PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพุธที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2559

เบื้องหลังข่าวที่ดนพล.อ.ประยุทธ์

เบื้องหลังข่าวเจาะ“พล.อ.ประยุทธ์”ขายที่ดิน 9 แปลง 50 ไร่ 600 ล้านผ่านบริษัทหุ้นใหญ่ ตู้ ปณ.บนเกาะบริติชเวอร์จิ้น โยงใย 22 บริษัทลับ 7 หมื่นล้าน "เจ้าสัวเจริญ" บ่งชี้สัมพันธ์ บิ๊กทหาร-นักธุรกิจใหญ่

piccpayuuu1-1-15

ในรอบปี 2557 มีข่าวเจาะชิ้นหนึ่งที่เกี่ยวพันกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โดยตรงคือ กรณีการขายที่ดิน 9 แปลงเนื้อที่ 50-3-08 ไร่ วงเงิน 600 ล้านบาทของ พ.อ.ประพัฒน์ จันทร์โอชา บิดา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ บริษัท 69 พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด

ข่าวชิ้นนี้ทำให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างนายทหารใหญ่ในกองทัพกับนักธุรกิจแสนล้านที่หยั่งรากลึกมานาน “ชัดเจน”ขึ้นเมื่อพบว่า ผู้รับซื้อที่ดินแปลงนี้ตัวจริงคือนายเจริญ สิริวัฒนภักดี เจ้าของธุรกิจเครื่องดื่มชื่อดังและเจ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของประเทศนั่นเอง 
สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org เรียบเรียงความเป็นมาดังนี้ 

ภายหลังเข้ารับตำแหน่งนายกฯ วันที่ 4 ก.ย.57 พล.อ.ประยุทธ์ ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ระบุว่า พ.อ.ประ พัฒน์ จันทร์โอชา อายุ 89 ปี (บิดา) ได้มอบเงินจำนวน 540 ล้านบาทกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เนื่องจากเป็นบุตรชาย มีสิทธิอย่างสมบูรณ์ในการดูแลเงินจำนวนนี้ ให้เกิดประโยชน์กับพี่น้องของผู้รับ

ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ ได้แจ้งต่อสำนักงาน ป.ป.ช. ว่า ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาซอยอารีสัมพันธ์ รับรองว่าได้มีการโอนเงินเข้าบัญชีออมทรัพย์เลขที่ 056-2-471xx-x ชื่อบัญชี พล.อ.ประยุทธ์ โดยโอนมาจากบัญชีออมทรัพย์ เลขที่ 134-2-329xx-x ชื่อบัญชี พ.อ.ประพัฒน์ จำนวนเงิน 540 ล้านบาท ณ วันที่ 10 พฤษภาคม 2556 จริง

พล.อ.ประยุทธ์ได้แนบหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินระหว่าง พ.อ.ประพัฒน์ กับ บริษัท 69 พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด จำนวนเงิน 600 ล้านบาท ต่อ ป.ป.ช.ด้วย

(อ่านประกอบ:เปิดหนังสือ“ประยุทธ์”รับเงินขายที่ดินพ่อ 9 โฉนด 540 ล้าน)

PIC-ทรพยสนบกต-4

PIC-ทรพยสนบกต-6

@ บ.69 พร็อพเพอร์ตี้ ถือหุ้นไขว้ซับซ้อน

จากกรณีดังกล่าว สำนักข่าวอิศรา ได้ตรวจสอบข้อมูลการจดทะเบียนต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าพบว่า บริษัท 69 พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด จดทะเบียนวันที่ 2 พ.ค.56 ทุน 1 ล้านบาท ที่ตั้งเลขที่ 20/164 หมู่บ้านอิ่มอัมพร 2 หมู่ที่ 11 แขวงบางเชือกหนัง เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ หุ้นใหญ่ 4 รายคือ 

1.บริษัท ทรงวุฒิ บิสซิเนส จำกัด จำนวน 49,000 หุ้น 
2.นายไพโรจน์ จาตุรแสงไพโรจน์ จำนวน 30,000 หุ้น 
3.นายประมวล ศรีรัตนา 11,000 หุ้น และ 
4.นายศราวุธ เทียนสุวรรณ 10,000 หุ้น 

รวมทั้งสิ้น 100,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 10 บาท นายศราวุธ เทียนสุวรรณ นายประมวล ศรีรัตนา และนายไพโรจน์ จาตุรแสงไพโรจน์ เป็นกรรมการผู้ขอจดทะเบียน

หลังจดทะเบียนราว 2 สัปดาห์ 16 พ.ค.56 บริษัท ทรงวุฒิ บิสซิเนส จำกัด (นายศราวุธ เทียนสุวรรณ ถือหุ้นใหญ่) ได้โอนหุ้นจำนวน 49,000 หุ้น ไปให้ วินเทค โปรฟิท คอมปะนี ลิมิเต็ด ไทรเด้นท์ ทรัส (บี.วี.ไอ.) ลิมิเต็ด ไทรเด้นท์ แซมเบอร์ ซึ่งมีที่อยู่เป็นตู้ ป.ณ. เลขที่ 146 ,โรดทาวน์,ทอร์โทล่า , บริติชเวอร์จิน ไอร์แลนด์ 

21 มิ.ย.56 บริษัท 69 พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด เพิ่มทุนเป็น 200 ล้านบาท วินเทค โปรฟิท คอมปะนี ลิมิเต็ด ได้เพิ่มสัดส่วนถือหุ้นเป็น 9,800,000 หุ้น จากทั้งหมด 10 ล้านหุ้น 

2 ธ.ค.56 บริษัท 69 พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ได้เพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 628 ล้านบาท มีผู้ถือหุ้น 3 ราย 

บริษัท นครชื่น จำกัด ถือหุ้นใหญ่ 62,799,998 หุ้น บริษัท ยอดกิจธุรกิจ จำกัด และ บริษัท พรนวภัณฑ์ จำกัด ถือรายละ 1 หุ้น รวมทั้งหมด 62,800,000 หุ้น 

จากการตรวจสอบพบว่า นายประมวล ศรีรัตนา นายศราวุธ เทียนสุวรรณ บริษัท นครชื่น จำกัด กรรมการและผู้ถือหุ้นบริษัท 69 พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด นั้น เป็นกรรมการบริษัทเครือข่ายของนายเจริญ สิริวัฒนภักดี จากข้อมูลดังกล่าวทำให้เชื่อได้ว่าผู้รับซื้อที่ดินดังกล่าวจากบิดา พล.อ.ประยุทธ์คือนายเจริญ สิริวัฒนภักดี

(อ่านประกอบ:บริษัทรับซื้อที่ดินพ่อ“ประยุทธ์”600 ล.“หุ้นใหญ่”ตั้งบนเกาะบริติชเวอร์จิน)

กระนั้น ประเด็นที่สำนักข่าวอิศราสงสัยก็คือ วินเทค โปรฟิท คอมปะนี ลิมิเต็ด ใครเป็นเจ้าของที่แท้จริงและเกี่ยวพันกับนายเจริญอย่างไร? 

@สาวลึก บ.วินเทค ฯ ตู้ ปณ.เกาะบริติชเวอร์จิ้น

จากการตรวจสอบธุรกิจในเครือของนายเจริญที่มีนับร้อยบริษัทโดยเริ่มจากตรวจสอบบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น บริษัท ทีซีซี แลนด์ จำกัด ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ณ วันที่ 28 มี.ค.49 มีผู้ถือหุ้นสัญชาติไทย 14 ราย ต่างด้าว 2 ราย รวม 16 ราย พบ วิน แอลไลต์ อินเตอรเนชั่นแนล อิงค์ สัญชาติ บี.วี.ไอ. (บริติช เวอร์จิน ไอร์แลนด์) ที่อยู่ ทรีเด้นท์แชมเบอร์ส,ตู้ ปณ. 146 ,โรดทาวน์,ทอร์โทลา ,บริติช เวอร์จิน ไอร์แลนด์ ถือจำนวน 97 ล้านหุ้น ซึ่งเป็นที่อยู่เดียวกับบริษัท วินเทค โปรฟิทฯ ผู้ถือหุ้นใหญ่บริษัท 69 พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด 

นอกจากนี้ยังพบบริษัทที่จดทะเบียนในบริติชเวอร์จินไอร์แลนด์ อีกบริษัทหนึ่งคือ บลูสกาย โฮลดิ้ง กรุ๊ป อิงค์ ที่ตั้งอาคารเดอะเคร็ค ,ตู้ ปณ.116 โรดทาวน์,ทอร์โทลา ,บริติช เวอร์จิน ไอร์แลนด์ ร่วมถือหุ้น บริษัท ทีซีซีแลนด์ จำกัด 94.9 ล้านหุ้น จากจำนวนหุ้นทั้งสิ้น 1650,000,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 10 บาท

ต่อมา เม.ย.52 วิน แอลไลต์ อินเตอร์เนชั่นแนล อิงค์ และ บลูสกาย โฮลดิ้ง กรุ๊ป อิงค์ หายไป ปรากฏว่ามี ทีซีซี แอ็ทเส็ทส์ ลิมิเต็ด บี.วี.ไอ. ซึ่งใช้ที่อยู่เดียวกัน คือ ทรีเด้นท์แชมเบอร์ส,ตู้ ปณ. 146 ,โรดทาวน์,ทอร์โทลา ,บริติช เวอร์จิน ไอร์แลนด์ เข้ามาแทนที่ โดยมีนายเจริญ สิริวัฒนภักดี และ คุณหญิงวรรณา สิริวัฒนภักดี ร่วมถือหุ้นด้วย 

(อ่านประกอบ:สิ้นสงสัย!“หุ้นใหญ่”ซื้อที่ดินพ่อประยุทธ์ ที่อยู่เดียว“บ.เสี่ยเจริญ”บนบริติชเวอร์จิน)

@ลงพื้นที่พิสูจน์:ชาวบ้านบอกของ“เบียร์ช้าง”

ขณะเดียวกัน ผู้สื่อข่าว ได้ลงพื้นที่ไปตรวจสอบสภาพที่ดิน 9 แปลงดังกล่าวพบว่าเป็น พื้นที่โล่ง ติดถนนบางบอน 3 ซึ่งมีขนาดฝั่งละ 2 เลน พื้นถนนเป็นปูนซิเมนต์ ถ้าหันหน้าเข้าพื้นที่จะพบว่าบริเวณด้านซ้ายติดกับคลองหนามแดง ภายในพื้นที่มีต้นหญ้าขึ้นปกคลุมอยู่โดยทั่วบริเวณ และมีการนำป้ายประกาศซึ่งมีสภาพใหม่ มาติดไว้ทั่วบริเวณหน้าที่ดิน ระบุข้อความว่า

"ประกาศ ...ที่ดินบริเวณนี้ เป็นทรัพย์สินส่วนบุคคล ห้ามบุกรุก ตกปลา หรือกระทำการใดๆ หากฝ่าฝืนมีความผิดทั้งในทางอาญาและทางแพ่ง บริษัทฯ จำเป็นต้องดำเนินคดีจนถึงที่สุด"

และจากการสอบถามคนในพื้นที่บอกว่า ที่ดินทั้ง 9 แปลงเป็นของเบียร์ช้าง

ty6

(อ่านประกอบ:เผยโฉมที่ดิน"พ่อประยุทธ์"ขาย 600 ล.ให้ บ.เครือข่ายเสี่ยเจริญ-ห้ามบุกรุก)

@ตู้ ปณ.ใบเดียว ที่ตั้ง 5 บริษัท

จากการตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่า ตู้ ปณ. 146 ,โรดทาวน์,ทอร์โทล่า , บริติชเวอร์จิน ไอซ์แลนด์ ใช้เป็นที่ตั้งถึง 5 บริษัท

1.ไชนิ เทร็ชเชอ โฮลดิ้ง ลิมิเต็ด ผู้ถือหุ้น บริษัท สิริวนา จำกัด จำนวน 710,500,000 หุ้น (710.5 ล้านหุ้น) มูลค่าหุ้นละ 10 บาท หรือเท่ากับ 7,105 ล้านบาท) ตั้งเดือน เม.ย.54 จนถึงปัจจุบัน 

2.ไรเซน มาร์ค เอ็นเตอร์ไพรส (Risen Mark Enterprise Ltd.,) ผู้ถือหุ้น บมจ.ไทยเบฟเวอร์เรจน์ จำนวน 6,549,600,000 หุ้น (6,549.6 ล้านหุ้น) มูลค่าหุ้นละ 1 บาท หรือเท่ากับ 6,549.6 ล้านบาท (ผู้ถือหุ้น ณ 30 ธ.ค.47-11 ก.ค.48)และลดลงเหลือ 5,537,600,000 หุ้น (5,537.6 ล้านหุ้น) ในช่วง27 มี.ค.49 เหลือ 2,359,815,000 หุ้น เมื่อ 3 ก.ค.49 กระทั่งหายไปหลังปี 51 

3. วิน แอลไลต์ อินเตอร์เนชั่นแนล อิงค์ สัญชาติ บี.วี.ไอ. ถือหุ้น บริษัท ทีซีซี แลนด์ จำกัด จำนวน 97,000,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 10 บาท ในปี 2549 (มูลค่า 970 ล้านบาท) ต่อมาเพิ่มเป็น 797,000,000 หุ้น ณ 30 เม.ย.50 (มูลค่า 7,970 ล้านบาท) 

4. ทีซีซี แอ็ทเส็ทส์ ลิมิเต็ด ผู้ถือหุ้นใหญ่บริษัท ทีซีซีแลนด์ จำกัด ช่วงปี 2550-2552 จำนวน 1,151,500,000 หุ้น (1,151.5 ล้านหุ้น) มูลค่าหุ้นละ 10 บาท หรือ มูลค่า 11,515 ล้านบาท 

5. บริษัท แพลนทิออน อินเตอร์เนชันแนล จำกัด (บี.วี.ไอ.) จำนวน 489,999,994 หุ้น มูลหุ้นละ 10 บาท (มูลค่า 4,899,999,940 บาท หรือประมาณ 4,899.9 ล้านบาท) 

รวมมูลค่าหุ้นทั้ง 5 บริษัท ประมาณ 3.5 หมื่นล้านบาท 

@ พบบริษัทลับ 22 แห่ง 7 หมื่นล้าน

ต่อมาพบว่าธุรกิจของเจริญอย่างน้อย 9 บริษัท คือ บมจ.ไทยเบฟเวอร์เรจส์ บริษัท ทีซีซี แลนด์ จำกัด บริษัท สิริวนา จำกัด .บริษัท พรรณธิอร จำกัด ทีซีซีแลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท 69 พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด บริษัท แผ่นดินธรรม พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด บริษัท คริสตอลลา จำกัด และ บริษัท เครือ อาคเนย์ จำกัด (ชื่อเดิมบริษัท ที.ซี.ซี.แคปปิตอล จำกัด) 

มีบริษัทที่จดทะเบียนจัดตั้งบนเกาะ บริติชเวอร์จิน บี.วี.ไอ. อย่างน้อย 22 บริษัท รวมมูลค่าหุ้นตามทุนจดทะเบียน 70,807.2 ล้านบาท ได้แก่

1.วิน แอลไลด์ อินเตอร์เนชั่นแนล อิงค์ ทรีเด้นท์แชมเบอร์ (WIN ALLIED INTERNATION INC) ถือหุ้น 2 แห่งคือ บมจ.ไทยเบฟเวอร์เรจส์ 5,243,000,000 หุ้น (29 พ.ค.47) มูลค่าหุ้นละ 1 บาท และ บริษัท ทีซีซี แลนด์ จำกัด 97,000,000 หุ้น (ปี 2549 ) เพิ่มเป็น 797,000,000 หุ้น (30 เม.ย.50) มูลค่าหุ้นละ 10 บาท เท่ากับ 7,970 ล้านบาท รวมมูลค่า 2 บริษัท 13,213 ล้านบาท 

2.STRONG TREND VENTURE LTD. ถือหุ้น บมจ.ไทยเบฟเวอร์เรจส์ 1,048,600,000 หุ้น (29 พ.ค.47) หุ้นละ 1 บาท มูลค่า 1,048.6 ล้านบาท

3.LANCENT ASSOCIATES LTD ถือหุ้น บมจ.ไทยเบฟเวอร์เรจส์ 1,048,600,000 หุ้น (29 พ.ค.47)หุ้นละ 1 บาท มูลค่า 1,048.6 ล้านบาท

4.FORTUNE SCENE INVESTMENTS LTD. ถือหุ้น บมจ.ไทยเบฟเวอร์เรจส์ 1,048,600,000 หุ้น (29 พ.ค.47) หุ้นละ 1 บาท มูลค่า 1,048.6 ล้านบาท

5.SOLID GAIN DEVELOPMENT LTD 1บมจ.ไทยเบฟเวอร์เรจส์ 1,048,600,000 หุ้น (29 พ.ค.47)หุ้นละ 1 บาท มูลค่า 1,048.6 ล้านบาท

6. CONTINENTAL CONNECTION INC. ถือหุ้น บมจ.ไทยเบฟเวอร์เรจส์ 1,048,600,000 หุ้น (29 พ.ค.47) หุ้นละ 1 บาท มูลค่า 1,048.6 ล้านบาท

7.ไรเซน มาร์ค เอ็นเตอร์ไพรส ถือหุ้น บมจ.ไทยเบฟเวอร์เรจส์ 6,549,600,000 หุ้น (30 ธ.ค.57) หุ้นละ 1 บาท มูลค่า 6,549.6 ล้านบาท ต่อมาเหลือ 5,537,600,000 หุ้น ( 27 มี.ค.49) และ 2,359,815,000 หุ้น (3 ก.ค.49) กระทั่งหายไปหลังปี 51

8.Trinity Fortune Investment Ltd. ถือ บมจ.ไทยเบฟเวอร์เรจส์ 524,000,000 หุ้น (524 ล้านหุ้น) ณ 29 เม.ย.53 หุ้นละ 1 บาท มูลค่า 524 ล้านบาท

9. MAXTOP MANAGEMENT CORP. ถือหุ้น บมจ.ไทยเบฟเวอร์เรจส์ 3,694,675,000 หุ้น ณ 29 เม.ย.53- 25 เมษายน 2556 หุ้นละ 1 บาท มูลค่า 3,694,675,000 บาท

10. SPARKLE VIEW DEVELOPMENT LIMITED ถือหุ้น บมจ.ไทยเบฟเวอร์เรจส์ 1,042,543,572 หุ้น (29 เม.ย.54) หุ้นละ 1 บาท มูลค่า 1,042,543,572 บาท

11. Kindest Place Groupa Limited ถือหุ้น บมจ.ไทยเบฟเวอร์เรจส์ 19,000,000 หุ้น (19 ล้านหุ้น) ณ 25 เม.ย.56 หุ้นละ 1 บาท มูลค่า 19 ล้านบาท

12.Nexus Power Investment Limited ถือหุ้น บมจ.ไทยเบฟเวอร์เรจส์ 420,514,080 หุ้น ณ 25 เม.ย.57 มูลค่าหุ้นละ 1 บาท มูลค่า 420,514,080 บาท 

13. ไชนิ เทร็ชเชอ โฮลดิ้ง ลิมิเต็ด ถือหุ้น บริษัท สิริวนา จำกัด (บริษัทส่วนตัวนายเจริญ) จำนวน 710,500,000 หุ้น (710.5 ล้านหุ้น) มูลค่าหุ้นละ 10 บาท หรือเท่ากับ 7,105 ล้านบาท) ตั้งเดือน เม.ย.54 จนถึงปัจจุบัน 

14. ทีซีซี แอ็ทเส็ทส์ ลิมิเต็ด ถือหุ้น บริษัท ทีซีซีแลนด์ จำกัด จำนวน 1,151,500,000 หุ้น (1,151.5 ล้านหุ้น) ช่วงปี 2550-2553 มูลค่าหุ้นละ 10 บาท หรือ มูลค่า 11,515 ล้านบาท 

15.บริษัท แพลนทิออน อินเตอร์เนชันแนล ถือหุ้น บริษัท พรรณธิอร จำกัด 489,999,994 หุ้น (ณ 29 เม.ย.52) มูลหุ้นละ 10 บาท (มูลค่า 4,899,999,940 บาท หรือประมาณ 4,899.9 ล้านบาท) มูลค่า 4,899,999,940 บาท

16.บลูสกาย โฮลดิ้ง กรุ๊ป อิงค์ ( บี.วี.ไอ.) ถือหุ้น บริษัท ทีซีซี แลนด์ จำกัด จำนวน 94,900,000 หุ้น (94.9 ล้านหุ้น) มูลค่าหุ้นละ 10 บาท รวมมูลค่า 949 ล้านบาท 

17.บริษัท ทีซีซี กรุ๊ป อินเตอร์เนชั่นแนล ลิมิเต็ด ถือหุ้น บริษัท ทีซีซี แลนด์ จำกัด จำนวน 1,151,499,000 หุ้น มูลค่าละ 10 บาท (ณ 29 เม.ย.56-30 เม.ย.57) หรือ มูลค่า 11,514,990,000 บาท 

และ บริษัท ทีซีซีแลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) ณ 26 เม.ย.56 จำนวน 97,999,800 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 10 บาท มูลค่า 979,998,000 บาท รวมมูลค่า 12,494,988,000

18.วินเทค โปรฟิท คอมปะนี ลิมิเต็ด (บี.วี.ไอ.) ถือหุ้น บริษัท 69 พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด จำนวน 49,000 หุ้น ณ 16 พ.ค.56 ต่อมา เพิ่มเป็น 9,800,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 10 บาท หรือ 98 ล้านบาท 

19.สปริง คริสตัล แอสเซ็ทส์ จำกัด (บี.วี.ไอ.) ถือหุ้น บริษัท แผ่นดินธรรม พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด 9,900,001 หุ้น (9.9 ล้านหุ้น) มูลค่า หุ้นละ 10 บาท เท่ากับ 99 ล้านบาท (29 เม.ย.57)

20.คริสตอลลา อินเตอร์เนชั่นแนล ลิมเต็ด (บี.วี.ไอ.) ถือหุ้น บริษัท คริสตอลลา จำกัด 5,880,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท รวมมูลค่า 588,000,000 บาท (30 ม.ค.56-30 ม.ค.57) 

21.บริษัท เพลนดิไวซ อินเวสต์เม้นต์ จำกัด (บี.วี.ไอ.) ถือหุ้น บริษัท เครือ อาคเนย์ จำกัด (ชื่อเดิมบริษัท ที.ซี.ซี.แคปปิตอล จำกัด) จำนวน 117,600,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 10 บาท เท่ากับ 1,176 ล้านบาท (30 ธ.ค.51-30 เม.ย.52)

22.เดอะ เซาท์อีสท์ กรุ๊ป อินเตอร์เนชั่นแนล ลิมิเต็ด (บี.วี.ไอ.) ถือหุ้น บริษัท เครือ อาคเนย์ จำกัด จำนวน 117,600,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 10 บาท เท่ากับ 1,176 ล้านบาท (26 มี.ค.53-30 เม.ย.57) 

ในจำนวนนี้พบว่า 8 บริษัทใช้ที่อยู่เดียวกันคือตู้ ปณ. 146 โรดทาวน์ เทอโทลา บริติชเวอร์จิน ไอสแลนด์ คือ วิน แอลไลด์ อินเตอร์เนชั่นแนล ,ไรเซน มาร์ค เอ็นเตอร์ไพรส ,MAXTOP MANAGEMENT CORP. ,ไชนิ เทร็ชเชอ โฮลดิ้ง ลิมิเต็ดม ทีซีซี แอ็ทเส็ทส์ ลิมิเต็ด ,บริษัท แพลนทิออน อินเตอร์เนชันแนล ,บลูสกาย โฮลดิ้ง กรุ๊ป อิงค์ ( บี.วี.ไอ.) และ วินเทค โปรฟิท คอมปะนี ลิมิเต็ด 


@ สื่อซัก นายกฯไม่แจง บอกไม่ใช่เรื่องนักข่าว

ภายหลังจากตรวจสอบจนพบข้อเท็จจริง  วันที่ 18 พ.ย. 57 ผู้สื่อข่าวได้สอบถามนายกรัฐมนตรี ที่ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล  กรณีขายที่ดิน 600 ล้าน พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “ไม่ใช่เรื่องของคุณเลยนะ เอ้า คนอื่นถามมา ไม่มีเรื่องอื่นที่ประเทืองปัญญากว่านี้หรือไง”

เมื่อผู้สื่อข่าวกล่าวว่าเนื่องจากพบว่า บริษัท 69 พร็อพเพอร์ตี้ ก่อตั้งบริษัทได้เพียง 7 วัน ก่อนมีการทำสัญญาซื้อขายที่ดิน พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “ไปถามบริษัทเขาสิ”

(อ่านประกอบ: ไม่ประเทืองปัญญา"นายกฯซัดสื่อ หลังซักปมขายที่ดิน 600 ล.ให้ บ.เสี่ยเจริญ    )

และเมื่อผู้สื่อข่าวตรวจสอบงบการเงิน บริษัท  69 พร๊อพเพอร์ตี้ จำกัด ในรอบปี 2556 ระบุสินทรัพย์รวมประมาณ 625 ลัานบาท ซึ่งใกล้เคียงกับวงเงินซื้อขายที่ดินระหว่าง บิดานายกฯ กับบริษัทฯ จำนวน  600 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ในหมายเหตุประกอบงบการเงินระบุว่า 15  ส.ค.56 บริษัทฯได้ซื้อสิทธิสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินจำนวน 403.87 ล้านบาท จากบริษัทแห่งหนึ่งเพื่อขายสิทธิให้แก่บริษัทที่เกี่ยวข้องกัน จำนวน 407 ล้านบาท เมื่อวันที่ 28 ส.ค.56 ซึ่งเกิดกำไรจากการจำหน่าย 3.13 ล้านบาท เมื่อผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามผู้สอบบัญชีบริษัทดังกล่าวแต่ไม่มีคำอธิบาย

prrr18-11-14

ทั้งหมดคือความเป็นมาของการทำหน้าที่ปกติในการตรวจสอบบุคคลสาธารณะ จนถึงขณะนี้ยังไม่มีคำชี้แจงต่อสาธารณะอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งมีเงื่อนปมที่ยังไม่กระจ่างหลายประการ โดยเฉพาะการเสียภาษีเงินได้จากตัวเลขรายได้ 600 ล้านบาท ซึ่งเกี่ยวพันกับผลประโยชน์สาธารณะ

มิใช่เรื่องส่วนตัว?

อ่านประกอบ:

22 บริษัทลับ 7 หมื่นล้าน“บริติชเวอร์จิน”ในเครือ“เสี่ยเจริญ”

 “แพลนทิออน”บริติชเวอร์จิน“ที่อยู่เดียว”ซื้อที่ดินพ่อนายกฯโผล่หุ้นเสี่ยเจริญ 4.9 พันล. 

ปริศนา!งบการเงิน บ.ซื้อที่ดินพ่อนายกฯมีกำไร 3 ล. จากซื้อสิทธิที่ดิน 403 ล.

"ไม่ประเทืองปัญญา"นายกฯซัดสื่อ หลังซักปมขายที่ดิน 600 ล.ให้ บ.เสี่ยเจริญ                                      

ตู้ ปณ.“บริติชเวอร์จิน”เลขที่เดียว ใช้เป็นที่ตั้ง บ.เครือเสี่ยเจริญ 4 แห่ง 3 หมื่นล.

เปิดหนังสือ“ประยุทธ์”รับเงินขายที่ดินพ่อ 9 โฉนด 540 ล้าน

บริษัทรับซื้อที่ดินพ่อ“ประยุทธ์”600 ล.“หุ้นใหญ่”ตั้งบนเกาะบริติชเวอร์จิน

ไขปมบริษัทลับ!บนเกาะบริติชเวอร์จิน “หุ้นใหญ่”ซื้อที่ดิน 600 ล. พ่อ“ประยุทธ์”

เผยโฉมที่ดิน"พ่อประยุทธ์"ขาย 600 ล.ให้ บ.เครือข่ายเสี่ยเจริญ-ห้ามบุกรุก

เปิดตัว"ศราวุธ"ตัวแทนซื้อที่ดิน“พ่อบิ๊กตู่”-"ที่อยู่"หุ้นใหญ่ ทาวน์เฮ้าส์ 2 ชั้น

เจาะราคาประเมินที่ดิน"พ่อบิ๊กตู่"เครือข่ายเสี่ยเจริญลงทุน600ล.คุ้มค่าหรือไม่?

สิ้นสงสัย!“หุ้นใหญ่”ซื้อที่ดินพ่อประยุทธ์ ที่อยู่เดียว“บ.เสี่ยเจริญ”บนบริติชเวอร์จิน

พบ 8 บริษัทลับ!“บริติชเวอร์จิน”โผล่ถือหุ้นธุรกิจ“เสี่ยเจริญ”3 หมื่นล.

เส้นทางโยกหุ้น 2.3 หมื่นล. 3 บริษัทลับ“บริติชเวอร์จิน - เสี่ยเจริญ”

งานเข้า"ประยุทธ"ปานามาเปเปอร์โยงจนได้ปมที่ดิน500ล้าน

เปิดหลักฐานมัด!บ.ลับ“วินเทค โปรฟิท คอมปะนี”หุ้นใหญ่รับซื้อที่ดินพ่อ พล.อ.ประยุทธ์ 600ล. ใช้ตู้ ป.ณ.เลขที่เดียวกับ “ทีซีซี ลิมิเต็ด” บนเกาะบริติชเวอร์จิน ไอร์แลนด์ ถ่ายโอนหลายรอบก่อนร่วมหุ้น“เจ้าสัวเจริญ-คุณหญิงวรรณา”

rerervfvfvvfv7-11-14

วินเทค โปรฟิท คอมปะนี ลิมิเต็ด ไทรเด้นท์ ทรัส (บี.วี.ไอ.) ลิมิเต็ด ไทรเด้นท์ แซมเบอร์ ผู้ถือหุ้นใหญ่ บริษัท 69 พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ซึ่งรับซื้อที่ดิน 9 แปลง เนื้อที่ 50-3-08 ไร่ จาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อ 9 พ.ค.56 วงเงิน 600 ล้านบาท (จำนวนเงินตามที่ระบุว่าในสัญญาซื้อขายและพล.อ.ประยุทธ์แจ้งต่อ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ-ป.ป.ช. กรณีเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 4 ก.ย.57)

แท้ที่จริงบริษัทที่จดทะเบียนในบริติชเวอร์จิน ไอร์แลนด์ แห่งนี้ ใช้ที่อยู่เลขที่เดียวกับ ทีซีซี แอสเส็ทส์ ลิมิเต็ด ผู้ถือหุ้นใหญ่ บริษัท ทีซีซีแลนด์ จำกัด ของนายเจริญ สิริวัฒนภักดี มหาเศรษฐีแสนล้านนั่นเอง 

ทั้งนี้ สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ตรวจสอบ บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น บริษัท ทีซีซี แลนด์ จำกัด ณ วันที่ 28 มี.ค.49 มีผู้ถือหุ้นสัญชาติไทย 14 ราย ต่างด้าว 2 ราย รวม 16 ราย 

ผู้ถือหุ้นลำดับ 15 คือ วิน แอลไลต์ อินเตอรเนชั่นแนล อิงค์ สัญชาติ บี.วี.ไอ.(บริติช เวอร์จิน ไอร์แลนด์) ที่อยู่ ทรีเด้นท์แชมเบอร์ส,ตู้ ปณ. 146 ,โรดทาวน์,ทอร์โทลา ,บริติช เวอร์จิน ไอร์แลนด์ ถือจำนวน 97 ล้านหุ้น มูลค่าหุ้นละ 10 บาท 

ผู้ถือหุ้นลำดับ 16 คือ บริษัท ทีซีซี โฮลดิ้ง จำกัด สัญชาติไทย ถือ 1,458,099,933 หุ้น 

โดยมีบริษัทที่จดทะเบียนในบริติชเวอร์จิน ไอร์แลนด์ อีกบริษัทหนึ่งคือ บลูสกาย โฮลดิ้ง กรุ๊ป อิงค์ ที่ตั้งอาคารเดอะเคร็ค ,ตู้ ปณ.116 โรดทาวน์,ทอร์โทลา ,บริติช เวอร์จิน ไอร์แลนด์  ร่วมถือหุ้นด้วย 94.9 ล้านหุ้น 

จากจำนวนหุ้นทั้งสิ้น 1650,000,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 10 บาท (ดูเอกสาร)

ppeddddd

28 เม.ย.52 วิน แอลไลต์ อินเตอร์เนชั่นแนล อิงค์ และ บลูสกาย โฮลดิ้ง กรุ๊ป อิงค์ หายไป ปรากฏว่ามี ทีซีซี แอ็ทเส็ทส์ ลิมิเต็ด บี.วี.ไอ. ซึ่งใช้ที่อยู่เดียวกัน คือ ทรีเด้นท์แชมเบอร์ส,ตู้ ปณ. 146 ,โรดทาวน์,ทอร์โทลา ,บริติช เวอร์จิน ไอร์แลนด์ เข้ามาแทนที่ และถือหุ้นใหญ่ โดยมีนายเจริญ สิริวัฒนภักดี และ คุณหญิงวรรณา สิริวัฒนภักดี ร่วมถือหุ้นด้วย (ดูเอกสาร)

pwsasasasasa

บริษัท ทีซีซี แลนด์ จำกัดได้โอนหุ้นหลายครั้ง สุดท้าย 30 เม.ย.57 มีผู้ถือหุ้น 3 รายคือ ทีซีซี กรุ๊ป อินเตอร์นชั่นแนล ลิมิเต็ด สัญชาติ บริติช เวอร์จิน ไอร์แลนด์ แต่มีที่อยู่ในฮ่องกง ถือหุ้นใหญ่ นายเจริญ และคุณหญิงวรรณา 

สำนักข่าวอิศรา รายงานว่า วิน แอลไลต์ อินเตอร์เนชั่นแนล อิงค์ และ ทีซีซี แอ็ทเส็ทส์ ลิมิเต็ด บี.วี.ไอ. เป็นที่อยู่ตู้ ปณ.เลขที่เดียวกับ วินเทค โปรฟิท คอมปะนี ลิมิเต็ด ไทรเด้นท์ ทรัส (บี.วี.ไอ.) ลิมิเต็ด ไทรเด้นท์ แซมเบอร์ ,ตู้ ป.ณ. 146 ,โรดทาวน์,ทอร์โทล่า , บริติชเวอร์จิน ไอร์แลนด์ ผู้ถือหุ้นบริษัท 69 พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (รับโอนหุ้นมาจาก บริษัท ทรงวุฒิ บิสซิเนส จำกัด ก่อนเพิ่มทุนและโอนต่อไปให้บริษัท นครชื่นจำกัด ในเครือนายเจริญ)

10744970 10202250316972844 1407069152 n

บริษัท ทีซีซี แลนด์ จำกัด จดทะเบียนวันที่ 1 ธันวาคม 2548 ทุนปัจจุบัน 23,500 ล้านบาท ประกอบธุรกิจ เงินลงทุนและให้กู้ยืม บริหารจัดการธุรกิจ ที่ตั้งเลขที่ 1 อาคารเอ็มไพร์ ทาวเวอร์ ชั้น 53-54 ถนนสาทรใต้ แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร และ 195 ถนนสาทรใต้ แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร

ธีรยุทธ:กม.การเมืองคนจนความเหลื่อมล้ำ

06042559  บทความฉบับเต็มของอ.ธีรยุทธ  บุญมี 
กฎหมาย การเมือง คนจน ความเหลื่อมล้ำและการพัฒนา ธีรยุทธ บุญมี
คนจนคือเบี้ยทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง
 ปัญหาคนจนซึ่งก็คือปัญหาประชาชนไทยนั่นเอง การสำรวจสถิติทุกหนยืนยันว่าคนไทยส่วนใหญ่เป็นคนจน ปัญหาคนจนไม่ได้เกี่ยวข้องกับกฎหมายแต่เพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรมจนเกิดบทสรุปว่า “คนจนติดคุก” “คนโกง คนรวยไม่ติดคุก” (เพราะหลุดคดีหรือหนีไปต่างประเทศ) และยังเกี่ยวพันกับปัญหาใหญ่ของประเทศอีกหลายด้าน เช่น กระบวนทัศน์ของชนชั้นมีอำนาจของไทยต่อชาวบ้านหรือคนจนซึ่งเป็นปัญหาสังคม ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ของบ้านเรามายาวนาน อีกด้านซึ่งสำคัญอย่างยิ่งคือมิติการกำหนดแผนพัฒนานโยบายหลักของประเทศ หรือแผนการขับเคลื่อนประเทศทั้งหมดว่าทำไปเพื่อใคร ใครแสวงประโยชน์ ใครเสียประโยชน์ เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศชาติหรือชาวบ้านทั่วไปหรือไม่
 โดยภาพรวมทางประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ชาวบ้านไทยมีฐานะเป็นเพียงเบี้ยในกระดานพัฒนาเศรษฐกิจ กระดานสังคมและการเมือง ที่ถูกเสียละเพื่อให้เม็ด ม้า เรือ โคน อยู่ในตำแหน่งที่ดีขึ้น มั่นคงขึ้น
 เบี้ยทางเศรษฐกิจ การพัฒนาเศรษฐกิจตั้งแต่สมัยจอมพลสฤษดิ์มี 2 ช่วงใหญ่ ๆ ในช่วงแรกชาวบ้านส่วนหนึ่งมีบทบาทเป็นผู้หักร้างถางพงสร้างที่ทำกินทั่วประเทศเพื่อปลูกพืชเศรษฐกิจ อีกส่วนเป็นกรรมกรโรงงาน และแรงงานตามไร่มัน ไร่ปอ ไร่อ้อย ซึ่งค่าแรงต่ำ จนมีศัพท์เรียกว่าแรงงานทาสหรือโรงงานนรกขึ้นตามหน้าหนังสือพิมพ์ รัฐบาลยังจงใจกดรายได้ชาวนา กรรมกร ให้อยู่ในระดับต่ำ โดยนโยบายเก็บค่าพรีเมียมข้าวส่งออก เพื่อให้ราคาข้าวในประเทศต่ำ ผู้ได้ประโยชน์คือนายทุนและคนอื่นทั่วไปเพราะค่าครองชีพต่ำ ในช่วงปัจจุบันซึ่งเศรษฐกิจประเทศขยายตัวเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกเต็มที่ รัฐซึ่งผูกขาดการจัดการทรัพยากร เส้นทางคมนาคมขนส่ง การค้าขายปลีก-ส่ง ก็มุ่งที่การขยายตัวเติบโตทางเศรษฐกิจ เปิดทางให้ทุนต่างประเทศ ทุนเอกชน และรัฐวิสาหกิจ (ซึ่งควบคุมโดยนักการเมือง เทคโนแครต และทุนการเมือง) เป็นผู้เสวยประโยชน์จากทรัพยากร พลังงาน แร่ธาตุ ประมง การสื่อสาร คมนาคม ค้าปลีก โดยชาวบ้านและท้องถิ่นได้ผลตอบแทนน้อยมาก สูญเสียทรัพยากรทำกิน แต่เสวยทุกข์จากมลภาวะ ร้านค้าย่อย อาชีพ และวิถีชีวิตชุมชนพังทลาย นอกจากนี้นโยบายเปิดกว้างแก่แรงงานประเทศเพื่อนบ้าน ก็เป็นการจงใจให้ค่าแรงงานในประเทศต่ำ เพื่อโอบอุ้มอุตสาหกรรมในประเทศให้ไม่ต้องใช้ความพยายามในการแข่งขันหรือยกระดับตัวเอง คนไทยชั้นกลางชั้นสูงทั่วไปพอใจเพราะยังได้บริโภคของราคาไม่แพง มีแรงงานใช้ในบ้าน ส่วนชนชั้นล่างอยู่ในสภาพชีวิตที่เสื่อมโทรมเลวร้ายลงตลอดเวลา เช่น ต้องเดินทางไปกลับที่ทำงานไกลขึ้นเรื่อย ๆ ทานอาหารที่มีสารพิษ สารเคมีตกค้างหรือผสม บริโภคของปลอม เช่น ลูกชิ้นเทียม ไส้กรอกเทียม เนื้อสัตว์ อาหารทะเลเทียม น้ำดื่มสะอาดเทียม ยาเทียม การศึกษาเทียม ฯลฯ
เบี้ยทางสังคมการเมือง การเป็นเบี้ยก็คือการขาดอำนาจทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง สังคมประชาธิปไตยคือสังคมที่ทุกคนมีสิทธิ อำนาจ กล้าแสดงสิทธิและความรับผิดชอบของตนเองอย่างเต็มที่ ทัดเทียมกัน ในความเป็นจริงของสังคมที่เป็นประชาธิปไตยทั่วโลกไม่ได้อยู่กับหลักการหรือตัวบทกฎหมาย
ลอย ๆ แต่อยู่ที่ความเข้มแข็งของทั้งกลไกรัฐ กลไกกฎหมาย กลไกสังคมและชุมชน ถ้ากลไกไม่ทำงาน เราเป็นบุคคลโดด ๆ ก็ไม่กล้าใช้สิทธิขอข้อมูลข่าวสารเพื่อตรวจสอบคอร์รัปชั่น เพราะเจ้าหน้าที่ไม่ให้ความร่วมมือ เสียเวลาค่าใช้จ่าย ไม่กล้าฟ้องร้องเรื่องคอร์รัปชั่นเพราะกลัวอำนาจมืด ไม่กล้าว่ากล่าวรถตู้ วินมอเตอร์ไซค์ หาบเร่แผงลอยรุกล้ำเกินเลย ผู้มีอำนาจรุกป่า ชายหาด ชายน้ำ ลำคลอง ฯลฯ เพราะกลัวถูกรุมซ้อมหรือยิงทิ้ง ที่บ้านเรามีปัญหาชุมนุมประท้วงมาเกือบตลอด 30 ปี นับจากเหตุการณ์พฤษภาคม ก็เพราะสาเหตุที่กลไกต่าง ๆ ดังกล่าวไม่ทำงานและเสื่อมทรามเลวร้ายลงเรื่อย ๆ
การที่คนไทยไม่มีลักษณะเป็นปัจเจกบุคคลที่หวงแหนสิทธิ เคารพเสรีภาพ ก็เพราะการด้อยอำนาจ จึงมีคติหรือค่านิยมที่เป็นเบี้ยล่าง เป็นข้า เป็นบ่าว ใต้ร่มโพธิ์ร่มไทรของเจ้านาย ดังคติ “น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า ข้าพึ่งเจ้า บ่าวพึ่งนาย” และ “ข้าคับแค้นแสนประดาษในชาตินี้ ไม่มีที่พึ่งพาอนาโถ ทั้งสิ้นทุนสูญขาดญาติโย เที่ยวเซโซบัดสีนี่กระไร” ต้องหาที่พึ่งพาผู้อุปถัมภ์เพื่อการอยู่รอดมาทุกยุคสมัย
การตกเป็นเบี้ยล่างในเครือข่ายอุปถัมภ์จึงทำให้ตัวตน วิถีชีวิตของชาวบ้าน เป็นเสมือนของเล่นเชิงนโยบายของรัฐไทยและผู้กำหนดนโยบายมาตลอด เช่นถูกมองเป็นที่มาของปัญหาของการซื้อเสียง เป็นสภาวะป่าเถื่อนล้าหลังต้องพัฒนา ต่อมาก็ถูกมองเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น วิถีชีวิตที่สมถะเรียบง่าย ประเพณีวัฒนธรรมที่มีค่า ฯลฯ ส่วนในทางการเมืองก็ถูกมองเป็นฐานเสียง เป็นตลาดของสินค้าประชานิยม
 ฉะนั้นการแก้ปัญหาคนจึงไม่ใช่การมาถกเถียงประเด็นกฎหมายอย่างเดียว เพราะถึงที่สุดแล้วก็คือการปฏิรูปการเมือง กฎหมาย การบังคับใช้กฎหมายและอื่น ๆ ของประเทศ ซึ่งสังคมไทยพูดกันจริงจังเกือบ 30 ปีแล้ว มีการชุมนุมใหญ่ ประท้วงใหญ่ จนถึงการปฏิวัติรัฐประหารหลายหน ครั้งแรกคือการเกิดพลังสีเขียวกดดันให้มีการลงมติทางรัฐสภาเพื่อให้มีการปฏิรูปและเกิดรัฐธรรมนูญปี 2540 ขึ้น ส่วนช่วงต่อมาเป็นการชุมนุมที่เริ่มยืดเยื้อและรุนแรงมากขึ้นเป็นลำดับจนเกิดรัฐประหาร 2549 และรัฐธรรมนูญ 2550 ขึ้น การชุมนุมมวลมหาประชาชน 2-3 ล้านคน เกิดรัฐประหาร 2557 และกำลังร่างรัฐธรรมนูญ 2559 อยู่ในปัจจุบัน แต่ปัญหาก็ยังหนักหน่วงรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ

คสช. ยังไม่ได้ปฏิรูปประเทศ และมีแนวโน้มไม่สำเร็จ แต่ยังไม่สายสำหรับการเริ่มปฏิรูป
พลเอกประยุทธ์กล่าวแบบใช้สามัญสำนึกว่า การปฏิรูปมีหลายด้านมาก เป็นเรื่องยากต้องใช้เวลา 
10-20 ปี จึงจะสำเร็จ ซึ่งเป็นเรื่องถูกต้อง กล่าวโดยสามัญสำนึกเช่นกันเราเห็นว่าการปฏิรูปใช้องค์ประกอบ 4 อย่างคือ (1) ความรู้เรื่องการปฏิรูป (2) บุคลากรที่จะขับเคลื่อนการปฏิรูป (3) ความมุ่งมั่น เจตจำนง (political will) ที่จะทำการปฏิรูป (4) ศาสตร์และศิลป์ในการปฏิรูป
สองข้อแรกกล่าวได้ว่าเรามีพร้อม เพราะได้มีการเคลื่อนไหวชุมนุม มีการศึกษาหลายชุด เช่น ของ สกว. ในปี 2538 ของนายอานันท์ ปันยารชุน ปี 2553 สมัชชาเพื่อการปฏิรูปของ นพ. ประเวศ วะสี ปี 2553-2556 เป็นต้น ส่วนความมุ่งมั่นในการปฏิรูปอาจมีปัญหาโดยเฉพาะในส่วนผู้นำ เพราะรัฐบาลจากการเลือกตั้งไม่เต็มใจทำ เพราะขัดผลประโยชน์ตัวเอง และอ้างว่าการเป็นรัฐบาลเลือกตั้งหรือรัฐบาลผสมอ่อนแอ ไม่สามารถทำภารกิจใหญ่คือการปฏิรูปได้ ส่วนผู้นำทางทหารนั้นแม้จะมีความพร้อมเรื่องอำนาจ ก็กระอักกระอ่วนที่จะนำพาการปฏิรูปเพราะ (ก) ทหารไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญที่จะตัดสินว่าควรจะปฏิรูปอะไร อย่างไร (ข) ไม่ได้เชื่อมโยงบุคลกรวงการต่าง ๆ กว้างขวางพอจะเลือกใช้ได้อย่างวางใจ (ค) มองว่าเป็นปัญหาใหญ่ ต้องใช้เวลายาวนานเกินกว่าที่ทหารจะรับผิดชอบได้ และ (ง) กองทัพก็อยู่ในระบบราชการที่จะถูกกระทบจากการปฏิรูปเช่นกัน แม้จะไม่ใช่ระดับเข้มข้นเท่าพรรคการเมืองหรือตำรวจ ในที่สุดทหารก็จะหมดกำลังใจที่จะทำการปฏิรูปได้
ส่วนในข้อวิธีการ ศาสตร์และศิลป์ของผู้นำในการปฏิรูป ผมเชื่อว่านักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญทั่วไปบอกได้ว่าควรจะปฏิรูปอะไร แต่บอกไม่ได้ว่าจะปฏิรูปอย่างไร ศึกษาจากประวัติศาสตร์บอกเราว่า การปฏิรูปของทุกประเทศที่สำเร็จนั้นไม่ได้เกิดจากบุคคลธรรมดา แต่เกิดจากขบวนการของคนทั้งสังคม แต่ก็มักมีบุคคล คณะบุคคล ระดับประวัติศาสตร์หรือรัฐบุรุษเป็นผู้นำ เช่น คณะปฏิรูปเมจิของญี่ปุ่น การปฏิรูปด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ต่อต้านคอร์รัปชั่น ต่อต้านการผูกขาด ฯลฯ ในยุคชุบทองของอเมริกา มีผู้นำหลายคน เช่น รูสเวลท์ นักธุรกิจอุตสาหกรรม เช่น ร็อกกี้เฟลเลอร์ คาร์เนกี นักปฏิรูปธุรกิจและสังคม เช่น มิแนรวา 
ทาร์เบลล์ กลุ่ม Muckraker ที่ขุดคุ้ยทุจริตนักการเมืองและกลุ่มธุรกิจ ฯลฯ 
ส่วนในบางประเทศเป็นผลงานของบุคคลที่เป็นผู้นำโดดเด่น ใช้ความมุ่งมั่น ความมีศิลปะในการใช้บุคลากร ทรัพยากร การเลือกวิธีการ เป้าหมาย และการใช้อำนาจที่ตนเองมีในแต่ละขั้นแต่ละตอน เช่น เดอโกลของฝรั่งเศส รัชกาลที่ 5 และจอมพลสฤษดิ์ (มิได้หมายถึงการยกย่องว่าจอมพลสฤษดิ์เป็นผู้มีศีลธรรม คุณธรรมที่ดี) ซึ่งศาสตร์และศิลป์ดังกล่าวทำให้ประชาชน ข้าราชการ นักธุรกิจ เชื่อมั่นคล้อยตาม ทำให้อุดมคติ ความคิด ค่านิยมที่รักชาติ รักประชาธิปไตย มีความรับผิดชอบต่อส่วนรวม ปักหลัก เป็นการปฏิรูปที่ถาวรของประเทศได้ ปัญหาจึงอยู่ที่คณะ คสช. โดยเฉพาะพลเอกประยุทธ์ ว่าจะคาดหวังบทบาทฐานะของตัวเองอย่างไร

ข้อเสนอการปฏิรูปในบางประเด็นที่เกี่ยวกับคนจน
 นักวิชาการเสนอประเด็นปฏิรูปได้ แต่เสนอว่าทำอย่างไรไม่ได้ เพราะไม่ใช่ผู้ปฏิบัติ ไม่ใช่ผู้ใช้อำนาจ จึงไม่สามารถประเมินผล ไม่สามารถปรับเปลี่ยนผลักดันให้ถูกจุดได้ มีข้อเสนอคร่าว ๆ ไม่กี่ประเด็นดังต่อไปนี้
 1. ปัญหาภัยพิบัติของชาติ เช่น น้ำท่วมภัยแล้ง ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ที่เกิดซ้ำซ้อนติดต่อกัน ทั้งที่เรามีนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญและความรู้อยู่เต็มเปี่ยม มีคณะกรรมการระดับชาตอที่ดูแลเรื่องน้ำอยู่แล้ว ปัญหาอยู่ที่จุดใด การใช้อำนาจผิด ๆ ของนักการเมือง การขาดประสิทธิภาพผูกขาดอำนาจของข้าราชการิการใช้ความรู้วิธีทำงานผิด ๆ ของนักวิชาการ? นายก ฯ ควรใช้อำนาจของตนตั้งกรรมการยุทธศาสตร์ระดับชาติที่นำเสนอข้อมูล คำแนะนำที่เป็นอิสระ โปร่งใส ไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง สอบถาม รับฟังความเห็นจากสาธารณะเป็นประจำ
 2. ปัญหาทรัพยากรสำคัญของประเทศ ตั้งแต่ พลังงาน น้ำ ไฟ ลม อากาศ บก ทะเล ซึ่งนับวันจะทวีคุณค่ามากขึ้น เรายังไม่มีข้อมูลที่น่าเชื่อถือ หรือสังคมเกิดความเชื่อถือได้เลย เช่น การประมูลคลื่นความถี่
ของ กสทช. ที่ผ่านมา ได้ราคาประมูลสูงขึ้นมาก เนื่องจากมีข้อกำชับจากศาลปกครอง และมีหน่วยงานอิสระ TDRI เข้าไปช่วยเสนอแง่คิดและวิธีการใหม่ ๆ จึงสร้างข้อแคลงใจว่าที่ผ่านมาหน่วยงานของรัฐทำชาติสูญเสียประโยชน์ไปมากน้อยเพียงไร มีการสมคบคิดเอื้อผลประโยชน์แก่เอกชนหรือไม่ ปตท. และการไฟฟ้าฝ่ายต่าง ๆ ก็เป็นกลไกรัฐที่มีความเฮงซวยเป็นลำดับสองของประเทศ เพราะคุมวงเงินรวมกันเกือบล้านล้านบาท แต่ไม่เคยมีงานวิจัยของตัวเองหรืองานวิจัยที่น่าเชื่อถือได้นำมาเผยแพร่ต่อสาธารณชน เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าท่านได้ปกปักรักษา หรือดำเนินงานเพื่อประโยชน์สูงสุดในทรัพยากรที่ท่านรับผิดชอบอยู่หรือไม่
 3. สิ่งที่เฮงซวยเป็นลำดับหนึ่งของประเทศ คือ ระบบคมนาคมขนส่งโดยรวมของประเทศ ซึ่งหลังจากวางรากฐานมาดีพอสมควรตั้งแต่รัชกาลที่ 5 เมื่อเริ่มแผนพัฒนาเศรษฐกิจก็ผิดทิศผิดทางมาตลอด หัวใจของข้อผิดพลาดก็คือ ไม่ได้มุ่งรับใช้ภาคสาธารณะหรือประชาชน แต่รับใช้ความต้องการทางเศรษฐกิจของทุนอุตสาหกรรม มุ่งสร้างคนเพื่อสนองธุรกิจ อสังหาริมทรัพย์ นายทุนธุรกิจก่อสร้างของนักการเมือง อุตสาหกรรมรถยนต์ภายในและนอกประเทศ การขนส่งสาธารณะ เช่น รถไฟ รถเมล์ จึงถูกทอดทิ้ง จังหวัดส่วนใหญ่ของประเทศไม่มีระบบรถเมล์หรือรถสาธารณะที่ดีหรือเพียงพอ เกือบไม่มีบริการขนส่งสาธารณะที่จะให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยว อุทยานแห่งชาติ แหล่งประวัติศาสตร์ สวนสาธารณะ ในบ้านเราเลย ไม่มีการเชื่อมต่อแบบบูรณาการระหว่างรถไฟ รถเมล์ รถไฟฟ้า รถใต้ดิน สนามบินกรุงเทพ ฯ และต่างจังหวัด ที่มีมาตรฐานพอ งานด้านนี้ซูเปอร์บอร์ดที่ คสช. ตั้ง น่าจะรื้อแผนต่าง ๆ มาปรับปรุงได้ 
 4. ประเด็นสุดท้าย คือ ปัญหาความมั่นคงของประเทศไทยในสถานการณ์โลก ซึ่งจะทวีความเข้มข้นซับซ้อน ซึ่งผู้เขียนพิจารณาว่าจะเป็นปัญหาร้ายแรงที่สุดของประเทศในอนาคต การปฏิรูปในมิตินี้โดยหลักคิดการระดมสรรพกำลัง ความรู้ความคิดที่เหมาะสมในระดับชาติ เพื่อศึกษาขบคิดแนวทาง นโยบาย ปัญหานี้ มากกว่าจะให้เป็นภาระผูกขาดของกระทรวงต่างประเทศหรือสภาความมั่นคงแห่งชาติแต่ฝ่ายเดียว
 หัวใจสำคัญที่สุดของการปฏิรูปก็คือการส่งเสริม สนับสนุน สร้างเครือข่ายกลไกอำนาจ และค่านิยมความรับผิดชอบของภาคสังคมและชุมชนขึ้นมา เพื่อถ่วงดุลกับการใช้อิทธิพลอำนาจเกินขอบเขตกติกาของทั้งนักการเมือง ข้าราชการ และกลุ่มอิทธิพล การแก้ปัญหาหาบเร่แผงลอย วินมอเตอร์ไซค์ ได้อย่างยั่งยืนนั้น แก้ได้โดยอำนาจของชุมชนและการปกครองท้องถิ่น โดยไม่จำเป็นต้องใช้การรัฐประหารหรือมาตรา 44 แต่อย่างใด
 นอกจากนี้หัวใจของการปฏิรูปอื่น ๆ ก็ต้องเน้นการบริการชาวบ้านและภาคสาธารณะเป็นมิติที่ขาดไม่ได้

วันอังคารที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2559

พบ 600 คนไทย-บิ๊กธุรกิจ-นักการเมืองตั้งบริษัทลับบนเกาะบริติชเวอร์จิ้น-เคย์แมน

04 เมษายน 2556 เวลา 18:16 น.
สำนักข่าวอิศราจับมือเครือข่ายผู้สื่อข่าวสืบสวนนานาชาติ (International Consortium of Investigative Journalists: ICIJ) เจาะข่าวการถือครองบริษัทนอกอาณาเขต (offshore company) พบนักการเมือง มหาเศรษฐี นักร้องดัง หลากอาชีพกว่า 600 ราย เป็นเจ้าของบริษัทในพื้นที่ปลอดภาษีทั่วโลก

การรายงานข่าวครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างสำนักข่าวอิศรากับ ICIJ (www.icij.org) ซึ่งเป็นเครือข่ายอิสระของผู้สื่อข่าวสืบสวนสอบสวนจาก 60 ประเทศทั่วโลก โดยเป็นส่วนหนึ่งของข่าวสืบสวนสอบสวนเรื่องการถือครองบริษัทนอกอาณาเขตของบุคคลทั่วโลกร่วมกันของผู้สื่อข่าว 86 คนจาก 46 ประเทศ และรายงานผ่านทางสื่อกว่า 30 องค์กรทั่วโลก เช่นหนังสือพิมพ์ เดอะ การ์เดี้ยน (The Guardian ) และสถานีโทรทัศน์ บีบีซี ของประเทศอังกฤษ หนังสือพิมพ์ เลอมองด์ (Le Monde ) ของฝรั่งเศส หนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ ของสหรัฐฯ รวมทั้งสำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) ของประเทศไทย
ที่มาจากข้อมูลในความครอบครองของ ICIJ ในครั้งนี้ ได้มาจากฐานข้อมูลลับของบริษัทนายหน้าให้บริการจดทะเบียนบริษัทนอกอาณาเขตใหญ่ระดับโลกสองราย  คือ บริษัทพอร์ตคูลลิสต์ ทรัสต์เน็ต (Portcullis TrustNet) ตั้งอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์แต่มีสาขาอยู่ในหลายประเทศ และบริษัทคอมมอนเวลธ์ ทรัสต์ ลิมิดเต็ด (Commonwealth Trust Limited) ที่เกาะบริติชเวอร์จิ้น โดยข้อมูลดังกล่าวประกอบด้วยประกอบด้วยไฟล์ทั้งหมด 2.5 ล้านไฟล์ ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลและตัวแทนบุคคล 130,000 ราย และบริษัทนอกอาณาเขต 120,000 บริษัท
แม้ว่าการเป็นเจ้าของบริษัทนอกอาณาเขตซึ่งหมายถึงบริษัทที่ตั้งอยู่ในประเทศหรือเขตปกครองที่มีกฏหมายปลอดภาษีและกฏหมายที่เอื้อต่อการปกปิดข้อมูลบริษัท จะไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมาย  แต่ข้อได้เปรียบเรื่องปลอดภาษีและการไม่ต้องเปิดเผยข้อมูลบริษัท ทำให้โดยอาชญากร นักธุรกิจ และนักการเมืองทั่วโลกใช้บริษัทนอกอาณาเขตในการทำนิติกรรมอำพรางเพื่อจุดประสงค์ต่างๆ เช่นการเลี่ยงภาษี และการปกปิดการถือครองทรัพย์สิน เป็นต้น
สำหรับประเทศพบว่า มีชื่อบุคคลและบริษัทที่จดทะเบียนในประเทศไทยกว่า 600 ราย ที่เป็นเจ้าของบริษัทนอกอาณาเขต พื้นที่ต่างๆทั่วโลก เช่น บริติช เวอร์จิ้น, เมอริเชียส และแกรนด์ เคย์แมน 
ในจำนวนนี้ นอกจากเจ้าของกิจการและผู้ประกอบวิชาชีพต่างๆ แล้ว  ยังมี นักการเมืองและสมาชิกในครอบครัว, ตระกูลนักธุรกิจใหญ่, อดีตข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ และผู้อยู่ในวงการบันเทิงบางราย เช่น นางนลินี ทวีสิน ผู้แทนการค้าไทย, คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร,  นาย บรรณพจน์ ดามาพงศ์, นาย ประเสริฐ ประคุณศึกษาภัณฑ์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดขอนแก่น, นายสุทธิรรม จิราธิวัฒน์, นายอิสระ ว่องกุศลกิจร่วมกับสมาชิกในตระกูลว่องกุศลกิจบางราย และนักร้องชื่อดัง “แอ้ด คาราบาว”
ข้อมูลจากบริษัทพอร์ตคูลลิสต์ ทรัสต์เน็ตชี้ว่า ในปี 2550 คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร ได้จดทะเบียนเป็นเจ้าผู้รับผลประโยชน์แต่เพียงผู้เดียวของบริษัท พรีเมี่ยม ซีเล็คท์ อิ้งค์ (Premium Select Inc) ที่เกาะบริติชเวอร์จิ้น โดยใช้บริการของ UBS AG ที่ประเทศสิงคโปร์ โดยใช้บริษัทนอมินีที่จดทะเบียนที่เกาะบริติชเวอร์จิ้นสองบริษัท คือบริษัทเอ็กซ์คอร์ป ลิมิดเต็ด (Excorp Limited) และ แชร์คอร์ป ลิมิดเต็ด (Sharecrop Limited) จดทะเบียนผู้อำนายการและผู้ถือหุ้นของบริษัทพรีเมี่ยม ซีเล็คท์ อิ้งค์ตามลำดับ
ไม่เป็นที่ชัดเจนว่ามีคุณหญิงพจมานได้ใช้ประโยชน์บริษัทพรีเมี่ยม ซีเล็คท์ อิ้งค์หรือไม่อย่างไร อย่างไรก็ตามพบว่าคุณหญิงพจมานไม่ได้จ่ายเงินค่าต่อใบอนุญาตบริษัทในปีถัดมา 
ในขณะเดียวกัน พบว่านายบรรณพจน์ ดามาพงษ์ เป็นเจ้าของผู้รับผลประโยชน์ของบริษัท บริษัทที่บริติชเวอร์จิ้น จำนวนสองบริษัท โดยในปี 2547 นายบรรณพจน์จดทะเบียนเป็นเจ้าของผู้รับผลประโยชน์ของบริษัท บาวน์ตี้ ฮาร์เวสต์ คอร์เปอเรชั่น (Bounty Harvest Corperation) โดยใช้บริษัทนอมินีเดียวกันกับคุณหญิงพจมานจดทะเบียนเป็นผู้อำนวยการและผู้ถือหุ้น ไม่มีข้อมูลเช่นเดียวกันว่าบริษัทบาวน์ตี้ ฮาร์เวสต์ คอร์เปอเรชั่นทำธุรกิจประเภทใด แต่บริษัทได้ปิดตัวลงในปี 2552
ในปี 2549 นายบรรณพจน์ซื้อบริษัททรอปปิก ออฟชอร์ โฮลดิ้ง อิ้งค์ (Tropic Offshore Holding Inc) และจดทะเบียนเป็นเจ้าของผู้รับผลประโยชน์แต่เพียงผู้เดียว อย่างไรก็ตาม พบว่าชื่อเจ้าของผู้รับผลประโยชน์ได้เปลี่ยนจากนายบรรณพจน์เป็นนาย กาลิด โมฮัมหมัด กาดฟอร์ อัลเมไฮรี (Khalid Mohamad Kadfoor Almehairi) ในปี 255 การจดทะเบียนบริษัททั้งสองบริษัททำผ่านบริการของ UBS AG สิงคโปร์เช่นเดียวกับคุณหญิงพจมาน
ผู้สื่อข่าวพยายามติดต่อขอสัมภาษณ์ คุณหญิงพจมาน และนายบรรณพจน์ ผ่านทนายความส่วนตัว เพื่อให้ชี้แจงข้อเท็จจริงดังกล่าวแต่ไม่สามารถติดต่อได้ 
นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีและครอบครัวชินวัตร กล่าวว่า “ผมไม่สามารถให้ความเห็นเรื่องนี้ ได้ เพราะรับผิดชอบงานที่เป็นปัญหาเกี่ยวกับประเด็นทางการเมืองเป็นหลัก ส่วนเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินเข้าใจว่ามีทนายความคนอื่นดูแลอยู่”
นายพิชิต ชื่นบาน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย(พท.) ทนายความของ พ.ต.ท.ทักษิณในคดีการจัดซื้อที่ดินรัชดาภิเษก ของคุหญิงพจมาน กล่าวว่า“ผมรับผิดชอบดูแลงานที่เกี่ยวข้องกับคดีที่ดินรัชดาเท่านั้นคงไม่สามารถให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ แต่เท่าที่ทราบข้อมูลที่ระบุว่า คุณหญิงพจมานและนายบรรณพจน์ มีบริษัทอยู่ที่เกาะบริติช เวอร์จิ้นน่าจะเป็นข้อมูลเก่า”
“เรื่องนี้น่าจะไปสอบถามคุณสมพร (พงษ์สุวรรณ) ทนายความส่วนตัวคุณหญิงพจมานที่รับผิดชอบคดียึดทรัพย์โดยตรงน่าจะดีกว่า”
ผู้สื่อข่าวพยายามติดต่อขอสัมภาษณ์ นายสมพร พงษ์สุวรรณ ทนายความส่วนตัวคุณหญิงพจมาน หลายครั้ง แต่ไม่สามารถติดต่อได้ โดยนายสมพรไม่ติดต่อกลับหลังจากที่ได้ฝากข้อความไว้ที่ บริษัทสมพร แอนด์แอสโซซิเอทส์ จํากัด ซึ่งเป็นสำนักกฎหมายของนายสมพร
นักการเมืองอีกผู้หนึ่งซึ่งมีชื่อในฐานข้อมูลคือนายประเสริฐ ประคูณศึกษาภัณฑ์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดของแก่น ซึ่งเป็นเจ้าของบริษัทเมทัลสิงค์ ไปรเวท ลิมิดเต็ด (Metalsing Private Limited) ที่ประเทศสิงคโปร์ร่วมกับภรรยาและบุตร ซึ่งนายประเสริฐได้รายงานการถือหุ้นบริษัทดังกล่าวในการแจ้งบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช. เมื่อเข้ารับตำแหน่งวุฒิสมาชิกเมื่อ พ.ศ. 2551 อย่างไรก็ตาม สำนักข่าวอิศราไม่สามารถติดต่อนายประเสริฐเเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติมในเรื่องนี้ได้
พล ร.อ. บรรณวิทย์ เก่งเรียน อดีตรองปลัดกระทรวงกลาโหมและอดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ปรากฏชื่อเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นของบริษัท วีเน็ต แคปิตอล อินเตอร์เนชั่นนัล จำกัด (Vnet Capital International Limited) ร่วมกับนักธุรกิจชาวไทยกลุ่มหนึ่ง ในปี 2541 พล ร.อ. บรรณวิทย์เปิดเผยต่อผู้สื่อข่าวว่า ตนเองซื้อหุ้นบริษัทนี้ในจำนวนไม่มากโดยถือเป็นการลงทุน แต่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการบริหารของบริษัทแต่ประการใด
“ผมซื้อหุ้นจำนวนน้อยเป็นการลงทุนส่วนตัว โดยคุณณรงค์ อินทเนตร ซึ่งพบกันในการประชุมกรรมการสมาคมศิษย์เก่าโรงเรียนสาธิตปทุมวันด้วยกันเป็นคนชวน แต่ผมไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับการบริหารของบริษัท เข้าใจว่าขณะนี้บริษัทได้แปรสภาพไปแล้ว”  พล ร.อ. บรรณวิทย์กล่าวและยืนยันว่าข้อมูลถูกต้องเมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่าบริษัทนี้ตั้งอยู่ที่เกาะบริติช เวอร์จิ้นใช่หรือไม่ 
นอกจากนักการเมืองแล้ว  ยังพบว่ามีสมาชิกในตระกูลนักลงทุนรายใหญ่ของประเทศไทยจำนวนหนึ่งซึ่งเป็นเจ้าของบริษัทนอกอาณาเขต เช่นนายสุทธิธรรม จิราธิวัฒน์ ที่จดทะเบียนเป็นผู้อำนวยการและผู้ถือหุ้นของบริษัท เดลี่ เลเจ้น อินเวสทเม้นท์ ลิมิดเต็ด (Daily Legend Investment Limited) เมื่อปี 2551 โดยใช้บริการของ โกลด์แมน แซคส์ (เอเซีย) แอลแอลซี ในฮ่องกง อย่างไรก็ตาม บริษัทนี้ยุติการทำงานในปีถัดมา 
นอกจากนั้นยังพบชื่อนายศักดิ์ชัย จิราธิวัฒน์ และนางสุรางค์รัตน์ จิราฒิวัฒน์ ภรรรยามีบริษัทชื่อ วินเทจ โกลด์ อินเวสต์เม้นท์ ลิมิดเต็ด (Vintage Gold Investment Limited) ที่บริติช เวอรืจิ้น เมื่อปี 2551 โดยบริษัทนี้จดทะเบียนผ่านบริการของ โกลด์แมน แซคส์ (เอเซีย) แอลแอลซี ในฮ่องกงเช่นเดียวกัน 
เมื่อผู้สื่อข่าวโทรศัพท์ติดต่อเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติมในเรื่องนี้ เลขานุการของนายสุทธิธรรมแจ้งว่า นายสุทธิธรรมเดินทางไปต่างประเทศและยังไม่แจ้งกำหนดกลับที่แน่นอน ในขณะที่ผู้สื่อข่าวไม่สามารถติดต่อนายศักดิ์ชัยและนางสุรางค์รัตน์เพื่อขอสัมภาษณ์ได้ 
สมาชิกตระกูลธุรกิจรายใหญ่อีกกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นเจ้าของบริษัทนอกอาณาเขตคือนายอิสระ ว่องกุศลกิจ และสมาชิกในครอบครัวอีก 4 คนซึ่งทั้งหมดเป็นผู้บริหารกลุ่มน้ำตาลมิตรผล โดย ปรากฏชื่อร่วมกันเป็นเจ้าของผู้รับผลประโยชน์ของบริษัท แพน เอเซีย ชูการ์ ฟันด์ ลิมิดเต็ด (Pan-Asia Sugar Fund Limited) ที่เกาะแกรนด์ เคแมน โดยบริษัทดังกล่าวจดทะเบียนก่อตั้งในปี 2541 ผ่านบริการของบริษัทเบเกอร์แอนด์แม็คเค็นซี่ที่ฮ่องกง 
สำนักข่าวอิศราได้ติดต่อไปยังนายอิสระ ว่องกุศลกิจ เพื่อขอข้อมูลเพืมเติมในการรายงานข่าว ผ่านนางสาว สุภาวี ว่องกุศลกิจ สมาชิกในครอบครัวผู้ทำงานในกลุ่มน้ำตาลมิตรผล แต่ได้รับแจ้งจากนางสาวสุภาวีว่า นายอิศระได้ตัดสินใจไม่ให้ข้อมูล “ผู้ใหญ่ได้ตัดสินในไม่ให้ข้อมูล เพราะเป็นบริษัทส่วนตัว” โดยนางสาวสุภาวีกล่าวว่าบริษัทดังกล่าวไม่เกี่ยวกับบริษัทน้ำตาลมิตรผล ทั้งยังไม่มีกิจกรรมใด (ไม่แอคทีฟ) แล้ว
ฐานข้อมูลของ ICIJ ยังระบุชื่อ นาย ยืนยง โอภากุล หรือ “แอ๊ด คาราบาว” นักร้องนักดนตรีชื่อดัง ว่าได้จดทะเบียนเป็นเจ้าของผู้รับผลประโยชน์ของบริษัท ซุเปอร์ป ออฟชอร์ อินเวสต์เม้นท์ จำกัด (Superp Offshore Investment Ltd.) บนเกาะเมอริเชียส เมื่อปี 2551 
บริษัทดังกล่าวยังมีเจ้าของผู้รับผลประโยชน์ร่วมอีกสองราย คือนายเสถียร เศรษฐสถิตย์ และนางนัฐชมัย ถนอมบุญ  ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทเครื่องดื่มชูกำลังคาราบาวตะวันแดง ร่วมกับนายยืนยง 
สำนักข่าวอิศราพยายามติดต่อนายเสถียรและนายยืนยงไปที่บริษัทคาราบาวตะวันแดงเพื่อขอสัมภาษณ์ไม่ได้รับการติดต่อกลับ
 

พบชื่อ 'เจริญ-วรรณา' สิริวัฒนภักดี-พี่น้อง 'จิราธิวัฒน์' ในฐานข้อมูลปานามาลีก


พบชื่อเจ้าพ่อธุรกิจสุรา  'เจริญ - คุณหญิงวรรณา สิริวัฒนภักดี' พร้อมพี่น้องตระกูลจิราธิวัฒน์ ในฐานข้อมูล 'ปานามาลีก' ซึ่งเปิดเผยรายชื่อบุคคลและองค์กรผู้ถือครองบริษัทนอกอาณาเขต (offshore company) 
piooefffffffffffdfddf5 4 16
กรณีเครือข่ายผู้สื่อข่าวสืบสวนสอบสวนนานาชาติ (International Consortium of Investigative Journalists: ICIJ) ร่วมกับหนังสือพิมพ์ Suddeutsche Zeitung ของประเทศเยอรมัน เปิดเผยข้อมูลบุคคลและหน่วยงานผู้มีรายชื่อเป็นเจ้าของบริษัทนอกอาณาเขต (offshore companies) ทั่วโลก

(อ่านประกอบ : 'ICIJ' เผยเอกสาร 'ปานามาลีก'!เจ้าสัวไทยติดโผตั้งบ.ลับเกาะบริติชเวอร์จิ้น)

ข้อมูลดังกล่าวระบุรายชื่อผู้ถือครองบริษัทนอกอาณาเขตทั่วโลกที่ใช้บริการจดทะเบียนบริษัทของสำนักกฎหมาย มอสแซก ฟอนเซก้า (Mossack Fonseca) ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ประเทศปานามา และมีสาขาในหลายประเทศรวมทั้งประเทศไทย โดยข้อมูลดังกล่าวเผยแพร่โดย หนังสือพิมพ์ ซูดดอยช์เซตุง(Süddeutsche Zeitung) ประเทศเยอรมัน ร่วมกับเครือข่ายผู้สื่อข่าวสืบสวนสอบสวนนานาชาติ (International Consortium of Investigative Journalists: ICIJ) ตั้งแต่เช้าตรู่ของวันที่ 4 เมษายน ตามเวลาในประเทศไทย
สำนักกฎหมาย มอสแซก ฟอนเซก้า มีสาขาอยู่หลายประเทศทั่วโลก รวมทั้งในประเทศไทย โดย ICIJ รวบรวมสถิติล่าสุดพบว่ามอสแซก ฟอนเซก้าสาขาประเทศไทย มีลูกค้าผู้เข้าใช้บริการในประเทศไทยมีทั้งหมด 21 ราย เป็นทั้งบุคคลและองค์กรสัญชาติไทยและต่างประเทศ โดยทั้ง 21 รายใช้บริการจดทะเบียนบริษัทนอกอาณาเขตไปแล้ว 963 บริษัท ซึ่งบริษัทเหล่านี้กระจายไปตามที่ต่างๆซึ่งเป็นสวรรค์ปลอดภาษีเช่น หมู่เกาะบริติชเวอร์จิน หรือเคย์แมน เป็นต้น ทั้งนี้ บริษัททั้ง 963 บริษัท มีผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นทั้งในรูปบุคคลและบริษัทรวม 757 ราย และผู้รับผลประโยชน์ 40 ราย
สำหรับบุคคลหรือองค์กรสัญชาติไทยนั้น พบว่ามีการใช้บริการจดทะเบียนบริษัทผ่านสาขา มอสแซก ฟอนเซก้า ในประเทศไทยและในต่างประเทศ เช่น นายเจริญ และคุณหญิงวรรณา สิริวัฒนภักดี จดทะเบียนเป็นผู้ถือหุ้นและผู้อำนวยการบริษัทนอกอาณาเขตที่บริติชเวอร์จินจำนวนหนึ่ง ผ่านบริการของมอสแซก ฟอนเซก้า สาขาบริติชเวอร์จิน ในขณะที่สมาชิกตระกูลจิราธิวัฒน์ใช้บริการจดทะเบียนสาขาประเทศไทย โดยถือครองบริษัทนอกอาณาเขตในที่ต่างๆ เช่นที่เนวาดา เป็นต้น ซึ่งสำนักข่าวอิศราซึ่งร่วมมือกับสมาชิก ICIJ ประเทศไทย จะนำเสนอในรายละเอียดต่อไป
อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบเบื้องต้นไม่พบว่าบุคคลและกลุ่มธุรกิจทั้งสองกลุ่มนี้ ได้ใช้บริษัทนอกอาณาเขตของตนในทางที่ขัดแย้งต่อกฎหมายแต่ประการใด
การเปิดเผยข้อมูลระดับโลกครั้งนี้ สร้างผลสะเทือนอย่างรวดเร็วในหลายประเทศโดยเฉพาะประเทศตะวันตกเนื่องจากปรากฏชื่อผู้นำ นักการเมือง และญาติมิตรของนักการเมืองสำคัญหลายราย โดยภายในหนึ่งวันหลังจากการเผยแพร่ข่าวนี้ ผู้นำรัฐบาลและหน่วยงานตรวจสอบด้านภาษีและการฟอกเงินในบางประเทศได้ออกแถลงการณ์สัญญาว่าจะเร่งรัดในการตรวจสอบปัญหาการถือครองบริษัทนอกอาณาเขตที่เป็นปัญหา
ทั้งนี้ ในการนำเสนอข้อมูลครั้งนี้ มีการจัดทำแผนที่ลูกค้าปานามาลีก แบ่งตามประเทศไว้ด้วย สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ โดยกดเข้าไปที่จุดสีส้มบนแผนที่ประเทศต่างๆ  (ดูตัวอย่างการใช้งานตามรูปประกอบ) https://briankilmartin.cartodb.com/viz/54ddb5c0-f80e-11e5-9a9c-0e5db1731f59/embed_map
pioudcccddccd5 4 16
สำหรับประเทศไทย มีรายงานข่าวว่า พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รับทราบข้อมูลเรื่องนี้แล้ว โดยพล.ต.สรรเสริญ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอก เงิน หรือ ปปง. คงมีการตรวจสอบเรื่องนี้อยู่แล้ว โดยไม่ต้องรอให้นายกรัฐมนตรีสั่งการ หากพบว่ามีคนไทยเกี่ยวข้องและกระทำผิดจริงจะต้องดำเนินการตามกฎหมาย เพราะรัฐบาลนี้ถือว่าการปราบปรามคอร์รัปชันและถือเป็นวาระแห่งชาติ เชื่อว่าหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีการตรวจสอบและติดตามเรื่องนี้อย่างจริงจัง 
ในช่วงปีที่ผ่านมาเครือข่ายผู้สื่อข่าวสืบสวนสอบสวนนานาชาติ หรือ ICIJ ได้เปิดเผยรายชื่อผู้ถือครองบริษัทนอกอาณาเขต ซึ่งได้มาจากแหล่งข้อมูลอื่นๆมาแล้ว โดยสำนักข่าวอิศราได้ร่วมมือในการตรวจสอบครั้งใหญ่เช่นข่าวพบคนไทย 600 คนถือครองบริษัทนอกอาณาเขต เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม การเปิดเผยข้อมูล “ปานามาลีก” ในครั้งนี้ถือเป็นการเปิดเผยครั้งใหญ่ที่สุดที่เคยมีมา โดยข้อมูลมหาศาลที่มีอยู่ครองคลุมระยะเวลา 40 ปี และเป็นข้อมูลล่าสุดถึงเดือนธันวาคมปีที่แล้ว โดยรายชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องในแต่ละประเทศ จะได้รับการนำเสนอโดยผู้สื่อข่าวสมาชิก ICIJ ผ่านองค์กรสื่อในประเทศนั้นๆ ในกรณีของประเทศไทยสามารถติดตามได้ที่สำนักข่าวอิศรา --><iframe src="//cloudfront-1.publicintegrity.org/widgets/syndication/node/19492" width="0" height="0" frameBorder="0" style="border: none; background: transparent; width: 0px; height: 0px;"></iframe>(อ่านประกอบ : นักข่าวสืบสวนนานาชาติเปิดข้อมูล“บริษัทลับ”บนเกาะสวรรค์1 แสนราย-เศรษฐีไทยอื้อ)
ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวอิศรา www.isranews.org รายงานว่า ในช่วงบ่ายวันที่ 5 เม.ย.59 ได้ติดต่อไปยังฝ่ายประชาสัมพันธ์ ของบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ และบริษัท กลุ่มเซ็นทรัล เพื่อให้ยืนยันข้อมูลดังกล่าว แต่ได้รับแจ้งเหมือนกันว่า ไม่มีใครทราบข้อมูลเรื่องนี้  และขอตรวจสอบข้อมูลก่อน เพราะเป็นข้อมูลที่ลึกมาก ถ้าได้ข้อมูลอะไรแล้วจะติดต่อกลับมา

"บิ๊กตู่"ติง"จ่านิว-นศ"ป่วน เวทีปาฐกถา รธน "มีชัย" เตรียมตรวจสอบใครอยู่เบื้องหลัง



"บิ๊กตู่"ติง"จ่านิว-นศ"ป่วน เวทีปาฐกถา รธน "มีชัย" เตรียมตรวจสอบใครอยู่เบื้องหลัง เชื่อมีเจตนาไม่บริสุทธิ์ ขู่ลงโทษ เพราะปล่อยมาหลายครั้งแล้ว "ต้องลงโทษ ไม่เช่นนั้นบ้านนี้เมืองนี้จะมีกม.ไว้ทำไมเล่า เอาไว้ขังมดขังปลวกรึไง ประเทศชาติจะสงบสุขได้ต้องอาศัยกม.เท่านั้น"
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีกลุ่มนักศึกษาเข้าไปป่วนเวทีเสวนาขณะที่นายมีชัย ฤชุพันธ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ บรรยายเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ
นายกฯกล่าวย้อนถามว่า มันสมควรหรือไม่ หลายคนก็เป็นนักศึกษามาก่อน ถ้าเอาทุกเรื่องไปเกี่ยวข้องกับการเมืองทั้งหมดอย่างนี้มันได้หรือไม่
" อย่าลืมว่าวันนี้คือวันสัญญา-ธรรมศักดิ์ ก็ต้องให้เกียรติคนซึ่งเป็นเจ้าของงานเขาบ้าง "
"เดี๋ยวผมก็จะสอบทางลึกแล้วกันว่าใครอยู่เบื้องหลังในการทำแบบนี้ สังคมต้องแยกแยะให้ออก อย่าไปร่วมมือมันต้องมีใครสักคน กลุ่มไหนสื่อรู้กันหรือไม่ว่ากลุ่มไหน เป็นกลุ่มคนดีหรือเปล่า กลุ่มคนที่สนับสนุนการทำงานของรัฐบาลหรือเปล่า มันก็มีเบื้องหลังทั้งสิ้น ทุกคนก็รู้กันอยู่ ทำไมต้องให้ผมบอกหรือตอบให้ชัดเจนว่าเป็นใคร"
เมื่อถามว่า กรณีที่เกิดขึ้นจะเข้าข่ายจะเชิญตัวเข้าอบรมตามหลักสูตรของคสช.หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เดี๋ยวเขาพิจารณากันเอง แต่พอทำแล้วเดี๋ยวจะกลายเป็นว่า นักศึกษาเป็นผู้บริสุทธิ์ต้องให้อภัย ไม่รู้จะเอาอะไรกับผม บ้านเมืองก็จะให้อยู่อย่างปกติสุข แต่กฎหมายก็บังคับใช้ไม่ได้ คนฝ่าฝืนกฎหมายก็ไปเห็นอกเห็นใจกัน แล้วมันจริงหรือเปล่าที่บอกว่าเจตนาบริสุทธิ์ ถ้าทุกคนมีเจตนาบริสุทธิ์จริง ผมก็พร้อมให้อภัยทุกครั้ง แต่ชักทำหลายครั้ง อันนี้ก็แสดงว่าไม่บริสุทธิ์แล้ว
"ต้องลงโทษ ไม่เช่นนั้นบ้านนี้เมืองนี้จะมีกฎหมายไว้ทำไมเล่า เอาไว้ขังมดขังปลวกหรืออย่างไร ประเทศชาติจะสงบสุขได้ต้องอาศัยกฎหมายเท่านั้น ด้วยการใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม เที่ยงธรรม เจ้าหน้าที่จะต้องใช้ทั้งหลักรัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ ต้องปรับปรุงตนเอง

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วันนี้ไม่ว่าเจ้าหน้าที่คนใดทำความผิด ไม่ว่าตำรวจหรือทหารก็ต้องถูกลงโทษทั้งสิ้น ที่ผ่านมาอาจจะไม่ได้พูด ว่าได้ปลดหรือย้ายใครไปบ้างไม่ว่าจะ 5 เสือ 5 สิงห์ กระทิง แรด ก็โดนไปหลายพื้นที่แล้ว บางครั้งการเป็นผู้ใหญ่ในการบังคับบัญชาคน ถ้าไปพูดอะไรมากก็จะกลายเป็นเรื่องไปประจานคน มันก็ไม่ค่อยดีเพราะคนที่เหลืออยู่จะเสียกำลังใจ จึงต้องพูดกลางๆ ออกไป คนดีจะได้พอมีกำลังใจ ถ้าพูดอะไรแย่ๆ กล่าวร้ายตลอดเวลา คนดีก็จะเสียขวัญ คนดีก็ไม่กล้าทำอะไร อยู่เฉยๆ ดีกว่า ชั่วไม่มี ดีไม่ปรากฎ อยู่ไปแบบนั้น วันนี้ยืนยันว่าเราลงโทษทั้งหมด บ่อนการพนันต่างๆ อย่างพื้นที่ดอนเมือง ไม่เคยมีใครจับได้ก็จับหมดแล้ว ย้ายทั้งหมด สอบสวนทั้งหมด ทุกคดีมีหรือไม่ที่ยังจับไม่ได้ในขณะนี้ ส่วนใหญ่ก็จับได้ ที่เหลือก็ตามสืบอยู่ อย่างเหตุการณ์ภาคใต้ก็สามารถจับกุมได้ การทำงานต้องทำแบบนี้อยากถามว่า ที่ผ่านมามีใครกำกับดูแลแบบนี้บ้าง ก็มีแต่รัฐบาลนี้ที่รองนายกฯ รัฐมนตรีสั่งการแล้ว นายกฯ ก็ต้องสั่งอีก ก็ดูว่าจะมีใครไม่ทำหรือไม่ ก็ทำกันทั้งหมด มันอยู่ที่การเอาใจใส่ของผู้บริหาร เพราะมันมีกฎหมายอยู่แล้ว

นายกฯขู่ ตร.ทุกท้องที่-ทุกจังหวัด ห้ามปล่อย หญิง-กะเทย เต้นเปิ๊ดสะก๊าด ท้ายกระบะ แต่งโป๊ เล่นน้

นายกฯขู่ ตร.ทุกท้องที่-ทุกจังหวัด ห้ามปล่อย หญิง-กะเทย เต้นเปิ๊ดสะก๊าด ท้ายกระบะ แต่งโป๊ เล่นน้ำสงกรานต์. จับทันที ลั่นเจ้าของรถโดนด้วย อย่าสาดแป้ง ยัน ไม่มีประกาศวันหยุดเพิ่มช่วงสงกรานต์ เตรียมหาตัวคนปล่อยข่าวลงโทษ
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ถึงการเผยแพร่ประกาศวันหยุดราชการ ช่วงวันหยุดสงกรานต์เพิ่มในวันที่ 12 เม.ย.ว่า ต้องตรวจสอบว่าใครเป็นผู้ปล่อยข่าวลือผ่านทางโซเชียลมีเดีย จะต้องนำตัวมาลงโทษ ซึ่งวันหยุดราชการก็ตามที่ได้มีประกาศไว้ตามประเพณี ไม่มีวันหยุดเพิ่มเติม ซึ่งปีนี้หยุดตั้งแต่วันที่ 13-17 เม.ย. รวมเป็น 5 วันก็เพียงพอแล้ว งานการต้องทำกันบ้างประเทศชาติหยุดได้ที่ไหน ขนาดทำงานกันอย่างนี้ยังไม่เรียบร้อยเลย เพราะว่าพื้นฐานไม่เรียบร้อยก็ต้องแก้ไข ปัญหามีไว้เผชิญหน้าและแก้ให้ไปได้ ซึ่งตนเองไม่ได้มองเป็นปัญหาที่ทำให้ท้อแท้ หรือเป็นอุปสรรค แต่ถือว่าเป็นสิ่งที่ท้าทายที่ตนเองต้องทำให้สำเร็จ และท้าทายสำหรับประชาชนคนดี จะต้องร่วมมือกับตนเองทำให้ประเทศชาติไปให้ได้สำเร็จ อย่าไปเชื่อถือคำพูดที่ไม่ใช่ข้อเท็จจริง
นายกฯ กล่าวอีกว่า ช่วงเทศกาลสงกรานต์นั้นตนไม่สามารถใช้คำสั่งตามมาตรา 44 ได้ เพราะไม่มีกฎหมายไหนที่จะห้ามคนเสียชีวิต หรือเจ็บได้ ซึ่งวันนี้ทุกคนต้องเปลี่ยนแปลงเพื่อไม่ให้มีการบาดเจ็บล้มตายช่วงเทศกาลสงกรานต์ คือ 1.ความปลอดภัย ซึ่งคสช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะตั้งด่านตรวจมากขึ้น ตั้งจุดแจ้งเตือนก่อนที่จะถึงทางโค้ง ทางเบี่ยง จัดคนตรวจสอบแอลกอฮอล์ ตรวจคนขับรถตามท่ารถ ขณะเดียวกันสังคมต้องปฏิเสธคนขับรถที่ดื่มสุรา หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ 2.เมื่อคนขับรถมีอาการขับรถด้วยอาการหวาดเสียว ง่วงนอน พักผ่อนไม่เพียงพอ ให้จอดรถแล้วให้นำรถมาเปลี่ยน
"ทุกคนชีวิตฝากไว้กับเขา เหมือนผมที่ต้องไว้ใจพลขับผม เพราะชีวิตผมฝากอยู่กับเขา เพราะฉะนั้นพลขับต้องไม่กินเหล้า แล้วขับรถต้องสุภาพไม่ใช่อะไรก็ได้ หรือขับรถเร็ว ทั้งนี้ ยืนยันว่าจะใช้มาตรการยึดรถเหมือนช่วงเทศกาลปีใหม่ เจอใครเมาห็ยึดรถเพื่อให้สงบสติอารมณ์ ถ้าเมามากก็ยึดให้นานหน่อย ลูกเมียที่อยู่ในรถก็ต้องรอ รอจนกว่าจะหายเมา ก็คิดแล้วกันว่าจะเที่ยวสนุกหรือไม่ เลือกสักอย่างถ้าจะกินเหล้าก็ควรอยู่ที่บ้าน สมอง และสติปัญญาก็มีใคร่ครวญบ้าง ทำไมไม่สร้างจิตสำนึกจะทำอย่างไรคนขับจะต้องไม่เมา วันนี้ภาระตกอยู่ที่เจ้าหน้าที่ทุกเรื่อง ไม่นึกถึงเขาเหรอปีใหม่เขาก็อยากกลับบ้าน เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ต้องทำงาน 24 ชั่วโมง ต้องเสียสละ แล้วก็ทำมาตลอดจนเลิกไม่ได้ ต้องไปกางเต้นท์ นวดให้คนขับ อีกหน่อยจะต้องล้างปาก แปรงฟันให้ด้วยหรือไม่ ขอให้ช่วยเหลือตัวเองไว้ก่อนได้หรือไม่ และขอให้ระมัดระวังการขับรถ และอย่าไปนั่งรถที่คนขับดื่มแอลกอฮอล์"พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า
นายกฯ กล่าวว่า สำหรับความสนุกในช่วงวันสงกรานต์ อยากให้เป็นประวัติศาสตร์ เพราะวันนี้เป็นปีสงกรานต์สากล ที่จัดร่วมกันกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว เมียนมา กัมพูชา เพื่อแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างกัน ส่วนในประเทศก็อย่าเอาตามสากลหรือวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามามากเกินไป และเบื้องต้นได้สั่งการไปแล้วว่า จะต้องไม่มีผู้หญิง หรือสาวประเภทสอง ที่แต่งกายไม่เรียบร้อย ไปเต้นเปิ๊ดสะก๊าดอยู่บนรถ จะต้องจับทันทีรวมถึงเจ้าของรถด้วย
อย่างไรก็ตามระหว่างที่นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงกรณีดังกล่าว นายกรัฐมนตรี ได้หยอกล้อสื่อมวลชนว่า "พวกเธอต้องระวังอย่าไปเดินแถวนั้น แต่ดูแล้วรอดทุกคน เพราะดูดีเกินไป สวย

“นิพิฏฐ์” ซัด “วันชัย” เหมือนหมาจนตรอก ถามไม่อายลูก-เมียบ้างหรือ

“นิพิฏฐ์” ซัด “วันชัย” เหมือนหมาจนตรอก ถามไม่อายลูก-เมียบ้างหรือ ยัน ขนาด “มีชัย” ยังระบุข้อเสนอขัดหลักการ เตือนผู้มีอำนาจระวังพวกเชลียร์พาพัง
นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีนายวันชัย สอนศิริ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.)ท้าให้ลงสมัคร ส.ว. กทม.แข่งกัน ว่า ตนบอกหลายครั้งแล้วว่า ความเห็นต่างต่อเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญเกิดได้ แต่ต้องใช้เหตุผลพูดกัน อย่าท้าทาย นายวันชัยก็เช่นกัน ซึ่งตนก็ข้องใจจึงพยายามถามว่าเหตุใด จึงเสนอให้ส.ว.โหวตเลือกนายกฯได้ ทั้งที่ในโลกนี้เขาไม่ทำกัน ขนาดนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.)ยังเห็นว่าขัดหลักการของรัฐธรรมนูญ แต่นายวันชัยกลับตอบไม่ได้ แต่มาพูดแบบหมาจนตรอก ท้าทายให้ตนไปลงแข่ง ส.ว.กทม. ถ้าตนพูดแบบไม่มีเหตุผลบ้าง คงท้านายวันชัยกลับไปแล้วว่า มาลงแข่งที่ จ.พัทลุงบ้างเอาหรือไม่ เพราะถ้านายวันชัยอยากจะแข่งกับตนจริง ให้เลือกมาเลยตำแหน่งใดสักตำแหน่งหนึ่งที่สมน้ำสมเนื้อ ให้คนทั้งประเทศเลือกจะดีกว่า ไม่ใช่เจาะจงแค่จุดใดจุดหนึ่ง ซึ่งตนพร้อมดีเบตเพื่อจะได้รู้ว่าใครมีเหตุผลมากกว่ากันเรื่อง ส.ว.โหวตนายกฯ
“เห็นชัดว่า เป็นข้อเสนอเอาใจผู้มีอำนาจอย่างน่าเกลียด ผมไม่รู้นายวันชัยมีลูกหรือไม่ แต่แกไม่อายลูกเมียบ้างหรือ ความเห็นแบบนี้ยิ่งกว่าขายตัว ขายจิตวิญญาณของนักประชาธิปไตย นักกฎหมายด้วย บุคลิกของนายวันชัย ก่อนและหลังมีอำนาจเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังเท้าชัดเจน ดังนั้นจึงพอจะอนุมานได้ว่า คนอย่างวันชัยใช้ไม่ได้ และเป็นอันตรายต่อสังคม อันตรายต่อผู้มีอำนาจ ให้พึงระวังไว้ มีคนเคยพลาด หล่นอำนาจอย่างเจ็บปวดเพราะพวกเชลียร์นายแบบนี้มานักต่อนักแล้ว” นายนิพิฏฐ์ กล่าว

3นักเรียน ม.ปลาย บุกชูป้าย ‘อย่าทำร้าย เยาวชน’ ต่อหน้า ‘มีชัย’


วันนี้ (5 เมษายน) ที่สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มีการปาฐกถาพิเศษ เนื่องในวันสัญญา ธรรมศักดิ์ ในหัวข้อ “กรอบแนวคิดในการร่างรัฐธรรมนูญ ของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)” โดย นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ปรากฏว่า ในขณะที่นายมีชัยได้เริ่มบรรยาย ได้มีนักเรียนจำนวน 3 คน ยืนขึ้นกลางห้องประชุม พร้อมชูป้ายที่มีข้อความว่า “อย่าทำร้าย เยาวชน” นำโดย พริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือ เพนกวิน นักเรียนชั้น ม.5 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา และเลขาธิการกลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท สร้างความฮือฮาให้กับผู้เข้าร่วมงาน จนกระทั่งเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยได้มายึดป้าย และเชิญเพนกวินและเพื่อนออกไปจากห้องประชุม ทำให้ต้องยุติการปาฐกถากะทันหัน
ภาพจากกลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย (LLTD)
พริษฐ์ เปิดเผยว่า ตัวเองและเพื่อนต้องการแสดงออก ต่อ กรธ. ไม่เห็นด้วยกับร่างรธน.ล่าสุด โดยต้องการอ่านจดหมายเปิดผนึกถึง นายมีชัย ประธาน กรธ. ต่อกรณีการร่นสวัสดิการเรียนฟรี 12 ปีในร่างรธน. ซึ่งควรขยายระยะเวลาของสวัสดิการเรียนฟรี จาก 12 ปี เป็น 15 ปี หากหวังดีต่ออนาคตของชาติจริง จากนั้นก็ได้มีเจ้าหน้าที่มาเชิญตัวออกไป
ทั้งนี้ นายพริษฐ์เคยแสดงออกทางในการเรียกร้องด้านการศึกษา โดยเมื่อวันที่ 7 ก.ย. 2558 เคยชูป้าย ต่อหน้า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ในการกล่าวปาฐกถาเนื่องในงานวันต่อต้านคอร์รัปชัน ประจำปี 2558 ที่บางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ จนได้ออกหนังสือขอโทษที่ทำให้นายกรัฐมนตรีตกใจ

“บิ๊กตู่” ติง นศ ป่วน เวทีปาฐกถา “มีชัย” เชื่อมีเบื้องหลัง เตรียมเอาผิดคนมีเจตนาไม่บริสุทธิ์

“บิ๊กตู่” ติง นศ ป่วน เวทีปาฐกถา “มีชัย” เชื่อมีเบื้องหลัง เตรียมเอาผิดคนมีเจตนาไม่บริสุทธิ์ ปัด ไม่เกี่ยวข้อง
เมื่อเวลา 14.30 น. ภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) กล่าวถึงกรณีกลุ่มนักศึกษาเข้าไปป่วนเวทีเสวนาขณะที่นายมีชัย ฤชุพันธ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) บรรยายเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ โดยกล่าวย้อนถามว่า มันสมควรหรือไม่ หลายคนก็เป็นนักศึกษามาก่อน ถ้าเอาทุกเรื่องไปเกี่ยวข้องกับการเมืองทั้งหมดอย่างนี้มันได้หรือไม่ อย่าลืมว่าวันนี้คือวันสัญญา ธรรมศักดิ์ ก็ต้องให้เกียรติคนซึ่งเป็นเจ้าของงานเขาบ้าง
“เดี๋ยวผมก็จะสอบทางลึกแล้วกันว่าใครอยู่เบื้องหลังในการทำแบบนี้ สังคมต้องแยกแยะให้ออก อย่าไปร่วมมือ มันต้องมีใครสักคน กลุ่มไหน สื่อรู้กันหรือไม่ว่ากลุ่มไหน เป็นกลุ่มคนดีหรือเปล่า กลุ่มคนที่สนับสนุนการทำงานของรัฐบาลหรือเปล่า มันก็มีเบื้องหลังทั้งสิ้น ทุกคนก็รู้กันอยู่ ทำไมต้องให้ผมบอกหรือตอบให้ชัดเจนว่าเป็นใคร” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
เมื่อถามว่า กรณีที่เกิดขึ้นจะเข้าข่ายจะเชิญตัวเข้าอบรมตามหลักสูตรของคสช.หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เดี๋ยวเขาพิจารณากันเอง แต่พอทำแล้วจะกลายเป็นว่า นักศึกษาเป็นผู้บริสุทธิ์ต้องให้อภัย ไม่รู้จะเอาอะไรกับตน บ้านเมืองก็จะให้อยู่อย่างปกติสุข แต่กฎหมายก็บังคับใช้ไม่ได้ คนฝ่าฝืนกฎหมายก็ไปเห็นอกเห็นใจกัน แล้วมันจริงหรือเปล่าที่บอกว่าเจตนาบริสุทธิ์ ถ้าทุกคนมีเจตนาบริสุทธิ์จริง ตนก็พร้อมให้อภัยทุกครั้ง แต่ชักทำหลายครั้ง อันนี้ก็แสดงว่าไม่บริสุทธิ์แล้ว ต้องลงโทษ ไม่เช่นนั้นบ้านนี้เมืองนี้จะมีกฎหมายไว้ทำไมเหล่า เอาไว้ขังมดขังปลวกหรืออย่างไร ประเทศชาติจะสงบสุขได้ต้องอาศัยกฎหมายเท่านั้น ด้วยการใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม เที่ยงธรรม เจ้าหน้าที่จะต้องใช้ทั้งหลักรัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ ต้องปรับปรุงตนเอง
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า วันนี้ไม่ว่าเจ้าหน้าที่คนใดทำความผิด ไม่ว่าตำรวจหรือทหารก็ต้องถูกลงโทษทั้งสิ้น ที่ผ่านมาอาจจะไม่ได้พูด ว่าได้ปลดหรือย้ายใครไปบ้างไม่ว่าจะ 5 เสือ 5 สิงห์ กระทิง แรด ก็โดนไปหลายพื้นที่แล้ว บางครั้งการเป็นผู้ใหญ่ในการบังคับบัญชาคน ถ้าไปพูดอะไรมากก็จะกลายเป็นเรื่องไปประจานคน มันก็ไม่ค่อยดีเพราะคนที่เหลืออยู่จะเสียกำลังใจ จึงต้องพูดกลางๆ ออกไป คนดีจะได้พอมีกำลังใจ ถ้าพูดอะไรแย่ๆ กล่าวร้ายตลอดเวลา คนดีก็จะเสียขวัญ คนดีก็ไม่กล้าทำอะไร อยู่เฉยๆ ดีกว่า ชั่วไม่มี ดีไม่ปรากฏ อยู่ไปแบบนั้น วันนี้ยืนยันว่าเราลงโทษทั้งหมด บ่อนการพนันต่างๆ อย่างพื้นที่ดอนเมือง ไม่เคยมีใครจับได้ก็จับหมดแล้ว ย้ายทั้งหมด สอบสวนทั้งหมด ทุกคดีมีหรือไม่ที่ยังจับไม่ได้ในขณะนี้ ส่วนใหญ่ก็จับได้ ที่เหลือก็ตามสืบอยู่ อย่างเหตุการณ์ภาคใต้ก็สามารถจับกุมได้ การทำงานต้องทำแบบนี้ยากถามว่า ที่ผ่านมามีใครกำกับดูแลแบบนี้บ้าง ก็มีแต่รัฐบาลนี้ที่รองนายกฯ รัฐมนตรีสั่งการแล้ว นายกฯ ก็ต้องสั่งอีก ก็ดูว่าจะมีใครไม่ทำหรือไม่ ก็ทำกันทั้งหมด มันอยู่ที่การเอาใจใส่ของผู้บริหาร เพราะมันมีกฎหมายอยู่แล้ว

‘นร.-นศ.’บุกชูป้ายโหวตโน ‘มีชัย’ สวนกลับ บ้านเมืองเดินไม่ได้เพราะเยาวชนขาดวินัย

‘นร.-นศ.’บุกชูป้ายโหวตโน ‘มีชัย’ สวนกลับ บ้านเมืองเดินไม่ได้เพราะเยาวชนขาดวินัย

56
กลุ่ม นร.-นศ. โชว์ป้าย “โหวตโน” ป่วนงาน “สัญญา ธรรมศักดิ์” ทำปาฐกถา กรธ.วุ่นจนเกือบล่ม ด้าน”มีชัย”ชี้ สะท้อนการศึกษาชัดต้องเร่งปฏิรูป ยัน รัฐธรรมนูญร่างให้ถูกใจคนทุกกลุ่มไม่ได้ ยกกลไกทุจริตเป็นปมทำนักการเมืองกลัวจนไม่ยอมรับร่างฯ
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 5 เมษายน ที่สถาบันเอเชียตะวันนออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต จัดงาน”วันสัญญา ธรรมศักดิ์” โดยนายธานินทร์ กรัยวิเชียร องคมนตรี เป็นประธานในพิธี พร้อมทำพิธีมอบรางวัลนักศึกษากฎหมายดีเด่น ประจำปี 2559 และมอบรางวัลเรียนดี “ธรรมศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์”
จากนั้น นายมีชัยได้กล่าวปาฐกถาเรื่อง “กรอบแนวคิดในการร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ” ตอนหนึ่งว่า ส่วนตัวตื่นเต้น ยินดี เพราะการกลับมาครั้งนี้เป็นการมาบ้านเก่าเมื่อ 50 ปีที่แล้ว อาจารย์ที่เคารพรักทั้งหลาย ตนมีความผูกพันเป็นพิเศษ รวมถึงศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ ช่วงที่ท่านเป็นนายกฯ ก็ได้มีการขอความช่วยเหลือกันมาตลอด ครั้งหนึ่งท่านเคยต่อสายโทรศัพท์หา บอกว่ามีเรื่องให้ช่วย ให้มาหาท่านที่ทำเนียบ ท่านก็เล่าว่าเกิดอะไรขึ้น ตอนนั้นในหัวของตนมีแต่ความว่างเปล่า นั่งรถออกมาผ่านวัดพระแก้ว ก็ไหว้พระขอให้เกิดปาฏิหาริย์ จากนั้นตนก็คิดออก แล้วเล่าให้ท่านฟัง ท่านก็บอกว่าตนคิดให้ได้ ตั้งแต่นั้นมาเคราะห์กรรมของตนก็ไม่หมดไปเลย คนอื่นอาจจะรู้สึกดี แต่ตนไม่รู้สึกเช่นนั้น สำหรับกรอบการร่างรัฐธรรมนูญ คือ 1. รัฐธรรมนูญชั่วคราว 57 มาตรา 35 ที่กำหนดกรอบไว้ 10 ประการอย่างชัดเจน และ 2.การรับฟังความเห็นจากทุกฝ่ายเกี่ยวข้อง ดังนั้น กรธ.ต้องเดินตามกรอบกำหนด เพราะฉะนั้นข้อกำหนดอะไรโหดเหี้ยมจึงไม่ได้เป็นไปตามตั้งใจของ กรธ. ซึ่งใครมาร่างก็เป็นลักษณะนี้ คือ ต้องทำตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวที่บังคับไว้ สำหรับกรอบรับฟังความเห็น กรธ.พบว่าประชาชนทั่วไป มีความตื่นตัวติดตามการร่างรัฐธรรมนูญเป็นอย่างมาก
นายมีชัยกล่าวว่า ในกรอบตามรัฐธรรมนูญมาตรา 35 กลไกการขจัดทุจริต เป็นเรื่องที่คิดว่ามีกลไกควบคุมการใช้อำนาจรัฐ ไม่มุ่งประสงค์อย่างที่เป็นมา ซึ่งรัฐธรรมนูญปัจจุบันเขียนไว้หลายมาตรา ทั้งหมดเป็นกลไกกำจัดทุจริตและการใช้อำนาจรัฐ ทุกอย่างต้องเป็นไปตามวินัยการเงินการคลัง ไม่เหมือนที่ผ่านมา รัฐธรรมนูญ 2540 ไม่ให้ ส.ส.แปรญัตติเอาเงินไปใช้ จึงได้มีการกำหนดแซงก์ชั่นว่า หากพบการกระทำแบบที่ผ่านมา ประชาชนสามารถร้องเรียนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ให้ตรวจสอบได้ เรื่องนี้คือเรื่องที่เขากลัวกัน ทำให้โกรธกันมาก เรื่องที่เขารณรงค์ให้คว่ำ ไม่ใช่เรื่องอื่นแต่เป็นเรื่องนี้ แต่ก็ไม่เป็นอะไร เพราะการกระทำอะไรใหม่ๆ คนอาจจะเจ็บ แต่จะเป็นประโยชน์ในระยะยาว
45
ประธาน กรธ. กล่าวอีกว่า กลไกป้องกันคนทุจริตไม่ให้คนทุจริตการเลือกตั้ง การซื้อสิทธิ์ ขายเสียง หรือฟอกเงิน กลับเข้ามาสู่การเมืองอีกในหลายมาตราของรัฐธรรมนูญ กำหนดลักษณะต้องห้าม ส.ส. ส.ว. และรัฐมนตรีอย่างเข้มงวด ซึ่งเอาหลักจากกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หากกระทำผิดแล้วศาลตัดสิน หรือรอลงอาญา ก็ไม่สามารถกลับเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมืองได้อีก กำหนดหน้าที่ ครม. แบบผูกพัน คือ ใช้อำนาจอย่างสุจริต เปิดเผย โปร่งใส คำนึงประชาชนเป็นส่วนรวม และคุ้มครองทุกภาคส่วนให้เกิดความสงบ ซึ่งเป็นบทเรียนจากอดีตที่เรานำมาใส่ในรัฐธรรมนูญ และมีบทบัญญัติออกกฎหมายว่าผู้ดำรงตำแหน่งระดับ รมว.ลงมา ต้องไม่ถูกใครสั่งย้ายแบบข้ามทวีปอีก รวมทั้งกำหนดจริยธรรม คุณธรรม และธรรมาภิบาล
นายมีชัยยังกล่าวด้วยว่า กลไกป้องกันโครงการประชานิยมที่อาจส่งผลเสียหายต่อประเทศ โดยให้ตรวจเงินเผ่นดิน พบเห็นอะไรบอกเหตุว่าโครงการนั้นอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในอนาคต คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน สามารถเชิญคณะกรรมการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และ ป.ป.ช. มาปรึกษาหารือกัน หากพบว่ามีมูลเป็นจริงสามารถรายงานมายังครม. แต่หากรายงานแล้ว ครม.ยังดำเนินการต่อ กระทั่งโครงการนั้นเกิดความเสียหาย ต้องรับผิดชอบ จะอ้างว่า ไม่รู้ ไม่ได้ ทั้งนี้ การป้องกันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ทำให้แก้ยากกว่าปกติ โดยนำบทเรียนมาจากในอดีตที่เสียงข้างมากไม่ยอมฟังเสียงข้างน้อย อย่างไรก็ตาม ในการผลักดันให้มีการปฏิรูป เป้าหมายในรัฐธรรมนูญ คือ การศึกษา และการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม และเพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ ระยะแรกจึงเสนอให้ ส.ว.มาจากสรรหา เพื่อผลักดันปฏิรูปเดินไปข้างหน้าสำเร็จลุล่วง ทั้งนี้ ในการการปฏิรูปการศึกษา ได้กำหนดรัฐจัดการศึกษาก่อนวัยอนุบาล จนกว่าจบตามที่ต้องการ โดยรัฐต้องตั้งกองทุนให้กับเด็กมีสติไปเรียนหยิบยืมได้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างจัดสัมมนา ได้มีกลุ่มนักเรียนโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา นำโดยนายพริษฐ์ ชิวารักษ์ ได้ชูป้ายข้อความที่ระบุว่า “ร่างรัฐธรรมนูญอย่าทำร้ายเยาวชน #เอาม.ปลายฟรีของเราคืนมา” และ “อนุบาลฟรีก็ดี แต่ม.ปลาย/สายอาชีพฟรี ก็ต้องมี ไม่ต้องง้อกองทุน #เอาม.ปลายฟรีของเราคืนมา” ทำให้การปาฐกถาของนายมีชัยหยุดชะงักลง จนอาจารย์และเจ้าหน้าที่ได้มาเชิญกลุ่มนักเรียนดังกล่าวออกจากห้องไป โดยผู้ร่วมสัมมนาได้ตะโกนต่อว่า พร้อมขับไล่ ว่า “เรียนเตรียมอุดมเสียเปล่า แต่ไม่มีมารยาท” ทั้งนี้ หลังจากสถานการณ์ดังกล่าวสงบลง นายมีชัยจึงได้กล่าวปาฐกถาต่อว่า เรื่องนี้สะท้อนชัดเจนว่า เราต้องได้รับการศึกษาเพื่อให้คนมีวินัยและมีความอดกลั้น เพื่อรับฟังความเห็นคนอื่น ซึ่งสำคัญมาก ที่บ้านเมืองไม่ได้เดินหน้าเพราะเยาวชนขาดวินัย การบังคับใช้กฎหมายไม่เคร่งครัด คนผิดไม่ดำเนินการตามกฎหมาย อีกทั้งต้องกำหนดให้พระพุทธศาสนาเถรวาท บังคับจิตใจให้เด็กวินัย ส่วนการปฏิรูปตำรวจในเบื้องต้นใน 1 ปี ให้เป็นไปตามหลักอาวุโส แปลว่า ไม่ต้องวิ่งเต้น ทุกคนเท่ากัน ส่วนหน่วยงานราชการหากทำการปฏิรูปไม่เสร็จ เรากำหนดให้ ย้ายหัวหน้าหน่วยงานหน่วยงานนั้นๆ
“ร่างเบื้องต้น กับร่างปัจจุบันต่างกันมาก มีการแก้ไข เพิ่มเติมเป็น 279 มาตรา เพื่อป้องกันไม่ให้การมีออกกำหนดให้การออกกฎหมายไม่ลิดรอนสิทธิประชาชนเกินความจำเป็น และประชาชนมีสิทธิติดตามทวงถามหากรัฐไม่กระทำตาม และมีสิทธิฟ้องร้องได้ ซึ่งการที่รับฟังความเห็นจากคนทั่วไป นำมาบัญญัติในรัฐธรรมนูญได้ประโยชน์มาก จึงขอเรียนว่า รัฐธรรมนูญเป็นบทบัญญัติใช้กับคนทุกคนทั้งประเทศ เขียนเฉลี่ยเผื่อคนทุกคน และเพื่อความต้องการที่ต่างกัน จึงไม่สามารถทำให้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือคนใดคนหนึ่งถูกใจได้ ไม่สามารถทำเพื่อคนทุกคนอย่างสมบูรณ์ได้ หรือ ทำเพื่อความสุขคนกลุ่มเดียว ไม่สามารถทำให้ชอบได้ทุกคน” นายมีชัยกล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่นายมีชัยกำลังกล่าวปาฐกถาอยู่นั้นได้มี “กลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย” สวมใส่หน้ากากรูป พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. และ “กลุ่มประชาธิปไตยใหม่” `นำโดย นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือ จ่านิว มาประท้วงนายมีชัยอีกครั้ง พร้อมชูป้ายข้อความ “อย่าสร้างภาระให้คนรุ่นหลังเถอะลุง” , “สมคบคิดคสช.กดหัวประชาชน” , “หยุดสืบทอดอำนาจ” ,“โหวตโน” และตะโกนว่า “ไม่รับ” ทำให้สถานการณ์เกิดความวุ่นวายหนัก เจ้าหน้าที่รีบออกมาเชิญตัวออกมานอกห้อง กระทั่งนายมีชัยต้องรีบยุติการปาฐกถาโดยกล่าวจบเพียงสั้นๆ ว่า “ความเห็นต่างจะเกิดประโยชน์เสมอก็ต้องรับฟัง วันหนึ่งข้างหน้าเมื่อพวกเธอโตขึ้นกว่านี้ เธอคงเรียนรู้จากประสบการณ์แล้วจะเข้าใจมากยิ่งขึ้น”
41

เปิดใจพลทหารฉัตรภิสุทธิ์ ชุมพันธ์ สังกัดร.152 พัน 1 ค่ายพยัคฆ์ อ.บันนัง

ข่าว 3 มิติคืนนี้ เปิดใจพลทหารฉัตรภิสุทธิ์ ชุมพันธ์ สังกัดร.152 พัน 1 ค่ายพยัคฆ์ อ.บันนังสตา จ.ยะลา ที่ได้รับบาดเจ็บจากการถูกลงโทษ ยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องยาเสพติด แต่มีเหตุทะเลาะกับนายสิบคนหนึ่งที่เชื่อว่าขโมยเงินของพลทหารทรงธรรม หมุดหมัด จากนั้น ทั้ง 2 คนจึงถูกนำตัวมาซ้อมและทำร้ายร่างกายทั้งเตะ ต่อย ใช้เทียนลน ตั้งแต่เวลา 21.00-04.00 น.วันที่ 1 -2 เมษายน จนสุด พลทหารทรงธรรม เสียชีวิต ที่ รพ.ยะลา ส่วน พลทหารฉัตรภิสุทธิ์ บาดเจ็บ รักษาตัวที่ รพ.ค่ายอิงคยุทธบริหาร จ.ปัตตานี
ขณะที่พันเอก วินธัย สุวารี โฆษก ทบ.ชี้แจง กรณีการเสียชีวิตของ พลทหาร ทรงธรรม หมุดหมัด สังกัด ร.152 พัน.1 ค่ายพยัคฆ์ อ.บันนังสตา จ.ยะลา ว่า โดยพบว่า มีสาเหตุมาจากถูกทำโทษปรับปรุงวินัยเนื่องจากได้กระทำความผิดฐานเสพยาเสพติด
"ทบ.เสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และขอแสดงความเสียใจต่อญาติผู้สูญเสีย"
โดย ที่ผ่านมา ทบ.ได้มีการเน้นย้ำ ไปกับหน่วยทุกระดับมาตลอด ต่อการดำเนินการใดๆ กับผู้ใต้บังคับบัญชาจะต้องเป็นไปตามระเบียบข้อบังคับของทางราชการเท่านั้น ใครฝ่าฝืนจะต้องมีโทษสถานหนัก
สำหรับกรณี ของ พลทหาร ทรงธรรม หมุดหมัด ทบ.ยืนยันจะไม่ปกป้องกำลังพลที่กระทำความผิด ซึ่งทางหน่วยต้นสังกัด พล.ร.15 มีการตั้งกรรมการสอบสวนผู้เกี่ยวข้องในทันที
โดยผลสรุปพบว่ามีกำลังพลกระทำผิดจริง เป็นกำลังพลทั้งนายทหาร และนายสิบ รวม 6 นาย ด้วยการทำโทษปรับปรุงวินัยกำลังพลไม่เป็นไปตามระเบียบข้อบังคับตามแบบธรรมเนียมทหาร
ซึ่งขณะนี้หน่วยฯ ได้อยู่ในระหว่างการดำเนินการทางวินัยเพื่อลงโทษกำลังพลที่กระทำความผิดทั้ง 6 นายตามอำนาจที่มีอยู่ขั้นสูงสุด
ส่วนการดูแลเยียวยาญาติ ทางหน่วยต้นสังกัดได้มีการเตรียมการไว้อย่างเรียบร้อยอยู่ในระหว่างประสานกับทางญาติ พลทหาร ทรงธรรม
ทั้งนี้ พลทหาร ทรงธรรม ถูกหน่วยส่งตัวมายัง รพ.ยะลา เมื่อวันที่ 2 เมย.59 ที่ผ่านมา โดยพลทหารทรงธรรม ไม่รู้สึกตัว และเข้ารับการรักษา ที่ห้องไอซียู รพ.ยะลา
จนล่าสุดเช้านี้ ทางแพทย์ได้แจ้งให้กับญาติรับทราบว่า พลทหารทรงธรรม หมุดหมัด เสียชีวิตลงแล้ว