PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันจันทร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2561

#พรรคประชาธิปัตย์ เมืองนคร ถกเครียด หาตัวคนลงสมัคร ส.ส. เขต 5 หลังจากนายเทพไท เสนพงศ์ ขอลงสมัคร ส.ส.ในเขตอื่นแทน..

#พรรคประชาธิปัตย์ เมืองนคร ถกเครียด หาตัวคนลงสมัคร ส.ส. เขต 5 หลังจากนายเทพไท เสนพงศ์ ขอลงสมัคร ส.ส.ในเขตอื่นแทน..
8 อดีต ส.ส.ปชป.เมืองคอนประชุมเครียด สรุปผู้สมัคร ส.ส.เมืองคอน 8 เขต เคาะลงตัว 7 เขต เหลือเขต 5 ยังมีปัญหา “เทพไท” ยังเกี่ยงจะขอย้ายมาลงเขต 1 แต่ที่ประชุมไม่ยอมให้ลง...
เมื่อ 2 ธ.ค.2561 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ร้านอาหาร "ครัวริมบึง" ริมถนนอ้อมค่าย ม.5 ต.ปากพูน อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ได้มีบรรดาอดีต ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ จำนวน 8 คน ประกอบด้วย นายวิทยา แก้วภราดัย, นายชินวรณ์ บุญยเกียรติ, นายอภิชาต ศักดิ์เศรษฐ์, นายประกอบ รัตนพันธ์, นายสุรเชษฐ์ มาศดิตถ์, นายเทพไท เสนพงศ์, น.ส.นริศา อดิเทพวรพันธ์ และน.ส.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล และ นายชัยชนะ เดชเดโช ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.หน้าใหม่พรรค ปชป. ได้มาประชุมกันเพื่อหาข้อสรุปกันว่า ใครจะลงสมัคร ส.ส.พรรคปชป.ทั้ง 8 เขต ในเขตไหนกันบ้าง ทั้งนี้ก็ได้ประชุมอย่างเคร่งเครียดทั้งวัน
ที่ประชุมได้ข้อสรุปว่า นายอภิชาต ศักดิ์เศรษฐ์ ได้ขอขึ้นไปสมัครในระบบบัญชีรายชื่อ ส่วนเขต 1 ได้แก่ น.ส.นริศา อดิเทพวรพันธ์ เขต 2 นายวิทยา แก้วภราดัย เขต 3 นายชัยชนะ เดชเดโช ซึ่งเป็นอดีต ส.จ.นครศรีธรรมราช ผู้สมัครหน้าใหม่ เขต 4 นายประกอบ รัตนพันธ์ เขต 6 นายชินวรณ์ บุญยเกียรติ เขต 7 นายสุรเชษฐ์ มาศดิตถ์ เขต 8 น.ส.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล ส่วนเขต 5 ประกอบด้วย อ.ทุ่งใหญ่ อ.ฉวาง อ.พิปูนและอ.ถ้ำพรรณรา อันเป็นพื้นที่ของนายเทพไท เสนพงศ์ เจ้าของพื้นที่เดิม
ปรากฏว่า ในครั้งนี้ นายเทพไท ได้แจ้งที่ประชุมว่าจะขอย้ายมาลงสมัคร ส.ส.เขต 1 หรือ เขต 2 หรือ เขต 3 แทน แต่ที่ประชุมไม่ยอม เพราะสรุปลงตัวหมดแล้ว ทำให้เขต 5 มีปัญหา ที่ประชุมจึงสรุปผลประชุมแจ้งไปยังกรรมการบริหารพรรค เพื่อพิจารณาสรรหาตัวผู้สมัคร ส.ส.เขตเลือกตั้งที่ 5 ต่อไป ซึ่งข่าวคืบหน้าจะเสนอต่อไป.

126 เสียงเป็นนายกฯ ได้ แต่ไม่มีทางไปรอด

126 เสียงเป็นนายกฯ ได้ แต่ไม่มีทางไปรอด

  • วันที่ 03 ธ.ค. 2561 เวลา 07:46 น.

ความเห็นจาก "ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล" ที่วิเคราะห์ความเคลื่อนไหวทางการเมืองนับจากนี้ไปจะมีทิศทางอย่างไร
***************************************
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
การเมืองไทยกำลังเข้าสู่โหมดการเลือกตั้งเต็มตัว ภายหลังความชัดเจนเริ่มปรากฏขึ้นเป็นระยะ ซึ่งพรรคการเมืองเองก็พร้อมกับการเลือกตั้งครั้งนี้อย่างเต็มที่ ด้วยการปรับตัวเองให้กับกติกาที่เปลี่ยนไปตามรัฐธรรมนูญ รวมไปถึงการเกิดขึ้นมาของพรรคการเมืองใหม่ๆ จำนวนมาก โดยเฉพาะกรณีของพรรคพลังประชารัฐ
จึงเป็นโอกาสอันดีที่โพสต์ทูเดย์ได้สนทนากับ ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อวิเคราะห์ความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เกิดขึ้นว่านับจากนี้ไปจะมีทิศทางอย่างไรต่อไป
ก่อนอื่น อาจารย์ปริญญา มีมุมมองถึงผลกระทบที่พรรคการเมืองและประชาชนได้รับจากระบบการเลือกตั้งแบบใหม่ตามรัฐธรรมนูญไว้อย่างสนใจ
“ปัญหาที่เกิดขึ้นกับประชาชนคือ จากเดิมประชาชนมีสองคะแนน คะแนนหนึ่งเลือก สส.เขต อีกคะแนนเลือก สส.บัญชีรายชื่อ หรือเลือกพรรค แต่ตอนนี้แม้ว่าจะยังมี สส.แบบบัญชีรายชื่อ แต่ไม่มีการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่ออีกต่อไปแล้ว โดยระบบเลือกตั้งใหม่จะเอาคะแนนแบบแบ่งเขตทั้งประเทศของแต่ละพรรคมาคิดที่นั่งทั้งสภา แล้วเอา สส.แบ่งเขตที่แต่ละพรรคได้หักไปที่เหลือคือ สส.บัญชีรายชื่อ”
“ผลที่เกิดกับประชาชนเป็นเรื่องใหญ่ คือ ถ้าพรรคการเมืองต้องการ สส.บัญชีรายชื่อ ก็ต้องส่งผู้สมัครแบบแบ่งเขต ทำให้จะเกิดการส่งผู้สมัครแบบแบ่งเขต ทั้งๆ ที่ไม่มีหวังว่าจะชนะ ดังนั้นในคราวนี้จะมีผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งมากอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน”
“แล้ว พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.ยังกำหนดให้ผู้สมัครในแต่ละเขตของพรรคการเมืองเป็นคนละเบอร์กัน ความยากของประชาชนคือ หนึ่ง ถ้าประชาชนอยากจะเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งและ สส.บัญชีรายชื่อคนละพรรค จะทำไม่ได้อีกต่อไป และสอง ผู้สมัครแบบแบ่งเขตที่มากขึ้น แต่พรรคเดียวกันเป็นคนละเบอร์กัน ทำให้ประชาชนเลือกยากขึ้น”
การที่มีผู้สมัครเยอะก็น่าจะเป็นโอกาสให้ประชาชนมีตัวเลือกมากขึ้นเหมือนกับการเลือกซื้อสินค้า อาจารย์ปริญญา เห็นแย้งว่า “ปัญหามันยากตรงที่ว่าสินค้ามีให้เลือกเยอะ แต่มีวัตถุประสงค์ใช้งานคนละอย่างกัน เดิมผู้สมัครแบบแบ่งเขตเลือกตั้งจะมีมากหรือน้อยก็ต่างหวังจะชนะการเลือกตั้งทั้งนั้น แต่คราวนี้ผู้สมัครจำนวนมากไม่ได้หวังชนะ แต่พรรคส่งมาลงเพราะหวังจะได้คะแนนมาคิดที่นั่ง สส.บัญชีรายชื่อ”
“การให้ประชาชนเหลือเพียงคะแนนเดียว ทำให้ประชาชนตัดสินใจยากขึ้น ไม่ได้ทำให้ประชาชนเลือกง่ายขึ้นเหมือนที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้ว่าเอาไว้ มันจะยากขึ้น เพราะตอนมีสองคะแนนมันแบ่งได้ แต่มีคะแนนเดียวมันแบ่งไม่ได้ระหว่าง สส.แบบแบ่งเขต กับ สส.บัญชีรายชื่อ แล้วปัญหาคือถ้าชอบคนละพรรคกัน ประชาชนจะตัดสินใจเลือกอย่างไรล่ะครับ”
ส่วนผลกระทบต่อพรรคการเมือง อาจารย์ปริญญา แสดงความคิดเห็นว่า ย้อนกลับไปดูผลการเลือกตั้ง 4 ครั้ง ล่าสุด พบว่าพรรคการเมืองใหญ่ที่สุดสองพรรคจะได้คะแนนแบบแบ่งเขตเลือกตั้งน้อยกว่าคะแนนบัญชีรายชื่อเสมอ ที่เป็นเช่นนี้เพราะในพื้นที่จะมีผู้สมัครของพรรคขนาดกลางมาแบ่งคะแนนไป เช่น จ.สุพรรณบุรี ชลบุรี นครราชสีมา บุรีรัมย์ เป็นต้น ดังนั้น เมื่อเอาคะแนนแบบแบ่งเขตเลือกตั้งมาคิดที่นั่ง สส.บัญชีรายชื่อ ผลคือพรรคใหญ่จะได้ สส.น้อยลงกว่าเดิม
“พรรคการเมืองใหญ่จึงมีการวางยุทธศาสตร์กันใหม่ ที่แตกตัวออกมาเป็นหลายพรรค เพราะคิดว่าส่งได้แค่คนเดียวในแต่ละเขตก็ได้คะแนนเอามาคิดที่นั่ง สส.บัญชีรายชื่อแค่คะแนนเดียว ถ้าแบ่งเป็นหลายพรรคก็จะได้หลายคะแนนที่จะเอามาคิดที่นั่ง สส.บัญชีรายชื่อ แล้วค่อยมารวมกันใหม่ในอนาคต”
“เหมือนกับในหมู่บ้านหนึ่งมีบ้าน 10 หลัง บ้านที่เคยได้อาหารมากที่สุด พบว่าระบบใหม่จะทำให้บ้านตัวเองได้อาหารน้อยลง เขาเลยคุยกันว่าควรแบ่งบ้านออกมาหลายหลัง เพื่อให้อาหารเท่าเดิม”
ขณะที่เรื่องการจัดตั้งรัฐบาลหลังจากการเลือกตั้ง อาจารย์ปริญญา มีทัศนะว่าขึ้นอยู่กับ คสช.ว่าจะเอาอย่างไร และขึ้นกับจำนวนเสียง สส.ของพรรคการเมืองที่จะได้
“บทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญให้การเลือกนายกรัฐมนตรีทำในที่ประชุมร่วมกันของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา โดยต้องมีมติเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งสองสภา คือ 376 เสียง คสช.มีเสียง สว. 250 คน ก็ต้องการเสียง สส.แค่ 126 เสียงเท่านั้น ซึ่งพรรคขนาดกลางจำนวนหนึ่งก็ได้แล้ว โดยไม่ต้องสนใจพรรคการเมืองใหญ่เลย นี่ก็น่าคิดว่าเป็นเหตุผลหรือไม่ที่ระบบเลือกตั้งใหม่ พรรคการเมืองขนาดกลางจะได้ สส.มากขึ้น”
“แต่การเป็นนายกฯ โดยมีเสียง สส.แค่ 126 คน ผมไม่คิดว่ารัฐบาลจะอยู่ได้ ต่อให้มีเสียง สว.รอยกมือเอกฉันท์ แต่การพิจารณาร่างพระราชบัญญัตินั้นต้องส่งเข้าสภาผู้แทนก่อน รวมถึงร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจำปี ดังนั้น แม้ว่าตัวเลขขั้นต่ำที่จะเป็นนายกฯ คือ แค่ สส. 126 เสียง แต่ถ้าจะให้อยู่ได้ต้องมี สส.อย่างน้อยครึ่งหนึ่งคือ 250 คน”
“ปัญหาคือลำพังเพียงพรรคขนาดกลางและขนาดเล็กรวมกันไม่มีทางถึง 250 คะแนน เพราะการเลือกตั้งที่ผ่านมาทั้ง 4 ครั้ง พรรคใหญ่สองพรรครวมกันเกินครึ่งเสมอ แปลว่าจะต้องได้พรรคใหญ่พรรคหนึ่งพรรคใดมาร่วมด้วย จึงจะได้รัฐบาลที่มีเสียง สส.เกิน 250 เสียง ผมถามว่าพรรคเพื่อไทยจะมาหรือไม่ คสช.ก็คงวิเคราะห์ออกว่าถ้าต้องการได้รัฐบาล 250 เสียง ก็คงต้องเอาพรรคประชาธิปัตย์มาร่วมด้วย แต่พรรคประชาธิปัตย์จะมาหรือไม่ ก็คงดูกันต่อไป”
ในเชิงบทสรุปของการเมืองไทย อาจารย์ปริญญา คิดว่า สุดท้ายแล้วการเมืองข้างหน้าจะเป็นอย่างไรอยู่ที่คนคนเดียวคือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อยากจะเป็นนายกฯ ต่อหรือไม่ ถ้าต้องการเป็นนายกฯ ต่อ เกมการเมืองจะไปทางหนึ่ง คือต้องรวบรวมเสียง สส.ให้ได้ถึง 250 คน ไม่ใช่แค่ 126 คน ซึ่งทางเดียวที่จะรวบรวม สส.ถึง 250 คนได้ คือต้องได้พรรคใหญ่ เช่น พรรคประชาธิปัตย์ มาร่วมรัฐบาลด้วย ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์จะมาร่วมด้วยได้ พรรคพลังประชารัฐ หรือพรรคอะไรก็แล้วแต่ที่จะมีชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นว่าที่นายกฯ จะต้องได้ สส.มากที่สุด คือมากกว่าเพื่อไทยและประชาธิปัตย์ ซึ่งก็ไม่ง่าย
ดังนั้น การที่ พล.อ.ประยุทธ์ หรือ คสช.คนอื่นประสงค์จะเป็นนายกฯ ต่อ จะมีผลไปถึงการเลือก สว.ด้วย เพราะ สว. คือ เสียงพื้นฐานที่ต้องได้ทุกเสียงก็ต้องเลือก สว.ในแบบที่มั่นใจว่าจะยกมือให้ตัวเองแน่ แต่ถ้าไม่คิดจะเป็นนายกฯ ต่อการเลือก สว.ก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง คือ เลือกคนกลางๆ หรือคนที่เป็นตัวของตัวเองบ้างก็ได้ แต่พอให้คุมเสียงข้างมากได้ก็พอ เพื่อกดดันให้รัฐบาลทำตามยุทธศาสตร์ชาติ
“จากนี้ไปการเลือก สว.ของ คสช.จะถูกจับตามองว่าการเลือก สว.อย่างนี้เพราะอะไร ถ้า คสช.เป็นผู้มีส่วนได้เสียจากผลการเลือกตั้ง มันก็จะมีคำถามเข้าเยอะ เช่น ที่เลือกคนนี้เพราะต้องการให้คนนี้มาเลือกตัวเองให้เป็นนายกฯ ใช่หรือไม่ เป็นต้น คำถามพวกนี้มันจะเกิดขึ้น และมันไม่ดีต่อการเมืองไทยหลังเลือกตั้งในยุคเปลี่ยนผ่าน หาก คสช.ถอยออกมาเป็นผู้ดูแลให้กลับสู่ประชาธิปไตย ในฐานะผู้ดูแลความสงบเรียบร้อย น่าจะดีกว่าทั้งต่อ คสช.และต่อประเทศของเราครับ” อาจารย์ปริญญา สรุป

7ธ.ค.เจอกันที่เดิม

เจอกัน ที่เดิม!! 
กำหนดไว้2 ชม.
“บิ๊กตู่” พบ พรรคการเมือง

คสช. เผย เตรียม จัดประชุมหารือแม่น้ำ 5 สาย และพรรคการเมือง 280 คนกับ”พลเอกประยุทธ์”บ่าย 7ธ.ค.นี้  เตรียมการ สู่เลือกตั้ง​ เปืดโอกาสพรรคการเมือง  เสนอความเห็น เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง ที่เรียบร้อย 

พันเอกหญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษก คสช. กล่าวว่า. ในการประชุมสำนักเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ มีท พลเอก ณัฐพล  นาคพาณิชย์ รองเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ  เป็นประธาน ได้ สั่งการถึง 
การที่ คณะรักษาความสงบแห่งชาติจะจัด “การประชุมชี้แจงแผนและขั้นตอนการดำเนินการทางการเมือง วันที่  7  ธันวาคม 2561 เวลา 1300-1500 น.
เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งทั่วไป” ที่ สโมสรทหารบก (วิภาวดี) กทม.  

โดย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เป็นประธาน พร้อมเชิญสมาชิกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ, สภานิติบัญญัติแห่งชาติ, คณะรัฐมนตรี, คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ และคณะกรรมการการเลือกตั้ง 

รวมถึงผู้แทนพรรคการเมืองเข้าร่วมประชุมด้วย ซึ่งการจัดประชุมชี้แจงหารือของแม่น้ำ 5 สาย

ในครั้งนี้ ย้ำว่าเป็นไปตามบทบาทหน้าที่ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ได้กำหนดไว้แล้วในคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 53/2560 เรื่อง “การดำเนินการตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง” ในข้อ 8 ซึ่งระบุให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ประชุมส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมหรือยกเลิกกฎหมาย ประกาศ/คำสั่ง อันเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการของพรรคการเมือง พร้อมร่วมกันจัดทำแผนและขั้นตอนการดําเนินการทางการเมือง เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งทั่วไป 

ทั้งนี้ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ จึงต้องจัดการประชุมหารือแม่น้ำ 5 สาย ในวันที่ 7 ธันวาคมนี้ เพื่อให้เป็นไปตามคำสั่งดังกล่าว โดยได้เรียนเชิญผู้เข้าร่วมประชุม ประมาณ ๒๘๐ คน ประกอบด้วย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้แทนพรรคการเมืองพรรคละ ๒ ท่าน

​การประชุมหารือในครั้งนี้ ทุกส่วนจะได้ทราบแผนและขั้นตอนการดำเนินการ
ทางการเมืองเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งทั่วไปที่รัฐบาลได้เตรียมการไว้ รวมถึงความพร้อมในการเตรียมการเลือกตั้งที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำลังดำเนินการอยู่

ในขณะเดียวกันจะเป็นโอกาสอันดีที่ผู้แทนพรรคการเมืองจะได้เสนอปัญหา ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ เกี่ยวกับการเลือกตั้ง เพื่อร่วมกันลดอุปสรรค และเดินหน้าสู่การเลือกตั้งทั่วไปด้วยความเรียบร้อยตามที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ2560บัญญัติไว้

บทวิเคราะห์ : จาก “นิด้า” ถึง “ม.รังสิต” โพลสำรวจว่าที่นายกฯ “ประยุทธ์-สุดารัตน์” ชิงดำ “ธนาธร” แรง-ขี่ “อภิสิทธิ์”

ผลสำรวจนิด้าโพล “ประชาชนอยากได้ใครเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป” สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์มากพอสมควร

เมื่อกลุ่มตัวอย่างสำรวจส่วนใหญ่ระบุ อยากให้คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เป็นนายกรัฐมนตรี มากกว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังมากขึ้น เมื่อนิด้าโพลโดนหักล้างจากโพลมหาวิทยาลัยรังสิต

ที่อ้างผลสำรวจยืนยัน พล.อ.ประยุทธ์ คือผู้ที่ประชาชนปรารถนาให้เป็นนายกรัฐมนตรีมากที่สุด ด้วยคะแนนทิ้งห่างคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์

ทั้งนี้ เริ่มเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายนที่ผ่านมา “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดผลสำรวจ “ประชาชนอยากได้ใครเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป ตามกฎหมายการเลือกตั้งปัจจุบัน (ครั้งที่ 5)”

สำรวจระหว่าง 20-22 พฤศจิกายน 2561 จากประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ จำนวน 1,260 หน่วยตัวอย่าง พบว่า

อันดับ 1 ร้อยละ 25.16 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์

อันดับ 2 ร้อยละ 24.05 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

จากผล “พลิกล็อก” ทำให้หลายคนสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น ทั้งที่การสำรวจโดยนิด้าโพล 4 ครั้งก่อนในรอบปี 2561

พล.อ.ประยุทธ์ คือผู้ที่มีคะแนนนำ เป็นแชมป์ผูกขาด

ไม่ว่าจะสำรวจเมื่อเดือนมีนาคม ร้อยละ 38.64, เดือนพฤษภาคม ร้อยละ 32.24, เดือนกรกฎาคม ร้อยละ 31.26 และเดือนกันยายน ร้อยละ 29.66

แม้จะถดถอย แต่ก็ยังครองอันดับ 1

ขณะที่คุณหญิงสุดารัตน์อยู่ในฐานะรองแชมป์ตลอดทั้ง 4 ครั้ง ร้อยละ 13.04, 17.44, 14.69 และ 17.51 ตามลำดับ

จากการเปรียบเทียบยังเห็นได้ว่าถึงคุณหญิงสุดารัตน์จะรั้งอันดับ 2 ก็จริง แต่คะแนนก็ยังห่างจากอันดับ 1 พล.อ.ประยุทธ์ 1-2 เท่าตัว ถือว่ามาก

แล้วอะไรเกิดขึ้นกับผลสำรวจครั้งที่ 5 ที่คะแนนคุณหญิงสุดารัตน์พลิกแซง พล.อ.ประยุทธ์ ร้อยละ 25.16 ต่อ 24.05 เฉือนกัน 1.11

แต่ก็เป็นการ “ขึ้นนำ” ครั้งแรก

ผลสำรวจเกี่ยวข้องกับประเด็นนายณพงศ์ นพเกตุ ลาออกจากผู้อำนวยการนิด้าโพล เพื่อไปร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐหรือไม่ ไม่มีใครฟันธงแน่ชัด

กระแส “น้องจินนี่” อาจมีส่วนอยู่บ้าง

แต่หลักๆ น่าจะมาจากความชัดเจนต่อตัวคุณหญิงสุดารัตน์ หลังจากพรรคเพื่อไทยตั้งให้เป็นประธานยุทธศาสตร์เลือกตั้งพรรคเพื่อไทย

เป็น 1 ใน 3 รายชื่อที่พรรคเพื่อไทยเตรียมเสนอเป็นนายกรัฐมนตรีในการเลือกตั้ง

กรณีคุณหญิงสุดารัตน์จึงชัดเจนกว่า พล.อ.ประยุทธ์เสียด้วยซ้ำ

 

ภายใต้ผลสำรวจนิด้าโพล ครั้งที่ 5 ยังมีประเด็นอื่น

ทั้งการมีชื่อนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ อยู่อันดับ 3 ร้อยละ 14.52 บุคคลที่ประชาชนอยากให้เป็นนายกรัฐมนตรี

เพิ่มขึ้น 1 เท่าตัวจากการสำรวจครั้งที่ 3 เดือนกรกฎาคม ที่ได้ 7.48

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 4 ร้อยละ 11.67 ไม่ใช่เรื่องแปลก

แต่ที่น่าสนใจ พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้ส่วนนี้ร้อยละ 5.32 นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้ร้อยละ 1.19 และนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ร้อยละ 1.11

นั่นเท่ากับว่า หาก “สุดารัตน์+วิโรจน์” รวมกันก็จะได้ 30.48 ขณะที่ “ประยุทธ์+อุตตม+สมคิด” รวมกันจะได้ 26.35

ผลรวมดังกล่าวมีลักษณะคล้ายกัน เมื่อถามถึงพรรคการเมืองที่ประชาชนอยากให้ได้คะแนนเสียงมากที่สุด และเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งพบว่า

อันดับ 1 ร้อยละ 31.75 ได้แก่ พรรคเพื่อไทย, อันดับ 2 ร้อยละ 19.92 พรรคพลังประชารัฐ, อันดับ 3 ร้อยละ 16.98 พรรคประชาธิปัตย์

อันดับ 4 ร้อยละ 15.63 พรรคอนาคตใหม่, อันดับ 5 ร้อยละ 5.32 พรรคเสรีรวมไทย อันดับ 6 ร้อยละ 2.14 พรรคชาติไทยพัฒนา

อันดับ 7 ร้อยละ 1.83 พรรคไทยรักษาชาติ, อันดับ 8 ร้อยละ 1.67 พรรครวมพลังประชาชาติไทย, อันดับ 9 ร้อยละ 1.35 พรรคภูมิใจไทย และอันดับ 10 ร้อยละ 0.79 พรรคพลังชาติไทย

ตามสูตรการเมือง “2 ก๊ก” กับ “1 กั๊ก”

พรรคฝ่ายประชาธิปไตย ประกอบด้วย เพื่อไทย อนาคตใหม่ เสรีรวมไทย ไทยรักษาชาติ รวมกันจะได้ 54.41

พรรคฝ่ายสนับสนุนการสืบทอดอำนาจ ประกอบด้วย พลังประชารัฐ ชาติไทยพัฒนา รวมพลังประชาชาติไทย ภูมิใจไทย และพลังชาติไทย รวมกันได้ 25.87

โดยมี 16.98 ของประชาธิปัตย์เป็น “ตัวแปร”

ถึงกระนั้น หากแปรไปเข้าร่วมกับพรรคฝ่ายสนับสนุนสืบทอดอำนาจก็จะได้ 42.85 ก็ยังน้อยกว่าพรรคฝ่ายประชาธิปไตยอยู่ดี

เป็นเช่นนั้นเพราะกระแส “พรรคเพื่อไทย” ยังเป็นแรงฉุดสำคัญ ขณะที่กระแส “ตัวบุคคล” ที่จะมาเป็นแคนดิเดตนายกฯ เริ่มมีกำลังแรงขึ้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อถามถึงความเชื่อมั่นว่าจะมีการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 โดยไม่เลื่อนออกไปอีก กลับพบว่ามีถึงร้อยละ 50.71 ที่ระบุ ไม่เชื่อมั่น

ที่เชื่อมั่น ร้อยละ 48.81

 

แล้วการมาของ “โพล ม.รังสิต” ก็ประสานงา”นิด้าโพล”อย่างจัง

นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ในฐานะผู้อำนวยการโครงการสำรวจความนิยมของนักการเมืองที่ประชาชนปรารถนาให้เป็นนายกรัฐมนตรีในการเลือกตั้งเดือนกุมภาพันธ์ 2562

อ้างถึงการสำรวจซึ่งทำมา 4 รอบในปี 2561 คือ 1 พฤษภาคม, 13 มิถุนายน, 15 ตุลาคม และล่าสุด 24 พฤศจิกายน โดยสำรวจครั้งละ 8,000 ตัวอย่าง ใน 350 เขตเลือกตั้ง 77 จังหวัด

ผลปรากฏ 3 ใน 4 รอบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คือผู้ได้รับคะแนนนิยมจากประชาชนทั่วประเทศมากที่สุด ยกเว้นรอบที่ 3 ซึ่งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้มากกว่า

ส่วนคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อยู่อันดับ 2 และ 3 สลับกับนายอภิสิทธิ์

ล่าสุดจากการสำรวจเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน พบว่า พล.อ.ประยุทธ์ได้รับคะแนนนิยมร้อยละ 27.06

รองลงมาเป็นคุณหญิงสุดารัตน์ ร้อยละ 18.16 นายอภิสิทธิ์ ร้อยละ 15.55 และนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ร้อยละ 9.68

ต่างจากผลสำรวจนิด้าโพลราว “ฟ้า” กับ “เหว”

นายสังศิตกล่าววิเคราะห์ว่า ผลสำรวจทำให้เห็นความนิยมเครือข่ายพรรคของ “ทักษิณ” ลดน้อยลง จากปัจจัยแตกแยกภายในพรรคเพื่อไทย

ขณะที่พรรคพลังประชารัฐเติบโตใหญ่ขึ้น จากอานิสงส์นโยบายบัตรคนจน

“พรรคพลังประชารัฐอาจจะชนะเด็ดขาดได้เลย เพราะสามารถจับกลุ่มเป้าหมายคนจน 11 ล้านคน และผลิตนโยบายมาตอบสนองได้ต่อเนื่อง พูดง่ายๆ บัตรคนจนเอาชนะ 30 บาทรักษาทุกโรคได้แบบไม่เห็นฝุ่น วาทกรรมเรื่อง 30 บาทของคุณทักษิณที่พูดมาตลอด ถึงจุดที่แพ้แล้ว” นายสังศิตระบุ

และยังว่า

วันนี้ถ้าดูคะแนนนิยมส่วนตัว พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งสำรวจมา 4 หน ชนะ 3 หน ครั้งสุดท้ายเริ่มชนะเยอะ ส่วนคะแนนนิยมพรรคแพ้มาตลอด แต่วันนี้พลิกกลับมาชนะ เหตุผลมาจากเรื่องบัตรคนจน

จากนี้อีก 90 วัน พรรคพลังประชารัฐจะออกนำพรรคเพื่อไทยแบบทิ้งห่างมากขึ้น

พรรคพลังประชารัฐกำลังทำปรากฏการณ์ เป็นพายุกวาดเอาชนะพรรคเพื่อไทยได้เป็นครั้งแรก เพราะมีประชาชน นักคิดสนับสนุนจำนวนมาก

มีแนวโน้มสูงมากที่จะกลับมาเป็นรัฐบาลหลังเลือกตั้ง

 

แต่แล้วก็เป็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่อ่านโพลอย่างทะลุปรุโปร่ง

“วันนี้มีโพลจำนวนมาก วิธีการทำโพลนั้นทุกสำนักมีจุดมุ่งหมายทั้งสิ้น ว่าอยากให้คำตอบออกมาเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับกลุ่มเป้าหมายและการตั้งคำถาม

สิ่งที่ได้มาจะใช่หรือไม่ก็ยังไม่รู้ ผมไม่อาจหยั่งรู้จิตใจประชาชนทุกคนได้

แต่ผลโพลไม่ใช่ความเห็นของคนมีสิทธิ์เลือกตั้งทั้งประเทศ การสำรวจความเห็นคน 1,000-2,000 คนนั้น ไม่ได้อะไร วันข้างหน้าผลโพลก็ผิดทุกครั้งไป

จึงต้องดูเป้าหมายว่าทำโพลเพื่ออะไร จากใคร จากไหน

เพราะบางครั้งการทำโพลก็มีอะไรอยู่เบื้องหลัง ดังนั้น ในกรณีนิด้าโพล จึงไม่รู้สึกอะไร”

ถึง พล.อ.ประยุทธ์จะแสดงความเห็นดังกล่าวในกรณีของนิด้าโพล แต่ความหมายก็ได้ครอบคลุมถึงโพลทุกสำนัก ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากในปัจจุบัน

และในจำนวนโพลที่มีอยู่มากนั้น

โพลที่มีจุดมุ่งหมายเชลียร์ฝ่ายผู้มีอำนาจอย่างไม่สมเหตุสมผล มากกว่าการทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสะท้อนความคิดเห็นของประชาชนอย่างตรงไปตรงมา

ถือเป็นโพลอันตรายมากที่สุด

ไม่ต่างจากน้ำตาลเคลือบยาพิษ ที่จะส่งผลเสียหายร้ายแรงต่อผู้ถูกโพลเชลียร์ในท้ายที่สุด ในสถานการณ์นี้ อาจถึงขั้นพ่ายแพ้เลือกตั้งโดยไม่รู้ตัว

ไม่รู้ตัวว่าพ่ายแพ้เพราะอะไร

จรัญ พงษ์จีน : ลับลวงเร้น “พรรคพลังประชารัฐ” ในห้วงฝนกระหน่ำ

“โรดแม็ปเลือกตั้ง” จากที่เคยเป็น “อจินไตย” คิดไม่ได้ มองไม่เห็นสักอย่าง กลับมาใกล้ความจริงมากขึ้น ตาม “ไทม์ไลน์” หลังเส้นตายวันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 ที่นักการเมือง “ต้องสังกัดพรรค” เพื่อเข้ากรอบครบ 90 วันก่อนลงสมัครรับเลือกตั้ง

ในลำดับถัดไป กรณีที่ไม่ชนปังตอใดๆ ภายในวันที่ 5 ธันวาคม ทาง “คณะกรรมการการเลือกตั้ง” จะประกาศเขตเลือกตั้งทั่วประเทศ 350 เขต วันที่ 7 ธันวาคม “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. จะเชิญตัวแทนพรรคการเมืองประชุมร่วม เพื่อประกาศปลดล็อก จากนั้น “กฎหมายลูก” ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. จะมีผลบังคับใช้เต็มสูบ

ก้าวต่อไป จะมีพระราชกฤษฎีกากำหนดวันเลือกตั้ง และวันสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. เว้นวรรคให้เฉลิมฉลองปีใหม่กันพองามสักระยะ “กกต.” จะเปิดรับสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ทั่วประเทศ หลังจากนั้นจะเปิดพื้นที่ให้พรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัคร ส.ส.หาเสียงกันตามกรอบเวลา 45 วันศึกเลือกตั้ง จะสะเด็ดน้ำในวันอาทิตย์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2562

“ประชาธิปไตย” จะได้เบ่งบานซะทีอีกครั้ง

แม้จะไม่ใช่ประชาธิปไตยเต็มใบเสียเลยทีเดียว เพราะ “ประชาชน” เลือกผู้แทนไปทำหน้าที่แทนตนใน “รัฐสภา” โดยการเลือกตั้งจะคัดเอาผู้ที่มีคะแนนเสียงเหนือกว่าเป็นมาตรฐาน จำนวน 350 คน กับบัญชีรายชื่อ 150 คน ก็จริงอยู่

แต่ยังติดติ่ง ส่วนหนึ่งคือวุฒิสมาชิกยังเข้ามาจากกระบวนการ “ลากตั้ง” ตามรัฐธรรมนูญในรูปแบบผสมผสานอีก 250 คน

“ศึกเลือกตั้ง” แม้จะอ้อมกำแพง แต่ยังดีกว่าโปรแกรมเจอโรคเลื่อนซ้ำซาก เพราะกาลเวลาผ่านมาเนิ่นนาน จวนจะครบ 8 ปีบริบูรณ์เข้าให้แล้วที่ไม่ได้เลือกตั้ง หากนับถอยหลังครั้งท้ายเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ.2554 รูปพรรณสัณฐานประชาธิปไตยเป็นยังไง คนไทยเกือบจะไม่รู้จักกันอยู่แล้ว ว่ามั้ย

“พรรค” ที่ถูกโฟกัสมากที่สุดในการเลือกตั้งคาบนี้ คงไม่มีพรรคไหนเกินไปกว่า “พลังประชารัฐ” (พปชร.) ไม่เพียงแต่มีชื่อ 4 รัฐมนตรีในรัฐบาล “บิ๊กตู่” เป็นแกนนำ หากแต่ยังมีข่าวว่า “บุคคล” ที่พรรคการเมืองนี้จะเสนอชื่อขึ้นชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรีคือ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” เลยได้รับการต้อนรับอย่างล้นหลาม ดังที่เห็นๆ

ด้วยเงื่อนไขดังกล่าว เมื่อรู้กันว่า พระเอกของเราชื่อ “บิ๊กตู่” จะลงชิงชัยทุกอย่างเลย “โดน”ทำให้ถนนการเมืองทุกสายหลั่งไหลไปสมทบ ต่อแถวยาวเป็นหางว่าวจากทุกพรรค

สร้างความเคืองแค้นให้กับพรรคอื่นๆ ไม่เฉพาะ “เพื่อไทย” ค่ายเดียว ยังรวมถึง “ประชาธิปัตย์” ซึ่งลูกแถวพากันกระโดดค้ำถ่อย้ายไปซบค่ายใหม่กันเป็นว่าเล่น ถึงกับมีการอุปมาอุปไมยว่า “พรรคพลังประชารัฐ” เนี่ยมิต่างอะไรกับ “เครื่องดูดฝุ่น”

มีพลังไฮเพาเวอร์ ติดเทอร์โบ มีแรงโน้มถ่วงที่ทรงพลัง “ดูด” ไม่บันยะบันยังทุกพรรค

 

มีการสำรวจแถวบรรดาลูกพรรคการเมืองต่างๆ ที่ถูก “พปชร.” ดูดเข้าสังกัดยอดทะลุถึง 150 คน “พรรคเพื่อไทย” เลือดไหลมากสุดเกือบ 40 คน มีบิ๊กเนมยกทัพไปซบกันคึกคัก ส่วนหนึ่งไปโดยสมัครใจ อีกส่วนหนึ่งโดนทั้งขู่ ทั้งปลอบ เลยจำใจต้องไป

หัวไม่วางหางไม่เว้น ขนาด “วราเทพ รัตนากร” ที่เคยเป็นรัฐมนตรีมาตลอดกาล ในสังกัดเก่ายังต้องไปกันยกจังหวัด หนีบ “ไผ่ ลิกค์” ลูก “เรืองวิทย์ ลิกค์” ไปด้วย พร้อมกับ“พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์-อนันต์ ผลอำนวย”

เพชรบูรณ์ “สันติ พร้อมพัฒน์” ยกพวงไปทั้ง “วันเพ็ญ พร้อมพัฒน์-เอี่ยม ทองใจสด-จักรัตน์ พั้วช่วย-สุรศักดิ์ อนรรฆพันธุ์”

ลำปาง ยืนยงคงที่มาตั้งแต่สมัยไทยรักไทย-พลังประชาชน-เพื่อไทย แต่คาบนี้รุ่นลูก “จรัสฤทธิ์-อิทธิรัตน์ จันทรสุรินทร์” แห่นาคไปสังกัด “พปชร.” อย่างเหลือเชื่อ

สรุป “ค่ายวังน้ำเย็น” แพแตกแหกด่านมะขามเตี้ยย้ายค่ายกันไม่เหลือหลอ

“พรรคประชาธิปัตย์” ก็หนักหน่วงมิใช่น้อยๆ ถูก “ดูด” ไปราว 20 ชีวิต อาทิ “ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ-พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์-สกลธี ภัททิยกุล-อัฏฐพล-ธรรมวิชญ์ โพธิพิพิธ”

จันทบรี นำโดย “ธวัชชัย อนามพงษ์-แสนคม อนามพงษ์” ฉะเชิงเทรา “พล.ต.ท.พิทักษ์ จารุสมบัติ-บุญเลิศ ไพรินทร์” ชลบุรี มือดี “สรวุฒิ เนื่องจำนงค์” ไปกันตั้งแต่ไก่โห่

ย้อนกลับไป “พรรคเพื่อไทย” สาเหตุที่ทัพภาคเหนือแตกไม่มีชิ้นดี มีข่าวว่าสาเหตุหนึ่งมาจากข่าวลือ “บุญทรง เตริยาภิรมย์” ที่ถูกจำคุกคดีขายข้าวจีทูจี ถูกทิ้งขว้าง ไม่มีใครดูดำดูดี

มีข่าวว่า “บุญทรง” ถูก “รีดพิษ” จนต้องคายความลับบางประการ จึงเป็นห้องเครื่องสำคัญนำพาไปสู่ “ข้าวจีทูจีภาค 2” มัดตราสังใครบางคนติดร่างแห เมื่อแล้วเสร็จ “บุญทรง” จึงส่งซิกให้ลูกชาย “เดชนัฐวิทย์ เตริยาภิรมย์” ย้ายไปสังกัดพรรค พปชร. เหมือนกับจงใจคอนเฟิร์ม ว่าที่ร่ำลือกันอยู่ เป็นของจริง

นอกเหนือจากนั้น จะมีดาบสองตามซ้ำว่า มีมือดีดอดไปขูดความลับ ระดับ “ปกปิดมาก”จาก “เสี่ยเปี่ยง” เจ้าพ่อค้าข้าว ได้ข้อมูลที่เป็นเส้นทางทางการเงินอีกมากมาย เตรียมจะนำไปไขปมปริศนา ก่อนศึกเลือกตั้งใหญ่จะระเบิดขึ้นในต้นปีหน้า

ส่งผลให้นักการเมืองขาเล็ก ขาใหญ่ ทั้งน้ำดี และประเภท “หลังลาย” พากันแหกค่ายเพื่อไทยเป็นจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม ภายหลังจาก “นิด้าโพล” สำรวจกระแสนิยม บุคคลที่ท่านคิดว่าเหมาะสมจะมาดำรงตำแหน่งผู้นำหลังเลือกตั้งมากที่สุด ปรากฏว่า “สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย นำ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ที่คาดการณ์กันว่าจะเป็นบุคคลเดียวที่ “พปชร.” เสนอชื่อเข้าชิงนายกฯ

อดีตนักการเมืองกลุ่มหนึ่งเกิดอาการลังเล ยิ่งกว่านั้นมีการนำผลข้างเคียงสมัย “พรรคสหประชาไทย” ยุค “จอมพลถนอม-จอมพลประภาส” หรือ “พรรคสามัคคีธรรม” สมัย “พล.อ.สุจินดา คราประยูร” มาเป็นมาตรวัด

ปรากฏว่า แม้จะอยู่ในศูนย์อำนาจ แต่ผลการเลือกตั้งปรากฏว่าทั้งสองพรรคที่เป็นเครือข่ายทหารพ่ายป่าราบให้ดูชมมาแล้ว

นักการเมืองที่ทำท่าจะแปรพักตร์ เลยถอดใจ ตีกรรเชียงกลับมาตีหมอบที่ต้นสังกัดเก่าคือเพื่อไทย กันหลายมุ้ง

บันทำทึกหน้า4 ไทยโพสต์

การเมืองเข้มข้น พรรคที่ประกาศสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย คือพรรครวมพลังประชาชาติไทย แสดงท่าทีที่ชัดเจนผ่าน "สุเทพ เทือกสุบรรณ" ประธานคณะกรรมการรณรงค์หาสมาชิกพรรค ว่าประเทศมีปัญหาเศรษฐกิจจริงๆ โดยเฉพาะเศรษฐกิจระดับรากหญ้า นี่เป็นครั้งแรกที่ "สุเทพ เทือกสุบรรณ" พูดตรงไปตรงมา สะท้อนปัญหาจากการเดินคารวะแผ่นดิน ในพื้นที่ กทม. ภาคกลาง และภาคใต้

       "....ชาว กทม.โดยเฉพาะอย่างยิ่งหัวหน้าครอบครัวที่ทำงานคนเดียว แต่มีภาระต้องดูแลทั้งครอบครัว ซึ่งรายได้ไม่เพียงพอสำหรับการดำรงชีวิต ส่วนบรรดาพ่อค้าแม่ค้าแจ้งว่าเศรษฐกิจในระดับล่างไม่ดี ค้าขายตกต่ำ ซึ่งหากสภาพแบบนี้ยังดำรงอยู่ จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมได้ ต่างจังหวัดนั้นประสบปัญหาหนักกว่าคน กทม. เรียกว่าสาหัส เพราะคนส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร ได้รับผลกระทบมากจากภาวะพืชผลตกต่ำอย่างต่อเนื่องหลายปี รายได้แต่ละครอบครัวลดลงจนกระทบถึงความมั่นคงในเศรษฐกิจครอบครัว พืชเศรษฐกิจที่สำคัญ เช่น ยางพารา ปาล์มน้ำมัน สับปะรด มะพร้าว เป็นต้น ตกต่ำ เกษตรกรขายไม่คุ้มทุน ดังนั้น จึงทำให้ครอบครัวเกษตรกรจนลง

       ....พรรคจะอาสารับเอาปัญหาความทุกข์ไปกำหนดเป็นนโยบายในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังให้ได้ผล ไม่ว่าจะทุ่มเทงบประมาณแผ่นดินแค่ไหน ไม่เช่นนั้นประเทศจะมีอันตราย พรรคจะผนึกกำลังพี่น้องประชาชนรวมกันรับผิดชอบต่อการแก้ไขปัญหาของคนส่วนใหญ่ของประเทศ" ...๐

      มุมหนึ่งเป็นการสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นจริงภายใต้รัฐบาล คสช. ที่หากไม่ได้รับการแก้ไขจะเป็นอันตรายกับประเทศ อีกมุมย้อนแย้งเพราะพรรครวมพลังประชาชาติไทย สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย จึงเกิดคำถามว่า 4 ปีที่ผ่านมา รัฐบาล คสช.ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ ล้มเหลวในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ที่จะเป็นอันตรายกับประเทศ แล้วหากยังสนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีอีก 4 ปี อันตรายที่ว่ามานั้นจะไม่ยิ่งรุนแรงกว่าเดิมหรือ? ...๐

      อันตรายของประเทศอีกมุมจาก "ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์" ยิ่งดูหวาดเสียวกว่า ทัศนะจากอดีตประธานรัฐสภาท่านนี้  จะปล่อยผ่านไม่ได้ "เชื่อเถอะ การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นภายใต้ระบบ กฎเกณฑ์กติกาและบรรยากาศที่รัฐบาลเผด็จการกำหนดขึ้นมาเพื่อให้ตนเองลงสมัครชนะการเลือกตั้งเช่นนี้ อีกทั้งองค์กรอิสระทั้งหลาย รวมทั้ง กกต. ไม่ได้มีความเป็น กลางและอิสระจริง ไม่มีทางที่จะเป็นประชาธิปไตยและได้รับการยอมรับจากประชาชนหรอก จะยิ่งนำประเทศชาติบ้านเมืองไปสู่ความขัดแย้ง จลาจลวุ่นวายยิ่งกว่าเดิม ทำไมถึงมองไม่เห็นกันเลย หรือไม่เคยมีประสบการณ์กันมาก่อนอย่าดันทุรังกันนักเลย"

      กลับกันกับความเห็นจาก "สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์-เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ที่มองเห็นความปรองดองสมานฉันท์รออยู่ข้างหน้า "เราบอกพรรคพลังประชารัฐจะเป็นทางออกของความขัดแย้ง ใครก็พูดได้ จะเป็นทางออกความขัดแย้ง แต่จะเป็นได้อย่างไร วันนี้พลังประชารัฐแสดงให้เห็นแล้วว่าเราเริ่มได้  ที่พรรคเราเชิญคู่ขัดแย้งทั้งหมดมาอยู่พลังประชารัฐ เราเห็นว่าถ้าคู่ขัดแย้งไม่มาร่วมกันสร้างสิ่งใหม่ๆ ร่วมกัน ความขัดแย้งก็จะอยู่เหมือนเดิม อันนี้คือคุณูปการของการเกิดพรรคพลังประชารัฐ วันนี้ถ้าไม่มีพลังประชารัฐ คู่ขัดแย้งก็ยังอยู่เหมือนเดิม ไม่ได้มีการข้ามไปจากสิ่งเดิมๆ ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง วันนี้พลังประชารัฐพิสูจน์ให้เห็นแล้ว เห็นได้จากคนที่เคยอยู่ประชาธิปัตย์ก็มา เพื่อไทยก็มา อดีต  กปปส.ก็มา อดีตพันธมิตรฯ ก็มา นปช.ก็มา นี่คือสิ่งที่เรากำลังบอกว่า นี่คือก้าวแรก"

      อนาคตประเทศไทยไม่มีสูตรสำเร็จ เพราะการเมืองไทยยากที่จะคาดเดา หากประมวลโดยผนวกผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่องการย้ายพรรคของ ส.ส. จะมีผลต่อการตัดสินใจลงคะแนนเสียงหรือไม่ ของสวนดุสิตโพล ที่ออกมาระบุว่า อันดับ 1 มีผล 51.04% เพราะกระทบต่อความรู้สึก ความเชื่อมั่น เชื่อใจลดลง พิจารณาจากพรรคที่ชอบ แต่ละพรรคมีนโยบายแตกต่างกัน ฯลฯ อันดับ 2    ไม่มีผล 48.96% เพราะพิจารณาที่ตัวบุคคล ยังชอบเหมือนเดิม ดูจากผลงานที่ผ่านมา ความรู้ความสามารถ อยู่พรรคไหนก็ทำงานได้ ฯลฯ เข้าไปด้วย ทุกคนคงมีคำตอบอยู่ในใจว่า การเมืองหลังเลือกตั้งจะเดินไปอย่างไร ...๐

กำนันบอกเศรษฐกิจปากท้องสาหัส

02 ธ.ค.2561 - นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ร่วมก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย(รปช.) ในฐานะประธานคณะกรรมการรณรงค์หาสมาชิกพรรค พร้อมด้วยผู้ร่วมก่อตั้งพรรคคนอื่นๆ ร่วมกันแถลงข่าว ว่าจากการเดินคารวะแผ่นดินและได้พูดคุยกับประชาชนในพื้นที่ทั้งกรุงเทพมหานคร (กทม.) ภาคใต้ และภาคกลางบางส่วน พบว่ามีเรื่องที่ต้องรายงานต่อสังคม คือ ปัญหาด้านเศรษฐกิจ ซึ่งชาว กทม.โดยเฉพาะอย่างยิ่งหัวหน้าครอบครัวที่ทำงานคนเดียว แต่มีภาระต้องดูแลทั้งครอบครัว ซึ่งรายได้ไม่เพียงพอสำหรับการดำรงชีวิต ส่วนบรรดาพ่อค้าแม่ค้าแจ้งว่าเศรษฐกิจในระดับล่างไม่ดี ค้าขายตกต่ำ  ซึ่งหากสภาพแบบนี้ยังดำรงคอยู่จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมได้

นายสุเทพกล่าวต่อว่า ต่างจังหวัดนั้นประสบปัญหาหนักกว่าคน กทม. เรียกว่าสาหัส เพราะคนส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรได้รับผลกระทบมากจากภาวะพืชผลตกต่ำอย่างต่อเนื่องหลายปี รายได้แต่ละครอบครัวลดลงจนกระทบถึงความมั่นคงในเศรษฐกิจครอบครัว พืชเศรษฐกิจที่สำคัญ เช่น ยางพารา ปาล์มน้ำมัน สับประรด มะพร้าว เป็นต้น ตกต่ำเกษตรกรขายไม่คุ้มทุน ดังนั้น จึงทำให้ครอบครัวเกษตรกรจนลง

“นอกจากนี้ครอบครัวทำประมง ได้รับผลกระทบอย่างหนัก ประชาคมยุโรปกดดันให้ประเทศไทยออกระเบียบมาตรการต่างๆ ทำให้ชาวประมงจำนวนมากไม่สามารถประกอบกิจการได้ต่อไป ชาวประมงจำนวนมากต้องหยุดประมง ส่งผลกระทบต่อครอบครัวและเจ้าของกิจการ ทำให้กระทบจำนวนเงินหมุนเวียนในพื้นที่” นายสุเทพ กล่าว และว่าเกษตรกรจำนวนเกือบครึ่งไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ซึ่งยังเป็นปัญหาใหญ่ในต่างจังหวัดทำให้เสียโอกาสในการเยียวยาจากรัฐ เช่น สวนยาง ไม่สามารถทำให้คนที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ได้รับการช่วยเหลือ และอีกส่วนคือมีที่ดินทำกินไม่เพียงพอ นี่คือปัญหาที่รอการแก้ไข

นายสุเทพ กล่าวต่อว่ากำลังซื้อตกต่ำจนถึงขีดสุด พ่อค้าแม่ค้าขาดไม่ได้ ยอดขายตกต่ำกว่าครึ่ง สรุปเศรษฐกิจระดับล่างของไทยไม่ดีอย่างมาก เรียกว่าซบเซา วันนี้พ่อค้าแม่ค้าทุกจังหวัดทุกอำเภอเรียกร้องให้แก้ไขปัญหาเรื่องรายได้ของประชาชนข้างล่าง คือรายได้ของเกษตรกร หรือผู้มีรายได้ไม่พอเพียงต่อการดำรงชีวิต เพราะหากไม่แก้ปัญหาจะทำให้เศรษฐกิจฟุบ อย่างไรก็ตาม การนำเรื่องนี้มากราบเรียน เพื่อจะให้สังคมได้ตระหนักในความจริงที่เป็นอยู่ในประเทศไทย พื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในภาวะที่ประชาชนเดือดร้อนแล้ว จึงเป็นหน้าที่ของผู้เกี่ยวข้อง มีหน้าที่ทางการเมืองระดมกำลังแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจัง ในฐานะ รปช. เป็นพรรคการเมืองที่แท้จริงของประชาชน พรรคจะอาสารับเอาปัญหาความทุกข์ไปกำหนดเป็นนโยบายในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังให้ได้ผล ไม่ว่าจะทุ่มเทงบประมาณแผ่นดินแค่ไหน ไม่เช่นนั้นประเทศจะมีอันตราย พรรคจะผนึกกำลังพี่น้องประชาชนรวมกันรับผิดชอบต่อการแก้ไขปัญหาของคนส่วนใหญ่ของประเทศ

นายสุเทพ กล่าวด้วยว่า ตนไม่ได้ต้องการทำให้ตระหนกตกใจ หรือตำหนิใคร แต่ต้องการให้สังคมตระหนักว่าปัญหาเหล่านี้คือปัญหาใหญ่ เราจะทุ่มเททำงานเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจมหาภาพอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องให้น้ำหนักในการพัฒนาในเศรษฐกิจระดับจุลภาค ครอบครัว และท้องถิ่น ทั้งนี้ รปช.จะรับภาระดูแลแก้ไขปัญหาทั้งคนต่างจังหวัดและคน กทม. โดยจะรณรงค์ยกระดับเป็นวาระของประเทศ เพื่อให้มีชีวิตอยู่อย่างพอเพียง

พปชร.ย้ำส่งบิ๊กตู่นายกฯ

รองหัวหน้า พปชร.ยืนยันส่งชื่อ "ประยุทธ์"  เป็นแดนดิเดตนายกฯ อันดับ 1 "สนธิรัตน์" นำทีมออกสตาร์ทถกว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ภาคอีสาน "สุริยะ" โวกระแสประชาชนดีขึ้นเพราะ "บิ๊กตู่" แก้ปัญหาปากท้อง เตรียมชงรัฐบาลพักหนี้กองทุนหมู่บ้าน 3 ปี คาดได้ ส.ส.อีสานไม่ต่ำกว่า 40 เสียง "เหลิม" ซัดนักการเมืองซบ พปชร.สำคัญผิดว่าเป็นรัฐบาล ขู่ ขรก.ไม่วางตัวเป็นกลางเปลี่ยนขั้วอำนาจจะเดือดร้อน "หญิงหน่อย" โต้ข่าวลือลงส.ส.เขต 3 ธ.ค.นี้จะชัดเจน "ไก่เอื้ออาทร" เชียร์เจ๊มีจุดยืนปชต.ชัดเจน 
    เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวถึงเรื่องการแบ่งเขตเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่า เรื่องดังกล่าวได้รับผลกระทบทุกพรรค มีทั้งได้เปรียบและเสียเปรียบ แต่ตนเชื่อว่า กกต.แบ่งเขตด้วยความเป็นธรรม และไม่ได้เอื้อประโยชน์ในพรรคพลังประชารัฐ จึงอยากให้ผู้ที่เกี่ยวข้องชี้แจงเรื่องดังกล่าว ส่วนกระแสที่พรรคถูกวิพากษ์วิจารณ์นั้น ตนมองเป็นเรื่องธรรมดา เพราะทางพรรคเน้นเรื่องนโยบายเป็นสำคัญ และเชื่อว่าเรื่องนี้ไม่น่าจะนำไปสู่การเลื่อนเลือกตั้ง และไม่เกี่ยวกับการดูด ส.ส. ส่วนทางพรรคยืนยันว่าจะส่งรายชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นแคนดิเดตนายกฯ อันดับ 1 ของพรรค และจะมีการพูดคุยในพรรคอีกครั้งว่า 3 รายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคมีใครบ้าง 
    ที่โรงแรมโฆษะ จ.ขอนแก่น นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ และเลขาธิการพรรค พปชร. พร้อมด้วยนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งภาคอีสานพรรค พปชร. และแกนนำพรรค อาทิ นายอนุชา นาคาศัย และนายเอกราช ช่างเหลา ประชุมร่วมว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ของพรรค พปชร. ในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคอีสาน และร่วมเสวนาผู้นำทางการเมืองกับการปฏิรูปประเทศ เครือข่าย "เพื่อนเอกราช" โดยมีว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคและสมาชิกพรรค พปชร.ในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคอีสาน เข้าร่วมประชุมกว่า 100 คน
    นายสนธิรัตน์กล่าวว่า กลุ่มเพื่อนเอกราช เป็นอีกกลุ่มที่พรรคให้ความหวังในการที่จะได้ที่นั่ง ส.ส.ในพื้นที่ภาคอีสาน ซึ่งการได้ลงพื้นที่ได้มาพูดคุยและมาพบปะกับสมาชิกของพรรคและผู้ที่แสดงความจำนงลงสมัครรับการเลือกตั้งครั้งนี้ วันนี้ทุกคนมีความพร้อมที่จะมาทำงานร่วมกับพรรค และกระแสการตอบรับของภาคอีสานที่มีให้กับพรรค พปชร.นั้นดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง สมาชิกของพรรคมาจากหลากหลายกลุ่ม ซึ่งทุกคนรอคอยและต้องการที่จะเป็นสมาชิกพรรค ดังนั้นวันนี้การจัดกิจกรรมของสมาชิกพรรคและว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคที่เริ่มขึ้นเป็นครั้งแรกของภาคอีสาน พรรคจึงต้องมาพบปะพูดคุยและเป็นการเริ่มออกสตาร์ท ที่พรรคจะลงพื้นที่ใช้วันหยุดเสาร์และอาทิตย์ลงพื้นที่ทำกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยทั้งหมดจะเป็นการทำงานตามที่กฎหมายกำหนด 
    "วันนี้ยังคงไม่ชูใคร หรือยังไม่พูดถึงใครที่พรรคจะเสนอชื่อให้เป็นนายกฯ โดยยืนยันว่าพรรคจะเป็นหนึ่งในพรรคจัดตั้งรัฐบาล ทำให้การทำงานในระยะนี้จนถึงวันเลือกตั้งจะเป็นอย่างเข้มข้นมากขึ้น" นายสนธิรัตน์กล่าว
    ขณะที่นายสุริยะกล่าวว่า จากการลงพื้นที่พบกับสมาชิกพรรคและว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคในภาคอีสาน ส่วนใหญ่เป็นที่รู้จักกันดี และเคยทำงานทางการเมืองร่วมกันมาตั้งแต่ยุคพรรคไทยรักไทย ทำให้การเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงนั้น แนวทางการขับเคลื่อนในนโยบายต่างๆ จะรวดเร็วและเข้มข้นมากขึ้น เพราะรู้ถึงรูปแบบและตัวบุคคลที่พรรคตัดสินใจส่งลงสมัคร ดังนั้นในระยะนี้ การทำงานของพรรคในพื้นที่ 20 จังหวัดภาคอีสานจะเป็นไปตามนโยบายที่พรรคกำหนดจนถึงวันเลือกตั้ง
    "เวลานี้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ที่เป็นผู้ทำให้ประเทศชาติสงบ ให้ความสำคัญในเรื่องปากท้อง ความเป็นอยู่ของประชาชน ซึ่งยืนยันได้จากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เรื่องราคาผลผลิตทางการเกษตร แต่มีสิ่งที่พี่น้องประชาชนฝากผ่านผมมา คือช่วยเหลือเกี่ยวกับการเป็นหนี้กองทุนหมู่บ้าน ซึ่งแต่ละปีพี่น้องประชาชนไปยืมเงินนอกระบบมาจ่ายมา และต้องเสียดอกจำนวนมาก จนกลายเป็นวัฏจักร จึงอยากให้มีการเสนอให้รัฐบาลพักหนี้ ลดต้นลดดอก กองทุนหมู่บ้านเป็นเวลา 3 ปี เมื่อชาวบ้านฝากเรื่องนี้กับผม ก็ต้องทำงานเดินหน้าผลักดันส่งข้อเสนอนี้ให้รัฐบาลพิจารณาแก้ไข" นายสุริยะกล่าว
    นายสุริยะกล่าวด้วยว่า วันนี้ผลสำรวจต่างๆ พบว่ากระแสความนิยมของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวภาคอีสาน กระแสดีขึ้นแบบก้าวกระโดด ถ้าผู้สมัครทุกคนยังทำงานหนัก ใส่ใจประชาชน เวลาอีกเกือบ 3 เดือน คาดว่าจะได้ ส.ส.ภาคอีสานไม่ต่ำกว่า 40 คนขึ้นไป 
ขู่เช็กบิล ขรก.ไม่เป็นกลาง
    ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง แกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.)โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า เหตุที่มันมีข่าววุ่นวายและเสมือนมีความขัดแย้งนั้น มันเกิดขึ้นมาจาก 4 รัฐมนตรี ในคณะรัฐบาล ซึ่งมาจากการปฏิวัติประกาศจัดตั้งพรรคพลังประชารัฐ จึงทำให้มีการเคลื่อนไหวของนักการเมืองเข้าสมัครเป็นสมาชิก พปชร.บางคนถูกกล่าวหาว่าแลกเปลี่ยนเรื่องทางคดี บางคนถูกกล่าวหาว่าได้รับผลประโยชน์ นักการเมืองที่เข้ามาสมัครเป็นสมาชิก พปชร.ไปเข้าใจว่า พปชร.เป็นรัฐบาล ซึ่งความเป็นจริงรัฐบาลชุดนี้มาจากการปฏิวัติรัฐประหาร 4 รัฐมนตรีที่ประกาศตั้งพรรคก็อาศัยใบบุญได้ร่วมรัฐบาล สมาชิกที่เข้ามาสมัครก็อวดศักดา ทำอะไรค่อนข้างเอาเปรียบพรรคการเมืองอื่นๆ เพราะเข้าใจผิดว่าพวกตนเป็นพรรครัฐบาล ในความเป็นจริง ยังไม่มีการเลือกตั้ง พปชร. ก็เท่ากับว่าเป็นพรรคการเมืองเหมือนกับพรรคอื่นๆ แต่เนื่องจาก 4 รัฐมนตรีไม่ยอมลาออก ยังนั่งอยู่ในตำแหน่ง แล้วก็ออกไปในภูมิภาคอ้างว่าไปรับสมัครสมาชิก บ้างก็อ้างว่าไปรับฟังความคิดเห็นของประชาชน
    "ไปต่างจังหวัด ก็ได้รับการสนับสนุนจากข้าราชการประจำ นำสาวแก่แม่หม้ายมารำไทยรำฟ้อน 4 รัฐมนตรีก็ไปสนุกกันใหญ่ รำกับเขาด้วย ทางการเมือง ความประพฤติอย่างนี้เขาเรียกขาดธรรมาภิบาล ผมฝากเตือน ข้าราชการทุกหมู่เหล่าให้วางตัวเป็นกลาง อย่าออกตัวมากนัก เพราะหากมีการเปลี่ยนขั้วอำนาจ พวกท่านจะเดือดร้อน ให้ประชาชนเขาตัดสินใจเองว่าจะเลือกพรรคไหน ในไม่ช้าก็จะรู้แล้ว ผมไม่ได้หวังว่าพวกท่านจะทำตามแนวทางที่ผมบอก แต่ถ้ากลับตัวกลับใจได้ก็จะดี" ร.ต.อ.เฉลิมกล่าว
    คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ถึงแม้ พล.อ.ไม่เปิดชื่อ คนก็ทราบอยู่แล้ว แต่ในยุคนี้คนชอบความตรงไปตรงมา จริงใจ เรื่องนี้คิดว่าทุกคนทราบกันอยู่แล้ว ตั้งแต่ชื่อพรรคที่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ซึ่งการสนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ได้กลับมาเป็นนายกฯ ไม่ได้เป็นเรื่องอะไรที่เหนือความคาดหมาย แต่ทุกคนคงรอให้มีการเอ่ยออกจากปากจริงๆ การที่เราจะเปิดรายชื่อนายกฯ นั้น ก็ฝากไปถาม คสช.ด้วย เพราะเขายังไม่ให้ประชุมพรรค แต่พรรคพลังประชารัฐทำอะไรได้สะดวกมากขึ้นกว่า แต่ของเราต้องเป็นไปตามประกาศ คสช. ซึ่งคงจะมีพรรคเดียวที่ประกาศแบบนั้นได้
    นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ร่วมก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) กล่าวถึงการจะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ หรือไม่ ว่าทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ถ้าใครรวมเสียงได้เกินครึ่งก็ได้ จะเป็น พล.อ.ประยุทธ์หรือใครก็ไม่เป็นปัญหา พรรคก็ไม่เป็นปัญหา จะเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาลก็ได้ แค่สามารถผลักดันวาระต่างๆ แต่ถ้าหากว่า รปช.ได้เป็นรัฐบาล ก็สามารถผลักดันนโยบายของ รปช.ไปสู่การปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม ถ้าใครอยากให้เราเข้าไปร่วมรัฐบาลก็ต้องยอมรับนโยบายของเรา
    ด้านนายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกคณะกรรมการรณรงค์การหาเสียงเลือกตั้งพรรค พปชร. กล่าวถึงกรณีที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) ที่ให้ไปค้นข้อมูลให้ดีก่อนจะตอบโต้ในประเด็นเขตเลือกตั้ง จ.สุโขทัย ว่าที่ผ่านมาตนศึกษาและดูข้อมูลรายละเอียดเขตเลือกตั้งใน จ.สุโขทัยมาตลอด การพูดถึงการแบ่งเขตเลือกตั้งในปี 2562 ของ กกต.ว่าคล้ายกับปี 2554 นั้น เนื่องจากตอนนั้นได้รวม อ.บ้านด่านลานหอย กับ อ.ทุ่งเสลี่ยม เป็นเขตเลือกตั้งที่ 3 ขณะที่ในปี 2562 ก็ได้รวม อ.บ้านด่านลานหอยกับ อ.ทุ่งเสลี่ยม แต่เป็นเขตเลือกตั้งที่ 2 จะเห็นได้ว่าไม่ได้พิสดารหรือแปลกใหม่ เพียงแต่นำรูปแบบของปี 2554 มาล้อ และหากมองภาพรวมทั้งจังหวัด จะเห็นว่าการแบ่งเขตเลือกตั้งในปี 2562 ทั้ง 3 เขต มีจำนวนประชากรใกล้เคียงกันมากกว่าปี 2554 และปี 2557 ไม่มีเขตไหนที่เหลื่อมกันจนน่าเกลียด
หนักกว่ายุคสามัคคีธรรม
    “จากการที่ผมลงพื้นที่พบปะชาวบ้านและพูดคุยกับคนที่ทำงานในพื้นที่ พบว่าทั้ง 2 อำเภอมีขนบธรรมเนียมประเพณีและความเป็นอยู่ใกล้เคียงกันมาก รวมทั้งการเลือกตั้งในปี 57 อ.เมืองฯ ซึ่งถือเป็น อ.หลักของจังหวัด ก็ถูกแบ่ง แต่ไม่เห็นมีคนคัดค้านอะไร ดังนั้นเมื่อกติกาออกมาแบบนี้ ก็ควรยอมรับ" นายธนกรกล่าว 
    ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช หัวหน้าพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) กล่าวว่า เรื่องการเแบ่งเขตเลือกตั้งมีความเคลือบแคลงสงสัย เมื่อมีคำสั่ง คสช.ออกมาหลายเขตเห็นแล้วไม่สบายใจ การแบ่งเขตต้องยึดโยงกับประชาชน ถ้าไม่เป็นเช่นนั้นจะเกิดปัญหาเช่น จ.สุโขทัย น่าสงสารประชาชน เพราะไม่มีแม้แต่ถนนที่เชื่อมต่อกัน ต้องใช้ทางภูเขา แต่เมื่อมี ม.44 คุ้มครองไปแล้ว จากนี้ถึงวันเลือกตั้งขอให้ กกต.คิดถึงประชาชนเป็นหลัก ต้องรอดูอีกว่าขยับอะไรอีก ถ้าการเลือกตั้งไม่ชอบธรรม จะไม่ได้รับการยอมรับจากสังคมโลก   
    นายจตุพร พรหมพันธุ์ ในฐานะกองเชียร์พรรคเพื่อชาติ (พ.พ.ช.) กล่าวว่า การแบ่งเขตเลือกตั้งมีเป้าหมายต้องการชนะอย่างเห็นได้ชัด แต่การแบ่งเขตแบบไหนหากจะแพ้ก็แพ้อยู่ดี ถ้าพรรคการเมืองสู้เต็มที่ทั้ง 350 เขต แบ่งเขตอย่างไร ก็ไม่มีผลทั้งสิ้น เป้าหมายการต่อสู้ในการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคการเมืองต้องมีสติเปิดกว้างในการต่อสู้ การวิจารณ์กันต้องระมัดระวัง ควรรักษามิตรที่เคยอยู่ร่วมกันมา อย่าได้หวาดระแวงแล้วจ้องทำลายล้างกัน ซึ่งจะไม่เป็นผลดีกับฝ่ายประชาธิปไตย 
    "ผมเตือนบางคนแล้ว กลับได้เสียงมาต่อว่ากันอีก ทำไมไม่คุยกัน ผมจึงขอให้ไปบอกคนพูดก่อน อย่าขว้างมีดมาใส่ก่อน ผมไม่มีหน้าที่ให้ใครกระทืบเล่น ผมไม่เคยหนุนเผด็จการ เพียงต้องการให้พรรคตกลงกันจึงจะได้เสียงมากกว่า 250 เสียงขึ้นไป และการเลือกตั้งครั้งนี้ยากมาก มีกลไกสกัดเต็มไปหมด จำเป็นต้องหาทางวางแผนแหวกวงล้อมให้ได้ พวกเราอย่ามาเสียสมาธิระหว่างกัน การต่อสู้ในกติกาแบบนี้ หัวใจสำคัญที่สุดอย่าประมาท การเลือกตั้งในรัฐธรรมนูญฉบับนี้หนักกว่าปี 2535 ที่พรรคสามัคคีธรรมชนะมาแล้ว" นายจตุพรกล่าว
    นายสุเทพ เทือกสุบรรณ กล่าวถึงการแบ่งเขตการเลือกตั้งว่า ไม่มีปัญหา เรื่องการแบ่งเขต เขาแบ่งมาอย่างไรก็ลงสมัครทั้ง 350 เขต และเป็นเรื่องที่ประชาชนจะลงคะแนนให้ใคร ถ้าประชาชนเชื่อมั่นในระบบ นโยบาย วิสัยทัศน์ของพรรค ประชาชนก็ลงคะแนนให้ จะแบ่งเขตอย่างไรก็ไม่เป็นปัญหา เป็นเรื่องที่ กกต.ต้องควบคุมให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความสุจริต เที่ยงธรรม คิดว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้น 24 ก.พ.แน่ เพราะประชาชนต่างก็เฝ้ารอให้มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และคาดว่าปัญหาต่างๆ จะดีขึ้นหลังเลือกตั้ง เชื่อว่า คสช.คงไม่เลื่อนการเลือกตั้งออกไป ยกเว้นมีเหตุสุดวิสัย
    น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) กล่าวถึงกรณีการแบ่งเขตเลือกตั้งว่า เราเป็นพรรคการเมือง ไม่มีอำนาจอะไรไปขอหรือชี้นำอะไรได้ เขาออกอะไรมาเราก็พร้อมลงสนามสู้ศึกตามสภาวการณ์ที่ถูกกำหนดมา ส่วนพรรคอื่นจะมีความเห็นอย่างไรนั้น ก็เป็นความเห็นของแต่ละพรรค ซึ่งมีสิทธิ์แสดงความเห็นได้ หรือมีสิทธิ์ร้องเรียน คงตอบไม่ได้ว่าทางผู้ดูแลเรื่องนี้จะใช้เป็นเหตุในการเลื่อนการเลือกตั้งหรือไม่ ตนเชื่อมั่นในศักดิ์ศรีของ กกต. ที่จะไม่เอาเกียรติยศ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของตัวเองมาทำให้หม่นหมอง เชื่อในความเป็นองค์กรอิสระที่บริสุทธิ์ ยุติธรรมของท่าน การเลือกตั้งเพราะ 24 ก.พ.2562 เป็นที่รับรู้ในสากลแล้ว ถ้าเลื่อนไปก็จะกระทบต่อภาพลักษณ์ไทยเราด้วย 
    นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองหัวหน้าพรรค ปชป.  กล่าวว่า ตนได้รับมอบหมายจากหัวหน้าพรรคให้เป็นผู้นำคณะของพรรคเข้าไปร่วมประชุมกับ คสช. ในวันที่ 7 ธ.ค.นี้  ซึ่งนอกจากตั้งใจจะไปรับฟังการชี้แจงและให้ความเห็นในประเด็นที่ คสช.จะหารือเป็นเบื้องต้นแล้ว ก็หวังว่าจะได้รับความชัดเจนในเรื่องการเลือกตั้งและการปลดล็อกให้พรรคการเมืองสามารถทำกิจกรรมได้ด้วย รวมทั้งการกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจนในเรื่องขั้นตอนต่างๆ ของการเลือกตั้งและวันเลือกตั้ง ซึ่งเห็นว่าสมควรแก่เวลาที่จะต้องประกาศออกมาให้ชัดเจนได้แล้ว หากจะมีการเปลี่ยนแปลงวันเลือกตั้งออกไปนอกเหนือจากที่คสช.ได้ให้คำมั่นสัญญาไว้ทั้งในและต่างประเทศอีก ก็คงเป็นการยากที่จะหาเหตุผลมาอธิบาย 
"หน่อย"โต้ข่าวลือลง สส.เขต
    น.ส.พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่  กล่าวว่า มีหลายพรรคที่แสดงความจำนงชัดเจนว่าจะไม่เข้าร่วมประชุมร่วมระหว่าง คสช., กกต. เรามองว่ากรณีดังกล่าวไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับ คสช.เลย หากเป็น กกต.หน่วยงานเดียวเชิญ เราก็พร้อมให้ความร่วมมือเพราะเราก็มีข้อสงสัยหลายส่วนที่จะซักถาม อย่างกรณี การควบคุมการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะการห้ามซื้อโฆษณาผ่านสื่อออนไลน์ ซึ่งเราพร้อมยอมรับผลที่เกิดขึ้นกรณีไม่เข้าร่วมหารือร่วมกับ คสช.ในวันที่ 7 ธ.ค. เชื่อว่า คสช.คงไม่ทำอะไรให้ตนเองเสียคะแนน หรือขยายเวลาการเลือกตั้งออกไปอีก เพราะตอนนี้ประชาชนทั้งประเทศต่างเฝ้ารอเวลาการเลือกตั้งกันอย่างใจจดใจจ่อ
    ส่วนคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการประชุมพรรคในวันที่ 3 ธ.ค.ว่า จะเป็นการประชุมชี้แจงสมาชิกพรรคถึงแนวทางต่างๆ ที่ กกต.กำหนด ทั้งเรื่องผู้แทนประจำเขตการเลือกตั้งประจำจังหวัด ซึ่งเราต้องทำความเข้าใจกับสมาชิกให้ทุกคนได้ไปเตรียมตัวเป็นไปตามกฎหมาย ส่วนเรื่องการวางยุทธศาสตร์ บางคนอาจต้องรอความชัดเจน แต่ก็พยายามดำเนินการในแต่ละภาคอยู่ 
    เมื่อถามถึงเจ้าตัวเตรียมลงเลือกตั้งแบบแบ่งเขตในเขตดอนเมือง กทม. คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวว่า ช่วยหาคนให้ข่าวด้วย ตนยังงงกับข่าวที่ออกมา ให้ฟังจากการแถลงของพรรคเอง โดยเฉพาะในวันที่ 3 ธ.ค.นี้ จะมีการกำหนดทิศทางที่ชัดเจน ยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยไม่มีปัญหา เราพร้อมและมีคนที่มีศักยภาพหลายคน แต่เราก็จะต้องได้หารือกันหลัง คสช.อนุญาต ถึงวันนั้นเราก็พร้อมที่จะเสนอคนเอาไปให้ประชาชนได้ตัดสินเลือก ส่วนการจัดผู้สมัครก็จะทำควบคู่กันไป ฉะนั้นแล้วอย่าฟังข่าวลือมากกว่าข่าวจริง ตนไม่ทราบการที่มีบุคคลมาปล่อยข่าวของตนนั้นทำเพื่ออะไร แต่เราก็ต้องหนักแน่น
     น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ คณะกรรมการสรรหาผู้สมัคร ส.ส.พรรคเพื่อไทย ในฐานะคนสนิทคุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวในเรื่องนี้ว่า ข่าวที่ออกมาน่าจะเป็นการวิเคราะห์ของนักวิเคราะห์ด้านการเมือง อาจนำข้อเท็จจริงระบบการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสมไปใช้เป็นเหตุผลในการคาดเดา ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงว่าพรรคการเมืองใดก็ตาม ถ้าได้ ส.ส.ระบบเขตมาก จำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อก็จะได้น้อย ทำให้ประเมินกันว่าถ้าคุณหญิงสุดารัตน์จะทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎรได้ อาจจำเป็นต้องลงเลือกตั้งระบบเขต ขณะนี้คุณหญิงสุดารัตน์ยังไม่ได้แสดงความประสงค์จะลงเลือกตั้งระบบเขตแต่อย่างใด ตอนนี้ตั้งใจเตรียมความพร้อมทำหน้าที่ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งของพรรค ที่ต้องเตรียมความพร้อมของผู้สมัครของพรรคในการสู้ศึกทั้งประเทศ
    นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความระบุว่า ข้อสงสัยเกี่ยวกับคุณหญิงสุดารัตน์ทำนองว่าอาจจะประนีประนอมกับเผด็จการนั้น ขอเรียนว่าสิ่งที่คุณหญิงสุดารัตน์ได้รับการยอมรับมิได้มีเพียงประสบการณ์ทางการเมืองเท่านั้น หากแต่ยังรวมถึงจุดยืนที่เป็นประชาธิปไตยอย่างชัดเจน ประเด็นสำคัญคือมติของพรรคที่จะไม่ร่วมสังฆกรรมกับเผด็จการในทุกรูปแบบ ดังนั้นการประนีประนอมกับเผด็จการจึงไม่อาจเกิดขึ้นได้ วันนี้พรรคเพื่อไทยมีความพร้อมที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาของประเทศ รวมถึงการจัดการกับ “ขยะ” ที่เผด็จการได้สะสมไว้ พรรคไม่เคยให้คำสัญญาที่เลื่อนลอย ทุกนโยบายได้รับการพิสูจน์แล้วว่าประสบความสำเร็จ. 

ผ่าปัจจัย “ชี้ขาด” ผลเลือกตั้งหลังปิดคอก ส.ส. : “ทักษิณ” กระอัก ลุ้นคะแนนเก่า

เข้าสู่สัปดาห์แรกของเดือนธันวาคม เดือนสุดท้ายปลายปี

เดือนที่ถือเป็นไฮไลต์ตามเงื่อนไขเวลาในโรดแม็ป ตามปฏิทินที่มีการวางโปรแกรมคิวสำคัญๆในกระบวนการไปสู่การเลือกตั้งต้นปีหน้า

ถึงจังหวะนี้คงไม่มีอะไรพลิกผันจากวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562

โดยสถานการณ์ล่าสุด เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แบ่งเขตเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 350 เขตทั่วประเทศ เป็นที่เรียบร้อย

ผ่านด่านขั้นตอนปัญหายากๆที่ต้องใช้มาตรา 44 ช่วยผ่าทางตัน

ซึ่งก็หนีไม่พ้นเสียงโหวกเหวกโวยวายของนักการเมือง โดยเฉพาะขาใหญ่พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์รุมด่า กกต.แบ่งเขตพิลึกพิลั่น

ตามประสาของพวกเสียผลประโยชน์ตามฟอร์มนักเลือกตั้งอาชีพ

ได้คืบเอาศอก ได้ศอกเอาวา แต่เชื่อได้ถึงเวลาจะรีบวิ่งไปสมัครกันเป็นแถว

เพราะจุดสำคัญสุดมันอยู่ที่การได้คืนสนาม หลังโดนยึดเวที อดอยากปากแห้งมาหลายปี

เอาเป็นว่า โฟกัสวันที่ 7 ธันวาคมนี้ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.มีกำหนดนัด กกต. ครม. และ สนช. ทีมแม่น้ำ 5 สาย หารือร่วมกับตัวแทนพรรคการเมือง

ลงลึกรายละเอียดเกี่ยวกับกระบวนการเลือกตั้ง


และก็น่าจะเป็นจังหวะดีเดย์ ตามเงื่อนเวลาต่อเนื่องวันที่ 11 ธันวาคม ครบกำหนด 90 วัน เริ่มบังคับใช้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.

พอดีกับที่ คสช.จะปลดล็อกทางการเมืองให้ทำกิจกรรมได้เต็มรูปแบบ

ก่อนประกาศพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง ในวันที่ 16 ธันวาคม เข้าโหมดชิงชัยเกมชิงคะแนนเสียงประชาชนเพื่อเข้าสู่อำนาจบริหารประเทศอย่างเป็นทางการ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น โดยสถานการณ์ที่เซียนการเมืองอ่านเกมข้ามช็อตไปแล้ว

ตามแนวโน้มจากฟอร์ม “ยกแรก” ภายหลังผ่านพ้น “เดดไลน์” วันที่ 26 พฤศจิกายน เส้นตายรัฐธรรมนูญล็อกการสังกัดพรรคการเมือง 90 วันก่อนวันเลือกตั้ง ปิดตลาด ส.ส.ย้ายพรรค ย้ายค่าย

ประเมินแต้มเบื้องต้นได้จาก “มวยเกรดเอ” ที่เปิดตัวออกมา

สถานการณ์ที่ต้องยอมรับว่ายี่ห้อ “พลังประชารัฐ” ออกตัวได้แรงเกินคาดหมาย

จากการได้ทีมตัวเต็ง ลุ้นเหมายกจังหวัดที่กำแพง-เพชร เพชรบูรณ์ ชลบุรี ฯลฯ ไม่นับพวก “ดาวฤกษ์” ที่มีแสงในตัวเองในหลายจังหวัด ภาคกลาง ภาคอีสาน ภาคเหนือ

เชื่อขนมกินได้ ใส่แต้มชัวร์ๆล่วงหน้า ยังไงก็ไม่แพ้เสาไฟฟ้า

โดยพัฒนาการทีละขั้น จากเริ่มแรกตั้งเป้า 40-50 เก้าอี้ เพิ่มเป็น 70-80 ที่นั่ง

พอ “ม้าเข้าคอก” แล้ว “พลังประชารัฐ” หวังได้ถึง 150 ที่นั่ง แบบที่ “มือเลือกตั้งอาชีพ” อย่างนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตเลขาธิการพรรคไทยรักไทย ออกมาประกาศตัวเลขด้วยความมั่นอกมั่นใจ

เป็นตัวเลขที่จับต้องได้ ไม่ใช่ “วาทกรรม” ลมๆแล้งๆ

และนั่นก็สวนทางกับสภาวะ “แรงตก” ของแชมป์เก่าอย่างพรรคเพื่อไทยยี่ห้อ “ทักษิณ” ที่ไล่ด่า ไล่จิกตี ตามแช่งอดีต ส.ส.ที่ย้ายค่าย ชิ่งหนี “นายใหญ่”

สะท้อนอาการ “ขาสั่น” เลือดไหลออกอุดไม่อยู่


จากตัวเลขอดีต ส.ส.กว่า 40 คน ที่สลับขั้วไปอยู่กับ “พลังประชารัฐ” ไม่นับอีกบางส่วนที่กล้าๆกลัวๆเลือกแทงกั๊กไปกบดานที่พรรคภูมิใจไทย

เหลือแต่ “นกแล” เป็นส่วนใหญ่ เฝ้ารังพรรคเพื่อไทย

ไม่ต่างจากสถานการณ์รองแชมป์อย่างพรรคประชาธิปัตย์ที่เลือดไหลออกจนบักโกรก เสียฐานที่มั่นหลายจังหวัดให้พรรคพลังประชารัฐ ทั้งภาคตะวันออก ภาคกลาง และพื้นที่กรุงเทพฯ

นั่นไม่เท่ากับการโดนทีมของ “ลุงกำนัน” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ หัวขบวน กปปส. ผู้ก่อตั้งพรรครวมพลัง-ประชาชาติไทย “เจาะยาง” ดึงอดีต ส.ส. 3 จังหวัดชายแดน นราธิวาส ปัตตานี ยะลา 6-7 ที่นั่ง ยังไม่นับถิ่นของตระกูลเทือกสุบรรณที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี

รอบนี้ประชาธิปัตย์เสียเลือดไม่น้อยกว่าเพื่อไทย

โดยสภาพเข้าใกล้จุดพรรค “ต่ำร้อย” เห็นๆกันอยู่

ดูตามรูปการณ์ก็ไม่แปลกที่จะได้เห็นภาพ “สามัคคีบาทา” พรรคประชาธิปัตย์แท็กทีมพรรคเพื่อไทย ในอารมณ์ของขาใหญ่เจ้าถิ่น รุมเตะตัดขาน้องใหม่อย่างค่ายพลังประชารัฐที่กระโดดขึ้นมาเทียบชั้น “ตัวเต็ง”

ละเลงภาพพรรคท็อปบูต “จอมดูด”

และก็ตามสูตร แบบฟอร์มบังคับของการเลือกตั้งหลังรัฐประหาร

ลีลาของยี่ห้อเพื่อไทย เครือข่าย “ทักษิณ” ชิงเคลมภาพฮีโร่ฝั่งประชาธิปไตย ชูธงสู้กับเผด็จการ

อาการแบบที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก็ตั้งท่ารังเกียจทหาร ประกาศไม่ร่วมสังฆกรรมจับขั้วกับพรรคพลังประชารัฐ


เหลี่ยมนักการเมืองอาชีพ “กระโดดขี่คอ” ทีมหนุน “นายกฯลุงตู่”

ชิงกระแสสู้กันไปตามเหลี่ยมความได้เปรียบของใครของมัน

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น โดยเงื่อนไขสถานการณ์ที่แฝงอยู่กับการเลือกตั้งรอบใหม่ที่มากกว่าการเลือกตั้งทั่วไป

เพราะมันแฝงเดิมพันการพลิกขั้ว ชิงอำนาจประเทศไทย

ถือเป็นจังหวะคาบเกี่ยว หนทางเดียวที่ “โคตรเซียนเลือกตั้ง” อย่างยี่ห้อ “ทักษิณ” จะได้โอกาสใช้ความได้เปรียบ ความเป็นต่อในเกมถนัดชิงกระแส

กลับมายึดอำนาจบริหารผ่านเสียงประชาชน

แต่อย่างไรก็ดี คนของพรรคเพื่อไทยเองก็ปฏิเสธไม่ออก นับตั้งแต่ปี 2549 ที่มีการลากยาวศึกชิงอำนาจประเทศไทยระหว่าง “ทักษิณ” กับฝ่ายโค่นกระดานระบอบ “ทักษิณ”

ไฟต์นี้ “นายใหญ่” กระอักที่สุด

ตามภาพที่ลูกทีมเกรดเอย้ายหนีแบบเลือดไหลไม่หยุด ต่อเนื่องจากการเดินยุทธศาสตร์พลาด มอบธงให้ “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ นำทัพนอมินีรุ่น 3

ทำให้เกิดสถานการณ์คนย้ายออกพรรคเพื่อไทย หนีตายกันกระเจิดกระเจิง


แตกตัว แตกจริง แยกกันเดิน ตีกันเอง

ภาพมันฟ้อง “ทักษิณ” ไม่ได้แน่นปึ้กอย่างที่ตีกินกระแส ชนะแบบหิมะถล่ม อย่างเก่งก็ได้แค่ลุ้น “บุญเก่า” คะแนนนิยมเดิมๆจากกองเชียร์ที่ติดใจประชานิยมยี่ห้อเดิม

แม้แต่การตีกินกระแส บลัฟเผด็จการ เทียบสถานการณ์ก็ต่างจากเลือกตั้งหลังรัฐประหารที่ผ่านมา

แบบที่ฝั่ง “ทักษิณ” เคลมภาพประชาธิปไตย แต่ในฉากเบื้องหลังก็อย่างที่เห็นแค่ “ประชาธิปไตยจำกัด” ในรูปแบบบริษัทของตระกูลชินวัตร

อำนาจเคาะโต๊ะ ตัดสินใจขั้นสุดท้ายอยู่ที่นายห้างดูไบ

โยนติ้วลูกพรรค สั่งซ้ายหันขวาหัน ใครต้องปักหลักพรรคเพื่อไทย ใครต้องย้ายไปพรรคไทยรักษาชาติ

ลูกแถวไม่มีโอกาสเลือกเองตามหลักประชาธิปไตย

หรือในมุมหลอกๆของประชาธิปัตย์ “อภิสิทธิ์” ก็ทำเป็นต่อต้านเผด็จการ โชว์พ่อยกแม่ยกตามสไตล์แค่นั้น เพราะของจริงมันก็ต้องลดอาการเฮี้ยวลงไป ตามเงื่อนไขสถานการณ์หลังเลือกตั้งหัวหน้าพรรคที่ “อภิสิทธิ์” ชนะมวยรองบ่อนอย่าง นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ที่เดินทางลัดขึ้นมาเทียบชั้น
ไม่ถึงหมื่นคะแนน

แผนลดพยศ “อภิสิทธิ์” ถูกบล็อกไว้ด้วยทีม “งูเห่า” ที่แฝงอยู่

อีกทั้งทางเลือกประชาธิปัตย์จะพลิกไปจับขั้วกับ “ทักษิณ” ยิ่งเป็นไปไม่ได้

อารมณ์เก๋าๆแบบที่นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข แกนนำรุ่นใหญ่ของพรรคพลังประชารัฐ จับไต๋ พวกที่บอกไม่จับมือ ถึงเวลามีแต่จะวิ่งมาจับขั้วหนุน “นายกฯลุงตู่” กันไม่ทัน

ดูตามรูปเกมมาถึงตรงนี้ ชัดเลยว่าทีมหนุน พล.อ.ประยุทธ์ถือดุลอำนาจได้เปรียบไว้เกือบทุกประตู

ทั้งกติการัฐธรรมนูญเปลี่ยนผ่าน 5 ปี เปิดทาง 250 ส.ว.ร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี บวกตัวเลขต้นทุน ส.ส.เกรดเอของพรรคพลังประชารัฐที่ขยับขึ้นเป็นตัวเต็งหวังได้ 150 ที่นั่ง

ไหนจะช็อตทีมเศรษฐกิจภายใต้การคุมยุทธศาสตร์ของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯกัปตันทีมเศรษฐกิจ ปักหมุดเมกะโปรเจกต์ โชว์เนื้องานรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจโลกในระยะยาว


พร้อมเร่งอัดฉีดมาตรการดูแลปากท้องคนมีรายได้น้อย มัดใจคนจนฐานใหญ่ของประเทศ

เดินเกมการตลาดเก็บแต้ม ย้อนรอยโคตรเซียนยี่ห้อ “ทักษิณ”

นั่นก็ทำให้เซียนฟันธง “ยกแรก” พรรคพลังประชารัฐทำแต้มนำ กุมสภาพไว้ได้หมด ทั้งมวยเกรดเอ กรรมการ ทีมพี่เลี้ยงให้น้ำ รวมถึงสภาพแวดล้อมรอบเวที

ขณะที่คู่ต่อสู้ทั้งเพื่อไทยและประชาธิปัตย์ตั้งหลักไม่ติด

เหลือแค่ยกท้ายๆ ทีมหนุน “ลุงตู่” จะดึงคะแนนจากประชาชนได้แค่ไหนเท่านั้น.

“ทีมการเมือง”