PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันจันทร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2560

คดี “บอส กระทิงแดง” สุดอัปยศงานสอบสวน 3 ก.ย.60 หมดอายุความคนบาปลอยนวล

คดี “บอส กระทิงแดง” สุดอัปยศงานสอบสวน 3 ก.ย.60  หมดอายุความคนบาปลอยนวล
        ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - ยังไปไหนมาสามวาสองศอก และหาฝั่งไม่เจอ สำหรับคดีทายาทกระทิงแดง นายวรยุทธ หรือ บอส อยู่วิทยา ขับรถหรูชนดาบวิเชียร กลั่นประเสริฐ ผบ.หมู่สายตรวจ สน.ทองหล่อ เสียชีวิต เหตุเกิดเมื่อตอนเช้าตรู่วันที่ 3 ก.ย. 55 ตั้งแต่สมัย พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง เป็นผู้บัญชาการตำรวจนครบาล นับเป็นคดีที่ประชาชนให้ความสนใจ เนื่องจากผู้ต้องหาเป็นคนดัง อยู่ในครอบครัวมหาเศรษฐีติดระดับโลก และที่มากไปกว่านั้นคือ มีเหตุพิลึกพิลั่นในชั้นสอบสวนอย่างมากมาย ตามที่สังคมได้ทราบเป็นระยะๆ 
       
       เพื่อให้เห็นภาพชัดๆ กันอีกครั้ง ขอลำดับความไม่ชอบมาพากลอีกครั้ง เริ่มแต่พอเกิดเหตุตำรวจตั้ง 3 ข้อหา คือ 1. ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียชีวิต คดีนี้มีอายุความ 15 ปี ยังเหลือเวลาอีก 10 ปี สิ้นสุด 3 ก.ย. 70 2.ข้อหาไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือ อายุความ 5 ปี หรือวันที่ 3 ก.ย. 60 ที่จะถึงนี้ 3. ข้อหาขับรถเร็วเกิดกว่ากำหนด อายุความ 1 ปี แต่ขาดไปแล้ว
       
       ทุกขั้นตอน มีการเบี่ยงเบน และยื้อคดี โดยพนักงานสอบสวนอย่างสุดฤทธิ์ เช่น การพิสูจน์แอลกอฮอล์ในกระแสเลือด รวมทั้งสารเสพติดแต่ไม่พบ (หน่วงเวลาข้ามวันแล้วไปตรวจ) แต่เมื่อพบ กลับทำสำนวนสอบสวนว่า “เมาหลังขับ” หรือทนกดดันกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้ จึงดื่มเหล้าแก้กลุ้ม-ย้อมใจ บวกกับผลพิสูจน์ความเร็วของตำรวจ ที่สรุปว่าไม่เกินกฏหมายกำหนด การไกล่เกลี่ยเยียวยา ญาติผู้เสียหาย โดยใช้เงินชดเชย รูปคดีจึงบิดกลายเป็น “ประมาทร่วม” 
                 
       ไม่เพียงนายวรยุทธ จะเป็นผู้ต้องหาเท่านั้น แม้แต่วิญญาณของดาบวิเชียร ก็ยังเป็นผู้ต้องหาด้วยเช่นกัน หากไม่อายฟ้าอายดิน ฝ่ายทายาทกระทิงแดงชนะคดีทายาทของดาบวิเชียร ก็จะต้องชดใช่ค่าเสียหายที่เกิดจากการเฉี่ยวชนครั้งนั้นด้วย 
       
       ความพยายามบิดเบือนคดี โดยมีเจ้าหน้าที่รัฐร่วมรู้เห็นเป็นใจนั้น นักกฎหมายทราบดีว่าเทคนิคที่ทำกันอยู่นั้นเหลือเพียงขั้นตอนเดียวคือ หากข้อหา “ชนแล้วหนี” หมดอายุความ ก็จะมีผลโดยตรงทำให้คดีหลักคือขับรถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย พยาน-หลักฐาน อ่อนยวบลงทุกที มากสุดคือ ไม่อาจสั่งฟ้องได้
                    
        มีคำถามต่อไปว่า ทำไมฝ่ายผู้ต้องหาจึงเลือกวิธีดึงเกมข้อหาที่ 2 ให้หมดอายุความ 
       
       เหตุผลเพราะวันเกิดเหตุ ดาบวิเชียร นอนตายอยู่กลางถนน ส่วนนายวรยุทธ ขับรถหลบหนีเข้าไปในบ้านพัก แม้ต่อมาจะเอาพ่อบ้านมาสวมแทน แต่เมื่อถูกกระแสสังคมกดดันอย่างหนัก จึงต้องทำเสมือนตรงไปตรงมา แต่ที่สุดมีการหมกเม็ด วางแผนระยะยาวถึง 5 ปี เพื่อให้หลุดจากข้อหานี้
       
       ล่าสุดคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนกรณีกล่าวหา พล.ต.ต.กฤษฏิ์ เปียแก้ว อดีต ผบก.น.5 กระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ กระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการการยุติธรรม มีการสอบสวนช่วยเหลือ นายวรยุทธ หรือ บอส อยู่วิทยา ในฐานะผู้ต้องหาเพื่อไม่ให้ถูกดำเนินคดีฐานขับรถขณะเมาสุรา ขับรถเร็วกว่ากฎหมายกำหนด และความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด อีกทั้งยังไม่ดำเนินการออกหมายจับผู้ต้องหาเพื่อให้ได้ตัวมาส่งพนักงานอัยการฟ้องร้องดำเนินคดี เป็นเหตุให้ผู้ต้องหาหลบหนี และไม่ได้ตัวมาฟ้องภายในอายุความ
       
       สำหรับตำรวจที่ถูกกล่าวหาประกอบด้วย พล.ต.ต.กฤษฏิ์ เปียแก้ว พ.ต.อ.สุคุณ พรหมายน พ.ต.อ.ไตรเมต อู่ไทย อดีต รองผบก.น 5 พ.ต.อ.สัมฤทธิ์ เกตุแย้ม อดีต ผกก.สน.ทองหล่อ พ.ต.ท.วิบูลย์ ถิ่นวัฒนากูล พนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ และ พ.ต.ท.วิรดล ทับทิมดี พนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ
       
       ถือว่าเป็นนิมิตรหมายที่ดี แต่ว่าไปแล้วหากชำระความสกปรกโสโครกในวงการสอบสวนแบบสุดซอย หรือหมดจดจริงๆ ควรจะมีผู้บังคับบัญชาระดับบนเข้ามาร่วมรับผิดชอบด้วย เช่น “ผุ้บัญชาการตำรวจนครบาล” หรือระดับรองลงมา โดยเฉพาะฝ่ายดูแลกฎหมาย หรือสำนวนต่างๆ 
                
         คดีบอส กระทิงแดง จึงถือเป็นความอัปยศในวงการสอบสวนตำครวจไทย แม้กระทั่งประเด็นสุดท้าย คือการส่งสำนวนสอบสวนให้แปลเป็นภาษาอังกฤษ ยังมีการโยนลูกกัน ระหว่าง บช.น. กับกองบังคับการตำรวจต่างประเทศ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 
       
       พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร น.1 (30 ก.ย.นี้ เกษียณอายุราชการ) ออกมาบอกกับสังคมว่า ได้ส่งสำนวนคดี บอส กระทิงแดง ไปให้ บก.ตปท. แปลนาน 2 เดือนแล้ว แต่ถูกปฏิเสธว่าทำให้ไม่ได้ ส่วนบก.ตปท. ก็ให้เหตุผลว่า การแปลสำนวนมิใช่งานของหน่วยงานเขา หน้าที่หลักคือ ทำตามการร้องขอจากสำนักงาน ผบ.ตร. หรือ รองฯ-ผู้ช่วยฯ ผบ.ตร.เท่านั้น
       
       แถมยังตอกกลับด้วยว่า ในส่วนของกองบัญชาการตำรวจนครบาล และอื่นๆ ก็มีฝ่ายอำนวยการรับผิดชอบกันอยู่แล้ว เช่น บช.น. กำหนดให้ฝ่ายอำนวยการ 9 ทำหน้าที่เป็นกองการต่างประเทศ
                
         หากทำเองไม่ได้ สมควรยุบกองอำนวยการนี้ไปเสีย และนับเป็นเรื่องงี่เง่า โง่งมทำให้เกิดปัญหาที่ไม่ควรเกิด และสมควรปฏิรูปตำรวจด้วยการแยกอำนาจสอบสวนออกมาหรือยัง 

วันศุกร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2560

ผบ.ทบ.โอดเป็นจำเลยคดียิ่งลักษณ์หาย

"บิ๊กเจี๊ยบ" ยังไม่มี เบาะแส"ยิ่งลักษณ์" ยันไม่ทิ้ง ผู้รับผิดชอบกำลังทำงาน ตัองใช้เวลา โอด เป็น"จำเลย"

พลเอกเฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ./เลขาฯคสช.และ ผบ.กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.)  เป็นประธานการประชุม ผบ.หน่วยขึ้นตรง ทบ. โดยมี ผบ.กองกำลังชายแดน รอบด้าน หรือระดับ ผู้บัญชาการกองพล ร่วมประชุมด้วย

พลเอกเฉลิมชัย ระบุว่า ยังไม่มีความคืบหน้า แกะรอย หนีของ อดีตนายกฯ"ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ชี้ ผู้รับผิดชอบกำลังทำงาน ตัองใช้เวลา ยันไม่ทิ้ง ไม่ลืมๆ เผย กกล.ชายแดน มีการตรวจสอบ และ มีการแจ้งเตือน. ปัดตอบ  เบาะแส รถเข้าออก บ้าน"ยิ่งลักษณ์" ชี้ตำรวจกำลังดูแล อยู่ เพราะเป็นเรื่องภายใน และ ตามกม.ปกติ

"หากมีความคืบหน้า จะแจ้งให้ทราบ เพราะรู้ง่า สังคมให้ความสนใจ " ผบ.ทบ.กล่าว

ทั้งนี้ ก่อนการให้สัมภาษณ์ เมื่อพบ หน้านักข่าว พลเอกเฉลิมชัย กล่าวเชิงตัดพ้อตนเองว่า "จำเลย มาแล้ว"

หลังฝ่ายความมั่นคง ถูกตำหนิ ว่าบกพร่อง ปล่อย ยิ่งลักษณ์ หนีไปได้ และ พลเอกเฉลิมชัย ก็แอ่นอก ยอมรับว่า บกพร่อง

"นายกฯบิ๊กตู่" เตรียมบิน จีน4-5กย.นี้ ประชุม BRICS

"นายกฯบิ๊กตู่" เตรียมบิน จีน4-5กย.นี้ ประชุม BRICS /ก่อนบิน เขมร 7กย.นี้พบ"ฮุนเซน" ประชุมร่วมนายกฯและรมต.อย่างไม่เป็นทางการ....ตามกำหนดเดิม....คาดมีเคลียร์ "ปู"หนีไปเขมร??/ตค.ไปอเมริกา พบTrump
พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และคณะมีกำหนดการเข้าร่วมการประชุมระหว่างผู้นำกลุ่มประเทศ BRICS กับประเทศตลาดเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนา ณ เมืองเซี่ยเหมิน มณฑลฝูเจี้ยน สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 4 – 5 กันยายน 2560
พลโท วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า
สาธารณรัฐประชาชนจีน ในฐานะประธานกลุ่ม BRICS ประจำปี 2560 ได้จัดการประชุมระหว่างผู้นำกลุ่มประเทศ BRICS กับประเทศตลาดเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนา (Emerging Markets and Developing Countries Dialogue หรือ EMDCD)
โดยจีนได้เชิญประเทศตลาดเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนาที่มีความสำคัญ มีเอกลักษณ์ และมีความสัมพันธ์ฉันมิตรที่ดีกับจีน จำนวน 5 ประเทศ ในฐานะแขกของประเทศเจ้าภาพ ได้แก่ (1) ไทย ในฐานะประเทศกำลังพัฒนาที่มีบทบาทสาคัญและมีความสัมพันธ์ที่ดีกับจีน (2) สหรัฐเม็กซิโก ในฐานะประเทศสมาชิกกลุ่ม 20 และตัวแทนจากภูมิภาคลาตินอเมริกา (3) สาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ ในฐานะประเทศจากภูมิภาคตะวันออกกลาง (4) สาธารณรัฐทาจิกิสถาน ในฐานะประเทศเพื่อนบ้านของจีน และ (5) สาธารณรัฐกินี ในฐานะประธานสหภาพแอฟริกา (African Union หรือ AU)
โดยหัวข้อหลักของการประชุม EMDCD คือ การเสริมสร้างความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ร่วมเพื่อการพัฒนาร่วมกัน ซึ่งประเด็นหลักที่จีนให้ความสำคัญ ได้แก่ การส่งเสริมการปฏิบัติการเพื่อการบรรลุวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030 และการเสริมสร้างความร่วมมือเพื่อการพัฒนา โดยเฉพาะความร่วมมือใต้–ใต้
ในโอกาสนี้ ไทยจะเน้นย้ำถึงบทบาทของประเทศกำลังพัฒนาที่มีบทบาทสำคัญที่ได้รับการยอมรับในเวทีโลก ต่อยอดจากการเป็นประธานกลุ่ม 77 และเป็นแขกรับเชิญพิเศษของจีนเมื่อจีนเป็นเจ้าภาพการประชุมผู้นำกลุ่ม 20 ในปี 2559 รวมถึงบทบาทนำในการเป็นประเทศผู้ให้ภายใต้กรอบความร่วมมือใต้-ใต้
โดยวันจันทร์ที่ 4 กันยายน 2560
08.00 น. -นายกรัฐมนตรีและภริยา พร้อมด้วยคณะ เดินทางออกจากท่าอากาศยานทหาร 2 (กองบิน 6) ไปยังเมืองเซี่ยเหมิน มณฑลฝูเจี้ยน สาธารณรัฐประชาชนจีน สู่ ท่าอากาศยานนานาชาติเซี่ยเหมินเกาฉี (เวลาที่เมืองเซี่ยเหมินเร็วกว่าเวลาที่กรุงเทพฯ 1 ชั่วโมง)
การบรรยายสรุปการเข้าร่วมการประชุมผู้นำกลุ่มประเทศ BRICS กับประเทศตลาดเกิดใหม่ และประเทศกำลังพัฒนา
จากนั้นนายกรัฐมนตรีพบหารือทวิภาคีกับประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
และเป็นสักขีพยานการ ลงนามความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
ส่วน วันอังคารที่ 5 กันยายน 2560 นายกรัฐมนตรีเข้าร่วมการประชุมระหว่างผู้นำกลุ่มประเทศ BRICS กับประเทศตลาดเกิดใหม่ และประเทศกำลังพัฒนา
และเข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารกลางวันที่เอกอัครราชทูต ณ กรุงปักกิ่ง เป็นเจ้าภาพเพื่อเป็นเกียรติแก่นายกรัฐมนตรีและคณะ
จากนั้น เดินทางกลับประเทศไทย คาดใน
17.50 น. จะเดินทางถึงท่าอากาศยานทหาร 2 (กองบิน 6)

เคล็ดลับสร้างตัวยุคสื่อครองโลก

หนังโฆษณาเรื่อง "ไอ้ริตกินแบล็ค" ว่าขำแล้ว
แต่เมื่อวาน (๓๑ ส.ค.๖๐)
"ไอริตฟ้องผิดศาล" ขำกว่า!
ไอ้ริตเป็นนักกฎหมาย เป็นถึงอธิบดี DSI สมัยนั้น
แต่ต้องการสนองอยากนักการเมืองระบอบทักษิณที่เริงอำนาจสมัยนั้น
ไปดึงคดีสลายชุมนุม "นปช.เผาบ้าน-เผาเมือง" เมื่อปี ๕๓ มารีรันและส่งอัยการฟ้องทางช่องทาง "ศาลอาญา"
ก็รู้ทั้งรู้ เพราะตัวเองก็เคยอยู่ร่วม.........
ตอนนั้น "อภิสิทธิ์-สุเทพ" ใช้อำนาจตำแหน่งหน้าที่ราชการในฐานะนายกฯ และรองนายกฯ
รวมทั้งเป็นผู้อำนวยการ ศอฉ.ตาม พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน
ไม่ใช่การกระทำทางอาญาโดยส่วนตัว หรือทำนอกเหนือหน้าที่ราชการ
ซ้ำในปฏิบัติการทุกครั้ง เป็นไปตามขั้นตอนครบถ้วน-ถูกต้อง
แต่ถ้าจะต้องฟ้องให้ได้จริงๆ
ก็ต้องฟ้องให้ถูกศาล...........!
คือ "อภิสิทธิ์-สุเทพ" เป็นนักการเมือง ตามกระบวนการ ก็ต้องไปให้ ป.ป.ช.สอบชี้มูลความผิดก่อน
หากมีมูล
ป.ป.ช.ก็จะส่งอัยการฟ้องทาง "ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง"
ไม่ใช่ไปฟ้องที่ "ศาลอาญา" อย่างที่ไอ้ริตทำ
และทั้งศาลชั้นต้น ชั้นอุทธรณ์ ก็ยกฟ้องไปแล้วด้วยซ้ำ
แต่เมื่ออัยการยื่นคำร้อง ขอให้ศาลวินิจฉัยด้านข้อกฎหมาย ทางศาลฎีกาก็วินิจฉัยแล้ว
เมื่อวาน ศาลจึงอ่านคำสั่งศาลฎีกา "พิพากษายืน"
คือยกฟ้องเหมือน..........
เพราะ "ไอริตฟ้องผิดศาล"!
ความจริง ป.ป.ช.มีมติให้ข้อกล่าวหากรณี "อภิสิทธิ์-สุเทพ" สลายชุมนุม นปช. "ตกไป" ก่อนหน้าแล้วด้วยซ้ำ
ระดับไอ้ริต "กูรูกฎหมาย" คนหนึ่ง จะไม่ประสี-ประสา ถึงขนาดไปดึงมาเป็นคดี และ "ฟ้องผิดศาล" โดยไม่รู้เลยเชียวหรือ?
ไม่น่าเป็นอย่างนั้น จริงไหม?
แต่ถ้าใครนึกย้อน ลำดับเรื่องราวก่อน "ไอ้ริตเปลี่ยนสี" เมื่อการเมืองเปลี่ยนขั้ว
จากรัฐบาลอภิสิทธิ์ ไปเป็นรัฐบาลระบอบทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ ก็คงพอเข้าใจ
ในเมื่ออำนาจการเมืองต้องการ ฝ่ายข้าราชการประจำที่ไม่มั่นคงในหน้าที่ ก็พร้อมคลานสนอง!
จำกันได้มั้ยล่ะ.......?
มีรัฐมนตรีที่คุยว่า "อ่านกฎหมายรู้-ดูกฎหมายเป็น" มาคอยกดปุ่มคอนโทรล
ให้ไอ้ริต ไปดึง-ไปรื้อ คดีสลายชุมนุมมาทำ!
ลงท้าย ทั้งน่าขำ-น่าอาย
ระดับอดีตอธิบดีดีเอสไอ ทำคดีฟ้องผิดศาล
นับเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของ "ข้าราชการประจำ" ที่สนองอำนาจการเมือง เพื่อตำแหน่ง-ลาภ-ยศ
นอกเหนือจากคดีจีทูจี ที่ข้าราชการพาณิชย์หลายคน ต้องติดคุกอยู่ขณะนี้
ความจริง ช่วงนี้ มีเรื่องคุยเยอะ.........
แต่อย่างว่า เป็นแต่เรื่อง "ไม่หนักหัว" ก็ "หนักคุก" เผอิญ เย็นวาน ดูข่าวโทรทัศน์แวบๆ
เป็นข่าว สาวยุคใหม่-วัยรุ่น ไปให้ตำรวจปรับหรืออะไรทำนองนี้ นัยว่าเธอ "ไลฟ์สดเปลือย" เรียกเรตติ้ง แล้วถูกตำรวจเรียกตัว
กับอีกข่าว อ่านจากโซเชียลมีเดีย
พระวัดหนึ่งแถวอ่างทอง ทำผ้ายันต์-เสื้อยันต์ "ลิเวอร์พูล" ปลุกเสกจำหน่าย หารายได้สร้างโบสถ์!
นัยว่า เจ้าคุณธงชัย วัดไตรมิตร เป็นไอดอล ผ้ายันต์เลสเตอร์ ซิตี เป็นแรงดาลใจ
ประกอบกับท่านเป็นสาวกหงส์ ชื่นชอบในตัว “เอียน รัช” ศูนย์หน้าทีมลิเวอร์พูลเป็นพิเศษ
จึงทำผ้ายันต์-เสื้อยันต์ โลโก้ลิเวอร์พูล ปลุกเสกจำหน่าย
ดูๆ แล้ว ผมก็นึกขึ้นว่า......
อย่างกรณี ๒ สาว ถ้าทำอะไรดีๆ อยู่ในกรอบวัฒนธรรมประเพณี หรือทำตัวให้เป็นคุณประโยชน์ต่อสังคม
ปีไหน ชาติไหน สิ่งที่เธอทำ จะเด่นขนาดได้ "ออกโทรทัศน์"?
ยากมาก และไม่มีทางเลย.......
แต่ที่ยากกลับ "ง่ายมาก" เพียงทำสิ่งตรงข้ามกับคำว่า "ดี"
แค่แก้ผ้าโชว์ทางเน็ต เธอก็ดังเข้าตาสื่อทุกแขนงในบัดดล
ได้ "ออกโทรทัศน์" โดยไม่ต้องจ้าง ไม่ต้องเชิญ ไม่ต้องงอนง้อ แช่จอเป็น ๕ เป็น ๑๐ นาที
แค่ "นางเอกหนังข่าวฉาว" ก็นับว่าระเบิด-ระเบ้อไปทั้งประเทศ เป็นผลงานใช้หากินได้แล้ว
พอๆ กับวิถีดาราเป็นโหลๆ วันนี้ แสดงก็ ดังๆ ดับๆ
แต่พองัดเรื่องในมุ้ง เรื่องผัวๆ เมียๆ เรื่องสะสมผู้ชาย ของใครจะมากกว่ากัน มาทะเลาะ-นินทา ออกโซเชียลมีเดียกัน
ดังระเบิดกว่าข่าว "ยิ่งลักษณ์ล่องหน" อีก!
มาดูกรณี พระทำผ้ายันต์ลิเวอร์พูลจำหน่ายบ้าง ทุกวันนี้ การปลุกเสก นับจะเป็น "อาชีพหลัก" ของพระกลุ่มหนึ่ง
ในเมื่อหลวงพ่อ-หลวงพี่ ต่างก็ปลุกเสกเลขยันต์เหมือนๆ กัน สินค้าประเภทเดียวกัน ชักล้นตลาด
การสร้าง "จุดต่าง" เป็น "จุดขาย" นับเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดที่หลวงพ่อ-หลวงพี่ต้องงัดมาสู้กัน
ผ้ายันต์เลสเตอร์ ซิตี ของเจ้าคุณธงชัย นับเป็นตัว "สร้างตลาดใหม่" แจก-จำหน่ายสะพัด
ถึงเลสเตอร์ตก-ไม่ตกชั้น ผ้ายันต์เจ้าคุณธงชัย ก็แรงไม่ตก มีรุ่นใหม่ให้ซื้อหา-ซื้อบูชา-ซื้อเก็บกันทุกรุ่น
เรียกว่า ผ้ายันต์เจ้าคุณธงชัยเป็นเจ้าตลาดขณะนี้ ยังไม่มีหลวงพ่อไหนแซงได้
เพิ่งคราวนี้แหละ........
พอผ้ายันต์-เสื้อยันต์ "ลิเวอร์พูล" ออกมา ก็เปรี้ยงปร้างประกบผ้ายันต์เลสเตอร์ทันใด
แฟนหงส์-ไม่หงส์ แห่แหนไปจับจองเป็นเจ้าของกันรึ่ม ร่ำลือเป็นกระแส จนบรรดาสื่อต้องตามไปทำเป็นข่าวมาขายบ้าง!
นี่ก็เห็นมั้ย..........
พระเดินตาม "ศีล-สมาธิ-ปัญญา" สังคมไม่นิยมว่า "ของดัง-ของดี" พระที่สอนศีล-สอนธรรม
สังคมก็ไม่ตื่น ไม่ร่ำลือเป็นกระแส ไม่มีสื่อไปทำเป็นข่าว
แต่พระน้อมนำโลโก้-ชื่อทีมฟุตบอลมาเป็นสรณะ ให้นำไปบูชา กราบไหว้ เท่านั้นแหละ
เปรี้ยงปร้างกระถางแตก!
มันก็ให้แง่คิดว่า ทำดีไม่ดัง-ไม่เป็นข่าว, ทำตรงข้ามดี กลับดัง แย่งกันทำเป็นข่าวเปรี้ยงปร้าง
ในนิยามว่า "สื่อ" คือ "เงาสะท้อนสังคม"
คิดในมุมกลับ......
แล้วที่สังคมทุกวันนี้ เป็นอย่างนี้ จะเรียกว่า "สังคมเป็นเงาสะท้อนสื่อ" บ้างได้ไหม?
ผมไม่ติดใจกรณีพระหันไปยึดโลโก้ทีมฟุตบอลเป็นสรณะแทนรูปสักการะทางพุทธศาสนาหรอก
ก็เอาที่พระคุณเจ้าสบายใจ และขายได้เถอะ!
แต่ทีนี้ เห็นหลวงพ่อที่อ่างทอง นำเอารูปลักษณ์ของ "ทีมลิเวอร์พูล" มาเป็นสินค้าขายแล้ว
อยากเตือนท่านด้วยเป็นห่วง
ฝรั่งเขาคิดไม่เหมือนเรานะพระคุณเจ้า ถ้าเขาเห็นนำโลโก้ทีมของเขามาทำเป็นสินค้าขาย
เขาฟ้องฐาน "ละเมิดสิทธิบัตร" ซึ่งเป็นความผิดทางอาญาเอาได้นะพระคุณเจ้า
ลองฝรั่งฟ้อง เงินหมื่น-เงินแสน ไม่ฟ้องหรอก จะล่อเป็นพัน-เป็นหมื่นล้านนั่นเชียวล่ะ
ที่จำหน่ายผืนละร้อย-ครึ่งร้อยนั่นน่ะ ไม่พอหรอก!
ทั้งแพ่ง ทั้งอาญา เขาฟ้องได้
จึงอยากนมัสการไปถึงพระคุณเจ้า ด้วยเข้าใจกุศลเจตนาในการหาเงินสร้างโบสถ์ของท่าน
แต่ไม่อยากให้ท่านต้องพบปัญหาทีหลัง ผิด-ถูก อย่างไร หลวงพ่อใคร่ครวญด้วย
อย่าคิดว่า ทีเจ้าคุณธงชัยทำผ้ายันต์เลสเตอร์ ซิตี ไม่ละเมิด แต่พออาตมาทำผ้ายันต์ลิเวอร์พูลบ้าง มาพูดว่าละเมิด?
ก็เลสเตอร์ ซิตี น่ะ คิงเพาเวอร์เป็นเจ้าของ คือ เจ้าของคิงเพาเวอร์ทำเอง เจ้าคุณธงชัยปลุกเสก จึงไม่ละเมิด
ส่วนผ้ายันต์ลิเวอร์พูลของท่าน ถ้าเจ้าของ "สโมสรลิเวอร์พูล" เขาอนุญาต
ก็นิมนต์พระคุณเจ้าเถอะ!
เอาล่ะ......
ผมขออนุญาตตามรอยปูซักวัน-สองวัน คงไม่ว่ากันนะครับ คุณ "ผักกาดหอม" เจ้าประจำ จะมาจำนรรจาแทน.

ภาคต่อ ‘นางสิงห์’ ผงาด

ภาคต่อ ‘นางสิงห์’ ผงาด

“ปล่อยเขาไป ทวิตเตอร์จะไปทำอะไรได้ เชื่อเขาก็ตามใจ คิดสิ คิด”

นอกจากที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. ตอบคำถามกรณี “อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร” ทวีตข้อความในรอบปีกว่า โดยหยิบยกคำพูดของนักปรัชญาการเมือง “มงแต็สกีเยอ” มากล่าว

“ไม่มีความเลวร้ายใด ที่จะยิ่งไปกว่าความเลวร้ายที่ได้กระทำโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมาย หรือในนามของกระบวนการยุติธรรม”

แค่เอานิ้วชี้ไปที่ขมับด้านขวา ให้นักข่าวคิดแล้ว ถ้ามีคำบรรยายภาพของ “บิ๊กตู่” เพิ่มเติมเบ้ปาก มองบน พร้อมยักไหล่ด้วย จะยิ่งเข้าแก๊ป “ช่างมันฉันไม่แคร์”

กับประทัดลูกแรก จากอดีตนายกฯรอบนี้ ถึงผู้นำอำนาจพิเศษทำ “ไม่แคร์ ไม่สน” แต่เอาเข้าจริงก็อย่างที่ “บิ๊กตู่” เคยบอกทำนอง จะไปทำอะไรได้ ก็คงต้องเตรียมตัวรับมือคิวขย่มเขย่า

ไล่เบรกแรงกระเพื่อม “หน้างาน” ในความน่าจะเป็นก็มีโอกาสป่วน

แต่นั่นก็ไม่น่าโฟกัสเท่ากับพรรคเพื่อไทย ที่ฝุ่นฟุ้งมาตั้งแต่การหายไปของ “ยิ่งลักษณ์”

ศึกเจ๊ๆตระกูลชินฯ กับเจ้าแม่ กทม. ถึงแม้ 1 เจ๊ไปแล้ว เกมชิงธงนำยังไม่จบ

ล่าสุด “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ไปทำบุญ แต่โวยเจ้าหน้าที่พรรคเพื่อไทยแจ้งคิวนักข่าว จนต้องมาคอยตอบคำถาม ทั้ง“ปูล่องหน–แม้วขยับ” รวมทั้งที่คาดว่ามีโอกาสนำทัพเพื่อไทยสูง

“ไม่มีโอกาสนั้น พรรคเพื่อไทยมีหัวหน้าพรรคอยู่แล้ว”

เอาเป็นว่า คิวนี้ไม่รู้ “ปาก” กับ “ใจ” ตรงกันหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ “แรงต้าน” ในค่ายเพื่อไทยก็ยังคงอยู่

ถึงแม้คนในพรรคมีสูตรล้างภาพพรรค “บริษัทจำกัด” ทำให้โอกาสเจ้าแม่ กทม.แจ่มจรัส

แต่ข้อเท็จจริงก็น่าจะยังไม่สรุป “นายห้าง” จะเคาะเกมทางไหน

หากนายใหญ่และตระกูลชินฯตัดสินใจ “ปล่อยมือ” ก็มีชื่อคนนอกตระกูลรายอื่นๆมาเป็นแคนดิเดต ทั้งในเพื่อไทยอย่าง “โภคิน พลกุล–ชัยเกษม นิติสิริ–พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์–พิชัย นริพทะพันธุ์” ฯลฯ

กระทั่งอีก 2 บิ๊กเนมนอกพรรค ที่ยังมีเสียงแว่วว่ายังได้ลุ้น

ทั้งอดีตบิ๊กการเมืองที่เคยโดน “แบล็กลิสต์ชินวัตร” แต่มี “ดีกรีพิเศษ” ติดตัว หรืออดีตบิ๊กสีกากี ที่ยังคงสัมพันธ์อันดี แม้ “จำยอม” พลิกไปอยู่ขั้ว “อำนาจพิเศษ”

ถือเป็น 2 บิ๊กเนมตามสเปก “จานรับสัญญาณ” และจุดเชื่อมต่อชั้นดี กรณี “นายห้าง” เลือก “หมอบ”
ยอมสยบทุกอำนาจพิเศษใดๆ

อีกกรณีฮึดบู๊ขึ้นมา ก็ยังมีอีกน้องสาวคนสำคัญ “เจ๊แดง” เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ คุมเกม ตามสูตรที่ว่า “เจ้าแม่วังบัวบาน” มีแผนดัน “อดีตนายกฯสมชาย” ขึ้นแท่น หลังสามีปลดพันธนาการคดี “สลายม็อบพันธมิตรฯ”
หลังจากที่ “เจ๊แป๋ว” มณฑาทิพย์ โกวิทเจริญกุล คนตระกูลชินฯ อีกราย บอกปัดการเมือง

และดีไม่ดี “เจ๊แดง” เองก็มีลุ้น โดยเฉพาะห้วงที่ต้องเผชิญข่าวร้ายถาโถม พี่–น้องชินวัตร ต้องจากแผ่นดินเกิด ลูกสาวถูกเว้นวรรคการเมือง “บุญทรง เตริยาภิรมย์” อดีต รมว.พาณิชย์ คนใกล้ชิดต้องสิ้นอิสรภาพ

ยังไม่รวม เกษม นิมมลรัตน์ อดีต ส.ส.เชียงใหม่ ถูกยึดทรัพย์ 168 ล้านบาท และจำคุก 1 ปี มาไม่นานนี้
ในขณะที่เวลานี้ทุกความเป็นไปในพรรคเพื่อไทย “เจ้าแม่วังบัวบาน” คือกำลังสำคัญ

พี่ชายไว้วางใจให้คุมทัพ คอนโทรลแทบทุกกลไกขับเคลื่อน

และถ้าดูดีกรี “เจ๊แดง” ก็คร่ำหวอดทางการเมืองกับพี่ชายมาหลายปี

ที่สำคัญคือ “ไร้ชนัก” ไม่มีมลทินใดๆติดตัว

ในห้วงยามที่ความทุกข์ถาโถม คนรอบตัวเผชิญวิบากกรรม “เจ๊แดง” อาจมีแรงฮึด ขึ้นแท่นแม่ทัพหญิง
ถือธงเพื่อไทย ในสูตร “โคลนนิ่ง” ภาคต่อไป ก็คงไม่แปลก.

ทีมข่าวการเมือง

วันพฤหัสบดีที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2560

วันประวัติศาสตร์......วันขึ้น 10ค่ำ เดือน10

วันประวัติศาสตร์......วันขึ้น 10ค่ำ เดือน10 เวลา10.30 น.31สค.2560
เปิด ตึกภักดีบดินทร์
ตึกที่ ก่อกำเนิด ในยุค พลเอกประยุทธ์ ในยุครัฐบาล คสช. โดยมี บิ๊กอ้อ พลเอกวิลาส อรุณศรี เลขาฯนายกฯ เป็น แม่งานหลัก ที่ทำให้ ตึกนี้เกิดขึ้น พร้อมๆกับ การ ใส่เสื้อ ให้ตึกต่างๆในทำเนียบฯ เพื่อให้เป็น สถาปัตยกรรม แบบ Neo Venetian Gothic เหมือนกันหมด เพราะทำเนียบรัฐบาล เป็นอีกหน้าตาของประเทศ
แถม บิ๊กตู่ ตั้งชื่อตึกเอง
เลยแซวกันว่า สร้างเอง และคงได้ใช้เอง ไปอีกนาน นั่นเอง

"นายกฯ"ประเดิม ถก ผบ.เหล่าทัพ "ตึกภักดีบดินทร์

"นายกฯ"ประเดิม ถก ผบ.เหล่าทัพ "ตึกภักดีบดินทร์".....คาด คุยเรื่อง การหลบหนีของ "ยิ่งลักษณ์"
"นายกฯ"ประเดิม ใช้ห้อง "ทองธารา" เรียก
บิ๊กช้าง พลเอกชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกลาโหม บิ๊กปุย พลเอกสุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ ผบ.ทหารสูงสุด บิ๊กเจี๊ยบ พลเอกเฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. บิ๊กณะ พลเรือเอกณะ อารีนิจ ผบ.ทร. บิ๊กจอม พล.อ.อ.จอม รุ่งสว่าง ผบ.ทอ. และ บิ๊กแป๊ะ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. หารือเป็นการส่วนตัว ราว 15 นาที หลัง เสร็จพิธีเปิด ตึกภักดีบดินทร์ ....บิ๊กเจี๊ยบ เผย คุย "เรื่องลับ"...แฮะๆๆ
แต่คาด มีคุยเรื่อง ความคืบหน้า เกี่ยวกับการหลบหนีของ "ยิ่งลักษณ์"

"นายกฯ"นำครม.-ผบ.เหล่าทัพ ทำบุญและเปิด "ตึกภักดีบดินทร์"

10-10-10‬
‪"นายกฯ"นำครม.-ผบ.เหล่าทัพ ทำบุญและเปิด "ตึกภักดีบดินทร์" ตึกใหม่ ในทำเนียบรัฐบาล ....ใช้ฤกษ์ ขึ้น10ค่ำ เดือน10 เวลา10.30น.31สค.2560‬....นายกฯตั้งชื่อ "ภักดีบดินทร์" แสดงความจงรักภักดีต่อ พระมหากษัตริย์ รัชกาลที่10 ...ห้อโดยภายใน มี ห้อง"ทองธารา" เฉลิมพระเกียรติ "ร.9" และห้อง "วนาสิริ" เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระราชินีสิริกิติ์

สมาชิกใหม่ แห่ง บ้านนรสิงห์..."ตึกภักดีบดินทร์"

ต้อนรับ สมาชิกใหม่ แห่ง บ้านนรสิงห์..."ตึกภักดีบดินทร์"
อาคารเรือนรับรอง"ภักดีบดินทร์" 137 ล้าน ทำเนียบรัฐบาล หลังตึกไทยคู่ฟ้า....เสร็จสมบูรณ์แล้ว ...แม้เป็นอาคารรับรอง แต่ก็เรียกว่า"ตึกภักดีบดินทร์".....นายกฯบิ๊กตู่ขอขนานนาม ตั้งชื่อเอง สะท้อนความจงรักภักดี ต่อกษัตริย์ ต่อ ร.10....ส่วนห้องรับรอง "ทองธารา" เฉลิมพระเกียรติ ร.9 ส่วน ห้อง"วนาสิริ" เฉลิมพระเกียรติ พระราชินีนาถฯ....มี แก้วน้ำ "ตึกภักดีบดินทร์ " ด้วย สุดคลาสสิค
นายกฯจะ ทำบุญ พระ10รูป เปิดใช้ 31สค.60‬

'ทางนรก-ทางสวรรค์' ของพงศ์พร

เวลา "ผู้ใหญ่" ที่เราเคารพนับถือเสียชีวิต โบราณห้ามลูกหลานร้องไห้
ถ้าร้อง...........
น้ำตาจะพันแข้ง-พันขาท่านไว้ จะไปเกิดในภพภูมิใหม่ก็ไม่ได้ เพราะห่วง
"พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์" กำลังตกอยู่ในลักษณะนี้!
เมื่ออังคาร (๒๙ ส.ค.๖๐)
ครม.มีมติย้ายท่านจากตำแหน่ง "ผอ.สำนักพุทธ" ไปเป็น "ผู้ตรวจราชการสำนักนายกฯ"
"พ่อยก-แม่ยก" ตกใจ ว่าท่านกำลังปราบปลวกในดงเหลืองมีผลสัมฤทธิ์ "ตายยกรัง" เห็นๆ ประทับใจญาติโยมเหลือหลาย
แล้วทำไม "นายกฯ ลุงตู่" ใจร้าย...........
นายังไม่ทันเสร็จดี เชือดโคถึกทำลาบเลือดซะแล้ว!
ก็เอะอะ-โวยวาย "ด้วยรักและห่วงใย" พ.ต.ท.พงศ์พรกันขนานใหญ่
ไปถึงขั้นว่า..........
รัฐบาลทนแรงกดดัน "มาเฟียสงฆ์" ไม่ไหว
จำต้องให้ย้ายออกไป เพื่อลดการเผชิญหน้าระหว่าง "ปลวกเหลือง" กับ "มือปราบเงินทอน"
ตอนนี้ "พ่อยก-แม่ยก" พ.ต.ท.พงศ์พร ไปถึงขั้นล่าชื่อ เพื่อยื่นให้นายกฯ ลุงตู่ทบทวนการย้าย!
ก็ "ภูมิใจ" แทนมือปราบเงินทอนนะ อย่าว่าแต่ชาวบ้านรัก ไม่ต้องการให้ย้ายท่านเลย ผมก็ไม่อยากให้ย้าย
เห็นมติ ครม.ออกมาทีแรก ยังตกใจ
แต่พอทบทวน ก็เข้าใจ.............
เห็นเหตุผลในการย้ายตามเส้นทางราชการและตาม "ยุทธศาสตร์-ยุทธวิธี" ทหาร
เพื่อบรรลุเป้าหมายในภารกิจ
ผู้บังคับบัญชาย่อมรู้ ควรเลือกใช้คนไหน-ในกาลไหน งานจึงจะไม่ติดขัด?
ฉะนั้น พวกเรา ก็เหมือนคน "ดูหนัง-ดูละคร" ก็จินตนาการไปตามที่เห็นเฉพาะ "หน้าฉาก"
แต่หลังฉาก.........
เราก็ไม่รู้ว่า เรื่องปลวก-ด้วง-แมง ที่แทะไชพระพุทธศาสนาอยู่ในวงการคณะสงฆ์มานมนาน
เสร็จขั้นตอน "รื้อพื้นหน้า" ให้เห็นฝูงปลวกในดงเหลืองชั้นใน ว่ายุ่บยั่บอยู่ตรงไหน-ต่อตรงไหนแล้ว
ก็ถึงขั้นตอนปราบ เยียวยารักษา บูรณะ-ฟื้นฟู ให้คืนสภาพ
จะให้ พ.ต.ท.พงศ์พร เป็นทั้ง ช่างรื้อ-ช่างซ่อม-ช่างสร้าง-ช่างรักษา คนเดียวเบ็ดเสร็จ สไตล์ "วัน สตอป เซอร์วิส" คงไม่ใช่
ฉะนั้น "รอซักครู่" ดีกว่า............
คือรอดู นายกฯ ลุงตู่ จะเอาใครมา "เก็บงาน-สานต่อ" ในตำแหน่ง ผอ.สำนักพุทธ จากที่ พ.ต.ท.พงศ์พรเปิดหน้าปลวกไว้ให้
คนทั่วไป มักมอง "ตำแหน่งผู้ตรวจราชการ" เป็นตำแหน่งลอย ไม่มีงาน ไม่มีอำนาจอะไร ถูกเรียกเข้าไปเก็บกรุ
ก็มีส่วนถูก ระบบบริหารราชการงานเมือง มักเป็นเช่นนั้น แต่อย่าลืม ระบบราชการเป็นขั้นๆ จึงมีคำว่า "ไต่เต้า"
หมายถึงเติบโตขึ้นไปตามลำดับชั้นน่ะ!
พ.ต.ท.พงศ์พร นั้น ตอนอยู่ดีเอสไอ แค่ระดับ ๙ ธรรมดา
แต่ด้วย "เพชรมีค่าในตัว"..........
นายกฯ มองเห็นแสง จึงเอามาเป็น "มือปราบเงินทอน" ในขณะที่กลุ่มปลวกในวงการสงฆ์กับคนสำนักพุทธร่วมอร่อยในถังคูถ
มาเป็นผู้บริหารชั้นสูง "ระดับ ๑๐" ในตำแหน่ง ผอ.สำนักพุทธ เมื่อกุมภา ๖๐
และนั่น พ.ต.ท.พงศ์พร ก็ไม่ทำให้ทั้งนายกฯ ทั้งญาติโยม พ่อยก-แม่ยก และสงฆ์บริสุทธิ์ทั้งหลาย ต้องผิดหวัง
ภารกิจที่รัฐบาลมอบหมาย
ให้ไป "รื้อ-ล้าง" ปลวก
ไม่ได้ให้ไป "รื้อ-ล้ม" คณะสงฆ์!
๖-๗ เดือน ก็บรรลุ "การรื้อ-ล้าง" ปลวกระดับหนึ่ง ถึง พ.ต.ท.พงศ์พรย้ายไป
เรื่องฉาวคาวสงฆ์เกี่ยวกับเงินทอนที่รื้อไว้ ก็ไม่ต้องห่วงว่าจะล้ม
เพราะแต่ละเรื่อง เข้าสู่กระบวนการคดีความแล้ว
หมายถึงว่า ไม่มี พ.ต.ท.พงศ์พร ก็ไม่มีปัญหา เรื่องเลยขั้นตอนสำนักพุทธ สู่คดีความ ที่ใครจะฉุดไม่ให้ไปถึงศาลไม่ได้แล้ว!
ควรต้องรู้............
สำนักพุทธเป็นหน่วยงานราชการระดับกรม ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี นายกฯ ประยุทธ์ "เป็นผู้บังคับบัญชา"
ตอนนี้ "นายออมสิน ชีวะพฤกษ์" รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ รับมอบหมายเป็นผู้ดูแล
ก็คงพอมองเห็น ว่าที่ย้าย พ.ต.ท.พงศ์พรไปเป็นผู้ตรวจสำนักนายกฯ นั้น ไม่ใช่ให้มาจำศีล หรือพ้นขาดงานสำนักพุทธ
พูดกันตรงๆ..........
ว่าที่ระดับ ๑๑ ขึ้นมาคุม "ผอ.สำนักพุทธ" ซึ่งแค่ระดับ ๑๐ อีกชั้นด้วยซ้ำ!
ในมุมมองผม ผิด-ถูกไม่รู้นะ
ด้วยศิลปบริหาร การย้าย พ.ต.ท.พงศ์พร ตอนนี้ ถือว่าถูกกาล-ถูกเวลา
ต้องไม่ลืม ผอ.สำนักพุทธ ในที่นี้ หมายถึง พ.ต.ท.พงศ์พร มีหน้าที่เป็น "เลขาธิการมหาเถรสมาคม" ด้วย
แต่ทีนี้ คงทราบ...........
ที่ผ่านมา "ด้วง-ปลวก-แมลง" กัดแทะคณะสงฆ์และพระพุทธศาสนา ไม่มีเพียงเดียรถีย์-อลัชชี ระดับล่างๆ เท่านั้น
ระดับใหญ่ "เป็นลูกพี่คุม" ก็เยอะ!
ยิ่ง พ.ต.ท.พงศ์พร รื้อให้เห็นรังปลวกในระบบเงินทอน เผยหน้า-จาระไนชื่อ-สมณศักดิ์-วัดวา ออกมา
อื้อฮือ.............
เสาหลักคณะสงฆ์ "หลายเสา"....คือตัวการ!
ถ้าติดตามข่าว จะพบว่า การประชุมมหาเถรฯ หลายครั้ง เลขาฯ คือ พ.ต.ท.พงศ์พร ไม่ได้เข้าไปทำหน้าที่
คือ ครม.สงฆ์ประชุม............
แต่เลขาฯ ครม.ไม่เข้าทำหน้าที่ ด้วยเข้าหน้ากันไม่สนิท ประสานงาน กลายเป็นประสานงา
เพราะรัฐมนตรี "หลายคน" ใน ครม.นั้น
โยงใยอยู่ใน "กลุ่มปลวก" เงินทอน!?
ไปดูรายชื่อคณะกรรมการมหาเถรสมาคม แล้วเทียบกับรายชื่อที่ตกเป็นข่าวพัวพันแก๊งเงินทอนดูก็ได้
ว่ารูปไหน-วัดไหน............
และบางราย โกรธแค้น ถึงขั้นประกาศ "คว่ำบาตร" พ.ต.ท.พงศ์พรก็มี!
ยังไม่ต้องพูดถึง "บริวารปลวก" ที่เคลื่อนไหวขับไล่ ยื่นเงื่อนไขให้นายกฯ ย้าย ผอ.สำนักพุทธคนนี้ออกไป
ในเมื่อเลขาฯ ครม.กับรัฐมนตรีหลายคน "ทำงานร่วมกันไม่ได้" ดังกล่าว ปล่อยไปอย่างนั้น จะเสียหายในทางบริหารราชการงานเมือง
ถ้าเป็น ครม.อาณาจักร ........
นายกฯ ต้องแก้ปัญหา คือต้องตัดสินใจเลือกเอาว่า
จะเปลี่ยนตัวรัฐมนตรี หรือจะเปลี่ยนตัวเลขาฯ เพื่อระงับปัญหา เรื่องส่วนตัวทำลายเรื่องส่วนรวม?
แต่นี่เป็น ครม.พุทธจักร.............
ทั้งกฎหมาย ทั้งธรรมเนียมปฏิบัติ "รัฐมนตรีสงฆ์" เป็นเรื่องของสงฆ์ รัฐบาลจะไปยุ่มย่ามนอกกรอบ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ไม่ได้
โบราณก็บอกแล้ว "ชั่วช่างชี-ดีช่างสงฆ์"
ดังนั้น ส่วนที่ฝ่ายรัฐบาลจะยุ่งได้ คือ "ตัว ผอ.สำนักพุทธ" ที่เป็นเลขาฯ "ครม.สงฆ์" นั่นแหละ
ถ้าผมเป็น ผอ.พงศ์พร ผมก็อยากย้ายเหมือนกัน!
มีหน้าที่ทำงานกับพระ ...........
แต่บางพระเป็นเสียเอง นำไปสู่ความ "ไม่ชอบหน้า" ถึงขั้นงานการสะดุด
ในเมื่อสวรรค์ไปทางไหน นรกไปทางไหน ต่างรู้ทางไปด้วยกัน แต่เมื่อเดินไปทางเดียวกันไม่ได้
"หลีกทาง" ให้พระคุณเจ้าดีกว่า!
ไปเป็นผู้ตรวจฯ คอยไปตรวจงานสำนักพุทธ ผ่าน ผอ.คนใหม่ ดีซะอีก จะได้........
"ได้หมด ถ้าสดชื่น" ทั้ง ๓ ฝ่าย!
คือฝ่ายข้าราชการสำนักพุทธ, ฝ่ายคณะสงฆ์ และฝ่ายบ้านเมือง
นี่...ผมก็ว่าไปตามมุมมองผม ส่วนจะ ใช่-ไม่ใช่ ก็ตรองกันเอง
รู้จักคำว่า "กินตัว" ใช่มั้ย?
เรื่องศาสนา เรื่องพระสงฆ์องคเจ้า ก็ประมาณนั้น
เมื่อถึงจุดหนึ่ง ก็ต้องปล่อยตามระยะ ให้การกระทำ "กินตัว" ไปเอง!
ตบท้าย เลียนแบบ "ท่านขุนน้อย" ซะหน่อย
"มงแต็สกีเยอ" กล่าวว่า...........
"ไม่มีความเลวร้ายใด ที่จะยิ่งไปกว่าความเลวร้ายที่ได้กระทำโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายหรือในนามของกระบวนการยุติธรรม"
"แม้วแต๊สกีเยอ" กล่าวว่า......
"ไม่มีความเลวร้ายใดที่จะยิ่งไปกว่าความเลวร้ายที่นายกฯ เลือกตั้งกระทำโดยอาศัยอำนาจรัฐบาลประชาธิปไตย 'โกงเอาไปแบ่งกัน' ".

อย่าลืมความน่าเชื่อถือ

อย่าลืมความน่าเชื่อถือ

จากกระแสวิพากษ์วิจารณ์ขณะนี้ ถ้ามีโพลถามความเห็นประชาชน เชื่อหรือไม่ว่ารัฐบาลไม่ได้รู้เห็นเป็นใจในการหนีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร คนส่วนใหญ่คงจะตอบว่า “ไม่เชื่อ” แม้รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงจะยืนยันไม่รู้ไม่เห็น และนายกรัฐมนตรีตอบคำถามของสื่อว่า “ใครจะไปปล่อย จะปล่อยได้ยังไง ทำไมคิดแบบนี้ ไม่มีใครเขาบ้าทำ”

เหตุผลสำคัญที่ทำให้คนไม่เชื่อว่าอดีตนายกรัฐมนตรีหญิงจะสามารถหนีไปได้ เนื่องจากนับแต่วันที่ศาลฎีกาฯรับฟ้องคดี ที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ถูกกล่าวหาปล่อยปละละเลยโครงการรับจำนำข้าว และถูกห้ามเดินทางออกนอกประเทศไม่ว่าจะเดินทางไปที่ไหนๆ จะมีทั้งทหารและตำรวจติดตาม ทั้งในและนอก เครื่องแบบ แต่จะปล่อยหละหลวมให้คลาดสายตาในช่วงสำคัญได้อย่างไร

ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองส่วนใหญ่เชื่อว่า การหลบหนีออกนอกประเทศของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ก่อนที่ศาลจะอ่านคำพิพากษา เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม จะเป็นผลดีต่อทุกฝ่ายในทางการเมือง ผู้หลบหนีไม่ต้องเสี่ยงติดคุก ขณะเดียวกันรัฐบาล คสช.ก็ได้ประโยชน์ไม่ต้องถูกมวลชนกลุ่มเสื้อแดงกดดันหรือก่อความวุ่นวาย หากจำเลยถูกพิพากษาว่าทำผิด จริงตามฟ้อง และถูกจำคุก

ในทางการเมือง เชื่อกันว่าการหนีศาลของอดีตนายกรัฐมนตรีหญิงจะทำให้พรรคเพื่อไทยอ่อนแอลงมาก ขณะเดียวกันพลังทางการเมืองของ คสช.จะเข้มข้นยิ่งขึ้น เป็นผลดีต่อการต่อสู้ทางการเมืองในวันหน้า ส่วน น.ส.ยิ่งลักษณ์จะขาดความเชื่อถือศรัทธา แม้แต่ในกลุ่มผู้สนับสนุนที่เคยยกย่องเป็นวีรสตรีนักต่อสู้ประชาธิปไตย เทียบได้กับอองซาน ซูจีของพม่า

แต่ในที่สุด อดีตนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรก และคนเดียวของประเทศไทย ก็ตัดช่องน้อยแต่พอตัว หนีคดีไปต่างประเทศ ปล่อยให้อดีตรัฐมนตรี 2 นาย ถูกศาลพิพากษาให้จำคุก คนละ 36 และ 42 ปี ในความผิดเกี่ยวกับโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของอดีตนายกรัฐมนตรีผู้เป็นพี่ชายเป็นนโยบายที่อ้างว่าไม่อาจเลิกหรือปรับเปลี่ยน

แต่รัฐบาลก็อาจได้รับผลกระทบ ไม่มากก็น้อย เสี่ยงต่อการขาดความเชื่อถือของประชาชนบางส่วนที่อาจไม่เชื่อว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์หนีไปได้ด้วยตัวเอง ความเชื่อถือของประชาชนเป็นปัจจัยสำคัญในการบริหารประเทศของรัฐบาล เคยมีตัวอย่างสหรัฐอเมริกาที่ต้องแพ้สงครามเวียดนาม สาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้แพ้ เพราะประชาชนขาด ความเชื่อถือรัฐบาล

รัฐบาลมีอำนาจหน้าที่สำคัญ คือการบังคับใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีการเลือกปฏิบัติเพราะเหตุใดๆ นายกรัฐมนตรีย้ำอย่างหนักแน่นและต่อเนื่องให้คนไทยเคารพและปฏิบัติตามกฎหมาย และประกาศว่ารัฐบาลทำทุกอย่างตามกฎหมาย จึงต้องไม่เกิดความสงสัยเกี่ยวกับความสงสัยในคดีสำคัญ และจำเลยสำคัญระดับอดีตนายกรัฐมนตรี.

รีบเคลมเกมเข้าทาง

รีบเคลมเกมเข้าทาง

“ประทัด” ดอกแรกถูกโยนออกมาท่ามกลางความเงียบ

ล่าสุดอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ทวีตข้อความยกคำพูดของ “มงแต็สกีเยอ” นักปรัชญาชาวฝรั่งเศส

“ไม่มีความเลวร้ายใดที่จะยิ่งไปกว่าความเลวร้ายที่ได้กระทำโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายหรือในนามของกระบวนการยุติธรรม”

เป็นรหัสให้แปรความหมายเป็นนัย โยงกับปรากฏการณ์ที่อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่กำลัง “ล่องหน” หลังไม่เดินทางมาฟังคำพิพากษาในคดีปล่อยปละละเลยให้เกิดความเสียหายในคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว จนถูกศาลฯออกหมายจับประทับตราผู้ต้องหาหนีคดีซ้ำรอยพี่ชาย

ตามเหลี่ยม “นายใหญ่” ต้องขยับยื้อความชอบธรรมให้น้องสาวไว้ก่อน

อีกทางหนึ่งก็ต้องขยับประคองกระแสหลังอาฟเตอร์ช็อก “ปูล่องหน” ล่าสุดพรรคเพื่อไทยรีบชิงออกแถลงการณ์เรื่อง “การดำเนินกิจกรรมทางการเมืองของพรรคเพื่อไทยใน อนาคต” หลังอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ไม่มาปรากฏตัวต่อศาลเพื่อฟังคำพิพากษาในคดีจำนำข้าว

โดยยืนยันจะยังคงดำรงความเป็นพรรคการเมืองเพื่อประชาชน ที่จะสร้างความเข้มแข็ง และโอกาสในชีวิตให้แก่ประชาชนต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ อุดมการณ์ไม่เปลี่ยนแปลง แสดงพลังความพร้อมในการขับเคลื่อนต่อไป

ท่ามกลางเครื่องหมายคำถามถึงการยกเครื่องใหญ่ จุดเปลี่ยนของพรรคเพื่อไทย

ตระกูล “ชินวัตร” จะยังยื้อระบบบริหารแบบ “บริษัทจำกัด” ไว้หรือไม่ แล้วจะกล้า ส่งใครมาเป็นเหยื่อชะตากรรมย่ำรอย “ทักษิณ–ยิ่งลักษณ์”

“เจ๊แดง” นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ จะลุ้นสามีอย่างนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ที่ปลดเปลื้องพันธนาการทางคดี มีคุณสมบัติที่จะลงสนามเลือกตั้ง ไปแก้ตัวในสถานะนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้เข้าทำเนียบฯหรือไม่

ยี่ห้อ “ทักษิณ” อยู่ในภาวะเสียอาการทรงตัวอย่างแรง

ภายใต้เงื่อนไขสถานการณ์ที่หักมุมกันเลยกับอาการคึกคักของ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ที่ประกาศดังๆ วันนี้ทุกอย่างกำลังไปด้วยดี เมื่อวันที่ 29 สิงหาคมที่ผ่านมา ตลาดหุ้นเขียวทั้งกระดาน เป็นยังไงบ้าง เคยมีบ้างไหม อยากให้บ้านเมืองเป็นอย่างนี้ตลอดไป
ในอารมณ์ที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ชี้เลยว่า ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ของไทยปรับตัวขึ้นอย่างมากในช่วง 2 วันที่ผ่านมา เนื่องมาจากนักลงทุนต่างชาติมองเห็นว่าโมเมนตัมทางเศรษฐกิจของไทยล่าสุดได้ปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่สถานการณ์ทางการเมืองคลี่คลาย มีเสถียรภาพมากขึ้น จากเดิมที่มีความกังวลว่าจะเกิดความรุนแรงขึ้น แต่ขณะนี้เมฆหมอกก็เริ่มกระจายตัวแล้ว

ตามแนวโน้มสัญญาณเชิงบวกทางเศรษฐกิจที่ออกมาต่อเนื่อง จากที่คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาส 2 ของปี 2560 ขยายตัว 3.7 เปอร์เซ็นต์ สูงสุดในรอบ 17 ไตรมาส ขณะที่สถานการณ์ส่งออกเดือนกรกฎาคม โตร้อยละ 10.5 ขยายตัวร้อยละ 8.2 ในรอบ 7 เดือน สูงสุดในรอบ 6 ปี ตลาดหุ้นบวกทะลุ 1,600 จุด

สะท้อนว่านักลงทุนประเมินการเมืองคลี่คลายไปในทางที่ดี

ตามเงื่อนไขสถานการณ์ที่รัฐบาล คสช.รีบตีธงเดินหน้ายุทธศาสตร์ลดความเหลื่อมล้ำ ล่าสุดที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติโครงการ “ประชารัฐสวัสดิการ” ให้ความช่วยเหลือผ่าน “บัตร สวัสดิการแห่งรัฐ” ตามที่กระทรวงการคลังเสนอวงเงินเริ่มต้น 41,940 ล้านบาท

ครอบคลุมผู้มีรายได้น้อยกว่า 11.6 ล้านคน

เป้าหมายเพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน ทั้งค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น สินค้าเพื่อการศึกษา และวัตถุดิบเพื่อการเกษตรจากร้านค้าประชารัฐ และร้านอื่นๆที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด อีกส่วนช่วยลดค่าใช้จ่ายการเดินทาง ได้แก่ รถเมล์ รถไฟฟ้า รถโดยสาร บขส.และรถไฟ

โดยเริ่มแจกจ่ายบัตรได้ในวันที่ 21 กันยายน เพื่อให้ทันใช้บัตรได้ในวันที่ 1 ตุลาคมเป็นต้นไป

ในจังหวะตีเหล็กกำลังร้อน เหลี่ยมการตลาดที่เปิดตัวได้แรง รัฐบาล คสช.ชิงกระตุกกระแสประชารัฐสวัสดิการซื้อใจประชาชนฐานราก

ตามรูปการณ์ที่เห็น “ยิ่งลักษณ์” ล่องหน แนวรบด้าน “ทักษิณ” แผ่วเบา

เป็นบวกกับ คสช.ในระยะยาว ค่อนข้างชัดเจน.

ทีมข่าวการเมือง