PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันเสาร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

เสธน้ำเงิน: เผย..ผลอาฟเตอร์ช็อค ทางการเมือง โดนเมา หมัดทั้งมีด หอก ดาบ

แฉ..ความลับ
เผย..ผลอาฟเตอร์ช็อค ทางการเมือง โดนเมา หมัดทั้งมีด หอก ดาบ
9 พ.ค.57 เผย..ผลอาฟเตอร์ช็อค ทางการเมือง โดนเมาหมัดทั้งมีด หอก ดาบ

อาเพศแผ่นดินไหวภาคเหนือ จากกาละกินี “ขบวนการล้มเจ้า ล้มราชวงศ์ อั้งยี่แดง” ในดินแดนอาณาจักรโยนกไชยบุรีศรีช้างแสน เฉพาะ 5 จังหวัด คือ เชียงใหม่ เชียงราย น่าน พะเยา ลำปาง มีวัดวาอาราม ตึก อาคาร บ้านเรือนประชาชน พลอยซวยเสียหายไปแล้ว เกือบ 10,000 หลัง รวมอาฟเตอร์ช็อค จำนวน มากกว่า 515 ครั้ง แล้ว

วันนี้อาเพศลมแปลกๆได้กระหน่ำ “ลูกเห็บยักษ์” ถล่มอำเภอเมืองอุดรธานี ลูกเห็บมีขนาดตั้งแต่ เท่าลูกปิงปอง จนถึงเท่ากำปั้น เกิดความเสีย หายหนักเป็นวงกว้าง บ้านพังกว่า 300 หลัง.. ลูกเห็บยังพัดถล่มบ้านเรือนประชาชนในหลายพื้นที่ของกาฬสินธุ์ ตลอดทั้งคืน บริเวณเทือก เขาภูพาน (ที่อยู่กองกำลังติดอาวุธแดง) เกิดสภาพอากาศแปรปรวน ลมกรรโชกแรง ท้องฟ้าสีแดง ฝนตกลงมาอย่างหนัก มีบ้าน เรือนประชาชนเสียหาย 453 หลังคาเรือน

อดีต รมต.นายพลตำรวจ ป. ที่เขาเคยวิ่งเต้นให้ ปล่อยตัวแก๊งค์ขนระเบิด RGD-5 ที่ถูกจับได้ที่ บางนาเร็วๆนี้ ตอนนี้อาการโรคหลอดเลือด สมองกำเริบเฉียบพลัน หามขึ้นจากท่าเรือ นำรถ พยาบาลไปรับที่ภูเก็ต อาการหนัก ส่งเข้าห้อง X-ray รพ.เอกชนมีชื่อเสียงที่นั่น..ปูเน่าจะไป เยี่ยมไหมหนอ, ชายชุดดำควบคุมฝูงชนจังหวัดแม่ฮ่องสอน เดินทางเข้ากทม.ตามคำสั่งรัฐบาลเถื่อน เกิด เหตุรถพลิกคว่ำทิ่มลงข้างถนน ที่อำเภอโกรก พระ จ.นครสวรรค์ บาดเจ็บระนาว 15 คน

คนเสื้อแดง ควรหยุดสนับสนุนบริษัทเผาไทย ได้แล้วก่อนที่ตนเองและครอบครัว จะฉิบหาย วายป่วง พลอยเดือดร้อนคนอื่นไปด้วย โดยให้ตั้งสัจจะอธิษฐานว่าต่อไปจะไม่สนับสนุน ขบวนการล้มเจ้า ล้มราชวงศ์ แก๊งค์อั้งยี่แดงอีก ต่อแล้วนับจากนี้ในทุกรูปแบบ

ผลอาฟเตอร์ช็อค ทางการเมือง

วันก่อนแผ่นดินไหวแถว ศาลไคฟงรัฐธรรมนูญ ขนาด 9:0 ริกเตอร์ ไหวแรงจนปูเน่ากับสมุนรวม กัน 10 คน กระเด็นตกคาเก้าอี้หัวฟาดฟื้นสลบ เหมือด,อาฟเตอร์ช็อคยังตามมาไม่หยุดหย่อน เมื่อวาน มติ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดปูเน่า คดีทุ จริตจำนำข้าว ขนาด 7:0 ส่งวุฒิสภาถอดถอน ออกจากตำแหน่ง ฐานรู้เห็นเป็นใจปล่อยให้มี การทุจริตจำนำข้าว และการระบายข้าว โดย เพิกเฉยไม่ระงับยับยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้น ส่งผลให้คงถูกฝังทั้งเป็นตัดสิทธิการเมือง 5 ปี

อาฟเตอร์ช็อควันนี้เกิดอีก 2 ละลอก ระรอกแรก เมื่อที่ประชุมวุฒิสภา มีมติให้ คุณสุภา ปิยะจิตติ อดีตข้าราชการตงฉินผู้เคยแฉเรื่องจำนำข้าว ว่ามีการเจ๊งมหาศาลหลายแสนล้านบาท ไปเป็น กรรมการ ปปช. คนใหม่แทนคนเก่าที่ครบวาระ , ระรอกที่ 2 การลงคะแนนเลือกตั้งประธานวุฒิ สภา ปรากฎว่า นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ชนะ จงรัก สายแดงไปด้วยคะแนน 96 ต่อ 51 ได้เป็น ประธานวุฒิสภาคนใหม่ โดยมีสมาชิกมาร่วม ประชุม 148 คน งดออกเสียง 1 คน

อาฟเตอร์ช็อคยังสะเทือนไปไกลถึงต่างประเทศเมื่อกษัตริย์แห่งเสปน ส่อแววจะใช้อำนาจผ่าน ทางรัฐบาลเสปน อายัดสวนน้ำในเสปนของชาย ดูไบ ผู้เป็นเจ้าของ เพราะกษัตริย์แห่งเสปนสืบ ทราบว่าเขาเป็นหัวหน้าขบวนการล้มเจ้า ล้มราช วงศ์ เป็นภัยต่อระบอบกษัตริย์ และยังไม่ยอมรับ กระบวนยุติธรรมในประเทศไทยอีกด้วย..เอากันเข้าไป !!

อาฟเตอร์ช็อค ต่างประเทศเมื่อ CNN รอยเตอร์ และทุกแผงหนังสือในญี่ปุ่น แพร่ภาพปูเน่า ประ จานว่า
ทุจจริตโกงกินจำนำข้าวชาวนายากจน มโหฬาร จนป.ป.ช.จับได้ขับออกจากตำแหน่ง จนโด่งดังใหญ่ไปทั่วทั้งจักรวาลแล้ว, ฟรีทีวีของเกาหลีใต้ ถ่ายทอดสดการชุมนุมของ กปปส.โดยรายงานข่าวครึกโครมว่า ผู้ชุมนุมต่อ ต้านรัฐบาลเทียมที่เกิดจากการคอรัปชั่น..ดังฝุดๆ คนญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เขาเกลียดนักการ เมืองโกงยิ่งกว่าขี้ซะอีก

ขนาดในพม่า วันนี้ หนังสือพิมพ์เมียนมาร์ไทมส์ รายงานว่า ประธานาธิบดีเต็งเส่ง ของพม่าที่ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กปูเน่าอดีตนายกเทียม ต้องเคารพคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ให้ พ้นสภาพฐานใช้อำนาจในทางมิชอบ ในการสั่ง ย้ายถวิล เปลี่ยนนายก ดังนั้นห้ามปูเน่าและอดีต รมต.สมุนรวม 10 คน สะเออะหน้า โผล่เดินทาง ไปยังพม่า เพื่อร่วมประชุมสุดยอดอาเซียนใน กรุงเนปิดอว์ ระหว่างวันที่ 10-11 พ.ค.นี้.. อัยยะ..เต็งเส่ง โพสต์เฟซบุ๊กมาบอก ปึ้งเหม่ง เลยหรือนี่..อ้าวไหนว่าวันก่อนไม่ยอมออก และ ยืนยันจะไปประชุมพม่าไง..ไปดิ..จะได้โดนพม่าเอาไปทำปุ๋ย..มิงกะลา บา..ฮา

อาฟเตอร์ช็อค ในไทยบ้าง เมื่อสภาทนายความ ของไทย ออกแถลงการณ์ ว่าตำแหน่งปฎิบัติ หน้าที่นายกรัฐมนตรี ไม่มีศักดิ์และสิทธิ์ ปฎิบัติ หน้าที่เทียบเท่านายกรัฐมนตรี โดยหลังจากพ้น ตำแหน่งแล้ว ต้องเรียกกลับคืนรถประจำตำ แหน่ง และทรัพย์สินของทางราชการ รวมทั้งเจ้า หน้าที่ผู้ช่วยของรักษาการรัฐมนตรีนั้นๆ ให้ข้า ราชการประจำ ที่ไปช่วยงานรักษาการรัฐมนตรี ที่พ้นจากตำแหน่งกลับสู่งานในหน้าที่เดิมทั้ง หมด และต้องงดจ่ายเงินเดือนและผลประโยชน์ ให้กับรักษาการรัฐมนตรีทั้งหมด จากเงินภาษีอา กรของประเทศโดยทันที และวุฒิสภา สามารถ ที่จะเสนอชื่อ ของนายกรัฐมนตรี ต่อองค์พระ ประมุข และรับสนองพระบรมราชโองการให้ นายกรัฐมนตรี ตามที่วุฒิสภาได้เสนอ จัดตั้ง คณะรัฐบาลและดำเนินการตามกรอบของรัฐ ธรรมนูญต่อไปได้..อ้าวเฮ่ย..นาย“นี่วัดทำโลง”.. จะทำไงหว่า..ฮา

ส่วนเห็ดสด อดีต กกต ซึ่งเป็นที่ปรึกษากฎหมาย บริษัทเผาไทย ทำอาฟเตอร์ช็อคบ้าง เมื่อแถลง ยอมรับว่าคงจะไม่มีการเลือกตั้ง เพราะความ เป็นรัฐมนตรีของปูเน่าสิ้นสุดลง แม้ยังมีรองนา ยก ก็ “ไม่มีอำนาจรับสนองพระบรมราชโองการ ตราพระราชกฤษฎีการเลือกตั้ง“ อ้าว..เหรอ..ฮา..ตายสนิทเบย..เจอ ดาบหนึ่ง , ดาบสอง , หมดดาบ ยังเหลือหอก , ง้าว , โตมร, หอกซัด , มีด , หมดอาวุธเบา ยังมีอาวุธหนัก ประเภทรถถัง และปืนใหญ่..มีอีกเยอะ

เปรียบเสมือนเป็นนายก อบต.ได้รับการเลือก ตั้งมาด้วยคะแนนเสียงส่วนใหญ่ แต่ไม่ได้หมาย ความว่าให้สามารถทำผิดกฎหมายได้ , ผู้ว่าไม่มี อำนาจสั่งลงโทษได้, เมียสามารถมาเป็นคู่สัญ ญาที่ อบต.ที่นายกฯ คนนั้นบริหารงานอยู่ได้,ทำ สามารถใช้งบประมาณของ อบต.มาหาเสียงได้, โครงการต่างๆ โดยไม่ต้องประชาคม หรือ ถาม ชาวบ้านได้, สามารถสั่งโยกย้ายข้าราชการโดย ที่เขาไม่ทำผิดอะไรเลยได้, สามารถไปดูงาน ท่องเที่ยว ภายใน 2 ปี 9 เดือน 2วัน กว่า 50 ประ เทศได้...

ถ้าปูเน่าทำทุกอย่างนี้แล้วไม่ผิด ทุกๆ นายก อบต.เกือบ 1 หมื่นแห่ง ก็จะเอาบ้างเช่นกัน อ้าง ว่าทำตามเหมือนปูเน่า ดังนั้นถ้านายกอบต.ถูก ให้ออกไปเพราะทุจริต คนที่นายกตั้งมาช่วยงาน เช่น รองนายก, เลขา, ที่ปรึกษา ฯลฯ มันก็ต้อง หลุดไปทั้งยวงนั่นแหละ

ตำแหน่งนายก ไม่ใช่ตำแหน่งนางงาม พอนาง งามปฎิบัติหน้าที่ไม่ได้ ก็ให้รองนางงามอันดับ 1 เลื่อนขึ้นมาปฏิบัติหน้าที่แทน เพราะตำแหน่ง นายกมาจากการเลือกของ สส.ในสภา..ส.ส.ใน สภาตั้งนายกไว้เพียงคนเดียว แล้วนายกไป เลือกรมต.มาเป็น ครม.อีกทีนึง..ดังนั้น “นี่วัดทำ โลง “ ไม่ได้ถูกเลือกมาจาก ส.ส.ในสภา แต่มา เป็นรมต.เพราะปูเน่าแต่งตั้งไว้ สส.ในสภาไม่ได้ เลือกรมต.และ ครม..และไม่ได้เลือกรองนายก อันดับ 1 ไว้ปฎิบัติหน้าที่แทนนายก ประเทศชาติ ไม่ใช่เวทีประกวดนางงาม

นายกออกไปแล้ว คนที่นายกตั้งมาก็ต้องหมด สภาพไปด้วย..ก็ไหนว่าเสื้อแดงไม่เอาคนที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งไง แล้ว รมต.เถื่อน 25 คนที่ เหลือไม่มีใครเป็น ส.ส.สักคน จะมาสืบทอดอำ นาจกันแบบง่ายๆเหมือนประธานนปช.จากนก แสก ไปเป็นคางคกตู่ได้อย่างไร.. โดนฟันจนหัว ขาดแล้ว ตัว แขน ขา บอกจะเดินต่อไปเอง ไม่ ต้องมีหัวก็ได้..จะบ้าหรือเปล่า กฏของุธรรมชาติ คนตายแล้วฟื้นไม่มีหรอก ตายคือตาย ไม่มีตาย แล้วฟื้น

ไม่มีใคร หรือมีอำมาตย์ ที่ไหนกลั่นแกล้งปูเน่า หรอก.. ขี้โกง และทำตัวเองทั้งนั้น !! โตแล้วไม่ สำนึก ไร้ยางอาย ประเทศนี้ให้ความสะดวก สบาย กินอิ่มนอนหลับ..ปูเน่าและแก๊งค์อั้งยี่แดง ยังจะมาคดโกงชาวนายากจนอีกเป็น10ล้านคน รวมเจ๊งไปกว่า 7 แสนล้านแล้ว

คำสั่งใดๆ ที่ออกมาจากรมต.หรืออดีตรมต.จึง เป็นคำสั่งเถื่อน ข้าราชการที่ปฏิบัติตามย่อมจะ ผิดกฎหมาย และจะต้องถูกไล่ออกในภายหลัง แน่ๆ เพราะเป็นคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย สังเกตุได้ตอนนี้เป็ดเหลิมหายตัวลงรูไปแล้ว ไอ้ริดสีดวงด้วย ได้คนที่มานั่งแถลงข่าว 2 คนใน นาม ศอ.รส. วันนี้ ก็ไม่มีคณะกรรมการตามกฎ หมายมาร่วมประชุม ชาย 3 สีก็ไม่ได้เข้า เป็ด เหลิม ปึ้งเหม่ง ก็หลุดตำแหน่งไปแล้ว แถลง การณ์แบบนี้เถื่อนแน่นอน ติดคุกกันระนาวแน่

เป็ดเหลิม มันยังคงรักษาคุณสมบัติได้คงเส้นคง วามาก คือ ถ้าทายอะไรจะผิดหมด, เป็นลูกน้อง ใครหัวหน้าตายหมด เจ๊งหมดเลยที่เหลิมทำไว้ พังสนิท ทั้งสลายการชุมนุม และดาวล้อมเดือน บ้าบอคอแตก แล้วเป็นไงล่ะ..วงแตกไปเลยไหม ..ฮา

และเป็ดเหลิมมันจมูกดี เพราะสัญชาติญาณเป็ด มันชอบเอาจมูกไปคุ้ยไต้ขี้โคลน เอากุ้งหอยมา กิน ถ้าเมื่อไรเป็ดเหลิมหายหน้าไป นั่นแสดงว่า อีก 3 วันข้างหน้า พวกเดียวกับเป็ดเหลิมจะโดน ดี และมักจะเป็นอำนาจสีเขียวเข้มตามไล่ล่า และยึดทรัพย์ เพราะสมัยปี 2534 เป็ดเหลิมปาก หมาแบบนี้แหละ เจอปฏิวัติเข้าไป ต้องหนีตาย ไปเดนมาร์ก อยู่ด้วยความยากลำบาก เพราะ โดนสีเขียวสั่งยึดทรัพย์ 32 ล้านบาท จนตอน หลังต้องมากราบเท้าชายเสื้อคับ พ่อผู้การแดง ต่อหน้าคณะ รสช.และเหล่าชายเสื้อเขียวมาก มาย เพื่อขอกลับมาอาศัยอยู่ในเมืองไทยต่อไป

เฮ้อ ใครรับใช้ชายดูไบ เป็นต้องตกระกำ ระเห เร่ร่อนทุกคนเลย..แปลกดี ไล่มาตั้งแต่อีเพ็ญ และพวกหมิ่นเจ้าทั้งหลายสิบคน ไม่มีใครได้ อยู่ในประเทศดีสักคน นักการเมือง ข้าราชคน ไหนรับใช้บริษัทเผาไทย โดยไม่แปรพักษณ์ ในโอกาสงามตอนนี้ เรียกได้ว่า โง่สุดขีด โง่ อย่างไม่ปรึกษาสังคม !!..ดูไม่ออกหรือไง ว่าอำ นาจ 3 เส้า “ นิติบัญญัติ , ตุลาการ ถูกชิงไปแล้ว และอำนาจบริหารตอนนี้ก็เถื่อน และจะถูกชิง ไปอีกแล้ว..

ก็ที่ผ่านมาขบวนการล้มเจ้า ล้มราชวงศ์ อั้งยี่ แดง มีลูกน้องโง่ แต่ขยันกันนัก พวก นปช.มัน เปิดหน้าไพ่เล่นซะจนหมดเลยว่าพวกตัวเอง ต่อต้านสถาบันเบื้องสูง..จบเห่เลย ไปต่อไม่ได้ ส่งผลบีบให้ชาย 3 สีต้องถอยมายืนคุ้มครอง อีกฝั่ง ใครจะไปกล้าอยู่กับขบวนการล้มเจ้าได้ มันมีแต่พังกับทรุดและพินาศ
เลยเอากลอนที่มีผู้แต่งไว้มาฝาก“น้ำตานองสอง ตา ช่างน่าขำ ตอนที่ทำ กรรมใย ไม่เกรงขาม เมื่อกรรมชิด ติดจรวด ไล่กวดตาม คาสนาม ประชาธิปไตย สมใจ ตาย”..ฮา
@เสธ น้ำเงิน
ที่มา https://www.facebook.com/topsecretthai

ทบ. แจ้งประชาชนอย่าตื่นตกใจ แค่เคลื่อนย้ายยานพาหนะกลับหน่วย


ทบ.แจง รถถัง รถสายพานลำเลียงพล อีกระลอก กลับจากการฝึก ลพบุรี รวมกว่า 60 คันกลับ หน่วย พล.ม.2รอ.สนามเป้า เรียบร้อยแล้ว...มีอีกระลอก อาทิตย์นี้..แต่ ชาวบ้าน ยังหวาดหวั่นทหารจะปฏิวัติ
กองทัพบก แจ้งว่า มีการเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์และยานพาหนะกลับจากการฝึกภาคกองพัน ปี 2557 ของ พล.ม.2รอ. ในวันที่ 10-11 พต. เพื่อป้องกันการเข้าใจผิด

การเคลื่อนย้ายยานพาหนะกลับจากการฝึกหน่วยภาคกองพัน เคลื่อนย้ายโดยรถบรรทุกทางทหารขนาดหนัก.(บขน.) จากสถานีโคกกระเทียม จ.ลพบุรี เข้ากรุงเทพ

วันเสาร์ที่ 10 พ.ค.57

-เที่ยวที่ 1 เคลื่อนย้าย 0800 : ร้อย.ค.หนัก ม.1 รอ. รถสายพานลำเลียงพล (รสพ.)85 จำนวน 8 คัน, ม.พัน.1 รอ. รสพ.85 จำนวน 10 คัน รวม 18 บขน.
-เที่ยวที่ 2 เคลื่อนย้าย 0900 : ม.พัน.1 รอ. รถสายพานลำเลียงพล (รสพ.)85 จำนวน 19 คัน, รถถัง เบา 21 จำนวน 2 คัน, ปตอ.พัน.4 เอ็ม 42 จำนวน 2 คัน รวม 23 บขน.

-วันอาทิตย์ที่ 11 พ.ค.57
เคลื่อนย้าย 0800 : ร้อย.ค.หนัก ม.1 รอ. รสพ.85 จำนวน 2 คัน และ ม.พัน.3 รอ.รถสายพานลำเลียงพล ( รสพ.)85 จำนวน 14 คัน รวม 16 บขน.

พ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษกกองทัพบก แจ้งภารกิจ การเคลื่อนย้ายยานพาหนะกลับจากกาฝึกภาคกองพัน ปี 57 ของ กองพลทหารม้าที่2 รักษาพระองค์ (พล.ม.2รอ.) เพื่อป้องกันการเข้าใจ สำหรับการเคลื่อนย้ายยานพาหนะกลับจากการฝึก เป็นหน่วยกองพัน จำนวน 2 วัน ซึ่งจะทำการเคลื่อนย้าย จากสถานีโคกกระเทียม จังหวัดลพบุรี จะถึง กรุงเทพฯ ในเวลาประมาณ 19.00 น. ในวันเสาร์ที่ 10 พ.ค. เที่ยวที่ 1 เคลื่อนย้าย 08.00 น. จากร้อย.ค.หนัก ม.1 รอ. โดยรถสายพานลำเลียง (รสพ.)85 จำนวน 8 คัน และ ม.พัน.1 รอ. รสพ.85 จำนวน 10 คัน รวม 18 บรรทุกข้างหนัก (บขน.) เที่ยวที่ 2 เคลื่อนย้าย 09.00 น. จาก ม.พัน.1 รอ. รสพ.85 จำนวน 19 คัน, ถ.เบา 21 จำนวน 2 คัน, ปตอ.พัน.4 เอ็ม 42 จำนวน 2 คัน รวม 23 บขน.
พ.อ.วินธัย กล่าวว่า ในวันอาทิตย์ที่ 11 พ.ค. มีการเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์ในเวลา 08.00 น. จากร้อย.ค.หนัก ม.1 รอ. รสพ.85 จำนวน 2 คัน และ ม.พัน.3 รอ. รสพ.85 จำนวน 14 คัน รวม 16 บขน. จึงขอให้พี่น้องประชาชนอย่าตื่นตีะหนกกับสื่อโซเชียวมิเดียต่างๆที่เผยแพร่อยู่ในขณะนี้


"สุเทพ"พูดถึงการนำมวลชนปิดสื่อ

คำแถลงของ "กำนันสุเทพฯ" ๑๖.๐๐ น.วันนี้

"...พี่น้องที่อยู่ทางบ้าน โปรดได้ทำความเข้าใจกับสถานการณ์ ข้อเท็จจริงที่เราเผชิญอยู่ โปรดออกมาสู้ด้วยกัน 
: ถ้าไม่มีกำลังมหาศาลของพี่น้องประชาชน ประเทศไทยก็จะเสียหาย ต้องยืนหยัดต่อสู้กันต่อไป
: พวกผมแกนนำก็ไม่ได้มีใครสุขสบายไปกว่าพี่น้อง ไปนอนอยู่ตามสถานีโทรทัศน์ พวกเดรัจฉานก็จ้องทำร้าย จ้องจับตัว
: ใครที่มีจิตใจรักชาติ ขอเชิญร่วมกันออกมาต่อสู้ที่นี่ เสียงคุณยายบอกว่า ไม่ชนะไม่กลับบ้าน
: หวังว่าพี่น้องประชาชนที่ได้ฟังแถลงการณ์ของเราก็จะเข้าใจ ขอบคุณสถานีโทรทัศน์ที่ให้ความร่วมมือ และขอโทษที่อาจจะทำให้เข้าใจผิด
: พี่น้องสื่อมวลชนอาจจะไม่พอใจว่าเราไปกดดันข่มขู่สื่อมวลชน เราไม่มีเจตนาอย่างนั้น เราต้องการความร่วมมือร่วมใจในการแก้ปัญหาประเทศ เราได้แต่ขอโทษ และขอวิงวอนสื่อมวลชนทั้งหลายให้เป็นแก่อนาคตของประเทศ อย่ารับใช้พวกทรราช
: แต่ผู้บริหารช่อง 11 ยังรับใช้ทรราชย์อยู่โดยไม่สำนึก เรายังให้โอกาสอยู่ แต่ถ้าพ้นวันจันทร์ไปแล้ว ตัวใครตัวมันละครับ
: ผมขอสื่อสารไปยังมวลชนคนเสื้อแดงที่มีอุดมการณ์รักชาติรักบ้านเมือง มาร่วมกันแก้ปัญหาชาติบ้านเมืองดีกว่า อย่าไปเป็นเครื่องมือคนอื่น ไม่มีใครจริงใจกับประชาชน เท่ากับประชาชนด้วยกันเอง เราพร้อมจะอ้าแขนตอนรับพี่น้องเสื้อแดง เพราะเราก็เป็นปชช.เหมือนกัน ขอเชิญชวนให้มาร่วมประเทศไทยด้วยกัน เพื่อให้ลูกหลานต่อไปในวันข้างหน้าได้มีชีวิตที่ดีขึ้น เป็นเสรีชน
: พี่น้องขรก.ตำรวจ ทหาร โปรดเห็นแก่พี่น้องประชาชน ออกมายืนข้างปชช. พลังของปชช.จะได้สมบูรณ์ขึ้น แล้วเราจะได้แก้ปัญหาบ้านเมืองด้วยกัน ขอให้พี่น้องข้าราชการรีบตัดสินใจ
- ตั้งแต่พรุ่งนี้ไป ถ้าจะแถลงการณ์ต่อสื่อมวลชน จะแถลงการณ์ในทำเนียบรัฐบาล..."
~ลุงกำนัน~
10/05/2014
เวที คปท.

จุดยืน “สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย” กับตำแหน่ง “นายกฯคนนอก”

จุดยืน “สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย” กับตำแหน่ง “นายกฯคนนอก”

เขียนวันที่
วันเสาร์ ที่ 10 พฤษภาคม 2557 เวลา 10:55 น.
เขียนโดย
isranews
"รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 กำหนดไว้ว่า นายกฯ และรัฐมนตรีต้องพ้นจาก ส.ส.ด้วย แต่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่ได้กำหนดไว้เช่นนั้น ทำให้นายกฯ จะทำหน้าที่ทั้งบริหารและนิติบัญญัติในบุคคลเดียวกัน ซึ่งตนรับไม่ได้"
surachai
พลันที่ “สมาชิกวุฒิสภา” (ส.ว.) มีมติเลือก “สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย” ส.ส.สรรหา นั่งตำแหน่ง “ประธานวุฒิสภา” คนใหม่ ทุกถนนสายการเมืองจับตาไปไปยังการทำงานของ “สุรชัย” ทันที
“คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” (กปปส.) นำโดย “สุเทพ เทือกสุบรรณ” เลขาธิการกปปส. ออกมาเรียกร้องให้ “สุรชัย” เสนอชื่อ “นายกฯคนใหม่” ทันที โดยยึดตามรัฐธรรมนูญมาตรา 7
สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org เคยนำเสนอรายงาน-สกู๊ป เรื่อง “แง้มแฟ้มประชุม สสร.50 ทำไม “นายกฯ” ต้องเป็น “ส.ส.” ?” โดยมีความเห็นของ “สุรชัย” เกี่ยวกับ การแต่งตั้ง “นายกรัฐมนตรีคนนอก” โดยอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 7 ไว้อย่างชัดเจน
เมื่อ “สุรชัย” ขึ้นมาเป็น “ผู้นำสภาสูง” จึงขอนำข้อมูลดังกล่าวมานำเสนอใหม่อีกครั้ง เพื่ออ่านใจลึกๆของชายชื่อ “สุรชัย”
สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ไปค้นรายงานการประชุมสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ครั้งที่ 32/2550 วันอาทิตย์ที่ 24 มิ.ย.2550 เพื่อดูว่าเหตุใด ส.ส.ร.ผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญ 2550 จึงกำหนดว่า “นายกรัฐมนตรีต้องเป็น ส.ส.”
โดยการประชุมของ ส.ส.ร.วันดังกล่าว เป็นการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ ในวาระ 3 ภายหลังคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญพิจารณาเสร็จแล้ว โดยเป็นการพิจาณาในมาตรา 167 (หรือ มาตรา 171 ในปัจจุบัน) ที่บัญญัติไว้ว่า
“มาตรา 167 พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งและรัฐมนตรีอื่นอีกไม่เกินสามสิบห้าคนประกอบเป็นคณะรัฐมนตรี มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินตามหลักความรับผิดชอบร่วมกัน
นายกรัฐมนตรีต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งได้รับแต่งตั้งตาม มาตรา 168
ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี
นายกรัฐมนตรีจะดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินกว่าแปดปีมิได้”
ซึ่งผลปรากฏว่ามี ส.ส.ร.อภิปรายโต้แย้งกันอย่างดุเดือด เนื่องจาก “ศรีราชา เจริญพานิช” ส.ส.ร. ขอสงวนคำแปรญัตติให้ตัดมาตรา 167 วรรคสอง ที่ว่า "นายกรัฐมนตรีต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งได้รับแต่งตั้งตาม มาตรา 168" ออกทั้งหมด !
โดยศรีราชาให้เหตุผลว่า ตนไม่ได้ต้องการจะเอาคนนอกมาเป็นนายกฯ เพียงแต่ต้องการเปิดช่องไม่ให้รัฐธรรมนูญถูกล้มหรือถูกฉีก เหมือนรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ที่ล็อกไว้ว่านายกฯ ต้องมาจาก ส.ส. ซึ่งเป็นข้อจำกัด และทำให้เกิดปัญหา
“การที่เขียนปิดกั้นไว้เช่นนั้น ก็จะมีผลอย่างที่เกิดขึ้นแล้วในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 นะครับ ก็ได้พยายามแก้ไขปัญหาทางการเมือง โดยที่จะให้มีการเสนอให้นายกฯ นั้นมาจากมาตรา 7 อย่างนี้เป็นต้น แต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ สุดท้ายก็ต้องจบลงด้วยการปฏิวัติ รัฐประหาร และฉีกรัฐธรรมนูญเหล่านั้นทิ้ง”
ศรีราชากล่าวอีกว่าเมื่อเลือกตั้งเสร็จ ส.ส.ทุกคนควรจะมีสิทธิในการเสนอความเห็นว่า คนที่จะมาเป็นนายกฯ คนมาจากคนที่เขาว่าเป็นคนดีที่สุด ฉะนั้นการเขียนไว้ว่า นายกฯต้องมาจาก ส.ส.นั้น เป็นการจำกัดสิทธิของ ส.ส.อย่างหนึ่ง ซึ่งในระบอบประชาธิปไตยเราควรจะเปิดกว้างนะครับ ตนพูดเช่นนี้มิได้หมายความว่าจะเปิดช่องให้ คมช.หรืออดีตนายกฯ ที่จะมีนอมินีกลับมา แต่การร่างรัฐธรรมนูญควรจะคำนึงถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตไกลๆ ยาวๆ ด้วย
“เราไม่ได้ต้องการนายกฯ คนนอกครับ แต่เราต้องการเพียงตัดวรรคนี้ออกไป เพื่อจะให้มีโอกาสกว้างขึ้น และให้มีทางออกที่ไม่ต้องมีการปฏิวัติรัฐประหารอีกนะครับ” ศรีราชากล่าว
เมื่อศรีราชากล่าวจบ ปรากฏว่ามี ส.ส.ร.ลุกขึ้นอภิปรายสนับสนุนจำนวนหนึ่ง
โดยความเห็นที่น่าสนใจมากที่สุดมากจาก “สุรชัย” ระบุว่า 1.รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 กำหนดไว้ว่า นายกฯ และรัฐมนตรีต้องพ้นจาก ส.ส.ด้วย แต่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่ได้กำหนดไว้เช่นนั้น ทำให้นายกฯ จะทำหน้าที่ทั้งบริหารและนิติบัญญัติในบุคคลเดียวกัน ซึ่งตนรับไม่ได้
2.ถ้าเราต้องการสื่อความหมายว่า นายกฯ ต้องมาจาก ส.ส. เพราะต้องมาจากการเลือกตั้ง เราก็ต้องยอมรับความจริงว่า ประเทศไทย ไม่ใช่ระบบประธานาธิบดี ไม่มีการเลือกตั้งนายกฯ โดยตรง การเขียนให้นายกฯ มาจาก ส.ส. ตนเห็นว่าจะมีผลเสียมากกว่าผลดี
3.ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มีความเป็นได้สูงว่าจะทำให้หลายพรรคมาร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าจะไม่สามารถตกลงเรื่องตัวหัวหน้าพรรคที่จะมาทำหน้าที่นายกฯ ได้ แล้วเรไปปิดกั้นไม่ให้เชิญคนนอกที่มีความรู้ ความสามารถ ประชาชนยอมรับมาทำหน้าที่เป็นนายกฯ อย่างนั้นหรือ
และ 4.ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีการออกแบบกลไกในการตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดินอย่างเข้มข้นกว่ารัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ฉะนั้นจึงไม่มีความแตกต่างอะไรเลย ระหว่างการเชิญคนนอกที่มีความรู้ ความสามารถ ประชาชนยอมรับ มาเป็นผู้นำในตำแหน่งนายกฯ ซึ่งท้ายสุดก็ต้องได้รับความเห็นชอบจากพรรคที่ผ่านการเลือกตั้งเป็นตัวแทนของประชาชน
ทั้งหมดคือความเห็นของ “สุรชัย” เมื่อวันวาน กับสถานการณ์ปัจจุบันที่ “กปปส.” เรียกร้องให้มี “นายกฯคนนอก” ซึ่งสอดคล้อง-สอดรับ กันเหลือเกิน

ตำรวจขอขมาพระพุทธะอิสระกรณีแก๊สน้ำตาวานนี้

10/5/57 (17.20น.) ตำรวจขอขมาพระพุทธะอิสระกรณีแก๊สน้ำตาวานนี้ สถานการณ์ ถ.วิภาวดี คลี่คลายเปิดการจราจรตามปกติแล้ว 



การ์ด กปปส.ปิด ไม่ให้รถผ่าน ต่างชาติต้องหอบสัมภาระลงรถ

(10/5/57)โทลล์เวย์ การ์ด กปปส.ปิด ไม่ให้รถผ่าน 
ต่างชาติต้องหอบสัมภาระลงรถ 
เดินเหนือสโมสร ตร.

( FM91TRAFFICPRO )







วันศุกร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

อพปช.หวิดปะทะกปปส.ที่โคราช


อพปช.หวิดปะทะกปปส.ที่โคราช
(9/5/57)นครราชสีมา-อพปช.โคราชเผาโลงศพ9ตุลาการหวิดปะทะกปปส.ใกล้ลานอนุสาวรีย์สุรนารี


“ศอ.รส.” สั่งผู้บริหารสถานีวิทยุ-โทรทัศน์ ทุกช่อง ห้ามสนับสนุนกปปส. ขู่มีโทษอาญา-แพ่ง

“ศอ.รส.” สั่งผู้บริหารสถานีวิทยุ-โทรทัศน์ ทุกช่อง ห้ามสนับสนุนกปปส. ขู่มีโทษอาญา-แพ่ง แต่ให้เสนอข่าวตามปกติได้ สั่ง ป.ป.ง.ดูข้อหาฟอกเงิน เล็งอายัดทรัพย์อีก ปูดคืนวันที่ 9 พ.ค. มีผู้ไม่หวังดีก่อเหตุร้าย
soroso-tv1
เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2556 เวลา 16.00 น. น.ส.สิริมา สุนาวิน คณะทำงานศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) แถลงว่า ศอ.รส.ได้ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 5 เรื่อง ห้ามการถ่ายทอดสัญญาณหรือให้ความช่วยเหลือแก่แกนนำ กปปส.กรณีปรากฎว่าแกนนำกปปส.ได้มีการเข้าเจรจาและขู่บังคับผู้บริหาร หรือผู้อำนวยการ สถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ช่อง 5 ช่อง 7 ช่อง 9 และช่องเอ็นบีทีไม่ให้ถ่ายทอดสัญญาณที่เกี่ยวกับแถลงการณ์หรือเสนอข่าวอย่างหนึ่งอย่างใดของรัฐบาลและศอ.รส. แต่ให้ถ่ายทอดสัญญาณการแถลงการณ์หรือเสนอข่าวการชุมนุมของกปปส.
“ศอ.รส.ได้พิจารณาแล้ว จึงเห็นควรออกคำสั่งห้ามผู้บริหาร ผู้อำนวยการ และเจ้าหน้าที่ของสถานีวิทยุและโทรทัศน์ทุกสถานีถ่ายทอดสัญญาณหรือให้ความช่วยเหลืออย่างหนึ่งอย่างใดกับแกนนำกปปส. เว้นแต่การเสนอข่าวสารตามปกติ ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เป็นการสนับสนุนช่วยเหลือผู้กระทำความผิดฐานกบฎ หรือก่อการร้ายดังกล่าว ศอ.รส. จึงแถลงการณ์มาเพื่อสั่งการให้ผู้บริหารสถานีวิทยุและโทรทัศน์ทุกแห่ง งดเว้นหรือยุติการให้การสนับสนุนตามที่กปปส. เรียกร้องโดยเด็ดขาด มิฉะนั้นจะต้องรับผิดทางอาญาและทางแพ่ง” น.ส.สิริมา กล่าว
น.ส.สิริมา กล่าวต่อว่า เนื่องจากพนักงานอัยการได้สั่งฟ้องนายสุเทพ กับพวก ในข้อหาก่อการร้ายเพิ่มเติม อันเป็นความผิดมูลฐานของความผิดตามกฎหมายฟอกเงิน ศอ.รส.จึงได้สั่งการให้สำนักงานป.ป.ง. เข้าดำเนินการเพื่อดำเนินคดีฐานฟอกเงิน อันจะนำไปสู่การยึดทรัพย์สินของนายสุเทพ กับพวก เพิ่มเติมอีกด้วย จึงขอเตือนผู้ที่จะเข้าร่วมกระทำความผิดกับกปปส. ให้ตระหนักถึงโทษที่จะได้รับ และควรงดเว้นการเข้าร่วมในทุกๆกรณี
“ศอ.รส. มีข้อมูลว่าในคืนวันนี้ (วันที่ 9 พฤษภาคม) จะมีกลุ่มผู้ที่ไม่หวังดีเข้าก่อเหตุร้ายกับกลุ่มผู้เข้าร่วมชุมนุมตามจุดต่างๆ ที่ได้ดาวกระจายไป จึงขอเตือนพี่น้องประชาชนให้ใช้วิจารณญาณงดเว้นการเข้าร่วมชุมนุมหรือเข้าไปบริเวณใกล้เคียงการชุมนุม เพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเอง” น.ส.สิริมา กล่าว

วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ไพศาล:ศอรส.แถลงว่าปึ้ง-เหลิม ไม่พ้นจากตำแหน่งตามที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

Paisal Puechmongkol.
หลายท่านถามมาหลังไมด์จนตอบเป็นรายท่านไม่ไหวว่า การที่ ศอรส.แถลงว่าปึ้ง-เหลิม ไม่พ้นจากตำแหน่งตามที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยและจะทำหน้าที่ต่อ แล้วจะทำอย่างไร ผมขอตอบรวมกันนะครับว่า ไม่ต้องทำอะไร

ปล่อยให้ ๒ คนนี้เข้าประชุม กับคณะที่พยายามตั้งตนเป็น ครม เสี่ยก่อน ปล่อยให้ สั่งราชการต่างๆเสียก่อนให้พอเป็นหลักฐานสัก ๕ วัน ๗วัน
จากนั้นก็คอยดูต่อไปว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผมคาดหมายว่าจะมีเรื่องต่อไปนี้
๑ สว.ที่ร้องเรื่องย้ายนายถวิล อาจยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญอธิบายความหมายของคำวินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีของสองคนนี้สิ้นสุดลงหรือไม่ ซึ่งคงใช้เวลา ๓-๗ วันก็เรียบโร้ย
๒ สว. คณะดังกล่าวหรือคณะอื่นๆอาจไปร้องศาลรัฐธรรมนูญกล่าวหา เพื่อไทย และรัฐมนตรีที่ทำหน้าที่อยู่ว่าทำผิดรัฐธรรมนูญมาตรา ๖๘ แล้วขอยุบพรรคและขอให้ตัดสิทธิทางการเมืองไปเลย
คอยดูการคาดการณ์ของผมกันต่อไป แต่อย่าเพิ่งปักใจ ให้คอยดูว่าปึ้ง-เหลิม จะทำอย่างไรให้แน่นอนเสียก่อน

วันเวลาที่ตรงกันแผ่นดินไหว

War Room Falkman เพิ่ม 2 รูปภาพใหม่
1 ชม. · 
เนื่องจาก คุณ Siam Chye ได้แบ่งปัน ใบบันทึกที่ระฤก หมายเหตุธรณีไหว ณ วันจันทร์ ที่ 5 พฤษภาคม 2473
วันจันทร์ที่ 5 พฤษภาคม 2473 (5 May 1930)
ตรงกับวันจันทร์ขึ้น ๘ ค่ำเดือน ๖ ปีมะเมีย จุลศักราช ๑๒๙๒
เป็นเวลากลางคืน ๒ ทุ่ม ๒๐ นาทีเศษ ได้เกิดแผ่นดินไหวบนแผ่นดินประเทศสยาม ..... ประมาณ ๒ นาทีเศษก็สงบลง นับเอาว่าไหวมากกว่าที่เคยมีมาแล้วแต่ก่อน
ทีนี้แผ่นดินไหวเชียงรายครั้งนี้ตรงกับ
วันจันทร์ที่ 5 พฤษภาคม 2557
ตรงกับวันจันทร์ขึ้น ๗ ค่ำเดือน ๖ ปีมะเมีย
เวลาประมาณ 18.08 น. ขนาด 6.3 ริกเตอร์สเกล
และถ้าย้อนกลับไปในอดีต 5 may 1930 มีแผ่นดินไหวที่พม่า
Country : Myanmar (Burma)
Region Code : S. and SE. Asia and Indian Ocean
Compare S. and SE. Asia and Indian Ocean Earthquakes
Latitude 17.3
Longitude 96.5
Date May 5
Year 1930
Time 13:45:58 (20.45 น.เวลาไทย)
Magnitude 7.3 (ขนาดความรุนแรง)
Total Damage (Earthquake and Tsunami, Volcano, etc.)
Total Deaths 500 (จำนวนคนเสียชีวิต)
Total Deaths Description Many (~101 to 1000 deaths)
Total Damage Description
Severe (~>$5 to $24 million)
Total Houses Destroyed Description Many (~101 to 1000 houses) จำนวนบ้านที่พัง
สรุป
1) จาก ใบบันทึกที่ระฤก หมายเหตุธรณีไหว ณ วันจันทร์ ที่ 5 พฤษภาคม 2473 คือ ศูนย์กลางอยู่ที่พม่า
2) ในปีนั้น 1930 มีแผ่นดินไหวขนาดแรงหลายที่ในโลก และมีคนตายจำนวนมาก แสดงว่าปีนั้นน่าจะเป็นปีที่สำคัญว่ามีบางสิ่งเป็นเหตุ เราต้องหาเหตุไห้ได้ เดี๋ยวจะลองดูว่ามีแนวดาวสำคัญเรียงตัวไหม
3) วันเวลาเกิด มันตรงกับปีนี้ที่ไหวที่เชียงราย 84 ปีพอดี คือ ครบ 7 รอบวัฏจักร ต้องหาอีกว่าวัฎจักรของอะไร
...................... แนวไอเดียเฉยๆ ช่วยกันวิเคราะห์ต่อ...........
** จาก Warroom Falkman **
The 1930 Salmas earthquake occurred on May 6, 1930 in Salmas, West Azerbaijan Province (Iran). Occurring about a year after the 1929 Baghan-Gifan earthquake, the earthquake measured 7.2 on the Richter scale and 7.4 surface wave magnitude and resulted in 2,500 direct fatalities. One foreshock occurred prior to the rupture, and multiple aftershocks also occurred. The earthquake is also listed within the strongest eight earthquakes to occur in Iran since 1900.[2]
The 1930 Irpinia earthquake occurred at 00:08 UTC on 23 July 1930. It had a magnitude of 6.6 and caused 1,404 deaths.[1] The epicenter was close to the borders between the regions of Basilicata, Puglia and Campania.
The 1930 Pyu earthquake occurred on December 3, 1930 at 18:51 UTC (December 4, 1930 at 01:21 local time). The epicenter was located north to Bago, Burma, then part of British India. The magnitude of the earthquake was put at Mw 7.3, or Ms 7.3.


อธิบดีกรมอัยการ แถลงสั่งฟ้อง สุเทพ-แกนนำกปปส. 45 คนเป็นกบฏ

อธิบดีกรมอัยการ แถลงสั่งฟ้อง สุเทพ-แกนนำกปปส. 45 คนเป็นกบฏ อีก 5 คนสั่งฟ้องฐานร่วมสนับสนุน-ไม่ฟ้องนักวิชาการ 1 คน-ฟ้องแล้วสนธิญาณ-สกลธี !!!

ความเสียหายที่เกิดจากการตัดสินของศาล : Pluto...

ความเสียหายที่เกิดจากการตัดสินของศาล
Pluto...
พุธ, พฤษภาคม 7, 2014 - 23:23

ระหว่างการที่นายถวิล ถูกโยกย้ายออกจากตำแหน่ง
กับการที่นายกรัฐมนตรีถูกตัดสินให้พ้นจากตำแหน่ง ในฐานะผู้ลงนามโยกย้าย
ซึ่งรวมถึงรัฐมนตรีที่มีส่วนเกี่ยวข้อง
อย่างไหนก่อให้เกิดความเสียหายกับประเทศ
นายถวิลถูกโยกย้าย
(สุดท้ายก็ได้รับตำแหน่งคืน)
มีใครได้รับผลกระทบใด ๆ หรือไม่
ส่งผลกระทบอื่นต่อระบบหรือกระบวนการบริหารประเทศ
หรือความสงบสุขของประเทศหรือไม่
มีประชาชนได้รับความเดือดร้อนเพราะนายถวิลไม่ได้ดำรงตำแหน่งเลขา สมช.หรืออย่างไร
มีประชาชนไปเข้าชื่อเรียกร้องขอความเป็นธรรมให้นายถวิลหรือไร

การโยกย้ายนายถวิลส่งผลเสียอย่างร้ายแรงอย่างไรต่อประชาชนและประเทศนี้อย่างไร
ท่านต้องอธิบายให้ชัดแจ้ง
การที่จะมาบอกว่าโยกย้ายไม่เป็นธรรม เพราะต้องการสลับสับเปลี่ยนตำแหน่งหน้าที่ให้กับเครือญาติ
นั้นไม่ถูกต้องกับหลักธรรมาภิบาล เหตุผลมันพอเพียงหรือยัง
ผู้ถูกร้องอธิบาย ก็ไม่มีผู้ใดรับฟัง
กลับอ้างลำดับเครือญาติมาเป็นประเด็น

จริงอยู่ว่าท่านอาจไม่คำนึงถึงหลักการบริหาร
และอาจจริงตามที่ท่านกล่าวอ้างมา
แต่การโยกย้ายดังกล่าวส่งผลร้ายแรงจนประเทศเสียหายอย่างร้ายกาจหรือไม่
หรือส่งผลดีต่อการบริหารประเทศ
ผู้ถูกเลื่อนหน้าที่ ถึงแม้จะเป็นเครือญาติกันก็ตาม
แต่ก็ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างดีเยี่ยม ไม่มีด่างพร้อย
มีผลงานเด่นชัด และที่สำคัญทำงานด้วยกันได้ดี
หากเป็นท่านจะเลือกใครทำงานด้วย ระหว่างมิตร กับผู้ที่ประกาศเป็นศัตรู
ผู้บริหารย่อมมีอำนาจและดุลพินิจในการเลือกผู้ร่วมปฏิบัติงาน
ผู้ใดร่วมงานไม่ได้ ไม่สามารถ หรือไม่มีความภักดี ก็ย่อมถูกปฏิเสธ

หากว่าการโยกย้ายดังกล่าว มีผลเสียต่อประเทศจริง
ก็ควรต้องให้พิจารณากันตามความผิด
เกิดทุจริตอันเนื่องจากการนี้ เอาคนไม่เก่งมาทำงานแทนคนที่เก่งกว่า
มีอีกหลายศาลที่สามารถฟ้องร้อง ดำเนินการเอาผิด หรือแก้ต่างกันได้
มิใช่ตัดสิน ตัดสิทธิ์ ตัดญาติขาดมิตรกับประชาชน
ประชาชนซึ่งอาจเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ

***
ประชาชนคนไทยเขาได้เลือก ว่าผู้ใดสมควรเป็นตัวแทนในการบริหารประเทศ
เป็นคนที่สามารถทำงานแทน เป็นเสียงหนึ่งของพวกเขา เป็นคนที่เขาเชื่อใจ ศรัทธา
ใครที่ประชาชนเชื่อมั่น ก็ได้รับเลือก
เขามอบสิทธิ์ให้คน ๆ นั้นทำงานแทนเขา
และเป็นสิทธิ์ของตัวแทนที่จะตัดสินให้ใครก็ได้แบ่งทำงานในหลากหลายงาน ตามเหมาะสม
ประชาชนเขาไม่ได้เลือกนายถวิล (รวมถึงตัวท่าน) เขาให้ตัวแทนเขาเลือก
เลือกเพื่อมาทำงาน มาพัฒนาประเทศ
ไม่ใช่มาเตะถ่วงความเจริญอย่างที่เป็นอยู่

"ลิขิต ธีรเวคิน" วิพากษ์ศาลรธน. "ผู้วินิจฉัยแบบนี้นั้นจะรับผิดชอบทางใจหรือทางจิตวิญญาณหรือไม่"

วันที่ 08 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 เวลา 16:45:00 น.


หมายเหตุ ผู้สื่อข่าวมติชนออนไลน์ สัมภาษณ์ ศ.ดร.ลิขิต ธีรเวคิน นักรัฐศาสตร์อาวุโสและราชบัณฑิต หลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

-วิจารณ์คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ

คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญนั้นเป็นสิ่งที่ผูกผันกับทุกองค์กรเป็นประเด็นที่บัญญัติไว้อย่างชัดเจนแต่ประเด็นก็คือ คำตัดสินนั้นต้องมีความชัดเจน มีหลักเกณฑ์ ซึ่งมีหลักสำคัญอยู่ที่ว่า คำตัดสินต้องสอดคล้องอยู่กับหลักความเป็นสากลหรือหลักความยุติธรรม มิเช่นนั้น คำตัดสินนั้นๆ จะไม่มีน้ำหนัก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับสั่งไว้ว่า กฎหมายนั้นมีไว้ซึ่งการดำรงความยุติธรรม ไม่ใช่เพื่อการรักษากฎหมายเอง และการตีความกฎหมายนั้นมันต้องใช้สมองตีความมองหลายๆด้าน แล้วต้องมีความยืดหยุ่น ไม่ใช่ตีความเถรตรง...

ประเด็นก็คือว่า ในเบื้องต้น การที่ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องมาเป็นคดีนั้น ศาลทำถูกหรือไม่ เพราะในความเป็นจริงแล้ว นายกรัฐมนตรีนั้นหลุดจากความเป็นนายกฯ แล้วก็มาเป็นรักษาการนายกฯ ซึ่งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญม.181 ที่บัญญัติว่า คณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งต้องอยู่ในตำแหน่ง เพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไป จนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่ จะเข้ารับหน้าที่

ในประเด็นนี้ เมื่อนายกฯประกาศยุบสภาแล้ว การจะถอดถอนนายกฯ ซึ่งไม่ได้เป็นนายกฯ แต่เป็นเพียงนายกฯ ชั่วคราวที่รอการเลือกตั้งเพื่อให้เกิดรัฐบาลใหม่นั้น ทำได้หรือไม่ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญนั้นบอกว่า สามารถปฏิบัติได้ ซึ่งเมื่อศาลรัฐธรรมนูญบอกว่าปฏิบัติได้ ก็ไม่สามารถมีใครขัดได้เลย เพราะว่าองค์กรนี้สูงสุด

และที่สำคัญก็คือ โดยหลักแล้วการใช้กฎหมายนั้นต้องมีตัวกฎหมายใหญ่กำกับอยู่ เช่น การใช้กฎหมายอาญาและกฎหมายแพ่ง ก็ต้องมีประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและแพ่ง แต่ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีสิ่งนี้ รัฐธรรมนูญนั้นบัญญัติให้ผ่านกฎหมายนี้ภายใน 1 ปี แต่ตอนนี้ก็ 7 ปีมาแล้ว กฎหมายเหล่านี้ก็ยังไม่เกิดขึ้น พอไม่มีกฎหมายนี้ก็ทำให้ศาลสามารถตีความได้อย่างไม่มีขอบเขต กลายเป็นว่า ไม่มีกฎหมายมากำหนดการใช้กฎหมายของศาลรัฐธรรมนูญ ทุกอย่างอยู่ที่ดุลยพินิจของศาลฯ แล้วแต่จะตีความ ซึ่งในประเด็นนี้จะเห็นได้ว่า คำตัดสินของศาลฯ นั้นขาดน้ำหนักแล้ว

การวินิจฉัยออกมาว่านายกฯ และรัฐมนตรี 9 คน ต้องพ้นจากตำแหน่ง ถ้ามีหลักฐานแน่ชัดว่าเป็นเช่นนั้น ก็อาจจะมีอำนาจที่จะวินิจฉัยได้ แต่ประเด็นก็คือว่า กรณีนี้ เลขาฯ สมช.ที่ถูกโยกย้ายก็เข้ามาดำรงตำแหน่งนี้ในสมัยรัฐบาลอื่น ซึ่งรัฐบาลนั้นก็ต้องให้คนอื่นออกไปจากตำแหน่งเลขาฯ สมช.เหมือนกัน

ซึ่งทั้งหมดนี้โดยสรุปก็คือ แม้ว่าศาลรัฐธรรมนูญนั้นจะมีอำนาจ และคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้นจะมีผลผูกผันกับทุกองค์กร แต่อย่าลืมว่า หลักการสากลนั้นมีอยู่ว่า อะไรก็ตามแต่ที่มีการกระทำขึ้น ต้องมีความถูกต้องตามหลักกฎหมาย (Legality) และความชอบธรรมทางการเมือง (Legitimacy) จะมีแต่ความถูกต้องตามกฎหมายไม่ได้ ซึ่งเมื่อขาดสองหลักการนี้เมื่อใด จะไม่มีธรรมแห่งอำนาจ (moral authority) ประเด็นก็คือว่า ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแบบนี้นั้นถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ซึ่งในเมื่อบอกว่าศาลรัฐธรรมนูญนั้นมีอำนาจ แต่ในเมื่อประชาชนนั้นไม่เห็นด้วย ก็ไม่รู้ที่จะใช้อำนาจอะไรไม่คัดค้านศาล เพราะศาลเป็นองค์กรสูงสุด

ประเด็นเรื่องความชอบธรรมทางกฎหมาย (Legality) นั้น เป็นประเด็นที่ถกเถียงกันมากในหมู่นักวิชาการ ซึ่งเมื่อมีการถกเถียงกันว่ากฎหมายนั้นมีอำนาจหรือไม่ มีความถูกต้องหรือไม่ มีคงเส้นคงวาหรือไม่ ตั้งแต่เรื่องของคุณสมัคร สุนทรเวช และอีกในหลายๆ กรณี ซึ่งในประเด็นนี้จะเห็นได้ว่า กฎหมายนั้นไม่มีความคงเส้นคงวา เพราะฉะนั้นจึงไม่มีความชอบธรรม

ซึ่งเมื่อบุคคลที่ใช้กฎหมายเป็นที่สงสัย ความชอบธรรมทางการเมืองเป็นที่สงสัย ธรรมแห่งอำนาจจะไม่มี ถึงแม้ว่าผลของอำนาจนั้นจะผูกพันกับทุกองค์กร แต่ความชอบธรรมนั้นไม่ผูกพันคนที่จะคิด จะจับคนไปติดคุกนั้นย่อมได้ แต่จะติดคุกความคิด ความคิดเสรี ความคิดที่เป็นธรรมนั้นไม่ได้

พูดตรงๆ ว่า การตัดสินอะไรก็ตามที่คนไม่สามารถยอมรับได้ เพราะว่าผิดหลักการนั้น ถ้านำไปสู่ผลในทางเสีย ถึงแม้ไม่ต้องรับผิดชอบทางกฎหมาย แต่จะต้องรับผิดชอบทางคุณธรรม ศีลธรรม และจริยธรรม ซึ่งถ้าหากว่าเกิดปัญหาหนักเกิดขึ้น จนนำไปสู่การสูญเสียอย่างมหาศาล อยากจะตั้งคำถามต่อว่า ผู้วินิจฉัยแบบนี้นั้นจะรับผิดชอบทางใจหรือทางจิตวิญญาณหรือไม่ แล้วมันจะหลอกหลอนไปตลอดชีวิต กฎหมายเอาอะไรไม่ได้ แต่กฎแห่งกรรมเอาเรื่องได้

-การเมืองต่อจากนี้จะเดินหน้าต่อไปอย่างไร ในเมื่อกปปส. ก็ยังเดินหน้าชุมนุมต่อไป

ปัญหาเกิดขึ้นนั้นมันเป็นเรื่องปกติในสังคม แต่จะต้องมีกลไกที่จะนำไปสู่ข้อยุติ ซึ่งเมื่อใดที่หาข้อยุติไม่ได้ มนุษย์ก็จะข้ามแดนจากการมีเหตุผล เข้าไปสู่สภาวะตามธรรมชาติ นั่นก็คือการใช้กำลัง แล้วผลสุดท้าย บ้านเมืองจะแตกเป็นเสี่ยงๆ ซึ่งนี่ไม่ใช่การมองโลกในแง่ร้าย ทุกวันนี้ ความไม่คงเส้นคงวา ความไม่เป็นธรรม ความต้องการที่จะปกปักรักษาอำนาจของตนเองนั้น ทำให้คนตาบอดหมด

ในขณะนี้ คนไทยใช้สมองข้างขวา ใช้แต่อารมณ์ มากกว่าสมองข้างซ้ายที่ใช้เหตุผลรวมไปถึงนักวิชาการหลายๆคนที่ขาดจริยธรรม ขายจิตวิญญาณทั้งความเป็นนักกฎหมายและนักรัฐศาสตร์ คนพวกนี้ทรยศต่อวิชาชีพและจรรยาชีพของตัวเอง

-คิดว่าการเลือกตั้งจะสำเร็จมากน้อยแค่ไหน ในเมื่อทางฝั่งกลุ่มผู้ชุมนุม กปปส. ยังคงเดินหน้าชุมนุมอยู่

ในเรื่องของการเลือกตั้งนั้น ถ้าตีความกันตามศาลรัฐธรรมนูญในขณะนี้ หมายถึงแค่เอาคนมาขวางที่คูหาหนึ่งเขต ก็ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญแล้ว นี่คือคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นก็ไม่ต้องมีกันแล้วระบบการเลือกตั้ง แต่ถ้าไม่มีระบบการเลือกตั้ง แล้วจะใช้ระบบอะไรกัน ถ้าไม่มีระบบการเลือตั้งก็ต้องกลับไปสู่สภาวะธรรมชาติกันหรือไม่

คำถามนี้เราต้องกลับมาถามกันว่า เราต้องการให้ประเทศเราเดินต่อไปข้างหน้า ทนอยู่กันหน่อย อย่างน้อยส่วนหนึ่งก็กล่อมแกล้มกันไป แต่อยู่กันด้วยสันติ หรือต้องการให้ประเทศพังทลายเหมือนกับในซีเรีย ที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ เราต้องการกันเช่นนี้หรือไม่ แล้วใครจะเป็นผู้ได้ประโยชน์ ประชาชนคนที่อยู่ตรงกลางนั้น ต้องมาคอยรับผลของความไม่ได้เรื่องของความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ใครจะรับผิดชอบในเรื่องนี้ เพราะเมื่อถึงจุดๆ หนึ่ง จุดที่ทุกคนมีสิทธิ์เท่ากันโดยธรรมชาติในการป้องกันตัวเอง ลองจิตนาการดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น

-ต่อจากนี้ไป อะไรคือสิ่งที่รัฐบาลรักษาการควรทำและไม่ควรทำ

รัฐบาลรักษาการ ก็ต้องรักษาการอย่างเดียว และจัดการเลือกตั้งให้เร็วที่สุด เพราะนี่คือวิถีทางเดียวที่เหลืออยู่ ถ้าไม่มีสิ่งนี้ ก็คือต้องรัฐประหาร แล้วรัฐประหารเสร็จจะเกิดอะไรขึ้นนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าอยากให้บ้านเมืองสงบก็จัดให้มีการเลือกตั้ง แล้วใครจะแพ้ จะชนะก็ว่ากันไป

ส่วนใครจะมีการกำหนดให้เกิดข้อสัญญาระหว่างรณรงค์เลือกตั้งว่าจะอยู่แค่6 เดือน แล้วจะมีการปฏิรูปอย่างรวด จากนั้นก็จะลาออก แบบนี้ก็ทำได้เช่นกัน เหมือนกับกรณีที่นายอานันท์ ปันยารชุน มาเป็นนายกฯ สมัยที่ 2 ก็เข้ามาแก้รัฐธรรมนูญเพียงบางมาตรา แล้วก็ลาออกและยุบสภาไป เพราะฉะนั้นมีทางเดียว คือ 1.เลือกตั้ง 2.รัฐประหาร 3. เสนอมาตรา 7 ขอนายกฯ คนกลาง ซึ่งอยากจะตั้งคำถามต่อว่า เป็นคนกลางบนพื้นฐานของอะไร รัฐธรรมนูญมาตราใด

ตอนนี้เรากำลังเขาสู่สภาวะทางตันทางการเมือง (Political coup d’etat) กันอยู่ ยังไม่รู้ตัวอีกหรือว่าเรากำลังยืนอยู่บนปากเหว ตนเป็นคนไทยคนหนึ่งที่เสียภาษี ทำหน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมาย มีสิทธิไปเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ แล้วคุณมีสิทธิอะไรมาปล้นเสียงผม ปล้นเสียงคน 20 ล้านคน วันหนึ่งคนไทยจะลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิ์ตรงนี้ เพราะไม่สามารถมีใครเอาสิทธิ์นี้ไปได้

-สถานะของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตรในการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม

ประเด็นนี้เป็นสิ่งที่ต้องตีความกันคนส่วนใหญ่ในประเทศไทยนั้นเข้าใจ"ความเป็นนายกรัฐมนตรี" ไม่ถูกต้อง 

ถ้ายึดตามระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย ระบบรัฐสภาอังกฤษแล้ว นายกรัฐมนตรี คือ หัวหน้าคณะรัฐมนตรีและเป็นรัฐมนตรี โดยถือว่านายกรัฐมนตรีนั้นเป็น "คนที่หนึ่งในผู้ที่เท่าๆ กัน" (First among equals) ทำหน้าที่คอยประสานงานในการบริหารประเทศ ดังนั้น นายกรัฐมนตรีไม่ได้มีอำนาจเด็ดขาดในการบริหารประเทศ แต่นายกรัฐมนตรีมีอำนาจสั่งการผ่านมติของคณะรัฐมนตรี

ดังนั้น เมื่อ "ความเป็นนายกรัฐมนตรี" ของนางสาวยิ่งลักษณ์ได้สิ้นสุดลง จึงเป็นปัญหาที่ต้องตีความกันว่า "ความเป็นรัฐมนตรี" ที่หมายถึงรัฐมนตรีที่ยืนอยู่ตรงหัวแถวเป็นหัวหน้าของรัฐบาล หรือหมายรวมถึงความเป็นรัฐมนตรีกระทรวงกะลาโหมนั้น สิ้นสุดลงไปด้วยหรือไม่

ตามความเข้าใจของผม เมื่อคุณสมบัตินายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลง ความเป็นรัฐมนตรีก็น่าจะต้องสิ้นสุดลงด้วยเช่นกัน

อุกฤษออกแถลงการณ์ แนะ′ปู-ครม.′รอคำวินิจฉัยกลางศาล รธน.

วันที่ 8 พฤษภาคม นายอุกฤษ มงคลนาวิน ประธานกรรมการอิสระว่าด้วยการส่งเสริมหลักนิติธรรมแห่งชาติ (คอ.นธ.) อดีตประธานรัฐสภา แถลงการณ์ ประธาน คอ.นธ.เรื่อง แนวทางปฏิบัติภายหลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอื่นที่ร่วมประชุมและมีมติสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามมาตรา 182 (7) โดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้

ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัย เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2557 กรณีมีผู้ร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กระทำการอันต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 268 ประกอบมาตรา 266 (2) และ (3) กรณีโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี เป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีของน.ส.ยิ่งลักษณ์ สิ้นสุดลงเฉพาะตัวและวินิจฉัยว่ารัฐมนตรีอื่นที่ร่วมประชุมและมีมติในการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2554 มีส่วนโดยอ้อมในการก้าวก่ายและแทรกแซงอันเป็นการกระทำต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ เป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีเหล่านั้นต้องสิ้นสุดเป็นการเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญด้วย นายกฯและรัฐมนตรีดังกล่าวจึงไม่อาจอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้  ในส่วนรัฐมนตรีอื่นที่ไม่ส่วนเกี่ยวข้องกับการประชุมและมีมติให้แต่งตั้งโยกย้ายดังกล่าวให้อยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้นั้น
              
ประเด็นดังกล่าว เคยทำจดหมายเปิดผนึกต่อสาธารณชนแล้ว เมื่อวันที่ 18 เม.ย.2557 โดยเห็นว่า ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจรับเรื่องดังกล่าวนี้ไว้พิจารณาตั้งแต่ต้น เพราะในเมื่อนายกฯและครม.ทั้งคณะพ้นจากความเป็นรัฐมนตรีไปแล้วเมื่อมีการยุบสภา จึงไม่มีเหตุที่ศาลจะรับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณาวินิจฉัยอีก และการย้ายนายถวิลเป็นการใช้อำนาจบริหารตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารราชการแผ่นดิน มิใช่เป็นการก้าวก่ายหรือแทรกแซง และมีความเห็นต่อไปว่า 

ถึงแม้ศาลรัฐธรรมนูญจะได้วินิจฉัยว่านางสาวยิ่งลักษณ์กระทำการอันต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญก็ไม่มีผลทำให้ความเป็นรัฐมนตรีของน.ส.ยิ่งลักษณ์สิ้นสุดลงเฉพาะตัว และไม่มีผลทำให้รัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่งไปโดยอัตโนมัติตามคำวินิจฉัยเพราะความเป็นรัฐมนตรีของนางสาวยิ่งลักษณ์จะสิ้นสุดลงหรือรัฐมนตรีทั้งคณะจะพ้นจากตำแหน่งก็ต่อเมื่อมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากความเป็นรัฐมนตรีแล้วเท่านั้น ประกอบกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 181 บัญญัติไว้ชัดแจ้งว่า นายกฯและรัฐมนตรีต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่

 แต่ในเมื่อศาลรัฐธรรมนูญได้รับคำร้องและมีคำวินิจฉัยออกมาดังกล่าวก็ขอเสนอแนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือได้รับผลกระทบจากคำวินิจฉัยดังกล่าวว่าจะต้องดำเนินการหรือปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต่อไปอย่างไรเพื่อผดุงไว้ซึ่งหลักนิติธรรมส่งเสริมให้มีการใช้กฎหมายด้วยความเป็นธรรม ความเสมอภาค และคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของบุคคล กับทั้ง เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นในการใช้กฎหมายของประเทศ อันจะนำไปสู่สังคมที่มีความเป็นปกติสุข ดังนี้
                
1.ก่อนที่คณะรัฐมนตรีจะได้ดำเนินการต่อไปอย่างไร ในเบื้องต้นควรที่จะต้องรอคำวินิจฉัยกลางของศาลรัฐธรรมนูญและคำวินิจฉัยส่วนตนของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญฉบับที่ได้ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาตามที่รัฐธรรมนูญมาตรา 216 วรรคสาม บัญญัติไว้ว่า “คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญและความเห็นในการวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทุกคนให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา”เสียก่อน
               
2.เมื่อคำวินิจฉัยกลางของศาลรัฐธรรมนูญและคำวินิจฉัยส่วนตนของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วคณะรัฐมนตรีควรที่จะนำคำวินิจฉัยนั้นหารือไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกาซึ่งเป็นที่ปรึกษากฎหมายของคณะรัฐมนตรีว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวได้มีการพิจารณาและวินิจฉัยโดยเป็นไปตามหลักนิติธรรมหรือไม่ เพียงใด และคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าว ถือเป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่นของรัฐ หรือไม่ 

เนื่องจากตุลาการที่เป็นองค์คณะในการพิจารณาและทำคำวินิจฉัยเป็นผู้มีส่วนได้เสียกับเรื่องที่พิจารณาวินิจฉัยและที่สำคัญการพิจารณาวินิจฉัยคดีดังกล่าวได้กระทำไปโดยไม่มีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญรองรับตามรัฐธรรมนูญมาตรา 216 วรรคหก ซึ่งการที่ศาลรัฐธรรมนูญไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญดังกล่าว คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญย่อมมีปัญหาความไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และทำให้คำวินิจฉัยดังกล่าวตกไปทั้งฉบับ
                
3.ระหว่างที่รอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญประกาศในราชกิจจานุเบกษา และรอความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา ให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีทั้ง หมดอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ ทั้งนี้ ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 181 ที่มีเจตนารมณ์ให้มีความต่อเนื่องในการบริหารราชการแผ่นดินโดยไม่ให้มีช่องว่างแห่งการใช้อำนาจมหาชน
              
4.ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนินการเพื่อให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรโดยเร็วเพื่อที่จะได้ดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ที่จะเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินต่อไปอันเป็นการยุติบทบาทหรือยุติการปฏิบัติหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีชุดเดิมตามที่หลายฝ่ายต้องการ ในการเลือกตั้งดังกล่าวควรที่จะมีการทำประชามติไปในคราวเดียวกันว่าคณะรัฐมนตรีชุดเดิมจำเป็นต้องปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ หรือไม่