PR
วันจันทร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2557
คุณสมบัติและหน้าที่ สปช.
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 กำหนดให้มีสภาปฏิรูปแห่งชาติขึ้น โดยให้มีรายละเอียด คุณสมบัติและหน้าที่ ดังนี้
รายละเอียดสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)
มาตรา ๒๘ ให้สภาปฏิรูปแห่งชาติประกอบด้วยสมาชิกจํานวนไม่เกินสองร้อยห้าสิบคนซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจากผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิดและมีอายุไม่ต่ำกว่าสามสิบห้าปี ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติถวายคําแนะนําพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติเป็นประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติคนหนึ่งและเป็นรองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติไม่เกินสองคน ตามมติของสภาปฏิรูปแห่งชาติให้หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ และประธานสภาและรองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ
ที่มาของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)
มาตรา ๓๐ ให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติดําเนินการคัดเลือกบุคคลที่สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้
(๑) จัดให้มีคณะกรรมการสรรหาบุคคลด้านต่าง ๆ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๗ ด้านละหนึ่งคณะ และให้มีคณะกรรมการสรรหาประจําจังหวัดแต่ละจังหวัดเพื่อสรรหาจากบุคคลซึ่งมีภูมิลําเนาในจังหวัดนั้นๆ
(๒) ให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาแต่ละด้านจากผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมีความรู้และประสบการณ์ที่ยอมรับของบุคคลในด้านนั้น ๆ
(๓) ให้คณะกรรมการสรรหาดําเนินการสรรหาบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติตามมาตรา ๒๘ ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๒๙ และมีความรู้ความสามารถเป็นที่ประจักษ์ในแต่ละด้าน แล้วจัดทําบัญชีรายชื่อเสนอต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ในการนี้ คณะกรรมการสรรหาจะเสนอชื่อตนเองมิได้
(๔) การสรรหาบุคคลตาม (๓) ให้คํานึงถึงความหลากหลายของบุคคลจากกลุ่มต่าง ๆ ในภาครัฐภาคเอกชน ภาคสังคม ภาควิชาการ ภาควิชาชีพ และภาคอื่นที่จะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของสภาปฏิรูปแห่งชาติ การกระจายตามจังหวัด โอกาสและความเท่าเทียมกันทางเพศ รวมทั้งผู้ด้อยโอกาส
(๕) ให้คณะกรรมการสรรหาประจําจังหวัดประกอบด้วยบุคคลตามที่กําหนดในพระราชกฤษฎีกา
(๖) ให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติคัดเลือกบุคคลที่เห็นสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติจากบัญชีรายชื่อที่คณะกรรมการสรรหาตาม (๑) เสนอ ไม่เกินสองร้อยห้าสิบคนโดยในจํานวนนี้ให้คัดเลือกจากบุคคลที่คณะกรรมการสรรหาประจําจังหวัดเสนอ จังหวัดละหนึ่งคน
จํานวนกรรมการในคณะกรรมการสรรหาแต่ละคณะ วิธีการสรรหา กําหนดเวลาในการสรรหาจํานวนบุคคลที่จะต้องสรรหา และการอื่นที่จำเป็น ให้เป็นไปตามที่กําหนดในพระราชกฤษฎีกา
คุณสมบัติของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)
มาตรา ๒๙ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๘ (๒) (๓) (๔)(๕) (๖) (๗) (๘) และ (๙) และให้นําความในมาตรา ๙ มาใช้บังคับแก่การสิ้นสุดสมาชิกภาพของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติโดยอนุโลม แต่การวินิจฉัยตามมาตรา ๙ วรรคสอง ให้เป็นอํานาจของสภาปฏิรูปแห่งชาติ
อำนาจหน้าที่ของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)
(คุณสมบัติต้องห้าม สปช.)
สำหรับคุณสมบัติต้องห้ามของ สปช. มาตรา 29 สปช. ต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามตาม มาตรา 8 (2) เป็นภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช
(3) เป็นบุคคลล้มละลายหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลายทุจริต
(4) เคยถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง
(5) เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจเพราะทุจริตต่อหน้าที่หรือถือว่ากระทำการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ
(6) เคยต้องคำพิพากษาให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะร่ำรวยผิดปกติหรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ
(7) อยู่ระหว่างต้องห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือเคยถูกถอดถอนจากตำแหน่ง
(8) เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่ากระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม หรือกระทำผิดกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด หรือกฎหมายเกี่ยวกับการพนันในฐานความผิดเป็นเจ้ามือหรือเจ้าสำนัก
(9) เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ.
มาตรา ๓๑ สภาปฏิรูปแห่งชาติมีอํานาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้
(๑) ศึกษา วิเคราะห์ และจัดทําแนวทางและข้อเสนอแนะเพื่อการปฏิรูปด้านต่าง ๆ ตามมาตรา ๒๗ เสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี คณะรักษาความสงบแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
(๒) เสนอความเห็นหรือข้อเสนอแนะต่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ในการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญ
(๓) พิจารณาและให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจัดทําขึ้นในการดําเนินการตาม (๑) หากเห็นว่ากรณีใดจําเป็นต้องตราพระราชบัญญัติหรือพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญขึ้นใช้บังคับ ให้สภาปฏิรูปแห่งชาติจัดทําร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติเพื่อพิจารณาต่อไป ในกรณีที่เป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงินหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ให้จัดทําเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อดําเนินการต่อไปให้สภาปฏิรูปแห่งชาติเสนอความเห็นหรือข้อเสนอแนะตาม (๒) ต่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญภายในหกสิบวันนับแต่วันที่มีการประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติครั้งแรกให้นําความในมาตรา ๑๓ และมาตรา ๑๘ มาใช้บังคับแก่การปฏิบัติหน้าที่ของสภาปฏิรูปแห่งชาติด้วยโดยอนุโลม
หัวข้อการปฏิรูปที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ
มาตรา ๒๗ ให้มีสภาปฏิรูปแห่งชาติมีหน้าที่ศึกษาและเสนอแนะเพื่อให้เกิดการปฏิรูปในด้านต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
(๑) การเมือง
(๒) การบริหารราชการแผ่นดิน
(๓) กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม
(๔) การปกครองท้องถิ่น
(๕) การศึกษา
(๖) เศรษฐกิจ
(๗) พลังงาน
(๘) สาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม
(๙) สื่อสารมวลชน
(๑๐) สังคม
(๑๑) อื่นๆ
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา บินร่วมพิธีอำลาตำแหน่ง ผบ.ทบ.
กองทัพบกจัด "พิธีเทิดเกียรติและอำลาชีวิตราชการทหารของนายทหารชั้นนายพล ที่จะครบเกษียณอายุราชการ และลาออกก่อนครบเกษียณอายุราชการ ประจำปี 2557" ที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าฯ จ.นครนายก เพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติในคุณงามความดีที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความวิริยะอุตสาหะจนครบกำหนดเกษียณอายุราชการ
โดยในปีนี้มีนายทหารชั้นนายพลที่ครบเกษียณอายุราชการ จำนวน 204 นาย และลาออกก่อนครบเกษียณอายุราชการ จำนวน 58 นาย รวม 262 นาย ประกอบด้วย กระทรวงกลาโหม 53 นาย, กองบัญชาการกองทัพไทย57 นาย, หน่วยรักษาพระองค์ 3 นาย และกองทัพบก 150 นาย
นำโดย พลเอกสุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ ปลัดกระทรวงกลาโหม , พลเอกสนธิศักดิ์ วิทยาเอนกนันท์ รองปลัดกระทรวงกลาโหม , พลเอกธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด , พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก และพลเอก จิระเดช โมกขะสมิต ประธานคณะที่ปรึกษากองทัพบก
โดยในพิธีเทิดเกียรติและอำลาชีวิตราชการทหารในปีนี้ประกอบด้วย การถวายสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, การเทิดเกียรติและมอบกระบี่ และการสวนสนามเทิดเกียรติ โดยกำลังพลและยุทโธปกรณ์จากหน่วยต่างๆ ร่วมสวนสนามใน 4 ส่วน
ส่วนแรก เป็นการสวนสนามด้วยกำลังพลเดินเท้า จัดกำลังเป็น ๕ กรมสวนสนาม จำนวน ๑๖ กองพัน จากกองพันนักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า, กรมทหารราบที่ ๒ รักษาพระองค์, กรมทหารม้าที่ ๕ รักษาพระองค์, กรมทหารปืนใหญ่ที่ ๒ รักษาพระองค์, กองพลรบพิเศษที่ ๑ และกรมทหารราบที่ ๓๑ รักษาพระองค์ วิ่งสวนสนาม
ส่วนที่ ๒ เป็นการสวนสนามด้วยขบวนยานยนต์ โดยนำยานยนต์และยุทโธปกรณ์ที่ประจำการในหน่วยต่างๆ ของกองทัพบก เช่น ยานเกราะล้อยางBTR - 3 E1, รถสายพานลำเลียง, รถถัง, ปืนใหญ่ สนธิขบวนกับจักรยานยนต์ทางยุทธวิธีจากกรมทหารราบที่ ๒๑ รักษาพระองค์ เพื่อให้เห็นถึงความพร้อมในปฏิบัติการทางยุทธวิธีของหน่วยทหาร
ส่วนที่ ๓ เป็นการสวนสนามทางอากาศโดยใช้อากาศยานแบบต่างๆ พร้อมกับการปล่อยควันสีลายธงชาติ
ส่วนสุดท้าย เป็นการจัดแสดงยุทโธปกรณ์ของกองทัพบก โดยรอบพิธี เช่นเฮลิคอปเตอร์ลำเลียง 550, ยานเกราะล้อยาง BTR - 3 E1, รถถัง M 60 A 3
//////////////
บิ๊กตู่ขอเรียบง่ายพิธีส่งมอบตำแหน่ง
วันอังคาร 23 กันยายน 2557 เวลา 13:24 น.
เมื่อวันที่ 23 ก.ย. ที่บริเวณลานด้านหน้าอาคารพิพิธภัณฑ์กองทัพบก ภายในกองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) ถ.ราชดำเนิน ผู้สื่อข่าวรายงานว่าได้มีการจัดซ้อมย่อยสวนสนามเทิดเกียรติพิธีรับส่ง
หน้าที่ผู้บัญชาการทหารบก(ผบ.ทบ.) ระหว่างพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในฐานะ ผบ.ทบ. และพล.อ.อุดมเดชสีตบุตร รมช.กลาโหม และรองผบ.ทบ. ในฐานะว่าที่ผบ.ทบ.คนใหม่ ก่อนที่จะมีการจัดพิธีจริงในวันที่ 30 ก.ย.นี้ โดยในวันนี้เป็นการซ้อมการจัดกำลังพลสวนสนามจากเหล่าทหารราบ ทหารม้า และปืนใหญ่ รวม 3 กองร้อย
ประกอบด้วย กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ (ร.1 รอ.) 1 กองร้อย กองพลทหารม้าที่ 1 รักษาพระองค์ (ม.1 รอ.)1 กองร้อย และกองพันทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 6 (ปตอ.พัน.6)จำนวน 1 กองร้อย โดยมีพ.อ.เอกรัตน์ ช้างแก้ว ผบ.ร.1 รอ. เป็นผู้บังคับกองผสม ทั้งนี้จะมีการซ้อมใหญ่ตามพิธีจริงอีกครั้ง ในวันที่ 25 ก.ย.นี้
ด้านพล.ต.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (ผบ.พล.1 รอ.) กล่าวว่า ในการทำพิธีการสวนสนามเทิดเกียรติและอำลาชีวิตรับราชการของนายทหารชั้นนายพลประจำปี 2557
ให้กับพล.อ.ประยุทธ์ จะมีขึ้นอีกในวันที่ 24 ก.ย.ที่ศูนย์การทหารราบ ค่ายธนะรัชต์ อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยจะเป็นการสวนสนามจากทหารเหล่าทหารอย่างยิ่งใหญ่เพื่อให้เกียรติแก่พล.อ.
ประยุทธ์
“ทั้งนี้พล.อ.ประยุทธ์ บอกว่าอยากให้การจัดงานพิธีอำลาชีวิตราชการแบบเรียบง่าย ไม่ต้องยิ่งใหญ่อลังการมาก ขอให้ทำตามธรรมเนียมและประเพณีปฏิบัติ เพื่อให้เกียรติผู้บังคับบัญชาทุกคนที่ทำ
คุณงามความดีให้แก่กองทัพประเทศชาติ และประชาชนมาตลอดชีวิตการรับราชการ” พล.ต.อภิรัชต์ กล่าว.
สถานการณ์ข่าว
-ถอดถอน
-สปช.
-เกาะเต่า
-อินชอน
---
"พล.อ.ประยุทธ์" เตรียมอำลาราชการทหารที่ ร.ร.นายร้อย จปร. ขณะบรรยากาศล่าสุด สถานที่พร้อมทำพิธีแล้ว
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้บัญชาการทหารบก มีกำหนดการเดินทางมาร่วมงาน พิธีเทิดเกียรติและอำลาชีวิตราชการทหารของนายทหารชั้นนายพล ที่จะครบเกษียณอายุ
ราชการและลาออกก่อนครบเกษียณอายุราชการ ประจำปี 2557 ของกองทัพบก ที่ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า จ.นครนายก ซึ่งบรรยากาศที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ขณะนี้มีการจัด
เตรียมสถานที่ต่าง ๆ เพื่อเตรียมพร้อมในการกระทำพิธีแล้ว อย่างไรก็ตามปีนี้มีนายทหารชั้นนายพลที่ครบเกษียณอายุราชการใน 1 ต.ค. 2557 จำนวน 204 นาย และลาออกก่อนครบเกษียณอายุราชการ
จำนวน58 นาย รวม 262 นาย ซึ่งมีตำแหน่งที่สำคัญ อาทิ พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.ธนะศักดิ์ปฏิมาประกร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะผู้
บัญชาการทหารบก ซึ่งจะเกษียรอายุราชการในวันที่1 ตุลาคม นี้
------
"พล.อ.ประยุทธ์" ถึง ร.ร.นายร้อย จปร. แล้ว อำลาชีวิตราชการทหาร ขณะกำลังพล 10 กองพัน ร่วมสวนสนามทั้งบกและอากาศ
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้บัญชาการทหารบก พร้อมด้วยคณะผู้บังคับบัญชาระดับสูง ได้เดินทางมาถึงโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า จังหวัดนครนายก แล้ว เพื่อร่วมพิธีเทิดเกียรติและอำลาชีวิตราชการทหารของนายทหารชั้นนายพล ที่จะครบเกษียณอายุราชการ และลาออกก่อนครบเกษียณอายุราชการ ประจำปี 2557
ทั้งนี้ กำหนดการในพิธีเทิดเกียรติและอำลาชีวิตราชการทหารวันนี้ประกอบด้วย การถวายสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว การเทิดเกียรติและมอบกระบี่ และการสวนสนามเทิดเกียรติ โดยกำลังพลและยุทโธปกรณ์จากหน่วยต่าง ๆ และการสวนสนามทางอากาศ โดยใช้อากาศยาน รวมจำนวนทั้งสิ้น 10 กองพัน
โดยสำหรับพิธีอำลาชีวิตราชการทหารของกำลังพลที่เกษียณอายุราชการนั้นเพื่อเป็นการให้เกียรติกับข้าราชการทหารที่ได้ทุ่มเทปฏิบัติงาน และเป็นการเชิดชูเกียรติในความดีที่ปฏิบัติหน้าที่จนครบ
กำหนดเกษียณอายุราชการ
----
"พล.อ.ประยุทธ์" ภูมิใจเป็นทหาร 38 ปี ยัน ไม่เคยทำเพื่อส่วนตัว ขอช่วยกันเดินหน้าประเทศ ย้ำ แก้ไฟใต้ ต้องใช้เวลา
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้บัญชาการทหารบก มอบของที่ระลึกแก่นายทหารชั้นนายพลที่อำลาชีวิตราชการทหาร เนื่องในพิธีเทิดเกียรติและอำลาชีวิตราชการทหารชั้นนายพล ของกองทัพบก ประจำปี 2557 ภายในหอประชุมโรงเรียนนายร้อย จปร. พร้อมรับมอบของที่ระลึกจากรองผู้บัญชาการทหารบก ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นตัวแทนนายทหารชั้นนายพล กล่าวคำอำลาในพิธีว่า วันนี้เป็นวันแห่งเกียรติยศและภาคภูมิใจของนายทหารชั้นนายพลที่เกษียณอายุทุกคน ซึ่งส่วนตัวภูมิใจที่รับราชการทหาร 38 ปี เพราะที่ผ่านมา ไม่เคยทำเพื่อส่วนตัว และยังมีกำลังใจที่เข้มแข็งและไม่ท้อแท้ ทั้งนี้ อยากฝากให้ช่วยกันพัฒนาชาติและกองทัพให้เข้มแข็งและร่วมกันเดินหน้าประเทศไปให้ได้
นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ต้องใช้เวลาพอสมควร ในการแก้ไขปัญหาโดยสร้างความเข้าใจ และต้องหยุดสถานการณ์ให้ได้โดยเร็ว เพื่อเข้าสู่
ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
-----
พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้เดินทางเข้า บก.ทบ. ขณะเจ้าหน้าที่จัดเตรียมสถานที่ส่งมอบตำแหน่งวันพรุ่งนี้
บรรยากาศความเคลื่อนไหวที่กองบัญชาการกองทัพบก ถนนราชดำเนิน ซึ่งเป็นสถานที่ปฏิบัติงานของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้บัญชาการทหารบกและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ล่าสุด ยังคงเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย
ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ ยังไม่ได้เดินทางเข้ามาปฏิบัติภารกิจภายในกองบัญชาการกองทัพบก แต่ได้เดินทางกลับมาจากการร่วมพิธีเทิดพระเกียรติและอำลาชีวิตราชการทหารของนายทหารชั้นนายพล ประจำปี 2557 ณ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก แล้ว
ทั้งนี้ ภายในกองบัญชาการกองทัพบก ได้มีการจัดเตรียมสถานที่เพื่อใช้ในการส่งมอบตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกจาก พล.อ.ประยุทธ์ ให้กับ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รองผู้บัญชาการทหารบก ซึ่ง
พิธีการจะมีขึ้นในวันพรุ่งนี้
-----
การรักษาความปลอดภัยทำเนียบ เข้มงวด ขณะ นายกฯ อำลาตำแหน่งทหารที่ ร.ร.นายร้อย จปร. ก่อนเข้าปฏิบัติภารกิจช่วงบ่าย
บรรยากาศที่ทำเนียบรัฐบาล เช้านี้ การรักษาความปลอดภัยเป็นไปอย่างเข้มงวด บุคคลที่เข้า-ออก ต้องติดบัตรแสดงตนชัดเจน โดยในเว็บไซต์วาระงานทำเนียบรัฐบาล ไม่มีการลงกำหนดการหรือภารกิจของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. รวมถึง รองนายกรัฐมนตรีแต่ละฝ่าย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แต่อย่างใด แต่ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะผู้บัญชาการทหารบก เตรียมเดินทางไปโรงเรียนนายร้อย จปร. จังหวัดนครนายก เพื่ออำลาชีวิตราชการทหาร ก่อนเข้าปฏิบัติหน้าที่ที่ทำเนียบรัฐบาลในช่วงบ่าย สำหรับการประชุมคณะรัฐมนตรี ในวันพรุ่งนี้ ต้องเลื่อนไปประชุม วันพุธที่ 1 ตุลาคม 2557 เนื่องจาก นายกรัฐมนตรี ติดพิธีเกษียณอายุราชการ พร้อบส่งมอบตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก ให้กับ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ที่กองบัญชาการกองทัพบก
--
นายกรัฐมนตรี ยังไม่เข้าปฏิบัติภารกิจทำเนียบรัฐบาล หลังกลับจากนครนายก ขณะยังไม่ชัดทูลเกล้าฯ รายชื่อ สปช.
ความเคลื่อนไหวที่ทำเนียบรัฐบาล ล่าสุด ยังเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ยังไม่พบรองนายกรัฐมนตรีเข้าปฏิบัติหน้าที่ที่ตึกบัญชาการ 1 เนื่องจากติดภารกิจอื่น โดย พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ ก.ตร. แต่งตั้งโยกย้ายระดับผู้บัญชาการถึงผู้บังคับการ ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ล่าสุด แม้ว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. จะเดินทางกลับจากจังหวัดนครนายกแล้ว แต่ขณะนี้ยังไม่เข้าปฏิบัติหน้าที่ที่ทำเนียบรัฐบาลแต่อย่างใด ขณะเดียวกัน ยังไม่มีความชัดเจนเรื่องการทูลเกล้าทูลกระหม่อมรายชื่อสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. จำนวน 250 คน
--
นายกฯสิงคโปร์เชิญประยุทธ์เยือน ยันเข้าใจสถานการณ์ไทย
ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลัง นางชวา ซิว ซาน เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐสิงคโปร์ ประจำเป็นประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะและปรึกษาข้อราชการว่า มาแสดงความขอบคุณทางการไทยที่มีไมตรีจิตด้านวิชาการ วิทยาศาสตร์ แลกเปลี่ยนนักศึกษา และแสดงความดีใจที่คนทั้ง 2 ประเทศรักใคร่กัน แสดงความปรารถนาดีมายังประชาชนชาวไทย โดยบอกว่าเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในไทย และขอเป็นกำลังใจในฐานะประเทศในกลุ่มอาเซียน
นอกจากนี้นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ยังฝากแสดงความยินดี มายังพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พร้อมถือโอกาสเชิญเยือนสิงคโปร์อย่างเป็นทางการ อีกทั้งเป็นกำลังใจให้พล.อ.ประยุทธ์ฟันฝ่าอุปสรรคไปให้ได้ ประเทศมีความสงบ
------
รมว.กต. ยัน หัวใจหลักของการพัฒนา คือการสร้างความมั่นคงของมนุษย์ ย้ำ ยึดประชาธิปไตย มุ่งสู่ปรองดอง
พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถ้อยแถลงในการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 69 ถึงวาระการพัฒนาภายหลังปี ค.ศ. 2015 ซึ่งเป็นหัวข้อหลักของการประชุมในปีนี้ ว่า การพัฒนาอย่างยั่งยืนต้องดำเนินควบคู่กับการยึดมั่นในหลักการประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน สันติภาพและความมั่นคง ทั้งนี้ ยังยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพราะเกี่ยวข้องกับการสร้างค่านิยมที่ถูกต้อง และการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของคนในชาติ โดยย้ำว่า หัวใจหลักของการพัฒนาที่ยั่งยืน คือ การสร้างความมั่นคงของมนุษย์
นอกจากนี้ ประชาธิปไตยของไทย มีความหมายมากกว่าการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นเรื่องของการเคารพหลักนิติธรรม ธรรมาภิบาล ความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมอย่างเท่าเทียม รวมถึง ชี้แจงสถานการณ์การเมืองของไทย ทำความเข้าใจถึงสาเหตุของการเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินของกองทัพ ซึ่งมีจุดมุ่งหมาย ในการกลับคืนสู่ประชาธิปไตยที่เข้มแข็งและยั่งยืน ตามแผน road map ตอบสนองความต้องการของประชาชน ยืนยันว่า ไทยยึดมั่นในหลักประชาธิปไตย ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านมุ่งการสร้างความปรองดองของคนในชาติ การปฏิรูปการเมือง และการเสริมสร้างความแข็งแกร่งแก่สถาบันประชาธิปไตย
////
"ป.ป.ช."ถกปมถอดถอน"ยิ่งลักษณ์"คดีจำนำข้าว 30 ก.ย.
ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการคณะกรรมการป.ป.ช. ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการส่งเรื่องถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองให้กับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ว่า เรื่องที่ยังค้างอยู่ที่ สนช. มีอยู่ 2 เรื่อง คือ คดีนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร และนายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา ซึ่งสนช.สามารถพิจารณาได้ทันที และยังเหลืออีก 2 เรื่องที่ยังไม่ได้ส่งให้กับ สนช. คือ เรื่องคดีถอดถอนของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีไม่ระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว และคดี ส.ส.-ส.ว. ร่วมกันลงชื่อแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ กรณีที่มาของ ส.ว. เนื่องจากภายหลังการชี้มูลความผิดไปแล้ว เกิดเหตุการรัฐประหารเสียก่อน โดยที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. เตรียมหารือเรื่องดังกล่าวในวันที่ 30 กันยายน 2557 หากพิจารณาแล้วเสร็จก็จะส่งเรื่องให้กับสนช.
----
"วิชา"เผยถอดถอน"ปู -36ส.ว." 30ก.ย.รู้ผล ส่ง สนช. หรือไม่
เมื่อวันที่ 29 กันยายน ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) สนามบินน้ำ จ.นนทบุรี นายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. กล่าวถึง กรณีที่ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)ยื่นฟ้องศาลปกครองเพื่อให้ ป.ป.ช.เพิกถอนมติที่ต้องเปิดเผยรายการแสดงบัญชีทรัพย์สิน - หนี้สินต่อสาธารณะชน ว่า ถือเป็นสิทธิของสมาชิก สนช.ที่จะยื่นศาลปกครอง
เพราะมีหลายท่านคิดว่าไม่ใช่ แต่ก็ถือเป็นเรื่องดีเพื่อให้เกิดเป็นบรรทัดฐานต่อไป ส่วนข้อโต้แย้งที่สนช.ไปฟ้องศาลเพราะมองว่าตนไม่ใช่นักการเมือง ตรงนี้เขาอาจคิดว่าไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่
ทางเราทำตามหน้าที่และพิจารณาจนมีมติออกไปแล้ว ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 35 ส่วนเรื่องอื่นอย่าให้พูดเลยฟังศาลปกครองวันที่ 30 กันยายนดีกว่า อย่าให้ตนล่วงอำนาจศาลเพราะเรื่องนี้อยู่ในการพิจารณาของศาล
นายวิชา กล่าวว่า ส่วนกรณีคดีถอดถอน คงต้องรอความชัดเจนในการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.ที่จะเกิดขึ้นวันที่ 30 กันยายน ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป จะส่ง สนช.เลยหรือไม่ เราเพียงแต่ทราบว่า สนช.มีข้อบังคับในเรื่องถอดถอน ดังนั้น ป.ป.ช.ต้องกลับมาดูรายละเอียดอีกครั้งว่าเข้า พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญหรือไม่ ทั้งนี้คดีถอดถอน 2 เรื่องที่จะพิจารณาในวันที่ 30 กันยายน คือ เรื่องคดีถอดถอนของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีไม่ระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว และคดี 36 ส.ว. ร่วมกันลงชื่อแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ กรณีที่มาของ ส.ว.
------
"พรเพชร" ยืนยัน สนช. มีอำนาจถอดถอนได้ ต้องรอ ป.ป.ช. ส่งเรื่องมาใหม่ให้ถูกต้อง
นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เปิดเผยถึงผลการหารือถึงเรื่องการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองร่วมกับรองประธาน สนช. ทั้ง 2 คน ว่า ขณะนี้มี 2 คำร้องถอดถอนที่ค้างอยู่ในสภาจากที่คณะกรรมการป้องกันและปราบรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ส่งมายังวุฒิสภาคือการถอดถอน นายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา และ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร
ดังนั้น จึงต้องพิจารณาว่า หาก สนช. จะใช้อำนาจในการถอดถอน ป.ป.ช. จะต้องยื่นเรื่องการถอดถอนเข้ามาใหม่หรือไม่ เพื่อให้สอดคล้องกับการบังคับใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราว ปี 2557ทั้งนี้ หากมีการยื่นเรื่องถูกต้องตามกฎหมาย สนช. ก็มีอำนาจในการถอดถอนได้ เพราะ สนช. ทำหน้าที่เช่นเดียวกับสมาชิกวุฒิสภา และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
/////////
เปิดรายชื่อ สปช. 11 ด้าน คนเด่น-ดัง มาตามคาด
รายงานข่าวเปิดเผยถึงรายชื่อบุคคลที่คาดว่าได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาปฏิรูป (สปช.) ในส่วนที่มาจากคณะกรรมการสรรหา 11 ด้าน จำนวน 173 คน นั้น ปรากฏว่าบุคคลเด่นดังได้เข้ามาตามคาด
เริ่มตั้งแต่ 1.ด้านการเมือง ได้แก่ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า, นายชัยอนันต์ สมุทวณิช, พล.อ.ธวัชชัย สมุทรสาคาร, นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์, นายประสาร มฤคพิทักษ์ อดีต ส.ว.กลุ่ม 40 ส.ว., พล.อ.วิชิต ยาทิพย์, นายชัย ชิดชอบ, นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีต ส.ว.กลุ่ม 40 ส.ว, นพ.ชูชัย ศุภวงศ์, นางตรึงใจ บูรณสมภพ, นายดำรงค์ พิเดช, พล.ร.อ.สุรินทร์ เริงอารมณ์
2.ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ได้แก่ นายอุดม เฟื่องฟุ้ง อดีตรองประธานศาลฎีกาและอดีตกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ (คตส.), พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป อดีตหัวหน้าสำนักงาน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์, นายคำนูณ สิทธิสมาน, นายวันชัย สอนศิริ, นายเสรี สุวรรณภานนท์ อดีต ส.ว.ปี 43 และอดีตรองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญปี 50 ,นายเข็มชัย ชุติวงศ์ ผู้ตรวจสำนักงานอัยการสูงสุด, นายประสิทธิ์ ปทุมารักษ์
3.ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ได้แก่ นายธีรยุทธ์ หล่อเลิศรัตน์, นายขจัดภัย บุรุษพัฒน์, นายประมนต์ สุธีวงศ์, นางสาวถวิลวดี บุรีกุล, นายพลเดช ปิ่นประทีป, นางผาณิต นิติทัณฑ์ประภาส,
พล.อ.วัฒนา สรรพานิช, พล.ต.อ.ชาญชิต เพียรเลิศ, น.ส.อรพินท์ สพโชคชัย, นายชัยวัฒน์ ลิมป์วรรณธะ
4.ด้านการศึกษา ได้แก่ นายอมรวิชช์ นาครทรรพ, นายสุวิทย์ เมษินทรีย์, นายมีชัย วีระไวทยะ, นางทิชา ณ นคร, นายกมล รอดคล้าย, พล.ท.พอพล มณีรินทร์, พล.อ.วุฒินันท์ ลีลายุทธ, นายสมเกียรติ
ชอบผล, นายเขมทัต สุคนธสิงห์
5.ด้านการปกครองท้องถิ่น ได้แก่ นายพงศ์โพยม วาศภูติ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย, นายจรัส สุวรรณมาลา อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ, นายวุฒิสาร ตันไชย รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า, นายวัลลภ พริ้งพงษ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น, พ.ต.อาณันย์ วัชโรทัย, พล.ต.อดุลย์ศักดิ์ บุญวัฒนะกุล
6.ด้านเศรษฐกิจ ได้แก่ นายเกริกไกร จีระแพทย์ อดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์, นายธวัชชัย ยงกิตติกุล, นายพิสิฐ ลี้อาธรรม อดีต รมช.คลัง, นายมนู เลียวไพโรจน์ อดีตปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม, นายสมชัย ฤชุพันธุ์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง น้องชายนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ที่เพิ่งได้รับแต่งตั้งเข้าไปเป็นคณะ คสช., นายจุตินันท์ ภิรมย์ภักดี และนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล
7. ด้านพลังงาน ได้แก่ นายทองฉัตร หงศ์ลดารมย์, นายคุรุจิต นาครทรรพ, นายมนูญ ศิริธรรม, นายดุสิต เครืองาม น้องชาย นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ, น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีต ส.ว. กลุ่ม 40
ส.ว., นายอลงกรณ์ พลบุตร อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์, นายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล อดีตผู้บริหารบางจาก, พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช, นายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล และ นายพรายพล คุ้มทรัพย์
8.ด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ได้แก่ นายประเสริฐ ศัลย์วิวรรธน์, นางสาวทัศนา บุญทอง, นายปราโมทย์ ไม้กลัด, นายบัณฑูร เศรษศิโรจน์, นายธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์, นายหาญณรงค์ เยาวเลิศ,
นาวาอากาศเอกไพศาล จันทรพิทักษ์, นางพรพันธุ์ บุณยรัตนพันธุ์, พล.ร.อ.ชาญชัย เจริญสุวรรณ
9.ด้านสังคม ได้แก่ นายกิตติภณ ทุ่งกลาง, นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง, นายเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์, นายวิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์, นายสังศิต พิริยะรังสรรค์, นางสาวสารี อ๋องสมหวัง, นายวินัย ดะลันห์, พล.ต.เดชา ปุญญบาล, นางกูไซหม๊ะวันซาฟีหน๊ะ มนูญทวี อดีตผู้สมัคร ส.ส. พรรคชาติพัฒนา จ.ยะลา, นายอำพล จินดาวัฒนะ
10.ด้านสื่อสารมวลชน ได้แก่ พล.อ.อ.คณิต สุวรรณเนตร, นายมานิจ สุขสมจิตร, นายวสันต์ ภัยหลีกลี้, นายบุญเลิศ คชายุทธเดช, นายประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์, นายจุมพล รอดคำดี, นายพนา ทองมีอาคม,
นางประภา เหตระกูล ศรีนวลนัด, นางเตือนใจ สินธุวณิก
11. ด้านอื่นๆ ได้แก่ นายเทียนฉาย กีระนันท์ อดีตอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา, พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ, พล.ร.อ.อภิวัฒน์ ศรีวรรธนะ, พล.ร.อ.ศุภกร บูรณดิลก, พล.อ.
ภูดิศ ทัตติยโชติ, นายเกษมสันต์ จิณณวาโส, นางพรรณี จารุสมบัติ น้องสาว นายพินิจ จารุสมบัติ อดีต ส.ส.และรัฐมนตรีหลายกระทรวง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคนเด่นดังที่ไม่มีรายชื่อ อยู่ใน 173 คน ที่ คสช.คัดเลือก เช่น นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีสอบสวนคดีพิเศษ ที่ปรึกษาประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่สโมสรพนักงานการทางพิเศษแห่งประเทศไทย เสนอชื่อเข้ารับการสรรหา ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม, คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์, นายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ รักษาการปลัดกระทรวงยุติธรรมรวมทั้งที่ถูกเสนอชื่อมาในส่วนขององค์กรอิสระ ก็ไม่ได้รับคัดเลือกเข้ามาด้วย เช่น นายวิชา มหาคุณ จากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร จากคณะกรรมการการเลือกตั้ง
----
พท.ผิดหวังหน้าตา"สปช." จวกคู่ขัดแย้งมีชื่อติดพรึ่บ
วันที่ 29 ก.ย.2557 นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรองนายกรัฐมนตร และอดีตรมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงรายชื่อผู้ที่คาดว่าจะได้เป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติที่ปรากฎเป็นข่าวว่า รู้สึกผิดหวัง เพราะคาดหวังไว้มากตามที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.บอก แต่สุดท้ายก็เป็นคนหน้าเดิม และเป็นทีมงานเดียวกับคสช. ไม่มีอะไรแปลกใหม่ ดังนั้น แนวทางการปฏิรูปที่จะออกมาคงไม่ดี เพราะยังคงยึดติดกับความคิดแบบเดิม ปฏิรูปในมุมที่อีกฝ่ายต้องการ ประเทศชาติและประชาชนคงไม่ได้ประโยชน์อย่างแท้จริง ถือเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย การปฏิรูปอาจล้าสมัย ปัญหาไม่ได้รับการคลี่คลาย เหมือนอยู่ในวังวนเดิมๆ ท้ายที่สุดรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งก็ต้องไปแก้ พอแก้กลับมาเดี๋ยวก็มีการปฏิวัติอีก อย่างไรก็ตาม จะขอดูการทำงานว่าจะออกมารูปแบบใด เป็นไปตามที่ตนเข้าใจหรือไม่ ขอให้สปช.เดินตามโรดแมปที่วางไว้ อย่าประวิงเวลาให้ยาวออกไป เพราะประเทศชาติต้องเดินหน้า ขณะเดียวกันต้องเปิดกว้างรับฟังความคิดเห็นของคนที่เห็นต่างด้วย ไม่ใช่เอาความเห็นของตัวเองเป็นที่ตั้ง
ด้านนายอำนวย คลังผา อดีตประธานวิปรัฐบาล และอดีตส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า คสช.แต่งตั้งสปช.จากคนหน้าเดิม ซึ่งเป็นคู่ขัดแย้งกับพรรคเพื่อไทย จะเห็นว่ากลุ่ม 40 ส.ว.เข้ามาเป็นเยอะมาก ไม่เข้าใจว่าคสช.ต้องการให้บ้านเมืองสงบหรือเกิดวิกฤติอีกครั้งกันแน่ ตนเกรงว่าการปฏิรูปจะล้มเหลว สูญเปล่า ในอดีตที่ผ่านมาเราก็รู้อยู่แล้วอะไรคืออะไร ไม่อยากให้เกิดปัญหาซ้ำอีกในอนาคต ฝากสปช.ให้เขียนกติกาสำคัญไว้สักข้อด้วย ระบุให้ชัดเลยว่าต่อไปถ้าพรรคการเมืองไหนไม่ส่งคนลงสมัครเลือกตั้งให้ตัดสิทธิทางการเมืองไปเลย 10 ปี
///////////
สภาพร้อมรับสปช. โยนปปช.พิจารณาปมแสดงทรัพย์สิน
เมื่อวันที่ 29 ก.ย. 2557 เวลา 10.00 น. นายจเร พันธุ์เปรื่อง เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวว่า ขณะนี้สภาได้เตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการทำงานของ สปช.แล้ว และเมื่อมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง สปช.ทั้ง 250 คน จะกำหนดให้เข้ารายงานตัวในวันรุ่งขึ้นทันที ขณะเดียวกันได้เตรียมบุคลากรไว้พร้อมสำหรับการสนับสนุนงานของสปช. ทั้งเรื่องการตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และเรื่องการเตรียมการตั้งกรรมาธิการ 11 คณะ พร้อมทั้งเตรียมงบประมาณกว่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นงบของสภาผู้แทนราษฎรในปี 2557 มาใช้ในการดำเนินการ
นายจเร กล่าวต่อว่า สำหรับการประชุมนัดแรกของ สปช. จะเป็นการหารือเพื่อเลือก ประธาน และรองประธาน สปช. โดยจะใช้ข้อบังคับการประชุมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ไปก่อน จากนั้นค่อยยกร่างข้อบังคับการประชุม สปช.อีกครั้ง ซึ่งเนื้อหาน่าจะใกล้เคียงกับข้อบังคับการประชุม สนช. ส่วนการกำหนดวันประชุมสปช.จะเป็นวันใดนั้น ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของที่ประชุมเมื่อถามว่า สปช.ต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินหรือไม่ นายจเร กล่าวว่า สถานะของ สปช.ไม่ได้เป็นทั้งส.ส. และส.ว. จึงขึ้นอยู่กับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
//////////////
"แถมสิน"อดีตสนช.49เข้ารายงานตัวสนช.ใหม่คนแรก
เมื่อวันที่ 29 ก.ย.2557 เวลา 08.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภา ว่า ทางสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ปฏิบัติหน้าที่สำนักงานเลขาธิการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้เปิดให้สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)ที่เพิ่งได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเพิ่มเติมอีกจำนวน 28 คน เข้ารายงาน ณ ห้องโถง ชั้น 1 อาคารรัฐสภา 2 ปรากฏว่ามีสนช.ทยอยเดินทางเข้ามารายงานตัว โดย นายแถมสิน รัตนพันธ์ อดีตสนช.ปี 2549 ได้เข้ารายงานตัวเป็นคนแรก จากนั้นมี พล.อ.สุนทร ขำคมกุล , นายมหรรณพ เดชวิทักษ์ , พล.อ.ศุภวุฒิ อุตมะ และ พล.อ.โปฎก บุนนาค
-----
"พรเพชร" มั่นใจ ตั้ง สนช. เพิ่ม ช่วยให้การทำงานด้านกฎหมาย มีทิศทางดีขึ้น ไม่ซ้ำซ้อนในการทำงาน
นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เปิดเผยถึงกรณีการแต่งตั้ง สนช. เพิ่มเติมจำนวน 28 คน จะทำให้การทำงานของ สนช. เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นต่อการพิจารณากฎหมาย และไม่ทำให้เกิดปัญหาที่ซับซ้อนต่อการทำงานของ สนช. ในคณะกรรมาธิการต่าง ๆ เพราะมีจำนวนสมาชิกครบจำนวน 220 คน ตามข้อกำหนดของรัฐธรรมนูญ 2557 ฉบับชั่วคราว
นอกจากนี้ หากสมาชิกทั้งหมดมารายงานตัวที่รัฐสภาแล้วเสร็จ ภายในวันที่ 1 ตุลาคม จะต้องทำพิธีปฏิญาณตน ก่อนเข้าปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตาม สำหรับการประชุม สนช. ครั้งถัดไป จะมีผลต่อการพ้นสภาพของ สนช. หากสมาชิกขาดการประชุมเกิน 1 ใน 3 ครั้ง ภายในระยะเวลา 90 วัน
//////////////
ป.ป.ช.ยันกำหนดเปิดบัญชีทรัพย์สินสนช. 3 ต.ค.แน่นอน
นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการคณะกรรมการป.ป.ช. ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีสมาชิกสนช.28 คนยื่นศาลปกครองให้เพิกถอนมติป.ป.ช.ที่ให้สนช.ยื่นและเปิดเผยรายการแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ว่า เท่าที่ทราบคือเป็นการยื่นฟ้องขอให้ศาลได้วางบรรทัดฐานในคำสั่งทางปกครอง โดยไม่ได้ขอทุเลาในเรื่องการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องปกติที่สนช.อาจเห็นว่าเป็นคำสั่งทางปกครองที่กระทบกระทั่งอยู่ จึงสามารถยื่นคำร้องต่อศาลปกครองได้ เพราะการที่วิจารณ์ว่ากฎหมายมีความชัดเจนหรือไม่นั้นก็อยู่ที่การตีความของใคร ถ้าป.ป.ช.ตีความก็บอกว่าชัดเจน แต่คนที่ได้รับผลกระทบจากการตีความตัวมติก็อาจจะเห็นว่าเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรม ก็ไปยื่นได้เป็นเรื่องปกติ
"การยื่นดังกล่าวไม่กระทบต่อการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินที่ป.ป.ช.กำหนดในวันที่ 3 ต.ค.นี้แต่อย่างใด เพราะในวันที่ 30 ก.ย.นี้เป็นวันที่ศาลปกครองพิจารณาว่าจะรับคำร้องดังกล่าวหรือไม่ หากรับคำร้องก็คงส่งมาให้ป.ป.ช.ทำคำให้การแก้คำฟ้อง ซึ่งเวลานี้ป.ป.ช.ยังไม่เห็นทั้งหนังสือดังกล่าวและยังไม่เห็นคำร้องที่ว่ามีขอทุเลาการให้เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินหรือไม่ดังนั้นป.ป.ช.ยังดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป ตามปกติ เพราะยังไม่มีคำสั่งศาลปกครอง" นายสรรเสริญ กล่าว
นายสรรเสริญ กล่าวว่า เป็นหลักทั่วไปและสากลอยู่แล้วว่าการเข้ามารับตำแหน่งของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะต้องแสดงความโปร่งใสในเรื่องของการยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินและการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินที่ป.ป.ช.ประกาศกำหนด ซึ่งประเด็นนี้จะเป็นข้อต่อสู้ของป.ป.ช. แต่อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวไม่มีผลกระทบต่อการทำหน้าที่ของป.ป.ช. แต่หากศาลปกครองมีคำสั่งมาอย่างไรป.ป.ช.ก็ต้องปฏิบัติตาม
------
ป.ป.ช. พร้อมปฏิบัติตามคำสั่งศาล ปค. หากให้เพิกถอนแสดงบัญชีทรัพย์สิน สนช. ขณะ สปช. ต้องยื่นหรือไม่ ยังไม่ได้พิจารณา
นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. กล่าวถึงกรณีที่ พลเอกนพดล อินทปัญญา ประธานคณะที่ปรึกษาคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นำสมาชิกนิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. จำนวน 28 คน ยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลางให้เพิกถอนมติ ป.ป.ช. ในการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน สนช. ว่า หากในวันที่ 30 ก.ย. นี้ ทางศาลปกครองพิจารณาและรับเรื่องดังกล่าวไว้ ก็ถือว่าไม่กระทบกับ ป.ป.ช. เพราะเป็นการดำเนินการตามมติให้มีการยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สิน แต่หากภายในวันที่ 3 ต.ค. นี้ ศาลปกครองพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้เพิกถอนการแสดงบัญชีทรัพย์สินของ สนช. ทาง ป.ป.ช. ก็ต้องปฏิบัติตามคำสั่งศาล
ส่วนกรณีของสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. จำนวน 250 คน นั้น ขณะนี้ยังไม่ได้พิจารณาว่าจะต้องยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินหรือไม่ เพราะต้องรอให้พระบรมราชโองการแต่งตั้งและมอบ
หมายอำนาจหน้าที่อย่างชัดเจนก่อน จึงจะนำเรื่องเข้าที่ประชุมคณะกรรมการได้
////////////////
พรึ่บ!!! อาวุธยุทโธปกรณ์ ทบ.จัดสวนสนาม 16 กองพัน เทิดเกียรติ อำลาชีวิตราชการทหาร"
วันเสาร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2557
การนวดเพื่อถนอมสายตา
การถนอมรักษาสายตา ด้วยตนเองโดยวิธีนวด
การถนอมรักษาสายตา ด้วยตนเองโดยวิธีนวด
การถนอมรักษาสายตามีมากมายหลายวิธีดังที่เคยเรียนมาตั้งแต่เด็กๆ และเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้ว เช่น
1. ไม่มองของสีขาวกลางแดดหรือมองแสงสว่างจ้านานๆ เช่น ดวงอาทิตย์ แสงจากการเชื่อมโลหะ เป็นต้น
2. ไม่อ่านหนังสือตัวเล็กเกินไปเป็นเวลานานๆ รวมทั้งไม่อ่านหนังสือในรถ เรือ ที่มีความสั่นสะเทือนอยู่ตลอดเวลาด้วย
3 ไม่อ่านหนังสือในที่สลัวๆ หรือมีแสงมากเกินควร ต้องให้มีความเข้มของแสงพอเหมาะ ส่องมาจากข้างหลังหรือด้านซ้ายมือ
4. ไม่อ่านหนังสือ (หรือมองวัตถุ) ชิดใบหน้า ควรวางหนังสือให้ห่างจากตาประมาณ 1 ฟุต
5. ไม่เอามือหรือผ้าสกปรกเช็ดหรือขยี้ตา
6. ระวังไม่ให้มีการกระทบกระเทือนกะโหลกศีรษะบริเวณเบ้าตา เช่น ชกต่อย อุบัติเหตุ ยิงหนังสติ๊กถูกตา ถูกไอสารเคมี หรือน้ำยาที่ระคายต่อตา
7. ไม่ไว้ผมยาวปรกหน้าและมาบังตา ทำให้มองไม่ถนัด และเป็นช่องทางให้ควาบสกปรกจากผมเข้าเบ้าตาได้
8. ไม่ใช้ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว หรือผ้าขาวม้าร่วมกับผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยเป็นโรคตา เป็นต้น
9. เมื่อเป็นโรคตาต้องรีบไปปรึกษาแพทย์ทันที ไม่ควรใช้ยาตา (หยอด, ป้าย) เอง
10. เมื่อมีปัญหาเกี่ยวกับสายตา แว่นตา ควรไปปรึกษาแพทย์เรื่องการใส่แว่นและเรื่องการปฏิบัติตัวที่เหมาะสม
การฝึกนวดตนเอง 7 ท่า
ท่าที่ 1 ท่าเสยผม
ใช้นิ้วชี้ นิ้วกลาง นิ้วนาง กดขอบกระบอกตาบนให้แน่นพอควร ทำทั้ง 2 ข้างพร้อมๆ กัน ค่อยๆ ดันนิ้วทั้ง 3 นิ้วเรื่อยขึ้นไปบนศีรษะจนถึงท้ายทอยแบบเสยผม ทำ 10-20 ครั้ง
ท่าที่ 2 ท่าประแป้ง
ใช้นิ้วกลางทั้งสอง กดตรงหัวตา (โดนสันจมูก) แน่นพอควรดันนิ้วขึ้นไปจนถึงหน้าผาก แล้วใช้นิ้วทั้งหมด (เว้นนิ้วหัวแม่มือ) แตะหน้าผากโดยให้ปลายนิ้วมือจรดกัน แล้วลูบลงไปข้างแก้มแบบแนบสนิทมายังคาง ทำ 10-20 ครั้ง
ท่าที่ 3 ท่าเช็ดปาก
ใช้ฝ่ามือขวาทาบบนปากลากมือไปทางขวาให้สุด ให้ฝ่ามือกดแน่นกับปากพอสมควร เปลี่ยนใช้มือซ้ายทาบปากแล้วทำแบบเดียวกันนับเป็น 1 ครั้ง ทำ 10-20 ครั้ง
ท่าที่ 4 ท่าเช็ดคาง
ใช้หลังมือขวาทาบใต้คาง แล้วลากมือจากทางซ้ายไปขวาให้หลังมือกดแน่นกับใต้คางพอควร เปลี่ยนใช้มือซ้ายทำแบบเดียวกัน นับเป็น 1 ครั้ง ทำ 10-20 ครั้ง
ท่าที่ 5 ท่ากดใต้คาง
ใช้นิ้วหัวแม่มือทั้ง 2 ข้างกดใต้คาง โดยให้ปลายนิ้วตั้งฉากกับคาง ใช้แรงกดพอควรและกดนานพอควร (นาน 10 วินาที หรือนับ 1-10 อย่างช้าๆ) เลื่อนจุดกดให้ทั่วใต้คางเฉพาะทางด้านหน้า ทำ 5-10 ครั้ง
ท่าที่ 6 ท่าถูหน้าและหลังหู
ใช้มือแต่ละข้างคีบหู โดยกางนิ้วกลางและนิ้วชี้คีบอย่างหลวมๆ วางมือให้แนบสนิทกับแก้ม ถูขึ้นลงแรงๆ นับเป็น 1 ครั้ง ทำ 20-30 ครั้ง
ท่าที่ 7 ท่าตบท้ายทอย
ใช้ฝ่ามือปิดหู (มือซ้ายปิดหูซ้าย มือขวาปิดหูขวา) ใช้นิ้วทั้งหมดอยู่ตรงท้ายทอย และปลายนิ้วกลางจรดกัน กระดิกนิ้วให้มากที่สุด แล้วตบที่ท้ายทอยพร้อมกันทั้ง 2 มือด้วยความแรงพอสมควร ทำ 20-30 ครั้ง
* สำหรับท่าตบท้ายทอย ต้องไม่ยกฝ่ามือออกจากหู เพราะทำให้การตบแรงเกินควรซึ่งจะกลับให้ผลเสียได้
เมื่อท่านทำครบทั้ง 7 ท่าแล้ว จะรู้สึกหัวโปร่ง เบาสบาย ตาสว่าง หายง่วงนอน รู้สึกสดชื่น ถ้าเป็นไปได้ควรทำวันละ 2 ครั้ง คือ ตอนเช้า ตอนเย็น
ลองทำกันดูนะครับ และเขียนเล่าอาการก่อนและหลังนวดมาแลกเปลี่ยนกับผู้เขียน ส่งไปที่นิตยสาร “หมอชาวบ้าน”
ข้อพึงสังเกตเกี่ยวกับการนวดตนเองเพื่อช่วยสายตา
- ต้องตัดเล็บให้สั้น เพื่อมิให้ไปขีดข่วนใบหน้า
- ไม่ใส่แหวนและต่างหูเพราะอาจจะบูดใบหน้าทำให้เกิดบาดแผลได้
- ต้องล้างมือและหน้าให้สะอาด เช็ดให้แห้งก่อนการนวด
- งดการนวดเมื่อมีไข้ ใบหน้าเป็นสิว ฝี หรือมีโรคผิวหนัง
- เริ่มนวลแต่เพียงน้อยครั้ง เช่น 5-10 ครั้ง แล้วค่อยเพิ่มทีละน้อย
- ตั้งใจนวด มิใช่ทำให้เสร็จๆ ไป หรือทำลวกๆ ถ้าเป้นไปได้ควรทำสมาธิไปพร้อมๆ กันด้วย
- การนวดต้องทำประจำจึงจะได้ผล ไม่ทำๆ หยุดๆ
วันศุกร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2557
สภาร่างรัฐธรรมนูญ
สภาร่างรัฐธรรมนูญไทย พ.ศ. 2539
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก สภาร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2539)
รอการตรวจสอบ
สภาร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2539 (ส.ส.ร.) เป็นสภาที่มีหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลนายบรรหาร ศิลปอาชา เป็นนายกรัฐมนตรี ขณะนั้นมีการเรียกร้องให้มีการปฏิรูปการเมือง ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญให้มีความเป็นประชาธิปไตย สกัดกั้นนักการเมืองที่ซื้อเสียง และหวังเข้ามาคอร์รัปชัน โดยอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 แก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 6 พ.ศ. 2539
สภาร่างรัฐธรรมนูญชุดนี้ ที่ประชุมรัฐสภาสรุปให้ประกอบด้วยสมาชิกจำนวน 99 คน โดยมีที่มาจากตัวแทนที่มาจากการเลือกตั้งประชาชนทางอ้อม ทั้งหมด 76 จังหวัด และตัวแทนนักวิชาการ เสนอรายชื่อโดยสถาบันการศึกษา จำนวน 23 คน
ส่วนสมาชิกที่เป็นของตัวแทนประชาชนมีที่มา 3 ขั้นตอนดังนี้
1.จากการเลือกตั้งของประชาชนในจังหวัดนั้น ๆ
2.ให้ผู้สมัครคัดเลือกกันเองให้เหลือจังหวัดละ 10 คน รวมเป็น 760 คน
3.จากนั้นจึงส่งรายชื่อทั้ง 760 คน ให้สมาชิกรัฐสภาซึ่งประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา คัดเลือกขั้นสุดท้ายให้เหลือจังหวัดละ 1 คน รวม 76 คน
โดยสมาชิกที่กล่าวถึงทั้งที่มาจากการเลือกตั้งและตัวแทนนักวิชาการก็คือสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร.
ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2539 คือ นายอุทัย พิมพ์ใจชน
สภาร่างรัฐธรรมนูญไทย พ.ศ. 2550
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สภาร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 (ส.ส.ร.) เป็นสภาที่มีหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 โดยสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญนี้ ได้รับการสรรหามาจากสมาชิกสมัชชาแห่งชาติ พ.ศ. 2549 จำนวน 1,982 คน ลงมติคัดเลือกกันเอง เหลือ 200 คน และคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ทำการคัดเลือกเหลือ 100 คน แล้วเสร็จตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2549 เพื่อนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้า ฯ
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 23 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2549 เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2550 โดยพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ประธาน คมช. เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ[1]
สัดส่วนของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญชุดนี้ มาจากบุคคลในภาครัฐ 28 คน ภาคเอกชน 27 คน ภาคสังคม 23 คน และภาควิชาการ 22 คน หากจำแนกตามภูมิภาค ประกอบด้วยภาคเหนือ 10 คน ภาคกลาง 68 คน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 12 คน และภาคใต้ 10 คน
สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ จะคัดเลือกกันเองให้เหลือ จำนวน 25 คน และคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติจะคัดเลือกผู้ทรงคุณวุฒิอีก 10 คน รวมเป็น 35 คน เพื่อทำหน้าที่เป็นคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550
นายนรนิติ เศรษฐบุตร - ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ
dวิธีการสรรหา สปช.
วิธีการสรรหา สปช. |
| การสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ
๑) การสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ เพื่อเสนอชื่อบุคคลต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
มีคณะกรรมการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ซึ่งมีหน้าที่สรรหาบุคคลด้านต่างๆเพื่อเข้ารับการคัดเลือกเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ โดยคณะกรรมการสรรหาแบ่งเป็น ๒ ส่วน ได้แก่
๑. คณะกรรมการสรรหาซึ่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติเป็นผู้แต่งตั้ง มีดังนี้
(๑) คณะกรรมการสรรหาด้านการเมือง
(๒) คณะกรรมการสรรหาด้านการบริหารราชการแผ่นดิน (๓) คณะกรรมการสรรหาด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม (๔) คณะกรรมการสรรหาด้านการปกครองท้องถิ่น (๕) คณะกรรมการสรรหาด้านการศึกษา (๖) คณะกรรมการสรรหาด้านเศรษฐกิจ (๗) คณะกรรมการสรรหาด้านพลังงาน (๘) คณะกรรมการสรรหาด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม (๙) คณะกรรมการสรรหาด้านสื่อสารมวลชน (๑๐) คณะกรรมการสรรหาด้านสังคม (๑๑) คณะกรรมการสรรหาด้านอื่น ๆ มีหน้าที่ สรรหาบุคคลซึ่งสมควรได้รับการเสนอชื่อเพื่อเข้ารับการคัดเลือกเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติคณะละไม่เกินห้าสิบคน แต่ต้องไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของรายชื่อที่ได้รับมาตามมาตรา ๑๐ ในด้านนั้นๆ ๒. คณะกรรมการสรรหาประจำจังหวัดและกรุงเทพมหานคร ซึ่งกำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๗โดยมีองค์ประกอบด้งนี้ ๒.๑ คณะกรรมการสรรหาประจำจังหวัด ประกอบด้วย (๑) ผู้ว่าราชการจังหวัด (๒) ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัด (๓) นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (๔) ผู้ซึ่งได้รับคัดเลือกเป็นผู้แทนสภาองค์กรชุมชนตำบลในระดับจังหวัดของจังหวัดนั้นครั้งล่าสุด (๕) ประธานกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด ๒.๒ คณะกรรมการสรรหาประจำกรุงเทพมหานคร ประกอบด้วย (๑) ประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (๒) อธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่ง (๓) ปลัดกรุงเทพมหานคร (๔) ผู้ซึ่งได้รับคัดเลือกเป็นผู้แทนสภาองค์กรชุมชนตำบลในระดับจังหวัดของกรุงเทพมหานครครั้งล่าสุด (๕) ประธานกรรมการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร มีหน้าที่สรรหาบุคคลที่สมควรได้รับการเสนอชื่อเพื่อเข้ารับการคัดเลือกเป็นสภาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติจากบุคคลซึ่งมีภูมิลำเนาในจังหวัดนั้น จังหวัดละห้าคน การสรรหาให้คำนึงถึงบุคคลซึ่งมีความรู้ความสามารถด้านต่างๆ จากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคสังคม ภาควิชาชีพ และภาคอื่นๆ ความเท่าเทียมกันทางเพศ และการให้โอกาสแก่ผู้ด้อยโอกาส ทั้งนี้ คณะกรรมการสรรหาประจำจังหวัดและกรุงเทพมหานครมีผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดและผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานครทำหน้าที่เป็นเลขานุการ ๒) การพิจารณาคัดเลือกบุคคลของคณะรักษาความสงบแห่งชาติเพื่อนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อทรงแต่งตั้ง คณะกรรมการสรรหาเสนอบัญชีรายชื่อบุคคลต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และคณะรักษาความสงบแห่งชาติจะดำเนินการดังนี้ (๑) พิจารณาคัดเลือกบุคคลซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติจากบัญชีรายชื่อที่คณะกรรมการสรรหาประจำจังหวัดเสนอ จังหวัดละหนึ่งคน (๒) พิจารณาคัดเลือกบุคคลซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติจากบัญชีรายชื่อที่คณะกรรมการสรรหาแต่ละด้านตามที่คณะกรรมการสรรหาที่ คสช.แต่งตั้ง เสนอ ตามจำนวนที่เห็นสมควรแต่เมื่อรวมกับจำนวนตาม (๑) แล้วต้องไม่เกินสองร้อยห้าสิบคน ให้หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาตินำรายชื่อบุคคลซึ่งได้รับการคัดเลือกขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อทรงแต่งตั้งต่อไป และเมื่อทรงแต่งตั้งแล้วให้ประกาศรายชื่อในราชกิจจานุเบกษา ๓) ผังวิธีการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ |
dวัดใจ สนช.ใช้อำนาจถอดถอน กันคนชั่วพ้นการเมือง
โดย ASTVผู้จัดการรายวัน
2 สิงหาคม 2557 06:28 น.
ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์ -รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 22 ก.ค.ที่ผ่านมา และจะยังมีผลบังคับใช้ต่อไปจนกว่าจะมีรัฐ
ธรรมนูญฉบับถาวร ซึ่งน่าจะกินเวลามากกว่า 1 ปีขึ้นไป
ด้วยความที่เป็นรัฐธรรมนูญชั่วคราว จึงไม่มีบทบัญญัติหรือมาตรการบางอย่างที่เคยมีในรัฐธรรมนูญฉบับถาวร โดยเฉพาะอำนาจของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)ในการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งไม่ได้มีการระบุไว้ให้ชัดเจน จึงมีหลายฝ่ายแสดงความห่วงใยว่า ในช่วงเวลา 1 ปีกว่าๆ หลังจากนี้ นักการเมืองที่เคยกระทำความผิดเอาไว้ ก็จะยังคงลอยหน้าลอยตาในสังคมได้เหมือนเดิม
นายคำนูณ สิทธิสมาน อดีตสมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.)ประเภทสรรหา แสดงความคิดเห็นผ่านเฟซบุ๊ก เมื่อวันที่ 26 ก.ค. และผ่านบทความในเว็บไซต์ “เอเอสทีวีผู้จัดการออนไลน์” ว่า ตามตารางเวลาที่ คสช.ประกาศออกมานานแล้ว สนช.จะต้องทำหน้าที่พิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2558 ทั้ง 3 วาระให้เสร็จสิ้นภายในช่วงเดือนกันยายน 2557 และ คสช.ได้เตรียมร่าง
พ.ร.บ.ต่าง ๆ ไว้ให้พิจารณาหลายสิบฉบับ แต่หนึ่งในภารกิจแรกของ สนช.2557 ที่ควรจะต้องดำเนินการ คือการดำเนินกระบวนการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 4 คดีสำคัญ ที่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)ชี้มูลความผิดส่งมาถึงวุฒิสภาชุดที่ คสช.สั่งยุบไปเมื่อ 24 พฤษภาคม 2557
4 คดีสำคัญที่สำนักเลขาธิการวุฒิสภา รอให้ประธาน สนช.คนใหม่สั่งบรรจุเข้าระเบียบวาระ ประกอบด้วย
1.คดีนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา กระทำการขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
2.คดีนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร กระทำการขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
3.คดี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กระทำการขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและบทกฎหมายในเรื่องการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว
4.คดีสมาชิกวุฒิสภา 36 คนจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ หรือ กฎหมาย หรือฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง กรณีร่วมลงชื่อเสนอญัตติ
แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ประเด็นที่มา ส.ว.
บุคคลเหล่านี้ไม่มีตำแหน่งทางการเมืองแล้ว แต่วุฒิสภาชุดที่แล้วก็ได้วางหลักสำคัญที่สุดไว้ว่าต้องดำเนินกระบวนการถอดถอนต่อไปให้จบ เพราะยังมีโทษห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมือง 5 ปีรออยู่ และได้ดำเนินกระบวนการไปแล้ว 2 – 3 คดีสำคัญ แม้จะถอดถอนไม่ได้ เพราะเสียงไม่ถึง 3 ใน 5 แต่หลักการที่ได้วางไว้ถือว่าสำคัญมาก และไม่มีผู้ใดคัดค้านเป็นคดีความ
ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 มาตรา 6 วรรคสองได้เขียนให้ สนช.ทำหน้าที่วุฒิสภาไว้ด้วย ดังนั้น ภารกิจของวุฒิสภาตามกฎหมายต่างๆ ก็ต้องเป็นภารกิจของ สนช.ด้วย
แม้บทบัญญัติว่าด้วยการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามรัฐธรรมนูญ 2550 ถูกยกเลิกไปตามรัฐธรรนูญฉบับนั้นแล้ว และรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ไม่ได้เขียนรับรองไว้โดยตรง ก็ยังคงมีกฎหมาย ป.ป.ช.บทว่าด้วยการถอดถอนอยู่ แม้กฎหมาย ป.ป.ช.เป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญฉบับที่เลิกไปแล้ว
อย่างไรก็ตาม นายคำนูณเห็นว่า สนช.สามารถดำเนินการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ และเป็นเรื่องที่ต้องทำ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นเพราะถ้า สนช.ดำเนินการถอดถอนได้ ก็จะสามารถตัดทอนนักการเมืองที่ร่วมกระทำความผิดสำคัญออกจากระบบการเมืองไปได้มาก
ความผิดดังกล่าวนี้ไม่ใช่ความผิดธรรมดา แต่เป็นความผิดรัฐธรรมนูญหลายบทหลายมาตรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใชัอำนาจอธิปไตยโดยขาดหลักนิติธรรมอันถือเป็นการได้มาซึ่งอำนาจโดยวิถี
ทางที่รัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติไว้
ส่วนความเห็นต่างที่ว่า รัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ไม่ได้เขียนรับรองภารกิจการถอดถอนเอาไว้อย่างชัดเจนนั้น นายคำนูณเห็นว่า ถ้า สนช.เสียงข้างมากเห็นพ้องต้องกันว่าต้องทำ ก็สามารถทำได้
ซึ่งหมายความถึงว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)เห็นว่าต้องทำ เพราะ สนช.นั้นมีที่มาจากคนที่เข้าใจใน คสช.
การตีความรัฐธรรมนูญชั่วคราวว่าจะเปิดโอกาสให้ดำเนินกระบวนการถอดถอนต่อไปได้หรือไม่นั้น แบ่งเป็น 2 ขั้นตอนตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 5 แห่งรัฐธรรมนูญชั่วคราว ขั้นตอนแรกให้วินิจฉัยไปตามประเพณีการปกครองประเทศไทยฯ ขั้นตอนต่อมาเนื่องจากเรื่องนี้อยู่ในวงงาน สนช.มาตรา 5 วรรคสอง บัญญัติให้ สนช.เป็นผู้วินิจฉัยเอง
อย่างไรก็ตาม เพียงแค่ขั้นตอนแรกก็น่าจะจบ เพราะนายคำนูณเคยร่วมอยู่ใน สนช.ชุดปี 2549 ยื่นถอดถอนนายจรัล ดิษฐาภิชัย ออกจากกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ฐานมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม เป็นผลสำเร็จมาแล้ว ครั้งนั้นรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2549 ก็ไม่ได้บัญญัติเรื่องการถอดถอน บัญญัติไว้เพียงแต่ให้ สนช.ทำหน้าที่สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และรัฐสภา เหมือนรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 เท่านั้น กรณีนี้จึงน่าจะถือเป็น“ประเพณีการปกครองประเทศไทยฯ”ได้
ขณะที่นายประสาร มฤคพิทักษ์ อดีต ส.ว.สรรหา ก็เห็นพ้องให้ สนช.ดำเนินการถอดถอนนักการเมืองที่ถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด เนื่องจากภารกิจหลัก 1 ใน 4 ของวุฒิสภาที่ สนช.จะดำเนินการแทน คือการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 ยังได้วางกรอบการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรให้ครอบคลุมเรื่องต่างๆ ที่เปรียบเสมือนเป็นยาแรงเพื่อป้องกันไม่ให้นักการเมืองโกงกลับเข้าสู่อำนาจ โดยเฉพาะ มาตรา 35 (4) ให้มีกลไกที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันและตรวจสอบมิให้ผู้เคยต้องคำพิพากษา หรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายว่ากระทำการทุจริตหรือประพฤติมิชอบเข้าดำรงตำแหน่งทางการเมือง ดังนั้น เชื่อว่า สนช.จะทำหน้าที่ถอดถอนนักการเมืองได้ ส่วนจะได้เสียง 3 ใน 5 หรือไม่ ต้องไปดูก่อนว่า ใครเข้ามาเป็น สนช.
ส่วนนายประพันธ์ คูณมี อดีต สนช.ปี 2549 กล่าวว่า แม้ คสช.ประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 2550 ไปแล้ว แต่ในประกาศและคำสั่งของ คสช.ก็ให้คงไว้ซึ่งองค์กรอิสระต่างๆ ดังนั้นจึงไม่ส่งผลต่อกฎหมายลูกหรือพระราชบัญญติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ที่บัญญัติไว้ถึงอำนาจหน้าที่ขององค์กรอิสระเหล่านั้น นั่นเท่ากับว่ากระบวนการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองยังคงดำเนินต่อไปได้ตามหลักการเดิมที่เคยมีกันมา โดยที่รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวไม่จำเป็นต้องเขียนรายละเอียดไว้
และในเมื่อ ป.ป.ช.ได้ส่งสำนวนการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่พิจารณาแล้วเสร็จมาให้วุฒิสภาไว้ก่อนหน้านี้แล้ว เมื่อ สนช.เข้ามาทำหน้าที่ก็ต้องหยิบยกเรื่องราวนั้นขึ้นมาพิจารณาตามระเบียบข้อบังคับ ที่ได้กำหนดระยะเวลาในการพิจารณาและลงมติเอาไว้ด้วย
หรือหากต้องการความชัดเจนในการทำหน้าที่เกี่ยวกับการถอดถอน ทาง สนช.ก็อาจจะเสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวเพื่อให้มีเนื้อหาที่ชัดเจนขึ้นได้
ด้านนายสมชาย แสวงการ อดีต ส.ว.สรรหา กล่าวว่า หากไม่มีการถอดถอนก็น่าเสียดาย เพราะกว่าจะมาถึงขั้นตอนนี้ก็เป็นไปด้วยความยากลำบาก ไม่ควรมาสะดุดลงเพราะเหตุนี้ และอยากเสนอต่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญว่าควรจะแก้ไขกระบวนการเข้าสู่อำนาจ กำจัดบุคคลที่ถูกถอดถอนให้พ้นไปจากการเมืองอย่างสิ้นเชิง เพราะที่ผ่านมาแม้จะห้ามเล่นการเมือง 5 ปี แต่ก็ยังมีนักการเมืองบางคนไปนั่งหัวโต๊ะสั่งการที่กระทรวงทั้งที่ไม่มีตำแหน่งในพรรค คนอย่างนี้ต้องจัดการ
กรณีการถอดถอนนักการเมืองมีความชัดเจนขึ้นมาบ้าง เมื่อนายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช.ได้แถลงเมื่อวันที่ 28 ก.ค.ว่า ป.ป.ช.จะดำเนินการไปตามระบบ นั่นคือ เมื่อเกิด สนช.มาแล้ว ป.ป.ช.จะส่งเรื่องที่พิจารณาแล้วไปให้ สนช. ส่วน สนช.จะเห็นอย่างไรต้องแล้วแต่ สนช. แต่ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 ระบุว่าหากเกิดข้อขัดแย้งเป็นเรื่องของการตีความโดย สนช.ต้องทำหน้าที่ ส่วนคดีอาญา ป.ป.ช.ยังคงดำเนินคดีไปตามปกติ
ถึงเวลานี้ หลายฝ่ายกำลังคาดหวังว่า สนช.ชุดใหม่จะไม่ทำให้ผลการชี้มูลความผิดของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหลายคดีที่ ป.ป.ช.ได้ทำไว้เสร็จแล้ว ต้องเสียของไปเปล่าๆ โดยจะต้องหยิบยกเรื่องการถอดถอนนักการเมืองขึ้นมาพิจารณาทันทีหลังจากการเข้าปฏิบัติหน้าที่
รวมทั้ง ไม่อยากเสียเวลารอให้มีรัฐธรรมนูญฉบับถาวร และมี ส.ว.ชุดใหม่ออกมาก่อน ซึ่งต้องใช้เวลานานนับปี อันเป็นการเปิดโอกาสให้นักการเมืองที่ถูกชี้มูลความผิด ได้มีเวลาและช่องทางวิ่ง
เต้นให้การถอดถอนไม่สำเร็จได้
วันพฤหัสบดีที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2557
การถอดถอนออกจากตำแหน่ง
ผู้เรียบเรียง นิพัทธ์ สระฉันทพงษ์
ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จเร พันธุ์เปรื่อง
การปกครองระบอบประชาธิปไตยมีการแบ่งแยกอำนาจอธิปไตยออกไปให้องค์กรต่างๆ เป็นผู้ใช้ โดยแบ่งองค์กรออกเป็น 3 ฝ่าย คือ ฝ่ายนิติบัญญัติเป็นผู้ใช้อำนาจในการออกกฎหมาย ฝ่ายบริหาร
เป็นผู้ใช้อำนาจในการบริหารราชการแผ่นดินตามกฎหมาย และฝ่ายตุลาการเป็นผู้ใช้อำนาจในการวินิจฉัยคดี
รัฐธรรมนูญของประเทศต่างๆ ที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยและมีการแบ่งแยกอำนาจอธิปไตยออกไปให้องค์กรต่างๆ เป็นผู้ใช้ดังกล่าวมาแล้วข้างต้น ต่างก็มีบทบัญญัติในการควบคุมมิให้อำนาจหนึ่งอยู่เหนืออีกอำนาจหนึ่ง และมีบทบัญญัติให้แต่ละอำนาจถ่วงดุลซึ่งกันและกัน แต่อย่างไรก็ตามในทางปฏิบัติแล้วหาได้เกิดความสมดุลไม่ เพราะฝ่ายบริหารซึ่งรับผิดชอบในการบริหารราชการแผ่นดินมักจะมีอำนาจเหนือกว่าฝ่ายอื่น และนอกจากนี้ฝ่ายบริหารยังอยู่ในสถานะที่อาจกระทำนอกเหนือขอบเขตอำนาจที่กฎหมายกำหนด ซึ่งจะก่อให้เกิดผลกระทบตามมาคือการทุจริตคอรัปชั่นได้ง่าย ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องควบคุมการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารมากกว่าการควบคุมการใช้อำนาจของฝ่ายอื่น
1 การควบคุมการใช้อำนาจของฝ่ายบริหาร
2 ผู้ดำรงตำแหน่งที่อาจถูกถอนถอด
3 มูลเหตุที่ถูกถอดถอน
4 กระบวนการถอดถอน
5 อ้างอิง
6 บรรณานุกรม
การควบคุมการใช้อำนาจของฝ่ายบริหาร
การควบคุมการใช้อำนาจของฝ่ายบริหาร นับได้ว่าเป็นสิ่งที่มีความสำคัญยิ่งต่อการบริหารประเทศ ซึ่งหลายๆ ประเทศต่างก็บัญญัติวิธีการที่คิดว่าเหมาะสมและใช้ได้ผลดีไว้ในรัฐธรรมนูญของตน
การถอดถอนออกจากตำแหน่ง (Impeachment) เป็นวิธีการควบคุมฝ่ายบริหารวิธีหนึ่งซึ่งเป็นวิธีการควบคุมตัวบุคคล กล่าวคือหากบุคคลผู้มีตำแหน่งทางการเมืองไม่ปฏิบัติตามกฎหมายหรือกระทำผิดร้ายแรงก็จะต้องถูกดำเนินการให้พ้นไปจากตำแหน่งนั้น
การถอดถอนจากตำแหน่งเป็นกลไกสำคัญอีกกลไกหนึ่งที่ใช้ในการควบคุมการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารโดยเปิดโอกาสให้มีการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองซึ่งกระทำผิดก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงในขณะดำรงตำแหน่งหน้าที่ให้พ้นจากตำแหน่งก่อนเวลาอันสมควร เนื่องจากหากปล่อยให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวต่อไป จะก่อให้เกิดความเสียหายหรืออันตรายต่อประเทศชาติและประชาชน[1]
นับแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาสู่ระบอบประชาธิปไตย เมื่อปี พ.ศ. 2475 รัฐธรรมนูญของไทยหลายฉบับต่างก็ได้พยายามวางกลไกในการควบคุมการใช้อำนาจของผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงโดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายบริหาร โดยกำหนดให้ฝ่ายนิติบัญญัติมีหน้าที่ในการควบคุมดูแลการใช้อำนาจในการดำเนินงานของฝ่ายบริหาร ไม่ว่าจะเป็นการตั้งกระทู้ถาม การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ การตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นสอบสวนการกระทำของฝ่ายบริหาร และการถอดถอนจากสมาชิกภาพ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและรัฐมนตรี รวมทั้งกำหนดมาตรการในการตรวจสอบควบคุมสมาชิกรัฐสภาด้วยวิธีการควบคุมกันเองด้วย
โดยรัฐธรรมนูญฉบับแรกของไทย คือพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 ได้บัญญัติไว้ในมาตรา 9 ว่า สภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจดูแลควบคุมกิจการของประเทศ และมีอำนาจประชุมกันถอดถอนกรรมการราษฎรหรือพนักงานรัฐบาลผู้หนึ่งผู้ใดก็ได้[2]
รัฐธรรมนูญฉบับต่อมา คือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับถาวรฉบับแรกของไทยก็ได้กำหนดมาตรการในการตรวจสอบควบคุมสมาชิกรัฐสภาด้วยวิธีการควบคุมกันเองไว้ในบทบัญญัติมาตรา 21 ว่าสมาชิกภาพแห่งสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงเมื่อสภาผู้แทนราษฎรวินิจฉัยให้ออกจากตำแหน่งโดยเห็นว่ามีความประพฤติในทางจะนำมาซึ่งความเสื่อมเสียแก่สภา[3]
สำหรับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 5) พุทธศักราช 2438 ได้มีการกำหนดกระบวนการให้สมาชิกรัฐสภาควบคุมกันเอง โดยบัญญัติไว้ในมาตรา 98 ว่าในกรณีที่สมาชิกวุฒิสภาหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ใดกระทำการหรือมีพฤติการณ์อันเป็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือมีลักษณะเป็นความผิดต่อเจ้าพนักงานในส่วนที่เกี่ยวกับสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ หรือเป็นการเสื่อมเสียแก่เกียรติศักดิ์ของการเป็นสมาชิกวุฒิสภาหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภาหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้วแต่กรณีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสี่ของ
จำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของแต่ละสภา มีสิทธิเข้าชื่อร้องต่อประชาชนแห่งสภาที่ตนเป็นสมาชิกเพื่อให้วุฒิสภาหรือสภาผู้แทนราษฎรวินิจฉัยให้สมาชิกผู้นั้นพ้นจากสมาชิกภาพได้[4]
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ได้พยายามแก้ไขข้อบกพร่องของรัฐธรรมนูญฉบับต่างๆ ที่ผ่านมาในอดีตเพื่อปฏิรูปการเมืองไทยให้เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง โดยรัฐ
ธรรมนูญฉบับนี้ได้บัญญัติให้มีการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ฝ่ายการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐระดับสูงให้มีลักษณะของการตรวจสอบโดยองค์กรที่มีกลไกที่น่าเชื่อถือ ไม่หวั่นเกรงต่ออิทธิพลหรืออำนาจของผู้ที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐระดับสูง จึงนำแนวคิดและรูปแบบการควบคุมด้วยการถอดถอนออกจากตำแหน่งโดยองค์กรทางการเมืองมาปรับใช้กับระบบการตรวจสอบของไทย[5]
โดยบัญญัติไว้ในหมวด 10 การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ส่วนที่ 3 การถอดถอนจากตำแหน่ง มาตรา 303 ถึงมาตรา 307[6]
เมื่อมีการยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 โดยมาตรา 19 ของรัฐธรรมนูญได้กำหนดให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญเพื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และเมื่อได้ดำเนินกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญเสร็จเรียบร้อยแล้ว ได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2550 รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้วางหลักการในการคุ้มครองส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพของประชาชนอย่างเต็มที่ การลดการผูกขาดอำนาจรัฐ และขจัดการใช้
อำนาจอย่างไม่เป็นธรรม การทำให้การเมืองมีความโปร่งใส มีคุณธรรม และจริยธรรม รวมทั้งการทำให้ระบบตรวจสอบมีความเข้มแข็ง และทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประชาชนใช้สิทธิทางการ
เมืองได้ง่ายขึ้นสำหรับบทบัญญัติเกี่ยวกับการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐในส่วนของการถอดถอนจากตำแหน่งนั้น มีการบัญญัติไว้ในหมวด 12 การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ส่วนที่ 3 การถอดถอน
จากตำแหน่ง มาตรา 270 ถึงมาตรา 274[7]
ผู้ดำรงตำแหน่งที่อาจถูกถอนถอด
ผู้ดำรงตำแหน่งที่อาจถูกร้องขอให้วุฒิสภาถอดถอนจากตำแหน่งได้ คือ
1. นายกรัฐมนตรี
2. รัฐมนตรี
3. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
4. สมาชิกวุฒิสภา
5. ประธานศาลฎีกา
6. ประธานศาลรัฐธรรมนูญ
7. ประธานศาลปกครองสูงสุด
8. อัยการสูงสุด
9. กรรมการการเลือกตั้ง
10. ผู้ตรวจการแผ่นดิน
11. ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
12. กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน
13. ผู้พิพากษาหรือตุลาการ พนักงานอัยการ หรือผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต[8]
มูลเหตุที่ถูกถอดถอน
มูลเหตุที่จะถอดถอนมีอยู่ 5 เหตุ ได้แก่
1. มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ หมายความว่าการมีทรัพย์สินมากผิดปกติหรือมีทรัพย์สินเพิ่มมากผิดปกติหรือการมีหนี้สินลดลงมากผิดปกติ หรือได้ทรัพย์สินมาโดยไม่สมควรสืบเนื่องมาจากการ
ปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่
2. ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ หมายความว่า ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือปฏิบัติอย่างใดในพฤติการณ์ที่อาจทำให้ผู้อื่นเชื่อว่ามีตำแหน่งหรือหน้าที่ทั้งที่ตนมิได้
มีตำแหน่งหรือหน้าที่นั้น หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ทั้งนี้เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบสำหรับตนเองหรือผู้อื่น
3. ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ
4. ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม
5. ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายหรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง
กระบวนการถอดถอน
สำหรับผู้มีสิทธิร้องขอให้ถอดถอนจากตำแหน่งไว้มี 2 กรณีด้วยกัน คือ
1. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสี่ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร หรือประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่า 20,000 คน มีสิทธิเข้าชื่อร้องขอ
ต่อประธานวุฒิสภา เพื่อให้วุฒิสภามีมติถอดถอนบุคคลดังกล่าวออกจากตำแหน่งใด คำร้องขอดังกล่าวต้องระบุพฤติการณ์ที่กล่าวหาว่าผู้ดำรงตำแหน่งกระทำความผิดเป็นข้อๆ ให้ชัดเจน
2. สมาชิกวุฒิสภาจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสี่ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภามีสิทธิเข้าชื่อร้องขอต่อประธานวุฒิสภาเพื่อให้วุฒิสภามีมติถอดถอนสมาชิกวุฒิสภาออกจากตำแหน่ง
เมื่อได้รับคำร้องแล้วให้ประธานวุฒิสภาส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติดำเนินการไต่สวนให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เมื่อไต่สวนเสร็จแล้วให้คณะกรรมการป้องกันและ
ปราบปรามการทุจริตแห่งชาติทำรายงานเสนอต่อวุฒิสภาโดยในรายงานดังกล่าวต้องระบุให้ชัดเจนว่าข้อกล่าวหาตามคำร้องขอมีมูลหรือไม่เพียงใด มีพยานหลักฐานที่ควรเชื่อได้อย่างไร พร้อมทั้ง
ระบุข้อยุติว่าจะให้ดำเนินการอย่างไรด้วย
ถ้าคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติมีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ว่าข้อกล่าวหาใดมีมูล นับแต่วันดังกล่าวผู้ดำรงตำแหน่ง
ที่ถูกกล่าวหาจะปฏิบัติหน้าที่ต่อไปมิได้จนกว่าวุฒิสภาจะมีมติ แต่ถ้าเห็นว่าข้อกล่าวหาใดไม่มีมูล ให้ข้อกล่าวหานั้นเป็นอันตกไป
เมื่อวุฒิสภาได้รับรายงานจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติแล้ว ให้ประธานวุฒิสภาจัดให้มีการประชุมวุฒิสภาเพื่อพิจารณากรณีดังกล่าวโดยเร็ว ซึ่งสมาชิกวุฒิสภามีอิสระ
ในการออกเสียงลงคะแนนซึ่งต้องกระทำโดยวิธีลงคะแนนลับ มติที่ให้ถอดถอนผู้ใดออกจากตำแหน่ง ให้ถือเอาคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่อยู่ของวุฒิสภา
ผู้ใดถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งให้ผู้นั้นพ้นจากตำแหน่งหรือให้ออกจากราชการนับแต่วันที่วุฒิสภามีมติให้ถอดถอน และให้ตัดสิทธิผู้นั้นในการดำรงตำแหน่งใดในทางการเมืองหรือในการรับ
ราชการเป็นเวลา 5 ปี มติของวุฒิสถาให้เป็นที่สุดและจะมีการร้องขอให้ถอดถอนบุคคลดังกล่าวโดยอาศัยเหตุเดียวกันอีกมิได้ [๑๐]
นับแต่วันที่รัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2540 มีผลบังคับใช้แล้วมีเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการ ป.ป.ช. และวุฒิสภาในการไต่สวนถอดถอนและมีมติ จำนวน 31 เรื่อง โดยดำเนิน
การแล้วเสร็จ 1 เรื่อง ดังรายละเอียดต่อไปนี้
- ผู้ริเริ่มฯ ไม่ยอมรับรองลายมือชื่อของประชาชนที่เข้าชื่อจำนวนไม่น้อยกว่าห้าหมื่นคน จำนวน 1 เรื่อง
- ครบ 180 วัน ผู้ริเริ่มฯ มิได้นำคำร้องขอพร้อมรายชื่อประชาชนจำนวนไม่น้อยกว่าห้าหมื่นคนมายื่นต่อประธานวุฒิสภา จำนวน 8 เรื่อง
- ผู้ริเริ่มฯ นำคำร้องขอพร้อมรายชื่อประชาชนจำนวนไม่น้อยกว่าห้าหมื่นคนมายื่นต่อประธานวุฒิสภาแล้ว แต่ไม่ครบห้าหมื่นคน จำนวน 1 เรื่อง
- ผู้ริเริ่มฯ มิได้แสดงหลักฐานใดที่จะสามารถตรวจสอบ หรือยืนยันได้ว่าตนเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จำนวน 1 เรื่อง
- ผู้ที่ถูกยื่นถอดถอนพ้นจากตำแหน่งก่อนที่ผู้ริเริ่มฯ จะนำรายชื่อประชาชนจำนวนไม่น้อยกว่า ห้าหมื่นคนมายื่นต่อประธานวุฒิสภา จำนวน 5 เรื่อง
- คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่าข้อกล่าวหาตามคำร้องขอไม่มีมูล ให้ข้อกล่าวหาตกไปจำนวน 14 เรื่อง
ดำเนินการไม่แล้วเสร็จ (อยู่ระหว่างดำเนินการ) 1เรื่อง
- อยู่ระหว่างการไต่สวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการ ป.ป.ช. จำนวน 1 เรื่อง [๑๑]
ต่อมารัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2540 ได้ถูกยกเลิกไปเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 มีเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการ ป.ป.ช. และวุฒิสภาในการไต่สวนถอดถอนและมีมติ จำนวน
12 เรื่อง โดยดำเนินการแล้วเสร็จ 2 เรื่อง ดังรายละเอียดต่อไปนี้
- ผู้ที่ถูกยื่นถอดถอนพ้นจากตำแหน่งก่อนที่ผู้ริเริ่มฯ จะนำรายชื่อประชาชนจำนวนไม่น้อยกว่าสองหมื่นคนจำนวน 1 เรื่อง
- คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่าข้อกล่าวหาตามคำร้องขอไม่มีมูล ให้ข้อกล่าวหาตกไปจำนวน 1 เรื่อง
ดำเนินการไม่แล้วเสร็จ (อยู่ระหว่างดำเนินการ) 10 เรื่อง
- อยู่ระหว่างการไต่สวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการ ป.ป.ช. จำนวน 8 เรื่อง
- อยู่ระหว่างผู้ริเริ่มฯ รวบรวมรายชื่อประชาชนจำนวนไม่น้อยกว่าสองหมื่นคนมายื่นต่อประธานวุฒิสภา ภายใน 180 วันนับแต่วันที่ได้มาแสดงตนต่อประธานวุฒิสภา จำนวน 2 เรื่อง [๑๒]
จากการบังคับใช้รัฐธรรมนูญตั้งแต่ปี 2540 จนถึงปัจจุบัน วุฒิสภายังไม่เคยมีมติถอดถอนผู้ใดออกจากตำแหน่ง
การถอดถอนจากตำแหน่งเป็นวิธีการควบคุมฝ่ายบริหารวิธีหนึ่งซึ่งควบคุม และตรวจสอบพฤติกรรมของผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงว่ามีความเหมาะสมหรือสมควรที่จะได้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวอยู่ต่อ
ไปหรือไม่ ซึ่งนับเป็นมาตรการที่สำคัญอีกมาตรการหนึ่งที่สนับสนุนระบบการตรวจสอบการทุจริตของผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงในประเทศไทย และควบคุมการใช้อำนาจรัฐของผู้ดำรงตำแหน่ง
ระดับสูงให้อยู่ในกรอบของความชอบธรรม [๑๓]
