PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพุธที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2556

องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน เรียกร้องรัฐตรวจสอบ จัดเวทีให้ทุกฝ่ายร่วมดีเบต เผยความจริงสู่สังคม

องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ขอคัดค้านท่าทีการคุกคามและปิดกั้นเสรีภาพในการนำเสนอข่าวสารของสื่อมวลชนและนักวิชาการ ร่วมสนับสนุนสื่อมวลชนในการเปิดโปง ตีแผ่ความจริงสู่สังคม และเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐร่วมตรวจสอบและเชิญทุกฝ่ายร่วมดีเบตเพื่อตอบคำถามความจริงสู่สาธารณชนจากกรณี อบจ.สมุทรปราการ ฟ้องหมิ่นประมาทนายสมโภชน์ โตรักษา ผู้ช่วยบรรณาธิการข่าว สถานีโทรทัศน์ช่อง 7 เรื่องการเสนอข่าวความไม่โปร่งใสในการใช้งบประมาณอุดหนุนวัด และกรณี กทค.เป็นโจทก์ยื่นฟ้องคดีหมิ่นประมาทกับ ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ และนางสาวณัฎฐา โกมลวาทิน ในกรณีข่าวซิมดับกับ กทค.
องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน เรียกร้องรัฐตรวจสอบ จัดเวทีให้ทุกฝ่ายร่วมดีเบต เผยความจริงสู่สังคม

25 กันยายน 2556 - องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ขอคัดค้านท่าทีการคุกคามและปิดกั้นเสรีภาพในการนำเสนอข่าวสารของสื่อมวลชนและนักวิชาการ ร่วมสนับสนุนสื่อมวลชนในการเปิดโปง ตีแผ่ความจริงสู่สังคม และเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐร่วมตรวจสอบและเชิญทุกฝ่ายร่วมดีเบตเพื่อตอบคำถามความจริงสู่สาธารณชนจากกรณี อบจ.สมุทรปราการ ฟ้องหมิ่นประมาทนายสมโภชน์ โตรักษา ผู้ช่วยบรรณาธิการข่าว สถานีโทรทัศน์ช่อง 7 เรื่องการเสนอข่าวความไม่โปร่งใสในการใช้งบประมาณอุดหนุนวัด และกรณี กทค.เป็นโจทก์ยื่นฟ้องคดีหมิ่นประมาทกับ ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ และนางสาวณัฎฐา โกมลวาทิน ในกรณีข่าวซิมดับกับ กทค.

คุณหญิงชฎา วัฒนศิริธรรม รองประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ เปิดเผยว่า องค์กรฯ ขอคัดค้านท่าทีของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทั้งกรณีองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการและ กทค. ที่คุกคามและปิดกั้นเสรีภาพในการนำเสนอข่าวสารของนักวิชาการและสื่อมวลชน เนื่องจากหน่วยงานของรัฐ ควรมีหลักธรรมมาภิบาลและเปิดกว้างรับการตรวจสอบในประเด็นที่กระทบต่อผลประโยชน์สาธารณะ ซึ่งพฤติกรรมการคุกคามเหล่านี้เกิดจากการนำเสนอข้อมูลของสื่อมวลชนที่แสดงถึงความเสี่ยงที่จะนำไปสู่การคอร์รัปชัน และอาจทำให้ประชาชนไม่สามารถตรวจสอบพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐได้ เพราะเกรงกลัวต่ออิทธิพลและอันตรายที่จะเกิดขึ้นและองค์กรฯ ขอเป็นกำลังใจให้บุคคลทั้งสาม ผู้ทำหน้าที่โดยบริสุทธิ์ใจเพื่อสาธารณประโยชน์ และพร้อมให้การสนับสนุนด้านการเงินและการจัดหาทนายความเพื่อการต่อสู้คดีถึงที่สุด

สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น องค์กรข้อเรียกร้องดังนี้
1.ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ดำเนินการตรวจสอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยกรณี องค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ ขอให้มีการตรวจสอบโดยสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน และ ป.ป.ช. ส่วนกรณี กทค. ขอให้มีการตรวจสอบโดยผู้ตรวจการแผ่นดิน (ทำการตรวจสอบ สนง. กสทช.) ป.ป.ช. (ตรวจสอบการทำหน้าที่ของ กทค.และ สนง.) คณะกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน ตาม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 มาตรา 70 หรือ ซูเปอร์บอร์ด กสทช.

2.ขอให้ กทค. และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด สมุทรปราการ ออกมาแสดงข้อมูล(ดีเบต) และตอบคำถามต่อสาธารณะ พร้อมผู้ถูกกล่าวหา ในเวทีสาธารณะที่องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ จะจัดขึ้นร่วมกับองค์กรเครือข่ายฯ

ทั้งสองกรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่า เครือข่ายของคนที่พร้อมจะร่วมมือกันในการต่อต้านคอร์รัปชันเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ สื่อมวลชนผู้ทำหน้าที่นำเสนอความจริงจำเป็นต้องมีความกล้าที่จะเปิดโปงและรายงานข่าวอย่างตรงไปตรงมา เพื่อเผยความจริงสู่สาธารณชนและเปิดพื้นที่ให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูล เสนอแนะให้ความคิดเห็นอย่างเสรี องค์กรฯ พร้อมที่จะช่วยผลักดันและสนับสนุนการต่อต้านคอร์รัปชันทุกรูปแบบ และขอปลุกพลังคนที่ต้องการเข้าร่วมการเปิดโปงการโกงแต่เกรงกลัวต่ออิทธิพลต่าง ๆ ให้กล้าออกมาตีแผ่ความจริงต่อสังคมให้มากขึ้น เพื่อขจัดการโกงให้หมดไปเพื่ออนาคตของประเทศไทย คุณหญิงชฎา กล่าวสรุป
ถูกใจ · 

โรงอาหาร สนง.ลข.ทบ. ออกกฎห้ามแม่ค้า "ผัดกระเพรา" เหตุส่งกลิ่นรบกวนนาย

ภายในอาคารสำนักงานเลขานุการ ทบ. ปรากฎเกิดเรื่องฮือฮาขึ้น เมื่อภายในโรงอาหารติดประกาศตัวใหญ่อยู่บริเวณหน้าร้านอาหารทุกร้านว่า “ลูกค้าโปรดทราบ ห้าม !!! สั่งผัดกระเพรา” ทำให้ลูกค้าที่เข้ามารับประทานอาหารถึงกับตกใจ โดยเฉพาะกำลังพลที่เป็นทหาร ทบ.

ทั้งนี้ หลังจากสอบถามกับ “พ่อค้า-แม่ค้า” ได้ความว่า ที่ถูกสั่งห้ามขาย ผัดกระเพราะเพราะกลิ่นฉุนจากใบกระเพรา ส่งกลิ่นไปไกลถึงห้องทำงานผู้ใหญ่ ส่งผลรบกวนจิตใจอันมีผลต่อการทำงาน จึงได้ประชุมหารือเพื่อแก้ปัญหา อย่างไรก็ตาม ภายในโรงอาหารได้ติดตั้งเครื่องดูดควันไว้ทุกร้านค้า แต่กลับไม่ได้ช่วยอะไรเลย 

มิหนำซ้ำยังส่งเสียงดังรบกวนพ่อค้า-แม่ค้าอีกต่างหาก ถ้าจะให้เครื่องดูดควันแต่ละทีก็ต้องเปิดพัดลมไล่ เพื่อให้ควันและกลิ่นเข้าเครื่อง ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ทราบมาว่าหลังประชุมหารือเพื่อหาทางแก้ปัญหาก็ได้ลงมติให้แก้ไขและซ่อมเครื่องดูดควันมารอบนึงแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้ผล

จนสุดท้าย จึงมีคำสั่งจากผู้ใหญ่ห้ามผัดกระเพราเด็ดขาด เว้นแต่จะมีการปรุงประกอบมาจากบ้านและนำมาขายเป็นข้าวแกง

"ปัญหาอยู่ที่เครื่องดูดควันที่ไร้ประสิทธิภาพ ไม่สามารถใช้งานได้ ทั้งที่งบประมาณในการเบิกจ่าย-สั่งซื้อนั้นค่อนข้างสูง รวมการปรับปรุงโรงอาหารภายในอาคาร สลก.ทบ.ครั้งที่ผ่านมานี้"

by..@matichon


'สมีพลชัย'โล้นห่มเหลือง..เกาะชายกระโปรงนายกฯกอบโกยผลประโยชน์!

'สมีพลชัย'โล้นห่มเหลือง..เกาะชายกระโปรงนายกฯกอบโกยผลประโยชน์!

มีข่าวเล็กๆ แต่เป็นเรื่องใหญ่ในพุทธศาสนาชิ้นหนึ่ง ที่สื่อหลายสำนัก ไม่ค่อยให้ความสนใจ แม้แต่กรมสอบสวนคดีพิเศษของนายธาริต เพ็งดิษฐ์ ก็ไม่สนใจ สำนักงานพระพุทธศานาแห่งชาติ ก็ไม่สนใจ เจ้าคณะใหญ่ เจ้าคณะรองทางปกครองของสงฆ์ก็ไม่ใส่ใจด้วยซ้ำ
การไม่สนใจ และไม่ใส่ใจของทั้งฝ่ายอาณาจักร และพุทธจักร อาจอนุมานได้ว่า มีภาพ ภาพหนึ่ง  ที่อาจกระทบต่อความมั่นคง กระทบต่อตัวนายกรัฐมนตรีหรือไม่ ยังไม่แน่ใจ ตรงนี้ จึงขอยกไว้ก่อน
ข่าวเล็กๆแต่เป็นเรื่องใหญ่ที่ว่า เป็นเรื่องของ นายพลชัย อุ่นทรัพย์ ที่สมอ้างตัวว่าเป็น"พระมหาดร.พลชัย ถาวโร"  ทั้งที่นายพลชัย เมื่อครั้งเป็นพระครูธรรมธรวันชัย ถาวโร เจ้าอาวาสวัดท่าช้าง ในอ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี ถูกตำรวจกองปราบปรามจับกุมในชุดนายทหารยศ"พันเอก" ขณะขับรถพาสีกาสาวไปเสพสุขที่บ้านพักย่านบางบัวทอง จ.นนทบุรี ในเดือนตุลาคมปี 2543
เมื่อครั้งถูกตำรวจกองปราบจับขณะสวมชุดทหาร จนเป็นข่าวใหญ่โต
หลังจากต้องอาบัติปาราชิกในครั้งนั้นแล้ว เวลาผ่านไป 10 ปี นายวันชัย ไปเปลี่ยนชื่อเป็น"พลชัย" และกลับมาบวชใหม่เมื่อปี 2553 พร้อมกับใช้ชื่อ "พระมหาดร.พลชัย ถาวโร" แล้วระเห็ดตัวเองไปอยู่ ที่วัดสันติวิเศษสุข หรือวัดเจ้าเงาะ ต.บ้านพระ อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี ซึ่งในปี 2554 หลวงพ่อผู้ก่อตั้งวัดเจ้าเงาะได้มรณภาพลง  นายพลชัย พยายามที่จะขอเป็นอาอาวาสให้ได้
เรื่องนี้ พระราชภัทรธาดา เจ้าคณะจังหวัดปราจีนบุรี บอกว่า นายพลชัย พยายามจะให้คณะสงฆ์จังหวัดปราจีนบุรีรับเข้าเป็นพระในสังกัด และแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสวัดสันติวิเศษสุข โดยมอบหมายให้ทนายความไปยื่นคำขอร้องต่อศาล ให้แต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาส และเป็นผู้จัดการมรดกของอดีตเจ้าอาวาสวัดเจ้าเงาะ ซึ่งทางคณะสงฆ์กำลังดำเนินการตรวจสอบอยู่ว่า จะดำเนินการกันอย่างไรต่อไป เนื่องจากทราบว่า นายพลชัย เคยถูกจับสึก ฐานอาบัติปาราชิกมาก่อน เรื่องการจะแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสนั้น คงเป็นไปไม่ได้ เพราะยังไม่มีการรับนายพลชัย เข้าเป็นพระในสังกัดวัดเจ้าเงาะ ?
"สมีพลชัย" แปลงศรัทธาเป็นเม็ดเงิน จากการจัดรายการวิทยุ โดยใช้ชื่อรายการ"ธุดงค์วัตร" ซึ่งสถานีวิทยุดังกล่าวล้วนเป็นสถานีวิทยุสังกัด ของทหาร ประกอบด้วย
สถานีวิทยุยานเเกราะ AM 540 กรุงเทพฯ
สถานีวิทยุสวนมิสกวัน AM 1053 กรุงเทพฯ
สถานีวิทยุเสียงจากค่ายจักรพงษ์ AM 855 ปราจีนบุรี
สถานีวิทยุกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ปราจีนบุรี
ทั้ง 4 สถานีต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นเงิน 190,000 บาท/เดือน
สมีพลชัย ออกสังคม นั่งฉันอาหารกับพระผู้ใหญ่อย่างไม่สะทกสะท้าน  โดยที่ทั้งพระผู้ใหญ่ก็ดี สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติก็ดี ไม่สามารถทำอะไรได้  ซ้ำมีข่าวว่า เดินเข้าออกทำเนียบรัฐบาลเป็นว่าเล่น
25 มิ.ย.2556 "สมีพลชัย" ได้เป็นตัวแทนคณะสงฆ์ประเทศไทย พร้อมผู้นำเครือข่ายองค์กรชาวนา และภาคประชาสังคมไปนั่งร่วมแถลงข่าวที่ตึกนารีสโสมร ทำเนียบรัฐบาล ในโครงการเจริญพระพุทธมนต์เพื่อสร้างความสมานฉันท์ และเป็นสิริมงคลแก่ประเทศไทย
นั่งแถลงข่าวในทำเนียบ
นอกจากนี้ ในช่วงที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เข้ากราบนัมสการสมเด็จพระสังฆราชแห่งประเทศศรีลังกา "สมีพลชัย" ก็นั่งอยู่ในที่นั้นด้วย โดยภาพดังกล่าว "สมีพลชัย" นำไปใส่กรอบ ตั้งโชว์ไว้ภายในวัดเจ้าเงาะ เพื่อให้ผู้ที่มาทำบุญได้เห็นถึงบารมีของตนเอง!
สมีพลชัยนำรูปถ่ายที่มีน.ส.ยิ่งลักษณ์ใส่กรอบไว้อวดบารมี
มีการขุดคุ้ยว่า การที่"สมีพลชัย" ใช้คำนำหน้าว่า พระมหา และด็อกเตอร์นั้น ไม่เคยสอบได้เปรียญธรรม และจบปริญญาเอกจากที่ไหนมาก่อน จึงเป็นการแอบอ้างทั้งสิ้น รวมทั้ง ยังมีการปลอมแปลงหนังสือสุทธิ หรือบัตรประจำตัวพระถึง 2 เล่ม อันเป็นการปลอมแปลงเอกสารทางราชการ ซึ่งผิดกฏหมายชัดเจน
ปัจจุบัน "สมีพลชัย" พยายามที่จะฮุบสมบัติของวัดเจ้าเงาะ โดยเฉพาะที่ดินของวัดซึ่งมีประมาณ 100 ไร่ ถึงขนาดแต่งตั้งทนายความฟ้องร้อง ทั้งการฟ้องขอให้แต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาส และเป็นผู้จัดการมรดกของอดีตเจ้าอาวาสวัดเจ้าเงาะที่ดินที่จัดตั้งวัดจริงๆมีประมาณ 9 ไร่ ส่วนที่เหลือ อดีตเจ้าอาวาส ต้องการให้เป็นสถานปฏิบัติธรรมทางพุทธศาสนา
เรื่องนี้ นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ออกมาระบุชัดเจนแล้วว่า  ทรัพย์สินต่างๆของอดีตเจ้าอาวาส ต้องตกเป็นของวัดทั้งหมด ไม่สามารถนำทรัพย์สินไปเป็นของส่วนตัวได้ ส่วนการจะได้เป็นเจ้าอาวาสได้หรือไม่นั้น เป็นอำนาจของเจ้าคณะจังหวัดปราจีนบุรี
ขณะที่พระพรหมสุธี (เสนาะ ปญฺญาวชิโร) รักษาการเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ กรรมการมหาเถรสมาคม และเจ้าคณะภาค 12 นั้น ออกมาแก้ต่างว่า การที่"สมีพลชัย" อ้างว่าสนิทสนมด้วยนั้น เป็นการรู้จักแบบรู้จักคนทั่วๆ ไป ไม่มีความสนิทเป็นพิเศษ
พฤติกรรมของ"สมีพลชัย"นั้น ถือเป็นความสามารถเฉพาะตัว เฉพาะบุคคล ที่นำศรัทธามาแปลงเป็น"เงิน" ไม่ต่างกับบรรดาอลัชชีชื่อกระฉ่อนทั้งหลายที่ผ่านมา
สิ่งที่สำคัญคือ การที่พระพรหมสุธี เจ้าคณะภาค 12 วนเวียนไปที่วัดเจ้าเงาะหลายต่อหลายครั้ง การที่"สมีพลชัย" เอาชื่อพระพรหมสุธีไปแอบอ้าง ข่มขู่พระผู้ใหญ่ในจังหวัดปราจีนบุรีบ่อยครั้งนั้น ไฉนพระพรหมสุธีจึงนิ่งเฉย เป็นการรู้จักกันธรรมดา ไม่มีความสนิทเป็นพิเศษจริงหรือ
สมีพลชัย
การที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ไม่เข้าไปดำเนินการเอาผิดใดๆกับ"สมีพลชัย"  โดยอาจอ้างว่า ยังไม่มีผู้เสียหายมาร้องทุกข์นั้น ในข้อเท็จจริง สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็นผู้เสียหายโดยตรง ในฐานะที่เป็นตัวแทนของพุทธศาสนิกชน ก็ควรที่จะรีบดำเนินการแจ้งเอาผิด
แม้ความผิดในลักษณะดังกล่าว  เป็นความผิดเฉพาะตัวบุคคล แต่ทำให้พุทธศาสนาส่วนรวมเสียหายอย่างใหญ่หลวง การแต่งกายเลียนแบบพระก็ดี การปลอมแปลงเอกสารทางราชการก็ดี การหลอกลวงประชาชนก็ดี ยังไม่เพียงพอที่จะเอาผิด"สมีพลชัย"ได้เชียวหรือ
หรือว่า เพราะภาพถ่ายกับน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในทำเนียบรัฐบาล เป็นยันต์กันผีได้อย่างดี หน่วยงานราชการจึงพากันหัวหดทั้งหมด
สุดท้าย แว่วๆมาจากต่างแดนว่า "สมีคำ" ฝากถามไปยัง "ธาริต เพ็งดิษฐ์" แห่งดีเอสไอ ที่ได้ต่ออายุราชการไปอีก 1 ปีว่า  รู้จัก และเคยได้ยินชื่อ"สมีพลชัย"บ้างไหม?
เพราะมีอะไรหลายอย่างที่ดีเอสไอ อาจต้องตั้งสำนักคดีกำจัดมารศาสนาเป็นการเฉพาะ!
                                                                                                                                จารบุรุษ

ศาลรธน.รับคำร้อง ปมแก้รธน.ม.๖๘และพรบ.งบฯปี๕๗.

ที่ประชุมตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติ 5 ต่อ 2 รับคำร้องที่ พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ส.ว.สรรหา กับพวก และคำร้องของนายวิรัตน์ กัลยาศิริ กับพวก ที่ขอให้วินิจฉัยตาม ม.68 ว่า นายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา กับพวกรวม 310 คน กระทำการ เพื่อล้มล้างการปกครอง หรือให้ได้มาซึ่งอำนาจ ในการปกครองประเทศ โดยวิถีทางที่ไม่ได้บัญญัติไว้ ในรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 68 วรรคหนึ่ง

ส่วนคำร้อง ที่กำหนดให้คุ้มครองชั่วคราว ชะลอการลงมติวาระ 3 มีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ศาลรัฐธรรมนูญ ยังมีมติรับคำร้องเรื่อง ที่ประธานรัฐสภาฯ ส่งความเห็นของ นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ว. และพวก 50 คน และนายวิรัตน์ กัลยาศิริ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กับพวก 62 คน เข้าชื่อเสนอ ต่อประธานรัฐสภา เพื่อส่งความเห็นให้วินิจฉัยว่า ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 57 ม. 27 กรณี งบประมาณของ ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง ป.ป.ช. ว่า ขัดหรือแย้ง ต่อรัฐธรรมนูญ หรือไม่

และมีคำสั่งรับคำร้อง และให้ประธานกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ สำนักงบประมาณ สำนักงานศาลปกครอง สำนักงานศาลยุติธรรม และสำนักงาน ป.ป.ช. ทำคำชี้แจง เป็นหนังสือยื่นต่อ ศาลรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 1 ต.ค. 2556 และให้ประธาน กมธ. และผู้แทนหน่วยงานทั้ง 4 มาชี้แจงต่อศาลวันที่ 2 ต.ค. นี้

ทีวีดิจิทัลยุคทอง"คอนเทนท์"

กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2556

โดย รัตติยา อังกุลานนท์


การเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทยสู่ระบบดิจิทัล พร้อมการจัดสรรคลื่นความถี่ "ทีวีดิจิทัล" ใหม่รวม 48 ช่อง นอกจากเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการก้าวสู่การเป็น"เจ้าของ" สถานีโทรทัศน์ "ฟรีทีวีดิจิทัล" แล้ว นับเป็นยุคทองของ คอนเทนท์ โปรวายเดอร์ ด้วยเช่นกัน

กว่า 30 ปีในอุตสาหกรรมสื่อวันนี้ เจเอสแอล โกลบอล มีเดีย ก้าวสู่การเป็น 1 ใน 5 บริษัทผลิตรายการโทรทัศน์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย รวมทั้งเป็นบริษัทออแกไนเซอร์ชั้นนำสร้างสรรค์งานทุกรูปแบบทั้งระดับประเทศและต่างประเทศ และกำลังก้าวสู่เป้าหมาย Content Empire ภายใต้การบริการ "เจเนอเรชั่น 2" ของเจเอสแอล ในยุคดิจิทัล

รติวัลคุ์ ศรีมงคลกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัทเจเอสแอล โกลบอล มีเดีย จำกัด กล่าวว่าการเกิดขึ้นของ "ทีวีดิจิทัล" ช่วยสร้างโอกาสให้คอนเทนท์ โปรวายเดอร์ ในการพัฒนาคอนเทนท์ที่มีความหลากหลาย จากเดิมผลิตงานเพื่อออกอากาศบนฟอร์แมทฟรีทีวี แต่ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและการเติบโตของเครือข่ายสังคมออนไลน์ ทำให้สามารถสร้างสรรค์งานได้หลากหลายในยุคนี้

"แฟลตฟอร์มที่หลากหลาย ทำให้สามารถผสานสื่อในรูปแบบต่างๆ การคิดคอนเทนท์ สนุกขึ้น และหลากหลายมุมมอง"

ช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา เจเอสแอล ได้พัฒนาเทคโนโลยี Transmedia ผ่านสื่อต่างๆ ทั้งออนไลน์ และโซเชียลมีเดีย เพื่อจะนำมาใช้งานกับ "คอนเทนท์" ที่สร้างสรรค์ขึ้น ซึ่งในต่างประเทศได้ใช้แนวคิด "ทรานส์มีเดีย" มาแล้วหลายปี โดยเฉพาะในสื่อภาพยนตร์ คือก่อนสร้างภาพยนตร์ จะมีการสร้างเรื่องราวในโลกโซเชียล มีเดีย เพื่อดึงผู้ชมเข้ามามีส่วนรวมกับตัวละคร ให้เกิดกระแสสนใจต่อเนื่องไปยังภาพยนตร์

เจเอสแอลกำลังพัฒนาคอนเทนท์ในรูปแบบทรานส์มีเดียผ่าน "ละคร" ที่กำลังผลิตให้กับช่อง True10 ของทรูวิชั่นส์ ซึ่งจะเป็นการผสานคอนเทนท์เข้ากับแบรนด์อย่างกลมกลืน นำเสนอผ่าน "มัลติ
แพลตฟอร์ม" ในทุก "จอ" ไม่ว่าจะเป็น มีแอพพลิเคชั่น เว็บบล็อก เว็บไซต์ และจอทีวีที่เข้าถึงผู้ชมตามไลฟ์สไตล์การเสพคอนเทนท์

ภายใต้แนวคิด "ทรานส์มีเดีย" ดังกล่าวเจเอสแอล จะนำใช้กับการสร้างสรรค์คอนเทนท์ให้กับ "ทีวีดิจิทัล" แม้เจเอสแอล จะไม่เข้าร่วมประมูลช่องรายการ แต่เชื่อว่าการเกิดขึ้นของทีวีดิจิทัล ธุรกิจ 24 ช่อง จะเป็นพื้นที่ใหม่ให้บริษัทได้นำเสนอคอนเทนท์เพิ่มขึ้น

ขณะนี้มีการพูดคุยกับพันธมิตรผู้ประมูลช่องรายการ เพื่อเป็นหนึ่งในพันธมิตรผลิตรายการป้อนช่องทีวีดิจิทัล คาดว่าจะผลิตให้กับผู้ชนะการประมูลรวม 3-4 ช่อง ช่องละ 3-4 ชั่วโมงต่อวัน โดยจะพัฒนาคอนเทนท์เพื่อนำเสนอในแต่ละช่องแตกต่างกันและในช่วงเวลาที่ไม่เหมือนกัน เพื่อตอบสนองผู้ชมในแต่ละกลุ่ม โดยมุ่งคอนเทนท์แนวถนัดในกลุ่มวาไรตี้และเอ็ดดูเทนเมนท์

ปัจจุบันเจเอสแอลและบริษัทในเครือผลิตรายการทางฟรีทีวี รวม 8 รายการ โดยกำลังอยู่ระหว่างพูดคุยกับพาร์ทเนอร์ กลุ่มคอนเทนท์โปรดิวเซอร์ เพื่อร่วมกันทำงานรองรับปริมาณงานที่เพิ่มขึ้นอีกหลาย "เท่าตัว" ผ่านช่องทางทีวีดิจิทัล คาดว่าในปีหน้าที่ "ทีวีดิจิทัล" ธุรกิจเริ่มออนแอร์ เจเอสแอลจะมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการผลิตคอนเทนท์ใหม่ป้อนให้ทีวีดิจิทัล ปีแรกไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาท


ในยุคทีวีดิจิทัล เจเอสแอลวางเป้าหมายองค์กรก้าวสู่การเป็น Content Empire ที่ไม่ใช่เพียงการ ผลิตคอนเทนท์รายการทีวี แต่จะผลิตคอนเทนท์ที่รองรับทุกแพลตฟอร์มทุกช่องทาง ตอบโจทย์อุตสาหกรรมสื่อยุคดิจิทัล ที่มีการเปลี่ยนแปลงและเกิดสื่อใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลาขณะที่คอนเทท์ที่ดีสามารถอยู่ได้ในทุกแพลตฟอร์ม


'เรทติ้ง'ชี้ชะตาราคาโฆษณา

งบโฆษณาผ่านการซื้อสื่อมูลค่ากว่าง"แสนล้านบาท" ต่อปี เค้กก้อนใหญ่เกือบ 60% อยู่ที่ "ฟรีทีวี" โดยมี 2 ช่องผู้นำเรทติ้งผู้ชม "ช่อง3-ช่อง7" ร่วมกันครองเม็ดเงินโฆษณาสูงสุด


มณี เอียบ กรรมการผู้จัดการ แมกน่า โกลบอล ในเครือไอพีจี มีเดียแบรนด์ส ดำเนิน
ธุรกิจการซื้อสื่อโฆษณา กล่าวว่า "ทีวีดิจิทัล" จะทำให้เกิดการแข่งขันและมีตัวเลือกให้ผู้ชมและผู้ลงโฆษณาผ่านสื่อฟรีทีวีมากขึ้น จากเดิมที่มีเพียง "รายใหญ่" ก็จะมี "รายใหม่" มาเป็นทางเลือก

แต่การจะโกยเรทติ้งผู้ชมและเม็ดเงินโฆษณาไปได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของคอนเทนท์ที่สามารถดึงผู้ชม สร้างความนิยมและเรทติ้งได้หรือไม่

เชื่อว่าใน 2-3 ปีแรกทีวีดิจิทัล ยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงด้านผู้ชมจาก "รายใหม่" ที่เข้ามา เพราะต้องรอการขยายการส่งสัญญาณของโครงข่าย (mux) ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ 80% ในปีที่2 อีกทั้งผู้ชมยังมีความคุ้นเคยกับช่องเดิมๆ

อย่างไรก็ตามการเกิดขึ้นของช่อง "ทีวีดาวเทียม" ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงให้เห็นมาแล้วเช่นกัน พบว่าคอนเทนท์ที่ดีของทีวีดาวเทียม ไม่ว่าจะเป็น "อาร์เอสและแกรมมี่" สามารถเรียกเรทติ้งผู้ชมได้สูงกว่าบาง "รายการ"ทางฟรีทีวี

แสดงให้เห็นว่า "คอนเทนท์" ที่ดี มีเรทติ้งผู้ชม ทั้งลูกค้าและมีเดีย เอเยนซี่ พร้อมจะตามไปซื้อโฆษณา โดยไม่ติดยึดกับรายการใด รายการหนึ่ง หรือช่องใดช่องหนึ่ง

ขณะที่การเกิดขึ้นของทีวีดิจิทัล ธุรกิจ 24 ช่อง การกำหนด "ราคา"โฆษณา จะขึ้นอยู่กับคอนเทนท์ว่าสามารถเรียกเรทติ้งผู้ชมได้ระดับใด หากมีเรทติ้งสูง สามารถกำหนดราคาได้สูง แต่ในช่วงแรกจะไม่สามารถตั้งราคาในระดับเดียวกับ"ฟรีทีวี อนาล็อก"

อีกทั้งความแตกต่างด้านความคมชัดสูง (เอชดี) ไม่สามารถนำมาใช้เป็นปัจจัยกำหนดราคาเพิ่มขึ้นมากกว่าช่องปกติ เพราะผู้ชมไม่มองความแตกต่างของคอนเทนท์ จากระบบเอชดี เช่นเดียวกับช่อง

ทีวีดาวเทียม ที่จะเปลี่ยนแพลตฟอร์มสู่ทีวีดิจิทัล หากเป็นคอนเทนท์เดิม เชื่อว่าไม่สามารถกำหนดราคาโฆษณาได้เพิ่มจากความแตกต่างของแพลตฟอร์ม

การกำหนดราคาค่าโฆษณาของทีวีดิจิทัล "ทุกอย่างอยู่ที่ความนิยมและเรทติ้ง"

วันจันทร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2556

"น้ำล้นคลองรังสิตฯกระทบชาวบ้านแล้ว"

ย่าน"บางพูน" จ.ปทุมธานี เจอน้ำกว่า 100 หลังคาเรือน เทศบาลตำบลบางพูนต้องนำกระสอบบรรจุทรายมาทำแนวกั้นน้ำ ไม่ให้ไหลท่วมบ้านเรือน


เมื่อวันที่ 23 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาได้เพิ่มสูงขึ้น หลังจากมีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับปริมาณน้ำที่ไหลมาสมบทจากทางเหนือ ส่งผลกระทบให้บ้านเรือนที่อยู่นอกแนวกั้นน้ำตลอด 2 ฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยา ตลอดความยาว 18 กม. ในเขต อ.เมืองปทุมธานี และ อ.สามโคก จ.ปทุมธานี ได้รับผลกระทบจากปริมาณน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง


ส่วนบริเวณประตูระบายน้ำคลองเปรมรังสิตเหนือ หมู่ที่ 1 ต.บางพูน อ.เมืองปทุมธานี นายครรชิต เขียวชะเอม อายุ 28 ปี เจ้าหน้าที่ชลประทาน ต้องเร่งสูบน้ำออกจากพื้นที่คลองเปรมประชากรที่รับน้ำมาจาก อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา โดยการปิดประตูระบายน้ำแล้วทำการสูบออก ด้วยการติดตั้งเครื่องสูบน้ำ 4 เครื่อง เพื่อสูบออกตลอด 24 ชม. ตั้งแต่วันที่ 18 ก.ย.ที่ผ่านมา เพื่อป้องกันน้ำไหลเข้าท่วมพื้นที่บ้านเรือนประชาชน โดยการสูบน้ำลงสู่คลองรังสิตประยูรศักดิ์ ให้ไหลออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา

ขณะที่ปริมาณน้ำในคลองรังสิตฯได้เพิ่มระดับสูงขึ้น ส่งผลให้บ้านเรือนประชาชนที่อยู่ริมคลองด้านถนนซ่อมสร้างเริ่มได้รับความเดือดร้อนแล้ว โดยเฉพาะช่วงเช้าที่ผ่านมาปริมาณน้ำได้สูงมากขึ้นจนไหลเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน หมู่ที่ 1 ต.บางพูน อ.เมืองปทุมธานี กว่า 100 หลังคาเรือน ทางเทศบาลตำบลบางพูนได้นำกระสอบบรรจุทรายมาทำแนวกั้นน้ำ เพื่อป้องกันน้ำจากคลองรังสิตฯไหลเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน เช่นเดียวกับบริเวณศาลเจ้าพ่อหลวงซึ่งเป็นที่เคารพบูชาสักการะของชาวบ้านถูกน้ำไหลเข้าท่วมแล้วสูงกว่า 60 ซม.

http://www.dailynews.co.th/thailand/235199


อย.เชือด 600 รายนำเข้ายา-โฆษณาอาหารผิดกม.“เสนาหอย-ห้างยักษ์-สื่อ”โดนด้วย

อย.ดำเนินคดีผู้นำเข้ายา-โฆษณาคุณประโยชน์อาหาร ไม่ได้รับอนุญาต แสดงฉลากผิดกม. ยอด 6 เดือนกว่า 644 ราย ปรับ 1,600 บาทถึงครึ่งแสน “เสนาหอย-สื่อ-ห้างยักษ์”โดนกราวรูด

สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org รายงานว่า เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ได้เปิดเผยผลการดำเนินคดีเปรียบเทียบปรับผู้กระทำความผิด รวมทั้งสิ้น 644 ราย (บางรายโดนปรับหลายครั้ง)จำแนกเป็น

เดือนสิงหาคม 2556 จำนวน 117 ราย

เดือนกรกฎาคม 2556 จำนวน 116 ราย

เดือนมิถุนายน 2556 จำนวน 158 ราย

เดือนพฤษภาคม 2556 จำนวน 36 ราย

เดือนเมษายน 2556 จำนวน 69 ราย

เดือนมีนาคม 2556 จำนวน 148 ราย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในจำนวนผู้ถูกสั่งปรับ 644 รายมีผู้ประกอบการรายใหญ่ บริษัทห้างดัง อาทิ

บริษัท ที.ซี.ฟาร์มาซูติคอล อุตสาหกรรม จำกัด (กลุ่มอยู่วิทยา) โฆษณาคุณประโยชน์อาหาร โดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ.อาหาร 2522 มาตรา 41 โทษ มาตรา 71 วันที่ถูกปรับ 15 ส.ค.2556 จำนวน 2,000 บาท

บริษัท ผลิตภัณฑ์อาหารกว้าง ไพศาล จำกัด (มหาชน) ผลิตเพื่อจำหน่ายอาหารซึ่งแสดง ฉลากไม่ถูกต้อง ผิด พ.ร.บ.อาหาร 2522 วันที่ถูกปรับ 23 สค.56 จำนวน 6,000 บาท และวันที่ 23 เม.ย. 56 จำนวน 2,000 บาท

หจก. เนเจอร์กิฟ 711 โฆษณาคุณประโยชน์อาหาร โดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ.อาหาร 2522 มาตรา 41 โทษ มาตรา 71 วันที่ถูกปรับ 3 ก.ค.56 จำนวน 10,000 บาท

บริษัท ดัชมิลล์ จำกัด และกรรมการผู้จัดการ โฆษณาคุณประโยชน์อาหาร โดยไม่ได้รับอนุญาต 17 กค. 56 10,000 บาท
บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ผลิตเพื่อจำหน่ายอาหารซึ่ง แสดงฉลากไม่ถูกต้อง วันที่ถูกปรับ 14 มิ.ย.56 จำนวน 6,000 บาท วันที่ 29 พค. 56 จำนวน 2,000 บาท และ 31 พค. 56 นำเข้าอาหารโดยไม่มีใบรับรองวิธีการผลิต จำนวน 4,000 บาท

บริษัท เซ็นทรัลฟู้ด รีเทล จำกัด ผลิตเพื่อจำหน่ายอาหารซึ่งแสดงฉลากไม่ถูกต้อง วันถูกปรับ 21มิ.ย.56 จำนวน 24,000 บาท

บริษัท เซ็นทรัล วัตสัน จำกัด ประกอบกิจการขายยาแผนปัจจุบันภายหลังใบอนุญาตสิ้นอายุแล้ว โดยมิได้ยื่นต่อใบอนุญาต วันที่ถูกปรับ 5 เม.ย.56 จำนวน 2 คดีๆละ 1,600 บาท

บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์ พับลิชชิ่ง จำกัด(หมาชน)โฆษณาโดยใช้ข้อความที่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับเครื่องสำอาง วันถูกปรับ 17 เม.ย.56 จำนวน 50,000 บาท

บริษัท เอก-ชัย ดีสทริบิวชั่นซิสเทม จำกัด (ห้างเทสโก้ โลตัส) นำเข้าเพื่อจำหน่ายอาหาร ผิดมาตรฐาน วันถูกปรับ 4 มี.ค.56 จำนวน 4,000 บาท

บริษัท สยามสปอร์ต ซินดีเคท จำกัด (มหาชน)โฆษณาโดยใช้ข้อความที่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับเครื่องสำอาง วันถูกปรับ 26 มี.ค.56 จำนวน 50,000 บาท

บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (ห้างแมคโคร) จำหน่ายอาหารผิดมาตรฐาน วันถูกปรับ 7 มี.ค.56 จำนวน 2 คดีๆละ 40,000 บาท

สำนักข่าวอิศรา รายงานว่านอกจากนี้ยังมีชื่อของนายเกียรติศักดิ์ อุดมนาค (เสนาหอย) ที่อยู่ 1213/411 ถนนลาดพร้าว แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ โฆษณาคุณประโยชน์อาหารโดยไม่ได้รับอนุญาต เมื่อวันที่ 10 พ.ค. 56 จำนวน 5,000 บาท (หมายเลขคดี388/2556)

สื่อทีวีดาวเทียมหลายแห่งและ นิตยสารอีกหลายเล่ม


9 เรื่องที่คุณควรรู้เกี่ยวกับเขื่อนแม่วงก์

ที่มา : เวปเครือข่ายน้ำภาคเหนือ

เรียบเรียง : ดร. นณณ์ ผาณิตวงศ์ @ siamensis.org
1. ข้อมูลทั่วไป: เขื่อนแม่วงก์มีลักษณะเป็นเขื่อนหินทิ้งแกนดินเหนียวขนาดใหญ่ ความยาว 730 เมตร กว้าง 10 เมตร สูง 57 เมตร พื้นที่อ่างเก็บน้ำประมาณ 13,000 ไร่ อยู่ในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ จ.กำแพงเพชรและ จ.นครสวรรค์ ปริมาณกักเก็บน้ำ 250 ล้านลูกบาศก์เมตร
2. ประมาณการค่าก่อสร้างของเขื่อนแม่วงก์เมื่อปี 2525 อยู่ที่ 3,761 ล้านบาท 2551 มีมูลค่า 7,000 ล้านบาท ในเว็บไซด์ของกรมชลประทานในวันที่ 31 สิงหาคม 2554 ระบุว่ามีมูลค่า 9,000 ล้านบาท แต่ เมื่อมีการอนุมัติงบประมาณ เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2555 มีมูลค่าก่อสร้างทั้งสิ้น 13,000 ล้านบาท
3. ถึงแม้ว่าพื้นที่น้ำท่วมจะเป็นแค่ 2% ของพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ หรือ 0.12% ของป่าตะวันตกทั้งหมด แต่พื้นที่ตรงนี้เป็นป่าที่ราบต่ำริมน้ำซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญในการหากินและขยายพันธุ์ของสัตว์ป่าในฤดูแล้ง ในปัจจุบันประเทศไทยเหลือป่าในพื้นที่ราบอยู่น้อยมาก สัตว์ป่าบางชนิด เช่น นกยูง ไม่สามารถบินขึ้นไป อาศัยอยู่บนเขาได้อย่างที่นักการเมืองเข้าใจ แต่นกยูง ต้องการลานหิน ลานทราย ริมน้ำเพื่อการ ป้อตัวเมีย ไม่สามารถไปกางหางอวดในป่ารกทึบได้ จากการสอบถามเจ้าหน้าที่อุทยานฯพบว่าป่าที่นักการเมืองกล่าวอ้างว่าเป็นป่าใหม่มีอายุไม่ถึง 30 ปีมีอยู่เพียงไม่กี่พันไร่ แต่ป่าด้านใน เป็นป่าไม้ที่สมบูรณ์มาก ในการสร้างเขื่อน ต้องทำการตัดไม้ออกจากพื้นที่ให้มากที่สุดเพื่อป้องกันน้ำเน่าเสีย น่าสนใจว่าไม้ขนาดใหญ่ (ซึ่งรวมถึงต้นสักด้วย) จะตกเป็นผลประโยชน์ของใคร

ภาพ : sky report
4. การก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ จะทำให้สูญเสียพื้นที่ป่าไม้ในเขตอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ไม่น้อยกว่า 13,000 ไร่ เป็นไม้ใหญ่ประมาณ 500,000 ต้น ซึ่งในจำนวนนี้มีไม้สักประมาณ 50,000 ต้น กล้าไม้อีก 10,000 ต้น หรือเปรียบ เทียบได้ว่าพื้นที่ป่า 1 ไร่ ที่จะถูกน้ำท่วมจะมีไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ 80 ต้นเป็น ไม้สัก 13 ต้น ลูกไม้ 576 ต้น และกล้าไม้อีก 1,880 ต้น จากการคำนวณพื้นที่ป่าที่จะสูญเสียไป จากการสร้างเขื่อนแม่วงก์ เมื่อคำนวณเป็น ปริมาณคาร์บอนที่ต้นไม้สามารถดูดซับไว้ได้นั้น หากมีการสร้างเขื่อนแม่วงก์ ประเทศไทยจะสูญเสียพื้นที่ที่ สามารถดูดซับคาร์บอนได้ประมาณ 10,400 ตันคาร์บอน ป่าแม่วงก์มีสัตว์ป่าอาศัยอยู่อย่างน้อย 549 ชนิด และมีปลาอาศัยอยู่ในลำน้ำ 64 ชนิด (ใน EIA รายงานไว้ 61 แต่สำรวจเจอเพิ่มจากการลงพื้นที่อีก 3 ชนิด) ในจำนวนนี้มีเพียง 8 ชนิด หรือ 13% ที่สามารถผสมพันธุ์ในแหล่งน้ำนิ่งในอ่างเหนือเขื่อนได้นอกนั้นต้องอาศัยพื้นที่น้ำไหลหรือน้ำหลากซึ่งเกิดขึ้นตามธรรมชาติ

5. จากเว็บไซด์ของกรมชลประทาน ลุ่มน้ำแม่วงก์มีพื้นที่รับน้ำฝน (water shed) 1,113 ตารางกิโลเมตร มีน้ำท่า 569 ล้าน ลูกบาศก์เมตร หรือมีน้ำ 0.52 ล้าน ลบ.ม./1 ตร.กม. ของพื้นที่รับน้ำ เมื่อเปรียบเทียบกับลุ่มน้ำทับเสลาซึ่งมีเขื่อนทับเสลาอยู่แล้ว ซึ่งมีพื้นที่รับน้ำฝน 534 ตร.กม. แต่มีน้ำท่า 124 ล้าน ลบ.ม. หรือมีน้ำ 0.23 ล้าน ลบ.ม./1 ตร.กม. ข้อสังเกตคือ พื้นที่ใกล้ๆกัน เขื่อนทับเสลาอยู่ทางใต้ของแม่วงก์เพียง 40 กม.ทำไมพื้นที่รับน้ำของเขื่อนแม่วงก์(ต่อตร.กม.)จึงมีน้ำมากกว่าพื้นที่รับน้ำของเขื่อนทับเสลาสองเท่ากว่าทั้งๆที่อยู่ในแนวเขาเดียวกัน ปริมาณฝนตกไม่น่าจะแตกต่างกันมากนัก ทั้งนี้ปีพ.ศ.2554 ซึ่งเป็นปีที่มีน้ำมาก เขื่อนทับเสลามีปริมาณน้ำในอ่างเพียง 49 ล้าน ลบ.ม. หรือ 31% ของความจุ และในปัจจุบัน ณ วันที่ 5 พค. 2555 ซึ่งเป็นปลายฤดูแล้งที่ควรจะมีการจัดส่งน้ำให้ทำการเกษตรในหน้าแล้ง ปรากฏว่ามีน้ำในอ่างที่ใช้การได้จริงเพียง 34 ล้าน ลบ.ม. หรือ 21% ของความจุเท่านั้น
ข้อมูลจาก: ศูนย์ประสานและติดตามสถานการณ์น้ำ กรมชลประทาน (http://www.thaiwater.net/DATA/REPORT/php/rid_bigcm.html)

6. การช่วยบรรเทาน้ำท่วม: เขื่อนแม่วงก็มีอัตราการเก็บน้ำสูงสุดที่ 250 ล้าน ลบ.ม. ในขณะที่ปริมาณน้ำที่ท่วมภาคกลางเมื่อปลายปี 2554 มีถึง 16,000 ล้าน ลบ.ม. (ตัวเลขจาก ศปภ.) น้ำที่กักเก็บได้ทั้งหมดของเขื่อนแม่วงก์จึงคิดเป็นเพียงแค่ 2% ของปริมาณน้ำที่ท่วมที่ราบลุ่มภาคกลางในช่วงปลายปี 2554 หรือคิดเป็นปริมาณน้ำที่ไหลเข้าทุ่งเจ้าพระยาในช่วงที่น้ำไหลเข้ามากที่สุดเพียงแค่ ครึ่งวันกว่าเท่านั้น เช่นในวันที่ 21 ตค. 2554 ทีม กรุ๊ป ให้ข่าวว่าปริมาณน้ำที่ไหลเข้าสู่ทุ่งเจ้าพระยามีมากถึงวันละ 419 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนแม่วงก์จึงสามารถช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมภาคกลางได้น้อยมาก นอกจากนั้นแม้แต่พื้นที่ใกล้เคียง เช่น อ.ลาดยาว เขื่อนแม่วงก์ก็ช่วยเรื่องน้ำท่วมหลากได้เพียง 25% เนื่องจากน้ำที่ท่วมอ.ลาดยาวจริงๆแล้วมาจากหลายสาย และเป็นน้ำไหลบ่าจากทุ่ง ไม่ใช่จากน้ำแม่วงก์สายเดียว ทั้งนี้การบริหารจัดการเขื่อน ต้องคงเหลือน้ำไว้ในเขื่อนส่วนหนึ่ง จึงเป็นไปไม่ได้ที่เขื่อนแม่วงก์จะสามารถรับน้ำได้เต็ม 250 ล้าน ลบ.ม. ทุกปี

ภาพ : มูลนิธิสืบนาคะเสถียร
7. รายงานการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (EIA) ทั้ง 4 ครั้งตั้งแต่ปี 2538, 2541, 2545 และ 2547 ไม่เคยผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม ซึ่งระบุให้กรมชลประทานไปหาวิธีจัดการน้ำแบบบูรณาการมากกว่าสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม ส่วนรายงานการศึกษาฉบับที่กำลังทำอยู่ในปัจจุบัน มีมูลค่าวงเงินตามสัญญา ประมาณ 15 ล้านบาท ก็มีแนวโน้มไม่โปร่งใส เนื่องจากมีการลัดขั้นตอน ตัดลดจำนวนการลงพื้นที่สำรวจความหลากหลายทางชีวภาพบางรายการ นอกจากนั้นกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยังได้มีหนังสือด่วนที่สุดเมื่อวันที่ 23 มีค. 2555 ถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ให้ความเห็นว่าโครงการเขื่อนแม่วงก์ขัดต่อเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติและไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ ป่า และ พันธุ์พืช จะพิจารณาให้ดำเนินการได้

8. กรมชลประทานระบุว่าเขื่อนแม่วงก์จะสามารถส่งน้ำให้กับพื้นที่ชลประทานในฤดูฝนได้ 291,900 ไร่ พื้นที่ในฤดูแล้ง 116,545 ไร่ จากการลงพื้นที่ ปรากฏว่าในฤดูฝน ชาวบ้านใช้น้ำฝนและน้ำหลากทุ่งในการทำการเกษตรอยู่แล้ว ไม่มีความจำเป็นต้องพึ่งน้ำจากเขื่อนแต่อย่างใด ประโยชน์ของน้ำชลประทานจากเขื่อนจึงเหลือแต่ในฤดูแล้ง ซึ่งจากการคำนวน โดยใช้สมมุติฐานว่า
8.1 ชาวบ้านปลูกข้าวได้ 0.75 ตัน/ไร่
8.2 ขายข้าวได้ราคาปกติ 8,000 บาท/ตัน
8.3 ขายข้าวได้ราคาจำนำ (เฉลี่ย) 14,000 บาท/ตัน
8.4 มีต้นทุนการเพาะปลูก 3,000 บาท/ไร่
8.5 ชาวบ้านจะมีกำไร/ไร่ (0.75*8,000)-3,000 = 3,000 บาท/ไร่ (ราคาปกติ)
8.6 ชาวบ้านจะมีกำไร/ไร่ (0.75*14,000)-3,000 = 7,500 บาท/ไร่ (ราคาจำนำ)
8.7 ชาวบ้านในพื้นที่ชลประทานจะมีรายได้เพิ่มขึ้น = 116,545 (ไร่) * 3,000 = 349.64 ล้านบาท (ราคาปกติ)
8.8 ชาวบ้านในพื้นที่ชลประทานจะมีรายได้เพิ่มขึ้น = 116,545 (ไร่) * 7,500 = 874.09 ล้านบาท (ราคาจำนำ)
8.9 ทำให้โครงการมูลค่า 13,000,000,000 บาทมีระยะเวลาคืนทุน 37 ปี และ 15 ปี ตามลำดับ โดยยังไม่คิดถึงค่าใช้จ่ายในการดูแลและซ่อมบำรุงเขื่อนและระบบส่งน้ำ  ทั้งนี้การลงทุนทั่วไปควรมีระยะคืนทุนอยู่ระหว่าง 4-7 ปี และ 7-10 ปีในโครงการขนาดใหญ่
8.10 เขื่อนแม่วงก์จะมีค่า IRR ในกรณีข้าวราคาปกติที่ -5% ในระยะเวลา 20 ปี และ 3% ในระยะ 20 ปีที่ราคาจำนำ ทั้งนี้ในปัจจุบัน การลงทุนส่วนใหญ่ควรมีค่า IRR ในช่วงระยะเวลา 10 ปีอยู่ระหว่าง 5-10% จึงจะถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า (การคำนวนยังไม่ได้นำค่าใช้จ่ายในการดูและและซ่อมบำรุงเขื่อนและระบบส่งน้ำเข้ามารวม)
หมายเหตุ: ตัวเลขจากกรมชลประทานระบุว่าจะเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรในพื้นที่ได้ประมาณ 720 ล้านบาท/ปี คิดเป็น ระยะเวลาคืนทุน 18 ปี IRR เมื่อ 20 ปี =1%
(ขยายความเรื่อง IRR : หมายถึง ผลตอบแทนการลงทุนของกระแสเงินชุดหนึ่ง ส่วนใหญ่แล้วเริ่มต้นด้วยงบลงทุน เป็นตัวเลขติดลบ ตามด้วยผลตอบแทนที่จะได้รับในแต่ละปี ในกรณีของเขื่อนแม่วงก์ ถ้าหากใช้ตัวเลขของกรมชลประทานว่าจะได้ผลผลิตทางการเกษตรเพิ่มขึ้นปีละ 720 ล้านบาท/ปี โดยลบเงินลงทุนที่ 13,000 ล้านในปีแรก พบว่าในระยะเวลา 18 ปี ได้ผลตอบแทนเฉลี่ยเพียงปีละ 1% ทั้งนี้ในปัจจุบันดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ที่ประมาณ​ 2.5-3.5% จะเห็นว่าเงินลงทุนสร้างเขื่อนแม่วงก์ หากเอาไปฝากธนาคารไว้เฉยๆ ยังได้ผลตอบแทนคุ้มค่ากว่าประมาณ 2.5-3.5 เท่า)
9. ผลโพล 7 สี ถามคนในจ.นครสวรรค์ว่าต้องการให้สร้างเขื่อนแม่วงก์หรือไม่ ปรากฏว่ามี 22.7% ต้องการเขื่อน 32.5% ต้องการเขื่อนถ้าไม่มีผลกระทบโดยรวม และ 34.2% ไม่ต้องการเขื่อน ในขณะที่ 10% ไม่แน่ใจ แสดงให้เห็นว่า คนในพื้นที่เองส่วนใหญ่แล้วก็ยังไม่ต้องการเขื่อนเลยหรือไม่ต้องการถ้าส่งกระทบต่อส่วนรวม ทั้งนี้ป่าไม้ มิได้เป็นสมบัติของคนในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แต่เป็นสมบัติของคนทั้งชาติ ที่มีการใช้ “บริการทางอ้อม” จากป่าไม้ร่วมกัน เช่นใช้เป็นแหล่งผลิตออกซิเจน แหล่งกักเก็บน้ำ แหล่งอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นต้น การจะทำลายป่าไม้จึงต้องคำนึงถึง “คนนอกพื้นที่” ด้วยว่าเห็นด้วยหรือไม่

ลำน้ำแม่วงก์บริเวณที่จะมีการสร้างเขื่อนแม่วงก์
ที่มา : www.siamensis.org/article/35660

ทายาทโรงแรมพันล้าน ซิ่งบิ๊กไบค์แหกโค้งชนปิกอัพดับสยอง

23 กันยายน 2556 เวลา 11:32 น. | อ่าน 1,638


ตำรวจภูธรบ้านกร่ำ อ.แกลง จ.ระยอง รับแจ้งเหตุรถจักรยานยนต์ชนรถกระบะและมีผู้เสียชีวิต บริเวณแยก 5 แพ่ง หน้าเทศบาลสุนทรภู่ ถนนสายแหลมแม่พิมพ์ - บ้านเพจึงรุดไปตรวจสอบพบศพนายจอห์น โอลอฟ เอ็ดดี้ วิดดิ้ง อายุ 25 ปี ชาวสวีเดน ซึ่งเป็นลูกชายเจ้าของโรงแรมแกรนด์ ซิลเวอร์ ซี เฮ้าส์ มูลค่านับพันล้านบาท นอนเสียชีวิตอยู่ในป่าหญ้าริมถนน ในสภาพศีรษะขาด ใกล้กันพบรถกระบะสีบรอนซ์ ทะเบียน บว 7766 ระยอง ถูกชนพังยับเยิน และมีนางชนัต สุวรรณโชติ อายุ 58 ปี คนขับ ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย ใกล้กันพบรถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ ยี่ห้อ kawasaki er-6n สีขาว ขนาด 650 ซีซี. ทะเบียน อทษ 178 กรุงเทพมหานคร สภาพล้อหน้าขาดกระเด็น

จากการสอบถามผู้พบเห็นเห็นเหตุการณ์ ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุ พบผู้เสียชีวิตขี่รถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ ด้วยความเร็วสูงมาจากด้านแหลมแม่พิมพ์ มุ่งหน้าไปหาดบ้านเพ เพื่อร่วมงานสังสรรค์กลุ่มบิ๊กไบค์ ซีบีอาร์ เมื่อมาถึงทางโค้ง 5 แพ่ง ได้เสียหลักจะแหกโค้งจึงได้หักแฮนด์รถเข้า และเป็นจังหวะเดียวกับรถกระบะคันดังกล่าวขับสวนทางมาพอดี ทำให้รถของผู้เสียชีวิตพุ่งชนรถกระบะอย่างจัง และเสียชีวิตดังกล่าว
 
ผู้สื่อข่าว : ทีมข่าวท้องถิ่น

เปิดตัวบริษัท“กล้องวงจรปิด”ขาย“นาฬิกา”ให้รัฐสภาเรือนละ 6 หมื่น เป็นบริษัทห้องแถว

วันอาทิตย์ ที่ 22 กันยายน 2556 เวลา 20:00 น - ที่มา : สำนักข่าวอิศรา

เปิดตัวผู้รับเหมาขายนาฬิกา –ห้องจำหน่ายสินค้าที่ระลึกอาคารรัฐสภา 22.8 ล้าน ที่แท้ร้านขายกล้องวงจรปิด ทาวน์เฮ้าส์ 3 ชั้น ทำสัญญา 29 มี.ค.56 อ้างนำเข้าจากฝรั่งเศส ปัดรู้จักคนโต-ขรก.
dfsdrrrt
บริษัท อีควิป แมน จำกัด ผู้รับเหมางานปรับปรุงระบบนาฬิกาให้แก่รัฐสภาและอื่นๆกว่า 22.8 ล้านบาทนั้นแท้ที่จริงประกอบธุรกิจขายกล้องวงจรปิด
สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ตรวจสอบพบว่า สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้ว่าจ้าง บริษัท อีควิป แมน จำกัด อย่างน้อย 3 โครงการ รวมวงเงิน 22,881,083 บาท ได้แก่
1.การปรับปรุงระบบแลกบัตรเข้า-ออก 4,150,000.00 บาท เมื่อวันที่ 3 ธ.ค. 55
2.ปรับปรุงระบบนาฬิกาภายในและโดยรอบรัฐสภาวงเงิน 14,891,083 บาท เมื่อวันที่ 29 มี.ค.56
3.จัดทำห้องจำหน่ายสินค้าที่ระลึกรัฐสภา วงเงิน 3,840,000.00 บาท เมื่อวันที่ 29 มี.ค.56
จากการตรวจสอบพบว่า บริษัท อิควิป แมน จำกัด จดทะเบียนวันที่ 23 พฤศจิกายน 2547 ทุน 3 ล้านบาท รับออกแบบและวางระบบ ติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัย ค้ากล้องวงจรปิด มีนายศราวุธ พงษ์สงวนสุข ถือหุ้นใหญ่และเป็นกรรมการ
เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2556 ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวอิศรา(www.isranews.org) ลงพื้นที่ไปยังที่ตั้งของบริษัท อีควิป แมน จำกัด ระบุที่ตั้งคือเลขที่ 1832/2 หมู่ที่ 7 ถนนเทพารักษ์ ตำบลเทพารักษ์ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ พบตั้งอยู่ในซอยที่ดินทอง 6 ติดถนนเทพารักษ์ เมื่อไปถึงปรากฏเป็นอาคารพาณิชย์ ขนาด 3 ชั้น จำนวน 1 คูหา ด้านหน้ามีป้ายบริษัท อีควิปแมน จำกัด ติดไว้ชัดเจน
gptoot
จากการสอบถามหญิงสาวคนหนึ่งในบริษัท ฯ เบื้องต้น ระบุว่า นายศราวุธ ไม่อยู่ เพราะออกไปดูหน้างานที่อื่น ให้ติดต่อทางโทรศัพท์ แต่ได้ระบุว่าตนจำเบอร์โทรศัพท์ของนายศราวุธ ไม่ได้ โดยหญิงสาวคนดังกล่าวได้ให้เบอร์โทรศัพท์ของนายอนุชิต มาแทน
ถัดมาผู้สื่อข่าวจึงโทรศัพท์ไปที่นายอนุชิต ในเบื้องต้นนายอนุชิต ระบุว่า ยังไม่สามารถให้เบอร์โทรศัพท์ของนายศราวุธ ได้ โดยต้องถามนายศราวุธก่อน
ถัดจากนั้นประมาณ 10 นาที ผู้สื่อข่าวได้โทรศัพท์ไปยังนายอนุชิต อีกครั้ง โดยนายอนุชิต ระบุว่า ได้สอบถามนายศราวุธ แล้ว แต่นายศราวุธ ยังไม่พร้อมที่จะให้ข้อมูล เมื่อพร้อมจะติดต่อกลับไป
หลังจากนั้นประมาณครึ่งชั่วโมง นายศราวุธ จึงได้โทรศัพท์ติดต่อกลับมายังผู้สื่อข่าว เพื่อขอชี้แจง
เมื่อถามว่าบริษัท อีควิป แมน จำกัด ได้งานปรับปรุงระบบรักษาความปลอดภัย ภายในและโดยรอบรัฐสภาและจัดทำห้องจำหน่ายสินค้าที่ระลึกรัฐสภา ได้อย่างไร นายศราวุธ ระบุว่า บริษัทฯ ของได้งานโดยวิธีประมูลเปิดซองตามขั้นตอนปกติ
เมื่อถามว่าทราบหรือไม่ ว่าผู้เสนอราคารายอื่นมีบริษัทฯ ใดบ้าง นายศราวุธ ระบุว่า ไม่ทราบ เพราะเรื่องรายชื่อผู้ยื่นซองประมูลทางรัฐสภาไม่ได้เปิดเผย
เมื่อถามต่อว่านายศราวุธ รู้จักกับข้าราชการในรัฐสภาโดยตรงหรือไม่ นายศราวุธ ระบุว่า ไม่ได้รู้จักกับข้าราชการคนใดเลย แต่บริษัทฯเคยเข้าประมูลที่รัฐสภาตั้งแต่ปี 2551 ก็อาจจะรู้จักกับผู้ติดต่องานบ้าง แต่สำหรับคนใหญ่ คนโต ยืนยันว่าไม่มีอย่างแน่นอน
ล่าสุดวันที่ 21 ก.ย.2556 นายนายศราวุธ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า กรณีเป็นผู้รับเหมาปรับปรุงระบบนาฬิกาภายในและโดยรอบรัฐสภาวงเงิน 14.8 ล้านบาทว่า เป็นนาฬิกาแขวนผนังยี่ห้อ Bodet ที่สั่งซื้อจากประเทศฝรั่งเศส จำนวน 238 เรือน ทำงานด้วยระบบ Master Clock ซึ่งนาฬิกาทุกเรือนในรัฐสภาที่ติดตั้งจะเดินตรงกันทุกนาที และวินาที อีกทั้งยังมีอุปกรณ์เน็ตเวิก และอุปกรณ์ UPS และรับประกัน 3 ปี
เมื่อถามถึงราคาเฉลี่ยในแต่ละเรือนราคาเท่าใด นายศราวุธ ระบุว่า ไม่สามารถประเมินราคาเป็นเรือนๆได้ เพราะเวลาที่คุยงานกับบริษัทในประเทศฝรั่งเศส ตนคุยเป็นโปรเจ็คต์ เป็นการจ่ายแบบเหมารวมทั้งหมด สำหรับตัวเลขนั้น ในทางธุรกิจตนไม่ขอเปิดเผย
 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วงเงินปรับปรุงระบบนาฬิกาให้รัฐสภารวม 14,891,083 บาท จำนวน 238 เรือน เท่ากับราคาเรือนละ 62,567 บาท
ล่าสุด สำนักข่าวอิศรา ตรวจสอบพบว่า บริษัท อิควิป แมน จำกัด เป็นคู่สัญญากับสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ในการจัดซื้อครุภัณฑ์โฆษณาและเผยแพร่ วงเงิน 1,700,000 บาท เมื่อวันที่ 9 พ.ย. 49
นอกจากนี้ยังเป็นผู้รับเหมาติดตั้ง ติดตั้งระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิดให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน 2 ครั้ง ครั้งแรกวงเงิน 6,470,000 บาท วันที่ 20 ส.ค. 51 และ ครั้งที่สอง 6,999,000 บาท วันที่ 27 ก.ค. 50 และ ติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้า โทรศัพท์ และระบบ LAN วงเงิน 3,356,590 บาท วันที่ 10 ก.พ. 55
เป็นคู่สัญญา การทางพิเศษแห่งประเทศไทย จ้างปรับปรุงทดแทนสายสัญญาณ(FiberOptic)ของกล้องโทรทัศน์วงจรปิดทางพิเศษฉลองรัช วงเงิน 10,290,000 บาท เมื่อวันที่ 27 มี.ค. 52 และซื้ออุปกรณ์รับส่งสัญญาภาพและสัญญาณควบคุมกล้องโทรทัศน์วงจรปิด(CCTV) 1,199,794.90 บาท เมื่อวันที่ 10 เม.ย.56

ผู้หญิง - รถไฟ - การเมือง - เขื่อน?วาระสื่อ วาระชาติ?


วาระสื่อ วาระชาติ?
ตามทฤษฏีการสื่อสาร การกำหนดวาระข่าวสาร (agenda setting) นั้น บางบอกว่าสื่อมีกรอบความคิดต่อสังคมอย่างไร พวกเขาจะคิดว่า เรื่องใด อะไร แง่มุมแบบไหนคือสิ่งที่ประชาชน ผู้อ่านควรได้เรียนรู้

พวกเขายังแฝงไปด้วย มุมมอง จุดยืนทาสังคมและการเมือง ที่สะท้อนตัวตนของกองบรรณาธิการ และการเลือกข้างทางสังคมคมด้วย

พวกเขาจะบอกว่า อะไรควรเป็นสิ่งสำคัญที่คุณควรจะรู้ ควรเพ่งให้ความสำคัญ

ประเด็นเรื่องการเมือง หรือเรื่องสังคม

ปกเนชั่นสุดสัปดาห์นี้ ให้ความสำคัญที่แตกต่างออกไปจากฉบับอื่นๆ ตรงที่มุ่งเน้นไปที่เรื่องการเดินประท้วงต่อต้านการสร้างเขื่อนแม่วงก์ของอาจารย์ศศิน เฉลิมลาถ ขณะที่อีก 3 ฉบับให้ความสำคัญกับการเมือง

มติชน, เช่นเดิม ยังคงให้พื้นที่ข่าวแก่ฝ่ายการเมืองในมุมมองที่ตนเองสนับสนุน
ผู้จัดการ ให้ความสำคัญกับวิวาทะผู้หญิง การเมือง และประเด็นทางสังคม
สยามรัฐ ให้ความสำคัญไปที่การเมืองรัฐสภา ความขัดแย้งขั้วอำนาจ

เนช่่นให้ความสำคัญไปที่ ประเด้นร่วมทางสังคม สิ่งแวดลล้อม และเรื่องที่สื่ออื่นๆมองข้าม

ทีนี้คุณพอจะมองออกแล้วว่า การกำหนดวาระข่าวสารของสื่อแต่ละหัว แต่ละฉบับ ให้ความสำคัญกับเร่ื่องอะไรมากน้อยเท่าใด หรือมีธง-จุดยืนทางการเมืองอย่างไร?

สื่ออาจกำหนดวาระข่าวสารแก่คุณได้
แต่คุณก็สามารถเลือกได้ว่าจะให้ความสำคัญและสนใจกับเรื่องใดบ้า

แตกต่าง เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับใจคุณเอง?


'พล.อ.อ.สมบุญ'อดีตหน.ชาติไทยถึงแก่อนิจกรรมวัย81

ข่าวการเมือง วันจันทร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ.2556 10:11น.
481638
โรงพยาบาลรามาธิบดี แจ้ง "พล.อ.อ.สมบุญ ระหงษ์" อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย ถึงแก่อนิจกรรมแล้ว ตั้งศพวัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน
รายงานข่าว จาก รพ.รามาธิบดี แจ้งว่า พล.อ.อ.สมบุญ ระหงษ์ อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย และรัฐมนตรีฯศึกษาธิการ ได้ถึงแก่อนิจกรรมแล้วที่ ร.พ.รามาธิบดี เมื่อเที่ยงคืนที่ผ่านมา หลังเข้ารับการรักษาอาการป่วยมากว่า 2 เดือน โดยกำหนดพิธีรดน้ำศพที่ วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน ศาลาใหญ่ เวลา 16.00 น. และกำหนดสวดพระอภิธรรมศพ ตั้งแต่วันที่ 23-29 กันยายน 2556 เวลา 18.30 น.
สำหรับ ประวัติ พล.อ.อ.สมบุญ ระหงษ์ เกิดเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2475 เป็นอดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และอดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคประชากรไทย สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี วิทยาศาสตร์บัณฑิต จาก โรงเรียนนายเรือ และเคยดำรงตำแหน่งเป็น ผู้อำนวยการ การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย
เส้นทางการเมือง ภายหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ พ.ศ. 2535 และ พล.อ.สุจินดา คราประยูร ประกาศลาออกจากตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี ในเวลานั้น พล.อ.อ.สมบุญ อดีตผู้อำนวยการการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย ดำรงตำแหน่งเป็น หัวหน้าพรรคชาติไทย สืบต่อจาก พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ที่ลาออกหลังรัฐประหาร เป็นที่เชื่อกันในขณะนั้นว่า พล.อ.อ.สมบุญ จะต้องได้ขึ้นดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี ต่อจาก พล.อ.สุจินดา อย่างแน่นอน แต่แล้วเมื่อ ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ นำชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ กลับกลายเป็นการแต่งตั้งให้ นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรีรักษาการระหว่างการปฏิวัติ กลับมารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และทำให้เป็นที่พูดต่อๆ กันมาถึงเหตุการณ์ครั้งนั้นว่า พล.อ.อ.สมบุญ "แต่งชุดขาวรอเก้อ"
ขณะที่ ในปี พ.ศ. 2540 เมื่อ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ลาออกจากตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี และสภาผู้แทนราษฎรจะต้องเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีคนใหม่ โดย พล.อ.อ.สมบุญ ร่วมกับ นายวัฒนา อัศวเหม นำ ส.ส.พรรคประชากรไทย 12 คน ฝืนมติพรรคที่มี นายสมัคร สุนทรเวช เป็นหัวหน้า โดยเข้าร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ สนับสนุนให้นายชวน หลีกภัย ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ต่อมาแกนนำกลุ่ม ได้รับตำแหน่งระดับรัฐมนตรี 2 ตำแหน่งในรัฐบาลชวน 2 แม้ว่าการกระทำดังกล่าวจะได้รับคำรับรองจากศาล ว่า ส.ส. แต่ละคนมีอิสระในการตัดสินใจ โดยไม่ขึ้นกับมติพรรค แต่ทั้งหมดก็เป็นที่มาของชื่อ ส.ส. "กลุ่มงูเห่า" จากปาก นายสมัคร สุนทรเวช ที่มีความหมายตามนิทาน "ชาวนากับงูเห่า" นั่นเอง
ปัจจุบัน พล.อ.อ.สมบุญ ระหงษ์ เป็นนายกสมาคมผู้ปกครองและครูนวมินทราชินูทิศ บดินทรเดชา

รถไฟขนน้ำมันเพลาหักตกรางโคราชปิดทางอีสานชั่วคราว

ข่าวอาชญากรรม วันจันทร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ.2556 10:45น.
481655
อีกแล้ว! ผู้ว่า ร.ฟ.ท. เผย รถไฟขนน้ำมันเพลาหัก ตกรางที่สถานีสีคิ้ว โคราช เร่งกู้ด่วน คาดบ่ายนี้เสร็จ ระบุเป็นเรื่องของระบบเครื่องของรถไฟ ไม่เกี่ยวกับระบบราง ปิดเส้นทางอีสานชั่วคราว
นายประภัสร์ จงสงวน ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เปิดเผยกับ สำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น. ว่า ได้เกิดเหตุรถไฟขนน้ำมันเตา ตกรางที่ สถานีรถไฟสีคิ้ว จ.นครราชสีมา ระหว่างที่ออกจากสถานีไปได้ไม่นาน และเป็นทางขึ้นเขา โดยเพลาของรถไฟขบวนดังกล่าวเกิดหักเสียหาย ทำให้โบกี้ขนน้ำมันเตา ตกราง ไม่สามารถไปต่อได้

ล่าสุด ทาง เจ้าหน้าที่กำลังเร่งกู้โบกี้ดังกล่าวอยู่ แต่เนื่องจากว่าเป็นตู้น้ำมันที่มีน้ำหนักมาก จึงต้องใช้เวลากู้ คาดว่าประมาณช่วงบ่ายนี้ จะสามารถกู้ได้ โดยเหตุการณ์ดังกล่าว เป็นเรื่องของระบบเครื่องของรถไฟ ไม่เกี่ยวกับระบบรางที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้ ทำให้ต้องปิดเส้นทางสายตะวันออกเฉียงเหนือ ชั่วคราวก่อน จนกว่าจะกู้แล้วเสร็จ
ก่อนหน้านี้หลังการออกมาของนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ที่ตรวจสอบเรื่องรถไฟตกราง จนนายประภัสร์ ออกมาประกาศว่าได้เร่งแก้ปัญหาและป้องกันแล้ว โดยหากมีปัญหาการตกรางของรถไฟอีก ตนเองจะลาออกจากตำแหน่งู้ว่า ร.ฟ.ท.