนเรียกร้องในหลายเรื่อง จึงอยากถามประชาชนว่า 
1.วันนี้จำเป็นต้องมีพรรคการเมืองใหม่ นักการเมืองหน้าใหม่ ที่มีคุณภาพให้ประชาชนได้พิจารณาในการเลือกตั้งครั้งต่อไปบ้างหรือไม่ และการที่มีแต่พรรคการเมืองเดิมและนักการเมืองหน้าเดิม แล้วได้เป็นรัฐบาลจะทำให้ประเทศชาติเกิดการปฏิรูปและทำงานต่อเนื่องตามยุทธศาสตร์ชาติหรือไม่
2.การที่ คสช. จะสนับสนุนพรรคการเมืองใดก็เป็นสิทธิของ คสช.ใช่หรือไม่ เพราะนายกรัฐมนตรีไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งด้วยอยู่แล้ว 
3.สิ่งที่ คสช. และรัฐบาลนี้ได้ดำเนินการในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ประชาชนมองเห็นอนาคตที่ดีของประเทศชาติบ้างหรือไม่ และเห็นด้วยกับรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาที่สะสมมานานด้วยการรื้อใหม่ และการวางแผนอย่างเป็นขั้นตอนหรือไม่ นอกจากนี้เห็นด้วยให้มียุทธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูป เพื่อให้การเมืองไทยในอนาคตมีประสิทธิภาพ มีธรรมาภิบาลและมีความต่อเนื่องในการพัฒนาประเทศหรือไม่ อีกทั้งการทำงานของทุกรัฐบาลต้องคำนึงถึงภาพรวมทั้งประเทศไม่ใช่ทำตามเพียงนโยบายพรรคที่หาเสียงไว้ หรือดูแลเฉพาะพื้นที่ฐานเสียงใช่หรือไม่ 
4.การเอาแนวทางจัดตั้งรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในอดีตมาเปรียบเทียบกับการจัดตั้งรัฐบาลวันนี้ เป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่ เพราะสถานการณ์บ้านเมืองก่อนที่ คสช.และรัฐบาลเข้ามา มีความขัดแย้ง ความรุนแรงและการแบ่งแยกประชาชนเป็นกลุ่มๆ เพื่อมาสนับสนุนทางการเมืองใช่หรือไม่ 
5.รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตยที่ผ่านมาได้แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพ มีธรรมาภิบาลและมีการพัฒนาประเทศที่มีความต่อเนื่องชัดเจนเพียงพอหรือไม่ และ
6.เหตุใดพรรคการเมืองและนักการเมือง จึงออกมาเคลื่อนไหวคอยด่า คสช. รัฐบาล และนายกฯบิดเบือนข้อเท็จจริงในการทำงานในช่วงนี้อย่างมากผิดปกติ จึงขอฝากถามประชาชนว่าเพราะอะไร เนื่องจากอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทยทั้งประเทศ จึงอยากให้ทุกคนที่เป็นคนไทยช่วยพิจารณาตัดสิน
http://www.innnews.co.th/shownews/show?newscode=821426

วันอังคารที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

ศาลฎีกาแพร่คำตัดสินองค์คณะฯ คดี‘ยิ่งลักษณ์’จำนำข้าว ย้ำชัดทุจริตต่อหน้าที่

ศาลฎีกาแพร่คำตัดสินองค์คณะฯ คดี‘ยิ่งลักษณ์’จำนำข้าว ย้ำชัดทุจริตต่อหน้าที่

เขียนวันที่
วันอังคาร ที่ 07 พฤศจิกายน 2560 เวลา 17:05 น.
เขียนโดย
isranews

เผยแพร่ทางการ คำตัดสินศาลฎีกาฯคดี ‘ยิ่งลักษณ์’ละเว้นระงับความเสียหายโครงการจำนำข้าว ยาว 95 หน้ากระดาษ พร้อมคำวินิจฉัยส่วนตัวองค์คณะผู้พิพากษา 9 คน  ย้ำชัดทุจริตต่อหน้าที่ เอื้อประโยชน์ให้ ‘บุญทรง’กับพวกแสวงหาผลประโยชน์
 071117 yingluck1
สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org รายงานว่าเมื่อวันที่  6 พ.ย.2560  ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้เผยแพร่ คำวินิจฉัยกลางและคำวินิจฉัยส่วนตัวขององค์คณะผู้พิพากษา 9 คน คดีระหว่างอัยการสูงสุด โจทก์ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จำเลย เรื่องความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการความผิดต่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต กรณี ละเว้นระงับยับยั้งความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว โดยมีคำพิพากษาให้จำคุก 5 ปี เมื่อวันที่ 27 ก.ย.2560  
สำนักข่าวอิศรารายงานว่า สาระสำคัญในตอนท้ายของคำพิพากษาระบุว่า สำหรับความเสียหายอันเกิดขึ้นจากการทุจริตในขั้นตอนระบายข้าว โดยการแอบอ้างทำสัญญาขายแบบรัฐต่อรัฐดังวินิจฉัยข้างต้น ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยรับรู้การแจ้งเตือนจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง การตั้งกระทู้ถามสด กระทู้ทั่วไป การอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายข้าราชการการเมือง และข่าวสารจากสื่อมวลชน ยิ่งกว่านี้ก่อนเริ่มโครงการรับจำนำข้าว ทั้งสำนักงานการตรวจการแผ่นดิน สำนักงาน ป.ป.ช. ได้มีหนังสือแจ้งเตือนและให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการนำเอานโยบายรับจำนำข้าวไปดำเนินการปฏิบัตินั้นจะมีผลกระทบต่องบประมาณแผ่นดิน และการทุจริตในขั้นตอนต่างๆ ให้จำเลยทราบเป็นระยะๆ แต่จำเลยกลับไม่ได้ติดตามกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด ดังจะเห็นจากจำเลยในฐานะประธาน กขช. ได้เข้าร่วมประชุม กขช. เพียงวันที่ 9 ก.ย. 2554 ซึ่งเป็นการประชุมครั้งแรกครั้งเดียวเท่านั้น การประชุม กขช. อีก 22 ครั้ง จำเลยหาได้เข้าร่วมประชุมเพื่อติดตามการกำกับดูแลการดำเนินโครงการให้มีประสิทธิภาพตามที่จำเลยได้ให้นโยบายไว้แต่อย่างใดไม่ โดยเฉพาะขั้นตอนการระบายข้าวนั้น จำเลยในฐานะประธาน กขช. ได้มีคำสั่งแต่งตั้งให้พันตรี วีระวุฒิหรือหมอโด่ง ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และดำรงเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ในเวลาต่อมา ซึ่งภายหลังถูกฟ้องเป็นจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อม.25/2558 และหลบหนีในระหว่างพิจารณาคดีดังกล่าว เป็นอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว อนุกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติด้านการตลาด อนุกรรมการกำกับดูแลการรับจำนำข้าว และอนุกรรมการตรวจสอบและติดตามการรับจำนำข้าว ซึ่งคำสั่งแต่งตั้งให้พันตรี วีระวุฒิ หรือหมอโด่ง เป็นอนุกรรมการชุดต่างๆ ล้วนมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องกับการระบายข้าวทั้งสิ้น ทั้งหลังจากวันที่ 26 พฤศจิกายน 2555 ที่นายวรงค์ (เดชกิจวิกรม) อภิปรายเรื่องการทุจริตการระบายข้าว นายสุพจน์เบิกความยืนยันข้อเจจริงในการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ว่าข้าวตามสัญญา 4 ฉบับนั้น ในขณะนั้นยังคงมีการส่งมอบข้าวตามสัญญาขายข้าว 4 สัญญาแรกต่อไปอีกถึงปลายเดือน ก.พ. 2556 และมีการชำระเงินเพื่อรับมอบข้าวในสัญญาที่ 1 ระหว่างวันที่ 18 ต.ค. 2554 ถึงวันที่ 28 ม.ค. 2556 รับมอบข้าว 1,820,815.66 ตัน   ชำระเงินเพื่อรับมอบข้าวในสัญญาที่  ระหว่างวันที่ 22 มีนาคม 2555 ถึงวันที่ 22 กพ. 2556 รับมอบข้าว 1,402,537.86 ตัน ชำระเงินเพื่อรับมอบข้าวในสัญญาที่ 3 ระหว่างวันที่ 1 ส.ค. 2555 ถึง วันที่ 22 ม.ค. 2556 รับมอบข้าว 1,654,453.13 ตัน
หากนับระยะเวลาตั้งแต่วันที่นายวรงค์อภิปรายเป็นต้นมา ยังมีระยะเวลาเพียงพอแก่การตรวจสอบให้ได้ข้อเท็จจริงตามข้ออภิปรายของนายวรงค์ และหากจำเลยดำเนินการตรวจสอบการทุจริตการระบายข้าวตามสัญญาซื้อขาย 4 ฉบับแรกอย่างจริงจัง ดังเช่นจำเลยได้สั่งการให้กระทรวงพาณิชย์พิจารณาตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องโครงการข้าวถุงราคาถูก เพื่อวางมาตรการป้องกันมิให้เกิดการทุจริตขึ้นอีก ซึ่งในเรื่องโครงการข้าวถุงราคาถูก จะเห็นได้ว่าจำเลยใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายสั่งการให้กระทรวงพาณิชย์ตรวจสอบอย่างเอาจริงเอาจัง และในวันที่ 10 ก.ค. 2556 คณะอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าวดำเนินการประชุมแล้วมีมติให้ระงับโครงการข้าวถุงราคาถูก ดังนั้นในส่วนการระบายข้าวที่แอบอ้างว่าเป็นการขายแบบรัฐต่อรัฐก็เช่นเดียวกัน จำเลยมีเวลาเพียงพอที่จะระงับยับยั้งการส่งมอบข้าวตามสัญญาที่ยังไม่ได้ส่งมอบไว้ก่อนก็ย่อมกระทำได้ตามอำนาจหน้าที่
แต่จำเลยในฐานะนายกรัฐมนตรีเป็นหน้ารัฐบาลและประธาน กขช. ซึ่งมีอำนานหน้าที่โดยตรงในการควบคุมตรวจสอบกำกับดูแลการปฏิบัติตามนโยบาย วางมาตรการโครงการที่อนุมัติไปแล้ว ทั้งมีอำนาจสั่งการข้าราชการทุกกระทรวงทบวง กรมในการกำกับ การระงับยับยั้ง หรือการแก้ไขปัญหาโดยเฉพาะการทุจริตในขั้นตอนการระบายข้าว แต่จำเลยกลับมีพฤติกรรมละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายส่อแสดงเจตนาโดยชัดแจ้ง อันเป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่นายบุญทรงกับพวกแสวงหาผลประโยชน์จากโครงการรับจำนำข้าว โดยการแอบอ้างนำบริษัท GSSG  และบริษัท HAINAN GRAIN เข้ามาทำสัญญาซื้อข้าวในราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาด ตามประกาศของกรมการค้าภายใน แล้วมีการหาประโยชน์ที่ทับซ้อนโดยทุจริต ได้ข้าวส่วนต่างจากราคาข้าวตามสัญญาซื้อขาย 4 ฉบับ อันเป็นการแสวงหาระโยชน์ที่มิควรโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบการเงินการคลังของประเทศ และเกิดผลกระทบต่องบประมาณแผ่นดินโดยตรงถือได้ว่าเป็นการกระทุจริตต่อหน้าที่ในความหมายตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 4 ซึ่งบัญญัติให้ความหมายคำว่า “ทุจริตต่อหน้าที่”คือ การปฏบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือการปฏบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในพฤติกรรมที่อาจทำให้ผู้อื่นเชื่อว่า มีตำแหน่งหรือหน้าที่ทั้งที่ตนมิได้มีตำแหน่งหรือหน้าที่นั้น  หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่ทั้งนี้เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ที่มิควรได้ โดยชอบสำหรับตนเองหรือผู้อื่น
ดังนั้นการกระทำของจำเลยจึงเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ในตำแหน่งโดยทุจริตเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่กระทรวงการคลัง ประเทศชาติ หรือผู้ใดผู้หนึ่ง อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1
พิพากษาว่าจำเลย มีความผิด (เดิม) ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 อันเป็นกฎหมายที่มีบทลงโทษหนักสุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 ให้จำคุก 5 ปีhttp://www.supremecourt.or.th/webportal/maincode/content.php?content=component/library/libview.php&id=722&base=24
 om211 60 Page 01 Copy
om211 60 Page 75
om211 60 Page 91
om211 60 Page 92
om211 60 Page 95

ไม่เคยคิดอยากพัก !!!

ไม่เคยคิดอยากพัก !!!
บิ๊กฉัตร พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรฯ เพื่อนรัก ตท.12 ของนายกฯ
ยันไม่เคยคิดอยากพัก พร้อมทำงาน แต่หากถูกปรับออกจาก ครม.ก็ไปพัก ตัดพ้อ โดนโจมตีตลอด เปรย ก็รู้นี่ว่า กลุ่มไหน
พลเอกฉัตรชัย กล่าวว่า เขียนข่าวไปแบบนั้น ความจริงผมก็ดังอยู่แล้ว ตอนนี้ยิ่งดังหนักขึ้น ข่าวที่ลงไปไม่เกี่ยวเลย ผมไม่ได้พูด คือถ้านายกฯให้ทำงานเราก็ทำ ถ้านายกฯให้หยุด เราก็หยุดก็แค่นั้น
"ให้นายกฯตัดสินใจ คนอื่นไม่มีสิทธิ์ไปยุ่งเกี่ยว "
แล้วนายกฯ ก็ไม่ต้องมาบอกหรอว่า จะปรับใครอย่างไร เพราะเป็นสิทธิ์ของนายก ต้องไปถามนายกฯดู
นักข่าวจะมาถามผม หรือถามใคร ก็ไม่มีใครตอบได้สักคน เพราะเรื่องนี้เป็นอำนาจหน้าที่ของนายกฯ แล้วนายกฯก็ไม่จำเป็นต้องถามใคร
"นายกฯ เวลาทำงานท่านไม่มีเพื่อน นอกเวลางาน จึงเป็นเพื่อนกัน แต่เวลาทำงานตั้งแต่อยู่กองทัพ. นายกฯก็เป็นแบบนี้" พลเอกฉัตรชัย กล่าว เมื่อถูกถาม ถึงการที่มองว่า เพราะเป็นเพื่อนนายกฯ
"ผมรู้มานานแล้วว่า ยังไงผมก็เป็นเป้า สื่อรู้ดีกว่าผม สื่อก็รู้กันอยู่"

"ป๊อก"เป็นหมัน

"บิ๊กป๊อก" ลงทุน เผยลับ "ผมทำหมัน มา 20ปี มีลูกเล็กไม่ได้" หลัง ถูกแฉ มีเมียน้อย และลูกเล็ก ซัดเล่นไม่แฟร์ กับทั้งผม.และผู้หญิงเสียหาย สงสารเด็ก

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ ถึงการ กล่าวหาว่า มีเมียน้อยและมีลูกเล็กว่า ผมเห็นแล้ว ที่ออกมากล่าวหาว่ามีสุภาพสตรีท่านหนึ่ง มีความสัมพันธ์ลับกับผมจนมีบุตร ซึ่งผมขอชี้แจงว่าผมไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยว กับสุภาพสตรีคนนั้น ไม่มีความสัมพันธ์อะไรกัน
"จำเป็นต้องชี้แจง ไม่เช่นนั้นทั้ง ผมและสุภาพสตรี จะเสียหาย "
และผม ก็ไม่ทราบว่าสุภาพสตรีท่านนั้นเป็นภรรยาใคร เขาจะเสียหายไปด้วย และที่ว่าเขามีบุตรหรือไม่มีบุตร ผมก็ไม่ทราบ
"ผมทำหมันมา 20 ปีแล้ว จะบอกว่ามีลูก 3-4 ขวบ คงเป็นไปไม่ได้ ผมยืนยันว่าไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยว ผมไม่อยากจะมองว่าเป็นขบวนการอะไร ขอให้สังคมว่ากันเอง ผมเพียงแต่ชี้แจงความเป็นจริงให้ฟัง
น่าสงสารเด็ก หากเขาโตมาไม่รู้จะยังไง หากเป็นญาติท่านแล้วโดนกล่าวหาว่าเป็นลูกใคร เมียใคร มันก็ไม่แฟร์กับสุภาพสตรี เขามีฐานะทางครอบครัวอย่างไรกับใคร เด็กก็ต้องโต แล้วบอกว่า เป็นลูกคนโน้น คนนี้ มันไม่น่าจะแฟร์” พล.อ.อนุพงษ์ กล่าว

พรรคทหาร 'การเมืองหลงทิศ'

มีการพูดกันถึงเรื่อง "ทหารจะตั้งพรรค"!
ในความหมายนี้..........
ถ้าตั้งเพื่อรองรับ "นายกฯ ประยุทธ์" สู่นายกฯ ระบบรัฐสภา เพื่อสานงาน "สร้างบ้าน-สร้างเมือง" ต่อจากที่ค้างไว้
ขอบอกว่า...ไม่จำเป็น!
แต่ถ้าตั้งในความหมาย รองรับคณะทหารและพรรคพวกเครือข่าย "ประวิตร" เพื่อสืบต่องาน "ธุรกิจการเมือง" ละก็
เอาตามที่ชอบเถอะ!
เคยได้ยินคำว่า "นักเลงผิดซอย" กันใช่มั้ย?
คือแต่ละสนาม มี "เจ้าถิ่น" ครองทั้งนั้น ตัวเองใหญ่อยู่สนามหนึ่ง ขืนพกความใหญ่ไปเบ่งในสนามคนอื่น
เดี๋ยวก็เจ็บ!
เช่น ทหาร ใหญ่ในเขตกองทัพ ไปกร่างในสนามเลือกตั้ง โอกาส "เสียทหาร" มีสูงมาก
นักการเมืองเหมือนกัน ใหญ่ในสนามเลือกตั้ง ไปซ่าใน "เขตทหารห้ามเข้า" จะเป็นหมันเอาได้ง่ายๆ
เขาจึงว่า "มังกรพลัดถิ่นหรือจะสู้งูดินเจ้าที่"!
แต่ทหาร เรียนประวัติศาสตร์กันอยู่แล้ว ย่อมรู้ การเมืองในสนามเลือกตั้ง นั้น
รัฐบาลด้วย "พรรคทหาร" ค้ำ เจ๊งทั้งนั้น
เพราะทหารจะไปใหญ่ใน "รัฐสภา" อันเป็นถิ่นของ "นักเลือกตั้ง" ไม่ได้หรอก
ในทางกลับกัน นักเลือกตั้ง ก็จะซ่าไม่ออก เมื่อสนามรัฐสภาถูกเปลี่ยนเป็น "สนามนิติบัญญัติเบ็ดเสร็จ"!
ฉะนั้น ฟันธงได้เลย..........
นายกฯ ประยุทธ์น่ะ "อนาคต" ถ้าไม่ขึ้นไปอยู่ในสถานภาพที่สูงกว่าเสียก่อนละก็
ด้วยเส้นทางที่ "จักรวาลกำหนด" มาแต่เกิด
ท่านจะเล่น-ไม่เล่น ก็แล้วแต่ แต่ท่านต้องถูก "การเมืองเล่น" แน่!
เพราะอย่างนั้น จึงเป็น "ภาคบังคับ" ให้ท่านต้อง "หันหน้ารับ" กับการเมืองที่จู่โจมเข้ามารอบทิศทาง
แต่ฟันธงได้เลย...........
การจะเข้าไปอยู่ในวังวนการเมืองระบบรัฐสภาของนายกฯ ประยุทธ์นั้น
ท่านไม่พึ่งบริการ "ทหารตั้งพรรค" พันเปอร์เซ็นต์!
ส่วนใครจะตั้งเพื่อท่าน หรือเพื่อตัวเองแล้วอ้าง "เพื่อท่าน" ด้วย นั่นอีกกรณีหนึ่ง
เคลียร์กันชัดๆ การเมืองสู่ศตวรรษใหม่นั้น
ใครจะเป็นนายกฯ..........
"พรรคการเมือง โดยนายทุนพรรค" จะเป็นผู้ชี้ขาดอย่างตะก่อน ไม่ใช่แล้ว
ด้วยทิศทางโลก อันมีทัศนคติต่อสังคมบริหารและปกครองที่คำว่า "ประชาธิปไตย-เผด็จการ" รวมกรอบ
"ประชาชน" ทั้งในระบบและนอกระบบนี่แหละ จะเป็นผู้กำหนด "แต่ละพรรค" มิสามารถปฏิเสธ!
ที่โพลบอก คะแนนนิยมนายกฯ ประยุทธ์ตกนั้น นั่นเหมือนกินมังคุดทั้งเปลือก
ลำพังตัวประยุทธ์ ไม่มีตก
ที่ตกนั่น มาจาก พี่-เพื่อน-พวก และที่ "ผู้จัดการรัฐบาล" ขนเข้ามาในวงจรอำนาจตะหาก
ก็ดูซี.........
ทั้งในรัฐบาล ใน สนช. ในคณะกรรมการต่างๆ ที่ตั้ง ตำรวจ-ผู้ว่าฯ แต่ละตำแหน่ง มันต่างกับยุคสมัย "การเมืองกินเมือง" ซะที่ไหน?
ที่เมืองชลฯ "คนหนังเหนียว"..........
เหนียวเพราะอะไร เหนียวเพราะ "ตู้เย็น" วิเศษใช่หรือไม่ เขานินทากันหึ่ง!
เนี่ย การตั้งพรรคทหาร ถ้าตั้งจริง ก็บังหน้า "เพื่อประยุทธ์" แต่ที่บังหลัง เพื่อฐานอำนาจ "ของใคร" อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่แดงแจ๋
พลเอกประยุทธ์ ตอนเรียนสอบได้ที่ ๑...........
แต่ในหลักสูตรมีการสอนปรัชญานิพนธ์เหมาหรือไม่ ผมไม่ทราบ แต่มั่นใจ ท่านต้องผ่านตา "ปรัชญาเติ้ง" แน่นอน ที่ว่า
"อย่าตอบแทนบุญคุณส่วนตัวด้วยผลประโยชน์ชาติ"
ดังนั้น ใครจะตั้ง ก็เรื่องคนนั้น
ส่วนนายกฯ ลุงตู่ไม่ตั้ง ไม่เข้าไปเกี่ยวเรื่อง "พรรคทหาร" ผมอ่านทางอย่างนั้น
ประชาชนต้องการความเป็น "ประยุทธ์" คนที่จงรักและตั้งใจทำงานให้บ้านเมือง โดยไม่กินเมือง
ไม่ได้ต้องการ "ความเป็นทหาร" ในตัวประยุทธ์ แล้วขนพี่ใหญ่-พี่รอง-ผองเพื่อน มารับบัตรสมนาคุณ
เหตุนั้น นายกฯ ประยุทธ์ "ตัวเบา" จากพวกอับเฉามากเท่าไหร่ ง่ายต่อประชาชนแบก!
ประวัติศาสตร์การเมืองไทยน่ะ มันมีไม่กี่หน้าหรอก อ่านปรื๊ดเดียวก็จบ ซึ่งมันย่ำวนอยู่อย่างนั้น
ยุค "จอมพล ป. พิบูลสงคราม" เป็นนายกฯ
เปิดให้จดทะเบียนพรรคเป็นครั้งแรก อยากสืบต่ออำนาจก็ตั้ง "พรรคเสรีมนังคศิลา"
เป็นหัวหน้าพรรคเอง เผ่า เป็นเลขาฯ สฤษดิ์-ประภาส เป็นรองหัวหน้าพรรค
เลือกตั้ง ๒๖ กุมภา ๒๕๐๐ ด้วยความเป็น "นักเลงผิดซอย" การชนะในสนามเลือกตั้งครั้งนั้น ถูกบันทึกเป็นประวัติศาสตร์ถึงวันนี้ว่า
"เป็นการเลือกตั้งที่สกปรกที่สุด"!
นำไปสู่การเดินขบวนของนิสิต-นักศึกษา แล้วรัฐบาลเลือกตั้งจอมพล ป.ต้องจบด้วยการรัฐประหาร
โดยจอมพลสฤษดิ์ ผู้เป็นรองหัวหน้าพรรคนั่นแหละ หลังเป็นรัฐบาลได้ ๖-๗ เดือน
ยุค "จอมพลถนอม กิตติขจร" ก็ตั้งพรรคอีก คือ "พรรคสหประชาไทย"
รวมพรรคโน้น-นี้ตั้งรัฐบาล ก็ถูกพวก ส.ส.พวกนักการเมืองร่วมพรรค-ร่วมรัฐบาล ต่อรองเอานั่น-เอานี่แลกเสียงสนับสนุน
จอมพลถนอมต้องแก้ปัญหาด้วยการ "ยึดอำนาจ" รัฐบาลตัวเอง ฉีกรัฐธรรมนูญทิ้ง เมื่อพฤศจิกา ๒๕๑๔
และตรงนี้แหละ........
นำไปสู่ "วันมหาวิปโยค" ๑๔ ตุลา ๑๖!
จนมาถึงปี พศ.๒๕๓๕ ด้วย "ทหารตั้งพรรค" เป็นฐานรองรับการสืบต่ออำนาจ
คือ "พรรคสามัคคีธรรม" ที่ดัน "พลเอกสุจินดา" ขึ้นเป็นนายกฯ รัฐบาลเลือกตั้ง
เหตุการณ์ "พฤษภาทมิฬ" จึงเกิด!
เหล่านี้คือกรณีศึกษาสำหรับทหารที่คิดจะตั้งพรรคเพื่อสืบต่ออำนาจจากเผด็จการสู่ประชาธิปไตย
ทหาร-เก่งในสนามแต่งตั้ง จะไป (อวด) เก่งในสนามเลือกตั้งและในการเมืองระบบรัฐสภา
ไม่ง่ายอย่างที่ฝัน!
แต่ใช่ว่าจะยากเสียเลย ถ้าศึกษาโดยวิจัยแยกส่วน "พรรคทหาร" แต่ละพรรคที่ผ่าน
ว่า "จอมพล ป.-จอมพลถนอม-พลเอกสุจินดา" พรรคทหารไม่อำนวยในการคงอยู่ของอำนาจเพราะอะไร?
เพราะทั้ง ๓ ท่าน นอกจาก "ถือมั่น" ในอำนาจทหารค้ำชูแล้ว
ยัง "ถือดี" ในตัวเอง.........
โดยที่ประชาชนมองไม่เห็น "ดี" ที่จะต้องถนอมรักษาตัวท่านไว้ เพื่อให้ทำหน้าที่ต่อ!
ในทางเดียวกัน เผด็จการสฤษดิ์ ก็มีฝ่ายต่อต้าน แต่สฤษดิ์ใช้อำนาจเผด็จการนั้น "พัฒนาประเทศ-พิทักษ์สถาบัน"
ประชาชนเห็น "ดี" และยอมรับความ "ดี" จอมพลสฤษดิ์ จึงอยู่ได้ยาว
พลเอกเปรม ไม่ตั้งพรรค ไม่มีพรรคทหารหนุน ไม่ลงเลือกตั้ง แต่ท่านเป็นนายกฯ กึ่งเผด็จการ-กึ่งประชาธิปไตย ยาวนานถึง ๘ ปี ยาวนานกว่านายกฯ ทุกคน-ทุกระบบ!
นั่นเพราะ ประชาชนมองเห็น "ดี" ที่พลเอกเปรมทำ "ดี" ให้แก่สังคมชาติบ้านเมือง
จากจอมพลสฤษดิ์ แล้วก็พลเอกเปรมนี่แหละ........
เป็นผู้นำแล้ว "สร้างบ้าน-แปงเมือง" เป็นรูปธรรมจับต้องได้
แล้วก็มาถึง "พลเอกประยุทธ์"...........
ดูไปแล้ว เหมือนทั้งสฤษดิ์และป๋าเปรมรวมอยู่ในตัวนายกฯ ประยุทธ์
เป็นนายกฯ เผด็จการโดยชื่อ แต่ประชาธิปไตยโดยกระทำ ประชาชนมองเห็น "ดี" ในสิ่งที่ประยุทธ์ชำระสะสางและสร้างทางใหม่ให้สังคมชาติ
รัฐบาลเลือกตั้ง ยังยากที่จะอยู่ครบเทอม แต่นี่..รัฐบาลเผด็จการ นายกฯ ประยุทธ์กำลังเข้าปีที่ ๔
ประชาชนไม่ปฏิเสธประยุทธ์
แต่รังเกียจและเบื่อหน่าย "นาย-พี่-เพื่อน" และพวกพ้อง ที่ขนกันเข้ามาเต็ม
ถ้าดี ใครจะไปว่า
แต่นี่...แต่ละคน "สังคมยี้" เป็นส่วนใหญ่ และหลายราย "ลายพร้อย" ด้วยมลทินจากทั้งกฎหมายและใจสังคม
ที่เด่นกว่าสฤษดิ์อยู่เรื่อง...........
คือสฤษดิ์ตัดไม่ขาดเรื่องคอร์รัปชัน แต่ประยุทธ์ เข้าพรรษาที่ ๔ ยังบริสุทธิ์ ไม่ต้องปลงอาบัติเรื่องแตะต้องปัจจัยอันมิใช่ของตน
แยกส่วนดูอย่างนี้แล้ว จะเห็นว่า
"คนดี-คนไม่ดี" ตะหาก คือ "ประชาธิปไตย โดยประชาชน" ยึดเป็นคุณสมบัติชี้ขาด
ไม่ใช่ "ยึดพรรค-ยึดระบบ-ยึดอามิสสินจ้าง" เป็นเกณฑ์
แต่จะยึด เมื่อไม่มีคนดีที่เห็นชัดให้สนับสนุน ชาวบ้านก็จำเป็นเลือกแบบ "หนุบๆ หนับๆ"
ที่เห็นข้าทาสสังกัดเพื่อไทย "ยกคอก" ถล่มนายกฯ ประยุทธ์ให้เลือกตั้งนั้น ไม่มีอะไรน่าแปลกใจ เพราะ
๑.เพื่อไทย เขาสำรวจอีสาน-เหนือ ผลออกมา "ไม่เอาประยุทธ์-เอาเพื่อไทย"
๒.จะพ้นสภาพหมาตายซากได้ มีทางเดียวคือ "เลือกตั้ง" และ
๓.มีแต่ "อำนาจเก่า" กลับคืนมาเท่านั้น ทั้งหมา-ทั้งเห็บ จะพ้นสภาพ "ตายยกรัง"
สรุป ประยุทธ์จะขึ้น-จะลง อยู่ที่ตัวเขาเอง ส่วนเสียงหมาหอน-หมาเห่า ก็ตามประสา "หมาหิวน้ำข้าว"
รู้ไว้อย่างเดียวก็พอ บ้านเมืองต่อจากนี้ ไม่ว่าฝ่ายไหน ถ้ายังใฝ่หาระบบ "กินแล้วแบ่งกัน"
ไม่มีที่ให้อยู่-ให้ยืน....บอกสั้นๆ ได้แค่นี้!
---
ที่มา : http://www.thaipost.net/?q=node/37756