PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันศุกร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

เตือนกลุ่มการเมือง เคลื่อนไหวต้องอยู่ในกรอบกม. ย้ำคสช.ไม่เลือกข้าง

เตือนกลุ่มการเมือง เคลื่อนไหวต้องอยู่ในกรอบกม. ย้ำคสช.ไม่เลือกข้าง


“คสช.” ติดตาม กลุ่มสามมิตร ใช้พลังดูด ส.ส. เตือนอย่าล้ำเส้นกรอบกฎหมาย ย้ำใช้มาตรฐานเดียวกันทุกกลุ่ม ไม่เลือกข้าง โต้กระแสข่าว ใช้ทหารร่วมดูด ส.ส. ชี้อยู่นอกเหนือภารกิจ
เมื่อวันที่20 กรกฎาคม พล.ต.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 11(มทบ.11) ในฐานะทีมโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกรณีการเคลื่อนไหว และปรากฎการณ์การใช้พลัง ดูดส.ส.ของพรรคการเมืองในช่วงนี้ ว่า การเคลื่อนไหวอะไรก็ตามที่ยังทำภายใต้กรอบกฎหมาย ทางคสช.เพียงแค่ติดตามดูความเคลื่อนไหวเท่านั้น ดังนั้นทุกคนต้องดำเนินการตามกรอบกฎหมายและอำนาจหน้าที่ ต่างคนต่างไม่ละเมิด ก้าวล่วงกัน ส่วนผู้บังคับใช้กฎหมายก็บังคับใช้อย่างถูกต้องเป็นธรรม ก็จะทำให้บ้านเมืองสงบสุขร่มเย็น การบริหารราชการแผ่นดินก็สามารถเดินต่อไปได้ตามกรอบโรดแมป เพื่อนำไปสู่ความมุ่งหมายร่วมกันของพี่น้องคนไทย คือ มีการเลือกตั้งช่วงต้นปี2562 ซึ่งทุกอย่างยังคงเป็นไปตามนี้ และยังไม่มีอะไรที่จะทำให้ต้องทำให้นอกเหนือไปจากนี้ได้
พล.ต.ปิยพงศ์ กล่าวต่อว่า ส่วนการเคลื่อนไหวของนักการเมืองที่ลงไปพบปะพูดคุยกับประชาชน และลงพื้นที่ต่างๆนั้น ขอย้ำว่าคสช.ติดตามการเคลื่อนไหวของพรรคการเมือง และกลุ่มการเมืองทุกกลุ่ม ซึ่งสถานการณ์การเมืองในปัจจุบันคสช.ประเมินว่ายังไม่มีอะไรเป็นพิเศษที่ต้องน่าวิตกและห่วงใย จนนำไปสู่ความไม่เรียบร้อย ของบ้านเมือง
เมื่อถามว่า การที่กลุ่มสามมิตร ใช้พลัง ดูดส.ส.พรรคเพื่อไทย และแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ตามภูมิภาค ไม่ถือว่าขัดคำสั่งคสช. หรือไม่ พล.ต.ปิยพงศ์ กล่าวว่า ต้องเข้าใจว่าการเคลื่อนไหวทางการเมือง อะไรก็ตาม ถ้าไม่ขัดกฎหมาย คสช.จะติดตามเฝ้าดูเท่านั้น และจะไม่ไปวิพากษ์วิจารณ์ใครมีพฤติกรรมแบบไหน ถ้าไม่ขัดกฎหมายกิจกรรมดังกล่าวก็สามารถดำเนินการต่อไปได้ แต่ถ้ากิจกรรม หรือการดำเนินการทางการเมืองใดก็ตามที่เริ่มขัดกฎหมาย คสช.จะมีมาตรการแจ้ง ให้ทราบ จากนั้นก็ตักเตือน ห้ามปราม ระงับยับยั้ง ให้ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย

เมื่อถามอีกว่า แต่มาตรฐานเหล่านี้มีเสียงสะท้อนว่าการเคลื่อนไหวของกลุ่มการเมืองที่สนับสนุนรัฐบาล คสช. จะไม่ถูกติดตาม เหมือนเช่น กลุ่มคัดค้านจะกลายเป็นความยุติธรรมแบบสองมาตรฐาน หรือไม่ พล.ต.ปิยพงศ์ กล่าวว่า “ คสช.ไม่สามารถจะไปทำอะไรที่ผิดกรอบกฎหมาย ทำเกินอำนาจหน้าที่ได้ แล้วไปกลั่นแกล้งใคร จนสร้างความอยุติธรรมให้เกิดขึ้นกับกลุ่ม ฝ่ายการเมืองใดๆได้ ซึ่งคสช.ก็ปฏิบัติภายใต้กรอบกฎหมายด้วยเช่นกันกับทุกคน และทุกสายตาของประชาชนคนไทยทั่วประเทศก็ติดตามดูการทำงานของรัฐบาลคสช. ดังนั้นเราก็ต้องพึงระมัดระวังในแง่ผู้บังคับใช้กฎหมายก็ต้องเคารพกฎหมายด้วย”
ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า การวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีการใช้ทหารเข้าไปเกี่ยวข้องกับพลังดูด ส.ส. คสช. ติดตามการเคลื่อนไหวนี้ หรือไม่ พล.ต.ปิยพงศ์ กล่าวว่า ทหาร เป็นกลไกหนึ่งของรัฐบาล เราทำงานภายใต้อำนาจ หน้าที่ และภารกิจที่ผู้บังคับบัญชาสั่งการมา เราไม่สามารถทำอะไรที่นอกเหนือจากนี้ได้
“สังคม และพี่น้องประชาชน รวมทั้งโลกโชเชียลมิเดีย จะจับจ้อง ตรวจสอบ ติดตามดูความเคลื่อนไหวของทหารอยู่แล้ว ทหารทุกคนก็ต้องระมัดระวัง อย่าไปทำอะไรที่นอกลู่นอกทาง คงเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว ที่ทหารจะทำแบบนั้น เพราะทหารทุกต้องประพฤติ ปฏิบัติตนตามกฎหมาย และระเบียบวินัย ขณะเดียวกันถ้าอะไรที่ทำผิดกฎหมาย และกรอบอำนาจหน้าที่ ภารกิจ เราก็มีมาตรการลงโทษอย่างเข้มงวดอยู่แล้ว ทั้งทางวินัย และทางอาญา”

ทวงสัญญา

ทวงสัญญา



เมื่อทีมหมูป่า 13 ชีวิต ได้ออกจากโรงพยาบาลกลับบ้านพร้อมกัน
ข่าวหมูป่าติดถ้ำหลวงเชียงราย อันโด่งดังไปทั่วโลกก็ปิดฉากจบลงอย่างแฮปปี้เอนดิ้งซะที
“แม่ลูกจันทร์” หวังว่าทีมหมูป่าติดถ้ำทั้ง 13 คน จะกลับมาใช้ชีวิตตามปกติอย่างเดิม
ขอตั้งสมาธิมุ่งมั่นศึกษาเล่าเรียนเพื่อเป็นคนดีของสังคมให้สมกับที่คนไทยทั้งประเทศ และคนทั่วโลกเอาใจช่วยกันสุดลิ่มทิ่มประตู
อย่างไรก็ดี มหากาพย์หมูป่าติดถ้ำ ยังไม่จบ 100 เปอร์เซ็นต์
เพราะยังมีปัญหาสมาชิกหมูป่า 4 คน ที่รอความเมตตาจากรัฐบาลให้มีสถานะเป็นพลเมืองไทยอย่างสมบูรณ์
หมูป่า 4 คนที่เกิดและโตบนแผ่นดินไทย มีชื่อนามสกุลไทย เรียนหนังสือไทย
แต่ยังไม่ได้รับสัญชาติไทย
ได้แก่ ด.ช.มงคล บุญเปี่ยม อายุ 13 ปี, ด.ช.อดุลย์ สามอ่อน อายุ 14 ปี, นายพรชัย คำหลวง อายุ 16 ปี และ นายเอกพล จันทะวงษ์ หรือ “โค้ชเอก” อายุ 25 ปี
“แม่ลูกจันทร์” กราบเรียนว่า หมูป่าทั้ง 4 คน ประสบปัญหาแบบเดียวกันคือ ไม่มี “ใบสูติบัตร” เป็นหลักฐานยืนยันว่าเป็นคนไทยสัญชาติไทย
เนื่องจากบิดามารดาของหมูป่า 4 คน เป็นชนกลุ่มน้อย เป็นชาวเขาชาวดอยอยู่ห่างไกลความเจริญ
เมื่อตั้งครรภ์ก็ไม่ได้คลอดที่โรงพยาบาล
และไม่ได้ไปแจ้งการเกิดกับนายทะเบียนอำเภอ
เมื่อไม่มีสูติบัตรเป็นหลักฐานยืนยัน หมูป่าทั้ง 4 คน จึงกลายเป็นคนไร้สัญชาติ คนไร้รัฐ คนไร้ราก ไม่สามารถทำบัตรประชาชน ซึ่งเป็นสิทธิที่ควรได้รับในฐานะที่เกิดในเมืองไทย
“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่า ความจริงไม่ต้องมีสูติบัตรมายืนยัน ก็เห็นชัดอยู่แล้วว่าหมูป่าทั้ง 4 คน เป็นคนดี เป็นเด็กเรียนดี มารยาทดี ความประพฤติดี ไม่เกกมะเหรกเกเรเกตุง
มีเหตุผลสมควรที่จะได้รับสัญชาติไทย เป็นคนไทยอย่างสมบูรณ์
ข้อสำคัญ มาตรา 23 ของ พ.ร.บ.สัญชาติ ฉบับใหม่ กำหนดคุณสมบัติผู้มีสิทธิขอรับสัญชาติไทยว่า เป็นผู้มีความประพฤติดี หรือทำคุณประโยชน์ให้สังคม และได้อาศัยอยู่ในประเทศติดต่อกันไม่ต่ำกว่า 10 ปี
ฉะนั้น หมูป่าทั้ง 4 คน จึงมีคุณสมบัติเข้าเงื่อนไขที่จะได้รับสัญชาติไทยอย่างแน่นอน
“แม่ลูกจันทร์” ขอเรียกร้องให้กระทรวงมหาดไทย ได้โปรดพิจารณาให้สัญชาติไทยกับสมาชิกหมูป่าทั้ง 4 คน
โดยเร็ว!!
อย่าให้ “หมูป่า 4 คน” ต้องผิดหวังช้ำใจเหมือน “ด.ช.หม่อง ทองดี” ซึ่งเป็นลูกชนกลุ่มน้อยที่เกิดในเมืองไทย เติบโตบนแผ่นดินไทยแต่ไม่ได้สัญชาติไทยเพราะไม่มีสูติบัตรมาเป็นหลักฐานรับรอง
ด.ช.หม่อง เป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งขันเครื่องบินกระดาษพับระดับโลกที่ประเทศญี่ปุ่น และได้รับรางวัลชนะเลิศกลับมา
รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เคยสัญญาว่าจะให้ “ด.ช.หม่อง ทองดี” ได้รับสัญชาติไทย จะได้รับแต่งตั้งเป็นยุวทูตของรัฐบาล จะให้ทุนการศึกษาจนถึงระดับด็อกเตอร์ เพื่อตอบแทนคุณงามความดีที่สร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทย
บัดนี้ผ่านไปแล้ว 9 ปี ด.ช.หม่อง ทองดี ซึ่งตอนนั้นอายุ 10 ปี กลายเป็น นายหม่อง ทองดี อายุ 19 ปี ก็ยังไม่ได้รับสัญชาติไทย
ยังคงรอความหวังจะได้เป็นคนไทยด้วยความอดทน
คำมั่นสัญญาต่างๆนานา...ก็ไม่เกิดขึ้นจริง
“แม่ลูกจันทร์” เอาใจช่วยหมูป่า 4 คน ให้ได้รับสัญชาติไทยโดยเร็ว
อย่าให้ซ้ำรอย “ด.ช.หม่อง ทองดี” ที่เจอโรคเบี้ยวเต็มเปา.
“แม่ลูกจันทร์”

มี ‘ตัวช่วย’ ได้ ‘ตัวเชื่อม’

มี ‘ตัวช่วย’ ได้ ‘ตัวเชื่อม’



เป็นธรรมเนียมปฏิบัติไปแล้ว ยามที่ผู้นำอำนาจพิเศษ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่อยู่ในประเทศ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม จะเป็นเป้าโฟกัส
ทั้งในฐานะรองนายกฯเบอร์ 1 รักษาการผู้นำ คอยระแวดระวังหลังให้
และในฐานะ “พี่ใหญ่” อำนาจคู่ อุ้มชูน้องเลิฟมาตลอด
ล่าสุด “นายกฯลุงตู่” ไปเยือนประเทศภูฏาน กระชับสัมพันธ์ความร่วมมืออย่างเป็นทางการ ไม่อยู่แค่ 1 คืน 2 วัน “บิ๊กป้อม” ก็ต้องเล่นบทเดิม แต่หนนี้ไม่ถึงขั้นหนักหนา แค่คอยรับหน้านักข่าว เผชิญหน้ากับคำถามร้อน คุมเชิงการเมือง
หนนี้พี่ใหญ่ไล่เคลียร์เรียบ นอกจากปัญหาหนี้สินเครือข่ายครู โยนให้ กกต.ไปตรวจสอบแกนนำเคลื่อนไหวเชื่อมโยงเรื่องการเมืองหรือไม่
และยังทำหน้าที่แจงละเอียด ทั้งคิวผู้นำยกคณะไปประชุม ครม.สัญจร ที่ จ.อุบลฯ เป็นวาระตรวจงานรัฐบาลตามปกติ ไม่มีแฝงเลศนัยการเมือง รวมทั้งไม่ห่วงการเคลื่อนไหวของ “อดีตผู้นำ” ในต่างแดน ให้ประชาชนตัดสิน
ส่วนความเคลื่อนไหวทางการเมือง การย้ายค่ายเปลี่ยนพรรคเป็นเรื่องธรรมชาติของอดีต ส.ส.ในช่วงนี้ ไม่มีเรื่องดูด ด้านกลุ่มสามมิตรเคลื่อนไหวนัดพบแกนนำ เครือข่ายชาวนา เพื่อแก้ปัญหาราคาข้าว ในฐานะรองนายกฯบอกปัด เรื่องนี้เป็นปกติ
ยังไม่มีปัญหา ไม่ขัดคำสั่ง คสช.
ไฟเขียวแนวร่วม ปล่อยฟรีกองหนุนขยับ
ทั้งนี้ ในฐานะบิ๊ก คสช. ไม่สะดวกที่จะออกตัวเอิกเกริกงานการเมือง แต่ “บิ๊กป้อม” ก็ถูกจับจ้องไม่ต่างกับความเคลื่อนไหวของทีม รมต.เครือข่าย ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ในพรรคพลังประชารัฐ
ถูกพาดพิง ทั้งที่ว่ามีพลังสีเขียวเมืองใหญ่ขยับงานดีลนักการเมือง มีคิวเปิดรั้วเปิดค่ายรอดูด ไปจนกระทั่งที่เห็นมีบิ๊กเนมขั้วนายใหญ่พลิกขั้ว ก็ว่ามีบิ๊กสีกากีในเครือบิ๊กบราเธอร์ ดีลจีบมา
มองเป็นอีกสายพลังดูด หนุนพลังประชารัฐ ตามแผนทะลุ 100 แต้ม
ถึงแม้จะบอกปัด แต่ในฐานะพี่ใหญ่อย่าง “บิ๊กป้อม” ถ้ามีงานเบิ้มระดับนี้ย่อมถูกจับตา
ยังไงก็น่าจะมีส่วนร่วม ในฐานะกองเชียร์ตลอดกาลของ “บิ๊กตู่” ที่เริ่มชัดว่ามีสัญญาณแรงหนุนตามสถานการณ์บ้านเมือง ในภาวะความจำเป็นต้องต่อตั๋วเป็นผู้นำในระบบเพื่อเก็บงาน
คุมเกมต่อเนื่องในห้วงเปลี่ยนผ่านบ้านเมือง
ไม่ต่างกัน อีกรองนายกฯอย่าง “ดร.สมคิด” ก็จัดว่างานนี้ออกตัวเต็มแรงกว่าหนก่อนๆ ทั้งปั่นงานเศรษฐกิจประเทศ จนตัวเลขกราฟไต่ระดับทะลุเป้า ติดแต่เรื่องปัญหาปากท้องฐานรากต้องเร่งเครื่อง
รอมาตรการนโยบายอัดฉีดสัมฤทธิผล
แต่ “ตัวช่วยวีไอพี” อย่าง “ดร.สมคิด” ก็ขันอาสาหา “ตัวเชื่อม” แก้ปมปากท้องฐานราก
ล่าสุดชื่อของ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ-สมศักดิ์ เทพสุทิน” แกนนำกลุ่มสามมิตร ก็น่าจะเป็นคำตอบในโมเดลที่ไม่ต่างจาก “สนธยา คุณปลื้ม” ที่ดึงมาเป็นกุนซือผู้นำ
อดีตรัฐมนตรี ส. เสือ เครือ “ส.สมคิดกรุ๊ป” เป็นข้อต่อข้อเชื่อมชั้นดี เคี่ยวพื้นที่ รู้ช่องดีลลงลึกสู่ฐานราก
และน่าจะเป็นจุดสำคัญอีกเรื่องที่ “ดร.สมคิด” ดึงมาร่วมแก้ปมเศรษฐกิจฐานราก ที่ยังมีเงื่อนไขข้อจำกัดหลังจากผุดสารพัดมาตรการ จัดโครงการอัดฉีด แต่ผลลัพธ์ในระดับปากท้องชาวบ้าน ยังไม่เข้าเป้า
อดีตรัฐมนตรีอย่าง “สุริยะ-สมศักดิ์” ผ่านงานบริหารมาหลายรอบ ลุยพื้นที่ฐานรากของประเทศโชกโชน แค่เปิดหัวเรื่องราคาข้าว แนะช่องแก้ปมปัญหาการเกษตร ชูโครงการต่างๆก็เห็นทิศทางที่ดี
กลุ่ม “สามมิตร” น่าจะเป็นกำลังหนุนสำคัญ เข้ามาช่วยเติมเต็มนโยบายในเรื่องการดูแลเกษตรกรฐานราก ทั้งในรอบนี้ และรอบต่อไปกับคิวร่วมวงตีตั๋วให้ผู้นำ
เป็นกลไกเชื่อมต่อ ประสานอำนาจลงสู่ฐานราก ทำให้คำว่า “ประชารัฐ” มี “พลัง” รอบด้าน สมชื่อค่าย.
ทีมข่าวการเมือง

แค่ยกแรกหงายไพ่หมด

แค่ยกแรกหงายไพ่หมด



ไปเชียงรายก็กลัวโดนนินทาโหนกระแสทีมหมูป่า พอเปลี่ยนมาที่อุบลราชธานีก็เจอตีปี๊บเกมดูด
ถ้าหวั่นไหวตามขี้ปากนักการเมือง “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. และ ครม.คงต้องนั่งแช่แป้งอยู่ที่ทำเนียบรัฐบาล ไม่ต้องสัญจรไปตรวจงานที่ไหน
เพราะยังไงก็โดนหาเรื่องด่า ไม่ว่าจะไปเหนือ ล่องใต้ แวบอีสาน
ตามเงื่อนไขสถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังเดินเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง
ในสถานการณ์แบบที่สังเกตได้ วาทกรรมเกมดูดที่อุบลฯก็มาจากนักการเมืองขาใหญ่เจ้าของพื้นที่
วนอยู่กับการพูดรายวันของนายสมคิด เชื้อคง อดีต ส.ส.ทีมงานพรรคเพื่อไทย ใต้ปีกของนายเกรียง กัลป์ตินันท์ กับนายอิสสระ สมชัย ขาใหญ่ กปปส.ที่ยังปักหลักกับยี่ห้อประชาธิปัตย์
ดักเตะตัดขา สกัดยี่ห้อพลังประชารัฐเข้ามาแบ่งส่วนตลาด
ได้โอกาสปั่นกระแส สร้างราคากันตามฟอร์ม
ขณะที่เบอร์ใหญ่ๆอย่างนายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ หรือนายสิทธิชัย โควสุรัตน์ อดีตรัฐมนตรีคนดังระดับมือดีลสำคัญ ที่ถูกอ้างชื่อถูกลากเข้าไปเชื่อมโยงเบื้องหลังการขับเคลื่อนของพรรคพลังประชารัฐในจังหวัดอุบลฯ ปรากฏอยู่ในข่าวตามสื่อ
กลับไม่มีการแสดงตัวแสดงตน รับมุกเกมแห่กระแสแต่อย่างใด
นั่นหมายถึงระดับ “ของจริง” จะไม่ขยับให้จับทางได้ง่ายๆ
ตรงกันข้าม ตามจังหวะโดนล่อให้หงายไพ่กันหมดแล้ว
ทั้งในส่วนของพรรคเพื่อไทย ลูกข่าย “ทักษิณ” ที่นายเกรียง กัลป์ตินันท์ สายตรงในคาถา “เจ๊แดง” นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ที่กดปุ่มนายสมคิด เชื้อคง ออกมาไล่ส่งนายสุพล ฟองงาม อดีตเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กับทีมงาน จะย้ายไปอยู่พรรคพลังประชารัฐ
ได้จังหวะตัดขาคู่แข่ง ที่ชิงกันเป็นเบอร์หนึ่งของ “นายใหญ่” ในอุบลฯมาตลอด
ค่ายเพื่อไทยแตกเพราะ “สนิมเนื้อใน”
แน่นอนไม่ใช่แค่ที่อุบลฯ อาการแบบนี้น่าจะแฝงอยู่อีกหลายจังหวัดหลายพื้นที่
สถานการณ์ที่เปิดช่องให้โดนเจาะโดยธรรมชาติ
ในอาการแบบที่ “นายใหญ่” นั่งไม่ติด ต้องสั่งการข้ามประเทศ แก้เกมให้ทีมของนายเกรียงไปไล่ดูดอดีต ส.ส.ของพรรคชาติไทยพัฒนา มากลบกระแส เติมเต็มช่องโหว่อุบลฯที่หายไป
ต้องไล่ดูดคืนเหมือนกัน ไม่ใช่ส่ง “นกแลหน้าใหม่” ที่ไหนลงก็ได้อย่างที่คุย
ขณะที่ประชาธิปัตย์จับอาการจากนายอิสสระที่กระโดดออกมาร่วมวงเตะตัดขา “นายกฯลุงตู่” ครม.สัญจรเมืองดอกบัว สะท้อนอาการหวาดกลัวที่ซ่อนไม่มิด
ตามเงื่อนไขสถานการณ์ที่อ่านทางได้ ลำพังประชาธิปัตย์เบียดกระแสสู้กับพรรคเพื่อไทยก็เหนื่อยหืดจับอยู่แล้ว แนวโน้มถ้าโดนยี่ห้อพลังประชารัฐบุกมายึดเมืองอุบลฯเป็นทัพหลวงในการเจาะภาคอีสาน
เพิ่มตัวตัดแต้ม สถานการณ์คน ปชป.ยิ่งส่อเหงื่อตก
นี่แค่ยกแรก มุก ครม.สัญจรของทีมงาน “ลุงตู่” ยังทำให้เห็นเจ้าถิ่นทั้งเพื่อไทยกับประชาธิปัตย์ พากันออกอาการผวาน้องใหม่ยี่ห้อ “พลังประชารัฐ” ซะขนาดนี้
กระแสพลังดูด แรงในระดับ “เครื่องสูบน้ำซิ่ง” ถ้ำหลวงฯ
และนั่นก็ยังไม่ได้นับเหลี่ยมกลกระตุ้นเทศกาลเลือกตั้ง ที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ กัปตันทีมเศรษฐกิจ สั่ง “ติดเครื่อง” เดินหน้าอัดฉีดเศรษฐกิจฐานราก
“ปล่อยของ” คืนแวตคนจน พักหนี้เกษตรกร สารพัดมาตรการยี่ห้อ “ประชารัฐ” กระตุ้นปัญหาปากท้อง
ซื้อใจประชาชนคนมีรายได้น้อย ฐานเสียงใหญ่ของประเทศ

ภายใต้ระบบรัฐสวัสดิการแทนที่ประชานิยม แพ็กเกจหาเสียงที่คิดนโยบายอย่างเป็นระบบ
ตามข่าวความเคลื่อนไหวล่าสุด นายสมศักดิ์ เทพสุทิน หนึ่งในแกนนำกลุ่มสามมิตร ได้เชิญแกนนำเครือข่ายชาวนา ภาคกลาง ภาคอีสาน ภาคเหนือ ระดมความเห็น เพื่อนำข้อมูลไปเสนอต่อรัฐบาลในการออกมาตรการช่วยเหลือราคาข้าว
เบื้องต้นตัวเลขออกมาเกวียนละ 8,000 อยู่ได้ จากปัจจุบันที่ได้กันเกวียนละ 6,000 กว่าบาท
สอดคล้องกับสิ่งที่รัฐบาลประกาศชาวนาจะได้เงินไม่ต่ำกว่าจำนำข้าว
ตามรูปการณ์ “พลังประชารัฐ” ก็หวังวางเกมยาวๆ
ไม่เล่นแบบสุกเอาเผากินอีกต่างหาก.
ทีมข่าวการเมือง

‘เป็นชุด’ อุดยังไงให้ทัน

‘เป็นชุด’ อุดยังไงให้ทัน



วิ่งอุดเลือดไหลออกกันไม่ทันเลย
ในอารมณ์แบบที่ลูกข่ายสายตรง “นายใหญ่” หน่วยสอดส่องของพรรคเพื่อไทย กำลังตีฆ้องร้องป่าวยุทธการดูด ส.ส.เข้าค่ายพลังประชารัฐ
แฉดักคอดักทาง ประจานดักหน้าดักหลังกันทุกวัน
แต่หันมาอีกทีก็ต้องสะดุ้ง กับมุกความเคลื่อนไหวเครือข่ายสามมิตรพยายามดึงแกนนำเสื้อแดง นชป.ในภาคอีสานเป็นแนวร่วมกับค่าย “พลังประชารัฐ” ในการสนับสนุน “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ตีตั๋วต่อเก้าอี้นายกรัฐมนตรี
ไม่ใช่แค่อดีต ส.ส.เกรดเอที่โดนดูด แม้แต่แกนนำเสื้อแดงยังหาย
ถามว่า เกมนี้มีเอฟเฟกต์แค่ไหน คำตอบมันก็อยู่ที่อาการของ “เดอะเต้น” นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำตัวจี๊ดกลุ่มเสื้อแดง นปช.ที่ต้องออกจากที่ซุ่ม “มุมหลบคุก” โวยวายใส่เกมดูดเสื้อแดง
นั่นแสดงว่า มันตรงเป้ายุทธศาสตร์ตัดกำลัง “นายใหญ่” เข้าจุดโฟกัส
แม้โดยลีลากลบเกลื่อน นายณัฐวุฒิจะถากถางกลุ่มสามมิตร เยาะเย้ยเกมย่อยสลาย นปช.ดูดไม่คล่องคอ แต่โดยเงื่อนไขสถานการณ์ที่ทีม “นายใหญ่” ก็ปฏิเสธความจริงไม่ออก
กับดีกรีความร้อนแรงของกลุ่มเสื้อแดง นปช.ที่เบาลงจนรู้สึกได้
ภายหลังแกนนำส่วนหนึ่งเข้าไปอยู่ในเรือนจำ บางคนก็เพิ่งพ้นโทษออกมารอลุ้นคดีที่ยังค้างอยู่ ขณะที่บางส่วนก็มีคดีอยู่ระหว่างลุ้นศาลตัดสิน จ่อเข้าไปในเรือนจำ
เกมมวลชนลากถลำลึก จนคนเสื้อแดงต้องติดคุกจริง
ต้องเผชิญวิบากกรรมชีวิตจริง
และรู้ตัวแล้วว่า ถึงเวลาไม่มีใครกลับมาช่วยได้จริง
แม้แต่ตัวนายณัฐวุฒิเองก็ยิ่งชัดเจนกว่าใคร กับสถานะที่ต้องเป็น “ตัวชน” แทน “ตุ๊ดตู่” นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานเสื้อแดง นปช.ที่ถูกขังอยู่ในเรือนจำ
ตามรูปเกมจำเป็นต้องประคองกระแส รักษาเรตติ้งเสื้อแดงไม่ให้ตก
เพราะมันคืออำนาจต่อรองที่เหลืออยู่ของ “นายใหญ่”
แต่ก็เป็นอะไรที่สังเกตได้ “เดอะเต้น” ก็เล่นแบบผลุบๆโผล่ๆ เพราะแหยงคดีที่ติดชนักปักหลังอยู่
ไม่นับอาการของพวกที่สู้แล้วรวย อยากเลิกไปใช้ชีวิตปกติสุข
นั่นก็ทำให้แรงจูงใจของคนเสื้อแดงในการลุยหักดิบไปกับ “นายใหญ่” นับวันจะเหือดหายไป
ตามจังหวะมันก็เข้าเหลี่ยม ยุทธศาสตร์สลายตัวเงื่อนไขขัดแย้ง
ฝ่ายคุมเกมอำนาจต้องเคลียร์โจทย์สำคัญ นอกจากตัดฐานกำลังอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย ในจังหวะต่อเนื่องก็ต้องสลายแนวร่วมเสื้อแดง นปช.ในภาคอีสานที่ยังปักหลักเป็นฐานกำลังสนับสนุน “ทักษิณ ชินวัตร”
ตัดกองหนุน “นายใหญ่” ทั้งเกมมวลชนและพรรคการเมือง
เรื่องของเรื่อง ยุทธการแบบนี้ คสช.ก็ดำเนินการมาตลอดตั้งแต่ต้น แบบที่มีคนของ “นายใหญ่” ออกมาแฉประจานการส่งทหารบุกไปประกบมวลชนเสื้อแดงถึงในหมู่บ้านตามภาคอีสาน
นั่นแสดงว่า ทหารทำไม่เนียน โดนจับไต๋ได้
เสื้อแดงกับพรรคเพื่อไทยปักหลักต้านเต็มที่
แต่มาตรงนี้ ถึงจุดที่ต้องใช้บริการนักการเมืองเข้าไปสลายเงื่อนไขมวลชน
เบื้องต้นถือว่า ทำได้เนียนกว่าท็อปบูต
จากสถานการณ์ที่กลุ่มสามมิตรเปิดชื่อเปิดบัญชีแกนนำเสื้อแดงในภาคอีสาน ดึงมาเป็นแนวร่วมค่ายพลังประชารัฐ สนับสนุน “นายกฯลุงตู่” ตีตั๋วต่อนายกรัฐมนตรี
ถึงขั้นที่ “เดอะเต้น” ต้องออกจากที่ซุ่มมาโวยวาย สกัดดักคอดักทาง
แต่ในสถานการณ์ที่อีกทางก็เป็นยุทธการปั่นแต้ม ปูทางเข้าโหมดเลือกตั้ง
ตามจังหวะที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ กัปตันทีมเศรษฐกิจ สั่ง “ติดเครื่อง” อัดฉีดเศรษฐกิจฐานราก “ปล่อยของ” มาตรการบรรเทาปัญหาปากท้อง ทั้งคืนภาษีคนมีรายได้น้อย พักหนี้เกษตรกร 3 ปี ดันราคาข้าวไม่ต่ำกว่าโครงการจำนำ แถมบวกออปชันพิเศษ ฯลฯ
ปล่อยโปรโมชันกันแบบสัปดาห์ต่อสัปดาห์
ทีมงาน “นายกฯลุงตู่” จัดรัฐสวัสดิการให้ประชาชนคนไทยที่ไม่เคยมีมาก่อน
อัดยา “ประชารัฐ” มาแก้อาการเสพติดยี่ห้อ “ประชานิยม”
ทั้งดูด ทั้งดึง ทั้งปล่อยของ เพื่อไทยจะอุดยังไงให้ทัน.
ทีมข่าวการเมือง

#ญาติเหยื่อเรือเซวอลร่ำไห้อิจฉา'13 #ชีวิตทีมหมูป่า' #ประชดรบ.#เกาหลีใต้อยากเกิดเป็นคนไทย'


รอยเตอร์ - ญาติของเหยื่อผู้เสียชีวิตจากเหตุเรือเฟอร์รีเซวอลอัปปางในเกาหลีใต้ บอกรู้สึกอิจฉานักเตะและโค้ชทีมเยาวชนหมูป่าอคาเดมี 13 ชีวิต ที่ได้รับความช่วยเหลือเป็นอย่างเต็มกำลังจากทุกฝ่าย หลังไม่พอใจคำตัดสินของศาลแห่งหนึ่ง ซึ่งพิพากษาในวันพฤหัสบดี(19ก.ค.) ยอมรับเป็นครั้งแรกว่าเหตุเรือล่มเมื่อปี 2014 คร่าชีวิต 3.4 ศพ ส่วนใหญ่เป็นเด็กนักเรียน อยู่ในความรับผิดชอบของรัฐบาล แต่แค่สั่งให้จ่ายเงินชดเชยแก่ครอบครัวเท่านั้น
ปฏิบัติการช่วยเหลือแบบลวกๆและกรณีมีเด็กๆเสียชีวิตจำนวนมากภายในประเทศเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ของเอเชีย ก่อความช็อคและความรู้สึกขุ่นแค้นแก่ประชาชนชาวเกาหลีใต้เป็นอย่างมาก และเป้าโจมตีก็คือรัฐบาลของอดีตประธานาธิบดีพัค กึน-ฮเย
ทีมสืบสวนเผยว่าเรือเฟอร์รีลำดังกล่าวมีโครงสร้างที่ไม่มั่นคง บรรทุกเกินพิกัดและแล่นเร็วเกินไปตอนหักเลี้ยว ทำให้มันเกิดอัปปางนอกชายฝั่งทางตะวันตกเฉียงใต้ของเกาหลีใต้เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2014 ก่อความโศกเศร้าแผ่ลามไปทั่วประเทศนานหลายเดือน
ในวันพฤหัสบดี(19ก.ค.) ศาลแขวงกลางของกรุงโซล มีคำสั่งให้รัฐบาลจ่ายเงินชดเชยแก่เหยื่อแต่ละรายครอบครัวละ 200 ล้านวอน (5.89 ล้านบาท) และเงินชดเชยเพิ่มเติมตั้งแต่ 5 ล้านวอน(150,000บาท) ไปจนถึง 80 ล้านวอน(2.3 ล้านบาท) แก่สมาชิกครอบครัวเหยื่อแต่ละคน
ยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่ารัฐบาลและเจ้าของเรือเฟอร์รีจะยื่นอุทธรณ์คำตัดสินหรือไม่
กลุ่มสมาชิก 354 คนของครอบครัวเหยื่อเด็กนักเรียน 118 คน ยื่นฟ้องในปี 2015 เอาผิดกับรัฐบาลและเจ้าของเรือเฟอร์รี บริษัทชองแฮจิน มารีน(Chonghaejin Marine) หลังปฏิเสธข้อตกลงชดเชย ซึ่งจะปิดทางการเลือกสำหรับดำเนินการทางกฎหมาย
เอกสารของศาลระบุว่า เรือเซวอลของชองแฮจิน มารีน บรรทุกเกินพิกัดและลูกเรือได้ทิ้งเรือเฟอร์รีที่กำลังจม แต่บอกกับพวกผู้โดยสารให้อยู่แต่ในห้องโดยสาร ในขณะเดียวกันหน่วยยามชายฝั่งก็ล้มเหลวในการควบคุมสมดุลเรือและช่วยเหลือพวกผู้โดยสาร
มากกว่า 2 ใน 3 ของผู้โดยสารทั้งหมด 476 คนบนเรือเซวอลเป็นเด็กนักเรียนที่กำลังเดินทางไปทัศนศึกษา และจำนวนมากต้องเสียชีวิตเพราะติดอยู่ภายในเรือตามคำสั่งของลูกเรือ
จอน มยุง-ซุน ประธานสมาคมครอบครัวเหยื่อ ระบุว่าคำพิพากษาในวันพฤหัสบดี(19ก.ค.) เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของครอบครัวในการเดินหน้าต่อสู้เพื่อความจริง "เราไม่พอใจ ศาลไม่ยอมรับคำโต้แย้งของเราที่ว่าทำเนียประธานาธิบดีในฐานะหอควบคุมภัยพิบัติแห่งชาติได้ละเมิดกฎหมาย เราจะหยิบยกเรื่องนี้มาโต้แย้งอีกครั้งในการอุทธรณ์"
ยู คยุง-กึน สมาชิกของครอบครัวหนึ่ง พยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้ร้องไห้ออกมา ในความคับแค้นใจที่ได้รับการปฏิบัติแบบตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิงกับนักเตะเยาวชนทีมหมูป่าและโค้ช ที่ได้รับความช่วยเหลือออกมาจากถ้ำแห่งหนึ่งในไทยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว หลังติดอยู่ภายในมานานหลายวัน
"เป็นครั้งแรกเลยที่ผมรู้สึกอิจฉาคนไทย และผมคงจะต้องอิจฉาพวกเขาต่อไปเรื่อยๆ" ยูกล่าวบริเวณด้านนอกศาลหลังได้รับฟังคำพิพากษา "ผมอยากเป็นคนไทย ผมรู้สึกยินดีมากที่ทุกคนยังมีชีวิตอยู่และปลอดภัย"
อดีตประธานาธิบดีพัค ซึ่งกำลังรับใช้โทษจำคุก 24 ปีในความผิดฐานคอรัปชัน ปฏิเสธคำกล่าวหาที่ว่าเธอล้มเหลวในการตอบสนองต่อเหตุการณ์อย่างทันทีทันใดและอย่างเหมาะสม
อย่างไรก็ตามเมื่อเดือนมีนาคมปีก่อน การสืบสวนของอัยการพบว่าเธอยังคงอยู่ในห้องนอนตอนที่เรืออัปปาง และมัวแต่พูดคุยอยู่กับ ชอย ซุน-ซิล เพื่อสาวคนสนิท ซึ่งตอนนี้ก็ชดใช้กรรมในคุกฐานสมคบคิดกับ พัค รับเงินสินบนหลายล้านดอลลาร์จากลุ่มธุรกิจยักษ์ใหญ่เกาหลีใต้
ในส่วนของกัปตันเรือถูกพบว่ามีความผิดฐานฆาตกรรมในปี 2015 และถูำกจำคุกตลอดชีวิต ส่วนลูกเรือคนอื่นๆหลายสิบคนถูกจำคุกระยะสั้นลดหลั่นกันไป
ญาติเหยื่อเรือเซวอลร่ำไห้อิจฉา'13ชีวิตทีมหมูป่า' ประชดรบ.เกาหลีใต้'อยากเกิดเป็นคนไทย'
@@@

ตรวจแถวพรรคการเมือง ใครเป็นพรรค 'กองหนุนลุงตู่'

ตรวจแถวพรรคการเมือง ใครเป็นพรรค 'กองหนุนลุงตู่'
.
ท่ามกลางการเดินสายลงพื้นที่ที่ถูกครหาว่า 'หาเสียง' ของรัฐบาลคสช. นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคสช. และกระแส 'ดูด' ส.ส. ของกลุ่มการเมืองในอดีตที่ออกตัวสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายก ยังมีพรรคการเมืองอีกอย่างน้อย 9 พรรค ที่แสดงจุดยืนเดียวกัน โดย 3 ใน 9 พรรคที่เปิดตัวออกมานั้น ล้วนเป็นที่คุ้นหน้าคุณตาของสังคม ได้แก่
.
1) #พรรคพลังประชารัฐ หรือ #พรรคสามมิตร ที่มีแกนนำคนสำคัญได้แก่ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลทักษิณ คนที่สองคือ สมศักดิ์ เทพสุทิน อดีตรัฐมนตรีในยุครัฐบาลทักษิณและแกนนำกลุ่มวังน้ำยม กลุ่ม ส.ส. ที่เคยสังกัดพรรคไทยรักไทย ส่วนคนที่สามที่ยังคาดกันว่าเป็นแกนนำคนที่สามแต่ยังไม่เปิดเผยตัวคือ และอีก ส. ที่ยังไม่เปิดเผยตัว แต่คาดว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับพรรคนี้คือ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรัฐมนตรีในยุครัฐบาลทักษิณ แต่ปัจจุบันเป็นรองนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
.
โดยพรรคดังกล่าวก็ได้เดินหน้าดูด(ดึงตัว) นักการเมืองจากกลุ่มต่างๆ มาร่วมพรรค ซึ่งผู้สังกัดพรรคส่วนใหญ่ก็เป็นอดีตนักการเมืองเก่า เช่น อนุชา นาคาศัย อดีต ส.ส. พรรคไทยรักไทย และ สุชาติ ตันเจริญ อดีตรัฐมนตรีและอดีตรองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย เป็นต้น
.
2) #พรรครวมพลังประชาชาติไทย ที่ถูกขนานนามว่าเป็นพรรคกลุ่มกปปส. เนื่องจากผู้ที่ประกาศตัวเป็นผู้ร่วมก่อตั้งพรรคมาจากกลุ่ม กปปส. ไม่ว่าจะเป็น สุริยะใส กตะศิลา รองคณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต รศ.จักษ์ พันธ์ชูเพชร นักวิชาการมหาวิทยาลัยนเรศวร และประสาร มฤคพิทักษ์ อดีตสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปท.) เป็นต้น
.
สำหรับแกนนำของพรรคหลักๆ คือ สองประสานระหว่าง สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลอภิสิทธิ์ และเลขาธิการ กปปส. อีกคนคือ ศาสตราจารย์พิเศษ เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ประธานกรรมการคณะปฏิรูปประเทศด้านการเมืองในรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์
.
3) #พรรคประชาชนปฏิรูป ซึ่งประกอบด้วยนายทหารอย่าง พล.อ.ลือพงศ์ โชติวิทยากาญจน์ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองบัญชาการกองทัพไทย และ พล.อ.จิระศักดิ์ บุตรเนียร อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ซึ่งทั้งคู่เป็นมีความใกล้ชิดและเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ.คนปัจจุบัน ซึ่งควบตำแหน่งเลขาฯ คสช. เป็นสนช. และคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ
.
โดย หัวหน้าพรรคคือ ไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตสมาชิกวุฒิสภา และเป็นอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ, อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2558 และเป็นอดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนาสภาปฏิรูปแห่งชาติ
ดูรายชื่อพรรคการเมืองอื่นๆ ที่ออกตัวเป็น 'กองหนุนลุงตู่' ได้ที่ https://ilaw.or.th/node/4874

วันพฤหัสบดีที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

5 เสือทบ.ลงตัว 'บิ๊กแดง' ผงาดคุมทบ.ตามคาด

19 ก.ค. 61 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 25 ก.ค.2561 “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง และรมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมสภากลาโหมซึ่งก่อนการประชุมได้เชิญ ผบ.เหล่าทัพ มาร่วมหารือบัญชีรายชื่อโยกย้ายนายทหารประจำปี 2561 ในเบื้องต้นเพื่อให้ ผบ.เหล่าทัพส่งรายชื่อรอบแรกตามวาระปกติ ก่อนที่จะมีการเรียกประชุมคณะกรรมการปรับย้ายนายทหารชั้นนายพลในช่วงโค้งสุดท้ายอีกครั้ง ก่อนที่จะมีการประกาศรายชื่อนายทหารประจำปี 2561 ซึ่งในปีนี้จะมีนายทหารระดับสูงเกษียณอายุราชการอาทิ “บิ๊กเข้”พล.อ.เทพพงศ์ ทิพยจันทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม “บิ๊กต๊อก”พล.อ.ธารไชยยันต์ ศรีสุวรรณ ผบ.ทหารสูงสุด “บิ๊กเจี๊ยบ” พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ.“บิ๊กนุ้ย” พล.ร.อ.นริส ประทุมสุวรรณ ผบ.ทร. “บิ๊กจอม”พล.อ.อ.จอม รุ่งสว่าง ผบ.ทอ. ที่จะเกษียณกันหมดยกแผง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในเบื้องต้นปรากฏว่า “บิ๊กณัฐ”พล.อ.ณัฐ อินทรเจริญ รองปลัดกระทรวงกลาโหม (ตท.20) ขยับขึ้นเป็น ปลัดกระทรวงกลาโหม “บิ๊กกบ”พล.อ.พรพิพัฒน์  เบญญศรี เสนาธิการทหาร กองบัญชาการทหารสูงสุด (ตท.18 )ขยับขึ้นเป็น ผบ.ทหารสูงสุด กองทัพเรือ “บิ๊กลือ”พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ รองผบ.ทร.(ตท.18) ขยับขึ้นเป็น ผบ.ทร. “บิ๊กต่าย”พล.อ.อ.ชัยพฤกษ์ ดิษยะศริน ผู้ช่วยผบ.ทอ. (ตท.18) ขยับขึ้นเป็น ผบ.ทอ.
ส่วนกองทัพบกในเบื้องต้นรายชื่อนายทหารระดับ 5 เสือกองทัพบกเสร็จเรียบร้อยแล้วโดย“บิ๊กแดง”พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้ช่วยผบ.ทบ.(ตท.20) ได้ขึ้นเป็น ผบ.ทบ.ตามคาด โดยขยับเอา“บิ๊กเล็ก” พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ เสนาธิการทหารบก (ตท.20) ขึ้นเป็นรองผู้บัญชาการทหารบก ทั้งนี้โยกเอา“แม่ทัพตู่”พล.ท.กู้เกียรติ ศรีนาคา แม่ทัพภาคที่ 1 (ตท.20) และ “บิ๊กตี๋”พล.ท.วิจักขฐ์ สิริบรรสพ แม่ทัพภาคที่ 3 (ตท.18) ขึ้นมาเป็น ผู้ช่วยผบ.ทบ.ด้วยกันทั้งคู่ ทั้งนี้ขยับ“บิ๊กเป้ง”พล.ท.ธีรวัฒน์ บุณยะวัฒน์ รองเสนาธิการทหารบก (ตท.19) ขึ้นเป็น เสนาธิการทหารบก
สำหรับเก้าอี้แม่ทัพภาคต่างๆที่ว่างลงปรากฏว่า “บิ๊กบี้” พล.ท.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ รองแม่ทัพภาคที่ 1 (ตท.22) ขยับขึ้นเป็นแม่ทัพภาคที่ 1 โดย“บิ๊กหนุ่ย”พล.ท.ธรรมนูญ วิถี  (ตท.21)ยังคงรักษาเก้าอี้แม่ทัพน้อยที่ 1 ตามเดิม “บิ๊กแบล็ก”พล.ท.ธนากร ธรรมวินทร แม่ทัพภาคที่ 2 (ตท.18) ยังรักษาเก้าอี้อย่างเหนียวแน่นไม่ขยับคงเป็นแม่ทัพภาคที่ 2 อยู่อีกปี
“บิ๊กป๋อ”พล.ต.ฉลองชัย ชัยยะคำ รองแม่ทัพภาคที่ 3  (ตท.20) ที่มีผลงานในการช่วยเหลือทีมหมูป่าอะคาดามี 13 คนออกจากถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน ได้ขยับขึ้นเป็นแม่ทัพภาคที่ 3 “บิ๊กเดฟ”พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพน้อยที่ 4 (ตท.20) ขยับขึ้นเป็นแม่ทัพภาคที่ 4 แทน พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4 ที่จะเกษียณอายุราชการในเดือนก.ย.นี้
ที่มา https://www.thaipost.net/main/detail/13702

วันพุธที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

‘เป็นชุด’ อุดยังไงให้ทัน

‘เป็นชุด’ อุดยังไงให้ทัน



วิ่งอุดเลือดไหลออกกันไม่ทันเลย
ในอารมณ์แบบที่ลูกข่ายสายตรง “นายใหญ่” หน่วยสอดส่องของพรรคเพื่อไทย กำลังตีฆ้องร้องป่าวยุทธการดูด ส.ส.เข้าค่ายพลังประชารัฐ
แฉดักคอดักทาง ประจานดักหน้าดักหลังกันทุกวัน
แต่หันมาอีกทีก็ต้องสะดุ้ง กับมุกความเคลื่อนไหวเครือข่ายสามมิตรพยายามดึงแกนนำเสื้อแดง นชป.ในภาคอีสานเป็นแนวร่วมกับค่าย “พลังประชารัฐ” ในการสนับสนุน “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ตีตั๋วต่อเก้าอี้นายกรัฐมนตรี
ไม่ใช่แค่อดีต ส.ส.เกรดเอที่โดนดูด แม้แต่แกนนำเสื้อแดงยังหาย
ถามว่า เกมนี้มีเอฟเฟกต์แค่ไหน คำตอบมันก็อยู่ที่อาการของ “เดอะเต้น” นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำตัวจี๊ดกลุ่มเสื้อแดง นปช.ที่ต้องออกจากที่ซุ่ม “มุมหลบคุก” โวยวายใส่เกมดูดเสื้อแดง
นั่นแสดงว่า มันตรงเป้ายุทธศาสตร์ตัดกำลัง “นายใหญ่” เข้าจุดโฟกัส
แม้โดยลีลากลบเกลื่อน นายณัฐวุฒิจะถากถางกลุ่มสามมิตร เยาะเย้ยเกมย่อยสลาย นปช.ดูดไม่คล่องคอ แต่โดยเงื่อนไขสถานการณ์ที่ทีม “นายใหญ่” ก็ปฏิเสธความจริงไม่ออก
กับดีกรีความร้อนแรงของกลุ่มเสื้อแดง นปช.ที่เบาลงจนรู้สึกได้
ภายหลังแกนนำส่วนหนึ่งเข้าไปอยู่ในเรือนจำ บางคนก็เพิ่งพ้นโทษออกมารอลุ้นคดีที่ยังค้างอยู่ ขณะที่บางส่วนก็มีคดีอยู่ระหว่างลุ้นศาลตัดสิน จ่อเข้าไปในเรือนจำ
เกมมวลชนลากถลำลึก จนคนเสื้อแดงต้องติดคุกจริง
ต้องเผชิญวิบากกรรมชีวิตจริง
และรู้ตัวแล้วว่า ถึงเวลาไม่มีใครกลับมาช่วยได้จริง
แม้แต่ตัวนายณัฐวุฒิเองก็ยิ่งชัดเจนกว่าใคร กับสถานะที่ต้องเป็น “ตัวชน” แทน “ตุ๊ดตู่” นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานเสื้อแดง นปช.ที่ถูกขังอยู่ในเรือนจำ
ตามรูปเกมจำเป็นต้องประคองกระแส รักษาเรตติ้งเสื้อแดงไม่ให้ตก
เพราะมันคืออำนาจต่อรองที่เหลืออยู่ของ “นายใหญ่”
แต่ก็เป็นอะไรที่สังเกตได้ “เดอะเต้น” ก็เล่นแบบผลุบๆโผล่ๆ เพราะแหยงคดีที่ติดชนักปักหลังอยู่
ไม่นับอาการของพวกที่สู้แล้วรวย อยากเลิกไปใช้ชีวิตปกติสุข
นั่นก็ทำให้แรงจูงใจของคนเสื้อแดงในการลุยหักดิบไปกับ “นายใหญ่” นับวันจะเหือดหายไป
ตามจังหวะมันก็เข้าเหลี่ยม ยุทธศาสตร์สลายตัวเงื่อนไขขัดแย้ง
ฝ่ายคุมเกมอำนาจต้องเคลียร์โจทย์สำคัญ นอกจากตัดฐานกำลังอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย ในจังหวะต่อเนื่องก็ต้องสลายแนวร่วมเสื้อแดง นปช.ในภาคอีสานที่ยังปักหลักเป็นฐานกำลังสนับสนุน “ทักษิณ ชินวัตร”
ตัดกองหนุน “นายใหญ่” ทั้งเกมมวลชนและพรรคการเมือง
เรื่องของเรื่อง ยุทธการแบบนี้ คสช.ก็ดำเนินการมาตลอดตั้งแต่ต้น แบบที่มีคนของ “นายใหญ่” ออกมาแฉประจานการส่งทหารบุกไปประกบมวลชนเสื้อแดงถึงในหมู่บ้านตามภาคอีสาน
นั่นแสดงว่า ทหารทำไม่เนียน โดนจับไต๋ได้
เสื้อแดงกับพรรคเพื่อไทยปักหลักต้านเต็มที่
แต่มาตรงนี้ ถึงจุดที่ต้องใช้บริการนักการเมืองเข้าไปสลายเงื่อนไขมวลชน
เบื้องต้นถือว่า ทำได้เนียนกว่าท็อปบูต
จากสถานการณ์ที่กลุ่มสามมิตรเปิดชื่อเปิดบัญชีแกนนำเสื้อแดงในภาคอีสาน ดึงมาเป็นแนวร่วมค่ายพลังประชารัฐ สนับสนุน “นายกฯลุงตู่” ตีตั๋วต่อนายกรัฐมนตรี
ถึงขั้นที่ “เดอะเต้น” ต้องออกจากที่ซุ่มมาโวยวาย สกัดดักคอดักทาง
แต่ในสถานการณ์ที่อีกทางก็เป็นยุทธการปั่นแต้ม ปูทางเข้าโหมดเลือกตั้ง
ตามจังหวะที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ กัปตันทีมเศรษฐกิจ สั่ง “ติดเครื่อง” อัดฉีดเศรษฐกิจฐานราก “ปล่อยของ” มาตรการบรรเทาปัญหาปากท้อง ทั้งคืนภาษีคนมีรายได้น้อย พักหนี้เกษตรกร 3 ปี ดันราคาข้าวไม่ต่ำกว่าโครงการจำนำ แถมบวกออปชันพิเศษ ฯลฯ
ปล่อยโปรโมชันกันแบบสัปดาห์ต่อสัปดาห์
ทีมงาน “นายกฯลุงตู่” จัดรัฐสวัสดิการให้ประชาชนคนไทยที่ไม่เคยมีมาก่อน
อัดยา “ประชารัฐ” มาแก้อาการเสพติดยี่ห้อ “ประชานิยม”
ทั้งดูด ทั้งดึง ทั้งปล่อยของ เพื่อไทยจะอุดยังไงให้ทัน.
ทีมข่าวการเมือง

ปรับโทนเปลี่ยนยี่ห้อ

ปรับโทนเปลี่ยนยี่ห้อ



เพิ่งมีภาพปรากฏอยู่ในสนามเชียร์บอลโลกคู่ “อังกฤษ-โครเอเชีย” ที่ประเทศรัสเซีย
กระตุกเรตติ้ง กระตุ้นกองเชียร์พรรคเพื่อไทยได้ปลื้มกับช็อตที่อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร กับ “น้องปู” อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สองพี่น้องอดีตผู้นำไทยช่วยกันลุ้น “อังกฤษ” ทีมรัก แล้วก็พลาดหวังไปตามๆกัน
และนั่นก็มาไล่ๆกันเลย กับข่าวลึกปมร้อนล่าสุด พาดหัวข่าวใหญ่หนังสือพิมพ์
“รัฐส่อสูญแสนล้าน” เพราะองค์การคลังสินค้า (อคส.) ฟ้องแพ่งคดีทุจริตโครงการจำนำข้าวในยุครัฐบาล “ยิ่งลักษณ์” ไม่ทัน
ตามสัญญาณที่กระทรวงพาณิชย์ต้องสั่งการขั้นเด็ดขาดให้ อคส.เร่งมือแบบด่วนจี๋ พร้อมให้รายงานผลทุก 15 วัน ขีดเส้นฟ้องให้ทันภายในเดือนกันยายนนี้
“ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์” โผล่ลุ้นบอลโลก ตามจังหวะได้ลุ้นต่อคดีฟ้องแพ่งจำนำข้าว
กระแสเขย่าปมค่าโง่ ประจาน “เรือเกลือ” อคส. เสี่ยง “ฟาวล์”
โดยรูปการณ์ที่เดาทางได้ จากนี้ไปปมร้อนไล่บี้ฟ้องแพ่งแสนล้าน เรียกค่าเสียหายคดีทุจริตจำนำข้าวจากอดีตรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์” จะเป็นกระแส “แรงส่ง” ให้รัฐบาล คสช. เร่งลงดาบ
ตอกย้ำพฤติการณ์คอร์รัปชัน ขยายผลด้านลบของประชานิยม
ฉายภาพอีกด้านของโครงการจำนำข้าว สินค้าที่ติดตลาดของยี่ห้อ “ทักษิณ”
ภายใต้บรรยากาศสถานการณ์ที่กำลังเข้าสู่โหมดเตรียมเลือกตั้งอย่างเป็นธรรมชาติ
จับจังหวะที่รัฐบาลกำลัง “ติดเครื่อง” ปั่นแต้มคะแนนนิยม
“ปล่อยของ” กันแบบสัปดาห์ต่อสัปดาห์
ล่าสุด กับโปรโมชันของ “จอมยุทธกวง” นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ กัปตันทีมเศรษฐกิจ เดินสายจ่ายงานให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
สั่งอัดฉีดแผนพักหนี้ให้กับเกษตรกรที่กู้ยืมเงินของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) เป็นรายบุคคล โดยพักชำระหนี้ให้เกษตรกร 3 ปี ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย
เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนภาคเกษตรที่มีหนี้สินมากจนทำให้ชาวไร่ชาวนาหายใจลำบาก
“เร่งหยอดน้ำมัน” เศรษฐกิจฐานราก ประคองสถานการณ์ปากท้องคนมีรายได้น้อย
ตามจังหวะ “ปล่อยของ” ทีละดอก ทีมเศรษฐกิจรัฐบาลทยอยออกนโยบายภายใต้โครงการสวัสดิการประชารัฐ จากที่ก่อนหน้าก็มีรายการคืนแวตให้ผู้มีรายได้น้อยใช้จ่ายผ่านบัตรสวัสดิการประชารัฐ ต่อเนื่องกับดอกแรกการประคองราคาข้าวปีนี้ เกษตรกรชาวนาจะได้ไม่ต่ำกว่าจำนำข้าว บวกเงินเพิ่ม 3,000 บาท
เดินหน้ายุทธศาสตร์เพิ่มโอกาสให้คนไทยที่ไม่มีระบบสวัสดิการ
“ของฟรี” ยังไงชาวบ้านก็ชอบ
ในทางการเมืองถือว่า ตอบโจทย์ “สมคิด” ที่ต้องปั่นเรตติ้งยี่ห้อ “ประชารัฐ” ให้ติดหูติดตาชาวบ้าน
เพิ่มโอกาสในการชิงส่วนแบ่งการตลาดกับยี่ห้อ “ประชานิยม”
อารมณ์ของมือการตลาดอาชีพต้องคิดยี่ห้อใหม่มาตีตลาดยี่ห้อเก่าที่ตัวเองมีส่วนออกแบบไว้
แต่นั่นก็อยู่ภายใต้บริบทของคนที่มี “บทเรียน” มาแล้ว
ตามแนวโน้มที่เห็นได้เลยว่า ระบบสวัสดิการของ “สมคิด” เป็นการปรับจากยี่ห้อ “ประชานิยม” ที่ถูกวิจารณ์เป็นแค่เครื่องมือทางการเมือง “มอมเมา” ประชาชนด้วยการให้จนพึ่งตัวเองไม่ได้
สุดท้ายเสี่ยงทำให้ระบบงบประมาณประเทศล่มสลาย
ลดโทนมาเป็นยี่ห้อ “ประชารัฐ” ที่เน้นการจัดสวัสดิการให้ประชาชน สร้างเครือข่ายระหว่างรัฐบาล ข้าราชการ ภาคเอกชน และชาวบ้าน เป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาว
ที่สำคัญปิดจุดอ่อนในเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชัน
เรื่องของเรื่อง มันมีจุดเทียบเคียงกัน กับผลที่เกิดขึ้นแล้วในอดีตกับโอกาสที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
10 กว่าปีก่อน “ทักษิณ” ใช้ “ประชานิยม” เป็นเครื่องมือเข้าสู่อำนาจและผลประโยชน์ทางการเมือง
สุดท้ายหลงเข้าป่าเข้าพง ต้องเผชิญชะตากรรมยากลำบากทั้งตัวเองและประเทศชาติ
ขณะที่ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ยังมีโอกาสลุ้นยี่ห้อ “ประชารัฐ” เป็นเครื่องมือในการตีตั๋วต่อเก้าอี้ผู้นำช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่การปฏิรูป เพื่อเดินหน้าภารกิจยกเครื่องใหญ่ประเทศไทยอย่างที่ให้สัญญาประชาคมไว้กับชาวบ้าน
โดยสถานการณ์ที่ “สมคิด” มีส่วนสำคัญ เกี่ยวข้องทั้งสองกรณี
แน่นอน คนอย่าง “จอมยุทธกวง” คงไม่มีคิวผิดพลาดซ้ำสอง.
ทีมข่าวการเมือง

วันจันทร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ประกาศ 5 ลักษณะ สื่อที่ไม่ปลอดภัย-ไม่สร้างสรรค์

ประกาศ 5 ลักษณะ สื่อที่ไม่ปลอดภัย-ไม่สร้างสรรค์


วันนี้ (16 ก.ค.) ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศคณะกรรมการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เรื่อง กําหนดลักษณะของสื่อที่ไม่ปลอดภัยและไม่สร้างสรรค์ พ.ศ. 2561 มีรายละเอียดระบุว่า
โดยที่พระราชบัญญัติกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ พ.ศ. 2558 กําหนดให้คณะกรรมการประกาศกําหนดลักษณะของสื่อที่ไม่ปลอดภัยและไม่สร้างสรรค์ เพื่อประโยชน์ในการควบคุมดูแล กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ให้ดําเนินกิจการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ในการส่งเสริม และสนับสนุนให้ประชาชนโดยเฉพาะเด็ก เยาวชนและครอบครัวมีทักษะในการรู้เท่าทันสื่อเฝ้าระวังสื่อ ที่ไม่ปลอดภัยและไม่สร้างสรรค์ และสามารถใช้สื่อในการพัฒนาตนเอง ชุมชนและสังคม อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 21 (2) แห่งพระราชบัญญัติกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัย และสร้างสรรค์ พ.ศ. ๒๕๕๘ ประกอบกับมติที่ประชุมคณะกรรมการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัย และสร้างสรรค์ ในการประชุมครั้งที่ 4/2561 เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2561 คณะกรรมการ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์จึงกําหนดลักษณะของสื่อที่ไม่ปลอดภัยและไม่สร้างสรรค์ไว้ ดังต่อไปนี้
1. สื่อที่มีเนื้อหาขัดต่อศีลธรรม จริยธรรม และวัฒนธรรมอันดีของสังคม หรือส่งผลกระทบ
ทางลบต่อจิตใจหรือสุขภาพของประชาชน ครอบครัว ชุมชน และสังคมอย่างร้ายแรง
2. สื่อที่มีเนื้อหาก่อให้เกิดความแตกแยก ยั่วยุ และสร้างความเกลียดชังต่อบุคคลหรือกลุ่มบุคคล
จนอาจก่อให้เกิดผลกระทบร้ายแรง ไม่ว่าจะเป็นทางร่างกายหรือจิตใจ
3. สื่อที่มีเนื้อหาส่งเสริมการละเมิดสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

4. สื่อที่มีเนื้อหาขัดต่อกฎหมาย
5. สื่อที่มีเนื้อหาขัดต่อหลักจรรยาบรรณสื่อ หรือแนวปฏิบัติของวิชาชีพสื่อนั้น ๆ
ประกาศ ณ วันที่ ๑๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๑ นาย วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติราชการแทน
นายกรัฐมนตรี ประธานกรรมการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

สถานีคิดเลขที่12 : ‘หลัง-ถ้ำหลวง’ โดย ปราปต์ บุนปาน

สถานีคิดเลขที่12 : ‘หลัง-ถ้ำหลวง’ โดย ปราปต์ บุนปาน


คงจะเป็นดังที่ผู้สื่อข่าวจากสำนักข่าวต่างประเทศแห่งหนึ่งสรุปภาพรวมเอาไว้ว่า กระบวนการช่วยเหลือนักฟุตบอลและผู้ฝึกสอน “ทีมหมูป่า อะคาเดมี่” รวม 13 ชีวิต ออกจาก “ถ้ำหลวงฯ” นั้น จะไม่มีทางประสบความสำเร็จได้เลย
หาก “ประเทศไทย” ต้องดำเนินการเรื่องนี้เพียงลำพัง
เนื่องจากภารกิจยิ่งใหญ่ดังกล่าวต้องใช้องค์ความรู้เรื่อง “การดำน้ำในถ้ำ” และ “การช่วยเหลือผู้ประสบภัยภายในถ้ำ” ซึ่งทั่วทั้งโลก มีผู้เชี่ยวชาญด้านนี้อยู่ไม่มากนัก
อย่างไรก็ตาม ใช่ว่า “ประเทศไทย” จะเป็นฝ่ายสูญเสียเครดิตหรือเสียหน้า
ตรงกันข้าม การที่ “ทางการไทย” อนุญาตให้ทีมผู้เชี่ยวชาญต่างชาติ เข้ามาร่วมบริหารจัดการ-วางแผนช่วยชีวิตคน
โดยเคลื่อนตัวเองมาทำหน้าที่เป็นแกนกลางในการอำนวยการ-ส่งเสริมสนับสนุนแผนการปฏิบัติงาน อันเต็มไปด้วยรายละเอียด-ขั้นตอนที่สลับซับซ้อน ทั้งยังต้องใช้กำลังคนและทรัพยากรอื่นๆ อีกมากมายมหาศาล
ก็ถือเป็นความสำเร็จและเป็น “มิติใหม่” ของ “ระบบราชการไทย” (พลเรือน-ทหาร) เช่นกัน
นี่คือภาพของ “ระบบราชการ” ซึ่งไม่ได้วางตนเป็นผู้รู้ดีไปทุกเรื่อง และไม่ได้แสดงตัวชัดเจนว่าเป็นผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
ภาพของ “ระบบราชการ” หน้าถ้ำหลวงฯ คือ เหล่าพลเรือน-ทหาร ผู้พร้อมจะเปิดรับความรู้ (ที่ไม่เคยรู้มาก่อน) จากโลกกว้าง
พวกเขาคือกำลังหลักสำคัญของการทำงาน ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องยืนอยู่ด้านหน้าสุดในทุกสถานการณ์ แต่พร้อมจะถอยออกมาเป็นหลังบ้านที่คอยสนับสนุนปฏิบัติการต่างๆ อย่างแคล่วคล่องว่องไว (ไม่อืดอาดเชื่องช้า)
รวมทั้งทำหน้าที่เป็นฝ่ายบอกเล่าแจกแจงข้อมูลข่าวสารสู่สาธารณชนอย่างมีประสิทธิภาพ
ทั้งหมดก็เพื่อวัตถุประสงค์สูงสุด คือ การช่วยเหลือผู้คนทั้ง 13 ชีวิต
หลังการทำงานที่ “ถ้ำหลวงฯ” เรายังมีความหวังกับ “ระบบราชการไทย”

นอกจากการพิจารณาบทบาทของภาครัฐ ก็ถึงเวลาที่ “สังคมไทย” ต้องถูกทดสอบอีกครั้ง ว่าพวกเราจะร่วมจัดการ-รับมืออย่างไร? กับสถานภาพของ “13 สมาชิกหมูป่า” ซึ่งย่อมเปลี่ยนแปลงไปหลังออกจากถ้ำ
หนึ่งในกลุ่มคนจากอีกฟากโลกที่มีชุดประสบการณ์คล้ายคลึงกับ 13 นักเตะและโค้ชทีมหมูป่า คือ คนงานเหมืองทองคำชาวชิลีจำนวน 33 ราย ผู้เคยติดอยู่ใต้ดินเป็นเวลา 69 วัน ก่อนจะได้รับการช่วยเหลือชีวิตอย่างน่าทึ่งเช่นเดียวกัน
แม้ปฏิบัติการช่วยชีวิตพวกเขาจะถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดเรื่องดัง แต่ชีวิตส่วนตัวของแต่ละคนกลับเผชิญหน้าเรื่องยุ่งยากตามมานานัปการ
1 ใน 33 ชีวิตที่ชิลี เตือนหลานๆ ทีมหมูป่าว่า นับจากนี้ เด็กๆ จะถูกรุมล้อมโดยสื่อ ต้องปวดหัวกับเรื่องสิทธิประโยชน์ที่แสนวุ่นวาย และอาจมีผู้หลักผู้ใหญ่จำนวนไม่น้อยเข้ามาเกาะกระแสความโด่งดัง
เขาเป็นห่วงแทนว่าเด็กๆ ที่เชียงรายและครอบครัว จะรับมือสถานการณ์ดังกล่าวอย่างไร? เพราะแม้แต่พวกตน ซึ่งบรรลุนิติภาวะและทำงานหาเลี้ยงตัวเองได้แล้ว
ก็ยังมึนงงทำอะไรไม่ถูกกับภาวะสับสนอลหม่านเช่นนั้น
อีกหนึ่งชีวิตที่เคยประสบภัยในชิลีสะท้อนสภาวการณ์หลังได้รับการช่วยชีวิตว่า พอขึ้นมาถึงพื้นดิน พวกเขาก็กลายเป็นเซเลบ ซึ่งถูกเชื้อเชิญไปพบปะกับทั้งผู้นำระดับประเทศและระดับโลก
สื่อทุกประเภทต่างรายงานข่าวเกี่ยวกับพวกเขา มีหลายฝ่ายสัญญาว่าจะมอบโน่นให้นี่แก่พวกเขา
ครั้นเวลาผันผ่านไป ทุกๆ อย่าง ทุกๆ คน ก็ทยอยหายหน้าหายตา พวกเขาทั้ง 33 ชีวิต ค่อยๆ ถูกละเลย และหลงลืมในท้ายที่สุด
อดีตคนงานเหมืองรายนี้หวังว่า “13 ชีวิตทีมหมูป่า” จะไม่พบเจอเรื่องราวแบบเดียวกันกับพวกเขา
และสังคมไทยก็ไม่ควรปล่อยปละให้โศกนาฏกรรมทำนองนั้นเกิดขึ้นกับ 13 ชีวิต
ปราปต์ บุนปาน

จารึกไว้ตลอดไป

จารึกไว้ตลอดไป



สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทร เทพยวรางกูร ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯพระราชทานยศ “นาวาตรี” เป็นกรณีพิเศษแก่ “จ่าเอกสมาน กุนัน” หรือ “จ่าแซม”
เพื่อเชิดชูคุณความดี และความกล้าหาญที่เสียสละชีวิตตนเองเพื่อช่วยเหลือทีมหมูป่า 13 คน ที่ติดในถ้ำหลวง จังหวัดเชียงราย
และได้มีพิธีพระราชทานเพลิงศพอย่างยิ่งใหญ่สมเกียรติยศเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา
“แม่ลูกจันทร์” เชื่อว่าคนไทยและชาวโลกจะจดจำชื่อ “จ่าแซม” วีรบุรุษผู้กล้าแห่งถ้ำหลวงเชียงรายไม่มีวันลืมเลือน
“ตำนานฮีโร่จ่าแซม” จะเป็นแรงบันดาลใจให้เยาวชนไทยมีจิตสำนึกเสียสละเพื่อส่วนรวม อุทิศตนเข้าช่วย เหลือเพื่อนมนุษย์ที่ประสบภัยพิบัติโดยไม่หวังประโยชน์ตอบแทน
สืบทอด “อุดมการณ์จ่าแซม” ให้คงอยู่คู่สังคมไทยสืบต่อไปชั่วกาลนาน
“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่า ปฏิบัติการกู้ชีวิตทีมหมูป่า ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมหัศจรรย์ เป็นผลจากพลังศรัทธาแห่งการร่วมแรงร่วมใจของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย ของภาคเอกชน ของภาคประชาชน และของนานาชาติทั่วโลกที่ระดมเข้ามาปฏิบัติภารกิจเสี่ยงอันตราย
โดยไม่ย่อท้อต่อปัญหาอุปสรรค ทั้งปวง
เป็นข้อพิสูจน์ว่า บางครั้งพลังของมนุษย์ก็สามารถเอาชนะภัยธรรมชาติได้เหมือนกัน
ที่ต้องยกย่องชื่นชมเป็นพิเศษนอกจาก “หน่วยซีล” ของกองทัพเรือไทย คือทีมนักดำน้ำในถ้ำจากอังกฤษ หน่วยนาวิกโยธินอเมริกัน ทีมดำน้ำกู้ภัยจากออสเตรเลีย จีน เบลเยียม ญี่ปุ่น เดนมาร์ก ฟินแลนด์ และอื่นๆอีกมากมาย
เหล่านักดำน้ำชั้นหัวกะทิจากทั่วโลก มีบทบาทสำคัญที่ช่วยให้ทีมหมูป่าติดถ้ำรอดออกมาได้อย่างปลอดภัย
อย่างไรก็ดี ยังมี “ฮีโร่ตัวจริง” อีกหนึ่งคนที่ไม่ค่อยได้รับการกล่าวถึงหรือได้รับการยกย่องเชิดชูชื่นชมเท่าที่ควร
ทั้งๆที่เขาคนนี้เป็น “กุญแจสำคัญ” ที่ทำให้ปฏิบัติการช่วยหมูป่าออกจากถ้ำประสบความสำเร็จอย่างมโหฬาร
“แม่ลูกจันทร์” ขออนุญาตเอ่ยชื่อให้เป็นหลักฐานในโอกาสนี้เสียเลย
เขาคือ นายเวิร์น อันสเวิร์ธ อดีตนักดำน้ำกู้ภัยชาวอังกฤษ อายุ 63 ปีที่มีภรรยาเป็นคนไทย และย้ายมาพักอาศัยอยู่ในจังหวัดเชียงรายพอดี
และมีบทบาทสำคัญในการช่วยคลี่คลายวิกฤติที่เป็นข่าวดังกระฉ่อนไปทั่วโลกถึง 2 ประการคือ...
ประการที่ 1, นายเวิร์น ได้เคยเข้าไปสำรวจถ้ำหลวงแห่งนี้ถึง 4 ครั้ง ได้มีโอกาสสัมผัส พบเห็นสภาพต่างๆ ภายในถ้ำด้วยตัวเอง เป็นผู้ระบุข้อมูลสภาพของถ้ำ และเส้นทางซับซ้อนภายในถ้ำได้ค่อนข้างชัดเจน
ทำให้การวางแผนกู้ภัยหมูป่าเดินหน้าได้อย่างรวดเร็ว
2,นายเวิร์น เป็นผู้เสนอให้รัฐบาลไทยรีบติดต่อทีมนักดำน้ำชาวอังกฤษ 3 คน ซึ่งมีความชำนาญการดำน้ำในถ้ำและการดำน้ำขุ่นโคลน คือ นายโรเบิร์ต ฮาร์เปอร์, นายริชาร์ด แสตนตัน และ นายจอห์น โวแลนเธน ซึ่งเป็นนักดำน้ำ 2 คนแรกที่ได้พบทีมหมูป่าติดถ้ำครบทั้ง 13 คน
“แม่ลูกจันทร์” ย้ำว่า นายเวิร์น อันสเวิร์ธ คือ “ฮีโร่ตัวจริง” เป็นผู้ปิดทองหลังพระที่ควรค่าต่อการยกย่องชื่นชม
การมี “เขยฝรั่ง” เป็นนักดำน้ำเก่า มีประโยชน์ในยามคับขันได้เหมือนกันนะคุณโยม.
“แม่ลูกจันทร์”

ประชาธิปัตย์ยึดหลักการต้านพลังดูด : ประชาชนชี้ขาดเลือกตั้ง

ประชาธิปัตย์ยึดหลักการต้านพลังดูด : ประชาชนชี้ขาดเลือกตั้ง



ประตูการเลือกตั้งเปิดแง้มให้เห็นเค้าลางเป็นไปตามโรดแม็ป หลังที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ให้ความเห็นชอบผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
เป็นไปตามสเต็ปของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งต้องการให้ กกต.ชุดใหม่เข้ามาจัดการเลือกตั้งเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรมและนำไปสู่การปฏิรูปการเมือง
แต่ท่ามกลาง “พลังดูด” นักวิชาการและฝ่ายการเมืองหลายคนกลับมองมุมต่าง ต่างอย่างไรติดตามมุมคิดของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง ว่า ถ้าต้องการปฏิรูปให้สำเร็จ ต้องเน้นที่ตัวระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ถ้าเปลี่ยนแปลงระบบได้ก็จะปฏิรูปการเมืองสำเร็จ แต่น่าเสียดาย 4 ปีที่ผ่านมาไม่ได้วิเคราะห์ระบบรัฐสภาถึงปัญหาอุปสรรคอะไรบ้างที่นำไปสู่วิกฤติขัดแย้ง ประเด็นที่เกิดขึ้นมาจากอะไร เพื่อปรับปรุงระบบให้ดีขึ้น
แต่กลับพยายามฉายภาพปัญหาในเชิงกลุ่มนี้ดี กลุ่มนี้เลว แล้วไปมุ่งแก้ปัญหาในลักษณะถ้าระบอบประชาธิปไตยมีปัญหา ก็ออกแบบไม่ให้เป็นประชาธิปไตยเต็มใบและมีคนกลุ่มหนึ่งมาคุม อย่างนี้มันไม่ใช่การปฏิรูป
ถึงบอกว่าเมื่อพูดถึงการปฏิรูป ไม่เคยพูดเพื่อค้นหาคำตอบที่เป็นหัวใจของการทำให้การเมืองดีขึ้น ผ่านการวางระบบให้คนที่ได้อำนาจมาถูกตรวจสอบ ผ่านกลไกองค์กรอิสระ กลไกศาล กลไกภาคประชาชน กลไกสื่อมวลชน และฝ่ายการเมือง ไม่จำเป็นจะต้องลงไปสู่ท้องถนน
กลับไปมองว่า 5 ปีแรกตามบทเฉพาะกาลรัฐธรรมนูญ อยากให้เป็นประชาธิปไตยเต็มที่ อยู่ดีๆก็ไปฝากความหวังไว้กับ 250 ส.ว. ซึ่งเริ่มต้นบอกว่าจะเข้ามาเป็นกรรมการ ทำไปทำมาวันนี้อาจจะกลายเป็นฐานเสียงให้กับคนที่เป็นผู้เล่นอีกฝ่ายหนึ่ง ก็ยิ่งสับสนกันไปหมด
ทั้งๆที่การเลือกตั้งต้องสุจริตเที่ยงธรรม สร้างองค์กรดูแลการเลือกตั้งให้มีความน่าเชื่อถือ ไม่ใช้ความได้เปรียบโดยใช้อำนาจรัฐ อำนาจเงิน อิทธิพลต่างๆ ไม่เช่นนั้นจะทำให้การเลือกตั้งเกิดปัญหาขึ้น
แต่ตอนนี้ภาพที่ออกมาหลังใช้มาตรา 44 กับ กกต. มีการพูดถึงคนมีอำนาจในขณะนี้อาจจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง อาจจะได้รับ การสนับสนุนเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งหลังการเลือกตั้ง และมีกระแสข่าวการใช้เงิน ทั้งอำนาจ ตำแหน่ง คดีความมาต่อรอง
สวนทางโดยสิ้นเชิงกับเป้าหมายการปฏิรูปการเมือง และยิ่งจะเกิดความขัดแย้งได้
ทีมข่าวการเมือง ถามว่า อีกชนวนอาจก่อให้เกิดความขัดแย้ง เมื่อ กกต.เตรียมตั้งวอร์รูมรับมือสงครามข่าวสารผ่านโซเชียลมีเดียในช่วงเลือกตั้ง มีอำนาจถึงขั้นสั่งปิดหรือบล็อกได้ นายอภิสิทธิ์ บอกว่า ในหลักการ กกต.ควรกำหนดกติกาให้ชัด เพราะพฤติกรรมออนไลน์และออฟไลน์ การใส่ร้ายเทียบเคียงกันได้
เช่น การจ้างผู้มีอิทธิพลทางสื่อให้เชียร์หรือด่า ต้องคิดเป็นมูลค่าออกมาและเปิดเผย ไม่ใช่ทำให้คนเข้าใจผิดว่าเป็นการเชียร์หรือด่าโดยสุจริต
และ กกต.ควรคิดต่อไป ขอยกตัวอย่างเปลี่ยนวิธีคิดในเชิงบทบาทของ กกต. เปิดให้มีเวทีกลางให้ทุกคนนำข้อมูลมาหักล้างกันได้ โดยเฉพาะคนที่ตกเป็นเหยื่อของข่าวเท็จ ข่าวลวง ถ้าข่าวไหนถึงขั้นพิสูจน์หักล้างว่าเป็นการตัดต่อก็ลงโทษกันไป ซึ่งเป็นวิธีที่ดีที่สุด
ดีกว่าคอยรับเรื่องร้องเรียนหรือมาคอยวินิจฉัยว่า ข่าวไหนจริง ข่าวไหนเท็จ ไม่อยากให้ กกต.ตั้งวอร์รูมใหญ่ เพื่อวินิจฉัยจัดการข้อมูลข่าวปลอม ข่าวเท็จ ถ้าวินิจฉัยผิดและถูกมองว่าไม่เป็นกลางก็จะยุ่งกันไปใหญ่
โดยเฉพาะการเลือกตั้งครั้งนี้อิทธิพลโซเชียลมีเดียจะมีมากกว่าการเลือกตั้งทุกครั้งที่ผ่านมา
องค์กรนานาชาติเริ่มจับตาการเมืองไทยหลังเลือกตั้งส่อเกิดวิกฤติ นายอภิสิทธิ์ บอกว่า ทุกอย่างต้องเริ่มต้นโดยเลือกตั้งที่ “เสรี-เป็นธรรม” หากไม่มีตรงนั้นทุกอย่างก็ไปหมด รวมไปถึงการตั้งวอร์รูมแล้ววินิจฉัยไม่เป็นกลาง
ทีมข่าวการเมือง ถามว่า ในช่วงเวลาที่เหลือก่อนเลือกตั้ง พรรคประชาธิปัตย์จะทำความเข้าใจกับประชาชนอย่างไร ให้เข้าใจบริบททางการเมืองที่เกิดขึ้น เพื่อป้องกันการเกิดวิกฤติการเมือง นายอภิสิทธิ์ บอกว่า ต้องดูว่าสังคมเลือกที่จะเดินอย่างไร
ทางเลือกแรกผู้มีอำนาจในปัจจุบัน ถ้าประชาชนเห็นว่าเป็นแนวทางที่ตอบโจทย์ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคมก็ต้องสนับสนุนผู้ที่เกี่ยวข้องในรัฐบาล ปัจจุบัน และอาจจะได้รับตัวช่วยจากกลไกของรัฐธรรมนูญ
ยิ่งมาเจอเรื่องพลังดูดมันก็ยิ่งเดินกลับไปสู่การ เมืองเก่าๆ เขาก็จะต้องทำให้ประชาชนยอมรับว่าสภาพของประเทศและการบริหารในปัจจุบันมันดีจริง
และเมื่อนักการเมืองมากองรวมอยู่ที่นี้แล้วสามารถแก้ปัญหาให้ประชาชนได้ หากทำไม่ได้ประชาชนก็ไม่สนับสนุน เพราะนักการเมืองไม่ได้เป็นเจ้าของประชาชน แต่ประชาชนเป็นเจ้าของนักการเมือง
คำถามคือสมมติประชาชนสนับสนุนแนวทางนี้ด้วยจำนวนเสียงน้อย
แต่เอาตัวช่วย 250 ส.ว.ฝืนตั้งรัฐบาล ย่อมจะสร้างความขัดแย้งรอบใหม่ให้สังคม
ฉะนั้นถ้าประชาชนมีเจตนารมณ์สะท้อนผ่านการเลือกตั้ง พรรคใดรวมเสียงได้เกิน 250 เสียง วุฒิสภาควรเคารพเจตนารมณ์ตรงนั้น แบบนี้ บ้านเมืองถึงเดินไปได้
ทางเลือกที่สองเป็นพรรคการเมืองที่ชูธงประชาธิปไตย แล้วใช้เสียงข้างมากพยายามลบล้างทุกอย่างที่มันเกิดขึ้น ถึงมีการพูดกันว่าถ้าเข้ามาขอรื้อรัฐธรรมนูญ รื้อยุทธศาสตร์ชาติ รื้อการปฏิรูปประเทศ
แนวทางนี้ได้เปรียบตรงที่มีพื้นฐานความนิยม แต่ก็ต้องแบกรับบทเรียนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ถ้ายังไม่เปลี่ยนแปลงจากแนวคิดเสียงข้างมากคือความถูกต้อง เสียงข้างมากกินรวบได้ สังคมก็เดินกลับไปที่เดิม
ทั้งสองทางเลือกเรามองว่ามันไม่ใช่คำตอบ เพราะแนวทางแรกเป็นการบริหารที่ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน ขณะนี้ปัญหาเศรษฐกิจเป็นเรื่องใหญ่มาก แต่ขาดความเชื่อมโยงระหว่างประชาชนกับผู้บริหารเศรษฐกิจ และยังไปจำกัดสิทธิเสรีภาพการแสดงออก กลายเป็นความอึดอัดที่เก็บสะสมของคนรุ่นใหม่กับสภาพอนุรักษนิยม
แนวทางที่สองคนก็ยังกลัวว่าการเมืองจะกลับไปเหมือนเดิมหรือไม่ โดยเฉพาะการใช้เสียงข้างมากลากไปถึงการเขียนกติกาใหม่ ทำลายกลไกการตรวจสอบถ่วงดุล
สำหรับแนวทางที่สามเป็นรัฐบาลจากการเลือกตั้ง บริหารตามเจตนารมณ์ระบอบประชาธิปไตยสำคัญกว่าตัวรัฐธรรมนูญ แม้เรามีทั้งจุดแข็งและจุดอ่อน อาจจะเป็นจุดบกพร่องให้คนโจมตีในอดีตได้
แต่ขณะนี้เราชัดเจนและมั่นคงในความคิด เดินหน้าปักธงยุคใหม่เป็นตัวนำ ยอมรับว่าต้องเปลี่ยนแปลง
ทั้งการเพิ่มอำนาจประชาชนลดอำนาจรัฐ ปรับเปลี่ยนวิธีคิดบริหารเศรษฐกิจต้องดูเป้าหมายที่มันหลากหลายกว่าจีดีพี สนใจความเหลื่อมล้ำ วิถีชีวิตชุมชน สิ่งแวดล้อม เป็นต้น
สิ่งที่สำคัญที่สุดต้องเป็นรัฐบาลที่สามารถรักษาเจตนารมณ์ของประชาธิปไตย สร้างศรัทธากับประชาชนได้ ทั้งการแก้ปัญหาให้ประชาชน ไม่มีผลประโยชน์ส่วนตัว เปิดพื้นที่ให้ฝ่ายอื่นๆในสังคม ยอมรับการตรวจสอบ ถ้าทำอย่างนี้จะทำให้ประชาชนมองการเลือกตั้งและระบอบประชาธิปไตยว่าได้เรียนรู้และปรับเปลี่ยนจากอดีตแล้ว
ทีมข่าวการเมือง ถามว่าพรรครวมพลังประชาชาติไทย มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นผู้ร่วมก่อตั้ง สร้างความหวั่นไหวแก่พรรคประชาธิปัตย์อย่างไร นายอภิสิทธิ์ บอกว่า คนในพรรคประชาธิปัตย์ตกผลึกแล้ว
สมมติใครเห็นด้วยกับแนวทางของนายสุเทพก็ต้องตัดสินใจไป แน่นอนในความใกล้ชิดในการทำงานที่ผ่านมา อาจจะอยู่ในแวดวงพื้นที่ที่ทับซ้อนกันมากเป็นพิเศษก็แข่งขันกันไป ไม่ได้กังวลหรือหวั่นไหวใด
แล้ว “พลังดูด” เป็นปัญหาต่อพรรคประชาธิปัตย์อย่างไร นายอภิสิทธิ์ บอกว่า เรื่องนี้เป็นปัญหาระดับประเทศ ไม่ใช่ปัญหาของเรา เพราะวันนี้นักการเมืองในพรรคประชาธิปัตย์ตกผลึกทางความคิด มีอุดมการณ์
เมื่อเห็นแนวทางของพรรคเป็นคำตอบ ก็ปักหลักอยู่กับพรรคแม้จะเสียเปรียบ เราผ่านสถานการณ์แบบนี้มาเยอะ พรรคไม่ค่อยกังวล อย่าไปยอมรับความไม่ถูกต้อง ถ้ามีใครชักชวนคนของพรรคประชาธิปัตย์หรือพรรคไหนก็ตาม โดยบอกว่าไปช่วยกันทำงาน เป็นแนวทางที่ดีกว่าสำหรับประเทศ เขาตัดสินใจไปก็ไม่ว่ากัน
แต่ถ้าบอกว่ามาแล้วคุณได้เงินเท่านี้ เอาตำแหน่งไปก่อน คดีติดตัวจะช่วยให้
ในทางการเมืองมันเป็นการสานต่อความเลวร้าย แล้วจะหวังให้บ้านเมืองดีขึ้นได้อย่างไร
ฉะนั้นประเทศจะเดินไปทางไหนตามสามทางเลือก อยากให้ประชาชนชี้ขาด
ชี้ทางใดทางหนึ่งแบบถล่มทลายเข้าไปบริหารประเทศ
แนวทางที่เหลือก็ทำหน้าที่ตรวจสอบ หวังว่าจะไม่ทำให้ระบบพังอีก.
ทีมการเมือง

วุฒิภาวะคนไทย ฝ่าการเมืองเน่า

วุฒิภาวะคนไทย ฝ่าการเมืองเน่า



ถอดแบบหมูป่า “ติดถ้ำ”นำประเทศพ้นวิกฤติกับดัก
กลายเป็นปรากฏการณ์ระดับโลก
ตามรูปการณ์ที่คนดังๆอย่างประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” แห่งสหรัฐอเมริกา นายกรัฐมนตรี “เทเรซา เมย์” แห่งอังกฤษ ผู้นำประเทศมหาอำนาจ
ซุปเปอร์สตาร์ทั้ง “เดวิด เบคแฮม–โรนัลโด–ลิโอเนล เมสซี–พอล ป็อกบา–ไคล์ วอล์กเกอร์–โจเซ มูรินโญ ฯลฯ” ดาวดังในวงการฟุตบอลชื่อกระฉ่อน
“อีลอน มัสก์” มหาเศรษฐีเจ้าของบริษัทดังด้านเทคโนโลยี “มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก” ซีอีโอใหญ่แห่งเฟซบุ๊ก
คนดังเบอร์ต้นๆของโลกต่างโฟกัสมาที่ประเทศไทย
ใช้พื้นที่สื่อส่วนตัว แสดงตนมีส่วนร่วมให้กำลังใจ แสดงความยินดีกับปฏิบัติการช่วยเหลือ 13 ชีวิต เยาวชนและโค้ชทีมหมูป่า อะคาเดมี ที่ติดอยู่ในถ้ำหลวง–ขุนน้ำนางนอน อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย
ออกมาได้อย่างปลอดภัย ครบทั้ง 13 คน (ปฏิบัติการค้นหา 13 ชีวิต ถ้ำหลวงเชียงราย)
บันทึกเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ เล่าขานกันไปอีกนานแสนนาน
กับการเอื้ออาทรกันในมวลหมู่มนุษยชาติ โดยไม่แยกเชื้อชาติภาษา
โดยเฉพาะการช่วยเหลือของนักประดาน้ำมืออาชีพนานาชาติ ผู้เชี่ยวชาญระดับโลกจากต่างประเทศ ที่ขันอาสามาร่วมภารกิจที่ได้ชื่อว่า “มิสชัน อิมพอสซิเบิล” จนกลายเป็น “มิสชัน พอสสิเบิล”
เสี่ยงชีวิตเข้าไปช่วย “คนแปลกหน้า” โดยไม่รู้จักกันมาก่อน
โดยแรงส่งมาจากปรากฏการณ์รวมพลังของคนไทยทุกภาคส่วน ไล่ตั้งแต่หน่วยหลักคือหน่วยซีลกองทัพเรือ กำลังพลกองทัพบก ยุทโธปกรณ์ของกองทัพอากาศ กำลังตำรวจตระเวนชายแดน อาสาสมัคร ข้าราชการพลเรือนฝ่ายมหาดไทย
ภาคเอกชนที่ขนเครื่องมือ อุปกรณ์มาช่วยเสริมภารกิจแบบไม่คิดค่าใช้จ่าย ยอมขาดรายได้ประจำ
ไม่เว้นแม้แต่ชาวบ้านตาดำๆ ผู้หญิง คนแก่ ที่ขันอาสาเป็นแม่ครัว ฝ่ายทำความสะอาดจัดการสถานที่ รวมถึงรับซักรีดเสื้อผ้าให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ช่วยกันคนละไม้ละมืออย่างเต็มอกเต็มใจ
จิตอาสาพึ่บพั่บ อารมณ์คนไทยไม่ทิ้งกันเกิดขึ้นอัตโนมัติ
จุดมุ่งหมายคือช่วยเหลือ 13 ชีวิตออกจากเงื้อมมือมัจจุราชในถ้ำหลวงฯ
ทำสงครามกับเวลา ต่อสู้กับภัยธรรมชาติ
พลาดหมายถึงชีวิต แบบที่ต้องสูญเสียจ่าเอกสมาน กุนัน เจ้าหน้าที่หน่วยรักษาความปลอดภัยของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) อดีตหน่วยซีลกองทัพเรือ ที่อาสาเข้าร่วมภารกิจด้วยความเต็มใจ
ได้รับการยกย่องให้เป็นวีรบุรุษแห่งถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน
ถึงตอนนี้ พูดได้ว่าภารกิจสิ้นสุดลงด้วยความสำเร็จ พร้อมภาพความสวยงาม
ภายใต้พระบารมีปกเกล้าปกกระหม่อม “ในหลวงรัชกาลที่ 10” ที่ทรงติดตามสถานการณ์ตั้งแต่วันแรกที่เกิดเหตุ รับสั่งผ่านราชเลขาฯถึงรัฐบาล พระราชทานสิ่งของเครื่องมือเครื่องใช้ จัดตั้งโรงครัวพระราชทาน
รวมถึงทรงแนะนำการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ
รับสั่งให้รัฐบาล หน่วยงานที่เกี่ยวข้องถอดบทเรียนการกู้ภัยช่วยทีมหมูป่า จัดทำบันทึก เขียนแผนไว้เป็นโมเดลต้นแบบที่จะนำไปใช้ในการกู้ภัยได้ทั้งในถ้ำ ใต้น้ำ และบนบกต่อไปหากเกิดเหตุการณ์ในอนาคต
วิกฤติเด็กติดถ้ำ สร้างโอกาสให้ประเทศไทยได้เห็นความสว่างไสวที่แฝงอยู่
ปรากฏการณ์ทีมหมูป่ากลบกระแส ชิงพื้นที่ข่าวการเมืองซาลงไป 2–3 สัปดาห์
ในสถานการณ์ความคืบหน้าที่ยังเดินตามกระบวนการโรดแม็ป ล่าสุดที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้ให้ความเห็นชอบผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จำนวน 7 คน ตามที่คณะกรรมาธิการสามัญ เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติและพฤติกรรมทางจริยธรรมของผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่ง กกต.
เห็นชอบ 5 คน ไม่เห็นชอบ 2 คน
แต่ตามบทบัญญัติทางกฎหมาย ถือว่าครบองค์ประกอบ กกต.ชุดใหม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ทันทีที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ
ภายใต้เงื่อนไขสถานการณ์เข้าสู่โหมดการเตรียมการเลือกตั้ง
ตามจังหวะที่สังเกตได้จากการขยับของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ กัปตันทีมเศรษฐกิจ ได้สั่งการกระทรวงคมนาคม เร่งประมูลโครงการเมกะโปรเจกต์ รถไฟฟ้า รถไฟทางคู่ ขยายสนามบิน ฯลฯ
บูมเศรษฐกิจภาพรวม รองรับโครงการเรือธงระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี)
ขณะเดียวกันก็มีการสั่งการผ่านกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ อัดฉีดมาตรการพิเศษเพื่อลดภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชนที่มีรายได้น้อย
ด้วยการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) 7 เปอร์เซ็นต์ ให้แก่ประชาชนที่ถือบัตรสวัสดิการฯ ในการซื้อสินค้าจากร้านธงฟ้าประชารัฐ หรือสินค้าอื่นๆ เช่น เสื้อผ้า โทรศัพท์มือถือที่จำเป็นต้องใช้ในการประกอบอาชีพและรองรับสังคมไร้เงินสด รวมถึงสิ่งของที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ กรมสรรพากรก็จะคืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้
เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์อัดฉีดเศรษฐกิจฐานราก
บรรเทาสถานการณ์ปากท้องคนมีรายได้น้อย
ทีมงาน “สมคิด” ต้องบริหารเศรษฐกิจ ล้อไปกับการบริหารกระแสการเมือง
ตามแนวโน้มนับถอยหลังไปสู่วันเลือกตั้งต้นปีหน้า 2562 นับจากนี้ไปรัฐบาลน่าจะทยอยปล่อยสารพัดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซื้อใจชาวบ้านร้านตลาด
เน้นกระตุกฐานเสียงใหญ่ที่มีผลต่อการเลือกตั้ง
อัดสารพัดโครงการภายใต้ยี่ห้อ “ประชารัฐ” ย้ำให้คนจดจำได้
ในมุมที่ถือเป็นความพยายามอย่างเป็นรูปธรรมในการดึงคะแนนนิยมของรัฐบาล “นายกฯลุงตู่”
ล้อไปกับความเคลื่อนไหวที่พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ นักการเมืองอาชีพ ตีปี๊บรุมแฉการเดินหน้าดูดอดีต ส.ส.เข้าสังกัดพรรค “พลังประชารัฐ”
สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตีตั๋วต่อนายกรัฐมนตรี
แน่นอน มองเผินๆมันก็วิถีเดิมๆ ย้อนอดีตสมัยอดีตพรรคไทยรักไทย ที่เริ่มต้นจากการปล่อยนโยบายใหม่ๆภายใต้ยี่ห้อ “ประชานิยม” ออกมาโกยกระแส กวาดคะแนนนิยม
พร้อมๆไปกับการเดินหน้ากวาดต้อนอดีต ส.ส.มาเข้าคอกร่วมค่าย
ชนะเลือกตั้งแบบถล่มทลาย
และวันหนึ่งก็มาถึงฉาก “ตลกร้าย” ทางการเมือง ตามท้องเรื่อง “ประชารัฐ” ตีตลาด “ประชานิยม”
2 ยี่ห้อนี้ คนคิดคนเดียวกัน นั่นคือ “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์”
หักมุมแบบที่ฝรั่งต่างชาติยังงงกับการเมืองแบบไทยๆ
เรื่องของเรื่อง “ประชานิยม” เป็นเครื่องมือทำให้ “ทักษิณ ชินวัตร” หลงเข้าป่าเข้าพง กู่ไม่กลับแล้ว
แต่ “ประยุทธ์” ยังมีโอกาสพิสูจน์ตัวเอง
ก่อนอื่นเลย ยี่ห้อ “ประชารัฐ” จะตีตลาด “ประชานิยม” แตกหรือไม่ ยังต้องลุ้นกัน
ที่แน่ๆมันเป็นอะไรที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ตราบใดที่โจทย์เป้าหมายอยู่ที่เสียงข้างมาก
รัฐธรรมนูญกำหนดให้ใครได้เสียงจากประชาชนเยอะที่สุด จะได้ถือครองเกมอำนาจอย่างชอบธรรมตามกติกาประชาธิปไตย
การปั่นตัวเลข ส.ส.จึงสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด
ปริมาณมาก่อน คุณภาพค่อยว่ากันอีกที
แบบที่เห็น ถึงแม้ พล.อ.ประยุทธ์พยายามตีกรรเชียง ไม่แปดเปื้อนการเมืองที่แสดงอาการรังเกียจมาตั้งแต่แรก แต่ถึงจุดหนึ่งก็เลี่ยงไม่ได้ ต้องอาศัยนักเลือกตั้งอาชีพเป็นฐาน
ภายใต้การเคลื่อนของทีมงานสามมิตรภายใต้การนำของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตเลขาธิการพรรคไทยรักไทย มือดีลคนสำคัญของ “ทักษิณ”
ประกันความมั่นใจในการตีตั๋วต่ออำนาจ
เพราะการก่อกำเนิดพรรคการเมืองต้องพึ่งนักการเมืองพันธุ์เก่าเป็นต้นทุนชัวร์ๆ หลักประกันไม่จั่วลม
ภายใต้บริบทประชาธิปไตย พรรคเลือกคน ประชาชนเลือกพรรค
หลักการฟังดูง่าย แต่ในทางปฏิบัติจริง ยากกว่าช่วยเด็กติดถ้ำ
ที่สำคัญมันเป็นวิถีประชาธิปไตยแบบไทยๆ การเมืองเป็นเรื่องกิจการภายใน
ต่างชาติเข้ามาช่วยฝ่าการเมืองน้ำเน่าไม่ได้เหมือนเอาทีมหมูป่าออกจากถ้ำ
ขึ้นอยู่กับวุฒิภาวะในการเลือกตั้งของประชาชน ถ้ายังวนเหมือนอยู่ในถ้ำ ติดกับวิถีการเมืองแบบเดิมๆ
ผลลัพธ์ออกมาต้องยอมรับ บ่นทีหลังไม่ได้.
“ทีมการเมือง”

เข้าล็อกเฟ้นคนไว้ใจ

เข้าล็อกเฟ้นคนไว้ใจ



กลับเข้าโหมดปกติ หลังเสร็จสิ้นปฏิบัติการที่โลกต้องจดจำ
ภารกิจนำ 13 ทีมหมูป่าอะคาเดมีแม่สายคืนสู่อ้อมอกพ่อแม่ พ้นการติดถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน จ.เชียงราย ยาวนาน 17 วันเต็มๆ
ปิดจ๊อบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ของเหล่า “เดอะฮีโร่” ทุกหน่วยงานจากในประเทศและนานาชาติที่ร่วมแสดงศักยภาพ ความสามัคคีของมวลมนุษยชาติสามารถเอาชนะได้ทุกสิ่ง
“บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ได้หายใจโล่งอก เคลียร์วิกฤติเฉพาะหน้าลุล่วงไปด้วยดี
เหลืออีกเรื่องที่ต้องเร่งดำเนินการคือ การกอบกู้ความเชื่อมั่นจากเหตุการณ์โศกนาฏกรรมเรือนักท่องเที่ยวอับปางกลางทะเล จ.ภูเก็ต เซ่นชีวิตนักท่องเที่ยวจีน 40 กว่าชีวิต

ส่อเค้าฉุดสถานการณ์ท่องเที่ยวไทยดิ่งวูบ ตามที่รู้กันกลุ่มคนจีนเป็นชาติที่มาเที่ยวเมืองไทยมากที่สุด เป็นโจทย์เร่งด่วนที่รัฐบาล “ลุงตู่” ต้องรีบกู้ความมั่นใจด้านความปลอดภัยทางการท่องเที่ยวกลับคืนมา
อย่างที่เห็นๆการที่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ต้องรีบขอโทษ หลังพลั้งปากหลุดคำพูดกระทบจิตใจชาวจีนต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
เบรกการขยายความเข้าใจผิดที่กำลังลุกลามในกลุ่มโซเชียลของจีน ไม่ให้บานปลายออกไป
ควบคู่กับจังหวะที่ “บิ๊กตู่” ต้องบินด่วนไป จ.ภูเก็ต กำกับบทเร่งรัดการให้ความช่วยเหลือ การสอบสวนคดี และวางมาตรการกวดขันการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ป้องกันการเกิดเหตุซ้ำรอย
กระตุกความเชื่อมั่นการท่องเที่ยวไทยให้กลับมาทันทีทันใด ไม่เกิดความบาดหมางกระทบความสัมพันธ์ 2 ประเทศ ในยามที่การท่องเที่ยวเป็นตัวทำรายได้อันดับต้นๆของประเทศไทย
กอบกู้สถานการณ์ไม่ให้นักท่องเที่ยวหนีหายจากเมืองไทย ประคองรายได้การท่องเที่ยวเข้าประเทศให้เดินหน้าต่อได้ในระยะยาว
ในห้วงที่ทุกอย่างกำลังเข้ารูปเข้ารอยเดินหน้าสู่การเลือกตั้งในระยะเวลาอันใกล้นี้
หลังเห็นสัญญาณความชัดเจนขึ้นอีกระดับหนึ่ง จากซีนล่าสุดที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ลงมติให้ความเห็นชอบ 5 เสือ กกต.ชุดใหม่ จากจำนวน 7 คน
สกรีนทิ้งไป 2 ราย ที่ไม่ผ่านเกณฑ์ “สเปกเทพ” ตามความเข้มข้นของรัฐธรรมนูญใหม่
แม้จะยังไม่ฟูลทีม แต่อย่างน้อยก็ได้เห็นเส้นทางคืนประชาธิปไตยคืบหน้าไปอีกขั้น ไม่มีการล้มกระดานโละว่าที่ กกต.ซ้ำรอยมาถ่วงโรดแม็ปเหมือนเที่ยวก่อน
มีโฉมหน้าค่าตาของกรรมการบางส่วนให้ได้เห็น การันตีกันได้ในเบื้องต้น 5 กกต.ป้ายแดง มีจำนวนครบถ้วนเพียงพอที่จะรับไม้ต่อจาก กกต.ชุดปัจจุบันมาสานต่อการเลือกตั้งได้

เหลือแค่อีก 2 คนที่ต้องไปเริ่มต้นนับหนึ่งกระบวนการสรรหารอบใหม่เป็นรอบที่สาม
ตามร่องรอยที่อาจได้เห็นการใช้ช่องทางพิเศษ ส่งเทียบเชิญไปทาบทามระดับหัวกะทิให้มาสมัครเป็น กกต. ควบคู่ไปกับการเปิดรับสมัครตามขั้นตอนปกติ

แก้ปัญหาเฟ้นตัวผู้สมัครที่ยังได้สเปกไม่ถูกใจ หลังจากเปิดสรรหามาแล้ว 2 รอบ

เหมือนที่ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. กระซิบทางออกเผื่อไว้ ให้ได้ 7 เสือ กกต.มาทำงานอย่างฟูลทีมเสียที ไม่ต้องเปลืองเวลาสรรหาหลายรอบเหมือนที่ผ่านมา

หากยังเดินหน้าใช้วิธีเปิดรับสมัครแบบเดิมๆก็ยิ่งเสี่ยงมีผู้สมัครน้อยลงเรื่อยๆมีโอกาสวืดรอบ 3 อีก

จะกลายเป็นเข้าล็อกฝ่ายการเมืองครหาส่อเจตนาเตะถ่วงเลือกตั้ง เข้าเนื้อ “ลุงตู่” ให้เจ็บตัวฟรี

รูปการณ์เริ่มมีน้ำหนักและความจำเป็นเพียงพอให้ใช้วิธีทาบทาม ดึงคนดังๆมาลงสมัคร เคลียร์ปัญหาไม่มีคนมาลงสมัคร

แม้จะถูกมองเปิดช่องล่อแหลม “ล็อกสเปก” นำคนของตัวเองจองที่นั่งองค์กรอิสระล่วงหน้า
แต่หากเทียบสัดส่วน 2 คนที่มาจากการทาบทามกับกลุ่มที่มาจากการสรรหา 5 คน ถือว่าพอรับได้ ไม่ได้ผูกขาดล็อกสเปกเหมาเข่งทั้งทีม

ยังพอกล้อมแกล้มแก้ตัวได้ว่า 2 คนเป็นแค่เสียงส่วนน้อย ไม่สามารถชี้นำคนอื่นให้คล้อยตามได้
เป็นโจทย์ที่ต้องกล้าเสี่ยงให้ได้ 7 เสือ กกต.ระดับคุณภาพมาควบคุมการเลือกตั้งเที่ยวหน้าตามกติกาใหม่ในช่วงเปลี่ยนผ่านปฏิรูปประเทศ

แม้ในทางการเมืองจะสามารถดูดไพร่พลเข้าสังกัดได้ตรงตามเป้า แต่ในแง่กรรมการก็สำคัญไม่แพ้กัน
ต้องสกรีนเข้มข้น เฟ้นเฉพาะคนไว้ใจมาคุมสังเวียนเลือกตั้ง การันตีไม่ให้ตั๋วผู้นำหลุดมือ.

ทีมข่าวการเมือง