PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพฤหัสบดีที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

สนช.ผ่าน พรป.วิธีพิจารณาของศาลรธน.

วันนี้ (23 พฤศจิกายน 2560) ที่ประชุมสภานิติบัญญัติเเห่งชาติ(สนช.) พิจารณาเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ(พ.ร.ป.)ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ... เป็นกฎหมาย ด้วยคะแนนเอกฉันท์ เห็นชอบ 188 เสียง งดออกเสียง 5 เสียง จากทั้งหมด 193 เสียง
สาระสำคัญๆ ในร่างกฎหมายฉบับนี้ ได้แก่ “สิทธิประชาชนในการยื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ” และ “การห้ามละเมิดอำนาจศาล”
“สิทธิประชาชนในการยื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ” มาจากมาตรา 213 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ที่บัญญัติไว้ว่า “บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อมีคำวินิจฉัยว่าการกระทำนั้นขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ”
พ.ร.ป ฉบับนี้ได้กำหนดรายละเอียดเรื่องสิทธิประชาชนในการยื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญไว้ดังนี้
๐ การฟ้องให้หน่วยงานรัฐปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญหมวด 5
ประชาชนสามารถยื่นฟ้องหน่วยงานรัฐต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ ในกรณีที่รัฐไม่ปฏิบัติตามหมวด 5 ของรัฐธรรมนูญ เกี่ยวกับหน้าที่ของรัฐ อำนาจนี้ปรากฎอยู่ในมาตรา 7 (3/1) ซึ่งเป็นมาตราที่กมธ.วิสามัญได้พิจารณาเพิ่มขึ้นมาจากร่างของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)
โดยวิธีการยื่นคำร้องตามหมวด 5 อยู่ในมาตรา 44/1 แต่ประชาชนจะฟ้องต้องยื่นร้องต่อหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องก่อน หากหน่วยงานรัฐปฏิเสธ ไม่ดำเนินการภายใน 90 วัน ให้ประชาชนยื่นหนังสือโต้แย้งต่อหน่วยงานนั้นภายใน 30 วัน และให้ยื่นร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินภายใน 30 วัน หลังยื่นหนังสือโต้แย้งต่อหน่วยงานรัฐ และหากผู้ตรวจการแผ่นดินเห็นว่าหน่วยงานของรัฐปฏิบัติไม่ครบถ้วน ให้ผู้ตรวจการแผ่นดินเสนอต่อคณะรัฐมนตรีสั่งการ เเต่ถ้าหากผู้ร้องเห็นว่าคณะรัฐมตรีปฏิบัติไม่ถูกต้อง จึงจะฟ้องศาลรัฐธรรมนูญได้
๐ การฟ้องคดีถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพ
ผู้ถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพสามารถยื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งปรากฎอยู่ในมาตรา 7 (10) ซึ่งกมธ.วิสามัญได้แก้ไขมาตรา 46 บัญญัติเพิ่มเติมว่า การละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพนั้นต้องเป็นการละเมิดสิทธิอันเกิดจากการกระทำของหน่วยงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐ และหน่วยงานซึ่งใช้อำนาจของรัฐ และจำกัดว่าต้องไม่ใช่การกระทำของรัฐบาล
โดยวิธีการยื่นคำร้อง อยู่ในมาตรา 47 ให้ยื่นคำร้องผ่านผู้ตรวจการแผ่นดิน และให้ผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณายื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 60 วัน โดยให้แจ้งผลให้ผู้ร้องทราบภายใน 10 วัน หลังครบกำหนดเวลาดังกล่าว ดังนั้น ผู้ร้องจะต้องทราบผลภายใน 70 วัน แต่ถ้าผู้ตรวจการแผ่นดินไม่ยื่นคำร้องหรือไม่ทำตามเวลาที่กำหนด ผู้ละเมิดมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลได้โดยตรง
"การห้ามละเมิดอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ” ปรากฏอยู่ในมาตรา 38-39 ของร่างฉบับนี้
โดยกำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจรักษาความสงบเรียบร้อยของการพิจารณาคดี ในส่วนที่บุคคลเข้ามาในบริเวณที่ทำการศาล โดยศาลอาจมีคำสั่งให้บุคคลกระทำหรืองดกระทำเพื่อให้การพิจารณาคดีดำเนินไปโดยสงบเรียบร้อยและรวดเร็ว
นอกจากนั้น มาตรา 38 วรรคสาม กำหนดไม่ให้ "วิจารณ์คำสั่งและคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ" ที่กระทำด้วยความไม่สุจริต และใช้ถ้อยคำหรือความหมายที่หยาบคาย เสียดสี อาฆาตมาดร้าย ให้เป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลด้วย ซึ่งกมธ.วิสามัญฯ ได้แก้ไขเพิ่มเติมข้อความจากร่างฉบับเดิมของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) ที่กำหนดไม่ให้ “วิจารณ์คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ” เท่านั้น
การละเมิดอำนาจศาลมีบทลงโทษตามมาตรา 39 ตั้งเเต่ การตักเตือน การไล่ออกจากบริเวณศาล ไปจนถึงการลงโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือ ปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้ กมธ.วิสามัญฯ ยังได้แก้ไขมาตรา 39 ด้วยการเพิ่มเติมวิธีการตัดสินลงโทษการละเมิดอำนาจศาล โดยการสั่งลงโทษนั้นต้องมีมติสองในสามจากตุลาการฯ ซึ่งเท่ากับตุลาการฯ 6 คน จากทั้งหมด 9 คน
...
๐ ร่าง พ.ร.ป.ศาลรัฐธรรมนูญ: ห้ามวิจารณ์และให้อำนาจแก้ 'เดดล็อคทางการเมือง' (ร่างเดิมจากกรธ.) https://www.ilaw.or.th/node/4657
๐ ร่าง พ.ร.ป.ศาลรัฐธรรมนูญฯ กมธ.พิจารณาเสร็จแล้วhttp://bit.ly/2A0TyR9

"เพิ่มเงินประจำตำแหน่งทหารวิชาการ"

สนช. เห็นชอบ ร่างพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการทหารฯ "เพิ่มเงินประจำตำแหน่งทหารวิชาการ"
วันนี้ 23 พฤศจิกายน 2560 เวลาประมาณ 10.15 น. ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีการพิจารณาร่างพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการทหาร ในวาระสองและสาม ร่างฉบับนี้เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมบัญชีอัตราเงินประจำตำแหน่งข้าราชการ ประเภทวิชาการในสถาบันการศึกษาสังกัดกระทรวงกลาโหม และเพิ่มบัญชีอัตราเงินประจำตำแหน่งข้าราชการ ประเภทวิทยฐานะ (ครู)
ในวาระที่สอง ร่างพ.ร.บ.ฉบับ คณะกรรมาธิการฯ ไม่มีการแก้ไข และไม่มีการอภิปรายจากสมาชิกสนช. จนกระทั่งเวลาประมาณ 10.30 น. จะมีการลงมติในวาระสาม ผลคือที่ประชุมสนช. จำนวน 197 คน เห็นชอบร่างพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการทหารฯ เป็นกฎหมาย ด้วยคะแนนเห็นชอบ เห็นชอบ 193 เสียง ไม่เห็นชอบ 0 เสียง งดออกเสียง 4 เสียง
ร่างพ.ร.บ.ฉบับใช้เวลาเพียงสั้นๆ 15 นาที ในการเห็นชอบ เนื่องจากมีเนื้อหาสั้นๆ เพียงสี่มาตรา โดยมีสองประเด็นสำคัญ คือ
1.การแก้ไข “บัญชีอัตราเงินประจำตำแหน่งข้าราชการทหาร ประเภทวิชาการในสถาบันการศึกษาสังกัดกระทรวงกลาโหม” โดยไม่นำชั้นยศทางทหารมาเป็นหลักเกณฑ์ ในการพิจารณาการดำรงตำแหน่งทางวิชาการ เพื่อเป็นการส่งเสริมประสิทธิภาพด้านการเรียนการสอน และขวัญกำลังใจ
สำหรับข้าราชการทหาร ประเภทวิชาการ คือทหารที่ทำงานในสถาบันระดับอุดมศึกษา ได้แก่ โรงเรียนนายรัอยพระจุลจอมเกล้า โรงเรียนนายเรือ โรงเรียนนายเรืออากาศ วิทยาลัยพยาบาลเหล่าทัพ วิทยาลัยแพทย์ศาสตร์พระมงกุฎเกล้า ทั้งนี้ ปัจจุบันทหารวิชาการถ้าจะดำรงตำแหน่งวิชาการ เช่น จะเป็นศาสตราจารย์ได้ต้องมียศตั้งแต่ “พันเอก(พิเศษ)” ถึงยศ “พลโท” ซึ่งทำให้ถูกจำกัดความเจริญก้าวหน้าในตำแหน่งวิชาการ
2. เพิ่ม “บัญชีอัตราเงินประจำตำแหน่งข้าราชการทหาร ประเภทวิทยฐานะ หรือครู ” เพื่อให้ข้าราชการทหารที่ทำหน้าที่สอนวิชาสามัญ วิชาชีพ และวิชาการทหาร มีสิทธิได้รับเงินวิทยฐานะ เพื่อเป็นการสร้างขวัญกำลังใจในการทำหน้าที่สอน
สำหรับข้าราชการทหาร ประเภทวิทยฐานะ คือทหารที่ทำงานในสถาบันการศึกษาต่ำกว่าอุดมศึกษาและหน่วยงานที่จัดการเรียนการสอนวิชาเฉพาะสาขาหรือวิชาเฉพาะทางตามความต้องการของกองทัพ เช่น โรงเรียนเตรียมทหาร โรงเรียนช่างฝีมือทหาร โรงเรียนนายสิบทหารบก โรงเรียนจ่าทหารเรือ โรงเรียนจ่าอากาศ เป็นต้น
.
การแก้ไขเพิ่มเติมร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้นับเป็นครั้งที่สามแล้ว ที่สนช. พิจารณากฎหมายซึ่งเกี่ยวข้องกับการเพิ่มเงินให้กับทหารเพื่อสร้างขวัญกำลังใจในการทำงาน
ย้อนกลับไป ครั้งแรก วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2558 สนช. เห็นชอบ พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร โดยครั้งนั้นเป็นการแก้ไขกฎหมายกำหนดให้ตำแหน่งตุลาการพระธรรมนูญและอัยการทหารได้รับเงินเพิ่มเพื่อให้สามารถดำรงตนอยู่ในความยุติธรรมได้อย่างสมเกียรติ
และครั้งที่สอง วันที่ 19 มีนาคม 2558 สนช. เห็นชอบ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการทหาร โดยครั้งนั้นเป็นการแก้ไขกฎหมายเพื่อปรับเงินเดือนข้าราชการทหาร ทหารกองประจำการ และนักเรียนในสังกัดกระทรวงกลาโหมให้เหมาะสม เป็นธรรม และได้มาตรฐาน
...
ข้อมูลเพิ่มเติม
๐ สนช.รับหลักการร่างกฎหมาย "แก้ไขเพิ่มเติมเงินประจำตำแหน่งทหารวิชาการ" เพื่อสร้างขวัญกำลังใจ http://bit.ly/2iSvKdD
๐ ร่างพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการทหาร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว http://bit.ly/2B1Pi32
๐ พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2558 http://www.senate.go.th/bill/bk_data/80-6.PDF
๐ ระเบียบข้าราชการทหาร (ฉบับที่ 10) พ.ศ.2558 http://www.senate.go.th/bill/bk_data/88-6.PDF
...
ภาพ: พ.อ.เจนวิทย์ เด็ดแก้ว กรรมาธิการวิสามัญฯ กำลังชี้แจงต่อที่ประชุมสนช.

สนช.ผ่านพ.ร.ป.วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. .

วันนี้ (23 พฤศจิกายน 2560) ที่ประชุมสภานิติบัญญัติเเห่งชาติ(สนช.) พิจารณาเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ(พ.ร.ป.)ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ... เป็นกฎหมาย ด้วยคะแนนเอกฉันท์ เห็นชอบ 188 เสียง งดออกเสียง 5 เสียง จากทั้งหมด 193 เสียง
สาระสำคัญๆ ในร่างกฎหมายฉบับนี้ ได้แก่ “สิทธิประชาชนในการยื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ” และ “การห้ามละเมิดอำนาจศาล”
“สิทธิประชาชนในการยื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ” มาจากมาตรา 213 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ที่บัญญัติไว้ว่า “บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อมีคำวินิจฉัยว่าการกระทำนั้นขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ”
พ.ร.ป ฉบับนี้ได้กำหนดรายละเอียดเรื่องสิทธิประชาชนในการยื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญไว้ดังนี้
๐ การฟ้องให้หน่วยงานรัฐปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญหมวด 5
ประชาชนสามารถยื่นฟ้องหน่วยงานรัฐต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ ในกรณีที่รัฐไม่ปฏิบัติตามหมวด 5 ของรัฐธรรมนูญ เกี่ยวกับหน้าที่ของรัฐ อำนาจนี้ปรากฎอยู่ในมาตรา 7 (3/1) ซึ่งเป็นมาตราที่กมธ.วิสามัญได้พิจารณาเพิ่มขึ้นมาจากร่างของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)
โดยวิธีการยื่นคำร้องตามหมวด 5 อยู่ในมาตรา 44/1 แต่ประชาชนจะฟ้องต้องยื่นร้องต่อหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องก่อน หากหน่วยงานรัฐปฏิเสธ ไม่ดำเนินการภายใน 90 วัน ให้ประชาชนยื่นหนังสือโต้แย้งต่อหน่วยงานนั้นภายใน 30 วัน และให้ยื่นร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินภายใน 30 วัน หลังยื่นหนังสือโต้แย้งต่อหน่วยงานรัฐ และหากผู้ตรวจการแผ่นดินเห็นว่าหน่วยงานของรัฐปฏิบัติไม่ครบถ้วน ให้ผู้ตรวจการแผ่นดินเสนอต่อคณะรัฐมนตรีสั่งการ เเต่ถ้าหากผู้ร้องเห็นว่าคณะรัฐมตรีปฏิบัติไม่ถูกต้อง จึงจะฟ้องศาลรัฐธรรมนูญได้
๐ การฟ้องคดีถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพ
ผู้ถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพสามารถยื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งปรากฎอยู่ในมาตรา 7 (10) ซึ่งกมธ.วิสามัญได้แก้ไขมาตรา 46 บัญญัติเพิ่มเติมว่า การละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพนั้นต้องเป็นการละเมิดสิทธิอันเกิดจากการกระทำของหน่วยงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐ และหน่วยงานซึ่งใช้อำนาจของรัฐ และจำกัดว่าต้องไม่ใช่การกระทำของรัฐบาล
โดยวิธีการยื่นคำร้อง อยู่ในมาตรา 47 ให้ยื่นคำร้องผ่านผู้ตรวจการแผ่นดิน และให้ผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณายื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 60 วัน โดยให้แจ้งผลให้ผู้ร้องทราบภายใน 10 วัน หลังครบกำหนดเวลาดังกล่าว ดังนั้น ผู้ร้องจะต้องทราบผลภายใน 70 วัน แต่ถ้าผู้ตรวจการแผ่นดินไม่ยื่นคำร้องหรือไม่ทำตามเวลาที่กำหนด ผู้ละเมิดมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลได้โดยตรง
"การห้ามละเมิดอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ” ปรากฏอยู่ในมาตรา 38-39 ของร่างฉบับนี้
โดยกำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจรักษาความสงบเรียบร้อยของการพิจารณาคดี ในส่วนที่บุคคลเข้ามาในบริเวณที่ทำการศาล โดยศาลอาจมีคำสั่งให้บุคคลกระทำหรืองดกระทำเพื่อให้การพิจารณาคดีดำเนินไปโดยสงบเรียบร้อยและรวดเร็ว
นอกจากนั้น มาตรา 38 วรรคสาม กำหนดไม่ให้ "วิจารณ์คำสั่งและคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ" ที่กระทำด้วยความไม่สุจริต และใช้ถ้อยคำหรือความหมายที่หยาบคาย เสียดสี อาฆาตมาดร้าย ให้เป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลด้วย ซึ่งกมธ.วิสามัญฯ ได้แก้ไขเพิ่มเติมข้อความจากร่างฉบับเดิมของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) ที่กำหนดไม่ให้ “วิจารณ์คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ” เท่านั้น
การละเมิดอำนาจศาลมีบทลงโทษตามมาตรา 39 ตั้งเเต่ การตักเตือน การไล่ออกจากบริเวณศาล ไปจนถึงการลงโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือ ปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้ กมธ.วิสามัญฯ ยังได้แก้ไขมาตรา 39 ด้วยการเพิ่มเติมวิธีการตัดสินลงโทษการละเมิดอำนาจศาล โดยการสั่งลงโทษนั้นต้องมีมติสองในสามจากตุลาการฯ ซึ่งเท่ากับตุลาการฯ 6 คน จากทั้งหมด 9 คน
...
๐ ร่าง พ.ร.ป.ศาลรัฐธรรมนูญ: ห้ามวิจารณ์และให้อำนาจแก้ 'เดดล็อคทางการเมือง' (ร่างเดิมจากกรธ.) https://www.ilaw.or.th/node/4657
๐ ร่าง พ.ร.ป.ศาลรัฐธรรมนูญฯ กมธ.พิจารณาเสร็จแล้วhttp://bit.ly/2A0TyR9

วันพุธที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

ถ้าเลือกได้ ผมเองก็อยากตายในสนามรบเป็นนักเรียนทหาร ต้องเตรียมใจ

ถ้าเลือกได้ ผมเองก็อยากตายในสนามรบเป็นนักเรียนทหาร ต้องเตรียมใจ
"บิ๊กป้อม"ยั้วะ โดน นักข่าวรุมซัก นักเรียนเตรียมทหาร เสียชีวิต ยันไม่ได้เสีย ชีวิตถูก"ซ่อม" หรือลงโทษ เผย เรียนเตรียมทหาร ผมก็โดนซ่อม เหมือนกัน เพียงแต่ไม่ตายเท่านั้นเอง เผย ถ้าเกินกำลังก็สลบไป ยันไม่เกี่ยวกับเรื่องสิทธิมนุษยชน
ชี้คนที่จะมาเป็นนักเรียนทหารต้องพร้อมสำหรับการสูญเสียและการถูก"ธำรงวินัย"/ ข้องใจทำไมเข้ามาเรียนได้ หากสุขภาพไม่แข็งแรง เผยที่ผ่านมาไม่ค่อยมีเหตุการณ์ที่นักเรียนทหารเสียชีวิต/เผยหากเลือกได้ผมเองก็อยากตายในสนามรบ
พลเอกประวิตร ยืนยันว่า การเสียชีวิต ไม่ได้เกิดจากการถูกลงโทษ ถูกซ่อมหรือ การซ้อม ใดๆทั้งสิ้น
และเชื่อว่า รร.เตรียมทหาร ไม่ได้ปิดบังข้อมูล จะปิดได้ยังไง ไม่มีใครอยากมา ทำให้เสียชีวิตหรอก
เมื่อถามว่าเมื่อมีโรคประจำตัวหรือไม่แข็งแรงทำไมถึงมาเป็นนักเรียนเตรียมทหารได้พลเอกประวิตร กล่าวว่า ผมก็สงสัยอยู่เนี่ยช่วยตอบผมหน่อยสิว่ามาเป็นนักเรียนเตรียมทหาร ได้อย่างไร
"ผมก็อยากรู่ ตอบเราหน่อยสิ"
ส่วนการที่ ไดอารี่ ของ น้องเมย ระบุว่าโดนซ่อมนั้น พลเอกประวิตร กล่าวว่า ก็โดนซ่อมทุกคนล่ะ ผมก็โดนมา โดนทั้งนั้น เช่นโดนมายึดพื้นอะไรพวกนี้ สก๊อตจั๊มพ์ วิ่ง ยึดพื้น ไม่มีการโดนตัว ไม่มีอะไรหรอก
เมื่อถามว่าหากมีการซ่อมจนเกินกำลังของนักเรียนที่จะรับไหวจะทำอย่างไร. เอกประวิตร กล่าวว่า ถ้าเกินกำลัง ผมก็สลบไปแค่นั้น ตอนผมโดน. คุณไม่มาดูนี่ แต่ผมรอดมา ผมมันไม่ตายไง
เมื่อถามว่าแสดงว่าถ้าเข้ามาเรียนเป็นนักเรียนทหารจะต้องเตรียมพร้อมสำหรับการสูญเสียใช่หรือไม่ พลเอกประวิตร กล่าวว่าใช่ ถ้ามาเรียนทหารก็ต้องพร้อม แต่ส่วนใหญ่นักเรียนเตรียมทหารจะต้องผ่านการตรวจร่างกาย การตรวจโรค ปกติ ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมี เพราะจะแข็งแรงทุกคน
สำหรับเรื่องการลงโทษหรือถูกซ่อมในโรงเรียนเตรียมทหารนั้นไม่ได้ซ่อมอะไรมากมายเป็นการให้ออกกำลังกาย เช่น วิ่ง วิดพื้น สก๊อตจั๊มพ์
เมื่อถามว่าจะต้องมีการปรับปรุงหลักสูตรการเรียนของโรงเรียนเตรียมทหารหรือไม่พลเอกประวิตร กล่าวว่า ก็มีการปรับปรุงกันอยู่แล้ว. ส่วนเรื่องการซ่อม หรือลงโทษไม่ได้ซ่อมอะไรมากมาย
ส่วนการที่นักเรียนเตรียมทหาร คนนี้ เคยถูกซ่อมจนหยุดหายใจไปนั้นพลเอกประวิตรกล่าวว่า อาจมีปัญหาเรื่องสุขภาพ บางครั้งการฝึกกลางแดด ก็อาจทำให้เกิด heat stroke. เพราะมันร้อน
"คุณจะมาซักผม แล้วได้ประโยชน์อะไรขึ้น
มา"
ทั้งนี้เรื่องการเรียนการสอนในโรงเรียนเตรียมทหารหรือการลงโทษต่างๆเป็นคนเดินเรื่องและไม่เกี่ยวกับเรื่องสิทธิมนุษยชน
แต่เหตุการณ์แบบนี้ก็ไม่ค่อยจะเกิดขึ้นในโรงเรียนเตรียมทหาร
ส่วนเรื่องอวัยวะภายในที่หายไปนั้นพลเอกประวิตร กล่าวว่า ทางรร.เตรียมทหาร และแพทย์โรงพยาบาลพระมงกุฎฯ ได้ชี้แจงแล้ว และคุยกับ พ่อแม่แล้ว ช่วยดูแล จัดงานศพ
เมื่อถามว่าทำไม ไม่แจ้งพ่อแม่ก่อนที่จะมีการนำเอาอวัยวะภายในไปตรวจพิสูจน์
พลเอกประวิตร กล่าวว่าเป็นเรื่องของพนักงานสอบสวนที่ไม่ได้แจ้งพ่อแม่ก่อนเพราะตามกฏหมายในการชันสูตรศพ ไม่ต้องบอก พ่อแม่
เมื่อถามว่าควรจะต้องใบอกพ่อแม่ ก่อนเอา อวัยวะไป หรือไม่ พลเอกประวิตร กล่าวว่าเป็นเรื่องของทางพนักงานสอบสวน
" พ่อแม่ ไม่เผาศพ ก็ไม่บอกเราเหมือนกัน"
ทั้งนี้เพราะสาเหตุการตาย ยังไม่รู้แน่ชัดพนักงานสอบสวนจึงต้องส่งให้แพทย์ชันสูตร ใครจะไปรู้ว่า เพราะหัวใจล้มเหลว เฉียบพลันใครจะไปรู้
"เป็นเรื่องของพนักงานสอบสวนไป คุณอย่ามาสอบสวนผมเลย"
เมื่อถามว่าจะทำอย่างไร ไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก พลเอกประวิตร กล่าวว่า ก็ไม่ต้องเข้ามา ไม่ต้องมาเรียนเป็นทหาร หาเอาคนที่เต็มใจ
เมื่อ ถามว่าหากใครจะเข้ามาเป็นนักเรียนทหาร ก็จะต้องเตรียมใจ สำหรับการถูก"ธำรงวินัย" แบบนี้ ใช่หรือไม่. พลเอกประวิตรกล่าวว่า อ๋อ ใช่ ถูกต้อง
เมื่อถามว่า เขา ควรจะตายกับการรบกับข้าศึกในสนามรบ มากกว่า มาตายในโรงเรียนทหารแบบนี้หรือไม่. พลเอกประวิตร กล่าวสวนอย่างมีอารมณ์ว่า อ้าวก็เค้าไม่สบายอ่ะ ถ้าเลือกตาย ได้ผมก็เลือกตายในสนามรบเหมือนกัน
"เรื่องมันเกิดขึ้น มาเป็นเดือนแล้ว คุณจะมาสอบสวนอะไรกับผม จะเอายังไง" พลเอกประวิตรกล่าวตบท้าย ก่อนยุติการแถลงข่าว แล้วเดินเข้าไปหยอกสื่อ คนที่ตั้งคำถามด้วยเสียงหัวเราะว่า. จะเอายังไง

คนนี้มาแรง

คนนี้มาแรง



ผลการสรรหา ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) คนใหม่ แทน นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส อดีตผู้ว่าการ สตง.คนดัง ซึ่งมีผู้ประสงค์อยากเป็น รวมทั้งสิ้น 18 คน

ปรากฏว่า นายประจักษ์ บุญยัง รองผู้ว่าการ สตง.คนปัจจุบัน สะง่อมเก้าอี้ผู้ว่าการ สตง.คนใหม่ไปได้อย่างสะดวกโยธิน

โดยคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งมี พล.อ.ชนะทัพ อินทามระ เป็นประธานได้ลงมติเห็นชอบเป็นเอกฉันท์ 7 ต่อ 0 ให้เสนอชื่อ “นายประจักษ์” ไปให้ที่ประชุม สนช.ลากตั้ง ลงมติเห็นชอบต่อไป

“แม่ลูกจันทร์” กราบเรียนว่าผลการสรรหาผู้ว่าการ สตง.คนใหม่ ออกมาพลิกล็อกระเบิดเถิดเทิง

เพราะมีสายแข็งลงสมัครแข่งขันชิงเก้าอี้ ผู้ว่าการ สตง.คนใหม่หลายคน

หนึ่งในนั้นคือ นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส อดีตผู้ว่าการ สตง.คนเก่า ซึ่งที่ผ่านมาได้สนองนโยบาย คสช.อย่างสุดลิ่มทิ่มประตู

อีกหนึ่งคือ พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม

อีกหนึ่งคือ นายประยงค์ ปรียาจิตต์ อดีตเลขาธิการ ปปง.

แถมยังมีรองผู้ว่าการ สตง. และอดีตรองผู้ว่าการ สตง. ลงชิงดำพร้อมกันถึง 4 คน

ดังนั้น การที่ นายประจักษ์ เป็นม้ามืดแซงเข้าป้ายทิ้งม้าตัวเก็งฝุ่นกระจายย่อมไม่ธรรมดา

ยิ่งการได้รับเสียงสนับสนุนเป็นเอกฉันท์ 7 ต่อ 0 ยิ่งเพิ่มความไม่ธรรมดาขึ้นอีกเท่าตัว

เหตุใด คณะกรรมการสรรหา 7 คน จึงเทคะแนนเลือกนายประจักษ์เป็นผู้ว่าการ สตง.คนใหม่กันอย่างพร้อมเพรียงไม่มีเสียงแตกแม้แต่เสียงเดียว

ทั้งๆที่มีผู้เข้าประกวดชายงามให้เลือกได้ตั้ง 18 คน

ตรงนี้แหละทำให้การสรรหาผู้ว่าการ สตง.คนใหม่ไม่ค่อยเป็นธรรมชาติเท่าที่ควร

“แม่ลูกจันทร์” มองแง่ดีว่าแม้งวดนี้ “ม้ามืดจะเข้าวิน”

แต่การเลือก “คนใน” ขึ้นเป็นผู้ว่าการ สตง.คนใหม่ น่าจะทำให้การทำงาน มีความต่อเนื่องมากกว่าเอา “คนนอก” เข้าไปเสียบแทน

ประกอบกับผลงานของ “นายประจักษ์” ในฐานะรองผู้ว่าการ สตง.ก็มีความโดดเด่นกว่ารองผู้ว่าการ สตง.ทุกคน

เนื่องจากนายประจักษ์ เป็นพยานปากสำคัญที่ไปเบิกความคดีโครงการจำนำข้าวต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง

จนทำให้ อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ถูกตัดสินจำคุก 5 ปี

ตรงนี้น่าจะเป็นผลงานชิ้นโบแดงที่ทำให้นายประจักษ์ แซงคู่แข่งเบอร์ใหญ่ๆขึ้นเป็นผู้ว่าการ สตง.คนใหม่แบบหักปากกาเซียน

“แม่ลูกจันทร์” มองว่าการสืบทอดอำนาจ คสช.ระยะยาวจำเป็นต้องใช้เครื่องมือหลายอย่างประกอบกัน
ไม่ใช่มี ส.ว.ลากตั้ง 250 คน หรือมีพรรคการเมืองของตัวเองแล้วจะทำให้ คสช.สืบทอดอำนาจต่อไปได้อย่างสบายๆ

ถ้าหวังให้การสืบทอดอำนาจมีความมั่นคงแข็งโป๊กไม่โยกไม่คลอน

ต้องมีองค์กรอิสระที่ไว้วางใจได้ 100 เปอร์เซ็นต์ เช่น...

ต้องมี กกต. 7 คน ควบคุมการเลือกตั้ง และชี้ขาดผลการเลือกตั้งครบวงจร

ต้องมี ป.ป.ช. 9 คนที่มีอำนาจไล่บี้เช็กบิลนักการเมือง

และต้องมีผู้ว่าการ สตง.อีก 1

คนที่มีอำนาจตรวจสอบได้ครอบ จักรวาล

ใครจะได้เป็นผู้ว่าการ สตง.จึงมีความสำคัญ และต้องเลือกเฟ้นมาอย่างดี

ขืนตั้งคนผิดฝาผิดตัวเป็นผู้ว่าการ สตง.

ก็ยุ่งเป็นฝอยขัดหม้อน่ะซีโยม.

"แม่ลูกจันทร์"

ลุ้นเสี่ยงแค่พอถอยได้

ลุ้นเสี่ยงแค่พอถอยได้


“เรือแป๊ะ” มันดูโคลงเคลงไป ต้องใช้ “เรือรบ” ถึงจะแน่นปึ้ก

ก็ถือว่าเป็นไปตามเป้าเข้าเหลี่ยมกระแส กับช็อต “ลงเรือรบลำเดียวกัน” ที่พาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์แทบทุกฉบับ ฉากไฮไลต์ที่ถูกจับตาคิวแรกที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ได้พบกับ “พี่ใหญ่” อย่าง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม

นับตั้งแต่มีกระแสปรับ ครม.หลัง “นายกฯลุงตู่” บอกกลางวงประชุม ครม.ขอใช้อำนาจในการตัดสินใจแต่ผู้เดียว ท่ามกลางข่าวลือแหลมๆเสียวๆเกี่ยวกับการหักดิบระหว่างพี่ๆน้องๆ

อาการขุ่นข้องหมองใจที่เว้นระยะวัดใจกันอยู่หลายวัน

แล้วก็เป็น “บิ๊กตู่” ที่ออกมายืนยันว่า พล.อ.ประวิตร รวมถึง “พี่รอง” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ยังอยู่ในคณะรัฐมนตรี ไม่มีการขยับตามกระแสข่าวลือ

ต่อเนื่องกับจังหวะที่ “น้องเล็ก” ต้องขึ้นเวทียืนยันต่อหน้าขุนทหารและสื่อมวลชนในงานสวนสนามทางเรือนานาชาติ ประกาศให้รู้โดยทั่วกันเลยว่า “พี่ใหญ่” เป็นคนสั่งสอนให้เป็นคนดี

ถ้าไม่ดีเลิกคบกันไปนานแล้ว

ประเมินแนวโน้มตามรูปการณ์ ไม่ใช่แค่อวดผู้คนทั่วไป แต่ช็อตนี้ “น้องเล็ก” ยังต้องการโชว์ให้ “พี่ใหญ่” ได้สบายอกสบายใจด้วยว่า ยังไงก็ไม่เห็นขี้ดีกว่าไส้

สุดท้ายเลยพี่น้องก็กอดคอยืนยันสัมพันธ์ 40 ปี ไม่มีใครเสี้ยมให้แตกได้

สรุป ณ ห้วงนี้ ทีมอำนาจ “บูรพาพยัคฆ์” ยังแน่น คลื่นความถี่แค่ไหนก็แทรกยาก

และจากนี้ไปคงต้องลุ้นโฉม ครม. “ประยุทธ์ 5” จะออกมาหน้าตาอย่างไร ที่แน่ๆภายใต้ เงื่อนสถานการณ์ที่พี่น้องกอดคอกันลุยไฟ ท้าทายแรงเสียดทานที่น่าจะไม่ลดระดับลงไป

ตามเงื่อนไขที่ “บิ๊กตู่” ไม่ได้โอนอ่อนตามแรงบีบของกระแส

และอาจหมายรวมถึงสัญญาณคลื่นความถี่สูงที่ลือกันหนาหูว่า “ล็อกเป้า” 3 ชื่อ

ตอกย้ำข่าวลือ จับทางจากที่ “บิ๊กตู่” พูดถึงปมคนรอบข้าง “พี่ใหญ่” ที่ชอบอ้างชื่อ ไปหาผลประโยชน์ ทำให้ “บิ๊กป้อม” เสื่อมเสีย โดยขอให้คนที่มีข้อมูลส่งตรงมาที่ทำเนียบรัฐบาล พร้อมเคลียร์ให้

นั่นก็เป็นอะไรที่สะท้อนว่าหัวหน้า คสช.ก็รู้ “จุดเสี่ยงตาย”

พยายามผ่องถ่ายแรงกระแทกที่พุ่งตรงเข้าใส่ “พี่ใหญ่” โจทย์ยากสุดในการปรับ ครม.รอบนี้

และนั่นก็โยงไปถึงจุดที่ พล.อ.ประยุทธ์พูดเป็นเชิงออกตัว ถึงเสียงเรียกร้องให้รับผิดชอบกับโฉมหน้าการปรับ ครม.ที่ออกมาเป็นนัยว่า ตนเองแบกรับภาระความรับผิดชอบมาตั้งแต่การตัดสินใจยึดอำนาจในเดือนพฤษภาคม 2557 แล้ว

นั่นหมายถึง พล.อ.ประยุทธ์ก็พร้อมรับผิดชอบกับผลที่ออกมาแต่ผู้เดียว

ภายใต้เงื่อนสถานการณ์ที่ยังมีแค่ “ลุงตู่” คนเดียวที่เหมาะสุดกับสภาวการณ์ประเทศยามนี้

และนั่นก็เป็นอะไรที่สังคมทุกฝ่ายก็ต้องยอมรับเงื่อนไขความจำเป็นของ “นายกฯลุงตู่” ที่แม้โดยลำพัง
ส่วนตัวจะมีคะแนนต้นทุนหน้าตักสูง กระแสการยอมรับจากสังคมอยู่ในระดับติดลมบน แต่โดยเกมอำนาจที่เสี่ยงไปโดยลำพังไม่ได้ ในเมื่อมีแก๊งวางตะปูเรือใบดักอยู่สองข้างทาง

ไม่เว้นแม้แต่แนวร่วมข้างเดียวกันเองที่จ้องเสียบทุกจังหวะ

มันจึงจำเป็นอย่างที่เรียกว่า “ขาดไม่ได้” ต้องพึ่ง “พี่ใหญ่” อย่าง พล.อ.ประวิตร ผู้มากบารมี กว้างขวางในทุกวงการ คอนเน็กชั่นแน่นปึ้กทั้งในกองทัพและขุมข่ายเชื่อมโยงทางการเมือง และยังรวมไปถึง “พี่รอง” อย่าง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย คนที่เสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ขึ้นแท่น ผบ.ทบ.

แต่นอกจากเรื่องพี่ๆน้องๆ ต้องยอมรับว่า การขยับยกเครื่อง ครม.รอบนี้

“นายกฯลุงตู่” ก็ยอมใส่เกียร์ถอยในหลายๆจุด

อย่างที่ พล.อ.ประยุทธ์แบไต๋แล้วว่า การปรับ ครม.รอบนี้มีรัฐมนตรีสายทหารออกน้อยกว่าเข้า นั่นหมายถึงการทำตามกระแสสังคมที่เรียกร้องให้ลดโควตารัฐมนตรีทหารที่ไร้ผลงาน เพิ่มมือบริหารอาชีพเข้ามาช่วยเสริมงานรัฐบาล

หรือการจำใจขยับเพื่อนรักอย่าง พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ออกจากจุดเดิม เปิดพื้นที่ให้กัปตันทีมเศรษฐกิจอย่างนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ มีความคล่องตัวในการสั่งการเชื่อมประสานกับกระทรวงพาณิชย์ ในการเดินหน้าภารกิจแก้ปมพืชผลเกษตรราคาตกต่ำ แก้ลำขบวนการปลุกม็อบยางพารา ข้าว มันสำปะหลัง มาขย่มรัฐบาล

สถานการณ์ของคนกำลังโดนรุกไล่ “ลุงตู่” ต้องเดินเกมอย่างระมัดระวัง

ขืนถอยหลายก้าวพร้อมกันเดี๋ยวหงายท้อง.

ทีมข่าวการเมือง

วันอังคารที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

"บิ๊กป้อม" ประธานโอลิมปิคฯ ชี้ ล้มบอล ผิดกฎหมาย ต้องดำเนินการ

"บิ๊กป้อม" ประธานโอลิมปิคฯ ชี้ ล้มบอล ผิดกฎหมาย ต้องดำเนินการ และดูแล เรื่องนี้ ให้มากขึ้น
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ในฐานะประธานคณะกรรมการโอลิมปิคประเทศไทย กล่าวถึงการจับขบวนการล้มบอลไทย ของสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ว่า ตอนนี้นายกสมาคมฯ กำลังตรวจสอบอยู่ มีการแถลงข่าว
เมื่อถามว่าต้องมีการกำชับเรื่องจริยธรรมสมาคมกีฬา หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ทางสมาคมฟุตบอลฯเขาก็จัดการ ขบวนการผิดกฎหมาย มีการออกหมายจับ ส่วนเราก็ต้องดูแล เรื่องนี้ให้มากขึ้นในทุกกระทรวง ทบวง กรม

เบี้ยล่าง โดย นฤตย์ เสกธีระ

เบี้ยล่าง โดย นฤตย์ เสกธีระ



แฟ้มภาพ
จะเป็นเวรกรรมที่เคยก่อ หรือเป็นเพราะสาเหตุใดก็ไม่อาจทราบ

นักการเมืองในขณะนี้เหมือนเป็น “เบี้ยล่าง”

เป็นเบี้ยล่างของผู้มีอำนาจบริหารประเทศอยู่ในขณะนี้

อำนาจดังกล่าว หนึ่งคืออำนาจที่ควบคุมโดย คสช. อีกอำนาจหนึ่งคืออำนาจจากองค์กรอิสระ

ปรากฏการณ์ล่าสุด คือ เป็นเบี้ยล่าง กกต. และ คสช.

เป็นเบี้ยล่างในกรณีการปฏิบัติตาม พ.ร.ป.พรรคการเมืองที่มีบทบัญญัติให้ต้องปรับปรุงพรรค

การปรับปรุงพรรคนั้นมีระยะเวลากำหนดไว้ให้แล้วเสร็จหลังจากกฎหมายประกาศใช้

1.ต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลงสมาชิกให้นายทะเบียนทราบภายใน 90 วัน
2.พรรคการเมืองที่ยังมีสมาชิกไม่ถึง 500 คน ต้องดำเนินการให้มีสมาชิกให้ครบ 500 คนภายใน 180 วัน
3.จัดให้มีทุนประเดิมจำนวน 1 ล้านบาท และแจ้งให้นายทะเบียนทราบภายใน 180 วัน
4.จัดให้สมาชิกจำนวนไม่น้อยกว่า 500 คน ชำระค่าบำรุงพรรคการเมือง ภายในเวลา 180 วัน
และให้พรรคการเมืองแจ้งให้คณะกรรมการทราบภายใน 15 วัน นับแต่วันพ้นระยะเวลาชำระค่าบำรุงพรรค
5.จัดให้สมาชิกชำระเงินค่าบำรุงพรรคการเมืองให้ได้จำนวนไม่น้อยกว่า 5000 คน ภายใน 1 ปี
และให้ได้จำนวนไม่น้อยกว่า 10,000 คน ภายใน 4 ปี
6.จัดให้มีการประชุมใหญ่เพื่อแก้ไขข้อบังคับและจัดทำคำประกาศอุดมการณ์ทางการเมืองของพรรคการเมืองและนโยบายของพรรคการเมืองให้ถูกต้องตามกฎหมาย
และเลือกหัวหน้าพรรคการเมือง เลขาธิการพรรคการเมือง เหรัญญิกพรรคการเมือง นายทะเบียนสมาชิก และกรรมการบริหารอื่นของพรรคภายใน 180 วัน
7.จัดตั้งสาขาพรรคการเมือง และตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดให้ครบถ้วน พร้อมทั้งแจ้งรายการภายใน 180 วัน

การดำเนินการดังกล่าว หากเป็นสภาวะปกติคงไม่มีปัญหา

เพราะเมื่อกฎหมายประกาศใช้ พรรคการเมืองย่อมมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนด

แต่เนื่องจากขณะนี้เป็นภาวการณ์ไม่ปกติ คสช.มีคำสั่ง “แช่แข็ง” พรรคการเมือง

ขยับหรือเคลื่อนไหวทางการเมืองไม่ได้

ขณะที่ คสช. มีข้อสรุปแล้วว่า ไม่ปลดล็อกกฎแช่แข็ง

แต่กาลเวลาตามกฎหมายเคลื่อนไปไม่หยุด

ขณะที่ กรธ. และ คสช.ออกมาชี้ว่า ระยะเวลาตามกฎหมายที่กำหนดนั้น กกต.ขยายให้ได้

แต่ กกต.ผู้ที่มีหน้าที่ขยายระยะเวลากลับบอกว่า ทำไม่ได้ เกรงว่าจะขัดรัฐธรรมนูญ

ขณะที่ กรธ. และ คสช.รวมถึงรัฐบาลบอกว่า พรรคการเมืองสามารถดำเนินการเรื่องสมาชิกพรรคไปพลางก่อนได้

แต่ กกต.บอกว่าอย่าเพิ่ง มันอาจจะผิดกฎหมาย

อ้าว แล้วยังงี้จะเอายังไง

คนที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายเลยไม่กล้าขยับ เพราะความถูกผิดคลุมเครือไม่ชัดแจ้ง

ซีกหนึ่งบอกว่าทำได้ แต่อีกซีกหนึ่งขู่ว่าผิดกฎหมาย

พรรคการเมืองได้แต่ตั้งคำถาม แล้วจะให้ปฏิบัติเช่นไร

นี่เป็นตัวอย่างของผู้ที่อยู่ท่ามกลางความขัดแย้งของผู้มีอำนาจ

ก่อนหน้านี้มักได้ยินว่า ประชาชนตกเป็นเบี้ยล่างฝ่ายราชการ

คราวนี้เพิ่งได้ยินเสียงร้องจากพรรคการเมืองที่ตกเป็นเบี้ยล่าง

เบี้ยล่างของอำนาจ

อำนาจ คสช.และอำนาจ กกต.

……………….
นฤตย์ เสกธีระ maxlui2810@gmail.com

09.00 INDEX กลยุทธ์ ตี ประวิตร วงษ์สุวรรณ แยกจาก ประยุทธ์ จันทร์โอชา

09.00 INDEX กลยุทธ์ ตี ประวิตร วงษ์สุวรรณ แยกจาก ประยุทธ์ จันทร์โอชา


ไม่ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ยืนยันตรงกันที่วิทยาลัยเทคนิคพัทยา

ความสัมพันธ์ยาวนาน 40 กว่าปี

“ตั้งแต่ผมจบมาท่านสอนให้ผมเป็นคนดีจนถึงทุกวันนี้ ถ้าท่านไม่ดีผมเลิกคบไปนานแล้ว”

เด่นชัดยิ่งว่า “ไผ เป็น ไผ”

“ลือกันไปเรื่อย เลอะเทอะ คอลัมนิสต์ที่อยู่ข้างในชอบเขียน ให้เป็นประเด็นว่าเรามีความขัดแย้งกันระหว่างพี่น้อง ไม่เป็นความจริงเลย เราไม่มีความขัดแย้งระหว่างกันและกันเลย อยู่กับเรามาตั้ง 40 ปี”
นี่จึงมิได้เป็นเรื่องขัดแย้งจาก”ภายใน” หากแต่มาจาก”ภายนอก” เพียงแต่เป็นภายนอกใน”วงใน”

หากศึกษาแต่ละถ้อยคำของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ก็พอจะมองออก

เด่นชัดยิ่งว่าเป็นเรื่องของ “สื่อ”

เด่นชัดมากยิ่งกว่านั้นว่าเป็นเรื่องของสื่อประเภท”คอลัมนิสต์” มิใช่ “นักข่าว” ในภาคสนาม

สะท้อนว่า “การข่าว” แยกจำแนก แจ่มชัด

เพราะ”กระแส”ที่พุ่งเข้าหา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ นั้นมิได้มีจุดเริ่มต้นมาจาก “นักการเมือง”

หากแต่มาจาก “กลุ่มการเมือง”

เด่นชัดยิ่งว่าเป็น “กลุ่มการเมือง”ที่เคยร่วมกับ”รัฐประหาร” มาตั้งแต่ปี 2549 กระทั่งปี 2557 บรรดา”คอลัมนิสต์”ที่สะท้อนกระแสนี้ก็ล้วนแต่แนบแน่นกับ”กลุ่มการเมือง”

ทั้งพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและกปปส.

ฐานที่มาแห่งข่าวลือ ข่าวมโนเพื่อ”แซะ”พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณจึงแทบมิได้เป็น “ความลับ”

ไม่ว่าจะผ่าน”สื่อกระดาษ” ไม่ว่าจะผ่าน”สื่อกระจก”

ทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ล้วนรู้แจ้งแทงตลอด

มิใช่ “เพิ่งรู้” หากรู้มา”นานแล้ว”

กระบวนการแซะจะเริ่มจาก 1 ผบ.ตร. แล้วโยงไปยัง 1 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ แต่ไม่ตี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ต้องการทำลาย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ

ปม ปรับ “ครม.” ปัจจัย ภายใน “นอก” กับ แรงสะเทือน

ปม ปรับ “ครม.” ปัจจัย ภายใน “นอก” กับ แรงสะเทือน



แม้ คสช.และรัฐบาลพยายามจะ “ปราม” และ “ห้าม” ความโลดโผน โจนทะยานของกระแสข่าวการปรับ ครม.อย่างเข้มงวด จริงจัง สักเพียงใด

แต่ก็ “ยาก” และถึงระดับ “ยากส์”

มิใช่เพราะว่า “ผู้คน” และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “สื่อ” ไม่เกรงกลัวต่ออำนาจอันยิ่งใหญ่และยรรยงของ คสช.และรัฐบาล

หากแต่ “สื่อ” ก็เหมือนกับ “คนนอก”

ปัญหาอันเกี่ยวและสืบเนื่องจากการปรับ ครม.มิได้เป็นเรื่องของ “คนนอก” หากแต่เป็นเรื่องของ “คนใน” เป็นเรื่องภายใน คสช.และภายในรัฐบาลเอง

ที่ปรากฏผ่าน “สื่อ” ก็เท่ากับเป็น “เงาสะท้อน”

อย่าลืมบทสรุปจากโคลงโลกนิติอันเป็นของโบราณที่ว่า “ห้ามเพลิงไว้อย่าให้มีควัน ห้ามสุริยะแสงจันทร์ ส่องหล้า” เป็นอันขาด

ตรงนี้ต้องทำความเข้าใจ

ถามว่าการปรับ ครม.มีสาเหตุมาจากอะไร คำตอบก็ย่อมเป็นที่รู้กันตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายนมาแล้ว ว่า คือ การยื่นใบลาออกของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

นี่เป็น “ปม” ภายในของ “ครม.”

หากถามต่อไปว่าสาเหตุอันใดทำให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานทนอยู่ไม่ได้ จำเป็นต้องยื่นใบลาออกจากตำแหน่ง

คำตอบจากรัฐบาลระบุเป็น “เรื่องส่วนตัว”

แต่ความเป็นจริงที่รับรู้กันในและนอกกระทรวงแรงงานก็คือ การที่หัวหน้า คสช.ใช้คำสั่งตามมาตรา 44 ย้ายอธิบดีกรมการจัดหางาน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานจึงรับมาตรการนี้ไม่ได้

หากสำรวจ ตรวจสอบ รากฐานที่มาและวิถีดำเนินไปตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน เป็นต้นมา ก็จะเห็นได้อย่างเด่นชัดว่า กองไฟอันก่อให้เกิดควันเกี่ยวกับการปรับ ครม.มาจากไหน

มาจาก 1 คสช. มาจาก 1 รัฐบาล

ขณะเดียวกัน เมื่อรัฐบาลตัดสินใจปรับ ครม.แน่ๆ และยืดเยื้อจากวันที่ 1 กระทั่งมาถึงวันที่ 21 พฤศจิกายน เป็นเวลามากกว่า 3 สัปดาห์

ก็ยิ่งเห็นชัดว่า “ปัญหา” มาจากที่ใด

คำตอบของคำถามนี้มิได้สัมผัสได้เพียงจากคำพูดของ “ฤาษีเกวาลัน” อันเป็นหน่วยปฏิบัติการด้านการข่าวของ คสช.และของรัฐบาลที่ยืนยันจากเชียงใหม่ว่า

“จะมีการปรับมากกว่า 10”

หากมาจากความยาวนานในการพิจารณาทำให้ลงความเห็นได้อย่างเด่นชัดว่า น่าจะเป็นการปรับใหญ่ มิได้เป็นการปรับเล็กเฉพาะกระทรวงแรงงาน

แล้วหวยก็ชี้ไป 2 แนวทาง

1 แนวทางปรับเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพรัฐมนตรีในกระทรวงเศรษฐกิจ และ 1 ปรับเพื่อลดสัดส่วนของทหารลง เอานักบริหารมืออาชีพเข้าไปเสริม

ตรงนี้แหละที่ทำให้สีสันเริ่มบรรเจิด เพริศแพร้ว

แต่ทั้งหลายทั้งปวงก็บรรเจิด เพริศแพร้ว มาจากปัจจัย “ภายใน” ของ คสช.ประสานเข้ากับ “ภายใน” ของรัฐบาลเป็นสำคัญ

ไม่ว่าเกจิของรัฐบาลอันมาจาก “การเลือกตั้ง” ไม่ว่าเกจิของรัฐบาลอันมาจาก “การรัฐประหาร” ล้วนมีบทสรุปร่วมตรงกัน นั่นก็คือ ไม่อยากปรับ ครม.

เพราะรู้อยู่ว่ายากยิ่งที่จะไม่เกิดปัญหา

ไม่ว่าคนถูกปรับออกจากตำแหน่ง ไม่ว่าคนที่ได้รับการแต่งตั้งเข้ามา ล้วนแล้วแต่ตกอยู่ภายในวงจรแห่งแรงเสียดทานทั้งสิ้น

โดย “ภายนอก” เป็นเพียงส่วนเสริม แต่ที่ชี้ขาดคือ “ภายใน”

ลุ้นปลดล็อก

ลุ้นปลดล็อก


ถึงแม้เป็นช่วงชุลมุนฝุ่นตลบ สถานการณ์ปรับ ครม. “ประยุทธ์ 5” ยังอยู่ในบรรยากาศอึมครึมไม่แจ่มใสนัก
แต่วันวาน “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม พี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์ ควงคู่โชว์ตัวออกงานใหญ่

ร่วมลงเรือหลวง “ถลาง” เป็นประธานพิธีสวนสนามทางเรือนานาชาติ มหกรรมทางเรือนานาชาติ ในโอกาสครบรอบ 50 ปี การก่อตั้งอาเซียน กลางอ่าวพัทยา จ.ชลบุรี

ยิ่งใหญ่อลังการ มีเรือรบจำนวน 40 ลำ จาก 18 ประเทศ ร่วมพาเหรด แสดงแสนยานุภาพกระหึ่มท้องทะเล!!!

เห็นภาพ “นายกฯลุงตู่” และ “พี่ใหญ่บิ๊กป้อม” ร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่ ลงเรือลำเดียวกัน ในพิธีตรวจพลสวนสนามทางเรือครั้งนี้แล้ว

ทำให้ “พ่อลูกอิน” มโนภาพย้อนกลับมาที่สถานการณ์ปรับ ครม. “ประยุทธ์ 5” คล้ายเป็นสัญญาณบ่งบอกว่า

“สองพี่น้องบูรพาพยัคฆ์” พร้อมร่วม “เรือแป๊ะ” ฟันฝ่าเผชิญคลื่นลมไปด้วยกัน แบบไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
ถ้าเจอมรสุมหนัก คลื่นยักษ์ถล่มใส่ ก็พร้อมกอดคอเมาคลื่นไปด้วยกัน!!!

เหมือนในห้วงนี้ที่รัฐบาล คสช. กำลังเผชิญมรสุมคลื่นลมการเมืองปะทะเข้ามาพร้อมกันหลายด้าน

ไล่ตั้งแต่สถานการณ์หัวเลี้ยวหัวต่อการปรับ ครม.ยกเครื่องรัฐมนตรี เพื่อขับเคลื่อนผลงานในช่วงท้ายโรดแม็ปของรัฐบาล ก่อนเปิดให้มีการเลือกตั้ง

แม้ “นายกฯลุงตู่” พยายามออกมาปรามสื่อ ไม่อยากให้วิจารณ์ คาดเดาโผปรับ ครม.กันไปต่างๆนานา เพราะจะเป็นการบั่นทอนกำลังใจการทำงาน และกระทบต่อตัวรัฐมนตรีและภาพลักษณ์รัฐบาล

แต่เมื่อการปรับ ครม.ยังไม่สะเด็ดน้ำ ยังไม่เห็นโฉมหน้า ครม.ชุดใหม่ ก็คงห้ามกันยาก เพราะสื่อมีหน้าที่ต้องคุ้ยแคะเบาะแสมานำเสนอต่อประชาชน

ส่วนที่หนักกว่า คือการที่นักการเมืองฉวยจังหวะนี้ ผสมโรงโจมตีการทำงานของรัฐมนตรีเป็นรายกระทรวง โดยเฉพาะที่บริหารแก้ปัญหาล้มเหลว แถมตอกย้ำแผลเรื่องทุจริตคอร์รัปชัน

ตั้งใจดิสเครดิตรัฐบาลเต็มๆ เพราะอ่านทางออกว่า คสช.มีแผนจะกลับมากุมอำนาจหลังการเลือกตั้ง

จึงต้องสกัด เตะตัดขาไว้ก่อน ตามกระบวนยุทธ์การเมือง!!!

แถมล่าสุดองคาพยพเครือข่าย คสช. ดันขบเกลียวกันเอง จากปมนักการเมืองเรียกร้องให้ปลดล็อกการเมือง เพื่อให้พรรคดำเนินการแจ้งรายชื่อและจำนวนสมาชิก ได้ทันภายใน 90 วัน ตาม
พ.ร.บ.พรรคการเมืองฉบับใหม่

งานนี้ ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกฯ มือกฎหมายรัฐบาล ชี้ว่า นายกฯลุงตู่ มีวิธีการแก้ปัญหา เพื่อให้พรรค การเมืองดำเนินการแจ้งจำนวน รายชื่อสมาชิก และส่งผู้สมัคร ส.ส.ได้ทันกาลอยู่แล้ว

แต่ สมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.เจ้าเก่า กลับตอกย้ำ กกต.ต้องยึดตามกฎหมาย เมื่อครบ 90 วัน พรรคใดไม่แจ้งการเปลี่ยนแปลงสมาชิกหรือขอขยายเวลา กกต.ต้องเสนอศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยให้พรรคนั้นสิ้นสภาพ

พร้อมโยนให้ กรธ.ของ ซือแป๋มีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นผู้เสนอรัฐบาลแก้ พ.ร.บ.พรรคการเมือง เพื่อคลี่คลายเรื่องนี้

ขณะที่ ซือแป๋มีชัย โต้กลับ เป็นหน้าที่ของ กกต.ที่จะเสนอขยายเวลาหรือเสนอแก้กฎหมาย ไม่ใช่หน้าที่ กรธ.

เมื่อสิ่งเหล่านี้ยังไม่ชัดเจน ก็ยิ่งเป็นการเปิดช่องให้นักการเมืองดาหน้ารุมถล่มรัฐบาลหนักเข้าไปอีก

สุดท้าย คสช.จะแก้ปัญหายังไง จะใช้วิธีปลดล็อกเร็วขึ้น–ขยายเวลา–แก้กฎหมาย

หรือจัดหนัก ถึงขั้นเซ็ตซีโร่ ยุบพรรคการเมืองกันเลย ต้องรอลุ้น!!!

“พ่อลูกอิน”

ตำบลต่อไป ‘สมคิด’ !!!

ตำบลต่อไป ‘สมคิด’ !!!


“เท้งเต้ง” ลุ้นกันยาวๆไป กับสัญญาณจาก “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ที่ออกมายืนยันแค่ว่า การปรับ ครม.จะแล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคมนี้แน่

และมันก็ยากที่ “บิ๊กตู่” จะบอกให้สื่อเลิกคาดเดาโผ ครม.

ในเมื่อสถานการณ์ “กำกวม” โผ ครม. ครม.มั่วก็ยังจะปลิวว่อนอยู่บนหน้ากระดานสื่อกระแสหลัก นักข่าวก็คงจะล้วงควัก ข่าวกรองบ้างไม่กรองบ้างเอามาแข่งกันบนหน้าหนังสือพิมพ์รายวัน

ตามธรรมชาติของปมที่สังคมสนใจ ข่าวปรับ ครม.เรตติ้งกระฉูด

อย่างไรก็ตามถึงจุดนี้ หลายคำถามก็มีคำตอบออกมาแล้ว แกะรอยจากที่ พล.อ.ประยุทธ์ได้แพลมๆแบบตัดความรำคาญเลยว่า “พี่ใหญ่” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และรมว.กลาโหม กับ “พี่รอง” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ยังนิ่งอยู่ในคณะรัฐมนตรี

ไม่มีการขยับตามแรงเขย่าจากทุกทิศทุกทาง

นั่นก็เป็นอะไรที่เข้าใจได้ “บิ๊กตู่” ได้ตอบโจทย์ยากสุดในการตัดสินใจปรับ ครม.รอบนี้แล้ว เมื่อเทียบแรงกดดันอย่างหนักจากกระแสสังคม ผสมกับสัญญาณคลื่นความถี่สูงที่แทรกเข้ามาเป็นระยะ ล็อกเป้าไปที่ “พี่ใหญ่–พี่รอง” ตามท้องเรื่องร้อนๆฉาวๆที่มีมาอย่างต่อเนื่อง

แต่เมื่อบวกลบคูณหาร ชั่งน้ำหนักระหว่าง “ความเป็นทีม” ที่พี่น้องร่วมเป็นร่วมตายกันมาตั้งแต่ต้น กับการโชว์เดี่ยวโดยต้นทุนของ “นายกฯลุงตู่” ที่ไม่รู้ว่าจะเจออะไรข้างหน้า

พล.อ.ประยุทธ์ตัดสินใจเลือกเอาของชัวร์ไว้ก่อนดีกว่า กับการยื้อให้ “พี่ใหญ่” ผู้มากบารมีทุกวงการ ทั้งในกองทัพและขุมข่ายการเมือง ซึ่งนั่นยังไม่รวมถึงเรื่องของเนื้องานที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า งานในข่ายที่ พล.อ.ประวิตรรับผิดชอบ มีการขับเคลื่อนมากในลำดับต้นๆของรัฐบาล

ยังไง “บิ๊กตู่” ก็ต้องใช้ “พี่ใหญ่” ช่วยคัดท้ายจนกว่าจะตายกันไปข้าง

เช่นเดียวกับการไว้วางใจ “พี่รอง” คุมขุมข่ายข้าราชการพลเรือนในปีกมหาดไทย เพื่อเตรียมพร้อมรองรับการเลือกตั้งใหญ่ ไม่มีทางไว้ใจใครมากไปกว่าคนที่เสนอชื่อให้ พล.อ.ประยุทธ์เป็น ผบ.ทบ.

“3 พี่น้อง” รวมกันตายหมู่ ดีกว่าแยกกันอยู่เสี่ยงตายเดี่ยว

ขณะเดียวกัน โฟกัสรอบนี้การปรับเปลี่ยนชัดเจนน่าจะมุ่งไปที่รัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจของกัปตันทีมอย่าง “เฮียกวง” สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี

ได้ “พื้นที่” ในการบริหารจัดการอำนาจมากกว่าขึ้นตามไฟต์บังคับ

จากการที่ พล.อ.ประยุทธ์ยอมรับว่า พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะเพื่อนรักของ “ลุงตู่” ยังอยู่ใน ครม.แต่ไม่รู้อยู่ตรงไหน

นั่นหมายถึงการตัดสินใจขยับจุดปัญหาเชิงยุทธศาสตร์สำคัญ จากสถานการณ์ติดล็อกระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับกระทรวงพาณิชย์ ที่ติดๆขัดๆในการประสานงาน ทำให้การแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตร ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง พืช ผักผลไม้ไม่มีประสิทธิภาพ

เปิดคางให้นักการเมืองกระแทก ยั่วม็อบเขย่ารัฐบาล คสช.

การปลดล็อกกระทรวงเกษตรฯกับกระทรวงพาณิชย์ให้กัปตันทีมอย่าง “สมคิด” ได้ลุยแบบเต็มไม้เต็มมือ ก็ถือเป็นการทิ้งไพ่ใบสุดท้ายในมือของ “นายกฯลุงตู่”

หวังผลถึงการผลิตคะแนนเสียง ข้ามช็อตถึงการเลือกตั้ง

และนั่นก็คือภาระอันหนักอึ้งที่จะตกอยู่กับ “จอมยุทธ์กวง” ต้องถูก “ล็อกเป้า” ถล่มหนักขึ้นไปอีก

แบบที่เจ้าตัวเพิ่งประกาศจะทำให้คนจนหมดไปจากประเทศไทย ก็โดนนักการเมือง ขบวนการหมั่นไส้รัฐบาลเอาไปบลัฟอำในโซเชียลฯว่า “สมคิด” จะทำให้ “คนจนหมดทั้งประเทศไทย”

ไฟต์บังคับนักการเมืองต้องสกัดกัปตันทีมเศรษฐกิจทุกกระบวนท่า ตามสถานการณ์ที่ “สมคิด” กำลังตีธงเพิ่มแรงอัดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ซื้อใจชาวบ้านรากหญ้า และตามจังหวะยังโยงต่อเนื่องกับการปลดล็อกเลือกตั้งองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นทั้ง อบจ.และ อบต.เพื่อดึงงบประมาณนับแสนล้านกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

ตีกินแต้มให้ “ลุงตู่” หนีไม่พ้นแรงสะเทือนฐานเสียงของนักการเมืองป้อมค่ายเดิม

“สมคิด” โดนดักเจาะยางทุกจังหวะ แต่นั่นก็หักล้างด้วยตัวเลขอย่างเป็นรูปธรรมที่จับต้องได้

แบบที่ล่าสุดนายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสที่ 3 ประจำปี 2560 เติบโต 4.3 เปอร์เซ็นต์ มากที่สุดในรอบ 18 ไตรมาส โดยมีแรงส่งสำคัญจากการส่งออกที่ขยายตัว 7.4 เปอร์เซ็นต์ สูงสุดในรอบ 19 ไตรมาส และการผลิตภาคอุตสาหกรรม ขยายตัว 4.2 เปอร์เซ็นต์ เติบโตสุดในรอบ 18 ไตรมาส ล้อไปกับการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนที่คงขยายตัวดี

ข่าวดีประเทศไทย แต่มันยิ่งเป็นภัยมหันต์กับ “สมคิด”.

ทีมข่าวการเมือง

ครอบครัว “น้องเมย” จี้ ผบ.สูงสุด –ผบ.รร.เตรียมทหาร แจงเหตุนำอวัยวะลูกชายออกจากร่างไม่บอก

ครอบครัว “น้องเมย” จี้ ผบ.สูงสุด –ผบ.รร.เตรียมทหาร แจงเหตุนำอวัยวะลูกชายออกจากร่างไม่บอก
ครอบครัว “น้องเมย” สุดช้ำ หลัง ผบ.สูงสุด แจงผลการเสียชีวิตลูกชายนักเรียนเตรียมทหารชั้นปีที่ 1 เผยไม่เคยได้รับการชี้แจงจาก รร.เตรียมทหาร หรือหน่วยงานเกี่ยวข้องเป็นลายลักษณ์อักษร ซ้ำผลการผ่าชันสูตรรอบ 2 ที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ยังพบเรื่องน่าตกใจ เมื่ออวัยวะสำคัญถูกนำออกจากร่างกายโดยไม่เคยได้รับเอกสารขออนุญาตจากสถาบันที่ผ่าพิสูจน์ในรอบแรก แจงทุกภาคส่วนชี้แจงพร้อมขอคืนอวัยวะเพื่อให้แพทย์ชันสูตรรอบ 2 หลังติดต่อคนคืนไปตั้งแต่ 8 พ.ย.แต่ยังไม่คืบ เผยผลรอบ 2 ออกเช่นไรจะยอมรับผลตามความเป็นจริง

นายพิเชษฐ นางสุกัลยา และ น.ส.สุพิชา ตัญกาญจน์ พ่อแม่ และพี่สาวของ นตท.ภคพงศ์ ตัญกาญจน์ หรือน้องเมย นักเรียนเตรียมทหารชั้นปีที่ 1 ซึ่งเสียชีวิตเมื่อวันที่ 17 ต.ค.2560 หลังกลับเข้าโรงเรียนเตรียมทหารได้เพียง 1 วัน และทางครอบครัวได้รับเพียงใบมรณบัตรจากโรงเรียนเตรียมทหาร ที่ระบุสาเหตุว่า เกิดจากภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน และทางครอบครัวได้จัดพิธีฌาปนกิจที่วัดวิเวการาม อ.บางพระ จ.ชลบุรี ไปเมื่อวันที่ 24 ต.ค.ที่ผ่านมา ได้ออกมาเปิดใจต่อผู้สื่อข่าวอีกครั้ง หลัง พล.อ.ธารไชยยันต์ ศรีสุวรรณ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้ออกมาเปิดเผยถึงผลพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ถึงสาเหตุการเสียชีวิตของ น้องเมย ว่า เกิดจากหัวใจวายเฉียบพลัน พร้อมระบุว่า แม้บิดามารดาของ น้องเมย จะไม่สบายใจก็ต้องว่าไปตามกระบวนการนั้น

ทางครอบครัวรู้สึกไม่สบายใจต่อสิ่งที่ พล.อ.ธารไชย ออกมาเปิดเผย เนื่องจากปัจจุบันครอบครัวไม่เคยได้รับการติดต่อจากโรงเรียนเตรียมทหาร หรือแม้แต่ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อชี้แจงถึงสาเหตุการเสียชีวิต และสาเหตุที่ทำให้หัวใจล้มเหลวเฉียบพลันแต่อย่างใด

“เราต้องบอกว่าไม่เคลียร์กับคำพูดของ ผบ.สูงสุด เพราะครอบครัวยังไม่ได้รับเอกสารชี้แจงเรื่องผลการชันสูตร และเพราะเหตุใด ผบ.สูงสุด จึงรีบออกมาให้ข่าวว่า เป็นเพราะหัวใจวายเฉียบพลัน ที่สำคัญก่อนหน้านี้ โรงเรียนเตรียมทหารทำให้เราเข้าใจว่าได้ส่งศพ น้องเมย ไปชันสูตรที่โรงพยาบาลพระมงกุฎฯ แต่ข้อเท็จจริงเมื่อ 8 พ.ย.ที่ผ่านมา เราได้รับแจ้งจาก ผอ.กองการแพทย์ และ ผบ.โรงเรียนเตรียมทหาร คือ ศพน้องเมย ถูกส่งไปยังสถาบันพยาธิวิทยา ที่ขึ้นอยู่กับกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข”

ขณะที่ น.ส.สุพิชา ตัญกาญจน์ พี่สาวของน้องเมย บอกว่า เนื่องจากทางครอบครัวต้องการที่จะได้รับผลสนับสนุน และผลการชันสูตรที่แม่นยำ จึงตัดสินใจนำศพ น้องเมย ส่งผ่าพิสูจน์รอบ 2 ที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ โดยมิได้นำศพเผาจริงในวันฌาปนกิจ เนื่องจากเกรงว่าจะมีบางสิ่งในร่างกายที่สถาบันแรกอาจตรวจไม่พบ ซึ่งผลที่ได้รับถึงกับทำให้ครอบครัวตกใจ เพราะนอกจากจะพบรอยช้ำที่ไม่สามารถยืนยันได้ว่าเกิดจากอะไรแล้ว ยังพบว่า มีการหักของซี่โครงซี่ที่ 4 ด้านขวา ซึ่งอยู่ห่างจากจุดที่ทำ CPR หัวใจ และยังพบรอยช้ำที่มุมขวาด้านหน้า เช่นเดียวกับบริเวณแผ่นหลัง

นอกจากนั้น ยังพบว่าอวัยวะสำคัญหลายส่วนหายไป ทั้ง สมอง หัวใจ กระเพาะอาหาร และกระเพาะปัสสาวะ โดยที่ไม่เคยได้รับการบอกกล่าวจากผู้อำนวยการกองการแพทย์ โรงเรียนเตรียมทหารตั้งแต่เมื่อครั้ง น้องเมย เสียชีวิต แต่ครอบครัวกลับได้รับแจ่งเพียงว่า ขออนุญาตตัดชิ้นเนื้อบางส่วนเพื่อทำสไลด์หาสาเหตุการเสียชีวิตเท่านั้น

“จากการสอบถามแพทย์ที่ผ่าพิสูจน์รอบ 2 ก็บอกว่า ไม่เคยเจอกรณีที่มีการนำอวัยวะออกไปโดยไม่แจ้งให้ญาติทราบ ซึ่งปกติจะต้องมีการทำเอกสารขออวัยวะ แต่กองการแพทย์ โรงเรียนเตรียมทหาร ไม่เคยทำเอกสารใดๆ แจ้งมาทางครอบครัว และสิ่งที่เรายอมรับไม่ได้คือ คำพูดของ ผบ.สูงสุด เพราะผลจากการนำไปแยกธาตุรอบ 2 ยังไม่ออกมา เราจึงจะรอผลการชันสูตรของสถาบันที่ 2 ก่อน จากนั้นผลจะออกเป็นเช่นไรเราจะยอมรับ ในวันนี้จึงขอเรียกร้องให้ ผบ.สูงสุด ผอ.กองการแพทย์ โรงพยาบาลเตรียมทหาร และ ผบ.โรงเรียน ออกมาอธิบายถึงสาเหตุที่ทำให้น้องหัวใจวายเฉียบพลันว่าเกิดจากอะไร ที่สำคัญขณะนี้สถาบันที่ 2 ที่ทำการผ่าพิสูจน์ศพยังไม่ได้รับอวัยวะที่ถูกนำออกไป ทั้งที่เราได้ทำเรื่องขอจากทาง ผอ.กองการแพทย์ ไปแล้วเมื่อวันที่ 8 พ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งผลการชันสูตรรอบ 2 จะรู้ผลเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับอวัยวะที่ถูกนำออกไปว่าจะได้คืนเมื่อใด” น.ส.สุพิชา กล่าว

อนึ่ง ก่อนหน้านี้ ผู้สื่อข่าวเคยได้รับการเปิดเผยจาก พล.ต.กนกพงษ์ จันทร์นวล ผู้บัญชาการโรงเรียนเตรียมทหาร เมื่อครั้งเดินทางมาร่วมพิธีฌาปนกิจเมื่อวันที่ 24 ต.ค.ที่ผ่านมา ว่า ได้สั่งการให้มีการตั้งคณะกรรมการเพื่อดำเนินการสอบสอนสาเหตุการเสียชีวิตของ น้องเมย โดยมีรองผู้บัญชาการโรงเรียนเป็นประธาน ซึ่งผลสรุปออกมาเช่นไรจะรีบแจ้งให้ผู้ปกครองทราบ พร้อมยืนยันว่า โรงเรียนฯ ไม่มีระบบซ่อม แต่เป็นระบบของการธำรงวินัย เช่นเดียวกับนักเรียนทหารทั่วโลก พร้อมยืนยันว่า สามารถหาสาเหตุการเสียชีวิตได้ในเวลาไม่ถึง 2 เดือนนับตั้งแต่วันที่เสียชีวิต
คลิก >>https://mgronline.com/local/detail/9600000117135
#MGROnline #น้องเมย #นักเรียนเตรียมทหาร #ชั้นปีที่1
///
สรุปจาก ตวงพร

ลำดับกรณี"นตท."1).นตท.ภคพงศ์ ตัญกานต์ เสียชีวิต 17 ต.ค. ใบมรณะบัตรแจ้งว่า ตายเพราะ "หัวใจวายเฉียบพลัน " ผบ.สส.ขอให้ครอบครัวยอมรับผลชันสูตร
2).24 ต.ค.ครอบครัว"ตัญกาญจน์"ตัดสินใจไม่เผาจริง ส่งศพพิสูจน์ที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ รอบ 2 จึงพบว่า มีซี่โครงหัก-พบรอยช้ำหลายแห่ง
3).ผลผ่าชันสูตรรอบ 2 พบ"อวัยวะสำคัญ"หายไป คือ สมอง-หัวใจ-กระเพาะอาหาร-กระเพาะปัสสาวะ โดยการผ่าชันสูตรครั้งแรกไม่แจ้งให้ญาติทราบ
4). 8 พ.ย.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ทำเรื่องขอ"อวัยวะ" ทั้ง 4 ส่วนของ นตท.ภคพงศ์ จากสถาบันพยาธิวิทยา กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุขที่ผ่าครั้งแรก
5).พ่อของ"นตท.ภคพงศ์" ให้สัมภาษณ์อมรินทร์ทีวี เผยได้"โทรศัพท์"คุยกับลูกชายก่อนเสียชีวิตไม่ถึง 2 ชม. ลูกย้ำว่า"อย่าไว้ใจผู้พัน" ???
Check out Tuangporn Asvavilai (@pui_tuangporn):

Ngoไม่ร่วมสังฆกรรมรัฐ

72 เอ็นจีโอประกาศเลิกสังฆกรรมรัฐบาลทหาร
ไม่ขอรับทุกตำแหน่ง - ซัด 3 ปีคสช.ชาติทุกข์ยาก
----------------------------------------
เครือข่ายนักพัฒนาองค์กรเอกชน 72 รายชื่อ แถลงการณ์แสดงจุดยืนไม่ร่วมกลไกกับรัฐบาลทหาร ชี้กับดักสร้างความชอบธรรม-นำพาประเทศสู่ความทุกข์ยาก

เครือข่ายภาคประชาสังคมในนาม เครือข่ายนักพัฒนาองค์กรเอกชน ออกแถลงการณ์พร้อมแนบรายชื่อจำนวน 72 รายชื่อ ประกาศจุดยืนไม่ขอเข้าร่วมกับกลไกสร้างความชอบธรรมให้รัฐบาลทหาร เมื่อวันที่ 20 พ.ย.2560 โดยประกาศไม่ร่วมกับกลไกใดๆ ของรัฐบาลทหารที่จะนำไปสู่กับดัก และสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาลในการสร้างความทุกข์ยากให้กับประชาชนในอนาคต เว้นเพียงการร่วมมือกันทำงานกับส่วนราชการซึ่งมีมาแต่เดิมแล้ว

เนื้อหาส่วนหนึ่งของแถลงการณ์ ระบุว่า ตามที่รัฐบาลทหารคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้บริหารราชการแผ่นดินมาเป็นระยะเวลากว่า 3 ปีแล้วนั้น ผลประจักษ์ในทางนโยบายและกฎหมายจำนวนมากจะชักนำประเทศไปสู่ความทุกข์ยากทั้งในปัจจุบันและอนาคต ด้วยการนำพาประเทศไปสู่กลไกการบริหารที่เอื้ออำนวยต่อกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ลดทอนสิทธิชุมชน เพิกเฉยการมีส่วนร่วมและหลักประกันสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีของประชาชน


"การมีสภาปฏิรูปล้วนไม่เกิดผลอันใด การมีสภาขับเคลื่อนประเทศล้วนเป็นกลไกที่กำหนดทิศทางเพียงฝ่ายเดียวของรัฐบาล การบริหารงานที่ก่อความเสื่อมต่อประเทศในทุกด้าน ในขณะที่กลุ่มทุนและทหารเติบโตอย่างมากในรัฐบาลยุคนี้ ล้วนเป็นตัวชี้วัดถึงเจตนารมณ์อันแท้จริงที่กระทำการรัฐประหารเข้ามายึดอำนาจการบริหารประเทศ" ส่วนหนึ่งของแถลงการณ์ ระบุ

แถลงการณ์ดังกล่าว ยังระบุด้วยว่า กลไกยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เป็นสิ่งที่จะนำมาซึ่งการควบคุมประเทศให้เดินไปตามทางที่ คสช.ต้องการอย่างยาวนาน ซึ่งการเข้าร่วมอื่นใดกับรัฐบาลทหารของภาคประชาชน เช่น การเข้าร่วมมีตำแหน่งในคณะกรรมการต่างๆ คือการยินยอมเข้าร่วมกับกลไกของรัฐบาลทหาร ดังนั้นเพื่อให้ความจริงปรากฏเป็นที่เรียนรู้ของประชาชน ทางเครือข่ายฯ ซึ่งได้ลงชื่อร่วมกันนี้ จึงขอแสดงจุดยืนต่อการไม่ร่วมกับกลไกใดๆ ของรัฐบาลทหาร ด้วยปณิธานในการกำหนดอนาคตตนเองของประชาชน

อนึ่ง เครือข่ายนักพัฒนาองค์กรเอกชนที่ร่วมลงชื่อ อาทิ นายเอกชัย อิสระทะ, นายสมบูรณ์ คำแหง, นายประสิทธิ์ชัย หนูนวล, นายสุวิทย์ กุหลาบวงษ์, นายเลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์, นายสุรชัย ตรงงาม, น.ส.สุภาภรณ์ มาลัยลอย, น.ส.ศุภวรรณ ชนะสงคราม, นายชาญวิทย์ อร่ามฤทธิ์, น.ส.บัณฑิตา อย่างดี, น.ส.เสาวคนธ์ รสสุคนธ์, น.ส.แม้นวาด กุญชร ณ อยุธยา, น.ส.ณัฐพร อาจหาญ และนายสมนึก จงมีวศิน
----------------------------------------
https://greennews.agency/?p=15859