PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพุธที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2557

พล.ต.เหรียญทอง ดึงทหารเก่าร่วมองค์กรเก็บขยะแผ่นดิน

"พล.ต.เหรียญทอง"ตั้งแล้ว"กองกำลังทหารเก่า" ลั่นภารกิจปกป้อง-ค้นข้อมูล-เอาผิดผู้หมิ่นสถาบัน
วันที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2557 เวลา 18:18:40 น.

เมื่อวันที่ 23 เมษายน พล.ต.นพ.เหรียญทอง แน่นหนา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมงกุฏวัฒนะ ในฐานะผู้ก่อตั้งองค์กรเก็บขยะแผ่นดิน นัดเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจ นอกราชการเข้าร่วมประชุม เพื่อจัดตั้ง "กองกำลังทหารเก่า" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรเก็บขยะแผ่นดิน ที่โรงพยาบาลมงกุฏวัฒนะ

โดย พล.ต.นพ.เหรียญทอง กล่าวว่า การจัดตั้ง "กองกำลังทหารเก่า" เพราะเห็นว่าที่ผ่านมา ผู้มีอำนาจหน้าที่ปล่อยปละละเลย ไม่จัดการอย่างเป็นรูปธรรม กับคดีหมิ่นสถาบันเบื้องสูง และหากปล่อยไว้จะเป็นการบั่นทอนความมั่นคงของชาติ ส่วนการจัดประชุมในวันนี้เพื่อระดมสมองของอดีตข้าราชการ กลุ่มวิชาชีพต่างๆ ปกป้องและดำเนินการกับผู้ที่หมิ่นสถาบันเบื้องสูง โดยยืนยันว่าไม่ใช่องค์กรเถื่อนหรือติดอาวุธ และไม่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองใด ซึ่งคาดว่าในอนาคตจะมีอดีตข้าราชการ ทั้งทหาร ตำรวจ อัยการ รวมถึงผู้พิพากษา และนักธุรกิจ เข้าร่วมด้วย

พล.ต.นพ.เหรียญทอง กล่าวว่า ขณะที่ภารกิจของกองกำลังทหารเก่า จะสืบค้นข้อมูลผู้กระทำผิด ก่อนจัดชุดปฎิบัติการติดตามตัวมาดำเนินคดี โดยมีอดีต ตำรวจ และทนายความ เป็นผู้ดำเนินการ พร้อมมีชุดรณรงค์ป้องกันการหมิ่นสถาบันเบื้องสูงรวมถึงสร้างเครือข่ายไปยังภาคส่วนต่างๆของสังคม โดยอาศัยทุนจากเงินบริจาคของประชาชน

"เหรียญที่ระลึกสำรับชาวเขา" ของกะเหรี่ยงแก่งกระจาน

ของ Tuenjai Deetes
"เหรียญที่ระลึกสำรับชาวเขา" ของกะเหรี่ยงแก่งกระจาน
หลักฐานหนึ่งที่สามารถใช้ยืนยันได้ว่าปู่คออี้ วัย 103 ปี (ซึ่งบิลลี่ ผู้ถูกอุ้มหาย คือหลาน) และลูกหลานแห่งบ้าน "ใจแผ่นดิน-บางกลอย" ได้อาศัยอยู่ในผืนป่าแก่งกระจานต้นน้ำเพชรบุรี มาตั้งแต่ดั้งเดิม
เหรียญนี้พบในกลุ่มชาวเขาดั้งเดิม ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยมาไม่น้อยกว่า 50 ปี ดิฉันได้พบว่ามีการออกให้ชาวเขาก่อน พ.ศ. 2510 โดยกระทรวงมหาดไทย มอบให้แก่บุคคลเพื่อแสดงว่าเป็นชาวเขาที่มีถิ่นฐานอยู่ในประเทศไทย
ที่เชียงรายเองก็มีผู้เฒ่าชาวเขาหลายคนที่ยังมีเหรียญนี้เก็บไว้ แม้ว่าบางคนอาจไม่มีบัตรประชาชนไทย
การที่ปู่คออี้ ชาวกะเหรี่ยงอาวุโส มีเหรียญนี้ก็แสดงได้ว่าลูกหลาน เป็นกลุ่มคนดั้งเดิมที่อาศัยในผืนป่าแห่งนี้ ซึ่งปัจจุบันได้กลายเป็นอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน
รูปนี้ คุณภูมิพัฒน์ บุญเลี้ยง ถ่ายจากบ้านบางกลอยล่าง ถ่ายเมื่อวานนี้ 23 เมย. 57

คนร้ายบุกยิง′ไม้หนึ่ง ก.กุนที′กวีเสื้อแดงหน้าร้านอาหาร เสียชีวิต

คนร้ายบุกกระหน่ำยิง′ไม้หนึ่ง ก.กุนที′กวีแดงกลุ่มปฏิญญาหน้าศาลที่ ร้านอาหาร ย่านเกษตร-นวมินทร์ นำตัวส่ง รพ.เมโย อาการสาหัสและเสียชีวิตในเวลาต่อมา

เวลา14.10น. เกิดเหตุคนร้ายไม่ทราบจำนวน ใช้อาวุธปืนไม่ทราบชนิดยิงใส่ ′ไม้หนึ่ง ก. กุนที′ หรือ นายกมล ดวงผาสุก กวีเสื้อแดง บริเวณลานจอดรถ หน้าร้านอาหารครกไม้ไทยลาว ซอยลาดปลาเค้า 24 เขตลาดพร้าว ผู้เห็นเหตุการณ์ เล่าว่า ภายหลังที่นายกมล รับประทานอาหารเสร็จและอยู่ระหว่างการเดินไปเอารถที่ลานจอดรถ มีเสียงดังขึ้นประมาณ 5-6 นัด เมื่อตามออกไปดูพบว่านายกมล นอนแน่นิ่งฟุบอยู่กับพื้น ร่างจมกองเลือด ล่าสุดมีรายงานว่า นายกมล ดวงผาสุก ได้เสียชีวิตแล้ว







ขณะที่พล.ต.ต.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวว่า ยังไม่ได้รับรายงานจากเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ แต่เมื่อทราบเรื่องจากผู้สื่อข่าวแล้วก็จะสั่งการให้เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบบริเวณดังกล่าวทันที

ทั้งนี้ไม้หนึ่งก.กุนที เป็นชาว อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม จบปริญญาตรีจากคณะจิตรกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร สร้างชื่อเสียงจากการที่มีบทกวีตีพิมพ์ในมติชนสุดสัปดาห์ต่อเนื่องหลายปี และเป็นกวีขวัญใจคนเสื้อแดง

เครดิต มติชนออนไลน์

คำนูน:ชี้แนวโน้มศาลรธน.วินิจฉัยคดีนายกฯ 7-9 พ.ค.มีสูงมาก เช่นเดียวกับ 2 ม็อบเตรียมพร้อมชุมนุมใหญ่

“ส.ว.คำนูณ” ชี้เป็นไปตามคาด ศาล รธน.ขยายเวลา “ยิ่งลักษณ์” ยื่นแจงคดี “ถวิล” แต่เหนือคาดระบุออกไต่สวน 6 พ.ค.เพียง 4 ปาก เชื่อวินิจฉัย 7-9 พ.ค.มีสูงมาก เช่นเดียวกับ 2 ม็อบเตรียมพร้อมชุมนุมใหญ่

วันนี้ (23 เม.ย.) เมื่อเวลา 14.00น. เว็บไซต์เฟซบุ๊ก “คำนูณ สิทธิสมาน” ของนายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา ระบุถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติอนุญาตให้ขยายเวลา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี ยื่นคำชี้แจงว่า เป็นไปตามคาด ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งขยายเวลายื่นคำชี้แจงให้นายกฯ ถึงวันศุกร์ที่ 2 พฤษภาคม แต่เหนือที่คาดคือศาลฯ นัดออกนั่งบัลลังก์ไต่สวนวันอังคารที่ 6 พฤษภาคม โดยกำหนดพยานเพียง 4 ปาก 1. คือนายกฯ 2. คือ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี อดีตเลขาฯ สมช. 3. คือนายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ว.สรรหา ผู้ร้อง และ 4. คือนายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาฯ สมช. แนวโน้มนัดแถลงความเห็นส่วนตัวและลงมติมีคำวินิจฉัยในวันพุธที่ 7 หรือภายในก่อนวันที่ 9 พฤษภาคม ยังมีสูงมาก เป็นไปได้สูงเช่นกันที่การนัดชุมนุมใหญ่ของทั้งสองฝ่ายจะเป็นวันอังคารที่ 6 พฤษภาคม


ไพศาล พืชมงคล :อธิบายคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ คดีนางยิ่งลักษณ์ ชินวัตร


ไพศาล พืชมงคล โพส เฟสบุ๊ค Paisal Puechmongkol

ขออธิบายคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ คดีนางยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ได้สั่งเมื่อวันนี้ เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง ดังต่อไปนี้

1. ศาลสั่งอนุญาตให้ขยายเวลายื่นคำชี้แจงตามที่นางยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ร้องขอ 15 วัน โดยให้ยื่นภายในวันที่ 2 พฤษภาคม 2557 ถ้าไม่ยื่นถือว่าไม่ติดใจยื่น

2. ศาลมีคำสั่งนัดไต่สวนพยานในคดีนี้ สำหรับพยานบุคคลรวม 4 ปาก คือนายไพบูลย์ นิติตะวัน, นางยิ่งลักษณ์ ชินวัตร, พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี และนายถวิล เปลี่ยนศรี และมีคำสั่งไม่อนุญาตไต่สวนพยานอื่น เพราะไม่จำเป็นแก่คดี

3. สำหรับพยานทั้ง 4 ปากที่ศาลนัดไต่สวนตามข้อ 2. นั้น ศาลมีคำสั่งให้ทำคำให้การหรือคำชี้แจงเและความเห็นป็นหนังสือ ยื่นต่อศาลภายในวันที่ 29 เมษายน 2557 ถ้าไม่ยื่น ถือว่าไม่ติดใจยื่น และให้พยานทั้ง 4 ปากมาศาลเพื่อทำการไต่สวน ในวันที่ 6 พฤษภาคม 2557 ตั้งแต่เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป ถ้าไม่มาถือว่าไม่ติดใจให้ไต่สวน

4. จากคำสั่งทั้งหลายดังกล่าว และได้ทราบข้อเท็จจริงว่าขณะนี้ศาลได้มีคำสั่งเรียกหรือยืนสำนวนคดีที่นายถวิล เปลี่ยนศรี ฟ้องนางยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มาจากศาลปกครองแล้ว ดังนั้นจึงเป็นอันว่าพยานหลักฐานเอกสารและความเห็นทั้งหมดที่เกี่ยวกับคดีนี้จะเป็นอันเสร็จสิ้นชั้นไต่สวนในวันที่ 29 เมษายน 2557 และในวันที่ 6 พฤษภาคม 2557 จะเป็นวันที่ศาลทำการไต่สวนพยานทั้ง 4 ปาก และเป็นไปได้ว่าศาลจะวินิจฉัยชี้ขาดคดีในวันที่ 6 พฤษภาคม 2557 ก็ได้ หรือหลังจากนั้นไม่เกิน 1 สัปดาห์ก็ได้

5. เนื่องจากคดีนี้พยานหลักฐานและข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวนของศาลปกครองเป็นอันยุติและมีผลผูกพันนางยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จึงไม่ต้องสืบพยานหรือไต่สวนพยานอื่นในบรรดาข้อเท็จจริงทั้งหลายที่ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยแล้ว นั่นคือถึงแม้ศาลจะไม่ทำการไต่สวนพยาน 4 ปาก ศาลยังมีอำนาจที่จะวินิจฉัยคดีได้

6. เนื่องจากคดีนี้นอกจากเกี่ยวข้องกับนางยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แล้ว ยังมีความเกี่ยวข้องกับคณะรัฐมนตรี
ทั้งคณะด้วย คือ

6.1 ในกรณีความเป็นรัฐมนตรีของนางยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สิ้นสุดลง ย่อมมีผลให้คณะรัฐมนตรีทั้งคณะพ้นตำแหน่งด้วย

6.2 คณะรัฐมนตรีทั้งคณะต้องรับผิดชอบร่วมกันตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ

6.3 การแต่งตั้งและโยกย้าย 3 ครั้งที่เกี่ยวกับคดีนี้ได้นำเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี จึงเป็นการกระทำร่วมกันและต้องรับผิดชอบร่วมกัน คือ ครั้งแรก การย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี เพื่อให้ตำแหน่งเลขาธิการ สมช. ว่างลง ครั้งที่สอง การย้ายพล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มาดำรงตำแหน่งเลขาธิการ สมช. เพื่อให้ตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติว่างลง และครั้งที่สาม การแต่งตั้งพล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ซึ่งเป็นญาติของนายกรัฐมนตรี ให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ทั้งหมดนี้กระทำอย่างเป็นกระบวนการต่อเนื่องและนอกฤดูกาลแต่งตั้งโยกย้ายปกติ
ดังนั้นนอกจากศาลจะมีอำนาจวินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีของนางยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สิ้นสุดลงแล้ว ศาลยังมีอำนาจที่จะวินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีของคณะรัฐมนตรีทุกคนสิ้นสุดลงด้วย ทำนองเดียวกันกับกรณียุบพรรคการเมือง ที่ศาลมีอำนาจเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรค ซึ่งเป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ

เวลาของนางยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และระบอบทักษิณ กำลังนับถอยหลังอยู่ และผมไม่เชื่อว่าจะมีการก่อความรุนแรงถึงขั้นนองเลือดดังที่มีการข่มขู่

วันอังคารที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2557

นโยบายของผมในการตั้งรับการใช้ความรุนแรงจากพวกท่าน คือ... เราจะใช้ความรุนแรงโต้ตอบ ...ท่านแรงมา ...เราแรงคืน ...

" จับหมาขี้เรื้อน " ต้องทนความสกปรกบ้าง !!!! เอาใจช่วยสุดใจขาดดิ้น ครับผม!!
แชร์ให้ทราบด้วยครับว่า ...พวกที่ข่มขู่เอาชีวิตผมและครอบครัวในขณะนี้ ได้โปรดทราบด้วยว่า
ผมและพรรคพวกไม่ยอมให้ท่านกระทำกับผมฝ่ายเดียว โดยที่ผมและพรรคพวกไม่ตอบโต้ ...
นโยบายของผมในการตั้งรับการใช้ความรุนแรงจากพวกท่าน คือ... เราจะใช้ความรุนแรงโต้ตอบ ...ท่านแรงมา ...เราแรงคืน ...
ผมไม่ได้อยู่คนเดียว ผมมีเพื่อนร่วมรบจำนวนมากเตรียมพร้อมโต้ตอบท่านแน่ และถ้าต้องโต้ตอบแล้ว เราไม่ปราณี ....
ขอเตือนว่า ...พวกหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เป็นแค่คนชั่วกลุ่มน้อยของสังคม ... เราสืบค้นจนถึงตัวกันแล้ว ...
ส่วนใหญ่เป็นแค่วัยรุ่น ...อย่าคิดชั่วเลย ...หยุดหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเสียแล้วอยู่ร่วมกันอย่างสันติเถิด...
จากนี้ไป จะไม่มีใครคุ้มกะลาหัวให้อีกแล้ว ...ขอเตือนเป็นครั้งสุดท้าย
พลตรี เหรียญทอง แน่นหนา
19 เม.ย.57
20.09 น.

“ทักษิณ“ ปูดข่าว อดีตนายพลผู้ทรงอิทธิพลจากบูรพาพยัคฆ์ จ้องปฏิวัติ !?

ช่วงเทศกาลสงกรานต์ ที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางมาพักอยู่ที่กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน มีอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย (พท.) รัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรี รวมทั้งคนใกล้ชิด เดินทางจากประเทศไทยไปพบและหารือสถานการณ์การเมือง

พ.ต.ท.ทักษิณได้แสดงความเป็นห่วงต่อสถานการณ์การเมืองที่เกิดขึ้น และคิดว่ามีแนวโน้มเกิดความรุนแรง จึงส่งสัญญาณมายังคนเสื้อแดงให้หลีกเลี่ยงการปะทะ เผชิญหน้ากับฝ่ายตรงข้าม แต่ให้แสดงพลังเต็มที่ เพราะเชื่อว่าสังคมเริ่มเห็นแล้วอะไรเป็นอะไร การตัดสินคดีความต่างๆ ขององค์กรอิสระ หรือศาลรัฐธรรมนูญ หากตั้งธงเอาไว้จะเสื่อมไปเอง คนจะไม่ยอมรับ

พ.ต.ท.ทักษิณประเมินว่ามีโอกาสสูงที่จะเกิดการปฏิวัติภายหลังการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญในคดีของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี คดีโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ แต่จะไม่ได้ดำเนินการโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. แต่มีความพยายามจากอดีตนายพลผู้ทรงอิทธิพลจากบูรพาพยัคฆ์ และเครือข่ายกำลังหาคนมาปฏิวัติแทน อย่างไรก็ตาม พ.ต.ท.ทักษิณได้แสดงความรู้สึกสงสาร น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่โดนกดดันอย่างหนัก

นอกจากนี้ พ.ต.ท.ทักษิณยังพูดกับคนใกล้ชิดที่ไปพบว่า ถ้าทุกฝ่ายคืนความยุติธรรมให้ประเทศ แล้วขอให้จบ ทำให้ประเทศสงบ ขอให้คนตระกูลชินวัตรเลิกเล่นการเมืองก็พร้อม

ประชา ประสพดี ปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ออกมาเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยึดมั่นในข้อกฎหมายว่า ถ้ากฎหมายเป็นกฎหมาย ผู้บังคับใช้กฎหมายมีความซื่อสัตย์สุจริต ไม่มีอคติ ไม่ยัดเยียดความผิดให้ผู้ใด หรือฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ทุกคนย่อมเคารพและให้ความศรัทธาเชื่อถือ หากไม่เป็นเช่นนั้นแล้วคิดว่าการนองเลือด มิคสัญญี สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

"พระสงฆ์ยังออกมาเตือนสติศาลรัฐธรรมนูญน่าจะตั้งสติคิดกันให้ดี ใครที่กำลังถูกชักใย บังคับอยู่ก็ควรทำในสิ่งที่ถูกที่ควรดีกว่า เพราะสุดท้ายแล้วแม้คุณจะใช้กฎหมายยึดอำนาจจากรัฐบาลไปได้ แต่ก็ปกครองไม่ได้ ประชาชนเห็นหมดแล้วว่าประเทศเราเกิดอะไรขึ้น เขาไม่ยอมแน่" นายประชากล่าว


"อภิสิทธิ์"โพสจม.ด่วนไม่ร่วมประชุมกกต.๗๐พรรคการเมือง

เมื่อวันที่ 22 เม.ย. เวลา 14.50 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์จดหมายที่ส่งถึงประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว “Abhisit Vejjajiva” เป็นหนังสือด่วนที่สุด เรื่องการประชุมหัวหน้าพรรคการเมือง หรือผู้แทน กับ กกต.โดยมีใจความสรุปว่า จากการที่พรรคประชาธิปัตย์ตอบรับเข้าร่วมหารือพรรคการเมืองเกี่ยวกับการกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ ต่อมามีข้อมูลเชิงลึกว่าอาจมีปัญหาเกี่ยวกับความปลอดภัย ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อการประชุมดังกล่าว และหลังจากได้หารือเป็นการภายในกับ กกต.แล้ว มีความเห็นร่วมกันว่า การเข้าร่วมประชุมของพรรคประชาธิปัตย์ อาจจะเกิดปัญหาดังกล่าวขึ้นจริง ตนและผู้แทนจึงไม่ได้เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ แต่พรรคพร้อมให้ความร่วมมือในกระบวนการพิจารณาในการกำหนดวันเลือกตั้งต่อไป โดยเบื้องต้นพรรคเห็นว่าวันเลือกตั้งที่เหมาะสม จะกำหนดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อทุกฝ่ายได้ร่วมกันคลี่คลายสถานการณ์บ้านเมือง ซึ่งเป็นหลักประกันว่า การจัดการเลือกตั้งจะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ประสบความสำเร็จ สุจริต เที่ยงธรรม และขอให้กกต.จัดส่งรายงานการหารือในวันที่ 22 เม.ย. ให้แก่พรรค เพื่อประกอบการพิจารณาต่อไป
นอกจากนี้นายอภิสิทธิ์ยังได้โพสต์ข้อความด้วยว่า “คงต้องหาโอกาสอื่นต่อไป จะไม่ลดละความพยายามครับ” ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอภิสิทธิ์ได้เดินทางออกจากพรรคประชาธิปัตย์ ในเวลา 14.55 น. โดยไม่ให้สัมภาษณ์แต่อย่างใด.


"เพื่อไทย" ออกแถลงการณ์ 7 ข้อ ย้ำเลือกตั้งคือทางออกประเทศ

"เพื่อไทย" ออกแถลงการณ์ 7 ข้อ ย้ำเลือกตั้งคือทางออกประเทศ

เขียนวันที่
วันจันทร์ ที่ 21 เมษายน 2557 เวลา 16:29 น.
เขียนโดย
isranews
หมวดหมู่
"พท.ขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้ ตระหนักว่า ทางออกจากความขัดแย้งและความพยายามให้เกิดสุญญากาศนั้น มีเพียงวิธีการเดียวคือการฟังเสียงประชาชน"
talag-poto
เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2557 ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) สมาชิกพท. 20 คน นำโดย นายวิโรจน์ เปาอินทร์ รองหัวหน้าพรรค นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรค นายโภคิน พลกุล คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรค ร่วมอ่านแถลงการณ์ของพท. เกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองดังนี้
1.ความขัดแย้งที่ดำรงอยู่ในสังคมไทยขณะนี้ และมีแนวโน้มว่าจะนำไปสู่ความรุนแรงถึงขั้นกลียุคได้นั้น พท.เห็นพ้องด้วยกับหลายฝ่ายว่า มีสาเหตุหลักมาจากความพยายามของกลุ่มบุคคลและพรรคการเมืองบางพรรคที่ไม่ต้องการระบอบประชาธิปไตย ไม่ยอมรับและเคารพในอำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทยและการตัดสินใจของประชาชนผ่านกระบวนการเลือกตั้ง ไม่เคารพกติกาของบ้านเมือง พวกเขาจึงร่วมมือกันปฏิเสธการเลือกตั้ง และจงใจขัดขวางกระบวนการเลือกตั้งทุกขั้นตอน
 2. พท.ขอเรียนพี่น้องประชาชนและเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกคนทุกระดับว่า การสมคบคิดและการดำเนินการเพื่อไปสู่ความมุ่งหมายดังกล่าว เป็นความคิดและการกระทำที่จะเป็นต้นเหตุสำคัญที่สุดของความพินาศของชาติ เพราะเป็นสิ่งที่ขัดต่อหลักสากลและประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันดีงามของประเทศไทยอย่างชัดแจ้ง เป็นการยั่วยุให้เกิดความแตกแยกและเกลียดชังในหมู่ประชาชน เป็นความต้องการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย
 3.พท.ขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้ตระหนักว่า ทางออกจากความขัดแย้งและความพยายามให้เกิดสุญญากาศนั้น มีเพียงวิธีการเดียวคือการฟังเสียงประชาชน ซึ่งในระบอบประชาธิปไตยก็คือการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติดังที่ศาลรัฐธรรมนูญในคำวินิจฉัยที่ 9/2549 วันที่ 8 พฤษภาคม 2549 ระบุว่า การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปที่เกิดขึ้นภายหลังจากการยุบสภาผู้แทนราษฎรในครั้งนี้ มีสาเหตุตามที่ปรากฏในพ.ร.ฎ.ยุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2549 สรุปได้ว่ามีการเกิดการชุมนุมสาธารณะตั้งข้อเรียกร้องทางการเมือง โดยการชุมนุมเรียกร้องดังกล่าวได้ขยายตัวไปในทางที่กว้างขวางและอาจรุนแรงขึ้น เมื่อปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นความคิดเห็นในสังคมที่หลากหลายและยังคงแตกต่างกันจนกลายเป็นความขัดแย้งทางการเมืองที่รุนแรงเช่นนี้
การดำเนินการเพื่อตรวจสอบความประสงค์อันแท้จริงของประชาชน โดยประการอื่นเพื่อให้ทุกฝ่ายหยั่งทราบแล้วยอมรับให้เป็นไปตามกลไกในระบอบประชาธิปไตยก็ทำได้ยาก ทางออกในระบอบประชาธิปไตยที่เคยปฏิบัติมาในนานาประเทศและแม้แต่ในประเทศไทย คือ การคืนอำนาจตัดสินใจทางการเมืองกลับไปสู่ประชาชนด้วยการยุบสภาผู้แทนราษฎรเพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปขึ้นใหม่ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญต่อไป
4.พท.ขอยืนยันความเห็นตามหนังสือของพรรคการเมืองทั้งหลายที่มีถึงศาลรัฐธรรมนูญ วันที่ 31 มีนาคม 2557 โดยสรุปคือ ขอให้ กกต. ดำเนินการจัดการการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขึ้นใหม่โดยเร่งด่วนภายใน 45-60 วัน นับตั้งแต่วันที่ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 5/2557 ที่วินิจฉัยว่าการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มีผลใช้บังคับ คือวันที่ 27 มีนาคม 2557 แต่บัดนี้เวลาได้ล่วงเลยมาเกือบ 1 เดือน หลังคำวินิจฉัยมีผลบังคับใช้แล้ว กกต. ก็ยังไม่มีท่าทีกระตือรือร้นเพื่อทำหน้าที่
5.แม้ว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 5/2557 จะเป็นคำวินิจฉัยที่แปลกเพราะไม่ปกป้องคนสุจริตที่เข้าสู่กระบวนการเลือกตั้ง แต่ก่อให้เกิดผลที่ไปรับรองความมุ่งหมายของคนไม่สุจริตที่ไม่ร่วมมือและขัดขวางการเลือกตั้งเพื่อไปสู่สุญญากาศ อย่างไรก็ตามศาลก็มิได้วินิจฉัยเลยว่า การเลือกตั้ง วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 เป็นไปโดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรม แต่ให้เหตุผลว่าการเลือกตั้งไม่อาจเป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักรได้ เพราะการรับสมัครผู้สมัครฯ ใน 28 เขตเลือกตั้งไม่อาจทำได้ เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่มีความขัดแย้งและแตกแยกของชนในชาติอย่างรุนแรงและมีการขัดขวางการสมัครรับเลือกตั้ง ดังนั้นขอให้ฝ่ายที่ไม่ร่วมมือและขัดขวางการเลือกตั้งอย่าได้อ้างว่าถ้ามีการเลือกตั้งแล้วจะไม่สุจริตและเที่ยงธรรม เพราะเท่ากับเป็นการดูถูก กกต. ว่าจะไม่สามารถจัดการเลือกตั้งให้สุจริตและเที่ยงธรรมได้
6.พท.ขอเรียกร้องให้ทุกพรรคการเมืองโดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เห็นความสำคัญของการฟังเสียงประชาชน ด้วยการให้ความร่วมมือในทุกขั้นตอนของกระบวนการเลือกตั้ง และขอให้ทุกฝ่ายหยุดการใช้วาทกรรมและการกระทำที่เป็นการสร้างความเคลือบแคลงหรือขัดขวางการใช้อำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทย
7.พท.ขอให้พี่น้องประชาชนและเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกคนร่วมมือกันยืนหยัดพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตย และใช้วิจารณญาณของท่านโดยสุจริตและไม่เห็นแก่ผู้ใดหรือสิ่งใด ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร    ที่จะมีขึ้นในเร็ววันนี้ และขอให้ทุกท่านทราบด้วยว่า หากมีบุคคลใดหรือองค์กรใด การกระทำใดๆที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ ท่านทุกคนมีสิทธิต่อต้านการกระทำดังกล่าวโดยสันติวิธี (รัฐธรรมนูญ มาตรา 69)

วันศุกร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2557

แถลงการณ์ ๗ ข้อของ ศอ.รส.ที่ทำให้ปปช.,ศาล รธน.ออกมาตอบโต้

ศอ.รส.ออกแถลงการณ์ ฉบับที่ 1 เรื่อง ข้อเรียกร้องต่อฝ่ายต่าง ๆ เพื่อการแก้ไขปัญหาความไม่สงบเรียบร้อย
ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย ออกแถลงการณ์ ฉบับที่ 1 เรื่อง ข้อเรียกร้องต่อฝ่ายต่าง ๆ เพื่อการแก้ไขปัญหาความไม่สงบเรียบร้อย ทั้งองค์กรกลุ่มบุคคล คณะรัฐมนตรี กลุ่มแกนนำผู้ร่วมชุมนุม ประชาชน ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการสร้างสถานการณ์ หรือแก้ไขสถานการณ์ไม่ให้เกิดความรุนแรง หรือรักษาความสงบเรียบร้อย
วันนี้ (17 เม.ย.57) เวลา 13.00 น. ที่ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ นายชัยเกษม นิติสิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม รองผู้อำนวยการ ศอ.รส. พร้อมด้วย นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เลขาธิการ ศอ.รส. และ พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ ผกก.ฝ่ายตำรวจสากลและประสานงานภูมิภาค 1 รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ คณะทำงานเลขาธิการ ศอ.รส. แถลงการณ์ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ฉบับที่ 1 เรื่อง ข้อเรียกร้องต่อฝ่ายต่าง ๆ เพื่อการแก้ไขปัญหาความไม่สงบเรียบร้อย ดังนี้
ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย หรือ ศอ.รส. เป็นหน่วยงานพิเศษที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการประกาศใช้กฎหมายดังกล่าวในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล โดย ศอ.รส. มีภารกิจสำคัญในการสนธิกำลังทั้งข้าราชการทหาร ข้าราชการตำรวจ และข้าราชการพลเรือน ตลอดจนเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงต่างๆ เพื่ออำนวยการและปฏิบัติการให้เกิดความเรียบร้อยในทุกๆ มิติ ทั้งในเขตพื้นที่รับผิดชอบ และสังคมในภาพรวม
ตลอดเวลา 30 วันที่ได้มีการจัดตั้ง ศอ.รส. ให้ทำหน้าที่รับผิดชอบดำเนินการทั้งปวงให้เกิดความสงบเรียบร้อยได้ตลอดมาในระดับหนึ่งนั้น ขณะนี้มีข้อมูลอย่างเพียงพอที่ได้บ่งชี้ว่าจะเกิดความรุนแรงและเหตุร้ายขึ้นในเขตพื้นที่รับผิดชอบของศอ.รส. โดยเฉพาะการระดมจัดมวลชนให้มีการชุมนุมใหญ่ทั้งของ กปปส. และ นปช. และกลุ่มอื่น ๆ ในลักษณะท้าทายและแข่งขันกัน ภายใต้เงื่อนไขสำคัญคือการวินิจฉัยขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ 2 องค์กร คือคณะกรรมการ ป.ป.ช. และศาลรัฐธรรมนูญ
กล่าวคือคณะกรรมการ ป.ป.ช. กำลังจะวินิจฉัยว่านางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีการกระทำที่เข้าข่ายเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ทำให้รัฐเสียหาย กรณีโครงการรับจำนำข้าวหรือไม่ ซึ่งหากวินิจฉัยว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวมีมูลแล้ว นายกรัฐมนตรีต้องหยุดการปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 ซึ่งกรณีเช่นนี้ก็ยังเป็นที่ถกเถียงว่านายกรัฐมนตรีจะต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่จนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ตามมาตรา 181 หรือจะให้รองนายกรัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งเข้าปฏิบัติหน้าที่แทนเพื่อให้คณะรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้โดยไม่เกิดสุญญากาศทางการบริหารประเทศ
ในส่วนของศาลรัฐธรรมนูญนั้นกำลังจะมีคำวินิจฉัยว่านางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีกระทำการก้าวก่ายหรือแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี ตามมาตรา 266 แห่งรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่านายกรัฐมนตรีกระทำการฝ่าฝืนมาตรา 266 ดังกล่าว รัฐมนตรีทั้งคณะก็จะต้องพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 180 ซึ่งแม้มาตรา 181 จะบัญญัติให้คณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ แต่ก็มีการคาดการณ์ล่วงหน้าแล้วว่าศาลรัฐธรรมนูญจะได้วินิจฉัยเกินจากรัฐธรรมนูญ คือวินิจฉัยว่าคณะรัฐมนตรีทั้งคณะต้องพ้นจากตำแหน่งโดยจะอยู่ปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 181 อีกไม่ได้
ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดสุญญากาศตามที่ กปปส. และกลุ่มเคลื่อนไหวบางกลุ่มต้องการเพื่อนำไปสู่การทูลเกล้าฯ ขอพระราชทานนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ซึ่งมีการอ้างมาตรา 3 และมาตรา 7 ในขณะที่กลุ่ม นปช. และกลุ่มเคลื่อนไหวบางกลุ่มก็จะไม่ยอมรับการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่เกินจากรัฐธรรมนูญเช่นนี้ ตลอดจนการวินิจฉัยของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ดังกล่าวข้างต้นด้วย ซึ่งขณะนี้ก็ได้ปรากฏเป็นข้อมูลและข้อเท็จจริงของการเผชิญหน้าและการท้าทายที่จะจัดการชุมนุมใหญ่ด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย และจะนำไปสู่การปะทะกันและก่อเหตุร้ายต่อกันและกันแล้ว
ศอ.รส. มีความกังวลและห่วงใยต่อสถานการณ์ในขณะนี้เป็นอย่างมากเพราะขณะนี้ความขัดแย้งและการจัดแนวร่วมของแต่ละฝ่ายขยายตัวในวงกว้างมีกลุ่มประชาชนที่สนับสนุนและคัดค้านแต่ละฝ่ายจำนวนมาก และมีการกล่าวหาว่าองค์กรอิสระบางองค์กรเป็นแนวร่วมกับบางกลุ่มด้วย ตลอดจนมีความพยายามจัดการเลือกตั้งให้เนิ่นช้าออกไปเพื่อให้ปัญหาลุกลามและเกิดสุญญากาศตามแนวทางของบางฝ่าย
เพื่อบรรลุภารกิจของ ศอ.รส. ซึ่งเป็นหน่วยงานพิเศษที่รับผิดชอบแก้ไขปัญหาความไม่สงบอันเกิดจากความขัดแย้งอย่างรุนแรงในขณะนี้ ศอ.รส. โดยมติที่ประชุมเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2557 ซึ่งมี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ในฐานะผู้อำนวยการ ศอ.รส. นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะประธานที่ปรึกษา ศอ.รส. นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่ปรึกษา ศอ.รส. นายชัยเกษม นิติสิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะรองผู้อำนวยการ ศอ.รส. พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะรองผู้อำนวยการ ศอ.รส. พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้ช่วยผู้อำนวยการ ศอ.รส. นายธาริต เพ็งดิษฐ์ ในฐานะเลขาธิการ ศอ.รส. และหัวหน้าส่วนราชการหรือผู้แทนซึ่งรวมเป็นฝ่ายบริหาร และที่ปรึกษา ศอ.รส. อันประกอบด้วยทหารทุกเหล่าทัพ ตำรวจ พลเรือน และหน่วยงานด้านความมั่นคงทุกหน่วย ซึ่งได้ร่วมประชุมปรึกษากันแล้ว เห็นสมควรออกแถลงการณ์ฉบับนี้เพื่อเรียกร้องต่อองค์กรกลุ่มบุคคล คณะรัฐมนตรี และกลุ่มแกนนำผู้ร่วมชุมนุมตลอดจนพี่น้องประชาชน ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการสร้างสถานการณ์หรือแก้ไขสถานการณ์ไม่ให้เกิดความรุนแรง หรือรักษาความสงบเรียบร้อยโดยขอให้แต่ละฝ่ายดำเนินการดังต่อไปนี้
1. คณะกรรมการ ป.ป.ช. ด้วยความเคารพต่อองค์กรและเห็นถึงบทบาทอันสำคัญ แต่มีความกังวลในตัวคณะกรรมการบางคน ศอ.รส. จึงขอเรียกร้องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาดำเนินคดีและมีคำวินิจฉัยต่อนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในกรณีโครงการรับจำนำข้าวอย่างตรงไปตรงมาตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายโดยไม่เลือกปฏิบัติเป็น 2 มาตรฐานที่แตกต่างกันระหว่างคนของพรรคฝ่ายค้านและกับพรรคฝ่ายรัฐบาล โดยคณะกรรมการ ป.ป.ช. จะต้องปฏิบัติตามจริยธรรมอันเป็นมาตรฐานสำคัญของการปฏิบัติหน้าที่ด้วย
2. ศาลรัฐธรรมนูญ ด้วยความเคารพต่อองค์กรและเห็นถึงความสำคัญ แต่มีความกังวลในตัวตุลาการบางคน ศอ.รส. จึงขอเรียกร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาและมีคำวินิจฉัยต่อนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในกรณีการก้าวก่ายหรือแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี อย่างตรงไปตรงมา เพราะเมื่อเป็นการกระทำในอำนาจหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีแล้วก็ไม่อาจเป็นการก้าวก่ายหรือแทรกแซงได้ และประการสำคัญอย่างยิ่งศาลรัฐธรรมนูญจะต้องไม่วินิจฉัยเกินเลยไปถึงขนาดว่าหากความเป็นนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงแล้ว รัฐมนตรีทั้งคณะจะต้องพ้นจากตำแหน่งไปตามมาตรา 180 โดยจะอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่ตามมาตรา 181 อีกไม่ได้ ซึ่งจะเป็นการวินิจฉัยเกินกว่ารัฐธรรมนูญ โดยศาลรัฐธรรมนูญจะต้องปฏิบัติตามจริยธรรมและคำถวายสัตย์อันเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องยึดถือในการปฏิบัติหน้าที่ด้วย
3. คณะรัฐมนตรี ศอ.รส. ขอเรียกร้องว่าหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเกินกว่ารัฐธรรมนูญตามที่กล่าวมาในข้อ 2 แล้ว คณะรัฐมนตรีจะต้องแก้ไขปัญหามิให้เกิดสุญญากาศเพราะเมื่อศาลรัฐธรรมนูญจงใจฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญเสียเอง คณะรัฐมนตรีก็ชอบที่จะทูลเกล้าฯ ขอพระบรมราชวินิจฉัยว่าคณะรัฐมนตรีต้องพ้นจากการอยู่ในตำแหน่งตามที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเกินจากรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะคณะรัฐมนตรีได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง การจะพ้นไปก็สมควรที่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พ้นไป มิใช่ศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นผู้ชี้ขาดเสียเองโดยฝ่าฝืนมาตรา 181 ดังกล่าว โดยในระหว่างทูลเกล้าฯ ขอพระบรมราชวินิจฉัยนั้นให้กราบบังคมทูลด้วยว่าคณะรัฐมนตรีจะคงอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปตามมาตรา 181 การทูลเกล้าฯ ขอพระบรมราชวินิจฉัยเช่นนี้ก็เพื่อให้เกิดข้อยุติอันจะนำมาซึ่งความสงบสุขของบ้านเมืองโดยมิต้องเกิดการใช้กำลังของกลุ่มคน 2 กลุ่มเข้าก่อเหตุร้ายต่อกัน และป้องกันมิให้คณะรัฐมนตรีกระทำผิดตามมาตรา 181 ด้วย
ศอ.รส. เห็นว่ามาตรา 181 เป็นหลักการอันสำคัญของการบริหารประเทศที่ป้องกันไม่ให้เกิดสุญญากาศหรือช่องว่างโดยจะไม่มีรัฐบาลบริหารประเทศไม่ได้เป็นอันขาดในทุก ๆ กรณี ซึ่งในอดีตรัฐธรรมนูญทุกฉบับก็บัญญัติไว้ทำนองเดียวกับมาตรา 181
อนึ่ง ข้อเรียกร้องดังกล่าวข้างต้นนั้นรวมถึงกรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช. จะได้วินิจฉัยว่าข้อกล่าวหาต่อนายกรัฐมนตรีมีมูล และนายกรัฐมนตรีต้องหยุดการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 272 ด้วย
4. คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ศอ.รส. ขอเรียกร้องให้รับผิดชอบในการจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรโดยเร็ว เพื่อจะได้มีรัฐบาลชุดใหม่เข้าบริหารประเทศ ปัญหาความขัดแย้งของคนในชาติ และการชุมนุมของกลุ่มต่าง ๆ จะยุติลงทันที และการแสดงพฤติกรรมของ กกต. บางคนที่ประกาศชัดเจนว่าจำเป็นต้องเอนเอียงเข้าข้างบางฝ่ายนั้น เป็นพฤติกรรมที่ไม่สมควรอย่างยิ่งและเข้าข่ายผิดต่อกฎหมายด้วย
5. แกนนำของ กปปส. และ นปช. ศอ.รส. ขอเรียกร้องให้ยุติการชุมนุมและไม่ปลุกระดมเรียกคนเข้าร่วมชุมนุมใหญ่เพราะจะเป็นความเสี่ยงอย่างมากต่อการกระทบกระทั่ง และก่อเหตุร้ายต่อกันและกัน หากแกนนำยังคงฝ่าฝืนจนเกิดเหตุร้าย แกนนำทุกคนทุกกลุ่มจะต้องรับผิดชอบต่อการทำผิดกฎหมายทั้งทางอาญาและทางแพ่งอย่างถึงที่สุด
6. หัวหน้าส่วนราชการ ศอ.รส. ขอเรียกร้องต่อหัวหน้าส่วนราชการระดับสูง อันได้แก่ ปลัดกระทรวง เลขาธิการ อธิบดี และหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออื่น ๆ ได้ปฏิบัติหน้าที่ในราชการอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะการบริหารจัดการให้ส่วนราชการ ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ สามารถปฏิบัติงานให้บริการประชาชนได้อย่างดีตามปกติ โดยไม่ถูกบุกรุกหรือปิดล้อมจนไม่สามารถให้บริการได้ รวมถึงการกำชับ ตักเตือน และดูแลให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่หลีกเลี่ยงการเข้าร่วมกับกิจกรรมใด ๆ ที่อาจเข้าข่ายสนับสนุนแกนนำของกลุ่มเรียกร้องที่กระทำผิดกฎหมายและอยู่ระหว่างถูกดำเนินคดี เช่น กลุ่ม กปปส. และกลุ่มอื่น ๆ ซึ่งหัวหน้าส่วนราชการจะต้องเป็นแบบอย่างที่ดีและเหมาะสมด้วย
7. พี่น้องประชาชน ศอ.รส. ขอเรียกร้องให้งดเว้นการเข้าร่วมชุมนุมไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม กปปส. และกลุ่ม นปช. หรือกลุ่มอื่นใด เพราะนอกจากจะก่อให้เกิดความขัดแย้งและเหตุร้ายที่จะรุนแรงขึ้นแล้วยังเป็นอันตรายต่อสวัสดิภาพของผู้เข้าร่วมชุมนุมด้วย และขณะนี้แกนนำของทุกฝ่ายได้พยายามใช้การปลุกระดมในลักษณะสงครามทางจิตวิทยาเพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อฝ่ายตนและเพิ่มความเกลียดชังฝ่ายอื่นมากขึ้นเรื่อย ๆ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่พี่น้องประชาชนจะต้องมีสติ และใช้วิจารณญาณอย่างรอบคอบให้มากที่สุดก่อนที่จะตัดสินใจเชื่อตามคำยุยงแล้วกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดลงไป
ผู้สื่อข่าวถามว่า ศอ.รส. มีความมั่นใจอย่างไรว่าแถลงการณ์ฉบับนี้จะลดระดับความร้อนแรงทางการเมืองที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ได้ โดยนายชัยเกษม นิติสิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม รองผู้อำนวยการ ศอ.รส. กล่าวว่า คิดว่าตอนนี้ไม่มีใครที่จะตอบได้ว่ามั่นใจแค่ไหน แต่ ศอ.รส. พยายามที่จะทำให้ดีที่สุด การที่มีแถลงการณ์วันนี้เพื่อจะเตือนทุกฝ่ายให้เห็นแก่ประเทศชาติบ้านเมือง ไม่ให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยขึ้นในบ้านเมือง เรื่องความมั่นใจนั้นยังตอบไม่ได้ แต่จะทำให้ดีที่สุด
ผู้สื่อข่าวถามว่า ข้อเรียกร้องข้อที่ 3 ต่อคณะรัฐมนตรีนั้น รัฐบาลมีความจำเป็นที่ต้องทำตามหรือไม่ นายชัยเกษมกล่าวว่า แถลงการณ์ของ ศอ.รส. ออกมาจากการปรึกษาหารือกันใน ศอ.รส. ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับรัฐบาล เพราะฉะนั้นก็แล้วแต่รัฐบาล ว่าเป็นส่วนหนึ่งที่เห็นว่าจะทำให้เกิดความสงบเรียบร้อย ไม่เกิดการปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมทั้งสองฝ่าย
ผู้สื่อข่าวถามว่า ฝ่ายที่เห็นต่างกับรัฐบาลก็มองว่าเป็นการก้าวล่วงพระราชอำนาจ นายชัยเกษมกล่าวว่า ที่ ศอ.รส. แถลงการณ์ออกมา เป็นการเตือนทุกฝ่ายในส่วนที่ทุกฝ่ายควรจะทำเพื่อให้เกิดความเรียบร้อยในความคิดเห็นของ ศอ.รส. ฉะนั้นคนที่เห็นต่างย่อมจะมีได้ แล้วแต่จะวิพากษ์วิจารณ์กันไป อยากจะให้ทุกฝ่ายที่ ศอ.รส. ได้กล่าวถึง ได้ทำในสิ่งที่ ศอ.รส. ได้ระดมสมองและแนะนำว่าควรจะเป็นอย่างนี้ เพราะน่าจะเป็นหนทางที่จะช่วยให้มีความสงบเรียบร้อยขึ้นในบ้านเมืองได้
“แนวความคิดของผม ถ้าไม่มีทางที่จะทำอะไรประการอื่นได้ ถ้าศาลรัฐธรรมนูญตัดสินนอกกฎหมาย นอกรัฐธรรมนูญ ไม่มีทางใดทำได้เราก็มีอย่างเดียว ต้องพึ่งพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นี่คือแนวความคิด ซึ่ง ศอ.รส. เห็นพ้องด้วยว่าถ้าดำเนินไปอย่างนั้น อย่างน้อยบ้านเมืองก็ไม่เป็นสุญญากาศ และไม่เกิดการกระทบกระทั่งกันระหว่างบุคคลที่ไม่เห็นด้วย” นายชัยเกษมกล่าว

ลิขิต ธีระเวคิน ราชบัณฑิต ยืนยัน ต้องตีความ มาตรา 7 สอดคล้องประชาธิปไตย

ศาสตราจารย์ลิขิต ธีระเวคิน ราชบัณฑิต ยืนยัน ต้องตีความ มาตรา 7 สอดคล้องประชาธิปไตยระบบรัฐสภา ขณะที่อดีตกรรมการการเลือกตั้ง ระบุจำเป็นต้องปฏิรูปองค์กรอิสระโดยด่วน
 
 
ที่งานสัมนาประชาชนปฏิรูป ศาสตราจารย์ลิขิต ธีระเวคิน ราชบัณฑิต ยืนยัน การปฏิรูปในสังคมไทยต้องเกิดจากการมีส่วนร่วม ไม่ควรมีกลุ่มใดคิดแทนประชาชน ขณะที่ข้อเสนอ มาตรา 7 เห็นว่า สังคมต้องตีความให้เป็นประชาธิปไตย และเคารพอำนาจของประชาชนผ่านกลไกทางรัฐธรรมนูญ ใน 3 เสาหลัก คือ รัฐสภา คณะรัฐมนตรี และตุลาการ จะมีอำนาจใด อำนาจหนึ่งเหนือขึ้นมาไม่ได้ นอกจากนี้ยังระบุเช่นเดียวกับนักวิชาการด้านนิติศาสตร์ ว่า สิทธิการเลือกตั้งเวลานี้ถูกริดรอน และผิดหลักสากล 
 
สำหรับบทบาทขององค์อิสระ อดีตกรรมการการเลือกตั้ง เห็นว่า องค์กรอิสระจำเป็นต้องปฏิรูป เพราะปัจจุบันมีบทบาทหน้าที่ในลักษณะรัฏฐาธิปัตย์ โดยเฉพาะการยึดโยงประชาชน และการถ่วงดุลจากองค์กรอื่น นอกจากนั้นรองหัวพรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันพรรคการเมืองจำเป็นต้องปฏิรูปตนเองเช่นกัน 
 
ทั้งนี้วิทยากรเห็นว่า การปฏิรูปต้องกระทำผ่านระบบประชาธิปไตย และมีส่วนร่วมจากประชาชนทุกคน ซึ่งการเสวนาในวันนี้จัดขึ้นโดยพรรคการเมืองในนามกลุ่มพรรคการเมืองสามัคคี ที่จะรวบรวมปัญหา และจัดทำพิมพ์เขียวเพื่อการปฏิรูปต่อไป

เหรียญทอง:คนที่ต่อต้านไม่สนับสนุนผม ต่อต้านความจงรักภักดีใช่หรือไม่?

นพ.เหรียญทอง แน่นหนา โพสFBวันนี้(๑๘เม.ย.๕๗) ตั้งคำถาม ว่า คนที่ต่อต้านไม่สนับสนุนเขาในกรณี การตั้งองค์กร"เก็บขยะแผ่นดิน"จัดการกับผู้หมิ่นกระบรมเดชานุภาพที่ถือว่าเป็นขยะแผ่นดิน  ถือว่าเป็น ต่อต้านความจงรักภักดีใช่หรือไม่?




ป.ป.ช.มีมติไม่ไต่สวนพยานเพิ่มอีก 2 ปากตามที่นายกฯร้องขอ

ป.ป.ช.มีมติไม่ไต่สวนพยานเพิ่มอีก 2 ปากตามที่นายกฯร้องขอคาดต้นเดือน พ.ค.ได้คำตอบชี้มูลความผิดนายกฯหรือไม่




ปลัดยุติธรรมจะหมดวาระตำแหน่ง๑ พ.ค.๕๖

มีหนังสือภายในกระทรวงยุติธรรมลงวันที่๑๘เม.ย.๕๗ ให้หน่วยงานต่างๆดำเนินการเกี่ยวกับการส่งมอบงาน ด้วยเหตุเหตุผลที่ ปลัดยุติธรรม"กิตติพงษ์ กิตติยารักษ์"จะหมดวาระตำแหน่ง๑ พ.ค.๕๖






กองกำลัง"แรมโบ้อีสาน"

พี่น้องช่วยจับตากันหน่อย เรื่องนี้น่ากลัว ... กองกำลังคนเสื้อแดง อพปช. ของแรมโบ้อีสาน ไม่ใช่กระจอก เพราะมีพี่เอื้อยตระกูลชิน อยู่เบื้องหลัง ภารกิจออกสื่อคือ เป็นการฝึกการ์ดให้แกนนำ นปช. ลักษณะการฝึกท่ามือเปล่า แค่บังหน้าเท่านั้น หากเกิดการปะทะกัน จะนำกองกำลังเดิมที่เป็นอดีตทหารพราน หรือผู้ที่ผ่านการฝึกในระดับพระกาฬ เข้าไปในปฎิบัติการใน อพปช. และใช้การ์ดเหล่านั้น เป็นกองกำลังพื้นฐาน ยอดจำนวนคนที่จะเข้ารับการฝึก เป็น อพปช. รุ่นสองนี้นั้น แม้แรมบ้า ตั้งเป้าไว้จำนวนมากกว่า 15,000 คน แต่ผู้ที่ลงชื่อสมัครจริง ๆ และพร้อมจะเดินทางไปฝึก ยังแค่หลักร้อย วันที่ 20-21 เม.ย.57 แรมบ้า จะจัดให้มีการสวนสนาม เพื่อแสดงพลัง ของ อพปช.ทั่วประเทศ โดยใช้ สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ศูนย์การกีฬาแห่งประเทศไทย ภาค 3 เป็นพื้นที่จัดงานนั้น คุยว่าจำนวนผู้ร่วมสวนสนาม ในครั้งนี้กว่า 10,000 คน ... กปปส. โคราชถ่ายภาพ ไว้เป็นหลักฐาน หน่อย
//หมายเหตุ : รายงานโดยเพจ Anonymous Photographer

“ศาลรัฐธรรมนูญ” ทำหนังสือโต้แถลงการณ์ “ศอ.รส.” ต่อจาก “ป.ป.ช.” ซัดคุกคาม – ก้าวล่วง


“ศาลรัฐธรรมนูญ” ทำหนังสือโต้แถลงการณ์ “ศอ.รส.” ต่อจาก “ป.ป.ช.” ซัดคุกคาม – ก้าวล่วง



“ศาลรัฐธรรมนูญ” ทำหนังสือโต้แถลงการณ์ “ศอ.รส.” ต่อจาก “ป.ป.ช.” ซัดคุกคาม – ก้าวล่วง

“ศาลรัฐธรรมนูญ” ทำหนังสือโต้แถลงการณ์ “ศอ.รส.” ต่อจาก “ป.ป.ช.” ซัดคุกคาม – ก้าวล่วงการใช้ดุลยพินิจของตุลาการและศาล แทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ สวนใช้อำนาจเลยเถิด มีหน้าที่แค่ป้องกันความมั่นคงเท่านั้น
PIC-ศาลรธน.-22
ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวอิศรา www.isranews.org รายงานว่า เมื่อวันที่ 18 เมษายน ที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ มีหนังสือชี้แจงกรณีศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 1 เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2557 โดยนายชัยเกษม นิติสิริ รักษาการรมว.ยุติธรรม ในฐานะรองผู้อำนวยการ ศอ.รส. และนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ในฐานะเลขาธิการ ศอ.รส. ร่วมกันแถลงขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาและมีคำวินิจฉัยในกรณีที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ถูกกล่าวหาว่าก้าวก่ายโดยแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) อย่างตรงไปตรงมา และจะต้องไม่วินิจฉัยเกินเลยไปถึงขนาดว่าหากความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดแล้ว คณะรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่งไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 180 โดยจะอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่ตามรัฐธรรรมนูญ มาตรา 181 อีกไม่ได้นั้น
สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ระบุว่า การออกแถลงการณ์หรือการให้ข้อมูลข่าวสารของ ศอ.รส. ซึ่งเป็นศูนย์อำนวยการหรือหน่วยงานของฝ่ายบริหาร มีลักษณะเป็นการก้าวก่ายและแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นองค์กรตุลาการหนึ่งในอำนาจอธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ โดย ศอ.รส. มีอำน่าจหน้าที่หลักรับผิดชอบในการป้องกัน ปราบปราม ระงับยับยั้ง และแก้ไข หรือบรรเทาเหตุการณ์ที่กระทบต่อความมั่นคงในราชอาณาจักร ตาม พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551
“การแถลงการณ์ของ ศอ.รส. ข้างต้น เป็นการคาดการณ์ว่า เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต มีลักษณะคุกคาม ก้าวล่วงการใช้ดุลยพินิจของตุลาการและศาล ซึ่งมีผลเป็นการทำลายชื่อเสียง ความเชื่อถือศรัทธาของรัฐธรรมนูญ จึงเป็นการกระทำที่นอกเหนืออำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวที่กำหนดให้ ศอ.รส. เป็นหน่วยงานที่ปฏิบัติงานเพื่อป้องกันภยันตรายอันเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศเท่านั้น” หนังสือดังกล่าว ระบุ
สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ระบุอีกว่า การพิจารณาวินิจฉัยคดีของศาลรัฐธรรมนูญนั้น ศาลรัฐธรรมนูญได้ปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูย ตามกฎหมาย และในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ ดังที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 197 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติไว้ และต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ก่อนเข้ารับหน้าที่ การปฏิบัติหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญย่อมได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย หากการดำเนินงานของ ศอ.รส. กระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ จะพิจาณาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ป.ป.ช.! ขอชี้แจงข้อมูลกรณี ศอ.รส. แถลงการณ์ถึง ป.ป.ช.

คำชี้แจง ป.ป.ช.! ขอชี้แจงข้อมูลกรณี ศอ.รส. แถลงการณ์ถึง ป.ป.ช. เกี่ยวกับการพิจารณาคดีโครงการรับจำนำข้าว ของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี

ในวันนี้ (18 เมษายน 2557) เวลา 13.00 น. ณ สำนักงาน ป.ป.ช. นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. ได้มีหนังสือชี้แจงความเห็นของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ต่อสื่อมวลชนว่า

“ตามที่ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ได้ออกแถลงการณ์ ฉบับที่ 1 เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2557 เรื่องข้อเรียกร้องต่อฝ่ายต่าง ๆ เพื่อการแก้ไขปัญหาความไม่สงบเรียบร้อยของบ้านเมืองในขณะนี้ และได้มีข้อเรียกร้องถึงคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในการพิจารณาดำเนินคดีและมีคำวินิจฉัยต่อนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในกรณีโครงการรับจำนำข้าวอย่างตรงไปตรงมาตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายโดยไม่เลือกปฏิบัติเป็น 2 มาตรฐานที่แตกต่างกันระหว่างคนของพรรคฝ่ายค้านกับพรรคฝ่ายรัฐบาล โดยคณะกรรมการ ป.ป.ช. จะต้องปฏิบัติตามจริยธรรมอันเป็นมาตรฐานสำคัญของการปฏิบัติหน้าที่ด้วย นั้น สำนักงาน ป.ป.ช. ขอเรียนชี้แจงข้อมูลในกรณีดังกล่าวดังนี้

1. การดำเนินการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ย่อมอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญฯ มาตรา 3 วรรค 2 ที่ว่า “การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานของรัฐต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม” ซึ่งหมายถึงการไม่กระทำตามอำเภอใจ การใช้หลักเหตุผล หลักกฎหมายและหลักความเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมายเดียวกัน โดยเคร่งครัดปราศจากอคติ แม้จะถูกข่มขู่ คุกคาม ก้าวร้าวและมีการกระทำรุนแรงจากบุคคลบางกลุ่ม คณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็ไม่เคยท้อถอยและละทิ้งต่อการทำหน้าที่ตามหลักนิติธรรม

2. การที่ ศอ.รส. ได้ออกแถลงการณ์ดังกล่าว นับว่าเป็นการหมิ่นเหม่ต่อการที่อาจทำให้สาธารณชนเห็นได้ว่า มีการแทรกแซงการทำงานของคณะกรรมการ ป.ป.ช. จากฝ่ายบริหาร อันไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม และกดดันให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. วินิจฉัย หรือใช้ดุลพินิจไปในทางที่ฝ่ายบริหารต้องการ ซึ่งย่อมไม่เป็นผลดีต่อการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ

จึงแถลงมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน


เครือข่ายข้าราชการพลเรือน ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 1 ป้อง ปลัด สธ.

เครือข่ายข้าราชการพลเรือน ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 1 กรณี ปลัด สธ.ไม่ร่วมประชุมศอ.รส.