PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันจันทร์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2561

เจาะเหลี่ยม “ทักษิณ” แก้เกมโหดสกัด “เพื่อไทย”

แตกพรรค หรือ แพแตก
สัญญาณฤดูกาลผันผ่านไปอีกปี
ตามประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา ประเทศไทยเข้าสู่หน้าหนาวอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2561 เป็นต้นไป
ในขณะที่ปฏิทินเวลากำลังย่างเข้าสู่ห้วงท้ายปลายปี
ตามจังหวะนับถอยหลังไปสู่การเลือกตั้ง โดยสถานการณ์โรดแม็ปทางการเมืองที่ผูกโยงกับการบังคับใช้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 11 ธันวาคม 2561
และดีเดย์เข้าคูหากาบัตร วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562
นั่นหมายถึง “ระยะปลอดภัย” การแต่งตัวลงสนามเลือกตั้งต้องพร้อมภายในปลายเดือนพฤศจิกายน
“เดดไลน์” กำหนดเส้นตายของคนที่จะตีตั๋วไปต่อ
ตามเงื่อนไขสถานการณ์ที่ล้อกับสัญญาณจาก คสช. โดย “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม แบะท่าจะทำการ “ปลดล็อก” การเมืองในช่วงดังกล่าว
เพื่อให้นักเลือกตั้งทุกป้อมค่ายขยับทำกิจกรรม หาเสียงกันได้เต็มสูบ
เข้าโหมดโรมรันพันตูกันอย่างเต็มรูปแบบ
และน่าจะเป็นเงื่อนเวลาตามนัดหมาย ทีมรัฐมนตรี “4 กุมาร” พรรคพลังประชารัฐ ประกอบด้วยนายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.วิทยาศาสตร์ฯ นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รมต.ประจำสำนักนายกฯ จะร่อนใบลาออกจากตำแหน่ง
แสดงสปิริต หนีข้อครหาเอาเปรียบคู่แข่ง
ถอดสูทรัฐมนตรี ใส่เสื้อนักการเมืองยี่ห้อพลังประชารัฐ หาเสียงเลือกตั้งแบบ FULL TIME เต็มเวลา
ต่อเนื่องกับช็อตที่ต้องจับตา พระเอกตามท้องเรื่องอย่าง “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ก็มีคิวเฉลยคำตอบสุดท้ายอย่างเป็นทางการ
รับเทียบเชิญเป็น 1 ในบัญชี “นายกฯพรรค” ของค่ายพลังประชารัฐ
ตามปรากฏการณ์นำร่องแบบที่เพิ่งมีการสลับฉาก “โฆษกรัฐบาล” ด้วยการให้นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองเลขาธิการนายกฯ มารับหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกฯ แทน “เสธ.ไก่อู” พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด ที่ไปนั่งเป็นอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์เพียงหน้าที่เดียว
โดยจังหวะหัวเลี้ยวหัวต่อเข้าโหมดเลือกตั้ง มันคือการปรับโทนจากทหารเป็นนักการเมือง
เคลียร์ภาพ “นายกฯลุงตู่” ให้กลมกลืนเป็นทีมงานพลเรือน
อาศัยเชิงตอบโต้แบบลีลาทางการเมือง เน้นเหลี่ยมรับแรงกระแทก “ตัดแต้ม” คะแนนนิยม
เรื่องแบบที่ทหารไม่ถนัดเท่านักเลือกตั้งอาชีพ
ตามรูปการณ์ที่สะท้อนเลยว่า ทีมหนุน “นายกฯลุงตู่” เดินหมากแข่งกับเงื่อนเวลาโรดแม็ปที่บีบกระชั้นเข้ามา ต้องบริหารราชการแผ่นดินไปด้วย บริหารกระแส ความนิยมไปพร้อมๆกัน
เน้นเก็บแต้มแบบละเอียดทุกช็อต ผิดฟอร์มรัฐบาลท็อปบูตทั่วไป
ไม่ได้พึ่ง “แต้มต่อ” ที่ถือไว้ในมือในฐานะฝ่ายคุมอำนาจรัฐเพียงอย่างเดียว
นั่นก็เพราะเดิมพันมันอยู่ที่ คสช.จะปล่อย “เสียของ” อีกไม่ได้
และมันยังมีอะไรให้ต้องออกกำลังลากเป้ากวาดที่นั่ง ส.ส.ให้สูงกว่าแค่มีสิทธิเสนอชื่อนายกฯเท่านั้น
เพราะถ้ายึดกันตามกติการัฐธรรมนูญ แน่นอนว่า เสียงข้างมากในสภาสำคัญต่อความชอบธรรมในการจัดตั้งรัฐบาลหนุน พล.อ.ประยุทธ์ ตีตั๋วไปต่อ
แต่จะหล่อกว่านั้น ถ้าพรรคหนุน “นายกฯลุงตู่” ยึดแป้นอันดับหนึ่ง
ถึงจุดยี่ห้อพลังประชารัฐกวาดเสียงในสนามเลือกตั้ง ได้สิทธิจัดตั้งรัฐบาลอย่างเด็ดขาด เสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ขึ้นแท่นนายกรัฐมนตรีอย่างสง่างาม
ฝ่ายต่อต้านเถียงไม่ออก ปลุกกระแสต้านยังไงก็ไม่ติด
และอานิสงส์จะส่งต่อให้การบริหารประเทศเดินหน้าฉลุยหลังการเลือกตั้ง
นี่คือคำตอบที่ทีมหนุน “นายกฯลุงตู่” ต้องติดเครื่องพรรคพลังประชารัฐมาลุยกวาดแต้มเป็นฐานต้นทุนชัวร์ๆให้ตัวเอง มากกว่าจะพึ่งจมูกคนอื่นหายใจ
ในอาการแบบที่เห็นๆ บรรดาตัวแปร ไล่ตั้งแต่ยี่ห้อประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย ไปยันชาติไทยพัฒนา
ต่างอยู่ในโหมดของการ “แทงกั๊ก”
ถ้าทีมหนุน “ลุงตู่” โกย ส.ส.มาเป็นที่หนึ่ง ก็ไม่ต้องกวักมือเรียกใคร แห่มากันเอง
โจทย์ของ “พลังประชารัฐ” แค่ทำแต้มให้เข้าเส้นชัยอันดับแรก สถานการณ์การตีตั๋วต่อของ พล.อ.ประยุทธ์ก็แทบจะจบข่าวทันที
ไม่ต้องลุ้นแข่งจับขั้วกับใครให้วุ่นวาย
ตรงกันข้ามกับโจทย์ยากที่สลับซับซ้อน ภายใต้เงื่อนไขสถานการณ์ที่แชมป์เก่าอย่างพรรคเพื่อไทยกำลังตกที่นั่งลำบาก จากกฎกติการัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นใจ แถมคนในพรรคก็ไม่เป็นทีม
สภาพการณ์ที่ “นายใหญ่” อย่างอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ต้องแก้สมการหลายชั้น
อันดับแรกเลย รองรับเหตุฉุกเฉินโดน “ยุบพรรค” ทั้งจากเหตุที่แกนนำพรรคเพื่อไทยเล่นบทห้าวเป้ง เคลื่อนไหวแถลงข่าวผิดกฎหมายความมั่นคง และมาเพิ่มอีกกระทง จากการเคลื่อนไหวของอดีตนายกฯทักษิณที่ให้สัมภาษณ์สื่อต่างชาติ เข้าข่าย “บุคคลภายนอก” ครอบงำกิจกรรมพรรค
2 ช็อตชัดๆที่ไหลเข้าเหลี่ยม “กับดัก”
โอกาสโดน “หักดิบ” ล้างน้ำสาม ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด
แรงเสียดทานภายนอกต้องลุ้นพลิกคว่ำพลิกหงาย ไหนจะสถานการณ์ “สนิมเนื้อใน” สะท้อนจากปรากฏการณ์ที่ “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เจ้าแม่เมืองกรุง ไปเปิดตัวในฐานะผู้ถือธงนอมินีภาค 3 ในการเปิดสาขาพรรคที่อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่
บ้านเกิดของ “ทักษิณ” ฐานที่มั่นตระกูลชิน
แต่ไม่ปรากฏกายของ “เจ๊แดง” นางเยาวภา
วงศ์สวัสดิ์ น้องสาว “นายใหญ่” ร่วมงานแต่อย่างใด
ตอกย้ำอาการทางใจ “ศึกเจ๊” ไม่ใช่เรื่องที่คนนอก “มโน” ไปเอง
และนั่นยังลามไปถึงศึกน้องสามีกับพี่สะใภ้ ในมุมแบบที่โยงเส้นสาย “เจ๊หน่อย” ถือตั๋วของ “นายหญิง” มาคุมพรรคเพื่อไทย แต่เจอแรงต้านอย่างแรงจากน้องสาว “นายใหญ่”
สมบัติการเมืองของตระกูลเคลียร์กันไม่ลงตัว
ยังไม่นับการทับซ้อนกันของนักการเมืองพรรคเพื่อไทยกับแกนนำมวลชนเสื้อแดง นปช. ที่ต่างฝ่ายต่างไม่มีหลักประกันความชัวร์ในการลงสมัคร ส.ส.พะยี่ห้อ “ทักษิณ”
แย่งซีน เบียดโควตากันหลายจังหวัดหลายพื้นที่
หนีตายคดียุบพรรค เลี่ยงเกมปะทะ “ศึกเจ๊” แตกตัวหนีไปหาเขตลง ส.ส.
ตามเงื่อนไขสถานการณ์ที่จ่ออยู่ตรงหน้า ปัจจัยเหตุที่มาของยุทธการแตกพรรค แตกทัพ แยกย้ายพรรคสาขาพรรคเพื่อไทยไปเป็นป้อมค่ายสำรอง
สารพัดยี่ห้อ เพื่อธรรม เพื่อชาติ และที่มาแรงสุดคือพรรคไทยรักษาชาติ ภายใต้ชื่อย่อ “ทษช.” ให้คล้องกับ “ทักษิณ ชินวัตร” จัดให้สาวกรู้กันเลยพรรคของ “ทักษิณชัวร์”
โดยยุทธศาสตร์ “แตกพรรค” ที่แฝงอาการ “แพแตก”
แยกไม่ออก ระหว่างเหลี่ยมของ “โคตรเซียน” เลือกตั้ง วางแผนเดินหมากแก้เหลี่ยมเกมกติกาที่สกัดพรรคเพื่อไทย ปิดทาง “ทักษิณ” กลับมาทวงคืนอำนาจ
หาโอกาสเล็ดลอดกับดักจนได้ แบบที่เจ้าตัวประกาศโชว์ความมั่นใจ ลูกข่ายฝ่ายประชาธิปไตยจะได้เกิน 300 ที่นั่ง ทำให้ฝั่งของ “ลุงตู่” เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย
กับอีกอารมณ์หนึ่ง มันเริ่มถึงทางตัน
ตามรูปการณ์ “นายใหญ่” แค่อ้างอิงกระแสบุญเก่า เทียบกับอีกฝ่ายที่อยู่บนฐานอำนาจปัจจุบัน ถือไพ่แต้มเด็ดตามกติการัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติ
เลือกตั้งรอบนี้ ถึงแม้ “นายกฯลุงตู่” แพ้เป็นเสียงข้างน้อย แต่ได้ 250 ส.ว.หนุนเป็นนายกฯ ก็มีสิทธิยุบสภาเลือกตั้งใหม่ เลือกแล้วยุบ ยุบแล้วเลือก จนกว่า “ทักษิณ” จะหมดแรงไปเอง
เหลี่ยมเก่ง “ทักษิณ” โดน “แก้ทาง” มาหมดแล้ว
แนวโน้มแบบที่ทีม “นายใหญ่” ต้องโยนมุก “โหวตโน” มาเขย่าเกมเลือกตั้ง
เรื่องของเรื่องถึงตรงนี้ แม้แต่ลูกข่าย “ทักษิณ” เองก็ยังเริ่มเอะใจ “นายใหญ่” จะสู้จริงแค่ไหน
ภายใต้เงื่อนไขจำกัด ท่อน้ำเลี้ยงโดนบล็อก หมดตัวจ่าย ใช้มุกยืมเงินเพื่อนแทงไฮโลไม่ได้
ต้องควักทุนหน้าตักเอง กับอารมณ์เศรษฐีขี้เหนียว ฟอร์มนักธุรกิจลงทุนต้องได้กำไร
แนวโน้มเลือกตั้งไปแล้วเสี่ยงสูญเปล่า
มันก็น่าจะพอเดาคำตอบ “นายใหญ่” ได้ระดับหนึ่ง.
“ทีมการเมือง”

แค่ขู่ก็หลอนกันยกพรรค

มีบิ๊กเซอร์ไพรส์ให้ฮือฮา

ช็อตเปิดตัว “บิ๊กบัง” พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตหัวหน้า คมช. ยอมสลายค่ายมาตุภูมิ ขนลูกทีมไปรวมร่างเข้าสังกัดพรรคชาติไทยพัฒนา
ดีลลับๆ ดึงตัวกันมาแบบเงียบๆ ชนิดไม่มีข่าวหลุดให้ระแคะระคายมาก่อน เพื่อมาช่วยเพิ่มแต้มในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้
เจเนอเรชันใหม่ชาติไทยพัฒนาผสมผสานเลือดเก่า–เลือดใหม่สู้ศึกเลือกตั้ง
มี “หนูนา” กัญจนา ศิลปอาชา ขึ้นชั้นเป็นหัวหน้าพรรคสืบทอดอำนาจต่อจากรุ่นพ่อ นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกรัฐมนตรี และ ประภัตร โพธสุธน ผู้แทนรุ่นลายครามจากเมืองสุพรรณ นั่งแท่นเลขาธิการพรรค
โดยมีสายแข็งอย่างตระกูล “สะสมทรัพย์” แห่งนครปฐมมาร่วมเติมความแข็งแกร่งอีกทาง
ค่ายปลาไหลฟอร์มทีมคึกคัก สืบทอดอุดมการณ์ “สัจจะ–กตัญญู” แต่ยังคงคอนเซปต์เป็นพันธมิตรกับทุกขั้ว ตีตั๋วจองร่วมรัฐบาลไว้ล่วงหน้า ไม่ว่าฝ่ายใดชนะการเลือกตั้ง
ขณะที่ฟาก “ลุงกำนัน” สุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) กำลังสาละวนนำลูกทีมเดินคารวะแผ่นดิน ตระเวนพบชาวบ้านตามพื้นที่ต่างๆในเมืองกรุง และเตรียมจ่อคิวเดินสายไปต่างจังหวัด
อาศัยเหลี่ยมเขี้ยวๆ หาช่องแฝงหาเสียงกันเนียนๆ
เหมือนปฏิบัติการช่วงชิงเก้าอี้หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระหว่างขั้ว “เดอะมาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำคนปัจจุบัน กับทีมผู้ท้าชิง นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก โดยมีตัวประกอบอย่าง อลงกรณ์ พลบุตร อดีตรองประธาน สปท. ร่วมแจม
ฉากนอกแม้จะห้ำหั่นสู้กันเอาจริงเอาจัง แต่อีกทางคืออุบายหาเสียงกลายๆ
ตามฉากที่มีกองเชียร์มาคอยต้อนรับเวลาลงพื้นที่ ลูกเขี้ยวยี่ห้อ “ประชาธิปัตย์” เลยได้ทั้งทำแต้มหาเสียงชิงหัวหน้าพรรค และหลอกบลัฟคู่แข่งทางการเมืองไปในตัว
ทั้งที่ฉากจบก็เป็นที่รู้กัน เก้าอี้หัวหน้าพรรคหนีไม่พ้นคนชื่อ “อภิสิทธิ์” ประชาธิปัตย์สับขาหลอก ปั่นแต้มตีกินกันสนุกสนาน
ปล่อยให้ทหารยืนดูตาปริบๆ ไล่ไม่ทันเล่ห์นักการเมืองอาชีพที่หลอกหาเสียงกันไปล่วงหน้าแล้ว
หลายค่ายเคลื่อนไหวคึกคัก อาศัยลูกตามน้ำขยับทำคะแนนกันสนุกมือ
แม้แต่ฟาก “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ยังปรับเปลี่ยนกลยุทธ์สู้นักการเมือง เปลี่ยนกระบอกเสียง เขี่ย พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด ออกจากตำแหน่งโฆษกรัฐบาล หันมาใช้บริการ นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ อดีต ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ทำหน้าที่โทรโข่งแทน
ปรับเอาพวกเจนสังเวียน มีประสบการณ์การเมืองมาบู๊กับนักเลือกตั้งอาชีพโดยตรง
ทีม “ลุงตู่” ก็ต้องหาช่องทำแต้มเพิ่มการันตีเก้าอี้ผู้นำสมัยต่อไปให้ชัวร์ยิ่งขึ้น
แต่ที่อาการหนักกว่าเพื่อนคือ พรรคเพื่อไทยที่กำลังหลอนจะถูกยุบพรรคหรือไม่ ต้องเตรียมทางหนีทีไล่ หาทางออกฉุกเฉินหลายทาง จนสับสนวุ่นวายไปหมด
เที่ยวไล่เช็กข่าวทุกสายจะถูก กกต.ลงดาบหรือไม่ จากกรณีขัดคำสั่ง คสช. แกนนำตั้งเวทีวิจารณ์ครบรอบ 4 ปีรัฐประหาร และกรณีปล่อยให้นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แสดงความเห็นครอบงำพรรคหลายครั้ง
นายใหญ่พูดเอามัน เล่นเอาลูกพรรคขนหัวลุก ผวาบ้านแตกรอบสาม
ต้องแตกไลน์สารพัดค่าย “เพื่อธรรม–เพื่อชาติ–ไทยรักษาชาติ” พร้อมสละเรือหนีตาย ก่อนครบเดดไลน์สังกัดพรรค 90 วัน ในวันที่ 26 พ.ย.นี้
แค่เจอเปิดเกมขู่ก็เกิดภาพหลอน ปั่นป่วนกันยกพรรค
ในมุมที่ “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ก็แหยงที่จะมา รับบทกัปตันทีม ขอเลี่ยงไปอยู่ตำแหน่งอื่นที่ไม่ใช่กรรมการบริหารพรรค
ชิ่งหนีออกจากดงกระสุนตก กลัวพลาดท่าเสียที หมดอนาคตทางการเมือง
จิตตกทั้งพรรค ต้องรื้อกระบวนทัพยกใหญ่ แบ่งทีมเป็นทัพหน้า-ทัพหลัง แยกชุดกรรมการบริหารพรรคออกจากทีมยุทธศาสตร์พรรคอย่างชัดเจน ป้องกันการตายยกเข่ง
เปลี่ยนแม้กระทั่งบทบาทโฆษกพรรค ไม่เอาสไตล์บู๊ล้างผลาญ ปรับมาใช้แนวใสซื่อ ให้มีหน้าที่เพียงแค่ชี้แจงแถลงนโยบายและยุทธศาสตร์พรรค
เพื่อไทยถูกบี้หนัก แม้รอดโดนยุบพรรค ก็เจอขยี้จนอ่อนแรงลงเรื่อยๆ มีโอกาสสูงทั้งแพ้ในสนามเลือกตั้งหรือแพ้ฟาวล์ระหว่างทาง
ก็ต้องถามใจนายใหญ่ รู้ทั้งรู้ สู้แล้วแพ้ จะกล้าเปิดหัวจ่ายลุยเต็มสูบหรือไม่.
ทีมข่าวการเมือง

ทลายห้างคิงเพาเวอร์ อาณาจักรดิวตี้ฟรีแสนล้าน

ทางออกนอกตำรา 
โดย : บากบั่น บุญเลิศ

ทลายห้างคิงเพาเวอร์ อาณาจักรดิวตี้ฟรีแสนล้าน

กลายเป็นประเด็นร้อนที่คาใจสังคมอย่างมากเมื่อ “คณะกรรมาธิการวิสามัญด้านการขับเคลื่อนการป้องกันและปราบปรามการทุจริต” ของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป (สปท.) ที่มี พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีปเเละนายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ รองประธานอนุกรรมาธิการ (อนุกมธ.) เป็นหัวหอก ได้จัดทำรายงานส่งถึงรัฐบาล เพื่อชำระสะสางสัญญาสัมปทานร้านค้าปลอดอากรของบริษัท คิงเพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี ใน 5 ประเด็น ประกอบด้วย

1. ให้ปลดนายนิตินัย ศิริสมรรถการ ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) และคณะกรรมการ ทอท. ฐานไม่ปฏิบัติตามกฎหมายและก่อให้เกิดความเสียหาย เพื่อรักษาผลประโยชน์ของรัฐ

2. ให้ยกเลิกสัญญากับกลุ่มบริษัทคิง เพาเวอร์ฯ เพราะไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535

3. บูรณาการและเชื่อมโยงข้อมูลทั้งของ ทอท. กรมศุลกากร และกรมสรรพากร เพื่อให้ ทอท. ได้รับส่วนแบ่งรายได้อย่างครบถ้วน กรมสรรพากรจะได้มีข้อมูลที่จะเรียกเก็บภาษีอากรอย่างถูกต้องและเป็นธรรม กรมศุลกากรจะได้ใช้ข้อมูลเพื่อควบคุมป้องกันการลักลอบขายสินค้าหนีภาษี

4. พิจารณาศึกษา พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ พ.ศ. 2535, พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 103/7 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ป้องกันการทุจริตและเอื้อให้เกิดความเป็นธรรมแก่เอกชน

5. กำหนดอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการจัดเก็บรายได้ให้เกิดความชัดเจน โปร่งใส เป็นธรรม เปิดเผยข้อมูลให้สาธารณชนรับทราบ

ข้อเสนอทั้ง 5 ข้อ ได้รับการสนองตอบจากนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ที่ได้เรียกประชุมหัวหน้าส่วนราชการเพื่อหาแนวทางในการดำเนินการกับ"คิงเพาเวอร์"ไปแล้วรอบหนึ่ง แต่ดูเหมือนยังไม่จบ...

การไม่จบ...กลายเป็นคมหอกปลายดาบที่ถาโถมเข้าใส่อาณาจักร"คิงเพาเวอร์"มูลค่านับแสนล้านของ"เจ้าสัววิชัย ศรีวัฒนประภา-อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา-กนกศักดิ์ ปิ่นแสง คนใกล้ชิดเนวิน ชิดชอบ-จุลจิตต์ บุณยเกตุ" อย่างหนักหน่วง

ปัญหาว่าด้วยเรื่องสัญญาสัมปทานบริหารพื้นที่เชิงพาณิชย์ และร้านค้าปลอดภาษี(ดิวตี้ฟรี) ภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ของคิงเพาเวอร์ ที่กำลังจะหมดสัญญาลงในช่วงประมาณเดือน ก.ย. 2563 ซึ่ง ทอท.เตรียมจะเปิดประมูลโครงการพื้นที่สัญญาบริหารจัดการเชิงพาณิชย์ในช่วงปลายปี 2560-ต้นปี 2561 กำลังลากคิงเพาเวอร์ลงมาในสนามแข่งที่ดุเดือดกว่าเดิม

ประเด็นว่าด้วยเรื่องมูลค่าโครงการว่าจะมีมูลค่าเงินลงทุนเกิน 1,000 ล้านบาท ที่ต้องปฏิบัติตามขั้นตอนของพระราชบัญญัติ การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2556  กำลังตามรังควาญเจ้าหน้าที่ของรัฐและคิงเพาเวอร์อย่างหนักหน่วง

ปัญหาพื้นที่ให้บริการส่งมอบสินค้าปลอดอากร (Pick Up Counter) ในสนามบินที่ บริษัท ล็อตเต้ ดิวตี้ฟรี บริษัท บางกอกแอร์เวย์ ขอใช้พื้นที่ อาจทำให้การผูกขาดเพียงเจ้าเดียวกลายเป็นมีผู้มาเบียดแย่ง

ปัญหาว่าด้วยเรื่อง การไม่ติดตั้ง Point of sale ( POS )และเชื่อมต่อข้อมูลการซื้อขายระหว่าง ทอท.กับ บริษัทคิง เพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี และบริษัท คิง เพาเวอร์ สุวรรณภูมิ ซึ่งกำหนดไว้เป็นสาระสำคัญในสัญญา เพื่อเป็นการคิดส่วนแบ่งที่ ทอท.จะได้รับตามสัญญาอีก 15% แต่ปรากฏว่าตลอดเวลากว่า 9-10 ปี นับแต่เริ่มสัญญาการเชื่อมต่อกลับมิได้ดำเนินการ อาจทำให้มีการคิดค่าปรับและเอาผิดกับบริษัทและเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาภายหลัง

ประเด็นว่าด้วยเรื่องของการไม่เรียกเก็บเงินค่าผลประโยชน์ตอบแทน หรือส่วนแบ่งรายได้ตามสัญญาจากบริษัท คิง เพาเวอร์ สุวรรณภูมิ จำกัด ในส่วนที่เป็นการประกอบกิจการร้านค้าปลอดอากรขาออกในเมือง ซอยรางน้ำ ถนนกิ่งแก้ว และพัทยา ของบริษัทคิง เพาเวอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ซึ่งได้เช่าพื้นที่ภายในสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อทำเป็นจุดส่งมอบสินค้าอยู่ในพื้นที่ตามสัญญาบริหารจัดการเชิงพาณิชย์ของบริษัทคิง เพาเวอร์ สุวรรณภูมิ ให้ถูกต้องครบถ้วน กำลังดึงเอาอาณาจักรที่ผูกขาดและผลประโยชน์มีการซุกไว้ใต้พรมมายาวนานโดยใครไม่สามารถเเตะต้องได้ จะต้อมีการชำระสะสาง

ผมไปติดตามตรวจสอบจากสัญญาพบว่า เฉพาะ2ประเด็นหลังนั้น พบว่า อาจมีคนผิดกันระนาวกราวรูด ทั้งในระนาบคณะกรรมการ ทอท. ทั้งในระดับผู้บริหารระดับสูงของทอท.และกรมศุลกากร อาจมีคนเสียวสันหลังวาบกันกลุ่มใหญ่

เฉพาะตามสัญญากำหนดให้บริษัทคิง เพาเวอร์ สุวรรณภูมิ ชำระค่าเช่า และผลประโยชน์ตอบแทนให้แก่ ทอท.ในอัตราร้อยละ 15 ของยอดรายได้ หรือตามจำนวนเงินค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำที่ผู้รับอนุญาตตกลงชำระตามสัญญาแล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า

แต่ปรากฏว่า นับตั้งแต่บริษัทคิง เพาเวอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ได้เช่าใช้พื้นที่ของ ทอท.เพื่อทำเป็นจุดส่งมอบสินค้า แต่คณะผู้บริหารและกรรมการของ ทอท.กลับไม่มีการบังคับเรียกเก็บเงินผลประโยชน์ตอบแทนตามสัญญาอย่างถูกต้องครบถ้วน และภายหลังมีการทำสัญญาเพื่อเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มบริษัทคิง เพาเวอร์ โดยจัดเก็บผลประโยชน์ตอบแทน ในอัตราเพียงร้อยละ 3 เท่านั้น

ผลที่ตามมาทำให้ ทอท.ต้องขาดรายได้เป็นเงินทั้งสิ้นไม่น้อยกว่า 2.3 หมื่นล้านบาท

การทลายห้างอาณาจักรดิวตี้ฟรีแสนล้านของ “เจ้าสัววิชัย ศรีวัฒนประภา-กนกศักดิ์ ปิ่นแสง”กำลังเดินหน้าไปอย่างรวดเร็ว
ปลายทางอยู่เพียงแค่ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี คนเดียวเท่านั้น ว่าจะเอาอย่างไรในธุรกิจที่ผูกขาดที่รัฐได้ไม่กี่พันล้านแต่เอกชนเติบโตเอาเป็นแสนล้าน และกำลังคืบคลานซื้อกิจการทั้งสโมสรฟุตบอล-สายการบินไทยแอร์เอเชีย และกำลังชะม้ายชายตาไปที่สายการบินนกแอร์ อีกสเต็ปหนึ่ง...

คอลัมน์ : ทางออกนอกตำรา/ หน้า 6 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ/ ฉบับ 3265 ระหว่างวันที่ 28-31 พ.ค.2560

วันศุกร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2561

สถานีคิดเลขที่ 12 : คนรุ่นใหม่ในพรรคเก่า : โดย สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน

สถานีคิดเลขที่ 12 : คนรุ่นใหม่ในพรรคเก่า : โดย สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน



พลังคนรุ่นใหม่ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ซึ่งกำลังจะเข้าร่วมใช้สิทธิทางการเมืองครั้งแรก หลังจากการเลือกตั้งในครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2554 นั้น เป็นจุดน่าสนใจ ด้วยจะมีมากมาย 5-6 ล้านเสียง
ถือเป็นพลังที่มีจำนวนไม่น้อยเลย และเป็นกลุ่มคนที่จะก้าวขึ้นมาเป็นอนาคตของประเทศชาติอย่างแท้จริง
ด้วยความที่ประเทศไทยเรา มีการเลือกตั้งครั้งสุดท้ายเมื่อ 3 กรกฎาคม 2554 แล้วทิ้งช่วงไปยาวนาน หากนับไปจนถึงการเลือกตั้งครั้งหน้านี้ ถ้าเป็นไปตามคำสัญญาของ คสช. ก็คงต้นปี 2562
นั่นเท่ากับเกือบ 8 ปีเลยทีเดียว
ความจริง ในปี 2556 ซึ่งเกิดวิกฤตม็อบ แล้วรัฐบาลยิ่งลักษณ์ยอมยุบสภา เพื่อเปิดให้เลือกตั้งใหญ่ในต้นปี 2557
ถ้าวันนั้นแกนนำม็อบ เลือกแนวทางรักษาประชาธิปไตย โดยให้ประชาชนทั้งประเทศ ได้ร่วมกันตัดสินใจอนาคต เราก็คงได้มีการเลือกตั้งในต้นปี 2557 ระบบการเมืองที่อำนาจอยู่ในมือชาวบ้าน ยังเดินหน้าต่อไป
แต่ลงเอยเกิดปฏิวัติรัฐประหารแทน เพราะอยากปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง ซึ่งขัดแย้งกับหลักประชาธิปไตยอย่างสิ้นเชิง ทั้งการฉุดการเมืองให้ถอยหลัง ไม่สอดคล้องอะไรเลยกับข้ออ้าง การปฏิรูปการเมืองให้ก้าวไปข้างหน้า
เหมือนปากบอกว่าจะไปข้างหน้า แต่จริงๆ เดินถอยหลังไปเรื่อย
เอาเป็นว่า ถ้าต้นปี 2562 มีการเลือกตั้งเกิดขึ้น โดยไม่เลื่อนอีก เราจะได้เห็นคนหนุ่มสาว 5-6 ล้านคน เข้าสู่การเมืองในวิถีทางที่คนส่วนใหญ่มีส่วนร่วมปกครองประเทศ
อยู่กับความคิดที่แตกต่างได้ ถกเถียงโต้แย้งกันได้ มีกติกาการแก้ปัญหาด้วยปัญญา ไม่ใช่ด้วยอำนาจของคณะผู้ถือปืน
เพื่อร่วมผลักดันสังคมให้หลุดพ้นวงจรล้าหลัง เลิกเสียทีขัดแย้งหรือเห็นต่าง แล้วเดินขบวนเรียกหารถถังออกมายึดอำนาจ นั่นมีแต่ทำให้เราล้าหลังไปเรื่อย

แต่ก็น่ายินดีด้วยมีสัญญาณที่ดีว่า คนรุ่นใหม่ตื่นตัวและกระหายกับการเข้าสู่ประชาธิปไตย พร้อมจะเข้าสู่การเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง
เช่น การเกิดของพรรคอนาคตใหม่ โดยคนยุคใหม่ การเมืองแนวใหม่ และเสียงตอบรับจาก คนวัยหนุ่มสาว ปัญญาชน เป็นไปอย่างกว้างขวาง
ผลโพลกี่ครั้งกี่หน เป็นต้องมีชื่อ พรรคอนาคตใหม่และหัวหน้าพรรค ติดอันดับนิยมระดับต้นๆ ทุกครั้ง
ไม่มีนักการเมืองอาชีพรุ่นเก่า ไม่มีระบบหัวคะแนน แต่มาด้วยกระแส และสอดรับกับโลกยุคดิจิทัล สังคมของคนรุ่นใหม่จริงๆ
ปรากฏการณ์นี้ จึงทำให้เราได้เห็น ลุงตู่ดิจิทัล ราวกับจะเข้ามาชนกับ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ กับเขาด้วย
ได้เห็นพรรคใหญ่ๆ แทบทุกพรรค ต้องมีทีมผู้สมัครเลือดใหม่ ต้องมีเจเนอเรชั่นใหม่ลงสนาม
ย่อมขึ้นอยู่กับพรรคนั้นๆ ว่ามีแนวทางสอดรับกับคนรุ่นใหม่ๆ จริงๆ หรือแค่เห็นว่ามีพื้นที่ก็ต้องหาเด็กหน้าใสๆ เข้ามาแต่งตัวลงสมัครด้วย
แน่นอนคงไม่ใช่แค่พรรคอนาคตใหม่พรรคเดียว ที่ยึดครองคนรุ่นใหม่ได้ทั้งหมด พรรคการเมืองแนวเสรีประชาธิปไตย แนวคิดใหม่มองไกล ก็มีอยู่
แต่พรรคที่มีคนรุ่นใหม่ ต้องอยู่ภายใต้แนวทางของพรรคอนุรักษนิยมล้าหลัง คลั่งไคล้อำนาจนอกระบบ ก็คงคล้ายภาพเยาวชนแดง ยุวชนเรดการ์ด อะไรแบบนี้มากกว่า
เราอยู่ในยุคเปลี่ยนผ่าน การเมืองมีพื้นที่ของคนรุ่นใหม่ แต่ที่สำคัญพรรคสังกัดต้องมีเนื้อแท้มุ่งสู่สังคมยุคใหม่จริงๆ ด้วย
สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน

น.3 คอลัมน์ : มาตรการ กำกัด กำจัด พรรคเพื่อไทย แต่ ‘ขจัด’ ไม่ได้

น.3 คอลัมน์ : มาตรการ กำกัด กำจัด พรรคเพื่อไทย แต่ ‘ขจัด’ ไม่ได้



แม้รัฐธรรมนูญจะสามารถ “กำกัด” และ “กำจัด” พรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทย ได้ในระดับที่แน่นอนหนึ่ง

เห็นได้จากที่พรรคไทยรักไทยถูกยุบเมื่อเดือนพฤษภาคม 2550

เห็นได้จากที่พรรคพลังประชาชนถูกยุบเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2551

และเห็นได้จากเสียงคำรามอันดังมาจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และการขานรับอย่างฉับพลันทันใดโดย พ.ต.อ.ทรงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต. ในการเก็บ รวบรวม พยานหลักฐานเพื่อพิจารณาว่าจะจัดการอย่างไรกับพรรคเพื่อไทย

แต่กรณีจากการยุบพรรคไทยรักไทย และจากการยุบพรรคพลังประชาชน กำลังให้บทเรียนอย่างลึกซึ้งมายังพรรคเพื่อไทย

นั่นก็คือ ท่านสามารถ “กำกัด” ได้ ท่านสามารถ “กำจัด” ได้ แต่ก็ยังไม่สามารถ “ขจัด” การดำรงอยู่ของพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน ภายในพรรคเพื่อไทยได้

จำเป็นต้องเข้าใจต่อคำว่า กำกัด กำจัด และขจัด

หากเปิดพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 ไปยังหน้า 120 สดมภ์ 2 บรรทัดแรก เลยก็จะพบกับคำ

กำกัด ก.จำกัดเข้า จำกัดให้แคบเข้า

ขณะเดียวกัน หากเปิดพจนานุกรม ฉบับมติชน พ.ศ.2547 ไปยังหน้า 83 สดมภ์ 2 บรรทัดที่ 12 นับจากล่างก็จะพบกับคำ

กำจัด ก. ขจัด ขับไล่ ทำให้สิ้นไป

นั่นเห็นได้จากการยุบพรรคไทยรักไทยเมื่อเดือนธันวาคม 2550 นั่นเห็นได้จากการยุบพรรคพลังประชาชนเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2551

จึงได้เกิดพรรคเพื่อไทย

น่าสังเกตว่าเมื่อยุบพรรคไทยรักไทยก็เกิดพรรคพลังประชาชนและกำชัยจากการเลือกตั้งในเดือนธันวาคม 2550 เมื่อยุบพรรคพลังประชาชนก็เกิดพรรคเพื่อไทยและกำชัยจากการเลือกตั้งในเดือนกรกฎาคม 2554


แสดงว่า กำกัดได้ กำจัดได้ แต่มิอาจ “ขจัด” ได้อย่างสิ้นเชิง

ความจริง ความหมายของ “กำจัด” กับ ความหมายของ “ขจัด” มีลักษณะเหลื่อมซ้อนและใกล้เคียงกันเป็นอย่างยิ่ง

พจนานุกรมฉบับมติชน หน้า 114 สดมภ์ 1 บรรทัด 27 นับจากล่าง

ขจัด ก. กำจัด ทำให้สิ้นไป

กระนั้น จุดต่างอย่างสำคัญก็คือ “กำจัด” ให้ความรู้สึกในเชิงกายภาพ หรือในเชิงรูปธรรม ขณะที่ “ขจัด” มีความลึกซึ้งยิ่งกว่า

นั่นก็คือ ให้ความรู้สึกในเชิง “นามธรรม”

เพราะว่าความตรึงตราของประชาชนที่ยังเลือกคนของพรรคพลังประชาชน ที่ยังเลือกคนของพรรคเพื่อไทย เพราะประทับใจในความสำเร็จของพรรคไทยรักไทย

ความสำเร็จของพรรคไทยรักไทยต่างหากที่กำกัด กำจัด ได้ แต่มิอาจ “ขจัด”

แน่นอน ความสำเร็จนี้ผูกติดอยู่กับ 2 นามสำคัญ คือ นายทักษิณ ชินวัตร น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
หาก คสช.หรือพรรคการเมืองใดก็ตามต้องการเอาชนะพรรคเพื่อไทยจะใช้มาตรการ “กำกัด” หรือ “กำจัด” อย่างเดียวคงไม่ได้

จำเป็นต้อง “ขจัด”

นั่นก็คือ เอาความสำเร็จที่เหนือกว่า ใหญ่กว่า มาทำลายล้างจินตภาพและความฝังใจที่มีต่อพรรคไทยรักไทยและต่อเนื่องมายังพรรคพลังประชาชน พรรคเพื่อไทย

การยุบพรรคจึงแทบไม่มีประโยชน์อะไรเลย

“บิ๊กตู่”เปิดงานเกม นำร้องเพลง”สู้เพื่อแผ่นดิน”เด้งรับไอเดีย’ปันปัน’เปิดศูนย์สู้ข่าวปลอม

“บิ๊กตู่”เปิดงานเกม นำร้องเพลง”สู้เพื่อแผ่นดิน”เด้งรับไอเดีย’ปันปัน’เปิดศูนย์สู้ข่าวปลอม



“ตู่ดิจิทัล”เอาใจคนรุ่นใหม่ สวมบทเกมเมอร์ รับฟังแผนพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล อนุมัติรับหลักการนำไปสานต่อ พร้อมโชว์สกิลเบียดแซงชนะเซียนเกมเปิดงานThailand Game Show 2018
เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 26 ตุลาคม ที่รอยัล พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน กรุงเทพฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ หัวหน้า คสช. สวมบทเกมเมอร์ร่วมกับ นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พี่แป้ง zbing z.หรือ น.ส.นัยรัตน์ ธนไวทย์โกเศส เจ้าของ chanel youtube zbing z. และ น้องปันปัน BNK48 หรือ น.ส.ปัญสิกรณ์ ติยะกร เล่นเกม Super Mario Party ด้วยเครื่อง Nintendo switch 4 Joys หรือ เกมจักรยานมาริโอ ปาร์ตี้ เปิดงาน Thailand Game Show 2018 มหกรรมงานเกมสุดยิ่งใหญ่แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 – 28 ตุลาคมนี้ ที่สยามพารากอน โดยเมื่อนายกรัฐมนตรีเดินมาถึงภายในงานมีเยาวชนส่งเสียงต้อนรับจำนวนมาก ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ยิ้มและโบกมือทักทาย พร้อมทำท่าแด๊บซึ่งเป็นท่าทางที่กำลังฮิตกระแสอยู่ในขณะนี้
โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรี นั่งเก้าอี้เกมมิ่ง สำหรับฮาร์ดคอร์เกมเมอร์ Predator Thronos รับฟังแผนพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลด้วยเกมและไอทีจากมุมมองของเกมเมอร์และตัวแทนคนรุ่นใหม่ ที่มุ่งหวังสานฝันนักเล่นเกมไทย ให้กับอุตสาหกรรมเกม ภายใต้กิจกรรมลุงตู่อยู่กับเกมเมอร์ด้วย
โดยพี่แป้ง zbing z.หรือ น.ส.นัยรัตน์ ธนไวทย์โกเศส เจ้าของ chanel youtube zbing z.เป็นผู้เสนอเสนอเป็นกรมประชาสัมพันธ์ของเยาวชน ให้กับรัฐบาล เพื่อติดต่อสื่อสารกับกลุ่มเยาวชน แบบทันสถานการณ์และเป็นภาษาเดียวกับ ด้านพล.อ.ประยุทธ์ ได้แสดงความเห็นดังกล่าวว่าที่ผ่านมารัฐบาลต้องฟังแนวคิดจากทุกภาคส่วน มาตลอด 4 ปี วันนี้ตนเห็นด้วยกับข้อเสนอนี้ และวันนี้กรมประชาสัมพันธ์มาด้วยก็จะให้ประสานงานต่อไป
ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ยังเห็นด้วยและอนุมัติในหลักการ แผนของ นายกฤต เซ่งเจริญ ที่เสนอให้รัฐบาลจัดอีสปอตเพื่อการท่องเที่ยว เพื่อเพิ่มภาพลักษณ์การท่องเที่ยว ทำให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยเจริญเติบโต และให้รัฐบาลอำนวยการความสะดวกในการจัดการแข่งขัน พร้อมกันนี้ ยังกล่าวกับเยาวชนด้วยว่าอยากขอให้ใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ ไม่ใช้ภาษาไม่สร้างสรรค์ อย่างเช่นในเฟซบุ๊กที่มีการเขียนให้ร้ายกันอยู่ตลอดเวลา
พล.อ.ประยุทธ์ ยังเห็นด้วย กับนายวริศ ตู้จินดา ผู้นำเสนอ ศูนย์รวมไอเดียคนรุ่นใหม่ หรือ โอเอซิส รวมถึงปกป้องไอเดีย ทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งนายกรัฐมนตรี อยากให้ทุกคนมีความสร้างสรรค์ วันนี้รัฐบาลตั้งศูนย์รวม และไอเดียโอเอซิส วันนี้ก็ถือว่าสามารถนำไปเป็นสาขาหนึ่งของดาต้าเช็นเตอร์ได้ อย่างไรก็ตามวันนี้ขอให้ฟังคนที่พูดให้ดี บางคนพูดว่าจะทำนั้นทำนี่ให้ แต่ความจริงทำไม่ได้ทั้งหมด ไม่เหมือนลุง อันไหนทำได้ก็บอก อันไหนทำไม่ได้ก็บอก ดังนั้นอย่าไปเชื่อมากนัก ของให้มองในสิ่งที่เป็นจริง วันนี้มีคนพูดเยอะไปหมด พูดเอาดีเอาสนุกไม่ได้ พูดกันเยอะแยะมากมาก
ขณะที่ น.ส.ปัญสิกรณ์ ติยะกร หรือ น้องปันปัน BNK48 เสนอเรื่องโซเซียลมีเดียที่คนไทยเล่นอินเตอร์เน็ตไม่ต่ำกว่า 9 ชั่วโมง และบางเนื้อหายังบิดเบือน มีข่าวปลอมเกิดขึ้น เสนอการเปิดศูนย์ป้องกันข่าวปลอม โดยเชื่อมโยงกับสำนักข่าวต่างๆ

พล.อ.ประยุทธ์ ยังเห็นด้วยกับแผนนี้ ที่จะเปิดศูนย์ป้องกันข่าวปลอม เพราะปัจจุบันมีแต่ข่าวปลอมเรื่องการเมืองจำนวนมาก แม้จะนั่งอยู่ตรงนี้ ก็มีข่าวบิดเบือนเกี่ยวกับตนเกิดขึ้นอยู่ตลอดแล้ว แต่ก่อนจะตั้งศูนย์ป้องกัน สิ่งสำคัญ คือก่อนการตั้งศูนย์ฯจะต้องสร้างภูมิคุ้มกันและสร้างการเรียนรู้ คนจะเห็นบ้านเมืองเป็นอย่างไรถ้าโพสต์สิ่งไม่ดี จึงอยากให้โพสต์เรื่องดีๆมากกว่าเรื่องให้ร้ายประเทศ เพราะโอกาสแก้ไขเป็นเรื่องยาก จึงขอให้ทุกคนมีภูมิคุ้มกันที่ดีในการโพสต์หรือใช้โซเชียลมีเดีย โดยขอให้ตรวจสอบข่าวที่แชร์ด้วย
โดยพล.อ.ประยุทธ์ ยังกล่าวว่า ดีใจได้มาร่วมงานเกมโชว์ 2018 เพราะแสดงให้เห็นภาพลักษณ์ที่ดี ของคนไทย ที่มีความคิดไม่เป็นรองใคร คนไทยเก่ง แต่ก็มีทั้งคนดีและไม่ดี ซึ่งต้องทำให้คนดีมีที่ยืน โดยรัฐต้องสนับสนุน ซึ่งการเปลี่ยนแปลงไปสู่ยุค 4.0 ในอนาคต รัฐบางหน้าอาจจะมีปัญหาในการใช้อำนาจ แต่ดิจิทัลต้องเข้ามาช่วยบางอย่าง ซึ่งอาจจะดีกว่าเก่า หรือแย่กว่าเก่า
พล.อ.ประยุทธ์ ยังกล่าวขอบคุณทุกคนที่ร่วมจัดงาน ซึ่งกิจกรรมนี้ถือเป็นความพร้อมในการจัดงานของประเทศไทย ซึ่งในปีหน้าประเทศไทยเป็นประธานอาเซียน วันนี้ตนไปหลายประเทศ ทุกประเทศให้ความสำคัญในเรื่องนี้มาก วันนี้รัฐบาลมีการขับเคลื่อนในรูปแบบประชารัฐ ประชาสังคม และคนทุกวัยต้องมาช่วยกันขับเคลื่อน กระตุ้นการเล่นเกมที่สร้างสรรค์ ผู้ผลิตมีการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ มากขึ้น เราสามารถนำไปประกอบการเรียนรู้ได้ จะทำให้ทุกคนมีอาชีพมากขึ้น วันนี้เรากำลังเดินหน้าไปสู่ 4.0 ใช้เทคโนโลยีทั้งสิ้น คนไทยทุกคนต้องปรับตัว ทำงานกับเครื่องจักร หุ่นยนต์ได้ ขออย่าไปเกรงว่าจะตกงานถ้าเรามีการพัฒนาตนเอง
อย่างไรก็ตาม พล.อ.ประยุทธ์ ยังขอชื่นชมเยาวชนทั้ง 4 ท่าน โดยตนจะรับข้อเสนอไปดำเนินการปฏิบัติให้ได้ และทำให้คนไทยพัฒนาอย่างไร อย่างไร้รอยต่อ รวมถึงบูรณาการทางด้านกฎหมาย เพราะทุกอย่างมีทั้งวิกฤติและโอกาส ขอให้พัฒนาอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีอยู่ในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีที่รัฐบาลทำมาตลอด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อนายกรัฐมนตรี พูดมาถึงตอนนี้ ได้กระเซ้าเยาวชน ว่าหลายคนฟังแล้วเริ่มห้าว เดี๋ยวจะโดน หนีมาจากวันศุกร์ก็มาเจอที่นี่ ไม่เป็นไร บันทึกไว้หมดแล้ว ทั้งนี้ทุกคนต้องรู้ว่าตัวเองต้องการอะไร หาตัวเองให้เจอเพื่อจะได้มีงานทำ พร้อมขอให้เยาวชนที่เล่นเกมต่างๆ ใช้เวลาให้เหมาะสม เพราะการเรียนเป็นสิ่งสำคัญ แต่การเรียนรู้ก็ยิ่งสำคัญเช่นกัน ในวันข้างหน้าจะได้นำสิ่งที่เรียนรู้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ ในเรื่องของเทคโนโลยี และเชื่อว่าคนจะมาร่วมงานนี้มาพอสมควร จึงขอให้ใช้โอกาสนี้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ทั้งนี้ ก่อนการเปิดงานนายกรัฐมนตรี ได้นำเพลง “สู้เพื่อแผ่นดิน” มาเปิดให้เยาวชนรับฟังด้วย พร้อมร้องตามด้วย
จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ พร้อมเยาวชนทั้ง 4 คน ได้ร่วมเล่นเกม Nintendo Switch 4 Joys หรือ เกมจักรยานซูปเปอร์มาริโอ ปาร์ตี้ เพื่อเป็นงานเปิดงานดังกล่าว ทั้งนี้ระหว่างเล่นนายกรัฐมนตรีได้สะบัดมือด้านขวาที่ยังคงมีอาการเจ็บ จากนิ้วซ้น รวมทั้งระหว่างเล่นนายกรัฐมนตรีได้แสดงอารมณ์สนุกสนาน กับเกมดังกล่าว แต่เนื่องจากเป็นเกมรุ่นใหม่ของเด็ก ทำให้นายกรัฐมนตรีไม่ถนัด ในการเล่นเกมดังกล่าว แต่ก็ยังสามารถชนะ และเข้าสู่เส้นชัย เพื่อทำการเปิดงานได้สำเร็จ เนื่องจากเยาวชนมีการออมมือหยุดรอก่อนถึงเส้นชัย

เซ็งกันยาวๆ


โครงการรถไฟความเร็วสูงสายกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ระยะทาง 672 กม. ซึ่งกำหนดจะเริ่มก่อสร้างปีหน้า คงต้องเลื่อนการก่อสร้างไปอีกหลายปี
หรือดีไม่ดีอาจต้องล้มเลิกโครงการนี้ไปเลย
ใครที่รอจะนั่งรถไฟชินกันเซ็ง ฟังข่าวนี้แล้วคงเซ็งไปตามๆกัน
“แม่ลูกจันทร์” สรุปย่อๆว่า โครงการรถไฟความเร็วสูงสายกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ วงเงินลงทุนกว่า 4 แสนล้านบาท เป็นโครงการร่วมทุนระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลญี่ปุ่นฝ่ายละ 50 เปอร์เซ็นต์
รัฐบาลโฆษณาว่าโครงการนี้จะใช้รถไฟหัวจรวดชินกันเซ็งของญี่ปุ่น วิ่งด้วยความเร็วสูง 250 กม.ต่อชั่วโมง
แบ่งการก่อสร้างเป็น 2 ช่วง พร้อมเปิดบริการได้ภายใน 5 ปี
ช่วงแรก กรุงเทพฯ-พิษณุโลก ระยะทาง 418 กม.
ช่วงที่สอง พิษณุโลก-เชียงใหม่ ระยะทาง 254 กม.
คิดค่าโดยสารจิ๊บๆแค่ 1,089 บาทต่อเที่ยวต่อคน
ย่นเวลาเดินทางจากกรุงเทพฯถึงเชียงใหม่เพียง 3 ชั่วโมง
ถ้าออกจากกรุงเทพฯ 8 โมงเช้าจะไปถึงเชียงใหม่ทันพระฉันเพล
“แม่ลูกจันทร์” กราบเรียนว่า โครงการนี้รัฐบาลไทยเทียวไล้เทียวขื่อเจรจารัฐบาลญี่ปุ่นมาแล้ว 2 ปีเต็มๆ
เพื่อขอร้องเชิญชวนให้รัฐบาลญี่ปุ่นร่วมลงทุนกับรัฐบาลไทย
แต่รัฐบาลญี่ปุ่นยังลับลวงพรางไม่ยอมตอบโอเค
ล่าสุด นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม ลงทุนนำคณะใหญ่บินไปจับเข่าคุยกับรัฐมนตรีกระทรวงขนส่งของญี่ปุ่นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
ขอคำตอบชัดๆจากรัฐบาลญี่ปุ่นว่าตกลงจะร่วมทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงสายนี้หรือไม่? เมื่อไหร่? อย่างไร?
ปรากฏว่าครั้งนี้ รัฐมนตรีกระทรวงขนส่งญี่ปุ่นมีคำตอบชัดเจน
คือยืนยันว่ารัฐบาลญี่ปุ่นจะไม่ร่วมลงทุนกับฝ่ายไทย
ขอให้รัฐบาลไทยควักกระเป๋าลงทุนเองทั้งงานก่อสร้างโยธา งานระบบอาณัติสัญญาณ การจัดซื้อขบวนรถไฟ และการซ่อมบำรุงครบวงจร
แต่...ถ้ารัฐบาลไทยยังสนใจจะซื้อรถไฟชินกันเซ็งจากญี่ปุ่นอย่างเดิม รัฐบาลญี่ปุ่นพร้อมจะให้รัฐบาลไทยกู้เงินโครงการนี้ด้วยความยินดี
เมื่อรัฐบาลญี่ปุ่นตอบปฏิเสธอย่างนี้ก็เอวัง
รมว.คมนาคม ตัวแทนรัฐบาลไทยก็ผิดหวังอย่างแรง
โครงการร่วมทุนที่วางแผนล่วงหน้าไว้ทุกขั้นตอนต้องเสียเวลาฟรีๆไป 2 ปีเต็มๆ
รถไฟชินกันเซ็ง มันทำเซ็งอย่างนี้แหละโยม
“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่าเหตุผลสำคัญที่รัฐบาลญี่ปุ่นปฏิเสธไม่ร่วมทุนกับรัฐบาลไทย เพราะผลการศึกษาของทีมผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นสรุปว่า โครงการรถไฟความเร็วสูงสายกรุงเทพฯ-เชียงใหม่มีความเสี่ยงสูง
ไม่คุ้มค่าการลงทุน
ประเมินจำนวนผู้โดยสาร และรายได้จากค่าโดยสารยังต่ำกว่าผลตอบแทนทางการเงินบานตะเกียง
ขาดทุนบักโกรกทั้งระยะสั้น และขาดทุนระยะยาว
“แม่ลูกจันทร์” หวังว่ารัฐบาล คสช.จะไม่ดันทุรังใช้เงินภาษีประชาชนกว่า 4 แสนล้านบาท ไปลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงสายกรุงเทพฯ-เชียงใหม่เองทั้งหมด ตามที่รัฐบาลญี่ปุ่นแนะนำ
ทางออกที่ดีที่สุดคือ เก็บโครงการนี้แช่ตู้เย็นไว้ก่อน 10 ปี!!
เพราะโครงการรถไฟความเร็วสูงจีน สายกรุงเทพฯ-โคราช-หนองคาย ที่รัฐบาล คสช.หลวมตัวลงทุนเอง 100 เปอร์เซ็นต์ จะต้องขาดทุนอ่วมอรไทไปอีก 10 ปี 20 ปี
แค่สายเดียวก็สาหัสแล้ว ขืนขาดทุน 2 สายก็ไอซียู.
“แม่ลูกจันทร์”

คิด ‘ท่ายาก’ ไว้แก้เกม


ไม่ติด “โรคเลื่อน” อีกแล้ว เพราะนาทีนี้ เมื่อ “คนคู่ คสช.” ทั้ง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ หัวหน้า คสช. “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ประสานเสียงชัด
ดีเดย์เลือกตั้ง 24 ก.พ.2562 นั่นก็เป็นคำตอบ
ส่วนที่เกิดปัญหาขึ้น โปรแกรมสอบวิชาความถนัดทั่วไป (GAT) และความถนัดทางวิชาการและวิชาชีพ (PAT) ปี 2562 กำหนดช่วงสอบตรงกับวันเลือกตั้งใหญ่ กระทบนิวโหวตเตอร์ที่จะได้เลือกตั้งครั้งแรก 6 ล้านกว่าคน
“เป็นเรื่องของกระทรวงศึกษาที่จะต้องไปดูและเลื่อนวันสอบ ส่วนวันเลือกตั้งยืนยันไม่เลื่อน”
คิว “บิ๊กป้อม” ออกโรงยืนยัน จบปมระแวงวาระแฝงจ้องยืดเลือกตั้ง ทุกขั้วฝ่าย เร่งสปีดกันต่อไปได้
แน่นอน ในห้วงนี้โฟกัสอยู่ที่ 2 ขั้วใหญ่ คือฝ่ายกุมอำนาจรัฐบาลพิเศษ และฝั่งพรรคเพื่อไทยเครือข่ายนายใหญ่ ออกหมัดแย็บลองเชิงกันเป็นชุดๆ
หลังจาก “อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร” โผล่ให้สัมภาษณ์สื่อประเทศญี่ปุ่น ปั่นตัวเลขกวาดแต้ม ส.ส.ทะลุ 300 จน กกต.เด้งรับพี่ใหญ่ คสช. เก็บข้อมูลบี้โยงเพื่อไทย ปล่อยคนนอกค่ายแทรกแซง ครอบงำ
จ่อตั้งแท่น “ยุบพรรค”
แต่ก็อย่างว่า ณ นาทีนี้ยังแค่ “ขู่มา-ขู่กลับ” แย็บเล่นเชิงเก็บคะแนน รอรัวแต้มยกสุดท้ายกันอยู่
อย่างไรก็ตาม ที่หนักหนากว่าน่าจะเป็นฝั่งเพื่อไทย ต้องเตรียมแผนยันเกมบุก ประเมินสถานการณ์ เลวร้ายสุดคือโดนยุบพรรค ไม่เฉพาะจากคิววาจาฝีปาก “นายใหญ่” ทำสะเทือนไปทั้งค่าย
ยังรวมถึงกรณีที่ 9 แกนนำเพื่อไทยวิพากษ์วิจารณ์ห้วงครบ 4 ปีรัฐประหาร ขัดคำสั่ง คสช. ที่อัยการเลื่อนนัดฟังคดีจากปลาย ต.ค.นี้ ไปเป็นวันที่ 28 พ.ย.
ลากเวลาส่งขึ้นเขียงเชือด-ไม่เชือด เพื่อไทยระทึกยาวๆ
งานนี้จึงเป็นอย่างที่เห็น พรรคเพื่อไทยถึงได้เปิดยุทธการ “แตกตัว-แยกค่าย” ตั้งสารพัดยี่ห้อ “เพื่อ” เผื่อเหตุฉุกเฉิน ทั้งเพื่อไทย-เพื่อธรรม-เพื่อชาติ ล่าสุดมี “ไทยรักษาชาติ” ชื่อย่อ “ทษช.” ที่มีคนแปลความ “ทักษิณ ชินวัตร”
นัยว่าเป็นพรรคสำรองของจริง เพราะนาทีนี้ ค่าย “เพื่อธรรม” ก็น่าจะยกให้ “เจ้าแม่วังบัวบาน” ไปลุยสร้างบ้านของตัวเอง ส่วนพรรคเพื่อชาติ ยังมีข้อสงสัยในทีท่า “แกนนำเสื้อแดง-มือขวานายใหญ่”
สแกนความเสี่ยงแล้ว “ไทยรักษาชาติ” จะเป็นอีกค่ายสำรองของจริง
เพียงแต่นาทีนี้ยังไม่ชัด ยุบ-ไม่ยุบ ต้องเร่งบริหารจัดการพรรคเพื่อไทยเป็นโมเดลไว้
แว่วว่าเคาะสูตรแล้ว จะแยกกำลังเป็น “ทัพหน้า-ทัพหลัง”
ในส่วนทัพหน้า “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ถือธงแม่ทัพเปิดเกมรุก นำขุนพลลุยหาเสียงสนามเลือกตั้ง โดยจะไม่เป็นกรรมการบริหารพรรค เพื่อลดความเสี่ยง “ตายยกเข่ง” ส่วนทัพหลังจะเป็นฝ่ายบุ๋น นำโดย “พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์” ที่วางคิวเป็นหัวหน้าพรรคเต็มตัว
โมเดลนี้จะยกไปใช้ค่ายใหม่ด้วย ถ้าเห็นท่าไม่ดี ต้องอพยพไพร่พลหนีตายตามยุทธวิธี “ทิ้งค่ายร้าง”
ทั้งหมดทั้งปวงก็มีดีเดย์สุดท้ายก่อน 26 พ.ย.นี้ เส้นตายสังกัดพรรคไม่น้อยกว่า 90 วัน ถ้ายึดตามโปรแกรมเลือกตั้ง 24 ก.พ.2562 จะเพื่อไทย–เพื่อธรรม–ไทยรักษาชาติ ก็ต้องชัด
ส่วนกรณีถ้าเกิดเหตุ “ทุบ” ในห้วง 90 วันก่อนเลือกตั้ง ยามนี้ไพร่พลนายใหญ่เริ่มคิด “ท่ายาก” ไว้รองรับ
เริ่มมีรายงานทางสื่อถึงแผน “โหวตโน” เพื่อพลิกเกม
ทั้งลากเข้าปมปัญหา จำนวน ส.ส.เปิดประชุมสภาฯ และเป้าหมายต่อเนื่อง เพื่อคืนร่างคืนสถานภาพผู้สมัคร “คนของนายใหญ่” ในพื้นที่ที่ต้องเลือกตั้งใหม่
เป็นสารพัดสารพัน “ท่ายาก” ของขั้วนายใหญ่
นั่นก็ไม่แพ้ “ท่ายาก” ของฝั่งเครือข่ายหนุนอำนาจพิเศษ ที่เตรียมแก้เกม กรณีหากจำเป็นต้องอยู่ในสถานภาพรัฐบาลเสียงข้างน้อย เดินหน้าแค่ไหนแค่นั้น ไปไม่ได้ก็ยุบสภา แบบยุบแล้วยุบอีก
ล้างกันหลายรอบ ให้อีกฝ่ายฝ่อไปเอง
ต่างฝ่ายต่างคิดท่ายากเตรียมไว้แก้เกมกันหลายชุด.

ทีมข่าวการเมือง