PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันศุกร์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

"เลือกตั้งครั้งหน้า พรรค คสช. มีอยู่แล้ว

"เลือกตั้งครั้งหน้า พรรค คสช. มีอยู่แล้ว
ส.ว. 250 ที่นั่ง พร้อมโหวตเลือกนายกฯ คนต่อไป"
สัปดาห์นี้ข่าวคราวเรื่อง "พรรคทหาร" เป็นประเด็นร้อน เมื่อหนังสือพิมพ์คมชัดลึกเปิดประเด็น "พรรคพลังชาติไทย" นำโดย พล.ต.ทรงกลด ทิพย์รัตน์ อดีตคณะทำงานเตรียมการปฏิรูปเพื่อคืนความสุขให้คนในชาติ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม เปิดตัวเดินสายพบประชาชนตามพื้นที่ต่างๆ โดยชูจุดขายเป็นพรรคทหาร และจะสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้เป็นนายกฯ คนต่อไป
แม้ผู้มีอำนาจใน คสช. จะปฏิเสธไม่รู้ไม่เห็นกับพรรคพลังชาติไทย และไม่รู้จักพล.ต.ทรงกลด แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธว่า คสช. จะไม่ตั้งพรรคการเมือง หรือพรรคทหารจะไม่เกิดขึ้นในการเลือกตั้งครั้งหน้า
เสียงที่ชัดเจนจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรรณ รองหัวหน้าคสช. ว่า "ถ้าจำเป็นต้องตั้งก็ต้องตั้ง ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ต้องตั้ง" เมื่อนักข่าวจี้ถามว่า คสช. จะต้องพรรคการเมืองหรือไม่
ด้านหัวหน้า คสช. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ย้ำไปในทิศทางเดียวกันว่า "เรื่อง คสช. ตั้งพรรคการเมือง ยังไม่คิดตอนนี้ ดูสถานการณ์ไปก่อน มีเวลาอีกตั้งปี"
ท่าทีของผู้นำคสช. ทั้งสองตรงกัน คือ การตั้งพรรคของ คสช. เอง เพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งจะเกิดขึ้นหรือไม่ ยังคงต้องดูสถานการณ์ แต่ที่แน่ๆ มีกลุ่มการเมืองหลายกลุ่มพร้อมตั้งพรรคลงเลือกตั้งสนับสนุน คสช. และพล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ
ไม่ว่าจะเป็นพรรคพลังชาติไทย ที่กล่าวไปตอนต้น หรือ พรรคประชาชนปฏิรูปประเทศ ของไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตกลุ่ม 40 ส.ว. และอดีตสมาชิกสปช. ที่เปิดตัวพร้อมสนับสนุนมาตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2559 ยังไม่รวมถึงพรรคการเมืองเก่าขนาดกลางที่มีโน้มโน้มจะได้ที่นั่ง ส.ส. เพิ่มขึ้นจะระบบเลือกตั้งใหม่
แต่! หลังการเลือกตั้งครั้งหน้า ในสภาไม่ได้มีแค่ ส.ส. จากการเลือกตั้งจำนวน 500 ที่นั่งเท่านั้น ยังมี ส.ว.อีก จำนวน 250 ที่นั่ง ซึ่งท้ายที่สุดจะมาจากการเลือกของคสช. ซึ่ง ส.ว. ทั้งหมด มีสิทธิลงคะแนนเลือกนายกฯ คนต่อไป ด้วยเหตุนี้ จึงอาจกล่าวได้ว่า ในสภาครั้งหน้าพรรคของคสช. มีอยู่แน่ๆ แล้ว ก็คือ บรรดาเหล่าส.ว.แต่งตั้งนี้เอง
อาจเป็นไปได้ว่าหลังการเลือกตั้งครั้งหน้า ส.ว. แต่งตั้ง 250 คน จะเป็นพรรคการเมืองเสียงข้างมากหรือมีเสียงที่ใกล้เคียงกับพรรคเสียงข้างมากจากการเลือกตั้ง เพราะระบบเลือกตั้งใหม่ที่ คสช. ออกแบบ จะทำให้ไม่มีพรรคการเมืองใดสามารถได้เสียงข้างมากแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แม้ประชาชนจะพร้อมใจกันเลือกพรรคนั้นก็ตาม
ดังนั้นในการเลือกนายกฯ ครั้งหน้า ที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้ ส.ส.ร่วมกับ ส.ว.ลงคะแนนเลือก "พรรค ส.ว." จึงน่าจะมีบทบาทสำคัญในการกำหนดตัวนายกฯ และพรรคขนาดกลาง หรือพรรคทหาร ก็จะเป็นตัวแปรสำคัญในการเลือกนายกฯ คนต่อไป ซึ่งเปิดช่องให้นายกฯ คนนอก เสียด้วย
...
๐ 10 กลไกตามรัฐธรรมนูญ ที่ส่อทำให้การเลือกตั้งไร้ความหมาย https://ilaw.or.th/node/4663
๐ พ.ร.ป.พรรคการเมืองฯ "ตั้งพรรคยาก ยุบพรรคง่าย ห้ามประชานิยม" https://ilaw.or.th/node/4654

ยังไม่ ทูลเกล้าฯโผ ครม.

ยังไม่ ทูลเกล้าฯโผ ครม.
‪"นายกฯบิ๊กตู่" ยัน ยังไม่ได้ ทูลเกล้าฯ โผ ครม."ประยุทธ์ 5"...ก่อนบินไปประชุมผู้นำApec ที่ ดานัง เวียดนาม 10-11พย. และ ถกAsean Summit ต่อที่ ฟิลิปปินส์ 13-14พย.‬
‪นายกฯ บอกนักข่าว "ฝากดูแลประเทศด้วยนะ"‬
‪เดี๋ยวจะกลับมา!!!‬

ภาวะผู้นำกับการเปลี่ยนแปลง

คิดกันอย่างไรครับ... กับ ๖ คำถาม จากนายกฯ ลุงตู่
อ่านให้ละเอียดแล้วจะรู้ว่า....
มีเรื่องให้ประชาชนอย่างเราๆ ต้องคิดกันเยอะจริงๆ
ภาพรวมของคำถาม เหมือนจะให้เลือกระหว่างของ "เก่า" กับ "ใหม่"
มีการอธิบายถึงความแตกต่างระหว่างเก่ากับใหม่
และให้ข้อมูลเล็กน้อยว่า เก่าเคยทำอะไร ใหม่ทำอะไรไปบ้าง
ฉะนั้นวันนี้อย่าเพิ่งไปไกล ถึงประเด็นที่ว่า คสช.ปูทางสืบทอดอำนาจหรือเปล่า
เอาแค่เบื้องต้น.....
ประชาชนในฐานะเจ้าของอำนาจ จะตอบคำถาม ๖ ข้อนี้อย่างไร
จะด่ายับ หรือเชียร์ลั่น....
ก็เอาตามสะดวก
แต่ขอให้รู้เอาไว้ว่า หลังจากผ่านพ้นรัฐบาล คสช.ไปแล้ว การเมืองจะดี จะเลวนั้น อย่าได้เอ่ยปากโทษใครเชียว
เพราะอำนาจเริ่มต้นจากประชาชน!
ประชาชนเจ้าของอำนาจ
การจะแจกจ่ายอำนาจให้ใคร ประชาชนก็ต้องร่วมรับผิดชอบด้วย
หากอำนาจนั้นถูกนักการเมืองนำไปใช้เพื่อหาประโยชน์ให้ตัวเองและพวกพ้อง ประชาชนซึ่งเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง ก็ต้องเป็นผู้แก้ปัญหา
จะรับผิดชอบอย่างไร?
ร่วมกันกระชากออกมาจากตำแหน่งทางการเมือง ไม่ให้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการใช้อำนาจอีก นั่นคือความรับผิดชอบสูงสุด ที่ประชาชนพึงกระทำได้
แล้วจะตอบคำถาม ๖ ข้อนี้อย่างไร?
เห็นนักการเมืองเขาเรียงคิวตอบคำถามแล้ว...
ก็ไม่มีอะไรผิดคาด
เพราะคำตอบมันมีอยู่แค่นั้น
จะให้พอใจได้อย่างไร ในเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ถามเหมือนหลอกด่านักการเมืองไปในตัว
ที่จริงก่อนที่จะตอบคำถาม ๖ ข้อ ประชาชนควรจะถามตัวเองก่อนว่า...
ที่ผ่านมาเห็นอะไรบ้าง?
เห็นนักการเมืองเต็มไปด้วยคุณภาพ
นักการเมืองทำงานเพื่อชาติ ประชาชน อย่างแท้จริง
ไม่มีนักการเมืองโกงบ้านกินเมือง
เราเห็นสิ่งเหล่านี้จากการเมืองไทยหรือไม่?
ผมเคยพูดถึงหลายครั้งเป็นเรื่องน่าแปลก ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติได้รับความนิยมอย่างสูง ทั้งๆ ที่เข้าสู่อำนาจด้วยการทำรัฐประหาร
ไม่ใช่การเลือกตั้ง
ทำไมประชาชนถึงศรัทธา คสช. เป็นเรื่องที่พรรคการเมืองต้องหาคำตอบ
หาได้เมื่อไหร่ เมื่อนั้นแหละครับการเมืองไทยจะดีขึ้น
เป็นหน้าที่ ที่พรรคการเมืองต้องสร้างศรัทธาให้เกิด หากทำไม่ได้ ความขัดแย้งไม่มีทางจบ
แต่ขอให้จำเอาไว้ว่า...เพราะการเมืองเลว ประชาชนถึงศรัทธาคณะรัฐประหาร
ถ้ารักประชาธิปไตยจริง ต้องลดความเลวให้เหลือน้อยที่สุด ไม่สร้างเงื่อนไขให้ประชาชนเอาด้วยกับการรัฐประหาร
นั่นคือสิ่งที่พรรคการเมืองต้องทำให้ได้
ครับ...จนถึงป่านนี้จะมีกี่พรรคการเมืองที่คิดได้ เพราะเห็นออกมาตอบโต้พ่นน้ำลาย เอ็งชั่วข้าเลวกันเป็นทิวแถว
จะบอกอะไรให้...ถ้าคิดไม่ได้ ก็คงต้องเดินตามเกม คสช.ร่ำไป เพราะเขาอยู่มา ๓-๔ ปี เขาเดินตามแผนที่วางไว้
ไม่มีประเด็นไหนมาว่ากันหน้างานหรอกครับ!
๖ คำถาม ดูเหมือนโฉ่งฉ่าง!
แต่ลองกลับไปอ่านอีกทีครับ มันตรงไปตรงมาแบบล้ำลึกจนนักการเมืองถึงกับสำลัก เพราะเอาความรู้สึกที่เกิดขึ้นจริงมาอธิบายกันล้วนๆ
การพูดเรื่องพรรคเก่า พรรคใหม่ นักการเมืองหน้าเก่า หน้าใหม่ เพื่อให้เกิดการวิจารณ์เชิงเปรียบเทียบ
มันคือการกระตุ้นให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้น
ถ้าจะเอาแบบขนมจีนน้ำยา คลุกเคล้าอร่อยเหาะ เรียกว่าทุกอย่างเข้ากันพอดี ก็เอาโพสต์เฟซบุ๊กของลูกสาวคนเล็กของนายทักษิณ มาอธิบายเรื่องนี้ได้เลย
"วันนี้มานั่งประชุมห้องเดิมพ่อ มาเปิดหนังสือประวัติพ่อดูเล่น ในฐานะของลูก ก็อดคิดไม่ได้ ว่าคนเราคงไม่มีใครดี ๑๐๐% แต่ช่วงที่พ่อเป็นนายกฯ พ่อก็ได้ทำอะไรเพื่อประเทศไว้เยอะมากจริงๆ
พ่อออกไป ๑๑ ปีแล้ว เด็กรุ่นหลังๆ คงจะได้ยินอะไรมาต่างๆ นานา เสียดายไม่ได้โตทันช่วงที่ผู้ชายที่รักประเทศชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ด้วยหัวใจและจิตวิญาณ เสียสละเวลาของตัวเอง และครอบครัว ไปทุ่มเทให้ประเทศที่เค้ารัก เอามันสมองที่มี คิดแต่จะให้ประเทศก้าวไปข้างหน้า
วันนี้คนเป็นลูก คิดแต่ขอให้พ่อแข็งแรง และมีความสุข ไม่ว่าพ่อจะอยู่ที่ไหนก็ตาม ไม่หวังอะไร หวังแค่ยังได้ยินเสียงทุกครั้งที่อยากได้ยิน หวังแค่อยากกอดก็ได้กอด แค่นี้จริงๆ"
ประชาชนก็ต้องถามตัวเองว่า เห็นอะไรในยุคที่ทักษิณเอาอำนาจของประชาชนไปใช้
เด็กรุ่นหลังที่โตไม่ทัน ติ๊กผิด สุจริตโดยบกพร่อง จะเสียดายหรือไม่ ที่ไม่ได้เห็นการทุจริตเชิงนโยบาย เต็มไปด้วยผลประโยชน์ทับซ้อนกับตาตัวเอง
ชายผู้รักสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่รอบกายเต็มไปด้วยแก๊งหมิ่นสถาบัน
นั่นคือสิ่งที่ พรรคการเมืองเก่า นักการเมืองเก่า ทำเอาไว้
แล้วพรรคการเมืองใหม่ นักการเมืองใหม่ คือใคร?
วันนี้ยังยากที่จะตอบ
ในความเป็นจริง นักการเมืองหน้าใหม่ เกิดยาก
แต่พรรคการเมืองใหม่เกิดง่าย
การรวมกลุ่มการเมืองหน้าเดิมภายใต้ชื่อพรรคการเมืองใหม่...ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด
ฉะนั้นสิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องการสื่อ ไม่ใช่นักการเมืองหน้าใหม่ หรือพรรคการเมืองใหม่ แต่คือโฉมหน้าการเมืองใหม่ ที่ประชาชนต้องการว่า ควรจะเป็นเช่นไร
ประชาชนจึงต้องคิดตาม!
เพราะผู้ที่จะสร้างการเมืองใหม่ขึ้นมาได้ ไม่ใช่ คสช.
แต่เป็นประชาชนนั่นเอง
การที่ พล.อ.ประยุทธ์ตั้งคำถาม เชิงบอกกล่าวว่า คสช.เองก็มีสิทธิ์ที่จะสนับสนุนพรรคการเมือง แม้จะแปลความได้ว่า....
เป็นการปูทางเพื่ออยู่ในอำนาจอีกวาระหลังการเลือกตั้ง
กลับกัน คสช.เชื่อว่ามันเป็นหนทางให้เกิดการเมืองใหม่ ซึ่งจะมองว่านี่คือการดิ้นรนเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงก็ว่าได้
แต่การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้จริงหรือ?
ภาวะผู้นำเป็นสิ่งสำคัญ!
ปี ๒๕๐๐ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ชนะการเลือกตั้งอย่างไม่บริสุทธิ์ ด้วยการโกง ใช้ไพ่ไฟ ส่งอันธพาลออกก่อกวน
ประชาชนจึงลุกฮือเพื่อขับไล่!
ขณะนั้น จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นรัฐมนตรีกลาโหม
จอมพล ป. แต่งตั้งให้จอมพลสฤษดิ์ เป็นผู้บัญชาการ ๓ เหล่าทัพ เพื่อคอยควบคุมสถานการณ์
แต่จอมพลสฤษดิ์สั่งการไม่ให้ทหารทำอันตรายประชาชนที่เดินขบวนชุมนุมประท้วง
แถมยังอาสาเป็นผู้นำประชาชนเข้าพบจอมพล ป. ที่ทำเนียบฯ
จอมพลสฤษดิ์จึงกลายเป็นขวัญใจของประชาชนทันที
และเมื่อเห็นว่าจอมพล ป. หมดความชอบธรรมที่จะบริหารประเทศ จอมพลสฤษดิ์จึงประกาศลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
และกล่าวบอกประชาชนทางวิทยุยานเกราะว่า
“พบกันใหม่เมื่อชาติต้องการ”
ไม่ใช่มายกยอปอปั้นคนที่ได้ชื่อว่าเป็นจอมเผด็จการในภายหลัง
เพราะหลัง พบกันอีกครั้งเมื่อชาติต้องการ จอมพลสฤษดิ์มีทั้งสิ่งที่ดี และเลว ฝากเอาไว้กับแผ่นดินมากมาย
แต่ต้องการสะท้อนให้เห็นถึงภาวะผู้นำในสถานการณ์ที่ควรแสดงออกมา
สิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แสดงออกผ่าน ๖ คำถามในวันนี้ คือการจุดพลุ สร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในวงกว้าง ที่รัฐบาลจากการเลือกตั้งไม่เคยคิดจะทำ
เพราะนักการเมืองคิดอีกแบบ นั่นคืออยู่เฉยๆ ไม่ต้องพูดเสียดีกว่า จะได้ไม่เปลืองตัว โดยเฉพาะในช่วงขาลง
ครับ...สิ่งที่จอมเผด็จการเบ็ดเสร็จอย่างจอมพลสฤษดิ์ฝากเอาไว้ให้คนรุ่นหลัง มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
การท่องเที่ยวไทยซึ่งทำรายได้หลักให้กับประเทศในวันนี้ ได้รับการวางรากฐานจาก จอมพลสฤษดิ์ ที่มีนโยบายพัฒนาประเทศไทยให้มีภาพลักษณ์ในการท่องเที่ยวเหมือนบราซิลและอาร์เจนตินา
มีแผนการพัฒนาเมืองพัทยาให้เป็นเมืองพักผ่อนตากอากาศเหมือนบัวโนสไอเรส ของอาร์เจนตินา
พัฒนากรุงเทพฯ ให้เหมือนกรุงรีโอเดจาเนโร ของบราซิล
แล้วรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง รัฐบาลไหนมีผลงานระดับที่เรียกได้ว่า เป็นการวางรากฐานให้กับประเทศในระยะยาวบ้าง
ฉะนั้น ๖ คำถามตอบไม่ยาก ที่ยากกว่านั้นคือ....
ใครคือคนที่ประชาชนควรมอบอำนาจให้.
ผักกาดหอม

การเมือง 2 แนวทาง โดย สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน

การเมือง 2 แนวทาง โดย สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน



พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา(แฟ้มภาพ)

ได้ผลตอบรับอย่างร้อนแรงจริงๆ สำหรับคำถาม 6 ข้อ ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยบรรดานักการเมืองแห่งพรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย ดาหน้าออกมาตอบกลับอย่างดุดัน โดยเฉพาะในประเด็นที่ว่า เป็นคำถามซึ่งชี้ให้เห็นว่าสอบตกด้านประชาธิปไตย

อันที่จริงหลักประชาธิปไตยของ พล.อ.ประยุทธ์และคณะ คสช.ที่ปกครองบ้านเมืองอยู่ในขณะนี้ กับประชาธิปไตยในระบบปกติ ประชาธิปไตยของนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ย่อมแตกต่างกันอยู่แล้ว
สิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์และคณะ ลงมือปฏิรูปการเมืองในช่วงกว่า 3 ปีที่ผ่านมา รวมทั้งผลักดันผ่านรัฐธรรมนูญและกรอบกติกาต่างๆ บ่งบอกอยู่แล้วว่า ไม่ต้องการให้ประชาธิปไตยไทยเราเป็นเหมือนหลักสากลทั่วไป และไม่เป็นเหมือนในช่วง 20 ปีมานี้ ซึ่งถือว่าเป็นยุคเฟื่องฟูสุดขีดของระบบพรรคการเมือง นับจากใช้รัฐธรรมนูญ 2540 เป็นต้นมา

โดยทำทุกอย่างเพื่อให้การเมืองไทยถอยไปเหมือน 30 ปีที่แล้ว สมัยที่มีรัฐบาลผสมหลายพรรค และนายกฯมาจากคนนอก ซึ่งสนับสนุนโดยกองทัพและชนชั้นสูง

รวมทั้งพูดมาตลอดว่า เราต้องมีประชาธิปไตยที่เป็นแบบไทยๆ หรือประชาธิปไตยที่เป็นเอกลักษณ์ของเราเอง

วันนี้ พล.อ.ประยุทธ์และคณะ ทำให้การเมืองไทยย้อนยุคสำเร็จเรียบร้อยแล้ว กำลังเตรียมจะเริ่มต้นใช้กติกานี้ ในการเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้นอีกปีสองปีข้างหน้า

อีกทั้งจากคำถาม 6 ข้อล่าสุด สรุปรวบรัดได้ว่า เรากำลังจะได้เห็นพรรคการเมืองใหม่ ถือเป็นทางเลือกใหม่ ไม่ใช่แค่พรรคเดิมๆ หรือนักการเมืองหน้าเดิมในอดีตเท่านั้น

รวมทั้ง คสช.และ พล.อ.ประยุทธ์ มีสิทธิจะแสดงการสนับสนุนพรรคการเมืองใหม่ๆ นี้ด้วย

พูดภาษาชาวบ้านก็คือ จะมีพรรคทหารเกิดขึ้นอย่างแน่นอน รวมทั้งเราจะได้เห็น คสช.แสดงจุดยืนชัดเจนว่าจะหนุนพรรคไหน

แล้วพรรคนั้นจะต้องประกาศสนับสนุนให้มีนายกฯมาจากคนนอกอย่างแน่นอน

อาจจะเปิดชื่อเปิดหน้านายกฯคนนอกที่เตรียมเอาไว้แล้วเลยก็ได้

มองในแง่นี้ก็มีข้อดีอย่างหนึ่ง นั่นคือ ให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ตัดสินใจได้ง่าย ได้ชัดเจนขึ้น

ระหว่างต้องการประชาธิปไตยแบบที่ คสช.ผลักดัน คือ ระบบที่ทำให้พรรคการเมืองไม่สามารถทำอะไรได้มากมายนัก เป็นแค่ส่วนประกอบในสภา ในรัฐบาล โดยเสียงของคนในกองทัพและชนชั้นสูงจะดังกว่าใครเป็นพิเศษ

เอาให้ง่ายขึ้นก็คือ ภาพการเมืองสมัยป๋าเปรมเป็นนายกฯ ช่วงปี 2523-2531 นั่นแหละ

ถ้าชอบย้อนยุคถอยหลัง ก็เลือกพรรคที่ คสช.สนับสนุนไปเลย

กับอีกแนวทางคือ ชอบการเมืองที่เป็นแนวเสรีประชาธิปไตย เสียงของประชาชนมีความศักดิ์สิทธิ์มีพลังอำนาจ เลือกตัวผู้แทนราษฎร และผู้จะมาเป็นนายกฯก็ควรผ่านการเลือกตั้งจากประชาชนเท่านั้น

อีกทั้งรัฐบาลควรบริหารงานภายใต้นโยบายที่หาเสียงไว้กับประชาชน เพื่อประโยชน์ของประชาชนวงกว้าง ไม่ใช่ไม่มีนโยบายอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เข้ามาเป็นรัฐบาลก็เพื่อทำงานตามนายกฯคนนอก ที่เป็นตัวแทนของชนชั้นอื่น

จริงอยู่ วันนี้กฎกติกาการเมือง ทำให้ประชาธิปไตยเราถอยหลังไป 30-40 ปีแล้ว แต่หากต้องการประชาธิปไตยเสรีนิยมกลับมา ก็ต้องเลือกพรรคการเมืองที่มีจุดยืนในแนวทางนี้ เพื่อให้มีโอกาสเข้ามาผลักดันการเมืองไทย ให้ค่อยๆ พ้นจากวังวนย้อนยุคกันต่อไป

ถือเสียว่าเป็นการต่อสู้ทางการเมือง 2 แนวทางที่ชัดเจนอย่างมาก

ระหว่างประชาธิปไตย คสช. กับประชาธิปไตยสากลนิยม

……………………
สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน

จังหวะ การเมือง ปลดล็อก ปรับ”ครม.” กับ พรรคทหาร

จังหวะ การเมือง ปลดล็อก ปรับ”ครม.” กับ พรรคทหาร



การจัดตั้ง “พรรคทหาร” มีความสัมพันธ์กับ 2 ปรากฏการณ์อันอึกทึกครึกโครมอย่างยิ่งนับแต่ย่างเข้าเดือนพฤศจิกายน

1 การปลดล็อกพรรคการเมือง
1 การปรับ ครม.

ผลการประชุมของ คสช.เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน ปรากฏออกมาแล้วว่า “สถานการณ์ยังไม่เรียบร้อย บ้านเมืองยังอยู่ระหว่างห้วงเวลาที่ยังไม่ควรมีความขัดแย้งทางการเมืองหรือทางอื่นใด กฎหมายลูก 2 ฉบับสุดท้ายที่จำเป็นต่อการเลือกตั้งก็ยังไม่เรียบร้อย

“จึงขอให้การปลดล็อกที่พูดกันรอไปอีกระยะ อย่าตื่นเต้น กังวล”

เท่ากับเป็นการส่ง “สาร” ไปยังพรรคการเมือง และนักการเมืองโดยตรง คำว่า “อีกระยะ” จึงมิได้มีความหมายเพียง “กฎหมายลูก” อย่างที่กล่าวอ้าง

หากยังอยู่ที่กระบวนการ “ปรับ ครม.”

หากยังอยู่ที่ “ความพร้อม” อย่างเต็มเปี่ยมในการจัดตั้ง “พรรคการเมือง” ขึ้นมา

จากนี้ จึงเห็นได้อย่างเด่นชัดว่า คสช.ยังถือเอา “การเลือกตั้ง” เป็นยุทธศาสตร์ที่จะก้าวไปให้ถึงและบรรลุให้จงได้ตามที่เคยระบุหลังเดือนพฤษภาคม 2557

เราจะทำตาม “สัญญา” ขอเวลาอีกไม่นาน

จากเดือนพฤษภาคม 2557 มายังเดือนพฤษภาคม 2560 เป็นเวลา 3 ปี คำว่า “ไม่นาน” ของ คสช.จึงน่าอยู่ที่ไม่เกินเดือนพฤษภาคม 2561

ครบ 4 ปีพอดี

กระนั้น สัญญาณ 1 ที่จะอ่านได้ว่า คสช.มีความมั่นใจและพร้อมที่จะทำตาม “สัญญา” มากน้อยเพียงใดจำเป็นต้องดูจากกระบวนการ “ปรับ ครม.”

เด่นชัดยิ่งว่า น่าจะเป็น “ปรับใหญ่”

สัญญาณเตือนเพื่อนพ้อง น้องพี่ เท่ากับยืนยันว่าสถานการณ์ในแบบที่ พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล ประสบมาแล้วจะต้องเกิดขึ้นอีก

ความโน้มเอียง คือ แนวทาง “ประชารัฐ”

ถามว่าแนวทาง “ประชารัฐ” คืออะไร คือการประสานระหว่าง “รัฐราชการ” กับ นักธุรกิจที่เรียกว่า “ภาคเอกชน” อันดำรงอยู่ผ่าน 3 สดมภ์หลัก

1 หอการค้า 1 สภาอุตสาหกรรม และ 1 สมาคมธนาคาร

แนวทางนี้ในห้วงที่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ดำรงตำแหน่งเป็นรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจยังไม่แจ่มชัด

แต่หลังการเข้ามาของ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ในเดือนสิงหาคม 2558

มีความแจ่มชัด

ความแจ่มชัด 1 คือการคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ในที่ประชุม สปช.อันเท่ากับเป็นการคว่ำ “ปฏิญญาโตเกียว” บนพื้นฐานที่ว่า

“เขาอยากอยู่ยาว”

การอยู่ยาวในที่นี้เห็นได้จากการผลักดันนโยบายทางเศรษฐกิจเกือบทุกนโยบายที่ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เคยมีส่วนร่วมกับพรรคไทยรักไทยในอดีต ภายใต้แนวทาง “ประชารัฐ”

เป้าหมายก็คือ ต้องการสยบและลบ “ประชานิยม” ออกไป

หากการปรับ ครม.ในอีกไม่นานเป็นไปตาม “ยุทธศาสตร์” นี้ เท่ากับจะใช้แนวทาง “ประชารัฐ” เข้าไปสู่การเลือกตั้ง

จากนี้จึงเห็นหรือยังว่า พรรคทหารจะเกิดขึ้นหรือไม่ มีความพร้อมมากน้อยเพียงใดต้องประสานมติของ คสช.เข้ากับกระบวนการปรับ ครม.

เพราะทุกกระบวนท่ามี “เป้าหมาย” เดียวกัน

การปรับ ครม.เพื่อเสริมความแข็งแกร่ง การยื้อระยะเวลาปลดล็อกก็เพื่อ “แช่แข็ง” พรรคการเมืองอื่น
หากทุกอย่างสมประสงค์จึงจะเป็นก้าวย่างของ “พรรคทหาร”

ยืนยันความพร้อมอย่างเต็มเปี่ยมใน “การเลือกตั้ง”

เอาจริง

เอาจริง


วันอังคารที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไม่ยืนยัน แต่ไม่ปฏิเสธข่าว คสช.จะตั้งพรรคการเมือง

นายกฯบิ๊กตู่บอกว่า “เรื่องคสช.จะตั้งพรรคการเมืองหรือไม่ ยังไม่คิดตอนนี้ดูสถานการณ์ไปก่อนยังมีเวลาอีกตั้งปี”

แต่ผ่านไปแค่วันเดียว...วันเดียวเท่านั้นท่านพระครู

นายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ แบไต๋ด้วยการตั้งคำถาม 6 ข้อ ถามความเห็นประชาชนผ่านศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย

“แม่ลูกจันทร์” ลอกคำถามเปิดไต๋ 6 ข้อของนายกฯบิ๊กตู่มาฉายซ้ำชัดๆอีกที

คำถามข้อที่ 1, จำเป็นต้องมีพรรคการเมืองใหม่ หรือมีนักการเมืองหน้าใหม่ที่มีคุณภาพ เพื่อให้เกิดการปฏิรูปอย่างต่อเนื่องตามยุทธศาสตร์ชาติหรือไม่??

คำถามข้อที่ 2, การที่ คสช.จะสนับสนุนพรรคการเมืองใดเป็นสิทธิ์ของ คสช.ใช่หรือไม่??

คำถามข้อที่ 3, สิ่งที่ คสช.และรัฐบาล คสช.ได้ดำเนินการในช่วง 3 ปี ประชาชนมองเห็นอนาคตที่ดีของประเทศชาติบ้างหรือไม่??

คำถามข้อที่ 4, การเอาแนวทางจัดตั้งรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในอดีตมาเปรียบเทียบกับการจัดตั้งรัฐบาลในวันนี้ เป็นสิ่งที่ถูกต้องทั้งหมดหรือไม่??

คำถามข้อที่ 5, รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งที่ผ่านมาได้แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพ ธรรมาภิบาล และการพัฒนาประเทศที่มีความต่อเนื่องชัดเจนเพียงพอหรือไม่??

คำถามข้อที่ 6, การที่ช่วงนี้มีพรรคการเมือง และนักการเมืองออกมาวิพากษ์วิจารณ์บิดเบือนการทำงานของรัฐบาล คสช.มากผิดปกติเป็นเพราะเหตุใด??

กระทรวงมหาดไทยจะรวบรวมคำตอบจากประชาชนทั่วประเทศ เสนอ พล.อ.ประยุทธ์ เพื่อนำไปพิจารณากำหนดทิศทางและบทบาทของ คสช.ให้สอดคล้องกับความ ต้องการของประชาชนต่อไป

“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่าคำถามทั้ง 6 ข้อของ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้แฝงปริศนาเร้นลับอะไรเลย

อ่านปุ๊บสรุปปั๊บได้ 3 ประเด็น

1, คสช.ต้องการเอาคำตอบจากประชาชนไปรับรองความชอบธรรมที่จะตั้งพรรคการเมืองใหม่เพื่อใช้เป็นฐานสำหรับจัดตั้งรัฐบาลชุดต่อไป

2, ต้องการเอาคำตอบจากประชาชน เป็นเกราะป้องกันไม่ให้ถูกโจมตีว่า คสช.ต้องการสืบทอดอำนาจการเมือง

3, ต้องการใช้เสียง ส.ส.ของพรรค คสช. บวกกับเสียง ส.ว.ลากตั้ง 250 คนเป็นบันไดคอนกรีตเพื่อรองรับ “นายกฯคนกลาง”

“แม่ลูกจันทร์” ย้ำว่าพรรคการเมืองใหม่ของ คสช.ย่อมไม่มีบิ๊ก คสช.เป็นแกนนำพรรคโดยตรง

เพราะ “บิ๊กตู่” หรือ “บิ๊กป้อม” หรือ “บิ๊กป๊อก” เป็นหัวหน้าพรรคไม่ได้ ลงสมัคร ส.ส.ก็ไม่ได้ เนื่องจากขัดรัฐธรรมนูญ

อย่างไรก็ดี ในเมื่อ คสช.คิดการใหญ่จะตั้งพรรคการเมืองใหม่ของตัวเอง

คนที่จะขึ้นแท่นเป็นหัวหน้าพรรค คสช.จึงต้องเป็นระดับ “บิ๊กเนม”

ต้องฟอร์มดี ชื่อเสียงดัง ขึ้นเวที ประชันกึ๋นกับหัวหน้าพรรคการเมืองอื่นๆได้สบายๆ

คำถามคือ ใครเป็นหัวหน้าพรรค คสช.??

“แม่ลูกจันทร์” เดาว่า ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ นี่แหละจะถูกวางตัวให้เป็นหัวหน้าพรรค คสช.แบเบอร์
เอ้า ไม่เชื่อก็คอยดู.

"แม่ลูกจันทร์"

เปิดหน้ารอลงสนาม

เปิดหน้ารอลงสนาม

ชักจะเลิกเหนียม ไม่เขินกันแล้ว

ตามคำถาม 6 ข้อล่าสุดของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ที่ปล่อยของถามชาวบ้านแบบตรงๆ

วันนี้เราจำเป็นต้องมีพรรคการเมืองใหม่ๆ หรือนักการเมืองหน้าใหม่ๆที่มีคุณภาพให้ประชาชนได้พิจารณาในการเลือกตั้งครั้งต่อไปบ้างหรือไม่

หรือหาก คสช.จะสนับสนุนพรรคการเมืองใด ถือเป็นสิทธิของ คสช.ใช่หรือไม่ เพราะนายกฯก็ไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งด้วยอยู่แล้ว

โยนหินถามทางอยากตั้งพรรคทหาร ซาวเสียงความรู้สึกจากประชาชน เพื่อเพิ่มความชอบธรรมการมีพรรคการเมืองเป็นของตัวเองไว้เป็นฐานที่มั่นในการเลือกตั้งปลายปีหน้า

สอดรับสัญญาณก่อนหน้านี้ที่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ระบุหากมีความจำเป็น คสช.ก็ต้องตั้งพรรคการเมือง

เค้าลางพรรคสีเขียวชักมีน้ำหนักมากขึ้น

แต่ต้องเช็กเรตติ้งให้ชัวร์ เพื่อวางแผนการเมืองในอนาคตก่อนลงสนามจริง

เปิดหน้าเข้าสู่สมรภูมิเป็นทางเลือกใหม่ให้ประชาชน เพื่อปูทางต่อท่ออำนาจอยู่ต่อยาวๆ

ท่ามกลางเสียงต่อต้านหนักจากทุกค่ายการเมือง ถึงขั้นใช้คำแรงๆ “ไร้ยางอาย” แสดงความไม่เห็นด้วยกับการแบไต๋ขอสืบทอดอำนาจอยู่ต่อ

แต่ดูแนวโน้มแล้ว พรรคท็อปบูตมาแน่ แต่ยังเก็บอาการไม่กล้ากระโตกกระตากในเวลานี้ หรืออย่างน้อยหากไม่ตั้งพรรคเองก็ต้องมีนอมินีเป็นหลักให้ยึดพิงได้

ตามเสียงตอบรับจากพันธมิตรอำนาจพิเศษหลายก๊วนที่เสนอตัวเป็นนั่งร้านให้ “บิ๊กตู่” ตะกายขึ้นแท่นผู้นำรอบสอง ตั้งแต่พรรคขนาดเล็ก พรรคขนาดกลาง และพรรคน้องใหม่

ที่แสดงอาการออกหน้าออกตาเห็นๆ อาทิ พรรคประชาชนปฏิรูปของ นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และเครือข่ายทีมงาน “ลุงกำนัน” สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตแกนนำ กปปส. ที่ประกาศตีตั๋วให้ “ลุงตู่” เป็นผู้นำเที่ยวต่อไปตั้งแต่ไก่โห่

ยังไม่รวมพรรคขนาดกลาง พรรคขนาดเล็ก หรือการจุดพลุ “พรรคพลังชาติไทย” ที่มีเครือข่ายท็อปบูตเป็นแกนนำ ต่างมีท่าทีอยากจับมือกับ “บิ๊ก คสช.” ในอนาคต

สารพัดค่ายการเมืองพร้อมเป็นขุมกำลังโหวตให้เบอร์ 1 คสช.ได้วีซ่าทำงานต่อ เพราะถึงอย่างไรก็เลี่ยงไม่พ้นชื่อ “ประยุทธ์” กลับเข้าทำเนียบรัฐบาลอีกครั้งแน่ๆ

เหลือแค่การประคองความเชื่อมั่นให้อยู่ ไม่ให้วูบก่อนไปถึงสนามเลือกตั้ง ในภาวะที่กำลังเสียเหลี่ยม คะแนนนิยมรัฐบาลถดถอย

สะท้อนให้เห็นจากผลโพลที่ระบุฐานเสียงสาธารณชนที่เคยสนับสนุน “บิ๊กตู่” ลดลงจากร้อยละ 78.4 ในเดือน ก.ค.2560 หล่นมาเหลือที่ร้อยละ 52 ในการสำรวจเมื่อต้นเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา

เรตติ้งวูบไป 20 กว่าเปอร์เซ็นต์ในช่วงเวลาไม่กี่เดือน

แน่นอนที่สุดส่วนหนึ่งมาจากการแก้ปัญหาประเทศยังไม่เข้าตาประชาชน โดยเฉพาะปัญหาปากท้อง ค่าครองชีพของประชาชนที่ยังไม่กระเตื้องมากขึ้นเท่าใด

โจทย์ยากที่ต้องกระตุกความเชื่อมั่นกลับมาโดยเร่งด่วน ซึ่งคำตอบสุดท้ายหนีไม่พ้นการยกเครื่องใหญ่ปรับ ครม. ที่เตรียมลดโควตาที่นั่งทหาร หมดเวลาโปรโมชั่นตอบแทนกันแล้ว

เสริมทัพทีมงานมืออาชีพจากภาคธุรกิจที่มีความรู้ ความสามารถเหมาะกับเนื้องาน มาแทนพวกมีรอยตำหนิ

เป็นจุดวัดใจ “บิ๊กตู่” จะกล้าปลดหรือโยกย้ายพวกสายแข็งที่เป็นตำบลกระสุนตก เรียกแขกให้รัฐบาลหรือไม่ เพื่อแลกกับการกู้ความเชื่อมั่นกลับคืนมา

ยังไม่รวมร่องรอยคาใจของสังคมในแม่น้ำร่วมสาย อาทิ การแต่งตั้งคนที่มีปัญหาถูก ป.ป.ช.ตรวจสอบเป็น กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

สุ่มเสี่ยงถูกลดทอนเครดิตการยกร่างกฎหมายปราบโกง

หรือการถูกจับผิดกรณี คสช.และ กรธ.ตั้งลูกหลานตัวเองเข้ามาช่วยงาน ถูกตั้งคำถามเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน

ทีมงานรอบตัวบั่นทอนความเชื่อมั่นลงเรื่อยๆ หนีไม่พ้นกระทบมาถึงเบอร์หนึ่งในรัฐบาล

กลายเป็นเดิมพันที่ต้องยกเครื่องกันครั้งใหญ่ เพื่อโกยแต้มกลับคืนมา

หากกู้ศรัทธากลับคืนมาไม่ได้ มันก็คงไปต่อลำบาก!!!

ทีมข่าวการเมือง

วันพฤหัสบดีที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

"บิ๊กป้อม" ประชุม "ศบม." พอใจผลงาน3 ปี ศูนย์แก้ไขปัญหาความมั่นคงแบบบูรณาการ



"บิ๊กป้อม" ประชุม "ศบม." พอใจผลงาน3 ปี ศูนย์แก้ไขปัญหาความมั่นคงแบบบูรณาการ ทำงานเชิงรุกร่วมกันมากขึ้น สั่งรักษาความมั่นคง บรรยากาศความสงบเรียบร้อย สั่งจับตา การบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ประชุมมอบนโยบายและรับทราบผลการดำเนินงานของศูนย์แก้ไขปัญหาความมั่นคงแบบบูรณาการ (ศมบ.) ที่ ศาลาว่าการกลาโหม
พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษก กห. เปิดเผยว่า การดำเนินงานตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา ศูนย์แก้ไขปัญหาความมั่นคงแบบบูรณาการ(ศบม.) ได้ขับเคลื่อนแก้ปัญหาความมั่นคงโดยการทำงานร่วมของทุกส่วนราชการด้านความมั่นคง ในการประสานงานและติดตามสถานการณ์ความมั่นคง
รวมทั้งดำเนินการป้องกันและแก้ปัญหาที่มีผลกระทบกับความมั่นคง การดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างต่อเนื่อง
โดยเฉพาะการคลี่คลายปัญหาวิกฤติและปัญหาเร่งด่วนของชาติ เช่น ปัญหายาเสพติด การค้ามนุษย์ การปราบปรามผู้มีอิทธิพล การทำประมงผิดกฎหมาย การแก้ปัญหาการบินพลเรือน การจัดระเบียบสังคม และการจัดระเบียบสังคม เป็นต้น ด้วยการบังคับใช้กฏหมายอย่างทั่วถึง เป็นธรรมและเท่าเทียมกัน เป็นผลให้สังคมมีความสงบเรียบร้อยและปลอดภัย โดยเฉพาะปัญหาเหตุร้ายและความรุนแรงรายวันลดลงอย่างต่อเนื่องในภาพรวม
พล.อ.ประวิตรฯ ได้กล่าวย้ำว่า บรรยากาศความสงบเรียบร้อยของสังคม มีความสำคัญยิ่ง ที่จะต้องช่วยกันรักษา โดยการทำงานที่เข้มแข็งของฝ่ายความมั่นคง จะเป็นกำลังสำคัญ กับการรับมือจากภัยคุกคามที่จะเกิดขึ้น เพื่อร่วมกันดูแลความมั่นคงของชาติ ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ให้ประชาชนสามารถใช้ชีวิตโดยเสรีภาพภายใต้กรอบของกฎหมายและประกอบอาชีพอย่างปกติสุข
พร้อมทั้งกำชับสั่งการให้ทุกส่วนราชการ ให้ความสำคัญกับงานด้านการข่าวและการติดตามการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารมากขึ้น ร่วมกันพัฒนาประสิทธิภาพการทำงาน เพื่อคลี่คลายปัญหาและตอบสนองความต้องการของประชาชน อย่างรวดเร็วและเป็นเอกภาพ
ขณะเดียวกัน ยังจำเป็นต้องสร้างการรับรู้ ความเข้าใจและการมีส่วนร่วมกับประชาชนในงานความมั่นคงอย่างต่อเนื่องควบคู่กันไป เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดจากการบิดเบือนข้อมูล และร่วมกันพัฒนาไปสู่สังคมที่มั่นคงอย่างยั่งยืน

นำร่อง เตรียมปลดล็อกเลือกตั้งท้องถิ่น หลังได้ กกต.ชุดใหม่

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เตรียมเชิญปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบดีกรมการปกครอง อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น และ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หารือ เตรียมจัดการเลือกตั้งท้องถิ่นบางระดับ หลังมี กกต. ชุดใหม่ เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์และเป็นการเตรียมพร้อม สำหรับการเลือกตั้งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้นไปตามลำดับ  โดยอาจต้องหารือถึงการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องบางมาตรา และ การยกเลิกการบังคับใช้ประกาศ คสช. ฉบับที่ 57/2557 และ ฉบับที่ 3/2558 ในบางพื้นที่ เพื่อเปิดทางให้ทำกิจกรรมทางการเมืองในช่วงการเลือกตั้งดังกล่าว  และ ยังต้องพิจารณาว่า จะยกเลิกพร้อมกับเปิดทางให้นักการเมืองระดับชาติ ทำกิจกรรม หรือ จัดตั้งพรรคการเมืองพร้อมกันด้วยหรือไม่ ซึ่ง คสช. กำลังพิจารณาเรื่องนี้อยู่

นายวิษณุ ยังปฏิเสธข่าวที่ระบุว่า อาจมีการออกคำสั่งหัวหน้า คสช.โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 44  คืนตำแหน่งให้กับนักการเมืองท้องถิ่น ที่ถูกระงับการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อตรวจสอบเรื่องที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการทุจริต ในวันที่ 10 พฤศจิกายนนี้ แม้หลายหน่วยงานต้นสังกัดจะสรุป และ รายงานผลการตรวจสอบมาแล้วว่าไม่มีความผิด แต่ส่วนใหญ่ยังถูกตรวจสอบโดย ป.ป.ช.อยู่ จึงไม่สามารถดำเนินการคืนตำแหน่งให้ได้ในขณะนี้

คสช.เดินเข้าสู่มุมอับ ?



คสช.เดินเข้าสู่มุมอับ ?

เมื่อไม่ชอบธรรม มีอำนาจมากแค่ไหนก็อยู่ไม่ได้ !

พล.อ.สุจินดา,ทักษิณและเครือข่ายชินวัตร เป็นตัวอย่างที่เห็นชัด

คำถาม 4 ข้อ 
คำถาม 6 ข้อ 

ไม่ได้เสริมสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ นำมาแต่เสียงวิพากษ์วิจารณ์ในทางลบ

- จะตั้งพรรคทหารก็ลังเล เพราะในอดีตพิสูจน์แล้วว่าพรรคทหารล้มเหลวในการเลือกตั้ง

- จะสนับสนุนพรรคการเมืองก็ยังไม่รู้ว่าจะสนับสนุนพรรคใด หรือพรรคใดจะยอมให้สนับสนุน และสุ่มเสี่ยงผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญอีกต่างหาก

ระหว่างการเลือกตั้งทุกพรรคการเมืองจะต้องประกาศจุดยืนทางการเมืองให้ประชาชนทราบ ในระหว่างนั้นจะเกิดกระแสพรรคประชาธิปไตยกับพรรคเผด็จการเหมือนพรรคเทพพรรคมารในอดีต จึงคาดการณ์ได้ล่วงหน้าว่าคงไม่มีพรรคการเมืองใดกล้าแสดงจุดยืนว่าเป็นพรรคเผด็จการในระหว่างหาเสียงเลือกตั้งแน่นอน

หลัังเลือกตั้งหาก พล.อ.ประยุทธ์ และ คสช.ใช้กลไกตามรัฐธรรมนูญบวกอำนาจแฝงรวมเสียง
พรรคการเมืองกับ สว.แต่งตั้งเพื่อสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯหลังการเลือกตั้ง สามารถทำ ได้ แต่จะไม่สามารถบริหารประเทศได้อย่างราบรื่น กระแสต่อต้านนายกฯคนนอก หรือนายกฯที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งจะเกิดขึ้น การต่อต้านจะนำไปสู่สภาวะไร้เสถียรภาพทางการเมืองอีกครั้ง เมื่อถึงเวลานั้นพรรคการเมืองที่ทำหน้าที่ค้ำอำนาจให้ พล.อ.ประยุทธ์จะหมดความชอบธรรม บางพรรคจะประกาศถอนตัว

รัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์หลังการเลือกตั้งจะล่มสลายอย่างรวดเร็ว

และเชื่อว่าพรรคการเมืองสำคัญๆ เช่น พรรค เพื่อไทย หรือ พรรคประชาธิปัตย์คงไม่มีพรรคใดต้องการภาพลักษณ์เป็นพรรคเผด็จการแน่นอน

"อะโธ่!! โจมตี เพราะจะไม่ให้อยู่ด้วยกัน"!!

"อะโธ่!! โจมตี เพราะจะไม่ให้อยู่ด้วยกัน"!!
"บิ๊กป้อม" แฉ แผนโจมตีผม เพราะไม่ให้อยู่ด้วยกัน ยันอะไรก็แยกพี่แยกน้องไม่ได้ พ้อถูกหาว่า เป็นตัวถ่วงรัฐบาล ทั้งๆที่ทำงาน ปัดไม่รู้ คำนาย"โหรวารินทร์" ปรับใหญ่ ครม.
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงการปรับ ครม. ว่า เป็นเรื่องของนายกฯ ตัดสินใจ ขอไม่ตอบคำถาม
ส่วนการที่ โหรวารินทร์ระบุว่า จะเป็นการปรับใหญ่10ตำแหน่งโดยนำนักการเมืองเข้าร่วม ครม. นั้น พลเอกประวิตร กล่าวว่า ไม่รู้ ต้องไปถาม โหร เอง
ส่วน ตัวเองนั้นนายกฯก็ยังไม่ได้สัญญาณมาว่าจะปรับออก
ส่วนที่ผ่านมามีการโจมตีผม มาตลอดว่าเป็นตัวถ่วง นั้นว่า โธ่!! โจมตีเพราะไม่อยากให้อยู่ด้วยกัน ปัดโธ่!! โจมตี เพราะไม่อยากให้อยู่ในตำแหน่งเท่านั้น
เมื่อถามว่า ท่านไม่ได้มีอะไรบกพร่องในการทำงาน แต่ถูกโจมตีมาตลอด พลเอกประวิตร กล่าวว่า ผมก็ทำงาน ก็โจมตีมาตลอด
เมื่อถามว่า ไม่มีอะไรแยกได้ใช่หรือไม่ พลเอกประวิตร กล่าวว่า อืม ก็ไม่เห็นมีอะไรเลย เราก็เทำงาน

"บิ๊กป้อม" เผยนายกฯคิด6 คำถามเอง ยันไม่ได้หวังกรุยทาง ตั้งพรรค คสช.



"บิ๊กป้อม" เผยนายกฯคิด6 คำถามเอง ยันไม่ได้หวังกรุยทาง ตั้งพรรค คสช. ชี้ คำถามเหมาะสม แฉ รัฐบาล คสช.ตัวผม ถูกโจมตี เพราะไม่อยากให้อยู่ด้วยกัน พ้อถูกโจมตีว่า เป็นตัวถ่วงรัฐบาล
พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงการตั้งคำถาม 6 ข้อ ของ พล.อ ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ฝ่ายการเมืองมองว่าหวังสืบทอดอำนาจและโจมตีพรรคการเมือง ว่าไม่จริง ไม่ได้มีความหมายตามที่ฝ่ายการเมืองตั้งข้อสังเกต
ส่วนเป็นการเตรียมการตั้งพรรค คสช. หรือไม่ นั้น ไม่ขอตอบ เพราะพูดหลายครั้งแล้ว ซึ่งคำถาม และคำตอบเหมือนเดิม คือ ไม่รู้
ส่วนความกังวลจะทำให้เกิดการเผชิญหน้าทางการเมืองนั้น พลเอกประวิตร กล่าวว่าไม่นำไปสู่สถานการณ์ และยืนยันว่า ไม่ใช่การชี้นำหรือหาเสียง แต่สื่อคิดเอาเอง
ซึ่งจากการติดตามสื่อเมื่อคืนนี้ ประชาชนเห็นว่าเหมาะสม ไม่คิดแบบฝ่ายการเมือง
ส่วน6คำถาม นั้น นายกฯเป็นผู้คิดคำถามเอง ไม่ได้หารือกับผมหรือ คสช. คนอื่น
ส่วนการปรับ ครม. นั้น เป็นเรื่องของนายกฯ ตัดสินใจ ขอไม่ตอบคำถาม
ส่วนการที่ โหรวารินทร์ระบุว่า จะเป็นการปรับใหญ่10ตำแหน่งโดยนำนักการเมืองเข้าร่วม ครม. นั้น พลเอกประวิตร กล่าวว่า ไม่รู้ ต้องไปถาม โหร เอง
ส่วน ตัวเองนั้นนายกฯก็ยังไม่ได้สัญญาณมาว่าจะปรับออก
ส่วนที่ผ่านมามีการโจมตีผม มาตลอดว่าเป็นตัวถ่วง นั้นว่า โธ่!! โจมตีเพราะไม่อยากให้อยู่ด้วยกัน ปัดโธ่!! โจมตี เพราะไม่อยากให้อยู่ในตำแหน่งเท่านั้น
เมื่อถามว่า ท่านไม่ได้มีอะไรบกพร่องในการทำงาน แต่ถูกโจมตีมาตลอด พลเอกประวิตร กล่าวว่า ผมก็ทำงาน ก็โจมตีมาตลอด
เมื่อถามว่า ไม่มีอะไรแยกได้ใช่หรือไม่ พลเอกประวิตร กล่าวว่า อืม ก็ไม่เห็นมีอะไรเลย เราก็ทำงาน

กว่าจะถึงพ.ย.61 โดย วรศักดิ์ ประยูรศุข

กว่าจะถึงพ.ย.61 โดย วรศักดิ์ ประยูรศุข



แฟ้มภาพ

ฟังเรื่อง คสช.จะตั้งพรรคหรือไม่ จากบรรดาแกนนำ ผู้นำ คสช. น้ำเสียงโน้มเอียงไปในทางที่จะตั้ง มากกว่าไม่ตั้ง

และยังสอดคล้องกับคำแถลงของนายกฯ เรื่องยังไม่ปลดล็อก เมื่อวันที่ 7 พ.ย.ที่ผ่านมา

พร้อมๆ กันนั้น นายกฯยังได้แจกเอกสารประกอบการแถลง ยืนยันเลือกตั้งตามโรดแมป ภายใน 150 วัน หลังจาก กม.ลูกที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งมีผลบังคับใช้

บรรยากาศการเมืองดูจะมีเรื่องราวให้ถกเถียงกันขึ้นมาทันที

แปลความกันตอนนี้ คสช.คงจะไม่รีบกลับบ้านไปเลี้ยงหลานตามโรดแมปของข้าราชการวัยเกษียณค่อนข้างแน่นอน

การเลือกตั้งตามโรดแมป ไม่ว่าจะเกิดในเดือน พ.ย.2561 หรือข้ามไปต้นปี 2562 คงจะมีพรรคการเมืองที่รวมกลุ่มกันมาใหม่ๆ ลงแข่งขัน

อาจจะมีทั้งพรรคที่ประกอบด้วยอดีตบิ๊กทหาร และพรรคของคนอีกรุ่นที่อายุน้อยลงมา เสนอแนวทางด้านเศรษฐกิจ

พรรคหลักๆ เจ้าเก่า จะปรับตัวเข้ากับการต่อสู้ครั้งนี้ยังไง จะถอยหรือจะชน ก็ต้องดูอารมณ์ของประชาชนเจ้าของสิทธิเลือกตั้ง

ใครตีโจทย์นี้แตก ถือว่าได้เปรียบ

และก่อนจะไปถึงช็อตที่ว่านี้ งานเฉพาะหน้าของรัฐบาลและ คสช.ก็คือ การปรับ ครม.

นายกฯขอโทษขอโพยในที่ประชุมเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาว่า จำเป็นต้องปรับ ครม.เพื่ออนาคต ไม่ใช่ว่า รมต.ทำงานไม่ดี

ความจำเป็นที่จะต้องปรับ ก็เพื่อสร้างผลงานในห้วง 1 ปีเศษที่เหลืออยู่

รัฐบาลบริหารงานถึง 4 ปี จะต้องมีอะไรไว้ให้ประชาชนดูต่างหน้า หรือพูดถึงในทางที่ดีๆ โดยเฉพาะเรื่องปากท้องความเป็นอยู่

หรือถ้าจะต้อง “ไปต่อ” จะต้องตั้งพรรค จะได้เป็นทุนรอนในการเดินทางต่อไป

ใครจะอยู่ใครจะไป เป้าสำคัญสุดในตอนนี้ คงเป็นรัฐมนตรีที่มาจากกองทัพ

ยกเว้น รมว.กลาโหม ที่พี่ใหญ่อย่าง “บิ๊กป้อม” นั่งอยู่ คงไม่สลับเอาพลเรือนมานั่งแน่นอน

ส่วนคนอื่นๆ ถือว่าอยู่ในข่ายไปได้ทั้งนั้น ขึ้นกับ “บิ๊กตู่”

ปัญหาเศรษฐกิจที่พูดๆ กัน ยิ่งเร่งเร้าให้คิดถึงแนวทางการนำเอามืออาชีพเข้ามาเสริมทีม

ที่ผ่านมา สังเกตได้ว่าภาคเอกชน กลุ่มทุนใหญ่ๆ ล้วนแต่สนับสนุนรัฐบาล คสช. นักข่าวสัมภาษณ์ทีไร มีแต่เรื่องด้านบวก

แต่พอถามหา “มือดีๆ” ที่จะให้เข้ามาร่วมหัวจมท้าย ได้ยินว่า หลบตากันเป็นแถวๆ

การที่รัฐบาลยังไม่ปลดล็อก สะท้อนความระมัดระวังและไม่มั่นใจ

เพราะขนาดยังไม่ปลดล็อก มีนักการเมืองคอมเมนต์เศรษฐกิจการเมืองอยู่พรรคละ 2-3 คน พูดทีก็ยังสะดุ้งกันที

รัฐบาลที่มาจากพรรคการเมือง ปีท้ายๆ จะบริหารยาก ทั้งด้วยปัญหาภายในและภายนอก

ยิ่งต้องคิดถึงการป้องกันแชมป์ในการเลือกตั้งครั้งใหม่ก็ยิ่งยาก บางพรรคเข็มขัดกระเด็นไปเลยก็มีมาแล้ว

เส้นทาง 1 ปีเศษจากนี้ไป จะคดเคี้ยวหรือราบรื่น รอดูกันไป

…………….
วรศักดิ์ ประยูรศุข

แถ่วตร๊ง จั๊ดแถ่ว จัดแล้ว จัดอีก รับศึก เลือกตั้ง

แถ่วตร๊ง จั๊ดแถ่ว จัดแล้ว จัดอีก รับศึก เลือกตั้ง


มีความเป็นไปได้สูงยิ่ง ที่จะมีการปรับปรุงคณะรัฐมนตรีครั้งใหญ
เพราะลำพัง ถ้าเป็นการตัวบุคคลทดแทนเฉพาะตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานที่ว่างลง
อันเนื่องจากการยื่นใบลาออกจากตำแหน่งของ พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล

ป่านนี้ก็คงจะเรียบร้อยโรงเรียน จปร. ไปแล้ว

ไม่ยืดเยื้อยาวนานเป็นสัปดาห์

หรือว่ามี “ข่าวลือ” หนาหูเรื่องการปรับปรุงรัฐมนตรีในตำแหน่งอื่นๆ

หนึ่งในจำนวนนั้นก็คือ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ผู้ขยับย้ายมาแล้วครั้งหนึ่งจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

แม้จะเป็น “เพื่อนรัก” ร่วมชั้นเรียนมากับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.
แต่ข่าวลือว่าด้วยการทำงานแบบ “วีรเอกชน” ก็ปรากฏขึ้นเป็นระยะ

เช่นเดียวกันกับปัญหาและข้อสงสัยอันเนื่องจากงานในหน้าที่รับผิดชอบ

ไม่ว่าจะเป็นการตกต่ำของราคาพืชผล ตั้งแต่ข้าว ยางพารา ไปจนกระทั่งถึงผลไม้สารพัดชนิด

หรือ “โปรเจ็กต์ยักษ์” อย่างโครงการจัดการน้ำ

ที่ผ่านมา 3 ปีแล้วยังไม่มีความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม

และภาวะท่วมสลับแล้งก็ยังดำรงอยู่จนกระทั่งถึงปัจจุบัน

กระทั่ง ต้องมีการจัดตั้งคณะกรรมการระดับชาติ เพื่อจัดการกับปัญหาน้ำ

โดยมีนายกรัฐมนตรีลงมานั่งเป็นประธานเอง

แต่ “ด้วยรักและผูกพัน” ฉันเพื่อนที่สนิทสนมกันยิ่งกว่าพี่น้อง

ถึงจะออกปากว่า “พร้อมจะพักผ่อน”

แต่ข่าวลือในตลาดก็ยังหนาหู

ว่าถึงจะพ้นตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรไป

พล.อ.ฉัตรชัยก็ยังมีตำแหน่งอยู่ในรัฐบาล

เมื่อไม่ประสานกับด้านเศรษฐกิจ

งานที่เหมาะสมตามความถนัดก็ต้องเป็นเรื่องของความมั่นคง

เช่น กระทรวงยุติธรรม

ถ้ามีการขยับย้าย พล.อ.ฉัตรชัยมาจริงตามข่าวลือ

ถามว่านายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม จะหลุดลอยไปเลยหรือ
คำตอบคือมิใช่

ในฐานะ “วัวเคยขา ม้าเคยขี่” กันตั้งแต่ก่อนเป็นรัฐบาล

ยังมีงานใกล้ตัวเช่นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรฯ ให้นายสุวพันธุ์ได้ใช้ความรู้ความสามารถแน่นอน

แต่กลายเป็น “แจ๊กพ็อต” จะไปแตกเอาที่นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ ที่ขยับย้ายมาแล้วครั้งหนึ่ง
จากเก้าอี้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

รอบนี้อาจจะได้พักยาว

เป็นการพักยาวเช่นเดียวกันกับนายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
ผู้มีแนวโน้มจะถูก ป.ป.ช.ชี้มูลว่าปกปิดทรัพย์สิน

อันเนื่องมาจากการ “ลืม” ยื่นบัญชีทรัพย์สินบางรายการของภรรยา

ข้อหาคุ้นๆ ไหม?

และเมื่อรัฐมนตรี “ต้นทาง” เศรษฐกิจด้านการผลิตมีการเปลี่ยนแปลง

โอกาสและแนวโน้มจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในส่วนของ “ปลายทาง” ก็มากขึ้นตามไปด้วย

ข่าวลือว่าด้วยความ(ไม่) มั่นคงในตำอหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ของนางอภิรดี ตันตราภรณ์ จึงหนาหูขึ้นในระยะหลัง

ขึ้นอยู่กับว่าจะสามารถจัดหาตัวบุคคลที่สอดคล้องกับเงื่อนไขและความต้องการได้หรือไม่

เงื่อนไขอะไร?

ก็คือความต้องการที่จะผลักดันให้เศรษฐกิจกลับมาขยายตัวตามปกติให้ได้โดยเร็วที่สุด

ให้เสียงบ่นเรื่องปัญหาปากท้องหมดหรือลดลงไป

ให้เสียงวิจารณ์ว่าด้วยความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจลดลงไป

เพื่อเพิ่มคะแนนนิยมในหมู่ “ชนชั้นล่าง” ให้มากขึ้น

ทำไมต้องชนชั้นล่างหรือรากหญ้า

คำตอบง่ายๆ ตรงไปตรงมาที่สุด

ก็คือ หากต้องการลงสมัครและชนะการเลือกตั้ง

ก็ต้องกุมหัวใจของคนส่วนใหญ่ในประเทศให้ได้

คนส่วนใหญ่ในประเทศคือประดารากหญ้าทั้งหลาย

รากหญ้าที่เคยเป็นฐานเสียงอันหนักแน่น และหลังพิงอันแข็งแกร่งให้พรรคไทยรักไทย-พลังประชาชน-เพื่อไทย

วัตถุประสงค์ของการ “จั๊ดแถ่ว” ในคณะรัฐมนตรีครั้งล่าสุด

ไม่ซับซ้อน

เป้าหมายและสายตาพุ่งไปยังการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น

ในช่วงเวลา 18-24 เดือนจากนี้ไป

เวลาแห่งการชี้ชะตา

กระตุ้นทุกปี

กระตุ้นทุกปี

มหกรรมช็อปช่วยชาติ กลับมาอีกแล้วตามเสียงเรียกร้องของแฟนๆ

ตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน ถึงวันที่ 3 ธันวาคม รวมเวลา 23 วัน รัฐบาล คสช.ขอเชิญพ่อแม่พี่น้องแห่ไปช็อปช่วยชาติกันให้ระเบิดเถิดเทิง

ค่าใช้จ่ายในโครงการช็อปช่วยชาติ สามารถนำใบกำกับภาษีไปขอหักลดภาษีเงินได้ส่วนบุคคลได้ไม่เกิน 15,000 บาทต่อหนึ่งคน

ท่านที่ตั้งตารอจะช็อปช่วยชาติ จึงไม่ควรพลาดเป็นอันขาดเชียว

“แม่ลูกจันทร์” กราบเรียนว่ารัฐบาลนายกฯบิ๊กตู่จัดโครงการช็อปช่วยชาติ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจติดต่อกันมาแล้ว 3 ปี

ปีแรก 2558 จัดช่วงสั้นๆแค่ 7 วัน ช่วยกระตุ้นยอดขายปลีกช่วงปลายปีให้คึกคักขึ้นมาพอสมควร

ปีที่ 2 รัฐบาลชักติดใจขยายมหกรรมช็อปช่วยชาติเป็น 18 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 14 ธันวาคม ถึง 31 ธันวาคม 2559

ช่วยกระตุ้นยอดขายปลีกช่วงปลายปีเพิ่มขึ้นอีกกว่า 5 เปอร์เซ็นต์

ล่าสุดปีนี้ 2560 รัฐบาลเปิดมหกรรมช็อปช่วยชาติเร็วกว่าปีก่อน 1 เดือน แต่ขยายเวลาช็อปกระจายเพิ่มขึ้นเป็น 23 วัน

ตั้งเป้าว่ามหกรรมช็อปช่วยชาติจะกระตุ้นกำลังซื้อก๊อกสุดท้ายและช่วยดันเศรษฐกิจไทยปีนี้ให้โตทะลุเป้า 4 เปอร์เซ็นต์ เห็นผลทันตา

“แม่ลูกจันทร์” เชื่อว่าโครงการช็อปช่วยชาติ ซึ่งรัฐบาล คสช.จัดติดต่อกันมาแล้ว 3 ปี จะกลายเป็น “งานเทศกาลประจำปี” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างนี้ตลอดไป

ถึงแม้รัฐบาลจะตีปี๊บว่าเศรษฐกิจไทยฟื้นแล้วก็จริง

แต่กำลังซื้อประชาชนยังไม่ฟื้นตัว

จึงต้องจัดมหกรรมช็อปช่วยชาติเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อประชาชน ให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจครบวงจร

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ชี้แจงว่า มหกรรมช็อปช่วยชาติ เพื่อกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยในกลุ่มคนชั้นกลาง

เนื่องจากคนชั้นกลางนิยมซื้อสินค้าออนไลน์ ทำให้ยอดขายปลีก และห้างสรรพสินค้าต่างๆลดลงอย่างชัดเจน

โครงการช็อปช่วยชาติจะช่วยกระตุ้นประชาชนให้ไปจับจ่ายซื้อสินค้าจากห้างสรรพสินค้า และร้านค้าขายปลีกต่างๆ เพิ่มขึ้นในช่วงสิ้นปี

“แม่ลูกจันทร์” เห็นด้วยที่รัฐบาลมีมาตรการช่วยเหลือห้างร้านขายปลีกที่โดนระบบออนไลน์แย่งลูกค้าหนักขึ้นทุกวัน

และเห็นด้วยที่รัฐบาลจะเก็บภาษีจากผู้ขายสินค้าออนไลน์ให้เกิดความเป็นธรรม

สรุปว่า เป้าหมายของมหกรรมช็อปช่วยชาติ เพื่อดูดเงินจากกระเป๋าคนที่มีฐานะปานกลาง หรือ “มนุษย์เงินเดือน” ให้ใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในช่วงปลายปี

โดยจัดโปรโมชั่นลดภาษีเงินได้ ...เป็นเงื่อนไขล่อใจ

เช่น...ท่านที่มีรายได้สุทธิตั้งแต่ 1.5 แสนบาท ถึง 3 แสนบาทต่อปี ถ้าช็อปช่วยชาติ 15,000 บาท จะได้ลดภาษี 750 บาทต่อคน

ท่านที่มีรายได้สุทธิตั้งแต่ 3 แสนบาท ถึง 5 แสนบาทต่อปี ถ้าช็อปช่วยชาติ 15,000 บาท จะได้ลดหย่อนภาษีเงินได้ 1,500 บาทต่อราย

ส่วนท่านที่มีรายได้สุทธิต่ำกว่า 1.5 แสนบาทต่อปี ถึงจะช็อปช่วยชาติจนกระเป๋าแตกแหกกระเจิง...

ก็ไม่ได้ลดหย่อนภาษีแม้แต่สลึงเดียว!!

เพราะท่านไม่ต้องจ่ายภาษีบำรุง ประเทศอยู่แล้วตามกติกา

ป.ล.ค่ารักษาพยาบาล ค่าเติมน้ำมัน ค่าน้ำค่าไฟ ฯลฯ เอาไปลดภาษีไม่ได้ทุกกรณี

แต่ค่านวดหน้า ค่าทำสปา เอาไปลดภาษีช็อปช่วยชาติได้นะโยม.

“แม่ลูกจันทร์”

‘ลุงตู่’ลุยเต็มรูปแบบ!

‘ลุงตู่’ลุยเต็มรูปแบบ!

“ผมมีความจำเป็นต้องปรับเพื่ออนาคต อย่าโกรธอะไรผม”

“นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ได้แจ้งต่อรัฐมนตรีช่วงท้ายของการประชุม ครม. ขอใช้อำนาจของตัวเองในการปรับ ครม.

โดยรูปการณ์ที่สะท้อนความพยายาม “รวบรัดตัดความ”

ตามข่าววงใน ทุกอย่างจะจบภายในวันที่ 20 พฤศจิกายนนี้ ล้อตามเงื่อนไขสถานการณ์ปรับ ครม.ที่ พล.อ.ประยุทธ์ต้องทำเร็ว โดยเฉพาะต้องรีบกำจัดวงแรงกระเพื่อมทางอำนาจ ไม่ให้ขยายวงลุกลามตามธรรมชาติของการปรับเปลี่ยนที่ต้องมีทั้งคนสมหวังและผิดหวัง

ยิ่งฟังจากที่ “บิ๊กตู่” ต้องออกตัวเป็นนัยเลยว่า การปรับ ครม.รอบนี้ไม่ได้เกี่ยวโยงกับเรื่องของการทุจริตหรือบกพร่องต่อหน้าที่ เป็นการปรับเพื่อเติมเนื้องานของรัฐบาล

สถานการณ์เหมือนช่วยเคลียร์ให้คนที่จะโดนปรับออกล่วงหน้า

โดยเฉพาะคนที่อยู่ในข่าย “ตำบลกระสุนตก” มีชนักว่าด้วยปมร้อนความโปร่งใส ถ้ามีอันต้องหลุดวงโคจรไปจริงๆ จะได้ไม่โดนสังคมตราหน้าว่ามีปัญหาเรื่องทุจริตคอร์รัปชัน

ถึงวันนี้ “นายกฯลุงตู่” อุ้มกระเตงไม่ไหวแล้ว จำเป็นต้องโละจุดอ่อน ตัดทิ้งตัวถ่วง

งานเลี้ยงเลิกรา ต้องมีคนกลับบ้านไปเลี้ยงหลาน

และก็ตามฟอร์มของเกมอำนาจอันหอมหวน ไม่ว่าใครเสพแล้วต้องติด ยังไงก็หนีไม่พ้นภาวะทางใจ ภายใต้สถานการณ์กดดัน บรรยากาศเครียดๆในห้วงการยกเครื่องปรับ ครม.

มันก็มีพวกรอจังหวะเขย่าซ้ำ ตอกย้ำอาการระหว่างคนปรับกับคนโดนปรับ

กับช็อตต่อเนื่องจากในที่ประชุม ครม.ที่รองโฆษกรัฐบาลแถลงอย่างเป็นทางการว่า “บิ๊กตู่” ขอใช้อำนาจในการปรับ ครม. แต่อีกด้านหนึ่งก็มีการไล่เคลียร์กระแสข่าวอย่างไม่เป็นทางการ

ทีมงานรัฐบาลต้องรีบสกัด “ข่าวปล่อย” ร้อนๆแหลมๆ

ไม่ว่าจะเป็นประเด็นที่ “บิ๊กตู่” กับ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม มีอาการมึนตึงกันในที่ประชุม ครม. เพราะความพยายามลดทอนอำนาจ “พี่ใหญ่”

แถมอีกปมร้อน นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ที่ขู่จะยกทีมออกเป็นการกดดัน หาก “นายกฯลุงตู่” ไม่ปรับ ครม.ตามแนวทางที่เสนอให้

“แหล่งข่าว” จากวงใน วงนอก ช่วยกันใส่ฟืน โหมเติมเชื้อไฟ โดยเฉพาะนักการเมืองทั้งค่ายประชาธิปัตย์กับเพื่อไทยที่อาศัยโหนกระแสตามท้องเรื่อง “ปล่อยของ” ผ่านสื่อ

“เสี้ยม” ให้ทีมงานรัฐบาลแตกคอกัน

และนั่นก็โยงเป็นเหตุผลลึกๆ ปัจจัยหลักที่ “นายกฯลุงตู่” ได้แจกแจงผ่านเอกสาร ยืนกรานถึงการไม่ปลดล็อก

พรรคการเมืองให้ทำกิจกรรม คสช.ได้ประเมินสถานการณ์ขณะนี้ยังไม่เรียบร้อย

จึงขอให้การปลดล็อกที่พูดกัน รอไปอีกระยะ อย่าตื่นเต้นกังวล

แปลไทยเป็นไทย งานนี้ยื้อแบบไม่กำหนดเวลา ปัจจัยแทรกไม่อยู่ในวิสัยที่ “บิ๊กตู่” ควบคุมได้

ทหารไม่มีทางไว้ใจ “ความแสบ” ของนักการเมือง ทั้งยี่ห้อประชาธิปัตย์และเพื่อไทย

แถมด้วยมุกล่าสุด “นายกฯลุงตู่” ได้ส่งคำถามถึงพี่น้องประชาชนอีก 6 ข้อใหญ่

โฟกัสข้อแรก วันนี้เราจำเป็นต้องมีพรรคการเมืองใหม่ หรือนักการเมืองหน้าใหม่ๆที่มีคุณภาพให้ประชาชนพิจารณาในการเลือกตั้งครั้งต่อไปบ้างหรือไม่ การที่มีแต่พรรคการเมืองหน้าเดิมๆ แล้วเป็นรัฐบาล จะทำให้ประเทศชาติเกิดการปฏิรูป และทำงานต่อเนื่องตามยุทธศาสตร์หรือไม่

ข้อสอง การที่ คสช.จะสนับสนุนพรรคการเมืองใด ก็ถือเป็นสิทธิ์ของ คสช.ใช่หรือไม่ เพราะนายกรัฐมนตรีก็ไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งอยู่แล้ว

ข้อสาม สิ่งที่ คสช.และรัฐบาลดำเนินการไปช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ประชาชนมองเห็นอนาคตที่ดีของประเทศชาติบ้างหรือไม่

โฟกัสแค่ 3 ข้อแรก สรุปความตามคำถามของหัวหน้า คสช. มันก็ชัด เป็นการปูทาง “นำร่อง” ป้อมค่ายการเมืองใหม่ เพื่อมาหนุน “นายกฯลุงตู่” สู้กับเจ้าของสัมปทานเดิมทั้งยี่ห้อเพื่อไทยและค่ายประชาธิปัตย์

ตีเหล็กกำลังร้อน ตีปี๊บในห้วงที่แบรนด์ “ประชารัฐ” กำลังติดตลาด

มั่นใจแล้วว่า ยุทธศาสตร์ปฏิรูปเดินมาถูกทาง

“ลุงตู่” พร้อมสู้ในเกมถนัดของนักการเมืองอาชีพแล้ว.

ทีมข่าวการเมือง