PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันจันทร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

อดีตส.ส.โดนดูด 'หญิงหน่อย' อวยพรขอให้โชคดี

มั่นใจพท.ชนะเลือกตั้ง ‘ปิยะณัฐ’ โผล่ซบพปชร. ‘เสรี’ แฉมีฝ่ายเผด็จการ จ่อหอบเงินหนีถ้าแพ้!

พลังดูดฉุดไม่อยู่ “ปิยะณัฐ” ควงเมียสมัคร พปชร. อุดมการณ์ยังเก็บไว้ในลิ้นชัก “กัลยา-มานิต” เขี่ยทิ้งพรรคเก่าเข้าซบตามคาด “สมศักดิ์” ยอมหลีกทางให้ก๊วนกำแพงเพชร “กอบศักดิ์” ลุยหาเสียงที่อุดรฯ “สนธิรัตน์” ไปหนองบัวลำภู “หญิงหน่อย” เดินสายนครพนมอุดรอยรั่ว ฟุ้งเลือดไหลออกไม่กระทบ ตัวเลือกเพียบ “ลดาวัลลิ์” บ่นหดหู่พฤติกรรมพรรคพลังดูด “สามารถ” ซัดเปลี่ยนอุดมการณ์ชั่วข้ามคืน รอวันดีเดย์ไม่มีอุทธรณ์-ฎีกา “เหลิม” ท้าให้รอดูใครคิดผิดคิดถูก “วรชัย” โวถูกดูดไป 20 ที่แค่นี้จิ๊บๆ ทษช.ชูแก้ปากท้องช่วยคนใต้ เจอเด็ก พปชร.ป่วนกลางวง กระทุ้ง คสช.หยุดจุ้นจ้าน “เต้น” โต้ไม่ใช่พรรคปาร์ตี้ลิสต์ “สมชัย” มาตามนัดเข้า ปชป. สวมบทหัวหมู่ทะลวงฟันแก้ รธน.-ก.ม.ลูก กระทุ้ง กกต.เป็นกลาง ไม่เอียงเพื่อชาติ “เสรีพิศุทธ์” แฉมีพวกเผด็จการเตรียมหอบเงินหนีถ้าแพ้เลือกตั้ง โพลชี้คนกังวลไม่ได้เลือกตั้ง

พลังดูดของพรรคพลังประชารัฐยิ่งคึกคัก เมื่อใกล้ครบเส้นตายการเข้าสังกัดพรรคในวันที่ 26 พ.ย. ล่าสุดเป็นคิวอดีต ส.ส.สระบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ตบเท้าเข้าสมัครเป็นสมาชิกพรรคเป็นที่เรียบร้อย ขณะที่พรรคเพื่อไทยเริ่มระส่ำ ออกมาโจมตีอดีต ส.ส.ที่เปลี่ยนอุดมการณ์เพียงชั่วข้ามคืน

“ปิยะณัฐ” ควงเมียเข้า พปชร.

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 25 พ.ย. ที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) นายปิยะณัฐ วัชราภรณ์ อดีต รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สมัยรัฐบาล พล.อ.สุจินดา คราประยูร พร้อมนางวิจิตรา วัชราภรณ์ ภรรยา เข้ามาสมัครเป็นสมาชิกพรรค มีนายสุรพร ดนัยตั้งตระกูล และนายมงคล จงสุทธนามณี แกนนำพรรค พปชร. ให้การต้อนรับ นายปิยะณัฐกล่าวว่า ต้องการสร้างโอกาสให้ประชาชน พัฒนาบ้านเมืองและแก้ปัญหาประเทศ ที่ผ่านมาบ้านเมืองมีปัญหามาก การจะแก้ปัญหาได้พรรคการเมืองถือเป็นส่วนหนึ่ง พปชร.อาจไม่ใช่พรรคที่ดีที่สุด แต่เป็นโอกาสที่ดีที่สุดในปัจจุบัน ที่จะทำให้การเมืองเดินหน้า ส่วนจะได้ลงสมัครรับเลือกตั้งในพื้นที่หรือไม่ ขึ้นอยู่กับพรรค ยืนยันว่าสุขภาพกายอาจมีปัญหาในทางการเมือง แต่สุขภาพใจเต็มร้อย

อุดมการณ์ยังเก็บไว้ในลิ้นชัก

ผู้สื่อข่าวถามถึงเสียงวิจารณ์ว่าพรรค พปชร.อาจเหมือนกับพรรคสามัคคีธรรม ที่สืบทอดอำนาจทหาร นายปิยะณัฐตอบว่า การวิจารณ์เป็นเรื่องปกติ แต่จะเป็นไปตามที่วิจารณ์หรือไม่นักการเมืองจะต้องช่วยกันร่วมกำหนดการทำงาน ส่วนกรณีพรรคสามัคคีธรรมตนไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ด้วย จึงไม่ทราบปัญหาภายใน แต่เมื่อมาอยู่พรรคนี้ก็ไม่ได้ยอมอะไรง่ายๆที่ไม่ถูกต้อง คิดว่าพรรคนี้จะไม่เหมือนกับพรรคสามัคคีธรรม เมื่อถามย้ำว่าต้องเอาอุดมการณ์ใส่ลิ้นชักเหมือนตอนเข้าร่วมรัฐบาล พล.อ.สุจินดาหรือไม่ นายปิยะณัฐตอบว่า อุดมการณ์เป็นเรื่องสำคัญแต่นำมาใช้เมื่อใดต้องดูสถานการณ์และโอกาสที่เหมาะสม ดูลิ้นชักของตัวเองอยู่เรื่อยๆ ยืนยันว่าอุดมการณ์ยังอยู่

“กัลยา” สละเรือ ปชป.ตามคาด

ต่อมาเวลา 13.00 น. นางกัลยา รุ่งวิจิตรชัย อดีต ส.ส.สระบุรี พรรคประชาธิปัตย์ เข้าสมัครสมาชิกพรรค พปชร. นางกัลยากล่าวว่า บอกกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เรียบร้อยแล้ว ยืนยันไม่มีความขัดแย้งใดๆ เพราะแนวทางของพรรคประชาธิปัตย์ กับพลังประชารัฐไม่แตกต่างกัน ทั้ง 2 พรรคไม่มีความขัดแย้งกันมากนัก รวมทั้งสถานการณ์ในพื้นที่ จ.สระบุรี ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรมาก จึงตัดสินใจเข้าร่วม ต่อมานายมานิต นพอมรบดี อดีต รมช.สาธารณสุข และอดีต ส.ส.ราชบุรี พรรคภูมิใจไทย สมัครเข้าเป็นสมาชิก

“สมศักดิ์” หลีกก๊วนกำแพงเพชร

นายธนกร วังบุญคงชนะ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ กลุ่มสามมิตร กล่าวว่า ยอมรับว่าหลังอดีต ส.ส.กำแพงเพชร พรรคเพื่อไทย ย้ายมาสังกัดพรรคพลังประชารัฐ ทำให้เกิดการทับซ้อนกับผู้สมัครที่นายสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำพรรคพลังประชารัฐ คัดเลือกไว้ ทำให้นายสมศักดิ์ต้องเร่งทำความเข้าใจ และต้องให้เครดิตอดีต ส.ส.ที่ย้ายมา ผู้ใหญ่ในพรรค ได้หารือกันเบื้องต้นให้เครดิตอดีต ส.ส.เป็นตัวหลักลงสมัครรับเลือกตั้ง ส่วนผู้สมัครของกลุ่มนั้น 3 คน ยินดีช่วยเพื่อความสำเร็จของพรรคต่อไป ส่วนอีก 1 คน จำเป็นต้องย้ายไปอยู่พรรคอื่น ได้พูดคุยแล้ว

“กอบศักดิ์” ลุยหาเสียงที่อุดรฯ

ช่วงเช้าที่ทะเลบัวแดง บ้านเชียงแหว อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล โฆษกพรรคพลังประชารัฐ พร้อมว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.อุดรธานี ทั้ง 8 เขต ลงพื้นที่พบปะประชาชนเพื่อรับฟังความคิดเห็น มีผู้นำหมู่บ้านและชาวบ้านร่วมพันคนมารอต้อนรับ พร้อมฝากถึงรัฐบาลให้เพิ่มเบี้ยยังชีพคนชรา เพิ่มเงินรัฐสวัสดิการให้กับคนจนในส่วนที่สามารถกดเป็นเงินสด ส่วนตัวแทนของ อสม. เรียกร้องขอเพิ่มค่าตอบแทนจากเดิมที่ได้เดือนละ 600 บาท เป็น 1,000 บาท นายกอบศักดิ์จึงกล่าวกับผู้ที่มารับว่า วันนี้ไม่ได้มาหาเสียง แต่มารับฟังความคิดเห็น เพื่อนำไปเป็นแนวทางกำหนดนโยบายพรรค หากได้กลับมาเป็นรัฐบาลก็จะสามารถแก้ปัญหาได้ถูกทาง

“เจ๊หน่อย” เดินสายนครพนม

วันเดียวกัน เวลา 09.30 น. คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย ลงพื้นที่ตลาดเทศบาลตำบลนาแก จ.นครพนม พบปะเยี่ยมเยียนชาวบ้าน โดยเดินทักทายพ่อค้าแม่ค้าในตลาดนาแก และแวะซื้อขนมดอกบัวของโปรดวัยเด็ก พร้อมรับฟังปัญหาจากพ่อค้าแม่ค้าถึงปัญหาเศรษฐกิจฐานรากที่ฝืดเคือง จากนั้นคุณหญิงสุดารัตน์เดินทางไปรับหนังสือจากชาวสวนยางพารา อ.นาแก ที่ร้องเรียนปัญหาราคายางพาราตกต่ำ และเปิดศูนย์ประสานงานพรรคเพื่อไทย มีอดีต ส.ส.ภาคอีสานหลายคนมาต้อนรับ อาทิ นายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ อดีต ส.ส.มหาสารคาม นายไพจิต ศรีวรขาน นางมนพร เจริญศรี อดีต ส.ส.นครพนม นายอนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์ อดีต ส.ส.มุกดาหาร คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวว่า อ.นาแก เดิมเป็นพื้นที่นายชูกัน กุลวงษา ที่ถูกดูดไปร่วมพรรคพลังประชารัฐ พรรคเพื่อไทยจึงส่งนายชวลิต วิชยสุทธิ์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อลงสมัครแทน ซึ่งได้รับการตอบรับจากชาวบ้านดี ประชาชนรอความหวังให้พรรคเพื่อไทยมาแก้ไขปัญหาปากท้อง เรามีนโยบายการแก้ปัญหาไว้แล้ว

มั่นใจเลือดไหลไม่กระทบพรรค

คุณหญิงสุดารัตน์ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีอดีต ส.ส.หลายคนย้ายพรรคว่า เป็นการตัดสินใจของแต่ละคน พรรคเจอปัญหานี้มาหลายครั้ง แต่ทุกครั้งก็ผ่านไปได้ ส่วนคนที่ถูกดูดไปเป็นการจากกันด้วยดี ขออวยพรให้โชคดี ส่วนใครที่มีอุดมการณ์เหนียวแน่น อดทนต่ออำนาจเงินและอำนาจอื่น ร่วมเดินต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยไปด้วยกัน ส่วนกรณีนายเดชนัฐวิทย์ เตริยาภิรมย์ บุตรชายนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ ที่ระบุถึงสาเหตุการย้ายพรรคเพราะถูกทอดทิ้งนั้น ยืนยันว่า ที่ผ่านมามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาตลอด เป็นสิทธิ์ของนายเดชนัฐวิทย์ แล้วแต่เหตุผลที่คนจะพูด ขออวยพรให้โชคดี ยังมั่นใจพรรคเพื่อไทยจะชนะการเลือกตั้ง ส่วนกรณีนายวราเทพ รัตนากร อดีต รมช.คลัง นำทีมอดีต ส.ส. กำแพงเพชร และนายอำนวย คลังผา อดีต ส.ส.ลพบุรี ย้ายไปพรรคพลังประชารัฐนั้น เราเตรียมคนลงสมัครแทนไว้แล้ว พรรคมีคนดี มีความสามารถ มีอุดมการณ์พร้อมลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. มากเกินกว่าเขตที่มีด้วยซ้ำ การย้ายพรรคจึงไม่กระทบกับเรามากนัก

หดหู่พฤติกรรมพรรคพลังดูด

นางลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า รู้สึกหดหู่ใจในพฤติกรรมบางพรรคการเมืองที่ค่อนข้างได้เปรียบพรรคอื่น ใช้พลังดูดนักการเมืองมาเข้าสังกัดให้มากที่สุด หวังชนะเลือกตั้งเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล กำลังถูกสังคมตั้งคำถาม จงใจใช้คดีความมาบีบ และใช้การแบ่งเขตมาบีบให้ย้ายพรรคใช่หรือไม่ การดูดอดีต ส.ส.เข้าสังกัดโดยละทิ้งอุดมการณ์ ไม่คำนึงถึงคุณสมบัติที่ดีของนักการเมืองนั้น หวั่นใจว่าจะทำให้การเมืองถอยหลังลงคลอง เตือนด้วยความหวังดีว่าระวังจะซ้ำรอยพรรคสามัคคีธรรม ที่ใช้วิธีดูด บีบอดีต ส.ส. สุดท้ายแม้จะชนะเลือกตั้ง แต่กลายเป็นพรรคต้นธารแห่งความขัดแย้งที่สังคมรังเกียจ จนไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้

ซัดเปลี่ยนอุดมการณ์ชั่วข้ามคืน

นายสามารถ แก้วมีชัย อดีต ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เชื่อว่าสถานการณ์ภายในพรรคขณะนี้คงนิ่งแล้ว อดีต ส.ส.ที่คิดย้ายพรรคน่าจะหมดแล้ว คนที่ย้ายไปต่างมีเหตุผลของตัวเอง บางคนเข้าใจในเหตุผลความจำเป็นที่ต้องย้าย แต่บางคนที่บอกยึดมั่นประชาธิปไตยด่าเผด็จการมาตลอด แค่ชั่วข้ามคืนกลับเปลี่ยนอุดมการณ์ ก็น่าสงสัย เพราะอุดมการณ์ต้องใช้เวลาเพาะบ่มนาน และควรมั่นคงตลอดไป แต่กลับเปลี่ยนไปด้วยเหตุผลที่ไม่ค่อยมีน้ำหนัก ส่วนที่มองว่าอดีต ส.ส.ที่ถูกดูดไปเป็นพวกเกรดเอนั้น พรรคต้องหาคนมาทดแทน แม้จะได้เกรดไม่เท่าเดิม ได้เท่าไรเอาเท่านั้น ไม่แน่ว่าเกรดเอเพราะอยู่เพื่อไทย ไปอยู่ที่อื่นอาจสอบตกก็ได้อย่าดูถูกประชาชน

รอวันชี้ชะตาไม่มีอุทธรณ์-ฎีกา

นายสามารถยังโพสต์เฟซบุ๊กเพิ่มเติมว่า “ทำอะไรให้เกรงใจประชาชนบ้าง ไม่น่าแปลกใจยิ่งใกล้วันที่ 26 พ.ย. จึงมีปรากฏการณ์นักการเมืองย้ายพรรค ต่างคนต่างมีเหตุผล อะไรที่ไม่เคยคิดว่าจะเห็นก็ได้เห็น ไม่เคยคิดว่าจะได้ยินก็ได้ยิน คนที่พูดมาตลอดว่ายึดมั่นในอุดมการณ์ประชาธิปไตย จะต่อสู้กับฝ่ายเผด็จการ จู่ๆก็หันไปอยู่กับฝ่ายที่โจมตีว่ากล่าวเขามาตลอด ด้วยเหตุผลข้ออ้างที่ฟังแล้วไม่น่ามีน้ำหนัก แปลกใจและพยายามเข้าใจกลุ่มคนที่ย้ายพรรค แต่ยังสงสัยว่ากว่าจะหล่อหลอมเป็นอุดมการณ์ได้ต้องใช้เวลาบ่มเพาะมานาน และควรมั่นคงตลอดไปทำไมจึงเปลี่ยนกันง่ายเพียงชั่วข้ามคืน ต้องอย่าลืมว่าประชาชนเขาเฝ้ามองท่านอยู่ เขาคือผู้ตัดสินพฤติกรรมของท่านว่าเหมาะสมหรือไม่เพียงใด ในวันที่ 24 ก.พ.2562 ไม่มีอุทธรณ์ ฎีกา ครับ”

“เหลิม” ท้าให้รอดูคิดผิดคิดถูก

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง อดีตรองนายกรัฐมนตรี และแกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า “เพื่อนสมาชิกนักการเมืองที่เคารพรัก วันนี้คงเป็นโอกาสสุดท้าย ที่ท่านจะตัดสินใจสังกัดพรรค บรรดาผู้ที่เปลี่ยนแปลงสังกัดพรรค ไม่ว่าจะด้วยความจำเป็นอย่างใด ไม่มีใครรู้จริงเท่าตัวท่านเอง แต่ละคนมีภูมิต้านทานไม่เหมือนกัน ผมเคารพในการตัดสินใจของท่าน ขอให้ทุกท่านประสบความสำเร็จ คงพบกันในสนามเลือกตั้ง ประชาชนจะเป็นคนตัดสินใจว่าใครจะได้กลับเข้าสู่สภา เมื่อถึงวันนั้นความถ่องแท้จะปรากฏว่าใครคิดผิดคิดถูก ผมมองทุกท่านเป็นมิตร ถึงจะอยู่ต่างพรรค แต่เป็นพวกเดียวกัน ขอให้ทุกท่านโชคดี”

“วรชัย” โวถูกดูดไปแค่ 20 จิ๊บๆ

นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ขอให้ทุกคนไปดี ใครจะไปอยู่ไหนถือเป็นสิทธิ แต่ประชาชนจะเป็นผู้ตัดสิน คนที่ย้ายออกไปประมาณ 20 คน ถือว่าเป็นจำนวนเล็กน้อยหากเปรียบเทียบกับอดีต ส.ส.ของพรรคเมื่อการเลือกตั้งปี 2554 และมีปรากฏการณ์สำคัญตอนที่เราเริ่มเดินสายหาสมาชิกทั่วประเทศ มีคนมาสมัครจำนวนมาก หลายจังหวัดใบสมัครเป็นสมาชิกไม่เพียงพอ เช่นที่ จ.อุบลราชธานี ประชาชนแห่กันมาที่จุดรับสมัคร เอาใบสมัครไป 500 ใบแต่มาสมัครกันถึง 5,000 คน รับสมัครได้เพียง 3,000 คน เพราะเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ จึงมองว่าแม้อดีต ส.ส.จะย้ายออกไป แต่เรามีประชาชนมาให้กำลังใจล้นหลาม ทำให้เห็นว่าประชาชนต้องการใคร ตรงนี้จะมีผลต่อการเลือกตั้งแน่นอน ความยิ่งใหญ่ของพรรคการเมืองไม่ได้ขึ้นกับตัวผู้สมัคร แต่อยู่ที่ประชาชนเขาจะเลือกใคร

ทษช.ชูแก้ปากท้องช่วยคนใต้

ที่โรงแรมราวดี จ.นครศรีธรรมราช พรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) จัดประชุมตั้งสาขาและเลือกกรรมการสาขาพรรคที่ภาคใต้ มี ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช หัวหน้าพรรคไทยรักษาชาติ นางสุนีย์ เหลืองวิจิตร รองหัวหน้าพรรค นายสุธรรม แสงประทุม อดีต รมช.ศึกษาธิการ นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนํา นปช. เข้าร่วม โดยนายธีระศักดิ์ นาคแก้ว หรือ “กำนันดำ” ลุงของนายณัฐวุฒิ นำญาติ และชาวบ้านกว่า 2,000 คน มารอต้อนรับ ระหว่างนั้นนายชญานิน คงสง แกนนำม็อบชาวสวนยางสี่แยกควนหนองหงษ์ อ.ชะอวด ที่เคยประท้วงขับไล่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นำอดีตสมาชิก กปปส.เดินเข้ามาในห้องประชุม นายณัฐวุฒิจึงเชิญขึ้นเวที โดยนายชญานินกล่าวยอมรับว่า เคยทำผิดในครั้งก่อน รู้ว่าตกเป็นเครื่องมือของบางพรรค วันนี้เลยนำผู้ร่วมอุดมการณ์จำนวนหนึ่งมาสมัครเป็นสมาชิกพรรคไทยรักษาชาติ ร่วมต่อต้านเผด็จการทุกรูปแบบ

ฉุนเด็ก พปชร.แสดงท่าทียั่วยุ

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ช่วงที่พรรคไทยรักษาชาติจัดกิจกรรมอยู่นั้น มีนายสายัญห์ ยุติธรรม ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคพลังประชารัฐ พร้อมผู้ติดตาม 2 คน สวมเสื้อพรรคพลังประชารัฐ นำช่อดอกไม้ไปมอบให้นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ แกนนํา นปช. และยืนฟังการกล่าวปราศรัยของ ร.ท.ปรีชาพล นายณัฐวุฒิ และแกนนำพรรคไทยรักษาชาติ พร้อมตบมือเป็นระยะๆ สร้างความไม่พอใจให้กับกลุ่มแกนนำพรรคไทยรักษาชาติอย่างมาก เพราะเห็นว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมอาจนำไปสู่การสร้างความขัดแย้งใน จ.นครศรีธรรมราชได้

กระทุ้ง คสช.หยุดจุ้นจ้านได้แล้ว

ร.ท.ปรีชาพลกล่าวว่า คสช.ไม่ควรก้าวก่ายเรื่องการเลือกตั้ง เพราะ กกต.ในฐานะองค์กรอิสระเป็นหน่วยงานที่กำหนดเรื่องการเลือกตั้ง จะเห็นว่ารัฐมนตรีในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นแกนนำจัดตั้งพรรคการเมือง ชัดเจนว่ามีเจตนาต้องการสืบทอดอำนาจ จึงขอย้ำอีกครั้งว่าในวันที่ 7 ธ.ค. พรรคไทยรักษาชาติจะไม่ไปร่วมเวทีหารือระหว่าง คสช. กกต. และพรรคการเมือง

“เต้น” โต้ไม่ใช่พรรคปาร์ตี้ลิสต์

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ สมาชิกพรรคไทยรักษาชาติ กล่าวว่า 4-5 ปีที่ผ่านมา ปัญหาเศรษฐกิจ ผลผลิตการเกษตร ปัญหาประมงอยู่ในขั้นวิกฤติต่อเนื่องพรรคไทยรักษาชาติจึงตั้งใจทุ่มเทสุดความสามารถ เพื่อ พิสูจน์ความจริงใจให้ชาวภาคใต้ได้เห็น พรรคยังไม่ประกาศที่นั่ง ส.ส. เพียงแต่หวังที่นั่งเล็กๆในหัวใจคนภาคใต้ ให้เรามีโอกาสทำงานให้ ทุกพรรคการเมืองต้องทำชัยชนะเพื่อคะแนนเสียงมากที่สุดในแต่ละเขต ดังนั้นพรรคปาร์ตี้ลิสต์ที่มีการพูดถึงจึงไม่มีจริง ยืนยันพรรคจะส่งผู้สมัครที่มีคุณภาพที่สุดลงสู้ทุกเขตเลือกตั้ง แกนนำพรรคจะลงพื้นที่พูดคุยทุกเขต หวังว่าจะมี ส.ส.จากเขตเลือกตั้ง หากจะมีอดีต ส.ส.ไปร่วมงานกับพรรคฝ่ายผู้มีอำนาจ ไม่สามารถปฏิเสธได้ ขอให้ออกไป เพราะที่เดินเข้ามาใหม่มีอีกมาก ไม่เชื่อว่าประชาชนจะยอมให้นักการเมืองทรยศต่อเจตนารมณ์ได้ง่ายๆ

“สมชัย” มาตามนัดเข้า ปชป.

ช่วงบ่ายที่พรรคประชาธิปัตย์ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. เดินทางมาสมัครเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ โดยสวมเสื้อผ้าไหมสีแดงเลือดหมูตัวเดียวกับวันที่ถูกปลดออกจาก กกต. ซึ่งเจ้าตัวยอมรับว่าเป็นเสื้อที่เป็นจุดเปลี่ยนของชีวิต โดยมีนายสรรเสริญ สมะลาภา รองหัวหน้าพรรค ภาค กทม. นายอภิชาติ ศักดิเศรษฐ์ กรรมการบริหารพรรค ให้การต้อนรับพร้อมสวมเสื้อแจ็กเกตสีฟ้าที่มีสัญลักษณ์พรรคให้ ส่วน พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ อดีตรอง ผบช.น. เจ้าของฉายา “มือปราบหูดำ” จะมาสมัครในวันที่ 26 พ.ย. นายสรรเสริญกล่าวว่า ทราบว่านายสมชัยได้รับการทาบทามจากหลายพรรค แต่ตัดสินใจมาสมัครเพราะมั่นใจในตัวพรรค และอุดมการณ์ของพรรค พรรคจะพยายามวางตำแหน่งหน้าที่ให้นายสมชัย ให้สมกับความรู้ความสามารถ

ดันแก้ รธน.-กฎหมายลูก

นายสมชัยกล่าวว่า เหตุที่เลือกพรรคประชาธิปัตย์ เพราะทำหน้าที่เพื่อประชาชนได้ดีที่สุด มีอุดมการณ์ตรงกัน ยืนยันว่าไม่ได้มุ่งหวังอะไร อย่ามองว่าจะเรียกร้องใดๆ ไม่มีข้อเรียกร้องใดๆกับพรรคทั้งสิ้น ส่วนจะดำเนินกิจกรรมอะไรเป็นเรื่องที่ผู้บริหารพรรคจะพิจารณา ส่วนตัวสนใจผลักดันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะมีหลายประเด็นที่ไม่สามารถพัฒนาประชาธิปไตยได้อย่างยั่งยืน แต่เป็นกฎหมายที่เขียนขึ้นมาชั่วครั้งชั่วคราว คนร่างออกแบบรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูก เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่จะกลายเป็นปัญหาระยะยาว ดังนั้นจากความรู้ที่มีอยู่ หน้าที่ของพรรคการเมืองต้องช่วยกันเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูก เพื่อประโยชน์ต่อส่วนรวม จะเสนอเรื่องนี้เป็นเรื่องหลักต่อผู้บริหารพรรคต่อไป ส่วนจะลงสมัคร ส.ส.หรือไม่ ยังไม่คิด ถ้าถามความพร้อมโดยส่วนตัวเกิดที่สมุทรสาคร ถ้ามีที่ว่างและพรรคเห็นว่าเหมาะสมก็พร้อม หรือพื้นที่ กทม.ก็ให้ความสนใจ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับพรรคจะพิจารณา หรือจะให้ช่วยทำงานด้านอื่นก็พร้อม

ขอแสดงบทบาทนักวิจารณ์ต่อ

นายสมชัยกล่าวอีกว่า ยืนยันว่ายังคงบทบาทวิพากษ์วิจารณ์ในสิ่งที่ไม่ถูกต้องเหมือนเดิม ไม่เว้นแม้แต่กรณีของพรรค หากมีอะไรที่ไม่เหมาะสมจะให้ความเห็นตรงไปตรงมา รวมถึงผู้มีอำนาจในบ้านเมืองด้วย เพียงแต่สังคมอาจหวาดระแวงเพราะก่อนหน้านี้ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรค แต่ตอนนี้เป็นสมาชิกแล้ว ขณะนี้ยังไม่ถือว่าเข้าสู่เส้นทางการเมือง เพียงสมัครสมาชิกเท่านั้น เชื่อว่าเมื่อเป็นสมาชิกพรรคแล้วจะทำให้การเสนอความเห็นผ่านพรรคมีน้ำหนักมากขึ้น ให้พรรคดำเนินนโยบายที่เป็นประโยชน์กับประชาชน อย่างไรก็ตาม ขอให้กำลังใจ กกต. ต้องพร้อมทำงานเต็มที่เพื่อลดความกังวลของประชาชน เชื่อว่าทั้ง กกต. และสำนักงาน กกต.ทำได้ แม้จะมีคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 16/2561 ก็ไม่น่าเข้าไปแทรกแซงได้ เพราะ กกต.คงไม่ยอม คนเป็น กกต.ต้องยึดหลักความเป็นกลาง ความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ตั้ง ไม่เข้าข้างเอนเอียงให้ใครเป็นพิเศษ

เปิดตัวผู้สมัคร 4 จว.ชายแดนใต้

ที่ศูนย์ประสานงานการเลือกตั้ง ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ อ.เมืองสงขลา นายนิพนธ์ บุญญามณี นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรค ร่วมเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ใน 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จ.นราธิวาส เขต 1 นายกูฮาเซ็ม กูจินามิง เขต 2 นายเจ๊ะซู ตาเหย็บ เขต 3 นายฮาซูวัน เบ็ญรอฮฺมาน เขต 4 นายโฆไมนี ดารายีสายอ จ.ยะลา เขต 1 นายภูริพงศ์ พงษ์สุวรรณศิริ เขต 2 นายอับดุลเล๊าะ บุวา เขต 3 นายณรงค์ ดูดิง จ.ปัตตานี เขต 1 นายอันวาร์ สาและ เขต 2 นายอิสมาแอล เบญจอิบรอฮีม เขต 3 นายคอเลพ เจ๊ะนา เขต 4 นายฟรีดี เบญอิบรอน จ.สตูล เขต 1 นายอิบรอเหม อาดำ เขต 2 นายอนายฮอซาลี ม่าเหร็ม นายนิพนธ์กล่าวว่า พรรค ปชป.ได้วางตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ใน 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ครบ 13 เขตแล้ว จากการพูดคุยและให้แต่ละเขตประเมิน มั่นใจว่าว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. พรรค ปชป.จะได้รับการเลือกตั้งไม่น้อยกว่าการเลือกตั้งปี 54 คือ 11 ที่นั่ง และมีโอกาสสูงได้ทั้ง 13 ที่นั่ง เพราะว่าที่ผู้สมัครเป็นคนหนุ่มมีศักยภาพและอุดมการณ์

“ประภัตร” คุมจัดทัพผู้สมัคร

อีกด้าน นายยุทธพล อังกินันทน์ รองหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าทีมโฆษกพรรค กล่าวว่า น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา หัวหน้าพรรค ชาติไทยพัฒนา ลงนามในคำสั่งแต่งตั้งนายประภัตร โพธสุธน เลขาธิการพรรคชาติไทยพัฒนา เป็นประธานคณะกรรมการสรรหาผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง นายนิกร จำนง ผอ.พรรคชาติไทยพัฒนา เป็นเลขานุการคณะกรรมการสรรหาผู้ลงสมัคร รวมถึงที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคอีกตำแหน่งด้วย

นกหวีดลั่นรับ “เทือก” ที่ชุมพร

ที่ จ.ชุมพร นายสุเทพ เทือกสุบรรณ นำทีมงาน พรรครวมพลังประชาชาติไทย กราบสักการะศาล หลักเมืองชุมพร และสักการะพระบรมรูปรัชกาลที่ 5 มีกลุ่มแนวร่วม กปปส.มารอเป่านกหวีดต้อนรับ จากนั้นนายสุเทพและคณะเดินพบปะประชาชนในตลาดสดเมืองชุมพร มีบรรดาพ่อค้าแม่ค้าตะโกนให้นายสุเทพสู้ๆ พร้อมเป่านกหวีดเสียงดังสนั่น และขอถ่ายรูปคึกคัก นายสุเทพกล่าวว่า จะเดินคารวะแผ่นดิน ให้ครบทุกจังหวัด เสียงสะท้อนจากชาวบ้านส่วนใหญ่ อยากให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว ส่วนกรณีการส่งผู้สมัครลงชนกับนายชุมพล จุลใส หรือ “ลูกหมี” อดีต ส.ส.ชุมพร พรรคประชาธิปัตย์ คนสนิทนั้น เรื่องการเมืองต้องแยกจากกัน เข้าใจ “ลูกหมี” ดีที่ไม่ออกมาต้อนรับเพราะกลัวถูกขับออกจากพรรคประชาธิปัตย์ แต่ความเป็นเพื่อน เป็นพี่น้อง ทุกอย่างยังเหมือนเดิม

“เสรี” แฉมีคนเตรียมหอบเงินหนี

ที่ จ.แพร่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย นำคณะร่วมเปิดศูนย์ประสานงานพรรคเสรีรวมไทย ของว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.แพร่ทั้ง 2 เขต พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์กล่าวว่า ขณะนี้มีการซื้อขาย ส.ส.กัน แต่เราไม่ได้ซื้อใครมา คนแพร่นับเป็นคนที่มีอุดมการณ์ แพ้ชนะไม่สำคัญ หากพี่น้องรักประชาธิปไตย อย่าไปสนับสนุนพรรคที่หนุนเผด็จการ “ผมมีข้อมูลมาว่า หากการเลือกตั้งครั้งนี้ทางฝ่ายเผด็จการ และคนในรัฐบาล หากรู้ว่าตัวเองจะแพ้ มีหลายคนเตรียมหอบเงินหนีออกต่างประเทศแน่นอน”

ไล่ตะเพิด “กฤษฎา” บ้อท่า

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมถึงการแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำของรัฐบาลว่า เป็นการแก้ปัญหาที่แย่มาก มาตรการช่วยเหลือชาวสวนยางไร่ละ 1,800 บาท เพื่อให้หยุดเดินขบวนถือว่าเอาเงินภาษีประชาชนไปละลายน้ำ ขณะที่ราคายางยังเหมือนเดิม การแก้ปัญหาเช่นนี้ถือว่านายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ ไม่มี ประสิทธิภาพ ราคายางตกต่ำมา 4-5 ปี หากอยากทราบว่าทำอย่างไรให้ยางราคากิโลกรัมละ 60 บาท พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และนายกฤษฎามาขอคำปรึกษาตนได้ วันนี้ชาวบ้านต้องเดือดร้อนแสนสาหัส ต้องเปลี่ยนตัวรัฐมนตรี ยิ่งรัฐบาลคิดสืบทอดอำนาจต่อผ่านพรรคพลังประชารัฐ ยิ่งน่ากลัว อยู่มา 4 ปีกว่า มีมาตรา 44 ยังแก้ปัญหาไม่ได้ ต่อไปถ้าไม่มีมาตรา 44 ยิ่งถือเป็นฝันร้าย

โพลชี้คนกังวลไม่ได้เลือกตั้ง

วันเดียวกัน สวนดุสิตโพลเปิดสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 1,070 คน เรื่อง คนไทยอยากรู้เรื่องอะไรบ้างที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง พบว่าส่วนใหญ่ร้อยละ 63.96 อยากทราบวันเลือกตั้งที่แน่นอน เพราะมีกระแสข่าวเลื่อนเลือกตั้ง กังวลว่าจะไม่ได้เลือกตั้ง รองลงมาคือการแบ่งเขตเลือกตั้ง จะได้รู้พื้นที่ตนเอง และสิ่งที่อยากบอกกับผู้สมัคร ส.ส. ควรมีนโยบายทำเพื่อบ้านเมือง เพื่อประชาชน เน้นพัฒนาประเทศ คัดเลือกผู้สมัครที่ดี เหมาะสม ไม่สร้างความขัดแย้ง สำหรับสิ่งที่อยากบอกกับ กกต. ที่มีหน้าที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ส่วนใหญ่ร้อยละ 70.36 ให้ยึดความยุติธรรม เป็นกลาง ทำงานอย่างอิสระ ไม่ยอมให้โดนแทรกแซง รองลงมายึดตามกฎหมาย ปฏิบัติหน้าที่อย่างเคร่งครัด

พท. เคลิ้มผลโพลยก “เจ๊หน่อย”

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด คณะทำงานสื่อสารการเมืองพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ผลสำรวจของนิด้าโพล ที่ระบุความคิดเห็นประชาชนส่วนใหญ่สนับสนุนคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย เป็นนายกฯ และอยากให้พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลนั้น ขอบคุณประชาชนที่ให้ความเชื่อมั่นพรรคเพื่อไทย ทั้งที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ครองอำนาจมา 5 ปี พูดฝ่ายเดียวมาตลอด แต่คะแนนนิยมยังเป็นรองพรรคเพื่อไทย แม้จะมีพลังดูดอดีต ส.ส.ออกไป แต่ประชาชนยังเชื่อมั่นพรรคเรา ดังนั้น รัฐบาลและ คสช.ควรรีบปลดล็อก พรรคการเมืองได้แล้ว

“วิษณุ” ให้รออีกนิดวันปลดล็อก

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. กำหนดหารือกับพรรคการเมืองในวันที่ 7 ธ.ค. เพื่อพิจารณาเรื่องปลดล็อก ว่า ในวันนั้นน่าจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจนในการปลดล็อก ส่วนจะมีการร่างระเบียบหรือข้อตกลงร่วมกันหรือไม่ อยู่ที่คสช.พิจารณา ส่วน 4 รัฐมนตรีที่ไปร่วมงานพรรคพลังประชารัฐ ตนไม่เคยไปให้คำปรึกษาเรื่องพรรค แค่ถามบางเรื่องที่เกี่ยวกับตัวเขา

เลขา กกต.พร้อมแจงเลือกตั้ง

พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต. กล่าวถึงความคืบหน้าการแบ่งเขตเลือกตั้งว่า วันที่ 25 พ.ย. จะเป็นวันสุดท้ายที่สำนักงาน กกต.จังหวัดเปิดรับคำร้อง คำคัดค้าน จากนั้นสำนักงาน กกต.จังหวัดต้องนำเสนอให้สำนักงาน กกต.รับทราบ กกต.จะเร่งพิจารณาให้เสร็จโดยเร็ว ส่วนกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ กำหนดวันหารือกับพรรคการเมืองวันที่ 7 ธ.ค. เบื้องต้นสำนักงาน กกต. จะมีรายงานความพร้อมเกี่ยวกับการเตรียมการจัดการเลือกตั้ง ส.ส.ให้ที่ประชุมรับทราบด้วย


นับถอยหลังสู่สนามเลือกตั้งเดิมพันอำนาจ : กรรมการต้องเป็นกลาง

หลังถูกกฎเหล็ก ม.44 ปลดจากกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็ประกาศลงสู่สนามการเมืองอย่างเต็มตัว มีหลักการยืนอยู่พรรคฝ่ายประชาธิปไตย มุ่งหน้าแก้รัฐธรรมนูญดีไซน์ใหม่เพื่อส่วนร่วม

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. มีหลายพรรคขนาดใหญ่ กลาง เล็ก ส่งความปรารถนาดีและให้เกียรติเทียบเชิญ พอเปรียบเทียบแนวทางของเรากับพรรคการเมืองต่างๆ พบว่าตรงกับ แนวทางของพรรคประชาธิปัตย์

และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยังประกาศจุดยืนไม่เอารัฐบาลสืบทอดอำนาจ แต่ถ้าวันหนึ่งอุดมการณ์เปลี่ยนไปก็สามารถเดินออกมาโดยไม่มีอะไรผูกมัด

วันนี้ นายสมชัย ยังอดเป็นห่วงกระบวนการทำงานของ กกต. สุ่มเสี่ยงก่อให้เกิดวิกฤติการเมืองในอนาคต หากบริหารจัดการเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม

เคยย้ำมาตลอดถึงปัญหารากฐานเกิดจากการเขียนรัฐธรรมนูญ กำหนดคุณสมบัติของ กกต.ขั้นเทพ พอได้ผู้ที่คุณสมบัติครบ ก็ได้คนที่อาจจะไม่มีปฏิสัมพันธ์ในเรื่องเหล่านี้มาก่อน

ตอนนี้การทำงานต้องฝากความหวังค่อนข้างมากไว้กับสำนักงาน กกต. ซึ่งคอยเสนอทางเลือกต่างๆ เพื่อเป็นแนวทางตัดสินใจที่ดีให้กับ กกต. และคอยเสนอกระบวนการ ขั้นตอนต่างๆ กฎระเบียบให้ กกต.ได้รับทราบ เพื่อให้ทำงานได้

สำนักงาน กกต.แม้เป็นมืออาชีพ เคยชินกับการเลือกตั้งมาถึง 20 ปี แต่ราชการอาจจะไม่กล้าตัดสินใจหรือกล้าคิดริเริ่ม กล้าเสี่ยงที่จะทำงานให้ประสบผลสำเร็จ การทำงานค่อนข้างเป็นงานประจำ อันนี้น่าเป็นห่วง

กกต.ก็ไม่สามารถอาศัยศักยภาพของสำนักงาน กกต. ในการทำงานได้อย่างเต็มที่ การเรียนรู้สิ่งต่างๆในเวลาอันสั้นก็ทำได้ยาก

ทั้งหมดนี้เกิดจากรัฐธรรมนูญและการตัดสินใจเปลี่ยนม้ากลางศึกของ คสช. เอาคนที่ไม่รู้เรื่องในด้านนี้มาทำหน้าที่เป็น กกต. ภายใต้หลักต้องทำงานให้เกิดผลดี โดยไม่ยึดหลักการเอาผู้ที่เคยมีประสบการณ์และกำกับการดูแลการเลือกตั้งมาตลอดระยะเวลา 4 ปี

เห็นใจ กกต.ชุดใหม่ ซึ่งไม่ได้เป็นเทวดา สามารถเนรมิตสิ่งต่างๆให้ได้ ขอย้ำว่าปัญหาเกิดจากกติกาและการตัดสินใจของ คสช. ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจ ไม่ไว้วางใจ กกต.ชุดเก่า จึงเปลี่ยนชุดใหม่เข้ามา ที่อาจจะเป็นคนของคุณใช่หรือไม่ เราไม่รู้

เมื่อเปลี่ยนแล้วก็ต้องยอมรับสภาพ การทำงานอาจจะมีข้อขัดข้อง ติดขัด ไม่สามารถทำงานได้ผลเต็มที่

ดูภาพรวมมองเห็นปัญหาข้อติดขัดอะไรบ้าง ซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ นายสมชัย บอกว่า มีหลายเรื่อง เอาง่ายๆแค่การแบ่งเขตเลือกตั้งทั่วประเทศ ซึ่งต้องเกิดภายใต้กรอบกติกาที่ออกโดย กกต. ก็ยังทำไม่สำเร็จ ทำเสร็จแล้วแต่ไม่ยอมส่ง ทำไม่ถูกระเบียบ

ก็ขออำนาจที่เหนือกว่ามาช่วย อาศัยคำสั่งของ คสช.เพื่อนิรโทษกรรมให้ตัวเอง

ตัวช่วยดังกล่าวไม่ก่อให้เกิดผลดี เพราะอาจจะกลายเป็นทำให้รู้สึกว่าทำผิดได้ เดี๋ยวก็มีคนมาช่วยแก้

หลายเรื่องหลังจากนี้อาจนำไปสู่ปัญหาและยังไม่แน่ใจวิธีการของคนในสำนักงาน กกต.ว่าคิดอย่างไร

เช่น กรณีแรกการแบ่งเขต มีเจ้าหน้าที่สำนักงาน กกต.ส่วนหนึ่งเสนอว่าไม่ต้องฟังความเห็นจากประชาชน เคยขอในสมัยผมเป็น กกต.ว่า ถ้าเร่งรัดและไม่ทันจะขอตัดขั้นตอนการรับฟังความเห็นจากประชาชนออกได้ไหม

ความจริงทำไม่ได้ เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดเอาไว้ แต่ถ้า กกต.ไม่รู้และเชื่อเจ้าหน้าที่มากเกินไป หรือ กกต.รู้สึกว่าสิ่งที่เสนอขึ้นไปถูกต้อง ตัดสินตามเจ้าหน้าที่เสนอ กกต.ย่อมทำผิดรัฐธรรมนูญ

กรณีที่สองการพิมพ์บัตรเลือกตั้ง การเลือกตั้งคราวนี้มีความซับซ้อนมากขึ้น เขตการเลือกตั้งแต่ละเขตมีหมายเลขของพรรคไม่เหมือนกัน

“การทำบัตรเลือกตั้งที่สมบูรณ์ต้องมี 1.หมายเลข 2.ชื่อพรรค 3.โลโก้พรรค ถ้าสมบูรณ์ที่สุดต้องมีชื่อผู้สมัคร ส.ส. บางประเทศมีรูปผู้สมัคร ส.ส.ด้วย ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะได้ทราบข้อมูลแน่นอนก่อนเลือก”

ฉะนั้นบัตรเลือกตั้งต้องทำให้ถูกต้อง สอดคล้องเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ บัตรเลือกตั้ง 1 ใบเลือกทั้งคนทั้งพรรค

ตอนนี้กลัวใจของเจ้าหน้าที่สำนักงาน กกต.บางคน จะเสนอให้ กกต.ว่ากรอบการทำบัตรเลือกตั้งมันยุ่งยากเกินไปหรือไม่ ถ้าต้องพิมพ์บัตรเลือกตั้ง 350 แบบ จะหาโรงพิมพ์ที่ไหน ระยะเวลาพิมพ์อาจจะไม่ทัน การป้องกันการทุจริตก็จะทำได้ยากลำบากมากขึ้น

ในที่สุดจะเสนอให้พิมพ์เฉพาะหมายเลขผู้สมัคร ส.ส. พิมพ์ที่โรงพิมพ์แห่งเดียว ระบบการรักษาความปลอดภัยจะทำได้ง่าย การทุจริตทำได้ยาก

ผลตามมาผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งสับสน อาจจำหมายเลขผิด นึกจะเลือกพรรคนี้ก็ไปเลือกอีกเบอร์หนึ่ง

การฟ้องร้องจะเกิดขึ้นตามมาหรือไม่ ถ้ามีการฟ้องร้องเกิดขึ้นผลสุดท้ายจะเป็นอย่างไร วันดีคืนดีศาลวินิจฉัยว่า การออกแบบบัตรเลือกตั้งแบบนี้ผิด กกต.จะรับผิดชอบหรือไม่ การเลือกตั้งที่เกิดขึ้นมาแล้วจะเป็นอย่างไร หากมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นใหม่จะต้องเสียงบประมาณอีกหรือไม่ ทั้งหมดก็เป็นปัญหา

นอกจากนี้ ยังไม่มั่นใจว่า กกต.จะใช้กลไกผู้ตรวจการเลือกตั้งได้ดีหรือไม่ ประเด็นเกิดจากการออกแบบกติกาใหม่ จะไปต่อว่า กกต.ไม่ได้

กกต.ไม่ต้องการผู้ตรวจการเลือกตั้ง แต่ต้องการคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด ซึ่งทำงานประจำ อยู่ในพื้นที่นั้นๆ มีเครือข่าย มีส่วนงานคอยสนับสนุน มีกำลังคนเข้ามาช่วยเสริม มีความคิดใหม่ๆ ช่วยกำกับดูแลในการทำงานแต่ละจังหวัด

เป็นคนที่คอยตามในการทำงานของสำนักงาน กกต. เพื่อไม่ให้สำนักงาน กกต.มีอำนาจมากเกินไป

เมื่อยกเลิกกลไกเดิมและไปสร้างกลไกใหม่ โดยมีผู้ตรวจการเลือกตั้งในจังหวัด ซึ่งมี 2 คนเท่านั้นทำงานในจังหวัดนั้น ที่เหลืออีก 4 หรือ 6 คนไปทำงานในกลุ่มจังหวัดนั้น

คำถามคือ ผู้ตรวจการเลือกตั้งรู้จักคนในพื้นที่และรู้จักพื้นที่นั้นๆหรือไม่ มีต้นทุนค่าใช้จ่ายในการเดินทางมากน้อยแค่ไหนจะเกิดผลสำเร็จไปตรวจสอบ กำกับติดตามการเลือกตั้งได้แค่ไหน เป็นเครื่องหมายคำถามที่ท้าทาย

ถ้าทำงานไม่สำเร็จจะไปโทษ กกต.ไม่ได้ ต้องโทษฝ่ายออกกติกา ทั้งคนเขียนรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้ง

และที่น่าเป็นห่วงที่สุด คือ การหาเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์ผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ กกต.จะกำกับดูแลต้นทุนค่าใช้จ่ายได้อย่างไร ถึงจะอยู่ภายใต้กรอบที่กำหนดไม่มีการใช้จ่ายเกินกว่า กกต.กำหนดเอาไว้ เป็นโจทย์ใหญ่มาก

ยังไม่นับรวมจะมีขบวนการที่ไม่เปิดเผยว่า ตัวเองเป็นใคร ใช้วิชามารทำลายคู่แข่ง

วิธีการเหล่านี้ทำได้จากทั่วโลกไม่จำกัดเฉพาะในประเทศไทย ส่งคลิปมาจากสหรัฐอเมริกายังได้ โจมตีผู้สมัครคู่แข่งก่อนวันเลือกตั้ง 1 วัน เพื่อทำให้ผลการเลือกตั้งเปลี่ยนแปลงยังทำได้

กกต.จะตามทันหรือไม่ อาจจะเป็นส่วนที่ยากมากสำหรับ กกต. ถึงผมเป็น กกต.ก็บอกว่ายาก ไม่รู้จะทำอย่างไร ก็ต้องหารือกับหลายๆฝ่ายเพื่อหาทางแก้โจทย์นี้

“ภายใต้การแข่งขันที่รุนแรง เดิมพันประเทศ เดิมพันอำนาจรัฐ

ทุกฝ่ายต้องทุ่มเทต่อสู้เต็มที่ ยิ่งผู้มีอำนาจหรือรัฐมาเป็นหนึ่งในผู้เล่น

สิ่งที่กระทำโดยรัฐ โดยผู้นำประเทศอาจหมิ่นเหม่ สร้างความได้เปรียบเสียเปรียบทางการเมือง

กกต.จะกล้าสวมหัวใจสิงห์ไปเตือนหรือไม่ ถ้าเตือนแล้วยังทำต่อ จะมีวิธีการดำเนินการอย่างไรต่อ

โจทย์ใหญ่ที่สุดของ กกต. จะทำอย่างไรให้การเลือกตั้งสุจริตและเที่ยงธรรม

หากไม่สามารถสร้างภาพให้สังคมยอมรับว่า กกต.มีความกล้าหาญและเป็นกลางจริง

ความเชื่อถือของสังคมต่อการเลือกตั้งครั้งนี้จะหมดไป ผลการเลือกตั้งออกมาไม่เป็นที่ยอมรับ”

เกมชิงอำนาจรัฐเดิมพันประเทศ ทุกฝ่ายต้องต่อสู้ทุกรูปแบบ เป็นห่วงอำนาจรัฐจะเข้าไปแทรกแซง กกต.อย่างไร นายสมชัย บอกว่า ฝ่ายรัฐหรือผู้มีอำนาจต้องวางตัวเป็นกลาง

ไม่ใช้อำนาจเข้าไปแทรกแซงองค์กรอิสระ จน กกต.ต้องเกรงใจ หรือการเกรงกลัวที่จะต้องรับฟังข้อเสนอ เพราะมีอำนาจ ม.44 ที่เหนือกว่าจะทำการปลดออกได้

เป็นสิ่งที่ผู้มีอำนาจควรคิดให้ออกว่าควรทำหรือไม่ พึงรู้ได้ด้วยตนเอง.

ทีมการเมือง

วันอาทิตย์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

เส้นทางนายกฯคนใหม่

ใกล้เข้ามาอีกไม่นานการเมืองจึงคึกคักรอหย่อนบัตร ถามว่าใครจะเป็นนายกฯคนใหม่ต้องเริ่มจากการโหวตในรัฐสภา จากนั้นต้องหาพรรคพวกมาร่วมเป็นรัฐบาลมั่นคงเพื่อไปให้รอด

ข่าว “เขย่าขวด” สุดสัปดาห์นี้ว่าไปแล้วการเมืองที่กำลังก้าวเดินไปสู่การเลือกตั้งดูท่าจะคึกคักเป็นพิเศษ

นั่นเพราะประเด็นหนึ่งคือการเลือกตั้งหายเข้ากลีบเมฆไปเสียหลายปี

ใช่ว่าบรรดานักการเมืองเท่านั้นที่จะเหี่ยวแห้งเนื่องจากไม่มีเวทีให้เล่น ประชาชนคนที่เคยได้ไปใช้สิทธิก็พลอยเฉาไปด้วย

จะเปิดเวทีอีกครั้งก็เลยคึกคักกันไปทั้งประเทศ

นักธุรกิจ นักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศก็คงจะอยู่ในบรรยากาศเดียวกัน การตัดสินใจอะไรต่างๆก็รอตรงนี้แหละ...

ใครเป็นนายกฯคนใหม่ พรรคไหนจะได้เป็นรัฐบาลค่อยมาว่ากันอีกที

วันนี้...พรรคพลังประชารัฐดูเหมือนจะมีการจับตาความเคลื่อนไหวมาก คงมาจากการที่นักการเมืองเก่า อดีต ส.ส. อดีตรัฐมนตรีเข้าไปสังกัดอย่างได้เนื้อได้น้ำ

กลายเป็นตัวเต็งขึ้นมาเทียบกับเพื่อไทย

ประชาธิปัตย์จึงถูกมองกันห่างๆ เท่านั้น

ผลการเลือกตั้งที่จะออกมาจาก จำนวน ส.ส. 500 คน ระบบเขตเลือกตั้ง 350 คน ที่เหลืออีก 150 คนมาจากปาร์ตี้ลิสต์

ครึ่งหนึ่งหรือกึ่งหนึ่งคือ 250 เสียง พรรคไหนจะมาเป็นรัฐบาลก็ต้องรวบรวมเสียงให้ได้เกินกว่า 251 คนขึ้นไปจึงจะมั่นคงในเสถียรภาพและบริหารประเทศได้

การเมืองด้วยกฎกติกาที่เปลี่ยนไปมีการใช้สิทธิพรรคการเมืองทุกพรรคสามารถเสนอบัญชีรายชื่อบุคคลที่จะเป็นตัวแทนของพรรคเพื่อชิงตำแหน่งนายกฯพรรคละ 3 คน

เท่ากับว่าประชาชนได้รับรู้ล่วงหน้าว่าบุคคลที่จะมีโอกาสเป็นนายกฯในฐานะตัวแทนพรรคและยังสามารถกาบัตรเลือกนายกฯได้ด้วยในใบเดียวกัน

ว่ากันว่า เกมการชิงเก้าอี้นายกฯหลังเลือกตั้งน่าจะเป็นตัวขับเคลื่อนทางการเมืองอย่างมีนัยสำคัญ

ที่ว่าอย่างนี้ อยากยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดขึ้น อย่างพรรคพลังประชารัฐที่จะเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ

250 ส.ว.คือเสียงที่อยู่ในกำมือของ คสช.ที่แต่งตั้งเองกับมือ

อยู่ที่ว่าในจำนวนนี้จะได้เสียงเต็มๆหรือไม่?

เท่ากับว่าพรรคกองหนุนมี 250 เสียงแล้ว หากได้เสียง ส.ส.อีกอย่างน้อยต่ำสุด 126 เสียง บวกกันแล้วก็จะได้ 376 เสียง ก็เกินครึ่งจากจำนวนสมาชิกรัฐสภา 750 คน

ได้เสียงเท่านี้ก็ได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ทันที

แต่แม้จะได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาให้เป็นนายกฯ ทว่ายังจะต้องจัดตั้งรัฐบาลซึ่งต้องเน้นว่าต้องได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งจึงจะบริหารประเทศไทย

มิฉะนั้นไปไม่รอดตั้งแต่เริ่มต้น!

นี่เป็นปัจจัยที่ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์มีโอกาสสูง...และอยู่ในฐานะได้เปรียบ

แต่หลังจากนั้น ในขั้นตอนตั้งรัฐบาลจึงอยู่ที่ความสามารถว่าจะดึงพรรคการเมืองอื่นๆมาร่วมรัฐบาล

ตรงนี้ต้องฝีมือระดับ “หลงจู๊” เท่านั้น

เว้นแต่จะได้เสียงมากอย่างที่คุยว่าจะได้เท่านั้นเท่านี้ก็ง่ายๆหน่อย หรือพรรคการเมืองที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้าก็ง่ายขึ้นหน่อย

ตลาดนักการเมืองในห้วงนั้นจะเป็นอย่างไรน่าจะเห็นภาพได้

ว่าไปแล้ว น่าจะเรียกได้ว่าเป็นตลาด “ก๊อก 2” ที่หาทุนเข้ากระเป๋าได้อีกลอตหนึ่ง เพราะถ้าได้เป็นนายกฯ

แต่ไม่มีฝ่ามือช่วยดันก้นก็ไร้ประโยชน์!!!

“ลิขิต จงสกุล”

จับตา “2 ขั้ว” ชิงอำนาจเกมใหม่เงื่อนไขเก่า

กึ๋นประชาชน ชี้ขาดเลือกตั้ง

ฝนยังตกประปราย ทั่วประเทศอุณหภูมิลดลง บรรยากาศปลายฝนต้นหนาว

เข้าสู่สัปดาห์สุดท้ายปลายเดือนพฤศจิกายน ห้วงเวลาสำคัญของคนการเมือง ตามเงื่อนไขสถานการณ์สังกัดพรรคครบ 90 วัน เพื่อการันตีสิทธิลงสนามเลือกตั้ง ซึ่งจะครบกำหนดเส้นตายในวันที่ 26 พ.ย.นี้

โดยนับย้อนหลังจากกำหนดเข้าคูหากาบัตรในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562

นั่นหมายถึงคิวเลือกตั้งต้องเป็นไปตามโรดแม็ปที่คสช.ล็อกปฏิทินไว้

ถึงตรงนี้แล้ว ถ้าไม่มีเหตุฉุกเฉิน ปัจจัยแทรกกะทันหันแบบพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน แนวโน้มไม่น่าจะมีอะไรทำให้คิวหย่อนบัตรเลือกตั้งวันที่ 24 ก.พ.ปีหน้าต้องเลื่อนออกไป

แบบที่นายอิทธิพร บุญประคอง ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยืนยัน

ล่าสุดที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ลงมติให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จำนวน 2 คน ตามที่คณะกรรมาธิการสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบความประพฤติและพฤติกรรมทางจริยธรรม พิจารณาเสร็จแล้ว คือนายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ อดีตปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายฐิติเชฎฐ์ นุชนาฏ ที่ปรึกษานายกสภาทนายความ

ถือว่าครบองค์คณะ เต็มตามจำนวน 7 เสือ กกต.

เหลือแค่รอความชัดเจนในที่ประชุมแม่น้ำ 5 สายที่ คสช.นัดประชุมใหญ่ร่วมกับพรรคการเมืองในวันที่ 7 ธันวาคมนี้ ยืนยันความชัวร์เลือกตั้งวันที่ 24 กุมภาพันธ์

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น แม้จะมีจังหวะที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ขยายเวลาให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดการแบ่งเขตเลือกตั้งออกไป

ซึ่งนั่นก็แค่การปลดล็อกเทคนิคทางข้อกฎหมายให้ส่งผู้สมัครได้จนถึงวันเลือกตั้ง ไม่ได้เกี่ยวกับ “เดดไลน์” สังกัดพรรค 90 วันแต่อย่างใด

“เส้นตาย” ยังเป็นไปตามกำหนดเดิมคือวันที่ 26 พฤศจิกายน

การย้ายพรรค ย้ายสังกัด ส.ส.จะปิดตลาดในอีกไม่กี่ชั่วโมงนับจากนี้ ต้องตีทะเบียนให้ทัน

ตามบรรยากาศสถานการณ์ที่ฝุ่นควันตลบอบอวล

พวกที่ดึงจังหวะรอตัดสินใจนาทีสุดท้าย ถึงเวลาหงายไพ่ เปิดหน้าเปิดตัวโชว์ความชัดเจน

และตามฟอร์ม “น้องใหม่” ที่ขยับขึ้นชั้นเป็น “ตัวเต็ง”

ทุกสายตาจับจ้องไปที่พรรคพลังประชารัฐ ที่มีทีมรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดปัจจุบันเป็นแกนนำขับเคลื่อนหลัก เป็นพรรคที่รู้กันทั่วบ้านทั่วเมืองว่า คือฐานต้นทุนทางการเมืองของ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ หัวหน้า คสช.

ใส่ชื่ออยู่ในบัญชี “นายกฯพรรค” ตีตั๋วไปต่ออย่างชอบธรรมฐานะ “นายกฯคนใน”

ซึ่งก็เป็นอะไรที่ถึงจุดทีมหนุน “นายกฯลุงตู่” ได้แสดงให้เห็นถึงขุมพลังที่จับต้องได้ ไม่ใช่ตัวเลขที่มโนกันลอยๆ

เริ่มออกตัวนับกันจากแต้มศูนย์

จากต้นทุน “มวยเกรดเอ” ที่เซียนเลือกตั้งใส่ตัวเลขล่วงหน้าได้

ไล่ตั้งแต่คิวที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตเลขาธิการพรรคไทยรักไทย กับนายสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำกลุ่มมัชฌิมา นำทีมกลุ่มสามมิตรเข้าสมัครเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐอย่างเป็นทางการ ตามด้วยทีมงานของ

นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข จากจังหวัดเลย นายวิรัช รัตนเศรษฐ ทีมนครราชสีมา กลุ่มอุบลราชธานี ที่มีนายสุพล ฟองงาม เป็นหัวขบวน รวมกับทีมภาคกลาง ภาคตะวันออกที่มาตามนัด

แต่ที่จัดว่าเซอร์ไพรส์หนักมาก นั่นคือทีมกำแพงเพชรของนายวราเทพ รัตนากร แกนนำระดับหัวแถวพรรคเพื่อไทยที่ถอนกำลังจากทีม “ทักษิณ” มาใส่เสื้อ “พลังประชารัฐ”

กระตุกแรงสั่นสะเทือนขุมข่าย “นายใหญ่” ระดับหลายแมกนิจูด

ถึงจะออกแนวพูดโม้ปั่นแต้ม 350 เสียง “วาทกรรมกลอนพาไป” แบบที่นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ออกตัวเขินๆแค่ลีลาปลุกอารมณ์ฮึกเหิม

แต่การเสริมหน้าตักทีมหนุน “นายกฯลุงตู่” ดูแล้วไม่ธรรมดา

ที่สำคัญไม่ใช่แค่ฐานแน่น กำลังพลชัด มันยังมีรายการ “ปล่อย ของ” อัดโปรโมชัน ตามจังหวะสถานการณ์ที่ประชุม ครม.นัดล่าสุด อนุมัติงบประมาณกว่า 8.69 หมื่นล้านบาท เดินหน้าอัดฉีดมาตรการช่วยคนจน ผู้มีรายได้น้อย คนชรา ข้าราชการเกษียณ เกษตรกร

แน่นอน อานิสงส์บุญของ “นายกฯลุงตู่” ส่งผลถึงยี่ห้อ “พลังประชารัฐ” โดยอัตโนมัติ

และโดยปรากฏการณ์เปรียบเทียบ จังหวะที่ทีมหนุน

“ลุงตู่” กำลังแรงขึ้นมา สวนทางกับยี่ห้อ “ทักษิณ” ที่แรงถดถอยลงไปตามกาลเวลา จากยุครุ่งเรืองสมัยไทยรักไทย มาพลังประชาชน จนมาพรรคเพื่อไทย

นายห้างดูไบ ขายแต่ของเก่ายี่ห้อ “ทักษิณ” ตีกินประชานิยม

ขณะที่คนคิดนโยบายตัวจริงเสียงจริงยุคไทยรักไทยอย่างนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ กัปตันทีมเศรษฐกิจ

วันนี้มาเป็นคลังสมองให้ยี่ห้อ “พลังประชารัฐ”

ลุยอัดมาตรการใหม่ๆแบบ “คิดเลย ทำเลย” ประชาชนแตะต้องสัมผัสได้

เสิร์ฟรัฐสวัสดิการ ซื้อใจชาวบ้านให้ลืมของเก่าที่เน่าเพราะแฝงเชื้อคอร์รัปชัน

เอาเป็นว่าเทียบกันตามเงื่อนไขสถานการณ์ ถ้าเลือกตั้งกันวันนี้ จากทรงมวยพรรคพลังประชารัฐน่าจะเป็นค่ายที่พร้อมขึ้นเวทีมากกว่าใคร

ฝั่งพรรคเพื่อไทย ทีมงาน “นายใหญ่” เสียอีก ที่โวยวายจะเลื่อนเลือกตั้งในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ปีหน้า ถึงขั้นอาละวาดด่า “หน้าด้าน” คสช.ออกมาตรา 44 ยืดเวลาแบ่งเขตเลือกตั้งออกไป

แต่ในอาการแฝงความปั่นป่วนวุ่นวายในกระบวนการจัดทัพ จากแยกกันเดิน รวมกันตี กลายเป็นแยกกันเดิน ตีกันเอง ยุทธการแตกแบงก์พันเป็นแบงก์ร้อย ปล่อยแถวลูกข่ายพรรคเพื่อไทยสลับฉากกับป้อมค่ายไทยรักษาชาติ ต่างคนต่างแย่งชิงโอกาสในการหาพื้นที่ยืนชิง ส.ส.

“เจ๊ฟัดเจ๊-เจ๊โซ้ยเฮีย” ล่อกันเองเลือดกบปาก

จากสถานการณ์ลักลั่นแบบที่เห็นกันเลยว่า แกนนำขาใหญ่พากันชิ่งหนี “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ จากพรรคเพื่อไทย ไปต่อแถวเด็กในพรรคไทยรักษาชาติ ยังไม่รวมคิวของพรรคเพื่อชาติ ที่ฉีกตัวออกไปรวบรวมไพร่พลคนเสื้อแดง

แย่งคิว เบียดโควตา ตัดแต้มกันวุ่นวาย ส่อเลือดไหลไม่หยุดจนนาทีสุดท้าย

“เจ๊แดง” กระจาย “เจ๊หน่อย” เอาไม่อยู่

อะไรไม่เท่ากับภาพสะท้อนยี่ห้อ “ทักษิณชัวร์” ส่อโตไม่ทัน

อาการแบบที่ต้องปล่อยกระแส “ลูกเจ๊เบียบ” นายปรีชาพล พงษ์พานิช หัวหน้าพรรคไทยรักษาชาติ คือ

ตัวจริงเสียงจริงที่อยู่เบื้องหลังการขุดคุ้ยนาฬิกาหรูถล่ม

“บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม เจ้าของผลงานหักเหลี่ยม “พี่ใหญ่ คสช.”

อัปเกรดโปรไฟล์แบบทางลัด ลบภาพ “แก๊งไอติม” ของ “น้องปู”

ดูจากยุทธศาสตร์ มันฟ้องทีม “ทักษิณ” ไม่แน่นปึ้กสมฟอร์มแชมป์เก่า

แต่อย่างไรก็ตาม โดยประวัติศาสตร์การเลือกตั้งหลังรัฐประหารในอดีตที่ผ่านมา

มันคือการชิงกระแสกันระหว่างฝ่ายประชาธิปไตยกับฝั่งเผด็จการทหาร

ตามแบบฟอร์มการต่อสู้ที่จับทางได้ ทีม “ทักษิณ” ที่เคลมบทพระเอกฝ่ายประชาธิปไตย สู้กับผู้ร้ายคือฝ่ายที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์สืบทอดอำนาจ

“บีบ” ประชาชนเลือกข้างประชาธิปไตยเสรีหรือเผด็จการ

งานนี้ “นายใหญ่” ชิงถือแต้มต่อในกติกาสากล บวกกับเงื่อนไขสถานการณ์ที่รัฐบาล คสช.อยู่มานาน และสภาวะปากท้องที่กระตุกอารมณ์ชาวบ้านได้ง่าย ในภาวะเศรษฐกิจซึมยาวทั่วโลก

ยกแรก ออกตัวด้วยฟอร์มนี้ ยังไงผู้นำทหารก็แต้มเป็นรอง

แต่ก็ต้องไม่ลืม ครั้งนี้ไม่เหมือนเดิม ต่างจากการเลือกตั้งหลังรัฐประหารที่ผ่านมา เพราะตลอด 4–5 ปี รัฐบาลของ “นายกฯลุงตู่” ทำการบ้านอย่างต่อเนื่อง

ทั้งในเรื่องเนื้องานด้านเศรษฐกิจที่เป็นจุดอ่อนก็เห็นกันชัดๆจากการ

ฟื้นจากสถานการณ์ติดลบจากวิกฤติการเมืองกลับมาเป็นบวก แถมการวางฐานการพัฒนาระยะยาวด้วยสารพัดเมกะโปรเจกต์อีอีซี รถไฟความเร็วสูง รถไฟฟ้า

เดินหน้าปักหมุดหมดแล้ว ตามแนวโน้มบ้านเมืองก็สงบ ปราศจากม็อบป่วนเมือง

เป็นเรื่องที่ประชาชนส่วนใหญ่พึงพอใจ “บิ๊กตู่” ทำให้ได้ใช้ชีวิตอย่างปกติสุข

ไม่นับกติการัฐธรรมนูญที่เอื้อให้ในห้วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี โดยเฉพาะ 250 ส.ว.ที่ร่วมโหวตเลือกนายกฯได้

จะมี “รอยด่าง” ที่ “นายกฯลุงตู่” ลบไม่ออก ก็ตรงเพื่อนพ้องน้องพี่ที่ “มอมแมม” ให้นักการเมืองขยายแผลจิกตี หักลบกับแต้มต้นทุนส่วนตัวที่โปร่งใส หลังบ้านแน่น เจาะไม่เข้า

สรุปเอาเป็นว่า ในจังหวะเข้าห้วง “เดดไลน์” ต่างฝ่ายต่างมีจุดเด่น จุดด้อย

ข้อได้เปรียบ เสียเปรียบ ถึงตรงนี้แทบจะเห็นกันหมดแล้ว

ตามแนวโน้มศึกชิงอำนาจประเทศไทยวนกลับมาฉากเดิม ศึกเก่า สงครามรอบใหม่

ภายใต้เงื่อนไขสถานการณ์เดิมพันแบบแพ้ไม่ได้

“ทักษิณ” สู้ตายครั้งสุดท้าย ประกาศชัด “ถึงตายแล้วก็ยังสู้”

ขณะที่ “บิ๊กตู่” ก็ไม่ยอมปล่อย “เสียของ” ซ้ำซากอีกแน่

แต่ที่สุดเลย ผลแพ้ ชนะ มันอยู่ที่ประชาชนคนไทย

จะตัดสิน บนปรากฏการณ์เลือกตั้งยุค 4.0 ภายใต้บริบทใหม่ เต็มไปด้วยข้อมูลข่าวสาร สื่ออยู่ในมือผู้คนทั่วไป โซเชียลมีเดียใช้เป็นเครื่องมือได้ทั้งด้านบวก ด้านลบ

ท้าทายกึ๋นคนไทย ได้ใช้วิจารณญาณกำหนดทิศทางอนาคตตัวเอง

ชั่งน้ำหนักระหว่างอารมณ์กับเหตุผล

กับผลการเลือกตั้งประชาธิปไตยแบบไทยๆที่จะเป็นกรณีศึกษาของโลก.

“ทีมการเมือง”

ห้ามเลือดกันไม่อยู่แล้ว

ได้ 7 อรหันต์เต็มอัตราศึก

ตามคิวที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ลงมติให้ความเห็นชอบ นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ และ นายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ ได้วีซ่าเป็นกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

กกต.ฟูลทีมครบโควตามาช่วยปั่นงานที่กำลังล้นมือ

ในจังหวะที่ต้องสปีดการทำงานให้ทันสนามเลือกตั้งเดือน ก.พ.2562 ที่งวดเข้ามาทุกขณะ

ท่ามกลางการตกเป็นจำเลยร่วม ถูกฝ่ายการเมืองเพ่งเล็ง มีส่วนในทฤษฎี “สมคบคิด” รับออเดอร์คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 16/2561 ยืดเส้นตายแบ่งเขตเลือกตั้งไปจนถึงวันที่ 11 ธ.ค.2561

เขี่ยลูกเกลี่ยเขตเลือกตั้งใหม่ จ้องโละผังการแบ่งเขตเดิมของ กกต.

คู่ขนานไปกับจังหวะบรรดาพรรคเล็กก่อหวอดขอเลื่อนการเลือกตั้งไปเป็นต้นเดือน พ.ค.ปีหน้า ตั้งท่าโปรยตะปูเรือใบเจาะยางเส้นทางโรดแม็ปคืนประชาธิปไตย

อย่างที่ปรากฏอาการงอแงของค่ายการเมืองต่างๆ โดยเฉพาะฝั่ง “เพื่อไทย–ประชาธิปัตย์” ผวาการแบ่งเขตเลือกตั้งครั้งใหม่จะไม่เป็นคุณกับพรรคตัวเอง

พากันของขึ้นใส่ คสช.และ กกต.ที่โชยกลิ่นช่วยพรรคพลังประชารัฐให้ได้เปรียบคู่แข่ง

ตามแอ็กชันแรงๆในเวทีหารือระหว่าง กกต.กับพรรคการเมือง ที่รุ่นใหญ่อย่าง นายชูศักดิ์ ศิรินิล คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย สบถคำ “หน้าด้าน” ประจานคำสั่งหัวหน้า คสช.เอาเปรียบคู่แข่ง

ขย่ม คสช.ต่อจาก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ตั้งข้อสังเกตคำสั่งหัวหน้า คสช.ดังกล่าวส่อเจตนาต่อรองบีบอดีต ส.ส.ให้ย้ายค่ายแลกกับการแบ่งเขตการเลือกตั้ง

2 ค่ายใหญ่เสียงดังกว่าใครเพื่อน ตามเหลี่ยมของฝ่ายการเมืองที่ต้องตีตนไปก่อนไข้ไว้ก่อน โดยที่ยังไม่รู้ผลการแบ่งเขตของ กกต.จะออกมาเป็นอย่างไร

อย่างน้อยได้ปลุกกระแสตีกินให้เกิดความระแวง คสช.และ กกต.จะใช้เทคนิคเล่นไม่ซื่อ

เรื่องของเรื่องส่วนหนึ่งก็เป็นผลจากความคลุมเครือของ กกต.ที่ยังไม่สามารถคอนเฟิร์มปฏิทินเลือกตั้งจะยังนิ่งอยู่ที่วันที่ 24 ก.พ.2562 หรือไม่ ตามท่าทีที่นายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต. โบ้ยให้ไปรอฟังคำตอบจากฝ่ายแม่น้ำ 5 สายเป็นผู้ชี้ขาด

หรือกรณีการแบ่งเขตเลือกตั้งก็ยังไม่เห็นความชัดเจนจะยึดตามรูปแบบเดิมที่ กกต.ดีไซน์ไว้หรือรูปแบบใหม่
ต้องไปลุ้นความชัดเจน รอการประชุมชี้ขาดระหว่างแม่น้ำ 5 สายกับนักการเมืองในวันที่ 7 ธ.ค.อีกครั้ง

นั่นย่อมทำให้นักเลือกตั้งอาชีพนั่งกันไม่ติด เพราะหากเขตเลือกตั้งเดิมถูกแบ่งพื้นที่ใหม่ ก็มีผลกระทบต่อฐานเสียงของบรรดาเจ้าถิ่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สถานการณ์เดิมของนักการเมืองอาชีพที่เป็นรองอยู่แล้ว ยิ่งระส่ำระสายมากยิ่งขึ้น

ตกเป็นเบี้ยล่างหลายด้านทั้งกลไกรัฐธรรมนูญไม่เอื้อต่อพรรคใหญ่ การออกแคมเปญเก็บแต้มตีกินของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. หรือการใช้เทคนิคแบ่งเขตเลือกตั้งชิงความได้เปรียบ

เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา บีบอดีตผู้แทนย้ายพรรคยกขบวน ป้อมปราการของหลายพรรคถูกทลาย

ยิ่งเส้นตายสังกัดสมาชิกพรรคครบ 90 วัน วันที่ 26 พ.ย.นี้ งวดเข้ามา ยิ่งเห็นภาพอดีต ส.ส.ย้ายค่ายถี่ขึ้นเรื่อยๆ

ที่อลหม่านหนักที่สุดขณะนี้คือ พรรคเพื่อไทย ที่อดีต ส.ส.หลายจังหวัดชิงสละเรือหนีตายก่อนครบเดดไลน์

ป้อมค่ายที่เคยเข้มแข็งหลายพื้นที่ กวาดผู้แทนยกจังหวัดต่างทิ้งพรรค เพื่อความอยู่รอด

ล่าสุดคือ นายวราเทพ รัตนากร อดีต รมช.คลัง ขุนพลคู่บุญพรรคเพื่อไทยที่อยู่กันมายาวนาน เตรียมนำอดีต ส.ส. กำแพงเพชร ไปเปิดตัวพรรคพลังประชารัฐ

หรือพื้นที่ของตายอย่าง จ.ลำปาง เชียงใหม่ ลพบุรี ก็มีแนวโน้ม ไม่ร่วมลงเรือลำเดียวกับเพื่อไทยอีก

แม้กระทั่ง นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ อดีต ส.ส.สุพรรณบุรี ที่โยกจากพรรคชาติไทยพัฒนา มาอยู่พรรคเพื่อไทย ก็หอบเสื้อผ้ากลับไปคืนดีกับค่ายเดิมแล้ว

ทั้งๆที่ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์เลือกตั้งพรรคเพื่อไทย ก็เพิ่งลงพื้นที่ไปสร้างฐานคะแนนที่ จ.สุพรรณบุรีมาไม่นาน

สะท้อนปรากฏการณ์ภายในพรรค “เจ๊หน่อย” คุมทัพไม่อยู่ ลูกทีมกระเจิดกระเจิงตีจากเป็นว่าเล่น ไม่ย้ายเข้าคอกในสังกัดพรรคไทยรักษาชาติ ก็พลิกขั้วไปสวามิภักดิ์ “ลุงตู่”

ของเดิมที่มีในมือแล้วก็รักษาไว้ไม่ได้ พวกที่ดูดมาแล้วก็เปลี่ยนใจไม่ไปต่อด้วย

เอาไม่อยู่ ห้ามเลือดกันไม่ไหวแล้วจริงๆ.

ทีมข่าวการเมือง

ในห้วงแห่งความ ‘ระส่ำ’

ยังไม่มีปัจจัย “เลื่อน” เลือกตั้ง

ไม่ใช่แค่แกนนำ คสช.หัวขบวนอำนาจพิเศษต้องคอยยืนยัน ย้ำโรดแม็ปเลือกตั้ง

ที่ปักธงไว้วันที่ 24 ก.พ.2562 ล่าสุดเป็นคิวของนายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต.ต้องช่วยสำทับโปรแกรม
หลังจากที่ตัวแทนพรรคเล็ก ในนามสหพรรคยื่นหนังสือถึง กกต.ขอให้เลื่อนเลือกตั้ง

อ่านท่าที “อำนาจพิเศษ” ก็พร้อมจะปล่อยมือ ขณะที่ “กรรมการ” เตรียมไปรอคุมเกมในสนาม ส่วนผู้เล่นทีมใหญ่เร่งวอร์มเครื่องจัดทัพก่อนออกสตาร์ตกันแล้ว จะมีก็เพียงพรรคเล็กพรรคน้อยคอยกระตุกคิว

สัญญาณเดิมยังไม่เปลี่ยนแปลง เว้นแต่เกิดเหตุฉุกเฉิน นั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง

เอาเป็นว่า สแกนคลื่นความถี่ ณ ห้วงนี้ คงต้องจับตาไปที่ป้อมค่ายการเมือง ที่เริ่มได้บทสรุปชัด ใครจะอยู่สังกัดใด ตามเงื่อนไขกติกา ต้องสังกัดพรรคให้ครบ 90 วัน เส้นตาย 26 พ.ย.นี้ ต้องเข้าค่ายตีตราให้เสร็จ

ล่าสุด ค่ายเอสเอ็มอีอย่างชาติพัฒนา ที่ถึงคิวคนรุ่นต่อไป ถึงแม้หน้าอาจไม่ใหม่ทางการเมือง แต่แนวคิดแนวทางเข้ายุคสมัย “เทวัญ ลิปตพัลลภ” ขึ้นแท่นหัวหน้าพรรค “ดล เหตระกูล” นั่งเลขาธิการพรรค

ส่วน “สุวัจน์ ลิปตพัลลภ” ฉีกตัวไปประคองน้องชายที่รับไม้ต่อ

พรรคชาติพัฒนามารอบนี้ ชูสโลแกนประจำค่าย ที่หยิบยืมวาทกรรมติดปาก “น้าชาติ” พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ อดีตนายกฯผู้ล่วงลับ มาใช้เข้าจังหวะบ้านเมือง ตามสไตล์ของพรรค

“โนพรอบเบลม” ชาติพัฒนา ไม่มีปัญหากับใคร

พรรคการเมือง “สายกลาง” ยืดหยุ่นสูง สเปกตัวแปรชั้นดี

ที่แน่นอน งานนี้คำว่าโคราช กับพรรคชาติพัฒนาถูกท้าทายหนักเหมือนทุกครั้ง รอบนี้ถ้าสแกนรายชื่อ ต้องจับตา 2 รองหัวหน้าพรรค “พงษ์ศิริ กุสุมภ์” อดีต ส.ว.นครราชสีมา “ธงชัย ลืออดุลย์” อดีตพ่อเมืองโคราชชาติพัฒนาโชว์ไต๋เด็ดสู้โปรแกรมเดือด รักษาฐาน

แต่ที่ยังแกว่งอยู่ น่าจะเป็นเครือข่ายที่เคยร่วมงานในร่มเงานายใหญ่ ที่เหลือ 2 ค่ายหลัก เพื่อไทย–ไทยรักษาชาติ ที่ “2 เจ๊” ไล่เช็กชื่อยื้อแย่งชิงตัว ชนิดต่อสายตรงถึงลูกทีมรายคน จนกระอักกระอ่วนไปตามกัน

สถานการณ์ไม่สู้ดี จน “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตผู้นำ ต้องเคลื่อนฐานมาที่สิงคโปร์

เร่งเขย่าสูตร เบรกศึกเจ๊ๆก่อนพังพาบทั้งขบวน

ไม่รวมลูกทีมที่ทยอยแหกค่าย ล่าสุดมีร่องรอยไม่ปกติ

ป้อมค่าย จ.กำแพงเพชร กำลังถูกทลาย

โดยลอตนี้ “วราเทพ รัตนากร” อดีตรัฐมนตรีตั้งแต่รัฐบาลไทยรักไทย จ่อนำลูกทัพเมืองชากังราว ทั้ง พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์–อนันต์ ผลอำนวย–ไผ่ ลิกค์–ปริญญา ฤกษ์หร่าย

จ่อไปเปิดตัวกับพลังประชารัฐ

สะเทือนเลื่อนลั่น แรงสั่นไหวกระแทกขั้วนายใหญ่หลายแมกนิจูด

ยังไม่รวมร่องรอยแปลกๆจากเมืองเชียงใหม่ กับทายาท “เตริยาภิรมย์” ของ “นายบุญทรง เตริยาภิรมย์” อดีต รมว.พาณิชย์ อาจโยกตามไปด้วย

โดยโยงไปกับปมจำนำข้าวที่ “บุญทรง” ถูกจำคุก ในจังหวะอดีตผู้นำหญิงเผ่น–เบี้ยวแผน

“เจ็บ” และ “จุก” อาจถึงเวลาทางใครทางมัน “จัดคืน”

แต่ที่ฮือฮา ในส่วนของ “วราเทพ” ถือเป็นขุมกำลังเกรด “เอบวก” มืองานสมัยรัฐบาลไทยรักไทย ระดับ “สายตรง” จนกระทั่งยุคเพื่อไทย ได้ชื่อว่าขุนพลเอกอยู่ในซุ้ม “วังบัวบาน” ของ “เจ๊แดง” เยาวภา วงศ์สวัสดิ์

เมื่อสายลมของการเปลี่ยนแปลงมาถึง หลังผ่านศึกเหนือเสือใต้ ร่วมทุกข์สุขมากับสังกัดเก่า ชนิดปักหลักอยู่แนวหน้า เผชิญกับความสุ่มเสี่ยง กระทั่งเรื่องการสูญสิ้นอิสรภาพมาแล้ว

คำว่า “บุญคุณ” อย่างไรก็คงทดแทนกันไม่มีวันจบ

ขณะที่ชีวิตจริง มีหลายปัจจัยทำให้ต้อง “ตัดสินใจ”

วาระร้อน “วราเทพ” และลูกทีมขยับย้ายค่าย กลายเป็นปัจจัยพลิกผันครั้งสำคัญ ที่ทำ “เพื่อไทย” ระส่ำ

“เจ้าแม่วังบัวบาน” ซวนเซหนัก “ทักษิณ” นั่งไม่ติด.

ทีมข่าวการเมือง