PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันจันทร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2558

ศักดิ์ชัย กาย:คดีปลอมพินัยกรรม

พลิกปูม“ศักดิ์ชัย กาย”จากแนวร่วม กปปส.สู่จำเลยคดีพินัยกรรมตระกูลดัง
Cr:สำนักข่าวอิศรา
“…จนกระทั่งก่อนการรัฐประหาร เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2558 ได้บริจาคเงินไปแล้วจำนวนหลายสิบล้านบาท และด้วยความสัมพันธ์แนบแน่นกับบรรดา “นักธุรกิจ-ไฮโซ” ทำให้ “ศักดิ์ชัย กาย” เป็นหนึ่งใน “เครือข่าย” สำคัญที่ชวน “พรรคพวก” มาบริจาคเงินสนับสนุนให้กับม็อบ กปปส. อยู่เรื่อยๆ"
ชื่อของ “ศักดิ์ชัย กาย” บรรณาธิการนิตยสาร “ลิปส์” (LIPS) งานเข้าอีกครั้ง!
ภายหลังถูกทายาทตระกูลดัง “ณ ป้อมเพ็ชร์” พล.ต.ต.เพ็ชร์ โดย น.ส.นพมาศ ฐานะผู้อนุบาล เป็นโจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง กล่าวหานายศักดิ์ชัย ปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม โดยกรอกรายการในใบถอนเงินของธนาคารและเช็ค ที่มีลายมือชื่อของ พล.ต.ต.เพ็ชร์ ซึ่งเป็นเจ้าของบัญชี และนำไปเบิกหรือถอนเงินจากธนาคารนำไปเป็นประโยชน์ส่วนตนและบุคคลที่สาม โดยทุจริตหลายครั้งหลายหนต่อเนื่องกันจนกระทั่งถึงปี 2551 รวมเป็นเงินกว่า 158 ล้านบาท
นอกจากนี้ นายศักดิ์ชัย ยังถูกนายธีรวัต ณ ป้องเพชร บุตรชายนายวิวรรธน์ ณ ป้อมเพชร เป็นโจทก์ฟ้องที่ทำพินัยกรรมของนายวิวรรธน์ กรณีนายวิวรรธน์ ยกที่ดิน 3 ไร่ ย่านยานนาวา กทม. พร้อมอาคารและสิ่งปลูกสร้าง รวมทั้งห้องชุดเลขที่ 3 จี คอนโดมีเนียมการ์เด้น คลิฟ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี มูลค่ากว่า 300 ล้านบาท ให้แก่นายศักดิ์ชัย ซึ่งศาลชั้นต้นตัดสินให้นายศักดิ์ชัยชนะคดี ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า พินัยกรรมฉบับดังกล่าวเป็นโมฆะ
อย่างไรก็ดี บทบาทก่อนหน้านี้ “ศักดิ์ชัย กาย” คือหนึ่งในผู้ร่วมชุมนุมทางการเมืองกับคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.)
ซึ่งเป็นหนึ่งใน “ผู้ร่วมบริจาคเงิน” คนสำคัญให้กับ “ม็อบนกหวีด” อีกด้วย
สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ประมวลบทบาทของ “ศักดิ์ชัย กาย” ในช่วงเคลื่อนไหวกับกลุ่ม กปปส. ระหว่างปี 2556-2557 ดังนี้
ช่วงปลายปี 2556 ที่ม็อบ กปปส. นำโดย “สุเทพ เทือกสุบรรณ” นักการเมืองชื่อดัง เลขาธิการ กปปส. ที่ปัจจุบันก้าวสู่ร่มกาสาวพักตร์บวชเป็นภิกษุ ได้ประกาศกร้าวยกระดับการชุมนุม จากต่อต้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับเหมาเข่ง เป็น “ขับไล่” รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น
“ศักดิ์ชัย กาย” ได้ประกาศตนเข้าร่วมต่อสู้กับ “มวลมหาประชาชน” ด้วย โดยระบุว่า “ให้พนักงานหยุดงานออกไปทำหน้าที่พลเมืองดี และจะหยุดผลิตนิตยสารจนกว่าจะได้ประเทศไทยคืนมา” พร้อมยืนยันว่า “พนักงานจะได้โบนัสเต็มพิกัดเหมือนเดิม
“ผมไปทุกคืนครับ ตั้งแต่แยกอุรุพงษ์ (เวทีพรรคประชาธิปัตย์) หลังจากนั้นผมก็ไปช่วยเหลืออยู่เบื้องหลังว่าที่ราชดำเนินเป็นอย่างไร ถ้ามีปัญหาต้องการความช่วยเหลือ เราจะช่วยประกาศให้พรรคพวกส่งเสบียงไปบ้าง อะไรก็จะแชร์เพื่อนกันว่า ส่งน้ำเกลือ ส่งน้ำ ส่งเครื่องดื่มชูกำลัง ส่งผ้าปิดปาก อะไรแบบนี้” เป็นคำให้สัมภาษณ์ของ "ศักดิ์ชัย กาย" ต่อไทยรัฐออนไลน์
ต่อมา “ศักดิ์ชัย กาย” เริ่มต้นแคมเปญ “ผลิตเสื้อ” เพื่อขายให้กับกลุ่มผู้ชุมนุม นำเงินมาสมทบในการต่อสู้ทางการเมืองของกลุ่ม กปปส. โดยได้ “ชัย ราชวัตร” การ์ตูนนิสต์ชื่อดัง มาเป็นคนวาดภาพเพื่อนำสกรีนลงบนเสื้อด้วย
โดยในช่วงแรกผลิตเสื้อจำนวนกว่า 3-4 พันตัว/วัน และจำหน่ายได้หมดเกือบทุกครั้ง และบริจาคเงินครั้งแรกให้กับ กปปส. มูลค่า 1 ล้านบาท!
หลังจากนั้นได้ริเริ่มจัดทำเสื้อหลากสีมากลายขึ้นเรื่อย ๆ โดยส่วนใหญ่จะเน้นไปในโทน “ธงไตรรงค์” และคำพูด “ปิดเพื่อเปลี่ยน” หรือ “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” โดยส่วนใหญ่เป็นการสื่อเรื่อง “ต้านโกง”
จนกระทั่งก่อนการรัฐประหาร เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2558 ได้บริจาคเงินไปแล้วจำนวนหลายสิบล้านบาท
และด้วยความสัมพันธ์แนบแน่นกับบรรดา “นักธุรกิจ-ไฮโซ” ทำให้ “ศักดิ์ชัย กาย” เป็นหนึ่งใน “เครือข่าย” สำคัญที่ชวน “พรรคพวก” มาบริจาคเงินสนับสนุนให้กับม็อบ กปปส. อยู่เรื่อย ๆ
ซึ่งเห็นได้จากคำพูดของ “สุเทพ” ที่มักหล่นบนเวทีช่วงปราศรัยบ่อยครั้งว่า ไม่มีกลุ่มทุนมาบริจาคแม้แต่บาทเดียว มีเพียง “ศักดิ์ชัย กาย” เพียงคนเดียวที่มาช่วยทำเสื้อขายให้กับ กปปส.
ทั้งหมดคือ “สีสัน” ความเคลื่อนไหวของ “ศักดิ์ชัย กาย” ระหว่างโลดแล่นอยู่ใน “ม็อบนกหวีด” ร่วมเดินเคียงข้างให้กำลังใจ “ลุงกำนัน” ขับไล่รัฐบาล “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร”
ก่อนจะมีชื่อกลับมาเป็นที่สนใจของสาธารณชนอีกครั้ง ภายหลังถูกทายาทตระกูลดัง ฟ้องเรื่องการ “ปลอมพินัยกรรม” จนเป็นที่อื้อฉาวอยู่ในขณะนี้!


วาทะ ลี กวน ยู

วาทะ ลี กวน ยู
สิงคโปร์จัดการไว้ทุกข์เป็นเวลา 7 วันหลังการถึงอสัญกรรมของนายลี กวน ยู อดีตนายกรัฐมนตรีคนแรก นายลี ได้ชื่อว่าเป็นรัฐบุรุษที่นำพาความเจริญก้าวหน้าสู่สิงคโปร์ แต่ในเวลาเดียวกันเขาก็ดำเนินมาตรการคุมเข้มหลากหลายด้านรวมทั้งกับสื่อ 
บีบีซีไทยรวบรวมถ้อยคำบางส่วนที่นายลี เคยกล่าวไว้ในช่วงครองตำแหน่งผู้นำประเทศยาวนานถึง 31 ปี มาให้ทบทวนความทรงจำเกี่ยวกับเขากัน

ในวันแยกตัวจากมาเลเซีย

ถอดจากคำแถลงที่เต็มไปด้วยความสะเทือนใจในวันแถลงข่าวเมื่อ 9 สิงหาคม 2508 หลังจากมาเลเซียมีมติขับไล่สิงคโปร์
“สำหรับข้าพเจ้า นาทีนี้นับว่าเจ็บปวดที่สุด เพราะตลอดชีวิตของข้าพเจ้า...ข้าพเจ้าเชื่อมั่นในการอยู่ร่วมกัน เชื่อมั่นในความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของสองแผ่นดินนี้ คือ มันเป็นเรื่องของประชาชนนะครับ ที่ผูกพันกันในทางภูมิศาสตร์ ทางเศรษฐกิจ และทางสายเลือด เดี๋ยวนะครับ คงไม่ว่ากันนะครับ? (หยุด เพื่อรวบรวมสติ)
(หลายย่อหน้าต่อมา) ไม่ต้องห่วงครับ หลายสิ่งหลายอย่างก็คงจะต้องดำเนินไปตามปกติ ขอให้พวกเราหนักแน่น ตั้งสติให้ดี ในสิงคโปร์เราจะมีประชาชาติที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติ... ทุกคนจะมีที่ยืน มีความเท่าเทียมกัน มีภาษา มีวัฒนธรรม ศาสนา”

เสรีภาพสื่อ

แถลงต่อสมัชชาใหญ่แห่งสถาบันสื่อระหว่างประเทศ ณ กรุงเฮลซิงกิเมื่อ 9 มิถุนายน 2514
“ประชาชนและรัฐบาลในประเทศเกิดใหม่เขาอยากให้สื่อมวลชนมีบทบาทอย่างไร?... สื่อมวลชนก็อาจช่วยนำเสนอปัญหาของสิงคโปร์ให้เห็นง่าย ๆ และชัดเจน และถ้าเขาสนับสนุนโครงการและนโยบายใด ก็สามารถชี้แจงได้ว่าปัญหาเหล่านี้ควรจะแก้อย่างไร ที่สำคัญ เราอยากให้สื่อมวลชนช่วยกันส่งเสริมค่านิยมทางวัฒนธรรมและค่านิยมทางสังคมทั้งในโรงเรียนและมหาวิทยาลัยให้ยั่งยืนสืบไป ไม่ใช่ช่วยกันบ่อนทำลาย
(หลายย่อหน้าต่อมา) เสรีภาพสื่อ เสรีภาพในการเสนอข่าว จะต้องเป็นสองรองจากความจำเป็นที่จะต้องคงไว้ซึ่งความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของสิงคโปร์ และรองจากจุดมุ่งหมายสำคัญ ๆ ของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

สิงคโปร์โมเดล

ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์นิวยอร์คไทมส์ เมื่อ 29 สิงหาคม 2550
“เรารู้ว่าถ้าเป็นแบบเพื่อนบ้านของเรา เราก็มีแต่ตายกับตาย เพราะเราไม่มีอะไรจะเสนอ อย่างที่เขามี ฉะนั้น เราก็ต้องผลิตบางสิ่งบางอย่างที่แตกต่างและดีกว่าที่เขามี คือระบบการนำที่ไม่มีการทุจริต มีประสิทธิภาพ และทุกคนต้องเป็นคนดีคนเก่ง
เราทำอะไรตามสภาพที่เป็นจริง....ระบบทำงานได้ผลมั้ย? ลองดูหน่อย ถ้ามันได้ผลก็ดี ทำต่อไป ถ้าไม่ได้ผล ก็โยนทิ้ง เริ่มต้นกันใหม่ เราไม่ได้หลงไหลได้ปลื้มกับระบบหนึ่งระบบใด”


บิ๊กป่อม บ่น คนเพียงไม่กี่คนที่สร้างความเสียหายแก่ประเทศ

บิ๊กป่อม บ่น คนเพียงไม่กี่คนที่สร้างความเสียหายแก่ประเทศ ทั้งที่คน 60-70 ล้านเขาอยู่ได้ แต่คนแค่ 2-3 คนที่ทำให้วุ่นวาย ขอร้องอย่าทำ ทำอยู่ก็ให้หยุด
บิ๊กป้อม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีพบอาวุธสงครามใกล้กับสถานที่พักฟื้นกองทัพบกสวนสนประดิพัทธ์ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งจะใช้ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นอกสถานที่ในวันที่ 27 มี.ค.นี้ ว่า เจ้าหน้าที่เขาทราบว่าคนงานที่เข้าไปหาของป่า ไปพบเจออาวุธสงครามเหล่านี้ ที่มีคนเอาไปฝังดินไว้ ทางตำรวจจะต้องสืบทราบว่าที่บอกว่าเป็นของเก่านั้น เป็นของใคร และมีที่มาที่ไปอย่างไร ต้องว่ากันไปตามกฎหมายไม่มีมาตรการเพิ่มเติมอะไร ในการรักษาความปลอดภัยการประชุม ครม. ที่ผ่านมาผมวางมาตรการตลอด ที่จะทำให้บ้านเมืองสงบในทุกๆ พื้นที่ ดังนั้นทุกคนต้องช่วยกัน เจ้าหน้าที่ทำคนเดียวไม่ได้ ถ้าอยากให้สงบประชาชนก็ต้องร่วมมือด้วย
เมื่อถามกรณีที่มีกลุ่มคนแจกใบปลิวรณรงค์แสดงสัญลักษณ์ชู 3 นิ้วที่ จ.ระยอง พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า กำลังติดตามอยู่และให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการ ยืนยันว่าจะจับตัวให้ได้ คนที่ทำเป็นคนเพียงไม่กี่คนที่สร้างความเสียหายแก่ประเทศ ทั้งที่คน 60-70 ล้านเขาอยู่ได้ แต่คนแค่ 2-3 คนที่ทำให้วุ่นวาย ขอร้องอย่าทำ ทำอยู่ก็ให้หยุด


ลี กวน ยู รัฐบุรุษของสิงคโปร์

ลี กวน ยู รัฐบุรุษของสิงคโปร์
ด้วยวิสัยทัศน์ที่เฉียบแหลมและการเป็นนักปฏิบัตินิยมที่เด็ดขาด นายลี กวน ยูได้เปลี่ยนแปลงให้สิงคโปร์ จากเดิมที่เป็นเพียงเกาะเล็ก ๆ ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติใด ๆ กลายเป็นประเทศที่มีความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ
นายลี ประสบความสำเร็จในการแปลงพลังที่มีอยู่ในชาวสิงคโปร์ให้กลายเป็นสิ่งที่เขามักเรียกว่าปาฏิหาริย์ทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างระบบทุนนิยมภาคเอกชนและภาครัฐ นายลีทำให้สิงคโปร์ก้าวสู่ประเทศที่มั่งคั่ง ทันสมัย มีประสิทธิภาพ แทบจะปราศจากการคอรัปชั่นและนักลงทุนต่างชาติพากันหลั่งไหลเข้าไปลงทุนในประเทศ
อย่างไรก็ดีแม้นายลีจะได้รับการยกย่องในความสำเร็จทางธุรกิจ แต่ก็มีหลายฝ่ายแสดงความกังวลเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนของเขาอยู่ไม่น้อย
นายลี เกิดเมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2466 เขาเป็นบุตรชายรุ่นที่ 3 ของชาวจีนโพ้นทะเลและเติบโตมาโดยได้รับอิทธิพลอย่างมากจากอังกฤษ ปู่ของนายลีมักเรียกเขาว่าแฮรี ลี ซึ่งเป็นชื่อที่เขาใช้มาตลอดช่วงวัยเด็ก ขณะนั้นนายลี ได้รับการศึกษาที่โรงเรียนซึ่งสอนเป็นภาษาอังกฤษ แต่การเรียนต้องสะดุดลงในช่วงการรุกรานของญี่ปุ่น ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อราวปีพ.ศ. 2485
ในช่วง 3 ปีต่อจากนั้นนายลีเข้าไปพัวพันกับตลาดมืด และใช้ความสามารถด้านภาษาอังกฤษทำงานให้หน่วยงานโฆษณาชวนเชื่อของญี่ปุ่น หลังสงครามเขาได้เข้าศึกษาต่อที่วิทยาลัยเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์แห่งลอนดอน จากนั้นไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์
ด้านการเมืองนั้นนายลีถือเป็นนักสังคมนิยมมาตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษา หลังจบการศึกษาในอังกฤษ เขาได้เดินทางกลับสิงคโปร์และกลายเป็นนักกฎหมายด้านสหภาพแรงงานชื่อดัง
เมื่อปีพ.ศ. 2497 นายลีก่อตั้งและดำรงตำแหน่งเลขาธิการใหญ่คนแรกของพรรคกิจประชาชน ซึ่งเขาคุมบังเหียนมาเป็นเวลายาวนานเกือบ 40 ปี พรรคของเขาชนะเลือกตั้งเมื่อปี 2502 และอีกหลาย ๆ ครั้งต่อมา เขาเป็นผู้นำประเทศตั้งแต่ช่วงที่สิงคโปร์อยู่ใต้อาณานิคมอังกฤษ จนกลายเป็นประเทศเอกราช นายลีเป็นบุคคลที่กำหนดแบบแผนการปฏิรูป การออกแบบ และเปลี่ยนแปลงสิงคโปร์จากดินแดนที่เสื่อมโทรมให้กลายเป็นรัฐอุตสาหกรรมสมัยใหม่
อย่างไรก็ดี นายลีถูกวิจารณ์อย่างหนักในเรื่องการลงโทษทางร่างกายผู้กระทำผิดกฎหมาย เขาปกครองประเทศโดยควบคุมทางการเมืองอย่างเข้มงวด จนทำให้สิงคโปร์เป็นสังคมที่มีกฎระเบียบเข้มงวดที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ในช่วงที่ปกครองประเทศ เขาสั่งคุมขังผู้ที่ออกมาวิจารณ์เขาโดยไม่มีการนำตัวบุคคลเหล่านั้นขึ้นพิจารณาคดีในศาล อีกทั้งยังควบคุมสื่อและจับกุมผู้สื่อข่าวจำนวนมาก โดยอ้างความชอบธรรมว่า “เสรีภาพของสื่อนั้นต้องถูกลดทอนความสำคัญลงเพื่อความเป็นเอกภาพของสิงคโปร์ซึ่งมีความสำคัญกว่า”
เขายังบอกด้วยว่าสื่อในประเทศได้รับเงินอุดหนุนจากฝ่ายที่อยู่นอกประเทศซึ่งมีผลประโยชน์ที่เป็นภัยกับสิงคโปร์และชี้ว่าประเทศที่ที่กำลังพัฒนานั้นจำต้องยอมละทิ้งเสรีภาพบางประการไป
นโยบายที่สำคัญอีกประการหนึ่งของนายลีคือการควบคุมจำนวนประชากรที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วในสมัยนั้น โดยเขาได้รณรงค์เรื่องการวางแผนครอบครัวผ่านระบบการจัดเก็บภาษีและลงโทษผู้ที่มีบุตรเกิน 2 คนขึ้นไป แต่ภายหลังเขาได้เปลี่ยนมาสนับสนุนให้สตรีที่มีการศึกษาสูงแต่งงานและละเว้นนโยบายควบคุมประชากรกับสตรีกลุ่มนี้ ทว่ายังคงใช้นโยบายดังกล่าวกับกลุ่มสตรีที่มีการศึกษาต่ำกว่า
แม้การบริหารประเทศของนายลีจะทำให้ชาวสิงคโปร์มีมาตรฐานชีวิตสูงขึ้น แต่ผู้ลงคะแนนเสียงที่มีอายุน้อยกลับไม่ยอมรับนายลีเพิ่มเป็นอย่างมาก แล้วหันไปสนับสนุนพรรคฝ่ายค้านใหญ่ของสิงคโปร์แทน
นายลีก้าวลงจากตำแหน่งผู้นำสิงคโปร์เมื่อปี 2533 ถือเป็นผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่ยาวนานที่สุดในโลก และทำให้สิงคโปร์เปลี่ยนจากประเทศกำลังพัฒนาก้าวขึ้นสู่หนึ่งในประเทศมหาอำนาจทางอุตสาหกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชีย
นายลี ถึงแก่อสัญกรรม ด้วยวัย 91 ปี หลังเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลเป็นเวลาหลายสัปดาห์ด้วยอาการปอดบวมขั้นรุนแรง

พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ : เมืองไทยในสายตาของผู้ใหญ่ลี ...

พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ : เมืองไทยในสายตาของผู้ใหญ่ลี ...

วันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2558 เวลา 12:00:00 น.

เมืองไทยในสายตาของผู้ใหญ่ลี ...
โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ madpitch@yahoo.com


พ.ศ.2556 ผู้ใหญ่ลีแห่งหมู่บ้านสิงโตพ่นน้ำ เขียนหนังสือเล่มล่าสุดออกมา ซึ่งน่าจะแปลว่า "มุมมองของอั๊วต่อโลกใบนี้" (Lee Kuan Yew. One Man′s View of the World. Straits Times Press. 2013)

ผู้ใหญ่ลีเป็นคนที่ก่อร่างสร้างหมู่บ้านสิงโตพ่นน้ำจนเป็นเอกราช และเป็นต้นแบบในหลายๆ ด้าน แม้ว่าในวันนี้ผู้ใหญ่ลีจะไม่ได้มีตำแหน่งเป็นผู้ใหญ่บ้านอีกต่อไป (เพราะลูกชายแกเป็นผู้ใหญ่บ้านแทน) แต่ใครๆ ก็รู้ว่าผู้ใหญ่ลีเป็นจิตวิญญาณของหมู่บ้านสิงโตพ่นน้ำ และที่สำคัญหนังสือเล่มนี้น่าจะเป็นมุมมองที่สำคัญสำหรับผู้คนและคณะผู้บริหารของหมู่บ้านสิงโตพ่นน้ำในวันนี้

ผู้ใหญ่ลีน่าจะเป็นหนึ่งในนักการเมืองระดับลายครามของภูมิภาคนี้เขาเขียนไว้ในคำนำว่าเขาได้เฝ้าสังเกตและพบปะผู้นำของหมู่บ้านอื่นๆทั้งในภูมิภาคและนอกภูมิภาคมาในเวลา50ปีซึ่งแม้ว่าผู้ใหญ่ลีจะยอมรับว่าหมู่บ้านที่มีอิทธิพลต่อโลกมากที่สุดทั้งในแง่การกระทำและการตัดสินใจก็คือหมู่บ้านคาวบอยและหมู่บ้านมังกรแต่เขาเห็นว่าหมู่บ้านสิงโตพ่นน้ำของเขาก็ต้องมีการผูกพันกับหมู่บ้านอื่นๆให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ด้วยไม่ว่าจะเป็นหมู่บ้านฝรั่ง หมู่บ้านซามูไร หมู่บ้านกิมจิ หมู่บ้านโรตี และกลุ่มหมู่บ้านอูฐ ส่วนหมู่บ้านของเรานั้นจัดเป็นหนึ่งในหมู่บ้านรอบบ้านของเขาที่จะต้องสนใจเช่นกัน ซึ่งในหนังสือเล่มนี้ ผู้ใหญ่ลีได้เขียนถึงประเด็นหลักๆ ที่แต่ละหมู่บ้านจะต้องเผชิญ และอะไรคืออนาคตของแต่ละหมู่บ้าน

ผู้ใหญ่ลีเห็นว่าหมู่บ้านสิงโตพ่นน้ำของเขานั้นเล็กเกินไปที่จะเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้แต่พวกเขาก็จะพยายามอย่างถึงที่สุดที่จะขยายพื้นที่ทางอิทธิพลที่พวกเขาจะทำได้ท่ามกลางบรรดาหมู่บ้านใหญ่ๆทั้งหลายโดยเฉพาะในภูมิภาคเดียวกันซึ่งสิ่งที่พวกเขาจะทำได้ก็คือการที่จะต้องแคล่วคล่องว่องไว และมีไหวพริบ (ภาษาวัยรุ่นแปลตรงๆว่า "มีของ") ในการดำเนินชีวิตทางการเมืองระหว่างหมู่บ้านต่อไป

ในอีกด้านหนึ่ง ผู้ใหญ่ลีเห็นว่าความสำเร็จของหมู่บ้านสิงโตพ่นน้ำในวันนี้นั้นเกิดขึ้นจากคุณภาพสำคัญสามประการ นั่นคือ 1.การทำให้หมู่บ้านของเขามีความปลอดภัยที่จะใช้ชีวิตและทำมาหากิน 2.การดูแลพลเมืองทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน และ 3.การให้หลักประกันว่าความสำเร็จที่มีอยู่ในวันนี้จะต้องถูกส่งต่อให้ชาวบ้านของเขาจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งความสำเร็จสามด้านนี้จะทำให้นักลงทุนนั้นรู้สึกมั่นใจในหมู่บ้านของเขา และทำให้หมู่บ้านเขามีความสำคัญและเชื่อมโยงกับโลกได้ และมีความกินดีอยู่ดี

สำหรับผมแล้ว เรื่องแบบนี้แม้ว่าจะดูเป็นการโฆษณาชวนเชื่อของหมู่บ้านของเขา แต่อย่างน้อยเขาก็มีเรื่องราวที่พูดแล้วคนในโลกนี้เขาเข้าใจนั่นแหละครับ

มาเข้าเรื่องมุมมองของผู้ใหญ่ลีที่มีต่อบ้านเราดีกว่าซึ่งจะว่าไปผู้ใหญ่ลีอาจจะไม่ถูกไปทุกเรื่องแต่น่าสนใจมิใช่เล่นซึ่งผมว่าเราก็อย่าไปโกรธแค้นอะไรแกนักเลยหรือถึงกับต้องเรียกผู้ใหญ่แกมารายงานตัว(ส่วนตัวกระผมนั้นได้รับหนังสือเล่มนี้มาจากตัวแทนคนหนึ่งของสำนักงานหมู่บ้านแกครับ ผมไม่ได้ไปสั่งซื้อหรือพยายามเสาะแสวงหาอะไร และหนังสือเล่มนี้ก็วางขายตามร้านหนังสือชั้นนำของบ้านเราอยู่แล้ว)

บทที่ว่าด้วยเรื่องของบ้านเรานั้นอยู่ในหมวดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งประกอบด้วยหมู่บ้านสะเต๊ะหมู่บ้านอิเหนาหมู่บ้านของเราหมู่บ้านหมูยอ และหมู่บ้านเมงกาละบาเท่านั้น แต่ที่สำคัญคือแกนหลักของเรื่องในหมู่บ้านเราจากมุมมองของผู้ใหญ่ลีก็คือเรื่องของการที่คนรากหญ้านั้นกำลังรุก/ลุกขึ้นมาซึ่งผมแปลมาจากคำว่า"anunderclassstirs"หรือถ้าจะแปลตรงๆ เลยก็คือ การที่คนยากคนจนที่ไม่เคยได้รับการเหลียวแลได้เริ่มลุกขึ้นสู้ (คือคนกลุ่มนี้มีสถานะที่ต่ำกว่า "ชนชั้น" ในแง่ที่ชนชั้นอย่างน้อยก็สามารถจะรวมตัวกันต่อสู้ต่อรองได้ ซึ่งแนวคิดนี้เป็นหนึ่งในข้อถกเถียงของนโยบายสังคมของประเทศตะวันตก เช่นพวกที่ไม่ได้เป็นกรรมกร หรือไม่เป็นสหภาพ อาจจะเป็นคนสีผิว หรือยังไม่ได้รับการมองว่าเป็นพลเมืองที่เท่ากับคนอื่นๆ)

ผู้ใหญ่ลีเริ่มต้นบทนี้ที่ตีพิมพ์เมื่อปีที่แล้วว่าการเข้าสู่อำนาจของผู้ใหญ่แม้วนั้นได้เปลี่ยนแปลงการเมืองของบ้านเราอย่างถาวรขณะที่ก่อนผู้ใหญ่แม้วจะเข้าสู่อำนาจนั้นบรรดาชนชั้นนำในกรุงเทพฯ(Bangkokestablishment) ได้ครอบงำการแข่งขันทางการเมืองของทุกฝ่าย และได้ปกครองบ้านเมืองเพื่อประโยชน์ของคนในเมืองหลวงของหมู่บ้านนี้ ซึ่งแม้ว่าอาจจะมีการทำเลาะเบาะแว้งกันบ้างแต่ก็ไม่เคยมีครั้งไหนที่รุนแรงเท่ากับที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่ยุคผู้ใหญ่แม้วและนับจากหลังยุคผู้ใหญ่แม้ว

สิ่งที่ผู้ใหญ่แม้วนั้นทำให้พวกผู้ที่ได้ประโยชน์จากระบบการเมืองที่เป็นอยู่นั้นเคืองก็เพราะไปทำให้ตระกร้าผลไม้ที่พวกนี้เคยเก็บผลไม้ที่ได้มานั้นจะต้องถูกกระจายไปยังพื้นที่ส่วนยากจนของบ้านเมืองซึ่งเดิมทีตะกร้าเหล่านี้เคยถูกเก็บกินอย่างตะกละตะกลาม(ราวกับหมู-hogged)โดยคนชั้นกลางและชั้นสูงในกรุงเทพฯซึ่งเมื่อผู้ใหญ่แม้วได้นำ"ยี่ห้อทางการเมือง" แบบใหม่เข้ามา ยี่ห้อใหม่นี้มีลักษณะที่เข้าถึงชาวนาจากภาคเหนือและอีสาน เพื่อให้เข้าถึงส่วนแบ่งอันเนื่องมาจากการเติบโตทางเศรษฐกิจของหมู่บ้านมากขึ้น โดยผู้ใหญ่ลีเห็นว่าช่องว่างระหว่างความยากจนและการเข้าถึงทรัพยากรและส่วนแบ่งเหล่านี้มีมาตั้งแต่ก่อนผู้ใหญ่แม้วจะเข้ามาเล่นการเมืองและเป็นสิ่งที่เกิดมาจากนโยบายที่เน้นให้กรุงเทพฯได้ทุกอย่างก่อนคนอื่นซึ่งมีมาอย่างยาวนาน


ดังนั้นสิ่งที่ผู้ใหญ่แม้วทำก็คือแค่ปลุกให้ผู้คนเห็นช่องว่างนี้และความไม่เป็นธรรมของช่องว่างนี้ จากนั้นก็นำเสนอการแก้ปัญหาเพื่อลดช่องว่างดังกล่าว ซึ่งผู้ใหญ่ลีเชื่อว่าถ้าผู้ใหญ่แม้วไม่ทำคนอื่นที่เข้ามาอีกไม่นานก็จะต้องทำสิ่งเดียวกันนี้อยู่ดี

หลังจากที่ผู้ใหญ่ลีได้ยกตัวอย่างนโยบายต่างๆของผู้ใหญ่แม้วแล้ว(ขอไม่เขียนเพราะเราก็รู้กันอยู่)ผู้ใหญ่ลีชี้ว่าสำหรับพวกที่ไม่เอาผู้ใหญ่แม้วสิ่งที่ผู้ใหญ่แม้วทำเป็นการทำให้ทุกอย่างกลับตาลปัตรจากที่เคยเป็นมา (จะแปลว่าพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน จากคำว่า turning the country upside down ก็น่าจะได้อยู่) แต่พวกนี้ย่อมจะไม่ปล่อยให้ผู้ใหญ่แม้วลอยนวลอย่างแน่นอน และยังกล่าวหาว่าผู้ใหญ่แม้วเป็นพวกประชานิยมและนโยบายของผู้ใหญ่แม้วจะทำให้บ้านเมืองล้มละลาย


แต่สิ่งที่ผู้ใหญ่ลีชี้ต่อไปก็คือ พวกที่ด่าผู้ใหญ่แม้วก็ยังดำเนินนโยบายของผู้ใหญ่แม้วต่อไปในช่วงที่ตนเองถือครองอำนาจในช่วงปี 2551-2554 อยู่ดี และผู้ใหญ่แม้วและพรรคพวกก็ชนะการเลือกตั้ง 5 ครั้งติดต่อกันนับตั้งแต่แกขึ้นสู่อำนาจ และชาวนาทั้งเหนือทั้งอีสานก็ได้ลิ้มลองว่ารสชาติของการเข้าถึงแหล่งทุนนั้นเป็นอย่างไร และพวกเขาจะไม่ยอมเสียมันไปง่ายๆ ท่ามกลางความผันผวนทางการเมืองนับตั้งแต่ผู้ใหญ่แม้วได้รับเลือกตั้งครั้งที่สอง ซึ่งทำให้ชนชั้นนำในกรุงเทพฯไม่สามารถจะรับผู้ใหญ่แม้วได้อีกต่อไป และทำให้เกิดการทำรัฐประหารเมื่อ 2549


และจากนั้นมากรุงเทพฯก็มีแต่ความวุ่นวาย ไม่ว่าจะจากเสื้อเหลืองที่ต่อต้านผู้ใหญ่แม้วและอ้างว่า (... ขอไม่แปล) หรือเสื้อแดงที่มาจากพวกที่สนับสนุนผู้ใหญ่แม้วอย่างกระตือรือล้น ซึ่งผู้ใหญ่ลีแกมองว่าสำหรับผู้ที่ต่อต้านผู้ใหญ่แม้ว ถ้าจะหยุดยั้งหรือย้อนเวลากลับไปคงเป็นเรื่องไร้ประโยชน์
นอกจากนั้นแล้ว ผู้ใหญ่ลีมองว่าหากมองโลกในแง่บวกแล้วสำหรับบ้านเมืองเรานั้นพวกเสื้อแดงในระยะยาวๆ จะมีจำนวนมากกว่าพวกเสื้อเหลือง เพราะพวกเสื้อเหลืองเป็นกลุ่มที่ดึงมาจากพื้นที่ทางการเมืองที่หดตัวลงทุกวัน รวมทั้งคนรุ่นใหม่ก็อาจจะไม่มีมุมมองบางอย่างเหมือนกับคนรุ่นเก่า รวมทั้งเรื่องบางเรื่องก็อาจเปลี่ยนแปลงและเลือนหายไป (ขอแปลส่วนนี้กว้างๆ นะครับ)
เรื่องที่สำคัญที่ผู้ใหญ่ลีแกตั้งข้อสังเกตอีกเรื่องหนึ่งก็คือ บทบาทของกองกำลังป้องกันหมู่บ้าน ซึ่งผู้ใหญ่แกมองออกว่ามีบทบาทสำคัญมากในการเมืองไทย และที่ผ่านมาก็ได้พยายามทำให้การเคลื่อนไหวอะไรก็ตามที่ขัดแย้งกับสิ่งที่พวกเขาเชื่อมโยงตัวเองเข้าไปเพื่อให้มีกำลังอำนาจนั้นจะไม่สามารถโงหัวขึ้นมาได้แต่สุดท้ายพวกกองกำลังป้องกันหมู่บ้านนี้ก็จะไม่มีทางเลือกมากไปกว่าการต้องยอมรับและปรับตัวเองเข้ากับสถานการณ์ที่ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้วโดยเฉพาะการที่จะแข็งขืนต่อเจตจำนงของผู้เลือกตั้งเป็นเวลายาวนานนั้นจะเป็นสิ่งที่ไม่เกิดผลดีโดยเฉพาะเมื่อสุดท้ายตำแหน่งต่างๆของกองกำลังนี้ก็จะต้องแต่งตั้ง"คนรุ่นใหม่"เข้าไปอยู่ดี


อย่างไรก็ตาม ผู้ใหญ่ลีแกทำนายว่าบรรดาผู้นำกองกำลังป้องกันหมู่บ้านก็จะพยายามจนถึงที่สุดที่จะยืนยันเอกสิทธิของพวกเขาและจะไม่ยอมที่จะถูกลดชั้นให้เป็นเพียงกองกำลังธรรมดาๆแต่ในขณะเดียวกันผู้ใหญ่ลีแกเชื่อว่าในอีกด้านหนึ่งกองกำลังป้องกันหมู่บ้านนี้ก็จะเรียนรู้ที่จะอยู่กับรัฐบาลที่เป็นพันธมิตรกับผู้ใหญ่แม้วและอาจจะยอมรับให้ผู้ใหญ่แม้วแกกลับบ้านหากผู้ใหญ่แม้วจะไม่แก้แค้น(หุหุผู้ใหญ่ลีก็ยังรู้พลั้งนะครับ)

มุมมองโลกสวยของผู้ใหญ่ลียังมองต่อไปว่าการเมืองไทยนั้นไม่สามารถย้อนกลับไปก่อนยุคผู้ใหญ่แม้วได้อีกซึ่งหมายถึงการที่ชนชั้นนำในกรุงเทพฯผูกขาดอำนาจและผู้ใหญ่เชื่อว่าช่องว่างทางความมั่งคั่งก็จะลดลงหากเป็นไปตามที่ผู้ใหญ่แม้วแกวางไว้และชาวนาก็จะกลายเป็นชนชั้นกลางและทำให้การบริโภคภายในประเทศสูงขึ้นและบ้านเมืองเราก็จะดีขึ้นในไม่ช้า

ทีนี้ในส่วนสุดท้ายของบทที่ว่าถึงบ้านเราเป็นลักษณะของการถามตอบ ซึ่งผู้ใหญ่ลีก็โดนจัดหนักอยู่หลายคำถาม แต่ผู้ใหญ่ลีแกก็มีมุมที่น่าสนใจ ซึ่งผมขอย้ำว่าเราอาจจะไม่ต้องมองว่าใครถูกใครผิด หรือหนังสือนี้มีความมุ่งหมายที่จะเขียนอะไรให้ใครอ่าน (คือให้คนในบ้านเขาอ่าน หรือให้ผู้มีอำนาจในบ้านเรา "เมื่อปีที่แล้ว" อ่าน) แต่เราควรจะตั้งสติและพิจารณาอย่างรอบด้าน
คำถามแรกก็คือเรื่องข้อวิจารณ์ที่มีต่อนโยบายประชานิยมของผู้ใหญ่แม้วซึ่งผู้ใหญ่ลีโดนยิงคำถามใส่ว่า"ผู้ใหญ่ฮะนักวิเคราะห์เรื่องไทยอาจจะไม่ได้มองโลกสวยในแง่ของความเปลี่ยนแปลงของการเมืองไทยหลังการเข้ามาของผู้ใหญ่แม้วแบบที่ผู้ใหญ่มองโดยมองว่าในช่วงทศวรรษที่1990คือสิบปีก่อนที่ผู้ใหญ่แม้วจะขึ้นสู่อำนาจนั้นนายกรัฐมนตรีต่างๆของไทยสามารถที่จะพัฒนาเศรษฐกิจของไทยในแบบ ′ระยะยาว′ แต่เมื่อผู้ใหญ่แม้วมาถึง รัฐบาลใหม่ๆ ก็เน้นแต่มาตรการประชานิยมซึ่งเป็นมาตรการระยะสั้น และการ ′แจกของฟรี′ ให้กับคนจน"

ผู้้ใหญ่ลีโต้ว่า "นั่นคือการมองด้านเดียว เพราะว่าผู้ใหญ่แม้วแหลมคมและฉลาดกว่าพวกที่วิจารณ์แก และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมเขาถึงสามารถเจาะภาคอีสานได้ การได้รับคะแนนนิยมจากภาคอีสานไม่ใช่เรื่องของการซื้อแบบที่เราเข้าใจ แต่หมายถึงการเอาชนะการต่อต้านจากคนเหล่านั้นต่างหาก"

"คนเขาก็กังวลว่าการไปแข่งเอาคะแนนเสียงจากคนระดับล่างด้วยการไปเอาคะแนนเสียงจากชนบทให้ได้มากที่สุดด้วยการแจกนั้นจะดีเหรอฮะผู้ใหญ่?"

"ลื้อคิดว่าเงินที่เอาไปแจกของฟรีเหล่านั้นมาจากไหน?"

"นั่นแหละฮะปัญหา"

"ลื้อเข้าใจผิดแล้วเพราะก่อนที่เราจะแจกของฟรีได้เราต้องมีทรัพยากรซึ่งก็หมายถึงว่าจะต้องมีรายได้และถ้าเราต้องการจะแจกมากขึ้นแต่รายรับเรานั้นใช้ไปหมดแล้ว เราก็จะต้องเพิ่มภาษี"

"หรือเราก็ไปกู้เขามาใช่ไหมฮะ"

ผู้ใหญ่ลีจอมเก๋าเกมส์ก็ตอบต่อว่า "ใครเขาจะให้ยืม ถ้าลื้อไม่มีสินทรัพย์พอ?"

"ผู้ใหญ่ฮะ ผู้ใหญ่ไม่คิดว่าพวกเมืองไทยจะเกิดปัญหาในระยะยาวจากการเมืองแบบประชานิยมหรือฮะ เมื่อก่อนก็ดูจะเป็นการเมืองแบบเรียบๆ ร้อยๆ ดีอยู่"

"อั๊วไม่คิดเช่นนั้น เขาจะเอาของไปแจกคนไม่มีได้มากมายขนาดนั้นทำไม"

คำถามชุดที่สองที่ยิงใส่ผู้ใหญ่ลีก็คือ "ผู้ใหญ่ลีคิดอย่างไรกับผู้ใหญ่แม้วฮะ?"

ผู้ใหญ่ลีแกก็ตอบทันใดว่า "ผู้ใหญ่แม้วนั้นไซร้เป็นผู้นำประเภทขาลุยมากกว่าพวกทฤษฎี และเป็นพวกที่ทำงานหนักเพื่อให้ได้ผลลัพธ์เร็วๆ ผู้ใหญ่แม้วเป็นคนที่เชื่อในประสบการณ์ธุรกิจและสัญชาตญาณของตนเองมากกว่าทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ ครั้งหนึ่งผู้ใหญ่แม้วเคยบอกอั๊วว่า เขานั่งรถบัสจากกรุงเทพฯมาถึงหมู่บ้านสิงโตพ่นน้ำของเรา และเขาได้เห็นว่าทำไมหมู่บ้านเราถึงได้เจริญ และเขาก็จะทำในแบบเดียวกับเรา แต่อั๊วก็ไม่รู้นะว่ามาเที่ยวเดียวนี้จะมาเข้าใจความเร้นลับของพวกเราได้ ซึ่งมันเป็นเรื่องของการศึกษา การพัฒนาทักษะ และการสร้างสังคมที่ผนึกประสานกันโดยให้โอกาสอย่างเท่าเทียมกันกับทุกคน และที่สำคัญลื้อต้องไม่ลืมว่าในภาคอีสานมีคนเชื้อสายลาวมากกว่าไทยด้วยซ้ำ"

คำถามชุดที่สามที่ผู้ใหญ่ลีโดนต่อก็คือ"ผู้ใหญ่ฮะในสมัยหนึ่งผู้นำเราเคยมองว่าไทยเป็นคู่แข่งที่สำคัญของเราไม่ว่าจะในฐานะศูนย์กลางการคมนาคมการผลิตอุตสาหกรรมและการท่องเที่ยวเชิงสาธารณสุข ผู้ใหญ่ว่าตอนนี้ยังเป็นเช่นนั้นไหมฮะ"

"ลื้อดูภูมิศาสตร์ของพวกเขาสิ ลื้อจะเห็นว่าเราสามารถข้ามหัวกรุงเทพฯได้ แต่ข้ามหัวพวกเราไม่ได้หรอกในการเดินทางทางทะล"

"แล้วทางอากาศล่ะฮะผู้ใหญ่"

"ลื้อดูเอาแล้วกันว่าพวกเขามีทักษะความชำนาญและการศึกษาสูงแค่ไหนพวกเขาต้องเหนือกว่าเราถึงจะชนะเราได้"

"แล้วพวกเขาจะมีโอกาสไหมฮะ"

"เรื่องแรกคือพวกเราได้เปรียบในแง่ภาษาอังกฤษเรื่องที่สองพวกเรามีโครงสร้างพื้นฐานทางการศึกษาที่ผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพสูงและยังรวมพวกอาชีวะและพวกที่ฝึกอบรมพิเศษให้สถานประกอบการต่างๆลื้อว่าพวกเขาจะสามารถพัฒนาการศึกษาให้คน 60 ล้านคน ที่กระจายในชนบทได้เหรอ?" (แหม แปลมาถึงตรงนี้อยากจะจัดหนักผู้ใหญ่ลีซะจริงๆ ผู้ใหญ่ลีแกไม่เข้าใจเรื่องคนดีสำคัญกว่าคนเก่ง หรือพวกสมุดพกความดีอะไรบ้างเลยเหรอ มันน่าน้ากกกก)

คำถามชุดสุดท้ายคือมุมมองของผู้ใหญ่ลีต่อเมืองไทยในบริบทการเมืองระหว่างประเทศที่พวกคาวบอยและพวกมังกรเป็นใหญ่"ผู้ใหญ่ฮะพวกเมืองไทยจะเป็นพันธมิตรกับพวกคาวบอยต่อไหม?เห็นเป็นมาตั้งนานและเป็นฐานทัพให้เขาด้วยสมัยสงครามเวียดนามอะฮะ?"
"ลื้ออย่าไปสนใจเรื่องอดีตคำถามจริงๆมันอยู่ที่ว่าผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่ายมันตรงกันไหมการจะเป็นพันธมิตรกับใครนั้นมันก็ต่อเมื่อผลประโยชน์มันไปทางเดียวกันก็เหมือนนาโต้นั่นแหละ ถ้าไม่มีรัสเซียไว้ต้าน มันก็ไม่มีสาระสำคัญอะไร และในวันนี้ไทยก็ไม่ได้มีมูลค่ามากมายอะไรในสายตาพวกคาวบอยหลังสงครามเวียดนาม ก็อย่างที่ลื้อเข้าใจนั่นแหละว่าพวกคาวบอยมันไม่ได้ช่วยไทยจากวิกฤตต้มยำกุ้ง ดังนั้น พวกเมืองไทยก็หันไปหามังกรมากขึ้น"

"และถ้าลื้อเข้าใจประวัติศาสตร์ของไทย ลื้อจะเห็นว่าเมื่อพวกซามูไรแข็งแกร่งและพยายามมายึดครองภูมิภาคเรา พวกเขาก็ยอมให้ทัพซามูไรบุกผ่าน และทำให้พวกซามูไรมายึดหมู่บ้านสะเต๊ะและสิงโตพ่นน้ำของเราได้ง่ายขึ้น ดังนั้น คำถามของลื้อที่ว่าพวกไทยจะทำอย่างไรกับอิทธิพลของจีนในละแวกบ้านเรานั้น อั๊วจะตอบลื้อว่า ใครชนะ ใครมีกำลังมาก พวกเมืองไทยก็เข้ากับเขาหมดนั่นแหละ"

ผมขอจบคอลัมน์ครั้งนี้ด้วยการอวยพรหมู่บ้านสิงโตพ่นน้ำที่จะครบรอบวันได้รับเอกราชในวันที่9สิงหาคมนี้นะครับบางทีเราก็ต้องรู้เขารู้เราและรู้ว่าเขาคิดยังไงกับเราด้วยครับ...

............


(ที่มา:มติชนรายวัน5 สิงหาคม2557)

คนไทยต้องอ่าน! - "ยุทธการรุมยิงนกในกรง" โดย พล.อ.อดุล อุบล

วันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2557 เวลา 14:50 น.  ข่าวสดออนไลน์
  
คนไทยต้องอ่าน! - "ยุทธการรุมยิงนกในกรง" โดย พล.อ.อดุล อุบล

มติชนสุดสัปดาห์ 
ฉบับประจำวันที่ 7-13 มีนาคม 2557

ฝากไว้ ให้ตราตรึง
พล.อ.อดุล อุบล
--------------
ยุทธการ "รุมยิงนกในกรง"
--------------
ผมขออนุญาตอีกครั้งหนึ่งครับ ด้วยที่ผมคงต้องเขียนอะไรแรงๆ ลงไปในตอนนี้ เนื่องจากความรู้สึกที่อดสูและสมเพชในบุคคลหลายคนที่ไม่ควรจะเป็นได้ถึงตำแหน่งเหล่านั้น

มันเป็นเรื่องที่พวกเราคงทราบดีกันแล้วจากสื่อเป็นเรื่องที่ hot ที่สุดเรื่องหนึ่งในสังคมตอนนี้ และจะเป็นเรื่องที่มีผลในทางคดีความกันไปอีกนาน และอาจจะเป็นความแตกแยกภายในชาติอีกระดับ

หนึ่ง ถ้าแก้ไขกันไม่ถูกต้อง

ผมไม่ได้รับหนับสือเสนาธิปัตย์มาเป็นปี ทั้งๆ ที่จ่ายเงิน (โดนหักโดยอัตโนมัติ) มาตลอด ก็ไม่ทราบเรื่องราวอัปยศเช่นนี้ มาทราบก็ต่อเมื่อมีการออกมาวิจารณ์กันทางสื่อเรียบร้อยแล้ว และก็มีทั้งรุ่นพี่

และรุ่นน้องโทรศัพท์มาถามและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้วย

ทั้งพี่และน้องเหล่านั้นพูดเหมือนกันว่า "มันเป็นทหารกันหรือเปล่าวะ" สามารถออกคำสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาใช้อาวุธสงครามที่จัดหามาจากภาษีอากรของประชาชน สังหารประชาชนมือเปล่า

แล้วยังมีหน้ามาวิเคราะห์บทเรียนจากการปฏิบัติการนั้นว่าสำเร็จอย่างเลอเลิศสรรเสริญและชื่นชมกันราวกับ"วีรบุรุษสงคราม" ผู้พิชิตชัยชนะในสงครามเต็มรูปแบบกับประชาชน ภายในชาติของตน

เองที่มีแต่มือเปล่า และเต็มไปด้วยเด็ก ผู้หญิง และคนแก่

ผมอยากจะทราบว่า ถ้าผู้ที่มาร่วมชุมนุมเหล่านั้นถืออาวุธมาจากบ้าน อย่างน้อยปืนสั้นหรือปืนยาวคนละกระบอกพร้อมกระสุนตามมีตามเกิด ภาพมันจะเป็นอย่างนี้ไหม

บางคนบอกว่า การวิเคราะห์ "บทเรียนจากการกระชับวงล้อม" (ในหนังสือเสนาธิปัตย์) ผู้วิเคราะห์ถูกสั่งให้กระทำเพื่อเป็นการเอาใจ (มันก็ประจบสอพลอนั่นแหละวะ) ผู้บังคับบัญชาระดับสูงของกองทัพ

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่ามันจะถูกกระทำขึ้นเพื่อเป็นการเอาใจ หรือเพื่อการเป็นการนำไปใช้ฝึกและศึกษา หรือเป็นองค์ความรู้ทางวิชาการ หรือเพื่อเป็นการอยากจะบอกความจริงของผู้วิเคราะห์ก็ตาม มันก็เป็นประวัติศาสตร์อัปยศของกองทัพอยู่ดี

ผมอยากจะรู้ว่าเราจะเอาประสบการณ์ องค์ความรู้ หรือ ผลแห่งความสำเร็จนี้ไปอวดใครที่ไหน

อย่าว่าแต่กับประชาชนภายในชาติเลย ต่อให้ทหารต่างชาติและสังคมโลก เขาคงจะต้องสมเพชกองทัพไทยแน่

ผมมีความภาคภูมิใจมากในอดีตที่เคยดำรงตำแหน่งสำคัญอยู่ทั้ง 2 หน่วยนี้ คือ อาจารย์อำนวยการส่วนวิชายุทธวิธี รร.เสนาธิการทหารบกและก่อนหน้าที่จะเป็นพลเอกนี้ ผมเป็นเจ้ากรมยุทธศึกษาทหารบก เป็นตำแหน่งที่เขาขนานนามกันว่า "ครูใหญ่ของกองทัพบก"

ผมไม่เคยแม้แต่จะคิดว่าหน่วยที่ผมภาคภูมิใจจะทำเอกสารทางวิชาการออกมาได้แบบนี้

ผมอยากจะถามว่า พวกท่านมีความรู้สึกเป็นวีรบุรุษและมีความภาคภูมิใจมากนักหรือกับความเป็นจริงเหล่านี้

1. ท่านใช้กำลังทหาร 4 กองพล ซึ่งเท่ากับ 1 กองทัพน้อย (corps) ที่กองทัพ US ใช้เป็น Main effort (ME) ในการขับไล่กองทัพอิรักออกจากการยึดครองประเทศคูเวต แต่พวกท่านเอามาใช้ล้อมปราบประชาชนที่ไม่มีอาวุธ และเต็มไปด้วยเด็ก ผู้หญิง และคนแก่

2. ท่านใช้พลซุ่มยิงทั้งกองทัพ รุมยิงเป้าหมายผู้ชุมนุมที่ถูกล้อมอยู่ ดุจดัง ยิงนกในกรง

3. ท่านประกาศว่าเป็นการทำสงครามเต็มรูปแบบกับประชาชนภายในชาติด้วยกำลังรบผสมเหล่า ทั้งทหารราบ ทหารม้ายานเกราะ หน่วยบิน พลซุ่มยิง หน่วยรบพิเศษ หน่วยส่งทางอากาศ ขาดแต่อาวุธปืนใหญ่ นี่ยังไม่นับหน่วยข่าวกรองอีกจำนวนมาก

4. ท่านมีความภาคภูมิใจว่ามีการวางแผนประณีตมีการซักซ้อมกันมาเป็นอย่างดี

5. ท่านให้ข้อมูลที่ทำให้แน่ใจได้ว่ามีการสมรู้ร่วมคิดกันระหว่างฝ่ายการเมืองและฝ่ายทหารเป็นอย่างดี เพราะทั้งรัฐบาลและกองทัพมีความเป็นเอกภาพ มีการสั่งและควบคุมการปฏิบัติการอย่างสมบูรณ์แบบตามลำดับสายการบังคับบัญชา (Chain of Command)

6. ท่านชี้ให้เห็นถึงการใช้กระสุนจริงเป็นผลดีต่อขวัญและกำลังใจของทหาร โดยเฉพาะมีการประกาศเขตใช้กระสุนจริงใน down town ของ กทม.

แค่นี้ผมก็อยากจะอ้วกแล้วครับ

ผมคิดว่าท่านกำลังจะทำให้นายทหารรุ่นหลังๆ เข้าใจผิดไปว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเหล่านี้เป็นเรื่องที่ถูกต้อง เป็นบทบาทและหน้าที่ของทหารของชาติอย่างแท้จริง หรือก็เพราะไอ้ชัยชนะแบบนี้เองหรือเปล่าที่ทำให้หลงคิดว่ารบเก่งกันทั้งกองทัพอยู่ทุกวันนี้

เคยคิดในมุมมองอื่นกันบ้างหรือไม่ว่าเหตุการณ์นี้ต้องทำบทเรียน (Lesson Learn) แน่นอน

แต่ทำอีกด้านหนึ่งคือวิจารณ์ว่าจะทำอย่างไรไม่ให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นได้อีก

และถ้ามันเริ่มมีอาการเราจะหยุดอาการเหล่านั้นตั้งแต่แรกอย่างไร

จะดับเหตุแห่งความขัดแย้งในสังคมตั้งแต่แรกได้อย่างไร

เมื่อถึงขั้นที่การควบคุมจะเป็นไปไม่ได้แล้วใครจะเป็นฝ่ายเสียสละระหว่างประชาชนส่วนใหญ่หรือรัฐบาล

บทวิเคราะห์ของ ยศ.ทบ. กรณีนี้ไม่ได้อะไรแก่สังคมนอกจากการขยายช่องว่างของความขัดแย้งและความแตกแยกในสังคมไทยให้มากขึ้นไปอีก และได้คิดกันบ้างหรือเปล่าว่าข้อเท็จจริง (Facts) ที่ท่านเอามาเป็นหลักฐานในการวิเคราะห์นั้น มันจะกลับมาเป็นพยานหลักฐานว่าบรรดาฝ่ายการเมืองและผู้นำทหารกล่าวเท็จกับสาธารณชนไว้อย่างไรบ้าง แล้วมันจะนำไปฟ้องเป็นคดีความกันได้มากน้อยขนาดไหน

ที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งคือ มันเป็นการยอมรับกับผู้ชุมนุมว่ารัฐบาลไม่เคยมีความมุ่งหมายในการเจรจานอกจากการสลายการชุมนุมเท่านั้น

จึงเท่ากับส่งสัญญาณให้ฝ่ายชุมนุมตระหนักว่าในการชุมนุมครั้งต่อไป ไม่ว่าจะชุมนุมด้วยความสงบและปราศจากอาวุธหรือไม่ พวกเขาจะต้องถูกปราบปรามด้วยความรุนแรงและด้วยกำลังทหารแน่นอน

ดังนั้น จะเป็นอะไรไปถ้าพวกเขาจะนำอาวุธประจำบ้านตามมีตามเกิดติดตัวมาด้วยเพื่อป้องกันตนเอง แล้วอะไรมันจะเกิดขึ้น

ผมไม่อยากนึกถึงภาพเลย (เขียนเมื่อ 30 มิถุนายน 2554)
//////////////////////
ปฏิบัติการ "ป้ายร้าย - ใส่สี"

ผมได้อ่านบทความเรื่อง บทเรียนจากการปฏิบัติการข่าวสาร กรณี ปปส. ในเมือง (มีนาคม-พฤษภาคม 2553) ที่ตีพิมพ์ลงในหนังสือเสนาธิปัตย์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต่อเนื่องจากบทเรียนยุทธการกระชับวงล้อม อดไม่ได้ที่จะต้องเขียนมาเสนอความเห็นและแลกเปลี่ยนความรู้กับเพื่อนๆ และบุคคลทั่วไปครับ

ผมเชื่อว่าทุกคนเข้าใจที่มาที่ไปของเหตุการณ์ มีนาคม-พฤษภาคม 2553 และรู้ความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นมากมายปานใด มันส่งผลกระทบต่อความเชื่อถือในสถาบันต่างๆ โดยเฉพาะกระบวนการยุติธรรม สถาบันการเมืองการปกครอง และสถาบันความมั่นคงของประเทศ (ทหาร, ตำรวจ) อย่างไร

และที่สำคัญที่สุดคือ ความแตกแยกของพลเมือง (country men) ทุกหัวระแหงอย่างที่ผมไม่เคยพบมาก่อนในชีวิต จนกระทั่งวันนี้ผมก็ยังไม่แน่ใจว่าจะกลับไปเหมือนเดิมได้อีกหรือไม่เห็นไหมล่ะครับว่าการใช้กำลังทหารซึ่งเป็นของทุกคนภายในชาติไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใด สีใด ยากดีมีจนเพียงใด ออกมาจัดการกับประชาชนภายในชาติอีกฟากหนึ่ง ซึ่งตรงข้ามกับผู้มีอำนาจในประเทศมันมีแต่ผลเสียเกินกว่าที่จะคาดคิดนัก

เพราะเหตุว่าในท้ายที่สุดแล้ว มันจะไม่มีฝ่ายใดชนะ มันจะมีแต่ความพ่ายแพ้ของทุกฝ่ายอย่างถาวร

เมื่อนำทหารถืออาวุธออกมา ความตึงเครียดของทุกฝ่ายย่อมทวีขึ้นแน่นอน เมื่อเกิดความสูญเสียขึ้นจะส่งผลสำคัญให้ฝ่ายที่สูญเสียโกรธ เกลียด ชิงชัง เคียดแค้น ความต้องการหาความยุติธรรมให้ฝ่ายตนด้วยการแก้แค้นทุกวิถีทางก็จะเกิดขึ้น

สำหรับฝ่ายที่ทำให้สูญเสียจะเกิดความกลัวความผิดจากการกระทำของตนเองก็จะต้องป้องกันทุกวิถีทางเพื่อให้ตนเองและพวกพ้องพ้นความผิด

สถานการณ์เช่นนี้จะจบลงเมื่อใดและอย่างไรคงยากที่ผู้ใดจะตอบได้เวลาเท่านั้นจะเป็นเครื่องแสดงให้ทุกฝ่ายได้เห็น

บรรดาประเทศที่ศิวิไลซ์เขาจึงต้องกันกองทัพประจำการของชาติของเขาไว้ไม่ให้ต้องเข้ามาเกี่ยวข้องในเรื่องนี้เพื่อประกันไม่ให้กองทัพต้องตายไปจากหัวใจของประชาชนพี่น้องร่วมชาติ

เมื่อเรานำกองทัพถืออาวุธออกมาและสถานการณ์ได้พัฒนาตัวของมันเองไกลออกไปจนเกิดความรุนแรง กองทัพก็ต้องนำวิธีการทางทหารทุกประการออกมาใช้เพื่อให้ได้ชัยชนะโดยไม่ได้คิดว่าตามปกติแล้ววิธีการทางทหารนั้นเขาใช้กับข้าศึกที่เป็นฝ่ายตรงข้ามกับประชาชนและประเทศชาติของเรา

เช่นเดียวกับการที่กองทัพ และ ศอฉ. ได้นำการปฏิบัติการข่าวสาร (Information Operation) หรือ IO มาใช้ในการสนับสนุนการสลายมวลชนใน มีนาคม-พฤษภาคม 2553 IO นั้นเป็นกระบวนการทั้งถูกต้องและไม่ถูกต้อง ใช้ทั้งความดีและความชั่วร้าย ใช้ทั้งความจริงและการโกหกหลอกลวงที่ฝ่ายเรากระทำต่อข้าศึกเพื่อให้ได้ผลทั้งทางกายภาพและทางจิตวิทยา โดยเฉพาะต่อข้าศึก ทำให้ข้าศึกตกเป็นเบี้ยล่างของฝ่ายเราในทุกด้านของการปฏิบัติการทางทหาร

เมื่อฝ่ายเรากระทำต่อข้าศึกมันไม่เป็นอะไรหรอกครับเพราะฝ่ายข้าศึกเขาก็ยอมรับกฎกติกาในเรื่องนี้ของการทำสงครามซึ่งฝ่ายเขาก็จะทำกับฝ่ายเราซึ่งเป็นข้าศึกของฝ่ายเขาเช่นกัน

เมื่อเสร็จสิ้นสงครามไม่ว่าฝ่ายใดจะแพ้หรือชนะก็จบกันไปไม่ได้มาเกี่ยวข้องกันหรือมีความสัมพันธ์กัน ต้องอยู่ด้วยกันในฐานะคนร่วมชาติเดียวกัน

แต่เมื่อฝ่ายกองทัพ และ ศอฉ. นำเรื่องของ IO ตามที่กล่าวมาแล้วมาใช้กับประชาชนซึ่งเป็นพี่น้องร่วมชาติ อะไรมันจะเกิดตามมาเมื่อจบเหตุการณ์แล้ว

และยิ่งไปกว่านั้น ผู้มีอำนาจของฝ่าย ศอฉ. ยังขยายความเจ็บแค้นต่อไปอีกด้วยการสั่งให้ฝ่ายตนเองวิเคราะห์บทเรียนแห่งความสำเร็จจากการหลอกลวงประชาชน ให้สังคมได้รับทราบอย่างภาคภูมิและมีเกียรติยิ่ง

มันเป็นเรื่องของเกียรติยศและน่าภาคภูมิใจมากนักหรือกับการที่ท่านป้ายความชั่วร้ายให้แก่อีกฝั่งฟากหนึ่งด้วยข้อหาร้ายกาจสุดโต่งที่ไม่ต้องการพิสูจน์และไม่ต้องมีหลักฐานและกับการที่ใส่สีสัน เพิ่มความรุนแรงน่ากลัวของสถานการณ์ลงไปด้วยการตัดต่อภาพนิ่งและภาพวิดีโอ (ตามที่ท่านได้ยอมรับไว้ในเอกสาร) เพื่อสร้างความเลวร้ายให้แก่อีกฝ่ายหนึ่ง เพื่อให้ประชาชนในชาติยอมรับความจำเป็นในการปราบปราม

เนื่องจากสอนใน รร.เสนาธิการทหารบกมาหลายรุ่น ผมเข้าใจและรู้ว่าปัจจัยแห่งการได้รับชัยชนะในการทำสงครามนั้นประการสำคัญประการแรกคือ ความชอบธรรม (Legitimacy) ในการทำสงครามและสาเหตุแห่งความชอบธรรมนั้นมันสร้างกันได้ และบางครั้งก็ต้องสร้างขึ้นมาเองด้วย

ผมก็สอน นทน.รร.สธ.ทบ. ไปหลายรุ่น แต่ผมไม่เคยหวังให้พวกเขาเหล่านั้นนำมาใช้กับเพื่อนร่วมชาติ

ทหารในกองทัพชาติจะต้องเป็นสุภาพบุรุษ เป็นผู้ดี เป็นที่พึ่งของชนในชาติ ไม่มีวันที่พวกเขาจะโกหกพี่น้องร่วมชาติเพื่อความชอบธรรมได้ พวกเขาจึงจะสามารถประทับอยู่กลางใจมหาชน ไม่ใช่ตายไปแล้วจากหัวใจของประชาชนเหมือนบางคนทุกวันนี้ (เขียนเมื่อ 4 กรกฎาคม 2554)

วันอาทิตย์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2558

เกมตรวจสอบ สธ.

ถ้าเรื่องนี้จริงไอ้พวกโกงชาติโกงประชาชนฉิบหายแน่

สำหรับคนที่ถามถึงครับ

ว่าเพราะอะไร ปลัดฯ โดนย้าย
...

ศึกวงการหมอระอุร้องป.ป.ท.ตรวจสอบกรรมการ สปสช.5ประเด็น ส่อทุจริตโครงการ30บาท มีผลประโยชน์ทับซ้อน อมค่าคอมมิชชั่นยา 600 ล้านดูงานต่างประเทศ

นายประยงค์ ปรียาจิตต์ เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เปิดเผยว่า ป.ป.ท.ได้รับหนังสือร้องเรียนกล่าวหาการดำเนินการของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ( สปสช. ) กองทุน 30บาทรักษาทุกโรค ในประเด็นผลประโยชน์ทับซ้อนผูกขาดจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์ และนำงบประมาณไปปรับเพิ่มเงินเดือนจนส่งผลกระทบต่อการบริหารงานโรงพยาบาลของรัฐ ซึ่งมีอยู่ประมาณ 800 แห่ง ขาดสภาพคล่องทางด้านการเงินถึง 300-500แห่ง และอาจอยู่ในภาวะวิกฤต ที่ไม่สามารถได้รับเงินสนับสนุนจำนวนประมาณ 105 แห่ง ซึ่งป.ป.ท.จะเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง หากพบหลักฐานส่อถึงการทุจริตจะเร่งรายงานให้พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม รับทราบเพื่อดำเนินการไม่ให้ความเสียหายขยายวงกว้างเพิ่มขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับหนังสือร้องเรียนให้ตรวจสอบสปสช.แยกเป็นประเด็น ดังนี้ 1. คณะกรรมการ สปสช. บางคนมีผลประโยชน์ทับซ้อนโดยจัดตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาจัดสรรเงินกองทุนเพื่อใช้ในด้านต่างๆ และมีกรรมการ สปสช. เป็นประธานอนุกรรมการหรืออนุกรรมการใช้กระบวนการออกระเบียบที่เกี่ยวกับการใช้จ่ายเงิน เพื่อให้สามารถนำเงินกองทุน 30 บาท รักษาทุกโรค ไปใช้โดยไม่เป็นไปตามกฎหมาย เช่นในกรณี ให้มูลนิธิ ชมรม หรือบุคคล ซึ่งคณะกรรมการสปสช. บางคนหรืออนุกรรมการบางคนใน สปสช. เป็นประธานมูลนิธิ หรือคณะกรรมการมูลนิธิ มูลนิธิ ชมรม ทั้งที่ไม่ใช่หน่วยบริการที่สามารถรับเงินจาก สปสช.ได้

ประเด็นที่ 2 คณะกรรมการ สปสช. ได้นำเงินไปใช้ในโครงการต่าง ๆ ในโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งไม่ใช่หน่วยบริการตามกฎหมาย สปสช. ที่สามารถรับเงินจากกองทุนได้ อันเป็นการบริหารงานที่เป็นลักษณะเอื้อประโยชน์ต่อโรงพยาบาลเอกชนโดยไม่สนับสนุนหน่วยบริการของรัฐที่มีหน้าที่โดยตรง หรือหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่รักษาพยาบาลโดยตรง อีกทั้ง ไม่มีหลักเกณฑ์ในการรับรองประสิทธิภาพการรักษาผู้ป่วยจากโรคเฉพาะทางตามโครงการ แต่เป็นการนำเงินกองทุนไปทำให้เอกชนได้ประโยชน์และเกิดรายได้จากโครงการที่สนับสนุนโดยไม่ชอบ ซึ่งมีการเสนอขอแก้มติและระเบียบต่าง ๆ เพื่อให้สามารถใช้จ่ายเงินได้

ประเด็นที่ 3 คณะกรรมการ สปสช. ทำหน้าที่ในการดูแลประสานภาพรวมของเงินกองทุน 30 บาททั่วประเทศ โดยได้มีการจัดซื้อยา เวชภัณฑ์ เครื่องมือทางแพทย์ ในลักษณะผูกขาด วงเงินปีละกว่า 6,000 ล้านบาท ซึ่งหน่วยบริการหรือโรงพยาบาลของรัฐที่เป็นหน่วยที่ใช้ยาจริงไม่ได้กำหนด ทั้งยังปรากฏ มีเงินตอบแทนหรือค่าคอมมิชชั่นประมาณ 10% จากวงเงินดังกล่าว ประมาณ 600 ล้านบาท คืนกลับไปยังสวัสดิการของ สปสช. แทนที่สปสช.จะคืนเงินกลับเข้ากองทุน 30 บาท หรือโรงพยาบาลที่ใช้ยาจริง แต่กลับนำเงินตอบแทนไปใช้ประโยชน์เพื่อพวกพ้อง เช่น การนำบุคคลที่ไม่ใช่แพทย์ หรือไม่เกี่ยวข้องกับการรักษาพยาบาลร่วมคณะเดินทางไปดูงานต่างประเทศ

ประเด็นที่ 4 มีลักษณะการกระทำเป็นการตกแต่งบัญชีเพื่อให้เข้าใจว่า สปสช. สามารถบริหารเงินกองทุนที่ได้รับการจัดสรรอย่างมีประสิทธิภาพ (ใช้งบประมาณหมด) โดยวิธีการโอนงบประมาณไปให้โรงพยาบาลต่าง ๆ จำนวน 250 โรงพยาบาล กว่า 2,000 ล้านบาท เมื่อมีการพิจารณาจากโบนัสให้กับพนักงาน และได้รับงบประมาณก้อนใหม่ สปสช.จะเรียกเงินคืนจากโรงพยาบาลโดยอาจเป็นการโอนผิด ซึ่งอาจมีลักษณะเกี่ยวโยงถึงการประเมินผลงานและโบนัสประจำปีของสำนักงาน

และประเด็นที่ 5 เป็นการร้องเรียนให้ตรวจสอบ การปรับอัตราเงินเดือนค่าตอบแทนของคณะกรรมการหรือเลขาธิการ สปสช. ไม่เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี กล่าวคือ ใช้ในอัตราสูงสุดที่คณะรัฐมนตรีกำหนดโดยไม่ได้เป็นการเพิ่มขึ้นเป็นลำดับขั้น หรือแม้แต่ค่าตอบแทนเบี้ยประชุมของคณะอนุกรรมการมีอัตราเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดเช่นกัน

วันศุกร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2558

สถานการณ์ข่าว20/3/58

พล.อ.อุดมเดช ปัด ทหารซ้อมมือระเบิดศาลอาญา ขู่ เล่นงานข้อหาบิดเบือน ยัน ใช้กฎอัยการศึกเท่าที่จำเป็น

พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมและผู้บัญชาการทหารบก ยืนยันว่า เจ้าหน้าที่ ไม่ได้มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน หรือทำร้ายร่างกายผู้ต้องหาคดีปาระเบิดศาลอาญา รัชดา
ตามที่มีการกล่าวหาก่อนหน้านี้ ซึ่งเจ้าหน้าที่ เข้าใจอำนาจและขอบเขต โดยยินดีให้มีการตรวจสอบในเรื่องนี้ด้วย อย่างไรก็ตาม หากยังมีการออกมาให้ข่าวบิดเบือนกล่าวหาอีก ทางกองทัพบกอาจจำเป็นที่จะต้องดำเนินการทางกฎหมายต่อไป

ส่วนแนวโน้มการนำตัวผู้มีส่วนเชื่อมโยงที่ยังหลบหนีอยู่ในต่างประเทศนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงพยายามนำผู้ที่กระทำความผิด เข้าสู่ขั้นตอนทางกฎหมาย พร้อมย้ำว่าจะใช้กฎอัยการศึกเท่าที่จำเป็นโดยเฉพาะการก่อเหตุรุนแรง  ซึ่งขอความร่วมมือผู้เห็นต่าง อย่าสร้างสถานการณ์ โดยให้แสดงความคิดเห็นตามกรอบและช่องทางที่รัฐบาลมีให้
-----------------------
โฆษก กอ.รมน. เผย ผบ.ทบ. ห่วงเหตุระเบิด แจ้งเตือนการครอบครอง และใช้อาวุธ เครื่องกระสุนวัตถุระเบิด ที่ทางราชการไม่อาจออกใบอนุญาต

พ.อ.บรรพต พูลเพียร โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) เปิดเผยว่า ตามที่มีการใช้วัตถุระเบิดชนิดขว้าง จำนวน 1 ลูก บริเวณหน้าห้องเช่า ตลาดสามแยกหนองแค อ.หนองแค จ.สระบุรี โดยเหตุเกิดค่ำวานนี้ ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 ราย สาเหตุเบื้องต้นคาดว่าไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับการสร้างสถานการณ์ทางการเมืองนั้น พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมและผู้บัญชาการทหารบก ได้แสดงความเป็นห่วงเหตุระเบิดที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะการครอบครองอาวุธ เครื่องกระสุน วัตถุระเบิด ที่ทางราชการไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้นี้ ถือว่ามีความผิดตามกฎหมายที่มีอัตราโทษสูง และหากนำมาใช้ประทุษร้ายต่อกันจะยิ่งเพิ่มโทษในลักษณะอันเป็นการกระทำความผิดร้ายแรง ก่อให้เกิดผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม

จึงขอฝากแจ้งเตือนมายังผู้ที่ครอบครองอาวุธ เครื่องกระสุน วัตถุระเบิดดังกล่าว และขอความร่วมมือผู้ที่ทราบเบาะแสกรุณาแจ้งกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ในแต่ละท้องที่เข้าทำการกวดขัน จับกุม เพื่อจะได้ช่วยสังคมเพิ่มความมั่นใจในความสงบสุข ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน สำหรับความคืบหน้าของคดี ทางพนักงานสอบสวน และเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน จะได้ดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม และชี้แจงให้ทราบต่อไป
---------------------------
ทหารเตรียมส่งมอบ 2 ผู้ต้องหาร่วมบึ้มศาลอาญาให้ตำรวจเช้านี้ - สันติบาลรักษาความปลอดภัยเข้ม 

เจ้าหน้าที่ทหารเตรียมควบคุมตัว นายวสุ เอี่ยมละออ และ นายสุรพล เอี่ยมสุวรรณ 2  ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลทหาร คดีระเบิดศาลอาญารัชดา เมื่อวันที่ 7 มีนาคม ให้กับพนักงานสอบสวนนำไปดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยมีรายงานว่า ในเวลา 10.30 น. วันนี้ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จะรับมอบตัวผู้ต้องหาจากทหารและทำการสอบปากคำและแจ้งข้อกล่าวหากับผู้ต้องหาก่อนนำตัวไปขออำนาจศาลทหารฝากขังต่อไป

ทั้งนี้ สำหรับ นายวสุถือเป็นผู้ต้องหาที่สำคัญ เนื่องจากเป็นผู้รับโอนเงินจาก นายมนูญ ชัยชนะ หรือ เอนก ซานฟราน ผู้ต้องหาคดีเดียวกันและยังหลบหนีอยู่ต่างประเทศ เพื่อนำมาใช้เป็นค่าจ้างวานทั้งก่อนเกิดเหตุและหลังเกิดเหตุ ครั้งละ 50,000 บาท ก่อนโอนให้ นางสุภาพร มิตรอารักษ์ หรือ เดียร์ นำไปใช้จ้างวาน ส่วนนายสุรพลเป็นผู้รับปากและรับเงินล่วงหน้า 15,000 บาท  จาก นางณัฎฐธิดา หรือแหวน มีวังปลา อดีตพยาบาลอาสาผู้ต้องหาที่ถูกดำเนินคดีไปก่อนหน้านี้ว่าจะไปก่อเหตุระเบิด 5 จุด ในเดือน ก.พ. แต่ทำไม่สำเร็จ

สำหรับการรับมอบตัวผู้ต้องหา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้จัดเตรียมห้องกระจก ชั้น 2 อาคาร 1 ตร. พร้อมจัดชุดพนักงานสอบสวนไว้สอบปากคำ ตรวจสุขภาพ พิมพ์ลายนิ้วมือ แจ้งข้อกล่าวหาเช่นเดียวกับผู้ต้องหาทุกคนก่อนหน้านี้

อย่างไรก็ตาม สำหรับมาตรการรักษาความปลอดภัยภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยังเป็นไปอย่างเข้มงวด โดยมีตำรวจสันติบาลคอยประจำการตรวจตราและบุคคลที่จะผ่านเข้า-ออก ตลอด 24 ช.ม. ซึ่งตั้งแต่เกิดเหตุระเบิดขึ้นทั้งที่สยามพารากอนและศาลอาญา สถานการณ์จนถึงขณะนี้ ยังเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่มีความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติแต่อย่างใด
----------------------------
ผบ.ตร. มอบหมาย นครบาล สอบปากคำผู้ต้องหาเอี่ยวบึ้มศาล อีก 2 คน พร้อมฝากขังทันที

พลตำรวจตรี ชยพล ฉัตรชัยเดช ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 6 เปิดเผยว่า พลตำรวจเอก สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีคำสั่งให้ พนักงานสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล ดำเนินการสอบปากคำผู้ต้องหาคดีระเบิดศาลอาญา รัชดา ที่ทหารจะนำมาส่งมอบให้พนักงานสอบสวน วันนี้ คือ นายวสุ เอี่ยมละออ และนายสุรพล เอี่ยมสุวรรณ โดยไม่ต้องควบคุมตัวมาที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติแล้ว และมอบหมายให้ พลตำรวจโทศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวน แถลงผลการสอบปากคำ ตลอดจนความคืบหน้าทางคดีด้วย

โดยมีรายงานว่า ภายหลังการสอบปากคำแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว จะควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 2 ไปขออำนาจศาลทหารฝากขังเป็นผลัดแรก
-------------------------
ผบช.น. ชี้ วันนี้ทางหารจะคุมตัว 3 ผู้ต้องหาคดีปาระเบิดศาลอาญา มาให้ พงส. เพื่อสอบปากคำ ยัน มีผู้ต้องหาเพิ่มอีกแน่ 

พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เปิดเผยกรณีการควบคุมตัว 3 ผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องกับคดีปาระเบิดศาลอาญารัชดา เมื่อวันที่ 7 มีนาคม ที่ผ่านมา ซึ่งประกอบด้วย นายวสุ เอี่ยมละออ นายสุรพล เอี่ยมสุวรรณ และผู้ต้องหาไม่ทราบชื่ออีก 1 ราย

โดย พล.ต.ท.ศรีวราห์ กล่าวว่า วันนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารจะควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 3 มาส่งให้พนักงานสอบสวนกองบัญชาการตำรวจนครบาล เพื่อทำการสอบปากคำและดำเนินคดีทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงผู้ต้องหาคนสำคัญอีก 1 รายคือ นายวีระศักดิ์ โตวังจร หรือ ใหญ่ พัทยา ว่า หนึ่งในผู้ต้องหาที่จะถูกควบคุมตัวมาในวันนี้หรือไม่ ทางผู้บัญชาการตำรวจนครบาลกล่าวว่า ยังไม่ทราบเช่นกัน โดยจะต้องรอทางเจ้าหน้าที่ทหารนำผู้ต้องหามาก่อนขณะที่การขยายผลออกหมายจับผู้ต้องหาเพิ่ม ยืนยันว่ามีอีกแน่นอน แต่ในส่วนของ นายธราเทพ มิตรอารักษ์ บุตรชายของ นางเดียร์ ผู้ต้องหาที่ถูกจับไปก่อนหน้านี้ จะมีการออกหมายจับหรือไม่ ยังเปิดเผยไม่ได้ เพราะเรื่องอยู่ในสำนวน

ส่วนประเด็นการซ้อมผู้ต้องหาที่ทางคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ที่จะเข้ามาตรวจสอบนั้น พล.ต.ท.ศรีวราห์ เปิดเผยว่า พร้อมให้ความร่วมมือกับทาง กสม.ในการตรวจร่างกายผู้ต้องหา แต่ขอยืนยันว่าทางเจ้าหน้าที่ไม่มีการทำร้ายผู้ต้องหาอย่างแน่นอน เพราะก่อนทำการส่งตัว มีการตรวจร่างกายจากแพทย์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
-------------------
ผบ.ตร.มีคำสั่งให้ พงส.บช.น. สอบปากคำ 3 ผู้ต้องหาบึ้มศาลอาญา ส่วนกรณี เอนก อยู่ระหว่างการขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน

ที่ กองบัญชาการตำรวจนครบาล ขณะนี้ จากที่ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีคำสั่งให้พนักงานสอบสวนกองบัญชาการตำรวจนครบาล ได้ดำเนินการสอบปากคำผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย คือ นายวสุ เอี่ยมละออ นายสุรพล เอี่ยมสุวรรณ และอีกหนึ่งผู้ต้องหาที่ยังไม่ทราบชื่อ-นามสกุล คดีขว้างระเบิดศาลอาญารัชดา เมื่อวันที่ 7 มีนาคม ให้กับพนักงานสอบสวนกองบัญชาการตำรวจนครบาล ที่ทหารจะได้นำตัวมาส่งมอบให้ในวันนี้ ทำการแถลงผลการจับกุมและสอบปากคำ ตลอดจนความคืบหน้าทางคดีต่าง ๆ ภายหลังการสอบปากคำ และแจ้งข้อกล่าวหา ทางพนักงานสอบสวนจะควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งหมดไปขออำนาจศาลทหารฝากขังต่อไป

ด้านผู้ต้องหาอีกหนึ่งรายยังไม่มีรายงานว่าเป็นใครและมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีนี้อย่างไร ซึ่งต้องติดตามกันอีกครั้ง

สำหรับผู้ต้องหาที่มีการออกหมายจับในคดีนี้ยังคงเหลือ นายมนูญ ชัยชนะ หรือ เอนก ซานฟราน และ นายวิระศักดิ์ โตวังจร หรือ ใหญ่ พัทยา ที่ยังคงหลบหนี ในส่วนของนายเอนก ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการขอส่งตัวตามสนธิสัญญาส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนเพื่อกลับมาดำเนินคดีในประเทศไทย
---------------------
ทหารคุมตัว 3 ผู้ต้องหาระเบิดศาลอาญา ให้ ตร. โดยรับว่า โอนเงินให้ทีมปาระเบิดจริง สรุปผู้ต้องหา 19 ราย ยังหนีอยู่ 3 ราย

เจ้าหน้าที่ทหารควบคุมตัว นายวสุ เอี่ยมละออ, นายสุรพล เอี่ยมสุวรรณ และ นายสมชัย อภินันถาวร 3 ผู้ต้องหาที่ร่วมวางแผนก่อเหตุระเบิดศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก เมื่อวันที่ 7 มีนาคมที่ผ่านมา ส่งมอบให้กับพนักงานสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล ทำการสอบสวน ทำประวัติ และตรวจร่างกาย

จากการสืบสวนทราบว่า นายวสุ และ นายสมชัย เป็นผู้รับหน้าที่โอนเงิน 5 หมื่นบาท จำนวน 2 ครั้ง จาก นายมนูญ ชัยชนะ หรือ เอนก ซานฟราน ผู้ต้องหาที่ยังหลบหนี เพื่อโอนเงินกระจายต่อให้เครือข่ายผู้ก่อเหตุ ส่วน นายสุรพล เป็นผู้ต้องหาที่รับงานและรับเงินล่วงหน้าเพื่อจะก่อเหตุวางระเบิด 5 จุดในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แต่ไม่สำเร็จ ภายหลังการสอบสวนแล้วเสร็จพนักงานสอบสวนจะมีการคุมตัวผู้ต้องหาไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ 3 จุด ก่อนนำตัวไปขออำนาจศาลทหารฝากขังผลัดแรก

เบื้องต้นผู้ต้องหาทั้ง 3 ให้การรับสารภาพ โดย นายสมชัย หนึ่งในผู้ต้องหาให้การอ้างว่า นายธนาวุฒิ ซึ่งเป็นบุตรชายที่ไปทำงานเป็นลูกจ้างที่ร้านอาหารคิงออฟไทยนู้ดเดิ้ลธุรกิจที่ต่างประเทศของ นายเอนก ต่อมา นายเอนก วานบุตรชายให้ช่วยโอนเงินให้กับเพื่อนที่อยู่ในประเทศไทยให้จำนวน 5 หมื่นบาท เนื่องจากมีความจำเป็นต้องใช้เงิน บุตรชายจึงโทรมาบอกตนให้ช่วยโอนเงินให้กับคนที่เมืองไทย จึงอยากร้องขอความเป็นธรรมต่อเจ้าหน้าที่

สำหรับคดีนี้มีผู้ต้องหารวมทั้งหมด 19 ราย หลบหนีอยู่ 3 ราย ประกอบด้วย นายวีระศักดิ์ โตวังจร หรือ ใหญ่ พัทยา นายมนูญ ชัยชนะ หรือ เอนก ซานฟราน และ นายธนาวุฒิ อภินันถาวร
---------------------

///////////////
คดีการเมือง

พล.อ.ไพบูลย์ จี้ "ยิ่งลักษณ์" พูดให้ชัดไม่ได้รับความเป็นธรรมขั้นตอนใด พร้อมดำเนินการตรวจสอบ ยัน รัฐบาล - คสช. ไม่เคยแทรกแซงกระบวนการ

พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและสมาชิกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปิดเผยกับ สำนักข่าว INN ว่า จากกรณีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มีการโพสต์เฟซบุ๊ก หลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รับฟ้องในคดีจำนำข้าวว่า ไม่สามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม ไม่ได้รับความเป็นธรรมนั้น ต้องขอชี้แจงว่า กระบวนการตรวจสอบ สอบสวนในเรื่องดังกล่าว มีขึ้นก่อนที่จะมีการควบคุมอำนาจของ คสช.  นายกรัฐมนตรี ไม่เคยสั่งการ หรือแทรกแซงในกระบวนการต่าง ๆ จะมากล่าวหาว่า คสช.และรัฐบาล เป็นผู้ดำเนินการให้เกิดขึ้นนั้น ถือว่าไม่ถูกต้อง และอยากให้ประชาชนให้ความเป็นธรรมกับรัฐบาลและ คสช.ด้วย

ส่วนกรณีที่ระบุว่า ไม่ได้รับความเป็นธรรมนั้น พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า อยากให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ พูดให้ชัดเจนว่า ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากใคร องค์กรใด ขั้นตอนใดในกระบวนการยุติธรรม ตนในฐานะ หัวหน้าฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมของ คสช. จะดำเนินการประสานงานตรวจสอบให้ หรือจะเชิญองค์กรนั้น ๆ รวมถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ มาชี้แจงต่อหน้าสื่อทันที

ทั้งนี้ พล.อ.ไพบูลย์ ยังกล่าวทิ้งท้ายถึงกรณีกระแสข่าว ผู้ต้องหาคดีระเบิดถูกซ้อมจากเจ้าหน้าที่ว่า อยากให้รอกระบวนการตรวจสอบ เพราะเชื่อว่า เจ้าหน้าที่พร้อมที่จะรับการตรวจสอบและพิสูจน์ในทุกเรื่อง ส่วนตัวเชื่อมั่นว่าเจ้าหน้าที่ไม่ได้กระทำการดังกล่าวอย่างแน่นอน
-------------------------------
"ปานเทพ" ระบุ ยินดีเป็นพยานคดี "น.ส.ยิ่งลักษณ์" หาก อสส.แจ้ง ป.ป.ช. - ถอดถอน "อภิสิทธิ์-พระสุเทพ" สั่งสลาย นปช. รอให้มาแก้ข้อกล่าวหา

นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวถึงกรณีที่ศาลฎีการับฟ้องคดีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กรณีการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ว่า ภายหลังจากนี้ ป.ป.ช. จะเข้าร่วมตรวจสอบพยานเอกสารที่เกี่ยวข้องกับคดีซึ่งมีเป็นจำนวนมาก และหากอัยการสูงสุดแจ้งให้ ป.ป.ช.เป็นพยานด้านโจทก์ ก็ยินดี ส่วนจะเป็นใครนั้นขึ้นอยู่อัยการเป็นผู้กำหนด แต่อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ ยังไม่ได้ขอเอกสารหลักฐานเพิ่มเติม

ทั้งนี้ ในวันพิจารณาคดีนัดแรก วันที่ 19 พฤษภาคม ศาลจะอ่านคำฟ้องเพื่อแจ้งให้จำเลยทราบ ดังนั้นจำเลยจึงเป็นต้องมาด้วยตนเอง ซึ่งจากการติดตามก็ทราบว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะเดินทางไปด้วยตน
เอง

ส่วนคดีถอดถอน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ กรณีสั่งการสลายการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เมื่อปี 2553 จนเป็นเหตุให้มีผู้ถึงแก่ความตายนั้น ขณะนี้ยู่ในระหว่างการรอให้ผู้ถูกกล่าวหามาแก้ข้อกล่าวหา ซึ่งจะเดินทางมาด้วยตัวเองหรือส่งเป็นเอกสารชี้แจงก็ได้ และหากต้องการจะขอเพิ่มพยานบุคคลสามารถระบุมาได้เช่นกัน ซึ่งทางคณะกรรมการ ป.ป.ช. จะพิจารณาว่าบุคคลเหล่านั้นมีความเกี่ยวข้องกับคดีและจำเป็นที่จะสอบพยานหรือไม่
-------------------------------
"วิชา" ระบุ ป.ป.ช. ไม่มีหลักฐานเอาผิด "ยิ่งลักษณ์" โพสต์เฟซบุ๊ก ขอให้ไปชี้แจ้งต่อศาล พร้อมไม่ยุ่งต่ออายุงาน กรรมการ ป.ป.ช.

นายวิชา มหาคุณ กรรมการป้องกันและปราบการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวถึงกรณีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า ป.ป.ช. ไม่มีหลักฐานชัดเจนที่จะเอาผิดตน และเป็นคดีทางการเมือง ที่มีการตั้งธงไว้แล้วว่า  ขอให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไปชี้แจงต่อศาลตามกระบวนการของกฎหมาย เพราะการโพสต์เฟซบุ๊กเหมือนเป็นการชี้แจงให้เพื่อนฟัง พร้อมยืนยันว่า การโพสต์ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะไม่ทำให้ประชาชน เกิดความสับสน เพราะตนได้ชี้แจงต่อ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ถึงสาเหตุที่จะต้องเอาผิด น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในฐานะเจ้าของนโยบาย นอกจากนี้ ยังพบว่า ประเทศในภูมิภาคอาเซียน ต่างให้ความสนใจกรณีดังกล่าวและต้องการนำไปเป็นกรณีตัวอย่างอีกด้วย

ส่วนกรณีกรณีขอต่ออายุกรรมการ ป.ป.ช. บางคนที่จะครบวาระในปี 2558 นั้น นายวิชา กล่าวว่า ไม่ขอยุ่ง และจะไม่มีการเร่งพิจารณาคดีสำคัญแต่อย่างใด  ซึ่งหากไม่แล้วเสร็จ ก็ส่งต่อให้กรรมการที่ยังปฏิบัติหน้าที่ต่อ เนื่องจากเป็นกระบวนการที่ไม่มีวันสิ้นสุด นอกจากนี้ กฎหมาย ป.ป.ช. ยังระบุให้ กรรมการ ป.ป.ช. รักษาการ ทำหน้าที่ไปจนกว่าจะสรรหาบุคคลเข้ามาทำหน้าที่แทนได้  โดยมีอำนาจเทียบเท่ากับคณะกรรมการตามปกติ
/////////////
กมธ.ยกร่างฯ

"คำนูณ" ชี้ อำนาจยกร่างเป็นของกรรมาธิการ ส่วน สปช.มีหน้าที่รับหรือไม่รับ ขณะประชามติหากเสียงส่วนใหญ่ให้ทำ ต้องแก้ รธน.ชั่วคราวก่อน

นายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษกคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ชี้แจงถึงอำนาจหน้าที่ในการยกร่างรัฐธรรมนูญ ว่า เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) 2557 ได้ให้อำนาจไว้ ส่วนสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) มีอำนาจจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ซึ่งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ จะใช้เวลา 60 วันตั้งแต่ 25 พฤษภาคม - 23 กรกฎาคม ในการดำเนินการยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยขั้นตอนดังกล่าวจะอยู่ในอำนาจของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญทั้งหมด

ทั้งนี้ ในช่วง 60 วันสุดท้าย จะเปิดให้สื่อมวลชนเข้าร่วมสังเกตการณ์การยกร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่นั้น ที่ประชุมยังไม่ได้มีการหารือกัน แต่คาดว่าจะเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนเข้าสังเกตการณ์ในบางมาตรา และในบางครั้งอาจเป็นการประชุมลับ เช่นเดียวกับการทำประชามติ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจในการตัดสินใจ แต่หากเสียงส่วนใหญ่เห็นว่าควรทำประชามติ จะต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว เพื่อเปิดช่องให้มีการทำประชามติ
--------------------
กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ทบทวนแล้ว 205 มาตรา ขณะ คำนูณ ยืนยัน บทบัญญัติยังปรับแก้รายละเอียดได้

การประชุมคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ วันนี้ นายมานิจ สุขสมจิตร รองประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม โดยได้พิจารณาทบทวนความถูกต้องและความสมบูรณ์ รวมถึงบันทึกสรุปเจตนารมณ์แต่ละมาตราไปแล้ว 205 มาตรา จาก 315 มาตรา

ขณะที่ นายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษกกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ระบุว่า กรณีที่มีความเห็นต่างในประเด็นสำคัญ อาทิ ที่มาของนายกรัฐมนตรีและระบบเลือกตั้งนั้น ทุกกลุ่มการเมืองมีความเห็นต่างได้ แต่สุดท้ายก็จะต้องนำมาทบทวนและอภิปรายที่จะมีคำขอแก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้มีความเห็นตรงกันทั้งหมด ดังนั้น ยืนยันว่าทุกบทบัญญัติในร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งในทฤษฎีและหลักการ ยังสามารถแก้ไขได้ในรายละเอียด
-------------------------
เลิศรัตน์บอกคณะบินเยอรมันหนุน ลต. สัดส่วนผสมลดโกง โยนนายกประชามติ

พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ที่ปรึกษาและโฆษกกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เปิดเผยภายหลังเดินทางกลับจากเยอรมัน ว่า ตัวแทนคณะทั้ง 9 คน ได้ศึกษาดูงานมีความเข้าใจในระบบการเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสมมากขึ้น พร้อมจะนำมาปรับใช้ให้ระบบการเลือกตั้งและพรรคการเมืองของไทยเข้มแข็ง ปราศจากการซื้อสิทธิ์ขายเสียงที่ยังเป็นจุดอ่อนของไทย ทั้งนี้ การจัดการเลือกตั้งของเยอรมัน

ให้กระทรวงมหาดไทยดูแลการเลือกตั้ง กฎหมาย และนักการเมือง ส่วน กกต. จะกำกับกฎกติกา เชื่อว่าจะไม่มีปัญหา หากไทยใช้ระบบสัดส่วนผสม

อย่างไรก็ตาม หากนายกรัฐมนตรีกำหนดให้ทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ก็จะเริ่มดำเนินการได้หลังจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ มีมติเห็นชอบในร่างรัฐธรรมนูญ และคาดว่าจะใช้เวลา 3 เดือนในการทำประชามติ
/////////////
เคลื่อนไหวนายกฯ

นายกฯ เข้าทำเนียบแล้ว พล.อ.วรพงษ์ นำ ผบ.เหล่าทัพ เข้าอวยพรเนื่องในวันคล้ายวันเกิด 21 มี.ค. นี้ 

ความเคลื่อนไหวที่ทำเนียบรัฐบาล ในช่วงเช้าวันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เดินทางเข้าปฏิบัติงานที่ทำเนียบรัฐบาลแล้ว ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยจากเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำทำเนียบรัฐบาลอย่างเข้มงวด

ขณะเดียวกัน พล.อ.วรพงษ์ สง่าเนตร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด นำผู้บัญชาการเหล่าทัพต่าง ๆ และข้าราชการทหาร เข้าอวยพรพร้อมมอบกระเช้าดอกไม้เนื่องในวันคล้ายวันเกิดของนายกรัฐมนตรี ใน
วันที่ 21 มีนาคม ที่จะถึงนี้ ที่ทำเนียบรัฐบาล

หลังจากนั้น นายกรัฐมนตรี จะเป็นประธานพิธีมอบรางวัลผู้ชนะการแข่งขันประกวดเรียงความค่านิยมหลักของคนไทย 12 ประการ ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก)
-------------
นายกฯ เป็นประธานมอบรางวัลผู้ชนะเรียงความค่านิยม 12 ประการ ขณะที่ผู้สื่อข่าวร้องเพลงอวยพรวันเกิด

ความเคลื่อนไหวที่ทำเนียบรัฐบาล ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. เป็นประธานพิธีมอบรางวัลผู้ชนะการแข่งขันประกวดเรียงความค่านิยมหลักของคนไทย 12 ประการ ของ กรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งเป็นการจัดกิจกรรมเพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ค่านิยมหลักของคนไทย 12 ประการ รวมถึงรณรงค์และสร้างความตระหนักให้เกิดขึ้นในกลุ่มของเยาวชน ประชาชน และข้าราชการ นำมาใช้ในการดำเนินชีวิต โดยมีเยาวชนและผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง

ทั้งนี้ ระหว่างเดินทางมาเป็นประธานมอบรางวัล ผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบรัฐบาลได้ร่วมร้องเพลงอวยพรวันเกิดโดยขอให้นายกรัฐมนตรีทำงานประสบความสำเร็จ ใจเย็น อย่าเครียด คิดแต่สิ่งดี ๆ ขณะเดียวกันนายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณและระบุว่า ในปีนี้ต้องการหัวใจของสื่อมวลชนเป็นของขวัญวันเกิด
------------------------
นายกฯ ปฏิเสธซ้อมผู้ต้องหาระเบิดศาลอาญา ขออย่าดึงยูเอ็นมาเกี่ยวข้อง ขณะที่ข้อเสนอนิรโทษกรรมลดขัดแย้ง ไม่ปิดกั้น

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. กล่าวถึงกรณีที่สำนักงานสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เตรียมรับเรื่องร้องเรียนกรณีทารุณผู้ต้องหาที่ถูกจับในคดีขว้างระเบิดศาลอาญามาตรวจสอบ ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวนและปฏิเสธการซ้อมผู้ต้องหา ซึ่งในกรณีนี้ จะต้องดูหลักฐานและความผิดที่เกิดขึ้น ขออย่ามุ่งแต่เรื่องการซ้อมผู้ต้องหาเพียงอย่างเดียวแต่ให้นำหลักฐานอื่นมาประกอบด้วย

ส่วนองค์การสหประชาชาติ หรือ ยูเอ็น ที่ได้ติดต่อเข้ามายังศูนย์ทนายฯ เพื่อขอตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าว นายกรัฐมนตรีระบุว่า หากมีหลักฐานก็ดำเนินการมา แต่ยืนยันมีหลักฐานและปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาในประเทศ ขออย่าดึงยูเอ็นเข้ามาเกี่ยวข้อง ส่วนข้อเสนอให้นิรโทษกรรมเพื่อลดความขัดแย้งนั้น ไม่ได้ปิดกั้น แต่เป็นเรื่องของสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช.ที่จะต้องดำเนินการ โดยจะยกเว้นผู้ที่มีความผิดทางอาญาและมาตรา 112
----------------------
นายกฯ ระบุ ตั้งเพจให้ยกเลิกกฎอัยการศึกกำลังพิจารณา พยายามหากฎหมายใหม่ ขณะที่วันเกิดปีนี้นิมนต์พระสงฆ์มาทำบุญที่บ้านพัก ร.1 รอ.

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. กล่าวถึงการตั้งเพจให้ยกเลิกกฎอัยการศึก ว่า กำลังพิจารณาในเรื่องนี้อยู่ ซึ่งจาก 17 มาตรา มีการใช้เพียง 2 มาตรา คือ การขอค้นโดยไม่ต้องขอหมายศาล และการควบคุมตัวภายใน 7 วันเท่านั้น และพยายามที่จะหากฎหมายใหม่เข้ามารองรับเพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามปกติ

ขณะที่ในวันเกิดปีนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าไม่ได้อยากได้อะไรเป็นพิเศษ ขออนาคตประเทศให้ลูกหลานและให้ประเทศสง่างาม สงบ สันติ มีความยั่งยืน และจะนิมนต์พระสงฆ์มาทำบุญที่บ้านพักในกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ หรือ ร.1 รอ.
///////////////////////////////////////
ระเบิด

ระเบิดลูกเกลี้ยงตกจากหลังคาห้องเช่า จ.สระบุรี กระแทกพื้นบึ้มสนั่น ทำให้หนุ่มรับจ้างดูดส้วมและภรรยาชาวไทยใหญ่ถูกสะเก็ดระเบิด อาการสาหัส

พล.ต.ต.ชลิต ปรีชาหาญ ผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.สระบุรี เข้าตรวจสอบเหตุระเบิด บริเวณหน้าห้องเช่าตลาดเก่าสามแยกหนองแค เขตเทศบาลตำบลหนองแค มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส 2 ราย จุดเกิดเหตุอยู่ใต้ต้นคูนหน้าอาคาร 2 ชั้น ซึ่งแบ่งเป็นห้องเช่า พบกองเลือดจำนวนมากหยดเป็นทาง ใกล้กันพบเศษกระจกที่หน้าห้องเช่าแตกเกลื่อนและพบกระเดื่องระเบิด ชนิดลูกเกลี้ยงเอ็ม 26 ตกอยู่ 1 อัน มี รถดูดสิ่งปฏิกูลถูกสะเก็ดระเบิดได้รับความเสียหายหลายแห่ง ส่วนผู้บาดเจ็บ 2 ราย ทราบชื่อต่อมาคือ นายพาวิน สวัสดิสุข อายุ 40 ปี อาชีพรับจ้างดูดสิ่งปฏิกูล ถูกสะเก็ดระเบิดเข้าที่แขนขวา ขาทั้งสองข้างกระดูกแตกละเอียด อาการสาหัส และ นางหวาน ชาวไทยใหญ่ ภรรยาของนายพาวิน ถูกสะเก็ดระเบิดเข้าที่ช่องท้องอาการสาหัส เจ้าหน้าที่นำส่ง ร.พ.หนองแค

สอบสวนเบื้องต้น นายพาวินให้การว่า ก่อนเกิดเหตุขณะตนกับภรรยานั่งเล่นอยู่ใต้ต้นคูนหน้าห้องเช่า จู่ ๆ ได้ยินเสียงสิ่งของกลิ้งตกลงมาจากหลังคากันสาดของห้องเช่า ก่อนจะตกลงใกล้จุดที่ตนและภรรยานั่งอยู่ เมื่อตนเหลือบไปมองจนทราบว่าเป็นเป็นระเบิดลูกเกลี้ยงชนิดขว้างสังหาร จึงรีบตะโกนให้ภรรยาหนี แต่ไม่ทัน และเกิดระเบิดขึ้นเสียงดังสนั่น ตนเองกับภรรยาได้รับบาดเจ็บดังกล่าว

ทั้งนี้ จากการสอบปากคำนายพาวินยังให้การคลุมเครือ เหมือนปกปิดอะไรไว้บางอย่าง รวมถึงอาจพกระเบิดไว้กับตัวจนเกิดระเบิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม มีพยานระบุว่า นายพาวินเคยมีเรื่องบาดหมางกับเพื่อนร่วมบ้านจึงอาจเป็นมูลเหตุจูงใจให้ผู้บาดเจ็บพกระเบิดติดตัวไว้ตลอดเวลา
----------------------------
ศาลอาญานัดอ่านคำพิพากษา วันนี้ 09.00 น. กรณีวางระเบิดหน้าร้านเสริมสวยออกัส

ศาลอาญารัชดา นัดอ่านคำพิพากษาในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายอัฟฟาฮัม สะอะ อายุ 26 ปี ชาว จ.ปัตตานี กับพวกรวม 4 คน เป็นจำเลยในความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, กระทำให้เกิดระเบิดจนน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่น หรือทรัพย์ของผู้อื่นและเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่ทรัพย์ผู้อื่น, ร่วมกันทำและมีวัตถุระเบิด (ระเบิดแสวงเครื่อง) ที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร

จากกรณี เมื่อวันที่ 26 พ.ค. 2556 เมื่อเวลา 20.40 น. นายอัฟฟาฮัม จำเลยที่ 1 กับพวก ได้ร่วมกันประกอบวัตถุระเบิดแล้วนำไปวางไว้บริเวณจุดทิ้งขยะหน้าร้านเสริมสวยออกัส ใกล้ปากซอยรามคำแหง 43/1 แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กทม. จนเกิดระเบิดขึ้นจำนวน 1 ครั้ง เป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 7 ราย และมีร้านค้าแผงลอย อาคารบริเวณใกล้เคียงได้รับความเสียหาย โดยศาลได้นัดอ่านคำพิพากษาในวันนี้ เวลา 09.00 น.
-------------------------------
ศาลสั่งจำคุกตลอดชีวิต 4 มือบึ้ม ร้านออกัสซอย ราม 43 - สารภาพลดเหลือ 50 ปี

ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก พิพากษาในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายอัฟฟาฮัม สะอะ อายุ 26 ปี ชาว จ.ปัตตานี กับพวกรวม 4 คน เป็นจำเลยในฐานความผิด ร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, กระทำให้เกิดระเบิดจนน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่น หรือทรัพย์ของผู้อื่นและเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่ทรัพย์ผู้อื่น, ร่วมกันทำและมีวัตถุระเบิด (ระเบิดแสวงเครื่อง) ที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ ไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร

จากกรณี เมื่อวันที่ 26 พ.ค. 2556 นายอัฟฟาฮัม จำเลยที่ 1 กับพวก ได้ร่วมกันประกอบวัตถุระเบิดแล้วนำไปวางไว้บริเวณจุดทิ้งขยะหน้าร้านเสริมสวยออกัส ใกล้ปากซอยรามคำแหง 43/1 จนเกิดระเบิดขึ้นจำนวน 1 ครั้ง เป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 7 ราย และมีร้านค้าแผงลอย อาคารบริเวณใกล้เคียงได้รับความเสียหาย

โดย ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า จำเลยมีความผิดจริง พิพากษาจำคุกตลอดชีวิต แต่จำเลยทั้ง 4 ให้การเป็นประโยชน์ลดโทษ 1 ใน 3 คงจำคุก 66 ปี 8 เดือนปรับ 90 บาท แต่ให้จำคุกจำเลย ได้สูงสุดไม่เกิน 50 ปี ปรับ 60 บาท ตามประมวลกฎหมายอาญา
//////////////////////////
เศรษฐกิจ

"หม่อมอุ๋ย" มั่นใจ GDP ปี 58 ขยายตัวได้ 4% ส่งออก 2-4% ขณะเบิกจ่ายงบประมาณตามเป้า ยันคง VAT7%

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า มั่นใจอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือ GDP ในปีนี้จะขยายตัวอยู่ที่ร้อยละ 4 โดยไม่กังวลแม้มีหลายหน่วยงานจะปรับประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจลดลง เนื่องจากภาครัฐมั่นใจการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2558 ทำได้ตามเป้าหมายโดยคาดว่าจะสามารถเบิกจ่ายงบประมาณการลงทุนได้ร้อยละ 80 และเบิกจ่ายงบประมาณรวมได้ร้อยละ 98 ในขณะที่การส่งออกคาดว่าจะขยายตัวอยู่ที่ร้อยละ 2-4 โดยมีการนำเข้าสินค้าทุนที่เริ่มปรับตัวดีขึ้น ในขณะที่การจัดเก็บอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT ยืนยันว่าจะยังคงจัดเก็บอยู่ที่อัตราเดิมที่ร้อยละ 7 ออกไปอีกอย่างน้อย 1 ปี หลังสิ้นสุดการขอขยายเวลาในช่วงเดือนกันยายนนี้
--------------------------
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ยอมรับอัตราแลกเปลี่ยน ฉุดส่งออกไม่ดีนัก เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวช้าซ้ำเติม

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า จากที่รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจออกมาระบุว่า การส่งออกไทยในเดือนกุมภาพันธ์นี้จะติดลบถึงร้อยละ 3.4 นั้น โดยส่วนตัวยังไม่เห็นตัวเลขดังกล่าว ซึ่งก็จะเชิญอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศมาชี้แจงข้อเท็จจริงอีกครั้ง ทั้งนี้ ยอมรับว่าการส่งออกไทยมีปัจจัยเสี่ยงหลายด้าน และยังมีผลกระทบจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ค่อนข้างล่าช้า ยกเว้นเพียงสหรัฐอเมริกา และการค้าชายแดนที่ยังขยายตัวดี รวมทั้งค่าเงินบาทที่แข็งค่ากว่าสกุลเงินอื่นโดยเฉพาะสหภาพยุโรป ทำให้มูลค่าการส่งออกสินค้าไทยไปยุโรปลดลง แต่ทั้งนี้ หากพิจารณาในแง่ปริมาณจะพบว่าการส่งออกไม่ได้ลดลง แต่แง่มูลค่านั้นลดลงจากปัจจัยเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน ส่วนจะปรับเป้าหมายการส่งออกลงเป็นเท่าไหร่คงต้องรอดูตัวเลขและติดตามสถานการณ์การส่งออกในช่วงไตรมาส 1 ก่อน

อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์จะมีมาตรการผลักดันการส่งออกให้มากขึ้น ซึ่งได้สั่งการให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศจัดทำแผนงานและจะเตรียมคณะเดินทางไปเจรจาขยายตลาดในต่างประเทศ
------------------------
ธนาคารแห่งประเทศไทย ปรับประมาณการณ์ GDP ปี 58 ใหม่เหลือ 3.8% จากเดิม 4% เหตุลงทุนชะลอ ขณะส่งออกเหลือ 0.8%

นายเมธี สุภาพงษ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. เปิดเผยว่า ธปท. ได้ปรับลดประมาณการณ์อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย หรือ จีดีพี ใน 2558 ลงเหลือร้อยละ 3.8 จากเดิมที่คาดว่าจะอยู่ที่ร้อยละ 4  และปรับลดคาดการณ์การส่งออกลงอยู่ที่ร้อยละ 0.8 จากเดิมร้อยละ 1 เนื่องจากเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวช้ากว่าที่เคยประเมินไว้ โดยเฉพาะการใช้จ่ายในประเทศ การบริโภคและการลงทุนของภาคเอกชน การเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐที่ล่าช้า ทำให้แรงส่งในปีนี้ลดลง ประกอบกับความเชื่อมั่นของประชาชนและนักธุรกิจในช่วง 2 เดือนแรง

ของปีชะลอลง และมีปัจจัยเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวช้ากว่าคาด โดยเฉพาะการชะลอตัวของเศรษฐกิจประเทศหลัก ทั้งจีนและเอเชีย รวมทั้งมีความเสี่ยงมากขึ้นจากปัญหาการเมืองภายในยุโรป
อย่างไรก็ตาม ธปท. ยืนยันว่า เศรษฐกิจไทยขณะนี้ยังไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย เนื่องจากยังเชื่อว่า จีดีพีในแต่ละไตรมาสจะเติบโตเป็นบวกได้
---------------------------
ธนาคารแห่งประเทศไทยคาดเงินเฟ้อปี 58 ต่ำกว่ากรอบ ขณะเศรษฐกิจปี 59 โต 3.9% ส่งออก 4% จับตาเศรษฐกิจโลก

นายเมธี สุภาพงษ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. เปิดเผยว่า ธปท. ประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2558 จะต่ำกว่ากรอบเป้าหมายที่ร้อยละ 2.5 บวกลบ 1.5
โดยปีนี้เงินเฟ้ออยู่ที่ร้อยละ 0.2 ซึ่งคาดว่าในช่วงครึ่งปีแรกจะติดลบ จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง แต่สามารถกลับมาเป็นบวกได้ในครึ่งปีหลัง ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับราคาน้ำมันด้วย ซึ่งราคาน้ำมันที่ลดลงส่งผลให้แรงกดดันเงินเฟ้อจากด้านต้นทุนลดลงค่อนข้างมาก โดยปีนี้คาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบดูไบจะอยู่ที่ 59.5 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาเรล และปี 2559 จะอยู่ที่ 70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาเรล อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าแม้เงินเฟ้อจะหลุดกรอบเป้าหมายแต่ไม่ใช่ภาวะเงินฝืด ซึ่งหลายประเทศเจอสถานการณ์เดียวกัน

นอกจากนี้ ธปท. ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในปีหน้า จะขยายตัวได้ร้อยละ 3.9 และการส่งออกขยายตัวร้อยละ 4 โดยยังต้องติดตามความชัดเจนในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ความแตกต่างของนโยบายการเงินในกลุ่มประเทศหลักที่อาจส่งผลต่อตลาดการเงินและการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศ ความสามารถในการใช้จ่ายของภาครัฐ ซึ่งมีผลต่อความเชื่อมั่นและการลงทุนภาคเอกชน และความเสี่ยงจากพฤติกรรมการแสวงหาผลตอบแทนที่สูงกว่า ภายใต้ภาวะอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำมานาน