PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันอังคารที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2560

รัฐซ้อนซ่อนรัฐ! อภิมหา‘กอ.รมน.’กับอนาคตการเมืองไทย : สุรชาติ บำรุงสุข

รัฐซ้อนซ่อนรัฐ! อภิมหา‘กอ.รมน.’กับอนาคตการเมืองไทย : สุรชาติ บำรุงสุข


สถานะของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ภายใต้คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 51/2560 ถ้าไม่เรียกว่าเป็น “ซุปเปอร์” ก็คงต้องเรียกอีกแบบว่าเป็น “อภิมหา กอ.รมน.” เพราะด้วยอำนาจที่เพิ่มมากขึ้นแทบจะไร้ขีดจำกัดนั้น ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า กอ.รมน.กำลังถูกสร้างให้เป็น “รัฐบาลน้อย” ในระบบบริหารราชการแผ่นดิน โดยเฉพาะสถานะของการเป็นรัฐบาลน้อยเช่นนี้จะดำรงอยู่ต่อไปแม้จะมีการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองด้วยการเลือกตั้ง และตามมาด้วยการจัดตั้งรัฐบาลพลเรือนก็ตาม

บทบาทในการปกครองส่วนภูมิภาค

นอกจากในระดับชาติแล้ว กอ.รมน.จะมีบทบาทโดยตรงในการ “อำนวยการในการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร” ซึ่งก็คือ กอ.รมน. ซึ่งเป็นองค์กรของฝ่ายทหาร จะเป็นองค์กรที่เข้ามาควบคุมงานความมั่นคงของประเทศทั้งหมด และการควบคุมเช่นนี้นอกจากจะเกิดขึ้นในระดับชาติแล้ว ก็ยังขยายไปสู่การควบคุมในระดับภาค และลงไปถึงระดับจังหวัดด้วย จนอาจกล่าวได้ว่า กอ.รมน. ในฐานะขององค์กรฝ่ายปฏิบัติของฝ่ายทหารได้ขยายขอบเขตภารกิจครอบคลุมงานความมั่นคงจากระดับจังหวัด ระดับภาค ไปจนถึงระดับชาติ อันจะเป็นการขยายบทบาทของกองทัพในยามสันติอย่างที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน ดังได้กล่าวแล้วว่า การขยายบทบาทของกองทัพออกจากกรอบของภารกิจทางทหารนั้นจะเกิดขึ้นได้จะต้องมีสถานการณ์สงครามรองรับ แต่คำสั่ง คสช.ที่ 51/2560 นั้นเกิดขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องมีสงครามแต่อย่างใด

การขยายบทบาทในระดับภาค ซึ่งมีแม่ทัพภาคเป็นประธานนั้น น่าสนใจว่ามีการออกคำสั่งที่ดึงเอาอธิบดีอัยการภาค ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค ผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดภาค เข้ามาเป็นองค์ประกอบใหม่ เพราะแต่เดิมนั้น กอ.รมน.ภาคเป็นเรื่องของฝ่ายทหารและมีบุคลากรจากกองทัพภาคเป็นหลัก การปรับเช่นนี้บ่งบอกถึงการขยายขอบข่ายงานของฝ่ายทหารออกไปจากกรอบเดิมที่อยู่กับกองทัพภาคเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำเอาอัยการภาคเข้ามาอยู่ในโครงสร้างนี้ ทั้งที่ฝ่ายอัยการควรจะต้องถือว่าเป็นหน่วยงานอิสระในกระบวนการยุติธรรม

การจัดเช่นนี้จึงอาจถูกตีความได้ว่างานอัยการที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการฟ้องร้องคดีในทางกฎหมายจะอยู่ภายใต้การควบคุมของทหารด้วย

จากระดับภาคลงสู่ระดับจังหวัดเท่านั้น แม้จะมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานเช่นกฎหมายเดิม แต่ก็จะมีองค์ประกอบเพิ่มโดยการเอาส่วนราชการในจังหวัดเข้ามา ได้แก่ อัยการจังหวัด ตำรวจภูธรจังหวัด หัวหน้าสำนักงานและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด ท้องถิ่นจังหวัด โยธาและผังเมืองจังหวัด เกษตรจังหวัด พาณิชย์จังหวัด ศึกษาจังหวัด สาธารณสุขจังหวัด พลังงานจังหวัด ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมจังหวัด พัฒนาสังคมจังหวัด จังหวัดทหารบก (หรือมณฑลทหารบกที่รับผิดชอบพื้นที่จังหวัด) และรองผู้ว่าฯ ฝ่ายทหาร ซึ่ง กอ.รมน.จะทำหน้าที่ในการควบคุมงานความมั่นคงในแต่ละจังหวัด อันจะสะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงอย่างมากที่ภายใต้คำสั่งใหม่เช่นนี้ กอ.รมน.จะเข้ามาบริหารจัดการและกำหนดแนวทางหรือมาตรการในการแก้ไขปัญหาความมั่นคงของจังหวัด สภาพเช่นนี้ย่อมทำให้เกิดภาพลักษณ์ว่าจังหวัดกำลังตกอยู่ภายใต้ระบบบริหารราชการของฝ่ายทหาร หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ จังหวัดในแบบปกติกำลังถูกแปลงให้เห็น “จังหวัดยามสงคราม” ที่จะถูกกำดับโดยองค์กรของฝ่ายทหาร แม้จะยังคงมีผู้ว่าฯอยู่ก็ตาม

ทั้งหมดนี้ก็คือ การส่งสัญญาณในอนาคตว่าการบริหารราชการแผ่นดินในระดับภูมิภาค ทั้งส่วนของภาคและจังหวัดนั้น กำลังถูกโอนไปไว้ภายใต้การบริหารของทหารโดยอาศัย กอ.รมน.เป็นทางผ่าน การจัดโครงสร้างงานภายใต้คำสั่ง 51/2560 เช่นนี้ยังบ่งบอกถึงบทบาทของกระทรวงมหาดไทยที่กำลังหมดไป แม้คำสั่งนี้จะเป็นเรื่องความมั่นคง แต่คำสั่งก็เปิดโอกาสให้มีการตีความบทบาทและภารกิจของ กอ.รมน.ได้อย่างกว้างขวาง จนเสมือนหนึ่งว่าทหารกำลังจะเข้ามาเป็นฝ่ายบริหารและควบคุมงานในระดับจังหวัดและภาคแทนกระทรวงมหาดไทย หรือเสมือนว่าเรากำลังอยู่ในภาวะสงคราม จึงจำเป็นต้องนำเอาการบริหารราชการส่วนภูมิภาคไปไว้ภายใต้ “การควบคุมทางยุทธการ” ของกองทัพ โดยมี กอ.รมน.เป็นองค์กรหลัก ถ้าแนวโน้มเป็นเช่นนี้ก็อดคิดไม่ได้ว่าผู้ว่าราชการจังหวัดในอนาคตควรจะมี “ยศทหาร” นำหน้าด้วยเลยหรือไม่ เพื่อให้เกิดความเหมาะสมในการบริหารงานภายใต้โครงสร้างของฝ่ายทหาร

แต่สภาวะเช่นที่เกิดขึ้นในยามสันติเช่นนี้จึงกล่าวได้ว่า คำสั่ง คสช.51/2560 กำลังก่อให้เกิดการจัดตั้ง “รัฐทหาร” ขึ้นอย่างถาวร ซึ่งต้องถือว่าเป็นปรากฏการณ์ใหม่ในทางการเมืองไทยอย่างที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน เพราะเป็นการจัดตั้ง “รัฐซ้อนรัฐ” ขึ้นโดยตรงคู่ขนานกับการบริหารราชการแผ่นดินในยามปกติ

บทบาทในทางการเมือง

สำหรับในทางการเมืองนั้น คำสั่งฉบับนี้ย่อมก่อให้เกิดความกังวลอย่างมาก เพราะหากพิจารณาถึงการสร้างหลักประกันของฝ่ายทหารที่จะต้องเตรียมตัวสำหรับการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองในอนาคต ก็จะเห็นได้ว่ามีการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เพื่อเป็นดังกติกา “ภาคบังคับ” ให้รัฐบาลพลเรือนที่จะเข้ามาบริหารประเทศในอนาคตไม่สามารถกำหนดทิศทางและนโยบายทางยุทธศาสตร์ของตนเองได้ แต่จะต้องทำตามยุทธศาสตร์ที่รัฐบาลทหารได้กำหนดไว้แล้ว ซึ่งหากรัฐบาลพลเรือนไม่สามารถจัดทำยุทธศาสตร์ของตนเองได้แล้ว ชัยชนะในการเลือกตั้งก็จะไม่มีความหมายแต่อย่างใด และรัฐบาลที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจะเป็น “รัฐบาลร่างทรง” ของรัฐบาลทหารไปโดยปริยาย เพราะจะต้องดำเนินตามยุทธศาสตร์ 20 ปีที่ถูกจัดทำไว้แล้ว อันส่งผลให้ยุทธศาสตร์แห่งชาติกลายเป็น “รัฐประหารเงียบ” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะรัฐบาลพลเรือนในอนาคตจะถูกบังคับให้ต้องเดินไปตามยุทธศาสตร์นี้ภายใต้การออกแบบของ คสช.


ประกอบกับฐานทางการเมืองของกองทัพปรากฏชัดเจนในรัฐธรรมนูญก็คือ จำนวนวุฒิสมาชิก 250 คน ที่รัฐบาลจะเป็นผู้เลือก ซึ่งเท่ากับ “พรรคทหาร” หรือ “พรรค คสช.” เกิดขึ้นโดยทันทีจากข้อกำหนดในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน อันจะส่งผลให้การเมืองหลังการเลือกตั้งอยู่ภายใต้การควบคุมของทหารมากขึ้น และยิ่งหากผู้นำทหารที่อยู่ในอำนาจปัจจุบันตัดสินใจที่จะจัดตั้งพรรคการเมืองของตนเพื่อลงแข่งขันในสนามเลือกตั้งแล้ว และยิ่งพิจารณาถึงสาระในรัฐธรรมนูญและกฎหมายบางฉบับที่จะมีลักษณะควบคุมพรรคการเมืองมากขึ้นแล้ว ก็ยิ่งทำให้อำนาจในการควบคุมการเมืองของกองทัพในอนาคตมีมากขึ้น และขณะเดียวกันก็จะยิ่งทำให้การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองที่เกิดขึ้นเป็นกระบวนการที่อยู่ภายใต้การกำกับของรัฐบาลทหารมากขึ้น หรืออาจเรียกในทางทฤษฎีของวิชาเปลี่ยนผ่านวิทยาว่าเป็นการเปลี่ยนผ่านแบบ “ควบคุม” (controlled transition) ภายใต้อำนาจของฝ่ายทหาร

ดังนั้น หากพิจารณาจากปัจจัยทั้ง 5 ประการ ได้แก่ 1) ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี 2) วุฒิสมาชิก 250 คน 3) สาระในรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูก 4) พรรคทหาร (หากเกิดขึ้นจริงในอนาคต) และ 5) บทบาทใหม่ของ กอ.รมน. ก็เท่ากับบ่งบอกถึงแนวโน้มการมีบทบาทของกองทัพในการเมืองอย่าง “ยั่งยืน” เพราะปัจจัยเหล่านี้ไม่แต่เพียงทำให้กองทัพดำรงอำนาจไว้ได้ในเชิงสถาบันเท่านั้น หากแต่ยังทำให้การกำเนิดของสภาวะ “รัฐซ้อนรัฐ” เกิดเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้นในอนาคต

กอ.รมน.กับการเปลี่ยนผ่าน

หากพิจารณาเฉพาะในกรอบเวลาของการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองที่จะเกิดขึ้นจากการเลือกตั้ง ก็ยิ่งเห็นถึงบทบาทของกองทัพในการต่อสู้แข่งขันทางการเมืองมากขึ้น เพราะเป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปว่า หลังจากการรัฐประหาร 2549 และรัฐประหาร 2557 แล้ว กอ.รมน.กลายเป็น “องค์กรการเมือง” ของฝ่ายทหารในการทำ “สงครามการเมือง” กับฝ่ายตรงข้าม สงครามการเมืองเช่นนี้ปรากฏชัดเจนในชนบทและปัจจุบันได้ขยายเข้าสู่เมืองด้วย จนอาจกล่าวได้ว่า กอ.รมน.เป็นองค์กรที่กองทัพใช้ในการต่อสู้ และกลายเป็นองค์กรที่มีบทบาทอย่างสำคัญภายในกองทัพ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ กอ.รมน.เป็นเหมือน “ต้นไม้ตายแล้ว” (คือเป็น dead wood) ที่ไม่มีใครอยากมาประจำ แต่ปัจจุบันมีทหารหลายนายเชื่อว่าการมาอยู่ใน กอ.รมน.จะเป็นโอกาสของความก้าวหน้า เพราะผู้บังคับบัญชาให้ความสนใจกับองค์กรนี้และมีงบประมาณมากขึ้นในอีกด้านหนึ่ง การเป็นองค์กรการเมืองของฝ่ายทหารก็ยิ่งเสริมบทบาทและภารกิจในตัวเอง ขณะเดียวกันก็มีการจัดสรรงบประมาณให้โดยตรง อันทำให้ภาวะของ “ต้นไม้ตายแล้ว” กำลังกลับเป็น “ต้นไม้ใหญ่แข็งแรง” ที่กำลังเติบโตอย่างไม่หยุดยั้ง หรือครั้งหนึ่ง กอ.รมน.เคยถูกเปลี่ยนเป็น “ยักษ์ไร้กระบอง” แต่ปัจจุบันกำลังกลายเป็น “ยักษ์กระบองใหญ่” ที่พร้อมจะออกสู้ศึกกับฝ่ายตรงข้ามกับกองทัพ

ขณะเดียวกันก็คงต้องตระหนักเสมอว่า ในความเป็นจริงแล้ว กอ.รมน.อาจจะเคยถูกออกแบบให้ “กองบัญชาการผสม” ของพลเรือน-ตำรวจ-ทหารในยุคสงครามคอมมิวนิสต์ แต่ต่อมาองค์กรตกอยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพบกจวบจนถึงปัจจุบัน ดังนั้น การขยายบทบาทของ กอ.รมน.จึงกลายเป็นการขยายบทบาทของกองทัพบก เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า “กอ.รมน.คือกองทัพบก” แม้จะมีความพยายามในการปฏิเสธภาพลักษณ์เช่นนี้ และพยายามจะสร้างภาพใหม่ดังเช่นคำสั่ง 51/2560 ที่ดึงเอาหน่วยงานพลเรือนภาครัฐเข้าไปช่วย แต่ก็เป็นการรวมที่อยู่ภายใต้การกำกับของกองทัพบก ประกอบกับการเป็น “บก.ผสม” ตามการออกแบบในยุคต้นได้เปลี่ยนแปลงไป จนอาจต้องยอมรับว่า กอ.รมน.เป็น “บก.ทหาร”

ดังนั้น การขยายบทบาทและอำนาจของ กอ.รมน.ในคำสั่งฉบับนี้จึงต้องถือว่าเป็นการสร้าง “รัฐซ้อนซ่อนรัฐ” ที่ทหารกำลังเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และขณะเดียวกันก็เป็นหลักประกันสำคัญว่า ไม่ว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจะเกิดอย่างไรก็ตาม กองทัพก็จะยังคงมีบทบาทและอำนาจไว้ได้ตลอดไป อันจะส่งผลให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในอนาคตกลายเป็น “เป็ดง่อย” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ประกอบกับแนวโน้มของรัฐบาลในอนาคตน่าจะเป็น “รัฐบาลผสม” ที่อ่อนแอ เพราะความจำกัดที่เกิดขึ้นในหลายๆ ด้าน อันทำให้การจัดตั้งรัฐบาลพลเรือนที่เข้มแข็งน่าจะเป็นไปได้ยาก และเปิดโอกาสให้เกิดการแทรกแซงของทหาร

ฉะนั้น หากพิจารณาประกอบกับปัจจัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นยุทธศาสตร์ 20 ปี วุฒิสมาชิก 250 เสียง ข้อจำกัดทางกฎหมายต่อพรรคการเมือง และการกำเนิดของพรรคทหาร (หากเกิดขึ้นจริง) การเมืองไทยในอนาคตจะถูกบริหารโดย “รัฐบาลเป็ดง่อย” และมีรัฐทหารในรูปแบบของ “อภิมหา กอ.รมน.” ทับซ้อนอยู่ ปรากฏการณ์ “รัฐซ้อนซ่อนรัฐ” เช่นนี้กำลังบอกกับเราว่า กระบวนการสร้าง “รัฐเสนาอำมาตยาธิปไตย” แบบไทยๆ ในปัจจุบัน กำลังยกระดับขึ้นอย่างน่าสนใจ และการยกระดับเช่นนี้เกิดขึ้นในภาวะที่ประเทศไทยไม่มีสงคราม

เว้นแต่ผู้นำกองทัพจะถือว่าสงครามของกองทัพไทยครั้งนี้มี “นักการเมืองและพรรคการเมือง” เป็นข้าศึก และมี “เวทีการเมือง” เป็นสนามรบ !

บทเรียน การแพ้ ของ ประชาธิปัตย์ บทเรียน พรรคการเมือง ของ คสช.

09.00 INDEX บทเรียน การแพ้ ของ ประชาธิปัตย์ บทเรียน พรรคการเมือง ของ คสช.



นอกเหนือจากพรรคไทยรักไทยที่ชนะการเลือกตั้งในเดือนมกราคม 2544 แล้วสามารถชนะการเลือกตั้งได้อีกในเดือนกุมภาพันธ์ 2548

พรรคการเมืองอื่นไม่สามารถทำได้

ไม่ว่าพรรคประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้งเดือนกรกฎาคม 2538
ไม่ว่าพรรคชาติไทยในการเลือกตั้งเดือนพฤศจิกายน 2539
ไม่ว่าพรรคประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้งเดือนมกราคม 2544
ไม่ว่าพรรคประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้งเดือนกรกฎาคม 2554
ทำไม

พรรคประชาธิปัตย์แพ้ให้กับพรรคชาติไทยในการเลือกตั้งเมื่อเดือนกรกฎาคม 2538

เพราะพิษจาก”สปก.”

พรรคชาติไทยแพ้ให้กับพรรคความหวังใหม่ในการเลือกตั้งเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2539

เพราะพิษจาก “สูติบัตร”และความแตกแยกภายใน


พรรคประชาธิปัตย์แพ้ให้กับพรรคไทยรักไทยในการเลือกตั้งเมื่อเดือนมกราคม 2544

เพราะสดกว่าด้วย”นโยบาย”ที่เรียกว่า”ประชานิยม”

ยิ่งเมื่อเข้าสู่การเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2548 ที่พรรคไทยรักไทยชนะอย่างชนิดถล่มทลายก็เพราะความสำเร็จจากการ ปฏิบัติตาม”นโยบาย”

นโยบายที่ชาวบ้านสรุปว่า “ประชาธิปไตยกินได้”

ไม่ว่าในที่สุดพรรคการเมืองของคสช.จะเป็นพรรคอะไรแต่ไม่ควรมองข้ามบทเรียน 1 จากความพ่ายแพ้ของพรรคประชาธิปัตย์

บทเรียน 1 จากชัยชนะอย่างต่อเนืองจากพรรคไทยรักไทยมายัง พรรคพลังประชาชน และที่สุดคือพรรคเพื่อไทย

หลังการเลือกตั้งเดือนมกราคม 2544 การเมืองได้เปลี่ยน

เปลี่ยนจากการเมืองแบบ”โวหาร” มาเป็นการเมืองแบบ”นโยบาย” และพรรคไทยรักไทยได้พิสูจน์แล้วว่าสามารถทำตามนโยบายได้

พรรคคสช.มีอะไรเหนือกว่าหรือไม่

ท่วงท่า การเมือง หวังดี แต่ส่ง ‘ผลร้าย’ ต่อ การเลือกตั้ง

ท่วงท่า การเมือง หวังดี แต่ส่ง ‘ผลร้าย’ ต่อ การเลือกตั้ง


ประหนึ่งว่า การออกโรงของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ นายไพบูลย์ นิติตะวัน เสนอให้แก้ไข พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง

เท่ากับเป็นการช่วย “คสช.”

ประหนึ่งว่า การออกโรงของ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ในการเสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเปลี่ยนระบบการเลือกตั้งจากสังกัดพรรคให้ 400 คนไม่จำเป็นต้องสังกัดพรรค

เท่ากับเป็นการช่วย “คสช.”

มองเผินๆ ดาษๆ อาจคิดว่าเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุผลของการแก้ไข พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมืองก็เพื่อความเสมอภาคเท่าเทียมกัน

ระหว่างพรรคใหญ่กับพรรคเล็ก ระหว่างพรรคใหม่กับพรรคเก่า

ขณะที่หากการเลือกตั้ง 400 ส.ส.โดยไม่จำเป็นต้องสังกัดพรรค เพื่อผนวกพลังเข้ากับ 250 ส.ว. เส้นทางของนายกรัฐมนตรี “คนนอก” ก็ผ่านฉลุยเหมือนกับปูพรมแดงให้เลย

เป็นเช่นนั้นจริงหรือ

ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็ต้องเข้าใจได้ตั้งแต่เริ่มต้นเลยว่า ไม่ว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ไม่ว่า นายไพบูลย์ นิติตะวัน เปี่ยมด้วยความหวังดีอย่างแน่นอน

บทบาท นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นเช่นใดก็รู้กันอยู่

ยิ่งบทบาท นายไพบูลย์ นิติตะวัน ยิ่งแจ่มชัดตั้งแต่ได้รับการปูนบำเหน็จรางวัลให้เป็น “สปช.” และเมื่อผ่านประชามติก็ปวารณาตั้งพรรคการเมือง

เพื่อสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน อาจถูกมองว่าเคยเป็นอดีตรัฐมนตรีในรัฐบาลพรรคไทยรักไทย แต่เมื่อผ่านพรรคมัชฌิมาธิปไตยก็แจ่มแจ้ง

ยิ่งโยงสายสัมพันธ์ไปยัง “รองนายกรัฐมนตรี” บางคน ยิ่งไม่มีข้อกังขา


เชื่อมั่นได้เลยว่า บทบาทและการเคลื่อนไหวของทั้ง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ และ นายไพบูลย์ นิติตะวัน ตลอดจน นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ล้วนจิตหนึ่งใจเดียวเพื่อ คสช.

และตรงนั้นแหละที่จะกลายเป็น “ปัญหา”

อย่าลืมอย่างเด็ดขาดว่า คสช.ให้คำสัตย์ว่าอย่างไรตั้งแต่หลังรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 ไม่ว่าโดยการปราศรัย ไม่ว่าจะผ่านบทเพลงเจื้อยแจ้ว

เราจะทำตาม “สัญญา” ขอ “เวลา” อีกไม่นาน

นั่นก็เห็นได้จากสัญญาที่ประกาศผ่าน “ปฏิญญา โตเกียว” ผ่าน “ปฏิญญา นิวยอร์ก” ผ่าน
“ปฏิญญา ทำเนียบขาว” และที่สุดคือ “ปฏิญญา ทำเนียบรัฐบาล”

จะมีการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายน 2561

แต่ยิ่งเข้าใกล้เดือนมกราคม 2561 อาการของ คสช. อาการของรัฐบาลยิ่งเด่นชัดยิ่งว่าอาจจะเลื่อนการเลือกตั้งออกไป

จากเดือนพฤศจิกายน 2561 เป็นเดือนอื่นและปีอื่น

การเล่นบท “สมิงพระรามอาสา” ของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประสานเข้ากับ นายไพบูลย์ นิติตะวัน และ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน อาจสร้างความชอบธรรมให้ในระดับที่แน่นอนหนึ่ง แต่จะมั่นใจได้อย่างไรว่าชาวบ้านจะมองไม่ออก

เพราะแม้กระทั่งภายในพรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่เห็นด้วย อย่าว่าแต่พรรคการเมืองอื่นเลย

ความปรารถนาดีอันมาจาก นายสุเทพ เทือกสุบรรณ นายไพบูลย์ นิติตะวัน และ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน จึงอาจกลายเป็นความประสงค์ร้ายไปโดยอัตโนมัติ

บนพื้นฐานแห่ง “ทฤษฎีสมคบคิด”

การทำแบบนี้ในห้วงก่อนเดือนพฤษภาคม 2557 อาจถูกมองอย่างหนึ่ง แต่เมื่อมาทำในเดือนธันวาคม 2560 กลับจะถูกมองอีกอย่างหนึ่ง

กลับจะกลายเป็น “ผลเสีย” มากกว่าจะเป็นผลดี

3 ปีเลิกเลย

3 ปีเลิกเลย


สรรพสิ่งทั้งหลาย “เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป” ไม่มีสิ่งใดจีรังยั่งยืน เพิ่งใจหายแหม็บๆ เมื่อทราบข่าว “นิตยสารดิฉัน” ที่อยู่ยั้งยืนยงมายาวนาน 40 ปี จะอำลาแผงหนังสือและผู้อ่านทั่วประเทศ ฉบับสุดท้ายปลายเดือนธันวาคม

เมื่อวานซืน ต้องใจหายแว้บๆอีกแล้ว เมื่อทราบข่าว “นิตยสารคู่สร้างคู่สม” ของ เจ้าสัวดำรง พุฒตาล เพื่อนรัก “แม่ลูกจันทร์” ซึ่งขายดิบขายดีมีแฟนๆ ผู้อ่านทั่วประเทศติดกันงอมแงม จะปิดตำนานฉบับสุดท้ายปลายเดือนนี้เช่นกัน

ล่าสุดต้องใจหายซ้ำเป็นครั้งที่ 3 เมื่อทราบข่าว “ตลาดคลองผดุง” ซึ่งนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นผู้ริเริ่มและสร้างมากับมือตัวเองด้วยการเปิดพื้นที่ข้างทำเนียบรัฐบาลจัดให้เป็นตลาดต้นแบบวิถีไทย เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและยกระดับเศรษฐกิจชุมชนต่อเนื่องกันมาแล้ว 3 ปี

จะต้องปิดฉากเลิกตลาดอย่างถาวร ตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคมนี้เป็นต้นไป

“แม่ลูกจันทร์” ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด รัฐบาลจึงตัดสินใจปิดตลาดคลองผดุงอย่างปุบปับฉับพลัน??

ทั้งๆที่โครงการตลาดคลองผดุงเป็นนโยบายเร่งด่วนที่ นายกฯบิ๊กตู่ ผลักดันสุดลิ่มทิ่มประตู

มุ่งมั่นตั้งใจจะเนรมิตตลาดแห่งนี้ให้มีเอกลักษณ์พิเศษแตกต่างจากตลาดทั่วไป

เพื่อเปิดพื้นที่ให้พี่น้องเกษตรกรทั่วประเทศนำผลผลิตมาจำหน่ายถึงมือประชาชนโดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง

เพื่อเป็นศูนย์รวมให้แต่ละท้องถิ่นคัดสรรสินค้าโอทอปเด็ดๆ นวัตกรรมใหม่ๆจากผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมาเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผลงานของตัวเอง

ข้อสำคัญยังเป็นศูนย์กลางให้พี่น้องชาว กทม.ได้มีโอกาสชมช็อปชิมของกินของใช้ในราคาย่อมเยา

“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่าถ้าการตัดสินใจยุติโครงการตลาดคลองผดุง เป็นเพราะจัดแล้วไม่ประสบความสำเร็จ ตลาดไม่คึกคัก มีจำนวนลูกค้าลดลงทำให้ผู้ที่นำสินค้ามาวางจำหน่ายขาดทุนงอมพระราม

ประเด็นนี้ก็ไม่น่าใช่เหตุผลที่แท้จริง

เพราะผลการดำเนินงานของตลาดคลองผดุงตั้งแต่ต้นปี 2558 จนถึงปัจจุบัน มีความก้าวหน้าอย่างชัดเจน
มียอดผู้นำสินค้ามาร่วมจำหน่ายมากกว่า 7,800 ราย

มีพี่น้องประชาชนเข้าชมช็อปชิมกว่า 3.8 ล้านคน

และมียอดการจำหน่ายสินค้าสูงกว่า 1,900 ล้านบาท

ข้อมูลชี้ชัดว่าโครงการตลาดคลองผดุงประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี

แม้แต่ผู้นำรัฐบาลต่างประเทศที่ไปเยี่ยมชมยังแสดงความสนใจจะขอนำโมเดลตลาดคลองผดุงของไทยไปทดลองทำในประเทศตัวเอง

ด้วยเหตุนี้ “แม่ลูกจันทร์” จึงแปลกใจที่ท่านนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ จะยกเลิกตลาดคลองผดุงกลางคัน
ทั้งๆที่โครงการนี้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นผู้ริเริ่มโดยตรง

ไม่ได้ก๊อบปี้แนวคิดรัฐบาลอื่นแต่อย่างใด

สามารถโฆษณาเป็นผลงานรัฐบาล คสช.ได้เต็มปากเต็มคำ

สรุปว่าเมื่อโครงการตลาดคลองผดุงทำแล้วเกิดผลสำเร็จอย่างดี รัฐบาลจึงควรอนุรักษ์ต่อไปให้เกิดความยั่งยืน

ปรับปรุงพัฒนาตลาดต้นแบบวิถีไทยแห่งนี้ให้ดียิ่งๆขึ้นไป

“แม่ลูกจันทร์” ย้ำอีกครั้งว่าเสียดายที่ตลาดคลองผดุงต้องปิดลงอย่างถาวร

จัดเป็นนโยบายรัฐบาลอายุสั้นที่สุดแค่ 3 ปี

ใครที่เคยไปชมช็อปชิมตลาดนี้ ยังไปอุดหนุนส่งท้ายได้อีก 9 วัน.

“แม่ลูกจันทร์”

สถานการณ์และผู้นำ

สถานการณ์และผู้นำ


“XI JINPING’ GOVERNANCE AND THE FUTURE OF CHINA” และ “UP AND OUT OF POVERTY XI JINPING”

ว่ากันว่า นี่คือหนังสือที่ “จอมยุทธ์กวง” นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ กัปตันทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลกำลังให้ความสนใจเป็นพิเศษ กับสองเรื่องที่นำมาซึ่งความยิ่งใหญ่ของประธานาธิบดี “สี จิ้นผิง” แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน

อ่านจบแล้วสรุปว่า การเมืองขึ้นอยู่กับ “สถานการณ์” และ “ผู้นำ”

การทำให้ประเทศหลุดพ้นสถานะประเทศยากจนและระบบธรรมาภิบาลที่ดี จีนมีสองอย่างนี้ ภายใต้การนำของ “สี จิ้นผิง” จึงเปลี่ยนแปลงไปสู่ประเทศแถวหน้าของโลกแห่งอนาคต ภายในห้วงเวลาแค่ 2–3 ปี

“สมคิด” เจาะลึกกระบวนท่าของ “สี จิ้นผิง” เกาะติดยุทธศาสตร์มังกรจีนผงาด

และในสถานการณ์ที่อย่างน้อยก็ส่อไปในทิศทางเดียวกัน กับการที่ธนาคารโลกหรือเวิลด์แบงก์ได้รายงานว่า ประเทศไทยกำลังหลุดพ้นจากความยากจนและกำลังก้าวเข้าสู่ความมั่งคั่ง

อย่างน้อยๆความหวังที่จะเดินตามรอยจีนแผ่นดินใหญ่ก็เห็นเค้าบ้าง

แต่อย่างว่า การเมืองไทยมันมีหลายปัจจัยที่เทียบกับจีนไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสไตล์แบบนักการเมืองไทย ใครเด่นขึ้นมาก็หนีไม่พ้นโดนหมั่นไส้ เตะตัดขา เจาะยาง

อย่างที่ “สมคิด” เพิ่งเจอระเบิดตูมใหญ่ปาใส่สดๆร้อนๆ

กับสถานะของ “ผู้นำพรรคทหาร” ที่มอบให้โดยทีมงานยี่ห้อประชาธิปัตย์ ระดับ “ลูกหาบ” อย่างนายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.กทม. ตามจังหวะต่อเนื่องกับช็อตของมวยรุ่นลายครามระดับ “ชวน หลีกภัย” ที่ร่อนจดหมายเปิดผนึกถึง “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.

ดิสเครดิตเชิงประจานการบริหารเศรษฐกิจบ้อท่า ทำให้รายได้ต่อครัวเรือนลดลง

“สัญญาณธง” ของประชาธิปัตย์โฟกัสเป้าไปที่ “จอมยุทธ์กวง” เต็มๆ

และเป็นอะไรที่จับทางได้ ยิ่งในสถานการณ์ที่มีการตีปี๊บเศรษฐกิจภาพรวมมีสัญญาณเป็นบวก ทั้งตัวเลขจีดีพี ตัวเลขการส่งออก การฟื้นสัมพันธ์ทางการทูตทุกระดับของสหภาพยุโรป (อียู) กับรัฐบาลไทย การลดสถานะประเทศถูกจับตาด้านการละเมิดลิขสิทธิ์ของสหรัฐฯ

“สมคิด” ก็ยิ่งโดนฟัดหนักขึ้น ตามข่าวดีที่ตีปี๊บกัน

นั่นสะท้อนถึงอาการหวั่นใจ ถ้าปล่อยให้ “สมคิด” ติดลมบน คนการเมืองอาชีพก็จะยิ่งแย่งเวทีคืนจากทีมงาน “นายกฯลุงตู่” ยากเข้าไปใหญ่

และถึงตรงนี้ แม้นายสมคิดจะบอกปัด “ข่าวไม่กรอง” ยี่ห้อประชาธิปัตย์เรื่องผู้นำพรรคทหาร ไม่เป็นความจริง ตัวเองอายุมากแล้ว สุขภาพก็ไม่ดีด้วย ไม่ใช่ตนเองแน่

แต่ก็ไม่แน่ว่าจะจบ เพราะธงมันอยู่ที่การสกัดตัวทำแต้มให้ “ลุงตู่”

ประกอบกับอาการร้อนรนของคนประชาธิปัตย์ที่จับทางได้ อย่างที่นายสถิตย์ ลิ่มพงษ์พันธุ์ อดีตปลัดกระทรวงการคลัง ที่ถูกระบุว่ามีชื่อเป็นเลขาธิการพรรคทหาร ยอมรับเลยว่า โดนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ สะกิดถามสนใจการเมืองหรือไม่ ขณะเจอกันบังเอิญที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง
แสดงว่า คนยี่ห้อประชาธิปัตย์เกาะติดข่าวพรรคทหารแบบกระชั้นชิด

กัดติดกันไม่ลดละ ตามสถานะของพรรคจะได้ผลกระทบมากสุดหากมีการตั้งพรรคมารองรับทหารจากการที่มีฐานเสียง กองเชียร์เกี่ยวโยงกัน อยู่ ดูได้จากอารมณ์ที่นายวัชระฟาดหางใส่ “ลุงกำนัน” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ กปปส. ข้อหา “กบฏ” แอบปันใจให้ พล.อ.ประยุทธ์

และอีกจุดที่กระตุกประชาธิปัตย์ให้ต้องเปิดหน้าชนพรรคทหาร

น่าจะโยงกับสถานการณ์ที่โคตรเซียนการเมืองยี่ห้อ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” ออกมาจุดพลุ เสนอให้ ส.ส.ไม่ต้องสังกัดพรรค เพื่อลบสี ล้างเงื่อนไขการเมืองที่โยงอยู่กับม็อบป่วนเมือง

สร้างความตกใจให้พรรคใหญ่ทั้งเพื่อไทยและประชาธิปัตย์ดาหน้าซัดพวกปูทางพรรคทหาร

เรื่องของเรื่อง มวยระดับ “สมศักดิ์” ธรรมดาที่ไหน โดยเฉพาะกับการเลือกจังหวะที่ “นายกฯลุงตู่” เตรียมเดินทางไปประชุม ครม.สัญจรที่สุโขทัย ทำการจุดพลุปมแหลมๆคมๆในเชิงทางการเมือง

ตามท้องเรื่อง แทงใจผู้กุมอำนาจในพรรคใหญ่อย่างประชาธิปัตย์กับเพื่อไทยที่ยังไงก็ไม่เอาด้วยกับการสูญเสียอำนาจในพรรค แต่ส.ส.ลูกพรรคชอบ เพราะจะได้เป็นอิสรภาพ

ที่แน่ๆมันจะช่วยให้ “นายกฯลุงตู่” ฟอร์มรัฐบาลในอนาคตได้ง่าย

แม้สิ่งที่ “สมศักดิ์” เสนออาจไม่สามารถทำได้ในยามนี้ เพราะส่งผลรุนแรงต่อการได้เสียทางการเมือง แต่ในสถานการณ์ข้างหน้า ที่การเมืองยังหนีไม่พ้นเงื่อนไขความขัดแย้ง แบ่งสี แบ่งข้าง

อาจเป็นสูตรที่ลงตัวสำหรับ “ผู้นำ” ในการเดินหมากอำนาจ เปลี่ยนผ่าน.

ทีมข่าวการเมือง

วันจันทร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2560

คำต่อคำ! อ่าน”ชัชชาติ สิทธิพันธุ์”เตือนล่วงหน้า ว่าด้วยอนาคต-เทคโนโลยี และการรับมือ

คำต่อคำ! อ่าน”ชัชชาติ สิทธิพันธุ์”เตือนล่วงหน้า ว่าด้วยอนาคต-เทคโนโลยี และการรับมือ


เมื่อวันที่วันที่ 15 ธันวาคม 2560 “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการ บมจ.ควอลิตี้ เฮ้าส์ บรรยายพิเศษ หัวข้อ “เตือนคุณล่วงหน้า พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง” ในงานสัมมนา “เชียงใหม่ 2018 จุดเปลี่ยน…ประตูสู่โอกาส” จัดโดยประชาชาติธุรกิจ ณ ลานนา บอลรูม โรงแรมแชงกรี-ลา จ.เชียงใหม่ โดยรายละเอียดมีเนื้อหาในสามส่วน ดังนี้
1. อนาคต
2. เทคโนโลยี
3. การรับมือกับอนาคต

เรื่องอนาคต เวลาไปพูดตามที่ต่างๆ ก็จะมีคนถามว่าอนาคตเป็นอย่างไร อาชีพไหนจะตกงาน ผมชอบคำพูดของ William Gibson ที่เป็นนักเขียนนวนิยายวิทยาศาสตร์ เขาพูดไว้เมือปี 2003 ว่า “อนาคตอยู่ที่นี่แล้ว เพียงแต่มันยังไม่กระจายไปอย่างทั่วถึง” อนาคตไม่ใช่อยู่ดีๆมันจะหล่นมาจากฟ้า อนาคตมันอยู่ที่นี่แล้ว โดยจะมีคนบางกลุ่มที่ใช้มันก่อน ถ้าเราสังเกตุให้ดีๆ เราจะเห็นอนาคตและรับมือกับมันได้

อยู่กรุงเทพ เราเห็นรถไฟฟ้าเทสลาออกมาวิ่งแล้ว อนาคตเราหนี EV (Electric Vehicle) ไม่พ้น เชียงใหม่เองก็มีรถสามล้อที่ใช้ไฟฟ้ามาวิ่งแล้วสี่คัน เป็นแห่งแรกของประเทศไทย อนาคตอาจจะมีถึง 450 คัน เป็นสามล้อที่วิ่งเงียบ ไม่มีเสียง วิ่งได้ 120 กม. ความเร็ว 80 กม/ชม. เราเห็นคนที่หันมาสนใจสุขภาพมากขึ้น คนรุ่นใหม่ดูแลสุขภาพมากขึ้น งานสมัครวิ่งมาราธอนของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ปีหน้า เปิดรับสมัคร ชั่วโมงเดียวเต็มสี่พันกว่าคน ต่อไปอุปกรณ์เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพจะมีตลาดมากขึ้น อาหารที่เกี่ยวกับสุขภาพจะมีความต้องการมากขึ้น เห็นได้จากซุปเปอร์มาร์เก็ตริมปิงที่เชียงใหม่ ออกสลากแบ่งผักที่ขายออกเป็น 5 สี อินทรีย์ ปลอดสารพิษ ปลอดภัย ไฮโดรโปนิกส์ และ ผักทั่วไป

อนาคตจะมีการใช้ระบบ automation มาแทนคนมากขึ้น เห็นได้จากที่เช็คอินสายการบิน บางที่ใช้คอมพิวเตอร์แทนคน เพราะคอมพิวเตอร์ไม่ต้องหยุดพัก ไม่ต้องเข้าห้องน้ำ ไม่มีความผิดพลาด ร้านค้ามีการใช้การจ่ายเงินผ่าน QR Code มากขึ้นทั้ง AliPay WeChatPay โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน ในอนาคตร้านค้าไหนไม่รับการจ่ายเงินวิธีนี้ก็อาจจะเสียลูกค้าไป ในเมืองจีน ถึงขนาดการให้ของขวัญแต่งงาน หรือ ขอทาน ยังใช้ QR Code ในการจ่ายเงิน

เราจะเห็นการขายของทาง On-line มากขี้น ธุรกิจการส่งของจะเจริญเติบโตขึ้น เราเห็นกำไรของบริษัทที่ให้บริการส่งสินค้าด่วนเติบโตอย่างรวดเร็ว เราเห็นป้ายโฆษณาที่ว่างในหลายๆที่ในเมืองเชียงใหม่ ในขณะที่การโฆษณาทาง Online เพิ่มขึ้นอย่างมาก เราเห็นคนรุ่นใหม่กินข้าวแกงริมทางน้อยลง แต่ไปกินข้าวกล่องจากร้านสะดวกซื้อแล้วอุ่นไมโครเวฟ

สิ่งๆต่างๆที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ถ้าเราสังเกตุให้ดี คิดตาม เราจะคาดการณ์อนาคตได้

เรื่องต่อมาเป็นเรื่องของเทคโนโลยี สิ่งต่างๆที่เราเห็นเกิดการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน หลายๆอย่างมาจากเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้น เทคโนโลยีในส่วนที่เกี่ยวข้องกับจังหวัดเชียงใหม่ ผมสรุปมาได้สี่เรื่อง
1. Moore’s Law
2. Cloud Computing
3. Big Data
4. Platform

ทำไมเราจึงเห็นการเปลี่ยนแปลงต่างๆด้านเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา? เราอาจจะอธิบายปรากฎการณ์ดังกล่าวด้วย Moore’s Law ซึ่งเป็นข้อสังเกตุที่ Gordon Moore ผู้ก่อตั้ง Intel ได้กล่าวไว้ในปี 1965 เขาตั้งข้อสังเกตุว่า “ปริมาณของทรานซิสเตอร์บนวงจรรวม โดยจะเพิ่มเป็นเท่าตัวประมาณทุก ๆ สองปี” ซึ่งหมายความว่าพลังในการคำนวณ หรือ ความจุ ของคอมพิวเตอร์ชิปที่เราใช้ในอุปกรณ์ต่างๆจะเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากเมื่อเวลาผ่านไป ในช่วงแรกๆอัตราการเพิ่มจะยังไม่มาก เช่น 2 ไป 4 ไป 8 เท่า แต่พอเวลาผ่านไป การยกกำลังสองจะเพิ่มเร็วขึ้น ถ้าเราคำนวณจากปี 1970 ถึงปัจจุบัน พลังในการคำนวณของคอมพิวเตอร์ชิปเพิ่มขึ้นมาแล้วประมาณ แปดล้านเท่า และจะเป็น สิบหกล้านเท่าในอีกสองปี สามสิบสองล้านเท่าในสี่ปี สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีต่างๆรวดเร็วเพราะเรามีพลังในการคำนวณและมีความจุข้อมูลเพิ่มขึ้นและราคาถูกลง

การเปลี่ยนแปลงจาก Moore’s law ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ทำให้อาจจะมีบางคนที่ตามการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ทัน ดังนั้น คำถามที่ตัวเรา ธุรกิจ หรือ แม้แต่ประเทศต้องคอยถามตัวเองอยู่เสมอคือ “Are you still relevant?” “คุณยังมีความหมายอยู่ไหม?” เนื่องจากโลกเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว ความรู้ ความเชี่ยวชาญ ความเข้าใจที่เรามี มันยังมีความหมายหรือความสำคัญในสภาวะปัจจุบันหรือไม่ ถ้าไม่มีต้องปรับตัว หาความรู้เพิ่ม

เทคโนโลยีที่สำคัญอีกอย่างคือ Cloud Computing แต่ก่อนเราใช้คอมพิวเตอร์ จะเป็นแบบ Standalone หรือ เครื่องใครเครื่องมัน คอมพิวเตอร์มี ซอฟท์แวร์ หน่วยความจำ ฮาร์ดไดร์ฟ ของใครของมัน แบ่งกันไม่ได้ ซึ่งทำให้ไม่สามารถใช้ทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่สะดวกในการแบ่งปันข้อมูล แต่พอเรามี Internet เราสามารถเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์ต่างๆเข้าด้วยกัน และ เอาทรัพยากรต่างๆ เช่น โปรแกรม หน่วยความจำ ที่เก็บข้อมูล ไปไว้บน Cloud และ แต่ละคนสามารถเข้าไปใช้ทรัพยากรนี้บน Cloud ได้ ดังนั้น Cloud Computing ก็คือการที่เราใช้ทรัพยากรทางดิจิตอลที่ไม่ได้ติดตั้งอยู่บนอุปกรณ์ของเรา จริงๆแล้ว เราก็ใช้อยู่ประจำโดยที่เราอาจจะไม่รู้ตัว เช่น Email ข้อมูลต่างๆก็เก็บอยู่บน Cloud เพราะไม่ว่าเราใช้อุปกรณ์อะไร อยู่ที่ไหน เราก็สามารถอ่าน Email ของเราได้ เพราะข้อมูลไม่ได้ถูกเก็บไว้ในอุปกรณ์ของเรา แต่ถูกเก็บไว้บน Cloud

Cloud Computing มีผลกับเชียงใหม่ เพราะทำให้ระยะทางไม่เป็นอุปสรรคในการทำงานด้านดิจิตัล เพราะอยู่ที่ไหนก็สามารถใช้ทรัพยากรร่วมกันได้ ที่เชียงใหม่มีบริษัท ProSoft เป็นบริษัทที่ทำด้านโปรแกรมคอมพิวเตอร์ แต่ก่อนอยู่กรุงเทพ ตอนนี้มาเปิดสำนักงานที่เชียงใหม่ มีพนักงาน 137 คน ขณะที่สำนักงานที่กรุงเทพเหลือ 48 คน การให้บริการต่างๆกับลูกค้าในกรุงเทพ สามารถทำผ่าน Internet และ Cloud Computing ได้อย่างสะดวก พนักงานก็มีความสุข อยู่ที่เชียงใหม่มีคุณภาพชีวิตที่ดี อากาศดี
เทคโนโลยีอีกอย่างคือ Big Data หรือ การที่ข้อมูลต่างๆในโลกปัจจุบัน กลายมาเป็นข้อมูลดิจิตัลเกือบหมดแล้ว แต่ก่อนโลกเก็บข้อมูลในระบบ อนาลอก เช่น หนังสือ เทป แผ่นเสียง ในปี 1986 ประมาณว่ามีข้อมูลในโลกที่เป็นดิจิตัลเพียง 1% แต่พอมาถึงปี 2013 ข้อมูล 98% ของโลกอยู่ในรูปแบบดิจิตัลหรือที่เราเรียกว่า Big Data

Big Data มีลักษณะที่สำคัญสี่อย่างคือ มีขนาดใหญ่ มีหลายรูปแบบ มีความเร็ว และ มีความไม่แน่นอน ที่สำคัญเมื่อใช้ร่วมกับ Internet แล้ว มีลักษณะที่สำคัญคือ การส่งข้อมูล (เกือบ) ฟรี การทำ copy ข้อมูลแทบไม่มีต้นทุน การส่งข้อมูลทำได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งลักษณะดังกล่าวมีผลต่อเชียงใหม่ในอนาคตเป็นอย่างมาก

ในการทำภาคการผลิต (Manufacturing) เราขายสินค้าต่างๆ เราต้องมีระบบ Logistics ในการขนส่งสินค้าไปยังผู้บริโภค ซึ่งต้องมีต้นทุน logistics และ ใช้เวลาในการดำเนินการ ดังนั้นระยะทางเป็นเรื่องสำคัญและมีผลต่อต้นทุนมาก เราจึงเห็นอุตสาหกรรมการผลิตต่างๆของไทย ไปอยู่ที่แถว Eastern Seaboard ส่วนหนึ่งเพราะต้องการลดต้นทุนด้าน Logistics เนื่องจากอยู่ใกล้ท่าเรือแหลมฉบัง

แต่ในยุคดิจิตัลนั้น การส่งข้อมูลดิจิตัลแบบ Big Data นั้น เป็นการส่งผ่านระบบ Internet ซึ่งระยะทางไม่มีความหมายถ้าพื้นที่นั้น เชื่อมโยงด้วยโครงข่าย Internet ดังนั้นเชียงใหม่ไม่ได้เสียเปรียบกรุงเทพ หรือ ที่ไหนในโลก ในการส่ง Digital Content ผมได้ไปคุยกับผู้ก่อตั้งบริษัท CGSCAPE ซึ่งเป็นบริษัทที่ผลิต Digital Content ในรูปแบบของ computer graphics และ มีเดียต่างๆ อยู่ในอันดับต้นๆของประเทศไทย ก็มีสำนักงานอยู่ที่เชียงใหม่ และ ผลิตผลงานส่งไปยังลูกค้าที่กรุงเทพและอีกหลายๆแห่งทั่วโลก ผ่านเครือข่าย internet


เทคโนโลยีสุดท้ายคือ Platform หรือระบบตลาดทางอินเตอร์เนต แต่ก่อนเราทำธุรกิจแบบท่อ คือ มีการออกแบบ ผลิตสินค้า และ ขาย เป็นคล้ายๆกับท่อ มีคนควบคุมการเข้าออก แต่ระบบ Platform คือระบบที่มีผู้ซื้อ ผู้ขายจำนวนมาก เข้ามาซื้อขายผ่าน Platform ทำให้สามารถขยายธุรกิจได้เป็นอย่างมาก โดย Platform มีลักษณะสำคัญที่ดีกว่าระบบธุรกิจเดิมคือ ไม่มีผู้ควบคุมการเข้าออก สามารถขยายได้เร็ว ผู้ซื้อผู้ขายเข้ามาใช้บริการได้ง่าย และ มีระบบรับฟังความคิดเห็น (Feedback) ที่รวดเร็ว

Platform ช่วยให้ผู้ขายรายเล็กๆที่แต่ก่อนไม่มีช่องทางขาย เนื่องจากไม่ได้มีความต้องการมากพอที่จะไปวางขายสินค้าในร้านต่างๆได้ สามารถเสนอขายสินค้าผ่าน Platform ซี่งไม่มีข้อจำกัดด้านพื้นที่ ยกตัวอย่างเช่น AirBnB ซึ่งเป็น Platform ด้านที่พักอาศัย ให้คนที่มีห้องเช่า สามารถเอาห้องเช่ามาใส่บน Platform ให้คนทั่วโลกเห็น ถ้าเราเข้าไปดูก็จะเห็นห้องเช่าเล็กๆในเมืองเชียงใหม่ ที่แต่ก่อนไม่รู้จะไปโฆษณาที่ไหน มาปรากฎอยู่บน AirBnB ที่มีคนเห็นทั่วโลก มีคนมาพักและเขียนคำชมมากมาย อันนี้คือพลังของ Platform ที่จะช่วยผู้ผลิต ผู้ให้บริการ รายย่อยมีที่ยืนมากขึ้น

มีคนถามว่าเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วนี้ สุดท้ายจะทำให้คนตกงาน มีงานน้อยลงไหม ผมเห็นกลับกันว่าเทคโนโลยีจะช่วยสร้างงานสร้างโอกาสมากขึ้น เพราะเทคโนโลยีช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน เพียงแต่งานจะเปลี่ยนรูปแบบและสถานที่ไป งานที่ทำซ้ำๆจะถูกทดแทนด้วยระบบ automation งานที่คนทำจะเป็นงานที่หลากหลายและเป็นการเพิ่มมูลค่า ดังนั้น แรงงานในอนาคตต้องมีการเตรียมปรับตัวให้เข้ากับรูปแบบงานที่เปลี่ยนไป

การเตรียมตัวสำหรับอนาคตนั้น ผมชอบที่ Ray Dalio ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งกองทุน Bridgewater บริหารเงินลงทุนขนาดใหญ่อันดับต้นๆของอเมริการ เขาได้สรุปหลักการที่จะมีความสำเร็จและความมั่นคงทางการเงินไว้สามข้อง่ายๆคือ

1. อย่าให้หนี้เพิ่มขึ้นเร็วกว่ารายได้
2. อย่าให้รายได้เพิ่มเร็วกว่าประสิทธิภาพในการผลิต
3. ทำให้ดีที่สุดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต (Productivity)

ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการเตรียมตัวสำหรับอนาคตคือ ต้องพยายามเพิ่ม Productivity ของเรา ของบริษัท ของประเทศ ให้ดีที่สุด และ ผมก็คิดว่า Thailand 4.0 หรือ เชียงใหม่ 4.0 ก็คือการเพิ่มประสิทธิภาพโดยใช้คน และ เทคโนโลยีที่เหมาะสม

การเพิ่มประสิทธิภาพต้องเริ่มที่ตัวเราเองก่อน สำคัญที่สุดคืออย่าหยุดหายใจ การดูแลสุขภาพให้ดี ให้แข็งแรงเป็นจุดเริ่มต้นของการเพิ่มประสิทธิภาพ ถ้าเราตาย ประสิทธิภาพเราเป็นศูนย์ ถ้าเราป่วยยิ่งติดลบ เพราะมีแต่ Input ไม่มี output

นอกจากสุขภาพแล้ว เราต้องอย่าหยุดหาความรู้ เพราะโลกเปลี่ยนเร็ว เราต้องหาความรู้ให้ทันสมัยอยู่เสมอ ต้องเป็นคนอยากรู้อยากเห็น อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น ต้องมีความรู้เป็นรูปตัว T คือรู้ลึกในบางเรื่อง และ รู้กว้างในหลายๆเรื่อง ทั้งด้านสังคม ความเหลื่อมล้ำ เศรษฐศาสตร์ สิ่งแวดล้อม ซึ่งจะช่วยให้เราตัดสินใจ และ เห็นภาพรวมได้ดีขึ้น

การเพิ่มประสิทธิภาพในส่วนของธุรกิจนั้น ต้องเริ่มจากการเข้าใจความต้องการของลูกค้าให้ดี เลือกคนที่เหมาะ ก่อนเลือกเทคโนโลยี มีความเข้าใจเทคโนโลยี อย่าใช้เทคโนโลยีเพียงเพราะกลัวตกรถ นอกจากนี้ ธุรกิจจะประสบความสำเร็จได้อยู่ที่ Business Model ซึ่งสำคัญกว่าเทคโนโลยี เราเลือกเทคโนโลยีที่มาสนับสนุน Business Model

ยกตัวอย่างธุรกิจที่เปลี่ยนชีวิตของคนเชียงใหม่อันหนึ่งคือ สายการบินต้นทุนต่ำ ธุรกิจนี้ ไม่ได้ใช้เทคโนโลยีใหม่เลย เพราะเทคโนโลยีด้านการบินก็มีมานานแล้ว สายการบินต่างๆก็ใช้อยู่ แต่สายการบินต้นทุนต่ำประสบความสำเร็จเพราะ Business Model

สำหรับเมืองเชียงใหม่นั้น ผมถามตัวเองว่าการเพิ่มประสิทธิภาพขึ้นกับอะไร ขึ้นกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน รถไฟความเร็วสูง มอเตอร์เวย์ การดึงดูดนักท่องเที่ยว หรือ พัฒนาแหล่งท่องเที่ยว

แต่จริงๆแล้ว ผมคิดว่า หัวใจของเชียงใหม่ในอนาคต นั้น เหมือนที่ Edward Glaeser เขียนไว้ในหนังสือ “Triumph of the City” ที่เขาศึกษาความสำเร็จของเมืองต่างๆทั่วโลก และ สรุปว่า “เมืองที่จะพัฒนาได้ จะต้องสามารถดึงดูดคนเก่ง มีความสามารถ และ ช่วยให้เขาทำงานร่วมกันได้ ไม่มีเมืองไหนที่จะประสบความสำเร็จได้ถ้าเมืองนั้นขาดทรัพยากรบุคคลที่ดี”

อนาคตของเชียงใหม่ต้องดึงคนเก่งของเชียงใหม่ให้อยู่กับเรา และ ดึงคนเก่งๆมาจากทั่วโลก ในหลายๆสาขา ทั้งวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ด้านสังคม ศิลปะ สิ่งแวดล้อม ผมได้มีโอกาสพบคนเก่งๆของเชียงใหม่ ซึ่งอาจจะเป็นเพียงส่วนเล็กๆ แต่รู้สึกได้เลยว่านี่คืออนาคตของเชียงใหม่ หลายคนไม่ใช่คนที่เกิดที่เชียงใหม่ แต่รักเชียงใหม่ และ เลือกที่จะมาใช้ชีวิตที่นี่

ผมได้เจอคุณเมนโน่กับคุณนิกกี้ เจ้าของฟาร์มมะเขือเทศ Take Me Home ที่ใช้เทคโนโลยี Smart Farming ในการเพิ่มประสิทธิภาพของภาคเกษตร ได้พบคุณเขียว พี่ติ่ง ที่พัฒนาคุณภาพของสินค้าหัตถกรรมท้องถิ่นให้มีคุณภาพระดับโลก คุณลี อายุ จือ ปา กาแฟอาข่า อาม่า ที่ดูแลเกษตรกรปลูกกาแฟ ได้พบคุณวิโรจน์เจ้าของบริษัท Profsoft คุณเอ๋ คุณหนุ่ย คุณส้ม จาก CGSCAPE ที่ทำด้านธุรกิจดิจิตัล เชียงใหม่ในอนาคต ต้องมีทั้ง Smart Farming หัตถกรรมท้องถิ่น ธุรกิจด้านไอที ดิจิตัล

อนาคตเชียงใหม่ที่จะสร้างทรัพยากรบุคคลที่แข็งแกร่งได้นั้น เชียงใหม่ควรจะมีคุณภาพชีวิตที่ดี ผมคิดว่าเราไม่ได้อยากให้เชียงใหม่ที่เป็นกรุงเทพแห่งที่สอง ไม่อยากให้คลองแม่ข่าของเชียงใหม่เป็นคลองที่มีแต่น้ำเน่าเสียเหมือนคลองบางคลองในกรุงเทพ สิ่งที่สำคัญในการพัฒนาเชียงใหม่คือเราจะก้าวไปด้วยกัน อย่าทิ้งใครไว้ข้างหลัง ผมคิดว่าสิ่งที่วัดความก้าวหน้าของเชียงใหม่ในอนาคต อาจจะไม่ใช่รถไฟความเร็วสูง หรือ สนามบินใหม่ แต่เราอาจจะต้องวัดด้วย คุณภาพของชีวิตของคนที่อาศัยอยู่ในชุมชนริมคลองแม่ข่า คุณภาพของน้ำในคลองแม่ข่า ถ้าเราสามารถพัฒนาเมือง โดยพัฒนาสิ่งแวดล้อม และ คนในทุกภาคส่วน ให้ก้าวไปด้วยกันอย่างเหมาะสม สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับทุกคน อันนั้นน่าจะเป็นความความสำเร็จในการพัฒนาเมืองเชียงใหม่อย่างแท้จริง

รับฟังความเห็นปฏิรูปสื่อ

รับฟังความเห็นปฏิรูปสื่อ

โดย ซี.12

หลังจากประชุมกำหนดทิศทางการดำเนินงานมากว่า 20 ครั้ง คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศ ก็ได้ประเด็นการปฏิรูปประเทศด้านนี้รวม 6 ประเด็นด้วยกัน

คณะกรรมการที่มี นายจิรชัย มูลทองโร่ย อดีตปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และ ดร.ปาริชาต สถาปิตานนท์ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นเลขานุการ ได้กำหนดการรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดทำแผนการปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศขึ้นในวันนี้
คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศ ได้จัดทำร่างประเด็นการปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศ รวม 6 ประเด็น ซึ่งคณะกรรมการฯเห็นควรกำหนดให้มีโครงการสัมมนารับฟังความคิดเห็นการจัดทำแผนการปฏิรูปประเทศ ด้านสื่อสารมวลชนเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์ประมวลผลเป็นข้อมูลประกอบในการจัดทำร่างแผนการปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อเสนอตามขั้นตอนต่อไป

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคส่วนต่างๆที่เกี่ยวข้องโดยตรง มีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นและให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับประเด็นข้อเสนอการปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศ สำหรับนำมาใช้จัดทำ (ร่าง) แผนการปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศ ให้มีความครบถ้วนและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ กลุ่มเป้าหมายมีประมาณ 300 คน จากทั้งในกรุงเทพมหานครและในภูมิภาค ประกอบด้วย ผู้แทนภาคสื่อสารมวลชน ประมาณ 150 คน สถาบันวิชาการด้านสื่อสารมวลชน ประมาณ 30 คน หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ประมาณ 50 คน ภาคประชาชน ประมาณ 50 คน และคณะกรรมการและฝ่ายเลขานุการ 20 คน

การจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้จัดในวันนี้วันจันทร์ที่ 18 ธันวาคม 2560 ณ เวลา 09.30-16.30 น. ณ ศูนย์การประชุมวายุภักดิ์ โรงแรมเซ็นทรา ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ กรุงเทพมหานคร

โดยเริ่มด้วยการเสนอกรอบแนวคิดการปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศในภาพรวม

แล้วนำไปสู่ประเด็นข้อเสนอในการปฏิรูปรวม 6 ประเด็น ได้แก่

1.การปฏิรูปการรู้เท่าทันสื่อและการกำกับดูแลสื่อโดยภาคประชาชน 2.การปฏิรูปมาตรฐานวิชาชีพและระบบการกำกับดูแลสื่อมวลชน 3.การปฏิรูปโครงสร้างอุตสาหกรรมวิทยุโทรทัศน์/ทีวีดิจิตอล/NBT/Thai PBS 4.การปฏิรูปแนวทางการกำกับสื่อออนไลน์ 5.การปฏิรูปการบริหารจัดการความปลอดภัยไซเบอร์ กิจการอวกาศ และระบบและเครื่องมือด้านการสื่อสารมวลชนและโทรคมนาคมเพื่อสนับสนุนภารกิจการป้องกันบรรเทาสาธารณภัย 6.การปฏิรูประบบการบริหารจัดการข้อมูลข่าวสารภาครัฐ

การรับฟังความคิดเห็นนี้แบ่งกลุ่มออกเป็น 3 กลุ่ม คือกลุ่มประชาชน กลุ่มสื่อ และกลุ่มภาครัฐ เพื่อพิจารณาข้อเสนอทั้ง 6 ประเด็น ทั้งในช่วงสายและช่วงบ่าย และมาสรุปกันในที่ประชุมใหญ่ช่วงเย็น
ผลสรุปอันนี้ คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศ จะได้นำข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะไปเป็นข้อมูลประกอบการจัดทำร่างแผนการปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศต่อไป

การประชุมวันนี้จึงสำคัญมากกับสื่อทุกประเภทถ้าไม่ไปเป็นปากเสียงแสดงเหตุผลให้ชัดเจนในการควบคุมกันเองแล้วก็ยากที่จะสลัดหลุดจากโซ่ตรวนที่ผูกมัดปิดกั้นเสรีภาพมายาวนาน.

“ซี.12”

ลุยเต็มสตีม

ลุยเต็มสตีม


ห้ามไม่หยุด ฉุดไม่อยู่ ในเมื่อนายกฯ บิ๊กตู่ทุบโต๊ะจะสร้างซะอย่างเดียวก็ต้องได้สร้างแน่นอน
เป็นอันว่าโครงการรถไฟความเร็วสูง ไทย–จีน กรุงเทพฯ–หนองคาย ระยะทาง 608 กม. จะเริ่มเดินหน้าก่อสร้างเฟสแรก โคราช–กรุงเทพฯ ระยะทางรวมทั้งสิ้น 253 กม.
วันที่ 21 เดือนนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ หน.คสช. จะเดินทางไปเป็นประธานพิธีตอกเสาเข็มด้วยตัวเอง ที่สถานีกลางดง อำเภอปากช่อง โคราช เป็นการเอาฤกษ์เอาชัย
“แม่ลูกจันทร์” กราบเรียนว่าการก่อสร้างเฟสแรก 253 กม. จะใช้เงินลงทุน 179,413 ล้านบาท โดยแยกซอยเป็น 4 ช่วง เริ่มจากสถานีกลางดงไปปากช่อง จากปากช่องไปแก่งคอย จากแก่งคอยขึ้นไปโคราช และจากกรุงเทพฯขึ้นไปจบครบวงจรที่แก่งคอย จังหวัดสระบุรี
โดยใช้วิธีทยอยออกแบบประมูลไปก่อสร้างไปเพื่อให้เสร็จรวดเร็วทันใจ
สำหรับปัญหารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือ “อีไอเอ” ที่บรรดาเอ็นจีโอทวงถามกันจัง
ล่าสุดก็ได้รับไฟเขียวผ่านฉลุยอย่างสะดวกโยธินตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายน
หากไม่ติดขัดปัญหาการเวนคืนที่ดิน (ใช้งบอัดฉีด 13,000 ล้านบาท) ทำให้แผนการก่อสร้างต้องล่าช้าออกไป
โครงการรถไฟด่วนไทย–จีน เฟสแรก กรุงเทพฯ–โคราช 253 กม. จะสร้างสำเร็จเสร็จสมบูรณ์เปิดหวูดวิ่งรับส่งผู้โดยสารได้ภายในปี 2564 แน่นอน
รถไฟความเร็วสูงสายนี้จะวิ่งตะบึงด้วยสปีดความเร็ว 250 กม.ต่อชั่วโมง จะย่นเวลา
เดินทางจากกรุงเทพฯ–โคราช เหลือเพียง 1 ชั่วโมง 17 นาที
แถมตั้งราคาค่าโดยสารจิ๊บๆเพียง 535 บาทต่อเที่ยวต่อคน
แต่เพราะโครงการนี้ เป็นนโยบายเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐบาล คสช. ถึงแม้จะรู้ว่าขาดทุนยาวๆ ก็จำเป็นต้องลงทุน เพื่อลากเส้นทางรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ–หนองคาย ไปเชื่อมโครงการรถไฟความเร็วสูงลาว–จีน สายเวียงจันทน์–คุนหมิง ระยะทางรวมกันทั้งสิ้น 1,035 กม.
จากต้นทางคุนหมิงถึงปลายทางกรุงเทพฯจะใช้เวลาสปรินต์ไม่เกิน 6 ชั่วโมง
แถมสามารถขนสินค้าจากจีนตอนใต้มาลงทะเลที่ท่าเรือแหลมฉบังของไทยได้อย่างสบายแฮ
“แม่ลูกจันทร์” สรุปว่ารถไฟความเร็วสูงเฟสแรก กรุงเทพฯ–โคราช ระยะทาง 253 กม. จะใช้วงเงินลงทุน 1.7 แสนล้านบาท
หรือเฉลี่ยกิโลละ 709 ล้านบาท โดยประมาณ
ขั้นต่อไปยังต้องเร่งก่อสร้างเฟสที่ 2 “โคราช– หนองคาย” ระยะทางอีก 355 กม. ให้เสร็จภายใน 5 ปี เพื่อให้เชื่อมต่อรถไฟความเร็วสูงสายเวียงจันทน์–คุนหมิง ซึ่งจะเริ่ม
เปิดหวูดในปี 2565 พอดี
“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่าปัญหาใหญ่คือโครงการเฟสที่ 2 จากโคราชถึงหนองคาย ระยะทางยาวกว่าเส้นกรุงเทพฯ–โคราช ถึง 102 กม.
ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่ารัฐบาล คสช.จะควักกระเป๋าลงทุนเอง 100 เปอร์เซ็นต์เหมือนเฟสแรกหรือไม่??
และจะต้องใช้วงเงินลงทุนเฟส 2 อีกมากเท่าใด??
อนึ่ง ระหว่างที่รอคำชี้แจงให้กระจ่างแจ้งจาก นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม ผู้รับหน้าเสื่อโครงการรถไฟด่วนไทย–จีน
“แม่ลูกจันทร์” ลองเอาค่าก่อสร้างเฉลี่ย 709 ล้านบาทต่อ 1 กม. ไปคูณกับระยะทางก่อสร้างเฟส 2 โคราช–หนองคาย 355 กม.
ปรากฏว่าเคาะวงเงินลงทุนเฟส 2 ออกมาได้ 251,745 ล้านบาท
หรือ 2.5 แสนล้านบาทโดยประมาณ
เมื่อเอาวงเงินลงทุนเฟสแรก 1.7 แสนล้านบาท และเฟส 2 2.5 แสนล้านบาท มาขยํารวมกันจะต้องใช้งบลงทุนมหาศาลถึง 4.3 แสนล้านบาททีเดียว
เงินเยอะขนาดนี้ ถ้าไม่ใช่ “ป.ประยุทธ์” ทำไม่ได้นะโยม.

“แม่ลูกจันทร์”

เดดล็อกเลือกตั้ง : ผวาวิธีสรรหากกต.ติดกับดักกฎเหล็ก

เดดล็อกเลือกตั้ง : ผวาวิธีสรรหากกต.ติดกับดักกฎเหล็ก


ลุ้นระทึก...! โรดแม็ปจะขยับเลื่อนออกไปหรือไม่
หากแก้ไข พ.ร.บ.พรรคการเมืองหรือการสรรหา กกต.สะดุด
ผู้ที่เชี่ยวชาญด้านการเลือกตั้งระดับต้นๆของเมืองไทย นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง ได้แย้มมุมอีกมุมต่อเรื่องนี้ ผ่านการให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง
เริ่มเปิดฉากกระเทาะเปลือกถึงการออกแบบโครงสร้างใหญ่ทางการเมืองตามรัฐธรรมนูญ ไม่ได้นำไปสู่ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เพราะมีกลไกทำให้วุฒิสภาเข้ามากำหนดทิศทางของประเทศ 5 ปีข้างหน้า
ถ้ามีเหตุผลต้องการประคับประคองระบอบประชาธิปไตยให้เข้มแข็ง ผ่าน ส.ว.ซึ่งมีคุณวุฒิ มีความรู้ความสามารถ เป็นกลไกถ่วงดุลกับสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากฝ่ายการเมือง เพราะยังไม่ไว้วางใจการเมืองในระยะแรก ก็เป็นเหตุผลที่รับได้
หากการออกแบบโครงสร้างใหญ่ เพื่อต้องการสืบทอดอำนาจ โดยวางหมากกลทางการเมือง เปิดช่องให้รัฐบาลชุดปัจจุบันที่ประสงค์จะสนับสนุนพรรคการเมืองใดลงสู่สนามเลือกตั้ง หวังกวาดเสียงข้างมากในรัฐสภา เพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี แบบนี้ไม่เหมาะสม
การออกแบบกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้งก็เช่นเดียวกัน ประกอบด้วย พ.ร.บ.คณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ร.บ.พรรคการเมือง พ.ร.บ.การเลือกตั้ง ส.ส.
โครงสร้างย่อยของกฎหมายลูกแต่ละฉบับมีสาระน่าพิจารณาหลายอย่าง เช่น พ.ร.บ.พรรคการเมืองมุ่งส่งเสริมให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง กำหนดให้มีสมาชิกพรรคอย่างแท้จริง เจตนาการออกกฎหมายฉบับนี้ดี แต่สุดท้ายพรรคเล็กที่ไร้ศักยภาพจะล้มหายไปจากระบบ คาดเหลือไม่ถึง 10 พรรค เดิมเรามี 79 พรรคการเมือง ซึ่งอาจจะมีผลดีทำให้พรรคการเมืองพัฒนาสู่การเป็นสถาบันมากขึ้น
แต่ผลกระทบที่ตามมาถือเป็น “ยาขม” ต่อพรรคการเมืองในระยะแรก
ขอย้ำว่าเจตนารมณ์ของกฎหมายต้องการสร้างพรรคการเมืองให้เข้มแข็ง แต่ คสช.กลับไม่ยกเลิกคำสั่งห้ามทำกิจกรรมทางการเมือง
มันสวนทางกัน หากมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นจะส่งผลกระทบต่อพรรคการเมือง ไม่เข้มแข็งพอเป็นพิธี ไม่เข้มแข็งจริง
ฉะนั้นถ้า คสช.ต้องการให้พรรคเข้มแข็ง ควรเปิดโอกาสให้ทำกิจกรรมทางการเมืองได้
อย่าหวั่นกลัวจะก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง เพราะบ้านเมืองที่เกิดความวุ่นวายเกิดจากปัจจัยอื่นด้วย ไม่ได้เกิดจากพรรคการเมืองเพียงอย่างเดียว
ถามว่าถ้าปลดล็อกแล้วพรรคการเมืองจะปฏิบัติตามกรอบของกฎหมายทันหรือไม่ พรรคที่พร้อมย่อมทำทัน พรรคที่บ่นทำไม่ทันจะทัน แต่พรรคที่คิดว่าทำทันอาจจะไม่มีชื่อพรรคที่ท่านประสงค์ให้ลงเลือกตั้งก็ได้
และประเด็นที่สังคมวิตกว่าถ้าแก้ไข พ.ร.บ.พรรคการเมืองจะทำให้การเลือกตั้งยืดออกไป ขอบอกว่าทันทีที่ร่าง พ.ร.บ.การเลือกตั้ง ส.ส. และ พ.ร.บ.การได้มาซึ่ง ส.ว.ผ่าน สนช. และมีผลบังคับใช้ ไม่มีใครหยุดได้ จะต้องดำเนินการเลือกตั้งให้เสร็จภายใน 150 วัน
ยกเว้นแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 268 โดย สนช.3 วาระรวด ง่ายกว่าการใช้มาตรา 44
ส่วน พ.ร.บ.การเลือกตั้ง ส.ส. เป็นการออกกฎหมายไม่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักการที่ดี ทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้เปรียบและอีกฝ่ายหนึ่งเสียเปรียบ เช่น กำหนดให้หมายเลขผู้สมัคร ส.ส.แตกต่างกันในแต่ละเขต เพื่อให้ประชาชนคุ้นเคยกับผู้สมัคร ส.ส.มากกว่าพรรคการเมือง แสดงให้เห็นว่าไม่สนับสนุนให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง พรรคไม่สามารถหาเสียงได้โดยสะดวก
พรรคการเมืองใหญ่ก็จะถูกทำลาย อ่อนแอลง ขัดแย้งกับเจตนารมณ์การออก พ.ร.บ.พรรคการเมือง
เช่นเดียวกับการออกแบบ พ.ร.บ.คณะกรรมการการเลือกตั้ง อยู่บนพื้นฐานของความหวาดระแวง ไม่ให้เกียรติ กกต. อาทิ การประชุมพิจารณาเรื่องสำคัญ กกต.ขาดประชุมไม่ได้ ต้องลงคะแนน ถ้าไม่ลงคะแนนให้ลาออก
วิธีคิดเช่นนี้ไม่ให้เกียรติการตัดสินใจของ กกต.
ยังมีข้อปลีก ย่อยอีกหลายข้อที่ตลก เช่น ตลอดระยะ เวลา 7 ปี กกต.ไม่สามารถไปเรียนหลัก สูตรใดๆ ได้ยกเว้นหลักสูตรที่ กกต.จัดขึ้นเอง เพราะหวาดระแวงว่าการไปพบปะผู้คน ไปตีกอล์ฟ จะทำให้ กกต.เอนเอียง ทั้งๆที่การพบปะผู้คนอาจได้ความรู้ใหม่มากขึ้น
บทเฉพาะกาลให้เซ็ตซีโร่ กกต.ชุดปัจจุบันก็เหมือนกัน อ้างเหตุผลว่าคุณสมบัติของ กกต.สูงขึ้น ขอบอกว่าคนที่ออกแบบกฎหมายมีอคติ ขาดความเป็นมาตรฐาน ขัดต่อหลักนิติธรรม เพราะกำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะเป็นกรรมการองค์กรอิสระแต่ละองค์กรไม่เหมือนกัน
กกต.ชุดนี้สั่งสมการทำงานมา 4 ปี รู้ประเด็นข้อกฎหมาย ประเด็นข้อปลีกย่อยต่างๆเกี่ยวกับการเลือกตั้งมองเห็นปัญหาการจัดการเลือกตั้งทั้งระบบ ปัญหาการทุจริตการเลือกตั้ง
ถึงเวลาเอาคนใหม่มาเรียนรู้งาน แล้วคนเหล่านั้นจะจัดการเลือกตั้งได้ดีหรือไม่ หรือตกอยู่ภายใต้การครอบงำของสำนักงาน กกต.
ยุคที่ผ่านมา กกต.บางคนติดคุก ส่วนหนึ่งมาจากเจ้าหน้าที่ประจำสำนักงาน กกต.บางคน จึงเป็นห่วง กกต.ชุดใหม่ ถ้าไม่แม่นข้อกฎหมาย ตามไม่ทันกลโกงการเลือกตั้ง ตามไม่ทันเจ้าหน้าที่ประจำสำนักงาน กกต.บางคน ย่อมมีโอกาสลำบากได้
ทีมข่าวการเมือง ถามว่า ขณะนี้กระบวนการสรรหา กกต.ถูกวิจารณ์ในทางลบและคุณสมบัติของผู้สมัคร กกต.กำหนดสเปกไว้สูงมาก หรือ “สเปกขั้นเทพ” ทำให้มีตัวเลือกน้อย นายสมชัย บอกว่า ไม่ขอวิพากษ์วิจารณ์กระบวนการสรรหาดีหรือไม่ คนที่ได้มาเหมาะสมหรือไม่
ปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากตัวกฎหมาย ออกแบบโดยนักกฎหมายใหญ่ระดับประเทศ จึงเกิดปัญหาตามมา ตั้งแต่กรรมการสรรหา กกต. คุณสมบัติสเปกสูงเท่ากับ กกต.และเหนือกว่า กกต. ซึ่งจะได้คนเกษียณเท่านั้นเข้ามาเป็น
คุณสมบัติของผู้สมัคร กกต.ก็จำกัดคนกลุ่มหนึ่งและเปิดให้คนกลุ่มหนึ่ง เช่น ต้องเป็นหัวหน้าส่วนราชการ 5 ปี ทำให้ชาตินี้ทั้งชาติจะไม่ได้ระดับ ผบ.เหล่าทัพต่างๆ รวมถึง ผบ.ตร. มาเป็น กกต.แม้แต่คนเดียว เพราะไม่มีใครอยู่ในตำแหน่งถึง 5 ปี
เอ็นจีโอ 20 ปีพอมีคนเข้ามาได้ ศาสตราจารย์ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านสังคมศาสตร์ก็ยาก แต่เปิดกว้างองค์กรวิชาชีพ ทนายความ ครูสอนหนังสือ แพทย์ วิศวกรรม เภสัชกร สถาปัตย์ ในอนาคตคนกลุ่มนี้จะมาเป็นองค์กรอิสระ
การสรรหาคราวนี้จึงแปลกใจที่ระดับรอง ผบ.ตร.สอบตก แต่ได้ผู้อำนวยการโรงเรียนเข้ามา เพราะคุณสมบัติไม่ได้กำหนดว่าจะต้องเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนกี่ปี แต่เป็นครูมา 20 ปีคุณสมบัติครบครัน
กฎหมายฉบับนี้เป็นปัญหาและปัญหายังลามไปถึงที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา
เดิมกำหนดให้ลงคะแนนลับ แต่กฎหมายฉบับใหม่กำหนดลงคะแนนโดยเปิดเผย ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา เนื่องจากปกติอยู่กันอย่างสงบ สามัคคี
แต่เมื่อกำหนดให้ลงคะแนนโดยเปิดเผย จะรู้ว่าใครเลือกใคร อาจจะเกิดแตกแยกในหมู่ตุลาการ ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาจึงใช้วิธีการลงคะแนนแบบเดิม
เมื่อการสรรหา กกต.หรือการเลือก กกต.ขัดต่อ พ.ร.บ.คณะกรรมการการเลือกตั้ง ถ้าที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกายังยืนยันว่าการลงคะแนนโดยเปิดเผยและ สนช.เดินหน้าลงมติเห็นชอบตามรายชื่อที่ได้รับการสรรหา
ในอนาคตย่อมกลายเป็นปัญหาใหญ่ ขอยืนยันเรื่องนี้ไม่จบง่ายๆ
จะส่งผลเสียต่อเกียรติภูมิ สนช.และที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา
เห็นใจศาลฎีกา แต่เมื่อเป็นกฎหมายก็ต้องดำเนินการตาม ไม่มีใครใหญ่กว่ากฎหมาย ทางออกที่ดีน่าจะจัดประชุมใหญ่ศาลฎีกาเลือกใหม่ แม้ล่าช้าแต่ก็ไม่เกิดความเสียหายตามมา
ทีมข่าวการเมือง ถามว่า ถ้าไม่มี กกต.ชุดใหม่ย่อมมีโอกาสทำให้การเลือกตั้งยืดออกไปอีก นายสมชัย บอกว่า ถ้ามีการเลือกตั้งระดับท้องถิ่น ส.ส. การสรรหา ส.ว. ในจังหวะที่ กกต.ชุดใหม่ยังไม่มา กกต.ชุดนี้ก็ทำหน้าที่ไป
ยกเว้น กกต.ชุดนี้ไม่พอใจจะทำหน้าที่ต่อไป
อาจขอลาออกแล้วค่อยดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น
ไม่ขอพูดดีกว่ากลัวตื่นเต้นกันทั้งประเทศ.
ทีมการเมือง

เกมโลกเอื้อการเมืองแบบไทย : ผ่าสถานการณ์อำนาจพิเศษ “บิ๊กตู่” เสียใน-ได้นอก

เกมโลกเอื้อการเมืองแบบไทย : ผ่าสถานการณ์อำนาจพิเศษ “บิ๊กตู่” เสียใน-ได้นอก


ช่วงเวลาหนาวสุดในรอบปีนี้ ตามที่กรมอุตุนิยม วิทยาประกาศอุณหภูมิช่วงวันที่ 16-18 ธันวาคมนี้ บริเวณประเทศไทยตอนบนจะมีอากาศเย็นลงโดยทั่วไปกับมีลมแรง
อุณหภูมิลดลง 4-6 องศาเซลเซียส
โดยเริ่มจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคมเป็นต้นไป ส่วนภาคเหนือ ภาคกลางภาคตะวันออก กรุงเทพมหานครและปริมณฑล จะได้รับผลกระทบตั้งแต่วันที่ 17 ธันวาคม ส่งผลทำให้ในสัปดาห์นี้มวลอากาศจะเย็นลงต่อเนื่องถึงวันที่ 22 ธันวาคม
และอาจเห็นพื้นที่สูงทางภาคเหนือและอีสานอุณหภูมิลดลงเหลือเลขตัวเดียว
อากาศหนาวเยือกปลายปี ขณะที่ปฏิทินเวลาก็กำลังเข้าโหมดนับถอยหลังสู่เทศกาลแห่งความสุขส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ในอารมณ์ที่ประชาชนทั่วไปเริ่มเตรียมตัวเดินทางกลับบ้านต่างจังหวัด วางแผนท่องเที่ยว นัดจัดงานฉลองกันคึกคัก
ถึงโอกาสพักเรื่องหนักๆเครียดๆจากการทำงานมาตลอดทั้งปี
นี่คือจังหวะที่บรรยากาศทางการเมืองจะลดโทนความร้อนแรง กระแสแรงเสียดทานซาลงไปโดยอัตโนมัติ เป็นโอกาสดีที่รัฐบาลจะได้พักหายใจหายคอ
โดยเฉพาะสถานการณ์ของ “สายล่อฟ้า” อย่าง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ที่โดนแรงกระแทกต่อเนื่องมาตลอดทั้งปี
จังหวะนี้แหละที่ปมแหวนเพชร ประเด็นนาฬิกาหรูจะซาลงชั่วคราว
ตามเงื่อนไขสถานการณ์ที่กำลังไหล “เข้าเหลี่ยม” ของขบวนการตามไล่ล่าขุมทรัพย์ จัดหนักปฏิบัติการ “เซตฉาก” ประจาน “พี่ใหญ่” ผู้มากบารมีในทุกวงการ
เขี่ยหัวเชื้ออันตราย ยั่ว “จุดตาย” ปมทุจริต
โดยสถานการณ์ต่อเนื่องมาจากคิวปรับ ครม.ที่เขย่าแล้วเขย่าอีก ยังไง “บิ๊กป้อม” ก็ไม่ร่วง
ภายนอกมองเหมือนเป็น “ตัวถ่วง” แต่ภายในก็แบบที่ “น้องเล็ก” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ออกหน้ามาเคลียร์แทน “พี่ใหญ่” ประเด็นแหวนเพชรกับนาฬิกา
กฎหมายว่าอย่างไรก็ไปว่ากันตามขั้นตอน อย่าไปมองในทางที่แย่ทั้งหมด ไปดูข้อกฎหมายก่อน
“สื่อนั่นแหละ หลายคนก็จ้องอยู่เช่นกัน เขาต้องการตีให้แตกออกจากผมก็รู้อยู่”
ที่สำคัญ พล.อ.ประยุทธ์พูดด้วยว่า “ผมเองก็แข็งแรงเยอะ ถ้ายิ่งไม่มีคนอยู่ด้วยก็จะยิ่งดุกว่าเดิม จะใช้อำนาจอย่างเต็มที่” เหมือนสื่อเป็นนัย การมี “พี่ใหญ่” อย่าง พล.อ.ประวิตร มาคอยประคองรัฐบาล จะทำให้การบริหารอำนาจพิเศษเป็นอย่างประนีประนอม ตามสไตล์ “บิ๊กป้อม” ที่กว้างขวางทุกวงการ
นี่คือความจำเป็นที่ทำยังไง “พี่ใหญ่” ก็ไม่หลุดวงโคจรรัฐบาล
“เสี้ยม” ยังไงก็ไม่แตกไม่แยกกัน
3 พี่น้องบูรพาพยัคฆ์กอดคอมาตั้งแต่ต้น ก็ต้องแท็กทีมไปจนจบ
และตามรูปการณ์ที่ฝ่ายคุมอำนาจพิเศษยังล็อกกันแน่น ล้อกับการเดินแผนข้ามชอตไปถึงการคุมเกมอำนาจช่วงเปลี่ยนผ่านอีกอย่างน้อย 5 ปี ตามเงื่อนไขที่วางไว้ในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญปัจจุบัน
นั่นก็ทำให้ “นักเลือกตั้งอาชีพ” รุ่นเก๋าลายคราม ระดับนายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ต้องขยับออกจากมุมที่ซุ่มโป่งมาหลายปี
ประเดิมด้วยมุกร่อนจดหมายเปิดผนึกถึง พล.อ.ประยุทธ์ จี้จุดปมเศรษฐกิจของรัฐบาล คสช.บริหารประเทศมา 3 ปี ทำให้รายได้ต่อครัวเรือนของประชาชนในพื้นที่ภาคใต้และภาคอื่นลดลง
“ตีธง” ให้ลูกข่ายได้รับรู้สัญญาณ การเคาะสนิม หวนคืนเวที
ภายใต้ลีลาเก๋าๆของยี่ห้อ “ชวน หลีกภัย” จับทางได้ เป้าหมายแรกอยู่ที่การทิ่มหมัดตรงเข้าใส่ “จุดแข็ง” แฝงความเปราะบางของทีมเศรษฐกิจรัฐบาลภายใต้การนำของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ผลิตซ้ำวาทกรรม ย้ำปมปัญหาปากท้องชาวบ้าน

ตามเหลี่ยมดิสเครดิต ประจานทีมงาน “สมคิด” บ้อท่า
ในสถานการณ์อีกมุมก็เป็นจังหวะเตะตัดขา “สมคิด” ที่กำลังติดลมบน กับการผลักดันภาพรวมทางเศรษฐกิจในระดับมหภาค ตามสัญญาณเชิงบวกทั้งในมุมของตัวเลขจีดีพี ตัวเลขการส่งออกที่สูงขึ้น รวมถึงล่าสุด เวิลด์แบงก์ได้ประเมินประเทศไทยจะทำให้ฐานคนจนลดลง
เป็นตัวเลขที่มาจากฐานข้อมูล ไม่ใช่แค่ลมปากลอยๆของนักการเมือง
เรื่องของเรื่อง ถ้าปล่อยให้ “สมคิด” เดินหน้าได้ตามเป้ายุทธศาสตร์ โอกาสที่แต้มจะไหลไปทาง “นายกฯลุงตู่” เดินหมากเบิ้ลอำนาจพิเศษช่วงเปลี่ยนผ่านได้สะดวกขึ้น
และจะทำให้นักการเมืองอาชีพทวงเวทีคืนยากไปกันใหญ่
ประกอบกับสถานการณ์ในพรรคประชาธิปัตย์ก็กำลังตกที่นั่งลำบาก ตามสภาวะการกั๊กเหลี่ยมอำนาจชิงการนำพรรคระหว่างทีมของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค กับ “ลุงกำนัน” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำกลุ่ม กปปส.ที่ส่อเค้าซ้ำรอยประวัติศาสตร์ “กลุ่ม 10 มกรา” ทำพรรคแตก
ยี่ห้อ “ชวน หลีกภัย” เลยต้องกระโดดออกมา “ขัดตาทัพ”
การกลับมาของโคตรเซียนวัยดึก ก็ต้องมีลีลากระตุกเรตติ้งกันตามฟอร์ม
ช็อตเดียวได้หลายเด้ง อีกทั้งการขยับของอดีตนายกรัฐมนตรี 2 สมัย ยังเป็นการนำร่องนักการเมืองอาชีพให้เดินหมากอย่างเป็นระบบในการวัดเชิงกับทหาร
แบบที่นายชวนกดดันเป็นเชิงสอนมวยอย่าเรียกร้องให้ คสช.ปลดล็อก เพราะจะทำให้ชาวบ้านเบื่อนักการเมือง ต้องปล่อยให้เป็นเรื่องของ คสช.ที่จะพิจารณาตามความเหมาะสม แต่หากการปลดล็อกช้า เกิดปัญหา คสช.ห้ามบอกปัดความรับผิดชอบ
เหมือนจะหมอบ แต่ขู่ กดดัน วัดใจกันในที
ตามเงื่อนสถานการณ์ที่ “นายกฯลุงตู่” ไม่ตอบโต้ แค่ยอมรับในความหวังดีของนายชวน
นั่นก็เพราะไม่รู้จะมีเหลี่ยมแฝงอะไรสวนมา
ที่แน่ๆในสถานการณ์ต่อเนื่องกับการที่มวยรุ่นเก๋า มวยรุ่นใหญ่ เริ่มขยับออกมาเคลื่อนไหว เปิดเกมวัดใจกับรัฐบาลทหาร คสช. ก็เป็นจังหวะต่อเนื่องกัน

กับประเด็นการ “เซ็ตซีโร่” พรรคการเมืองไปเริ่มนับหนึ่งกันใหม่หมด
ตามรูปการณ์ที่มีการเสนอให้แก้ไข พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง เพื่อโละสมาชิก เริ่มต้นการตั้งพรรคใหม่กันทั้งหมด ไม่ให้เกิดปมเหลื่อมล้ำพรรคใหม่ พรรคเก่า
ส่อเค้าทำให้การเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไป
ว่ากันตามกระบวนการ ไม่น่าจะทันตามปฏิทินที่ พล.อ.ประยุทธ์ ย้ำสัญญาณประชาคม จะประกาศวันเลือกตั้งในเดือนมิถุนายน 2561 และเข้าคูหากาบัตรปลายปี
วนไปวนมา ก็หนีไม่พ้นเข้าเหลี่ยมยื้อเวลาของ คสช.
โดยจังหวะสถานการณ์ เหมือน คสช.ตั้งท่าไปต่อ ท่ามกลางสภาวะ “ขาเดี้ยง” จากการโดน “เจาะยาง” ทั้ง “ขาหลัก” ด้านความมั่นคงคือ “บิ๊กป้อม” และ “ขาค้ำยัน” ด้านเศรษฐกิจอย่าง “สมคิด”
เสี่ยงติดหล่ม ยางแตกได้ทุกขณะ
ตามเงื่อนไขสถานการณ์ภายในประเทศ รัฐบาลทหาร คสช.ต้องเสียอาการทรงตัวเป็นพักๆ
แต่นั่นกลับสวนทางกับเงื่อนไขสถานการณ์ภายนอก เพราะล่าสุดสหภาพยุโรป (อียู) มีมติเห็นพ้องให้ฟื้นคืนการติดต่อทางการเมือง “ทุกระดับ” กับประเทศไทย หลัง จากระงับมานาน 3 ปี เพื่อแซงก์ชั่นกดดันกองทัพที่ยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนจากการเลือกตั้ง
นั่นหมายถึงยุโรปไม่สนสภาวะภายใต้รัฐบาลทหารไทยอีกต่อไป
ตามจังหวะไหลตามเกมของ “พี่เบิ้ม” อย่างสหรัฐอเมริกา ที่ประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” เปิดทำเนียบขาวต้อนรับ “นายกฯลุงตู่” ผู้นำรัฐบาลทหารของไทย
เจรจาความทางการเมือง ธุรกิจการค้า ความมั่นคง กันอย่างชื่นมื่น
แน่นอน ยุโรปก็ต้องการผลประโยชน์ตรงส่วนนี้เหมือนกัน
ทั้งหมดทั้งปวงนั่นก็เพราะชัยภูมิที่ตั้งของประเทศไทย เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญต่อการถ่วงดุลสถานการณ์การเมืองโลกในปัจจุบัน
ชาติมหาอำนาจทั้งตะวันตกและเอเชียจำเป็นต้องพึ่งพาไทยเป็นฐานขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์
นี่คือสถานการณ์ที่เกมอำนาจโลกเอื้อต่อการเมืองแบบไทยๆ
“เสียใน” แต่ “ได้นอก” ถึงตรงนี้มันก็อยู่ที่กึ๋นของรัฐบาล “ลุงตู่” โดยเฉพาะทีมเศรษฐกิจภายใต้การนำของ “สมคิด” จะหยิบฉวยโอกาสทองได้มากน้อยแค่ไหน
เพราะนั่นจะแปรผันโดยตรงกับสภาวะสู้แรง เสียดทานภายใน
เรื่องของ “เก่งบวกเฮง” ที่มาพร้อมๆกัน มันไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ.
“ทีมการเมือง”

ดิ้นต้านหมาก 'แย่งแต้ม'

ดิ้นต้านหมาก 'แย่งแต้ม'


ถึงแม้ข้อเสนอของรุ่นเก๋าอย่าง “สมศักดิ์ เทพสุทิน” ที่ออกมาแนะให้ใช้มาตรา 44 แก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้มีแค่ ส.ส.เขต 400 คน และไม่ต้องสังกัดพรรค เพื่อสลายขั้วสลายสีสร้างความปรองดอง จะเป็นปมเรียกแขก

เสียงวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงไม่เห็นด้วยมาเต็ม แต่ “สมศักดิ์” ก็ไม่มีอะไรเสีย ได้จุดพลุขายไอเดีย โดยเฉพาะเมื่อชื่อเข้าตาในห้วงที่รัฐบาล คสช.มีคิวเตรียมลงพื้นที่จ.สุโขทัย

อำนาจพิเศษ ไม่มองเมินเจ้าถิ่นดีกรีเก๋าอย่าง “สมศักดิ์” แน่

ยิ่งถ้ามีลูกฟลุก ไอเดีย “ปล่อยผี ส.ส.” เข้าทางอำนาจพิเศษ หยิบไปปรับใช้ก็ได้เฮ

เพราะไม่เฉพาะรายนี้ แต่นักการเมืองที่ผูกติดต้นสังกัด หากคลายล็อกปล่อยฟรีให้ขยับสะดวก

มีรายการ “ตลาดแตก” ชัวร์

ในห้วงที่อ่านทาง “อำนาจพิเศษ” เดินหน้าเฟสต่อไป หนึ่งในแนวทางก็น่าจะเป็นแยกย่อยป้อมค่าย
หมาก “แย่งแต้ม” กำลังคืบหน้า

เมื่อมีคนที่ถูกมองว่าอยู่ในเครือข่ายออกมาเขี่ยลูกทั้งนายไพบูลย์ นิติตะวัน ว่าที่ผู้ก่อตั้งพรรคประชาชนปฏิรูป ประกาศตัวเป็นเสลี่ยงหาม “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.

เสนอ สนช.ให้แก้กฎหมายพรรคการเมือง ในปมจดทะเบียนสมาชิกพรรคกันใหม่ ด้วยสูตร “เซ็ตซีโร่”

อีกทาง “ลุงกำนัน” สุเทพ เทือกสุบรรณ แฟนคลับตัวจริงของ “ลุงตู่” ก็โผล่มาในจังหวะเดียวกัน ชูข้อเสนอไม่แตกต่าง ด้วยเหตุผลทำให้พรรคเก่า–ใหม่ เท่าเทียม เป็นธรรม

แล้วเกมก็ชักจะเข้าเค้า ถึงแม้ไม่อ้าซ่า แต่คนรัฐบาล คสช.ก็แบะท่ารับลูกไอเดีย

หินถูกโยนแล้ว หากทางสะดวกก็คงลุย

แล้วคิวนี้ก็น่าสังเกต ที่โวยหนักไม่ใช่คนในพรรคเพื่อไทยที่น่าจะเป็น “เป้าหลัก” หลังโดนโค่นจากอำนาจรัฐ ในคิวรัฐประหารปี 2557 เพียงแต่เอาเข้าจริง สารพัดสูตรรื้อโละนั้น “นายใหญ่” อ่านหมาก “วางแผน” รับไว้แล้ว

ด้วยสูตรแก้ไข “แตกตัว” เอง ก่อนจะถูก “ทำให้แตก”

แว่วว่ามีพรรคเครือข่ายสำรองไว้หลายหัว “แตกตัวก่อน” หลังเลือกตั้งค่อยกลับมา “ประกอบร่าง”

ต่างจากคนพรรคประชาธิปัตย์ที่ออกมาโวยแหลก พุ่งโฟกัสไอเดียรื้อกฎหมายพรรคการเมือง ในเกมโละ “รีเซ็ต-เซ็ตซีโร่” จวกแรงทำให้กฎหมายที่ยังไม่บังคับใช้เต็มร้อยต้องแท้ง “ตายทั้งกลม”

หรือที่มาวิเคราะห์เป็นฉากๆ เห็นภาพ “ประมวล เอมเปีย” รองโฆษกพรรค ชี้เปรี้ยง ไอเดียสารพัดที่เสนอ อดีต ส.ส.ทุกคนเข้าเงื่อนไขต้องมาสมัครสมาชิกใหม่ เท่ากับเป็นเกม “สลายพรรค”

เปิดทางทุนใหม่-ค่ายใหม่ “ตกปลาในบ่อเพื่อน” และอาจนำไปสู่การ “ยืดเลือกตั้ง”

ตามรูปการณ์ก็คงห้ามหวั่นไหวไม่ได้เหมือนกัน เพราะอีกธงของอำนาจพิเศษ ที่น่าจะมีสูตร “แยกกันเดิน” ก่อนรวมตัว “ประกอบร่าง” หลังเลือกตั้ง ในแผนปั้น “ผู้นำคนนอก”

วางหมากไม่ต่างจากลูกไม้ “ค่ายนายใหญ่”

แน่นอน อีกทางก็คือต้อง “ทอนแต้ม” ค่ายหลักอย่างประชาธิปัตย์ ลดความเฮี้ยว “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรค ปชป.ที่ “นายหัวชวน หลีกภัย” ปรมาจารย์กลับมาเดินลมปราณ เติมกำลังภายในให้ศิษย์รัก
โดยผู้กล้าท้าความขลังนายหัว ก็คงไม่พ้น “ลุงกำนันสุเทพ” ดีกรี “อดีตแกนนำ กปปส.”

ถ้าเปิดหัวตั้งพรรคใหม่ ก็น่าจะได้ลูกทีมพื้นที่ต่างๆมาเข้าทัพพอสมควร

แย่งแต้มภาคใต้อาจยาก แต่ถ้าได้แค่ “แบ่ง” บ้างก็เฮแล้ว

โดยเฉพาะถ้ามีปัจจัยหนุน “เซ็ตซีโร่” สมาชิกพรรคมาเป็นตัวช่วย ก็คงจะ “ตกปลา” กันสนุกยิ่งขึ้น

ปชป.ที่ “อภิสิทธิ์” ถือธงนำ ใต้ร่มเงาความขลัง “นายหัวชวน” ก็นิ่งไม่ได้ เมื่ออำนาจพิเศษเริ่มส่อแววกลับลำยูเทิร์นหักศอกสู่ธงเดิม ก็ต้องดิ้นแก้เกม ยื้อคิวแย่งแต้มทอนกำลัง

ประคองพวงมาลัยไม่ให้รถยี่ห้อเก่าแก่ “แหกโค้ง”.

ทีมข่าวการเมือง

วันเสาร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ฮับพลังงาน

Thon Thamrongnawasawat
เรื่องนี้ยาวมากและเขียนยากมาก แต่ใจมันอยากเล่าให้เพื่อนธรณ์ทราบ จึงตัดสินใจเขียนเรื่องแนวทางของสิงคโปร์ในการเข้ามามีบทบาทเรื่องก๊าซธรรมชาติ มาดูสิว่าประเทศที่ไม่มีก๊าซเลยสักนิด จะสามารถเป็นผู้หาผลประโยชน์จากพลังงานได้อย่างไร #เรื่องนี้หาอ่านยากมากนะ
ก่อนอื่นต้องบอกว่า ผมเชื่อในการแข่งขันแบบโลกเสรี การเขียนเรื่องนี้จึงไม่มีจุดประสงค์ต่อว่าสิงคโปร์ เพราะในธุรกิจระดับโลก ใครอ่อนแอก็แพ้ไป
ผมเพียงอยากชี้ให้เห็นว่า การรู้เขารู้เราในยุคนี้สำคัญอย่างยิ่ง และเราจำเป็นต้องเพิ่มขีดความสามารถเพื่อให้เราเจริญก้าวหน้า
ไม่งั้นเราก็คงอยู่อย่างนี้ไปเรื่อยๆ ขณะที่ชาติอื่นเขาพุ่งไปไกลโพ้น แล้วเราก็มาเฝ้าสงสัยว่าเขาทำได้ไงหนอ
สิงคโปร์สามารถสร้างตัวเองจนเป็นฮับน้ำมันของภูมิภาค โดยใช้ข้อได้เปรียบจากสภาพภูมิศาสตร์ของการเป็นเมืองท่า ประวัติศาสตร์ที่สืบต่อมาตั้งแต่สมัยอาณานิคม การมีวิสัยทัศน์และการทำตามกรอบเพื่อตรงไปสู่เป้าหมาย จนกลายเป็นศูนย์กลางเทรดดิ้งน้ำมัน
อย่างไรก็ตาม สิงคโปร์ไม่ได้เข้ามายุ่งเรื่องก๊าซธรรมชาติมากนัก เพราะเดิมทีก๊าซธรรมชาติยังไม่เป็นที่แพร่หลายเช่นน้ำมัน และการซื้อขายก๊าซมักเป็นการทำสัญญาในระยะยาว ไม่มีช่องว่างให้เทรดดิ้งแบบ Spot
แต่โลกเปลี่ยนครับ มีการค้นพบก๊าซธรรมชาติตามที่ต่างๆ ทำให้การ์ต้าไม่ใช่ผู้ผลิตรายใหญ่รายเดียวอีกต่อไป ยังมีออสเตรเลียและอเมริกาเข้ามาร่วมวง
ก๊าซธรรมชาติยังเป็นเชื้อเพลิงฟอสซิลที่คนยอมรับมากกว่าถ่านหิน เพราะปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่า
โดยเฉพาะคนไทย เราอยู่กับก๊าซมานาน ทำให้คุ้นเคยกับพลังงานประเภทนี้ ไม่เคยมีปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมใหญ่โตจนเป็นประเด็น
สิงคโปร์ก็อยู่กับก๊าซมานานมาก เพราะพลังงานไฟฟ้าในสิงคโปร์ร้อยละ 95 มาจากก๊าซธรรมชาติที่เขานำเข้ามา
ผมสอบถามจาก CEO ชาวสิงคโปร์ เขาบอกว่าภาพลักษณ์เป็นสิ่งสำคัญของประเทศเขา แต่แน่นอนว่าค่าไฟก็ต้องแพงหน่อย ซึ่งเขาพิจารณาแล้วคิดว่าคุ้ม
Trade Off คือการได้อย่างเสียอย่าง เป็นเรื่องปรกติของพลังงาน ที่อาจแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ
แต่แน่นอนที่สุดคือไม่มีอะไรได้กับได้
เมื่อสิงคโปร์ใช้ก๊าซเป็นหลัก ค่าไฟสูงหน่อย เขาก็เริ่มหาทางได้ประโยชน์จากก๊าซเพื่อมาทดแทน ทั้งที่เขาไม่ได้มีแหล่งก๊าซเลย
สิงคโปร์เล็งเห็นว่า ในอนาคตของเอเชีย ก๊าซจะเป็นที่ต้องการเพิ่มมากขึ้น ด้วยเหตุผลดังนี้
ภายในปี2030 ประชากรเอเชียจะเพิ่มขึ้นอีก 500 ล้านคน ซึ่งเท่ากับประชากรอียูทั้งหมด
ในค.ศ.2010-2015 ราคาขายเฉลี่ย LNG ในเอเชียแพงกว่าที่อื่น
เอเชียนำเข้า LNG เป็นปริมาณ 2 ใน 3 ของโลกตั้งแต่1980 และคงเป็นเช่นนั้นไปอีกนาน
ในค.ศ.2012 เอเชียซื้อก๊าซเป็นเงินมากกว่า 130 พันล้านเหรียญ
นอกจากประเทศอุตสาหกรรมเดิม เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี ยังมีความต้องการอีกมากจากประเทศใหม่ เช่น จีน อินเดีย (มาแรงมาก) ซึ่งความต้องการจะเพิ่มอย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ เขายังคิดว่าตลาด ASEAN ก็สำคัญ แม้ว่าหลายชาติในอาเซียนจะมีแหล่งก๊าซของตนเอง แต่ลองดูมุมที่เขาคิดนะครับ
ในอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์มีเกาะรวมกันกว่า 20,000 เกาะ สำหรับเกาะใหญ่ไม่มีปัญหา แต่ถ้าเป็นเกาะเล็กเกาะน้อยล่ะ
การส่งไฟฟ้าระหว่างเกาะเล็กๆ โดยใช้เคเบิ้ลใต้น้ำต้องลงทุนสูงมาก โดยเฉพาะการส่งไฟไปที่เกาะเล็กเกาะน้อยที่จะเจริญขึ้นกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวในอนาคต กระจายตัวออกไปเรื่อยๆ
แหล่งท่องเที่ยวต้องการไฟฟ้า เมื่อค่าเคเบิ้ลแพง การสร้างโรงไฟฟ้าขนาดเล็กตามเกาะต่างๆ หรือแม้กระทั่ง Floating Plant โรงไฟฟ้าลอยน้ำ เป็นเรื่องเป็นไปได้
ความรู้เพิ่มเติมสำหรับเพื่อนธรณ์ รู้ไหมครับว่า Floating Plant ยุคแรกๆ อยู่ในเมืองไทย เราซื้อต่อมาจากญี่ปุ่น จากนั้นก็นำไปใช้ที่ขนอม แต่ใช้จอดขึ้นไปบนฝั่ง ปัจจุบันรื้อไปหมดแล้วครับ
สิงคโปร์คิดว่าหากเขารับเรือขน LNG ขนาดใหญ่เข้ามาที่ท่า มีที่เก็บก๊าซเป็นฮับ จากนั้นก็ใช้เรือขนาดเล็กส่งก๊าซไปตามเกาะต่างๆ จะมีความเป็นไปได้ทางธุรกิจแบบ new S-Curve
เขายังทราบดีว่าก๊าซในเมืองไทยก็ลดน้อยลง จนถึงตอนนี้ เรากลายเป็นผู้นำเข้าก๊าซไปแล้ว ในอีก 7-10 ปี เราจะต้องนำเข้าเกือบทั้งหมด
สิงคโปร์มองเห็นความต้องการก๊าซในภูมิภาคที่มากขึ้น เชื่อว่าตลาดก๊าซจะพัฒนาคล้ายน้ำมัน มีการซื้อขายแบบ Spot มากขึ้นเรื่อยๆ
ขณะที่สัดส่วนของการทำสัญญาระยะยาวในอนาคตจะลดลง เนื่องจากมีปริมาณก๊าซออกสู่ตลาดจนพอเพียงให้เกิดการแข่งขันด้านเทรดดิ้ง ซึ่งเป็นเรื่องที่เขาถนัด
ในค.ศ.2013 กองทุนเทมาเส็ก (ของรัฐบาล) จึงตั้งบริษัท Pavilion Energy เพื่อมุ่งหน้าหาประโยชน์ในเรื่องนี้
สิงคโปร์ทราบดีว่าจุดอ่อนของเขาคือไม่มีแหล่งก๊าซในประเทศ แม้จะมีท่อก๊าซส่งมาจากอินโดนีเซีย (สุมาตรา) แต่ก็มีระยะเวลาสัมปทาน และในอนาคตอินโดก็คงไม่ยอมขายก๊าซราคาถูกให้ง่ายๆ (ตอนนี้อยู่ระหว่างการต่อรอง)
เขาจึงแบ่งการทำงานเป็น 3 ส่วน Upstream Midstream และ Downstream ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ)
Upstream คือแหล่งก๊าซ เขาทราบดีว่าแหล่งในไทยแทบไม่เหลือ ในมาเลก็มีปิโตรนัส ในอินโดก็มีบริษัทอื่นๆ
เป้าหมายของสิงคโปร์จึงต้องเป็นแหล่งใหม่หน่อย เช่น แอฟริกา
แอฟริกาตะวันออกมีแหล่งก๊าซในทะเลอยู่มาก
สิงคโปร์มุ่งหน้าไปที่แทนซาเนีย ได้สัมปทานและวางแผนการผลิตก๊าซที่นั่น (ไม่ใช่ใน 2-3 ปีนะครับ แต่อาจเป็น 7-8 ปี ซึ่งตรงกับช่วงที่เขาคำนวณว่า Demand จะมากกว่า Supply ทำให้ราคาก๊าซดี)
เรื่องนี้ไทยก็ทราบ และเคราะห์ดีที่เราทำงานเรื่องก๊าซมานาน
ปตท.สผ.จึงเข้าไปลงทุนในโมซัมบิก เพื่อที่จะพัฒนาแหล่งก๊าซที่นั่น และต้องกระซิบไว้นิดว่าแหล่งของเรามีปริมาณสำรองมากกว่าแทนซาเนียเยอะครับ
ในส่วนของ Midstream สิงคโปร์ใช้จุดเด่นที่เป็นเมืองท่า พูดคุยกับบริษัทขนส่งทางทะเลง่าย จึงไปจับมือกับหลายบริษัท
นอกจากนี้ ยังต่อเรือเอง ถึงปัจจุบัน เขามี LNG Carrier 3 ลำ และกำลังต่อเพิ่มอีก 2 ลำ
นอกจากนี้ เขายังมีท่าเรือ LNG receiving terminal ขึ้นที่เกาะจูล่ง และกำลังขยายขนาดเพื่อให้รองรับการเก็บ LNG ได้หลายล้านตัน
ในส่วนนี้เมืองไทยแพ้เรื่อง-เท่าทันเรื่อง
เราไม่มีเรือขนส่งก๊าซเลยสักลำ ทั้งที่เราก็วางแผนมานาน ซึ่งคงต้องเร่งรีบหาทางกันหน่อยแล้ว
เคราะห์ดีที่เราเริ่มทำ LNG Terminal ไว้บ้างแล้ว และในอนาคตจะเพิ่มขึ้น จนสามารถรองรับ LNG ได้หลายล้านตัน มากกว่าสิงคโปร์ครับ
สุดท้ายคือ Downstream สิงคโปร์เริ่มทำการส่งก๊าซและวัตถุดิบอื่นๆ จากก๊าซ เพื่อป้อนโรงไฟฟ้า ปิโตรเคมี ไบโอเทคโนโลยี ฯลฯ
เขายังเน้นกิจกรรม Trading อย่างต่อเนื่องตามที่ถนัด โดยตั้งเป้าจะเป็นผู้กำหนดราคาก๊าซในระดับภูมิภาคให้ได้ (เหมือนที่ทำได้กับน้ำมัน)
ในส่วนของเมืองไทย เรามีหลายบริษัทด้าน Downstream ทั้งในประเทศและเริ่มไปลงทุนต่างประเทศ
และเราก็มีบริษัท Trading (ในเครือปตท.) ตั้งอยู่ที่สิงคโปร์และเพิ่งเปิดใหม่ที่ลอนดอน
ทั้งหมดนั้น ต้องลองคิดถึงระยะเวลาด้วยครับ ของเขาเริ่มต้นเมื่อปี 2013 ขณะที่เราทำงานเกี่ยวกับก๊าซมาเกือบ 40 ปี
ผมเคยไปเยี่ยมปิโตรนัส เห็นภาพของมาเลเซียว่าในฐานะประเทศที่มีแหล่งปิโตรเลียมมหาศาล เขากำลังจะไปทางไหน
หนนี้มาสิงคโปร์ ประเทศที่ไม่มีแหล่งปิโตรเลียมเลย แต่ก็เห็นภาพว่าเขาจะกระโดดเข้ามาในตลาดอย่างไร และจะก้าวไปอย่างไร
ในส่วนของเมืองไทย เราต้องพยายามครับ เพราะยังไงก๊าซก็ยังคงเป็นแหล่งพลังงานและวัตถุดิบหลักของเรา
การรู้จักคนอื่น หาตัวเองให้เจอ กำหนดกรอบ และมุ่งไปข้างหน้า เพื่อให้เราอยู่ในสภาพที่แข่งขันได้ เป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง
ธุรกิจปิโตรเลียมและก๊าซในไทย ไม่จำกัดแค่พลังงาน แต่ยังหมายถึงวัตถุดิบที่ต่อยอดไปมหาศาล มีผู้คนเกี่ยวข้องหลายแสนคน
นี่จึงเป็นการแข่งขันที่มีปากท้องของคนมหาศาลมาเกี่ยวข้อง
ผมดีใจที่เราเริ่มมีแผนปฏิรูปพลังงาน (เสร็จภายในปลายเดือนธันวาคม) และยุทธศาสตร์ชาติ (เสร็จปลายเดือนมกราคม)
ซึ่งน่าจะพาเราเข้าไปสู่การแข่งขันใน S-Curve ใหม่ ที่ไม่จำเป็นต้องแข่งเพียงอย่างเดียว แต่สามารถร่วมมือกับสิงคโปร์มาเลเซียและชาติอื่นๆ ในการเป็นผู้นำของธุรกิจก๊าซในย่านนี้
เมื่อดูภูมิศาสตร์แล้ว เราอาจสู้ Lower ASEAN ไม่ได้ แต่ถ้าเป็น Upper ASEAN หรือประเทศ CLMV เรามีศักยภาพมากกว่า
เราท่อก๊าซที่ต่อเชื่อมไปมา หากเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้านได้ เราจะก้าวไปอีกระดับ
อย่าลืมท่อก๊าซที่ต่อมาจากพม่า แม้สัมปทานอาจหมด แต่ถ้าเรามีท่าเรือ LNG ตรงนั้น เราก็ยังใช้ประโยชน์จากท่อได้อยู่ดี และระยะทางจากแอฟริกามาพม่าจะใกล้กว่าและประหยัดกว่าแล่นเรือลงไปหาสิงคโปร์
ผมเชื่อว่าท่านรัฐมนตรีพลังงานคงทราบเรื่องนี้และกำลังวางแผนอยู่
ผมเพียงอยากบอกว่า สิงคโปร์ก้าวไปเร็วมาก หากเราจะแข่ง เราต้องเร่งตั้งเป้าและเดินหน้า
ภารกิจของกระทรวงที่เป็นเรื่องเฉพาะหน้า ทั้งเปิดประมูลรอบใหม่และเรื่องโรงไฟฟ้าภาคใต้ เป็นที่ทราบดีอยู่แล้ว แต่ยังมีอีกหลายเรื่องที่เราต้องเร่งเดิน
มิฉะนั้น สักวันเราก็จะมาสงสัย ว่าทำไมสิงคโปร์ที่ไม่มีแหล่งก๊าซเลย กลายเป็นผู้นำในด้านนี้ได้อย่างไร
เขาคิดอย่างนี้ทำอย่างนี้ไงครับ
สำหรับเพื่อนธรณ์ อย่างที่บอกไว้ตอนต้น เรื่องนี้เขียนยากมาก และอาจมีผู้เข้าใจไม่เท่าไหร่ คนกดไลค์ชอบใจคงไม่มาก
แต่สำหรับผมแล้ว ขอเพียงเรื่องที่เขียนมีเพื่อนธรณ์อ่านแล้วได้ประโยชน์ จะเป็นกี่คนก็ไม่สำคัญครับ