PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพฤหัสบดีที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2557

จุฬาฯเชือดอาจารย์แดง ประเมินไม่ผ่านไม่จ้างต่อ

จุฬาฯเชือดอาจารย์แดง ประเมินไม่ผ่านไม่จ้างต่อ


จุฬาสุดา
เมื่อวันที่ 16 เม.ย. น.ส.สุดา รังกุพันธ์ นักวิชาการที่เป็นหนึ่งในแนวร่วมของกลุ่มนปช. เปิดเผยว่า คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไม่ต่อสัญญาจ้างพนักงาน (หมวดเงินอุดหนุน) ของตน ซึ่งหมดสัญญาไปเมื่อวันที่ 31 มี.ค. โดยให้เหตุผลว่าผลการประเมินของตนอยู่ในระดับปานกลาง และคาดว่าจะเป็นเช่นนี้ในการประเมินครั้งต่อไป ซึ่งถือเป็นการตัดสินตนล่วงหน้าว่า ตนจะไม่สามารถปรับปรุงผลการปฏิบัติงานให้ดีขึ้นได้
ทั้งนี้ แม้ว่าเหตุผลทางการเมืองจะไม่ถูกระบุไว้ในเหตุผล แต่ก่อนหน้าที่จะมีการแจ้งไม่ต่อสัญญา ก็มีสัญญาณบางอย่างที่ไม่ดี คือ ผู้บริหารแจ้งตนมาว่า อธิการบดีถูกกรรมาธิการวิสามัญวุฒิสภาเรียกเข้าไปสอบสวน โดยอ้างถึงกรณีที่ตนไปเล่นงิ้วธรรมศาสตร์ ร่วมกับอีกหลายคน ในงานรำลึกเหตุการณ์ 14 ต.ค. อย่างไรก็ตาม ตนยังไม่ได้รับแจ้งเป็นหนังสือจากสภามหาวิทยาลัยว่าจะเลิกจ้าง แต่ทราบจากทางคณะอักษรศาสตร์ว่า คณะกรรมการพิจารณาต่อสัญญาไม่ต่อสัญญาจ้างงานเท่านั้น
น.ส.สุดากล่าวต่อว่า หลังจากนี้ จะทำเรื่องอุทธรณ์เรื่องการต่อสัญญา เพราะอยากเห็นความเป็นธรรมในระบบการจ้างงานในมหาวิทยาลัย ที่ผ่านมา ตนมองว่ามีบรรทัดฐานการจ้างงานพนักงานในมหาวิทยาลัยที่ถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมมาโดยตลอด ซึ่งเป็นผลมาจาก พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยออกนอกระบบ ในสมัยสภาที่แต่งตั้งโดยคณะรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2549 

โดยกรณีที่หนักกว่าของตน คือ การจ้างอาจารย์เป็นรายโครงการ หรือการจ้างงานแบบเอาต์ซอร์ส ขณะที่อาจารย์ระดับสูงในระบบราชการ สามารถต่ออายุการจ้างงานของตัวเองต่อไปได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ได้ทั้งเงินเกษียณอายุ เงินบำนาญ และเงินเพิ่มจากการเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยด้วย หลังจากนี้ ตนตั้งใจจะสานงานต่อเรื่องสิทธิมนุษยชนของนักโทษการเมืองต่อไป
ที่มา ข่าวสดออนไลน์

กองทัพ โต้ข่าวลือ ทหารจะปฏิวัติ 19เม.ย.


โฆษกกองทัพบก ชี้แค่ข่าวลือทหารไม่ปฏิวัติ 19เม.ย. หลังถูกแชร์สนั่นในอินเทอร์เน็ต วอนประชาชนใช้วิจารณญานในการรับข่าวสาร

วันนี้ (16 เม.ย. 57) กองทัพได้ออกมาตอบโต้ ภายหลังมีข่าวลือตามโลกออนไลน์ ว่า กองทัพเตรียมทำรัฐประหารในวันที่ 19 เมษายน 2557 เวลา 04.00น. โดย พ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษกกองทัพบก เผยว่า ขอปฏิเสธว่ากระแสข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริงและเป็นเพียงข่าวลือตามโซเชียลมีเดียเหมือนที่ผ่านมาเท่านั้น ขณะนี้ทางกองทัพยังไม่มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงจากงานที่ปฏิบัติอยู่ คือ

1.การดูแลช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ประสบอุทกภัยและภัยพิบัติต่าง ๆ
2.การดูแลพื้นที่ชายแดนเพื่อตรวจจับผู้ที่กระทำผิดลักลอบขนสิ่งผิดกฎหมายตามแนวชายแดนแล
และ3.การดูแลรอบบริเวณพื้นที่ชุมนุมต่างๆและสถานที่สำคัญตามคำสั่งของศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ดังนั้นขอให้พี่น้องประชาชนได้ใช้วิจารณญาณในการรับฟังข่าวสารดังกล่าวด้วย


ยกฟ้อง คดีคนขายหนังสือกงจักรปีศาจ

ยกฟ้อง คดีคนขายหนังสือกงจักรปีศาจ
17 เมษายน 2557 ที่ห้องพิจารณาคดี 406 ศาลอาญากรุงเทพใต้ อ่านคำพิพากษายกฟ้องคดีคนขายหนังสือเร่ เอาหนังสือ "กงจักรปีศาจ" มาวางขาย ถูกดำเนินคดีมาตรา 112
ศาลพิเคราะห์ว่า ข้อความทั้งหกตามฟ้องที่ปรากฏอยู่ในหนังสือเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น พระมหากษัตริย์ เมื่อผู้เขียนได้กล่าวถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชด้วยแล้ว ย่อมแสดงให้เห็นได้ว่าผู้เขียนมีเจตนาให้พระองค์ต้องเสื่อมเสียพระเกียรติยศชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง
ส่วนข้ออ้างของจำเลยที่บอกว่าต้องอ่านหนังสือทั้งเล่มจึงจะบอกได้ว่าหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์หรือไม่นั้น เห็นว่า ข้อความทั้งหกตามฟ้องอ่านแล้วได้ใจความมีความหมายเข้าใจได้โดยไม่ต้องอ่านหนังสือทั้งเล่ม
จำเลยเป็นคนขายหนังสือ "กงจักรปีศาจ" ที่มีข้อความหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ เมื่อจำเลยไม่ใช่คนเขียนหนังสือหรือคนแปลหนังสือจากภาษาต่างประเทศเป็นภาษาไทย การจะฟังว่าจำเลยมีความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์นั้น จำเลยต้องรู้ข้อเท็จจริงว่ามีข้อความหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ทั้งหกข้อความตามฟ้องอยู่ในหนังสือที่จำเลยขาย
จากคำเบิกความของตำรวจผู้จับกุม ไม่อาจยืนยันหรือรับฟังได้ว่าจำเลยได้รู้ถึงข้อเท็จจริงอันได้แก่ข้อความทั้งหกข้อความ พยานโจทก์ปากอื่นๆ ไม่มีใครรู้เห็นอีก และทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏพฤติการณ์ใดของจำเลยอันจะทำให้เชื่อได้ว่าจำเลยได้รู้ถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว เมื่อยังไม่แน่ชัดว่าจำเลยรู้ถึงข้อเท็จจริงอันเป็นข้อความหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ การที่จำเลยนำหนังสือกงจักรปีศาจมาวางจำหน่าย ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนากระทำความผิด
คดีนี้จำเลยให้การปฏิเสธมาโดยตลอด คดีอาญาโจทก์มีหน้าที่นำพยานหลักฐานมาสืบให้ได้ความชัดแจ้ง ปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้อง พยานหลักฐานที่นำสืบมายังไม่อาจรับฟังได้โดยปราศจากความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้อง จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 227 วรรคสอง
หนังสือ "กงจักรปีศาจ" มีข้อความบางตอนหมิ่นประมาท ดูหมิ่น พระมหากษัตริย์ จึงให้ริบ
อ่านรายละเอียดคดีได้ที่ http://freedom.ilaw.or.th/case/485#detail และอ่านเรื่องราวได้ที่ http://freedom.ilaw.or.th/node/126

รับสมัครทหารมหาดเล็กหญิงราชวัลลภรักษาพระองค์ฯ


สุภาพสตรี ที่อายุ 20-28 ปี จบ ม.6-ป.ตรี และมีสถานะ *โสด*  ต้องนับถือศาสนาพุทธ* มีส่วนสูงไม่ต่ำกว่า 165 ซม. และ *พ่อ-แม่*ให้ความยินยอม ..สามารถ สมัครเป็นทหารมหาดเล็กหญิงระหว่างวันที่1สิงหา-26 กันยา2557 นี้ ถือเป็นครั้งแรกที่จะเปิดรับสมัคร *ทหาร*มหาดเล็กราชวัลลภหญิง เงินเดือน 11800.- สามารถไปเรียนโดดร่มได้ เรียนหลักสูตรทางทหารอื่นได้ ถ้าอยากเรียน


จับตาสัญญาณอันตราย! ตัดโอที-จ่ายเงินเดือนช้า นักธุรกิจชี้โรงงาน"กลาง-ย่อย"กระทบแล้ว

จับตาสัญญาณอันตราย! ตัดโอที-จ่ายเงินเดือนช้า นักธุรกิจชี้โรงงาน"กลาง-ย่อย"กระทบแล้ว

วันที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2557 เวลา 18:52:22 น.


นายสมชาย พรรัตนเจริญ นายกสมาคมค้าส่งค้าปลีกไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้ร้านค้าย่อย (โชห่วย) ทั่วประเทศ เริ่มได้รับผลกระทบจากการที่โรงงานผลิตสินค้าระดับล่างและโรงงานขนาดกลางและย่อย (เอสเอ็มอี) ลดเวลาทำงานจากปกติ (โอที) ลดสวัสดิการของพนักงาน และจ่ายเงินเดือนล่าช้า เพื่อลดภาระผู้ประกอบการและลดความเสี่ยงทางธุรกิจ หลังเริ่มได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจไทยที่ซบเซา และการส่งออกยังไม่ฟื้นตัวอย่างที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งเป็นการซ้ำเติมยอดขายของร้านค้าโชห่วยให้ลดลงอีก จากที่กำลังได้รับผลกระทบอยู่แล้ว จากกรณีรัฐบาลจ่ายชำระเงินค่าจำนำข้าวให้ชาวนาล่าช้าและยอดเงินที่ได้รับยังค่อนข้างน้อย และความเดือดร้อนของเกษตรกรกับสินค้าราคาเกษตรตกลง โดยเฉพาะข้าวฤดูกาลใหม่นาปรัง 2557 ราคารับซื้อต่ำเหลือแค่ตันละ 5,000 บาท เทียบช่วงเดียวกันปีก่อนขายอย่างต่ำๆ ก็เกินตันละ 7,000-8,000 บาท และราคายางพารายังต่ำลงต่อเนื่อง รวมถึงปัญหาจากภัยแล้ง ที่ยังไม่ชัดเจนว่าจะกระทบต่อผลผลิตที่เสียหายไปเท่าไหร่

"กังวลว่ากำลังซื้อจากกลุ่มผู้ใช้แรงงานระดับล่างลดลง หรือเกิดการตกงาน ร้านค้าริมถนนจะได้รับผลกระทบเป็นด่านแรก เหมือนร้านค้าเล็กๆ ในต่างจังหวัด เริ่มเจอปัญหายอดขายลดลง ทำให้ต้องลดการสั่งซื้อสินค้าจากค้าส่ง ซึ่งยี่ปั๊วซาปั๊วอย่างเรา ก็ต้องลดการสั่งซื้อสินค้าจากผู้ผลิตสินค้า ทำให้โรงงานก็ต้องลดเวลาทำงาน จ่ายเงินล่าช้า ยังไม่รวมปัญหาการเลิกจ้างและบัณฑิตใหม่ตกงาน เงินรายได้ที่จะหมุนเวียนในระบบ 3-4 รอบเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยก็หายไป เห็นได้จากการปรับลดตัวเลขคาดการณ์ทางเศรษฐกิจของหน่วยงานต่างๆ" นายสมชายกล่าว

นายสมชายกล่าวว่า สัญญาณเตือนภัยต่อระบบเศรษฐกิจที่ไม่ดีนัก คือ การแข่งขันจัดแคมเปญส่งเสริมการขาย จัดรายการลด แลก แจก หรือแถมกันรุนแรงในขณะนี้ เพื่อเป็นการรักษาลูกค้าและพยุงรายได้บริษัท จึงอยากให้ปัญหาการเมืองจบลง เพราะเป็นต้นเหตุของปัญหาอื่นๆ โดยเฉพาะการบริโภคลดลง การท่องเที่ยวน้อยกว่าปกติ เงินฝืดเพราะคนระมัดระวังการใช้จ่ายกลัวรายได้อนาคตลดลงและตกงาน ตอนนี้ที่ดูว่าการค้าปลีกค้าส่งยังเดินได้ แต่ไม่ได้ขายได้ขายดีในทุกพื้นที่

น.ส.ผ่องพรรณ เจียรวิริยะพันธ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ตรวจสอบภาวะการประกอบการของผู้ประกอบการธุรกิจ พบว่าภาคบริการในต่างจังหวัดมีการหดตัวบ้างแล้ว ซึ่งปัจจุบันสัดส่วน 70-80% เป็นธุรกิจต่างจังหวัด และส่วนใหญ่ยังใช้แรงงานในการผลิตอยู่จำนวนมาก หากได้รับผลกระทบย่อมกระทบต่อเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ ซึ่งกรมกำลังเฝ้าติดตามและเตรียมหาแนวทางช่วยเหลือธุรกิจที่มีปัญหา โดยธุรกิจที่น่าห่วงคือธุรกิจที่ใช้แรงงานมาก เช่น การผลิตสิ่งทอ เครื่องเรือน เป็นต้น

จีนสนใจลงทุนขุดคลอง ‘คอคอดกระ’ ตั้งคณะทำงานแล้ว

จีนสนใจลงทุนขุดคลอง ‘คอคอดกระ’ ตั้งคณะทำงานแล้ว

คอคอดกระ
สำนักข่าวในประเทศจีนรายงานข่าวว่า จีนสนใจลงทุนขุดคลองตัดภาคใต้ของประเทศไทย (ที่คนไทยเรียกกันในชื่อ “คอคอดกระ”) เพื่อเชื่อมอ่าวไทยกับทะเลอันดามันด้วยกัน
ข้อมูลตอนนี้ยังมีเพียงเล็กน้อย โดยคาดว่าจีนจะลงทุนในนามบริษัทร่วม เบื้องต้นมีบริษัทจีน 3 รายที่รวมตัวกันเพื่อตั้งกลุ่มผลักดันโครงการขุดคลองไทย
  • LiuGong Machinery Co. Ltd บริษัทก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุดของจีน โดยรัฐบาลจีนเป็นเจ้าของ
  • XCMG บริษัทเครื่องจักรกลอันดับ 5 ของดลก โดยรัฐบาลจีนเป็นเจ้าของ
  • Sany Heavy Industry Co Ltd บริษัทเครื่องจักรกลอันดับ 6 ของโลก

ไมเคิล ยอน:คนที่เฉลิม จับมาไม่ใช่ !

คนที่เฉลิม จับมาไม่ใช่ !
ไมเคิล ยอน ชี้ มือปืนป๊อปคอร์น
เปรียบเหมือนแบทแมน เชื่อเป็นทหาร

ไมเคิล ยอน นักข่าวอิสระชาวอเมริกัน ได้โพสข้อความถึงชาวต่างชาติ อธิบายเกี่ยวกับปรากฎการณ์มือปืนป๊อปคอร์น โดยนักข่าวอิสระรายนี้ ได้ยกให้มือปืนป๊อปคอร์น ยิ่งใหญ่เทียบเท่าแบทแมน และเป็นกระแสดังจนมีผู้เลียนแบบในเทศกาลสงกรานต์ โดยบทความของไมเคิล ยอน แปลเป็นภาษาไทยดังนี้
สำหรับชาวต่างชาติที่ไม่ได้ติดตาม “ป็อปคอร์น”เป็นทีนิยมในประเทศไทย นี้คือวิธีที่ มันเกิดขึ้น : ประมาณเมื่อสองเดือนที่แล้ว ผู้ประท้วงที่สงบสันติบางส่วนถูกโจมตีในกรุงเทพฯ พวกเขาเป็นผู้สนับสนุน กปปส. พระภิกษุสงฆ์ที่มีชื่อเสียงและมีอิทธิพลโน้มน้าว นามว่า พระพุทธอิสระ ผู้ประท้วงไม่มีอาวุธ แต่ การ์ดของพวกเขาอาวุธซ่อนไว้ มีความเชื่ออย่างสูงว่าการ์ดเหล่านี้เป็นทหารหรืออดีตทหาร (ท่านพุทธอิสระเองก็เป็นทหารมาก่อน – และขอบอกอย่างเปิดเผยว่า ผมเห็นว่าท่านพุทธอิสระ เป็นคนดี)

ดังนั้นเมื่อฝ่ายก่อความรุนแรงของเสื้อแดง เริ่มยิงผู้ประท้วงที่สงบสันติ อย่างน้อยการ์ดหนึ่งคนได้ออกมาพร้อมกับอาวุธแบบทหาร ที่ซ่อนอยู่ในถุงข้าวโพดคั่ว Kolk เราสามารถบอกได้ว่ามันคือลักษณะแบบทหาร เพราะ ส่วนของอาวุธก็ควรจะเผยแค่ให้เห็นได้แค่นั้น หากมีการถ่ายภาพการ์ดตอบโต้กลับ คนเสื้อแดงที่ต้องหนีกระเจิงเมื่อมีการยิงสวน คนทั่วไปยังไม่ใครทราบว่า “ป็อปคอร์น” เป็นใคร มีชายผู้น่าสงสารผู้หนึ่งโดนจับในข้อหานี้ แต่คนส่วนใหญ่เชื่อว่าเขาโดนใส่ความ โดยส่วนตัวผมคิดว่า ป็อปคอร์นเป็นทหารบกหรือหน่วยซีลของกองทัพเรือ ถ้าไม่มีพวกเค้าในวันนั้น คนจำนวนไม่น้อยอาจจะถูกฆ่าตาย

จะเป็นกรณีใดตาม “ป็อปคอร์น” ได้กลายเป็นเหมือน แบทแมน หรือ ฮีโร่ผู้พิทักษ์ ที่มีชื่อเสียงดังมากในชั่วข้ามคืน เสื้อยืดขายดีเป็นเทน้ำเทท่า คุณสามารถเห็นคนในกรุงเทพฯ สวมเสื้อยืดป็อปคอร์น และเทศกาลเล่นน้ำสงกรานต์ ผู้คนจะแต่งตัวเหมือนป็อปคอร์นแลัวเอาปืนฉีดน้ำใส่ไว้ในกระสอบ


เฉลิม ! เตรียมออกแถลงการณ์เตือนองค์กรอิสระ

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.แรงงาน ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความสงบ(ศอ.รส.) กล่าวว่า จากการประเมินสถานการณ์ด้านความมั่นคงของประเทศพบว่ากำลังเกิดความไม่สงบจากคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญและคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต(ปปช.) ที่กำลังจะเกิดขึ้นในเร็วๆนี้ โดยยืนยันว่าไม่ใช่เพราะนส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ไม่เคารพคำตัดสินของศาล แต่เป็นเพราะมวลชนพรรคเพื่อไทยและนายกรัฐมนตรีที่ไม่ยอมรับเพราะเห็นว่าสองมาตรฐาน เพราะคดีที่เกี่ยวกับพรรคประชาธิปัตย์กลับไม่ถูกดำเนินการใดๆ ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวอาจจะนำไปสู่หายนะ

"อยากเตือนศาลรัฐธรรมนูญว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญ 309 มาตรา ไม่มีสักมาตราที่ให้ลงโทษคดีอาญา เพราะศาลรัฐธรรมนูญเป็นศาลการเมือง ไม่มีอำนาจลงโทษ และถ้ากระตุกหรือเหนี่ยวรั้งกันแล้วศาลรัฐธรรมนูญไม่ฟัง ไปเชื่อพวก กปปส.ที่ยุให้พิจารณาคดีเดินหน้าให้บ้านเมืองเป็นสุญญากาศ เชื่อได้บ้านเมืองหายนะเกิดกุลียุคแน่เพราะรัฐบาลยังรักษาการได้ตามมาตรา 181 ต้องรักษาการต่อไป" ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว

ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวต่อว่ายืนยันว่าการเสนอมาตรา 7 ขอนายกรัฐมนตรีพระราชทานมิอาจกระทำได้ เพราะจะระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท แต่ในขั้นต้นเท่านั้น สำหรับขั้นตอนต่อไปในสัปดาห์หน้าต้องติดตามว่าศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาคดีการสิ้นสภาพตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จากการมีคำสั่งแต่งตั้งโยกย้าย นายถวิล เปลี่ยนศรี โดยมิชอบอย่างไรจากนั้นจึงจะมาพิจารณาอีกครั้ง โดยในวันนี้จะออกแถลงการณ์เตือน ปปช.คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)และศาลรัฐธรรมนูญ ต่อสถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังจะเกิดขึ้นรวมถึงทางออกของรัฐบาลด้วย

ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่าข้อเสนอของคณะบุคคลนำโดยพล.อ.สายหยุด เกิดผล อดีต ผบ.ทหารสูงสุด เสนอให้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เสนอร่างพระบรมราชโองการ ขึ้นทูลเกล้าฯ ให้ทรงลงพระปรมาภิไธย เพื่อหาทางออกให้ประเทศ เชื่อว่าคนไทยทุกคนมีสิทธิ์คิดที่จะเสนอทางออกประเทศ แต่ขึ้นอยู่กับดุลพินิจ

ทั้งนี้การเรียกประชุมระดับปลัดกระทรวงที่ ศอ.รส.หากปลัดคนใดไม่มาร่วมประชุมย่อมทำได้ แต่สำหรับกรณีนพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข น่านับถือที่กล้าหาญ เพราะบ้านเมืองต้องการบุคคลแบบนี้ เพื่อจะให้การเมืองมีสีสัน แต่การแสดงออกดังกล่าวว่าเลือกข้าง กปปส.และประกาศไม่เอารัฐบาล แต่หากรัฐบาลตั้งหลักได้เมื่อไร จะสั่งโยกย้ายทันที จึงอยากเตือนว่า นพ.ณรงค์ แทงหวยผิดข้าง

"วันนี้ที่ศอ.รส.เรียกประชุมปลัด ใครไม่มาก็ไม่ต้องมา อย่าซีเรียสเอาเป็นเอาตาย ไม่ว่างก็ไม่ต้องมา เพราะวันนี้แค่อยากเรียกมาพูดคุยปรับทุกข์ อยากจะเล่าให้ท่านปลัดฟังว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร เพราะไม่มีใครไปขู่ปลัดกระทรวงได้ ยกเว้นภรรยาที่บ้านของท่าน" ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว

การบริหารเงินสำหรับคนเงินเดือน 15,000 บาท

การบริหารเงินสำหรับคนเงินเดือน 15,000 บาท


ช่วงหลังๆ มานี้ผมได้มีโอกาสให้คำปรึกษา น้องๆ ที่รู้จักกันหลายคน เกี่ยวกับการบริหารเงินครับ วันนี้พอมีแรง เลยขอเล่าให้ฟังสักหน่อย ขอเริ่มที่คนทำงานกินเงินเดือน มีรายได้ 15,000 บาทก่อน สาเหตุที่เริ่มที่ 15,000 บาทเพื่อให้พ้องกับเงินเดือนขั้นต่ำสำหรับคนจบ ป. ตรี ที่ได้ยินกันมาอย่างหนาหูครับ ก่อนจะอ่านรายละเอียดต่อไป ผมขอบอกก่อนว่า สิ่งที่ผมจะเขียนนี้ เป็นแนวความคิดของผมเอง แต่ละคนอาจมีข้อจำกัด หรือค่าใช้จ่ายประจำอื่นๆ ที่ต่างไปจากนี้ ก็ขอเชิญประยุกต์เอาตามชอบใจครับผม
ก่อนอื่น สำหรับคนที่มีเงินเดือน 15,000 บาท ขอให้ตั้งกฎกับตัวเองดังนี้ครับ
ไม่เป็นหนี้ ไม่เป็นหนี้ ไม่เป็นหนี้
สาเหตุที่ต้องตั้งกฎแบบนี้ เพราะสมัยนี้ สิ่งยั่วตายั่วใจมันเยอะเหลือเกิน ทั้งเรื่องกิน เที่ยว shopping แถมธนาคารต่างๆ ก็ยังอนุมัติบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล ฯลฯ ให้เราอย่างง่ายดาย ผมเขียนแบบนี้เพราะเป็นคนหนึ่งที่เคยติดหนี้บัตรเครดิตมาก่อน เต็มวงเงิน 2 ใบ ใบละ 45,000 บาท (15 ปีที่แล้ว สมัยโน้นดอกเบี้ยประมาณ 27% หรือ 29% จำไม่ได้) สุดท้าย แก้ไม่ออก คุณพ่อรู้เข้า มาปลดหนี้ให้ แล้วก็ทำงานใช้พ่อ เคยมีน้องบางคนบอกว่า คุณพ่อคุณแม่ทราบเรื่อง แล้วก็บอกว่าหนี้ตัวเอง ต้องไปใช้เอง รับผิดชอบเอง เป็นแนวคิดแบบหนึ่งครับ ส่วนคุณพ่อผมคิดต่างออกไป ท่านบอกว่าจะไปเสียดอกให้ธนาคารทำไม ถ้าอยากรับผิดชอบให้มาผ่อนพ่อแทน จ่ายดอกให้พ่อก็ได้ เงินทองไม่รั่วไหลอยู่ภายในครอบครัว และลองคิดจริงๆ คุณพ่อผมเอาเงินไปลงทุนอื่นๆ ก็ยากจะได้ผลตอบแทน 27%-29% นะ
อย่างไรก็ตาม เจ้าดอกเบี้ยบัตรเครดิตที่เสียไป สำหรับผม มันเป็นเรื่องรองครับ เรื่องหลักจริงๆ ในมุมมองผมคือ การติดหนี้ ทำให้เราเสียสมาธิ พะวักพะวง ต้องคอยเอานู้นมาโปะเงินนี้ บัตรโน้นมาโปะบัตรนี้ สินเชื่อนี้ไปแปะอันนั้น วันๆ ไม่ต้องทำอะไรเพราะต้องมาบริหารหนี้ ชักหน้าไม่ถึงหลังเช่นนี้ สมาธิที่เสียไป มีผลอย่างยิ่งยวดกับการทำงาน คนเงินเดือน 15,000 เพิ่งเริ่มทำงานผมบอกได้เลยว่า ถ้าตั้งหลักกับการทำงานได้ดี ไม่ต้องวอกแวกเรื่องอื่น แต่ใช้สมาธิกับงาน ดูว่าเราชอบงานหรือเปล่า ความถนัดเราตรงกับงานที่ทำไหม ถ้าตั้งลำได้แล้ว ฝึกฝนพัฒนาทักษะ ให้ทำงานได้เก่ง ได้เร็ว ได้ครบถ้วน เราจะได้ขยับขึ้นไปในกลุ่มเงินเดือนที่สูงกว่าได้เร็วครับ พอเงินเดือนสูงขึ้นอีกหน่อย เราก็มีเงินใช้จ่ายได้มากขึ้นเอง อย่าไปเสียสมาธิเพราะหนี้ที่เราก่อ
เอาล่ะ นอกจากไม่เป็นหนี้ ผมแนะนำการบริหารเงินดังนี้ครับ ดูรูปประกอบด้วยก็ได้ครับ เรียงตามลำดับก่อนหลัง
  1. เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ – ถ้าบริษัทของเรามี ผมแนะนำให้ทุกๆคน เลือกให้เขาหักสูงสุดครับ อาจจะ 3% หรือ 5% ก็สุดแท้แต่ สิ่งที่สำคัญคือ เขาหักไป บริษัทจะสมทบให้อีกเท่ากัน เช่นหักไป 3% หรือ 450 บาท บริษัทจะสมทบให้อีก 450 บาท แต่ถ้าให้หัก 5% 750 บาท เราก็ได้อีก 750 บาท เพราะฉะนั้น ยิ่งให้หักมาก เรายิ่งได้เงินมากครับ ส่วนนี้เป็นส่วนเงินออมแรกเลยที่ควรให้หักไปครับ นอกจากได้สมทบเยอะ ยังช่วยเราออมเงินได้อีกด้วย ส่วนประกันสังคม ไม่ต้องพูดถึง เพราะโดนหักอยู่แล้วอัตโนมัติ
  2. เงินออม / ให้พ่อแม่ – คนที่ต้องให้พ่อแม่ ส่วนใหญ่จะหักให้ไปก่อนอยู่แล้ว แต่เจ้าเงินออมเนี่ยสิครับ หลายๆ คน เอาไว้ทีหลัง คือมีเหลือเท่าไรค่อยเก็บ ซึ่งผมบอกได้เลยว่า มันจะไม่เหลือ … เพราะฉะนั้นถ้าอยากออมเงินจริง เงินเดือนออกปุ๊บให้รีบหยอดกระปุกเลยครับ แนะนำให้หาบัญชีฝากประจำ แบบสะสมเท่ากันทุกเดือน จะได้ดอกเบี้ยสูงหน่อยด้วยครับ (ผมยังไม่แนะนำการลงทุนอื่นๆในขั้นนี้ เพราะเงินมันยังน้อยอยู่ครับ ลงทุนไปก็ปวดหัวต้องมาคอยเป็นห่วงว่าเงินลงทุนไปถึงไหนแล้ว เสียสมาธิกับการทำงานอีก)
  3. ค่าใช้จ่ายประจำ – ตรงนี้ล่ะครับ บอกได้เลยว่าคน กทม. ที่อยู่กับครอบครัว กับคน ตจว. ที่มาเช่าห้องอยู่ ค่าใช้จ่ายต่างกันฟ้ากับเหวครับ คนอยู่หอ เดือนหนึ่งโดนประมาณ 5,000 แน่ๆ ค่าใช้จ่ายนี้ ถ้าลดได้ ผมแนะนำให้ลด เช่น ค่าหอ ให้หา รูมเมทมาแชร์ คิดง่ายๆ ค่าหอ 4,000 ถ้าได้รูมเมทมาแชร์ครึ่งหนึ่ง เราจะมีเงินไว้เก็บ หรือไว้ใช้อีก 2,000 ต่อเดือนแน่ะ ทีนี้ถ้าใครบอกไม่เอาชอบความเป็นส่วนตัว ก็ให้ลองคิดดูว่า ค่าความเป็นส่วนตัว คุ้มกับ 2,000 ต่อเดือนหรือเปล่า ส่วนค่าน้ำค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ 1,500 คงไม่ต้องบอก ประหยัดได้ก็ประหยัด มันก็จะลดลงไปเองครับ ส่วนค่าเดินทาง ผมเอามาอยู่หมวดเดียวกัน เพราะผมว่าตรงนี้ มันควรคิดคำนวณด้วยกันเป็นภาพรวมครับ เช่น ถ้าเรายอมจ่ายค่าหอแพงหน่อย เพื่อให้อยู่ใกล้ที่ทำงานขึ้น ประหยัดค่าเดินทาง สุทธิแล้ว ค่าใช้จ่ายเท่าๆ กัน แน่นอนเราอยู่ใกล้ที่ทำงานย่อมดีกว่าครับ นี่ยังไม่รวม เวลาเดินทางที่จะใช้น้อยลง ซึ่งจะช่วยลดความเหนื่อยล้า และเพิ่มพลังในการทำงานอีกนะครับ ความเห็นผม อยู่ใกล้ที่ทำงาน ถ้ารวมค่าเดินทางกับค่าหอแล้วต่างกันไม่มาก อยู่ใกล้ดีกว่าครับ มีเวลา สมาธิ ในการทำงาน หรือแม้กระทั่งจะเอาเวลาว่างมาหารายได้เสริมได้อีกด้วย สำหรับคนที่ไม่ต้องจ่ายค่าหอ ผมขอให้มองเพื่อนๆ ที่มีภาระค่าหอครับ ถ้าเขาอยู่ได้ เราก็ต้องอยู่ได้ เงินส่วนต่างตั้ง 4,000 บาทนั้น ผมแนะนำให้ออมมากขึ้นสัก 1,000-2,000 ต่อมาดูว่ามีวิธีไหนไหมที่จ่ายค่าเดินทางมากขึ้นอีกหน่อย แต่ประหยัดเวลาเดินทางได้ เช่น เปลี่ยนจาก รถเมล์เป็นรถไฟฟ้า หรือพี่วินฯ เก็บพลังงานเราไว้ใช้ในการทำงานครับ สุดท้ายที่เหลือก็เอาไปกิน เที่ยวตามใจชอบครับ
  4. ค่าข้าว ค่าน้ำ – รวมอยู่ด้วยกันครับ คำแนะนำคือ พยายามควบคุมค่าใช้จ่ายรายวันนี้ให้อยู่ในงบ พึงระลึกไว้ว่า เงินที่เหลือถัดไปจากก้อนนี้ คือ งบ shopping และเที่ยวแล้วครับ ถ้าประหยัดตรงนี้ได้ จะมีเงินเหลือให้ช้อป กินดื่มได้มากขึ้น สำหรับคนเงินเดือนเริ่มต้น ผมแนะนำให้ห่างไกลสิ่งเหล่านี้ครับ
    • กาแฟ ชานมไข่มุก แก้วละ 40 บาท ถึง 140 บาท ไว้รวยแล้วค่อยกินครับ กินกาแฟฟรีใน office ไปก่อน ถ้าเรากินกาแฟแก้วละ 50 ทุกวัน 20 วันต่อเดือน จะเป็นเงิน 1,000 บาทครับ มีค่าเท่ากับ ปาร์ตี้มันส์ๆ 1 ครั้ง บวกกับเสื้อผ้า แพลตตินัม 2 ชิ้นขึ้นไป อีกตัวเลือกหนึ่งที่ใช้แก้ง่วง แทนกาแฟ ได้ ผมแนะนำ หมากฝรั่งครับ 1 กล่อง 10 บาท มี 9 เม็ด กินได้ 2 วัน เฉลี่ยวันละ 5 บาท แก้ง่วงได้ แถมยังเพิ่มออกซิเจนให้สมองด้วยครับ
    • บุหรี่ ทั้งทำร้ายสุขภาพและกระเป๋าสตางค์
    • อาหารกลางวันมื้อแพงๆ ถ้าไปกินกับพี่ๆ ที่ทำงาน ให้พี่ๆ มันจ่ายไปครับ ถ้าพี่ไม่เลี้ยง วันหลังไม่ต้องไปกิน เราเงินเดือน 15,000 พี่เงินเดือน 50,000 การใช้ชีวิตไม่เหมือนกันอยู่แล้ว จะให้ไปกินแพงๆ มื้อละ 100-200 ขึ้นไป พี่ต้องเลี้ยง!
สุดท้ายคือเงินเหลือ เที่ยว shopping – เคล็ดลับของเรื่องนี้ คืออย่างนี้ครับ
คนทั่วไป มักจะเที่ยว shopping ตอนต้นเดือน ทันทีที่เงินเดือนออก แล้วพอปลายเดือนค่อยกินแกลบ
ผมแนะนำกลับกัน เงินเดือนออกปั๊บ
ออมก่อน ใช้จ่ายประจำก่อน แล้วเหลือเท่าไหร่ ตอนปลายเดือน ค่อยเที่ยว ค่อย shop เท่านั้น
สมมติเงินเดือนออกวันที่ 31 แทนที่จะ shop วันที่ 31, 1, 2, 3 เราหันมา shop วันที่ 30 แทนดีกว่าครับ ใช้ให้มันหมดไปเลยก็ได้ เพราะวันรุ่งขึ้นเงินใหม่จะมาแล้ว เป็นวัยรุ่นมันต้องเที่ยวต้อง shop บ้าง อย่าไปฝืน อย่าไปทำให้ชีวิตมันลำบากยากแค้นมากนัก หาความสุขความสบายใส่ตัวบ้าง เพื่อให้เราไม่รู้สึกกดดันกับชีวิตและการเงิน และเราจะมีสมาธิกับการทำงานได้อย่างเต็มที่ครับ
สุดท้าย ดูจากตาราง เราจะเห็นได้ว่า เฮ้ย จำนวนวันในแต่ละเดือนมีความสำคัญนะ เห็นอย่างนี้เราคงรักเดือน กุมภาฯ เพิ่มขึ้นอีก และเราคงรักเดือนที่มี 30 วันมากกว่า เดือนที่มี 31 วัน มากขึ้นอีกหน่อย ขอให้สนุกกับการบริหารเงินครับ

จับตาบิ๊ก ขรก.รวมพลตอบโต้-เมินคำสั่ง ศอ.รส.?

จับตาบิ๊ก ขรก.รวมพลตอบโต้-เมินคำสั่ง ศอ.รส.?

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์16 เมษายน 2557 19:01 น.
       จับตาคำสั่ง ศอ.รส. เรียกประชุมปลัดกระทรวง 17 เม.ย. นี้ อาจเจออุปสรรคครั้งใหญ่ วงในลือบิ๊กข้าราชการอาจใช้โอกาสนี้รวมตัว ตอบโต้รักษาการรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ที่ลุแก่อำนาจก้าวก่ายงานประจำ แถมรัฐธรรมนูญระบุรักษาการโยกย้ายไม่ได้ ปลุกพลังข้าราชการคือลูกจ้างประชาชน ไม่ใช่ลูกจ้างนักการเมือง ด้าน กปปส. แจงที่เดินสายไปหน่วยงานรัฐ เพราะผู้ใหญ่ในกระทวงกวักมือเรียก ขณะที่ข้าราชการเชื่อ “ปู-เพื่อไทย” ใกล้อวสาน ทำให้ข้าราชการออกอาการ “กูไม่กลัวมึง” อีกต่อไป!
จับตาบิ๊ก ขรก.รวมพลตอบโต้-เมินคำสั่ง ศอ.รส.?
      
       ในระหว่างที่ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่าย กปปส. ต่างต้องรอผลการชี้ขาดของคดีทั้งจากการชี้มูลความผิดของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี คดีทุจริตโครงการจำนำข้าว ที่อยู่ในการพิจารณาของ ป.ป.ช. และคดีการโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี ที่อยู่ในมือศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากทั้ง 2 คดีนี้จะชี้เป็นชี้ตายถึงสถานภาพของนางสาวยิ่งลักษณ์
      
       การชุมนุมใหญ่ของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เมื่อ 5 เมษายน 2557 ได้มุ่งโจมตีไปที่คำกล่าวของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ถึงการประกาศตั้งตนเป็นรัฏฐาธิปัตย์ โดยมีการรับลูกกันอย่างเป็นขั้นตอน ทั้งจากพรรคประชาธิปัตย์ที่จะดำเนินการทางกฎหมายในข้อหากบฏกับนายสุเทพ หรือการรับลูกของกรมสอบสวนคดีพิเศษและศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.)
      
       ทั้ง นปช. คนเสื้อแดง กรมสอบสวนคดีพิเศษ และ ศอ.รส. กำลังสาละวนเอาผิดกับนายสุเทพเรื่องรัฏฐาธิปัตย์อยู่นั้น เลขาธิการ กปปส. กลับเดินหมากรุกด้วยการเดินสายเชิญชวนข้าราชการกระทรวงต่างๆ เข้าร่วมกับการปฏิรูปประเทศไทย
      
       เริ่มจาก 8 เมษายนเดินสายไปกระทรวงยุติธรรมและได้เข้าพบนายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม วันรุ่งขึ้น 9 เมษายนเดินทางไปที่กระทรวงกลาโหม และได้เข้าหารือกับพลเอกนิพัทธ์ ทองเล็ก ปลัดกระทรวงกลาโหม
      
       เดินหมากสกัด กปปส.
      
       ในวันเดียวกันนั้นศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ได้ออกมาแถลงตำหนินายสุเทพ และปลัดกระทรวงยุติธรรม ว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม เพราะปลัดกระทรวงยุติธรรมมีฐานะเป็นผู้บังคับบัญชาของกรมสอบสวนคดีพิเศษ และเป็นคณะกรรมการคดีพิเศษ
      
       พร้อมยกพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 43, 81 และ 82 ได้กำหนดให้ข้าราชการมีเสรีภาพในการรวมกลุ่มได้ แต่ต้องไม่กระทบต่อประสิทธิภาพในการบริหารราชการแผ่นดินและความต่อเนื่องในการจัดทำบริการสาธารณะ และต้องไม่มีวัตถุประสงค์ทางการเมือง
      
       ข้าราชการต้องสนับสนุนการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขด้วยความบริสุทธิ์ใจ และต้องวางตัวเป็นกลางทางการเมืองในการปฏิบัติหน้าที่ราชการและในการปฏิบัติหน้าที่อื่นที่เกี่ยวข้องกับประชาชน
      
       อีกทั้งนายสุเทพ และแกนนำ กปปส. ถูกดำเนินคดีในคดีพิเศษถึง 58 คน และมีหมายจับอยู่อีกด้วย ปลัดกระทรวงยุติธรรมควรจะแจ้งให้พนักงานสอบสวนเข้าจับกุมดำเนินคดีนายสุเทพกับพวก ไม่ใช่การให้การต้อนรับ
      
       ดังนั้น ศอ.รส. จึงกำหนดเรียกเชิญปลัดกระทรวงทุกกระทรวงมาประชุมเพื่อกำชับ ตักเตือน และทำความเข้าใจต่อการปฏิบัติในเรื่องเช่นนี้ ในวันที่ 17 เมษายน 2557 เวลา 14.00 น. และกำหนดว่าปลัดกระทรวงทุกคนต้องมาเข้าประชุมด้วยตนเอง
      
       นี่คือการถอยกลับมาเพื่อรับมือกับ กปปส. ของฝ่ายรัฐบาล หลังจากที่ก่อนหน้านี้เทน้ำหนักไปที่เรื่องรัฏฐาธิปัตย์
      
       เช็กข้าราชการแตกแถว
      
       แต่คำตำหนิปลัดกระทรวงยุติธรรมดูเหมือนจะไร้ความหมาย เมื่อ กปปส. เดินหน้าไปที่สำนักชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ในวันที่ 10 เมษายน และเข้าพบนายชวลิต ชูขจร ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รุ่งขึ้น 11 เมษายน เข้าพบนายแพทย์ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข
      
       ทุกที่ที่นายสุเทพเดินทางไปนอกจากจะได้พบกับหัวหน้าข้าราชการระดับสูงของกระทรวงแล้ว ยังมีข้าราชการออกมาให้การต้อนรับ อาจจะมีเพียงที่กระทรวงกลาโหมเท่านั้นที่พลเอกนิพัทธ์ ทองเล็ก ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นที่รู้กันดีว่าเป็นคนของสายพรรคเพื่อไทย
      
       ปฏิบัติการเช็กกำลังของพรรคเพื่อไทยจึงเริ่มขึ้นที่กระทรวงยุติธรรม ในวันที่ 11 เมษายน โดยนายชัยเกษม นิติสิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้เปิดให้ข้าราชการกระทรวงยุติธรรม รดน้ำดำหัวเนื่องในวันสงกรานต์ วันดังกล่าวปลัดกระทรวงยุติธรรมไม่ได้เดินทางมาร่วมงาน แจ้งว่าป่วยกะทันหัน นอกจากนี้คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงยุติธรรม และพันตำรวจเอกดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ก็ไม่ได้เดินทางเข้าร่วมงาน
จับตาบิ๊ก ขรก.รวมพลตอบโต้-เมินคำสั่ง ศอ.รส.?
หนังสือเชิญปลัดกระทรวงประชุมจาก ศอ.รส.
      
       ข้าราชการไม่ร่วมมือรัฐหมดสภาพ
      
       “เรียนตามตรงว่าที่กระทรวงสาธารณสุข และที่กระทรวงยุติธรรมนั้น ค่อนข้างชัดเจนว่าผู้บริหารและข้าราชการส่วนใหญ่ในกระทรวงมีแนวคิดอย่างไร และกระทรวงอื่นที่ไปนั้นส่วนใหญ่ก่อนที่จะไปก็ต้องประสานงานกันไว้ล่วงหน้าแล้วทั้งนั้น บางกระทรวงก็แจ้งกลับมาว่ายังไม่พร้อมที่จะให้ กปปส. เดินทางไป แต่ท่าทีของข้าราชการเหล่านั้นเห็นด้วยกับแนวทางปฏิรูป” หนึ่งในแกนนำ กปปส. กล่าว
      
       นาทีนี้รัฐบาลยังกุมความได้เปรียบทางด้านกฎหมายในเรื่องรัฐบาลรักษาการ ที่จะต้องอยู่จนกว่าจะได้รัฐบาลชุดใหม่เข้ามาทำหน้าที่แทน ยิ่งการเลือกตั้งเมื่อ 2 กุมภาพันธ์เป็นโมฆะ ยิ่งทำให้พรรคเพื่อไทยอยู่ในสถานะรัฐบาลรักษาการยาวนานขึ้น ขณะที่ฝ่ายต่อต้านต้องการเปลี่ยนรัฐบาล ก็ติดขัดในเรื่องดังกล่าว
      
       ดังนั้นทางออกที่จะทำให้รัฐบาลรักษาการประสบปัญหาในการทำงานมากขึ้น คือ ต้องทำให้เครื่องมือของรัฐหยุดทำงาน จักรกลที่สำคัญที่สุดคือข้าราชการ
      
       ประกอบกับในเวลานี้รัฐบาลกำลังตกอยู่ในสถานะลำบาก เนื่องจากการตัดสินคดีความทั้งทุจริตจำนำข้าวและการโยกย้ายข้าราชการที่ไม่เป็นธรรม ใกล้จะมีคำตัดสินออกมา และเมื่อประเมินแนวโน้มแล้วมีความเป็นไปได้สูงที่คำตัดสินนั้นอาจทำให้รัฐบาลต้องพ้นสภาพไป
      
       จุดอ่อนรัฐบาลรักษาการ
      
       อีกทั้งยังมีปัจจัยทางด้านกฎหมายที่ระบุว่า ภายใต้รัฐธรรมนูญ มาตรา 181 ระบุว่า คณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่ง ต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ แต่ในกรณีพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 180(2) อายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงหรือมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร
      
       คณะรัฐมนตรีและรัฐมนตรีจะปฏิบัติหน้าที่ได้เท่าที่จำเป็น ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด โดยเฉพาะ (1) ไม่กระทำการอันเป็นการใช้อำนาจแต่งตั้งหรือโยกย้ายข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ หรือพนักงานของหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือกิจการที่รัฐถือหุ้นใหญ่ หรือให้บุคคลดังกล่าวพ้นจากการปฏิบัติหน้าที่หรือพ้นจากตำแหน่ง หรือให้ผู้อื่นมาปฏิบัติหน้าที่แทน เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้งก่อน
      
       ด้วยข้อจำกัดเหล่านี้จึงทำให้กลุ่ม กปปส. เดินเครื่องรณรงค์ข้าราชการตามกระทรวงต่างๆ ให้เห็นด้วยกับแนวทางปฏิรูปประเทศและออกมาร่วมชุมนุมกับกลุ่ม กปปส. เพราะแม้จะมีข้าราชการระดับสูงอย่างปลัดกระทรวงออกมาให้การต้อนรับ กปปส. แต่ภายใต้รัฐบาลรักษาการนั้นไม่สามารถที่จะโยกย้ายข้าราชการในระดับนี้ได้สะดวก เหมือนเมื่อครั้งเป็นรัฐบาลปกติ หรือแม้จะขอความเห็นจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็คงไม่ง่าย เมื่อมุมมองของรัฐบาลกับ กกต. ที่ผ่านมามักไม่เห็นตรงกัน
      
       ที่สำคัญหากจะย้ายข้าราชการในลำดับที่รองลงไปก็ต้องกระทำการผ่านระดับปลัดกระทรวง หากปลัดกระทรวงไม่ดำเนินการต่อ รัฐบาลก็ไม่สามารถดำเนินการใดๆ ได้
      
       หากปล่อยให้ กปปส. ออกรณรงค์ข้าราชการกระทรวงอื่นๆ ที่เหลือ ย่อมไม่เป็นผลดีกับรัฐบาลอย่างแน่นอน เพราะถ้าข้าราชการทั้งหมดพร้อมใจกันที่จะไม่ปฏิบัติตามคำสั่งรัฐบาลแล้ว รัฐบาลก็ไม่มีสถานะความเป็นรัฐบาลอีกต่อไป
      
       ดังนั้น ศอ.รส. จึงต้องนัดทำความเข้าใจกับข้าราชการระดับปลัดกระทรวงในวันที่ 17 เมษายนนี้ เพื่อสกัดกั้นการปฏิเสธคำสั่งของรัฐบาลจากข้าราชการกระทรวงต่างๆ และเป็นการเช็กแถวข้าราชการกระทรวงต่างๆ ว่าใครยังพร้อมที่จะยืนเคียงข้างรัฐบาลบ้าง
จับตาบิ๊ก ขรก.รวมพลตอบโต้-เมินคำสั่ง ศอ.รส.?
จดหมายเชิญปลัดกระทรวงประชุมจาก ศอ.รส.
      
       สวดรัฐบาลไม่เป็นกลาง
      
       ข้าราชการระดับปลัดกระทรวงรายหนึ่ง ตั้งข้อสังเกตการนัดประชุมข้าราชการระดับปลัดกระทรวงวันที่ 17 เมษายนนี้ว่า สิ่งที่รัฐบาลกำลังทำอยู่ในเวลานี้ถือเป็นการลุแก่อำนาจ โดยอ้างถึงให้ข้าราชการวางตัวเป็นกลางทางการเมือง แต่การเรียกประชุมข้าราชการระดับปลัดกระทรวงในวันที่ 17 นี้ เป็นการกระทำที่ไม่เป็นกลางของรัฐบาลแล้ว
      
       การวางตัวของข้าราชการที่เป็นกลางทางการเมือง ต้องไม่ให้คุณให้โทษแก่นักการเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ส่วนเรื่องความดีความชั่วนั้นข้าราชการวางตัวเป็นกลางไม่ได้ ต้องอยู่ในข้างที่ถูกต้อง สิ่งที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่คือให้ข้าราชการยืนอยู่ข้างรัฐบาล เพื่อไม่ให้การตอบรับต่อข้อเรียกร้องของ กปปส.
      
       “เราไม่ได้เป็นลูกจ้างนักการเมือง เราเป็นลูกจ้างประชาชน ข้าราชการเป็นลูกจ้างประจำ ส่วนรัฐบาลเป็นลูกจ้างชั่วคราว ข้าราชการอย่างพวกเรา ไม่ได้ถูกจ้างมาให้เป็นข้าทาสบริวารของรัฐบาล เรามีหน้าที่รับใช้ประชาชน รับใช้ประเทศนี้ แม้ว่าระบบการทำงานเราจะต้องทำงานให้กับรัฐบาล แต่ก็ต้องทำเพื่อดูแลผลประโยชน์ของประชาชนทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายนิติบัญญัติ เราก็ต้องทำงานให้กับทุกฝ่าย”
      
       ดังนั้นในวันที่ 17 นี้ ทาง ศอ.รส. ที่เรียกประชุมข้าราชการในระดับอธิบดีคงกำกับข้าราชการไม่ให้ความร่วมมือกับ กปปส. หรือฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล หากจะอ้างถึงการที่กลุ่ม กปปส. มีคดีความติดตัวนั้น ขณะนี้แกนนำของ กปปส. เป็นเพียงผู้ต้องหา ยังไม่ใช่นักโทษ
      
       ที่ผ่านมาข้าราชการก็พยายามทำอะไรที่ไม่ขัดใจต่อฝ่ายรัฐบาลอยู่แล้ว เรื่องเหล่านี้พวกเรามีดุลพินิจเพียงพอ ในวันนั้นชัดเจนแล้วว่านายแพทย์ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข อาจจะไม่มา และอาจมีมากกว่านี้อย่าง นายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม หรือกระทรวงอื่นๆ อาจมีการส่งระดับรองปลัดไปประชุมแทน หากปลัดกระทรวงไม่ไป ก็คงไม่โดนลงโทษอะไร เพราะรัฐบาลอยู่ในสถานะที่ง่อนแง่น และการกระทำดังกล่าวถือเป็นการท้าทายต่อข้าราชการประจำ
      
       ตอนนี้ข้าราชการกระทรวงต่างๆ ต่างสอบถามเพื่อนต่างกระทรวงกันบนเครือข่ายออนไลน์มากว่าปลัดกระทรวงใดจะไปตามที่ ศอ.รส. นัดไว้หรือไม่ เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องที่ลุ้นกันของหมู่ข้าราชการไปแล้วว่าในวันดังกล่าวจะมีใครไปหรือไม่ไปกันบ้าง บางคนก็มีการพนันขันต่อกันระหว่างเพื่อนฝูง
      
       “ไม่แน่ ในอนาคตเราอาจได้เห็นการรวมตัวกันของปลัดกระทรวงต่างๆ เพื่อตอบโต้การใช้อำนาจของฝ่ายรัฐบาลที่เข้ามาก้าวก่ายอำนาจของข้าราชการประจำ เพราะข้าราชการในระดับนี้ทุกท่านมีวุฒิภาวะพอที่จะตัดสินใจได้ว่าอะไรดี ไม่ดี อะไรถูกต้องเหมาะสมหรือไม่”
      
       แนะยึดมั่นความดี-ตรงไปตรงมา
      
       ข้าราชการระดับสูงรายนี้ยังชี้ให้เห็นถึงการปฏิบัติตนของข้าราชการในยุคนี้ว่า ต้องแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือกลุ่มที่หวังลาภ ยศ ตำแหน่ง พร้อมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ตำแหน่ง ลาภ ผลประโยชน์ และต้องตอบสนองให้ถูกใจรัฐบาล อีกกลุ่มเป็นพวกที่ขัดใจ มักจะถูกเล่นงาน สั่งย้ายไปที่ต่างๆ หากเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อยก็ให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการย้าย จากที่หนึ่งไปยังพื้นที่กันดาร
      
       แต่นาทีนี้ด้วยความเป็นรัฐบาลรักษาการจึงมีข้อจำกัด การโอนย้ายข้าราชการระดับสูง ต้องขอต่อ กกต. ก่อน สถานะนี้ถือเป็นจุดอ่อนของรัฐบาลรักษาการ
      
       ดีที่สุดในการปฏิบัติตนของข้าราชการ คือ มั่นใจคุณงามความดี หนักแน่น การวางตัว ทำงานอย่างตรงไปตรงมา ไม่ให้คุณโทษฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ส่วนเรื่องการออกไปร่วมชุมนุมถือเป็นเรื่องส่วนบุคคล
      
       ข้าราชการเราอยู่กับข้อมูล อยู่กับแนวทางปฏิบัติของนักการเมืองที่เข้ามาเป็นรัฐบาล พวกเขารู้ดีว่าอะไรถูกต้องหรือไม่ เดิมข้าราชการก็ไม่เอาด้วยกับรัฐบาลโกงหรือเผด็จการในทางประชาธิปไตยอยู่แล้ว ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการปฏิรูป แต่เขาเกรงใจรัฐบาล รักษามารยาทและวินัย หากรัฐบาลใจกว้าง หน่วยงานเขาก็ไม่ทำอะไร ไม่ออกไปให้การต้อนรับ กปปส. รัฐบาลก็ไม่เสียหายในเรื่องภาพลักษณ์ แต่นี่หวั่นไหวเกินไป ยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ของรัฐบาลแย่ลง และจะกลายเป็นแรงผลักดันให้ข้าราชการออกไปร่วมกับ กปปส. มากขึ้น
      
       การนัดหมายข้าราชการระดับปลัดกระทรวงครั้งนี้ น่าจะเป็นแนวคิดของกุนซือรัฐบาลที่เคยชินกับการสั่งข้าราชการให้อยู่ในอาณัติ อยู่ในโอวาท แต่ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว ทั้งนักวิชาการ นักธุรกิจ เอ็นจีโอ ต่างเห็นด้วยกับการปฏิรูป คนที่ให้คำแนะนำรัฐบาลน่าจะเป็นการประเมินที่ผิดพลาด ดังนั้นดีที่สุดคือการยกเลิกคำสั่งดังกล่าวแล้วสถานการณ์จะดีขึ้น

วันศุกร์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2557

พระองค์ภาฯระทานสัมภาษณ์สด การจัดงานเทศกาลไทย (Thai Festival) กับโทรทัศน์ Markiza กรุงบราติสลาวา

เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2557 พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา เอกอัครราชทูต ณ กรุงเวียนนา ได้เสด็จไปยังสถานีโทรทัศน์ Markiza กรุงบราติสลาวา เพื่อทรงประทานสัมภาษณ์สดเกี่ยวกับการจัดงานเทศกาลไทย (Thai Festival) ในรายการ Teleráno ซึ่งเป็นรายการสารพันข่าวเช้า โดยมีเอกอัครราชทูต ณ กรุงปราก เอกอัครราชทูต ณ กรุงวอซอร์ และเอกอัครราชทูต ณ กรุงบูดาเปสต์ เข้าร่วมด้วย โดยในโอกาสนี้ ได้ทรงเชิญชวนให้คนท้องถิ่นทั้งที่พำนักในสโลวะเกียและประเทศใกล้เคียง ตลอดจนผู้ที่สนใจเดินทางมาเยี่ยมชมงาน Thai Festival ซึ่งกำหนดจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25-27 เมษายน 2557 ระหว่างเวลา 10.00-20.00 น. ณ Incheba Exhitbition Center, Hall B กรุงบราติสลาวา เพื่อเรียนรู้และทำความรู้จักประเทศไทยในหลากหลายมิติทั้งศิลปวัฒนธรรม การท่องเที่ยว องค์ความรู้ในอุตสาหกรรมด้านต่างๆ โดยกิจกรรมภายในงานจะประกอบด้วย การจัดนิทรรศการเกี่ยวกับประเทศไทย พระราชกรณียกิจพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว การแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย การสาธิตการปรุงอาหารไทย การสาธิตการสอนแกะสลักผักและผลไม้ การออกร้านจำหน่ายอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าจากผู้ประกอบการไทยจากหลากหลายธุรกิจ อาทิ เครื่องประดับ สินค้าประดับและตกแต่งบ้าน สุขภาพและความงาม ฯลฯ
( ขอบคุณภาพจาก : Royal Thai Embassy Vienna )

"ชัยเกษม" รมว.ยุติธรรม ชี้หากเกิดสุญญากาศ จะเสนอรบ.ทูลเกล้าตาม ม. 7 เพื่อขอพระบรมราชวินิจฉัย

"ชัยเกษม" รมว.ยุติธรรม ชี้หากเกิดสุญญากาศ จะเสนอรบ.ทูลเกล้าตาม ม. 7 เพื่อขอพระบรมราชวินิจฉัย

เมื่อวันที่ 8 เม.ย. ผู้สื่อข่าว "ข่าวสด" รายงานว่า นายชัยเกษม นิติสิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงทางออกหากเกิดสุญญากาศทางการเมือง กรณีศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยคำร้องให้นายกรัฐมนตรี พ้นจากตำแหน่งกรณีแต่งตั้งโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี จากตำแหน่งเลขาฯสมช.ว่า หากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้นายกรัฐมนตรีพ้นสภาพและคณะรัฐมนตรีถูกถอดถอน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 180 แต่รัฐธรรมนูญบังคับไว้ว่านายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีต้องอยู่รักษาการณ์ มาตรา 181 หากศาลไม่ให้นายกรัฐมนตรีและคณะอยู่รักษาการ ถือว่าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเกินกว่ารัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐบาลไม่สามารถกระทำตามได้เพราะผิดกฎหมาย และหากครม.ลาออกก็เสี่ยงต่อการถูกแจ้งความดำเนินคดีได้ หากเป็นเช่นนี้จะเสนอรัฐบาลให้ทูลเกล้า ตามมาตรา 7 เพื่อขอให้พระองค์ท่านทรงมีพระบรมราชวินิจฉัย ชี้แนะว่าจะทำอย่างไร ซึ่งไม่ใช่การกระทำที่ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทและดึงท่านลงมาเล่นการเมือง แต่เพื่อขอพระบรมราชวินิจฉัยให้มาช่วยแก้การเมือง เพื่อไม่ให้คนไทยฆ่ากันเอง และไม่ว่าใครจะเสนอขอทูลเกล้าฯ ก่อนหรือหลังก็เป็นพระราชวินิจฉัย โดยขั้นตอนเหล่านี้จะเกิดต่อเมื่อศาลมีคำวินิจฉัย ซึ่งตนคาดการณ์ไปไกลก่อน ในท้ายที่สุดแล้วศาลรัฐธรรมนูญอาจจะไม่ได้วินิจฉัยในทางที่เราคาดการณ์ว่าจะไม่เป็นประโยชน์กับรัฐบาลก็เป็นได้

"หากศาลมีสายตายาวไกลก็ไม่ควรรับเรื่องนี้เอาไว้เพราะรู้อยู่แล้วว่านายกฯต้องรักษาการแม้จะพ้นสภาก็ตาม อีกทั้งคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดระบุว่านายกฯ ใช้ดุลพินิจไม่ชอบนั้น ต่างจากประเด็นก้าวก่ายแทรกแซง ที่ศาลรัฐธรรมนุญจะวินิจฉัย และฝากไปถึงศาลให้คำนึงถึงจริยธรรมศาลและคำปฎิญาณตนที่เคยกล่าวไว้ " นายชัยเกษม กล่าวhttp://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNNU56SXlNVEkzTXc9PQ%3D%3D&subcatid