PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพฤหัสบดีที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2561

เพื่อไทยอุบลเจอ”ปรีชา”ดูดเข้าพลังประชารัฐ

เพื่อไทยอุบลเจอ”ปรีชา”ดูดเข้าพลังประชารัฐ


วันที่ 20 มิถุนายน แหล่งข่าวจากพรรคเพื่อไทย แจ้งว่า ขณะนี้อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทยที่โดนพลังดูดและคิดว่าจะไปร่วมกับพรรคพลังประชารัฐแน่นอน คือ สุพล ฟองงาม อดีต รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายสุทธิชัย จรูญเนตร อดีตส.ส.อุบล เขต 5 นำทีมดูดโดย นายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ และนายสิทธิชัย โควสุรัตน์
รายงานข่าวแจ้งว่า ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.อุบลในนามพรรคประชารัฐค่อนข้างลงตัวแล้วทั้ง 10 เขต ซึ่งประกอบด้วยนายอดุลย์ นิลเปรม อดีต ส.ส.ระบบสัดส่วนพรรคเพื่อไทย นายโกวิทย์ ธรรมมานุชิต ที่ปรึกษานายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลฯ นายสุทธิชัย จรูญเนตร อดีต ส.ส.เพื่อไทย นายสุพล ฟองงาม อดีต ส.ส.เพื่อไทย นายณรงค์ศักดิ์ โกศัลวัฒน์ อดีตนายกเทศมนตรีเมืองพิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี และอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย นายเชิดศักดิ์ โภคกุลกานนท์ ส.จ.เขต ตระการพืชผล (บุตรชาย นายอดิศักดิ์ โภคกุลกานนท์ อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย) นายสุชาติ ตันติวณิชชานนท์ อดีต ส.ส.ชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน นางสาวตวงทิพย์ จินตะเวช (ลูกสาว นายตุ่น จินตะเวช อดีต ส.ส.พรรคชาติไทยพัฒนา) และนายอภิชา จารุแพทย์ (พี่เขยของนายสิทธิชัย โควสุรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (ครม.ชุด นายสมัคร สุนทรเวช)

รายงานข่าวแจ้งว่า ภายหลังที่มีความขัดแย้งกันมากระหว่างกลุ่ม ส.ส.พรรคเพื่อไทย จังหวัดอุบลราชธานีโดยอยู่พรรคเดียวกันแต่คนละกลุ่ม แบ่งเป็นกลุ่ม นายเกรียง กัลป์ตินันท์ กับกลุ่ม นายสุพล ฟองงาม ซึ่งกลุ่มของนายเกรียง กัลป์ตินันท์ ได้เปิดตัว อดีต ส.ส.และว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ในพื้นที่ จ.อุบลอย่างชัดเจน เมื่อกลุ่มของนายสุพล ฟองงาม ไม่มีที่ยืนก็พาสมาชิกของกลุ่มเข้าร่วมงานการเมืองกับ “ปรีชา เลาหะพงศ์ชนะ” “สิทธิชัย โควสุรัตน์” พร้อมสู้ในสนามเลือกกตั้ง

แนวประชารัฐ โดยสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ทลายเพื่อไทย

แนวประชารัฐ โดยสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ทลายเพื่อไทย


การประกาศจัดตั้ง “กลุ่มสามมิตร” ของ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ร่วมกับ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ถือเป็นเรื่องดีอย่างยิ่งในทางการเมือง
1 สร้างความแจ่มชัด
หลังจากปรากฏ “ข่าวลือ” ว่า นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ กับ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ร่วมปฏิบัติการ “ดูด” มาอย่างยาวนาน
คราวนี้ก็ “รู้” กันอย่างเปิดเผย
การเดินทางไปจังหวัดเลยโดยมีอดีต ส.ส.จังหวัดเลยอย่าง นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข และคณะ มาต้อนรับและประกาศตนเป็นองค์ประกอบภายใน “กลุ่มสามมิตร”
นั่นแหละคือ ความจริงใจ
ไม่เพียงแต่เท่านั้น 1 ยังทำให้สามารถแกะรอย “พรรคพลังประชารัฐ” ได้อีกด้วยว่า มีทิศทางในการสร้างพรรคอย่างไรและมีเป้าหมายอย่างไรในทางการเมือง
เมื่ออ่าน “เลย” ก็เท่ากับอ่าน “กลยุทธ์” ทั้งหมด
ใครก็ตามที่ติดตามคำบรรยายของ ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร ในเรื่องอันเกี่ยวกับ “ประชารัฐ” ก็จะทะลุแจ้งแทงตลอดในความเป็นเอกภาพ
1 คสช.และ 1 พรรคพลังประชารัฐ
การคิดประดิษฐ์สร้างคำว่า “ประชารัฐ” ขึ้นมาก็เพื่อมากดทับและทำลายล้างคำว่า “ประชานิยม” อันเคยสร้างความสำเร็จเป็นอย่างสูงให้กับพรรคไทยรักไทย
กระทั่งต่อเนื่องมาถึงพรรคพลังประชาชน พรรคเพื่อไทย
การจะทำลายล้างความสำเร็จของพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน พรรคเพื่อไทย ลงได้โดยพื้นฐานก็ต้องทำลายผ่าน “วาทกรรม”
พลันที่นำเอา “ประชารัฐ” แทนที่ “ประชานิยม” ก็เรียบร้อย

ขั้นตอนต่อมาก็คือ การรุกเข้าไปเพื่อทำลายฐานกำแพงอันสำคัญของพรรคเพื่อไทย นั่นก็คือการดูดและดึงเอาอดีต ส.ส.ออกมาเป็นพวกของตน
เหมือนที่ทำในกรณี นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข
หากติดตามฟังแถลงของ นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข แม้ว่าจะยังยืนยันว่าไม่ได้ย้ายพรรค แต่ความเป็นจริง 1 ซึ่งเห็นอยู่ทนโท่
นั่นก็คือ แสดงตนเป็นส่วนหนึ่งของ “กลุ่มสามมิตร”
นั่นก็คือ แสดงตนว่ามีความพร้อมที่จะเดินสายไปหาอดีต ส.ส.ที่เป็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์เก่าของตนเพื่อดึงเข้ามาเป็นพวก
ทิศทางของ “กลุ่มสามมิตร” คืออะไรก็แทบไม่จำเป็นต้องถาม
เพราะทุกก้าวย่างของการเคลื่อนไหวผ่าน นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผ่าน นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ก็คือการดุนหลัง นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข ให้ออกหน้า
ทะลวงเข้าไปยังอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย
นั่นก็เป็นกลยุทธ์เดียวกันกับของ “คสช.” ที่เสนอ “ประชารัฐ” เข้าไปทำลายล้าง “ประชานิยม” ประสานเข้ากับการจัดตั้งพรรคพลังประชารัฐเข้าสัประยุทธ์กับพรรคเพื่อไทย
เท่ากับเปิดกระบวนท่า “ยืมหอก สนองคืน”
กล่าวไปแล้วการดูด นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข และคณะแห่งจังหวัดเลย เสมอเป็นเพียง “น้ำจิ้ม” เพราะว่า “อาหารหลัก” ได้ปรากฏขึ้นแล้ว
นั่นก็คือ การเปิดตัว นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ
และนับจากนี้เป็นต้นไป กระบวนการใช้พลานุภาพแห่ง “การดูด” จะทวีความดุเดือด เข้มข้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่ออดีต ส.ส.ของพรรคเพื่อไทย
ทำอย่างไรให้พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคต่ำกว่า 100

ชัดอีก วันเลือกตั้ง : ชัดอีก พลังดูด : พลังแห่งประชารัฐ

ชัดอีก วันเลือกตั้ง : ชัดอีก พลังดูด : พลังแห่งประชารัฐ


แล้วกำหนดการเลือกตั้งทั่วไปก็ชัดเจน
ขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง
19 มิถุนายน หลังการประชุมคณะรัฐมนตรี
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.ให้สัมภาษณ์ว่า
การเดินทางไปเยือนอังกฤษและฝรั่งเศส 20-26 มิถุนายนนี้ จะมีการชี้แจงเรื่องโรดแมปการเลือกตั้ง
ซึ่งต้องเป็นไปตามขั้นตอน ที่ต้องรอการโปรดเกล้าฯ ภายในระยะเวลา 90 วัน
จากนั้นก็เดินหน้าสู่การเลือกตั้ง
หัวหน้า คสช.กล่าวว่า ขอให้บ้านเมืองสงบสุข และขอทุกคนอย่าเอาตนมาเกี่ยวข้องกับเรื่องการเมือง
ซึ่งสิ่งสำคัญที่ คสช.กำลังพิจารณาอยู่คือ การเตรียมการไปสู่พระราชพิธีบรมราชาภิเษก
อย่าหาว่าตนเอาเรื่องตรงนั้น มาอ้างตรงนี้
ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า จะมีการเลือกตั้งก่อนพระราชพิธีบรมราชาภิเษกหรือไม่ นายกรัฐมนตรีตอบว่า
“หลังอยู่แล้ว…หลังพระราชพิธีบรมราชาภิเษก”
วันเดียวกัน
รายงานข่าวจากที่ประชุม ครม.เปิดเผยว่า หลังที่ประชุม ครม.ประชุมพิจารณาวาระต่างๆ เสร็จสิ้นแล้ว
พล.อ.ประยุทธ์ขอให้ข้าราชการทั้งหมดออกจากห้องประชุม ครม. ให้เหลือเพียงแต่รัฐมนตรี
จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ชี้แจงกับรัฐมนตรี โดยอธิบายถึงไทม์ไลน์การทำงานทางการเมือง โดยเฉพาะเรื่องการออกกฎหมาย และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับต่างๆ
พร้อมให้ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ชี้แจงรายละเอียด และประเมินระยะเวลาที่ก่อนและหลังจากได้ทูลเกล้าฯ ร่างกฎหมายทั้งหมดไปแล้ว
ทั้งนี้ โรดแมปการเลือกตั้งที่คาดไว้ ยังคงเป็นเดือนกุมภาพันธ์ 2562 เช่นเดิม
แต่อาจจะต้องเผื่อเวลาที่จะต้องรอกฎหมายให้เสร็จและประกาศใช้อีก
จนถึงพฤษภาคม 2562
ยกพระราชพิธีที่ไม่ควรจะต้องถูกจับโยงเข้ามาเกี่ยวข้องไว้
ก็จะสัมผัสได้ถึง “ความเร่งเร้า” ของบรรยากาศที่ชวนให้รู้สึกได้ว่า การเลือกตั้งทั่วไปใกล้เข้ามาเต็มที
จากข่าวลือเรื่อง “พลังดูด” ที่มีศูนย์กลางอยู่บริเวณทำเนียบรัฐบาล
วันนี้พลังที่ว่าแสดงตัวชัดเจนออกมาด้วยการ “เดินสายดูด” อย่างเปิดเผย
ฝ่ายดูดคืออดีตสองนักการเมืองค่ายไทยรักไทย-เพื่อไทย

ที่เข้าร่วมก่อตั้ง “พลังประชารัฐ” มาตั้งแต่วาระเริ่มต้น
อย่าง นายสมศักดิ์ เทพสุทิน และ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ
ฝ่ายถูกดูดคืออดีต ส.ส.ของพรรคเพื่อไทยในจังหวัด
ชนิดดูดทั้งตระกูล-ดูดยกจังหวัด
ไม่ใกล้เลือกตั้ง จะต้องเร่งร้อนประกาศตัว ประกาศศักดา หรือโฆษณาชวนเชื่อให้คนในพื้นที่อื่นๆ รู้หรือว่า
บัดนี้ พร้อมที่จะ “ดูดอย่างเปิดเผย” กันแล้ว
ระหว่างคำประกาศของนายกรัฐมนตรี
ที่ระบุว่า
“ขอทุกคนอย่าเอาผมมาเกี่ยวข้องกับเรื่องการเมือง”
กับความเคลื่อนไหวที่เห็นเป็นจริง จับต้องได้ มีผู้ลงมือปฏิบัติชนิดนั่งรวมกลุ่มยิ้มหน้าชื่นตาบานให้สื่อทั้งหลายชักภาพเป็นหลักฐานพยาน
ว่าบัดนี้ “พลังประชารัฐ” ที่ประกาศตัวชัดเจน ว่าจะชู พล.อ.ประยุทธ์ให้ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีภายหลังการเลือกตั้ง
ประชาชนผู้รับสารจะเลือกเชื่อเรื่องไหน ย่อมขึ้นกับความเป็นจริงที่มีแต่จะประจักษ์
อยู่เบื้องหน้า
มากขึ้นและมากขึ้น
ส่วนเมื่อ “ตระหนัก” แล้ว จะส่งผลอย่างไรต่อการเลือกตั้งครั้งต่อไป
และอนาคตทางการเมืองของ พล.อ. ประยุทธ์
ก็ยังเป็นอีกเรื่องที่ต้องรอการพิสูจน์
ความได้เปรียบตั้งแต่การยึดกุมปืนและทุน
รวมทั้งถืออำนาจรัฐ ชนิดที่ “เลือกได้” ว่าจะกำหนดจัดการเลือกตั้งในช่วงเวลาอัน
“เป็นคุณ” ที่สุดแก่ตนเองเมื่อไหร่
ไปจนกระทั่งถึง “พลังดูด” ที่นับวันจะยิ่งเพิ่มความรุนแรงชนิดสร้างความตื่นตะลึง
แก่คนทั่วไป
จะเป็นเครื่องรับประกันชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งหน้าหรือไม่
ยังไม่มีคำตอบชนิดฟันธงเต็มร้อยในวันนี้
คำตอบที่ชัดเจนมีเพียงประการเดียวกัน
ก็คือบัดนี้ผู้นำกองทัพได้ “เลือก” แล้วที่จะเดินบนเส้นทางทางการเมือง เช่นเดียวกันกับนักการเมืองทั่วไป
ด้วย “วิธีการ” ทางการเมืองที่ไม่พ้นไปจากรอยเดิม
วิธีการเช่นนี้จะพาสังคมไทยเดินไปทิศไหน?

‘หมื่นล้าน’ สู้เลือกตั้ง ‘ทักษิณ-ลายพราง’อุปาทานหมู่ 280 สส.อุ้ม ‘บิ๊กตู่’นายกฯ

‘หมื่นล้าน’ สู้เลือกตั้ง ‘ทักษิณ-ลายพราง’อุปาทานหมู่ 280 สส.อุ้ม ‘บิ๊กตู่’นายกฯ


ถ้าเงินซื้อได้จริง และเป็นปัจจัยเดียว ที่กำหนดผลเลือกตั้ง เลือกตั้งใหญ่ส.ส.ปี2562 จะไม่แค่พลิกล็อก ถล่มทลายธรรมดา
แต่จะเป็นการแลนด์สไลด์แบบร้อนแรง ลุกเป็นไฟ ดุจลาวาภูเขาไฟระเบิด
ไหม้เผาในทุกพื้นที่ที่เงินไหลบ่าท่วม อย่างไม่เคยปรากฎมาก่อน ว่ากันว่า เงินเยอะจริง อะไรจริง ยิ่งกว่าครั้งไหนๆเสียอีก
กติกาก็อีกปม จุดชนวนแข่งดุ เมื่อทุกเสียงไม่ตกน้ำ แต่นำมาคำนวนเป็นส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์
ทุกพรรคก็ต้องสู้ชิงทุกคะแนน ทุกเขตเลือกตั้งทั้ง 350 แห่ง ไม่นับรวม แต่ละฝ่ายต้องระดมใส่เต็มแม็ก เพราะเดิมพันสูง
แพ้ไม่ได้!!
นักการเมืองผู้คร่ำหวอด ผ่านสนามเลือกตั้งมาโชกโชน ศิษย์เก่าสำนักเงินผัน ประชานิยมยุคคึกฤทธิ์
ประเมินว่าหากจะเอาชนะให้เด็ดขาด ต้องใช้มหาศาลถึง 4 หมื่นล้าน หรือเฉลี่ยเขตละไม่ต่ำกว่า 100 ล้าน
ตัวเลข อาจดูเว่อร์วังเกินไป
แต่ที่ปูดกันทุกวันนี้ สนนราคาดึงร่วมพรรคเบื้องต้น ตัวท็อปเกรดเอ มัดจำ 50 ล้าน และอีกก้อนเท่ากันจัดตาม
ไป ที่เหลือจะอัดฉีดเพิ่มหรือไม่ อยู่ที่สภาพของการแข่งขันว่าลอยลำแล้ว หรือเบียดขบสูสี
เมื่อดูจากตัวเลขที่แบ-แฉกันวันนี้ เขตละ100ล้าน ก็ดูไม่มากเกินไป
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้เป็นแค่ประเมินวงเงิน กรณีสู้เดือด คิดเอาชนะทุกพื้นที่
ของจริงอาจมาก-น้อย หรือต่ำกว่านี้ก็ได้
และถึงอย่างไร ก็ไม่มีใครยอมเปิดเผยตัวเลขจริงของแต่ละพรรค
นอกจากยืนยัน ใช้เงินหาเสียง เขตละ 1 ล้านตามกฎหมาย ซึ่งก็รู้ๆกันอยู่ว่า จริงหรือไม่
กล่าวสำหรับศึกเลือกตั้งทั่วไป อีเวนต์การเมืองใหญ่สุดของประเทศไทยที่ร้างลา คูหาฝุ่นเขรอะมากว่า4ปี
การเลือกตั้งครั้งนี้สำคัญขนาดไหนคงไม่ต้องบอกกล่าวอีก
แต่ที่น่าสนใจก็คือ ยังไม่ทันประกาศวันชัดเจน
มีการปั่นตัวเลขที่นั่งส.ส. พุ่งพรวด ขั้วหนุน “บิ๊กตู่”พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คัมแบ๊กสืบทอดเก้าอี้นายกฯ
คึกสุด ทะลุเสียงข้างมากไปเรียบร้อยแล้ว
ประกอบด้วยพรรคพลังประชารัฐ ที่เคลื่อนไหวร้อนแรงในขณะนี้ วางเป้า ล็อกเก้าอี้ไว้ที่ 150 เสียง
ไต่เพดานมาจาก 70 ที่นั่งในเดือนที่แล้ว มาพีคสุดในช่วงกลางเดือนมิถุนายนนี้
คงมาจากมั่นใจ เปิดตัว เดินสายทาบทาม อดีตส.ส.พรรคการเมืองต่างๆ เข้าร่วมงาน มีเสียงตอบรับอย่าง
คึกคัก 150 ที่นั่งนี้ถีบตัว ขึ้นเป็น 2เท่าจาก 70
แต่มีตัวเลขกลางที่ว่ากันว่าใกล้เคียงความจริง อยู่ที่ประมาณ 100 เสียง
100เสียงมาจากไหน
ไม่ได้เป็นตัวเลขลอยๆ หากแต่แกนนำในรัฐบาล ระดับริเริ่มก่อตั้ง คาดการจากการส่งผู้สมัครปูพรมลงครบ 350 เขตเลือกตั้ง
แต่ละเขตได้คะแนนเฉลี่ย 20,000 คะแนน
รวมๆทั้งประเทศ อยู่ที่ 7,000,000เสียง ถอดสูตรเเป็นที่นั่งส.ส. ที่มีค่าเฉลี่ยกลาง 70,000 คะแนนได้ส.ส.1 คน
ออกมากลมๆ 100 เสียง
แต่ภายหลังการเดินเกมลึก มีอดีตส.ส.ตอบรับร่วมพรรคอย่างคึกคัก
จาก 70-100 คน ล่าสุด ขยับปรับเป้ามาอยู่ที่ 150 คน คงมั่นใจกำลังภายในอะไรสักอย่าง
พรรคใหญ่พลังประชารัฐ(หรืออาจใช้ชื่ออื่นใด) แกนนำรวมเสียงตั้งรัฐบาล ฝั่งหนุน”บิ๊กตู่”กำตัวเลขนี้
ไว้รอรวมกับพรรคแนวร่วม พันธมิตร ที่สหาย3มิตร เปิดดีลการเมืองเอาไว้ ต่อจิ๊กซอว์
ซึ่งก็มีหลายพรรค หลายกลุ่มที่เป็นเครือข่าย
ที่นับว่าเป็นเนื้อหนัง ก็อย่าง ภูมิใจไทย ครั้งนี้พรรคสีเสื้อน้ำเงิน ตั้งเป้า 50 คน
อีกพรรค รวมพลังประชาชาติไทย(รปช.)พรรคตั้งใหม่ สายนกหวีดกปปส. กำนัน-สุเทพ เทือกสุบรรณ แบไต๋ ไม่มโน ฝันเป็นที่ 1
แต่อย่างน้อยต้องมี ที่นั่งในสภา 50-60 คน สุเทพ เทือกสุบรรณ แย้มว่า จะส่งผู้สมัครลงสู้ครบทุกเขตทั้ง 350 เขต
แต่ละเขตคาดว่า จะเข้าที่ 1 บ้าง 2 บ้าง 3บ้าง แต่คะแนนรวมเล็งที่ 3,500,000 แต้ม หรือเฉลี่ยเขตละ1หมื่น คำนวนตัวเลขออกมาที่ 50 เสียง
ขนาดยังไม่นับรวม พันธมิตรพรรคเอสเอ็มอี อย่าง ชาติไทยพัฒนาของตระกูลศิลปอาชา พลังชลโดยทีมงานคุณปลื้ม พรรคชาติพัฒนาของบอสใหญ่ สุวัจน์ ลิปตพัลลภ

ตัวเลขส.ส.ฝั่งลายพรางนี้ ก็เหลือเฟือ ดันบิ๊กตู่คัมแบ๊ก นั่งนายกฯอีกครั้ง
พลังประชารัฐ 150 เสียง+ภูมิใจไทย50+รวมพลังประชาชาติไทย50 +ชาติไทยพัฒนา-พลังชล+ชาติพัฒนา
ซึ่ง3พรรคร่วมกัน 30 เสียงน่าจะทำได้
ส.ส.ปีกนี้ ปาเข้าไป 280 เสียง!
ครองเสียงข้างมาก ในสภาล่าง จากจำนวนที่นั่งทั้งหมด 500 ที่นั่งเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
ทั้งนี้ หากนับ2สภารวมกัน ตามกติกาที่ใช้เสียงสมาชิกรัฐสภาทั้งหมด 750 ที่นั่งโหวตเลือกนายกฯ ประกอบ
ด้วยส.ส.500 คน และส.ว.แต่งตั้ง 250 คน บิ๊กตู่ก็ลอยลำ
แค่ตัวเลขอุปาทานหมู่ชนะเลือกตั้งก็กินขาด เพราะเสียงกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภาอยู่ที่ 376 เสียงเท่านั้น
จะมองเอียงแบบ เอาเสียงส.ส. 280 คนตั้ง หาส.ว.มาเพิ่มอีกก็แค่ 96 คน หรือจะมองจากเก้าอี้รองรัง
เป็นนั่งร้านให้บิ๊กตู่ที่นอนที่สุด ส.ว.250 คนก็พึ่งพาอาศัยเสียงส.ส.อีกแค่ 126 คน ส่องจากฝั่งไหนก็ทะลุ แบเบอร์
ยิ่งเอา 280+250 ก็ถล่มทลาย ในแง่ประสบความสำเร็จในการรวบรวมเสียงในสภา
มีถึง 530 มือ อุ้ม”บิ๊กตู่”นั่งนายกฯ กินรวบทั้งสภาล่าง-สภาบน
แต่ตัวเลขที่ว่านี้ ยังเป็นแค่ฝัน แต่ละพรรคประเมินกัน
ถ้าเข้าเป้าตามนี้จริง ฝั่งหนุนบิ๊กตู่กวาดได้ 280 ที่นั่ง นั่นก็แสดงว่า เหลืออีกเพียง 220 เก้าอี้เท่านั้น
ที่จะแย่ง-แชร์กัน ระหว่างพรรคเพื่อไทยแชมป์เก่า และรองแชมป์อย่างประชาธิปัตย์
ขณะที่เพื่อไทย โพลลับทักษิณ ชินวัตร เคลมตัวเลข 264 ที่นั่งบวก/ลบ10
ทักษิณสู้เต็มที่แน่นอน ตัวเลขก็ต้องปั่นสูงไว้ก่อน สกัดส.ส.ไหลออก ต้องการอยู่ฝ่ายชนะ เพื่อให้เห็นว่ากระแส นิยมยังดี
เมื่อเข้าเทศกาลเลือกตั้ง คงได้เห็นการงัดแผนการตลาดแนวถนัด กลเม็ดเด็ดพรายเข้าสู้
และคงได้เห็นยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปรากฎตัวในโลกโชเชียลถี่ยิบ รวมถึงบินโชว์ตัว เฉิดฉายประเทศในแถบเอเชีย-อาเซียนบ่อยครั้ง เพื่อเรียกคะแนนสงสาร
ไม่มีใครยอมใคร
ตัวเลขเพื่อไทยก็ปั่นสูง -ขั้วหนุนพล.อ.ประยุทธ์ก็พุ่งลิ่ว
เอาสองขั้วมารวมกัน ตัวเลขส.ส.รวมกันก็เว่อร์เกิน 500เสียงไปแล้ว นี่ไม่นับรวม ประชาธิปัตย์ และพรรคเล็ก
พรรคน้อย พรรคนอมินี ที่คงได้ส.ส.บ้างไม่มากก็น้อย
และ เป็นไปไม่ได้ที่พรรคใหญ่ อย่างประชาธิปัตย์จะชวดที่นั่งส.ส. เพราะอย่างปักษ์ใต้ก็แข็งแกร่ง ระดับ40ที่นั่งอัพ แต่ก็อย่าได้แปลกใจ
ตัวเลขนี้ มันแค่ประเมิน -มีความซ้อนทับกันอยู่ และทุกครั้งก่อนเลือกตั้งก็เป็นแบบนี้
เพราะเป็นตัวเลขที่วิเคราะห์ บนพื้นฐานหยาบๆ ในขณะที่การต่อสู้ในสนามจริง มีอะไรต่อมิอะไรเป็นปัจจัย
ตัวแปรที่มีผลต่อการเลือกตั้งอีกมากมาย มีผู้สมัครตกหล่น ล้มหายระหว่างทางทุกครั้ง
แต่ที่แน่นอนที่สุดก็คือ ถึงอย่างไร “บิ๊กตู่”ก็ยังเป็นเต็ง1 แคนดิเดตนายกฯในการเลือกตั้งครั้งนี้
เนื่องจากยังไม่ทันลั่นปืน สตาร์ตออกตัว ก็นำโด่งมี 250 เสียงส.ว.ในมือ
ในสนามที่ต้องต่อสู้ ชิงเก้าอี้ส.ส. พรรคพลังประชารัฐก็มีแฮนดิแคป-แต้มต่อ สะเบียง กลไก เครือข่าย อำนาจรัฐ
จัดหนักได้ อะไรได้
เป้า150ที่นั่ง จึงมองข้าม ประมาทไม่ได้ เมื่อวางเป้าหมายเขาก็ย่อมมีวิธีทำให้บรรลุเป้าหมาย ส่วนพรรคอื่นในฟากฝ่ายสนับสนุน”บิ๊กตู่”
ก็อย่าได้แปลกใจ ที่เคลมตัวเลขสูงๆเข้าไว้ มันเป็นเรื่องระดมทุน เงินๆทองๆ
จำเป็นต้องปั่นให้สูงไว้ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้เข้าตา เจ้าสัว-นายทุน-กลุ่มธุรกิจ แทงหวยเลือกตั้ง
ทุ่มเงินช่วยพรรค-ฝั่งได้ลุ้นร่วมรัฐบาล
มุขโบราณๆ ระดมทุนแบบนี้ การเมืองยุคปฎิรูป 4.0 ก็น่าจะใช้ได้อยู่
พรรคการเมืองต่างๆในขั้วนี้ จึงปั่นตัวเลขชูป้าย
อุปาทานหมู่ 280เสียงดึงน้ำเลี้ยง หนุน”บิ๊กตู่”คัมแบ๊ก

เช็กกระแสปั่นราคา ส.ส.30-50 ล. เพื่อไทยไม่หวั่น พรรคใหม่ระวังเลือดตกใน

เช็กกระแสปั่นราคา ส.ส.30-50 ล. เพื่อไทยไม่หวั่น พรรคใหม่ระวังเลือดตกใน


ขึ้นชื่อว่าการเมืองในยุคปฏิรูป หรือไทยแลนด์ 4.0 แต่กลับมาเกิดกระแสดราม่าจากปากคำ “วรชัย เหมะ” อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย
ว่ามีพลังดูดจากฝ่ายผู้มีอำนาจในหลายพื้นที่รุนแรงมาก
เริ่มจากการให้ผู้มีอำนาจเข้าไปหาอดีต ส.ส.ที่สีเทาๆ โดยเข้าไปบีบเรื่องคดีและธุรกิจ จากนั้นให้นักธุรกิจเข้า
ไปคุยเรื่องย้ายพรรค เสนอผลประโยชน์ตอบแทนให้
พร้อมเปิดประเด็นปั่นราคาตลาด อดีต ส.ส.เกรดเอ ซื้อขายราคา 50 ล้านบาท เกรดรองลงมาตกคนละ 30 ล้านบาท
หากนี้คือแผนแยบยลของ คสช.ที่ต้องการบอนไซพรรคการเมือง ดิสเครดิตบรรดานักการเมือง
เพื่อเป้าหมายให้ฝากการเมืองอ่อนแอ เมื่อนักเลือกตั้งยอมตะครุบเหยื่อ กินเบ็ดกันถึงขนาดนี้ ก็ต้องยอมรับว่าแผนการนี้ได้ผล
ตลาดซื้อขายนักการเมืองเข้มข้นขนาดนี้ จึงจำเป็นต้องต่อสายหาแหล่งข่าวสืบเสาะราคาว่าตัวเลข 30-50 ล้าน นั้นของจริงหรือแค่ปั่นราคา
สายข่าวฝั่งเพื่อไทยให้ข้อมูลว่า หากเป็นการเมืองยุคเก่าๆ เงิน 30-50 ล้านบาท จ่ายไปเพื่อแลก ส.ส.1 คน อาจเป็นไปได้
แต่การเมืองตั้งแต่ยุคไทยรักไทย พลังประชาชน และเพื่อไทย ใต้เงา “ทักษิณ ชินวัตร”
ได้พลิกโฉมหน้าว่า ” เงินซื้อ ส.ส.ได้ แต่ซื้อเสียงไม่ได้ “
การนำนโยบายประชานิยมที่หยั่งรากลึกไปถึงรากหญ้าจนเป็นที่ถูกอกถูกใจชาวบ้าน ได้สร้างกระแสนิยมพรรคมากกว่าตัวบุคคล
ชาวบ้านก่อนหน้านี้ใครให้เงิน 100-200 บาทแลกกับคะแนนกาบัตร ย่อมมีบุญคุณที่จับต้องได้
นำไปซื้อข้าวประทังชีวิตได้หลายวัน แต่ภายหลังนโยบายประชานิยมที่กระจายลงไปในทุกพื้นที่ ชาวบ้านอยู่ดีกินดี

มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น จนเกิดภาวะ ” รับเงินหมา กาพรรคทักษิณ”
เคยสอบถามอดีต ส.ส.หลายคน ยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า กระสุนดินดำที่ใช้จ่ายในการเลือกตั้งนั้นน้อยมาก หากวัดกระแสพรรคทักษิณ
คงไม่ต่างจากกระแสภาคใต้ที่หว่านเงินลงไปเท่าไหร่ก็ฝ่ากระแสพรรคประชาธิปัตย์ไปได้ยาก
ยิ่งได้ฟังน้ำเสียง “เสี่ยอ้วน” ภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) หากไม่ใช่เพราะแก้เกี้ยวเหตุเลือดไหลไม่หยุด ก็ยังยืนยันอย่างมั่นคงถึงกระแสพรรคเพื่อไทยว่า
” ผลการเลือกตั้งระยะหลังๆ ได้สะท้อนการตัดสินใจของประชาชน คือ ส.ส.คนเดิมที่ถูกดูด ล้วนสอบตกเกือบหมดทุกคน เพราะประชาชนผู้ลงคะแนนเขารู้ดีว่า
จุดยืนของคนเหล่านี้คือเงินและผลประโยชน์ของตน ที่สำคัญได้สะท้อนให้เห็นการเปลี่ยนย้าย”
” ผลการเลือกตั้งหลายครั้งได้สะท้อนให้เห็นว่า คะแนนพรรคเพื่อไทยชนะคะแนนนิยมของ ส.ส.รายบุคคลในเกือบทุกเขตเลือกตั้ง ”
ดังนั้น กระแสอดีต ส.ส.เกรดเอตัวเลขพุ่ง 50 ล้าน ต้องจับตาดูเพราะหลังปลดล็อกการเมืองว่า เงื่อนไขนี้ของจริงหรือปั่นราคา
พร้อมกระซิบดังๆ ว่า พรรคใหม่ซิงๆ กำลังเกิดภาวะชิงการนำ ใครคุยโวรวบรวมสมาชิกเป็นหัวขบวนได้ก่อน
หมายถึงความไว้ใจของเจ้าของพรรคตัวจริง ย่อมต้องส่งกระสุนดินดำก้อนใหญ่ให้ผ่านมือ
หลายคนที่เปิดหน้า เคยสร้างมูลค่าให้ตัวเองสูงถึง 50 ล้านบาท สมัยย้ายสังกัดออกจากพรรคเพื่อไทย
หวังฝ่ากระแสชิง ส.ส.เหนือ-อีสาน แต่พอโค้งสุดท้ายรู้ว่าจ่ายยังไงก็แพ้แน่ ยอมนอนจับเงินอยู่บ้าน เปรียบ “มวยชกไม่สมศักดิ์ศรี “
เล่นเอาหัวหน้าพรรคหลายคนเพิ่งเห็นลีลานักเลือกตั้งชั้นเซียน ต้องนอนกระอักเลือดจนถึงทุกวันนี้

แผ่วปลาย

แผ่วปลาย



ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ร่าง ก.ม..เก็บภาษีที่ดิน และสิ่งปลูกสร้าง ลากยาวมาแล้ว 21 ปี ติดค้างลำกล้องมาแล้ว 11 รัฐบาล
แต่จนแล้วจนรอดยังคลอดไม่ได้สักที
จนมาถึงยุครัฐบาล คสช. นายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ประกาศยืนยันจะผลักดัน พ.ร.บ.เก็บภาษีที่ดิน เป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล
ทว่า...ผ่านมาแล้วกว่า 4 ปี ร่าง พ.ร.บ.เก็บภาษีที่ดินฯ ฉบับใหม่ ซึ่งผ่านการลงมติเห็นชอบจากที่ประชุม สนช. วาระแรก ตั้งแต่ต้นปี 2560
แต่จนป่านนี้ยังแช่เบ้าอยู่ที่เดิม!!
ล่าสุด มีข่าวจากที่ประชุม สนช.ว่าจะเลื่อนการลงมติร่าง พ.ร.บ.เก็บภาษีที่ดินฯ ในวาระ 2 และวาระ 3 ออกไปอีก 1 ปี
แช่ตู้เย็นไว้รอไปรัฐบาลใหม่โน่นเลย
“แม่ลูกจันทร์” มองว่า การเตะถ่วงร่าง พ.ร.บ.เก็บภาษีที่ดินฯ ออกไปอีก 1 ปี ทั้งๆที่ร่าง ก.ม.ฉบับนี้ เป็น ก.ม. สำคัญของรัฐบาล คสช.
ถือเป็นเรื่องน่าผิดหวังอย่างแรง!!
เพราะแสดงว่ารัฐบาลไม่ปฏิบัติตามนโยบายเร่งด่วนที่ “นายกฯ พล.อ.ประยุทธ์” ได้แถลงไว้เอง
แถมไม่สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่จะเร่งปฏิรูปโครงสร้างภาษีให้เกิดความเป็นธรรม และแก้ ปัญหาเหลื่อมลํ้าในสังคมไทย
ถามว่า เหตุใดรัฐบาล “นายกฯบิ๊กตู่” จึงเปลี่ยนใจ ชะลอการประกาศใช้ ก.ม.เก็บภาษีที่ดินออกไปอีก 1 ปี??
“แม่ลูกจันทร์” มองว่า เหตุที่รัฐบาลยื้อร่าง พ.ร.บ.เก็บภาษีที่ดินฉบับใหม่น่าจะเกิดจากเงื่อนไข 3 ประการคือ...
1,เพราะ ก.ม.ฉบับนี้จะส่งผลกระทบกลุ่มทุนยักษ์ที่ถือครองที่ดินจำนวนมหาศาลไว้ในมือ
หาก ก.ม.ฉบับนี้ประกาศใช้พวกแลนด์ลอร์ดขาใหญ่ จะต้องจ่ายภาษีที่ดินอานตะไท
2,มีกระแสต่อต้านจากภาคธุรกิจเอกชนว่าการเก็บภาษีที่ดินจะกระทบการลงทุน
จะเป็นปัจจัยลบให้เศรษฐกิจไทยไม่ขยายตัว
3,ก.ม.เก็บภาษีที่ดิน อาจกระทบแผนสืบทอดอำนาจของ คสช.อาจถูกนำไปโจมตีว่ารัฐบาลถังแตก จึงต้องเก็บภาษีที่ดินแก้ขัดหนักขัดเบา
“แม่ลูกจันทร์” โดยส่วนตัว สนับ สนุน ร่าง พ.ร.บ.เก็บภาษีที่ดินเพราะที่ดินส่วนใหญ่ของประเทศไทย 80 เปอร์เซ็นต์ อยู่ในการครอบครองของคนกลุ่มนิดเดียว
ฉะนั้น ใครที่ถือครองที่ดินจำนวนมาก จึงควรต้องจ่ายภาษีที่ดินเพื่อความเป็นธรรม
ไม่ได้เป็นธรรมอย่างเดียว...ยังเป็นเงินอีกก้อนโต
เพราะเมื่อ ก.ม.ภาษีที่ดินประกาศใช้จะทำให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มขึ้นกว่า 28,000 ล้านบาทต่อปี
ส่วนใครที่ไม่มีที่ดิน หรือมีที่ดินแปลงเล็กได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีที่ดินตามกติกา
ร่าง พ.ร.บ.เก็บภาษีที่ดิน จึงไม่มีผลกระทบต่อประชาชนส่วนใหญ่ในสังคม
แต่ปัญหาของประเทศไทยคือ คนกลุ่มเล็กนิดเดียว ซึ่งครอบครองที่ดินส่วนใหญ่ ดันเสียงดังกว่าคนส่วนใหญ่ที่ไม่มีที่ดิน และไม่ต้องจ่ายภาษีที่ดิน
จึงทำให้ร่าง พ.ร.บ.เก็บภาษีที่ดิน ซึ่งผลักดันมาแล้ว 21 ปี ยักแย่ยักยันมาแล้ว 11 รัฐบาล ต้องถูกแช่เย็นต่อไปอีก 1 ปี? หรือ 2 ปี? หรือ 3 ปี?
หรืออาจสูญหายไปไม่โผล่กลับมาอีกเลย.
“แม่ลูกจันทร์”

‘อาเจ็ก’ ถ่วงดุลหลาน

‘อาเจ็ก’ ถ่วงดุลหลาน



ประกาศก่อนเหินฟ้าไปยุโรป เยือนประเทศอังกฤษและฝรั่งเศส
“บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. เปิดเผยเองเลยว่า ประเทศไทยจะจัดให้มีการเลือกตั้งใหญ่ภายหลังพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
เรื่องสำคัญของประชาชนคนไทยทุกคน จำเป็นต้องให้บ้านเมืองสงบ
นี่คือเงื่อนปัจจัยที่รัฐบาลต้องคำนึงถึงก่อนอื่นใด สำหรับประเทศไทยที่ปกครองภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
เป็นที่เข้าใจได้ทั้งคนไทยและต่างประเทศ
แต่ ณ วันนี้ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ก็ต้องยึดตามโรดแม็ปเดิมคือเดือนกุมภาพันธ์ 2562 บวกลบเผื่อเหลือเผื่อขาด ว่ากันตามข่าววงในฝ่ายคุมเกมอำนาจ โอกาสสูงที่จะได้เข้าคูหาหย่อนบัตรลงคะแนนกันในเดือนเมษายน–พฤษภาคม ปีเดียวกัน
ท่ามกลางบรรยากาศทางการเมืองที่เข้าสู่โหมดเตรียมทัพลงสนาม
โดยเฉพาะปรากฏการณ์เครือข่าย “สามมิตร” ที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตเลขาธิการพรรคไทยรักไทย เปิดตัว “รีเทิร์น” กลับมาลงสนามการเมืองอย่างเป็นทางการ
โดยภาพที่ออกมาประกบกันระหว่างคนในตระกูล “จึงรุ่งเรืองกิจ”
ด้านหนึ่ง “จึงรุ่งเรืองกิจ” ผู้เป็น “อาเจ็ก” อย่าง “สุริยะ” ลงมาคลุกวงในอยู่กับการเมืองรูปธรรมจับต้องได้ ในการเดินหน้าดึงอดีต ส.ส.เกรดเอเข้าค่ายพลังประชารัฐ
แนวร่วมกับฝ่ายคุมเกมอำนาจ แสดงตัวเป็นมือปั้นพรรคหนุน “นายกฯลุงตู่”
ขณะที่ “จึงรุ่งเรืองกิจ” ผู้เป็นหลานอย่าง “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ กำลังโดดเด่นอยู่กับความนิยมทางการเมืองนามธรรม กระแสลอยๆในโลกโซเชียลมีเดีย
เดินเส้นทางเดียวกับฝ่ายต้าน คสช. ถูกเคลมไปอยู่ฝั่ง “ทักษิณ” เต็มตัว
“สุริยะ–ธนาธร” ปรากฏการณ์ที่ “อา–หลาน” เดินสวนทางคนละขั้ว ตามเงื่อนไขสถานการณ์ที่น่าจะโยงกับสถานะของอาณาจักร “ไทยซัมมิท” ธุรกิจกงสีครอบครัว
ดึงตัวกลับมาอยู่ตรงกลางโดยอัตโนมัติอย่างเนียนๆ
แต่ที่แน่ๆในฐานะเซียนเลือกตั้งที่ผ่านสังเวียนจริงมาก่อนแล้ว แนวโน้ม “อาเจ็กสุริยะ” จึงสร้างอิมแพคในทางการเมืองได้ชัดเจนกว่า “ธนาธร”
แบบที่เห็น “สุริยะ” เปิดตัวเขย่าตลาด ดัชนียี่ห้อพลังประชารัฐดีดขึ้นทันทีทันใด
กระตุกพรรคเพื่อไทย ผวาเลือดไหลออกไม่หยุด
ตามอาการแบบที่มวยเบอร์ใหญ่อย่าง “เสี่ยอ้วน” นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ต้องออกมาปล่อยมุกกระแทกแดกดันแรงๆ
พรรคใหม่ของบรรดา “ส” ส่อเจอชาวบ้านหลอก “รับเงินหมา กาเพื่อไทย”
ทั้งขู่ ทั้งเบิ้ลบลัฟ ดักทางคนพรรคเพื่อไทยย้ายพรรคหนี
แต่นอกจากเรื่องของกระแสที่อ้างกันลอยๆว่า ชาวบ้านในภาคอีสาน ภาคเหนือ ยังภักดีกับยี่ห้อ “ทักษิณ” มุกขู่ใครย้ายหนีเสี่ยงสอบตก
นอกนั้นก็ไม่มีอะไรที่จะทำให้ลูกทีมเกิดความมั่นใจในการปักหลักสู้ต่อ
แม้แต่ “นอมินี” แม่ทัพเพื่อไทยยังอึมครึมไร้ความชัดเจน
ตามสภาพการณ์ ไม่ว่า “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เจ้าแม่เมืองกรุง จะได้นั่งแท่นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยหรือแห้วไม่ได้
เพื่อไทยหนีไม่พ้นสถานการณ์ “วงแตก”
ยิ่งเป็นอะไรที่ได้เห็นสภาพของ “หน่วยกล้าตาย” ทีมล่อเป้าบาทาแทน “นายใหญ่”
“เสี่ยปึ้ง” นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีต รมว.ต่างประเทศ โดนศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาจำคุก 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา
คดีออกหนังสือเดินทางให้อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร โดยมิชอบ
เหลือแค่โอกาสสุดท้าย ประกันตัวไปลุ้นอุทธรณ์
สภาพเดียวกับ “เสี่ยไก่” นายวัฒนา เมืองสุข อดีตรัฐมนตรีคนดัง ก็กำลังลุ้นระทึกกับคดีทุจริตการอนุมัติโครงการบ้านเอื้ออาทรของการเคหะแห่งชาติสมัยเป็น รมว.การพัฒนาสังคมฯ
ชะตากรรม “ม้าใช้” ของ “นายใหญ่” ส่อตายตอนจบ
ใครจะเสี่ยงรบ ทั้งๆที่รู้ว่า สู้ไปตายหมู่ซ้ำแล้วซ้ำอีก.
ทีมข่าวการเมือง

กังวลสงครามการค้าฉุดดาวโจนส์ทรุดเกือบ300จุด

กังวลสงครามการค้าฉุดดาวโจนส์ทรุดเกือบ300จุด



20 มิถุนายน 2561

ดัชนีดาวโจนส์ ปิดตลาดวันอังคาร (19มิ.ย.)ตามเวลาสหรัฐ ปรับตัวลง ดิ่งลง 287 จุด เนื่องจากนักลงทุนมีความกังวลว่าข้อพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐและจีนอาจทวีความรุนแรงขึ้น และกระทบการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก หลังจากทรัมป์ขู่เรียกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่ม


ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ร่วงลง 287.26 จุดหรือ 1.15% ปิดที่ 24,700.21 จุด ดัชนีเอสแอนด์พี 500  ลบ 11.18  จุดหรือ 0.40% ปิดที่ 2,762.57 จุด และดัชนีแนสแด็กร่วง 21.44 จุดหรือ 0.28% ปิดที่ 7,725.59 จุด

หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีดิ่งลงนำตลาดวันนี้ ขณะที่หุ้นโบอิ้งร่วงลงมากที่สุดในการซื้อขายช่วงแรก โดยหุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิพหลายรายต่างร่วงลงราว 1.5% เนื่องจากมีการส่งออกไปยังจีนจำนวนมาก ขณะที่หุ้นบริษัทฟอร์ด มอเตอร์ ซึ่งมีการลงทุนในจีน ดิ่งลง 2.4%

ทั้งนี้ ปธน.ทรัมป์ได้ขู่ที่จะเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจีนรอบใหม่ในอัตรา 10% วงเงิน 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมกับเตือนว่า หากรัฐบาลจีนเรียกเก็บภาษีสินค้าจากสหรัฐอีก เพื่อตอบโต้แผนเก็บภาษีนำเข้ารอบใหม่ในอัตรา 10% สหรัฐก็พร้อมเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจีนในวงเงินเพิ่มอีก 2 แสนล้านดอลลาร์
ด้านกระทรวงพาณิชย์จีน ออกแถลงการณ์วันเดียวกันว่า รัฐบาลจีนพร้อมตอบโต้อย่างรุนแรง หากสหรัฐเรียกเก็บภาษีสินค้าจากจีนเพิ่มอีก 10% ตามที่ปธน.ทรัมป์ขู่ไว้

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวของทั้งสหรัฐและจีนมีขึ้นสืบเนื่องจากเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา รัฐบาลสหรัฐได้ประกาศบัญชีรายการสินค้านำเข้าจากจีนจำนวน 1,100 รายการที่จะต้องถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้า 25% คิดเป็นมูลค่ารวม 5 หมื่นล้านดอลลาร์ และจากนั้นไม่นาน รัฐบาลจีนก็ได้ออกมาตอบโต้สหรัฐด้วยการออกมาตรการเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐจำนวน 659 รายการ โดยเรียกเก็บในอัตรา 25% คิดเป็นมูลค่ารวม 5 หมื่นล้านดอลลาร์เช่นกัน

ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจที่มีการเปิดเผยในวันนี้นั้น กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ตัวเลขการเริ่มต้นสร้างบ้านเพิ่มขึ้นมากกว่าคาดในเดือนพ.ค. โดยพุ่งขึ้น 5% เมื่อเทียบรายเดือน สู่ระดับ 1.350 ล้านยูนิต ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนก.ค.2550 หลังจากร่วงลงสู่ระดับ 1.286 ล้านยูนิตในเดือนเม.ย.

นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่าตัวเลขการเริ่มต้นสร้างบ้านจะเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 1.310 ล้านยูนิตในเดือนพ.ค.

"วัฒนา"อวยพรวันเกิด"ยิ่งลักษณ์"

“สุขสันต์วันเกิดครับ ท่านนายก”
วันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดของนายกยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย วันเกิดของท่านปีที่แล้วผมพาน้องเฟมากราบอวยพรและรับประทานอาหารกับท่านที่โรงแรมเอสซีพาร์ค แต่ปีนี้ขอร่วมกับพี่น้องประชาชนที่รักท่านนายกส่งคำอวยพรแทน
นายกยิ่งลักษณ์เป็นตัวอย่างของการเป็นผู้นำที่ดี ท่านวางตนได้เหมาะสมกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่ได้มาจากการเลือกตั้ง นายกยิ่งลักษณ์ไม่เคยแสดงหยาบ หรือกักขฬะเหมือนผู้นำบางคน ท่านสุภาพและให้เกียรติประชาชนเสมอแม้จะเป็นฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองกับท่านก็ตาม นี่คือตัวอย่างของผู้นำที่มีวุฒิภาวะอันนับเป็นความภาคภูมิใจของประชาชนที่เลือกท่านเข้ามา นายกยิ่งลักษณ์ได้ทำหน้าที่ของนักการเมืองที่มาจากประชาชนอย่างสมบูรณ์แล้ว ที่ยังเหลือถือเป็นหน้าที่ของพวกผมที่จะต้องนำประชาธิปไตยและหลักนิติธรรมกลับคืนให้กับประชาชน ท่านนายกอย่าลืมส่งกำลังใจให้พวกผมและพี่น้องประชาชนที่รักประชาธิปไตยด้วยก็แล้วกัน ผลัดกันให้กำลังใจครับ
เนื่องในโอกาสอันเป็นมงคล ผมและประชาชนที่รักท่านนายกทุกท่านขออวยพรให้ท่านนายกมีความสุข ขอให้เจตนาดีที่ท่านนายกมีต่อประชาชนและไม่เคยคดโกงอำนาจของประชาชน จงส่งผลให้ท่านนายกมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง ขอให้ชนะหมู่มารทั้งปวง ขอให้เผด็จการทั้งหลายจงพินาศและพ่ายแพ้แก่ประชาชน สุขสันต์วันเกิดครับท่านนายก
วัฒนา เมืองสุข
21 มิถุนายน 2561

วันพุธที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2561

เกินกว่าเหตุไหม?

Subpatpoj Patr Nitisasathorn

ถึงกับตั้งโต๊ะแถลง..กันเลยทีเดียว.....
...กองปราบปรามจับกุมคุณสุกิจ..ตามหมายจับของศาล..
..ระหว่างแจ้งข้อกล่าวหาตามหมายจับ..คุณสุกิจ..พูดสอดแทรก..งืมงำ..กวนส้นเท้า...ตลอดเวลา.............
..หลังจากที่แจ้งข้อกล่าวหา..แจ้งสิทธิผู้ต้องหาเสร็จสิ้น..หน้าที่ของผู้จับคือ..ต้องนำตัวผู้ถูกจับไปลงบันทึกประจำวัน..แล้วนำตัวส่งพนักงานสอบสวน...โดยเร็ว....
...ภายหลังแจ้งข้อกล่าวหาตามหมายจับและแจ้งสิทธิของผู้ต้องหาเสร็จสิ้น..คุณสุกิจจึงอยู่ในการควบคุมตัวของผู้จับ...
...ระหว่างนำตัวคุณสุกิจไปลงประจำวันกับพนักงานสอบสวน....คุณสุกิจเกิดอาการ..ง๊องแง้ง..ได้ยินเสียงเล็ดลอดมาว่า..
....ไม่ให้จับ...”...ฟาดงวง..ฟาดงา..............
..ผู้จับจึงต้องใช้วิธีการ..ตามสมควรแก่เหตุ..โดยไม่มีอาวุธ....
..ท่านนายกสภาฯ ..ตั้งโต๊ะแถลงข่าว..เป็นเรื่องเป็นราว...อย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน...ตำหนิผู้จับ..ทำเกินกว่าเหตุ....
..ผู้ต้องหาเป็นถึงทนายความ..สถานที่จับเป็นโรงพัก..ผู้ต้องหาไม่มีพฤติการณ์หลบหนี..จับแบบนั้น..ได้อย่างไร.....
..อีกท่านแถลงว่า..กองปราบกระทำผิดต่อเสรีภาพ..ปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ..จะนำเรื่องเข้าที่ประชุม..เอาผิดผู้จับกุม..
...ผมถือว่า..ท่านนายกและคณะ..แถลงในนามส่วนตัว...ไม่เกี่ยวกับตำแหน่งหน้าที่..ในสภาทนายความ..
..ผมขอชี้แจงด้วยความเคารพ..ตามเหตุและผล.อันจะพึงมี..ในฐานะสมาชิกทนายความคนหนึ่ง..ที่เลือกท่านเข้ามาเป็นผู้บริหารสภาทนายความ.....
..ตามท้องเรื่องคุณสุกิจเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับของศาล...ภายหลังคุณสุกิจถูกจับกุมแล้ว..จึงอยู่ในการควบคุมตัวของผู้จับ...
...เมื่อผู้ต้องหาเกิดการ..ง๊อง..แง๊ง...ไม่ให้เกียรติผู้จับ..ไม่เคารพสถานที่....
.
..กรณีเช่นนี้. ผู้จับจะมีทางเลือกอะไร..นอกจากปฎิบัติการ..ให้เป็นไปตามอำนาจหน้าที่....
...การจับตัว...ให้นอนราบกับพื้น..โดยไม่ใช้อาวุธ..เพื่อใส่กุญแจมือ...จึงเป็นเหตุเป็นผลที่ผู้จับพึงปฏิบัติ....
..แล้วมันเกินกว่าเหตุ..ตรงไหน...
...ถ้าจะบอกว่าการจับกุมเช่นนี้..เกินกว่าเหตุ...
...แล้วการจับกุมพระพุทธอิสระ..พังประตู..ปืนจ่อ..อ่านหมายจับด้วยเสียงดุดัน..ไม่เกินไปกว่านี้หรือ.....
...ก็ไม่เห็นท่านนายกสภาฯ จะว่ากระไร.....
.....ท่านนายกสภาฯบอกว่า..เสียเกียรติวิชาชีพทนายความ....
..แล้วถ้ามองในมุมกลับ..ทนายความที่เป็นถึงผู้เชียวชาญด้านกฎหมาย..ทำไมไม่ให้เกียรติผู้จับ..ทำไมไม่เคารพสถานที่....
...ใครกันแน่ครับ..ที่ทำให้วิชาชีพทนายความเสื่อมเกียรติ..
..ผู้ต้องหาที่เป็นทนายความ..มีพฤติกรรมแบบนี้..จะเป็นแบบอย่างกับประชาชนทั่วไป..และทนายความรุ่นหลังหลัง...ได้อย่างไร....
..ทนายความ..มีสิทธิ..มีหน้าที่..หรือมีอภิสิทธิ...มากว่าคนทั่วไปอย่างนั้นหรือ........
...ที่ถูก..ท่านควรตั้งโต๊ะแถลงข่าว..ตำหนิพฤติกรรมของคุณสุกิจ...ไม่ใช่ตำหนิ..เจ้าพนักงานผู้จับกุม...
..ทุกหน่วยงาน..ทุกองค์กร..เขาก็มีเกียรติ..มีศักดิ์ศรี..ไม่ต่างกัน....
..จะลองทำแบบสอบถามมั้ยครับ..ทนายความทั่วประเทศ..ประชาชนทั่วไป...
...ใครเห็นด้วย...กับคำแถลงของท่าน......

ภ.4ยืนยันเป็นทหาร ร.15ค้ายาบ้าว้าแดงในพท.ชายแดนใต้

Sermsuk Kasitipradit
ตรวจสอบกับกองทัพภาคที่ 4 ยืนยันเป็นทหารในหน่วยกองร้อยลาดตระเวนระยะไกล กองพลทหารราบที่ 15 หารายได้พิเศษจากการเป็นตัวแทนว้าแดงขายยาบ้าในพท.จังหวัดชายแดนภาคใต้
เจ้าหน้าที่ชุดปราบปรามยาเสพติดอำเภอหาดใหญ่ และทหารชุดกองข่าวภัยแทรกซ้อน เข้าจับกุมตัว จ.ส.อ. สุทธิดล แสงใสแก้ว สังกัดกองร้อยลาดตระเวนระยะไกล กองพลทหารราบที่ 15 กองทัพภาคที่ 4 พร้อม น. ส. ญาณัตถ์รายา บุญสนิท อายุ 43 ปี ภรรยา เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา หลังถูกเจ้าหน้าที่วางแผนล่อซื้อยาบ้าจำนวน 100,000 เม็ด พร้อมรถโตโยต้า แคมรี่ สีขาว 1 คัน และเงินสด 2,750,000 บาท ที่โรงแรมแห่งหนึ่งในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ โดยมีสายส่งนำยาบ้าทั้งหมดมาส่งที่โรงแรมในเขตอ.เมืองสงขลา จ.ส.อ.สุทธิดล เปิดเผยยาบ้าทั้งหมดเป็นของกลุ่มว้าแดงในรัฐฉานประเทศเมียนมา ยอมรับเคยเดินทางไปยังฝั่งเมียนมาเพื่อทำความรู้จักกับเอเย่นต์ยาบ้าของกลุ่มว้าแดงก่อนมาเกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติดในจังหวัดชายแดนภาคใต้...นิว18

เล่นของแพง

เล่นของแพง



วันนี้ (20 มิ.ย.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ หน.คสช.จะบินสะเวิบไปเยือนอังกฤษ และฝรั่งเศสรวมเวลา 5 วัน
โดยมี ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ฝ่ายเศรษฐกิจ นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ และใครต่อใครร่วมขบวนกฐินสามัคคีไปด้วยอีกหลายคน
เป้าหมายของทริปเยือนยุโรปของ “นายกฯบิ๊กตู่” ครั้งนี้มีนัดสำคัญ 2 คิว
1,การได้เข้าพบหารือกับ นางเทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ (ที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย)
2,ได้เข้าเยี่ยมคารวะกระชับความสัมพันธ์กับ นายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส (ซึ่งมาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยเช่นกัน)
“แม่ลูกจันทร์” กราบเรียนว่าการที่ “พล.อ.ประยุทธ์” นายกรัฐมนตรีไทยได้รับไฟเขียวให้เข้าพบผู้นำรัฐบาลอังกฤษ และผู้นำรัฐบาลฝรั่งเศส 2 ประเทศทูอินวัน ถือเป็นความสำเร็จครั้งใหญ่ของรัฐบาล คสช.
เพราะโดยปกติ กลุ่มประเทศอียู จะไม่ สังฆกรรมกับผู้นำรัฐบาลรัฐประหารทุกกรณี
แต่สำหรับ พล.อ.ประยุทธ์ ผู้นำรัฐบาลทหารของไทย ได้รับยกเว้นเป็นพิเศษ เนื่องจากได้ประกาศโรดแม็ปชัดเจนว่าจะคืนอำนาจให้ประชาชน และจะมีการเลือกตั้งใหญ่ตามระบอบประชาธิปไตย (ครึ่งใบ) ในต้นปีหน้าแน่นอน
ข้อสำคัญ น่าจะเป็นผลพลอยได้จากการที่ พล.อ.ประยุทธ์ ได้รับเชิญไปจับเข่าคุยกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีอเมริกา ถึงทำเนียบขาว
จึงทำให้กลุ่มอียู กลับมาเริ่มฟื้นฟูความสัมพันธ์กับรัฐบาลทหารของไทยหลังจากติดไฟแดงมา 4 ปี
“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่าเป้าหมายอีก อย่างของ พล.อ.ประยุทธ์ และคณะในการเดินทางไปเยือนยุโรป 5 วัน
คือการไปเดินสายโรดโชว์นักธุรกิจกลุ่มอียู เพื่อชักชวนให้เข้ามาลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษตะวันออกหรือ “อีอีซี” ซึ่งเป็น “จุดขายใหม่” ของไทย
ไฮไลต์สำคัญ คือจะเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามสัญญาร่วมทุน ระหว่างการบินไทยกับบริษัทแอร์บัส เพื่อพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาให้เป็นศูนย์ซ่อมบำรุงเครื่องบินโดยสารระดับอินเตอร์ใหญ่ที่สุดในเอเชีย
เมื่อศูนย์ซ่อมเครื่องบินแห่งใหม่เกิดขึ้นในสนามบินอู่ตะเภาจะดึงให้มีการจัดตั้งโรงงานผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์เครื่องบินตามมา
และจะเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักลงทุนทั่วโลกให้แห่เข้ามาตั้งโรงงานอุตสาห-กรรมขนาดใหญ่ๆในเขตเศรษฐกิจอีอีซี อีกมากมาย
โดยรัฐบาล คสช.เสนอสิทธิประโยชน์ ล่อใจอย่างจั๋งหนับบุเรงนอง
ฝันหวานจะกลายเป็นจริงหรือไม่...โปรดติดตามต่อไป
“แม่ลูกจันทร์” ย้ำว่าการเดินทางไปเยือนอังกฤษ และฝรั่งเศสครั้งนี้ ไม่ใช่ไทยจะได้ประโยชน์อย่างเดียว
เพราะรัฐบาลจะเซ็นสัญญาซื้อ “ดาวเทียมธีออส 2” จากบริษัทแอร์บัสเป็นเงินกว่า 6,900 ล้านบาท ตามแผนพัฒนาเทคโนโลยีสำรวจอวกาศ สำรวจภูมิอากาศ และสำรวจทรัพยากร ตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล คสช.
โอ้แม่เจ้า...ราคาดาวเทียมธีออส 2 ที่รัฐบาล คสช.ตกลงสั่งซื้อมาใช้พัฒนาเทคโนโลยีอวกาศเป็นเงินเกือบ 7 พันล้านบาทเชียวนะโยม
คำถามคือ จำเป็นขนาดไหนที่ต้องสั่งซื้อดาวเทียม??
จะได้ประโยชน์คุ้มค่าหรือไม่กับรายจ่ายก้อนโต??
“แม่ลูกจันทร์” จนปัญญาไม่สามารถหาคำตอบได้เหมือนกัน
เอาไว้มีข้อมูลชัดเจนก่อนแล้วค่อยว่ากันอีกที.
“แม่ลูกจันทร์”

'สุริยะ' ลูกศรดอกที่สาม

'สุริยะ' ลูกศรดอกที่สาม



ดัชนีหุ้นการเมือง ยี่ห้อ “พลังประชารัฐ” คึกคักขึ้นมาทันตา
หลังการเฉลยปริศนาที่ “เสี่ยแฮงค์” นายอนุชา นาคาศัย บอกนักข่าวเป็นนัยระหว่างไปต้อนรับ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ หัวหน้า คสช. ประชุม ครม.สัญจรที่จังหวัดนครสวรรค์
รอลุ้นจะมีข่าวใหญ่ เรื่องของการมีงานทำ
ตามฉากการเปิดตัวกลุ่ม “สามมิตร” ที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตเลขาธิการพรรคไทยรักไทย นายสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำกลุ่มมัชฌิมา บินไปทาบทาม “ติงลี่” นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข อดีต รมว.ทรัพยากรฯ แกนนำ ส.ส.อีสานพรรคเพื่อไทย ถึงถิ่นจังหวัดเลย
จุดเริ่มต้นปฏิบัติการ “รีเทิร์น” สนามการเมืองของ “สุริยะ” อย่างเป็นทางการ
ในฐานะคีย์แมนของค่าย “พลังประชารัฐ”
สถานการณ์ชัดๆ แบบที่นายปรีชาประกาศตัวเลยว่า นายสุริยะกับนายสมศักดิ์มาเชิญให้เข้าร่วมงานกับพรรคใหม่ และพร้อมแถลงเปิดตัวเลยถ้าทุกอย่างเคลียร์
ถึงเวลาผู้เล่น “ตัวจริง” กระโดดลงสนาม
ตามรูปการณ์ที่มีการเชื่อมโยง “ก๊วนก๋วยเตี๋ยวเนื้อ” ในอดีตพรรคไทยรักไทย นั่นคือ “สุริยะ-สมศักดิ์” และอีกหนึ่งก็คนนั่งหัวโต๊ะอย่างนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ กัปตันทีมเศรษฐกิจ
ที่มาของเครือข่าย “สามมิตร”
แต่งานนี้ “สมคิด” ไม่ได้เข้าไปยุ่งแบบคลุกวงใน การขับเคลื่อนเป็นเรื่องของนายสุริยะกับนายสมศักดิ์ที่เคลื่อนไหว เดินกระบวนการทาบทามดึงอดีต ส.ส.เกรดเอมาร่วมงาน
โดยติดเอายี่ห้อ “สมคิด” เป็นตัวเพิ่มพลังดึงดูดทางการเมือง
ตามท้องเรื่องที่ “จอมยุทธ์กวง” คือคนปล่อยลูกศรธนู ส่งสัญญาณทางการเมืองให้แปรรหัส
ปฏิบัติการก่อกำเนิดป้อมค่าย “พลังประชารัฐ”
เริ่มตั้งแต่ลูกศรดอกแรก “สมคิด” เปิดไพ่สนับสนุน “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ตีตั๋วต่อ เพราะเป็นคนที่เหมาะสมกับสถานการณ์ประเทศไทย ณ ห้วงปัจจุบันมากสุด
ทำให้ประเทศสงบ เอื้อต่อการวางพื้นฐานการพัฒนาระยะยาว
ต่อด้วยธนูดอกสอง ดึง “แป๊ะนั่งเรือแป๊ะ” ปฏิบัติการเซอร์ไพรส์ ตั้งบิ๊กเนมการเมืองระดับ “เสี่ยแป๊ะ” นายสนธยา คุณปลื้ม หัวหน้าพรรคพลังชล เป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี
เปิดพื้นที่เขตทหารให้นักการเมืองได้เข้ามาจูนคลื่นกับ “ลุงตู่”
ก่อนนำมาซึ่งธนูดอกที่สาม อีเวนต์การเปิดตัวนายสุริยะ รีเทิร์นสนามการเมืองอย่างเป็นทางการ เป็นคีย์แมนหลักของพรรคพลังประชารัฐ
กระตุกแรงสั่นสะเทือนการเมืองระดับ 5-6 แมกนิจูด
ปรากฏการณ์แบบที่ “หัวเขียง” นายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ อดีต ส.ส.มหาสารคาม ต้องออกมายอมรับวิกฤติ “เอาไม่อยู่แล้ว” แนวโน้มพื้นที่อีสานและภาคเหนือของพรรคเพื่อไทย
“เลือดไหล” ออกไม่หยุดแน่
นั่นก็เพราะยี่ห้อ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” ในสายตาของนักการเมืองอาชีพ คือความมั่นคงทางการเงิน
“หัวจ่าย” พลังสูงที่ทรงประสิทธิภาพสมัยพรรคไทยรักไทย
ใครบอกไม่หวั่นไหว ไอ้นั่นแหละโกหก
หรือพวกที่ท่องประโยคนกแก้วนกขุนทอง ขู่ใครย้ายออกจากอ้อมอก “ทักษิณ” มีแต่สอบตก
ลึกๆก็หวิวในดวงหทัย กระแสดี แต่ไม่มีกระสุน ก็ร่วงเหมือนกัน
แถมสถานการณ์ “กลวงใน” อาการแบบที่ “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เจ้าแม่เมืองกรุง ให้เด็กในสังกัดออกมาบอกปัด “ข่าวปล่อย” วัดดวงวัดใจคนดูไบ
จะอนุมัติตั๋ว “นอมินี” แม่ทัพเพื่อไทยอย่างเป็นทางการหรือไม่
ตามรูปการณ์ที่ “เจ๊แดง” นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ กับ “เฮียเพ้ง” นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล แกนนำสายตรง “นายใหญ่” ต่างนิ่ง ส่ออาการลึกๆ ไม่เต็มที่กับเจ้าแม่เมืองกรุง
อีกด้าน นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ ทีมงานเสื้อแดง นปช.ก็ออกมาล็อกสเปก แม่ทัพตัวจริงต้องเป็นคนที่มีบทบาทต่อสู้เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายมากับพรรคเพื่อไทย ยอมตายเพื่อ “ทักษิณ” ได้
ที่สำคัญต้องมีภาพความเชี่ยวเศรษฐกิจที่เป็น “จุดขาย” ยี่ห้อ “ทักษิณ”
มาถึงตรงนี้ ถ้าไม่มีความชัดเจนว่าได้เป็นหัวหน้าพรรค “เจ๊หน่อย” น่าจะอยู่ลำบาก
จะเอาคนใหม่สดก็ยาก เลือกใช้คนเก่าก็ขาดเอกภาพ.
ทีมข่าวการเมือง

นายกเปิดแฟลตดินแดง9ก.ค.

"บิ๊กตู่" ถือฤกษ์ 9กค.9โมง เปิด "แฟลตดินแดง" เฟสแรก ชี้ เป็น ผลงานที่เป็นรูปธรรมที่สุดของรัฐบาล คสช. หลัง บิ๊กป้อม วางศิลาฤกษ์ไว้แล้ว

 ร.ท.หญิง พรชนก อ่ำพันธุ์ ผู้ช่วยโฆษกกลาโหม แถลงหลังการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินคณะที่ 5 ครั้งที่ 5/2561 ว่า ผลงานที่เป็นรูปธรรมของรัฐบาลมากที่สุดคือโครงการฟื้นฟูเมืองดินแดง ตามแผนแม่บทโครงการฟื้นฟู พ.ศ.2559-2567 โดยความคืบการดำเนินก่อสร้างโครงการที่อยู่อาศัยแปลง Gแล้วเสร็จตั้งแต่ 10 มิ.ย.ที่ผ่านมา

 ส่วนการดำเนินโครงการส่วนต่อไป เพื่อรองรับผู้อยู่อาศัยเดิมในระยะที่ 2-4 แปลง A, B1 และC อีก 6,212 หน่วย อยู่ระหว่างการพิจารณาอนุมัติก่อสร้างของครม.

การบูรณาการพัฒนาที่ยั่งยืนในการอยู่อาศัยในอาคารแปลง G นั้น จะมีเงินช่วยเหลือค่าเช่า ค่าขนย้าย โดยกองทัพบกจะสนับสนุน ซึ่งเริ่มดำเนินการแล้ว และจะได้จัดเตรียมงาน

ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช.จะมาเป็นประธานเปิดโครงการที่พักอาศัยแปลง G ในวันที่ 9 ก.ค.นี้ ในเวลา 09.00 น.