PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันอังคารที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

อ้างชื่อ "ป.ป้อม"

อ้างชื่อ "ป.ป้อม"
"บิ๊กตู่ "เผย "บิ๊กป้อม" ประกาศ กลางที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ถ้ามีใครอ้างชื่อ สั่งนั่นสั่งนี่ เรื่องผลประโยชน์ ให้รีบบอกท่านได้เลย อย่าไปเชื่อ ใครมาอ้าง ป.ปลา ป.แปะ บอกท่านเลย
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงการตรวจสอบการทุจริตเงินสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อยและผู้ติดเชื้อเอดส์ ของศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งในหลายจังหวัด ว่า เรื่องการทุจริตในเรื่องดังกล่าว พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้รายงานให้ตนรับทราบ ว่ามีการตรวจสอบทุจริตตั้งแต่ปีที่แล้ว ซึ่งกำลังตั้งคณะกรรมการสอบสวน แต่ปรากฏว่าล่าช้า ก็ต้องไปดูว่าทำไมล่าช้าในเมื่อตั้งคณะกรรมการสอบสวนแล้ว ต้องไปดูว่าใครเกี่ยวข้องบ้าง
โดยตนได้สั่งการไปว่าจะต้องลงโทษทุกคนที่มีหลักฐานเกี่ยวข้อง เรื่องที่เกิดเราก็ไม่รู้ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร ต้องไปตรวจสอบ เพราะการเซ็นต์รับเงิน การเบิกจ่ายเงินนั้น ต้องทำเป็นกระบวนการและมีคนข้างในร่วมมือ สิ่งเหล่านี้เกิดมาตั้งนานแล้ว ก่อนที่จะรัฐบาลนี้จะเข้ามา

"นี่คือสิ่งที่ต้องแก้ปัญหา ทั้งรัฐบาล ส่วนราชการ หน่วยงานที่ตรวจสอบ ตัวผู้ปฏิบัติงานต้องมีจิตสำนึก ผมก็ไม่คิดว่าจะกล้าทำขนาดนี้ หากตรวจสอบพบตามหลักฐานที่มีอยู่ ใครที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม หรือคนที่ไม่เกี่ยวข้อง แต่หากปล่อยปละละเลยก็ต้องลงโทษทางวินัย ผมเตือนทุกกระทรวง
ทั้งนี้พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และรมว.กลาโหม ได้ประกาศในที่ประชุมครม. ว่าหากใครมาแอบอ้าง ป. ปลา ไปสั่งการโน่นนี่ แจ้งมาได้เลย หรือบอกไปที่ตัวพล.อ.ประวิตร เองได้เลย ซึ่งพล.อ.ประวิตรก็จะดูแลและรักษาความลับให้ ฉะนั้นอย่าไปเชื่อ คนที่มาแอบอ้าง ป.ปลา ป.แปะ อะไร" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

เมื่อถามว่า ควรให้กระทรวงพม.ปรับเปลี่ยนวิธีการเบิกจ่ายเงินหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ต้องไปดู เพราะมีหลายส่วนร่วมกัน ทั้งข้าราชการเลวๆ ประชาชนกลุ่มหนึ่งที่อยากได้เงิน ตนไม่อยากจะพูด สมัยก่อนมีคนจากฝ่ายการเมือง เอาโครงการที่เขาอ้างว่าไปดูแลคนจน เอางบประมาณต่างๆ ลงไป ลงไปถึงตรงไหนก็ตรงนั้น ไม่ใช่แค่กระทรวงนี้ด้วย เอาโครงการลงไป แล้วไปหาคนที่อยากได้ก็เอาเข้ามาเสนองบ แล้วก็มีข้าราชการที่ไม่ดีร่วมมือ

ไม่เชื่ออย่าลบหลู่

"บิ๊กตู่" ชี้ยุคนึ้ 4.0 ติงสนใจแต่โหราศาสตร์
ฮวงจุ้ย โยง อ่างบัวแตก กับโคมจีน แก้เคล็ด ชี้เป็นอุบัติเหตุ ตำรวจถอยรถชน แปลกใจ มีใบขับขี่หรือเปล่า ฝากตำรวจไปถามสิ เกือบจะเรียกมาถามแล้ว ส่วน คนปักธูป36 ดอก หวังต่อต่อบ้านเมือง แต่ยัน ผมไม่ได้ สั่งให้มาปัก กระถางข่อยแตก เพราะเก่าแล้ว
พล.อ ประยุทธ์ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรี และ หัวหน้าคสช.ได้กล่าวถึงอ่างบัวแตก กระถางแตก รวมถึง การปักธูป36ดอกในทำเนียบรัฐบาล ว่า ขออย่าไปมองเรื่องไสยศาสตร์ โหราศาสตร์ หรือ ฮวงจุ้ย อย่างเดียว
"วันนี้มัน4.0 แล้ว แต่เราไม่ได้ไปลบหลู่ เพราะถือเป็นเรื่องธรรมชาติ
"ผมว่าจะเรียกตำรวจ คนที่ถอยรถชนอ่างบัวมาถามแล้วว่า ถอยรถยังไง มีใบขับขี่หรือเปล่า อ่างบัวอยู่ห่างถนน ตั้งเกือบเมตรถอยไปชนได้ไง คงจะ ฝากตำรวจไปดูด้วยว่าสอบใบขับขี่มาได้อย่างไร ก็ถือเป็นเรื่องอุบัติเหตุ"
ส่วนกรณีกระถางข่อย แตก เพราะ มันเก่าตั้งแต่ชาติไหนแล้ว กระถางเก่าพร้อมจะแตกอยู่แล้ว พอต้นข่อยเริ่มขยายมากขึ้นเรื่อยๆก็เป็นปัญหา ตนขอ โทษคนเปลี่ยนกระถางว่าทำไมไม่เปลี่ยนกระถางสักที มันก็เลยแตก
ส่วนเรื่องธูป ผมไม่ทราบว่าใครเป็นคนนำไปปัก ไว้หน้าตึกไทยคู่ฟ้า ส่วนจะดูจาก กล้องวงจรปิด นั้น คนไปปักคงไม่มาปักธูปให้กล้องเห็น
ยืนยันผมไม่ได้จะไปสั่งให้ใครมาปักธูป ผมไม่สั่งอะไรแบบนี้หรอก "
สื่อต้องนึกถึงใจของคนที่อยู่ในทำเนียบรัฐบาลบ้างว่า ข้าราชการหลายคนอยากให้บ้านเมืองไปได้ เขาอาจจะอธิษฐาน ไม่อยากให้มีชุมนุมอีก เพราะข้าราชการเคยไม่ได้ทำงานไปหลายเดือนในทำเนียบรัฐบาล
สื่อต้องมองอย่างนี้ หลายคนเจตนาดีต่อบ้านเมือง ใครนับถืออะไรก็ไหว้ไป เป็นสิทธิส่วนบุคคล แต่รัฐบาลไม่เคยไปสั่งให้ใครไปทำอย่างนี้ ขอให้สื่อรู้จักแยกแยะกันบ้าง

ฮือฮา!! 2 อีกา รุมทึ้ง ศพ "นกพิราบ" หน้าตึกไทยคู่ฟ้า

ไทยแลนด์ 4.0
ฮือฮา!! 2 อีกา รุมทึ้ง ศพ "นกพิราบ" หน้าตึกไทยคู่ฟ้า คล้อยหลัง "นายกฯบิ๊กตู่" เดินขึ้นตึกไปได้ไม่นาน...ตีความกันวุ่น.
เมื่อเวลา 14.25 น. ขณะที่ นักข่าว เพิ่งทำข่างนายกฯบิ๊กตู่ แถลงหลังประชุม ครม. และทีมโฆษกรัฐ แถลง ได้ไม่นาน
พบว่า ที่ถนน ทางขึ้น ตึกไทยคู่ฟ้า ปรากฏ อีกาดำ 2 ตัว กำลังรุมจิก นกพิราบ
ทั้งนี้ ไม่มีใครเห็นเหตุการณ์ ก่อนหน้านั้นว่า นกพิราบ ตายได้อย่างไร แต่จากสภาพศพ นกพิราบ หัวแบน เหมือนถูกรถทับ แต่ทว่า รถในทำเนียบฯ ก็ไม่แล่นเร็ว
หรือว่า นกพิราบ เสียชีวิต มาจากที่ใด แต่ก่อนหน้านั้น นายกฯ เพื่งเดินผ่าน ขึ้นตึกไป ไม่นาน
แต่ทำให้เกิดเสียงวิจารณ์ ตีความกันต่างๆนานา ว่า เป็นลาง หรือสิ่งไม่ดีหรือไม่
ทั้งนี้ ปกติ "นกพิราบ" เป็นสัญลักษณ์ ของทั้ง สันติภาพ ความสงบสุข และ การสื่อสาร หรือสื่อมวลชน
และ อีกา เทียบกับ สีดำ ส่วนพิราบ เทียบเป็นสีขาว
เชิญตีความเอาตามสะดวก!!
นายกฯเพิ่ง บ่นสื่อ โยง อ่างบัวแตก กับโคมจีน แก้เคล็ด ชี้เป็นอุบัติเหตุ ตำรวจถอยรถชน แปลกใจ มีใบขับขี่หรือเปล่า ฝากตำรวจไปถามสิ เกือบจะเรียกมาถามแล้ว ส่วน คนปักธูป36 ดอก หวังดีต่อบ้านเมือง แต่ไม่รู้ใคร แต่ยัน ผมไม่ได้ สั่งให้มาปัก ชี้ ไทยแลนด์4.0 อย่ามองแต่เรื่องไสยศาสตร์ อย่างเดียว ยันไม่ได้ลบหลู่

ผมจะรับผิดชอบเอง

ผมจะรับผิดชอบเอง
"บิ๊กป้อม" แฉ กลุ่มป่วน จ้องล้มรัฐบาล คสช. มีมากกว่า3 กลุ่ม สั่งจับตา ไม่สน7ล้านชื่อAmnesty International ยันตัองยึดกม.คุมม็อบ เคลื่อนไหว. ยังไม่มีข้อมูลเพิ่ม ท่อน้ำเลี้ยง ยันชุมนุม22กพ.ไม่มีปัญหา ผมจะรับผิดชอบเอง
พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคงและรมว.กลาโหม กล่าวถึงการประกาศยกระดับการชุมนุมเรียกร้องให้มีการเลือกตั้ง ของกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ว่า ทุกอย่างอยู่ภายใต้กฎหมาย และต้องดำเนินการไปตามกฎหมาย ฝ่ายความมั่นคงยังใช้มาตรการรักษาความสงบเรียบร้อยในบ้านเมืองเหมือนเดิม ไม่มีแผนเพิ่มมาตรการอื่นๆ
ส่วนแผนดาวกระจายของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งไปจัดการชุมนุมต่างจังหวัด พลเอกประวิตร กล่าวว่าจะไม่มีปัญหาอะไร
ส่วนการที่Amnesty International รวบรวมรายชื่อกว่า 7 ล้านคนทั่วโลกเพื่อคัดค้านรัฐบาลไทยดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ชุมนุม พลเอกประวิตร กล่าวว่า ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายของเรา ต่างประเทศก็ทำอะไรไม่ได้ เราอยู่ด้วยกัน เรากำหนดกฎหมายขึ้นมา เราก็ต้องใช้กฎหมายของเรา
ส่วนการชุมนุมในวันที่ 22 พฤษภาคม 2561 ที่จะครบรอบ 4 ปีรัฐประหาร พลเอกประวิตร กล่าวว่า จะไม่เกิดความวุ่นวาย เพราะคนไทยรู้อยู่แล้ววว่า คสช. ทำทุกอยากให้เกิดความสงบ แต่ที่ไม่สงบเพราะสื่อถาม ตอนนี้ไม่มีอะไร ทุกอย่างสงบดี ประชาชนอยู่ดีกินดี
สำหรับการจับตา 3 กลุ่มการเคลื่อนไหว และท่อน้ำเลี้ยง ขณะนี้ยังไม่ได้ข้อมูล แต่อาจจะมีมากกว่า 3 กลุ่ม ซึ่ง พล.อ.ประวิตร ให้ความมั่นใจว่า จะรับผิดชอบเอง ไม่เป็นไร

"บิ๊กตู่"แช่ง คนโกหก มีผลชาตินี้ ไม่ต้องรอชาติหน้า

"บิ๊กตู่"แช่ง คนโกหก มีผลชาตินี้ ไม่ต้องรอชาติหน้า ถามไม่กลัวบาปหรือ? แนะมี"หิริ โอตัปปะ" ชี้ แนะบอก ตัวเองก็อย่าทำชั่ว
พล.อ.ประยุทธ์ นายกฯ เดินอีเว้นท์ ทำเนียบ ป้ายรณรงค์ เนื่องใน วันมาฆบูชา
ระบุว่า”โกหกไม่ดี เป็นบาปนะคะ”
พล.อ.ประยุทธ์ ระบุว่า “ใช่แล้ว การโกหกเป็นบาป
ในวันนี้หลายคนก็โกหกด้วย อยากถามว่าไม่กลัวบาปหรืออย่างไร ซึ่งผลของการโกหก ก็จะเกิดในชาตินี้ ไม่ต้องรอชาติหน้า
ทุกคนต้องเกรงกลัวต่อบาป ประเทศไทยเองก็ต้องมี "หิริ โอตัปปะ" คือความละอายและเกรงกลัวต่อบาป ตัวเองก็จะได้ไม่ทำความชั่ว ตัวเองไม่ต้องบอก คนอื่น ขอให้บอกตัวเอง”

ไหลมาถึงจุดได้เสียว

ไหลมาถึงจุดได้เสียว


กระถางต้นข่อยแตกซ้ำตามรอยอ่างบัวทำเนียบรัฐบาล
ทำเสียงร่ำลือรัฐบาลขาลงต่อเนื่อง
ล่าสุดแม้แต่เรื่องนักเรียนเซนต์คาเบรียลประท้วงไล่ผู้บริหารทุจริต ก็ยังไม่วายถูกโยงเป็นเกมซ้ำ ย้ำกระแสปมนาฬิกาของศิษย์เก่าคนดังอย่าง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม
ตามฉากที่ พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป อดีตนายทหารคนสนิท “ป๋าเปรม” พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ และกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการต่อต้านการทุจริตฯ โผล่มาร่วมแจมเวทีปราศรัย พูดเป็นนัยชื่นชมเด็กๆมีพลังและความกล้าในการลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อความถูกต้อง
จะทำให้ในอนาคต เราจะมีบุคคลที่มีคุณภาพในสังคมไทย ในการต่อสู้กับความไม่ถูกต้อง และการทุจริตคอร์รัปชัน
ทั้ง “สคริปต์” ทั้ง “ตัวละคร” มันก็เร้าสถานการณ์ตามท้องเรื่อง
ฟังยังไงมันก็โยงเข้าเหลี่ยมกระแทก “พี่ใหญ่” ทีมเสือตะวันออก
โดยรูปการณ์เร่งเครื่อง กะน็อก “บิ๊กป้อม” ให้ได้ใน 1–2 ยกนี้
ท่ามกลางเงื่อนไขสถานการณ์เขย่าแรงกระเพื่อม ก่อชนวนโหมเชื้อไฟ ตามการยกระดับความเคลื่อนไหวของขบวนการ “อยากเลือกตั้ง” ที่เป็นการสนธิกำลังกันระหว่างกลุ่ม Start Up People กลุ่ม We Walk แนวร่วมพันธมิตรฯอย่างนายวีระ สมความคิด และขุมข่ายเสื้อแดง นปช.อย่างนายสมบัติ บุญงามอนงค์
ตั้งธงระดมม็อบปักหลักถาวร กาง “โรดแม็ป” กดดันอย่างชัดเจน
เป็นอะไรที่ทำให้ท็อปบูตเริ่มนั่งกันไม่ติด
อาการแบบที่ “เสธ.ไก่อู” พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกรัฐบาล และ “เสธ.ต๊อด” พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษก คสช. ต้องช่วยกันเคลียร์ปมล่อแหลมที่มีการแชร์คลิปในโซเชียลมีเดีย
โดยตัดต่อเหตุการณ์ตำรวจปะทะม็อบ กปปส.เมื่อหลายปีที่ผ่านมา แล้วอ้างว่าเป็นเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่เข้าสลายการชุมนุมของนักศึกษา ที่ทำกิจกรรม We Walk เดินมิตรภาพจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ไปยังจังหวัดขอนแก่น
เตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อแผนของพวกที่ต้องการก่อไฟให้เกิดชนวน “น้ำผึ้งหยดเดียว”
สถานการณ์ไหลมาถึงจุดได้เสียว
“ศึกนอก” จ่อประชิด “ศึกใน” ก็จ้องหักลำ
ทำให้ “บิ๊กป้อม” ต้องขยับกระชับดาบอำนาจพิเศษในมือ
สั่งหน่วยงานความมั่นคงจับตาความเชื่อมโยงการเคลื่อนไหวของ 3 กลุ่ม ประกอบด้วย การปรากฏตัวของอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร และอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ความเคลื่อนไหวของอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทยและแกนนำมวลชน รวมถึงการชุมนุมของกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง
เบื้องต้นยุทธการไล่บี้ไล่เช็กเส้นทางท่อน้ำเลี้ยงยกระดับเข้มข้นแน่
และคนที่จะ “ถูกหวย” ก่อนใคร น่าจะรายของ “เสี่ยเพ้ง” นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล อดีต รมว.พลังงาน แกนนำพรรคเพื่อไทย ที่ล่าสุดมีการปล่อยกระแสออกมาจากคนในค่ายเดียวกัน
อ้างว่าเป็นชื่อที่ “นายใหญ่” เคาะโต๊ะ
มอบธงให้เป็นผู้นำ “ขัดตาทัพ” สลับฉากแทนตัวเต็งอย่าง “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เจ้าแม่เมืองกรุง ที่โดนแรงเสียดทาน ยากจะฝ่าแรงต้านจากกลุ่มก๊วนในพรรคเพื่อไทย
ในสถานการณ์ช่างบังเอิญพอดิบพอดี
“เสี่ยเพ้ง” ถูกเพื่อน “ถีบ” ออกมารับบาทา
ตามอาการยั่วท็อปบูต แบบที่อดีตนายกฯทักษิณกับอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ บินโฉบออกจากฮ่องกงมาปักหลักอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ จ่ออยู่หน้าประตูประเทศไทยอีก 1 สัปดาห์
จัดโปรแกรมนัดพบปะนักธุรกิจ โชว์วิชั่นตามฟอร์ม “ยกตนข่ม” ไว้ก่อน
เพราะถึงตอนนี้อ่านไต๋กันได้ง่ายๆ “ทักษิณ” ยอมไม่ได้ที่จะปล่อยให้กระแสไหลตามสภาพการณ์เศรษฐกิจของประเทศไทยภายใต้การนำของกัปตันทีมชื่อ “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” ที่กำลังไต่ระดับติดลมบน
ผู้คนเริ่มเชื่อมั่น นักลงทุนเชื่อมือ
ตามสถิติตัวเลขที่ยืนยันสวนทางกับที่นักการเมืองด่ากันลอยๆ
ล่าสุดคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประกาศอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ ไตรมาส 4 ของปี 2560 ที่ผ่านมา ขยายตัว 4 เปอร์เซ็นต์ เฉลี่ยทั้งปี 2560 การเติบโตอยู่ที่ 3.9 เปอร์เซ็นต์ ตรงตามเป้าหมายที่รัฐบาลวางไว้ และคาดปี 2561 เศรษฐกิจจะเติบโตร้อยละ 4.1
ขนาดรุมเตะตัดขาเต็มที่ “สมคิด” ยังลากไปถึงจุดหมายจนได้.
ทีมข่าวการเมือง

จะเปลี่ยนเขาได้หรือ

เราจะเปลี่ยนแบบเขาหรือ ?

"บิ๊กตู่" เตือน อาจารย์ สอนนศ.ให้ทะเลาะขัดแย้งกัน  ชี้ อย่าเร่งเปลี่ยนแปลง  ยก ตปท.บาดเจ็บและสูญเสียไปเท่าไหร่ กี่แสนกี่ล้านคน ถาม แล้ว เราจะเปลี่ยนแบบเขาหรือ เชื่อเปลี่ยนแปลงในทางที่สงบได้ วอนอดทนหน่อย บ้านเมืองมีปัญหาพอสมควรแล้ว อย่าให้มีอีก/ ยัน ทำงานเพื่อชาติต่อ ใครไม่เห็นค่า ก็ช่างเขาเหอะ

 

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. กล่าวในโอกาส สัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนา เนื่องในเทศกาลมาฆบูชา ประจำปี 2561ว่า สาระสำคัญของศาสนาพุทธคือ สังคมแห่งความปรองดอง สังคมแห่งสันติสุข ศาสนาพุทธสอนแบบนี้

"ไม่ได้สอนให้มาทะเลาะขัดแย้งกัน มีอะไรก็พูดจาหารือกันนั้นแหละสังคมไทย ใครที่ไม่ได้ทำให้สังคมเป็นแบบนี้ก็แย่ เข้าใจไหม 

ลุงก็ทำให้พวกเรา ไม่ได้ทำให้คนอื่น เรียนหนังสือเก่งแล้วก็ขอให้เป็นคนดีด้วย อดทนหน่อย บ้านเมืองมีปัญหาพอสมควรแล้ว อย่าให้มีอีกเลย"
 
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เด็กทุกคนเหมือนผ้าขาวที่พับไว้ โดยเป็นผ้าที่บริสุทธิ์ ซึ่งจะเติบโตขึ้นมาเรื่อยๆ ผ่านการสั่งสอนจากครอบครัวและครูบาอาจารย์ 

"เพราะฉะนั้นครูอาจารย์ ก่อนที่จะสอนอย่างอื่น จะต้องสอนให้เด็กอยู่ในกรอบศาสนา อยู่ในศิล ในธรรม อย่าไปสอนเรื่องความขัดแย้งก่อน ไม่เช่นนั้นผ้าขาวจะไม่บริสุทธิ์ เพราะบางครั้ง พื้นฐานหลักคิดของเด็กยังมีไม่เพียงพอ ถ้าไปรับหรือสอนแนวคิดแบบต่างประเทศ ก็จะไปกันใหญ่ทั้งหมด เพราะเด็กคือพลังสำคัญของการขับเคลื่อนประเทศ ซึ่งจะต้องขับเคลื่อนในทางที่ถูกและดี "
 
“วันนี้ผมเป็นห่วงนักศึกษา ที่ออกมาเคลื่อนไหว ถามว่า การที่ไปเอาหลักการของต่างประเทศเข้ามา และต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้เพื่อต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงประเทศ แต่ลืมดูไปว่าตอนที่ต่างประเทศเปลี่ยนแปลงในครั้งนั้น มีการบาดเจ็บและสูญเสียไปเท่าไหร่ กี่แสนกี่ล้านคน แล้วเราจะเปลี่ยนแบบเขาหรือ เพราะเราเองสามารถเปลี่ยนแปลงได้ในทางที่สงบ ในทางที่ไม่เกิดความขัดแย้งสูญเสีย  

ผมจึงขอฝากครูอาจารย์ที่ออกไปสนับสนุนด้วย อย่าสอนเด็กเหมือนทุกวันนี้ ซึ่งหลายท่านเองก็ไม่เคยทำงานทำการ จบด้านวิชาการ ออกมาแล้วก็ไปสอน 

และขอฝากสื่อด้วยว่า อย่าไปขยายข่าวแบบนี้ให้มากนัก” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
 
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า วันนี้ครูต้องสอนให้สังคมเกิดความสงบ จะใช้วิธีการใดนั้นผม ไม่รู้ อย่าเอาแค่แบบอย่างของต่างประเทศมาเท่านั้น เพราะเขาได้บาดเจ็บสูญเสียล้มตายไปเท่าไหร่ เนื่องจากความไม่พร้อม 

วันนี้ของเราพร้อมอยู่แล้วเราต้องเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี ที่ประเทศมีความสงบเรียบร้อย ซึ่งดีกว่าไม่ใช่หรือ ขอร้องว่าอย่าฝืนกฎหมายกันอีกเลย ขอให้ช่วยดูแลสังคม

ยัน ทำงานเพื่อชาติต่อ ใครไม่เห็นค่า ก็ช่างเขาเหอะ

วันจันทร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

ผวาคนเล่นของใส่รบ.สั่งควานหาตัวมือปักธูป

ทำเนียบเปิดกล้องหาตัวคนจุดธูป 36 ดอก หน้าตึกไทยคู่ฟ้า หวั่นทำของใส่รัฐบาล!


วันที่ 19 ก.พ. ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า สำหรับความคืบหน้ากรณีมีการพบว่ามีการปักธูปจำนวน 36 ดอก บริเวณใต้กอดอกเข็ม ที่ปลูกล้อมรอบปืนใหญ่ ด้านหน้าตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันศุกร์ที่ 16 ก.พ.ที่ผ่านมา หลังปรากฎเป็นข่าว ล่าสุดเมื่อวันที่ 19 ก.พ.คณะทำงานสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (สลน.) ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบกล้องวงจรปิดเพื่อดูว่าใครเป็นผู้นำธูปมาปัก เนื่องจากได้ห้ามไม่ให้มีการจุดไฟภายในทำเนียบแล้ว อีกประการหนึ่งคือเกรงว่าจะมีผู้ไม่หวังดีทำพิธีบางอย่างและนำสิ่งไม่ดีมาใส่รัฐบาล

อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่าข่าวดังกล่าวเป็นการพูดกันระหว่างเจ้าหน้าที่ ไม่ได้มีการสั่งการอย่างเป็นทางการโดยเมื่อสอบถามไปทางผู้บังคับบัญชาใน สลน.ต่างปฏิเสธถึงเรื่องดังกล่าว จึงคาดว่าเป็นการกลบกระแสข่าวการพึ่งพาไสยศาสตร์ของรัฐบาลในการแก้เคล็ดถึงเหตุการณ์ที่เป็นลางร้าย เนื่องจากเหตุเกิดมาตั้งแต่ก่อนเที่ยงของวันศุกร์ ที่ 16 ก.พ.หากอยากรู้ตัวว่าใครทำก็สามารถเรียกเจ้าหน้าที่มาสอบถามหรือเปิดกล้องวงจรปิดดูได้ เนื่องจากบริเวณที่มีการปักธูปนั้นอยู่หน้าตึกไทยคู่ฟ้า มีทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาลรักษาความปลอดภัยทั้งที่อยู่ประจำประตูทางเข้า-ออก และที่เดินลาดตระเวร อีกทั้งมีเจ้าหน้าที่ทหารจุดสูงข่มบนยอดตึกต่างๆ ผลัดเวร 24 ชั่วโมง ก็ยังมีกล้องวงจรปิด สามารถตรวจสอบได้

กระถาง ต้นข่อย แตก อีก!!!

อ่างบัว ใหม่ มา...
กระถาง ต้นข่อย แตก อีก!!!
อ่างบัวนายกฯ ใบใหม่ มาตั้งแทน ใบที่แตกกระจาย ไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว...แต่ กระถางต้นข่อย ดัด ที่หน้าตึกนารีสโมสร ก็มาแตกอีก !!
ถ้าเป็น "บิ๊กตู่" ก็ต้อง บอกว่า..แหม่ะ!!! มันก็ต้องมีแตกกันได้บ้าง ปะ??..5555
ทั้งนี้ ตั้งแต่ อ่างบัวแตก และประดับโคมจีน. และปักธูป36 ดอก และไฟไหม้ ในทำเนียบฯ จนทำให้เกิดความเชื่อเรื่อง ลางร้าย นั้น นายกฯบิ๊กตู่ ก็ยังไม่ได้ แสดงความเห็นใดๆ

"รัฐบาล จะขาขึ้น หรือ ขาลง ผมไม่สนใจ

นิ่ง....
เข้ม...
ดุ....
ซีเรียส...
จริงจัง....
แววตา .....เอาจริง มากวันนี้
"บิ๊กเจี๊ยบ" พลเอกเฉลิมชัย สิทธิสาท เลขาฯคสช./ผบ.กกล.รส./ผบ.ทบ. รบพิเศษ
ประกาศชัดๆ แม้คนจะเบื่อรัฐบาล เพราะเป็นมากว่า3 ปีแล้ว อยากเปลี่ยนแปลง คนส่วนใหญ่ อยากเลือกตั้ง แต่ก็เข้าใจ เหตุผล ความจำเป็น และขั้นตอน ....ลั่น ไม่ว่า "รัฐบาล จะขาขึ้น หรือ ขาลง ผมไม่สนใจหรอก ผมมีหน้าที่ทำบ้านเมืองให้สงบ ให้รัฐบาลบริหารประเทศไปได้" ยันบังคับใช้กฏหมายกับ คนอยากเลือกตั้ง หากทำนอกกรอบ ชี้ คสช.ผ่อนปรน ผ่อนคลาย ให้มากแล้ว
อีก7 เดือน จะเกษียณ......จับตา โดยพลัน!!

"ผบ.ทบ." ถาม ประชาชนกี่คน ที่อยากให้กองทัพยืนเคียงข้างประชาชน

"ผบ.ทบ." ถาม ประชาชนกี่คน ที่อยากให้กองทัพยืนเคียงข้างประชาชน ถามประชาชนทุกคน เห็นสอดคล้องกับกลุ่มอยากเลือกตั้ง หรือไม่ ผมเห็นว่าคนไทยส่วนใหญ่ อยากเลือกตั้ง แต่ก็เข้าใจเหตุผลความจำเป็น และ ขั้นตอนของกฎหมาย
พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ./เลขาฯคสช. ตอบคำถาม ถึงกรณีที่ กลุ่มผู้ชุมนุมเรียกร้องให้ทหารยืนเคียงข้างประชาชน พล.อ.เฉลิมชัย ย้อนถามว่า ประชาชนกี่คน และประชาชนทุกคน เห็นสอดคล้องกับกลุ่มที่อยากเลือกตั้งเร็ว หรือไม่ ผมเห็นว่าคนไทยส่วนใหญ่ ทุกคนอยากเลือกตั้ง และเข้าใจเหตุผลและความจำเป็นในขั้นตอนของกฎหมาย ฉะนั้นต้องว่าตามกฎหมายเป็นหลัก หากคำนวณขั้นตอนทางกฎหมาย ก็จะมีการเลือกตั้งในเดือนก.พ.2562

ถ้าเซนต์คาเบรียล ไม่ต้องการผม ผมจะไปเอง

"ถ้าเซนต์คาเบรียล ไม่ต้องการผม ผมจะไปเอง"...!!!?????
"ผอ.เซนต์คาเบรียล" ยอมยุติ หน้าที่ ชั่วคราว เปิดทางตรวจสอบ ข้อร้องเรียนที่บริหารไม่โปร่งใส ยัน ที่ผ่านมาหวังดี และ ทำดีที่สุด ลั่น ยืนยันคำเดิม " ถ้าเซนต์คาเบรียล ไม่ต้องการผม ผมจะไปเอง"
จากกรณีที่ผู้ปกครอง ศิษย์เก่า นักเรียน โรงเรียนเซนต์คาเบรียล ชุมนุม เรียกร้องใหเ “ผอ.วินัย” ลาออก เหตุบริหารงาน และใช้เงิน รี. ไม่โปร่งใส ขอให้แจงค่าอาหารกลางวันเด็ก

เมื่อเวลา 12.50 น. ภารดา ผศ.ดร.วินัย วิริยวิทยาวงศ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนเซนต์คาเบรียล ลงมาพบกับคณะผู้ปกครอง ศิษย์เก่า และนักเรียน
พร้อมกล่าวว่า อยากบอกนักเรียน ครู และผู้ปกครองทุกท่านที่อยู่และไม่อยู่ ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมมีความหวังดีมาตลอด และไม่หวังว่าที่เราทำดีที่สุด จะถูกใจทุกคน
ซึ่งทั่มีข้อเสนอให้ผม 2 ประการ คือ ชี้แจงการบริหารงาน และ เรียกร้องให้ยุติบทบาท
"ผม ยินดีให้ตรวจสอบทุกเรื่อง แต่ขอฝากให้ตัวแทนทั้ง 7 คน ทำหนังสือร้องเรียนอย่างเป็นทางการด้วย
ขณะเดียวกัน ผมจะทำหนังสือถึงมูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทย เพื่อจะขอยุติบทบาท และแจ้งขอให้ยุติบทบาทชั่วคราว จนกว่าการตรวจสอบจะแล้วเสร็จ

"ข้อเรียกร้องที่ทุกคนต้องการคือให้ผมให้ยุติบทบาท ผอ.โรงเรียน
มีบางคนอ้างถึงในอดีต ที่ผมเคยพูดว่า ถ้าเซนต์คาเบรียลไม่ต้องการผม ผมจะไปเอง. ผมยังยืนยันคำนั้นอยู่
แต่ขอเวลาคุยดีๆ สิ่งใดที่ผมทำ ผมทำด้วยใจเสียสละสุดๆ เสียงสะท้อนมา ไม่เชื่อ ผมพูดไม่เชื่อ ไม่เป็นไร ผมพยายามยอมรับได้ ที่ให้ตรวจสอบเรื่องต่างๆ ผมยินดี เพื่อการตรวจสอบ อย่างสบายใจ ไม่มีอิทธิพลครอบงำ
ให้ผมถอย ผมก็ยินดี เห็นหรือไม่ ผมไม่ใช่คนดื้อรั้น และที่อยู่ตรงนี้มีกี่คน ทั้งหมดมี 5,000 คน โรงเรียนนั่นยังมีประชากรอีก 80-90% ไม่ได้อยู่ที่นี่ หากมาบอกให้บราเดอร์ยังอยู่จะทำอย่างไร" ภราดาวินัย กล่าว พร้อมเดินออกไป
-คมชัดลึก

วันศุกร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

ยุทธวิธี เปลี่ยน ชูประยุทธ์ ตัดประวิตร ยุทธศาสตร์ เดิม

ยุทธวิธี เปลี่ยน ชูประยุทธ์ ตัดประวิตร ยุทธศาสตร์ เดิม


เป้าหมายยังอยู่ที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ไม่ว่าจะแสดงออกผ่านพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าจะแสดงออกจากรัฐมนตรีที่ร่วมอยู่ใน ครม.
การออกมา “ขอโทษ” เสมอเป็นเพียง “ซื้อเวลา”
แต่ในความเป็นจริง “เมล็ดพันธุ์” แห่งความต้องการดึง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ออกจาก ครม.ยังคงดำรงอยู่
เพราะนี่เป็น “ยุทธศาสตร์”
การขยายเรื่องของ “นาฬิกาหรู” เสมอเป็นเพียง “ยุทธวิธี” 1 เหมือนกับการขยายเรื่อง “เงินยืม 300 ล้านบาท”
เหมือนกับการยอม “เสียมารยาท” จาก “ลอนดอน”
แม้ ณ วันนี้ จะลงเอยด้วยการ “ขอโทษ” แต่ความรู้สึกในเชิงปฏิเสธสถานะทางการเมืองต่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ได้ฝังรากลงลึกเป็นลำดับ
รอแต่เพียงวัน “ร่วงหล่น” เท่านั้น
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เองก็ยอมรับว่ายุทธศาสตร์ทางการเมืองที่ต้องการปลดตนออกจากตำแหน่งเป็นเรื่องที่เริ่มขึ้นอย่างเป็นระบบ
สัมผัสได้จากกรรมาธิการ “ตำรวจ” ใน “สปช.”
เหมือนกับจะต้องการสะสางและสร้างความเรียบร้อยภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่ก็นำไปสู่การกระพือในเรื่องซื้อขายตำแหน่ง
เหมือนกับจะกระหน่ำไปยัง “ผบ.ตร.”
ไม่ว่าจะเป็น ผบ.ตร.ยุค พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ไม่ว่าจะเป็น ผบ.ตร.ยุค พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา
แต่ก็เสมอเป็นเพียง “แคนนอน”
การโหมกระพือในเรื่องเงินยืม “300 ล้านบาท” คือ การขยายผลจากการบุกทลายสถานอาบอบนวดอื้อฉาว วิคตอเรีย ซีเครท

ถนนทุกสายล้วนพุ่งตรงเข้าใส่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ
ความนิ่งของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ โดยเฉพาะต่อกรณี “คลิปเสียง” จากกรุงลอนดอน จึงเป็นความนิ่งในลักษณะ “กลืนเลือด”
เพราะว่าเจ้าของ “เสียง” มิใช่จอมยุทธ์ไร้นาม
ตรงกันข้าม มีความสัมพันธ์สลับซับซ้อนอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเมื่ออยู่ขอนแก่น ไม่ว่าจะเมื่อได้รับการโปรโมตเป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี
นี่ย่อมสัมพันธ์ทั้ง “หน้าบ้าน” และ “หลังบ้าน”
การยอมกลืนน้ำลายตัวเองจากเจ้าของเสียงใน “คลิป” เมื่อเปรียบเทียบกับสภาพที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ประสบมีความแตกต่างกัน
เพราะฝ่ายหลัง “กลืนเลือด” มิใช่ “น้ำลาย”
เพราะเพิ่งผ่านการปรับ ครม. “ประยุทธ์ 5” เมื่อเดือนธันวาคม 2560 นี้เอง หากมี “ประยุทธ์ 6” ย่อมไม่สดสวยอย่างแน่นอน ทุกอย่างจึงเท่ากับเป็นการยื้อและซื้อเวลา
ขณะเดียวกัน เป้าหมายยังเป็น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เหมือนเดิม
จากยุค สปช.ต่อเนื่องมายังยุค สปท.ยาวนานมายัง ครม. “ประยุทธ์ 5” แต่ยุทธศาสตร์ยังต้องการแยก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ออกมา
ยังคงชู พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ยังคงเน้นอย่างหนักแน่นในสถานะของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพียงแต่ไม่ต้องการให้มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อยู่ด้วยเท่านั้น ทุกอย่างยังเป็นการยื้อระหว่าง 2 ฝ่าย
บนหลักการตัด “ประวิตร” เพื่อรักษา “ประยุทธ์”
คนวางแผนยังเป็น “นักฆ่า” คนเดิม คนเคยเป็น “กองหนุน”

อุ้มคนจน

อุ้มคนจน


เป้าใหญ่ของรัฐบาล คสช.คือ การอุ้มคนยากจน 5.3 ล้านคนที่อยู่ตํ่ากว่าเส้นแบ่งความยากจน ให้กระเด้งขึ้นมาอยู่เหนือเส้นแบ่งความยากจน
คือมีรายได้สูงกว่า 3 หมื่นบาทต่อปี!!
หากรัฐบาลทำสำเร็จจะเป็นผลงานชิ้นโบแดง ช่วยให้การสืบทอดอำนาจสะดวกโยธินขึ้นอีกเท่าตัว
“แม่ลูกจันทร์” กราบเรียนว่า “โครงการฝึกอาชีพพัฒนาคุณภาพชีวิตคนจนเฟส 2” เป็นบริการเสริมเพิ่มจากโครงการอัดฉีดเงินสดผ่านบัตรเครดิตคนจนเฟสแรกของรัฐบาล
โดยให้ผู้ที่มีรายได้ตํ่ากว่า 3 หมื่นบาทต่อปี จำนวน 5.3 ล้านคน สมัครเข้ารับการอบรมหลักสูตรฝึกอาชีพเพื่อเพิ่มรายได้อย่างยั่งยืน
ผู้เข้าร่วมโครงการฝึกอาชีพของรัฐบาลจะได้รับอัดฉีดเงินสดผ่านบัตรเครดิตคนจนเป็นแรงจูงใจเพิ่มอีกคนละ 200 บาทต่อเดือนไปจนถึงสิ้นปี
ล่าสุด มีชาวบ้านแห่ไปสมัครเข้าคอร์สติวเข้มฝึกอาชีพคนจนของรัฐบาลแล้วกว่า 2 ล้านคน
หรือมีผู้สมัครทั่วประเทศเฉลี่ยกว่าวันละ 1 แสนคน
คาดว่าหลังปิดรับสมัครวันที่ 28 เดือนนี้ จะมียอดผู้สมัครทะลุเป้ากว่า 4 ล้านคนอย่างแน่นอน
“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่าถ้าหากโครงการฝึกอาชีพคนจนของรัฐบาลสามารถทำให้คนไทยหลุดพ้นความยากจนเพียง “ครึ่งเดียว” ของผู้เข้าฝึกอาชีพ 4 ล้านคน
ประชากรคนจนในเมืองไทยจะลดลงไป 2 ล้านคนทันที!!
แต่อย่าเพิ่งมั่นใจว่าจะเกิดผลสำเร็จ ...อย่างที่ฉายหนังโฆษณา
เพราะหลายโครงการของรัฐบาลที่วางแผนไว้สวยหรู
แต่ทำแล้วพลาดเป้าไปบานตะไท
ตัวอย่างล่าสุดโครงการแจกเบี้ยยังชีพคนชรากว่า 8 ล้านคน เป็นภาระหนักที่รัฐบาลนายกฯบิ๊กตู่ ต้องหาเงินอัดฉีดกว่า 6.5 หมื่นล้านบาทต่อปี
ปัญหาคือ ผู้ใช้สิทธิรับเบี้ยยังชีพคนชรากว่า 8 ล้านคน เป็นผู้มีฐานะยากจนจริงๆเพียง 3 ล้านคน
ส่วนที่เหลืออีก 5 ล้านคน ไม่ใช่คนยากคนจน แต่ขอใช้สิทธิรับเบี้ยยังชีพคนชราจากรัฐบาลเดือนละ 600 บาทถึงเดือนละ 1,000 บาทฟรีๆ
ทำให้เม็ดเงินที่ควรอัดฉีดช่วยคนชราที่ยากจนจริงๆ 3 ล้านคน ต้องถูกแบ่งไปแจกให้คนไม่จนจริงอีก 5 ล้านคน
นี่คือเหตุผลที่รัฐบาล คสช.ต้องจัดโปรโมชั่นขอความร่วมมือผู้ที่ไม่ยากจนจริงๆ แสดงสปิริตขอสละสิทธิ์ไม่รับเบี้ยยังชีพคนจนจากรัฐบาลอีกต่อไป
เพื่อที่รัฐบาลจะได้นำเงินจากคนแก่ใจบุญไปเฉลี่ยเพิ่มเบี้ยยังชีพคนชราให้ผู้ที่มีฐานะยากจนขัดสนจริงๆ
โดยรัฐบาลจะมอบเหรียญเชิดชูเกียรติให้ผู้สละสิทธิทุกคนเป็นการตอบแทนคุณงามความดี
โครงการนี้รัฐบาลตั้งเป้าว่าจะมีคนแก่ใจบุญยอมสละสิทธิไม่รับเบี้ยคนชราไม่ต่ำกว่า 5 แสนคน และจะมีงบเหลืออีกกว่า 4,000 ล้านบาทต่อปี ที่จะนำไปเพิ่มเบี้ยยังชีพคนชราที่ยากจนอย่างพอเพียง
บัดนี้เวลาผ่านไปเกือบ 3 เดือน ปรากฏว่ามีผู้แสดงสปิริตขอสละสิทธิไม่ถึงพันคน
ต่ำกว่าเป้าหมายที่รัฐบาลตั้งไว้ 5 แสนคน ไกลลิบเลย
สรุปว่าเมื่อคนไม่จน ไม่ยอมสละสิทธิให้คนจน
คนยากจนจริงๆก็หมดโอกาสที่จะได้เพิ่มเบี้ยยังชีพจากรัฐบาล
ใครคิดว่าคนไทยใจบุญ ยินดีเสียสละเพื่อส่วนรวม คิดผิดคิดใหม่ได้นะโยม.
“แม่ลูกจันทร์”

‘ตัวเบา’เหนือคิวร้อนๆ

‘ตัวเบา’เหนือคิวร้อนๆ


ถ้าเปรียบเทียบกระถางอ่างบัวที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. สั่งเองให้ทีมงานจัดหามาปรับภูมิทัศน์หน้าตึกไทยคู่ฟ้าและตึกบัญชาการ ภายในทำเนียบฯ กว่า 10 ใบ
อาจเรียกเป็นของรักของหวงของทั่นผู้นำได้เหมือนกัน
แต่ต้องมาเสียหายเพราะอุบัติเหตุเล็กๆ เมื่อรถยนต์เจ้าหน้าที่ตำรวจภายนอกเข้ามาส่งเอกสาร ก่อนกลับถอยไปชนร่วงกระจายไป 1 ใบ
“นายกฯลุงตู่” อาจเฉยๆกับสิ่งของนอกกาย อย่างมากก็แค่เคือง และคงไม่มองไปถึงลางร้ายวันไหว้ตรุษจีน
ถึงสั่งติดโคมแดง 6 คู่ ป้องกันปิศาจร้ายรอบทำเนียบฯ ตามความเชื่อก็เถอะ
ผู้นำอำนาจพิเศษที่มักยกกรรมดีกรรมร้าย การปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมาพูดเสมอ คงไม่หวั่นไหวอยู่แล้ว ถ้าไม่บังเอิญ มีการจับโยงไปถึงสถานะของรัฐบาล ในช่วงที่ถูกมองว่ากำลังระส่ำภายใน
แม้ว่าคนต้นเรื่อง “คุณหมอธี” นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ จะเข้าพบ “นายกฯลุงตู่” และขอโทษขอโพยที่เสียมารยาท ต่อหน้าผู้ที่พาดพิงอย่าง “ลุงป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม เหตุผ่านมา 2–3 วันแล้ว
คิวหลุดกระแทกชิ่ง กระทบปมนาฬิกาหรูของรองนายกฯ น่าจะเคลียร์จบต่อหน้า
แต่ใครๆก็ยังมองไปลึกถึงสภาวะ “คาใจ”
และถ้าถึงขั้นหยิบยกรอยร้าวใน ครม.โยงไปถึงคิวอ่างบัวแตก ว่าเป็น “ลางร้าย”
ปมนี้แหละถ้าเอาไปถาม “บิ๊กตู่” น่าจะมีฉุนแน่
ในห้วงที่ “บิ๊กตู่” กำลังเพ่งสมาธิกับการทำงาน แต่ก็มีสารพัดเรื่องที่แหย่กวนใจ นอกจากปัญหาภายในรัฐบาล ยังมีเหตุขยับของอดีตผู้นำ พี่–น้อง ชินวัตร เคลื่อนฐานมาใกล้ประเทศไทย มีลูกข่ายขยับตามวงโคจร ล้อสถานการณ์ภายในที่เริ่มมีการก่อหวอดจุด “ม็อบ” ปลุกกระแสต้านเกมยืดโรดแม็ปเลือกตั้ง
ด้วยภาวะกดดัน ผู้นำเสี่ยง “ตบะแตก” ได้ทุกเมื่อ
แต่ทางกลับกัน ถ้ามองอีกมุม “บิ๊กตู่” ก็ไม่ใช่จะอยู่ในจุดโดนรุกไล่จนหลังพิงฝาอย่างที่ประเมิน เพราะเอาเข้าจริง ที่ดูสถานการณ์เสี่ยงจะไหลลามเข้าสู่วิกฤติ บางครั้งกลายเป็น “เพิ่มโอกาส”
เติมน้ำหนักดุลอำนาจของ “บิ๊กตู่” ได้เหมือนกัน
ทั้งซีนร้อนของ “หมอธี” หลุดคิวกระทบ “พี่ใหญ่” โยงปมนาฬิกาหรู จนตอนนี้ทำให้ “บิ๊กป้อม” ถูกโฟกัส
ทุกย่างก้าวจนชักกระดิกตัวลำบาก ยี่ห้อ “บังเกอร์ผู้นำ” ที่คอยปกป้อง รับหน้าแทนน้องรัก แต่ชักจะรับเละขึ้นทุกที
โดยมีแรงกระตุ้นจากเครือข่ายขั้วอำนาจเก่าแก่โบราณขยับเกมถี่ พุ่งเป้าที่ “ถล่มพี่–แยกน้อง”
ดุลน้ำหนัก “อำนาจคู่ คสช.” เลยผ่องมาที่ “บิ๊กตู่” มากขึ้น
ขณะที่แรงต้านภายนอก “นายใหญ่” และ “น้องสาว” กับปรากฏการณ์ผลุบโผล่โชว์ตัว ก็แค่รักษาฐานตรึงแต้ม ที่แสดงตัวแสดงตนก็แค่ขู่นิ่มๆเบรกเกมแรงชนักคดีคนตระกูลชินฯ
เปิดเกมหนักก็อาจเจอปฏิกิริยาสะท้อนกลับ ยิ่งสู้ยิ่งเจ็บ
เช่นเดียวกับแนวรบด้านมวลชน แค่เปิดหัวม็อบก็ยังเสี่ยงคิวแทรกจากศึกขั้วอำนาจ 3 ก๊ก ที่เริ่มแรงในทางลึก แต่เมื่อยังไม่มีสัญญาณเปลี่ยนแปลงใดๆ จึงยังไม่มีฝ่ายใดถึงขั้นเร่งโหมไฟ
เพราะหากสถานการณ์ไหลไปถึงขั้นชุลมุน นอกจากคอนโทรลเป้าหมายไม่ได้แล้ว ยังเพิ่มความชอบธรรมให้รัฐบาลท็อปบูตยืดเวลาอำนาจพิเศษ “ลากยาว”
ด้วยเหตุผลรองรับ คุมความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง
สรุปยิ่งมีสารพัดปมร้อน สถานการณ์บ้านเมืองไม่นิ่ง “บิ๊กตู่” ยิ่งใช้เคล็ดวิชาตัวเบา–ลอยตัว
รอลุ้นถือสิทธิ์ “ต่อตั๋ว” กันสบายเลย.
ทีมข่าวการเมือง

บี้ "บิ๊กป้อม"ลาออก จี้"ปปช." อย่าฟอกขาว!

บี้ "บิ๊กป้อม"ลาออก
จี้"ปปช." อย่าฟอกขาว!
"ทิชา ณ นคร" มาข้างทำเนียบฯยื่น กว่า8หมื่นรายชื่อ ให้"บิ๊กตู่" บี้"บิ๊กป้อม" ลาออก จากปม นาฬิกาหรู จี้ ปปช. อย่าเป็น "ผงฟอกขาว" ให้"บิ๊กป้อม"/ขณะ "บิ๊กป้อม"กำลังประชุม คณะกรรมการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่ตึกสมช.ในทำเนียบฯ

ที่ศูนย์บริการประชาชน(1111) ภายในสำนักงาน ก.พ. นางทิชา ณ นคร ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและเยาวชน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) พร้อมสมาชิก 6 คน ได้เดินทางมายื่นรายชื่อ ที่รวบรวมผ่านทางเว็บไซต์ CHANGE ประมาณ 80,000 รายชื่อ ถึงพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เรียกร้องให้พ ลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม แสดงสปิริตด้วย การลาออกจากตำแหน่ง ตามที่ได้เคยลั่นวาจาไว้ต่อสาธารณะ
โดยได้ยื่นหนังสือผ่านนายสาธิต สุทธิเสริม หน.ฝ่ายประสานมวลชน เพื่อให้ดำเนินการต่อไป
พร้อมทั้งเรียกร้องไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.)เพื่อให้รักษาความเที่ยงตรง ในกรณี พลเอกประวิตร ที่ไม่แจ้งบัญชีทรัพย์สินนาฬิกาหรู ราคากว่า 30 ล้านบาท ต่อ ปปช.ตามกฎหมาย ทำให้ประชาชนจำนวนมากไม่อาจยอมรับได้
จึงร่วมกันลงชื่อผ่านทาง www. Change ตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม -15 กุมภาพันธ์ 2561 ซึ่งสามารถรวบรวมได้ทั้งหมดกว่า 8 หมื่นรายชื่อ และเป็นการลงชื่อที่มีจำนวน
มากกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายการลงประชามติ ถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่ง
ทางการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญปี 40 ที่กำหนดไว้เพียง 50,000 ชื่อ
รวมทั้ง เรียกร้องให้สำนักงาน
ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.)ที่เป็นองค์กรตรวจสอบการทุจริต
ของ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและข้าราชการระดับสูง ที่กำลังตีความโน้มเอียง ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าเป็นเสมือน"ผงฟอกขาว"ให้ พลเอกประวิตร ทำให้ประชาชนไม่สามารถมั่นใจได้ว่าจะทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมาได้
ขณะที่ในเวลาเดียวกัน "บิ๊กป้อม"กำลังประชุม คณะกรรมการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่ตึกสมช.ในทำเนียบฯ
แต่นั่งรถลงชั้นใต้ดิน สิ่อไม่มีโอกาสสัมภาษณ์

ปลด "เบตง"พ้น พื้นที่สีแดง

ปลด "เบตง"พ้น พื้นที่สีแดง
"บิ๊กป้อม" เตรียมเสนอครม.ปลด "เบตง" ยะลา จากพื้นที่ร้ายแรง สถานการณ์ฉุกเฉินให้ใช้พ.ร.บ.มั่นคง แทน/เผยยืด เวลาพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ต่อใต้ 3 เดือน

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่ตึกสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.)
โดยมี บิ๊กป๊อก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผบ.ตร. พล.อ.วัลลภ รักเสนาะ เลขาธิการ สมช. และตัวแทนเหล่าทัพเข้าร่วมประชุม
โดยเมื่อมาถึง ขบวนรถของ พล.อ.ประวิตร ไดลงไปที่ชั้นใต้ดิน ก่อนขึ้นลิฟท์ไปที่ห้องประชุม โดยไม่ได้สัมภาษณ์ เพราะไม่สามารถเข้าพื้นที่ได้
โดยนายทหารใกล้ชิดระบุ่าพล.อ.ประวิตร ยังมีอาการเจ็บคออยู่
พล.อ.วัลลภ กล่าวถึงผลการประชุมว่า ที่ประชุมเห็นชอบขยายเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ จ.นราธิวาส ยะลา และปัตตานี ยกเว้น อ.แม่ลาน ออกไปอีก 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 20 มี.ค. - 19 มิ.ย.2561 เพื่อเป็นเครื่องมือรักษาความสงบเรียบร้อยและดูแลความปลอดภัยชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ถือเป็นการขยายเวลาเป็นครั้งที่51
นอกจากนี้ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ได้เสนอที่ประชุมให้ปรับลดพื้นที่ อ.เบตง จ.ยะลา ออกจากพื้นที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง โดยจะนำมาตรการตาม พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 มาบังคับใช้แทน
เนื่องจากเห็นว่าพื้นที่ อ.เบตง ผ่านเกณฑ์การประเมินของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเพื่อส่งเสริมการดำเนินงาน "เมืองต้นแบบ มันคง มั่งคั่ง ยั่งยืน" ของนายกรัฐมนตรี
โดยจะนำเรื่องนี้เสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ต่อไป

วันพฤหัสบดีที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

ตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรงซี9ดีเอสไอ ข่มขืนนักธุรกิจอสังหาฯถ่ายคลิปแบล็คเมล์

‘ไพสิฐ’เผยตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรงซี9ดีเอสไอ ข่มขืนนักธุรกิจอสังหาฯถ่ายคลิปแบล็คเมล์



พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ
กรณีหญิงเจ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษกับตำรวจกองบังคับการปราบปราม(บก.ป.)ว่า ถูกข้าราชการสังกัดกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ข่มขืน และถ่ายคลิปภาพแบล็คเมล์
ล่าสุดเมื่อเวลา 17.40 น. วันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ เปิดเผยว่า กรณีหญิงสาวร้องตำรวจบก.ป.เอาผิดเจ้าหน้าที่ดีเอสไอรายหนึ่งนั้น ขอชี้แจงว่าทางกระทรวงยุติธรรมตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรงและอยู่ระหว่างการพิจารณา เนื่องจากเป็นเจ้าหน้าที่ระดับซี 9 ของดีเอสไอ เป็นอำนาจระดับกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้พิจารณา ส่วนเรื่องมีการลงโทษแค่ตัดเงินเดือนนั้นไม่จริง เพราะกรรมการพิจารณายังไม่ได้ตัดสิน


ผู้สื่อข่าวพยายามโทรศัพท์ติดต่อเจ้าหน้าที่ดีเอสไอรายดังกล่าว เพื่อให้ชี้แจงข้อเท็จจริง แต่ไม่มีใครรับสาย

ขณะที่นายวิศิษฎ์ วิศิษฎ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวสั้นๆว่า เรื่องดังกล่าวขออนุญาตตรวจสอบก่อน