PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันศุกร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

รื้อคดีทักษิณ "ผงคลีจึงคลุ้ง"

พูดได้คำเดียว.........!
"สนุก"
คือสนุกในบรรยากาศ "๓ ประสาน" ทางการบ้าน-การเมืองช่วงนี้
สนุกแรก "ครม.ใหม่"
นายกฯ ประยุทธ์กำลังเบ่งอึ๊ดๆ แพลมดุ๊กดิ๊กคาก้น
สนุกสอง "เกมใหม่"
สถุลแดนไกล "สู้ก็ตาย-ไม่สู้ก็ตาย" ตัดสินใจปล่อยโซ่ให้สมุนแยกกันไล่งับโคนขาประยุทธ์ เร่งเกมเลือกตั้ง
สนุกสาม "รื้อคดีใหม่"
ป.ป.ช.มีมติให้ "สำนักคดี" ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
ให้นำคดีที่ "ทักษิณ ชินวัตร" เป็นจำเลย แต่ศาลจำหน่ายคดีออกจากสารบบชั่วคราว เนื่องจาก "จำเลยหลบหนี" ขึ้นมาพิจารณาใหม่ ๒ คดี
๒ คดีนั้น คือ คดีหวยบนดิน
และคดีเอ็กซิมแบงก์ปล่อยกู้รัฐบาลพม่า วงเงิน ๔ พันล้านบาท!
นอกจากนั้น ยังมีอีก ๑ คดีที่ ป.ป.ช.มีมติให้รื้อฟื้นด้วย คือ คดีรถ-เรือดับเพลิง กทม.
เรื่อง ครม.ไม่จำเป็นต้องคุย เพราะไปถึงขั้นตอน "เตรียมฟังประกาศ" แล้ว
หุบปาก-เปิดหู ดีที่สุด!
ครม.ท้ายเทอมรัฐบาลที่ปรับ เป็น ครม. "เสี่ยงทาย" ถึงอนาคตกรายๆ ถ้าปรับ "เข้าตา" ประชาชน
เทอม ๒ ของนายกฯ ตู่...ไม่ยาก
แต่ถ้า แต่ละหน้าที่ปรับ เป็นที่ "เขม่นลูกตา" ละก็ เทอมหน้า จะรากแตก!
ส่วนเรื่องที่พวกขี้เรื้อนแยกสายไปร้องนั่น-ร้องนี่ ตอนนี้ ไม่มีอะไรมาก เป็นประเภท "หมาจนตรอก"
สถุลแดนไกล คงประเมินว่า ตอนนี้ "รัฐบาลขาลง" ก็ส่งสมุนสร้างประเด็น ให้เกิดเป็นเงื่อนไข
ถ้ากระแสติด ก็จะใช้เงื่อนไขนั้น "เดินเกมทางมวลชน"
มีทางนี้ทางเดียว ........
ทางอื่นไปยาก เพราะรัฐบาลติด "ตาข่ายดักหมา" ไว้หมด!
ที่แค้นต้องดิ้นสู้อีกยก ก็ตรง ป.ป.ช.รื้อคดีเก่าไปร้องต่อศาล
ให้รื้อขึ้นมาพิจารณาใหม่นี่แหละ
ด้วยกฎหมายใหม่ ให้พิจารณาลับหลังได้
นั่นเท่ากับเอาศพลงหลุมแล้วกลบฝัง ที่หวังอำนาจคืนแล้วฟื้นได้...ไม่มี
มีแต่ หนีแล้ว ก็ต้องหนีไปตาย "ในแผ่นดินอื่น"!
ทั้งนี้ เป็นผลสืบเนื่องจาก "พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.๒๕๖๐"
มาตรา ๒๗ บอกว่า..........
"ในการยื่นฟ้องคดีต่อศาล ให้อัยการสูงสุดหรือคณะกรรมการ ป.ป.ช.แจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหามาศาลในวันฟ้องคดี ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่มาศาลและอัยการสูงสุดหรือคณะกรรมการ ป.ป.ช.มีหลักฐานแสดงต่อศาลว่าได้เคยมีการออกหมายจับผู้ถูกกล่าวหาแล้ว แต่ยังไม่ได้ตัวมา
หรือเหตุที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่มาศาลเกิดจากการประวิงคดี หรือไม่มาศาลตามนัดโดยไม่มีเหตุแก้ตัวอันควร ให้ศาลประทับรับฟ้องไว้พิจารณาได้ แม้จะไม่ปรากฏผู้ถูกกล่าวหาต่อหน้าศาล"
และมาตรา ๒๘ บอกว่า........
"ในกรณีที่ศาลประทับรับฟ้องไว้ตามมาตรา ๒๗ และศาลได้ส่งหมายเรียกและสําเนาฟ้องให้จําเลยทราบโดยชอบแล้ว แต่จําเลยไม่มาศาล
ให้ศาลออกหมายจับจําเลยและให้ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการติดตามหรือจับกุมจําเลยรายงานผลการติดตามจับกุมเป็นระยะตามที่ศาลกําหนด
ในกรณีที่ได้ออกหมายจับจําเลยและได้มีการดําเนินการตามวรรคหนึ่งแล้ว แต่ไม่สามารถจับจําเลยได้ภายในสามเดือน นับแต่ออกหมายจับ
ให้ศาลมีอํานาจพิจารณาคดีได้โดยไม่ต้องกระทําต่อหน้าจําเลย แต่ไม่ตัดสิทธิจําเลยที่จะตั้งทนายความมาดําเนินการแทนตนได้"
ด้วยเงื่อนไขกฎหมายใหม่ ป.ป.ช.และอัยการ ก็ต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามนั้น
ป.ป.ช.สำรวจแล้ว มี ๒ คดี ที่ศาลจำหน่ายไว้ชั่วคราว เพราะจำเลยคือ "นายทักษิณ" หลบหนี
ไม่ใช่รื้อด้วยพยาบาทคาดพยาเวรจากใคร หากแต่กฎหมายสั่งให้ต้องทำน่ะ
คดีหวยบนดิน.........
ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ ตัดสินไปแล้วเมื่อ ก.ย.๕๒ ยกเว้นในส่วนของนายทักษิณซึ่งหลบหนี ศาลจำหน่ายคดีไว้ก่อน
คดีนี้ ผู้ต้องหาทั้งหมด ๔๗ คน โดยนายทักษิณ ที่เป็นนายกฯ ตอนนั้น เป็นจำเลยที่ ๑
ส่วน ครม.ชุดทักษิณ ที่อนุมัติเรื่องนี้ เป็นจำเลยที่ ๒-๓๐
คณะผู้บริหารสำนักงานสลากฯ เป็นจำเลยที่ ๓๑-๔๗
ฟ้องทั้งแพ่ง-อาญาในฐานความผิดดังนี้
-เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อหรือจัดการทรัพย์ ได้เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของคนอื่นโดยทุจริต (ยักยอก)
-เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการดูแลกิจการ เข้าไปมีส่วนได้เสียเพื่อผลประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่น
-เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จ่ายทรัพย์ จ่ายเกินกว่าที่ควรจ่ายเพื่อประโยชน์ตนเองหรือผู้อื่น
-เป็นเจ้าพนักงานที่แสดงว่ามีหน้าที่เรียกเก็บหรือตรวจสอบภาษีอากร เรียกเก็บโดยทุจริตหรือละเว้นไม่เรียกเก็บภาษีอากร
-เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติโดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด
ตามประมวลกฎหมายอาญา ๑๔๗, ๑๕๒, ๑๕๓, ๑๕๔, ๑๕๗ ประกอบมาตรา ๘๓, ๘๔, ๘๖, ๙๐, ๙๑ และความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์กรหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. ๒๕๐๒ มาตรา ๓, ๔, ๘, ๙, ๑๐
คตส.เป็นโจทก์ฟ้องเอง ขอให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยทั้ง ๔๗ คน ทั้งขอให้มีคำสั่งให้จำเลยทั้งหมดร่วมกันคืนหรือใช้ทรัพย์
และขอให้นับโทษทักษิณ จำเลยที่ ๑ จากคดีทุจริตซื้อขายที่ดินรัชดาภิเษก ซึ่งศาลได้ตัดสินลงโทษจำคุก ๒ ปีด้วย
ศาลฎีกาฯ มีคำพิพากษาจำเลย ๔๖ คน ยกเว้นทักษิณ ที่หลบหนี สั่งจำหน่ายคดีไว้
๓ คน ถูกศาลพิพากษาลงโทษ คือ
-นายวราเทพ รัตนากร รมช.คลัง จำเลยที่ ๑๐ จำคุก ๒ ปี ปรับ ๒ หมื่นบาท
-นายสมใจนึก เองตระกูล ปลัดกระทรวงคลัง และประธานบอร์ดกองสลากฯ จำเลยที่ ๓๑ จำคุก ๒ ปี ปรับ ๑ หมื่นบาท
-นายชัยวัฒน์ พสกภักดี อดีต ผอ.กองสลากฯ จำเลยที่ ๔๒ จำคุก ๒ ปี ปรับ ๑ หมื่นบาท
แต่โทษจำคุก ทั้ง ๓ คน ศาลให้ "รอลงอาญา" ไว้กำหนด ๒ ปี
นี่คร่าวๆ เรื่องหวยบนดิน ...........
คนอื่นตัดสินไปหมดแล้ว เหลือแต่ทักษิณ ที่ ป.ป.ช.จะร้องให้ศาลนำขึ้นมาพิจารณาต่อ
ส่วนคดีเอ็กซิมแบงก์ ป.ป.ช.เป็นโจทก์ฟ้องทักษิณ เป็นจำเลย เมื่อ ๑๖ ก.ย.๕๑
ในความผิดฐานใช้อำนาจหน้าที่กระทำผิด เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการหรือดูแล เข้าไปมีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์สำหรับตัวเอง หรือผู้อื่นด้วยกิจการนั้น
และเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๒, ๑๕๗
กรณีอนุมัติเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำของธนาคารเอ็กซิมแบงก์ ให้กับรัฐบาลพม่า วงเงิน ๔ พันล้านบาท ในโครงการปรับปรุงระบบโทรคมนาคมของประเทศพม่า
เพื่อเอื้อประโยชน์ธุรกิจดาวเทียม ให้สั่งซื้ออุปกรณ์จากบริษัท ชิน แซทเทิลไลท์ และบริษัทในเครือตระกูลชินวัตร
จำเลยคือ "นายทักษิณ" ไม่มาศาล!
ศาลพิเคราะห์แล้ว เห็นว่าพฤติการณ์มีเจตนาหลบหนี ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความชั่วคราว
และให้ออกหมายจับมาเพื่อพิจารณาคดี เมื่อได้ตัวจำเลยมา จึงจะนำคดีขึ้นมาพิจารณาอีกครั้ง
เนี่ย...ก็เท้าความพอให้ปะติด-ปะต่อเรื่องราวกันได้ แต่มีข้อสังเกต เป็นประเด็นน่าสนใจอยู่นิด
คดีทั้ง ๒ อยู่ในช่วงที่.........
"นายชัยเกษม นิติสิริ"เป็นอัยการสูงสุด ระหว่างปี ๒๕๕๐-๒๕๕๒
และทั้ง ๒ คดีนี้ อัยการไม่ได้เป็นผู้นำคดีขึ้นฟ้องร้องต่อศาลเอง!
คือ "คดีหวยบนดิน"
คตส. (คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ) เป็นโจทก์ฟ้องเอง
ส่วน "คดีเอ็กซิมแบงก์" ป.ป.ช.เป็นโจทก์ฟ้องเอง!
ค้นข่าวเก่าๆ อ่านจะพบ.........
คดีหวยบนดิน คตส.ตั้งอนุกรรมการ "นายอุดม เฟื่องฟุ้ง" อดีตผู้พิพากษาอาวุโส ในศาลอาญา กรุงเทพใต้ เป็นประธานไต่สวนกลางปี ๕๐
ไต่สวนเสร็จ ๒๑ ธ.ค.๕๐ สำนวนและความเห็นส่งมอบอัยการสูงสุด เพื่อส่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาต่อศาลฎีกาฯ
นายชัยเกษม นิติสิริ อัยการสูงสุด ตั้งคณะทำงานพิจารณาคดีนี้ นายวัยวุฒิ หล่อตระกูล รองอัยการสูงสุด เป็นประธาน
๑๔ ม.ค.๕๑ นายวัยวุฒิ ส่งผลสรุปให้อัยการสูงสุด เพื่อพิจารณาสั่งคดี
๑๘ ม.ค. นายชัยเกษม บอกว่า .......
คณะทำงานอัยการพิจารณาคดีหวยบนดิน ได้เสนอให้ตั้งคณะทำงานร่วม ระหว่างอัยการกับ คตส.
เพื่อให้สอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มใน ๔-๕ ประเด็นที่ยังไม่สมบูรณ์
๔ ก.พ.๕๑ คตส.มีมติขอสำนวนคืนจากอัยการสูงสุด เพราะอัยการสูงสุดเห็นไม่ตรงกับ คตส.ก็เท่ากับอัยการสูงสุด สั่งไม่ฟ้องคดีนี้
ดังนั้น คตส.จะฟ้องต่อศาลฎีกาฯ เอง ด้วยเชื่อมั่นในสำนวนหลักฐานที่สมบูรณ์!
๑๐ มี.ค.๕๑ คณะทนายจากสภาทนายความ ๑๒ คนที่รับมอบหมายจาก คตส.นำสำนวนยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาฯ
เอาผิดทักษิณพร้อม ครม.ที่มีมติให้ดำเนินโครงการออกหวยบนดิน รวมทั้งผู้บริหารสำนักงานสลากฯ รวม ๔๗ คน
๒๘ ก.ค.๕๑ ศาลฎีกาฯ รับฟ้องคดี
๓๐ ก.ย.๕๒ ศาลฎีกาฯ ตัดสิน จำคุก ๓ จำเลย ทักษิณหนี จำหน่ายคดีชั่วคราวนั่นแหละ
จากคดีนี้........
ทำให้เข้าใจการทำหน้าที่ "ทนายแผ่นดิน" ของอัยการ ยุคที่ "นายชัยเกษม" เป็นอัยการสูงสุด ได้กระจ่างแจ้งที่สุด
และเป็นคำตอบได้ดีที่สุด ว่าทำไมนายชัยเกษม จึงมาเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลยิ่งลักษณ์
และเป็นแกนบริหารการเมืองใต้ระบอบทักษิณในขณะนี้
ทำให้คำที่ทักษิณเคยพูดกับผม ดังก้องขึ้นมา........
"พี่ กกต.ก็ของผม ตำรวจก็ของผม อัยการก็ของผม
แต่ที่.......ยังครึ่ง-ครึ่ง"!.

“ถาวร” ลั่น รบ.สอบตกแก้ศก. ชี้หากอ้างกลไกตลาดแก้ตัว ก็อย่ามีรัฐมนตรีเสียดีกว่า

“ถาวร” ลั่น รบ.สอบตกแก้ศก. ชี้หากอ้างกลไกตลาดแก้ตัว ก็อย่ามีรัฐมนตรีเสียดีกว่า


(17 พฤศจิกายน 2560) นายถาวร เสนเนียม รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์คลิปยาวร่วม 10 นาที วิจารณ์การบริหารงานเกือบ 4 ปีของรัฐบาล คสช. ว่า ตนได้พยายามนำเสนอต่อรัฐบาลเกี่ยวกับการแก้ปัญหายางพาราไปแล้ว 4 ครั้ง โดย 3 ใน 4 ครั้ง ถูกตักเตือนโดยนายทหารระดับพลโท แต่ก็ยังได้นำเสนอการแก้ปัญหาหลายๆ รูปแบบไปให้นายกรัฐมนตรี อาทิ การให้รัฐบาลมีความจริงใจ และจริงจัง สั่งการให้มีการใช้ยางภายในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ยางพาราของหน่วยงานต่างๆ ที่ในปี 2560 รัฐบาลได้จัดงบประมาณไว้ ไม่ว่าจะเป็นงบกลาง งบเหลือจ่าย และงบปกติ 16,000 ล้านบาทเศษ ในปี 2561 จัดงบประมาณไว้ 11,000 ล้านบาทเศษ แต่ปรากฎว่าส่วนราชการเพิกเฉย ละเลย ไม่ปฏิบัติตามคณะรัฐมนตรี ดังนั้นการแก้ไขปัญหาเรื่องราคายาง ต้องการให้นายกฯ ตั้งกรอบเวลา และมีบทลงโทษสำหรับส่วนราชการที่ไม่ได้ปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ จากการที่ การยางแห่งประเทศไทยมีการร่วมทุนกับบริษัทยักษ์ใหญ่ในการส่งออกยางพาราอีก 5 บริษัท ผลปรากฎว่าการนำเงินของการยางแห่งประเทศไทย และบริษัทมาซื้อยางพารา เพื่อชี้นำตลาด และยกระดับราคาขึ้นมา ทำได้เพียงระยะหนึ่ง เมื่อถูกวิพากษ์วิจารณ์ก็หยุดไป โดยตนเคยแนะว่าอย่าให้การบริหารโดยใช้อารมณ์ นั่นคือเมื่อถูกวิพากษ์วิจารณ์อาจจะมีอารมณ์ จึงหยุดซื้อ แต่เมื่อคิดว่าหลักการนั้นถูกต้องดีแล้วก็ควรที่จะเดินต่อ หรือชี้แจงให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบ

นายถาวร ระบุว่า แนะให้ใช้มติของไตรภาคี 3 ประเทศ ประกอบด้วย ไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ซึ่งประชุมกันไปเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา เพื่อที่จะอุดหนุนเรื่องยาง บริหารสต็อกเรื่องยาง กำหนดราคาในการส่งออก เมื่อพูดถึงเรื่องของการส่งออก ปรากฎว่ามีบริษัทยักษ์ใหญ่บางบริษัท ไปขายยางล่วงหน้าไว้ในราคาต่ำ แล้วมากดราคาซื้อจากเกษตรกรภายในประเทศ ดังนั้นรัฐบาลนี้ มี พรบ. ควบคุมยางปี 2542 ควรจะได้นำกฎหมายบทลงโทษที่เกี่ยวกับ พรบ. ฉบับนี้มาใช้ในการแก้ไขปัญหา

นายถาวร ยังกล่าวถึงปัญหาเรื่องข้าว และปาล์มว่า รัฐบาลได้อ้างว่าพืชผลชนิดนี้ล้นตลาด หรือเป็นเรื่องของกลไกการตลาด ตนขอเรียนไปยังนายกฯ ว่า ถ้ามีการแก้ตัวโดยใช้คำตอบอันเป็นคำตอบทั่วไปเช่นนี้ อย่ามีรัฐมนตรีเสียดีกว่า

ส่วนเรื่องการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ นายถาวรมองว่าไม่เป็นไปตามที่ตั้งเป้าเอาไว้ การส่งออกลุ่มๆ ดอนๆ จึงขอเสนอให้ปรับทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จะเอาออกหรือเปลี่ยนตำแหน่งหน้าที่ก็สุดแล้วแต่ แต่ทั้งนี้ขอได้โปรดดูเรื่องนโยบายเป็นหลักด้วย เพราะแม้ว่าจะเปลี่ยนรัฐมนตรี แต่นโยบายยังคงเดิมก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้เช่นกัน เกี่ยวกับเรื่องการปฏิรูปเรื่องความเหลื่อมล้ำ นายถาวรมองว่ารัฐบาลพยายามออกกฎหมายเก็บภาษีที่ดิน และทรัพย์สินสิ่งปลูกสร้าง แต่ปรากฎว่าจนถึงวันนี้เรื่องนี้ก็ยังอืดอยู่ ยังคงมีการจนกระจาย และรวยกระจุก

ส่วนปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นยังคงมีอย่างดาดดื่น โดยเฉพาะใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ยังคงใช้มติคณะรัฐมนตรี ให้มีการจัดจ้างจัดซื้อด้วยวิธีพิเศษ จึงเป็นช่องทางของการทุจริต และมักจะใช้ กอ.รมน. ส่วนหน้า ในการรับงานไปดำเนินการ ดังนั้นขอให้นายกฯ เร่งดูแลเป็นพิเศษ

“ขอฝากไปยังพี่น้องว่า การเมืองกำลังจะเริ่มต้นเข้าสู่เรื่องของการเลือกตั้งในปี 2561 หลายคนสอบถามว่า เห็นอย่างไรกับทหารจะตั้งพรรคการเมือง มีความเห็นอย่างไรกับ 10 คำถาม รวม 2 ครั้งของนายกฯ ผมกราบเรียนไปหลายครั้งว่า เชิญชวนทหารทั้งหลายถอดเครื่องแบบ ลงสู่สนามการเมือง ไม่ว่าจะตั้งพรรค หรือสนับสนุนพรรคการเมืองหนึ่ง พรรคการเมืองใด ผมยินดีต้อนรับ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นขอให้พิจารณาข้อกฎหมายอย่าใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ไปทำการเมือง เดี๋ยวจะผิดกฎหมาย เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม จะมาโอดครวญทีหลังไม่ได้ จึงขอฝากไปยังพี่น้องประชาชนว่า พี่น้องเป็นเจ้าของประเทศ แม้ว่าขณะนี้ไม่มีตัวแทนของพี่น้อง เรามีระบบการเมืองการปกครองเท่าที่มีอยู่ขณะนี้ ขอให้อดทน แต่อย่างไรก็ตาม พี่น้องต้องตรวจสอบและวิพากษ์วิจารณ์ได้ โดยสรุปแล้วการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในภาพรวมของรัฐบาลนี้ ผมถึงว่ายังสอบตก” นายถาวรกล่าวทิ้งท้าย

เบื้องลึก ความนัย สถานการณ์ “การเมือง” พฤศจิกายน 2560

เบื้องลึก ความนัย สถานการณ์ “การเมือง” พฤศจิกายน 2560


อ่านเนื้อความในหนังสือ “ด่วนมาก” ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ส่งถึงหน่วยงานในสังกัดทุกระดับในวันที่ 14 พฤศจิกายน แล้วเข้าใจ

เข้าใจใน “ความตื่นตัว”

เนื่องจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เพิ่งสั่งการผ่านที่ประชุม ครม.

จากการพบว่า “มีสถานการณ์เข้าสู่โหมดการเมือง”

เห็นได้จากปรากฏการณ์หลายเรื่อง มีการใส่ร้าย บิดเบือน การปล่อยข้อมูลข่าวสารเพื่อเป็นเท็จหรือความพยายามลดความน่าเชื่อถือของตัวบุคคลที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐในรูปแบบต่างๆ

คล้อยหลัง “คำสั่ง” นี้ ก็มีหนังสือด่วนมากของ “ตร.” ออกมา

ให้สืบสวนพฤติการณ์เชิงลึกเกี่ยวกับข้อมูล “แกนนำ” พร้อมเครือข่ายผู้ให้การสนับสนุนทางความคิด งบประมาณ รูปแบบการเคลื่อนไหวและจุดประสงค์ที่แท้จริงในการออกมาเคลื่อนไหวของแต่ละกลุ่ม

นี่แหละคือที่เรียกว่า “โหมดการเมือง”

ความเคยชินประการ 1 เมื่อเอ่ยถึง “โหมดการเมือง” ก็มักจะเห็นภาพพรรคเพื่อไทย ภาพ นปช.คนเสื้อแดงลอยเด่นขึ้นมาโดยอัตโนมัติ

นั่นเป็นสภาพเมื่อ 3 ปีก่อน

ไม่ว่าจะเป็น “ขันแดง” ที่ภาคเหนือ ไม่ว่าจะเป็น “ปฏิทิน” ที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ล้วนถูกประกบ ล้วนถูกเกาะติด

แต่พอ “ล่วง” มาถึงเดือนพฤศจิกายน 2560

“โหมดการเมือง” เริ่มแปรเปลี่ยน สัมผัสได้จากการเชิญตัวแกนนำเกษตรกรชาวสวนยางที่ตรังเข้าค่ายรัษฎานุประดิษฐ์

ประสานกับการเชิญตัวเกษตรกรชาวสวนยางที่พัทลุงเข้าค่ายอภัยบริรักษ์

เห็นได้จากการออกโรงของอดีต ส.ส.อย่าง นายถาวร เสนเนียม จากสงขลา จาก นพ.สุกิต อัตโถปกรณ์ จากตรัง

นี่เป็น “ประชาธิปัตย์” มิใช่ “เพื่อไทย”

ความสลับซับซ้อนเพิ่มทวีขึ้นเมื่อเหตุผลในการปรับ ครม.มิได้มาจากการกดดันของปัจจัยภายนอก หากแต่มาจากปัจจัยภายใน

นั่นก็คือ การลาออกของ พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล

จากนั้นก็ตามมาด้วยสัญญาณจากการสำรวจความเห็นของประชาชนจากโพล “มืออาชีพ” ไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพโพลล์ สวนดุสิตโพล หรือแม้กระทั่งนิด้าโพล

เน้นให้ปรับ ครม.กระทรวง “เศรษฐกิจ”

แต่ทำไมเมื่อสำรวจรายชื่อจากที่ปรากฏในกระแสทางสังคมกลับมีชื่อ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ และตามมาด้วย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รวมทั้ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ

เท่ากับเป็นการ “ด้อยค่า” คนของ “คสช.”

ยิ่งเมื่อนักการเมืองอย่าง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึง 6 คำถามโดยมีเป้าหมายไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. และหัวหน้ารัฐบาล

ยิ่งทำให้ “โหมดการเมือง” ทวีความร้อนแรง

สถานการณ์ทางการเมืองในเดือนพฤศจิกายน 2560 จึงแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับสถานการณ์ 1 ปีแรกหลังรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557

เวลาเพียง 3 ปี แปรเปลี่ยนไปถึงระดับนี้ได้อย่างไร

ในเมื่อคนที่จะถูกเฝ้ามองมิใช่พรรคเพื่อไทย มิใช่ นปช.คนเสื้อแดง หากแต่เป็นพรรคประชาธิปัตย์ หากแต่เป็น กปปส.และเสียงโหวกเหวกอันมาจากพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

“โหมดการเมือง” แบบนี้ย่อมไม่น่าไว้วางใจ

ขายฝันกันยาวๆ

ขายฝันกันยาวๆ


ทีมข่าวการเมืองไทยรัฐ ฉบับวานซืน สะกิดคอการ เมืองให้จับตามอง “ดร.สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์” อดีตปลัดกระทรวงการคลัง ไว้ดีๆ

เพราะมีกระแสข่าวว่า ดร.สถิตย์ถูกวางตัวให้เป็น แกนนำพรรคการเมืองใหม่เปิดซิงของ คสช.

จริงเท็จอย่างไร “แม่ลูกจันทร์” ไม่รับประกันซ่อมฟรี

ถ้ามองในแง่วิสัยทัศน์และฝีไม้ลายมือ ต้องถือว่า “ดร.สถิตย์” ยอดเยี่ยมกระเทียมโทนระดับหัวกะทิของเมืองไทยคนหนึ่งเหมือนกัน

แต่ปัญหาคือ คนที่เคยเป็นยอดฝีมือในฝ่ายราชการประจำ เมื่อเปลี่ยนบทบาทมาเป็นนักการเมืองมักโดนตะปูเรือใบเจาะยางแบนแต๊ดแต๋ไปได้ไม่สุดทาง

แต่ถ้า ดร.สถิตย์ ได้รับความไว้วางใจให้ถือธงนำพรรคการเมืองใหม่ คสช.จริง

มันก็ปฏิเสธลำบากเหมือนกันนะท่านผู้ชม

“แม่ลูกจันทร์” กราบเรียนว่า ดร.สถิตย์ ได้รับมอบหมายงานสำคัญจาก คสช.ให้เป็นประธานวาง
ยุทธศาสตร์ชาติด้านความ สามารถการแข่งขันของประเทศไทย เสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ หน.คสช. พิจารณาในสิ้นเดือนธันวาคม

จากนั้นจะเอาแผนยุทธศาสตร์ด้านต่างๆมาขยำรวมกันให้กลายเป็นแผนยุทธศาสตร์ชาติใหญ่ที่จะใช้บังคับไปอีก 20 ปี

ประเด็นที่สร้างความฮือฮาคือ แผนยุทธศาสตร์ด้านความสามารถการแข่งขันของประเทศไทย ซึ่ง ดร.สถิตย์ เป็นหัวหน้าทีม เขียนได้เร้าใจจนกลายเป็นข่าวพาดหัวตัวเท่าหม้อแกง

เป้าหมายสำคัญในแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีของ ดร.สถิตย์ คือจะ “อัพ” รายได้เฉลี่ยคนไทยเพ่ิมขึ้นอีกเกือบ 2 เท่าตัว

จากปัจจุบันคนไทยมีรายได้เฉลี่ย 1.9 แสนบาทต่อคนต่อปี หรือ 1.6 หมื่นบาทต่อคนต่อเดือน

หรือ 550 บาทต่อคนต่อวัน

แต่อีก 20 ปีจากนี้ไป รายได้เฉลี่ยของคนไทยจะพุ่งกระฉูดเป็น 4.95 แสนบาทต่อคนต่อปี

หรือ 41,250 บาทต่อคนต่อเดือน หรือ 1,375 บาทต่อคนต่อวัน

หมายความว่าใน 20 ปีข้างหน้า คนไทยทุกคนจะมีเงินไหลเข้ากระเป๋าเพิ่มขึ้นอีกคนละ 3 แสนบาทต่อปี หรือ 25,250 บาทต่อเดือน

หรือเพิ่มอีก 825 บาทต่อวัน

ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยพาสชั้นเป็นประเทศรายได้สูงตามมาตรฐานยูเอ็น

ความฝันของ “ดร.สถิตย์” จะเป็นจริงหรือไม่ ต้องรอพิสูจน์ต่อไปอีก 20 ปี

ทีนี้ย้ายมาดูแผนยุทธศาสตร์ชาติด้านปฏิรูปเศรษฐกิจที่ คสช.แต่งตั้ง ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล อดีตผู้ว่าการแบงก์ชาติ เป็นหัวหน้าทีมจัดทำ

แผนปฏิรูปเศรษฐกิจฝีมือ ดร.ประสาร ก็ขายฝันบรรเจิดเลิศสะแมนแตนไม่แพ้กัน

โดยกำหนดเป้าเพิ่มรายได้เฉลี่ยของคนไทยจากปัจจุบัน 1.95 แสนบาทต่อคนต่อปี ขึ้นเป็น 3.9 แสนบาทต่อคนต่อปี

หรือ 32,500 บาทต่อคนต่อเดือน

หรือ 1,000 บาทต่อคนต่อวัน

พูดง่ายๆคนไทยจะมีเงินไหลเข้ากระเป๋าเพิ่มอีก 1 เท่าใน 20 ปี

“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่าแผนขายฝันของ ดร.สถิตย์ กับ ดร.ประสาร จึงประสานงานกันจังเบอร์

แม้จะฝันเรื่องเดียวกัน แต่ฝันของ ดร.สถิตย์ หวานมันกว่าฝันของ ดร.ประสาร เท่าตัว

ชงหวานเกินไป ระวังเบาหวานกำเริบนะโยม.

“แม่ลูกจันทร์”

'รื้อใหญ่' เลยยากหน่อย

'รื้อใหญ่' เลยยากหน่อย


อาจเพราะถึงแมตช์พิเศษในโค้งสุดท้ายต้องทำให้โฉม ครม. “ประยุทธ์ 5” ออกมาให้เนี้ยบเฉียบนิ้ง
จึงไม่ใช่แค่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.จะออกอาการซีเรียส เก็บเนื้อเก็บตัวอยู่ในที่ตั้ง งดออกงาน ใช้สมาธิกับรายการใหญ่

เครียดกุมโผแต่เพียงผู้เดียว

กระทั่ง “พี่ใหญ่” ที่เคยมีอะไรๆจะต้องออกโรงแทนน้องรักมาตลอด แต่คิวนี้ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม โดนกระแสพาดพิงขย่มเขย่าเก้าอี้กันแรง

บางห้วงอารมณ์อาจมีของขึ้นนอตหลุดบ้างเป็นธรรมดา

แล้วก็ไม่น่าจะน้อยใจจนต้องหลบกระแสไปต่างประเทศ เพราะรายงานข่าวล่าสุดยืนยันว่า “บิ๊กป้อม” ยังอยู่ในประเทศไทย เพียงแต่เดินทางไปตรวจสุขภาพ และจำเป็นต้องพักผ่อน

แต่เอาเป็นว่า เมื่อได้ชื่อว่าเป็นแก่นแกนสำคัญในรัฐบาล อำนาจคู่ใน คสช. เมื่อทั้งน้องทั้งพี่เก็บตัวเงียบ มันก็สะท้อนสถานการณ์ที่แปร่งๆ ในห้วงถึงไฟต์บังคับปรับ ครม.รอบใหม่ หลายจุดยังไม่สะเด็ดน้ำ

บัญชี ครม. “ประยุทธ์ 5” ปลิวว่อน แต่ยังไม่มีใครคอนเฟิร์ม หลายโผยังแค่คาดการณ์

จากกระแสข่าวลอยลม ในวาระแฝงทั้งเขย่าเชียร์ ขย่มแช่ง

ของจริงยังไม่นิ่ง ต้องรอประกาศอย่างเป็นทางการ ตามที่โฆษกรัฐบาลป่าวประกาศ

แต่ที่แน่ๆเลย จุดโฟกัสทุกฝ่ายตรงกันที่เป้าหมายจะขยับปรับเปลี่ยน โดยอันดับแรกไม่พ้นกระทรวงด้านเศรษฐกิจ ชื่อของเพื่อนรัก ตท.12 “บิ๊กฉัตร” พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรฯ อยู่ในความสนใจ

สรุปความตามโผคาดการณ์ได้ “ไปต่อ” แต่ “เปลี่ยนที่นั่ง”

เช่นเดียวกับกระทรวงพาณิชย์ อีกเป้าใหญ่กระทรวงด้านเศรษฐกิจดูแลปัญหาปากท้องชาวบ้าน “อภิรดี ตันตราภรณ์” รมว.พาณิชย์ น่าจะถึงเวลาต้องพัก

โดยมีชื่อ “สายตรงผู้นำ” ชุติมา บุณยประภัศร รมช.เกษตรฯ มีชื่อถูกสลับมานั่งแท่นแก้โจทย์ใหญ่
ขณะที่กระทรวงการคลัง “อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์” เจ้ากระทรวง ยังรอลุ้นผู้นำจับโยกไปดูแลกระทรวงคมนาคม

คุมสารพัดเมกะโปรเจกต์ แทนอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เพื่อให้เข้าล็อก

ถูกฝาถูกตัวกับนโยบายรวมทีมเศรษฐกิจของ “ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกฯ

นอกนั้นก็คงต้องโฟกัสที่ชื่อคนนอกที่จะมาเสริมทัพ นอกจาก “บิ๊กแป๊ะ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ที่ยังมีกระแสข่าวกำลังเจรจาเงื่อนไขโยกมาเป็นรัฐมนตรี

อีกจุดที่น่าสนใจ หลายชื่อที่ติดโผจัดอยู่ในประเภทมีสายสัมพันธ์โยงเครือข่ายการเมือง

ถ้าเป็นไปตามโผ ก็เข้าสูตร “รัฐบาลปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง”

ที่มีชื่อของ “ยุคล ลิ้มแหลมทอง” อดีต รมว.เกษตรฯ สายพรรคชาติไทยพัฒนา ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ โผล่ติดโผมาอยู่ที่กระทรวงเกษตรฯที่ถนัดเช่นเดิม เข้าเค้าสูตรปฏิรูป

เปิดช่องตัวแทนป้อมค่ายมาแชร์อำนาจ ช่วยปั่นงาน

เพราะก็มีอีกหลายบิ๊กเนมที่อนุมานได้จากเครือข่ายสายสัมพันธ์แต่ละขั้วค่ายการเมือง มีชื่อติดโผ ทั้งอดีต รมต.ค่ายใหญ่ อดีตบิ๊ก ธปท. มือบริหารอาชีพที่อยู่มาหลายยุคสมัยการเมือง

แต่ทั้งหมดทั้งปวง โฟกัสหลักๆน่าจะอยู่ที่การลดโทน “สีเขียวลายพราง” ที่ผู้นำประกาศขอใช้สิทธิ

จำเป็นต้องหั่นเพื่อนพ้องน้องพี่ท็อปบูต

แล้วก็ดูเหมือนล้อไปกับกระแสข่าว “พี่ใหญ่” ถึงเวลา “ลดงาน”

สะท้อนภาพรวมรายการปรับ ครม.รอบสำคัญ

เข้าเช็กระยะ “ยกเครื่องใหญ่” เพื่อสัญญาณไฟเขียว

“ไปต่อ”.

ทีมข่าวการเมือง

วันพฤหัสบดีที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

สถานการณ์ข่าวต่างประเทศ16/11/60

-  รอยเตอร์ เนปิดอว์, เมื่อวันพุธ(๑๕พย.) รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ “เร็กซ์ ทิลเลอร์สัน” แสดงความห่วงใยอย่างยิ่งในรายงานข่าวที่น่าเชื่อถือ ต่อความโหดเหี้ยมของเมียนมาร์ ที่กระทำต่อชาวโรฮีนจา เรียกร้องต่อหน้า “ออง ซาน ซูจี” ให้แยกสอบข้อเท็จจริงอย่างอิสระ ยันสหรัฐจะใช้วิธีลงโทษเป็นรายบุคคลต่อผู้ที่สั่งการให้ใช้ความรุนแรง
-  บีบีซี ประธานสหภาพอาฟริกา “อัลฟา คอนเด” เรียกร้องให้ซิมบับเว กลับไปใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญตามเดิม หลังทหารยึดอำนาจและกักบริเวณประธานาธิบดี “โรเบิร์ต มูกาเบ” (วัย ๙๓ ปี) แต่อ้างไม่ได้ทำรัฐประหาร เพียงมุ่งกำจัด “อาชญากร” รอบๆ ตัวผู้นำ
-  เกียวโด นิวส์ มะนิลา, สหรัฐกดดันเกาหลีเหนือต่อด้วยการ “โดดเดี่ยว” เกาหนีเหนือทางเศรษฐกิจ ประธานาธิบดีสหรัฐ “โดนัลด์ ทรัมพ์” เรียกร้องผู้นำชาติสมาชิก “อาเซียน” ให้ทำทุกอย่างเพื่อกระชับการ “บอยคอต” เกาหลีเหนือทางการค้า  ทั้งนี้จากการเปิดเผยของแหล่งข่าวทางการทูต
-  รอยเตอร์ มะนิลา, ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ “โรดริโก ดูเตอร์เต” ประจบนายกรัฐมนตรีจีน “หลี่ เค่อเฉียง” ว่าจีนมีบทบาทอย่างสำคัญยิ่งในการเร่งรัดให้เหตุการณ์ร้ายที่เมือง ”มาราวี” ยุติลง
-  สเตรตส์ ไทมส์ รัฐยะโฮร์บาห์รูของมาเลเซียประสบกับภาวะขาดแคลนพนักงานขับรถยนต์โดยสาร เนื่องจากพากันข้ามพรมแดน (ที่อยู่ติดกัน) เข้าไปทำงานในสิงคโปร์เสียเป็นจำนวนมาก
-  อาเซียน เซ็กเรตาเรียต นิวส์ มะนิลา, เมื่อวันที่ ๑๔ พฤศจิกายนผู้นำรัฐและตัวแทนรัฐบาลชาติสมาชิกอาเซียนร่วมลงนามใน”ข้อตกลงเอกฉันท์ว่าด้วยการปกป้องและการส่งเสริมสิทธิของแรงงานอพยพ” ซึ่งเป็นหนึ่งในหัวข้อสำคัญของการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ ๓๑
-  เนชั่น กทม., วันนี้(๑๖พย.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติของไทยจะพิจารณาร่างพระราชบัญญัติฉบับใหม่ ว่าด้วยหนี้สาธารณะ เพื่อเปิดทางให้รัฐบาลสามารถขยายการกู้ยืมเงินจากตลาดทุนต่างๆ เพิ่ม ขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ โดยหนี้สาธารณะของไทย ณ วันที่ ๓๑ กรกฎาคมอยู่ที่ ๖.๒๒ ล้านล้านบาท หรือ ๔๑.๘๓ เปอร์เซ็นต์ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ
-  เนชั่น บรรดาบรรษัทข้ามชาติจะได้ประโยชน์อย่างมหาศาลจากกรณีจีนประกาศทุ่มทุนเพื่อโครงการสร้างทางรถไฟ สำหรับตลาดใหญ่ในภูมิภาคอาเซียน จำนวน ๔๑ พันล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งนี้ เป็นสาระตอนหนึ่งของบทความที่เขียนโดย “สุนิล หิระนันดานี”
-  พนมเปญ โพสต์ จำนวนผู้กู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินขนาดย่อม(เอ็มเอฟไอ) ของกัมพูชาลดลง ๕ เปอร์เซ็นต์ในระหว่างไตรมาสที่ ๓ ของปีนี้ เทียบกับช่วงเดียวกันกับปีที่แล้ว สะท้อนความพยายามที่จะเข้มงวดเงื่อนไขคุณภาพของผู้กู้  โดยคิดดอกเบี้ยสูงสุดไม่เกิน ๑๘ เปอร์เซ็นต์
-  จาการ์ตา โพสต์ อินโดนีเซียสามารถส่งกาแฟไปขายให้เกาหลีใต้ในปีนี้เพิ่มขึ้นที่ ๕๓.๐๑เปอร์เซ็นต์ ณ เดือนสิงหาคม มูลค่าอยู่ที่ ๙.๔๒ ล้านเหรียญสหรัฐ เทียบกับระยะเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว “อาร์ลินดา” อธิบดีกรมพัฒนาการส่งออกในสังกัดกระทรวงพาณิชย์ของอินโดนีเซีย เปิดเผยในคำแถลง
http://chaoprayanews.com/blog/morningnews/2017/11/16/16112560/

"ลุงป้อม" หายตัว !!!

"ลุงป้อม" หายตัว !!!
พอ"นายกฯบิ๊กตู่" กลับมา เมื่อคืน ปั๊ป... "บิ๊กป้อม" พลเอกประวิตร ที่รักษาการนายกฯ มาให้หลายวัน ก็หายตัว ปั๊ป!!!
เมื่อเช้า มีประชุม เตรียมการ ครม สัญจรใต้ แต่ "บิ๊กป้อม" พลเอกประวิตร ก็ให้ "บิ๊กโด่ง" พลเอกอุดมเดช มาประชุม แทน ที่ทำเนียบฯ
งานนี้ คนใกล้ชิด บอกแต่เพียง ว่า.....ไม่รู้ ไม่รู้.....555
แต่ไม่ใช่ เรื่องสุขภาพร่างกาย เพราะแข็งแรง ดีแล้ว....
ท่ามกลางกระแสข่าวลือ ว่า ไปต่างประเทศ
สงสัย "เชอร์ล็อค ป้อม" จะมี "ว.5" อีกแล้ว
เมื่อวาน หลังนำประชุม ครม. ลงมา ตอนขึ้นรถกลับ ยังบ่นนักข่าว อยู่เลยว่า "ถามเลอะเทอะๆ" เรื่อง เด้ง ผบ.ตร. มาเป็น รมต. เปิดทาง"ศรีวราห์" นั่ง ผบ.ตร.
วันนี้ ลุงป้อม หายตัวเงียบ !!! ท่ามกลางกระแสปรับ ครม. ที่ ใกล้จะเห็นหน้า"ประยุทธ์5" แล้ว

ไปดูแล ❤️❤️"หัวใจ"

ไปดูแล ❤️❤️"หัวใจ"
"บิ๊กป้อม"พลเอกประวิตร ไม่ได้หายไปไหน แต่เป็น "ว.5 ส่วนตัว" ...แค่ แว้บ ไปดูแลสุขภาพ ดูแลหัวใจ เท่านั้น
อาจเพราะผ่าตัด มาเกือบ 6 เดือน...แม้ดูแข็งแรงดี. แต่ก็ต้อง ตรวจเช็ค ตามวงรอบ.....และเช็คร่างกายเพิ่มนิดหน่อย...แต่ไม่เปิดเผยว่า ที่ไหน
แต่ ในวันอาทิตย์นี้ "บิ๊กป้อม" ต้องไปพัทยา เป็นประธานเปิดการประชุม ผบ.ทร.อาเซี่ยน ในมหกรรมทางเรือนานาชาติ และจะนอนค้าง เพื่อรออยู่งาน สวนสนามทางเรือ 20พย. รอรับ "นายกฯบิ๊กตู่"ด้วย
หายตัวไป ไม่เกี่ยวกับการปรับ ครม. ใดๆทั้งสิ้น....เพราะ ตอนนี้ รอแค่ โปรดเกล้าฯลงมา เท่านั้น

"บิ๊กป้อม"ล่องหน



ไม่รู้ จริงๆ!!
"บิ๊กโด่ง" พลเอก อุดมเดช ยัน ไม่รู้ บิ๊กป้อม พลเอกประวิตร อยู่ไหน เพราะปกติ เราจะไปหาท่าน เฉพาะเมื่อท่านเรียก หรือติดต่อมา ปัดตอบ ไปต่างประเทศ หรือไปดูแลสุขภาพ
ส่วนการปรับ ครม.นั้น ไม่มีใครรู้จริง และไม่รู้เลยว่า จะมีการเปลี่ยนแปลง ในกลาโหมหรือไม่
และ ไม่รู้จริงๆว่า ปรับครม.ครั้งนี้ ตนเองจะอยู่หรือไป เพราะไม่มีใครมาบอกอะไร เราก็ทำงานของเราไป ท่านนายกฯท่านพิจารณาของท่านเอง ตามความเหมาะสม
"ไม่มีใครรู้จริงหรอกครับ เป็นแค่การคาดเดา เพราะนายกฯคนเดียว ที่รู้"

เลือกตั้ง ท้องถิ่น เกิด ขัดแย้ง ยุติ ขัดแย้ง

เลือกตั้ง ท้องถิ่น เกิด ขัดแย้ง ยุติ ขัดแย้ง


เมื่อ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ว่า คสช.มีความเห็นควรปลดล็อกให้ท้องถิ่นก่อน

ทั่วทั้งหมดก็เข้าใจได้ว่า คสช.ตัดสินใจจัดเลือกตั้งท้องถิ่นก่อนเลือกตั้งทั่วไป

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีประกาศว่า จะจัดการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนพฤศจิกายน 2561

ดังนั้น การจัดการเลือกตั้งท้องถิ่นจึงต้องมีขึ้นระหว่างบัดนี้จนถึงเดือนพฤศจิกายน 2561

รวมระยะเวลาประมาณ 1 ปี

หลังจากนายวิษณุเปิดเผย บรรดาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ทยอยให้ข้อมูล

กกต.ระบุว่า นายกและสมาชิกท้องถิ่นที่หมดวาระและรอการเลือกตั้งมี 7 ประเภท

องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาลนคร เทศบาลเมือง เทศบาลตำบล องค์การบริหารส่วนตำบล เมืองพัทยา และกรุงเทพมหานคร

นายกและสมาชิกท้องถิ่นที่รอการเลือกตั้งมี 8,410 อัตรา

ขณะที่ กรธ.ระบุว่า การเลือกตั้งท้องถิ่นจะจัดขึ้นได้ สนช.ต้องแก้ไขกฎหมาย 5 ฉบับ

แก้ไขให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ 2560

นายวิษณุได้นัดหน่วยงานจัดการเลือกตั้งท้องถิ่น อาทิ กรรมการการเลือกตั้ง กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ กระทรวงมหาดไทย ฯลฯ ประชุมวันที่ 16 พฤศจิกายน

ประชุมเพื่อหารือเกี่ยวกับการปลดล็อกและการเลือกตั้งท้องถิ่นตามที่ประกาศไว้

หากแต่ก่อนการประชุม ได้บังเกิดคำถามและคำตอบอันขัดกันระหว่าง กกต. กับ กรธ.

คำถามที่ กกต. นำโดย นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ปุจฉาว่า ใครเป็นผู้จัดการเลือกตั้งท้องถิ่น

ทั้งนี้ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ประสงค์จะให้ กกต.เป็นผู้กำกับ ไม่ใช่เป็นผู้จัดการเลือกตั้ง

คำตอบที่ กรธ. นำโดย นายมีชัย ฤชุพันธุ์ วิสัชนาว่า กกต.สามารถจัดการเลือกตั้งท้องถิ่นได้

แต่คำถามและคำตอบยังคงไม่เป็นข้อยุติ เพราะ กกต.ขอส่งเรื่องนี้ให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ

อำนาจการจัดการเลือกตั้งอยู่ที่ใคร

ความขัดแย้งเริ่มเกิดขึ้นแล้ว

ความขัดแย้งเช่นนี้จะต้องเกิดขึ้น เพราะมนุษย์หรือหน่วยงานที่มีมากกว่าหนึ่งย่อมมีโอกาสเห็นต่าง

เมื่อเห็นต่างก็อนุมานได้ว่าขัดแย้ง

กรณี กกต. กับ กรธ.ถือเป็นตัวอย่างความเห็นต่างในเรื่องตัวบทกฎหมาย

หน่วยงานราชการที่ทำงานก็มีความเห็นต่างกันอยู่เนืองๆ

ความเห็นต่างในข้อกฎหมาย ถ้าหาข้อสรุปลงตัวไม่ได้ก็ต้องหาผู้ตัดสิน

กรณีนี้ศาลรัฐธรรมนูญคือผู้ตัดสิน

เมื่อยอมรับคำตัดสิน ข้อขัดแย้งก็ยุติ

กรณีการหาเสียงเลือกตั้งไม่ว่าจะเป็นเลือกตั้งระดับท้องถิ่น หรือเลือกตั้งทั่วไป

สิ่งที่ต้องเผชิญหน้าก็หนีไม่พ้นความเห็นต่าง

เป็นความเห็นต่างในนโยบายการบริหาร

เห็นต่าง เพื่อให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้เลือก

ความเห็นต่างเช่นนี้อาจจะมองเป็นความขัดแย้ง

แต่เป็นความขัดแย้งที่สามารถหาข้อยุติได้ด้วยการยอมรับ

เมื่อผลการเลือกตั้งออกมา ทุกฝ่ายยอมรับ

ความขัดแย้งก็ยุติ

ความเห็นต่าง ความขัดแย้ง จึงเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้น

ข้อสำคัญคือ เมื่อขัดแย้งแล้วจะบริหารความขัดแย้งเช่นไร

จะยุติความขัดแย้งแบบไหน

ด้วยวิธีบังคับ หรือจะยอมรับกติกา

โหมดการเมือง โดย วรศักดิ์ ประยูรศุข

โหมดการเมือง โดย วรศักดิ์ ประยูรศุข



แฟ้มภาพ
การประชุม ครม.เมื่ออังคารที่ผ่านมา รองนายกฯ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ นั่งหัวโต๊ะประชุม ครม.แทนนายกฯที่ไปประชุมต่างประเทศ

หลังการประชุม โฆษกรัฐบาลแถลงว่า พล.อ.ประวิตรสั่งการว่า สถานการณ์เข้าสู่โหมดการเมือง มีการใส่ร้าย บิดเบือน การปล่อยข้อมูลข่าวสารเพื่อเป็นเท็จ หรือพยายามลดความน่าเชื่อถือของตัวบุคคลที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐในรูปแบบต่างๆ บางเรื่องก็มีมูล บางเรื่องก็ไม่มีมูล

พล.อ.ประวิตรจึงสั่งการให้รัฐมนตรีทุกคนทำงานเชิงรุก ตามที่นายกฯเคยสั่งการไว้

ถ้ามีข้อมูลคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง ต้องอธิบายข้อมูลที่เป็นจริง ให้สังคมได้รู้ว่าแล้วจริงๆ คืออะไร

นักข่าวถามโฆษกว่า ที่พบว่าขณะนี้มีการออกมาเคลื่อนไหวบิดเบือน โจมตีรัฐบาล คสช.มากผิดปกติ ถือเป็นประเด็นที่สอดคล้องกับคำถามข้อที่ 6 ของนายกฯหรือไม่ โฆษกรัฐบาลตอบว่า มองว่าสอดคล้องกันแบบนั้นได้

หลังจากรองนายกฯสั่งการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีหนังสือด่วนถึงหน่วยงานในสังกัด ให้ติดตามพฤติการณ์ของกลุ่มบุคคล ที่เตรียมการปลุกระดมมวลชน เตรียมเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาล

โดยพยายามบิดเบือนข้อเท็จจริง เพื่อให้มวลชน เครือข่าย และประชาชนทั่วไป เข้าใจผิดหลงเชื่อ ตามสถานที่ชุมชน ตำบล หมู่บ้าน และช่องทางสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อออนไลน์ ฯลฯ โดยมีความตั้งใจให้การเคลื่อนไหวขยายตัวเป็นวงกว้าง

เพื่อรอโอกาสยกระดับเป็นการชุมนุมขับไล่รัฐบาล การเคลื่อนไหวมีทั้งใน และนอกประเทศ ฯลฯ

คำแถลงจากรัฐบาล และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โผล่มาในบรรยากาศของบ้านเมืองที่ค่อนข้างสงบเงียบ

บรรยากาศแบบนี้ ถ้ามีการปลุกระดม ใส่ร้าย บิดเบือน ก็น่าจะเห็นกันได้ไม่ยาก

นักการเมืองที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ผ่านหนังสือพิมพ์ สื่อออนไลน์ มีไม่กี่คน

พรรคเพื่อไทยกลุ่มหนึ่ง ปชป. กลุ่มหนึ่ง นานๆ ชาติไทยพัฒนาโผล่มาแจม

นักกิจกรรมสังคม-การเมือง มีอยู่ 2-3 คน กลุ่มปัญญาชน นิสิตนักศึกษากับอาจารย์ อีกไม่กี่ชื่อ

เป็นใครบ้าง เชื่อว่าเจ้าหน้าที่รู้ดี เพราะมีการเชิญตัวไปพูดคุย ไปกินกาแฟ รวมถึงตามไปเยี่ยมถึงบ้าน บางคนเจอข้อหาไปแล้ว

น่าจะคุ้นเคยกันดี เผลอๆ อาจแจก-แลกซองกฐิน หรือการ์ดงานบวชกันแล้ว

หัวข้อที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ก็มี 2 เรื่องใหญ่ๆ คือการเมือง กับเศรษฐกิจ

ระยะนี้พูดกันมากเรื่องปลดล็อก กับปรับ ครม. ที่ดีกรีดุเดือดมีเรื่องราคายาง แต่ก็เชิญตัวไปคุยกันแล้ว

ส่วนการลดความน่าเชื่อถือของเจ้าหน้าที่รัฐ ควรมองเป็นเรื่องปกติของการวิพากษ์วิจารณ์ คงไม่มีผลถึงขั้นทำงานไม่ได้

ถ้าจะบอกว่าการเคลื่อนไหวเหล่านี้ จะนำไปสู่การล้มรัฐบาล อาจจะต้องขอส่องดูเหตุการณ์กันนานหน่อย
แต่คำว่า “โหมดการเมือง” ก็บอกในตัวเองว่า สถานการณ์จากนี้ไป จะชี้นำด้วย “การเมือง” มากขึ้น

ส่วนจะเป็น “การเมือง” ของใครก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
…………..
วรศักดิ์ ประยูรศุข

ถึงมือ’บิ๊กตู่’แล้ว! ปม.2รมต.ถือหุ้นเกิน ‘ป.ป.ช.’แจงไม่มีอำนาจสอบ ให้นายกฯพิจารณาเอง

ถึงมือ’บิ๊กตู่’แล้ว! ปม.2รมต.ถือหุ้นเกิน ‘ป.ป.ช.’แจงไม่มีอำนาจสอบ ให้นายกฯพิจารณาเอง



แฟ้มภาพ
รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย ยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบนายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ถือหุ้นบริษัทเอกชน และการลงทุนทำธุรกิจเกิน 5% อาจเข้าข่ายผิดตาม พ.ร.บ.การจัดการหุ้นส่วนและหุ้นของรัฐมนตรี พ.ศ.2543 ว่า ขณะนี้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้สรุปเรื่องดังกล่าวส่งให้ พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกฯ แล้ว โดยกรณีนี้อาจผลต่อการพิจารณาของนายกฯในการปรับ ครม.ของรัฐมนตรีบางคนด้วย

ด้านนายวรวิทย์ สุขบุญ รักษาการเลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวว่า หลังจากได้รับเรื่องร้องเรียนมาแล้วทางคณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้พิจารณาตามข้อกฎหมายของ ป.ป.ช.โดยดูจากบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินที่มีอยู่จริงก่อนได้ข้อสรุปว่า เรื่องนี้ไม่เข้าข่ายอยู่ในอำนาจพิจารณาของ ป.ป.ช. จึงส่งเรื่องไปยังต้นสังกัดคือ นายกฯ เพื่อพิจารณาสอบสวนเองหรือจะดำเนินการอย่างไรต่อไป เพราะถือว่า รัฐมนตรีทั้งหมดต้องอยู่ภายใต้การดูแลของนายกฯ รวมทั้งได้ส่งให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้วย

กองเชียร์ลุ้นหนัก!! "ครม.ประยุทธ์5" เปิดโผ "7บิ๊กเนม" ชิงเก้าอี้รมต.คนใหม่

กองเชียร์ลุ้นหนัก!! "ครม.ประยุทธ์5" เปิดโผ "7บิ๊กเนม" ชิงเก้าอี้รมต.คนใหม่
ภายหลังมีรายงานข่าวออกมาว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ได้ทูลเกล้าฯรายชื่อคณะรัฐมนตรีใหม่จากการปรับคณะรัฐมนตรี เรียบร้อยแล้วตั้งแต่เมื่อวานนี้ (15 พ.ย.60) ได้ปรากฏรายชื่อผู้ที่คาดว่าจะเข้ามาเป็นรัฐมนตรีใน “ครม.ประยุทธ์ 5” จำนวนมาก หากลองมาสำรวจรายชื่อใน “โผ” เหล่านั้น
จุดที่น่าจะเป็นไฮไลท์ที่สุดในการปรับ ครม.ครั้งนี้ น่าจะเป็นที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มีเสียงเรียกร้องให้นายกฯ ปรับ “เพื่อนเลิฟ” พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการฯ ออก ขณะที่เมื่อวานนี้ได้มีกลุ่มชาวประมง จาก 22 จังหวัดชายทะเลนับร้อยคนเดินทางมาให้กำลังใจถึงหน้ากระทรวง
เกี่ยวกับตำแหน่งนี้ มีข่าวออกมา 2 กระแส กระแสหนึ่งบอกว่า “บิ๊กฉัตร” ยังเหนียวแน่น ได้นั่งอยู่ที่เดิม แต่อีกกระแสบอกว่า “บิ๊กตู่” ขอให้เพื่อนขยับไปนั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน แทน พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล ที่ลาออกจากตำแหน่งไปก่อนหน้านี้ หรืออาจจะไปอยู่ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ โดยมีข่าวว่า “ยุคล ลิ้มแหลมทอง” อดีต รมว.เกษตรฯ ในช่วงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งมีความสนิทสนมกับฝั่งพรรคชาติไทยพัฒนา จะกลับเข้ามานั่งตำแหน่งนี้อีกครั้ง
สำหรับนายยุคล นั้น ถือว่าเป็นลูกหม้อกระทรวงเกษตรฯ เติบโตมาจนกระทั่งเป็นปลัดกระทรวง และได้เข้ามาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงนี้ในโควต้าของพรรคชาติไทย โดยนายยุคล มีความสนิทสนมกับนายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย
การเข้ามาของนายยุคล นอกจากจะมีจุดเด่นเรื่องความสัมพันธ์ที่ดีกับข้าราชการในกระทรวง พูดกันรู้เรื่อง ต่างกับ “บิ๊กฉัตร” ที่เป็นสไตล์ “ทหาร” อาจจะสื่อสารกัน “คนละภาษา” กับข้าราชการในกระทรวงบ้าง ยังถูกมองว่าหมายถึง “สายสัมพันธ์” ระหว่าง “คสช.” กับ “พรรคชาติไทยพัฒนา” อีกด้วย
คนที่สองที่อาจจะเข้ามา คือ “ลักษณ์ วจนานวัช” อดีตผู้จัดการ ธ.ก.ส. ซึ่งตาม “โผ” ระบุว่าจะมาเป็น รมช.เกษตรฯ แทน “ชุติมา บุญยประภัศร” รมช.เกษตรฯ อดีตปลัดพาณิชย์ ที่จะกลับไปเป็น รมว.พาณิชย์ แทน นางอภิรดี ตันตราภรณ์ ที่อาจจะหลุดจากตำแหน่ง
คนที่สามที่มีชื่อจะเข้ามาเป็นรัฐมนตรี ซึ่งถือว่าเป็นไฮไลท์ในการปรับ ครม.ครั้งนี้ด้วย คือ “ผบ.ตร.” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ซึ่งมีข่าวว่าถูกกดดันให้ลาออกจากตำแหน่งเพื่อเปิดทางให้คนอื่นขึ้นมา มีข่าวว่า “บิ๊กแป๊ะ” พยายามต่อรองขอไปเป็น รมว.ยุติธรรม แต่มีความเป็นไปได้ว่าสุดท้ายน่าจะได้เข้าไปเป็น รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
ที่กระทรวงพลังงาน เป็นที่จุดที่น่าจะมีการปรับเปลี่ยน ชื่อที่ปรากฎออกมาว่าไปนั่งตำแหน่ง รมว.มี 3 คน คนแรกคือ "พล.อ.ยอดยุทธ บุญญาธิการ" เพื่อนรักอีกคนของ “บิ๊กตู่” คนที่สอง คือ นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน และ คนที่สาม คือ นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท.ซึ่งปัจจุบันเป็นกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการหลายชุด ของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์
คนที่เจ็ด ที่ปรากฏชื่อออกมา คือ “วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์” อธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งปัจจุบันเป็น สนช.อยู่ด้วย ตาม “โผ” ระบุว่าเขาจะมาอยู่ที่กระทรวงศึกษาธิการ โดยมี 2 สูตร คือ อาจจะมาเป็นรัฐมนตรีว่าการฯแทน “หมอธี” นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ หรือ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการฯ แล้วขยับ "พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์" รัฐมนตรีช่วยว่าการ ขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีว่าการฯ
สุดท้ายทั้ง 7 คนนี้ ใครจะได้เข้าวิน หรือใครจะได้เป็นแค่รัฐมนตรี ใน "โผ" เท่านั้น ต้องรอหลังมีการโปรดเกล้าฯรายชื่อ "ครม.ประยุทธ์ 5"

โจทย์แฝงต้องรื้อใหญ่

โจทย์แฝงต้องรื้อใหญ่

“ซุ่มโป่ง” ตามจังหวะล่าสุดที่ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. บินกลับจากปฏิบัติภารกิจที่ประเทศฟิลิปปินส์มาประจำการที่เมืองไทย โดยมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีปฏิบัติภารกิจแทนในคิวงานที่ขึ้นหมายล่วงหน้าไว้

ในสถานการณ์ที่โผ ครม.ปลิวว่อนหลอนรัฐมนตรีที่ลุ้นตัวโก่ง

ถึงตรงนี้ก็ยังเป็นแค่กระแสข่าวลือ ถือว่า “นายกฯลุงตู่” อุบไต๋เงียบมาก ขนาด “พี่ใหญ่” อย่าง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ยังยอมรับว่า นายกฯตัดสินใจทั้งหมด

ตัว “พี่ใหญ่” เอง ยังไม่รู้เลยว่าจะอยู่หรือไป

เรื่องของเรื่องต้องไม่ลืมว่า ด้วยฟอร์มของรัฐบาลทหาร คสช.ที่ยึดระเบียบเป๊ะๆ ไม่เหมือนอดีตรัฐบาลนักการเมืองที่โพยปรับ ครม.ว่อนออกมาก่อนกระบวนการสำคัญ ก่อปัญหาลักลั่นเชิงอำนาจ

รายการนี้ “บิ๊กตู่” โชว์ความเด็ดขาด ขอสิทธิจัดทำโผเอง ก็ยิ่งยากจะแคะได้

ในมุมที่เจาะข่าวทางลึกไปได้ข้อมูลแค่ว่า รัฐมนตรีที่ติดปมหุ้นไม่น่ามีปัญหา จนเป็นปัจจัยให้ต้องปรับเปลี่ยน ภายหลังแกนนำรัฐบาลหารือเกจิกฎหมายแล้วชี้ว่า สามารถอธิบายได้ หรือถึงจะโดนชี้ว่าเข้าข่ายผิดกฎหมาย ก็ยังมีขั้นตอนไปว่ากันในศาลรัฐธรรมนูญ

มันก็พอดีกับช่วงเวลาที่เหลือของรัฐบาล คสช.

ที่แน่ๆการจัดทีม ครม.เศรษฐกิจรอบนี้ ว่ากันว่า “นายกฯลุงตู่” ให้สิทธิกัปตันทีมอย่างนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ เป็นคนเลือกวางทีมงานเป็นหลัก

เพราะมันคือเดิมพันปั่นแต้มรัฐบาล วางหมากรองรับ “บิ๊กตู่” หลังเลือกตั้ง

ถึงจังหวะที่ต้องให้ “สมคิด” โชว์วิชาเศรษฐศาสตร์ การเมือง การตลาด อย่างเต็มที่เต็มฝีมือ

โดยเฉพาะจุดยุทธศาสตร์สำคัญคือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับกระทรวงพาณิชย์ที่ต้องเดินไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อศักยภาพในการดูแลสถานการณ์ราคาสินค้าพืชผลทางการเกษตร

จุดบอดที่รัฐบาลโดนด่าเรื่องราคายาง ราคาข้าว ไม่หยุดหย่อน

งานนี้นายสมคิดคงเปลี่ยนทั้งเบอร์หนึ่งของกระทรวงพาณิชย์ที่นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ ถูกมองทำงานแบบข้าราชการประจำ เช่นเดียวกับที่กระทรวงเกษตรฯก็ต้องหามือบริหารอาชีพมาเสริม เติมทีมงานสายตรงกัปตันทีมเศรษฐกิจ ให้เดินไปตามธงเดียวกัน

ขณะที่กระทรวงคมนาคมที่ต้องรับภาระงาน “เรือธง” ของรัฐบาล สารพัดเมกะโปรเจกต์รถไฟความเร็วสูง รถไฟฟ้า มอเตอร์เวย์ เชื่อมโยงกับโครงการระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก (อีอีซี)

รอบนี้คงต้องเปลี่ยนคนมาแทนนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม ที่ได้ชื่อแค่เรื่องของความโปร่งใส แต่ทำงานช้าตามหลังข้าราชการประจำ ไม่ทันต่อสถานการณ์ที่ พล.อ.ประยุทธ์และนายสมคิดไล่จี้ใส่เกียร์ห้าเดินหน้าสารพัดเมกะโปรเจกต์ เพื่อให้เม็ดเงินจากโครงการยักษ์กระตุ้นเศรษฐกิจ

เท่าที่เช็ก สเปกของนายสมคิดอยากได้มืออย่างนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เพื่อนรักสมัยมัธยมที่คล่องเรื่องการเงินการธนาคาร มาจัดการเรื่องของเงินกู้ของกระทรวงคมนาคม เพื่อความรวดเร็วในการเดินงานเมกะโปรเจกต์โครงข่ายคมนาคมอย่างเป็นระบบและรวดเร็ว

แต่ปัญหาอยู่ที่การหาตัวขุนคลังที่วางใจได้มาสลับกับนายอภิศักดิ์

โจทย์ยากของนายสมคิดอยู่ที่หามือบริหารมาร่วมรับความเสี่ยงในห้วงสั้นๆท้ายเทอมรัฐบาล ขณะที่สถานการณ์ของ พล.อ.ประยุทธ์เองต้องเจอโจทย์ยากๆในการลดแรงเสียดทาน โละ “ตัวถ่วง” ที่ส่อว่าจะลากกระเตงต่อไม่ไหวเป็นภาระหนักของ “นายกฯลุงตู่”

ลุ้นวัดใจ เพื่อนพ้องน้องพี่อาจต้องมีคนถูกทิ้งไว้ข้างหลังบ้าง

เดาทางตามเงื่อนไขสถานการณ์ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เพื่อนรักร่วมรุ่นของ  พล.อ.ประยุทธ์ คงต้องขยับออกจากจุด “ตำบลกระสุนตก” เลี่ยงไปอยู่ในกระทรวงเกรดต่ำกว่า

ถือเป็นการรักษาน้ำใจเพื่อน และไม่ต้องตกเป็นเป้าสายตา

อีกจุดปัญหาที่ตัดสินใจยากก็คือรายของ “พี่รอง” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ในฐานะคนเซ็นเสนอชื่อ

พล.อ.ประยุทธ์ ให้ขึ้นเป็น ผบ.ทบ.ต่อจากตัวเอง

ความเกรงใจของน้องกับพี่น่ะ มีอยู่เต็มๆ

แต่ด้วยเกมทางการเมือง เรื่องของกระแส ถ้าไม่ขยับ “พี่รอง” ก็ยากจะตอบคำถาม

ตามรูปการณ์ “บิ๊กตู่” กลืนไม่เข้าคายไม่ออกจริงๆ.

ทีมข่าวการเมือง