PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันจันทร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ยิ่งเกลียด ยิ่งตัองไป !!

ยิ่งเกลียด ยิ่งตัองไป !!
“นายกฯบิ๊กตู่” อ้อน ชาวอิสาน แม้ไม่สบาย ก็ต้องมา เพราะคิดถึง...อย่ามองว่ามาการเมือง อะไรก็เป็นการเมืองไปทั้งหมด แต่ ยิ่งใกล้เลือกตั้ง ผมยิ่งต้องลงพื้นที่ให้มากขึ้น เพื่อชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจ และการเลือกตั้งครั้งต่อไปเมื่อมีรัฐบาลใหม่ จะต้องเป็นรัฐบาลที่ไปได้ทุกที่ ยิ่งที่ไหน มีคนเกลียด ก็ยิ่งตัองไป ทำความเข้าใจ ขออย่าแบ่งสีแบ่งฝ่าย ใครจะไม่ชอบผม ก็ไม่เป็นไร แต่ทหารทุกคนรักชาวบ้าน
:บิ๊กตู่ อำนาจเจริญ 23กค.2561

“ประชารัฐ”ทีม

“ประชารัฐ”ทีม
สู่ ทีม “พลังประชารัฐ”
“นายกฯบิ๊กตู่” ควงคู่ “รองสมคิด” และ รมต.อุตตม และ รมต. สนธิรัตน์ ลงพื้นที่อำนาจเจริญ..... ท่ามกลางการถูกจับตามองว่า เป็น คีย์แมน พรรค พลังประชารัฐ พรรคของ คสช. พรรค หนุน บิ๊กตู่ เป็นนายกฯ หลังเลือกตั้ง

ยึดประชารัฐ

ยึดประชารัฐ
“รองประวิตร” สั่งเข้ม กอ.รมน.จังหวัด ทหาร-ตำรวจ อุบลราชธานี ทำงานเชิงรุกยึดระบบประชารัฐ. เร่งติดกล้องวงจรปิด ให้ครบ พร้อมรับมืออุบัติภัย

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และรมว.กลาโหม พร้อมคณะ ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของ กอ.รมน.จังหวัด รวมทั้ง หน่วยทหารพัฒนาภาค 5 และมณฑลทหารบกที่ 22 อุบลราชธานี และ สถานีตำรวจ เมือวอุบลฯ และ วารินชำราบ
พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษก กห. เปิดเผยว่า พลเอกประวิตร ได้เน้นย้ำให้ ส่วนราชการในพื้นที่ ให้บูรณาการระบบกล้องวงจรปิดร่วมกันโดย กอ.รมน.เป็นหน่วยงานหลัก
และขอให้ประสานทำงานร่วมกับกองกำลังป้องกันชายแดน ในการสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติดและสินค้าผิดกฎหมาย โดยเฉพาะสินค้าการเกษตรที่ควบคุมและห้ามนำเข้า ซึ่งเป็นส่วนให้ราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำ
พร้อมทั้งขอให้ร่วมกับฝ่ายปกครอง ดูแลสนับสนุนการแก้ปัญหาปากท้องของประชาชน โดยใช้กลไก “ประชารัฐ” เสริมสร้างความเข้มแข็งของกระบวนการชุมชน
พร้อมทั้งขอให้เตรียมความพร้อม ตอบสนองให้การช่วยเหลือและป้องกันภัยพิบัติ โดยเฉพาะอุทกภัยจากมรสุมในพื้นที่ให้ทันต่อเหตุการณ์

ทั้งเซิ้ง ทั้งนวด.....

ทั้งเซิ้ง ทั้งนวด.....
นายกฯอ้อนชาวอำนาจฯ มาด้วยใจ ไม่ใช่หาเสียง ชี้ถ้าไม่ได้เป็น นายกฯ แล้ว คงไม่ได้มา ชี้ ชะตาฟ้าลิขิต หยอด..“ไปแต่ตัว หัวใจอยู่อำนาจเจริญ”
พล.อ.ประยุทธ์ เยี่ยมชมศูนย์แพทย์แผนไทยพนา ต.พระเหลา อ.พนา จ.อำนาจเจริญ
หลังผูกผ้าขาวม้า และผ้าขิดไหม ผ้าพื้นถิ่นของ อ.พนา ให้บิ๊กตุ่ แล้ว
นายกฯได้ร่วม รำเซิ้งออนซอนอีสาน กับ นักเรียนโรงเรียนผู้สูงอายุ อบต.พนา ด้วย
และรับฟังบรรยายสรุปเรื่องโครงการเมืองสมุนไพรอำนาจเจริญ ชมการดำเนินการสร้างเครือข่ายของผู้เพาะปลูกสมุนไพรในชุมชน การผลิตผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรหมอพื้นบ้านและส่งเสริมการใช้สมุนไพรในการดูแลสุขภาพของประชาชน และได้ทดลองนวดเท้า จากนั้น ไปปลูกต้นรวงผึ้ง
บิ๊กตู่ เผย ครั้งนี้มาด้วยใจ ไม่มีเจตนาหาเสียง ขออย่าเพิ่งเบื่อ และ ไม่เคยเป็นศัตรูกับใคร เพราะมาในฐานะนายกฯ ถ้าไม่ได้เป็นนายกฯแล้ว ก็ไม่สามารถมาพบประชาชนเช่นนี้ได้
แต่ประชาชนทุกคนคือผู้กำหนดชะตาชีวิตตัวเอง ดังนั้นต้องพิจารณาให้ดี ที่สำคัญผมไม่เคยผูกขาดอำนาจ เพราะการเลือกตั้งเป็นอำนาจของประชาชน
ก่อนหยอดคำหวาน “ไปแต่ตัว หัวใจอยู่อำนาจเจริญ”

ลุ้นอีก 3 เดือน

ลุ้นอีก 3 เดือน



กรณีที่ประชุม กกต.มีมติว่า นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ เข้าข่ายมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ เนื่องจากคู่สมรสถือหุ้นบริษัทเอกชนเกิน 5 เปอร์เซ็นต์
ล่าสุด ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำสั่งรับคดีคุณสมบัติรัฐมนตรีของ “นายดอน” ตามที่ กกต.ยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา
“แม่ลูกจันทร์” กราบเรียนว่าคดีนี้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ได้ 2 ประตู
1,ถ้าศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่า “นายดอน” มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ “นายดอน” ก็ต้องขาดคุณสมบัติรัฐมนตรี ต้องหลุดจากเก้าอี้รัฐมนตรีต่างประเทศกลางคัน
2,ถ้าศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่า “นายดอน” ไม่เข้าข่ายมีคุณสมบัติต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ “นายดอน” ก็ยังเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศต่อไปได้อย่างสะดวกโยธิน
ศาลรัฐธรรมนูญจะออกประตูไหน? ต้องรอลุ้นเสียวต่อไปอีกประมาณ 3 เดือน
“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับ คสช. มาตรา 187 ระบุห้ามรัฐมนตรีหรือคู่สมรส หรือบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะเป็นหุ้นส่วน หรือถือหุ้นบริษัทเอกชนเกิน 5 เปอร์เซ็นต์
หากประสงค์ถือหุ้นต่อไป ต้องแจ้งต่อ ป.ป.ช. ภายใน 30 วัน!!
และต้องโอนหุ้นส่วนที่เกิน 5 เปอร์เซ็นต์ ให้นิติบุคคลอื่นถือหุ้นแทน
ปัญหาคุณสมบัติรัฐมนตรีดอน จึงต้องพิสูจน์กันที่...“ข้อเท็จจริง”!!
นายดอน หรือคู่สมรส ถือหุ้นบริษัทเอกชนเกิน 5 เปอร์เซ็นต์ จริงหรือไม่จริง??
ถ้าจริง... “นายดอน” ได้แจ้งข้อมูลให้ ป.ป.ช. หลังดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีภายใน 30 วันหรือไม่??
และได้โอนหุ้นที่เกิน 5 เปอร์เซ็นต์ ให้นิติบุคคลอื่นถือแทนหรือยัง??
“แม่ลูกจันทร์” มองว่าเอาให้ชัดๆ ถนัดๆเป๊ะๆ ต้องยึดเอาวันที่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ประกาศใช้บังคับ (วันที่ 6 เมษายน 2560)
บวกอีก 30 วัน ซึ่งเป็นเส้นตายให้รัฐมนตรีหรือคู่สมรสที่ถือหุ้นบริษัทเอกชนเกิน 5 เปอร์เซ็นต์ ต้องแจ้งข้อมูลต่อ ป.ป.ช.
ถ้า นายดอน ไม่ได้แจ้งข้อมูลการถือหุ้นบริษัทเอกชนต่อ ป.ป.ช. ภายในเส้นตายวันที่ 6 พฤษภาคม 2560
และไม่ได้โอนหุ้นส่วนที่เกิน 5 เปอร์เซ็นต์ ให้นิติบุคคลอื่นแทน
นายดอน น่าจะเข้าง่ามมีคุณสมบัติต้องห้ามตามมาตรา 187 และเป็นเหตุให้ต้องพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีตามมาตรา 170 ของรัฐธรรมนูญฉบับ คสช.??
เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้แลแฮ
“แม่ลูกจันทร์” ย้ำว่ากรณีหุ้นของรัฐมนตรีดอน แตกต่างจากกรณีของหุ้นรัฐมนตรี 3 คน และ สนช.ลากตั้งอีก 90 คน ที่ กกต. กำลังตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าเข้าข่ายมีคุณสมบัติต้องห้าม
ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 184 ที่กำหนดห้ามถือหุ้นบริษัทที่รับสัมปทานจากรัฐไม่ว่าทางอ้อมหรือทางตรง
ล่าสุด ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกฯฝ่ายเนติบริกร ออกมาฟันธงว่า รัฐมนตรี หรือ สนช.ที่ถือหุ้นบริษัทที่รับสัมปทานจากรัฐมาก่อน และยังคงถือหุ้นดังกล่าวอยู่ต่อไป ไม่ถือว่าขัดรัฐธรรมนูญ จึงไม่ขาดคุณสมบัติ และไม่ต้องพ้นจากตำแหน่งการเมือง
“แม่ลูกจันทร์” มองว่า ท่านรองนายกฯวิษณุ ตีความเข้าข้างพวกเดียวกันเองเอียงกระเท่เกินควร
เพราะถ้าไม่ขัดรัฐธรรมนูญอย่างที่ “ดร.วิษณุ” ยืนยัน
รัฐธรรมนูญมาตรา 184 (ว่าด้วยการขัดกันแห่งผลประโยชน์) จะเขียนห้ามประเด็นนี้ไว้ให้เมื่อยตุ้มทำไม??
หรือเอาไว้ห้ามรัฐบาลอื่น ยกเว้นรัฐบาล คสช.??
"แม่ลูกจันทร์"

เปิดตัวประชารัฐรวมพลคนการเมือง : ข้ามวิกฤติพลิกฟื้นประเทศ

เปิดตัวประชารัฐรวมพลคนการเมือง : ข้ามวิกฤติพลิกฟื้นประเทศ



ตามคิว “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นัดเจอตัวแทนพรรคการเมืองต่างๆช่วงเดือนกันยายน เพื่อเตรียมคลายล็อกคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
“พลังประชารัฐ” พรรคแจ้งเกิดใหม่ถูกจับตามากที่สุด เพราะเป็นคู่แข่ง 2 พรรคการเมืองใหญ่ตอนนี้ใกล้เปิดประตูต้อนรับนักการเมืองผู้ร่วมอุดมการณ์เข้าบ้านใหม่ โฉมหน้าจะเป็นอย่างไร นายชวน ชูจันทร์ ผู้ร่วมก่อตั้งพรรคพลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง ว่า ที่ผ่านมาผู้ร่วมอุดมการณ์ก่อตั้งพรรคได้คุยกันแล้วเห็นว่า ขณะนี้ความคิดในสังคมยังติดหล่มภาพเก่าๆ เรื่องใหม่ๆจึงไม่ปรากฏขึ้นมาให้เห็น
อยากให้เกิดความคิดใหม่ๆเพื่อสร้างความหวังให้เกิดขึ้นในประเทศ จะได้เกิดระบบถ่วงดุลที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดประชาธิปไตยทางการเมืองอย่างแท้จริง
และจะต้องสร้างประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นให้ได้เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งขณะนี้ไทยอยู่ลำดับ 3 ของโลก เป็นตัวบ่งชี้ว่าประเทศไทยขึ้นอยู่กับคนเพียงไม่กี่กลุ่ม ทำให้ประชาธิปไตยและสังคมมีปัญหา ถึงเวลาที่ทุกฝ่ายจะต้องช่วยกันแก้ไขปัญหาเหล่านี้
มีมุมมองต่อแผนปฏิบัติการกู้ภัย 13 ทีมหมูป่าอะคาเดมีออกจากถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอนอย่างไร เพื่อนำมาปรับใช้กับการแก้ไขปัญหาวิกฤติการเมือง นายชวน บอกว่า การปฏิบัติการกู้ภัยครั้งนี้ใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์อย่างเดียวไม่พอ นักดำน้ำมืออาชีพที่เก่งที่สุดในโลกยังมีจริยธรรมและคุณธรรม ทำให้เกิดพลังอย่างมหาศาลเข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบภัย
ตรงกับหลักการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีคุณธรรม จริยธรรมและมืออาชีพ พลเมืองของประเทศไหนหรือชุมชนไหนที่มีคุณสมบัติครบเครื่องแบบนี้ จะประสบความสำเร็จในการพัฒนาประเทศ
ขณะเดียวกันเราเผชิญกับเหตุการณ์เรือล่มที่ จ.ภูเก็ต สิ่งที่ต้องคิดตามมาคือ การสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยในทุกเรื่องให้เกิดขึ้นในจิตสำนึกเราค่อนข้างขาด เหมือนขาดความรู้และเทคโนโลยี ถือเป็นจุดอ่อนของประเทศ
ฉะนั้น พรรคการเมืองไหนจะได้เป็นรัฐบาล ต้องมีกรอบการคิดกำหนดนโยบายในด้านการพึ่งตัวเองได้ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การปลุกจิตสำนักสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัย ปลุกจิตสำนึกร่วมแก้ปัญหาใหญ่ของประเทศ เช่น ปัญหารถติด ควรมีจิตสำนึกร่วมนัดจอดรถไว้ที่บ้านสักวันและหันมาขึ้นรถสาธารณะ
การปรับกระบวนคิดทำให้คนรักครอบครัว รักชุมชนท้องถิ่น รักแผ่นดินเกิดที่ให้ชีวิต ให้สุขภาพที่ดี ถ้าพลเมืองไม่รักสิ่งเหล่านี้ก็ยากที่จะรักประเทศไทย สุดท้ายจะมีผลกระทบต่อการพัฒนาชุมชน พัฒนาประเทศ
แต่ถ้าเรารักประเทศไทยก็จะคิดต่อไปว่า จะมีส่วนร่วมแก้ปัญหาชุมชน แก้ปัญหาของประเทศได้อย่างไร ตอนนี้อยู่ในจังหวะที่กำลังจะปฏิรูปประเทศ บางคนอาจจะงงๆว่าจะเดินไปข้างหน้าอย่างไร
โมเดลนี้ก็ปรับมาใช้กับประเทศไทยได้ โดยทุกฝ่ายที่มีความคิดหลากหลายต้องเชื่อใจ ให้เกียรติซึ่งกันและกัน พึ่งพาแก้ปัญหาสารทุกข์สุกดิบไปพร้อมๆกัน ไม่ไปโทษใครดีใครเลว
ทีมข่าวการเมือง ถามว่า พรรคการเมืองต่างๆควรถอดบทเรียนโมเดลกู้ภัย 13 ทีมหมูป่า เพื่อปรับใช้แก้ไขปัญหาของประเทศอย่างไร นายชวน บอกว่า บรรดาพรรคการเมืองจะบริหารประเทศให้รอดวิกฤติติดถ้ำได้อย่างไร หลังจากที่พวกเราพยายามหาทางออกมาหลายปี ก็ไม่สามารถค้นหาปากถ้ำเจอ
แต่โมเดลนี้เหมือนคนไทยค้นพบกุญแจตัวหนึ่ง สามารถไขเปิดประตูให้หลุดจากติดหล่มในถ้ำได้ โดยเฉพาะนักการเมือง ขอเสนอให้ช่วยกันคิดให้ตกผลึกว่า พวกเราเข้ามาเป็นรัฐบาลแล้วก็ไป ขอให้สร้างความคิดร่วม เริ่มต้นนับหนึ่งโดยไม่เป็นปฏิปักษ์กับใคร ประเทศชาติเป็นเรื่องของทุกคน
เมื่อลงเวทีการเมืองต้องไม่ใช้คำว่าเล่นการเมือง แต่ต้องทำงานการเมือง เราต้องทำให้ได้ ถ้าทำไม่ได้จะเสียเวลาอีกนานในการกอบกู้ประเทศออกจากหล่มติดถ้ำ ถ้าเริ่มต้นแบบนี้ได้เรื่องต่างๆที่เป็นปัญหาก็จะถูกแก้ไข
ตอนนี้พรรคพลังประชารัฐมีกรอบแนวคิดแบบนี้ เมื่อเริ่มทำงานการเมืองไปได้สักระยะหนึ่งก็มีคนจำนวนมากต้องการเข้าร่วมอุดมการณ์ วันนี้เรายังไม่ได้เป็นพรรคการเมืองเขายังแสดงตัวอยากจะเข้ามา
ทีมข่าวการเมือง ถามว่า มีกระแสข่าวแรงขึ้นเรื่อยๆจะมีคนใน คสช.เข้ามาร่วมอุดมการณ์ด้วย นายชวน บอกว่า นักดำน้ำชาวต่างชาติยังมีจิตสำนึก ต้องการช่วยชีวิตผู้ประสบภัยคนไทย 13 ทีมหมูป่า ถ้าพวกเขาไม่มีความรู้ ความสามารถคงไม่มา
เช่นเดียวกันคนใน คสช. ซึ่งเป็นคนไทย ถ้าพวกเขามีความรู้ความสามารถก็เข้ามาช่วย พัฒนาประเทศได้ เป็นเรื่องที่ดีเมื่อเข้ามาแล้วจะถูกตรวจสอบจากสังคม ใครบริหารประเทศดีเราก็ต้องสนับสนุน
ขออย่างเดียวอย่าเริ่มต้นโดยสร้างวาทกรรมทำให้สังคมเห็นว่าเป็นสิ่งที่น่ากลัว เพราะใครบริหารประเทศไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสม ถึงเวลาก็เปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อ
หนึ่งใน คสช. คือ พล.อ.ประยุทธ์มีกระแสข่าวจะมาอยู่พรรคพลังประชารัฐด้วย นายชวน บอกว่า มีเพียงคนพูดว่าท่านนายกฯจะเข้ามาอยู่พรรคนี้และจะก้าวขึ้นเป็นนายกฯต่ออีกสมัย
ก็ต้องพิจารณาดูว่าถ้าท่านพร้อมจะทำงานต่อให้กับประเทศ และในระบบเลือกตั้งคนส่วนใหญ่เห็นด้วยก็ไม่มีปัญหา สามารถเข้ามาทำงานเพื่อส่วนรวม ประชาชนก็แสดงความคิดเห็นกันได้มากขึ้นถึงปัญหาต่างๆ จะนำข้อเสนอแนะไปกำหนดนโยบายที่ทำมาจากล่างขึ้นบนเพื่อแก้ปัญหาของรากหญ้าจริงๆ
ขอให้คิดในแง่บวกว่า จะกลัวผู้ที่มาจากการเลือกตั้งทำไม เพราะถูกสังคมตรวจสอบ สุดท้ายประเทศจะดีขึ้นกว่าเดิมเท่าตัวก็เป็นไปได้ ถ้าทำงานได้สักระยะหนึ่ง อาจอยู่ครบเทอม หรืออาจจะอยู่แค่ 1 ปี 2 ปี 3 ปี แล้วประชาชนส่วนใหญ่ต้องการให้เปลี่ยน รัฐบาลก็คงไม่อยู่
ฉะนั้น ถ้าท่านเข้ามาจริงก็ไม่ใช่เป็นเผด็จการสืบทอดอำนาจ อย่าไปเริ่มต้นบอกว่าฝ่ายนี้เป็นประชาธิปไตย ฝ่ายนี้เป็นเผด็จการ ถ้าคิดได้แค่นี้ประเทศก็ไม่พัฒนา ปัญหาของประชาชนไม่ได้รับการแก้ไข ในโลกนี้ข้อเท็จจริงไม่มีฝ่ายแล้ว ประชาธิปไตยหรือเผด็จการ 100 เปอร์เซ็นต์ในโลกนี้ไม่มีจริง ขึ้นอยู่กับเหตุการณ์ของแต่ละประเทศ
แต่ยังมีหลายฝ่ายบอกว่าพรรคนี้ตั้งขึ้นมาเพื่อสืบทอดอำนาจ คสช. นายชวน บอกว่า เขาอยากทำงานให้เสร็จลุล่วง ต่างกับคำว่าสืบทอดอำนาจ โดยเฉพาะสถานการณ์ตอนนี้ยังปล่อยไม่ได้ เพราะประเทศมีปัญหาเยอะมาก
อย่ามองแค่รูปแบบการสืบทอดอำนาจประชาธิปไตยหรือสืบทอดอำนาจเผด็จการประชาธิปไตย อยากให้มองที่เนื้อหาการพัฒนาประเทศมากกว่า
ยังมีกลุ่มสามมิตร คนใน คสช.จะมาอยู่พรรคนี้ จะหล่อหลอมกลุ่ม “ผู้ก่อตั้งพรรค-กลุ่มสามมิตร-กลุ่มคสช.” เป็นหน่อเนื้อเดียวในนามพรรคพลังประชารัฐได้อย่างไร นายชวน บอกว่า ทั้งหมดจะถูกสังคมหล่อหลอมตามระบอบประชาธิปไตย ให้ทำงานเพื่อบ้านเมืองของเรา
ได้ข่าวว่าจะเปิดตัวพรรคพลังประชารัฐเดือนสิงหาคมนี้ นายชวน บอกว่า น่าจะใกล้ถึงเวลาคลอดช่วงเดือนสิงหาคม วันที่เปิดตัวพรรคยังไม่ได้กำหนด สถานที่อาจจะใช้อิมแพคเมืองทองธานี
ที่ทำการพรรคก็กำลังดูอยู่หลายที่จะต้องดูองค์ประกอบหลายอย่าง ทั้งทำเลที่เหมาะสม เดินทางสะดวก ภาพลักษณ์ที่ตั้งดีเพื่อให้เหมาะสมกับพรรคที่เข้ามาขับเคลื่อนประเทศ
ในการประชุมใหญ่พรรคมีกระแสข่าวจะมีรัฐมนตรีบางคนในรัฐบาลลาออกมาร่วมเปิดตัวพรรคด้วย นายชวน บอกว่า ขึ้นอยู่ที่ท่านจะตัดสินใจ พรรคเปิดกว้างต้อนรับทุกคนที่ทำงานเพื่อประชาชนและประเทศชาติ
ทีมข่าวการเมือง ถามว่า หลังจากที่การเมืองแข่งขันกันแค่ 2 ขั้วระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์ แต่พรรคพลังประชารัฐกลายเป็นขั้วที่ 3 มีโอกาสตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง ทำไมถึงมีโอกาสเช่นนั้นทั้งๆยังมีเพียงผู้ก่อตั้งพรรคเท่านั้น นายชวน บอกว่า ต้องเข้าใจคำว่า “ประชารัฐ” เป็นชื่อที่สังคมสนใจมาตลอด 3-4 ปี
เมื่อนำชื่อนี้มาตั้งเป็นพรรคการเมืองก็ทำให้สังคมส่องไฟฉายมาที่นี่ เยอะว่าจะทำงานแก้ปัญหาของประชาชนและประเทศชาติได้จริงหรือไม่
เราเชื่อมั่นในวันนี้มีความหวังว่าจะแก้ปัญหาให้ประชาชนได้ โดยทุกฝ่าย พรรคการเมืองทุกพรรคจะต้องร่วมมือ ร่วมแรงร่วมใจ กู้ภัยให้ประเทศไทยหลุดหล่มวิกฤติในถ้ำให้ได้
หลังการเลือกตั้งใหญ่อาจจะมีรัฐบาล ฝ่ายค้านก็ถึงเวลาต้องทำงานร่วมกัน
เหมือนโมเดลกู้ภัย 13 ทีมหมูป่า มีเป้าหมายกู้ภัย ไม่มีปฏิปักษ์
ซึ่งเป็นโอกาสสุดท้ายที่จะพลิกให้ประเทศไทยพ้นวิกฤติ.
ทีมการเมือง

“ประยุทธ์” แน่น ลุยเลือกตั้ง

“ประยุทธ์” แน่น ลุยเลือกตั้ง



จับตาเส้นทางโผทหารชี้วัด “เสถียรภาพ”อำนาจพิเศษ
จบศึกฟุตบอลโลก ส่งหมูป่ากลับบ้าน
สถานการณ์คืนสู่ภาวะปกติ
ข่าวคราวความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ถูกเบียดพื้นที่สื่อไปพักใหญ่ เริ่มกลับมาสู่กระแสหลัก
เสียงทักเสียงโหวกเหวกโวยวายเรื่องดูดเริ่มกลับมาดังอื้ออึง ล้อไปกับโปรแกรมที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.จะนำคณะเดินสายตรวจราชการ จ.อำนาจเจริญ พร้อมประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรที่ จ.อุบลราชธานี ระหว่างวันที่ 23–24 กรกฎาคมนี้
เจ้าถิ่นทั้งยี่ห้อเพื่อไทยและประชาธิปัตย์แท็กทีมตีปี๊บดักคอดักทางกันจ้าละหวั่น
ขวางลำยี่ห้อ “พลังประชารัฐ” เจาะฐานที่มั่นเมืองอุบลฯ
ต่างคนต่างเกทัพบลัฟแหลก จุดพลุประชุม ครม.สัญจรเดินสายดูด ปูดข้อมูลคนย้ายพรรคออกมาประจาน เป้าหมายทั้งตีกันสกัดทีมงานสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ รวมถึงเจาะยางเตะตัดขาคนในป้อมค่ายเดียวกันเอง ที่เป็นคู่แข่งแย่งชิงการนำในพื้นที่
ถึงขั้นที่ “นายใหญ่” ต้องส่งสัญญาณจากแดนไกล สั่งให้เปิดเกมดูดสู้กลับ
ในขณะที่อีกด้าน ก็เป็นปรากฏการณ์ที่ทีมงานกลุ่มสามมิตรได้รุกคืบ ดึงแนวร่วมเสื้อแดง นปช.ในภาคอีสานให้หันมาร่วมสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์
กระตุกจุดเปลี่ยนสำคัญฐานสนับสนุนอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร
ไม่ใช่แค่อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย เสื้อแดงยังโดนดูดหาย
ตามจังหวะที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ก็สั่งกระทรวงเศรษฐกิจติดเครื่อง เดินหน้าอัดฉีดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก
คืนแวตคนจน พักหนี้ ธ.ก.ส. 3 ปี อัปราคาข้าว ฯลฯ
เสิร์ฟสารพัดโปรโมชันรองรับปัญหาปากท้องชาวนาชาวไร่ ช่วยอุ้มผู้มีรายได้น้อย
มัดใจฐานเสียงใหญ่ของประเทศไทย
ทั้งหมดทั้งปวงในบรรยากาศที่สัมผัสได้ถึงธรรมชาติการเมืองที่กำลังเข้าสู่โหมดการเลือกตั้ง
ป้อมค่ายการเมืองขยับแต่งตัวเตรียมลงสนาม
ตามเงื่อนไขสถานการณ์ที่ล้อกันพอดี ป้อมค่ายทหารก็ได้เวลาจัดแถววางกำลังแม่ทัพนายกอง
รองรับการเกษียณอายุราชการในเดือนตุลาคม
กับกระแสข่าวล่ามาไว ในวันที่ 25 กรกฎาคม 2561 นี้ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม จะเป็นประธานการประชุมสภากลาโหม
โดยมีวาระสำคัญคือ การพิจารณาโยกย้ายนายทหารประจำปี 2561
ตามโปรแกรมเบื้องต้นที่มีการขอให้แต่ละเหล่าทัพส่งรายชื่อรอบแรกตามวาระปกติ ก่อนที่จะมีการเรียกประชุมคณะกรรมการปรับย้ายนายทหารชั้นนายพลในช่วงโค้งสุดท้ายอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม สื่อแทบทุกสื่อมีการเปิดโพยรายชื่อแต่งตั้งโยกย้ายที่ผู้บัญชาการเหล่าทัพมอบให้ พล.อ.ประวิตรตรงกันหมด
ครบทั้งในส่วนกระทรวงกลาโหม กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ
ไล่ตั้งแต่ พล.อ.ณัฐ อินทรเจริญ รองปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.พรพิพัฒน์ เบญญศรี เสนาธิการทหาร เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด
ขณะที่ พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ รองผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นผู้บัญชาการทหารเรือ พล.อ.อ.ชัยพฤกษ์ ดิษยะศริน ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ เป็นผู้บัญชาการทหารอากาศ
โดยเฉพาะในส่วนกองทัพบกที่เป็นจุดโฟกัส
ชื่อของ “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ได้ขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารบก
ขณะที่ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ เสนาธิการทหารบก ขึ้นเป็นรองผู้บัญชาการทหารบก พล.ท.กู้เกียรติ ศรีนาคา แม่ทัพภาคที่ 1 กับ พล.ท.วิจักขฐ์ สิริบรรสพ แม่ทัพภาคที่ 3 ขึ้นมาเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก พล.ท.ธีรวัฒน์ บุณยะวัฒน์ รองเสนาธิการทหารบก ขึ้นเป็นเสนาธิการทหารบก
ตามคาด ตามโผ แทบไม่ต้องลุ้นอะไร
โดยรูปการณ์ปีนี้โยกย้ายทหารส่อเค้าปิดกล่องเร็ว
ไม่มีแคนดิเดตมาเบียดให้ต้องประลองกำลังภายในกันเหมือนทุกปี
โดยเฉพาะตำแหน่ง ผบ.ทบ. ชื่อของ พล.อ.อภิรัชต์ อยู่ในสถานะเต็งจ๋ามาตลอด
มาถึงตรงนี้เท่ากับการยืนยันกระแสไม่พลิก โผโยกย้ายขุนทหารคลอดล่วงหน้า เปิดไพ่จ่าฝูงกองทัพบก ในจังหวะสถานการณ์การเมืองที่กำลังเข้าโหมดเลือกตั้ง
แม้ในทางตรงจะไม่เกี่ยวข้องกัน แต่ในทางอ้อมมันโยงกันเต็มๆ
เกมอำนาจทางการเมืองกับหมากอำนาจกองทัพ
ภายใต้สภาวการณ์อำนาจพิเศษที่กำลังจะคืนกลับสู่เวทีประชาธิปไตย
ในเครื่องหมายคำถาม จะเป็น “จุดเปลี่ยน” หรือเสริม “ความต่อเนื่อง”
ตามท้องเรื่องที่คนส่วนใหญ่เชื่อกันแล้วว่า “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. กำลังเดินยุทธศาสตร์ตีตั๋วต่ออำนาจในการเลือกตั้ง
เบื้องต้นเลยวิเคราะห์การเชื่อมต่อกับ คสช.
ภายใต้เงื่อนไขที่จ่าฝูงกองทัพบกคนใหม่ต้องควบเก้าอี้เลขาธิการ คสช.โดยตำแหน่ง รับผิดชอบสถานะเบอร์หนึ่งคุมกำลังฝ่ายความมั่นคง
คุ้มกันหลังให้รัฐบาล “นายกฯลุงตู่”
ซึ่งดูตามเนื้อผ้า ว่ากันตามปรากฏการณ์ที่เห็นตรงหน้า ตั้งแต่ยึดอำนาจใหม่ๆ พล.อ.ประยุทธ์ส่ง “บิ๊กแดง” ไปทำงานสำคัญในหน่วยงานที่มีปัญหาการ บริหารและการทุจริตคอร์รัปชันภายใต้เครือข่ายอำนาจเก่า ทั้งสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล และสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)
นั่นสะท้อนถึงระดับความไว้วางใจ
รู้มือ รู้ทาง รู้ใจ กันเป็นอย่างดี
ในฐานะ “บิ๊กแดง” คือ “น้องรัก” ของ “บิ๊กตู่” ที่รู้กันในวงการ
นั่นก็เป็นอะไรที่วิเคราะห์ฟันธงกันได้ สถานการณ์ระหว่างผู้นำรัฐบาลกับ ผบ.ทบ.น่าจะแนบสนิท
ใกล้ชิดกว่าเดิมอีกหลายเท่า
ในจุดที่เสถียรภาพอำนาจไม่แกว่ง เอกภาพอำนาจแน่นปึ้ก
และนั่นก็จะโยงไปถึงสถานการณ์ในโหมดที่กำลังเข้าสู่การเลือกตั้ง ด้วยคุณสมบัติส่วนตัวของ “บิ๊กแดง” ที่ขึ้นชื่อว่ากว้างขวางในหมู่นักการเมือง
คอนเนกชัน “พลังภายใน” แผ่ไปทั่วทุกป้อมค่าย
น่าจะเอื้อต่อยุทธศาสตร์ตีตั๋วต่อของ พล.อ.ประยุทธ์เต็มๆ
ตามรูปเกม เมื่อโผทหารชัดเจนเร็ว ชื่อของ พล.อ.อภิรัชต์ ส่อแบเบอร์ตามคาด
นั่นก็น่าจะเป็นโอกาสให้นักการเมืองที่กำลังชั่งใจ กับออปชันที่มีการต่อสายให้สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์เป็นผู้นำคุมสถานการณ์ช่วงเปลี่ยนผ่านต่อหลังเลือกตั้ง
คิดง่ายในการตัดสินใจเลือกช่อง “เสียบปลั๊ก” ขั้วอำนาจ
แทบไม่ต้องออกแรงดูด แค่พูดจากันนิ่มๆก็สยิวแล้ว
แนวโน้มทีม พล.อ.ประยุทธ์ยิ่งแน่น เดินหน้าลุยเลือกตั้ง
ตรงกันข้ามกับฝ่ายที่จะเลือกยืนอยู่ฝั่งตรงกันข้ามกับ “นายกฯลุงตู่”
เมื่อย้อนดูบทบาท จุดยืนของ พล.อ.อภิรัชต์ ที่ยืนอยู่คนละฝั่ง แสดงตัวแสดงตนคนละขั้วกับมวลชนเสื้อแดงและเครือข่าย “ทักษิณ” มาตั้งแต่ต้น
อย่างร้อนแรง แจ่มแจ้งชัดเจน
ออกตัวแบบล้อฟรี ไม่มีกั๊ก ไม่มีไว้ไมตรี
เมื่อชื่อนี้มาคุมเกมความมั่นคง “บิ๊กแดง” ขึ้นแท่นจ่าฝูงกองทัพบกในโหมดเลือกตั้ง
โอกาสหวนแจ้งเกิดของขุมข่าย “ทักษิณ” วิบากหนักแน่.
“ทีมการเมือง”

ถูกไล่ใกล้จนกระดาน

ถูกไล่ใกล้จนกระดาน



รอเจาะขุมกำลังใหญ่อีสานพรรคเพื่อไทย
โปรแกรมลงพื้นที่ จ.อำนาจเจริญและอุบลราชธานี ประชุม ครม.สัญจรวันที่ 23-24 ก.ค.นี้ ของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.
วางคิวหว่านงบประมาณพัฒนาเศรษฐกิจและกระจายความเจริญโซนภาคตะวันออก เฉียงเหนือตอนล่าง 2 ประกอบด้วยอุบลราชธานี อำนาจเจริญ ศรีสะเกษ และยโสธร
ตามซีนที่ “บิ๊กตู่” ต้องรีบยกการ์ดสูงป้องกันตัว บอกกันล่วงหน้า อย่ามองเป็นเรื่องการเมือง ขอให้มองเป็นเรื่องการติดตามความคืบหน้าการทำงาน
เบรกอาการแผ่นเสียงตกร่องของฝ่ายการเมืองที่คอยผสมโรง จ้องโยงเป็นประเด็นการเมือง
ในห้วงสถานการณ์ที่กำลังไหลเข้าสู่โหมดเลือกตั้งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะถูกถอดรหัสการลงพื้นที่ ครม.สัญจรเป็นการตุนแต้มหาเสียงในการเลือกตั้งสมัยหน้า

อย่างที่ลูกทีมนายใหญ่กำลังสร้างวาทกรรมพลังดูด หวดสกัดกลุ่มสามมิตรไม่ให้มาแชร์ส่วนแบ่งการตลาดในโซนยุทธศาสตร์สำคัญ
เพื่อไทยห้ามเลือดไม่อยู่ ยังคงเสียกำลังพลหลักในพื้นที่สำคัญให้พรรคพลังประชารัฐ
เรื่องของเรื่องส่วนหนึ่งต้องโทษตัวเองที่เปิดรูรั่วให้ถูกเจาะฐานที่มั่นใหญ่ได้
จากร่องรอยความขัดแย้งภายในทีมอดีต ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย ที่แตกเป็น 2 ขั้วชัดเจน ระหว่างทีมของ นายเกรียง กัลป์ตินันท์ กับ นายสุพล ฟองงาม รุ่นเก๋าด้วยกันทั้งคู่
ตามเงื่อนปมที่ 2 ขาใหญ่ในจังหวัด ตกลงกันไม่ได้เรื่องการแย่งพื้นที่ลงสมัคร ส.ส.ให้ลูกทีมของตัวเอง มันก็ต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายจากไป
แง้มช่องให้น้องใหม่ “พลังประชารัฐ” ได้แชร์ที่นั่งสนามเมืองดอกบัว
แนวโน้มไม่สู้ดี หัวเมืองใหญ่ภาคอีสานเพื่อไทยถูกตีแตกต่อเนื่อง ต่อจาก จ.ชัยภูมิ และนครราชสีมา
สถานการณ์ทีมนายใหญ่ตกที่นั่งลำบาก ตัวท็อปที่มีฐานเสียงตัวเองระดับหลักหมื่นแต้มพากันแปรพักตร์
ต้องเสียขุนพลชั้นหัวกะทิ ระดับ นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข นายวิรัช รัตนเศรษฐ
ไล่มาถึง นายสุพล ฟองงาม ให้คู่แข่ง และยังต้องลุ้นรุ่นใหญ่อีกหลายก๊วนที่อยู่ระหว่างชั่งใจ
ดูมุมไหนก็สร้างความระส่ำระสายให้พรรคเพื่อไทยแน่
เพราะชื่อชั้นของพวกนกแลหน้าใหม่ดูอย่างไรก็เทียบชั้นไม่ติดกับพวกรุ่นเก๋า โอกาสจะช่วงชิงคะแนนกลับคืนมาเป็นกอบเป็นกำคงลำบาก
เอาแค่ประคองคนเก่ารักษาเก้าอี้ผู้แทนให้ได้ ยังหืดจับในสถานการณ์ ณ ตอนนี้ ตามทิศทางที่กลุ่มสามมิตรไม่ได้หยุดแค่พรรคเพื่อไทย แต่ยังรุกคืบไปถึงกลุ่ม นปช.และ กปปส.
เก็บเล็กผสมน้อยทุกทาง เตรียมสร้างนั่งร้านให้ “บิ๊กตู่” ได้เบิ้ลเก้าอี้ผู้นำ
อย่างที่เห็นๆสถานภาพของกลุ่ม นปช.ในปัจจุบันไม่ได้มีความเป็นเอกภาพ แข็งแกร่งเหมือนเดิม แต่แตกเป็นกลุ่มก๊วน ไม่ขึ้นตรงต่อแกนนำ นปช.
พวกรุ่นเล็กไม่กลัวรุ่นเดอะอีกต่อไป อย่างที่ นายเทพพนม นามลี นปช.สุรินทร์ ตั้งคำถามใส่ “เดอะเต้น” ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ หัวโจก นปช. สถาปนาเป็นแกนนำเอง โดยไม่เคยได้ฉันทามติจากคนเสื้อแดงให้เป็นผู้นำ นปช.
ชักเห็นร่องรอยแข็งข้อ ขุมกำลังเสื้อแดงที่นายใหญ่หวังใช้เป็นฐานกำลังหลักทวงคืนอำนาจ มีท่าทีตีตัวออกห่าง ไม่สวามิภักดิ์ “ทักษิณ ชินวัตร” เหมือนเก่า
กลุ่มสามมิตรเพิ่มกลยุทธ์ใหม่ หันมาเจาะผู้นำมวลชนโดยตรง นอกเหนือจากการไล่ดูดอดีตผู้แทน ดึงคนที่มีกุมเสียงชาวบ้านตัวจริงมาเป็นพวก ช่วยแยกมวลชนเลิกสนับสนุนนายใหญ่
แดงอีสานที่ว่ากันว่า แข็งแกร่ง ถูกตัดทอนกำลังลงเรื่อยๆ
เพื่อไทยเจอขุมข่ายผู้สนับสนุน “ลุงตู่” ปูพรมกดดันอย่างหนัก บีบกันทุกทางกะให้จนกระดาน
เจอลูกเขี้ยวของพวกเจนสังเวียน ระดับ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ–นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ทั้งดูดคน ดึงมวลชน และเร่งเครื่องตีตลาดนโยบายดูแลเกษตรกร อาทิ อัปราคาข้าวเพิ่มเป็นตันละ 8,000 บาท และโคล้านตัว
ระดับคนเคยรู้ไส้รู้พุง ใช้ปรากฏการณ์พลังดูดเล่นงานย้อนศร หมองูเลยต้องตายเพราะงู
ดูหนทางแล้ว เพื่อไทยตกที่นั่งลำบากแน่.
ทีมข่าวการเมือง

มี ‘ตัวช่วย’ ได้ ‘ตัวเชื่อม’

มี ‘ตัวช่วย’ ได้ ‘ตัวเชื่อม’



เป็นธรรมเนียมปฏิบัติไปแล้ว ยามที่ผู้นำอำนาจพิเศษ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่อยู่ในประเทศ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม จะเป็นเป้าโฟกัส
ทั้งในฐานะรองนายกฯเบอร์ 1 รักษาการผู้นำ คอยระแวดระวังหลังให้
และในฐานะ “พี่ใหญ่” อำนาจคู่ อุ้มชูน้องเลิฟมาตลอด
ล่าสุด “นายกฯลุงตู่” ไปเยือนประเทศภูฏาน กระชับสัมพันธ์ความร่วมมืออย่างเป็นทางการ ไม่อยู่แค่ 1 คืน 2 วัน “บิ๊กป้อม” ก็ต้องเล่นบทเดิม แต่หนนี้ไม่ถึงขั้นหนักหนา แค่คอยรับหน้านักข่าว เผชิญหน้ากับคำถามร้อน คุมเชิงการเมือง
หนนี้พี่ใหญ่ไล่เคลียร์เรียบ นอกจากปัญหาหนี้สินเครือข่ายครู โยนให้ กกต.ไปตรวจสอบแกนนำเคลื่อนไหวเชื่อมโยงเรื่องการเมืองหรือไม่
และยังทำหน้าที่แจงละเอียด ทั้งคิวผู้นำยกคณะไปประชุม ครม.สัญจร ที่ จ.อุบลฯ เป็นวาระตรวจงานรัฐบาลตามปกติ ไม่มีแฝงเลศนัยการเมือง รวมทั้งไม่ห่วงการเคลื่อนไหวของ “อดีตผู้นำ” ในต่างแดน ให้ประชาชนตัดสิน
ส่วนความเคลื่อนไหวทางการเมือง การย้ายค่ายเปลี่ยนพรรคเป็นเรื่องธรรมชาติของอดีต ส.ส.ในช่วงนี้ ไม่มีเรื่องดูด ด้านกลุ่มสามมิตรเคลื่อนไหวนัดพบแกนนำ เครือข่ายชาวนา เพื่อแก้ปัญหาราคาข้าว ในฐานะรองนายกฯบอกปัด เรื่องนี้เป็นปกติ
ยังไม่มีปัญหา ไม่ขัดคำสั่ง คสช.
ไฟเขียวแนวร่วม ปล่อยฟรีกองหนุนขยับ
ทั้งนี้ ในฐานะบิ๊ก คสช. ไม่สะดวกที่จะออกตัวเอิกเกริกงานการเมือง แต่ “บิ๊กป้อม” ก็ถูกจับจ้องไม่ต่างกับความเคลื่อนไหวของทีม รมต.เครือข่าย ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ในพรรคพลังประชารัฐ
ถูกพาดพิง ทั้งที่ว่ามีพลังสีเขียวเมืองใหญ่ขยับงานดีลนักการเมือง มีคิวเปิดรั้วเปิดค่ายรอดูด ไปจนกระทั่งที่เห็นมีบิ๊กเนมขั้วนายใหญ่พลิกขั้ว ก็ว่ามีบิ๊กสีกากีในเครือบิ๊กบราเธอร์ ดีลจีบมา
มองเป็นอีกสายพลังดูด หนุนพลังประชารัฐ ตามแผนทะลุ 100 แต้ม
ถึงแม้จะบอกปัด แต่ในฐานะพี่ใหญ่อย่าง “บิ๊กป้อม” ถ้ามีงานเบิ้มระดับนี้ย่อมถูกจับตา
ยังไงก็น่าจะมีส่วนร่วม ในฐานะกองเชียร์ตลอดกาลของ “บิ๊กตู่” ที่เริ่มชัดว่ามีสัญญาณแรงหนุนตามสถานการณ์บ้านเมือง ในภาวะความจำเป็นต้องต่อตั๋วเป็นผู้นำในระบบเพื่อเก็บงาน
คุมเกมต่อเนื่องในห้วงเปลี่ยนผ่านบ้านเมือง
ไม่ต่างกัน อีกรองนายกฯอย่าง “ดร.สมคิด” ก็จัดว่างานนี้ออกตัวเต็มแรงกว่าหนก่อนๆ ทั้งปั่นงานเศรษฐกิจประเทศ จนตัวเลขกราฟไต่ระดับทะลุเป้า ติดแต่เรื่องปัญหาปากท้องฐานรากต้องเร่งเครื่อง
รอมาตรการนโยบายอัดฉีดสัมฤทธิผล
แต่ “ตัวช่วยวีไอพี” อย่าง “ดร.สมคิด” ก็ขันอาสาหา “ตัวเชื่อม” แก้ปมปากท้องฐานราก
ล่าสุดชื่อของ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ-สมศักดิ์ เทพสุทิน” แกนนำกลุ่มสามมิตร ก็น่าจะเป็นคำตอบในโมเดลที่ไม่ต่างจาก “สนธยา คุณปลื้ม” ที่ดึงมาเป็นกุนซือผู้นำ
อดีตรัฐมนตรี ส. เสือ เครือ “ส.สมคิดกรุ๊ป” เป็นข้อต่อข้อเชื่อมชั้นดี เคี่ยวพื้นที่ รู้ช่องดีลลงลึกสู่ฐานราก
และน่าจะเป็นจุดสำคัญอีกเรื่องที่ “ดร.สมคิด” ดึงมาร่วมแก้ปมเศรษฐกิจฐานราก ที่ยังมีเงื่อนไขข้อจำกัดหลังจากผุดสารพัดมาตรการ จัดโครงการอัดฉีด แต่ผลลัพธ์ในระดับปากท้องชาวบ้าน ยังไม่เข้าเป้า
อดีตรัฐมนตรีอย่าง “สุริยะ-สมศักดิ์” ผ่านงานบริหารมาหลายรอบ ลุยพื้นที่ฐานรากของประเทศโชกโชน แค่เปิดหัวเรื่องราคาข้าว แนะช่องแก้ปมปัญหาการเกษตร ชูโครงการต่างๆก็เห็นทิศทางที่ดี
กลุ่ม “สามมิตร” น่าจะเป็นกำลังหนุนสำคัญ เข้ามาช่วยเติมเต็มนโยบายในเรื่องการดูแลเกษตรกรฐานราก ทั้งในรอบนี้ และรอบต่อไปกับคิวร่วมวงตีตั๋วให้ผู้นำ
เป็นกลไกเชื่อมต่อ ประสานอำนาจลงสู่ฐานราก ทำให้คำว่า “ประชารัฐ” มี “พลัง” รอบด้าน สมชื่อค่าย.
ทีมข่าวการเมือง

วันศุกร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

เตือนกลุ่มการเมือง เคลื่อนไหวต้องอยู่ในกรอบกม. ย้ำคสช.ไม่เลือกข้าง

เตือนกลุ่มการเมือง เคลื่อนไหวต้องอยู่ในกรอบกม. ย้ำคสช.ไม่เลือกข้าง


“คสช.” ติดตาม กลุ่มสามมิตร ใช้พลังดูด ส.ส. เตือนอย่าล้ำเส้นกรอบกฎหมาย ย้ำใช้มาตรฐานเดียวกันทุกกลุ่ม ไม่เลือกข้าง โต้กระแสข่าว ใช้ทหารร่วมดูด ส.ส. ชี้อยู่นอกเหนือภารกิจ
เมื่อวันที่20 กรกฎาคม พล.ต.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 11(มทบ.11) ในฐานะทีมโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกรณีการเคลื่อนไหว และปรากฎการณ์การใช้พลัง ดูดส.ส.ของพรรคการเมืองในช่วงนี้ ว่า การเคลื่อนไหวอะไรก็ตามที่ยังทำภายใต้กรอบกฎหมาย ทางคสช.เพียงแค่ติดตามดูความเคลื่อนไหวเท่านั้น ดังนั้นทุกคนต้องดำเนินการตามกรอบกฎหมายและอำนาจหน้าที่ ต่างคนต่างไม่ละเมิด ก้าวล่วงกัน ส่วนผู้บังคับใช้กฎหมายก็บังคับใช้อย่างถูกต้องเป็นธรรม ก็จะทำให้บ้านเมืองสงบสุขร่มเย็น การบริหารราชการแผ่นดินก็สามารถเดินต่อไปได้ตามกรอบโรดแมป เพื่อนำไปสู่ความมุ่งหมายร่วมกันของพี่น้องคนไทย คือ มีการเลือกตั้งช่วงต้นปี2562 ซึ่งทุกอย่างยังคงเป็นไปตามนี้ และยังไม่มีอะไรที่จะทำให้ต้องทำให้นอกเหนือไปจากนี้ได้
พล.ต.ปิยพงศ์ กล่าวต่อว่า ส่วนการเคลื่อนไหวของนักการเมืองที่ลงไปพบปะพูดคุยกับประชาชน และลงพื้นที่ต่างๆนั้น ขอย้ำว่าคสช.ติดตามการเคลื่อนไหวของพรรคการเมือง และกลุ่มการเมืองทุกกลุ่ม ซึ่งสถานการณ์การเมืองในปัจจุบันคสช.ประเมินว่ายังไม่มีอะไรเป็นพิเศษที่ต้องน่าวิตกและห่วงใย จนนำไปสู่ความไม่เรียบร้อย ของบ้านเมือง
เมื่อถามว่า การที่กลุ่มสามมิตร ใช้พลัง ดูดส.ส.พรรคเพื่อไทย และแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ตามภูมิภาค ไม่ถือว่าขัดคำสั่งคสช. หรือไม่ พล.ต.ปิยพงศ์ กล่าวว่า ต้องเข้าใจว่าการเคลื่อนไหวทางการเมือง อะไรก็ตาม ถ้าไม่ขัดกฎหมาย คสช.จะติดตามเฝ้าดูเท่านั้น และจะไม่ไปวิพากษ์วิจารณ์ใครมีพฤติกรรมแบบไหน ถ้าไม่ขัดกฎหมายกิจกรรมดังกล่าวก็สามารถดำเนินการต่อไปได้ แต่ถ้ากิจกรรม หรือการดำเนินการทางการเมืองใดก็ตามที่เริ่มขัดกฎหมาย คสช.จะมีมาตรการแจ้ง ให้ทราบ จากนั้นก็ตักเตือน ห้ามปราม ระงับยับยั้ง ให้ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย

เมื่อถามอีกว่า แต่มาตรฐานเหล่านี้มีเสียงสะท้อนว่าการเคลื่อนไหวของกลุ่มการเมืองที่สนับสนุนรัฐบาล คสช. จะไม่ถูกติดตาม เหมือนเช่น กลุ่มคัดค้านจะกลายเป็นความยุติธรรมแบบสองมาตรฐาน หรือไม่ พล.ต.ปิยพงศ์ กล่าวว่า “ คสช.ไม่สามารถจะไปทำอะไรที่ผิดกรอบกฎหมาย ทำเกินอำนาจหน้าที่ได้ แล้วไปกลั่นแกล้งใคร จนสร้างความอยุติธรรมให้เกิดขึ้นกับกลุ่ม ฝ่ายการเมืองใดๆได้ ซึ่งคสช.ก็ปฏิบัติภายใต้กรอบกฎหมายด้วยเช่นกันกับทุกคน และทุกสายตาของประชาชนคนไทยทั่วประเทศก็ติดตามดูการทำงานของรัฐบาลคสช. ดังนั้นเราก็ต้องพึงระมัดระวังในแง่ผู้บังคับใช้กฎหมายก็ต้องเคารพกฎหมายด้วย”
ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า การวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีการใช้ทหารเข้าไปเกี่ยวข้องกับพลังดูด ส.ส. คสช. ติดตามการเคลื่อนไหวนี้ หรือไม่ พล.ต.ปิยพงศ์ กล่าวว่า ทหาร เป็นกลไกหนึ่งของรัฐบาล เราทำงานภายใต้อำนาจ หน้าที่ และภารกิจที่ผู้บังคับบัญชาสั่งการมา เราไม่สามารถทำอะไรที่นอกเหนือจากนี้ได้
“สังคม และพี่น้องประชาชน รวมทั้งโลกโชเชียลมิเดีย จะจับจ้อง ตรวจสอบ ติดตามดูความเคลื่อนไหวของทหารอยู่แล้ว ทหารทุกคนก็ต้องระมัดระวัง อย่าไปทำอะไรที่นอกลู่นอกทาง คงเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว ที่ทหารจะทำแบบนั้น เพราะทหารทุกต้องประพฤติ ปฏิบัติตนตามกฎหมาย และระเบียบวินัย ขณะเดียวกันถ้าอะไรที่ทำผิดกฎหมาย และกรอบอำนาจหน้าที่ ภารกิจ เราก็มีมาตรการลงโทษอย่างเข้มงวดอยู่แล้ว ทั้งทางวินัย และทางอาญา”

ทวงสัญญา

ทวงสัญญา



เมื่อทีมหมูป่า 13 ชีวิต ได้ออกจากโรงพยาบาลกลับบ้านพร้อมกัน
ข่าวหมูป่าติดถ้ำหลวงเชียงราย อันโด่งดังไปทั่วโลกก็ปิดฉากจบลงอย่างแฮปปี้เอนดิ้งซะที
“แม่ลูกจันทร์” หวังว่าทีมหมูป่าติดถ้ำทั้ง 13 คน จะกลับมาใช้ชีวิตตามปกติอย่างเดิม
ขอตั้งสมาธิมุ่งมั่นศึกษาเล่าเรียนเพื่อเป็นคนดีของสังคมให้สมกับที่คนไทยทั้งประเทศ และคนทั่วโลกเอาใจช่วยกันสุดลิ่มทิ่มประตู
อย่างไรก็ดี มหากาพย์หมูป่าติดถ้ำ ยังไม่จบ 100 เปอร์เซ็นต์
เพราะยังมีปัญหาสมาชิกหมูป่า 4 คน ที่รอความเมตตาจากรัฐบาลให้มีสถานะเป็นพลเมืองไทยอย่างสมบูรณ์
หมูป่า 4 คนที่เกิดและโตบนแผ่นดินไทย มีชื่อนามสกุลไทย เรียนหนังสือไทย
แต่ยังไม่ได้รับสัญชาติไทย
ได้แก่ ด.ช.มงคล บุญเปี่ยม อายุ 13 ปี, ด.ช.อดุลย์ สามอ่อน อายุ 14 ปี, นายพรชัย คำหลวง อายุ 16 ปี และ นายเอกพล จันทะวงษ์ หรือ “โค้ชเอก” อายุ 25 ปี
“แม่ลูกจันทร์” กราบเรียนว่า หมูป่าทั้ง 4 คน ประสบปัญหาแบบเดียวกันคือ ไม่มี “ใบสูติบัตร” เป็นหลักฐานยืนยันว่าเป็นคนไทยสัญชาติไทย
เนื่องจากบิดามารดาของหมูป่า 4 คน เป็นชนกลุ่มน้อย เป็นชาวเขาชาวดอยอยู่ห่างไกลความเจริญ
เมื่อตั้งครรภ์ก็ไม่ได้คลอดที่โรงพยาบาล
และไม่ได้ไปแจ้งการเกิดกับนายทะเบียนอำเภอ
เมื่อไม่มีสูติบัตรเป็นหลักฐานยืนยัน หมูป่าทั้ง 4 คน จึงกลายเป็นคนไร้สัญชาติ คนไร้รัฐ คนไร้ราก ไม่สามารถทำบัตรประชาชน ซึ่งเป็นสิทธิที่ควรได้รับในฐานะที่เกิดในเมืองไทย
“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่า ความจริงไม่ต้องมีสูติบัตรมายืนยัน ก็เห็นชัดอยู่แล้วว่าหมูป่าทั้ง 4 คน เป็นคนดี เป็นเด็กเรียนดี มารยาทดี ความประพฤติดี ไม่เกกมะเหรกเกเรเกตุง
มีเหตุผลสมควรที่จะได้รับสัญชาติไทย เป็นคนไทยอย่างสมบูรณ์
ข้อสำคัญ มาตรา 23 ของ พ.ร.บ.สัญชาติ ฉบับใหม่ กำหนดคุณสมบัติผู้มีสิทธิขอรับสัญชาติไทยว่า เป็นผู้มีความประพฤติดี หรือทำคุณประโยชน์ให้สังคม และได้อาศัยอยู่ในประเทศติดต่อกันไม่ต่ำกว่า 10 ปี
ฉะนั้น หมูป่าทั้ง 4 คน จึงมีคุณสมบัติเข้าเงื่อนไขที่จะได้รับสัญชาติไทยอย่างแน่นอน
“แม่ลูกจันทร์” ขอเรียกร้องให้กระทรวงมหาดไทย ได้โปรดพิจารณาให้สัญชาติไทยกับสมาชิกหมูป่าทั้ง 4 คน
โดยเร็ว!!
อย่าให้ “หมูป่า 4 คน” ต้องผิดหวังช้ำใจเหมือน “ด.ช.หม่อง ทองดี” ซึ่งเป็นลูกชนกลุ่มน้อยที่เกิดในเมืองไทย เติบโตบนแผ่นดินไทยแต่ไม่ได้สัญชาติไทยเพราะไม่มีสูติบัตรมาเป็นหลักฐานรับรอง
ด.ช.หม่อง เป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งขันเครื่องบินกระดาษพับระดับโลกที่ประเทศญี่ปุ่น และได้รับรางวัลชนะเลิศกลับมา
รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เคยสัญญาว่าจะให้ “ด.ช.หม่อง ทองดี” ได้รับสัญชาติไทย จะได้รับแต่งตั้งเป็นยุวทูตของรัฐบาล จะให้ทุนการศึกษาจนถึงระดับด็อกเตอร์ เพื่อตอบแทนคุณงามความดีที่สร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทย
บัดนี้ผ่านไปแล้ว 9 ปี ด.ช.หม่อง ทองดี ซึ่งตอนนั้นอายุ 10 ปี กลายเป็น นายหม่อง ทองดี อายุ 19 ปี ก็ยังไม่ได้รับสัญชาติไทย
ยังคงรอความหวังจะได้เป็นคนไทยด้วยความอดทน
คำมั่นสัญญาต่างๆนานา...ก็ไม่เกิดขึ้นจริง
“แม่ลูกจันทร์” เอาใจช่วยหมูป่า 4 คน ให้ได้รับสัญชาติไทยโดยเร็ว
อย่าให้ซ้ำรอย “ด.ช.หม่อง ทองดี” ที่เจอโรคเบี้ยวเต็มเปา.
“แม่ลูกจันทร์”

มี ‘ตัวช่วย’ ได้ ‘ตัวเชื่อม’

มี ‘ตัวช่วย’ ได้ ‘ตัวเชื่อม’



เป็นธรรมเนียมปฏิบัติไปแล้ว ยามที่ผู้นำอำนาจพิเศษ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่อยู่ในประเทศ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม จะเป็นเป้าโฟกัส
ทั้งในฐานะรองนายกฯเบอร์ 1 รักษาการผู้นำ คอยระแวดระวังหลังให้
และในฐานะ “พี่ใหญ่” อำนาจคู่ อุ้มชูน้องเลิฟมาตลอด
ล่าสุด “นายกฯลุงตู่” ไปเยือนประเทศภูฏาน กระชับสัมพันธ์ความร่วมมืออย่างเป็นทางการ ไม่อยู่แค่ 1 คืน 2 วัน “บิ๊กป้อม” ก็ต้องเล่นบทเดิม แต่หนนี้ไม่ถึงขั้นหนักหนา แค่คอยรับหน้านักข่าว เผชิญหน้ากับคำถามร้อน คุมเชิงการเมือง
หนนี้พี่ใหญ่ไล่เคลียร์เรียบ นอกจากปัญหาหนี้สินเครือข่ายครู โยนให้ กกต.ไปตรวจสอบแกนนำเคลื่อนไหวเชื่อมโยงเรื่องการเมืองหรือไม่
และยังทำหน้าที่แจงละเอียด ทั้งคิวผู้นำยกคณะไปประชุม ครม.สัญจร ที่ จ.อุบลฯ เป็นวาระตรวจงานรัฐบาลตามปกติ ไม่มีแฝงเลศนัยการเมือง รวมทั้งไม่ห่วงการเคลื่อนไหวของ “อดีตผู้นำ” ในต่างแดน ให้ประชาชนตัดสิน
ส่วนความเคลื่อนไหวทางการเมือง การย้ายค่ายเปลี่ยนพรรคเป็นเรื่องธรรมชาติของอดีต ส.ส.ในช่วงนี้ ไม่มีเรื่องดูด ด้านกลุ่มสามมิตรเคลื่อนไหวนัดพบแกนนำ เครือข่ายชาวนา เพื่อแก้ปัญหาราคาข้าว ในฐานะรองนายกฯบอกปัด เรื่องนี้เป็นปกติ
ยังไม่มีปัญหา ไม่ขัดคำสั่ง คสช.
ไฟเขียวแนวร่วม ปล่อยฟรีกองหนุนขยับ
ทั้งนี้ ในฐานะบิ๊ก คสช. ไม่สะดวกที่จะออกตัวเอิกเกริกงานการเมือง แต่ “บิ๊กป้อม” ก็ถูกจับจ้องไม่ต่างกับความเคลื่อนไหวของทีม รมต.เครือข่าย ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ในพรรคพลังประชารัฐ
ถูกพาดพิง ทั้งที่ว่ามีพลังสีเขียวเมืองใหญ่ขยับงานดีลนักการเมือง มีคิวเปิดรั้วเปิดค่ายรอดูด ไปจนกระทั่งที่เห็นมีบิ๊กเนมขั้วนายใหญ่พลิกขั้ว ก็ว่ามีบิ๊กสีกากีในเครือบิ๊กบราเธอร์ ดีลจีบมา
มองเป็นอีกสายพลังดูด หนุนพลังประชารัฐ ตามแผนทะลุ 100 แต้ม
ถึงแม้จะบอกปัด แต่ในฐานะพี่ใหญ่อย่าง “บิ๊กป้อม” ถ้ามีงานเบิ้มระดับนี้ย่อมถูกจับตา
ยังไงก็น่าจะมีส่วนร่วม ในฐานะกองเชียร์ตลอดกาลของ “บิ๊กตู่” ที่เริ่มชัดว่ามีสัญญาณแรงหนุนตามสถานการณ์บ้านเมือง ในภาวะความจำเป็นต้องต่อตั๋วเป็นผู้นำในระบบเพื่อเก็บงาน
คุมเกมต่อเนื่องในห้วงเปลี่ยนผ่านบ้านเมือง
ไม่ต่างกัน อีกรองนายกฯอย่าง “ดร.สมคิด” ก็จัดว่างานนี้ออกตัวเต็มแรงกว่าหนก่อนๆ ทั้งปั่นงานเศรษฐกิจประเทศ จนตัวเลขกราฟไต่ระดับทะลุเป้า ติดแต่เรื่องปัญหาปากท้องฐานรากต้องเร่งเครื่อง
รอมาตรการนโยบายอัดฉีดสัมฤทธิผล
แต่ “ตัวช่วยวีไอพี” อย่าง “ดร.สมคิด” ก็ขันอาสาหา “ตัวเชื่อม” แก้ปมปากท้องฐานราก
ล่าสุดชื่อของ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ-สมศักดิ์ เทพสุทิน” แกนนำกลุ่มสามมิตร ก็น่าจะเป็นคำตอบในโมเดลที่ไม่ต่างจาก “สนธยา คุณปลื้ม” ที่ดึงมาเป็นกุนซือผู้นำ
อดีตรัฐมนตรี ส. เสือ เครือ “ส.สมคิดกรุ๊ป” เป็นข้อต่อข้อเชื่อมชั้นดี เคี่ยวพื้นที่ รู้ช่องดีลลงลึกสู่ฐานราก
และน่าจะเป็นจุดสำคัญอีกเรื่องที่ “ดร.สมคิด” ดึงมาร่วมแก้ปมเศรษฐกิจฐานราก ที่ยังมีเงื่อนไขข้อจำกัดหลังจากผุดสารพัดมาตรการ จัดโครงการอัดฉีด แต่ผลลัพธ์ในระดับปากท้องชาวบ้าน ยังไม่เข้าเป้า
อดีตรัฐมนตรีอย่าง “สุริยะ-สมศักดิ์” ผ่านงานบริหารมาหลายรอบ ลุยพื้นที่ฐานรากของประเทศโชกโชน แค่เปิดหัวเรื่องราคาข้าว แนะช่องแก้ปมปัญหาการเกษตร ชูโครงการต่างๆก็เห็นทิศทางที่ดี
กลุ่ม “สามมิตร” น่าจะเป็นกำลังหนุนสำคัญ เข้ามาช่วยเติมเต็มนโยบายในเรื่องการดูแลเกษตรกรฐานราก ทั้งในรอบนี้ และรอบต่อไปกับคิวร่วมวงตีตั๋วให้ผู้นำ
เป็นกลไกเชื่อมต่อ ประสานอำนาจลงสู่ฐานราก ทำให้คำว่า “ประชารัฐ” มี “พลัง” รอบด้าน สมชื่อค่าย.
ทีมข่าวการเมือง

แค่ยกแรกหงายไพ่หมด

แค่ยกแรกหงายไพ่หมด



ไปเชียงรายก็กลัวโดนนินทาโหนกระแสทีมหมูป่า พอเปลี่ยนมาที่อุบลราชธานีก็เจอตีปี๊บเกมดูด
ถ้าหวั่นไหวตามขี้ปากนักการเมือง “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. และ ครม.คงต้องนั่งแช่แป้งอยู่ที่ทำเนียบรัฐบาล ไม่ต้องสัญจรไปตรวจงานที่ไหน
เพราะยังไงก็โดนหาเรื่องด่า ไม่ว่าจะไปเหนือ ล่องใต้ แวบอีสาน
ตามเงื่อนไขสถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังเดินเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง
ในสถานการณ์แบบที่สังเกตได้ วาทกรรมเกมดูดที่อุบลฯก็มาจากนักการเมืองขาใหญ่เจ้าของพื้นที่
วนอยู่กับการพูดรายวันของนายสมคิด เชื้อคง อดีต ส.ส.ทีมงานพรรคเพื่อไทย ใต้ปีกของนายเกรียง กัลป์ตินันท์ กับนายอิสสระ สมชัย ขาใหญ่ กปปส.ที่ยังปักหลักกับยี่ห้อประชาธิปัตย์
ดักเตะตัดขา สกัดยี่ห้อพลังประชารัฐเข้ามาแบ่งส่วนตลาด
ได้โอกาสปั่นกระแส สร้างราคากันตามฟอร์ม
ขณะที่เบอร์ใหญ่ๆอย่างนายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ หรือนายสิทธิชัย โควสุรัตน์ อดีตรัฐมนตรีคนดังระดับมือดีลสำคัญ ที่ถูกอ้างชื่อถูกลากเข้าไปเชื่อมโยงเบื้องหลังการขับเคลื่อนของพรรคพลังประชารัฐในจังหวัดอุบลฯ ปรากฏอยู่ในข่าวตามสื่อ
กลับไม่มีการแสดงตัวแสดงตน รับมุกเกมแห่กระแสแต่อย่างใด
นั่นหมายถึงระดับ “ของจริง” จะไม่ขยับให้จับทางได้ง่ายๆ
ตรงกันข้าม ตามจังหวะโดนล่อให้หงายไพ่กันหมดแล้ว
ทั้งในส่วนของพรรคเพื่อไทย ลูกข่าย “ทักษิณ” ที่นายเกรียง กัลป์ตินันท์ สายตรงในคาถา “เจ๊แดง” นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ที่กดปุ่มนายสมคิด เชื้อคง ออกมาไล่ส่งนายสุพล ฟองงาม อดีตเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กับทีมงาน จะย้ายไปอยู่พรรคพลังประชารัฐ
ได้จังหวะตัดขาคู่แข่ง ที่ชิงกันเป็นเบอร์หนึ่งของ “นายใหญ่” ในอุบลฯมาตลอด
ค่ายเพื่อไทยแตกเพราะ “สนิมเนื้อใน”
แน่นอนไม่ใช่แค่ที่อุบลฯ อาการแบบนี้น่าจะแฝงอยู่อีกหลายจังหวัดหลายพื้นที่
สถานการณ์ที่เปิดช่องให้โดนเจาะโดยธรรมชาติ
ในอาการแบบที่ “นายใหญ่” นั่งไม่ติด ต้องสั่งการข้ามประเทศ แก้เกมให้ทีมของนายเกรียงไปไล่ดูดอดีต ส.ส.ของพรรคชาติไทยพัฒนา มากลบกระแส เติมเต็มช่องโหว่อุบลฯที่หายไป
ต้องไล่ดูดคืนเหมือนกัน ไม่ใช่ส่ง “นกแลหน้าใหม่” ที่ไหนลงก็ได้อย่างที่คุย
ขณะที่ประชาธิปัตย์จับอาการจากนายอิสสระที่กระโดดออกมาร่วมวงเตะตัดขา “นายกฯลุงตู่” ครม.สัญจรเมืองดอกบัว สะท้อนอาการหวาดกลัวที่ซ่อนไม่มิด
ตามเงื่อนไขสถานการณ์ที่อ่านทางได้ ลำพังประชาธิปัตย์เบียดกระแสสู้กับพรรคเพื่อไทยก็เหนื่อยหืดจับอยู่แล้ว แนวโน้มถ้าโดนยี่ห้อพลังประชารัฐบุกมายึดเมืองอุบลฯเป็นทัพหลวงในการเจาะภาคอีสาน
เพิ่มตัวตัดแต้ม สถานการณ์คน ปชป.ยิ่งส่อเหงื่อตก
นี่แค่ยกแรก มุก ครม.สัญจรของทีมงาน “ลุงตู่” ยังทำให้เห็นเจ้าถิ่นทั้งเพื่อไทยกับประชาธิปัตย์ พากันออกอาการผวาน้องใหม่ยี่ห้อ “พลังประชารัฐ” ซะขนาดนี้
กระแสพลังดูด แรงในระดับ “เครื่องสูบน้ำซิ่ง” ถ้ำหลวงฯ
และนั่นก็ยังไม่ได้นับเหลี่ยมกลกระตุ้นเทศกาลเลือกตั้ง ที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ กัปตันทีมเศรษฐกิจ สั่ง “ติดเครื่อง” เดินหน้าอัดฉีดเศรษฐกิจฐานราก
“ปล่อยของ” คืนแวตคนจน พักหนี้เกษตรกร สารพัดมาตรการยี่ห้อ “ประชารัฐ” กระตุ้นปัญหาปากท้อง
ซื้อใจประชาชนคนมีรายได้น้อย ฐานเสียงใหญ่ของประเทศ

ภายใต้ระบบรัฐสวัสดิการแทนที่ประชานิยม แพ็กเกจหาเสียงที่คิดนโยบายอย่างเป็นระบบ
ตามข่าวความเคลื่อนไหวล่าสุด นายสมศักดิ์ เทพสุทิน หนึ่งในแกนนำกลุ่มสามมิตร ได้เชิญแกนนำเครือข่ายชาวนา ภาคกลาง ภาคอีสาน ภาคเหนือ ระดมความเห็น เพื่อนำข้อมูลไปเสนอต่อรัฐบาลในการออกมาตรการช่วยเหลือราคาข้าว
เบื้องต้นตัวเลขออกมาเกวียนละ 8,000 อยู่ได้ จากปัจจุบันที่ได้กันเกวียนละ 6,000 กว่าบาท
สอดคล้องกับสิ่งที่รัฐบาลประกาศชาวนาจะได้เงินไม่ต่ำกว่าจำนำข้าว
ตามรูปการณ์ “พลังประชารัฐ” ก็หวังวางเกมยาวๆ
ไม่เล่นแบบสุกเอาเผากินอีกต่างหาก.
ทีมข่าวการเมือง

‘เป็นชุด’ อุดยังไงให้ทัน

‘เป็นชุด’ อุดยังไงให้ทัน



วิ่งอุดเลือดไหลออกกันไม่ทันเลย
ในอารมณ์แบบที่ลูกข่ายสายตรง “นายใหญ่” หน่วยสอดส่องของพรรคเพื่อไทย กำลังตีฆ้องร้องป่าวยุทธการดูด ส.ส.เข้าค่ายพลังประชารัฐ
แฉดักคอดักทาง ประจานดักหน้าดักหลังกันทุกวัน
แต่หันมาอีกทีก็ต้องสะดุ้ง กับมุกความเคลื่อนไหวเครือข่ายสามมิตรพยายามดึงแกนนำเสื้อแดง นชป.ในภาคอีสานเป็นแนวร่วมกับค่าย “พลังประชารัฐ” ในการสนับสนุน “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ตีตั๋วต่อเก้าอี้นายกรัฐมนตรี
ไม่ใช่แค่อดีต ส.ส.เกรดเอที่โดนดูด แม้แต่แกนนำเสื้อแดงยังหาย
ถามว่า เกมนี้มีเอฟเฟกต์แค่ไหน คำตอบมันก็อยู่ที่อาการของ “เดอะเต้น” นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำตัวจี๊ดกลุ่มเสื้อแดง นปช.ที่ต้องออกจากที่ซุ่ม “มุมหลบคุก” โวยวายใส่เกมดูดเสื้อแดง
นั่นแสดงว่า มันตรงเป้ายุทธศาสตร์ตัดกำลัง “นายใหญ่” เข้าจุดโฟกัส
แม้โดยลีลากลบเกลื่อน นายณัฐวุฒิจะถากถางกลุ่มสามมิตร เยาะเย้ยเกมย่อยสลาย นปช.ดูดไม่คล่องคอ แต่โดยเงื่อนไขสถานการณ์ที่ทีม “นายใหญ่” ก็ปฏิเสธความจริงไม่ออก
กับดีกรีความร้อนแรงของกลุ่มเสื้อแดง นปช.ที่เบาลงจนรู้สึกได้
ภายหลังแกนนำส่วนหนึ่งเข้าไปอยู่ในเรือนจำ บางคนก็เพิ่งพ้นโทษออกมารอลุ้นคดีที่ยังค้างอยู่ ขณะที่บางส่วนก็มีคดีอยู่ระหว่างลุ้นศาลตัดสิน จ่อเข้าไปในเรือนจำ
เกมมวลชนลากถลำลึก จนคนเสื้อแดงต้องติดคุกจริง
ต้องเผชิญวิบากกรรมชีวิตจริง
และรู้ตัวแล้วว่า ถึงเวลาไม่มีใครกลับมาช่วยได้จริง
แม้แต่ตัวนายณัฐวุฒิเองก็ยิ่งชัดเจนกว่าใคร กับสถานะที่ต้องเป็น “ตัวชน” แทน “ตุ๊ดตู่” นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานเสื้อแดง นปช.ที่ถูกขังอยู่ในเรือนจำ
ตามรูปเกมจำเป็นต้องประคองกระแส รักษาเรตติ้งเสื้อแดงไม่ให้ตก
เพราะมันคืออำนาจต่อรองที่เหลืออยู่ของ “นายใหญ่”
แต่ก็เป็นอะไรที่สังเกตได้ “เดอะเต้น” ก็เล่นแบบผลุบๆโผล่ๆ เพราะแหยงคดีที่ติดชนักปักหลังอยู่
ไม่นับอาการของพวกที่สู้แล้วรวย อยากเลิกไปใช้ชีวิตปกติสุข
นั่นก็ทำให้แรงจูงใจของคนเสื้อแดงในการลุยหักดิบไปกับ “นายใหญ่” นับวันจะเหือดหายไป
ตามจังหวะมันก็เข้าเหลี่ยม ยุทธศาสตร์สลายตัวเงื่อนไขขัดแย้ง
ฝ่ายคุมเกมอำนาจต้องเคลียร์โจทย์สำคัญ นอกจากตัดฐานกำลังอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย ในจังหวะต่อเนื่องก็ต้องสลายแนวร่วมเสื้อแดง นปช.ในภาคอีสานที่ยังปักหลักเป็นฐานกำลังสนับสนุน “ทักษิณ ชินวัตร”
ตัดกองหนุน “นายใหญ่” ทั้งเกมมวลชนและพรรคการเมือง
เรื่องของเรื่อง ยุทธการแบบนี้ คสช.ก็ดำเนินการมาตลอดตั้งแต่ต้น แบบที่มีคนของ “นายใหญ่” ออกมาแฉประจานการส่งทหารบุกไปประกบมวลชนเสื้อแดงถึงในหมู่บ้านตามภาคอีสาน
นั่นแสดงว่า ทหารทำไม่เนียน โดนจับไต๋ได้
เสื้อแดงกับพรรคเพื่อไทยปักหลักต้านเต็มที่
แต่มาตรงนี้ ถึงจุดที่ต้องใช้บริการนักการเมืองเข้าไปสลายเงื่อนไขมวลชน
เบื้องต้นถือว่า ทำได้เนียนกว่าท็อปบูต
จากสถานการณ์ที่กลุ่มสามมิตรเปิดชื่อเปิดบัญชีแกนนำเสื้อแดงในภาคอีสาน ดึงมาเป็นแนวร่วมค่ายพลังประชารัฐ สนับสนุน “นายกฯลุงตู่” ตีตั๋วต่อนายกรัฐมนตรี
ถึงขั้นที่ “เดอะเต้น” ต้องออกจากที่ซุ่มมาโวยวาย สกัดดักคอดักทาง
แต่ในสถานการณ์ที่อีกทางก็เป็นยุทธการปั่นแต้ม ปูทางเข้าโหมดเลือกตั้ง
ตามจังหวะที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ กัปตันทีมเศรษฐกิจ สั่ง “ติดเครื่อง” อัดฉีดเศรษฐกิจฐานราก “ปล่อยของ” มาตรการบรรเทาปัญหาปากท้อง ทั้งคืนภาษีคนมีรายได้น้อย พักหนี้เกษตรกร 3 ปี ดันราคาข้าวไม่ต่ำกว่าโครงการจำนำ แถมบวกออปชันพิเศษ ฯลฯ
ปล่อยโปรโมชันกันแบบสัปดาห์ต่อสัปดาห์
ทีมงาน “นายกฯลุงตู่” จัดรัฐสวัสดิการให้ประชาชนคนไทยที่ไม่เคยมีมาก่อน
อัดยา “ประชารัฐ” มาแก้อาการเสพติดยี่ห้อ “ประชานิยม”
ทั้งดูด ทั้งดึง ทั้งปล่อยของ เพื่อไทยจะอุดยังไงให้ทัน.
ทีมข่าวการเมือง

#ญาติเหยื่อเรือเซวอลร่ำไห้อิจฉา'13 #ชีวิตทีมหมูป่า' #ประชดรบ.#เกาหลีใต้อยากเกิดเป็นคนไทย'


รอยเตอร์ - ญาติของเหยื่อผู้เสียชีวิตจากเหตุเรือเฟอร์รีเซวอลอัปปางในเกาหลีใต้ บอกรู้สึกอิจฉานักเตะและโค้ชทีมเยาวชนหมูป่าอคาเดมี 13 ชีวิต ที่ได้รับความช่วยเหลือเป็นอย่างเต็มกำลังจากทุกฝ่าย หลังไม่พอใจคำตัดสินของศาลแห่งหนึ่ง ซึ่งพิพากษาในวันพฤหัสบดี(19ก.ค.) ยอมรับเป็นครั้งแรกว่าเหตุเรือล่มเมื่อปี 2014 คร่าชีวิต 3.4 ศพ ส่วนใหญ่เป็นเด็กนักเรียน อยู่ในความรับผิดชอบของรัฐบาล แต่แค่สั่งให้จ่ายเงินชดเชยแก่ครอบครัวเท่านั้น
ปฏิบัติการช่วยเหลือแบบลวกๆและกรณีมีเด็กๆเสียชีวิตจำนวนมากภายในประเทศเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ของเอเชีย ก่อความช็อคและความรู้สึกขุ่นแค้นแก่ประชาชนชาวเกาหลีใต้เป็นอย่างมาก และเป้าโจมตีก็คือรัฐบาลของอดีตประธานาธิบดีพัค กึน-ฮเย
ทีมสืบสวนเผยว่าเรือเฟอร์รีลำดังกล่าวมีโครงสร้างที่ไม่มั่นคง บรรทุกเกินพิกัดและแล่นเร็วเกินไปตอนหักเลี้ยว ทำให้มันเกิดอัปปางนอกชายฝั่งทางตะวันตกเฉียงใต้ของเกาหลีใต้เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2014 ก่อความโศกเศร้าแผ่ลามไปทั่วประเทศนานหลายเดือน
ในวันพฤหัสบดี(19ก.ค.) ศาลแขวงกลางของกรุงโซล มีคำสั่งให้รัฐบาลจ่ายเงินชดเชยแก่เหยื่อแต่ละรายครอบครัวละ 200 ล้านวอน (5.89 ล้านบาท) และเงินชดเชยเพิ่มเติมตั้งแต่ 5 ล้านวอน(150,000บาท) ไปจนถึง 80 ล้านวอน(2.3 ล้านบาท) แก่สมาชิกครอบครัวเหยื่อแต่ละคน
ยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่ารัฐบาลและเจ้าของเรือเฟอร์รีจะยื่นอุทธรณ์คำตัดสินหรือไม่
กลุ่มสมาชิก 354 คนของครอบครัวเหยื่อเด็กนักเรียน 118 คน ยื่นฟ้องในปี 2015 เอาผิดกับรัฐบาลและเจ้าของเรือเฟอร์รี บริษัทชองแฮจิน มารีน(Chonghaejin Marine) หลังปฏิเสธข้อตกลงชดเชย ซึ่งจะปิดทางการเลือกสำหรับดำเนินการทางกฎหมาย
เอกสารของศาลระบุว่า เรือเซวอลของชองแฮจิน มารีน บรรทุกเกินพิกัดและลูกเรือได้ทิ้งเรือเฟอร์รีที่กำลังจม แต่บอกกับพวกผู้โดยสารให้อยู่แต่ในห้องโดยสาร ในขณะเดียวกันหน่วยยามชายฝั่งก็ล้มเหลวในการควบคุมสมดุลเรือและช่วยเหลือพวกผู้โดยสาร
มากกว่า 2 ใน 3 ของผู้โดยสารทั้งหมด 476 คนบนเรือเซวอลเป็นเด็กนักเรียนที่กำลังเดินทางไปทัศนศึกษา และจำนวนมากต้องเสียชีวิตเพราะติดอยู่ภายในเรือตามคำสั่งของลูกเรือ
จอน มยุง-ซุน ประธานสมาคมครอบครัวเหยื่อ ระบุว่าคำพิพากษาในวันพฤหัสบดี(19ก.ค.) เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของครอบครัวในการเดินหน้าต่อสู้เพื่อความจริง "เราไม่พอใจ ศาลไม่ยอมรับคำโต้แย้งของเราที่ว่าทำเนียประธานาธิบดีในฐานะหอควบคุมภัยพิบัติแห่งชาติได้ละเมิดกฎหมาย เราจะหยิบยกเรื่องนี้มาโต้แย้งอีกครั้งในการอุทธรณ์"
ยู คยุง-กึน สมาชิกของครอบครัวหนึ่ง พยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้ร้องไห้ออกมา ในความคับแค้นใจที่ได้รับการปฏิบัติแบบตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิงกับนักเตะเยาวชนทีมหมูป่าและโค้ช ที่ได้รับความช่วยเหลือออกมาจากถ้ำแห่งหนึ่งในไทยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว หลังติดอยู่ภายในมานานหลายวัน
"เป็นครั้งแรกเลยที่ผมรู้สึกอิจฉาคนไทย และผมคงจะต้องอิจฉาพวกเขาต่อไปเรื่อยๆ" ยูกล่าวบริเวณด้านนอกศาลหลังได้รับฟังคำพิพากษา "ผมอยากเป็นคนไทย ผมรู้สึกยินดีมากที่ทุกคนยังมีชีวิตอยู่และปลอดภัย"
อดีตประธานาธิบดีพัค ซึ่งกำลังรับใช้โทษจำคุก 24 ปีในความผิดฐานคอรัปชัน ปฏิเสธคำกล่าวหาที่ว่าเธอล้มเหลวในการตอบสนองต่อเหตุการณ์อย่างทันทีทันใดและอย่างเหมาะสม
อย่างไรก็ตามเมื่อเดือนมีนาคมปีก่อน การสืบสวนของอัยการพบว่าเธอยังคงอยู่ในห้องนอนตอนที่เรืออัปปาง และมัวแต่พูดคุยอยู่กับ ชอย ซุน-ซิล เพื่อสาวคนสนิท ซึ่งตอนนี้ก็ชดใช้กรรมในคุกฐานสมคบคิดกับ พัค รับเงินสินบนหลายล้านดอลลาร์จากลุ่มธุรกิจยักษ์ใหญ่เกาหลีใต้
ในส่วนของกัปตันเรือถูกพบว่ามีความผิดฐานฆาตกรรมในปี 2015 และถูำกจำคุกตลอดชีวิต ส่วนลูกเรือคนอื่นๆหลายสิบคนถูกจำคุกระยะสั้นลดหลั่นกันไป
ญาติเหยื่อเรือเซวอลร่ำไห้อิจฉา'13ชีวิตทีมหมูป่า' ประชดรบ.เกาหลีใต้'อยากเกิดเป็นคนไทย'
@@@

ตรวจแถวพรรคการเมือง ใครเป็นพรรค 'กองหนุนลุงตู่'

ตรวจแถวพรรคการเมือง ใครเป็นพรรค 'กองหนุนลุงตู่'
.
ท่ามกลางการเดินสายลงพื้นที่ที่ถูกครหาว่า 'หาเสียง' ของรัฐบาลคสช. นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคสช. และกระแส 'ดูด' ส.ส. ของกลุ่มการเมืองในอดีตที่ออกตัวสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายก ยังมีพรรคการเมืองอีกอย่างน้อย 9 พรรค ที่แสดงจุดยืนเดียวกัน โดย 3 ใน 9 พรรคที่เปิดตัวออกมานั้น ล้วนเป็นที่คุ้นหน้าคุณตาของสังคม ได้แก่
.
1) #พรรคพลังประชารัฐ หรือ #พรรคสามมิตร ที่มีแกนนำคนสำคัญได้แก่ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลทักษิณ คนที่สองคือ สมศักดิ์ เทพสุทิน อดีตรัฐมนตรีในยุครัฐบาลทักษิณและแกนนำกลุ่มวังน้ำยม กลุ่ม ส.ส. ที่เคยสังกัดพรรคไทยรักไทย ส่วนคนที่สามที่ยังคาดกันว่าเป็นแกนนำคนที่สามแต่ยังไม่เปิดเผยตัวคือ และอีก ส. ที่ยังไม่เปิดเผยตัว แต่คาดว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับพรรคนี้คือ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรัฐมนตรีในยุครัฐบาลทักษิณ แต่ปัจจุบันเป็นรองนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
.
โดยพรรคดังกล่าวก็ได้เดินหน้าดูด(ดึงตัว) นักการเมืองจากกลุ่มต่างๆ มาร่วมพรรค ซึ่งผู้สังกัดพรรคส่วนใหญ่ก็เป็นอดีตนักการเมืองเก่า เช่น อนุชา นาคาศัย อดีต ส.ส. พรรคไทยรักไทย และ สุชาติ ตันเจริญ อดีตรัฐมนตรีและอดีตรองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย เป็นต้น
.
2) #พรรครวมพลังประชาชาติไทย ที่ถูกขนานนามว่าเป็นพรรคกลุ่มกปปส. เนื่องจากผู้ที่ประกาศตัวเป็นผู้ร่วมก่อตั้งพรรคมาจากกลุ่ม กปปส. ไม่ว่าจะเป็น สุริยะใส กตะศิลา รองคณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต รศ.จักษ์ พันธ์ชูเพชร นักวิชาการมหาวิทยาลัยนเรศวร และประสาร มฤคพิทักษ์ อดีตสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปท.) เป็นต้น
.
สำหรับแกนนำของพรรคหลักๆ คือ สองประสานระหว่าง สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลอภิสิทธิ์ และเลขาธิการ กปปส. อีกคนคือ ศาสตราจารย์พิเศษ เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ประธานกรรมการคณะปฏิรูปประเทศด้านการเมืองในรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์
.
3) #พรรคประชาชนปฏิรูป ซึ่งประกอบด้วยนายทหารอย่าง พล.อ.ลือพงศ์ โชติวิทยากาญจน์ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองบัญชาการกองทัพไทย และ พล.อ.จิระศักดิ์ บุตรเนียร อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ซึ่งทั้งคู่เป็นมีความใกล้ชิดและเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ.คนปัจจุบัน ซึ่งควบตำแหน่งเลขาฯ คสช. เป็นสนช. และคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ
.
โดย หัวหน้าพรรคคือ ไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตสมาชิกวุฒิสภา และเป็นอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ, อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2558 และเป็นอดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนาสภาปฏิรูปแห่งชาติ
ดูรายชื่อพรรคการเมืองอื่นๆ ที่ออกตัวเป็น 'กองหนุนลุงตู่' ได้ที่ https://ilaw.or.th/node/4874