PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันจันทร์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2561

ทลายห้างคิงเพาเวอร์ อาณาจักรดิวตี้ฟรีแสนล้าน

ทางออกนอกตำรา 
โดย : บากบั่น บุญเลิศ

ทลายห้างคิงเพาเวอร์ อาณาจักรดิวตี้ฟรีแสนล้าน

กลายเป็นประเด็นร้อนที่คาใจสังคมอย่างมากเมื่อ “คณะกรรมาธิการวิสามัญด้านการขับเคลื่อนการป้องกันและปราบปรามการทุจริต” ของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป (สปท.) ที่มี พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีปเเละนายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ รองประธานอนุกรรมาธิการ (อนุกมธ.) เป็นหัวหอก ได้จัดทำรายงานส่งถึงรัฐบาล เพื่อชำระสะสางสัญญาสัมปทานร้านค้าปลอดอากรของบริษัท คิงเพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี ใน 5 ประเด็น ประกอบด้วย

1. ให้ปลดนายนิตินัย ศิริสมรรถการ ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) และคณะกรรมการ ทอท. ฐานไม่ปฏิบัติตามกฎหมายและก่อให้เกิดความเสียหาย เพื่อรักษาผลประโยชน์ของรัฐ

2. ให้ยกเลิกสัญญากับกลุ่มบริษัทคิง เพาเวอร์ฯ เพราะไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535

3. บูรณาการและเชื่อมโยงข้อมูลทั้งของ ทอท. กรมศุลกากร และกรมสรรพากร เพื่อให้ ทอท. ได้รับส่วนแบ่งรายได้อย่างครบถ้วน กรมสรรพากรจะได้มีข้อมูลที่จะเรียกเก็บภาษีอากรอย่างถูกต้องและเป็นธรรม กรมศุลกากรจะได้ใช้ข้อมูลเพื่อควบคุมป้องกันการลักลอบขายสินค้าหนีภาษี

4. พิจารณาศึกษา พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ พ.ศ. 2535, พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 103/7 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ป้องกันการทุจริตและเอื้อให้เกิดความเป็นธรรมแก่เอกชน

5. กำหนดอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการจัดเก็บรายได้ให้เกิดความชัดเจน โปร่งใส เป็นธรรม เปิดเผยข้อมูลให้สาธารณชนรับทราบ

ข้อเสนอทั้ง 5 ข้อ ได้รับการสนองตอบจากนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ที่ได้เรียกประชุมหัวหน้าส่วนราชการเพื่อหาแนวทางในการดำเนินการกับ"คิงเพาเวอร์"ไปแล้วรอบหนึ่ง แต่ดูเหมือนยังไม่จบ...

การไม่จบ...กลายเป็นคมหอกปลายดาบที่ถาโถมเข้าใส่อาณาจักร"คิงเพาเวอร์"มูลค่านับแสนล้านของ"เจ้าสัววิชัย ศรีวัฒนประภา-อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา-กนกศักดิ์ ปิ่นแสง คนใกล้ชิดเนวิน ชิดชอบ-จุลจิตต์ บุณยเกตุ" อย่างหนักหน่วง

ปัญหาว่าด้วยเรื่องสัญญาสัมปทานบริหารพื้นที่เชิงพาณิชย์ และร้านค้าปลอดภาษี(ดิวตี้ฟรี) ภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ของคิงเพาเวอร์ ที่กำลังจะหมดสัญญาลงในช่วงประมาณเดือน ก.ย. 2563 ซึ่ง ทอท.เตรียมจะเปิดประมูลโครงการพื้นที่สัญญาบริหารจัดการเชิงพาณิชย์ในช่วงปลายปี 2560-ต้นปี 2561 กำลังลากคิงเพาเวอร์ลงมาในสนามแข่งที่ดุเดือดกว่าเดิม

ประเด็นว่าด้วยเรื่องมูลค่าโครงการว่าจะมีมูลค่าเงินลงทุนเกิน 1,000 ล้านบาท ที่ต้องปฏิบัติตามขั้นตอนของพระราชบัญญัติ การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2556  กำลังตามรังควาญเจ้าหน้าที่ของรัฐและคิงเพาเวอร์อย่างหนักหน่วง

ปัญหาพื้นที่ให้บริการส่งมอบสินค้าปลอดอากร (Pick Up Counter) ในสนามบินที่ บริษัท ล็อตเต้ ดิวตี้ฟรี บริษัท บางกอกแอร์เวย์ ขอใช้พื้นที่ อาจทำให้การผูกขาดเพียงเจ้าเดียวกลายเป็นมีผู้มาเบียดแย่ง

ปัญหาว่าด้วยเรื่อง การไม่ติดตั้ง Point of sale ( POS )และเชื่อมต่อข้อมูลการซื้อขายระหว่าง ทอท.กับ บริษัทคิง เพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี และบริษัท คิง เพาเวอร์ สุวรรณภูมิ ซึ่งกำหนดไว้เป็นสาระสำคัญในสัญญา เพื่อเป็นการคิดส่วนแบ่งที่ ทอท.จะได้รับตามสัญญาอีก 15% แต่ปรากฏว่าตลอดเวลากว่า 9-10 ปี นับแต่เริ่มสัญญาการเชื่อมต่อกลับมิได้ดำเนินการ อาจทำให้มีการคิดค่าปรับและเอาผิดกับบริษัทและเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาภายหลัง

ประเด็นว่าด้วยเรื่องของการไม่เรียกเก็บเงินค่าผลประโยชน์ตอบแทน หรือส่วนแบ่งรายได้ตามสัญญาจากบริษัท คิง เพาเวอร์ สุวรรณภูมิ จำกัด ในส่วนที่เป็นการประกอบกิจการร้านค้าปลอดอากรขาออกในเมือง ซอยรางน้ำ ถนนกิ่งแก้ว และพัทยา ของบริษัทคิง เพาเวอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ซึ่งได้เช่าพื้นที่ภายในสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อทำเป็นจุดส่งมอบสินค้าอยู่ในพื้นที่ตามสัญญาบริหารจัดการเชิงพาณิชย์ของบริษัทคิง เพาเวอร์ สุวรรณภูมิ ให้ถูกต้องครบถ้วน กำลังดึงเอาอาณาจักรที่ผูกขาดและผลประโยชน์มีการซุกไว้ใต้พรมมายาวนานโดยใครไม่สามารถเเตะต้องได้ จะต้อมีการชำระสะสาง

ผมไปติดตามตรวจสอบจากสัญญาพบว่า เฉพาะ2ประเด็นหลังนั้น พบว่า อาจมีคนผิดกันระนาวกราวรูด ทั้งในระนาบคณะกรรมการ ทอท. ทั้งในระดับผู้บริหารระดับสูงของทอท.และกรมศุลกากร อาจมีคนเสียวสันหลังวาบกันกลุ่มใหญ่

เฉพาะตามสัญญากำหนดให้บริษัทคิง เพาเวอร์ สุวรรณภูมิ ชำระค่าเช่า และผลประโยชน์ตอบแทนให้แก่ ทอท.ในอัตราร้อยละ 15 ของยอดรายได้ หรือตามจำนวนเงินค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำที่ผู้รับอนุญาตตกลงชำระตามสัญญาแล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า

แต่ปรากฏว่า นับตั้งแต่บริษัทคิง เพาเวอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ได้เช่าใช้พื้นที่ของ ทอท.เพื่อทำเป็นจุดส่งมอบสินค้า แต่คณะผู้บริหารและกรรมการของ ทอท.กลับไม่มีการบังคับเรียกเก็บเงินผลประโยชน์ตอบแทนตามสัญญาอย่างถูกต้องครบถ้วน และภายหลังมีการทำสัญญาเพื่อเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มบริษัทคิง เพาเวอร์ โดยจัดเก็บผลประโยชน์ตอบแทน ในอัตราเพียงร้อยละ 3 เท่านั้น

ผลที่ตามมาทำให้ ทอท.ต้องขาดรายได้เป็นเงินทั้งสิ้นไม่น้อยกว่า 2.3 หมื่นล้านบาท

การทลายห้างอาณาจักรดิวตี้ฟรีแสนล้านของ “เจ้าสัววิชัย ศรีวัฒนประภา-กนกศักดิ์ ปิ่นแสง”กำลังเดินหน้าไปอย่างรวดเร็ว
ปลายทางอยู่เพียงแค่ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี คนเดียวเท่านั้น ว่าจะเอาอย่างไรในธุรกิจที่ผูกขาดที่รัฐได้ไม่กี่พันล้านแต่เอกชนเติบโตเอาเป็นแสนล้าน และกำลังคืบคลานซื้อกิจการทั้งสโมสรฟุตบอล-สายการบินไทยแอร์เอเชีย และกำลังชะม้ายชายตาไปที่สายการบินนกแอร์ อีกสเต็ปหนึ่ง...

คอลัมน์ : ทางออกนอกตำรา/ หน้า 6 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ/ ฉบับ 3265 ระหว่างวันที่ 28-31 พ.ค.2560

วันศุกร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2561

สถานีคิดเลขที่ 12 : คนรุ่นใหม่ในพรรคเก่า : โดย สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน

สถานีคิดเลขที่ 12 : คนรุ่นใหม่ในพรรคเก่า : โดย สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน



พลังคนรุ่นใหม่ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ซึ่งกำลังจะเข้าร่วมใช้สิทธิทางการเมืองครั้งแรก หลังจากการเลือกตั้งในครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2554 นั้น เป็นจุดน่าสนใจ ด้วยจะมีมากมาย 5-6 ล้านเสียง
ถือเป็นพลังที่มีจำนวนไม่น้อยเลย และเป็นกลุ่มคนที่จะก้าวขึ้นมาเป็นอนาคตของประเทศชาติอย่างแท้จริง
ด้วยความที่ประเทศไทยเรา มีการเลือกตั้งครั้งสุดท้ายเมื่อ 3 กรกฎาคม 2554 แล้วทิ้งช่วงไปยาวนาน หากนับไปจนถึงการเลือกตั้งครั้งหน้านี้ ถ้าเป็นไปตามคำสัญญาของ คสช. ก็คงต้นปี 2562
นั่นเท่ากับเกือบ 8 ปีเลยทีเดียว
ความจริง ในปี 2556 ซึ่งเกิดวิกฤตม็อบ แล้วรัฐบาลยิ่งลักษณ์ยอมยุบสภา เพื่อเปิดให้เลือกตั้งใหญ่ในต้นปี 2557
ถ้าวันนั้นแกนนำม็อบ เลือกแนวทางรักษาประชาธิปไตย โดยให้ประชาชนทั้งประเทศ ได้ร่วมกันตัดสินใจอนาคต เราก็คงได้มีการเลือกตั้งในต้นปี 2557 ระบบการเมืองที่อำนาจอยู่ในมือชาวบ้าน ยังเดินหน้าต่อไป
แต่ลงเอยเกิดปฏิวัติรัฐประหารแทน เพราะอยากปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง ซึ่งขัดแย้งกับหลักประชาธิปไตยอย่างสิ้นเชิง ทั้งการฉุดการเมืองให้ถอยหลัง ไม่สอดคล้องอะไรเลยกับข้ออ้าง การปฏิรูปการเมืองให้ก้าวไปข้างหน้า
เหมือนปากบอกว่าจะไปข้างหน้า แต่จริงๆ เดินถอยหลังไปเรื่อย
เอาเป็นว่า ถ้าต้นปี 2562 มีการเลือกตั้งเกิดขึ้น โดยไม่เลื่อนอีก เราจะได้เห็นคนหนุ่มสาว 5-6 ล้านคน เข้าสู่การเมืองในวิถีทางที่คนส่วนใหญ่มีส่วนร่วมปกครองประเทศ
อยู่กับความคิดที่แตกต่างได้ ถกเถียงโต้แย้งกันได้ มีกติกาการแก้ปัญหาด้วยปัญญา ไม่ใช่ด้วยอำนาจของคณะผู้ถือปืน
เพื่อร่วมผลักดันสังคมให้หลุดพ้นวงจรล้าหลัง เลิกเสียทีขัดแย้งหรือเห็นต่าง แล้วเดินขบวนเรียกหารถถังออกมายึดอำนาจ นั่นมีแต่ทำให้เราล้าหลังไปเรื่อย

แต่ก็น่ายินดีด้วยมีสัญญาณที่ดีว่า คนรุ่นใหม่ตื่นตัวและกระหายกับการเข้าสู่ประชาธิปไตย พร้อมจะเข้าสู่การเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง
เช่น การเกิดของพรรคอนาคตใหม่ โดยคนยุคใหม่ การเมืองแนวใหม่ และเสียงตอบรับจาก คนวัยหนุ่มสาว ปัญญาชน เป็นไปอย่างกว้างขวาง
ผลโพลกี่ครั้งกี่หน เป็นต้องมีชื่อ พรรคอนาคตใหม่และหัวหน้าพรรค ติดอันดับนิยมระดับต้นๆ ทุกครั้ง
ไม่มีนักการเมืองอาชีพรุ่นเก่า ไม่มีระบบหัวคะแนน แต่มาด้วยกระแส และสอดรับกับโลกยุคดิจิทัล สังคมของคนรุ่นใหม่จริงๆ
ปรากฏการณ์นี้ จึงทำให้เราได้เห็น ลุงตู่ดิจิทัล ราวกับจะเข้ามาชนกับ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ กับเขาด้วย
ได้เห็นพรรคใหญ่ๆ แทบทุกพรรค ต้องมีทีมผู้สมัครเลือดใหม่ ต้องมีเจเนอเรชั่นใหม่ลงสนาม
ย่อมขึ้นอยู่กับพรรคนั้นๆ ว่ามีแนวทางสอดรับกับคนรุ่นใหม่ๆ จริงๆ หรือแค่เห็นว่ามีพื้นที่ก็ต้องหาเด็กหน้าใสๆ เข้ามาแต่งตัวลงสมัครด้วย
แน่นอนคงไม่ใช่แค่พรรคอนาคตใหม่พรรคเดียว ที่ยึดครองคนรุ่นใหม่ได้ทั้งหมด พรรคการเมืองแนวเสรีประชาธิปไตย แนวคิดใหม่มองไกล ก็มีอยู่
แต่พรรคที่มีคนรุ่นใหม่ ต้องอยู่ภายใต้แนวทางของพรรคอนุรักษนิยมล้าหลัง คลั่งไคล้อำนาจนอกระบบ ก็คงคล้ายภาพเยาวชนแดง ยุวชนเรดการ์ด อะไรแบบนี้มากกว่า
เราอยู่ในยุคเปลี่ยนผ่าน การเมืองมีพื้นที่ของคนรุ่นใหม่ แต่ที่สำคัญพรรคสังกัดต้องมีเนื้อแท้มุ่งสู่สังคมยุคใหม่จริงๆ ด้วย
สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน

น.3 คอลัมน์ : มาตรการ กำกัด กำจัด พรรคเพื่อไทย แต่ ‘ขจัด’ ไม่ได้

น.3 คอลัมน์ : มาตรการ กำกัด กำจัด พรรคเพื่อไทย แต่ ‘ขจัด’ ไม่ได้



แม้รัฐธรรมนูญจะสามารถ “กำกัด” และ “กำจัด” พรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทย ได้ในระดับที่แน่นอนหนึ่ง

เห็นได้จากที่พรรคไทยรักไทยถูกยุบเมื่อเดือนพฤษภาคม 2550

เห็นได้จากที่พรรคพลังประชาชนถูกยุบเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2551

และเห็นได้จากเสียงคำรามอันดังมาจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และการขานรับอย่างฉับพลันทันใดโดย พ.ต.อ.ทรงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต. ในการเก็บ รวบรวม พยานหลักฐานเพื่อพิจารณาว่าจะจัดการอย่างไรกับพรรคเพื่อไทย

แต่กรณีจากการยุบพรรคไทยรักไทย และจากการยุบพรรคพลังประชาชน กำลังให้บทเรียนอย่างลึกซึ้งมายังพรรคเพื่อไทย

นั่นก็คือ ท่านสามารถ “กำกัด” ได้ ท่านสามารถ “กำจัด” ได้ แต่ก็ยังไม่สามารถ “ขจัด” การดำรงอยู่ของพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน ภายในพรรคเพื่อไทยได้

จำเป็นต้องเข้าใจต่อคำว่า กำกัด กำจัด และขจัด

หากเปิดพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 ไปยังหน้า 120 สดมภ์ 2 บรรทัดแรก เลยก็จะพบกับคำ

กำกัด ก.จำกัดเข้า จำกัดให้แคบเข้า

ขณะเดียวกัน หากเปิดพจนานุกรม ฉบับมติชน พ.ศ.2547 ไปยังหน้า 83 สดมภ์ 2 บรรทัดที่ 12 นับจากล่างก็จะพบกับคำ

กำจัด ก. ขจัด ขับไล่ ทำให้สิ้นไป

นั่นเห็นได้จากการยุบพรรคไทยรักไทยเมื่อเดือนธันวาคม 2550 นั่นเห็นได้จากการยุบพรรคพลังประชาชนเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2551

จึงได้เกิดพรรคเพื่อไทย

น่าสังเกตว่าเมื่อยุบพรรคไทยรักไทยก็เกิดพรรคพลังประชาชนและกำชัยจากการเลือกตั้งในเดือนธันวาคม 2550 เมื่อยุบพรรคพลังประชาชนก็เกิดพรรคเพื่อไทยและกำชัยจากการเลือกตั้งในเดือนกรกฎาคม 2554


แสดงว่า กำกัดได้ กำจัดได้ แต่มิอาจ “ขจัด” ได้อย่างสิ้นเชิง

ความจริง ความหมายของ “กำจัด” กับ ความหมายของ “ขจัด” มีลักษณะเหลื่อมซ้อนและใกล้เคียงกันเป็นอย่างยิ่ง

พจนานุกรมฉบับมติชน หน้า 114 สดมภ์ 1 บรรทัด 27 นับจากล่าง

ขจัด ก. กำจัด ทำให้สิ้นไป

กระนั้น จุดต่างอย่างสำคัญก็คือ “กำจัด” ให้ความรู้สึกในเชิงกายภาพ หรือในเชิงรูปธรรม ขณะที่ “ขจัด” มีความลึกซึ้งยิ่งกว่า

นั่นก็คือ ให้ความรู้สึกในเชิง “นามธรรม”

เพราะว่าความตรึงตราของประชาชนที่ยังเลือกคนของพรรคพลังประชาชน ที่ยังเลือกคนของพรรคเพื่อไทย เพราะประทับใจในความสำเร็จของพรรคไทยรักไทย

ความสำเร็จของพรรคไทยรักไทยต่างหากที่กำกัด กำจัด ได้ แต่มิอาจ “ขจัด”

แน่นอน ความสำเร็จนี้ผูกติดอยู่กับ 2 นามสำคัญ คือ นายทักษิณ ชินวัตร น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
หาก คสช.หรือพรรคการเมืองใดก็ตามต้องการเอาชนะพรรคเพื่อไทยจะใช้มาตรการ “กำกัด” หรือ “กำจัด” อย่างเดียวคงไม่ได้

จำเป็นต้อง “ขจัด”

นั่นก็คือ เอาความสำเร็จที่เหนือกว่า ใหญ่กว่า มาทำลายล้างจินตภาพและความฝังใจที่มีต่อพรรคไทยรักไทยและต่อเนื่องมายังพรรคพลังประชาชน พรรคเพื่อไทย

การยุบพรรคจึงแทบไม่มีประโยชน์อะไรเลย

“บิ๊กตู่”เปิดงานเกม นำร้องเพลง”สู้เพื่อแผ่นดิน”เด้งรับไอเดีย’ปันปัน’เปิดศูนย์สู้ข่าวปลอม

“บิ๊กตู่”เปิดงานเกม นำร้องเพลง”สู้เพื่อแผ่นดิน”เด้งรับไอเดีย’ปันปัน’เปิดศูนย์สู้ข่าวปลอม



“ตู่ดิจิทัล”เอาใจคนรุ่นใหม่ สวมบทเกมเมอร์ รับฟังแผนพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล อนุมัติรับหลักการนำไปสานต่อ พร้อมโชว์สกิลเบียดแซงชนะเซียนเกมเปิดงานThailand Game Show 2018
เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 26 ตุลาคม ที่รอยัล พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน กรุงเทพฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ หัวหน้า คสช. สวมบทเกมเมอร์ร่วมกับ นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พี่แป้ง zbing z.หรือ น.ส.นัยรัตน์ ธนไวทย์โกเศส เจ้าของ chanel youtube zbing z. และ น้องปันปัน BNK48 หรือ น.ส.ปัญสิกรณ์ ติยะกร เล่นเกม Super Mario Party ด้วยเครื่อง Nintendo switch 4 Joys หรือ เกมจักรยานมาริโอ ปาร์ตี้ เปิดงาน Thailand Game Show 2018 มหกรรมงานเกมสุดยิ่งใหญ่แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 – 28 ตุลาคมนี้ ที่สยามพารากอน โดยเมื่อนายกรัฐมนตรีเดินมาถึงภายในงานมีเยาวชนส่งเสียงต้อนรับจำนวนมาก ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ยิ้มและโบกมือทักทาย พร้อมทำท่าแด๊บซึ่งเป็นท่าทางที่กำลังฮิตกระแสอยู่ในขณะนี้
โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรี นั่งเก้าอี้เกมมิ่ง สำหรับฮาร์ดคอร์เกมเมอร์ Predator Thronos รับฟังแผนพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลด้วยเกมและไอทีจากมุมมองของเกมเมอร์และตัวแทนคนรุ่นใหม่ ที่มุ่งหวังสานฝันนักเล่นเกมไทย ให้กับอุตสาหกรรมเกม ภายใต้กิจกรรมลุงตู่อยู่กับเกมเมอร์ด้วย
โดยพี่แป้ง zbing z.หรือ น.ส.นัยรัตน์ ธนไวทย์โกเศส เจ้าของ chanel youtube zbing z.เป็นผู้เสนอเสนอเป็นกรมประชาสัมพันธ์ของเยาวชน ให้กับรัฐบาล เพื่อติดต่อสื่อสารกับกลุ่มเยาวชน แบบทันสถานการณ์และเป็นภาษาเดียวกับ ด้านพล.อ.ประยุทธ์ ได้แสดงความเห็นดังกล่าวว่าที่ผ่านมารัฐบาลต้องฟังแนวคิดจากทุกภาคส่วน มาตลอด 4 ปี วันนี้ตนเห็นด้วยกับข้อเสนอนี้ และวันนี้กรมประชาสัมพันธ์มาด้วยก็จะให้ประสานงานต่อไป
ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ยังเห็นด้วยและอนุมัติในหลักการ แผนของ นายกฤต เซ่งเจริญ ที่เสนอให้รัฐบาลจัดอีสปอตเพื่อการท่องเที่ยว เพื่อเพิ่มภาพลักษณ์การท่องเที่ยว ทำให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยเจริญเติบโต และให้รัฐบาลอำนวยการความสะดวกในการจัดการแข่งขัน พร้อมกันนี้ ยังกล่าวกับเยาวชนด้วยว่าอยากขอให้ใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ ไม่ใช้ภาษาไม่สร้างสรรค์ อย่างเช่นในเฟซบุ๊กที่มีการเขียนให้ร้ายกันอยู่ตลอดเวลา
พล.อ.ประยุทธ์ ยังเห็นด้วย กับนายวริศ ตู้จินดา ผู้นำเสนอ ศูนย์รวมไอเดียคนรุ่นใหม่ หรือ โอเอซิส รวมถึงปกป้องไอเดีย ทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งนายกรัฐมนตรี อยากให้ทุกคนมีความสร้างสรรค์ วันนี้รัฐบาลตั้งศูนย์รวม และไอเดียโอเอซิส วันนี้ก็ถือว่าสามารถนำไปเป็นสาขาหนึ่งของดาต้าเช็นเตอร์ได้ อย่างไรก็ตามวันนี้ขอให้ฟังคนที่พูดให้ดี บางคนพูดว่าจะทำนั้นทำนี่ให้ แต่ความจริงทำไม่ได้ทั้งหมด ไม่เหมือนลุง อันไหนทำได้ก็บอก อันไหนทำไม่ได้ก็บอก ดังนั้นอย่าไปเชื่อมากนัก ของให้มองในสิ่งที่เป็นจริง วันนี้มีคนพูดเยอะไปหมด พูดเอาดีเอาสนุกไม่ได้ พูดกันเยอะแยะมากมาก
ขณะที่ น.ส.ปัญสิกรณ์ ติยะกร หรือ น้องปันปัน BNK48 เสนอเรื่องโซเซียลมีเดียที่คนไทยเล่นอินเตอร์เน็ตไม่ต่ำกว่า 9 ชั่วโมง และบางเนื้อหายังบิดเบือน มีข่าวปลอมเกิดขึ้น เสนอการเปิดศูนย์ป้องกันข่าวปลอม โดยเชื่อมโยงกับสำนักข่าวต่างๆ

พล.อ.ประยุทธ์ ยังเห็นด้วยกับแผนนี้ ที่จะเปิดศูนย์ป้องกันข่าวปลอม เพราะปัจจุบันมีแต่ข่าวปลอมเรื่องการเมืองจำนวนมาก แม้จะนั่งอยู่ตรงนี้ ก็มีข่าวบิดเบือนเกี่ยวกับตนเกิดขึ้นอยู่ตลอดแล้ว แต่ก่อนจะตั้งศูนย์ป้องกัน สิ่งสำคัญ คือก่อนการตั้งศูนย์ฯจะต้องสร้างภูมิคุ้มกันและสร้างการเรียนรู้ คนจะเห็นบ้านเมืองเป็นอย่างไรถ้าโพสต์สิ่งไม่ดี จึงอยากให้โพสต์เรื่องดีๆมากกว่าเรื่องให้ร้ายประเทศ เพราะโอกาสแก้ไขเป็นเรื่องยาก จึงขอให้ทุกคนมีภูมิคุ้มกันที่ดีในการโพสต์หรือใช้โซเชียลมีเดีย โดยขอให้ตรวจสอบข่าวที่แชร์ด้วย
โดยพล.อ.ประยุทธ์ ยังกล่าวว่า ดีใจได้มาร่วมงานเกมโชว์ 2018 เพราะแสดงให้เห็นภาพลักษณ์ที่ดี ของคนไทย ที่มีความคิดไม่เป็นรองใคร คนไทยเก่ง แต่ก็มีทั้งคนดีและไม่ดี ซึ่งต้องทำให้คนดีมีที่ยืน โดยรัฐต้องสนับสนุน ซึ่งการเปลี่ยนแปลงไปสู่ยุค 4.0 ในอนาคต รัฐบางหน้าอาจจะมีปัญหาในการใช้อำนาจ แต่ดิจิทัลต้องเข้ามาช่วยบางอย่าง ซึ่งอาจจะดีกว่าเก่า หรือแย่กว่าเก่า
พล.อ.ประยุทธ์ ยังกล่าวขอบคุณทุกคนที่ร่วมจัดงาน ซึ่งกิจกรรมนี้ถือเป็นความพร้อมในการจัดงานของประเทศไทย ซึ่งในปีหน้าประเทศไทยเป็นประธานอาเซียน วันนี้ตนไปหลายประเทศ ทุกประเทศให้ความสำคัญในเรื่องนี้มาก วันนี้รัฐบาลมีการขับเคลื่อนในรูปแบบประชารัฐ ประชาสังคม และคนทุกวัยต้องมาช่วยกันขับเคลื่อน กระตุ้นการเล่นเกมที่สร้างสรรค์ ผู้ผลิตมีการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ มากขึ้น เราสามารถนำไปประกอบการเรียนรู้ได้ จะทำให้ทุกคนมีอาชีพมากขึ้น วันนี้เรากำลังเดินหน้าไปสู่ 4.0 ใช้เทคโนโลยีทั้งสิ้น คนไทยทุกคนต้องปรับตัว ทำงานกับเครื่องจักร หุ่นยนต์ได้ ขออย่าไปเกรงว่าจะตกงานถ้าเรามีการพัฒนาตนเอง
อย่างไรก็ตาม พล.อ.ประยุทธ์ ยังขอชื่นชมเยาวชนทั้ง 4 ท่าน โดยตนจะรับข้อเสนอไปดำเนินการปฏิบัติให้ได้ และทำให้คนไทยพัฒนาอย่างไร อย่างไร้รอยต่อ รวมถึงบูรณาการทางด้านกฎหมาย เพราะทุกอย่างมีทั้งวิกฤติและโอกาส ขอให้พัฒนาอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีอยู่ในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีที่รัฐบาลทำมาตลอด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อนายกรัฐมนตรี พูดมาถึงตอนนี้ ได้กระเซ้าเยาวชน ว่าหลายคนฟังแล้วเริ่มห้าว เดี๋ยวจะโดน หนีมาจากวันศุกร์ก็มาเจอที่นี่ ไม่เป็นไร บันทึกไว้หมดแล้ว ทั้งนี้ทุกคนต้องรู้ว่าตัวเองต้องการอะไร หาตัวเองให้เจอเพื่อจะได้มีงานทำ พร้อมขอให้เยาวชนที่เล่นเกมต่างๆ ใช้เวลาให้เหมาะสม เพราะการเรียนเป็นสิ่งสำคัญ แต่การเรียนรู้ก็ยิ่งสำคัญเช่นกัน ในวันข้างหน้าจะได้นำสิ่งที่เรียนรู้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ ในเรื่องของเทคโนโลยี และเชื่อว่าคนจะมาร่วมงานนี้มาพอสมควร จึงขอให้ใช้โอกาสนี้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ทั้งนี้ ก่อนการเปิดงานนายกรัฐมนตรี ได้นำเพลง “สู้เพื่อแผ่นดิน” มาเปิดให้เยาวชนรับฟังด้วย พร้อมร้องตามด้วย
จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ พร้อมเยาวชนทั้ง 4 คน ได้ร่วมเล่นเกม Nintendo Switch 4 Joys หรือ เกมจักรยานซูปเปอร์มาริโอ ปาร์ตี้ เพื่อเป็นงานเปิดงานดังกล่าว ทั้งนี้ระหว่างเล่นนายกรัฐมนตรีได้สะบัดมือด้านขวาที่ยังคงมีอาการเจ็บ จากนิ้วซ้น รวมทั้งระหว่างเล่นนายกรัฐมนตรีได้แสดงอารมณ์สนุกสนาน กับเกมดังกล่าว แต่เนื่องจากเป็นเกมรุ่นใหม่ของเด็ก ทำให้นายกรัฐมนตรีไม่ถนัด ในการเล่นเกมดังกล่าว แต่ก็ยังสามารถชนะ และเข้าสู่เส้นชัย เพื่อทำการเปิดงานได้สำเร็จ เนื่องจากเยาวชนมีการออมมือหยุดรอก่อนถึงเส้นชัย

เซ็งกันยาวๆ


โครงการรถไฟความเร็วสูงสายกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ระยะทาง 672 กม. ซึ่งกำหนดจะเริ่มก่อสร้างปีหน้า คงต้องเลื่อนการก่อสร้างไปอีกหลายปี
หรือดีไม่ดีอาจต้องล้มเลิกโครงการนี้ไปเลย
ใครที่รอจะนั่งรถไฟชินกันเซ็ง ฟังข่าวนี้แล้วคงเซ็งไปตามๆกัน
“แม่ลูกจันทร์” สรุปย่อๆว่า โครงการรถไฟความเร็วสูงสายกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ วงเงินลงทุนกว่า 4 แสนล้านบาท เป็นโครงการร่วมทุนระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลญี่ปุ่นฝ่ายละ 50 เปอร์เซ็นต์
รัฐบาลโฆษณาว่าโครงการนี้จะใช้รถไฟหัวจรวดชินกันเซ็งของญี่ปุ่น วิ่งด้วยความเร็วสูง 250 กม.ต่อชั่วโมง
แบ่งการก่อสร้างเป็น 2 ช่วง พร้อมเปิดบริการได้ภายใน 5 ปี
ช่วงแรก กรุงเทพฯ-พิษณุโลก ระยะทาง 418 กม.
ช่วงที่สอง พิษณุโลก-เชียงใหม่ ระยะทาง 254 กม.
คิดค่าโดยสารจิ๊บๆแค่ 1,089 บาทต่อเที่ยวต่อคน
ย่นเวลาเดินทางจากกรุงเทพฯถึงเชียงใหม่เพียง 3 ชั่วโมง
ถ้าออกจากกรุงเทพฯ 8 โมงเช้าจะไปถึงเชียงใหม่ทันพระฉันเพล
“แม่ลูกจันทร์” กราบเรียนว่า โครงการนี้รัฐบาลไทยเทียวไล้เทียวขื่อเจรจารัฐบาลญี่ปุ่นมาแล้ว 2 ปีเต็มๆ
เพื่อขอร้องเชิญชวนให้รัฐบาลญี่ปุ่นร่วมลงทุนกับรัฐบาลไทย
แต่รัฐบาลญี่ปุ่นยังลับลวงพรางไม่ยอมตอบโอเค
ล่าสุด นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม ลงทุนนำคณะใหญ่บินไปจับเข่าคุยกับรัฐมนตรีกระทรวงขนส่งของญี่ปุ่นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
ขอคำตอบชัดๆจากรัฐบาลญี่ปุ่นว่าตกลงจะร่วมทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงสายนี้หรือไม่? เมื่อไหร่? อย่างไร?
ปรากฏว่าครั้งนี้ รัฐมนตรีกระทรวงขนส่งญี่ปุ่นมีคำตอบชัดเจน
คือยืนยันว่ารัฐบาลญี่ปุ่นจะไม่ร่วมลงทุนกับฝ่ายไทย
ขอให้รัฐบาลไทยควักกระเป๋าลงทุนเองทั้งงานก่อสร้างโยธา งานระบบอาณัติสัญญาณ การจัดซื้อขบวนรถไฟ และการซ่อมบำรุงครบวงจร
แต่...ถ้ารัฐบาลไทยยังสนใจจะซื้อรถไฟชินกันเซ็งจากญี่ปุ่นอย่างเดิม รัฐบาลญี่ปุ่นพร้อมจะให้รัฐบาลไทยกู้เงินโครงการนี้ด้วยความยินดี
เมื่อรัฐบาลญี่ปุ่นตอบปฏิเสธอย่างนี้ก็เอวัง
รมว.คมนาคม ตัวแทนรัฐบาลไทยก็ผิดหวังอย่างแรง
โครงการร่วมทุนที่วางแผนล่วงหน้าไว้ทุกขั้นตอนต้องเสียเวลาฟรีๆไป 2 ปีเต็มๆ
รถไฟชินกันเซ็ง มันทำเซ็งอย่างนี้แหละโยม
“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่าเหตุผลสำคัญที่รัฐบาลญี่ปุ่นปฏิเสธไม่ร่วมทุนกับรัฐบาลไทย เพราะผลการศึกษาของทีมผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นสรุปว่า โครงการรถไฟความเร็วสูงสายกรุงเทพฯ-เชียงใหม่มีความเสี่ยงสูง
ไม่คุ้มค่าการลงทุน
ประเมินจำนวนผู้โดยสาร และรายได้จากค่าโดยสารยังต่ำกว่าผลตอบแทนทางการเงินบานตะเกียง
ขาดทุนบักโกรกทั้งระยะสั้น และขาดทุนระยะยาว
“แม่ลูกจันทร์” หวังว่ารัฐบาล คสช.จะไม่ดันทุรังใช้เงินภาษีประชาชนกว่า 4 แสนล้านบาท ไปลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงสายกรุงเทพฯ-เชียงใหม่เองทั้งหมด ตามที่รัฐบาลญี่ปุ่นแนะนำ
ทางออกที่ดีที่สุดคือ เก็บโครงการนี้แช่ตู้เย็นไว้ก่อน 10 ปี!!
เพราะโครงการรถไฟความเร็วสูงจีน สายกรุงเทพฯ-โคราช-หนองคาย ที่รัฐบาล คสช.หลวมตัวลงทุนเอง 100 เปอร์เซ็นต์ จะต้องขาดทุนอ่วมอรไทไปอีก 10 ปี 20 ปี
แค่สายเดียวก็สาหัสแล้ว ขืนขาดทุน 2 สายก็ไอซียู.
“แม่ลูกจันทร์”

คิด ‘ท่ายาก’ ไว้แก้เกม


ไม่ติด “โรคเลื่อน” อีกแล้ว เพราะนาทีนี้ เมื่อ “คนคู่ คสช.” ทั้ง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ หัวหน้า คสช. “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ประสานเสียงชัด
ดีเดย์เลือกตั้ง 24 ก.พ.2562 นั่นก็เป็นคำตอบ
ส่วนที่เกิดปัญหาขึ้น โปรแกรมสอบวิชาความถนัดทั่วไป (GAT) และความถนัดทางวิชาการและวิชาชีพ (PAT) ปี 2562 กำหนดช่วงสอบตรงกับวันเลือกตั้งใหญ่ กระทบนิวโหวตเตอร์ที่จะได้เลือกตั้งครั้งแรก 6 ล้านกว่าคน
“เป็นเรื่องของกระทรวงศึกษาที่จะต้องไปดูและเลื่อนวันสอบ ส่วนวันเลือกตั้งยืนยันไม่เลื่อน”
คิว “บิ๊กป้อม” ออกโรงยืนยัน จบปมระแวงวาระแฝงจ้องยืดเลือกตั้ง ทุกขั้วฝ่าย เร่งสปีดกันต่อไปได้
แน่นอน ในห้วงนี้โฟกัสอยู่ที่ 2 ขั้วใหญ่ คือฝ่ายกุมอำนาจรัฐบาลพิเศษ และฝั่งพรรคเพื่อไทยเครือข่ายนายใหญ่ ออกหมัดแย็บลองเชิงกันเป็นชุดๆ
หลังจาก “อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร” โผล่ให้สัมภาษณ์สื่อประเทศญี่ปุ่น ปั่นตัวเลขกวาดแต้ม ส.ส.ทะลุ 300 จน กกต.เด้งรับพี่ใหญ่ คสช. เก็บข้อมูลบี้โยงเพื่อไทย ปล่อยคนนอกค่ายแทรกแซง ครอบงำ
จ่อตั้งแท่น “ยุบพรรค”
แต่ก็อย่างว่า ณ นาทีนี้ยังแค่ “ขู่มา-ขู่กลับ” แย็บเล่นเชิงเก็บคะแนน รอรัวแต้มยกสุดท้ายกันอยู่
อย่างไรก็ตาม ที่หนักหนากว่าน่าจะเป็นฝั่งเพื่อไทย ต้องเตรียมแผนยันเกมบุก ประเมินสถานการณ์ เลวร้ายสุดคือโดนยุบพรรค ไม่เฉพาะจากคิววาจาฝีปาก “นายใหญ่” ทำสะเทือนไปทั้งค่าย
ยังรวมถึงกรณีที่ 9 แกนนำเพื่อไทยวิพากษ์วิจารณ์ห้วงครบ 4 ปีรัฐประหาร ขัดคำสั่ง คสช. ที่อัยการเลื่อนนัดฟังคดีจากปลาย ต.ค.นี้ ไปเป็นวันที่ 28 พ.ย.
ลากเวลาส่งขึ้นเขียงเชือด-ไม่เชือด เพื่อไทยระทึกยาวๆ
งานนี้จึงเป็นอย่างที่เห็น พรรคเพื่อไทยถึงได้เปิดยุทธการ “แตกตัว-แยกค่าย” ตั้งสารพัดยี่ห้อ “เพื่อ” เผื่อเหตุฉุกเฉิน ทั้งเพื่อไทย-เพื่อธรรม-เพื่อชาติ ล่าสุดมี “ไทยรักษาชาติ” ชื่อย่อ “ทษช.” ที่มีคนแปลความ “ทักษิณ ชินวัตร”
นัยว่าเป็นพรรคสำรองของจริง เพราะนาทีนี้ ค่าย “เพื่อธรรม” ก็น่าจะยกให้ “เจ้าแม่วังบัวบาน” ไปลุยสร้างบ้านของตัวเอง ส่วนพรรคเพื่อชาติ ยังมีข้อสงสัยในทีท่า “แกนนำเสื้อแดง-มือขวานายใหญ่”
สแกนความเสี่ยงแล้ว “ไทยรักษาชาติ” จะเป็นอีกค่ายสำรองของจริง
เพียงแต่นาทีนี้ยังไม่ชัด ยุบ-ไม่ยุบ ต้องเร่งบริหารจัดการพรรคเพื่อไทยเป็นโมเดลไว้
แว่วว่าเคาะสูตรแล้ว จะแยกกำลังเป็น “ทัพหน้า-ทัพหลัง”
ในส่วนทัพหน้า “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ถือธงแม่ทัพเปิดเกมรุก นำขุนพลลุยหาเสียงสนามเลือกตั้ง โดยจะไม่เป็นกรรมการบริหารพรรค เพื่อลดความเสี่ยง “ตายยกเข่ง” ส่วนทัพหลังจะเป็นฝ่ายบุ๋น นำโดย “พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์” ที่วางคิวเป็นหัวหน้าพรรคเต็มตัว
โมเดลนี้จะยกไปใช้ค่ายใหม่ด้วย ถ้าเห็นท่าไม่ดี ต้องอพยพไพร่พลหนีตายตามยุทธวิธี “ทิ้งค่ายร้าง”
ทั้งหมดทั้งปวงก็มีดีเดย์สุดท้ายก่อน 26 พ.ย.นี้ เส้นตายสังกัดพรรคไม่น้อยกว่า 90 วัน ถ้ายึดตามโปรแกรมเลือกตั้ง 24 ก.พ.2562 จะเพื่อไทย–เพื่อธรรม–ไทยรักษาชาติ ก็ต้องชัด
ส่วนกรณีถ้าเกิดเหตุ “ทุบ” ในห้วง 90 วันก่อนเลือกตั้ง ยามนี้ไพร่พลนายใหญ่เริ่มคิด “ท่ายาก” ไว้รองรับ
เริ่มมีรายงานทางสื่อถึงแผน “โหวตโน” เพื่อพลิกเกม
ทั้งลากเข้าปมปัญหา จำนวน ส.ส.เปิดประชุมสภาฯ และเป้าหมายต่อเนื่อง เพื่อคืนร่างคืนสถานภาพผู้สมัคร “คนของนายใหญ่” ในพื้นที่ที่ต้องเลือกตั้งใหม่
เป็นสารพัดสารพัน “ท่ายาก” ของขั้วนายใหญ่
นั่นก็ไม่แพ้ “ท่ายาก” ของฝั่งเครือข่ายหนุนอำนาจพิเศษ ที่เตรียมแก้เกม กรณีหากจำเป็นต้องอยู่ในสถานภาพรัฐบาลเสียงข้างน้อย เดินหน้าแค่ไหนแค่นั้น ไปไม่ได้ก็ยุบสภา แบบยุบแล้วยุบอีก
ล้างกันหลายรอบ ให้อีกฝ่ายฝ่อไปเอง
ต่างฝ่ายต่างคิดท่ายากเตรียมไว้แก้เกมกันหลายชุด.

ทีมข่าวการเมือง

วันพฤหัสบดีที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2561

จองตั๋วล่วงหน้าไปแล้ว


ตีปี๊บ ดักคอ ดักทาง กันเซ็งแซ่เลย
ถึงคิว “หมอเหวง” นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำหัวแถวเสื้อแดง นปช. ปฏิบัติการ “พูดแบบเหวงๆ” จี้ปมใหม่ คสช.ต้องเลื่อนการสอบ GAT/PAT ออกไปไม่ให้ตรงกับวันเลือกตั้ง 24 กุมภาพันธ์ 2562
อ้างเหตุผลปนตีกินตามฟอร์ม การกำหนดวันสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ตรงกับวันเลือกตั้งอาจจะเกิดจากความพลั้งเผลอ หรืออาจจะเกิดจากความหวาดกลัวที่คาดการณ์ว่า เยาวชนคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งเริ่มจะใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งแรก จะใช้สิทธิในการเลือกพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย
สรุปภาษาเหวงๆก็คือ ตีกัน คสช.ล็อกคะแนนเด็กรุ่นใหม่ไม่ให้เข้าทาง “ทักษิณ”
อาศัยเด็กเป็นเครื่องมือ “ตีกิน” เกทับบลัฟกดดันกันทางการเมือง
แต่เรื่องของเรื่อง โดยข้อเท็จจริงตามเงื่อนไขสถานการณ์ มันเริ่มเห็นปัจจัยแปรผันแทรกเข้ามา
ในมุมที่เป็นเหตุเป็นผลกับการที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไปพูดย้ำในเวทีประชุมผู้นำเอเชีย-ยุโรป ที่ประเทศเบลเยียม การเลือกตั้งตามโรดแม็ปของประเทศไทยจะเกิดขึ้นแน่ในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า หรืออย่างช้าเดือนพฤษภาคม 2562
ต้องเผื่อเหลือเผื่อขาด โอกาสต้องเลื่อนปฏิทินเลือกตั้ง
การที่ “หมอเหวง” ออกมาเขี่ยปมสอบ GAT/PAT เท่ากับช่วยตอกย้ำความจำเป็นตามสภาวการณ์
“เข้าทาง” หาก คสช.จะเลื่อนคิวเลือกตั้งออกไป
เพราะอย่างไรเสีย โดยน้ำหนักความสำคัญถ้าเทียบกัน เรื่องอนาคตการศึกษาของเด็กต้องสำคัญกว่าเกมอำนาจทางการเมืองของผู้ใหญ่
ในอารมณ์แบบที่ “นายกฯลุงตู่” บอกแค่ว่า เรื่องนี้ต้องมีทางออก โดยมอบหมายให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ไปพิจารณาร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ
ตามรูปการณ์ ถึงตรงนี้กำหนดการเลือกตั้ง 24 กุมภาพันธ์ 62 เริ่มไม่ชัวร์
แต่ไม่ว่าจะเลื่อนเลือกตั้งหรือไม่ ในห้วงเวลาที่แตกต่างกันแค่ 2 เดือนนิดๆ ถึงตรงนี้ไม่มีผลอะไรแล้ว
ตามจังหวะถอดหัวโขน “ทุ่มหน้าตักเดิมพัน” ของรัฐมนตรี “4 กุมาร” ทีมพลังประชารัฐ นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.วิทยาศาสตร์ฯ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รมต.ประจำสำนักนายกฯ จ่อร่อนใบลาออก
ล็อกฤกษ์พานาทีที่ผูกโยงกับเงื่อนเวลาตาม “ไทม์ไลน์” บังคับใช้กฎหมายลูกประกอบรัฐธรรมนูญ
พิธีกรรมตามกฎหมายก็ว่าไป แต่ยังไงก็หนีไม่พ้นถูกมองว่าเชื่อมโยงสั่งการเบื้องหลังได้อยู่ดี
อะไรไม่สำคัญเท่ากับว่า มันยังมี “เหลี่ยมเขี้ยว” แบบที่รองนายกฯวิษณุแบไต๋ โครงการขยายเกษียณอายุราชการจาก 60 ปี ออกไปเป็น 63 ปี ยังไม่มีการเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี และเชื่อว่าจะไม่ทันรัฐบาลนี้ ต้องรอรัฐบาลต่อไป
ในเชิงเทคนิคการบริหารอาจเป็นเรื่องของการต้องทำอย่างรอบคอบ
แต่ในมุมการเมือง โยงกับสถานการณ์เลือกตั้ง มันก็หวังผลได้ อย่างไรเสียบรรดาข้าราชการและพวกที่ลุ้นขยายเกษียณอายุ ก็ต้องเอาใจช่วยทีม “ลุงตู่” กลับมาเป็นรัฐบาล
นี่คือการ “มัดจำ” คะแนนจาก “พรรคข้าราชการ” ทั่วประเทศ
ปฏิเสธไม่ได้ ทีมหนุน “ลุงตู่” มีโอกาสชู้ตประตู ทำคะแนนได้ต่อเนื่อง
ในจังหวะที่อาการของพวกจ้องเบี้ยวก็ลดโทนเฮี้ยวลงไป
ล่าสุด “เดอะมาร์ค” นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พูดถึงโอกาสการจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคพลังประชารัฐหลังเลือกตั้ง โดยยังแทงกั๊กยักท่าตั้งเงื่อนไข
ต้องปรับโทนนโยบายการบริหาร เลิกการรวมศูนย์อำนาจ ปรับยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจ
แต่สังเกตให้ดี “อภิสิทธิ์” ค่อยๆผ่อนดีกรีลงเรื่อยๆ
จากประเดิมเริ่มแรกที่เสียงแข็ง ขึงขัง ตั้งแง่พรรคประชาธิปัตย์จะร่วมรัฐบาลกับ พล.อ.ประยุทธ์ได้ในสถานเดียว “นายกฯลุงตู่” ต้องได้เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น
มันก็แค่ลีลา “ลิเกการเมือง” รำป้อโชว์พ่อยกแม่ยก
เรื่องของเรื่อง เบื้องหลังว่ากันว่า แกนนำขาใหญ่พรรคประชาธิปัตย์แสดงความมั่นอกมั่นใจ ถึงขั้นเอ่ยปากชักชวนทีมข้าราชการ พรรคพวกคนสนิทมาช่วยทำงานตอนนั่งเป็นรัฐมนตรี
แอบตีตั๋วร่วมขบวน “ลุงตู่” ล่วงหน้าไปแล้ว
แนวโน้มโอกาสทอง ถ้าประชาธิปัตย์ยังพลาดก็ตายซากพอดี.

ทีมข่าวการเมือง

โฆษกบรรยากาศ

เทคนิค “บิ๊กตู่” แก้เบื่อ4 ปีกว่า

ไม่เปลี่ยน “นายกฯ”
แต่ ปลด...”เสธ.ไก่อู”
เปลี่ยนบรรยากาศ
สร้าง Look ใหม่

แถลงข่าว ในฐานะโฆษกรัฐบาล ครั้งสุดท้าย.....24 ตุลาคม 2561

“เสธ.ไก่อู” พลโทสรรเสริญ แก้วกำเนิด ไปทำหน้าที่ รักษาการอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ตำแหน่งเดียว

ตั้ง “บี พุฒิพงษ์ ปุณณกันต์” รองเลขาฯนายกฯ ฝ่ายการเมือง เป็น โฆษกประจำสำนักนายกฯ หรือ โฆษกรัฐบาล แทน 

“หลายคนอยากเปลี่ยนบรรยากาศบ้าง 
 ...ผมก็อยากเปลี่ยนบรรยากาศของตนเองบ้างเหมือนกัน...” พลเอกประยุทธ์ แจง....

“...จะได้เปลี่ยนภาพลักษณ์ ลุ้คใหม่หน่อย ไม่เบื่อหน้า นายกฯ เบื่อหรือยัง จะได้หาคนมาชี้แจงแทนนายกฯ....ยัน
พล.ท.สรรเสริญ ไม่ได้บกพร่องอะไรเพียงแต่ เปลี่ยนบรรยากาศ เท่านั้นเอง”

บิ๊กตู่คุยมหาธีร์

(24/10/61)ช่วยไทย ดับไฟใต้ เหมือนที่ไทย เคยช่วยมาเลเซีย ปราบโจรจีนคอมมิวนิสต์

“บิ๊กตู่”คุย  “Mahathir Mohamad” เดินหน้าช่วยไทยแก้ปัญหาชายแดนใต้ เป็น facilitator การพูดคุยต่อ อย่างตรงไปตรงมา /ย้ำ จังหวัดชายแดนใต้เป็น “ปัญหาภายใน “ของไทย  แต่ความร่วมมือจากต่างประเทศ จะทําให้แก้ได้ง่ายขึ้น ยันยึดหลัก รธน.ไทย/ นายกฯมาเลเซีย ลั่น “เราไม่มีปัญหาระหว่างกัน”ขอบคุณไทย เคยช่วย มาเลเซียแก้ปัญหา “จคม.”

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี  พบหารือ กับ นาย Mahathir Mohamad   นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ที่ ทำเนียบรัฐบาล ในการเยือยไมย 24-25 ตค.2561

พลเอกประยุทธ์. ระบุว่า นายมหาธีร์ ถือเป็นรัฐบุรุษ และเป็นผู้นำอาวุโสของภูมิภาคและของโลก และมีผลงานและคุณูปการมากมายในการพัฒนามาเลเซีย รวมถึงสร้างสัมพันธภาพระหว่างไทยกับมาเลเซีย

โดยจะสร้าง “ทศวรรษใหม่แห่งความสัมพันธ์” ระหว่างกัน อีกทั้งในฐานะประเทศเพื่อนบ้าน ไทยและมาเลเซียต้องร่วมมือกันสร้างเสถียรภาพความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน พร้อมขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ร่วมมือกันผลักดันความร่วมมือในกรอบอาเซียน

โดยได้หารือกันค่อนข้างลงลึกใน 3 ประเด็น ได้แก่ 1. การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนใต้ และความร่วมมือด้านความมั่นคง โดยผมได้เล่าถึงนโยบายของรัฐบาลไทยในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ 

โดยฝ่ายไทยถือว่าจังหวัดชายแดนใต้เป็นปัญหาภายใน 

แต่ขณะเดียวกันความร่วมมือจากต่างประเทศก็จะทําให้การแก้ไขปัญหาทำได้ง่ายขึ้น 

ขณะเดียวกัน ผมได้พูดคุยกับนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เกี่ยวกับกระบวนการพูดคุยฯ ที่ฝ่ายมาเลเซียเป็นผู้อำนวยความสะดวกอย่างตรงไปตรงมา 

ซึ่งการพูดคุยจะดำเนินการต่อไปโดยมีมาเลเซียเป็นผู้ประสานงาน และทุกอย่างจะอยู่บนพื้นฐานและกรอบของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 

นอกจากนี้จะขยายความร่วมมือการเสริมสร้างความมั่นคงชายแดน การพัฒนาเศรษฐกิจและประเด็นความมั่นคงในภาพใหญ่ โดยเฉพาะการต่อต้านการก่อการร้ายและแนวคิดสุดโต่ง การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติยาเสพติดและการค้ามนุษย์

2. การพัฒนาเศรษฐกิจและความเชื่อมโยงตามแนวชายแดน โดยตนได้เสนอให้ทั้งสองประเทศยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจขึ้นเป็น”หุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจที่เข้มข้น” 

3. ความร่วมมือในกรอบอาเซียน โดยเฉพาะในปีหน้าที่ไทยจะทำหน้าที่เป็นประธานอาเซียนจึงมีเป้าหมาย ก้าวไปสู่ประชาคมอาเซียนที่เข้มแข็งมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง และประเทศสมาชิกก้าวไปพร้อมกัน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง 

ไทยและมาเลเซียจะทำงานอย่างใกล้ชิดในทุกระดับ เพื่อให้ประชาชนทั้งสองประเทศมีความสงบสุขมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีมีฐานะที่มั่นคงและยั่งยืน รวมทั้งมีการพัฒนาเจริญก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญของการมีเสถียรภาพความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน

Mahathir Mohamad กล่าวว่า ในการเยือนไทยเพราะอยากสร้างความคุ้นเคยกับอาเซียน หลังได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี 

ซึ่งต้องขอขอบคุณนายกฯและรัฐบาลไทยสำหรับการต้อนรับที่อบอุ่น และการพูดคุยอย่างตรงไปตรงมา 

“เราไม่มีปัญหาระหว่างกันและ เรามีประวัติศาสตร์ความร่วมมือในอดีต ซึ่งมาเลเซียเคยมีปัญหา และไทยได้ให้การสนับสนุนเพื่อยุติปัญหานั้น
 ก็ขอขอบคุณไทยในด้านนี้ 

ทั้งนี้ปัจจุบันไทยมีปัญหาชายแดนใต้ เราก็ยินดีที่จะช่วยไทยในทุกด้านเพื่อแก้ไขความรุนแรงและก็มั่นใจว่า ด้วยว่าความร่วมมือของสองประเทศจะทำให้สามารถแก้ไขและลดปัญหานี้ได้ 

และเห็นว่าการแสดงมิตรภาพ ไม่ใช่แค่การพูดคุย แต่ต้องเป็นการปฏิบัติอย่างแท้จริงในฐานะมิตรที่ใกล้ชิด 

นอกจากนี้ในส่วนของการค้าระหว่างไทย-มาเลเซียใน ปี 2018 มีมูลค่าสูงขึ้น 17 เปอร์เซ็นต์ มูลการค้า 14,200 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเราสามารถเพิ่มมูลค้าการค้าได้ เมื่อแก้ด่านศุลกากร ที่ปัจจุบัน มีจุดผ่านแดน 4 ด่าน ที่รัฐกลันตัน 2 ด่าน และรัฐเคดาห์ และรัฐเปอร์ลิส

นอกจากนี้มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างลังกาวีและสตูล มีการแลกเปลี่ยนนักท่องเที่ยว ซึ่งความร่วมมือดังกล่าวจะสร้างความเจริญรุ่งเรืองของสองประเทศ เราควรพัฒนาการค้าระหว่างประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกการไปมาหาสู่ของประชาชนทั้งสองฝ่าย เพื่อที่จะบรรลุตามเป้าหมายนี้ 

โดยเราจะเปิดด่านศุลกากร 24 ชั่วโมง เพื่อไม่ให้เกิดความล่าช้าในการขนส่งสินค้า และเราจะมีการสร้างสะพาน 2 สะพานข้ามแม่น้ำโก-ลก ที่เชื่อมกับรัฐกลันตัน

 อย่างไรก็ตามปัจจุบันมีปัญหาเส้นทางถนน เชื่อว่าแก้ไขปัญหานี้ได้ และเราพร้อมที่จะสนับสนุนกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขในจังหวัดชายแดนใต้ที่มีอุปสรรค ในทุกทางที่เป็นไปได้ 

อย่างกรณีประชาชนถือ 2 สัญชาติ ต้องมีความพยายามแก้ไข เพื่อไม่ให้เกิดการค้ามนุษย์และการขนส่งสินค้าที่ผิดกฎหมาย

เราเห็นว่าประชาคมอาเซียนมีความแข็งแกร่ง มีประชากรกว่า 600 ล้านคน และด้วยความต้องการทางทรัพยากรต่างๆ อาเซียนควรเป็นตลาดภายในของทุกประเทศ โดยเราจะหารือประเด็นดังกล่าวในการพูดคุยอาเซียนครั้งต่อไป 

เชื่อว่าในความพยายามจะบรรลุเป้าหมาย ด้วยการที่ผู้นำควรร่วมกันหารือบ่อยครั้ง และในระดับผู้แทนควรจะหารือเพื่อแก้ปัญหาเล็กๆน้อยๆระหว่างกัน เชื่อว่าเราจะสามารถยกระดับกระบวนการต่างๆในการข้ามพรมแดน 

ทั้งนี้ส่วนตัวยินดีอย่างยิ่งที่จะสร้างมิตรภาพกับ พล.อ.ประยุทธ์ เชื่อว่าผู้นำที่มีความใกล้ชิดระหว่างกันจะช่วยให้สามารถบรรลุเป้าหมายได้อย่างสำเร็จ

พูดคุยสันติสุขรอบใหม่เข้าช่อง fast track มาเร็วเคลมเร็ว

พูดคุยสันติสุขรอบใหม่เข้าช่อง fast track มาเร็วเคลมเร็ว ผู้อำนวยความสะดวกมาเลย์คนใหม่ ตันศรี ราฮิม นัวร์ สายตรงนายกมาเลย์ เลือกมากับมือให้มาประสานการพูดคุยรอบใหม่ มีกรอบเวลาทำงานไม่เกิน สองปี ซึ่งเป็นช่วงที่มหาเธร์มีเวลาทำงานครึ่งเทอมแรกก่อนส่งไม้ต่อให้อันวาร์ อิบราฮิม 
ราฮิม นัวร์ มั่นใจระหว่างหารือนอกรอบเช้านี้กับ พล.อ.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ หน.คณะพูดคุยสันติสุข การพูดคุยรอบใหม่จะบรรลุสันติสุขในพท.ภายในกรอบเวลาหนึ่งปี กล่าวระหว่างแถลงข่าวการพูดคุยครั้งนี้จะเป็นยุคสมัยใหม่new era ของการสร้างสันติสุขในจชต.บอกก่อนเดินทางมาได้มีโอกาสพูดคุยกับนายกมหาเธร์ ที่เล่าให้ฟังถึงความตั้งใจสร้างให้เกิดสันติสุขในพท.ชายแดน ยอมรับการก่อเหตุร้ายของบีอาร์เอนในจชต.ถือเป็น security threat ภัยความมั่นคงที่มาเลย์พร้อมร่วมมือแก้ไขปัญหา เหมือนช่วงเหตุการณ์ปี2532 ที่รัฐบาลไทยช่วยมาเลย์แก้ปัญหาจคม.พรรคคอมมิวนิสต์มาลายาจนมีการลงนามข้อตกลงสันติภาพปลายปี 2532
ระหว่างหารือ บิ๊กเมาถูกตันศรีราฮิม สอบถามจะเริ่มกระบวนการพูดคุยได้เมื่อไหร่ พล.อ.อุดมชัยตอบทันที ให้เร็วที่สุด หากสัปดาห์หน้านัดตัวแทนกลุ่ม hard core คุยได้ พร้อมเดินทางไปมาเลย์ทันที ได้ข้อยุติเบื้องต้น มาเลย์รับประสานตัวแทนbrnมาพูดคุยในสัปดาห์หน้า
การพูดคุยรอบใหม่จะแบ่งเป็นสองกลุ่ม บิ๊กเมา ชี้แจงตันศรีราฮิม ถึงroadmap ที่วางไว้ การพูดคุยกับกลุ่ม hard core เพื่อชี้แจงข้อเสนอของบีอาร์เอนที่เสนอก่อนหน้านี้ห้าข้อ และทำความเข้าใจต่อนโยบายของรัฐบาล
บิ๊กเมาตอบคำถามตันศรีราฮิม นัวร์ เรื่องการหยุดยิง ระหว่างพูดคุยสันติสุข พล.อ.อุดมชัย แจงไม่มีความจำเป็นต้องหยุดยิงระห่างการพูดคุย เพื่อให้การพูดคุยเดินหน้า ขณะที่ฝ่ายความมั่นคงปฏิบัติหน้าที่ตากปกติ
หากตันศรี ราฮิม จัดให้ตัวแทนhardcoreมาพูดคุยได้ในสัปดาห์หน้า อย่างที่รับปาก ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ ตลอด่ช่วงห้าปีของการพูดคุย ดุลเล่ะห์ แวมานอ ไม่ยอมร่วมเจรจา ผู้อำนวยความสะดวกคนก่อน ซัมซามิน กดดันอะไรไม่ได้ ...
ต้องไม่ลืมว่าตันศรีราฮิม เป็นอดีตผู้การสันติบาล รับรู้สถานการณ์ในพท.ชายแดนอย่างดี มหาเธร์ไฟเขียวมาเอง ตันศรีเดินหน้าเต็มสูบ...i have confidence ..ตันศรีพูดชัดเจนระหว่างแถลงข่าว...นิว18...

ศาลจำคุก10ปี-ตลอดชีวิต’13โจ๋’ร่วมฆ่านศ.ศิลปากรไขควงเเทงขมับดับ

ศาลจำคุก10ปี-ตลอดชีวิต’13โจ๋’ร่วมฆ่านศ.ศิลปากรไขควงเเทงขมับดับ ป้าลั่นไม่อโหสิกรรม
วันที่ 24 ตุลาคม 2561
เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม ที่ห้องพิจารณา 701 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อ.1756/2560 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 4 เป็นโจทก์ฟ้องนายกรกนก หรืออาร์ท วรัญญสาธิต กับพวกรวม 14 คนเป็นจำเลยในความผิดฐานร่วมกันฆ่าและทำร้ายผู้อื่นจนถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288,290 ฯลฯ
กรณีเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2560 พวกจำเลยได้บุกเข้าไปในห้องพักเลขที่ 13 หอพักบ้านเกรียงไกร เลขที่ 153/2 ม.5 ต.สามพระยา อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี โดยจำเลยที่ 1,2,4,7 และ13 ร่วมกันเจตนาฆ่านายธีรพงศ์ หรือปอนด์ ฐิติฐาน อายุ 24 ปี นักศึกษาชั้นปีที่ 4 มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตเพชรบุรีโดยใช้ร่วมกันทำร้ายร่างกาย และใช้ไขควงปลายแหลมเป็นอาวุธแทงที่ขมับด้านขวาทะลุผ่านศีรษะ เข้าไปในเนื้อสมองจนถึงแก่ความตาย
นอกจากนี้จำเลยที่ 3,5,6,10,12,14 ยังร่วมกันทำร้ายร่างกายนายธีรพงศ์ กับเพื่อนๆ อีก 3 คนได้รับบาดเจ็บสาหัส ชั้นพิจารณาพวกจำเลยให้การปฏิเสธ คงมีจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ
โดยชั้นพิจารณา นายเดชาธร หรือไบร์ท มูลมณี จำเลยที่ 2 เพียงคนเดียว ที่ไม่ได้รับการประกันจึงถูกคุมขังในจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพ ซึ่งวันนี้ศาลเบิกตัวมาจากเรือนจำ
ขณะที้ศาลพอเคราะห์พยานหลักฐานแล้ว เห็นว่า มีประจักษ์ที่อยู่ในห้องเกิดเหตุ , ที่หอพัก และผู้บาดเจ็บ รวมทั้งวงจรปิดหน้าหอพัก-สถานที่ตามเส้นทางรถยนต์พวกจำเลยขับผ่าน และเจ้าหน้าที่ตำรวจ เบิกความสอดคล้องว่า จำเลยที่ 1-13 ร่วมกันบุกรุกเข้าไปในห้องผู้ตาย และรุมทำร้าย โดยจำเลยที่ 1 ล็อกคอผู้ตาย แล้วจำเลยใช้ไขควงแทงขมับจนเสียชีวิตในเวลาต่อมาขณะถูกส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาล
จึงพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต นายกรกนก หรืออาร์ท วรัญญสาธิต จำเลยที่ 1สถานเดียวฐานฆ่าผู้อื่นฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.288
นายเดชาธร หรือไบร์ท มูลมณี จำเลยที่ 2 ให้จำคุก 25 ปี 6 เดือน ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นฯ ม.288 และบุกรุกโดยมีเหตุฉกรรจ์ ม.365 (1)(2)(3)
ส่วน ส.ต.ชรินทร หรือบิ๊ก แก่สาร จำเลยที่3, นายภาคิน หรือมิค เสือนาค จำเลยที่10, นายอธิบ หรือซิม กุญแจทอง จำเลยที่ 12ให้จำคุก 1 ปี ฐานบุกรุก
และนายญาณวัฒน์ หรือปาร์ม ทิพย์เที่ยงแท้ จำเลยที่ 4 , นายเรวัติ หรือเต้ย วงศ์ขยาย จำเลยที่ 5 , นายกฤตนันท์ หรือปาล์ม เนียมเงิน ตำเลยที่ 6 , นายศุภสิทธิ์ หรือแป้ง ตีท้วม จำเลยที่ 11 ให้จำคุก 11 ปี
ฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนได้รับอันตรายฯ ม.290 และบุกรุก โดยส่วนของนายญาณวัฒน์ จำเลยที่ 4 ให้นับโทษคดีที่ศาลหัวหินด้วยอีก 1 เดือนรวมจำคุกเฉพาะ จำเลยที่ 4 เป็นเวลา 11 ปี 1 เดือน
สำหรับนายเศรษฐา หรือเปิ้ล อุปถัมภ์ จำเลยที่7 , นายธีราพัฒน์ หรืออั้ม โพธ์สุทธิ์ จำเลยที่8 , นายธีรธานนท์ หรือนนท์ ทัพนาค จำเลยที่ 9, นายชินกิตติ์ หรือ อกิต อรรถวรรธน จำเลยที่ 13 จำคุก 10 ปี 6 เดือน ฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนได้รับอันตรายฯ ม.290 และบุกรุก
และให้จำเลยที่ 1-13 ร่วมกันชดใช้เงินค่าเสียหายแก่เจ้าของหอพักโจทก์ร่วมที่ 1 ด้วย 150,000 บาท กับชดใช้ผู้บาดเจ็บโจทก์ร่วมที่ 2 จำนวน 125,000 บาท , โจทก์ที่ 3 จำนวน 95,000 บาท และมารดาผู้ตาย โจทก์ร่วมที่ 4 จำนวน 6,870,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 25 ก.พ.60 (วันเกิดเหตุ)
โดยพิพากษายกฟ้อง น.ส.มาริสา หรือลูกหมี เงินทอง จำเลย 14 เพราะวันเกิดเหตุไม่ได้ลงจากรถยนต์พวกจำเลยเข้าไปในห้องเกิดเหตุ
นางอรุณี ดีสุวรรณ ป้าของนายธีระพงษ์ ฐิตะฐาน หรือ น้องปอนด์ นศ.มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตเพชรบุรี วัย 24 ปีถูกกลุ่มวัยรุ่น ในพื้นที่ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี ใช้เหล็กไขควง แทงที่ศีรษะเสียชีวิต ภายในหอพัก เหตุเกิดเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2560 เปิดเผยหลังฟังคำพิพากษาของศาล ว่า วันนี้ศาลได้ให้ความยุติธรรมที่สุดแล้ว เบื้องต้นครอบครัวพอใจกับผล โดยจะไม่ยื่นอุทธรณ์คดีต่อ แต่หากฝ่ายจำเลยยื่นอุทธรณ์ ก็เป็นเรื่องของอีกฝ่าย
ทั้งนี้ยันไม่ขออโหสิกรรมให้ ขอให้คนที่ฆ่าหลานตนเองไปรับโทษ ตามกฎหมายส่วนศพน้องที่ขณะนี้ยังแช่อยู่ในโลงเย็นที่บ้าน ในจังหวัดชุมพร หลังจากนี้ จะยังรอดูจนกว่าคดีจะสิ้นสุดจริงในชั้นศาล แล้วจะพิจาณาเรื่องการฌาปนกิจต่อไป แต่เบื้องต้น แม่ยังทำใจไม่ได้ ทุกวัน กลับจากทำงานยังกลับมาเปิดดูหน้าลูกชายในโลงทุกวัน
ส่วนหากน้องปอนด์ฟังอยู่ อยากบอกว่าให้น้องไปสู่สุขคติ และไปยังภพภูมิที่ดี ชาติหน้ามีจริงขอให้เกิดมาเป็นคนในครอบครัวอีก
ต่อมาญาติของจำเลยที่ 1,3 – 13 รวม 12 คน ได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์ มูลค่าคนละ 7 แสนบาทขอปล่อยชั่วคราว
ส่วนนายเดชาพล หรือไบร์ท มูลมณี จำเลยที่2 ไม่ยื่นขอประกันตัว
อย่างไรก็ตามศาลพิจารณาแล้ว ในส่วนของ นาย กรกนก หรืออาร์ท วรัญญสาธิต จำเลยที่ 1 เห็นควรส่งคำร้องขอปล่อยชั่วคราวให้ศาลอุทธรณ์ พิจารณาสั่งประกันต่อไป
ส่วนจำเลยที่เหลืออีก 11 คนคือ จำเลยที่ 3 – 13 ศาลอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวคนละ 7 แสนบาท ระหว่างอุทธรณ์
#มติชน

"ชาติไทยพัฒนา"เผย "หนูนา-ประภัตร" คุมพรรค สอดรับบิ๊กเนมเข้าพรรค "ท็อป" ยันรุ่นใหม่ในพรรครับได้

"ชาติไทยพัฒนา"เผย "หนูนา-ประภัตร" คุมพรรค สอดรับบิ๊กเนมเข้าพรรค "ท็อป" ยันรุ่นใหม่ในพรรครับได้


เมื่อวันที่ 22 ต.ค. แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) หลายคนได้เดินทางมายังที่ทำการพรรคเพื่อหารือเกี่ยวกับประชุมใหญ่ของพรรคที่จะมีขึ้นในวันที่ 26 ต.ค.

นายประภัตร โพธสุธน แกนนำพรรค ปฏิเสธให้สัมภาษณ์ถึงการเข้ารับตำแหน่งเลขาธิการพรรค ระบุเพียงว่า ไม่มีอะไร ขอให้รอการประชุมใหญ่สามัญของพรรค วันที่ 26 ต.ค.นี้

ด้าน นายวราวุธ ศิลปอาชา แกนนำคนรุ่นใหม่พรรคชทพ. กล่าวถึงกรณีที่มีข่าวว่าน.ส.กัญจนา ศิลปอาชา จะมาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค และนายประภัตร จะมาเป็นเลขาธิการพรรค ว่า ก่อนหน้านี้อดีตนักการเมืองที่เป็นผู้ใหญ่ของในวงการการเมืองยังไม่ได้มีความชัดเจนในการจะเข้ามาร่วมกับพรรคหรือไม่ แต่เมื่อขณะนี้มีความชัดเจนแล้ว ในพรรคจึงต้องมีการปรับกระบวนทัพก่อนเข้าสู่การเลือกตั้งเต็มตัว เพื่อให้สอดรับกับการที่จะมีผู้ใหญ่เข้ามา เพราะเมื่อผู้ใหญ่ที่อยู่ในวงการเมืองหลายๆ ฝ่ายให้ความวางใจพรรค ชทพ.มากขึ้น จึงเป็นการให้ความมั่นใจ ทำให้พรรคหนักแน่นและเข้มแข็งมากขึ้น ตนต้องขอบคุณ ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติทางการเมือง

นายวราวุธ กล่าวว่า ส่วนกรณีที่เดิมเคยชูคนหนุ่มรุ่นใหม่แล้วมามีการเปลี่ยนแปลงนั้น ถือว่าไม่ใช่เรื่องที่มีปัญหา เพราะตนและน้องๆ ทุกคนยังทำงานในพรรค เพื่อให้เป็นอย่างที่เคยพูดว่า พรรคนี้คนรุ่นเดิมกับคนรุ่นใหม่ต้องทำงานผสมผสานกัน ไม่ได้ต่างอะไรกับที่เคยพูดไป ที่สำคัญที่สุดองค์กรคือ พรรค ชทพ. ทั้งนี้ ขอให้ไปดูวันที่ 26 ต.ค. ว่าคณะกรรมการบริหารพรรคที่จะออกมาอย่างเป็นทางการนั้นจะมีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร

เมื่อถามว่า วันที่ 26 ต.ค. จะมีบิ๊กเซอร์ไพร์สซ้ำอีกหรือไม่ นายวราวุธ กล่าวว่า จะมีใครมาเติมหรือไม่อย่างไร ต้องรอวันที่ 26 พ.ย. ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่ทุกคนจะต้องมีพรรคสังกัดเพื่อลงสมัครสส. ซึ่งเป็นไปตามกำหนดกรอบ 90 วันของกฎหมาย

เมื่อถามถึงกระแสข่าวว่านายสุชาติ ตันเจริญ แกนนำกลุ่มบ้านริมน้ำ อาจมาร่วมกับพรรค ชทพ. นายวราวุธ กล่าวติดตลกว่า ตนไม่ทราบ สงสัยจะเป็นข่าววงใน แต่บางทีเป็นไปได้ว่า มีอดีต ส.ส.ไปทางไหนแล้วโควตาเต็ม ก็เกิดการยักย้ายถ่ายเทของผู้สมัครก็เป็นไปได้ แต่สำหรับกรณีนายสุชาตินั้นตนยังไม่ได้ข่าวแต่อย่างใด